47 แรงประเภทที่สาม คือ แรงอ่อน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการสลายให้อนุภาคบีตาของนิวเคลียส กัมมันตรังสี ทำให้ได้นิวเคลียสที่มีเสถียรภาพมากขึ้น การนำความรู้ด้านนี้มาประยุกต์ใช้ เช่น การหาอายุ ของวัตถโุ บราณ แรงประเภทที่สี่ คือ แรงเข้ม ซึ่งเป็นแรงที่ยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคควาร์กในนิวคลีออน และเป็น ผลทำใหเ้ กดิ แรงนิวเคลยี ร์ที่ยึดเหน่ียวอนุภาคในนิวเคลียส ทำให้นวิ เคลียสมีเสถยี รภาพ ความเข้มของแรงสามารถเรียงจากมากไปน้อยได้ดังนี้ แรงเข้ม แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงอ่อน และ แรงโน้มถ่วง สำหรับระยะทางที่แรงส่งผล จะพบว่าแรงโน้มถ่วงและแรงแม่เหล็กไฟฟ้าจะยังมีผลแม้ ระยะทางมาก ๆ ในขณะทผ่ี ลของแรงอ่อนและแรงเข้มจะถกู จำกดั อยู่ในนิวเคลยี สเทา่ นน้ั 5.สาระการเรยี นรู้ ในบริเวณที่มีสนามโน้มถ่วง เมื่อมีวัตถุที่มีมวลจะมีแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นแรงดึงดูดของโลกกระทำต่อ วัตถุ แรงน้นี ำไปใช้อธบิ ายการเคลือ่ นท่ีของวัตถตุ า่ ง ๆ เชน่ ดาวเทียม และดวงจนั ทรร์ อบโลก กระแสไฟฟ้าทำให้เกิดสนามแม่เหล็กในบริเวณรอบแนวการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า หาทิศทาง ของสนามแม่เหล็กเนอ่ื งจากกระแสไฟฟา้ ได้จากกฎมือขวา ในบริเวณที่มีสนามแม่เหล็ก เมื่อมีอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่โดยไม่อยู่ในแนวเดียวกับ สนามแม่เหล็ก หรือมีกระแสไฟฟา้ ผ่านลวดตัวนำโดยกระแสไฟฟา้ ไม่อยู่ในแนวเดียวกับสนาม แม่เหล็ก จะมี แรงแมเ่ หล็กกระทำ ซ่งึ เป็นพ้นื ฐานในการสรา้ งมอเตอร์ เมื่อมีสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงตัดขดลวดตัวนำทำให้เกิดอีเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้าง เคร่อื งกำเนดิ ไฟฟ้า ภายในนิวเคลียสมีแรงเข้มที่เป็นแรงยึดเหนี่ยวของอนุภาคในนิวเคลียส และเป็นแรงหลักที่ใช้ อธิบายเสถียรภาพของนิวเคลียส นอกจากนี้ยังมีแรงอ่อน ซึ่งเป็นแรงที่ใช้อธิบายการสลายให้อนุภาคบีตา ของธาตกุ ัมมันตรังสี 6.สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น ความสามารถในการสือ่ สาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ทกั ษะของผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (จุดเนน้ สูก่ ารพฒั นาคุณภาพผู้เรยี น) ทกั ษะการอา่ น (Reading)
48 ทักษะการ เขยี น (Writing) ทักษะการ คดิ คำนวณ (Arithmetic) ทกั ษะดา้ นการคดิ อย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะดา้ นการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทกั ษะด้านความรว่ มมอื การทำงานเปน็ ทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทกั ษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทนั สอื่ (Communication information and media literacy) ทกั ษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทกั ษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลีย่ นแปลง (Change) ทักษะการเรยี นรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 7. ชิ้นงานหรอื ภาระงาน ( หลกั ฐาน / รอ่ งรอยแสดงความรู้ ) 7.1 แบบฝกึ หัดที่ 2.1 เร่ือง แรงโน้มถว่ งกบั การเคลือ่ นทีข่ องวัตถุตา่ ง ๆ รอบโลก 7.2 แบบฝึกหดั ที่ 2.2 เรือ่ ง สนามแมเ่ หลก็ จากเส้นลวดทมี่ ีกระแสไฟฟา้ ผ่าน 7.3 แบบฝกึ หดั ท่ี 2.3 เรือ่ ง แรงแม่เหลก็ ที่กระทำกบั อนุภาคทีม่ ีประจไุ ฟฟ้าและเส้นลวดตัวนำท่ีมี กระแสไฟฟา้ ผา่ น 7.4 แบบฝึกหดั ที่ 2.4 เร่ือง การเหน่ยี วนำแมเ่ หล็กไฟฟา้ 7.5 แบบฝึกหดั ที่ 2.5 เรือ่ ง แรงอ่อนแรงเข้ม 7.6 แบบฝกึ หัดทา้ ยบทที่ 2 เร่ือง แรงในธรรมชาติ 8. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ หน่วยย่อยท่ี 1 เร่ือง แรงโน้มถว่ งกับการเคลื่อนท่ีของวัตถตุ า่ ง ๆ รอบโลก ชั่วโมงท่ี 1-2 (ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้ 5E ) ขน้ั ตอนท่ี 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครูนำเขา้ สู่บทที่ 2 เร่ือง แรงในธรรมชาติ โดยให้นักเรยี นยกตัวอย่างแรงในรูปแบบตา่ ง ๆ ที่นักเรยี น พบเห็นในชีวิตประจำวัน เช่น แรงโน้มถ่วงที่ทำให้วัตถุตกลงสู่พื้นโลก แรงไฟฟ้าที่ทำให้วัตถุที่มีประจุไฟฟ้า
49 เหมือน/ต่างกันผลัก/ดึงดูดกัน หรือแรงที่ไม่สามารถสังเกตเหน็ ไดโ้ ดยตรง แต่อาจเคยรับรู้จากส่ือการเรียนรู้ อื่นๆ เช่นแรงที่ทำให้อนุภาคในนิวเคลียสยึดเหนี่ยวกัน จากนั้นตั้งคำถามเกี่ยวกับแรงตามที่นักเรียน ยกตัวอย่างมาว่า มีพื้นฐานมาจากแรงใดในธรรมชาติ สามารถอธิบายได้อย่างไร และนำไปใช้ประโยชน์ได้ อยา่ งไรโดยเปดิ โอกาสให้นักเรยี นตอบคำถามอย่างอสิ ระ ขน้ั ตอนท่ี 2 ขนั้ สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง แรงโน้มถ่วงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ รอบโลก จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เล่มที่ 2 2.2 นักเรียนศึกษา เรื่อง แรงโน้มถ่วงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ รอบโลก จากสื่อการสอน PowerPoint ขนั้ ตอนท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) ครูเปิดวีดิทัศน์สาธิตการแกว่งแก้วน้ำซึ่งวางบนแผ่นไม้ทีผ่ ูกเชือก หรือสาธิตกิจกรรมโดยนำแก้วน้ำ พลาสติกใส่น้ำครึ่งแกว้ แลว้ วางบนแผ่นไมท้ ี่ผูกเชือกไว้ และแกว่งเป็นวงกลมในแนวดิ่ง ดังรูป จากนั้นครตู งั้ คำถามวา่ เหตุใดนำ้ ไม่หกออกจากแกว้ โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคดิ เห็นอย่างอิสระ ไม่คาดหวัง คำตอบท่ีถกู ต้อง ครูและนกั เรียนอภปิ รายร่วมกนั เกี่ยวกับสาเหตุทน่ี ้ำในแกว้ นำ้ สามารถเคลื่อนที่เป็นวงกลมอยู่ได้โดย ไม่หก สรุปว่า การที่น้ำสามารถเคลื่อนที่เป็นวงกลมได้นั้น เนื่องจากมีแรงสู่ศูนย์กลางที่มาจากเชือกและ น้ำหนักของน้ำ เปรยี บเทียบกับการโคจรของดวงจนั ทร์หรือดาวเทยี มรอบโลก จากนั้นให้นักเรียนอภิปรายความรู้เกี่ยวกับสนามโน้มถ่วง ซึ่งทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงกระทำต่อวัตถุ และสรุปเชื่อมโยงไปสู่แรงดึงดูดระหว่างมวล ครูให้ความรู้ว่า แรงโน้มถ่วงเป็นผลมาจากแรงดึงดูดระหว่าง มวลซง่ึ เปน็ แรงในธรรมชาตแิ รงหนงึ่
50 ข้ันตอนที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) ครอู าจถามคำถามชวน ให้นกั เรยี นอภปิ รายร่วมกัน โดยครเู ปดิ โอกาสให้นกั เรียนแสดงความคิดเห็น อย่างอิสระ เช่น ระหว่างมวลสองก้อน แรงดึงดูดที่กระทำกับมวลแต่ละก้อนจะมีขนาดเท่ากัน แต่ทิศทาง ของแรงตรงขา้ มกนั แรงคู่น้เี รียกวา่ แรงอะไร แนวคำตอบ แรงกิรยิ า แรงปฏกิ ริ ยิ า ครตู ง้ั คำถามให้นักเรียนอภปิ รายรว่ มกนั ว่า ทำไมดาวเทียมหรือดวงจนั ทร์จึงโคจรรอบโลกได้โดยไม่ ตกสพู่ ้นื จากนนั้ ใหน้ ักเรียนเปรียบเทียบสถานการณท์ ่นี ำ้ ไมห่ กออกจากแกว้ กับสถานการณ์ที่ดาวเทยี มโคจร รอบโลกโดยไม่ตกสพู่ ้ืน สรุปว่า ดาวเทยี มหรอื ดวงจันทร์โคจรรอบโลกได้โดยไมต่ กสพู่ ื้นเนื่องจากแรงโน้มถ่วง ของโลกที่กระทำต่อดาวเทียมหรือดวงจันทร์ ทำหน้าที่เป็นแรงสู่ศูนย์กลาง ดาวเทียมหรือดวงจันทร์จึง สามารถโคจรรอบโลกได้ จากนน้ั ครอู าจถามคำถามชวนคิด ให้นักเรียนอภปิ รายร่วมกนั โดยครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนแสดง ความคดิ เหน็ อย่างอสิ ระ เชน่ 1. เพราะเหตุใดดาวเทียมหรือดวงจันทรจ์ ึงสามารถโคจรอยู่รอบโลกได้ แนวคำตอบ เน่ืองจากมีแรง ดึงดูดระหว่างมวลระหว่างดาวเทียมกบั โลกซ่ึงทำหน้าที่เป็นแรงสูศ่ ูนย์กลาง 2. การทจ่ี ะส่งดาวเทยี มหรือยานอวกาศออกนอกโลกจะตอ้ งทำอย่างไร แนวคำตอบ จะต้องให้ พลงั งานกับวัตถุ จนวัตถุมีพลังงานจลน์ทมี่ ากพอ หรือมีความเร็วไมน่ ้อยกว่าความเร็วหลุดพน้ ทีต่ ำแหน่งนนั้ ๆ ขัน้ ตอนที่ 5 ขัน้ ประเมนิ (Evaluation) ครูประเมินจากคำถามชวนคิดทถ่ี ามนกั เรยี นและเฉลยคำตอบและอภปิ รายคำตอบร่วมกนั ชว่ั โมงท่ี 3 (ใชร้ ปู แบบการเรยี นรู้ 5E ) ขั้นตอนท่ี 1 ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement) ครูให้นกั เรียนยกตัวอยา่ งเก่ียวกบั ผลของแรงโน้มถ่วงที่เกยี่ วข้องกบั การเคลื่อนท่ีของวตั ถตุ า่ ง ๆรอบ โลก เช่น ดวงจนั ทร์ ดาวเทยี ม และการนำความรเู้ ร่ืองแรงโนม้ ถว่ งไปใชป้ ระโยชนใ์ นด้านต่าง ๆ ขน้ั ตอนท่ี 2 ขน้ั สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง แรงโน้มถ่วงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ รอบโลก จากหนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เล่มที่ 2 2.2 นักเรียนศึกษา เรื่อง แรงโน้มถ่วงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ รอบโลก จากสื่อการสอน PowerPoint ขัน้ ตอนท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
51 ครใู หน้ กั เรียนอภิปรายเก่ียวกบั ผลของแรงโน้มถ่วงที่เกีย่ วข้องกับการเคล่ือนท่ีของวัตถุต่าง ๆพร้อม ยกตัวอยา่ งเพ่มิ เตมิ จากคำตอบของนักเรียน ขัน้ ตอนท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรียนสืบค้นเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับผลของแรงโน้มถว่ งที่เกีย่ วข้องกบั การเคลื่อนทีข่ องวัตถุต่าง ๆ รอบโลก เช่น ดวงจันทร์ ดาวเทียม และการนำความรู้เรือ่ งแรงโน้มถ่วงไปใชป้ ระโยชน์ในด้านตา่ ง ๆจากน้ัน ใหน้ ักเรียนนำเสนอ ร่วมกนั อภปิ ราย และสรุปเกี่ยวกับแรงโนม้ ถ่วงและการเคล่ือนที่ของวตั ถุต่าง ๆ รอบโลก และทำแบบฝึกหัด 2.1 เรือ่ ง แรงโน้มถว่ งกับการเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถตุ ่าง ๆ รอบโลก ขั้นตอนที่ 5 ข้นั ประเมิน (Evaluation) ครูตรวจแบบฝึกหัด 2.1 เรื่อง แรงโน้มถ่วงกับการเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ รอบโลก ของนักเรียน เพอื่ ประเมนิ ความเข้าใจของนักเรยี น ชว่ั โมงที่ 4-5 (ใช้รปู แบบการเรียนรู้ 5E ) หนว่ ยยอ่ ยที่ 2 เรื่อง สนามแมเ่ หล็กจากเส้นลวดทมี่ ีกระแสไฟฟ้าผา่ น ขั้นตอนที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครูนำภาพหรือวีดิทัศน์เกี่ยวกับการทำงานของกระดิ่งไฟฟ้าที่ต้องอาศัยสนามแม่เหล็กจา ก แม่เหล็กไฟฟา้ ในการเคาะเป็นจังหวะตามการให้สัญญาณ จากน้ันเชื่อมโยงใหเ้ ห็นว่ามนษุ ยส์ ามารถสร้าง สนามแมเ่ หล็กจากอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ เพ่ือนำมาใชป้ ระโยชน์ได้ ขั้นตอนท่ี 2 ขัน้ สํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นกั เรยี นศกึ ษา เรือ่ ง สนามแม่เหลก็ จากเสน้ ลวดท่ีมกี ระแสไฟฟ้าผา่ น จากหนงั สอื เรียนรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เลม่ ท่ี 2 2.2 นักเรียนศึกษา เรื่อง สนามแม่เหล็กจากเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน จากสื่อการสอน PowerPoint ขน้ั ตอนที่ 3 ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) ครูทบทวนความรู้เกี่ยวกับสนามแม่เหล็กและแรงแม่เหล็ก สาธิตโดยการวางเข็มทิศที่ตำแหน่งต่าง ๆ รอบแท่งแม่เหล็ก แล้วสังเกตการวางตัวของเข็มทิศ จากนั้นครูอภิปรายร่วมกับนักเรียน จากนั้นครูต้ัง คำถามวา่ กระแสไฟฟ้าสามารถทำใหเ้ กิดสนามแม่เหล็กไดอ้ ย่างไร และทศิ ทางของสนามแมเ่ หล็กท่ีเกิดขึ้นมี การวางตัวอยา่ งไร ขัน้ ตอนที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรยี นทำกิจกรรม 2.1 สนามแม่เหล็กจากลวดตัวนำ และตอบคำถามท้ายกิจกรรม จากน้ัน ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและสรุปเกี่ยวกับการเกิด สนามแม่เหล็กรอบลวดตัวนำ เมื่อมีกระแสไฟฟ้า ผ่าน และการบอกทิศทางสนามแม่เหล็กจากการวางตัวของเข็มทิศ จากนั้นครูให้ความรู้เกี่ยวกับการหา
52 ทิศทางของสนามแม่เหล็กด้วยการใช้มือขวากำรอบเส้นลวดตัวนำตามกฎมือขวาครูอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อ พิจารณากระแสไฟฟา้ วา่ เปน็ การเคลอื่ นทข่ี องประจุไฟฟ้า ดังนนั้ การที่ประจไุ ฟฟ้าเคลอ่ื นทสี่ ามารถทำให้เกิด สนามแม่เหล็กได้ ขนั้ ตอนที่ 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) ครปู ระเมินการตอบคำถาม ทกั ษะการสงั เกตจากการทำกิจกรรมของนกั เรียน ชว่ั โมงที่ 6 (ใชร้ ูปแบบการเรียนรู้ 5E ) ขั้นตอนท่ี 1 ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement) ครูทบทวนความรู้เรื่อง สนามแม่เหล็กจากเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน ของนักเรียนโดยการให้ ตอบคำถาม ขน้ั ตอนที่ 2 ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรยี นศึกษาทบทวน เรอื่ ง เร่ือง สนามแม่เหล็กจากเสน้ ลวดท่ีมกี ระแสไฟฟ้าผา่ น จากหนงั สือ เรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เล่มท่ี 2 2.2 นักเรียนศึกษาทบทวน เรื่อง สนามแม่เหล็กจากเสน้ ลวดทีม่ ีกระแสไฟฟ้าผ่าน จากสื่อการสอน PowerPoint ขน้ั ตอนที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) ครูอธิบายเกี่ยวกับ เรื่อง สนามแม่เหล็กจากเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน ให้กับนักเรียนและสรุป ความรู้ ขน้ั ตอนท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) ครใู ห้นักเรียนทำแบบฝกึ หดั 2.2 เรอ่ื ง สนามแมเ่ หล็กจากเส้นลวดท่มี ีกระแสไฟฟ้าผ่าน ขัน้ ตอนที่ 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) ครูตรวจสอบความถูกต้อง แบบฝึกหัด 2.2 เรื่อง สนามแม่เหล็กจากเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าผ่าน ของนักเรียน ชว่ั โมงที่ 7-8 (ใชร้ ปู แบบการเรยี นรู้ 5E ) หน่วยย่อยที่ 3 เรื่อง แรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและเส้นลวดตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้า ผา่ น ขั้นตอนท่ี 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ครนู ำเขา้ สูบ่ ทเรยี นโดยการทบทวนส่งิ ท่ีได้ศกึ ษาไปในหัวข้อทแี่ ลว้ วา่ การเคลอ่ื นท่ขี องอนภุ าคท่มี ี
53 ประจุไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำทำให้เกิดสนามแม่เหล็กรอบอนุภาคหรือเส้นลวดตัวนำได้ จากนั้น ตั้งคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก โดยครูเปิดโอกาสให้ นักเรยี นแสดงความคิดเหน็ อยา่ งอิสระ ขั้นตอนที่ 2 ข้นั สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง แรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและเส้นลวดตัวนำที่มี กระแสไฟฟ้าผ่าน จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตร แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เล่มท่ี 2 2.2 นักเรยี นศกึ ษาทบทวน เร่ือง แรงแมเ่ หลก็ ทีก่ ระทำกับอนภุ าคท่ีมีประจุไฟฟา้ และเส้นลวดตัวนำ ทีม่ ีกระแสไฟฟ้าผ่าน จากสื่อการสอน PowerPoint ขั้นตอนท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) ครูทบทวนสิ่งที่ได้ศึกษาไปในหัวข้อที่แล้วว่า การเคลื่อนที่ของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าหรือ กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ ทำใหเ้ กิดสนามแม่เหล็กรอบอนุภาคหรือเส้นลวดตัวนำได้ จากนั้นตั้งคำถามว่าจะ เกิดอะไรขึ้นเมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความ คิดเห็นอย่างอสิ ระ และครูต้ังถามกบั นักเรยี นโดยใหน้ ักเรยี นใชค้ วามรมู้ าคาดการณผ์ ลทเ่ี กิดขน้ึ กับลวดตัวนำ เมอ่ื มีกระแสไฟฟ้าผา่ นเสน้ ลวดตวั นำที่วางอยู่ในสนามแม่เหล็ก ข้ันตอนท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ครูใหน้ ักเรียนทำกิจกรรม 2.2 เพอ่ื ศกึ ษาแรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้าท่ีเคล่ือนที่ ในสนามแมเ่ หล็ก และกิจกรรม 2.3 เพือ่ สงั เกตการเคลื่อนท่ขี องลวดตวั นำที่มีกระแสไฟฟา้ ผ่านเมื่อวางอยู่ใน สนามแม่เหลก็ พรอ้ มตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม ขั้นตอนที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) ครูประเมินนักเรียนจากการทำกิจกรรมที่ 2.2 เพื่อศึกษาแรงแม่เหล็กทีก่ ระทำกับอนุภาคท่ีมีประจุ ไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็ก และกิจกรรม 2.3 เพื่อสังเกตการเคลื่อนทีข่ องลวดตัวนำที่มกี ระแสไฟฟา้ ผา่ นเม่ือวางอยู่ในสนามแม่เหล็ก และจากการตอบคำถามทเยกจิ กรรมของนักเรยี น ชว่ั โมงที่ 9 (ใช้รปู แบบการเรียนรู้ 5E ) ขน้ั ตอนที่ 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครูนำภาพเคร่ืองใช้ไฟฟ้าหรอื อปุ กรณ์ที่มมี อเตอร์ไฟฟา้ เป็นสว่ นประกอบ เชน่ พัดลม เครื่องปรับ อากาศ หรอื รถของเลน่ ทมี่ ีมอเตอร์และอภปิ รายรว่ มกบั นักเรยี นว่า เราสามารถประยุกตใ์ ชค้ วามรู้เกย่ี วกับ แรงแมเ่ หล็กทีก่ ระทำกับลวดตัวนำที่วางอยู่ในสนามแมเ่ หล็กเมอื่ มกี ระแสไฟฟ้าผา่ นเพื่อใช้ในการประดิษฐ์ มอเตอรไ์ ฟฟ้า ซ่ึงมอเตอร์ไฟฟ้ามีท้งั แบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงและมอเตอร์ไฟฟา้ กระแสสลับ
54 ขน้ั ตอนที่ 2 ขัน้ สํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง แรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและเส้นลวดตัวนำที่มี กระแสไฟฟ้าผ่าน จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตร แกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เลม่ ที่ 2 2.2 นักเรียนศึกษา เรื่อง แรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและเส้นลวดตัวนำที่มี กระแสไฟฟ้าผา่ นจากสื่อการสอน PowerPoint ข้นั ตอนท่ี 3 ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) ครใู หน้ กั เรียนอภปิ รายเน้ือหาแรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนภุ าคที่มีประจุไฟฟา้ และเส้นลวดตัวนำที่มี กระแสไฟฟา้ ผา่ น จากความเขา้ ใจของนกั เรยี น และแลกเปลี่ยนความรู้ภายในชนั้ เรียน และครอู ธิบายและลง ข้อสรุปเกี่ยวกับแรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและเส้นลวดตัวนำที่มี กระแสไฟฟ้าผ่าน ให้ นกั เรียน ข้นั ตอนท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจ 2.3 เรื่อง แรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มี ประจุไฟฟา้ และเสน้ ลวดตวั นำทมี่ กี ระแสไฟฟ้าผ่าน ขน้ั ตอนท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) ครูตรวจสอบแบบฝึกหัดตรวจสอบความเขา้ ใจ 2.3 เรื่อง แรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มปี ระจุ ไฟฟา้ และเสน้ ลวดตวั นำทีม่ ีกระแสไฟฟ้าผ่าน ของนักเรยี นเพื่อประเมนิ ความเขา้ ใจของนักเรียน หนว่ ยยอ่ ยท่ี 4 เรอ่ื ง การเหนี่ยวนำแมเ่ หล็กไฟฟา้ ชั่วโมงท่ี 10-11 (ใช้รปู แบบการเรยี นรู้ 5E ) ขน้ั ตอนท่ี 1 ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement) ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยตั้งคำถามกับนักเรียนว่า เมื่อกระแสไฟฟ้าทำให้เกิดสนามแม่เหล็กได้ดงั นน้ั สนามแม่เหล็กจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้หรือไม่ โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่าง อสิ ระ ขั้นตอนที่ 2 ข้ันสาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เร่ือง การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เลม่ ท่ี 2 2.2 นกั เรียนศกึ ษา เรือ่ ง การเหน่ียวนำแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ จากสือ่ การสอน PowerPoint ขน้ั ตอนที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) ครูอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหา การเกิดอีเอ็มเอฟเหนี่ยวนำและกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ และหลักการ ทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมสรปุ ความเขา้ ใจของนกั เรียน
55 ขัน้ ตอนท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรียนทำกิจกรรม 2.5 อีเอ็มเอฟเหนี่ยวนำและกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ และกิจกรรม 2.6 เครอื่ งกำเนิดไฟฟ้าอยา่ งงา่ ย พรอ้ มตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรม ขั้นตอนท่ี 5 ข้ันประเมิน (Evaluation) ครตู รวจสอบกจิ กรรม 2.5 อเี อ็มเอฟเหนยี่ วนำและกระแสไฟฟ้าเหน่ยี วนำ และกิจกรรม 2.6 เคร่ือง กำเนดิ ไฟฟา้ อยา่ งง่าย พรอ้ มตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรมของนักเรยี น ช่วั โมงที่ 12 (ใช้รูปแบบการเรยี นรู้ 5E ) ข้นั ตอนที่ 1 ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement) ครทู บทวนความร้จู ากเนือ้ หาท่ผี ่านมาให้นักเรียนพร้อมทงั้ โยงเขา้ เขา้ หาทจี่ ะศึกษาต่อไป ขั้นตอนท่ี 2 ขน้ั สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 1. นักเรียนศึกษาทบทวน เรื่อง การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เลม่ ที่ 2 2. นักเรยี นศึกษาทบทวน เรอ่ื ง การเหน่ยี วนำแม่เหล็กไฟฟ้า จากสื่อการสอน PowerPoint ขน้ั ตอนท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) ครูให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับการนำความรู้เรื่องอีเอ็มเอฟเหนี่ยวนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ จากนั้นให้นักเรียนนำเสนอ ร่วมกันอภิปรายจากนั้นครูอาจถามคำถามชวนคิด ให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ แล้วครูนำอภิปรายจนได้แนวคำตอบดังน้ี จาก ความรู้จากเรื่องการเหน่ียวนำแม่เหล็กไฟฟ้า สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้ามคี วามสัมพนั ธ์กันอย่างไร แนว คำตอบ การเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กทำให้เกิดสนามไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงสนามไฟฟ้าทำให้เกิด สนามแม่เหลก็ ขน้ั ตอนที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) ครูใหน้ กั เรยี นทำกจิ กรรมที่ 2.4 การเหน่ยี วนำแม่เหล็กไฟฟา้ ข้นั ตอนท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) ครูตรวจสอบกิจกรรมที่ 2.4 การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของนักเรียนเพื่อประเมินความเข้าใจของ นักเรยี น
56 หนว่ ยยอ่ ยท่ี 4 เรอื่ ง แรงออ่ นและแรงเข้ม ชั่วโมงท่ี 13-14 (ใชร้ ปู แบบการเรยี นรู้ 5E ) ขนั้ ตอนที่ 1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครนู ำเข้าสู่บทเรยี นโดยอภิปรายเพอื่ ทบทวนเกย่ี วกับโครงสรา้ งและองคป์ ระกอบของอะตอม โดยอาจยกตัวอย่างสญั ลกั ษณ์นิวเคลยี ร์ของธาตหุ นึง่ จากนั้น ใหน้ กั เรียนบอกความหมายของเลขมวล และเลขอะตอมเพ่ือระบจุ ำนวนอนุภาค ชนิดและประจขุ องอนุภาคภายในนิวเคลยี ส ขั้นตอนท่ี 2 ข้นั สํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นกั เรยี นศึกษา เรอ่ื ง แรงอ่อนและแรงเข้ม จากหนงั สือเรยี นรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เล่มท่ี 2 2.2 นกั เรียนศึกษา เรือ่ ง แรงอ่อนและแรงเขม้ จากสื่อการสอน PowerPoint 2.3 ครใู หน้ กั เรยี นสืบค้นเก่ยี วกบั แรงอ่อนซึ่งเปน็ แรงพ้นื ฐานในธรรมชาติท่ีเกย่ี วช้องกบั การสลายให้ อนภุ าคบตี า และการนำความรู้ไปประยุกตใ์ ช้ ข้ันตอนที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) ครูนำนักเรียนอภิปรายเกี่ยวแรงพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับแรงนิวเคลียร์ โดยแรงดังกล่าวเรียกว่าแรง เขม้ ครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับแรงนิวเคลียร์ที่ยึดเหนี่ยวนิวคลีออนเข้าไว้ด้วยกัน โดยแรงนิวเคลียร์มี ความเขม้ สูง กว่า แรงผลัก ทางไฟฟา้ จากนน้ั ครูอภปิ รายวา่ ภายในนิวคลอี อนยงั มีอนภุ าคที่เล็กกว่านิวคลี ออน เรียกว่า ควารก์ โดยอนภุ าคควาร์กเหลา่ นถ้ี ูกยึดเหน่ยี วไว้ภายในนวิ คลีออนด้วยแรงทมี่ ีความเขม้ สูงมาก เรียกว่า แรงเข้ม ทำให้ไม่สามารถพบอนุภาคควาร์กอิสระในธรรมชาติได้ แรงเข้มจึงเป็นแรงพื้นฐานใน ธรรมชาตทิ ม่ี ีความเกย่ี วข้องกับแรงนวิ เคลยี ร์ ขน้ั ตอนที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ที่ 2.5 แรงออ่ นและแรงเขม้ ครใู ห้นกั เรยี นทำแบบฝึกหดั ทา้ ยบทที่ 2 เรื่อง แรงในธรรมชาติ ขั้นตอนท่ี 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) ครูตรวจสอบแบบฝึกหัดที่ 2.5 แรงอ่อนและแรงเข้ม และแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2 เรื่อง แรงใน ธรรมชาติของนกั เรยี นเพอ่ื ประเมินความเขา้ ใจของนักเรยี น
57 หน่วยยอ่ ยที่ 4 เรอื่ ง แรงอ่อนและแรงเข้ม ชั่วโมงที่ 15 (ใชร้ ปู แบบการเรยี นรู้ 5E ) ข้นั ตอนท่ี 1 ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement) ครูนำเขา้ สู่บทเรียนโดยอภิปรายเพอ่ื ทบทวนเกย่ี วกบั โครงสร้างและองคป์ ระกอบของอะตอม โดยอาจยกตวั อย่างสัญลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ของธาตุหน่งึ จากนั้น ให้นกั เรียนบอกความหมายของเลขมวล และเลขอะตอมเพื่อระบุจำนวนอนภุ าค ชนิดและประจุของอนภุ าคภายในนวิ เคลยี ส ขั้นตอนที่ 2 ข้นั สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรยี นศกึ ษา เรือ่ ง แรงอ่อนและแรงเข้ม จากหนังสือเรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 เล่มที่ 2 2.2 นกั เรียนศึกษา เรื่อง แรงออ่ นและแรงเขม้ จากส่ือการสอน PowerPoint 2.3 ครูให้นกั เรยี นสบื คน้ เกีย่ วกบั แรงอ่อนซึ่งเปน็ แรงพื้นฐานในธรรมชาตทิ ี่เกยี่ วช้องกับการสลายให้ อนภุ าคบีตา และการนำความรูไ้ ปประยุกตใ์ ช้ ขน้ั ตอนที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) ครูนำนักเรียนอภิปรายเกี่ยวแรงพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับแรงนิวเคลียร์ โดยแรงดังกล่าวเรียกว่าแรง เขม้ ครูอธิบายความรู้เกี่ยวกับแรงนิวเคลียร์ที่ยึดเหนี่ยวนิวคลีออนเข้าไว้ด้วยกัน โดยแรงนิวเคลียร์มี ความเขม้ สูง กว่า แรงผลัก ทางไฟฟา้ จากนน้ั ครูอภิปรายวา่ ภายในนวิ คลีออนยังมีอนภุ าคที่เล็กกว่านิวคลี ออน เรียกวา่ ควารก์ โดยอนุภาคควาร์กเหลา่ นถี้ กู ยดึ เหนย่ี วไวภ้ ายในนวิ คลีออนดว้ ยแรงที่มคี วามเข้มสูงมาก เรียกว่า แรงเข้ม ทำให้ไม่สามารถพบอนุภาคควาร์กอิสระในธรรมชาติได้ แรงเข้มจึงเป็นแรงพื้นฐานใน ธรรมชาตทิ ่มี คี วามเกีย่ วข้องกบั แรงนวิ เคลยี ร์ ขน้ั ตอนท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ครใู หน้ กั เรียนทำแบบฝึกหดั ท่ี 2.5 แรงอ่อนและแรงเข้ม ครใู ห้นกั เรียนทำแบบฝึกหดั ท้ายบทที่ 2 เรื่อง แรงในธรรมชาติ ขน้ั ตอนท่ี 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) ครูตรวจสอบแบบฝึกหัดที่ 2.5 แรงอ่อนและแรงเข้ม และแบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2 เรื่อง แรงใน ธรรมชาติของนักเรยี นเพ่อื ประเมนิ ความเข้าใจของนักเรียน 9. สื่อการสอน 9.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เล่มที่ 2 9.2 สือ่ การสอน PowerPoint ของครูผูส้ อน
58 10. แหล่งเรยี นร้ใู นหรอื นอกสถานท่ี 10.1 ส่อื การสอนอินเตอรเ์ น็ต 11. การวัดและประเมินผล ชน้ิ งาน/ภาระงาน วิธีวดั เครื่องมือ เกณฑ์การให้ เกณฑ์การประเมนิ วดั คะแนน 1. แบบฝึกหดั ที่ 2.1 เรอ่ื ง ตรวจ คะแนน 16-20 = ดมี าก สนามแม่เหลก็ จากเส้นลวดที่มี แบบฝกึ หัด แบบฝกึ หัด ตอบถูกต้องตาม คะแนน 11-15 = ดี กระแสไฟฟ้าผ่าน แบบฝกึ หดั ท่ใี ห้ทำ คะแนน 6-10 = พอใช้ คะแนน 0-5 = ปรบั ปรงุ 2. แบบฝึกหดั ท่ี 2.2 เรอื่ ง แรง ตรวจ แบบฝึกหัด ตอบถูกตอ้ งตาม ผา่ นเกณฑ์ในระดบั ดขี น้ึ ไป แม่เหลก็ ท่ีกระทำกบั อนุภาคท่ีมี แบบฝกึ หัด แบบฝกึ หดั ที่ให้ทำ คะแนน 16-20 = ดมี าก ประจไุ ฟฟา้ และเสน้ ลวดตวั นำท่ีมี คะแนน 11-15 = ดี กระแสไฟฟ้าผ่าน คะแนน 6-10 = พอใช้ คะแนน 0-5 = ปรับปรงุ ผา่ นเกณฑ์ในระดับดีขึน้ ไป 3. แบบฝกึ หดั ที่ 2.3 เรือ่ ง เรื่อง ตรวจ แบบฝกึ หัด ตอบถูกตอ้ งตาม คะแนน 16-20 = ดีมาก การเหน่ยี วนำแม่เหลก็ ไฟฟา้ แบบฝกึ หัด แบบฝกึ หัดทใ่ี ห้ทำ คะแนน 11-15 = ดี คะแนน 6-10 = พอใช้ 4. แบบฝึกหัดที่ 2.4 เร่ือง แรง ตรวจ แบบฝกึ หดั ตอบถูกต้องตาม คะแนน 0-5 = ปรบั ปรงุ อ่อนและแรงเขม้ แบบฝึกหัด แบบฝกึ หดั ทใ่ี ห้ทำ ผา่ นเกณฑ์ในระดบั ดขี ึ้นไป 5. แบบฝกึ หัดท้ายบทที่ 2 เรือ่ ง ตรวจ แบบฝกึ หดั ตอบถูกตอ้ งตาม คะแนน 16-20 = ดมี าก แบบฝกึ หดั ทใี่ ห้ทำ คะแนน 11-15 = ดี แรงในธรรมชาติ แบบฝึกหดั คะแนน 6-10 = พอใช้ คะแนน 0-5 = ปรับปรงุ ผ่านเกณฑ์ในระดับดีขน้ึ ไป คะแนน 16-20 = ดีมาก คะแนน 11-15 = ดี คะแนน 6-10 = พอใช้ คะแนน 0-5 = ปรับปรงุ ผา่ นเกณฑ์ในระดับดีขึน้ ไป
59 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น วิธีวดั เครื่องมือวดั เกณฑก์ ารให้ เกณฑ์การประเมิน คะแนน 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร ประเมนิ จาก แบบประเมิน ตารางเกณฑก์ ารให้ 4=ดมี าก พฤตกิ รรมของ ผูเ้ รียน คณุ ลักษณะอันพึง คะแนน 3 = ดี ประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พงึ 2=พอใช้ (รายบุคคล) ประสงค์ 1=ควรปรับปรงุ 2. ความสามารถในการคิด ประเมินจาก แบบประเมิน ตารางเกณฑ์การให้ 4=ดีมาก พฤติกรรมของ ผู้เรียน คณุ ลักษณะอันพงึ คะแนน 3 = ดี ประสงค์ คณุ ลักษณะอันพึง 2=พอใช้ (รายบุคคล) ประสงค์ 1=ควรปรับปรงุ 3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะ ประเมินจาก แบบประเมนิ ตารางเกณฑก์ ารให้ 4=ดีมาก ชวี ติ พฤติกรรมของ ผ้เู รียน คณุ ลกั ษณะอันพงึ คะแนน 3 = ดี ประสงค์ คณุ ลักษณะอันพงึ 2=พอใช้ (รายบคุ คล) ประสงค์ 1=ควรปรับปรุง
60 แบบประเมนิ การปฏิบตั ิการ คำชี้แจง : ใหผ้ สู้ อนประเมินการปฏิบตั ิการของนักเรียนตามรายการทกี่ ำหนด แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งที่ตรง กบั ระดับคะแนน ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 32 4 1 1 การปฏิบตั ิการทดลอง 2 ความคลอ่ งแคล่วในขณะปฏบิ ัติการ 3 การนำเสนอ 4 การจะจัดเก็บอปุ กรณ์ให้เปน็ ระเบยี บ ลงชื่อ ................................................... ผปู้ ระเมนิ ................../................/............... เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน ให้ 2 คะแนน ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 1 คะแนน ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางคร้ัง ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครง้ั หรือไม่เคยปฏบิ ัติเลย เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ 0-7 คะแนน ระดบั คุณภาพ 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ 8-10 คะแนน ระดับคุณภาพ 2 หมายถงึ พอใช้ 11-13 คะแนน ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี 14-16 คะแนน ระดบั คุณภาพ 4 หมายถงึ ดมี าก
61 แบบประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คำคำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ลงใน ช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน คณุ ลักษณะอนั พงึ รายการประเมนิ ระดับคะแนน ประสงค์ 1234 1.1ใหข้ ้อมูลที่ถกู ต้องและเปน็ จริง 1. ซ่อื สตั ย์ สจุ รติ 1.2ปฏิบัตใิ นสงิ่ ท่ถี ูกต้อง 2. มวี ินยั รับผิดชอบ 2.1ปฏิบัตติ ามข้อตกลงกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคบั ของครอบครวั 3. ใฝเ่ รียนรู้ 2.2มคี วามตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตา่ งๆในชีวิตประจำวนั 3.1รจู้ ักใช้เวลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้ 5. ม่งุ มน่ั ในการทำงาน 3.2รจู้ กั จัดสรรเวลาใหเ้ หมาะสม 6. มีจติ สาธารณะ 3.3เช่ือฟงั คำสงั่ สอนของบดิ า-มารดาโดยไมโ่ ตแ้ ย้ง 3.4ตง้ั ใจเรยี น 5.1มคี วามต้งั ใจและพยายามในการทำงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย 5.2มคี วามอดทนและไมท่ ้อแท้ตอ่ อปุ สรรคเพื่อให้งานสำเรจ็ 6.1รจู้ ักช่วยเหลือเพอ่ื นและครู 6.2รจู้ กั การดูแลรกั ษาทรพั ยส์ มบตั แิ ละสิง่ แวดลอ้ มของห้องเรยี นและโรงเรยี น ลงชอ่ื ................................................... ผ้ปู ระเมนิ ................../.............../............... เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ 3 คะแนน ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางคร้งั ให้ 2 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้ังหรือไม่เคยปฏบิ ัติเลย ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ 0-6 คะแนน ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ปรับปรุง 7-12 คะแนน ระดับคุณภาพ 2 หมายถงึ พอใช้ 13-18 คะแนน ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี 19-24 คะแนน ระดับคุณภาพ 4 หมายถึง ดมี าก
62 แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นและการมสี ว่ นรว่ มในช้ันเรยี น คำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤติกรรมและการมสี ่วนรว่ มในชั้นเรียนของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอก เวลาเรียน แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดบั คะแนน ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 4 321 1 การแสดงความคดิ เหน็ 2 การยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผูอ้ น่ื 3 การทำงานตามหน้าทีท่ ่ไี ด้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ำใจ 5 การตรงตอ่ เวลา ลงช่ือ ................................................... ผู้ประเมนิ ................../................/............... เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสมำ่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ให้ 2 คะแนน ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้ัง ให้ 1 คะแนน ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบางครัง้ ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครงั้ หรือไม่เคยปฏิบตั เิ ลย เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ 0-7 คะแนน ระดบั คุณภาพ 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ 8-10 คะแนน ระดบั คุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ 11-13 คะแนน ระดบั คุณภาพ 3 หมายถึง ดี 14-15 คะแนน ระดับคุณภาพ 4 หมายถงึ ดีมาก
63 12. กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ..................................... .............................................................................................. .............................................................. ............................................................................................................................. .................................. 13. บนั ทกึ ผลหลังการสอน สรปุ ผลการเรียนการสอน นกั เรยี นท้งั หมดจำนวน.....................คน จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ จำนวนนกั เรยี นทผี่ ่าน จำนวนนกั เรียนทไี่ ม่ผ่าน ข้อที่ จำนวนคน ร้อยละ จำนวนคน รอ้ ยละ 1 2 3 15. ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแกไ้ ข ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... 16. ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................. ................................... ลงชอ่ื .................................................................................... (....................................................................................) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ลงชอื่ .................................................................................... (....................................................................................) หัวหนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้ ลงช่ือ.................................................................................... (....................................................................................) รองผ้อู ำนวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
64 17. ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ....................................................แล้วมคี วามคิดเห็นดงั นี้ 4. เป็นแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ 5. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรยี นรู้ เน้นผ้เู รยี นเปน็ สำคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม ยังไมเ่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคัญ ควรปรบั ปรงุ พัฒนาต่อไป 6. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ........................... ........................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ........................... ลงชือ่ .................................................................................... (....................................................................................) ผูอ้ ำนวยการโรงเรียน…………………………………………………………..
65 แบบฝึกหดั ท่ี 2.1 เรื่อง แรงโนม้ ถ่วงกบั การเคล่อื นท่ขี องวัตถุตา่ ง ๆ รอบโลก 1. แรงทโ่ี ลกกระทำกบั ตวั เราเรยี กว่าแรงอะไร มีทศิ ทางอย่างไร และสง่ ผลใหต้ ัวเราเคลื่อนทอ่ี ยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ในขณะเดียวกนั มีแรงท่ีเรากระทำกบั โลกหรอื ไม่ อยา่ งไร เหตใุ ดโลกจึงไม่เคลื่อนท่ี ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………
66 แบบฝึกหดั ที่ 2.2 เรือ่ ง สนามแม่เหลก็ จากเสน้ ลวดท่ีมีกระแสไฟฟา้ ผา่ น 1. กระแสไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดสนามแมเ่ หล็กอย่างไร และสนามแม่เหล็กทีเ่ กดิ ข้ึนเหมือนหรือแตกต่าง จากสนามแมเ่ หล็กจากแท่งแมเ่ หล็กอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จากคำถามข้อ 1 เม่ือไมจ่ ่ายกระแสไฟฟ้า สนามแมเ่ หลก็ ท่เี กดิ ขนึ้ จะยังคงอยู่หรือไม่เพราะเหตุใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………
67 แบบฝึกหัดที่ 2.3 เรื่อง แรงแม่เหล็กที่กระทำกับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและเส้นลวดตัวนำที่มี กระแสไฟฟ้าผา่ น 1. ถ้าอนภุ าคมีประจลุ บเคล่ือนที่เข้าไปในสนามแมเ่ หล็กแล้วพบว่าทิศการเคลื่อนทเ่ี บนขึ้น ถ้าเปลี่ยนจาก อนุภาคมปี ระจุลบเปน็ อนภุ าคมีประจุบวก แนวการเคลื่อนท่ีจะเปล่ียนไปหรือไม่ อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ถา้ มเี สน้ ลวดตวั นำสองเสน้ วางขนานกัน แลว้ ผ่านกระแสไฟฟ้าในเส้นลวดท้ังสอง จะเกิดแรงกระทำกับ ลวดแตล่ ะเส้นหรอื ไม่ อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. เม่ือตอ่ กระแสไฟฟา้ ทำให้แกนมอเตอร์หมุนไปในทิศทางหน่ึง ถ้ากลบั ทิศของสนามแม่เหล็กทศิ การหมุน ของมอเตอรจ์ ะเปลี่ยนไปหรอื ไม่ อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
68 แบบฝกึ หัดที่ 2.4 เร่อื ง การเหน่ียวนำแม่เหลก็ ไฟฟ้า 1. สนามแมเ่ หล็กและขดลวดทำใหเ้ กิดกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. กระแสไฟฟ้าท่เี กิดขน้ึ บนลวดตวั นำจากการเหนย่ี วนำแม่เหลก็ ไฟฟ้าจะคงอยู่ตลอดไปหรือไม่ อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
69 แบบฝกึ หัดที่ 2.5 เรอ่ื ง แรงอ่อนและแรงเข้ม 1. ในนิวเคลียส โปรตอนและนวิ ตรอนอยรู่ วมกันไดด้ ้วยแรงชนดิ ใด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การท่นี วิ เคลยี สของสารกัมมนั ตรงั สสี ลายใหอ้ นุภาคบตี าแล้วเปลี่ยนไปเป็นนิวเคลียสใหม่ทมี่ ีความเสถียร มากข้นึ เกี่ยวข้องกบั แรงใด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. อนุภาคที่เป็นองคป์ ระกอบของโปรตอนและนวิ ตรอนคืออะไร และแรงท่ยี ึดเหนีย่ วอนุภาคเหลา่ นไี้ วค้ ือ อะไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
70 แบบฝกึ หัดทา้ ยบทท่ี 2 เร่ือง แรงในธรรมชาติ 1. แรงโนม้ ถ่วงท่ดี วงอาทติ ย์กระทำกับดวงจันทร์ ทำให้ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบดวงอาทิตยไ์ ด้ อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ระหวา่ งดาวเทยี มที่อยู่ใกลก้ ับดาวเทียมทอ่ี ยู่ไกลจากศนู ยก์ ลางของโลก ดาวเทยี มดวงใดได้รบั แรงโน้มถว่ ง จากโลกมากกว่ากนั โดยใหด้ าวเทียมทัง้ สองมมี วลเท่ากัน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. วตั ถุ A มวล 5 กิโลกรมั กบั วตั ถุ B มวล10 กิโลกรัม ถูกปลอ่ ยจากทส่ี ูงระดบั เดียวกันโดย ไม่ห่างจากพนื้ โลกมากนัก ข้อใดตอ่ ไปนถี้ ูกตอ้ งบ้าง 1) วัตถุ B ตกลงมาดว้ ยความเรง่ มากกว่าวัตถุ A 2) วัตถุท้ังสองชิ้นตกลงมาด้วยความเรง่ เพ่ิมขนึ้ 3) วตั ถุทั้งสองชน้ิ ตกลงมาด้วยความเรง่ คงตัว 4) วตั ถุทง้ั สองชนิ้ ตกลงมาด้วยความเร็วเพ่มิ ขน้ึ 5) วตั ถทุ ั้งสองชนิ้ ตกลงมาดว้ ยความเร็วคงตัว ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
71 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. อนุภาคโปรตอนเคล่ือนที่เข้าไปในสนามแมเ่ หล็ก โดยมีทิศทางขนานกบั สนามแมเ่ หลก็ แนวการเคลอื่ นท่ี ของอนุภาคโปรตอนจะเป็นอยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 6. วางลวดตัวนำไว้ในสนามแม่เหล็กดังรูป เมื่อให้กระแสไฟฟ้า I เข้าไปในเส้นลวดตวั นำจะเกิดแรงแม่เหลก็ กระทำตอ่ ลวดตัวนำนใี้ นทิศทางใด 1) ไปทางซ้าย (เข้าหา N) 2) ไปทางขวา (เขา้ หา S) 3) ลงขา้ งล่าง 4) ขึน้ ด้านบน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
72 7. ลำอนุภาค P และ Q เมื่อเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็ก B ที่มีทิศทางพุ่งออกตั้งฉากกับกระดาษมีการ เบี่ยงเบนดังรปู ถ้านำอนุภาคทั้งสองไปวางไว้ในบริเวณที่มีสนามไฟฟ้าสม่ำเสมอทิศการเคล่ือนท่ีของอนุภาค ท้งั สองจะเปน็ อยา่ งไรเมือ่ เทียบกับทิศสนามไฟฟ้า ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 8. เหตใุ ดอนุภาคโปรตอนและนิวตรอนอยู่รวมกันในนิวเคลยี สได้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 9. แรงเขม้ แรงแม่เหลก็ ไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วงขน้ึ อยู่กบั ระยะทางอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
73 10. ระหว่างแรงนิวเคลียร์และแรงไฟฟ้า แรงใดมีอิทธิพลต่อเสถียรภาพของนิวเคลียสมากกว่ากัน จงให้ เหตุผล ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 11. นิวเคลียสในอะตอม 2 อะตอมทอ่ี ยู่ติดกนั จะมแี รงนิวเคลยี รก์ ระทำต่อกันหรือไม่ เพราะเหตุใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
74 ปก
75 แผนการจัดการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ วิทยศาสตร์และเทคโนโลยีรายวชิ า พน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตรก์ ายภาย(ฟิสิกส์) ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 3 เร่ือง พลงั งาน เวลา 10 ช่ัวโมง 1.มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ช้ีวัด มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่ เกยี่ วขอ้ งกับเสียง แสง และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทัง้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ 2.ตัวชี้วดั ตัวชี้วัด ม. 5/1 สืบค้นข้อมูลและอธิบายพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชันและฟิวชันและความสัมพันธ์ ระหว่างมวลกบั พลังงานทปี่ ลดปลอ่ ยออกมาจากฟิชชนั และฟวิ ชนั ตัวชี้วัด ม. 5/2 . สืบค้นข้อมูลและอธิบายการเปลี่ยนงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้ารวมทั้งสืบค้น และอภปิ รายเก่ียวกบั เทคโนโลยีท่ีนำมาแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการทางดา้ นพลังงานโดยเน้นด้าน ประสิทธภิ าพและ ความค้มุ ค่าดา้ นคา่ ใช้จ่าย 3.จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 3.1 ด้านพุทธพิ ิสัย (K) 1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายฟชิ ชัน ความสัมพนั ธ์ระหว่างมวลกับพลังงานท่ปี ลดปล่อยจากฟิชชนั ฟิว ชนั และความสัมพันธร์ ะหว่างมวลกับพลงั งานทีป่ ลดปลอ่ ยจากฟิวชนั ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง(K) 2. นักเรยี นสามารถอธบิ ายอธิบายการเปลีย่ นพลงั งานแสงอาทิตย์เปน็ พลังงานไฟฟ้าของเซลล์สุริยะ กระบวนการเปลยี่ นพลงั งานนิวเคลยี รเ์ ป็นพลงั งานไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานนวิ เคลยี ร์ ได้อย่างถกู ต้อง (K) 3.2 ดา้ นทักษะพิสัย (P) 1. นักเรียนสามารถอภิปรายพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชันและฟิวชันและความสัมพันธ์ระหว่างมวลกับ พลงั งานทปี่ ลดปล่อยออกมาจากฟิชชนั และฟิวชนั ได้อยา่ งถูกต้อง (P) 2. นกั เรยี นสามารถอภปิ รายแนวทางการนำเซลล์สรุ ยิ ะมาใชง้ านในชีวิตประจำวนั และแนวทางการ นำเทคโนโลยดี า้ นพลังงานไปแก้ปญั หาหรือตอบสนองความต้องการดา้ นพลังงานได้ (P) 3.3 ดา้ นเจตพสิ ยั (A) 1.นักเรยี นสามารถตระหนักถึงความสำคญั พลังงานนิวเคลยี ร์ฟชิ ชนั และฟิวชนั และความสมั พันธ์ ระหว่างมวลกบั พลงั งานที่ปลดปล่อยออกมาจากฟิชชันและฟิวชัน(A)
76 2.นกั เรียนสามารถตระหนักถึงความสำคญั ของการเปลี่ยนงานทดแทนเปน็ พลงั งานไฟฟ้ารวมทงั้ สบื คน้ และอภิปรายเกี่ยวกับเทคโนโลยที ่ีนำมาแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการทางด้านพลังงานโดย เน้นด้านประสิทธภิ าพและ ความคุ้มคา่ ดา้ นค่าใช้จ่าย(A) 4.สาระสำคญั เซลลส์ รุ ยิ ะ (solar cell) คือ อุปกรณ์ทเ่ี ปลยี่ นพลังงานแสงเป็นพลงั งานไฟฟ้า เซลล์สุริยะท่ีใช้ท่ัวไป ทำจากสารกึ่งตัวนำ เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบเซลล์สุริยะ จะทำให้เกิดความต่างศักย์ระหว่างวัสดุทั้งสอง และเมื่อต่อวงจรไฟฟ้าจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในวงจร ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าสามารถทำงานได้โดย ประสิทธิภาพของเซลล์สุริยะ (solar cell efficiency) หมายถึง อัตราส่วนระหว่างพลังงานไฟฟ้าที่ได้จาก เซลล์สุริยะกบั พลังงานแสงอาทติ ยท์ ้ังหมดท่ีตกกระทบเซลลส์ รุ ยิ ะ ซง่ึ โดยส่วนใหญจ่ ะระบุเป็นเปอรเ์ ซน็ ต์ พลังงานนวิ เคลียร์ (nuclear energy) คอื พลังงานทปี่ ลดปล่อยออกมาจากฟชิ ชนั หรือฟวิ ชันโดยฟิช ชัน (fission) เป็นปฏิกิริยาที่นิวเคลียสที่มีมวลมากแตกออกเป็นนิวเคลียสที่มีมวลน้อยกว่าฟิชชันที่เกิดข้ึน อย่างต่อเนื่องเรียกว่าปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) ส่วนฟิวชัน (fusion) เป็นปฏิกิริยาที่นิวเคลียสที่มี มวลน้อยรวมตัวกันเกิดเป็นนิวเคลียสที่มีมวลมากขึ้น พลังงานนิวเคลียร์ที่ปลดปล่อยออกมาจากฟิชชัน และฟวิ ชันมคี ่าเปน็ ไปตามความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมวลกบั พลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (nuclear power plant) เปลี่ยนพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานไฟฟา้ โดยอาศัยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (nuclear reactor) ที่ทำหน้าที่สร้างและควบคมุ ปฏิกิริยาลูกโซ่ เพื่อให้มี การปลดปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับนำไปถ่ายโอนให้กับน้ำ ส่งผลให้เกิดไอน้ำท่ี สามารถใช้หมุนกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซลล์เชื้อเพลิง วัสดุฉนวนความร้อน เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เป็นตัวอย่างของ เทคโนโลยีที่นำมาใช้แก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการทางด้านพลังงาน การพิจารณาเลือกเทคโนโลยี มาชว่ ยแก้ปญั หาพลังงาน ไมเ่ พียงควรคำนงึ ถงึ ประสิทธิภาพในการใช้งานเทา่ นัน้ แตค่ วรคำนงึ ถึงความคุ้มค่า ด้านค่าใชจ้ ่าย ขนาดท่เี หมาะสม และความจำเป็นต่อการใชง้ านจริง ๆ 5.สาระการเรียนรู้ พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากฟิชชัน หรือฟิวชันเรียกว่า พลังงานนิวเคลียร์ โดยฟิชชันเป็น ปฏิกิริยาท่ีนิวเคลยี สทม่ี มี วลมากแตกออกเป็นนวิ เคลียสที่มมี วลน้อยกว่า ส่วนฟิวชนั เป็นปฏกิ ริ ิยาทีน่ วิ เคลียส ที่มีมวลน้อยรวมตัวกันเกิดเป็นนิวเคลียสที่มีมวลมากขึ้น พลังงานนิวเคลียร์ที่ปลดปล่อยออกมาจากฟิชชัน และฟิวชัน มีค่าเปน็ ไปตามความสัมพันธ์ระหว่างมวลกบั พลงั งาน การนำพลังงานทดแทนมาใช้เป็นการแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน เช่นการ เปลี่ยนพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานไฟฟ้าในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็น พลังงานไฟฟา้ โดยเซลล์สรุ ยิ ะ
77 การนำพลังงานทดแทนมาใช้เป็นการแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน เช่นการ เปลี่ยนพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานไฟฟ้าในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็น พลังงานไฟฟ้าโดยเซลลส์ รุ ยิ ะ 6.สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี ทกั ษะของผูเ้ รียนในศตวรรษท่ี 21 (3R 8C + 2L) (จุดเน้นสกู่ ารพัฒนาคุณภาพผ้เู รยี น) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขยี น (Writing) ทักษะการ คดิ คำนวณ (Arithmetic) ทกั ษะด้านการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะดา้ นความรว่ มมอื การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจตา่ งวฒั นธรรม ต่างกระบวนทศั น์ (Cross-cultural understanding) ทกั ษะด้าน การส่ือสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันส่ือ (Communication information and media literacy) ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร (Computing) ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทกั ษะการเปล่ียนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership)
78 7. ช้ินงานหรอื ภาระงาน ( หลักฐาน / รอ่ งรอยแสดงความรู้ ) 7.1 แบบฝึกหดั ที่ 3.1 เร่อื ง เซลลส์ รุ ยิ ะ 7.2 แบบฝึกหดั ที่ 3.2 เร่ือง พลังงานนวิ เคลียร์ 7.3 แบบฝกึ หัดที่ 3.3 เรื่อง เทคโนโลยีดา้ นพลงั งาน 7.4 แบบฝึกหดั ทา้ ยบทที่ 3 เรื่อง พลังงาน 8. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ หนว่ ยยอ่ ยท่ี 1 เร่อื ง เซลลส์ ุรยิ ะ ชว่ั โมงท่ี 1-2 (ใช้รูปแบบการเรยี นรู้ 5E ) ข้ันตอนที่ 1 ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement) ครูให้นักเรยี นพิจารณาภาพแสดงการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่ใกล้ตวั นักเรียน แล้วให้ ระบุแหล่งของพลังงานท่ีใช้ในการทำกจิ กรรมนั้น ๆ จากนั้นครตู ั้งคำถามวา่ แหล่งพลังงานหลักของประเทศ ไทย คือ แหลง่ พลังงานชนดิ ใด และในอนาคตจะมแี หลง่ พลังงานไวใ้ ชเ้ พียงพอหรอื ไม่ ขั้นตอนท่ี 2 ขน้ั สํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง เซลล์สุริยะ จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เลม่ ท่ี 2 2.2 นักเรยี นศึกษา เรือ่ ง เซลล์สุรยิ ะ จากส่อื การสอน PowerPoint ขน้ั ตอนท่ี 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) ครูอธิบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเซลล์สุริยะ และหลักการทำงานของเซลล์สุริยะ แล้วอภิปราย ร่วมกันจนไดข้ อ้ สรุปวา่ 1. ประสิทธิภาพของเซลล์สุริยะ เป็นอัตราส่วนระหว่างพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์สุริยะกับ พลังงานแสงอาทิตย์ทงั้ หมดที่ตกกระทบเซลล์สุริยะ ซงึ่ สว่ นใหญ่จะระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ 2. เซลล์สุริยะเปน็ อปุ กรณ์ที่เปลีย่ นพลงั งานแสงอาทติ ย์เป็นพลงั งานไฟฟ้า โดยการใช้วัสดุท่ีทำจาก สารก่งึ ตัวนำ เมอ่ื เซลล์สุรยิ ะไดร้ ับแสง จะทำให้เกดิ กระแสไฟฟา้ ขน้ั ตอนที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมเสนอแนะ ปัจจัยที่มีผลต่อพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์สุริยะพร้อมตอบ คำถามทา้ ยกจิ กรรม ขั้นตอนท่ี 5 ข้นั ประเมิน (Evaluation) ครูประเมินจากกิจกรรมเสนอแนะ ปัจจัยที่มีผลต่อพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเซลล์สุริยะพร้อมตอบ คำถามท้ายกิจกรรมของนักเรยี น
79 ชว่ั โมงที่ 3 (ใชร้ ูปแบบการเรียนรู้ 5E ) ขั้นตอนที่ 1 ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครูให้นักเรียนตอบคำถามเกี่ยวกับผลของแรงโน้มถ่วงที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของวัตถุต่าง ๆ รอบโลก เชน่ ดวงจันทร์ ดาวเทยี ม เพื่อนำเขา้ สู่บทเรียน ขนั้ ตอนที่ 2 ข้นั สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษาทบทวน เรื่อง เซลล์สุริยะ จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับ ปรบั ปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เล่มท่ี 2 2.2 นักเรยี นศกึ ษาทบทวน เรอื่ ง เซลลส์ ุริยะ จากส่ือการสอน PowerPoint ข้ันตอนที่ 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) ครูอธิบายเกี่ยวกับผลของแรงโนม้ ถ่วงท่ีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนทีข่ องวัตถุต่าง ๆ พร้อมสรุปเนือ้ หา ให้กับนักเรียน ขั้นตอนท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบฝกึ หดั ท่ี 3.1 เรือ่ ง เซลลส์ ุริยะ ขั้นตอนท่ี 5 ข้ันประเมิน (Evaluation) ครูตรวจแบบฝึกหดั ที่ 3.1 เรื่อง เซลล์สุรยิ ะ เพอื่ ประเมนิ ความเขา้ ใจของนักเรยี น หนว่ ยย่อยท่ี 2 เรือ่ ง พลังงานนิวเคลยี ร์ ชว่ั โมงที่ 4-5 (ใชร้ ปู แบบการเรยี นรู้ 5E ) ขน้ั ตอนที่ 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครตู ง้ั คำถาม เช่น นักเรยี นเคยได้ยินหรอื ได้อา่ นเกย่ี วกบั พลังงานนิวเคลียรห์ รอื ไม่ ถา้ เคยให้นักเรยี น อธบิ ายสัน้ ๆ วา่ พลังงานนิวเคลยี ร์คอื อะไร โดยครเู ปิดโอกาสให้นักเรยี นตอบอยา่ งอสิ ระ ขัน้ ตอนท่ี 2 ขน้ั สํารวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง พลังงานนิวเคลียร์ จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับ ปรบั ปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เลม่ ที่ 2 2.2 นักเรยี นศกึ ษา เรือ่ ง พลังงานนิวเคลยี ร์ จากสอ่ื การสอน PowerPoint ขั้นตอนที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) ครูอธิบายว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงที่นิวเคลียสของอะตอม จากนั้น ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างของอะตอม แล้วชี้ให้เห็นว่าพลังงานที่ใช้ใน ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่เป็นพลังงานที่ได้จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นการ เปลยี่ นแปลงในระดับอะตอมและโมเลกุลของสสารเท่าน้ัน
80 ขน้ั ตอนท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) ครูขยายความการทำให้นิวเคลียสของอะตอมมีการเปลี่ยนแปลงจะมีการให้พลังงานออกมา ได้ อย่างไร และถ้าจะนำพลังงานนั้นมาใช้ประโยชน์ จะทำได้อย่างไร ครูให้นักเรียนเลือกศึกษา สืบค้น และ นำเสนอเกีย่ วกบั พลังงานนิวเคลียรใ์ นหัวขอ้ ตอ่ ไปนี้ ก. ฟชิ ชันและพลงั งานนวิ เคลียรจ์ ากฟชิ ชัน ข. ฟิวชนั และพลังงานนิวเคลียร์จากฟิวชนั ค. โรงไฟฟา้ พลังงานนวิ เคลยี ร์ ในการเลอื กหัวข้อ นักเรียนอาจเลือกเร่อื งท่ีซ้ำกนั ได้ ครใู หน้ กั เรียนสืบค้นข้อมลู ในหัวข้อทีไ่ ด้เลือกไว้ โดยอาจสืบค้นเนื้อหาในหนังสือเรียนหรือ แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ทางอินเทอร์เน็ต จากนั้นให้นักเรียนสรุปและ เตรยี มตวั นำเสนอ ข้นั ตอนที่ 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) ครูประเมินการตอบคำถาม เน้ือหาและทกั ษะการนำเสนอของนักเรยี น ชั่วโมงท่ี 6-7 (ใช้รูปแบบการเรียนรู้ 5E ) ขั้นตอนที่ 1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครูทบทวนความรู้เรื่อง เซลลส์ รุ ิยะ ของนกั เรียนโดยการให้ตอบคำถาม ขั้นตอนที่ 2 ขั้นสาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษาทบทวน เรื่อง เซลล์สุริยะ จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับ ปรบั ปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เลม่ ท่ี 2 2.2 นักเรียนศึกษาทบทวน เรื่อง เซลล์สุริยะ จากส่อื การสอน PowerPoint ข้นั ตอนท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) ครูและนกั เรียนร่วมกันอภิปรายจนไดข้ อ้ สรปุ เก่ียวกับพลังงานนิวเคลยี ร์ ดงั นี้ 1. ฟิชชัน เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการควบคุมให้นิวตรอนไปพบกับนิวเคลียสที่มีมวลมากแล้ว นิวเคลียสจับนิวตรอนไว้ ทำให้นิวเคลียสไม่เสถียร จึงแตกเป็นสองนิวเคลียสที่มีมวลน้อยกว่าพร้อม ปลดปลอ่ ยนิวตรอนและพลงั งานออกมา 2. ฟิวชันเปน็ ปฏิกิริยาที่นิวเคลียสซึ่งมีมวลน้อยเคลื่อนที่มาหลอมรวมกันเกดิ เป็นนิวเคลียสทีม่ ีมวล มากขนึ้ พรอ้ มปลดปล่อยอนภุ าคบางชนดิ และพลงั งานออกมา 3. พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากฟิชชันหรือฟิวชันเรียกว่าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ กับมวลทีล่ ดลง 4. พลังงานนิวเคลียร์เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าด้วยการถ่ายโอนพลังงานนิวเคลียร์ในรูปพลังงาน ความร้อนใหก้ บั น้ำ จนนำ้ กลายเปน็ ไอนำ้ จากนั้นไอน้ำทีไ่ ด้ถกู นำไปใชห้ มนุ กังหนั และเครือ่ งกำเนดิ ไฟฟ้า
81 ขั้นตอนที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ 3.2 โดยอาจเฉลยคำตอบและอภิปรายคำตอบ รว่ มกัน ขัน้ ตอนที่ 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) ครูตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบ คำถามตรวจสอบความเข้าใจ 3.2โดยเฉลยคำตอบและ อภิปรายคำตอบรว่ มกันของนักเรียน ชั่วโมงที่ 8-9 (ใชร้ ปู แบบการเรียนรู้ 5E ) หนว่ ยยอ่ ยที่ 3 เรอ่ื ง เทคโนโลยดี า้ นพลงั งาน ขั้นตอนท่ี 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement) ครนู ำเข้าสูบ่ ทเรียนโดยครูยกตวั อยา่ งเกี่ยวกับการใช้พลังงานจากแบตเตอร่ีหรือเซลล์เช้ือเพลิง เช่น นำรถของเลน่ ทีใ่ ช้พลงั งานจากแบตเตอรี่หรอื เซลลเ์ ชอ้ื เพลิงมาสาธิตการทำงาน ขัน้ ตอนท่ี 2 ข้นั สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง เทคโนโลยีด้านพลังงาน จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เลม่ ท่ี 2 2.2 นกั เรยี นศึกษา เร่ือง เทคโนโลยดี า้ นพลังงาน จากสื่อการสอน PowerPoint ข้ันตอนที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ครแู ละอธิบายจนได้ขอ้ สรปุ เกี่ยวกบั เทคโนโลยีดา้ นพลงั งาน ดงั น้ี 1. เทคโนโลยีด้านพลังงานเป็นการนำความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการ เปลี่ยนพลังงานต่าง ๆ ในธรรมชาติให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์แล้วรวมทั้ง ใช้ใน การสร้างอปุ กรณ์หรอื ผลิตภัณฑต์ ่าง ๆ ท่ีชว่ ยใหก้ ารใช้พลงั งานมีประสิทธภิ าพย่งิ ข้ึน 2. ตวั อยา่ งเทคโนโลยีด้านพลังงานและแนวทางการนำไปใชแ้ ก้ปญั หาหรือตอบสนองความต้องการ ดา้ นพลังงาน เช่น • แบตเตอรี่ใช้กักเก็บพลังงาน สำหรับใช้ในเวลาที่ต้องการ ช่วยให้สามารถใช้พลังงานทดแทนได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ • เซลล์เชื้อเพลิงใหพ้ ลงั งานทสี่ ะอาด ไมส่ ง่ ผลกระทบกับสิง่ แวดล้อม ช่วยทดแทนการใช้เชอ้ื เพลิงฟอสซิล • วสั ดฉุ นวนความร้อน ใช้ป้องกนั การถา่ ยโอนความร้อนจากภายนอกที่พกั อาศัย ช่วยให้ประหยัดคา่ ไฟฟ้า • เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ช่วยให้การทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ ทำให้ประหยัด พลงั งาน • ระบบการนำความร้อนทิ้งกลับมาใชป้ ระโยชน์ ชว่ ยลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต
82 ขน้ั ตอนที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) ครูใหน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หัดท่ี 3.3 เร่อื ง เรอ่ื ง เทคโนโลยดี า้ นพลังงาน ขั้นตอนที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) ครปู ระเมินนักเรยี นจากการทำแบบฝึกหัดท่ี 3.3 เรื่อง เรือ่ ง เทคโนโลยดี ้านพลังงาน ของนักเรียน ชว่ั โมงท่ี 10 (ใช้รูปแบบการเรยี นรู้ 5E ) ขั้นตอนท่ี 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement) ครทู บทวนเนือ้ หาพลงั งานทัง้ หมดโดยให้นักเรยี นตอบคำถามร่วมกัน ขน้ั ตอนท่ี 2 ขน้ั สาํ รวจและค้นหา (Exploration) 2.1 นักเรียนศึกษา เรื่อง พลังงาน จากหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 เล่มที่ 2 2.2 นกั เรียนศกึ ษา เรอ่ื ง พลงั งาน จากสื่อการสอน PowerPoint ขนั้ ตอนที่ 3 ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) ครูให้นักเรียนอภิปรายพลังงาน จากความเข้าใจของนักเรียน และแลกเปลี่ยนความรู้ภายในชั้น เรยี น และครูอธบิ ายและลงข้อสรุปเกยี่ วกับพลงั งานใหน้ ักเรยี น ขั้นตอนท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ครูให้นักเรียนทำแบบฝกึ หัดท้ายบทท่ี 3 พลังงาน ขน้ั ตอนที่ 5 ขัน้ ประเมนิ (Evaluation) ครูตรวจสอบแบบฝกึ หัดทา้ ยบทที่ 3 พลงั งาน ของนักเรยี นเพื่อประเมินความเข้าใจของนักเรยี น 9. สื่อการสอน 9.1 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 เล่มที่ 2 9.2 ส่อื การสอน PowerPoint ของครผู ู้สอน 10. แหล่งเรยี นรใู้ นหรอื นอกสถานท่ี 10.1 สือ่ การสอนอินเตอรเ์ น็ต
83 11. การวดั และประเมินผล ช้นิ งาน/ภาระงาน วธิ วี ดั เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารให้ เกณฑก์ ารประเมนิ วัด คะแนน 1. แบบฝึกหัดท่ี 3.1 เร่อื ง เซลล์ ตรวจ คะแนน 16-20 = ดีมาก สุรยิ ะ แบบฝึกหัด แบบฝกึ หัด ตอบถูกตอ้ งตาม คะแนน 11-15 = ดี แบบฝกึ หดั ทใี่ ห้ทำ คะแนน 6-10 = พอใช้ คะแนน 0-5 = ปรับปรงุ ผา่ นเกณฑ์ในระดับดขี ึ้นไป 2. แบบฝึกหัดที่ 3.2 เรื่อง ตรวจ แบบฝึกหดั ตอบถูกตอ้ งตาม คะแนน 16-20 = ดมี าก พลงั งานนิวเคลียร์ แบบฝึกหดั แบบฝกึ หัดทใ่ี ห้ทำ คะแนน 11-15 = ดี คะแนน 6-10 = พอใช้ คะแนน 0-5 = ปรบั ปรุง ผา่ นเกณฑ์ในระดับดขี ึ้นไป 3. แบบฝึกหดั ท่ี 3.3 เรือ่ ง ตรวจ แบบฝกึ หัด ตอบถูกตอ้ งตาม คะแนน 16-20 = ดมี าก เทคโนโลยดี ้านพลังงาน แบบฝกึ หัด แบบฝกึ หดั ทใ่ี ห้ทำ คะแนน 11-15 = ดี คะแนน 6-10 = พอใช้ 4. แบบฝึกหดั ทา้ ยบทที่ 3 เรอื่ ง ตรวจ แบบฝึกหดั ตอบถูกต้องตาม คะแนน 0-5 = ปรบั ปรุง แบบฝกึ หัดที่ให้ทำ ผา่ นเกณฑ์ในระดับดีขึ้นไป พลงั งาน แบบฝกึ หดั คะแนน 16-20 = ดีมาก คะแนน 11-15 = ดี คะแนน 6-10 = พอใช้ คะแนน 0-5 = ปรบั ปรงุ ผา่ นเกณฑ์ในระดบั ดีขึ้นไป
84 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น วิธีวดั เครื่องมือวดั เกณฑ์การให้ เกณฑก์ ารประเมิน คะแนน 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร ประเมนิ จาก แบบประเมิน ตารางเกณฑ์การให้ 4=ดมี าก พฤตกิ รรมของ ผูเ้ รียน คณุ ลักษณะอันพึง คะแนน 3 = ดี ประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พงึ 2=พอใช้ (รายบุคคล) ประสงค์ 1=ควรปรับปรงุ 2. ความสามารถในการคิด ประเมินจาก แบบประเมิน ตารางเกณฑก์ ารให้ 4=ดมี าก พฤติกรรมของ ผู้เรียน คณุ ลักษณะอันพงึ คะแนน 3 = ดี ประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พึง 2=พอใช้ (รายบุคคล) ประสงค์ 1=ควรปรบั ปรงุ 3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะ ประเมินจาก แบบประเมนิ ตารางเกณฑก์ ารให้ 4=ดีมาก ชวี ติ พฤติกรรมของ ผ้เู รียน คณุ ลกั ษณะอันพงึ คะแนน 3 = ดี ประสงค์ คณุ ลักษณะอันพึง 2=พอใช้ (รายบคุ คล) ประสงค์ 1=ควรปรับปรุง
85 แบบประเมนิ การปฏิบตั ิการ คำชี้แจง : ใหผ้ สู้ อนประเมินการปฏิบตั ิการของนักเรียนตามรายการทกี่ ำหนด แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งที่ตรง กบั ระดับคะแนน ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 32 4 1 1 การปฏิบตั ิการทดลอง 2 ความคลอ่ งแคล่วในขณะปฏบิ ัติการ 3 การนำเสนอ 4 การจะจัดเก็บอปุ กรณ์ให้เปน็ ระเบยี บ ลงชื่อ ................................................... ผปู้ ระเมนิ ................../................/............... เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน ให้ 2 คะแนน ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ 1 คะแนน ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางคร้ัง ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครง้ั หรือไม่เคยปฏบิ ัติเลย เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ 0-7 คะแนน ระดบั คุณภาพ 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ 8-10 คะแนน ระดับคุณภาพ 2 หมายถงึ พอใช้ 11-13 คะแนน ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี 14-16 คะแนน ระดบั คุณภาพ 4 หมายถงึ ดมี าก
86 แบบประเมินคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คำคำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ✓ลงใน ช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน คณุ ลักษณะอนั พงึ รายการประเมนิ ระดับคะแนน ประสงค์ 1234 1.1ใหข้ ้อมูลที่ถกู ต้องและเปน็ จริง 1. ซ่อื สตั ย์ สจุ รติ 1.2ปฏิบัตใิ นสงิ่ ท่ถี ูกต้อง 2. มวี ินยั รับผิดชอบ 2.1ปฏิบัตติ ามข้อตกลงกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคบั ของครอบครวั 3. ใฝเ่ รียนรู้ 2.2มคี วามตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตา่ งๆในชีวิตประจำวนั 3.1รจู้ ักใช้เวลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์และนำไปปฏิบัติได้ 5. ม่งุ มน่ั ในการทำงาน 3.2รจู้ กั จัดสรรเวลาใหเ้ หมาะสม 6. มีจติ สาธารณะ 3.3เช่ือฟงั คำสงั่ สอนของบดิ า-มารดาโดยไมโ่ ตแ้ ย้ง 3.4ตง้ั ใจเรยี น 5.1มคี วามต้งั ใจและพยายามในการทำงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย 5.2มคี วามอดทนและไมท่ ้อแท้ตอ่ อปุ สรรคเพื่อให้งานสำเรจ็ 6.1รจู้ ักช่วยเหลือเพอ่ื นและครู 6.2รจู้ กั การดูแลรกั ษาทรพั ยส์ มบตั แิ ละสิง่ แวดลอ้ มของห้องเรยี นและโรงเรยี น ลงชอ่ื ................................................... ผ้ปู ระเมนิ ................../.............../............... เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ 3 คะแนน ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมบางคร้งั ให้ 2 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้ังหรือไม่เคยปฏบิ ัติเลย ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ 0-6 คะแนน ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ปรับปรุง 7-12 คะแนน ระดับคุณภาพ 2 หมายถงึ พอใช้ 13-18 คะแนน ระดับคุณภาพ 3 หมายถึง ดี 19-24 คะแนน ระดับคุณภาพ 4 หมายถึง ดมี าก
87 แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี นและการมสี ว่ นรว่ มในช้ันเรยี น คำช้ีแจง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤติกรรมและการมสี ่วนรว่ มในชั้นเรียนของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอก เวลาเรียน แลว้ ขีด ✓ลงในชอ่ งทต่ี รงกับระดบั คะแนน ลำดบั ท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 4 321 1 การแสดงความคดิ เหน็ 2 การยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผูอ้ น่ื 3 การทำงานตามหน้าทีท่ ่ไี ด้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ำใจ 5 การตรงตอ่ เวลา ลงช่ือ ................................................... ผู้ประเมนิ ................../................/............... เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสมำ่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ให้ 2 คะแนน ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้ัง ให้ 1 คะแนน ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบางครัง้ ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครงั้ หรือไม่เคยปฏิบตั เิ ลย เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ 0-7 คะแนน ระดบั คุณภาพ 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ 8-10 คะแนน ระดบั คุณภาพ 2 หมายถึง พอใช้ 11-13 คะแนน ระดบั คุณภาพ 3 หมายถึง ดี 14-15 คะแนน ระดับคุณภาพ 4 หมายถงึ ดีมาก
88 12. กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ..................................... .............................................................................................. .............................................................. ............................................................................................................................. .................................. 13. บนั ทกึ ผลหลังการสอน สรปุ ผลการเรียนการสอน นกั เรยี นท้งั หมดจำนวน.....................คน จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ จำนวนนกั เรยี นทผี่ ่าน จำนวนนกั เรียนทไี่ ม่ผ่าน ข้อที่ จำนวนคน ร้อยละ จำนวนคน รอ้ ยละ 1 2 3 15. ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแกไ้ ข ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................................................... 16. ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. .................................. ............................................................................................................................. ................................... ลงชอ่ื .................................................................................... (....................................................................................) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ลงชอื่ .................................................................................... (....................................................................................) หัวหนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้ ลงช่ือ.................................................................................... (....................................................................................) รองผ้อู ำนวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
89 17. ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ....................................................แล้วมคี วามคิดเห็นดงั นี้ 7. เป็นแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรงุ 8. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรยี นรู้ เน้นผ้เู รยี นเปน็ สำคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม ยังไมเ่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคัญ ควรปรบั ปรงุ พัฒนาต่อไป 9. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ........................... ........................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ........................... ลงชือ่ .................................................................................... (....................................................................................) ผูอ้ ำนวยการโรงเรียน…………………………………………………………..
90 แบบฝกึ หดั ที่ 3.1 เรอ่ื ง เซลล์สุริยะ 1. เซลล์สรุ ิยะเปลีย่ นพลงั งานแสงอาทิตย์เปน็ พลงั งานไฟฟ้าไดอ้ ย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ประสิทธภิ าพของเซลลส์ ุริยะสามารถหาไดจ้ ากอัตราสว่ นระหวา่ งปริมาณใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนำเซลลส์ รุ ยิ ะมาใชก้ ับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนทัว่ ไป ตอ้ งใช้อุปกรณเ์ สริมอะไร ใหร้ ะบมุ า 2 ชิน้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. การเปลี่ยนมาใชเ้ ซลลส์ ุรยิ ะแทนการใช้ไฟฟ้าปกติท้ังหมด ทำให้ไม่ตอ้ งเสียคา่ ใช้จ่ายด้านพลงั งานไฟฟ้า หรือไม่ อย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
91 แบบฝึกหัดท่ี 3.2 เร่ือง พลังงานนวิ เคลยี ร์ 1. ฟชิ ชันเกดิ ขึ้นได้อย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. สง่ิ ทไี่ ดจ้ ากฟชิ ชันมอี ะไรบ้าง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. มวลทล่ี ดลงหลังจากการเกิดฟชิ ชนั เปลี่ยนไปเปน็ อะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. เคร่ืองปฏกิ รณน์ ิวเคลียร์มีหน้าท่หี ลักคืออะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. ในโรงไฟฟ้านิวเคลยี ร์ พลงั งานนิวเคลยี รน์ ำไปผลิตไฟฟ้าไดอ้ ย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
92 6. สาเหตใุ ดโรงไฟฟ้าพลงั งานนิวเคลียร์บางแหง่ จงึ มสี ถานที่ตั้งใกลแ้ หลง่ น้ำ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
93 แบบฝกึ หดั ท่ี 3.3 เรอื่ ง เทคโนโลยีดา้ นพลังงาน 1. แบตเตอรเี่ ปลีย่ นจากพลงั งานชนดิ ใดเป็นพลังงานชนดิ ใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ยกตวั อย่างเทคโนโลยีท่ีช่วยลดการถ่ายโอนความรอ้ นจากสิ่งแวดล้อมเข้าสภู่ ายในอาคารหรือทพ่ี ักอาศยั มา 2 ชนดิ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. เพราะเหตใุ ด ประสทิ ธภิ าพการใช้พลงั งานในภาคอุตสาหกรรมจึงมคี วามสำคัญกบั การแก้ไขปญั หาด้าน พลังงานของประเทศ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. เซลล์เชื้อเพลิงใชอ้ ะไรเป็นเชอ้ื เพลิงและได้ผลผลิตคืออะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
94 แบบฝึกหัดทา้ ยบทท่ี 3 เร่ือง พลังงาน 1. เซลล์สุริยะเปล่ียนพลงั งานแสงอาทติ ยเ์ ปน็ พลงั งานไฟฟ้าได้อยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การใชเ้ ซลล์สุริยะมีสว่ นชว่ ยในการแกป้ ัญหาดา้ นพลงั งานได้อย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การใช้เซลล์สุริยะสำหรับให้พลังงานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน สามารถนำเซลล์สุริยะมาต่อกับ เคร่ืองใช้ไฟฟา้ ไดโ้ ดยตรงหรือไม่ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ฟชิ ชนั แตกต่างจากฟิวชันอยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. พลังงานนิวเคลียร์ที่ปล่อยออกมาจากฟิชชันและฟิวชันมีค่าแตกต่างกันอย่างไร และมีความสัมพันธ์กับ ปริมาณใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
95 6. จากภาพด้านล่าง ระบุชอ่ื ส่วนประกอบของโรงไฟฟา้ พลงั งานนวิ เคลยี ร์และหนา้ ท่ีตามหมายเลขที่กำหนด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 7. ถ้ามนุษย์สามารถควบคุมพลังงานนิวเคลียร์จากฟิวชันให้เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบที่ใช้ ประโยชนไ์ ด้ จะส่งผลอย่างไรกับปญั หาดา้ นพลังงาน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 8. เพราะเหตใุ ดการพฒั นาเทคโนโลยีของแบตเตอรจ่ี ึงสามารถช่วยแกป้ ัญหาด้านพลังงานได้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 9. ยกตัวอยา่ งการใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานในภาคอุตสาหกรรมมาอย่างน้อย 2 ตวั อยา่ งและอธิบายวา่ เทคโนโลยีน้ันชว่ ยแก้ปัญหาด้านพลงั งานไดอ้ ย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
96 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 10. ยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานในภาคอุตสาหกรรมมาอย่างน้อย 2 ตัวอย่างและอธิบายว่า เทคโนโลยีนั้นชว่ ยแก้ปญั หาดา้ นพลังงานไดอ้ ยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 11. เพราะเหตุใดการใช้เซลล์เชอื้ เพลิงจงึ ยงั ไม่แพรห่ ลาย ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 12. เซลลเ์ ช้ือเพลงิ เหมือนและแตกตา่ งจากแบตเตอรอี่ ยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..……… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144