Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ขอม_การศึกษารูปแบบประติมากรรมเหวัชระที่ปรากฎในศิลปะเขมร

ขอม_การศึกษารูปแบบประติมากรรมเหวัชระที่ปรากฎในศิลปะเขมร

Published by Thanarat MCU Surin, 2023-02-12 00:52:24

Description: ขอม_การศึกษารูปแบบประติมากรรมเหวัชระที่ปรากฎในศิลปะเขมร

Search

Read the Text Version

03 การศึกษารูปแบบประตมิ ากรรมเหวชั ระ ทีป่ รากฏในศลิ ปะเขมร* A Study of Sculpture of Hevajra in Khmer Art ชัญธิกา มนาป*ี * Chanthika Manapee * บทความนี้เป็นส่วนหน่ึงของวิทยานิพนธ์เร่ือง “การศึกษาคติความเช่ือและรูปแบบเหวัชระท่ี พบในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต”้ ซงึ่ มี ผศ. ดร.จริ ัสสา คชาชีวะ เป็นอาจารย์ทปี่ รึกษาวิทยานิพนธ์ ** นักศึกษาปริญญาโท สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร

บ ท คั ด ย่ อ เหวัชระเรียกอีกชื่อหน่ึงว่าเทพผู้พิทักษ์หรือยิดัม เป็นเทพท่ีมีความสำ�คัญ องคห์ นง่ึ ในพทุ ธศาสนา นกิ ายวชั รยาน มหี นา้ ทป่ี กปอ้ งคมุ้ ครองพทุ ธศาสนา ปรากฏ ความเชอื่ และการนบั ถอื ขนึ้ เปน็ ครงั้ แรกในอนิ เดยี ชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ 13-18 สมยั ราชวงศป์ าละ ในประเทศอนิ เดยี เองมกี ารสรา้ งประตมิ ากรรมเหวชั ระอยไู่ มม่ ากนกั เม่อื เทยี บกบั ประเทศใกลเ้ คียง เช่น ประเทศเนปาล และประเทศทิเบต ท่ีนบั ถอื นกิ ายวชั รยานเชน่ กนั ส�ำ หรบั ในประเทศกมั พชู าพบวา่ ประตมิ ากรรมเหวชั ระนยิ ม สรา้ งในศลิ ปะนครวดั และแพร่หลายในศลิ ปะบายน มีอายอุ ยูใ่ นชว่ งพทุ ธศตวรรษ ท่ี 17-18 พบท้ังรูปแบบกปาละธรและศาสตราธร ทำ�ขึ้นจากวัสดุหลากหลาย ประเภท เชน่ ส�ำ รดิ หนิ และงาชา้ ง ในสมยั พระเจา้ ชยั วรมoั ท่ี 7 การนบั ถอื เหวชั ระมี ความส�ำ คญั ตอ่ อาณาจกั เขมรโดยเหน็ ไดจ้ าก1)รปู แบบทางศลิ ปะของประตมิ ากรรม เหวัชระในนครวัดที่หลากหลายมากกว่าที่พบในอินเดีย 2) ลักษณะทาง ประติมานวิทยาของประติมากรรมเหวัชระในนครวัดท่ีแสดงให้เห็นถึงลักษณะ เฉพาะของศิลปะเขมร 3) ประติมากรรมเหวัชระในนครวัดบางชิ้นท่ีมีขนาดใหญ่ เกินจริง ค�ำ สำ�คญั : เหวชั ระ, วชั รยาน, ศลิ ปะเขมร 68 68

Abstract Hevajara is an important minor deity of Vajrayana Buddhism. It is also known as the Guardian Angel or Yidam. His duty is to protect Buddhism. The worship of Hevajara first appeared in the Pala Dynasty, from the 13th to the 18th centuries. Unlike in Nepal and Tibet, where Vajrayana was also practiced, sculptures of Hevajara are not as prevalent in India. In Cambodia, sculptures of Hevajara were first found in the art of Angkor Wat, and they became very popular in Bayon art, during the 17th-18th centuries. The sculptures, made of various materials, such as stone, bronze and ivory, appear in two forms: Kapaladhara and Shastradhara. The worship of Hevajara was very important to the Khmer Empire, especially during the reign of King Jayavarman VII. This explains the greater variety in artistic styles of Hevajara’s sculptures in Angkor Wat than those found in India. It is also ascribed to the iconographic characteristics of Hevajara’s sculptures unique to Khmer Art. Keywords: Hevajra, Vajrayana, Khmer art 69 69

การศึกษารูปแบบประตมิ ากรรมเหวชั ระที่ปรากฏในศลิ ปะเขมร บทนำ� นกิ ายวชั รยาน เปน็ นกิ ายยอ่ ยนกิ ายหนง่ึ ในพทุ ธศาสนามหายาน ลทั ธิ ตนั ตระ เป็นนกิ ายที่นำ�หลักค�ำ สอนของมนั ตรยาน รวมไปถงึ มนตร์ มณฑล มทุ รา เทพและเทพีตา่ งๆ มารวมไว้ในนกิ ายของตนและได้เพ่ิมเติมคตใิ หมๆ่ เขา้ ไปอกี มาก เชน่ คตมิ หาสขุ หรอื ความสขุ ชว่ั นริ นั ดร์ คอื การรวมกนั ระหวา่ ง ความกรณุ าและปญั ญา (ศนู ยตา) ซงึ่ น�ำ ไปสนู่ พิ พานหรอื มหาสขุ และคตกิ าร นับถือเทพีและศักติ อีกท้ังยังเป็นนิกายท่ีให้ความสำ�คัญกับเวทมนต์คาถา และเน้นหนักดา้ นการนับถือพระอาทพิ ทุ ธ พระธยานิพุทธ 5 องค์ และพระ โพธสิ ตั วต์ า่ งๆ นอกจากนี้ นกิ ายวชั รยานยงั ไดจ้ ดั ล�ำ ดบั และจดั กลมุ่ เทพ เทพี ท่ีเพิ่มจำ�นวนมากข้ึนให้เป็นระเบียบ และเพิ่มเติมการนับถือเทพผู้พิทักษ์ หรือยดิ ัม (Yidam) เข้ามาดว้ ย ซง่ึ ยิดมั ดังกลา่ วคอื ผ้ปู กป้องพุทธศาสนา มี อ�ำ นาจในการปราบภตู ผรี า้ ยตา่ งๆ ไมใ่ หท้ �ำ อนั ตรายมนษุ ย์ พระสงฆใ์ นนกิ าย ตันตระทุกรูปจะต้องมียิดัมประจำ�สำ�หรับบูชาโดยเฉพาะ ถ้ายิดัมใดโปรด เปน็ ผูพ้ ิทักษ์กจ็ ะปรากฏตนใหเ้ หน็ (Getty 1962: 142) ตามความเชอื่ ของ ตันตระ ยิดัมมีหลายองค์ซึ่งแต่ละองค์มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ส่วน มากมกั แสดงออกในรูปท่ีรว่ มกบั ศักติคอื ในทา่ ทางยับยัม (กอดรัด) และถอื วา่ ยดิ มั เหลา่ นมี้ ีกำ�เนดิ ขน้ึ มาจากพระธยานพิ ทุ ธ ในอินเดีย พุทธศาสนานิกายวัชรยานได้เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ช่วง 70 70

ชั ญ ธิ ก า ม น า ปี พุทธศตวรรษที่ 13 ตรงกับสมัยราชวงศ์ปาละ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณ แควน้ พหิ ารและเบงกอล ทางตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของประเทศอนิ เดยี และ มคี วามรงุ่ เรอื งเปน็ อยา่ งมาก เนอ่ื งจากกษตั รยิ ร์ าชวงศป์ าละแทบทกุ พระองค์ ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์นิกายน้ี ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีท่ีแสดงให้เห็น ถึงความเฟ่ืองฟูและเป็นท่ียอมรับนับถือของชาวอินเดียอยู่เป็นจำ�นวนมาก เชน่ มหาวทิ ยาลยั นาลนั ทาทไี่ ดก้ ลายเปน็ ศนู ยก์ ลางของการสง่ั สอนและการ ฝึกโยคะและโยคะตนั ตระขน้ั สูง หรือศาสนสถานที่ปหรรปุระ (Paharpur) ปจั จบุ ันอยู่ในประเทศบงั คลาเทศ สรา้ งข้ึนในสมัยพระเจ้าเทวปาละ ถอื ได้ ว่าเป็นศาสนสถานที่มีความเกี่ยวข้องกับนิกายวัชรยานและทฤษฎีตันตระ ข้ันสูงเชน่ กัน (Huntington 1984: 164) คตคิ วามเชื่อ และรปู แบบของเหวัชระในศลิ ปะอินเดีย เหวชั ระเป็นเทพผู้พิทกั ษ์องคห์ นึ่งทีส่ �ำ คัญในนิกายวชั รยาน ในคัมภรี ์ นษิ ปนั นโยคาวลไี ดก้ ลา่ วถงึ ยดิ มั ทช่ี อ่ื เหรกุ ะ(Heruka)เปน็ เทพหลกั เมอื่ เหรกุ ะ ปรากฏพรอ้ มกบั นางปรชั ญา (Prajana) หรอื เม่ืออยใู่ นรปู ของยับยมั กับนาง ปรชั ญาหรือศกั ติ จะก่อให้เกดิ เหวัชระข้ึน (Saraswati 2003: LIX) เหวัชระ ถอื ก�ำ เนดิ ขึน้ จากพระธยานิพทุ ธอักโษภยะ ในคัมภรี เ์ หวัชระตนั ตระระบุถงึ ลกั ษณะทางประติมานวทิ ยาของเหวัชระว่า มกี ายสนี ้�ำ เงิน มี 8 เศียร โดย 3 เศยี รแรกอยดู่ า้ นเดยี วกนั คอื ตรงกลางและใหญก่ วา่ เศยี รทเี่ หลอื อกี 5 เศยี ร 71 71

ทกุ เศยี รมี 3 เนตร มกี ร 16 กร และมีบาทจ�ำ นวน 4 บาทอยูใ่ นท่าเต้นร�ำ (อรรธปรยังกะ) ยืนเหยียบอยู่บนซากศพหรือเทพเจ้าฮินดูท้ัง 4 องค์ คือ พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ และพระอนิ ทร์ (Huntington & Bangdel 2003: 456) กรทั้ง 16 กรของเหวัชระถือถ้วยกะโหลก ซ่ึงถ้วยกะโหลกด้าน ขวาบรรจุสัตว์โลก คือ ช้าง ม้า ลา วัว อูฐ มนุษย์ สิงโต และแมว ส่วน ถ้วยกะโหลกด้านซ้ายบรรจุเทพเจ้าแห่งแผ่นดิน คือ โลก นำ้� อากาศ ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์ พระยม และเทพไวศรวรรณ (ชัมภละ) บางคร้ัง ระบุวา่ ในกรซ้ายประกอบดว้ ย เทพแห่งนำ�้ คือพระวรุณ วรรณะเหลอื ง เทพ แหง่ อากาศคอื พระวายุ วรรณะเขยี ว เทพแหง่ ไฟคือพระอัคนี วรรณะแดง เทพแห่งพระจนั ทร์คือพระจันทร์ วรรณะขาว เทพแห่งพระอาทติ ย์คอื พระ สรุ ยิ ะ วรรณะแดง เทพแห่งความตายคอื พระยม วรรณะฟ้า เทพแหง่ ความ รำ่�รวยคอื วสธุ ารา วรรณะเหลือง และเทพแหง่ พนื้ ดิน ไม่ปรากฏชอ่ื วรรณะ เหลอื ง (Getty 1962: 143) ซ่ึงถว้ ยกะโหลกท้ัง 16 ใบ เปน็ สัญลักษณ์ของ ความว่างเปล่าทั้ง 16 หรือศูนยตา และเหวัชระมักแสดงออกในท่ายับยัม พร้อมศกั ตเิ สมอ (รูปท่ี 1) รูปเคารพเหวชั ระมลี ักษณะเฉพาะ 2 รูปแบบ คอื รูปแบบกปาละธร (Kapaladhara) ถือถ้วยกะโหลก และรูปแบบศาสตราธร (Shastradhara) ถอื อาวธุ ซง่ึ ทงั้ 2 รปู แบบมกี ารปรากฏของกรตงั้ แต่ 2, 4, 6 และ 16 กร และ ยงั มรี ปู แบบอน่ื ๆ ทน่ี ยิ มอกี เชน่ เหวชั ระมณฑล ทม่ี กี ลา่ วถงึ ในคมั ภรี เ์ หวชั ระ ตนั ตระ (Hevajra Tantra) ระบุวา่ เหวัชระ มี 8 เศียร ทุกเศยี รมี 3 เนตร มี 4 บาท 16 กร ยนื เหยยี บอย่บู นมารทง้ั 4 องค์ มีฑากณิ ลี อ้ มรอบมณฑล เป็นบริวารทั้ง 8 ตน นางฑากิณีเหล่าน้ีมีหน้าที่ทำ�ลายล้างอวิชชาหรือส่ิง ชว่ั รา้ ย และรกั ษาทศิ ทงั้ แปดของจกั รวาล (Huntington & Bangdel 2003: 456) ถึงแมใ้ นอนิ เดยี จะมกี ารนับถือนกิ ายวชั รยานมาตัง้ แต่พทุ ธศตวรรษที่ 13 จนถึงชว่ งพุทธศตวรรษท่ี 18 แต่รปู เคารพที่เกี่ยวข้องกบั เหวัชระกลับมี ไม่มากนักเมื่อเทียบกับรูปเคารพของเทพ เทพี และพระโพธิสัตว์องค์อ่ืนๆ 72 72

ในนกิ ายวชั รยาน รปู เคารพเหวชั ระสว่ นมากทพี่ บมกั สรา้ งเปน็ ประตมิ ากรรม ลอยตวั ขนาดไมใ่ หญม่ าก สว่ นใหญค่ อื รปู แบบกปาละธร คอื มี 8 เศยี ร 16 กร 4 บาท และอยู่ในท่ากอดรัดกับศักติซ่ึงเป็นรูปแบบท่ีพบได้ท่ัวไป เช่น ตวั อยา่ งรูปเคารพเหวชั ระพบบริเวณบอ่ นำ้�ดา้ นหนา้ ของทางเขา้ ออกหลกั ท่ี ศาสนสถานปหรรปุระ ปัจจบุ ันอยู่ในประเทศบงั คลาเทศ (รปู ที่ 2) วัสดุท่ีใช้ทำ�ส่วนมากทำ�ขึ้นจากหินประเภทต่างๆ มีบ้างท่ีทำ�ข้ึนจาก โลหะ และในรูปแบบภาพวาด รูปเคารพเหวชั ระท่ีพบมอี ายุอยู่ในช่วงพุทธ ศตวรรษท่ี 15–18 ตรงกบั สมยั ราชวงศป์ าละซงึ่ เปน็ ชว่ งเวลาทนี่ กิ ายวชั รยาน แพร่หลายอยู่ในบริเวณแคว้นพิหารและเบงกอลของอินเดีย เมื่อสิ้นสุด ราชวงศป์ าละตงั้ แตใ่ นชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ 18 เปน็ ตน้ มา การนบั ถอื เหวชั ระ และการสรา้ งรปู เคารพมนี อ้ ยลง เนอื่ งจากกองทพั มสุ ลมิ (เชอื้ สายเตริ ก์ จาก เอเชียกลาง) ได้บุกเขา้ โจมตอี นิ เดีย และท�ำ ใหพ้ ุทธศาสนานิกายวชั รยานได้ สญู หายไปหลังจากช่วงเวลาดงั กล่าว รปู เคารพเหวชั ระในศลิ ปะบายนสมยั พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ี 7 อาณาจักรเขมรโบราณปรากฏหลักฐานการนับถือพุทธศาสนามา ต้งั แต่สมยั ฟูนัน ช่วงพทุ ธศตวรรษที่ 6 แต่ยงั ไมเ่ ด่นชัดว่านบั ถอื นิกายใดเป็น หลกั หลักฐานปรากฏเดน่ ชดั มากขน้ึ ในสมยั เมืองพระนคร สันนิษฐานวา่ ใน รัชสมัยของพระเจ้ายโศวรมันท่ี 1 ช่วงพุทธศตวรรษท่ี 15 ที่พุทธศาสนา มหายานไดร้ บั อิทธพิ ลมาจากอินเดยี ตอนเหนอื (วรรณวิภา สุเนตต์ า 2548: 94) แต่อย่างไรก็ตาม ศาสนาฮินดูยังเป็นศาสนาหลักประจำ�อาณาจักรอยู่ แตเ่ ดมิ สำ�หรับพุทธศาสนานิกายวัชรยานได้รับการนับถืออย่างเด่นชัดและ เจริญสูงสุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันท่ี 7 ซ่ึงได้กลายมาเป็นศาสนาประจำ� อาณาจักรแทนศาสนาพราหมณ์ท่ีมีมาแต่เดิม อาณาจักรเขมรถือได้ว่าเป็น หน่ึงในดินแดนที่ผู้ศึกษาพุทธศาสนาจากอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือเดิน ทางเขา้ มา (วรรณวิภา สุเนตต์ า 2546: 8) และเป็นท่นี า่ สังเกตวา่ ในช่วงที่ 73 73

รว่ มสมยั เดยี วกนั นไ้ี ดเ้ กดิ เหตกุ ารณก์ องทพั มสุ ลมิ เขา้ ยดึ ครองอนิ เดยี และบกุ ทำ�ลายพุทธสถานตา่ งๆ ซ่ึงตารนาถ (Taranatha) ไดบ้ ันทึกไว้วา่ ประเทศ กมั พชู าคอื จดุ หมายพงึ่ พงิ แหง่ หนง่ึ ทพ่ี ระภกิ ษจุ ากอนิ เดยี ทางภาคตะวนั ออก เฉียงเหนอื อพยพลี้ภยั มาอยู่ (Chutiwongs 1984: 313) สอดคลอ้ งกบั การ ท่ีพบว่านิกายมหายานได้เป็นท่ียอมรับนับถือในราชสำ�นักเขมรในช่วงเวลา น้ีแล้ว สิ่งเหล่าน้ีอาจเป็นสาเหตุสำ�คัญอย่างหนึ่งที่ทำ�ให้พุทธศาสนานิกาย วชั รยานเจริญรงุ่ เรืองอย่ใู นอาณาจกั รเขมรช่วงพทุ ธศตวรรษที่ 18 สมยั ของพระเจ้าชัยวรมนั ท่ี 7 พระองค์ไดท้ รงถอื ว่าตัวของพระองค์ เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ท่ีมีความ เมตตากรุณาและเป็นที่เคารพนับถือมากในนิกายมหายาน ดังน้ันจึงได้ พบหลักฐานด้านจารึก ส่ิงก่อสร้าง และประติมากรรม ที่แสดงให้เห็นถึง ความเมตตากรุณาอันย่ิงใหญ่ของพระองค์ท่ีมีต่อประชาชนเป็นจำ�นวน มาก นอกจากน้ี พระองคย์ ังโปรดให้สรา้ งศาสนสถานในพุทธศาสนานกิ าย มหายานข้ึนอีกหลายแห่ง เช่น ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทตาพรหม ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทนาคพัน ปราสาทบันทายฉมาร์ และปราสาท บายน ปราสาทดงั กลา่ วหลายแหง่ ไดพ้ บจารกึ หลกั ส�ำ คญั ทร่ี ะบถุ งึ การสรา้ ง และประดิษฐานรูปเคารพที่สำ�คัญในนิกายมหายาน รวมถึงการสร้างเพ่ือ อุทิศให้บรรพบรุ ษุ และบรรพสตรีของพระองค์ นอกจากน้ัน ยังพบประติมากรรมท่ีเก่ียวข้องกับพุทธศาสนานิกาย มหายานเป็นจำ�นวนมากในอาณาจักรเขมร เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าช่าง เขมรไดม้ คี วามคนุ้ เคยกบั นกิ ายวชั รยานเปน็ อยา่ งดี มกี ารสรา้ งประตมิ ากรรม รปู พระวชั รธร พระวัชรสัตว์ ตลอดจนประติมากรรมพระโพธสิ ตั ว์องคอ์ ืน่ ๆ เชน่ พระโพธสิ ตั วอ์ วโลกเิ ตศวร พระโพธสิ ตั วเ์ มตไตรยะ นางปรชั ญาปารมติ า ฑากิณี นางโยคนิ ี และประติมากรรมหมู่ 3 องค์ ประกอบด้วยพระพทุ ธเจ้า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และนางปรัชญาปารมิตา อีกท้ังยังนิยมสร้าง พระพทุ ธรปู เปน็ จ�ำ นวนมากแตไ่ มส่ ามารถระบไุ ดเ้ ดน่ ชดั วา่ เปน็ องคใ์ ด (ผาสขุ 74 74

อินทราวุธ 2543: 145) นอกเหนอื จากประตมิ ากรรมรปู เคารพแลว้ ยังพบ โบราณวัตถุท่ีเป็นส่วนหนึ่งท่ีใช้ในการประกอบพิธีกรรมในนิกายวัชรยาน ด้วย คือ วชั ระ (สายฟา้ ) และฆณั ฏา (ระฆัง) ซ่งึ เป็นส่ิงของส�ำ คัญสำ�หรับ ใชใ้ นการประกอบพธิ ีกรรมท่ถี กู ใชร้ ่วมกันเสมอ (Jessup & Zephir (eds.) 1997: 323) สำ�หรับประติมากรรมและโบราณวัตถุเหวัชระในศิลปะเขมรพบว่ามี ความนิยมและแพรห่ ลายอยา่ งมาก มีอายตุ ง้ั แตพ่ ทุ ธศตวรรษที่ 17-18 ตรง กบั สมยั นครวดั -บายน และไดท้ �ำ ขน้ึ ในรปู แบบทหี่ ลากหลาย ในทนี่ จี้ ะขอยก ตัวอย่างมา 6 ชนิ้ ดงั น้ี 1. พป นระมตเปิมญากปรรระมเทลศอกยัมตพัวูชสาำ�ร(ริดปู เหท่ีว3ัช)ระ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อายรุ าวพุทธศตวรรษที่ 18 ขนาดสงู 30 เซนตเิ มตร พบทป่ี ราสาท บนั ทายกฎุ ี (เสยี มเรยี บ) ในวิหารขนาดเล็กภายในศาสนสถานของปราสาท ซึ่งเป็นศาสนสถานท่ีสร้างขึ้นในช่วงระหว่างคร่ึงหลังพุทธศตวรรษท่ี 17 ประติมากรรมเหวัชระมี 8 เศียร ซ้อนกัน 3 ชั้น ช้ันกลางมี 4 เศียรและ ด้านบนสดุ มี 1 เศยี ร ซง่ึ เป็นตวั แทนของพระธยานิพทุ ธทงั้ 5 ส่วนเศียร 3 เศียรด้านล่างสดุ อาจหมายถึง พระพทุ ธเจา้ และพระโพธิสัตวท์ ัง้ 3 องค์ คอื พระพทุ ธเจา้ พระโพธสิ ตั วอ์ วโลกเิ ตศวร และพระโพธสิ ตั วว์ ชั รปาณี ทกุ เศยี ร มีตาที่ 3 บนหนา้ ผาก เหวัชระมี 16 กร ทุกกรถอื ถ้วยหัวกะโหลก มี 2 บาท ยนื ในทา่ เตน้ ร�ำ (อรรธปรยงั กะ) เหยยี บอยบู่ นรา่ งมนษุ ยท์ น่ี อนหงายบนฐาน กลีบบัว เหวัชระนุ่งผ้าสมพรต สวมผ้านุ่งแบบเว้าลงมาท่ีหน้าท้อง ซึ่งเป็น รูปแบบของศิลปะสมัยบาปวนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 และมีชายผ้ารูป สมอเรือห้อยอยู่ด้านหน้าแบบศิลปะบายน ประติมากรรมช้ินน้ีหล่อแยก ออกเปน็ 6 ชน้ิ สว่ น คอื เศยี รดา้ นบนทั้ง 5 เศียร, เศียรดา้ นล่างทัง้ 3 เศียร, ส่วนล�ำ ตวั , มนษุ ยห์ รอื มารทีน่ อนราบอยทู่ ฐ่ี าน, กรทง้ั 16 กร, รัดประคด, ฐานกลบี บัว (Jessup & Zephir (eds.) 1997: 316-317) 75 75

2. ป SoรuะตthิมาWกaรรleมsเหปวรัชะเรทะศมอณอฑสลเตรพเลิพยี ิธภ(รัณปู ฑท์ี่ 4A)rt Gallery of New อายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ 18 ท�ำ จากส�ำ รดิ ขนาดสงู 39x23.5 เซนตเิ มตร ซ้ือมาจากกองทุน Goldie Sternberg Southeast Asian Art เหวัชระมี 8 เศยี ร แบง่ ออกเป็น 3 ระดบั มี 16 กร นุง่ ผ้าสมพรตสน้ั ชักชายผ้าออกมา เป็นวงโค้งบริเวณหน้าท้อง มี 2 บาท ยืนอยู่ในท่าเต้นรำ� (อรรธปรยังกะ) เหยียบอยู่บนร่างมนุษย์ ฐานด้านล่างมีรูปบุคคลล้อมรอบ ด้านหน้าของ เหวชั ระคอื นางปรชั ญาปารมติ าและโยคนิ อี กี 5 ตน แตล่ ะตนอยใู่ นทา่ เตน้ ร�ำ บนฐานกลีบบวั (www.artgallery.nsw.gov.au) 3. ปMรuะsตeิมuาmกรoรมf สA่วrนt บปนระขเอทงศเหสหวชัรฐัระอเพมริพิกิธาภ(ณั รปูฑท์ Tี่ 5h)e Metropolitan อายุพุทธศตวรรษท่ี 18 ทำ�จากหิน ขนาดสูง 132.1 เซนติเมตร (ประมาณ 3 เมตร) ถกู พบวา่ ประตมิ ากรรมนแี้ ตกหกั อยใู่ นกองดนิ ใกลว้ หิ าร ดา้ นตะวนั ออกของประตผู ที น่ี ครธม ตอ่ มาในปี ค.ศ. 1980 มกี ารแลกเปลย่ี น โบราณวตั ถกุ ันระหว่าง Hiram Woodward และ Bruno Dagens ทำ�ให้ ประติมากรรมช้ินนี้กลายเป็นสินค้าในคลังอนุรักษ์ภายในโรงเก็บท่ีเมือง เสียมเรียบ และประติมากรรมนี้เคยมีส่วนของพระบาทขนาดใหญ่ที่สภาพ ไมค่ ่อยดอี ยใู่ นโรงเกบ็ วตั ถดุ ้วย (Sharrock 2009: 59-60) ประติมากรรมเหวัชระช้ินน้ีเหลือเพียง 6 เศียร และชิ้นส่วนของกร หกั หายไป (Sharrock 2009: 59-60) เนอ่ื งจากประตมิ ากรรมชิน้ น้มี เี พยี ง แค่ส่วนบน แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนท่ีแตกหักของประติมากรรมชิ้นเดียวกัน ยังคงพบอยู่ทเี่ ขมรและแสดงในท่าทางเต้นรำ� (รูปที่ 6) Peter D. Sharrock ได้เสนอว่า ประติมากรรมเหวัชระขนาดใหญ่ชิ้นนี้เกือบจะมีขนาดเท่ากับ ประตมิ ากรรมพระวษิ ณุสงู 4 เมตร ทพี่ ระเจา้ ชัยวรมันที่ 7 ทรงสรา้ งขึน้ ท่ี ปราสาทนครวัด บางทีอาจเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองในคราวที่รบ ชนะจามปาภาคกลางและใต้ได้ในปี พ.ศ. 1746 เน่ืองจากขนาดที่ใหญ่ผิด ปกติและคุณภาพที่ทำ�ข้ึนอย่างประณีตนั้น คงทำ�ขึ้นในวัตถุประสงค์ของ 76 76

ราชสำ�นักเป็นหลัก 4. ทบั หลงั รูปศาสตราธรเหวัชระ ปราสาทบันทายฉมาร์ (รปู ที่ 7) สลักบนแผ่นหนิ รูปมีขนาด 70x75 เซนติเมตร ทบั หลงั ชนิ้ น้ีประดับ อยู่บนประตูทางเขา้ ที่มีความสงู กว่า 3 เมตรของปราสาทบนั ทายฉมาร์ รูป เหวชั ระมี 8 เศยี ร 20 กร สวมต่างหทู ี่มขี นาดใหญ่โดยมไี หล่รองรบั มีเครื่อง ประดับมาก อยู่ในทา่ เตน้ ร�ำ ยกบาทซา้ ย ถือดาบกรขวา ชิน้ ส่วนล่างสดุ ของ ทับหลังแกะสลักในส่วนของพระบาท มีบางชิ้นตกลงไปยังกองหินด้านล่าง และส่วนบนของทับหลังที่ยังสมบูรณ์เป็นส่วนขาท่ีมีรอยขูดหรือรอยถลอก ในคมั ภรี น์ สิ ปนั นโยคาวลี ไดก้ ลา่ วถงึ รายชอื่ ของอาวธุ ทเี่ หวชั ระถอื ในกรขวา ในรปู ศาสตราธร ประกอบดว้ ย เขยี้ ว ตรศี ลู กระบอง ภาชนะใชด้ มื่ จานกลม ลกู ศร ดาบ และวชั ระ แตใ่ นทบั หลงั รปู เหวชั ระศาสตราธรน้ี เหวชั ระถอื ดาบ ใบกว้าง 2 เล่ม ดาบโค้ง 4 เล่ม และบางครงั้ ถือดาบสน้ั 3 เลม่ ในกรขวา สว่ น กรซา้ ยทุกกรหกั หายไป จึงไม่สามารถระบไุ ดอ้ ยา่ งชดั เจน เน่ืองจากเหวัชระในรูปแบบศาสตราธรให้ความรู้สึกเหมือน ประติมากรรมมีการเคล่ือนไหว อีกทั้งในกรยังถืออาวุธท่ีเกี่ยวข้องกับการ รบ จึงอาจทำ�ให้ถูกเลือกมาสลักไว้บนทับหลังของปราสาทบันทายฉมาร์ ซึ่งเป็นปราสาทท่ีเกี่ยวข้องกับการสู้รบ และเป็นสถานท่ีที่อุทิศถวายแก่เจ้า ชายศรีนทรกุมาร (สันนิษฐานว่าอาจเป็นพระอนุชาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) และเหลา่ ทหารท่ีปกป้องพระเจ้าชัยวรมนั ที่ 7 จากการซุ่มโจมตีของจาม จนตนเองเสียชีวิต (Sharrock 2009: 51) 5. แมพ่ มิ พโ์ ลหะรปู เหวชั ระ พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พนมเปญ (รปู ที่ 8) อายุพทุ ธศตวรรษท่ี 18 ท�ำ จากสำ�ริด ไม่ทราบขนาด พบที่ปอยเปต (Poipet) ใกล้กับเขตแดนประเทศไทยปัจจุบัน แม่พิมพ์ประกอบด้วยเทพ ในนกิ ายตนั ตระ ด้านบนสุดคอื พระพทุ ธรปู นาคปรก ตรงกลางเปน็ รูปพระ วัชรสัตว์ ด้านซ้ายคือสังวร และด้านขวาคือเหวัชระ แต่ละองค์อยู่บนฐาน ดอกบวั ท่ีมกี า้ น และด้านล่างเปน็ รูปบคุ คลจ�ำ นวน 3 คน เหวชั ระมี 8 เศียร 77 77

16 กร 2 บาท ยืนในท่าเต้นร�ำ (อรรธปรยงั กะ) เหยียบบนร่างมนษุ ย์ นุ่งผ้า สมพรตสั้น ชักชายผ้าเว้าออกมาด้านหน้าท้องและมีชายผ้าหางปลาห้อย ตกลงมา ซ่ึงเป็นรปู แบบศิลปะสมยั บายน ดงั ทที่ ราบกนั ดวี า่ ในสมยั บายนศลิ ปะเขมรนยิ มสรา้ งประตมิ ากรรมหมู่ 3 องคข์ นึ้ ตามคตริ ตั นตรยั มหายาน ประกอบดว้ ย พระพทุ ธเจา้ พระโพธสิ ตั ว์ อวโลกิเตศวร และนางปรชั ญาปารมิตา ต่อมาในราวพุทธศตวรรษท่ี 17 พบ หลกั ฐานการสรา้ งรปู เคารพ 4 องค์ คอื การเพม่ิ รปู พระโพธสิ ตั วว์ ชั รปาณเี ขา้ มา ตอ่ มาในสมยั บายนการสรา้ งรปู เคารพดงั กลา่ วพบวา่ มรี ปู เหวชั ระเขา้ มา แทนท่ีพระโพธิสตั ว์วชั รปาณี ดังท่ีจะไดพ้ บบ่อยในพระพิมพ์เหวชั ระมณฑล ทภี่ ายในประกอบดว้ ยเหวชั ระและโยคนิ ที งั้ 8 ตน พระพทุ ธรปู นาคปรก นาง ปรชั ญาปารมติ า และพระโพธิสตั วอ์ ื่นๆ อกี จ�ำ นวนมาก แต่เดิมประติมากรรมหมู่ 3 องค์ตามคตินิกายตันตระ ประกอบ ด้วยพระพุทธเจ้า (พระไวโรจนะ) อยู่ตรงกลาง เหวัชระอยู่ทางขวาของ พระพุทธเจ้า และสังวรอยู่ทางซ้ายของพระพุทธเจ้า ภายหลังพระเจ้า ชยั วรมันท่ี 7 ไดท้ รงสร้างพระโพธสิ ัตว์อวโลกิเตศวรข้ึนแทนเหวชั ระซ่งึ เป็น ตวั แทนของความกรณุ า และนางปรชั ญาปารมติ าซงึ่ เปน็ ตวั แทนของปญั ญา แทนสงั วร (หมอ่ มราชวงศส์ รุ ยิ วฒุ ิ สขุ สวัสด์ิ 2543: 168) 6. ปMรuะsตeิมuาmกรoรfมAนrูนt สปูงรเะหเทวศัชสรหะรัฐพอิพเมิธรภิกัณาฑ(ร์ ปู Tทhี่ e9) Metropolitan อายพุ ทุ ธศตวรรษที่ 18 ท�ำ จากงาชา้ ง ขนาดสงู 14.6 เซนตเิ มตร กวา้ ง 6.4 เซนติเมตร ทางพิพธิ ภณั ฑ์ซ้อื มาจากมูลนิธิ The Randall & Kathryn Smith และ Robert Lehrman เม่ือปี ค.ศ. 2002 ประติมากรรมช้นิ น้ีมี 2 ดา้ น ด้านหน้าเปน็ รปู พระพุทธรูปนาคปรก สว่ นดา้ นหลังเป็นรูปเหวัชระ 8 เศียร (รปู ที่ 10) ไม่สามารถระบจุ �ำ นวนกรได้ และมีจ�ำ นวน 2 บาท ยนื ใน ท่าเตน้ ร�ำ 78 78

สรปุ การศึกษาวิเคราะห์ประติมากรรมเหวัชระที่พบในอาณาจักรเขมร สามารถกำ�หนดอายอุ ยใู่ นช่วงพุทธศตวรรษท่ี 17-18 ในสมัยนครวัด-บายน สันนิษฐานว่ารับแนวคิดนี้มาจากอินเดีย ซ่ึงคงแพร่หลายเข้ามาในช่วงท่ี มุสลิมบุกโจมตีอินเดีย และภิกษุอินเดียจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เดินทางเข้ามาในอาณาจักรเขมร (Chutiwongs 1984: 313) หลัง จากท่ีศูนย์กลางพุทธศาสนานิกายมหายานที่นาลันทาส้ินสุดลง รูปแบบ ประติมากรรมเหวัชระท่พี บในศิลปะเขมร มีลกั ษณะท่เี หมือนและแตกตา่ ง กับทางศิลปะอินเดียท่ีเป็นต้นแบบ และพบว่ามีความหลากหลายมากกว่า คอื มที ง้ั ประตมิ ากรรมลอยตวั ประตมิ ากรรมนนู สงู ประตมิ ากรรมนนู ต�่ำ แม่ พมิ พ์ สงั ขส์ ำ�ริด และประภามณฑล วัสดทุ ่ีนยิ มใช้ในการสรา้ งคอื ส�ำ รดิ หนิ และพบบ้างวา่ มกี ารทำ�ขึน้ ด้วยงาชา้ ง ส�ำ หรับประตมิ ากรรมทท่ี ำ�จากสำ�รดิ สว่ นใหญ่จะใชว้ ธิ ีการหลอ่ โดยแยกเปน็ ช้นิ ๆ ด้วยวิธี lost wax คือ ใช้โลหะ เข้าแทนท่ขี ้ีผึ้งและนำ�มาประกอบเข้าด้วยกันในภายหลงั ศลิ ปะเขมรนยิ มท�ำ ประตมิ ากรรมเหวชั ระในรปู ปรากฏกายเดยี่ ว ไมม่ ี การกอดรดั กบั ศกั ติ หรอื ถา้ มกี ป็ รากฏนอ้ ยมาก อาจแสดงใหเ้ หน็ วา่ อาณาจกั ร เขมรไม่นยิ มพธิ กี รรมตนั ตระแบบอนิ เดยี และไม่นิยมสรา้ งประตมิ ากรรมท่ี มีท่าทางแปลกประหลาดหรือน่ากลัว ศิลปะเขมรนิยมสร้างประติมากรรม เหวชั ระทง้ั 2 รปู แบบ คอื กปาละธรและศาสตราธร ต่างจากศลิ ปะอนิ เดียที่ นยิ มสรา้ งในรปู แบบกปาละธรมากกวา่ ส�ำ หรบั ในรปู แบบ กปาละธร กรขวา ของเหวชั ระในศลิ ปะเขมรจะเปลยี่ นจากถว้ ยกะโหลกทภ่ี ายในบรรจอุ ฐู เปน็ สตั วท์ อ้ งถน่ิ แทน เนอ่ื งจากอฐู ไมเ่ ปน็ ทร่ี จู้ กั ในอาณาจกั รกมั พชู า (Bunker & Latchford 2004: 401) และบางคร้งั จำ�นวนกรนิยมสร้างมากถงึ 20 กร ซง่ึ แตกต่างจากในศิลปะอนิ เดียอย่างชัดเจน ประตมิ ากรรมเหวชั ระสวมผา้ นุง่ สมพรตสั้นแบบศิลปะเขมร (sampot) จ�ำ นวนบาททพ่ี บส่วนมากมี 2 บาท แต่มีบ้างที่พบวา่ มีการสร้างขน้ึ ในรปู แบบ 4 บาท บาทซา้ ยมักเหยยี บอยู่บน ซากศพและบาทขวายกข้ึนมาในทา่ อรรธปรยงั กะหรอื ทา่ เตน้ รำ� มีบ้างท่ที �ำ 79 79

ขึ้นในท่าทางยืนตรงปกติ (รูปท่ี 11) และนิยมสร้างประติมากรรมเหวัชระ มณฑลในรูปแบบประติมากรรมลอยตัว โดยสลักเป็นรูปเหวัชระล้อมรอบ ดว้ ยโยคินที ั้ง 8 ตน จากความแพร่หลายของประติมากรรมเหวัชระท่ีพบในอาณาจักร เขมรช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 และการที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะท่ีโดดเด่น งดงาม และประณตี แสดงใหเ้ หน็ ถงึ รายละเอยี ดอยา่ งชดั เจน หรอื มลี กั ษณะ ท่ีใหญ่โตเกินจริงนั้น ทำ�ให้เห็นถึงความสำ�คัญของเหวัชระที่มีต่อราชสำ�นัก เขมรในชว่ งเวลาดงั กลา่ วไดเ้ ปน็ อยา่ งดี สนั นษิ ฐานไดว้ า่ คงมกี ารท�ำ ขนึ้ โดยมี วัตถุประสงค์หลกั ส�ำ หรบั ใช้ในพธิ ีกรรมตันตระภายในราชสำ�นัก สอดคลอ้ ง กับการพบโบราณวัตถุทย่ี ังหลงเหลอื อยู่ เช่น สงั ข์ ระฆัง และวชั ระ ซ่งึ เปน็ ส่ิงของส�ำ คญั ทใี่ ช้ในการประกอบพิธกี รรมตันตระทีพ่ บในอาณาจกั รเขมร 80 80

รปู ที่ 1 ประตมิ ากรรมเหวชั ระ มี 16 กร ถอื ถว้ ยกะโหลกบรรจเุ ทพแหง่ แผน่ ดนิ และสตั วโ์ ลก ปจั จบุ นั จดั แสดงที่ Art Institute of Chicago ประเทศสหรฐั อเมรกิ า (ท่ีมา: Dancing Hevajra 2014) รูปที่ 2 ช้ินส่วนประติมากรรมเหวัชระ พบที่บ่อนำ้�ด้านหน้าของทางเข้าออกหลัก ศาสนสถาน ปหรรปรุ ะ ประเทศบงั คลาเทศ ปจั จบุ ันจดั แสดงทีพ่ พิ ธิ ภัณฑ์ Calcutta (ท่มี า: Huntington 1984) 81 81

รูปที่ 3 ประติมากรรมลอยตัวสำ�รดิ เหวชั ระ พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ พนมเปญ ประเทศกมั พูชา (ท่มี า: Jessup & Zephir (eds.) 1997) รูปท่ี 4 ประติมากรรมเหวัชระมณฑล พพิ ธิ ภณั ฑ์ Art Gallery of New South Wales ประเทศ ออสเตรเลยี (ทมี่ า: Hevajra Mandala 2014) 82 82

รูปที่ 5 ประติมากรรมส่วนบนของเหวัชระ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ The Metropolitan Museum of Art ประเทศสหรฐั อเมรกิ า (ท่มี า: Bust of Hevajra 2014) รปู ที่ 6 ประติมากรรมส่วนล่างที่อยู่ในท่าทางเตน้ ร�ำ พบอยู่นอกก�ำ แพงเมอื งนครธม ปัจจุบันไดร้ ับ การดแู ลจาก Sihanouk Angkor Museum (ที่มา: Clark (ed.) 2007) 83 83

รูปท่ี 7 ทบั หลังรูปศาสตราธรเหวชั ระ ปราสาทบันทายฉมาร์ ประเทศกัมพูชา (ทม่ี า: Sharrock 2009) รูปท่ี 8 แม่พมิ พ์โลหะรูปเหวัชระ ปจั จบุ ันจดั แสดงท่ีพพิ ธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาติ พนมเปญ (ทีม่ า: Clark (ed.) 2007) 84 84

ประติมากรรมนนู สูงเหวชั ระ รปู ท่ี 9 ด้านหน้าสลกั เปน็ รปู พระพทุ ธรปู นาคปรก (ซ้าย) รูปท่ี 10 ดา้ นหลังสลักเป็นรปู เหวชั ระ (ขวา) ปจั จบุ ันจัดแสดงอยทู่ ีพ่ ิพิธภัณฑ์ The Metropolitan Museum of Art ประเทศสหรฐั อเมริกา (ท่ีมา: Seated Buddha Protected by Naga (front), Dancing Multi-Headed Hevajra (back) 2015) รปู ท่ี 11 ประติมากรรมนูนสูงเหวัชระ มกี รจำ�นวน 20 กร 4 บาท อยู่ในทา่ ยนื ตรงปกติ ไม่แสดง ท่าทางเต้นรำ� พบทบี่ ารายตะวนั ตก นครธม (ท่มี า: Sharrock 2013) 85 85

บรรณานกุ รม ผาสขุ อินทราวุธ, 2543. พทุ ธปฏิมาฝ่ายมหายาน. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ์ ักษรสมัย. วรรณวภิ า สเุ นตต์ า, 2546. คตริ ัตนตรยั มหายานในศลิ ปะเขมรช่วงพุทธศตวรรษท่ี 18 ทพี่ บใน ภาคกลางของประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ ศลิ ปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. ______, 2548. ชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรกัมพูชา. กรุงเทพฯ: สำ�นัก พิมพ์มตชิ น. หมอ่ มเจา้ สุภัทรดิศ ดิศกุล, 2535. ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ถงึ พ.ศ. 2000. กรุงเทพฯ: บรษิ ทั รุ่งแสงการพิมพ์ จำ�กดั . หม่อมราชวงศ์สุรยิ วฒุ ิ สุขสวัสด,ิ์ 2543. กมั พูชาราชลกั ษมีถงึ ศรชี ยวรมนั . กรงุ เทพฯ: ส�ำ นักพิมพ์ มติชน. Bunker E.C. & Latchford D.A.J., 2004. Adoration and Glory: The Golden Age of Khmer Art. Chicago, IL: Art Media Resources. Chutiwongs N., 1984. The Iconography of Avalokitasvara in Mainland South East Asia. Bangkok: s.n. Clark J. (ed.), 2007. Bayon New Perspective. Bangkok: River Books. Getty A., 1962. The Gods of Northern Buddhism: Their History, Iconography and Progressive Evolution Through the Northern Buddhist Countries. Rutland, Vt.: Charles E. Tuttle. Huntington J.C. & Bangdel D., 2003. The Circle of Bliss: Buddhist Meditational Art. Chicago: Serindia Publications; Columbus: Columbus Museum of Art. Huntington S.L., 1984. The “Pala-Sena” Schools of Sculpture. Leiden: E.J. Brill. Jessup H.I. & Zephir T. (eds.), 1997. Sculpture of Angkor and Ancient Cambodia Millennium of Glory. Washington: National Gallery of Art. Saraswati S.K., 2003. Tantrayana Art: An Album. Kolkata: Asiatic Society. Sharrock P.D., 2006. The Buddhist Pantheon of the Bàyon of Angkor: An Historical and Art Historical Reconstruction of the Bàyon Temple and Its Religious and Political Roots. Doctoral dissertation. University of London. ______, 2009. “Hevajra at Bantéay Chmàr.” The Journal of the Walters Art Museum 64/65 (2006/2007) (published 2009). ______, 2013. “The Tantric Roots of the Buddhist Pantheon of Jayavarman VII.” In M.J. Klokke & V. Degroot (eds.), Materializing Southeast Asia’s Past. University of Hawai’i Press, Hawai’i. 86 86

เวบ็ ไซต์ Bust of Hevajra, 2014. Retrieved December 20, 2014, from http://www.metmuseum. org/collection/the-collection-online/search/38304 Dancing Hevajra, 2014. Retrieved December 12, 2014, from http://www.artic.edu/ aic/collections/artwork/148419 Hevajra Mandala, 2014. Retrieved December 10, 2014, from http://www.artgallery. nsw.gov.au/collection/works/1.2001/ Seated Buddha Protected by Naga (front), Dancing Multi-Headed Hevajra (back), 2015. Retrieved May 16, 2015, from http://www.metmuseum.org/art/ collection/search/64926 87 87