ผา้ ไทยภาคเหนือ เสนอ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยม จดั ทาโดย นางสาวปริญญาพร บุญลือ ๖๔๑๐๕๔๐๑๓๑๐๑๗ รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการศึกษาคน้ ควา้ รหสั GE๔๐๐๕ ภาคเรียนท่ี ๑/๒๕๖๖ การสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตลา้ นนา
ก คำนำ รายงานเลม่ น้ีเป็นส่วนหน่ึงของ วิชา (GE๔๐๐๕) รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ าเทคโนโลยี สารสนเทศเพือ่ การศึกษาคน้ ควา้ สาขาวิชาเอกการสอนภาษาไทย ช้นั ปี ที่ ๓ โดยมีจุดประสงคเ์ พือ่ การศึกษา คน้ ควา้ หาความรู้ที่เกี่ยวกบั ผา้ ไทยภาคเหนือ ผา้ พ้นื บา้ นภาคเหนือ เพ่ือใหไ้ ดค้ วามรู้ วฒั นธรรมการใชผ้ า้ เป็น ของตนเอง ต้งั แต่การทอ การสร้างลวดลาย จนถึงการนุ่งห่ม นอกจากน้ีซิ่นชนิดต่าง ๆ และกรรมวธิ ีในการ สร้างลวดลายประเภทต่าง ๆ ตามลกั ษณะพ้นื บา้ นแลว้ ยงั มีผา้ หลายชนิด ที่มีความงดงามสอดคลอ้ งกบั ประโยชนใ์ ชส้ อยอีกหลายชนิด ขอขอบพระคุณ อาจารยผ์ ชู้ ่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอ่ียม อาจารยป์ ระจารายวิชาเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อการศึกษาคน้ ควา้ ผใู้ หค้ วามรู้แนวทางในการศึกษา และขอขอบคุณผมู้ ีส่วนเก่ียวขอ้ งทุกฝ่ ายท่ี สนบั สนุน ช่วยเหลือ และใหก้ าลงั ใจ จนผลงานประสบผลสาเร็จในคร้ังน้ี และขอยกคณุ งามความดี จงมีแก่ บูรพาจารย์ บรรพบุรุษผใู้ หค้ วามรู้ วชิ าภาษาไทยทุกท่าน และทา้ ยน้ี หวงั วา่ รายงานเลม่ น้ีจะเป็นประโยชน์ และใหค้ วามรู้ พอที่จะเป็นเน้ือหาประดบั สติปัญญาแก่ท่านผอู้ า่ นไม่มากกน็ อ้ ย นางสาวปริญญาพร บุญลือ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๖
สำรบญั ข เร่ือง หน้ำ คานา ก สารบญั ข ๑.ประวตั แิ ละควำมเป็ นมำ ๑-๒ ๓ ผ้ำไทยภำคเหนือ ผ้ำพืน้ บ้ำนภำคเหนือ ๔ ๑.๑กลุ่มคนในอดีต ๕-๗ ๒. ลกั ษณะโดดเด่นของผ้ำพืน้ บ้ำนภำคเหนือ ๘-๑๐ ๒.๑ลวดลายท่ีสาคญั ๒.๑.๑ลายลว้ งหรือเกาะ ๑๐-๑๖ ๒.๑.๒ลายเกบ็ มุก ๒.๑.๓ลายคาดก่าน ๑๖-๑๗ ๓.ลำยเส้นผ้ำไทย ๑๘-๒๐ ๓.๑ลวดลายตน้ แบบ ๓.๒ลวดลายท่ีพฒั นาจนสื่อความหมายไดม้ ีอะไรบา้ ง ๔.คตคิ วำมเช่ือ ๔.๑คติความเช่ือเก่ียวกบั ลายผา้ ไทย ๔.๑.๑ลายจากศาสนา ๔.๑.๒ลายจากสตั ว์ ๔.๑.๓ลายจากพืช ๕.ประเภทกำรแต่งกำยในสมยั ก่อน ๕.๑การแต่งกายของกษตั ริย์ ๕.๑.๑เจา้ นายช้นั สูง สตรีช้นั สูง ๕.๒การแตง่ การของชาวบา้ นทว่ั ไป ๕.๒.๑ผชู้ ายชาวบา้ นทว่ั ไป ผหู้ ญิงชาวบา้ นทว่ั ไป ๖.ผ้ำทอกบั กำรใช้สอยอื่น ๆ บรรณำนุกรม
๑ ประวตั ิและควำมเป็ นมำ ผ้ำไทยภำคเหนือ ผ้ำพืน้ บ้ำนภำคเหนือ ผา้ ที่ทอในบริเวณภาคเหนือหรือลา้ นนา ปัจจุบนั คือบริเวณภาคเหนือ ไดแ้ ก่ จงั หวดั เชียงราย พะเยา ลาพนู ลาปาง แพร่ น่าน เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน จนถึงดินแดนบางส่วนของประเทศพม่า ประเทศจีน และประเทศลาว ดินแดนในบริเวณลา้ นนาประกอบดว้ ยเนินเขาและที่ราบ หรือที่เรียกวา่ บริเวณเชิงเขาหิมาลยั ประกอบดว้ ยยนู านทางตะวนั ตกของประเทศจีน รัฐฉานของประเทศพมา่ หลวงพระบาง เวียงจนั ทน์ ใน ประเทศลาว และบริเวณภาคเหนือตอนบนในปัจจุบนั ตลอดระยะเวลาที่ผา่ นมา บริเวณดงั กล่าวน้ีเป็นถ่ินที่ อยขู่ องประชากรหลายชาติพนั ธุ์ แต่ละกลุม่ ชาติพนั ธุต์ ่างกม็ ีการจดั องคก์ รทางสงั คม เศรษฐกิจ การเมือง มี ความเชื่อทางศาสนา มีวฒั นธรรมและสังคมเป็นของตวั เอง บริเวณภาคเหนือประกอบดว้ ยเนินเขาและที่ราบคลา้ ยอ่างท่ีอดุ มสมบูรณ์และเหมาะสมกบั คตินิยม ในการต้งั ถิ่นฐานของกลุม่ ชนไท-ลาวมาแต่โบราณ โดยเฉพาะชาวโยนกหรือชาวไทยวน ชนกลุม่ ใหญท่ ี่มี ความเชื่อเกี่ยวกบั การต้งั ถ่ินฐาน ใหค้ วามสาคญั กบั สภาพแวดลอ้ มที่เป็นภูเขา ทางน้าไหล และการเลือก ทิศทางซ่ึงเป็นคติความเชื่อที่สืบทอดกนั มาแต่สมยั พญามงั ราย ความเชื่อน้ีอาจไดร้ ับอิทธิพลมาจากจีนยคุ แรกๆ ความเช่ือเกี่ยวกบั การต้งั ถิ่นฐานในสภาพแวดลอ้ มท่ีเป็นเขาลอ้ มและมีธารน้าไหลน้ี ยงั ปรากฏในกลุ่ม ชนไทยวนหลายกลุม่ ท่ีเคลื่อนยา้ ยไปยงั ภูมิภาคอื่นดว้ ย ในบริเวณน้ีมีความเชื่อกนั วา่ เป็นท่ีอยขู่ องมนุษยเ์ ผา่ พนั ธุ์ต่าง ๆ มาต้งั แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ จนถึงสมยั ท่ีชาวไทยวน ไทล้ือ และลาว เขา้ มาต้งั ถ่ินฐานเม่ือราว พ.ศ. ๑๖๐๐ โดยมาเป็นกลุ่มเลก็ ๆ ก่อน แลว้ ขยายตวั ข้นึ เป็นลาดบั ผคู้ นเหล่าน้ีเขา้ มาอาศยั อยใู่ นบริเวณทิศเหนือของเมืองลาพนู คนไท-ลาวเขา้ มา อาศยั รวมกนั เป็นหมู่บา้ นใหญ่หลายๆ หมู่บา้ น มีผนู้ ากษตั ริยเ์ ป็นประมุขร่วมกนั ดินแดนน้ีอาจจะเป็นท่ีอยู่ ของมอญและลวั ะมาก่อนที่คนไท-ลาวจะเขา้ มาต้งั ถิ่นฐาน กลุม่ คนไท-ลาว ตามตานานเรียกวา่ ลาว ที่สืบเช้ือสายมาจากพญาลวจกั รหรือลาวจง ซ่ึงเป็น กษตั ริยข์ องราชวงศล์ าว และกษตั ริยท์ ่ีสืบตอ่ มาลว้ นเป็นเช้ือสายจากลาวจงท้งั สิ้น จึงใชค้ านาหนา้ พระนามวา่ ลาวเสมอ เช่นเรียกวา่ พญาลาวครองเมืองเชียงราวหรือเมืองลาว พญาลาวเจ๋ืองหรือขนุ เจื๋อง (มีช่ือเสียงเป็นท่ี
๒ รู้จกั กนั ดีในประเทศลาวและภาคอีสานของไทย) จนถึงพญามงั ราย ปฐมกษตั ริยแ์ ห่งราชวงศม์ งั รายกส็ ืบเช้ือ สายมาจากลาวจง ต่อมาคาวา่ “ลาว” และ “เมืองลาว” ค่อยๆ เลิกใชไ้ ปตามตานานเมืองเชียงใหม่ ปรากฏวา่ พญามงั ราย กษตั ริยพ์ ระองคแ์ รกท่ีไม่ใชค้ าวา่ “ลาว” นาหนา้ พระนามเรียกวา่ พญามงั ราย แต่บางคร้ังเรียกวา่ พญา ลาว พระบิดาของพญามงั รายทรงพระนามวา่ พญาเมง็ หรือลาวเมง็ ส่วนเมืองลาวน้นั ต่อมาเรียกวา่ โยนรัฏฐ์ หรือโยนก เรียกประชาชนวา่ โยน-ยวน-ยนู หลงั จากที่สร้างเมืองเชียงใหม่แลว้ เรียกดินแดนเชียงใหม่ ลาพนู วา่ พงิ ครัฏฐ์ และเรียกคนไทยในพิงครัฏฐว์ า่ ยวน ส่วนคาวา่ “ลาว” น้นั ปัจจุบนั ใชเ้ รียกประชาชนในประเทศ ลาว และใชเ้ รียกคนไทยกลมุ่ หน่ึงที่อยใู่ นภาคอีสานท่ีมีเช้ือสายลาวเท่าน้นั พญามงั รายหรือพระเจา้ เมง็ ราย ปฐมกษตั ริยข์ องราชวงศม์ งั ราย ผรู้ วบรวมอาณาจกั รลา้ นนาเขา้ ดว้ ยกนั แลว้ สร้างเมืองเชียงใหม่หรือนพบุรีศรีนครงพิงคเ์ ชียงใหม่ข้นึ เป็นราชธานี มีพระชนมายอุ ยปู่ ระมาณ พ.ศ. ๑๗๘๑ ถึงพ.ศ. ๑๘๐๐ สวรรคตเม่ือมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ต่อมามีกษตั ริยป์ กครองเชียงใหม่อีก ๕ พระองค์ พระเจา้ มงกฎุ สุทธิวงศเ์ ป็นกษตั ริยอ์ งคส์ ุดทา้ ย อาณาจกั รลา้ นนาจึงตกอยใู่ นปกครองของพม่า ทาให้ อาณาจกั รลา้ นนาที่เคยรุ่งเรืองมาชา้ นานตอ้ งลม่ ลงเป็นเวลาเกือบ ๒๐๐ ปี จนถึงพ.ศ. ๒๓๓๙ พระเจา้ กาวลิ ะ ปฐมกษตั ริยร์ าชวงศก์ าวลิ ะจึงไดต้ ้งั เมืองเชียงใหม่ข้นึ เป็นราชธานีของอาณาจกั รลา้ นนาอีกคร้ังหน่ึง และมี กษตั ริยป์ กครองต่อมาอีก ๙ พระองค์ จนถึงสมยั ของพระเจา้ แกว้ นวรัฐ ลา้ นนากถ็ ูกรวมเขตอยภู่ ายใตก้ าร ปกครองของประเทศสยาม และรวมเขา้ เป็นประเทศไทยในปัจจุบนั จากประวตั ิศาสตร์และลกั ษณะภมู ิประเทศดงั กลา่ ว ทาใหภ้ าคเหนือเป็นดินแดนท่ีมีขนบประเพณี วฒั นธรรมเป็นของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มไทยวนหรือโยนก ปัจจุบนั เรียกตนเองวา่ “คนเมือง” แต่เดิมมกั เรียก “ลาวพงุ ดา” เพราะนิยมสกั ลายตามบริเวณตน้ ขาและหนา้ ทอ้ ง ไทยวนเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่ต้งั ถิ่นฐานอยู่ บริเวณจงั หวดั เชียงใหม่ ลาพนู ลาปาง ไทล้ือเป็นอีกกลุม่ ชนหน่ึงที่มีจานวนมากรองจากไทยวน ไทล้ือต้งั ถ่ิน ฐานอยใู่ นบริเวณจงั หวดั เชียงราย พะเยา และน่าน นอกจากน้ียงั มีชนกลุม่ นอ้ ย เช่น ลวั ะ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ มอญ ตลอดไปจนถึงชาวไทยภูเขาเผา่ ต่าง ๆ เช่น แมว้ มเู ซอ อีกอ้ เยา้ ลีซอ กระจายอยใู่ นจงั หวดั ต่าง ๆ ของ ภาคเหนือ
๓ กล่มุ คนไทยในอดตี (กลุม่ คนไทยวน) (กลุม่ คนไทล้ือ) กลุม่ คนไทยในอดีตมีวฒั นธรรมการใชผ้ า้ เป็นของตนเอง ต้งั แต่การทอ การสร้างลวดลาย จนถึง การนุ่งห่ม เช่น ผชู้ ายจะนุ่งหยกั ร้ังจนถึงโคนขาเพ่ืออวดลายสกั ต้งั แต่เหนือเขา่ ข้ึนไปจนถึงโคนขา ไม่สวม เส้ืออแต่มีผา้ หอ้ ยไหล่ ชนช้นั สูงจะสวมเส้ือ มีผา้ พนั เอง ผหู้ ญิงนุ่งซ่ินลายขวางลาตวั มีเชิงเป็นลวดลาย ไม่ สวมเส้ือแต่มีผา้ รัดอก มกั เกลา้ ผมมวยไวก้ ลางศีรษะแลว้ ปักป่ิ นหรือเสียบดอกไม้ การแต่งกายเช่นน้ียงั ปรากฏ ในภาพจิตรกรรมฝาผนงั วหิ ารหลายแห่ง เช่น จิตรกรรมฝาผนงั วหิ ารลายคา วดั พระสิงห์วรมหาวิหาร ตาบล พระสิงห์ เขียนเม่ือประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๖ จิตรกรรมฝาผนงั วิหารวดั บวกครกหลวง อาเภอเมือง จงั หวดั เชียงใหม่ เขียนเมื่อตน้ พทุ ธศตวรรษที่ ๒๕
๔ ลกั ษณะโดดเด่นของผ้ำพืน้ บ้ำนภำคเหนือ ผา้ พ้ืนบา้ นภาคเหนือท่ีมีเอกลกั ษณ์โดดเด่นท่ีสุดคือ ผา้ ไทยวน ผา้ ไทล้ือ ผา้ ของกลุม่ ชนท้งั สอง ไดแ้ ก่ เครื่องนุ่งห่ม เคร่ืองนอน และ เคร่ืองบูชาตามความเช่ือที่ใชใ้ นพธิ ีกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะผา้ ซิ่น ผา้ นุ่ง ผหู้ ญิงของกลุม่ ไทยวนและไทล้ือมีส่วนประกอบคลา้ ยคลึงกนั แบ่งเป็น ๓ ส่วน ไดแ้ ก่ –หวั ซิ่น ส่วนที่อยตู่ ิดกบั เอว มกั ใชผ้ า้ พ้นื สีขาว สีแดง หรือสีดา ต่อกบั ตวั ซ่ินเพอื่ ใหซ้ ่ินยาวพอดีกบั ความสูงของผนู้ ุ่ง และช่วยใหใ้ ชไ้ ด้ คงทน เพราะเป็นชายพกตอ้ งขมวดเหน็บเอวบ่อย ๆ –ตวั ซ่ิน ส่วนกลางของซ่ิน กวา้ งตามความกวา้ ง ทาใหล้ ายผา้ ขวางลาตวั มกั ทอเป็นริ้วๆ มีสีต่าง ๆ กนั เช่น ริ้วเหลืองพ้นื ดา หรือทอยก เป็นตาสีเหลี่ยม หรือทอเป็นลายเลก็ ๆ –ตีนซ่ิน ส่วนล่างสุด อาจเป็นสีแดง สีดา หรือทอลายจกเรียก ซิ่นตีนจก ชาวไทยวนนิยมทอตีนจกแคบ เช่น ซ่ินตีนจกแม่แจ่ม บริเวณ อาเภอแม่แจ่ม จงั หวดั เชียงใหม่ มกั ทอลายสี่เหล่ียมขา้ วหลามตดั อยตู่ รงกลาง เชิงลา่ งสุดเป็นสีแดง ซ่ินตีนจก ของคหบดีหรือเจา้ นายมกั สอดดิ้นเงินหรือดิ้นทองใหส้ วยงามยง่ิ ข้ึน
๕ ลวดลำยทีส่ ำคญั การนุ่งซิ่นและห่มสไบเป็นการแต่งกายที่แพร่หลายในกลุ่มผหู้ ญิงชาวเหนือแทบทุกกลุม่ แต่ รูปแบบของซ่ินจะแตกต่างกนั ตามคตินิยมของแต่ละกลุม่ เช่น ชาวไทล้ือในบริเวณจงั หวดั เชียงราย พะเยา และน่าน โดยเฉพาะกลุม่ ไทล้ือ จงั หวดั น่าน มีแบบแผนการทอผา้ ซ่ินและการสร้างลวดลายที่สาคญั ๓ ประเภท คือ (ผา้ ลายน้าไหลเมืองน่าน) ๑. ลำยล้วงหรือเกำะ คือ การสร้างลายดว้ ยวิธีลว้ งดว้ ยมือ คอื ใชเ้ ส้นดา้ ยสีต่าง ๆ สอดลงไปใน เส้นดา้ ยยนื ตามจงั หวะท่ีกาหนดใหเ้ ป็นลายคลา้ ยการสานขดั จากน้นั จะใชฟ้ ื มกระแทกเส้นดา้ ยใหส้ นิทเป็น เน้ือเดียวกนั ผา้ ลายลว้ งที่มีช่ือเสียงคือ ผา้ ลายน้าไหล หรือ ผา้ ลายน้าไหลเมืองน่าน ซ่ึงเกิดจากการลว้ งใหล้ าย ต่อกนั เป็นทางยาว เวน้ ระยะเป็นช่วง ๆ คลา้ ยคลื่น นอกจากผา้ ลายลว้ งยงั มีลายอื่น ๆ ท่ีเรียกช่ือตามลกั ษณะ ลาย เช่น ลายใบมีด หรือลายมีดโกน เป็นลายที่เกิดจากการลว้ งสอดสีดา้ ยหลายๆ สีใหห้ ่างกนั เป็นช่วง ๆ เหมือนใบมีดบาง ๆ ลายจรวดมีลกั ษณะคลา้ ยจรวดกาลงั พงุ่ ลายน้าไหลสายรุ้งเป็นลายท่ีพฒั นามาจากลายน้า ไหลโดยคนั่ ดว้ ยการสอดสี ลายไสป้ ลา เป็นลายท่ีมีหลายสีคลา้ ยสีรุ้ง แลว้ คนั่ ดว้ ยการเกบ็ มุกชนิดตา่ ง ๆ เช่น มุกลายดอกหมาก มุกขา้ วลีบ ลายกาปุ้งหรือลายแมงมุม พฒั นาจากการนาลายน้าไหลมาต่อกนั ตรงกลาง เติม ลายเลก็ ๆ โดยรอบเป็นขาคลา้ ยแมงมุม ต่อมาพฒั นาเป็นลายอื่น ๆ ไดอ้ ีกมาก เช่น ลายดอกไม้ ลายปู ลวดลาย ที่เกิดข้ึนน้ีลว้ นมาจากกรรมวิธีในการลว้ งท้งั สิ้น หากแต่ละลายจะดดั แปลงปสมกบั กรรมวิธีอ่ืนเพื่อใหไ้ ด้ ลวดลายที่ต่างกนั ออกไป
๖ (ซ่ินมุกต่อตีนจก ชาวไทพวน) ๒.ลำยเกบ็ มุก คือ การสร้างลวดลายดว้ ยการทอคลา้ ยกบั การเกบ็ ขิดของอีสาน ไม่ไดล้ ว้ งดว้ ยมือ แต่ จะเกบ็ ลายดว้ ยไมไ้ ผเ่ หลากลมปลายไม่แหลม เม่ือเกบ็ ลายเสร็จแลว้ จะสอดเส้นดา้ ยดว้ ยไมเ้ กบ็ ลายชนิดต่าง ๆ ตามแม่ลายท่ีจะเกบ็ ลายชนิดน้ีเรียกชื่อต่างกนั ไปตามความนิยมทอ้ งถ่ิน (ลายคาดก่าน หรือ มดั ก่าน) ๓.ลำยคำดก่ำน หรือ มดั ก่าน คือการสร้างลวดลายท่ีใชก้ รรมวธิ ีเช่นเดียวกบั ลายมดั หม่ี การคาด(มดั ) ก่อนยอ้ มจะเป็นตวั กาหนดขนาดของลาย คลา้ ยลายมดั หม่ี ลายคาดก่านมกั ประดิษฐเ์ ป็นลวดลายเลก็ ๆ ไม่ พฒั นาลวดลายเหมือนลายน้าไหล กรรมวธิ ีในการทอผา้ ใหเ้ ป็นลวดลายประเภทตา่ ง ๆ เหล่าน้ี ไดน้ ามาใชก้ บั ผา้ ทอท่ีตอ้ งการใชส้ อย ในลกั ษณะที่ต่างกนั ไป โดยเฉพาะซิ่นไทล้ือเมืองน่าน หรือ ซิ่นน่าน มีลวดลายและสีเด่น เพราะทอดว้ ยไหม เป็นริ้วใหญ่ ๆ สลบั สีประมาณสามหรือส่ีสี ส่วนตีนซิ่นมีสีแดงเป็นแถบใหญ่ ถดั ข้ึนไปเป็นสีน้าเงินหรือม่วง
๗ เขม้ คน่ั ดว้ ยดิ้นเงินหรือดิ้นทอง หรือไหมคาสลบั เพือ่ ใหเ้ กิดความวาวระยบั บางทีแตล่ ะช่วงจะคน่ั ดว้ ย ลวดลายใหด้ ูงดงามยงิ่ ข้ึน เรียกต่างออกไปตามลกั ษณะของลาย เช่น ซ่ินป้อง ซ่ินตาเหลม็ ซิ่นลว้ ง ซ่ินลายน้า ไหล (ซิ่นลว้ ง) นอกจากน้ีซ่ินชนิดต่าง ๆ และกรรมวิธีในการสร้างลวดลายประเภทต่าง ๆ ตามลกั ษณะพ้นื บา้ น แลว้ ยงั มีผา้ ชนิดต่าง ๆ ท่ีมีความงดงามสอดคลอ้ งกบั ประโยชน์ใชส้ อยอีกหลายชนิด เช่น ผา้ แหลบ หรือผา้ หลบ หรือผา้ ปูที่นอน ที่นิยมทอเป็นลายท้งั ผนื หรือลายเฉพาะบางส่วน เช่น เชิงทอเป็นรูปสตั ว์ เช่น มา้ ชา้ ง หรือดอกไมเ้ รียงเป็นแถว เชิงล่างปล่อยเสน้ ฝ้ายลุ่ยหรือถกั เป็นเส้นตาขา่ ยเพื่อความสวยงาม นอกเหนือจากการทอผา้ ของกลุม่ ชนเช้ือสายไทยวนและไทล้ือท่ีมี เอกลกั ษณ์โดดเด่นดงั กล่าวแลว้ ในบริเวณภาคเหนือยงั มีผา้ ท่ีมีลกั ษณะเด่นอีก อยา่ งหน่ึงคือ ผา้ ยอ้ มครามหรือสีกรมท่า ยอ้ มจากตน้ ครามหรือตน้ หอ้ ม เรียก ผา้ หมอ้ หอ้ ม ใชส้ าหรับตดั เยบ็ เป็นเส้ือและกางเกง ทากนั มากที่ตาบลทุ่งโฮง้ อาเภอ เมือง จงั หวดั แพร่ (ผา้ ยอ้ มครามหรือสีกรมท่า)
๘ ลำยเส้นผ้ำไทย ลวดลายและสญั ลกั ษณ์ในผา้ ไทย ผา้ พ้ืนบา้ นพ้นื เมืองของไทยที่ทอกนั ตามทอ้ งถ่ินต่าง ๆ ในปัจจุบนั น้ีเตม็ ไปดว้ ยลวดลายและ สญั ลกั ษณ์ต่าง ๆ มากมาย ซ่ึงผใู้ ชผ้ า้ ในยคุ ปัจจุบนั อาจไม่เขา้ ใจความหมายและมองไม่เห็นคุณค่า ลวดลาย และสญั ลกั ษณ์เหล่าน้ี บางลายกม็ ีชื่อเรียกสืบต่อกนั มาหลายชวั่ คน บางช่ือกเ็ ป็นภาษาทอ้ งถ่ินไม่เป็นที่เขา้ ใจ ของรนไทยในภาคอื่น ๆ เช่น ลายเอ้ีย ลายบกั จนั ฯลฯ บางชื่อกเ็ รียกกนั มาโดยไม่รู้ประวตั ิ เช่น ลายแมงมุม ลายปลาหมึก ซ่ึงแมแ้ ต่ผทู้ อกอ็ ธิบายไม่ได้ วา่ ทาไมจึงเรียกช่ือน้นั บางลวดลายกม็ ีผตู้ ้งั ช่ือใหใ้ หม่ เช่นลาย “ขอพระเทพ” เป็นตน้ สญั ลกั ษณ์และลวดลายบางอยา่ งกเ็ ชื่อมโยงกบั คติและความเช่ือของคนไทยพ้ืนบา้ นท่ี นบั ถือสืบต่อกนั มาหลาย ๆ ชวั่ อายคุ น และยงั สามารถเช่ือมโยงกบั ลวดลายท่ีปรากฏอยใู่ นศิลปะอื่น ๆ เช่น บนจิตรกรรมฝาผนงั และสถาปัตยกรรม หรือบางทีกม็ ีกลา่ วถึงใน ตานานพ้ืนบา้ น และในวรรณคดี เป็นตน้ บางลวดลายกเ็ ป็นคติร่วมกบั ความเช่ือสากลและปรากฏอยใู่ นศิลปะของหลายชาติ เช่น ลายขอหรือลายกน้ หอย เป็นตน้ ซ่ึงนบั วา่ เป็นลายเก่าแก่แต่โบราณของหลาย ๆ ประเทศทว่ั โลก หากเรารู้จกั สงั เกตและศึกษา เปรียบเทียบแลว้ กจ็ ะเขา้ ใจลวดลายและสญั ลกั ษณ์ในผา้ พ้ืนเมืองของไทยไดม้ ากข้ึน และมองเห็นคุณคา่ ได้ ลึกซ้ึงข้ึน ลวดลำยต้นแบบ 1. ลายเส้นตรง หรือเสน้ ขาด ในทางตรงยาวหรือทางขวาง เสน้ เดียว หรือหลาย ๆ เสน้ ขนานกนั ลายเส้นตรงทางขวางเป็นลายผา้ ท่ีใชก้ นั ทว่ั ไปในแถบลา้ นนาไทยมาแลว้ แต่โบราณ จะเห็นไดจ้ ากจิตรกรรม วดั ภูมินทร์ จงั หวดั น่าน และวิหารลายดา วดั พระสิงห์ จงั หวดั เชียงใหม่ ลายเส้นตรงทางยาวมกั พบในผา้ นุ่งของคนไทยกลุม่ ลาวโซ่ง ลาวพวน เป็นตน้ ในภาคอีสานลายเสน้ ตรงยาว สลบั กบั ลายอื่น ๆ จะปรากฏอยใู่ นผา้ มดั หม่ีท้งั ไหมและฝ้าย และบ่อยคร้ังเราจะพบผา้ มดั หม่ีอีสาน เป็น ลายเสน้ ต่อที่มีลกั ษณะเหมือนฝนตกเป็นทางยาวลงมา หรือที่ประดบั อยใู่ นผา้ ตีนจกเป็นเส้นขาดเหมือนฝน ตก หรือลายเสน้ ขาดขวางเหมือนเป็นทางเดินของน้า เป็นตน้ 2. ลายฟันปลา ลายน้ีปรากฏอยตู่ ามเชิงผา้ ของตีนจกและผา้ ขิด ตลอดจนเป็นลายเชิงของซิ่นมดั หมี่ ของผา้ ที่ทอในทุก ๆ ภาคของประเทศไทย ชาวบา้ นทางภาคอีสานเรียกวา่ “ลายเอ้ีย” ลายฟันปลา อาจจะ ปรากฏในลกั ษณะทางขวางหรือทางยาวกไ็ ด้ บางคร้ังจะพบผา้ มดั หมี่ที่ตกแต่งดว้ ยลายฟันปลาท้งั ผนื กม็ ี นอกจากน้ีผา้ ของชาวเขาเผา่ มง้ ทางภาคเหนือ จะใชล้ ายฟันปลาประดบั ผา้ อยบู่ ่อย ๆ
๙ 3. ลายสี่เหลี่ยมขนมเปี ยกปนู หรือลายกากบาท เกิดจากการขดี เสน้ ตรงทางเฉียงหลาย ๆ เสน้ ตดั กนั ทาใหเ้ กิดกากบาท หรือตารางสี่เหล่ียมขนมเปี ยกปูนหลาย ๆ รูปติดต่อกนั ลายน้ีพบอยบู่ นผา้ จก ผา้ ขิต และ ผา้ มดั หมี่ โดยทวั่ ไปทุกภาคของไทย ในลาว และอินโดนีเซีย และบนพรมตะวนั ออกกลาง ยงั พบบนลวดลาย ผา้ ของชาวเขาเผา่ มง้ กะเหร่ียง ในประเทศไทย และประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนดว้ ย 4. ลายขดเป็นวงเหมือนกน้ หอย หรือตะขอ ลายน้ีพบอยทู่ วั่ ไปเช่นกนั บนผา้ จก ผา้ ขิต และผา้ มดั หม่ี ของทุกภาค ชาวบา้ นภาคเหนือและภาคอีสานเรียกวา่ “ลายผกั กดู ” ซ่ึงเป็นช่ือของพชื ตระกลู เฟิ ร์นชนิดหน่ึง ในซาราวคั ของประเทศมาเลเซีย กเ็ รียกวา่ ลาย “ผกั กดู ” เช่นกนั ลวดลายตน้ แบบท้งั 4 ลายที่กลา่ วมาขา้ งตน้ น้นั เป็นลวดลายที่มีในภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตม้ าต้งั แต่ สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ และยงั พบวา่ เป็นลวดลายท่ีตกแต่งอยบู่ นภาชนะเคร่ืองป้ันดินเผาโบราณที่ขดุ พบที่ โคกพนมและที่บา้ นเชียงอีกดว้ ย ลวดลำยที่พฒั นำจนส่ือควำมหมำยได้มีอะไรบ้ำง จากลวดลายตน้ แบบขา้ งตน้ ซ่ึงเป็นลายง่าย ๆ ที่มนุษยอ์ าจจะคิดข้ึนโดยธรรมชาติ ไดม้ ีการพฒั นา ประดิษฐเ์ สริมต่อจนเป็นรูปร่างที่ชดั เจนข้นึ จนผดู้ ูสามารถเขา้ ใจความหมายได้ ลวดลายที่พฒั นาจนส่ือ ความหมายไดม้ ีปรากฏอยใู่ นผา้ พ้ืนเมืองของไทยอยา่ งมากมาย 1. จากเส้นตรง/เส้นขาด ไดม้ ีการพฒั นาข้ึนมาเป็นลายที่เกี่ยวกบั น้าและความอดุ มสมบูรณ์ต่าง ๆ ใน ชุมชนเกษตรกรรม 2. ลายฟันปลา ไดม้ ีการพฒั นาเป็นรูปต่าง ๆ 3. กากบาทและขนมเปี ยกปูน ไดม้ ีการพฒั นาเป็นรูปลายต่าง ๆ รูปขนมเปี ยกปูนภายในบรรจุรูปดาว 8 เหลี่ยม และภายในของดาว 8 เหล่ียม มกั จะมีกากบาทเส้นตรงอยู่ หรือบางทีกย็ อ่ ลงเหลือขนมเปี ยกปูน กากบาทน้นั เป็นลายที่พฒั นาท่ีพบเห็นบ่อย ๆ ในตีนจก และขิดของ ลา้ นนา และในมดั หมี่ของภาคอีสาน นอกจากน้ียงั พบในผา้ ของหลายประเทศ เชื่อกนั วา่ ลวดลายดงั กลา่ วเป็น สญั ลกั ษณ์ของดวงอาทิตยห์ รือโคมไฟ ในภาคอีสานเรียกลายน้ีในผา้ มดั หมี่วา่ ลายโคม ลายน้ีมีลกั ษณะขนม เปี ยกปูนผสมกบั ลายขอหรือขนมเปี ยก มีขายนื่ ออกมา 8 ขา พบในผา้ ตีนจก หรือขิต และมดั หมี่ เรียกช่ือกนั
๑๐ ต่าง ๆ เช่น ลายแมงมุม หรือลายปลาหมึก บางทีลายน้ีอาจจะมีขาเพยี ง 4 ขา เรียกวา่ ลายปู ปรากฏบนผา้ ยกด อกหรือผา้ มดั หมี่ ซ่ึงบางแห่งนิยมเรียกวา่ ลายดอกแกว้ หรือลายดอกพิกลุ 4. จากลายตวั ขอหรือกน้ หอย ไดม้ ีคนนามาเป็นลายต่าง ๆ เช่น ลายน้ีปรากฏอยทู่ ว่ั ไปบนผา้ จก และขิดของไทยล้ือในภาคเหนือและบนลายมดั หมี่ของภาคอีสาน มกั จะเรียกวา่ ลายขอ หรือขอนาคเพราะต่อ ๆ มาพฒั นาเป็นลายนาคเก้ียว หรือลายนาคชูสน เป็นตน้ ลายน้ีปรากฏบนผา้ ตีนจกของลา้ นนาเกือบทุกผนื มกั จะเขา้ ใจวา่ เป็นนก หรือหงส์ หรือห่าน และมกั จะปรากฏอยเู่ ป็นคู่ ๆ โดยมีลายเหมือนฝนตกอยขู่ า้ งบน และมีลายภูเขาหรือลายน้าไหลอยขู่ า้ งลา่ งดว้ ยลายนกน้ียงั ปรากฏบนผา้ ของไทยล้ือ เช่น ผา้ เชด็ หนา้ เป็นตน้ คติควำมเช่ือ คติควำมเชื่อเกย่ี วกบั ลำยผ้ำไทย ลายที่จะนามาเป็นผา้ มดั หมี่และผา้ ขิดน้นั เกิดจากอิทธิพลความเชื่อในเรื่องตา่ ง ๆดงั น้ี คือ – ลำยจำกศำสนำ ไดแ้ ก่ ลายหอปราสาท ลายใบสิม ลายพญานาค ลายธรรมาสน์ ลายใบเสมา ในแต่ ละลายมีความเช่ือดงั น้ี – ลำยจำกสัตว์ ไดแ้ ก่ ลายนกยงู ลายผเี ส้ือ ลายจอนฟอน (พงั พอน) ลายสิงโต ลายชา้ ง ลายมา้ ลายแมง ป่ อง ลายเสือ ลาย งูเหลือม ลายเข้ียวปลา และลายปี กไก่ – ลำยจำกพืช ไดแ้ ก่ ลายหมากบก ลายดอกพดุ ซอ้ น ลายงา ลายดอกแกว้ ลาย ดอกพิกลุ ลายดอกจนั ลาย หนามแท่ง ลายดอกบานเยน็ ลายตน้ สน ลายดอกสร้อย ลายดอกผกั แวน่ ส่วนผา้ ขิดลายที่นิยมใชท้ อไดแ้ ก่ ลายขิดแคมา้ ลายขิดแมลงป่ องยกั ษ์ ลายขิดกาบขอปะแจ ลายขิดกาบ ขนั หมากเบง็ ลายขิดนาค แปลง ลายขิดดอกรัก ลายขิดขอเครือ ลายขิดหอปราสาท ลายขิดกาบใหญ่เป็นตน้ ความเชื่อต่าง ๆชาวบา้ นถือเป็นของศกั ด์ิสิทธ์ิโดยเฉพาะลายที่นามาเป็นลายแลว้ จะตอ้ งพถิ ีพถิ นั ในการเลือก ลายเป็น อยา่ งมาก คือตอ้ งทาตามจุดประสงคข์ องกิจกรรม เช่น ลายที่นาไปถวายพระควรจะเป็นลายแบบใด สาหรับคนมีอานาจวาสนาควรจะใชล้ ายแบบใด นอกจากน้ีจะเก่ียวขอ้ งกบั ศาสนาแลว้ ยงั มีความเชื่อที่เก่ียวกบั วิถีชีวิตและส่ิงแวดลอ้ มของมนุษย์ ดว้ ย เช่น ลายเกี่ยวกบั สตั ว์ เกี่ยวกบั พชื และความคิดสร้างสรรคข์ องช่าง ซ่ึงลายต่าง ๆในสมยั ก่อนจะไม่ทอ
๑๑ ปะปนกนั จะแยกออกจากกนั โดยเดด็ ขาด ท้งั น้ีอาจเป็น เพราะมีความเชื่อเอาลายท่ีไม่เหมาะสมกบั งานน้นั ๆ จะไม่ไดร้ ับความนิยมและที่สาคญั จะไม่ได้ บุญไดก้ ศุ ลไม่รู้จกั กาลเทศะประกอบกิจอนั ใดกจ็ ะไม่ เจริญรุ่งเรือง ลำยเกดิ จำกอทิ ธิพลศำสนำ ลำยหอปรำสำท ตามความเช่ือของชาวบา้ นวา่ ปราสาทเป็นที่ท่ีผมู้ ีวาสนาหรือผมู้ ีบุญอาศยั อยู่ เช่น พระเจา้ แผน่ ดิน และ พระสงฆค์ นสามญั ธรรมดาจะอาศยั อยไู่ ม่ไดฉ้ ะน้นั เวลาชาวบา้ นจะทอผา้ ไปถวายพระ หรือผมู้ ีบุญ จะตอ้ งทอดว้ ยลายน้ีท้งั น้ีชาวบา้ นไดร้ ับ ส่วนบุญ ส่วนกศุ ลไปดว้ ยและไม่นิยมนามานุ่งเพระถือวา่ เป็นของสูง ลำยใบสิม ชาวบา้ นมีความเช่ือวา่ โบสถ์ หรือสิม เป็นสถานท่ีอนั ศกั ด์ิสิทธ์ิเพราะวา่ โบสถห์ รือสิมเป็นท่ี ประดิษฐานของพระพทุ ธรูปท่ีเป็นองคป์ ระธานของวดั ถา้ ชาวบา้ นคนใดสามารถมดั หม่ีเป็น ลายน้ีไดถ้ ือวา่ คนน้นั ไดบ้ ุญกศุ ล เมื่อตายไป จะไดข้ ้ึนสวรรค์ ลำยพญำนำค ชาวบา้ นมีความเช่ือวา่ นาคเป็นเจา้ แห่งงูท้งั หลายท่ีนาความอดุ ม สมบูรณ์มาใหก้ บั ชาวโลกฉะน้นั ถา้ ใครสามารถทาลายเป็นรูปพญานาคไดค้ น น้นั จะไดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เป็นตวั แทนของความอดุ ม สมบูรณ์การทาลายพญานาคมีแต่คนท่ีมี อายเุ ท่าน้นั ท่ีสามาทาไดเ้ พราะวา่ คนท่ี มีอายเุ ป็นท่ีเคารพและยาเกรงของคนทวั่ ไป ลำยธรรมำสน์ ธรรมาสน์น้ีเป็นที่แสดงธรรมของพระสงฆ์ ถา้ ชาวบา้ น คนใดทามดั หม่ีดว้ ยลายน้ีแลว้ จะไดบ้ ุญกศุ ลสามญั ธรรมดาจะข้ึน ไปนงั่ เล่นไม่ไดเ้ พราะธรรมาสนถ์ ือเป็นของสูงเวลาชาวบา้ นจะ มดั หมี่เพอื่ ถวายพระในงานบญุ จะตอ้ งมดั หม่ี ดว้ ยลายธรรมาสนน์ ้ี
๑๒ หรือบางทีผา้ ซิ่นท่ีมดั ดว้ ยลายธรรมาสน์จะนุ่งในเทศกาลทาบุญพเิ ศษเท่าน้นั ลำยใบเสมำ ชาวบา้ นมีความเชื่อวา่ ใบเสมาเป็นใบปักเขตของสงฆห์ รือของวดั ใหม้ ี ขอบเขตเป็นสดั ส่วน ถา้ ใคร ทาไดใ้ น ลกั ษณะน้ีแลว้ จะไดบ้ ุญกศุ ลอยา่ งมาก ท้งั น้ีเพราะวา่ ถา้ ใครทาอะไรลงไปในสมยั ก่อนจะไดต้ อบ แทนในลกั ษณะน้นั ๆเช่น ถวายผา้ สาหรับกิจของสงฆช์ าวบา้ นกจ็ ะไดบ้ ุญกศุ ลไปดว้ ย ลำยเกดิ จำกอทิ ธิพลของสัตว์ ลำยนกยูง นกยงู เป็นสญั ลกั ษณ์ของความสวยงาม เป็นสัญลกั ษณ์ของ ความอดุ มสมบูรณ์ลายนกยงู น้ีปรากฏอยใู่ นลายมดั หมี่ต้งั แต่สมยั ก่อนมา จนถึงปัจจุบนั ลำยผเี สื้อ ผเี ส้ือน้ีชาวบา้ นมีความเชื่อวา่ เป็นสตั วท์ ี่มีความสวยงามและรัก อิสระความสงบถา้ นาเอามาเป็นลายของผา้ แลว้ จะทาใหค้ นน้นั มีนิสยั เหมือนกบั ผเี ส้ือคือมีท้งั ความสวยงามและความสงบเรียบร้อย ลำยพงั พอน ชาวบา้ นมีความเชื่อวา่ พงั พอนเป็นสตั วท์ ี่มีความอดทนและแก่งกลา้ ที่เอาชนะงูไดท้ ้งั ๆท่ีงูเป็นสตั ว์ ที่มีพษิ มากพงั พอนยงั เอาชนะไดส้ ิ่งเหล่าน้ีทาใหช้ าวบา้ นนาเอามาเป็นลายในการมดั หม่ีการทาลายน้ีเพื่อจะ ใหค้ นไดส้ านึกตนวา่ จะตอ้ งมีความอดทนต่อสิ่งต่าง ๆที่อยรู่ อบดา้ น และพร้อมที่จะเผชิญกบั ปัญหาต่าง ๆ ต่อไป ลำยเขยี้ วปลำ ชาวบา้ นมีความเช่ือวา่ การท่ีเอาลายสตั วน์ ้าท่ีเห็นอยทู่ ุกวนั มาทา เป็นลายแลว้ คงจะสวยงามซ่ึงช่างผมู้ ดั หม่ีวา่ เกิดจากความคิดของตนเองที่ ไปเห็นและมีประสบการณ์ในการนาอาปลามาประกอบอาหาร เห็นวา่ เข้ียว ปลาสวยดีจึงนาเอามาทาเป็น ลายของผา้ มดั หม่ีและผา้ ขิด
๑๓ ลำยแมงป่ อง ชาวบา้ นมีความเชื่อวา่ สตั วต์ วั เลก็ นิดเดียว ทาไมจึงมีพษิ มากมายนกั สามารถทาใหค้ นอ่ืนไดร้ ับ ความเจบ็ ปวดได้ การที่ชาวบา้ นนาเอามาทาเป็นลายน้ีกเ็ พราะวา่ จะไดข้ ่มขวญั ศตั รู อีกประการหน่ึงคือเป็น การแสดงฝีมือในการมดั หม่ีลายน้ีเพราะ เป็นลายที่ละเอียดและมีความประณีตมาก ลำยปี กไก่ การทาลายปี กไก่ของผา้ มดั หมี่และผา้ ขิดชาวบา้ นบอกวา่ ปี กไก่เวลากางปี กออกมาจะสวยงามมากแสดงความเป็นเอกลกั ษณ์ และทระนงในตวั เองฉะน้นั ชาวบา้ นจึงไดน้ าเอาลกั ษณะของปี กไก่ มาเป็นลายของผา้ มดั หม่ีและผา้ ขิด ลำยม้ำ มา้ เป็นพาหนะที่ดีที่สุดของคนและเป็นสตั วท์ ี่อยใู่ กลก้ บั คนมากท่ีสุดมีความอดทนเป็นเลิศลกั ษณะ เหล่าน้ีจึงทาใหค้ นสมยั ก่อนเอามาเป็นแบบอยา่ งในการดารงชีวิตหรือเอามาทาลาย ลำยสิงโต สิงโตเป็นสตั วท์ ่ีชาวบา้ นมีความเชื่อวา่ เป็นเทพเจา้ แห่งสตั วป์ ่ าซ่ึง แสดงความมีอานาจมีวาสนาอยใู่ นตวั ฉะน้นั ถา้ คนใดจะทอผา้ สาหรับคนท่ีเรา นบั ถือและเป็น เจา้ ใหญ่นายโตจะตอ้ งทอดว้ ยลายสิงโตหรือถา้ ใครไดใ้ ส่ผา้ ที่ ทอดว้ ยลายสิงโตกแ็ สดงวา่ คนน้นั เป็นคนที่มีวาสนา มีคนนบั หนา้ ถือตาเป็น อยา่ งมาก ลำยเสือ เสือเป็นสญั ลกั ษณ์ของความยาเกรง ความหยง่ิ ผยองความมีศกั ด์ิศรี ดงั น้นั ชาวบา้ นจึงมีความเช่ือ เกี่ยวกบั เร่ืองน้ีมากจึงไดน้ าเอาลายเสือมาทอเป็นลายของผา้ เพื่อจะไดใ้ หผ้ า้ ชนิดน้ีท่ีมีไวใ้ นครอบครัวรักใน ศกั ด์ิศรีใครจะมาดูหม่ินไม่ได้ เป็นอนั ขาด
๑๔ ลำยช้ำง ชา้ งเป็นสตั วท์ ่ีเป็นสญั ลกั ษณ์ของความเป็นใหญเ่ ป็น โตของผทู้ ่ีใฝ่ ฝันและสญั ลกั ษณ์ของความอดุ มสมบูรณ์ ความมง่ั มีศรีสุขถา้ ใครไดส้ มั ผสั กบั สตั วป์ ระเภทน้ีแลว้ จะมีความรุ่งเรือง การประกอบอาชีพกจ็ ะมีความมน่ั คง ลำยงูเหลือม งูเหลือมเป็นงูท่ีมีขนาดใหญท่ ่ีสุดในบรรดางูท้งั หลายชาวบา้ น จึงมีความเช่ือเก่ียวกบั เรื่องงนู ้ีมากคือถา้ จะเอางูมาทาเป็นลายของผา้ มดั หมี่และผา้ ขิดแลว้ จะตอ้ งดูก่อนวา่ ความเหมาะสมกบั กิจอนั น้นั หรือไม่ แต่สาหรับหญิงที่แต่งงานแลว้ สามารถสวมใส่ไดโ้ ดยไม่มีใครวา่ ได้ เพราะหญิงที่แต่งงานแลว้ พร้อมท่ีจะเผชิญกบั ปัญหาและสามารถ แกป้ ัญหาไดอ้ ีกอยา่ งหน่ึง ถือวา่ หญิงแต่งงานน้นั เป็นคนสมบูรณ์แลว้ ใน ชีวิตดงั น้นั ลายงจะไม่ทอปนเปกนั เป็นอนั ขาด ลำยเกดิ จำกอทิ ธิพลของพืช ความเชื่อน้ีสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ลกั ษณะคือ ความเช่ือเกี่ยวกบั ลายท่ีนาไปบูชาสักการะและ ความเชื่อทว่ั ๆซ่ึงแต่ละลายชาวบา้ นมีความเชื่อดงั น้ี ลำยต้นสน ใบของตน้ สนเป็นใบที่มีความเป็นระเบียบจึงเหมาะสมท่ีจะนามา เป็นลายของผา้ มดั หมี่และผา้ ขิดไดท้ ้งั น้ีเพราะชาวบา้ นมีความเชื่อวา่ ชีวิตคน จะตอ้ งเป็นระเบียบ มีวนิ ยั เหมือนกบั ตน้ สนถา้ ใครปฏิบตั ิไดก้ จ็ ะทาใหช้ ีวติ สงบสุข และมีระเบียบในตวั เอง
๑๕ ลำยดอกพดุ ซ้อน ลายดอกแกว้ ลายดอกพิกลุ ลายดอกจนั ลายดอกบายเยน็ และลาย ดอกสร้อย ลายเหล่าน้ีเอามาจากดอกไมไ้ ทยที่เป็นสญั ลกั ษณ์ของความดีและ สามารถนาไปถวายพระสงฆเ์ พ่ือแสดงความรู้จกั กาลเทศะและคารวะตอ่ สิ่งท่ี เราเคารพนบั ถือ ลำยดอกผกั แว่น ผกั แวน่ เป็นพืชที่อยตู่ ามชายฝ่ังของลาน้า หว้ ย หนอง คลองบึงเพราะผกั แวน่ เกิดง่าย ผกั แวน่ น้ีเป็น พชื ที่ชาวบา้ นไดส้ มั ผสั อยทู่ ุกวนั จึงเกิดความคิดที่จะสร้างงานทางดา้ นลายของผา้ จึงไดน้ าเอาดอกผกั แวน่ หรือผกั แวน่ น้นั มามดั หม่ีและผา้ ขิดไดท้ ้งั น้ีเพราะลกั ษณะของดอกผกั แวน่ เป็นดอกเลก็ ๆ สวยงาม เกิดเป็น กลุ่มและโตเร็วดงั น้นั ถา้ ใครสามารถมดั ตาม ลายไดก้ จ็ ะ เป็นคนที่มีความสามคั คีในเอ้ือเฟ้ื อมีความประณีต ละเอียดออ่ น ลำยงำ งาเป็นพืชลม้ ลุกชาวบา้ นปลูกไวร้ ับประทานเมลด็ และมีความเชื่อวา่ เมลด็ งาเป็นเมด็ เลก็ ๆที่อยู่ รวมกนั เป็นกลุ่มกอ้ นถา้ เราเอาทาเป็นลายบนผนื ผา้ คงจะมีความหมายไปในทางที่เป็นมงคลลายงาน้ีบางที ชาวบา้ นเรียกอีกอยา่ งหน่ึงคือลายดาวกระจาย ลำยหมำก หมากบกหรือกระบกเป็นไมย้ นื ตน้ เป็นพชื ท่ีอยใู่ กลต้ วั ของคนจึงทาใหช้ ่างมดั หมี่หรือช่างทอผา้ เกอดความคิดท่ีจะ สร้างสรรคล์ ายในลกั ษณะน้ีข้ึนเพราะตน้ กระบกลูกมากท่ีสุดถา้ ใคร สามารถนาลูกกระบกมาทาเป็นลายของผา้ กจ็ ะแสดงถึงความอดทน และมีความอดุ มสมบูรณ์ต่อไปในภายหนา้ จึงทาใหเ้ กิดลายของ หมากบกข้ึนบนผา้ มดั หม่ีและผา้ ขิด
๑๖ ลำยหนำมแท่ง ตน้ หนามแท่งเป็นพืชชนิดหน่ึงที่ชอบข้ึนตามโคกหรือดง มีหนามแหลมคมมีดอกเลก็ คลา้ ยดอก พกิ ลุ มี ๔กลีบ หรือมีความหมายวา่ ๔ ทิศนน่ั เอง หรือหมายถึง ธาตุท้งั ๔ คือ ดิน น้า ลม ไฟถา้ ใครทาลาย ชนิดน้ ีจะเป็ นคนท่ีมีความประณีตละเอียดละออมากจึงจะทาได้ ประเภทกำรแต่งกำยในสมัยก่อน การนุ่งซ่ินและการแต่งกายของชาวลา้ นนาในอดีตน้นั ปรากฎหลกั ฐานอยใู่ นภาพจิตรกรรมฝาผนงั หลายแห่ง แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภท คือ การแต่งกายของชนช้นั สูง และการแต่งกายของ สามญั ชน กำรแต่งกำยของกษัตริย์ เจ้ำนำยช้ันสูง จะเลียนแบบการแต่งกายของกษตั ริยพ์ ม่า โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนงั วิหารลาย คา วดั พระสิงห์วรวหิ าร อาเภอเมือง จงั หวดั เชียงใหม่ แสดงใหเ้ ป็นภาพเจา้ ชายและขา้ ราชบริพารช้นั สูงนุ่งผา้ แบบโจงกระเบนหยกั ร้ัง ถลกสูงข้ึนไปจนเห็นรอยสกั ที่ขา ต้งั แต่เขา่ ข้ึนไปจนถึงตน้ ขาคลา้ ยสนบั เพลาหรือ กางเกง ไม่สวมเส้ือ แต่มีผา้ คลอ้ งคอ หอ้ ยไหล่ หากสวมเส้ือจะสวมเส้ือคอปิ ด แขนกระบอก มีท้งั ที่โพกผา้ และไม่โพกผา้ ไวจ้ ุก และทาผมเกลา้ โนม้ มาขา้ งหนา้ อยา่ งมอญ ส่วนผชู้ ายทวั่ ไปตดั ผมเกรียนไลข่ ้ึนไปจนถึง กลางศีรษะ แลว้ จึงปล่อยผมยามเป็นแผงอยกู่ ลางศีรษะ (จิตรกรรมวหิ ารลายคา วดั พระสิงห์ แสดงการแต่งกายและวถิ ีชีวิตชาวลา้ นนา)
๑๗ สตรีช้ันสูง บางแห่งแต่งกายอยา่ งชาวกรุงเทพฯ นุ่งซ่ินยาวกรอมเทา้ ลายขวางลาตวั ตีนจก ไม่สวม ชฎากเ็ กลา้ ผมมวยไวก้ ลางศีรษะ มีรัดเก้ียว ปักปิ่ น (จิตรกรรมวหิ ารวดั ภูมินทร์ แสดงการแต่งกายของชาวเมืองผหู้ ญิงนุ่งซิ่นป้อง ทอลายขิด และผา้ ซ่ินมดั ก่าน ลายมดั หม่ีหรือคาดก่าน) สำหรับกำรแต่งกำรของชำวบ้ำนทวั่ ไป ผู้ชำยชำวบ้ำนทั่วไป จะนุ่งหยกั ร้ังสูงถึงโคนขาจนเห็นรอยสกั ท่ีขา มีผา้ คาดเอวปล่อยชายหอ้ ยไว้ ขา้ งหนา้ บางคนสวมหมวก คงจะเป็นผดู้ ีหรือคหบดีที่เริ่มรับอิทธิพลตะวนั ตกเขา้ มาแลว้ ผู้หญงิ ชำวบ้ำนทว่ั ไป ที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนงั หลายแห่งในภาคเหนือ มีรูปแบบของการ ใชเ้ คร่ืองนุ่งห่มท่ีคลา้ ยคลึงกนั คือ นุ่งซ่ินยาวกรอมเทา้ ลายขวางลาตวั มกั เป็นซิ่นสีพ้ืนมีลายสีเขม้ เช่น สีแดง สีสม้ และสีดาเป็นลายขวางสลบั เป็นริ้วขวางลาตวั ที่เชิงซ่ินมีท้งั ท่ีเป็นแถบสีสม้ สีแดง เป็นแถบใหญ่ๆ ไม่มี ลวดลาย ส่วนที่มีลวดลายจกแบบท่ีเรียกวา่ ตีนจกน้นั จะมีเฉพาะสตรีท่ีมีฐานนะและสตรีช้นั สูงเป็นส่วนใหญ่ ผหู้ ญิงมกั ไม่สวมเส้ือ แต่มีผา้ รัดอกหรือห่มสไบเฉียง หรือใชผ้ า้ คลอ้ งคอหอ้ ยสองชายลงมาขา้ หนา้ สูบบุหร่ี ไชโยมวนโต แต่กม็ ีในบางแห่ง เช่น จิตรกรรมฝาผนงั วดั ภูมินทร์ อาเภอเมือง จงั หวดั น่าน แสดงใหเ้ ห็นหญิง สาวผดู้ ีสวมเส้ือแขนยามคลา้ ยเส้ือคลุมสวมทบั เส้ือช้นั ในอีกทีหน่ึง คงเป็นการแต่งกายที่รับแบบอยา่ งมาจาก ตะวนั ตก ทรงผมนิยมไวผ้ มยาวเกลา้ สูงเป็นมวยไวก้ ลางศีรษะ รัดเก้ียวมีปิ่ นปัก บางทีดดั จอนผมยาวงอน สตรีช้นั สูงนิยมนุ่งซิ่นไหม ลายขวางสอดดิ้นเงินดิ้นทอง เชิงซ่ินเป็นลวดลายจก แต่ถา้ เป็นโอกาสพิเศษจะนุ่ง ตีนจก ส่วนการสวมเส้ือแทนผา้ รัดอกหรือผา้ สไบคงเกิดข้ึนภายหลงั ตามการเปล่ียนแปลงทางสงั คม
๑๘ ผ้ำทอกบั กำรใช้สอยอ่ืน ๆ นอกจากการทอผา้ เพือ่ ใชเ้ ป็นเครื่องนุ่งห่มแลว้ ในภาคเหนือยงั ทอผา้ สาหรับใชส้ อยอีกหลายอยา่ ง เช่นผา้ หลบ ผา้ แซงแดง ผา้ แซงดา ผา้ เหลบ็ ผา้ ก้งั ผา้ มุง้ ผา้ ขาวมา้ ผา้ ลอ้ ผา้ ปกหวั นาค ยา่ ม ผา้ ห่ม ฯลฯ (ผา้ หลบ) ผา้ หลบหรือผา้ ห่มน้ีมกั ทอเป็นลวดลายเรขาคณิตคลา้ ยลายขิด ส่วนมากจะทอเป็นผนื เลก็ ๆ หนา้ แคบ เพ่อื ความสะดวกในการทอก่อน แลว้ จึงเยบ็ ผนึกต่อกนั เป็นผนื คลา้ ยกบั ผา้ ห่มหรือผา้ ห่มไหล่ของชาว ลาว แต่ผา้ หลบนิยมทอตวั ลายดว้ ยสีแดงและดา ผา้ หลบปละผา้ เกบ็ มุกท่ีใชก้ ารประดิษฐล์ วดลายดว้ ยวิธีการน้ี ปัจจุบนั มีการประยกุ ตใ์ ชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งอื่นดว้ ย (ผา้ ก้งั ไทแดง แขวงหวั พนั ประเทศลาว ใชก้ ้นั ประตู)
๑๙ ผา้ พ้ืนบา้ นภาคเหนืออีกประเภทหน่ึงเป็นผา้ ที่เกี่ยวเนื่องกบั ความเช่ือ ขนบประเพณีของกลุ่มชน เช่น ผา้ สาหรับนุ่งห่มหรือใชใ้ นงานทาบุญ งานนกั ขตั ฤกษ์ ไดแ้ ก่ ตุง หรือธงท่ีใชใ้ นประเพณีต่าง ๆ เช่น ตุงไจ ตุงสามหาง (ตุง) ปัจจุบนั การทอผา้ พ้นื บา้ นในภาคเหนือยงั ทอกนั อยใู่ นหลายทอ้ งถิ่น เช่น ในบริเวณอาเภอป่ าซาง จงั หวดั ลาพนู อาเภอสนั กาแพง อาเภอแมแ่ ตง อาเภอแม่อาย อาเภอฮอด อาเภอจอมทอง จงั หวดั เชียงใหม่ และในหลายอาเภอของจงั หวดั ลาปาง โดยเฉพาะผา้ ฝ้ายทอมือของบา้ นไร่ไผง่ าม ตาบลสบเต๊ียะ อาเภอ จอมทอง จงั หวดั เชียงใหม่ ไดร้ ับการฟ้ื นฟขู ้ึนมาจากกรรมวิธีพ้ืนบา้ นโบราณหลายอยา่ ง นอกจากน้ียงั มีกลุ่ม ทอผา้ อีกหลายกลุม่ กระจายอยหู่ ลายจงั หวดั เช่น กลุม่ ทอผา้ อาเภอลอง จงั หวดั แพร่ กลมุ่ ทอผา้ ไทล้ือ อาเภอ เชียงของ จงั หวดั เชียงราย
๒๐ (ซ่ินกะเหร่ียง) ผา้ พ้นื เมืองภาคเหนืออีกประเภทหน่ึง คือ ผา้ ทอมือกลุ่มนอ้ ย เช่น ผา้ ทอของชาวกะเหร่ียง ไทใหญ่ และผา้ ทอของชาวเขาเผา่ ต่าง ๆ เช่น มง้ เยา้ มูเซอ ผา้ ทอเปล่าน้ีจะมีรูปแบบและกรรมวธิ ีในการทอที่แตกต่าง กนั ไป ตามคตินิยมและขนบประเพณีท่ีสืบทอดกนั มาในกลุม่ ของตน เช่น ผา้ กะเหร่ียง นิยมทอลายขวางเป็น ชิ้นเลก็ ๆ สีแดงและดา เมื่อนามาทอเคร่ืองนุ่งห่มจะเยบ็ ต่อกนั จนมีขนาดตามความตอ้ งการ ส่วนชาวไทย ภูเขาน้นั มีกรรมวิธีในการทอผา้ ต่างออกไป มกั หนา้ แคบ ตกแต่งเป็นลวดลายดว้ ยการปัก ประดบั เครื่องเงิน ลูกปัด เพอ่ื เพม่ิ สีสนั ใหง้ ดงามยงิ่ ข้ึน (ผา้ กะเหร่ียงสีแดงและดา)
บรรณาณุกรรม นางสาวมลฤดี สินสุพรรณ์ ๒๕๕๓ ผา้ และอญั มณีไทย งามอยา่ งไทย ดว้ ยฝีมือชาวไทย (https://thaiunique.wordpress.com/ ) นางสาวสิริพร ยอดทอง ๒๕๕๓ ผา้ และอญั มณีไทย งามอยา่ งไทย ดว้ ยฝีมือชาวไทย (https://thaiunique.wordpress.com/ ) นางสาวสุริวสั สา กล่อมเดช ๒๕๕๓ ผา้ และอญั มณีไทย งามอยา่ งไทย ดว้ ยฝีมือชาวไทย (https://thaiunique.wordpress.com/ )
Search
Read the Text Version
- 1 - 28
Pages: