98 กาหนดวัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมงานว่าต้องการสะท้อนเก่ียวกับความก้าวหน้าและ ความสาเรจ็ ของผเู้ รยี นในเรื่องใดดา้ นใด ทง้ั นี้อาจพจิ ารณาจากตัวชวี้ ัด/มาตรฐานการเรยี นรู้ วางแผนการจัดทาแฟ้มสะสมงานที่เน้นการจัดทาช้ินงาน กาหนดเวลาของการจัดทาแฟ้ม สะสมงาน และ เกณฑ์การประเมิน จดั ทาแผนแฟ้มสะสมงานและดาเนนิ การตามแผนท่ีกาหนด ให้ผู้เรียนเก็บรวบรวมชนิ้ งาน ใหม้ กี ารประเมินช้นิ งานเพอื่ พัฒนาชิ้นงาน ควรประเมนิ แบบมสี ว่ นรว่ ม โดย ผูป้ ระเมิน ไดแ้ ก่ ตนเอง เพื่อน ผ้สู อน ผปู้ กครอง บุคคลท่ีเกยี่ วขอ้ ง ให้ผู้เรียนคัดเลือกช้ินงาน ประเมินช้ินงาน ตามเงื่อนไขที่ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันกาหนด เช่น ชิ้นงานท่ียากท่ีสุด ชิ้นงานที่ชอบท่ีสุด เป็นต้น โดยดาเนินการเป็นระยะ อาจจะเป็นเดือนละคร้ังหรือ บทเรยี นละคร้ังก็ได้ ให้ผู้เรียนนาช้ินงานท่ีคัดเลือกแล้วจัดทาเป็นแฟ้มที่สมบูรณ์ ซ่ึงควรประกอบด้วย หน้าปก คานา สารบญั ช้ินงาน แบบประเมินแฟ้มสะสมงาน และอื่นๆ ตามความเหมาะสม ผเู้ รยี นต้องสะท้อนความรู้สกึ และความคิดเหน็ ตอ่ ชิ้นงานหรอื แฟ้มสะสมงาน สถานศึกษาควรจัดให้ผู้เรียนแสดงแฟ้มสะสมงานและชิ้นง านเม่ือสิ้นภาคเรียน / ปีการศกึ ษาตามความเหมาะสม 8. การวัดและประเมินด้วยแบบทดสอบเป็นการประเมินตัวช้ีวัด ด้านองค์ความรู้ (Knowledge) เช่น ข้อมูล ความรู้ ข้ันตอน วิธีการ กระบวนการต่าง ๆ เป็นต้น ผู้สอนควรเลือกใช้แบบทดสอบให้ตรงตาม วัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินน้ันๆ เช่น แบบทดสอบเลือกตอบ แบบทดสอบถูก-ผิด แบบทดสอบ จับคู่ แบบทดสอบเติมคา แบบทดสอบความเรียงเป็นต้น ท้ังน้ีแบบทดสอบที่จะใช้ต้องเป็นแบบทดสอบที่มี คุณภาพ มีความเทีย่ งตรง (Validity) และเช่ือมั่นได้ (Reliability) 9. การประเมินด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการประเมินคุณธรรม จริยธรรม คณุ ลกั ษณะและเจตคติ ทค่ี วรปลกู ฝงั ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งวดั และประเมินเป็นลาดับข้ันจากตา่ สดุ ไปสูงสุด ดังนี้ ข้นั รบั รู้ เป็นการประเมินพฤติกรรมที่แสดงออกวา่ รู้จัก เต็มใจ สนใจ
99 ขั้นตอบสนอง เป็นการประเมินพฤติกรรมทแ่ี สดงวา่ เช่ือฟัง ทาตาม อาสาทา พอใจที่จะ ทา ขั้นเห็นคุณค่า (ค่านิยม) เป็นการประเมินพฤติกรรมที่แสดงความเชื่อ ซง่ึ แสดงออกโดย การกระทาหรือปฏิบัติอย่างสม่าเสมอ ยกย่องชมเชย สนับสนุน ช่วยเหลือหรือทากิจกรรมท่ีตรงกับความเชื่อ ของตน ทาด้วยความเชอื่ ม่ัน ศรทั ธา และปฏิเสธทจ่ี ะกระทาในส่ิงท่ีขดั แยง้ กับความเชื่อของตน ขั้นจัดระบบคณุ ค่า เป็นการประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรม อภปิ ราย เปรียบเทียบ จนเกิดอุดมการณ์ในความคดิ ของตนเอง ขั้นสร้างคณุ ลักษณะ เป็นการประเมินพฤติกรรมที่มีแนวโน้มว่าจะประพฤติปฏบิ ัตเิ ชน่ น้ัน อย่เู สมอในสถานการณเ์ ดยี วกนั หรือเกิดเปน็ อุปนสิ ยั การวัดและประเมินผลด้านจิตพิสัย ควรใช้การสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติเป็นหลักและสังเกต อย่างต่อเน่ืองโดยมีการบันทึกผลการสังเกต ทั้งนี้อาจใช้เครื่องมือการวดั และประเมนิ ผล เช่น แบบประเมิน ค่า แบบตรวจสอบรายการ แบบบันทกึ พฤตกิ รรม แบบรายงานพฤติกรรมตนเอง เป็นต้น นอกจากนอ้ี าจใช้แบบวัดความรู้และความร้สู กึ เพ่ือรวบรวมข้อมูลเพิม่ เติม เช่น แบบวัดความรู้ โดยสร้างสถานการณ์เชิงจริยธรรม แบบวัดเจตคติ แบบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรม แบบวัดพฤติกรรมเชิง จริยธรรม เปน็ ต้น 10. การประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment) เป็นการประเมินด้วยวิธีการท่ี หลากหลายดังท่ีกล่าวมาแล้วข้างตน้ เพ่ือใหไ้ ด้ผลการประเมินทีส่ ะท้อนความสามารถท่ีแท้จรงิ ของผู้เรียน จึง ควรใช้การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) ร่วมกับการประเมินด้วยวิธีการอ่ืน ภาระงาน (Tasks) ควรสะท้อนสภาพความเปน็ จริงหรือใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากกวา่ เปน็ การปฏิบัติกจิ กรรมทัว่ ๆ ไปดงั น้ัน การประเมินสภาพจริงจะต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลไปด้วยกัน และกาหนดเกณฑ์การ ประเมนิ (Rubrics) ใหส้ อดคล้องหรอื ใกลเ้ คียงกบั ชีวติ จรงิ 11. การประเมินตนเองของผู้เรียน (Student self - assessment)การประเมินตนเองนับเป็นท้ัง เครอื่ งมอื ประเมินและเครอื่ งมือพัฒนาการเรียนรู้ เพราะทาใหผ้ ูเ้ รียนได้คิดใครค่ รวญวา่ ได้เรียนรูอ้ ะไร เรียนรู้ อย่างไร และผลงานท่ีทาน้ันดแี ลว้ หรอื ยงั การประเมินตนเองจึงใช้เปน็ วิธีหนง่ึ ท่จี ะชว่ ยพฒั นาผเู้ รียนให้เปน็ ผู้ท่ี สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้การประเมินตนเองของผู้เรยี นให้ประสบความสาเร็จได้ดีจะต้องมีเป้าหมาย การเรียนร้ทู ีช่ ดั เจน มีเกณฑ์ทบี่ ่งบอกความสาเร็จของชิน้ งาน / ภาระงาน และมาตรการการปรบั ปรงุ แกไ้ ขตนเอง เป้าหมายการเรียนรู้ที่กาหนดชัดเจนและผู้เรียนได้รับทราบหรือร่วมกาหนดด้วย จะทาให้ ผู้เรียนทราบว่าตนถูกคาดหวังให้รู้อะไร ทาอะไร มีหลักฐานใดที่แสดงการเรียนรู้ตามความคาดหวังนั้น
100 หลักฐานท่ีมีคุณภาพควรมีเกณฑ์เช่นไรเพ่ือเป็นแนวทางให้ผู้เรียนพิจารณาประเมิน ซึ่งหากเกิดจาก การทางานร่วมกันระหวา่ งผเู้ รียนกับผู้สอนด้วยจะเป็นการเพ่ิมแรงจูงใจในการเรียนรู้เพ่ิมมากข้ึน การที่ผู้เรียน ไดใ้ ช้การประเมินตนเองบอ่ ยๆ โดยมีกรอบแนวทางการประเมนิ ท่ีชดั เจนน้ี จะช่วยสง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นประเมนิ ได้ ค่อนข้างจรงิ และซื่อสตั ย์ คาวิจารณ์ คาแนะนาของผู้เรียนมักจะจรงิ จังมากกวา่ ของครู การประเมนิ ตนเองจะ เกิดประโยชน์ยิ่งข้ึน หากผู้เรียนทราบสิ่งท่ีต้องปรับปรุงแก้ไขได้ต้ังเป้าหมายการปรับปรุงแก้ไขของตน แล้ว ฝกึ ฝน พฒั นาโดยการดแู ล สนบั สนนุ จากผสู้ อนและความร่วมมือของครอบครัว เคร่ืองมือที่ใช้ในการประเมินตนเองมีหลายรูปแบบ เช่น การอภิปราย การเขียนสะท้อน ผลงาน การใช้แบบสารวจ การพูดคยุ กับผูส้ อน เป็นตน้ 12. การประเมินโดยเพื่อน (Peer assessment) เป็นเทคนิคการประเมินอีกรูปแบบหน่ึงที่น่าจะ นามาใชเ้ พื่อพัฒนาผู้เรยี นให้เข้าถึงคุณลักษณะของงานท่ีมีคุณภาพ เพราะการที่ผูเ้ รียนจะบอกไดว้ า่ ช้ินงานนั้น เป็นเช่นไร ผู้เรียนต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนก่อนว่าเขากาลังตรวจสอบอะไรในงานของเพื่อน ฉะนั้น ผสู้ อนต้องอธิบายผลทค่ี าดหวังใหผ้ ูเ้ รียนทราบก่อนทจี่ ะลงมอื ประเมิน การท่จี ะสร้างความม่ันใจว่าผู้เรียนเขา้ ใจการประเมินรูปแบบนี้ ควรมีการฝกึ ผเู้ รียนโดยผูส้ อน อาจหาตัวอย่าง เช่น งานเขียน ให้นักเรียนเป็นกลุ่มตัดสินใจว่าควรประเมินอะไร และควรให้คาอธิบาย เกณฑ์ที่บ่งบอกความสาเร็จของภาระงานน้ัน จากนั้นให้นักเรียนประเมินภาระงานเขียนนั้นโดยใช้เกณฑ์ที่ ช่วยกันสร้างข้ึน หลังจากนั้นครูตรวจสอบการประเมินของนักเรียนและให้ข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียนท่ี ประเมนิ เกนิ จรงิ การใช้การประเมินโดยเพื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ จาเป็นต้องสร้างส่ิงแวดล้อมการเรียนรู้ท่ี สนบั สนุนให้เกดิ การประเมินรูปแบบน้ี กล่าวคือ ผ้เู รียนต้องรสู้ กึ ผอ่ นคลาย เช่ือใจกัน และไมอ่ คติ เพื่อการให้ ขอ้ มูลย้อนกลับจะได้ซ่ือตรง เป็นเชิงบวกท่ีให้ประโยชน์ ผู้สอนที่ให้ผู้เรียนทางานกลุ่มตลอดภาคเรียนแล้วใช้ เทคนิคเพื่อนประเมินเพอื่ นเป็นประจา จะสามารถพฒั นาผูเ้ รียนใหเ้ กิดความเขา้ ใจซึง่ กันและกัน อันจะนาไปสู่ การใหข้ ้อมูลยอ้ นกลับท่ีเกง่ ข้นึ ได้
101 ภำคผนวก ก. คำอธิบำยศัพท์
102 อภธิ ำนศพั ท์ กลไกของร่ำงกำยท่ีใชใ้ นกำรเคลอ่ื นไหว (Body Mechanism) กระบวนการตามธรรมชาติในการเคล่ือนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามลักษณะโครงสร้าง หน้าท่ี และการทางานร่วมกันของข้อตอ่ กล้ามเนื้อ กระดูกและระบบประสาทท่ีเกี่ยวขอ้ งภายใต้ขอบขา่ ย เงอ่ื นไข หลักการ และปัจจัยด้านชีวกลศาสตร์ท่ีมีผลต่อการเคล่ือนไหว เช่น ความม่ันคง (Stability) ระบบคาน (Leverage) การเคล่ือน (Motion) และแรง (Force) กำรเคล่ือนไหวเฉพำะอย่ำง (Specialized Movement) การผสมผสานกันระหว่างทกั ษะย่อยของทักษะการเคลอื่ นไหวพ้ืนฐานตา่ ง ๆ การออกกาลังกาย การเล่น เกม และการเล่นกีฬาต่าง ๆ ซึ่งมคี วามจาเป็นสาหรบั กิจกรรมทางกาย เช่น การขวา้ งลูกซอฟท์บอล ต้อง อาศัยการผสมผสานของทักษะการสไลด์ (การเคลื่อนไหวแบบเคล่ือนท่ี) การขว้าง (การเคลื่อนไหวแบบ ประกอบอุปกรณ์) การบิดตัว (การเคล่ือนไหวแบบไม่เคลื่อนที่) ทักษะท่ที าบางอย่างย่ิงมีความซบั ซ้อนและ ต้องใช้การผสมผสานของทกั ษะการเคลอ่ื นไหวพ้ืนฐานหลาย ๆ ทกั ษะรวมกนั กำรเคลอ่ื นไหวในชีวิตประจำวนั (Daily Movement) รปู แบบหรอื ทักษะการเคล่ือนไหวรา่ งกายในอิรยิ าบถต่าง ๆ ท่ีบุคคลท่ัวไปใช้ในการดาเนินชีวิต ไมว่ ่า เพ่ือการประกอบกิจวตั รประจาวัน การทางาน การเดินทางหรือกิจกรรมอ่ืน ๆ เช่น การยืน ก้ม น่ัง เดิน ว่ิง โหนรถเมล์ ยกของหนกั ปีนป่าย กระโดดลงจากที่สูง ฯลฯ กำรเคลื่อนไหวพ้ืนฐำน (Fundamental Movements) ทักษะการเคล่ือนไหวร่างกายท่ีจาเป็นสาหรับชีวิตและการดาเนินชีวิตของมนุษย์ ในการปฏิบัติ กิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นทักษะที่มีการพัฒนาในช่วงวัยเด็ก และจะเป็นพ้ืนฐานสาหรับ การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เม่ือเจริญวัยสูงข้ึน ตลอดจนเป็นพ้ืนฐานของการ มีความสามารถในการ เคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างย่ิงในการเล่นกีฬา การออกกาลังกาย และการประกอบกิจกรรมนันทนาการ การเคลอื่ นไหวพืน้ ฐาน สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื 1. การเคล่ือนไหวแบบเคล่ือนท่ี (Locomotor Movement) หมายถึง ทักษะการเคล่ือนไหว ท่ี ใช้ในการเคลื่อนร่างกายจากท่ีหนึ่งไปยังอีกที่หน่ึง ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด สลับเท้า การ กระโจน การสไลด์ และการว่ิงควบม้า ฯลฯ หรือการเคล่ือนที่ในแนวดิ่ง เช่น การกระโดด ทักษะการ เคลื่อนไหวเหล่าน้ีเป็นพ้ืนฐานของการทางานประสานสัมพันธ์ทางกลไกแบบไม่ซับซ้อน และเป็นการ เคลื่อนไหวรา่ งกายทใ่ี ชก้ ล้ามเนือ้ มดั ใหญ่
103 2. การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ (Nonlocomotor Movement) หมายถึง ทักษะการเคล่ือนไหวที่ ปฏิบัติโดยรา่ งกายไม่มกี ารเคล่ือนท่ีของรา่ งกาย ตัวอย่างเช่น การก้ม การเหยียด การผลักและดัน การบิด ตวั การโยกตวั การไกวตัว และการทรงตวั เป็นต้น 3. การเคลอื่ นไหวแบบประกอบอุปกรณ์ (Manipulative Movement) เป็นทกั ษะการเคลื่อนไหวท่ี มีการบังคับหรือควบคุมวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการใช้มือและเท้า แต่ส่วนอ่ืน ๆ ของร่างกายก็ สามารถใชไ้ ด้ เช่น การขว้าง การตี การเตะ การรบั เป็นต้น กำรจดั กำรกบั อำรมณแ์ ละควำมเครียด (Emotion and Stress Management) วิธีควบคุมอารมณ์ความเครียดและความคับข้องใจ ท่ีไม่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อ่ืนแล้วลงมือ ปฏิบัติอย่างเหมาะสม เช่น ทาสมาธิ เล่นกีฬา การร่วมกิจกรรม นันทนาการ การคลายกล้ามเนื้อ (muscle relaxation) กำรชว่ ยฟ้ืนคืนชีพ (Cardiopulmonary Resuscitation = CPR) การชว่ ยชวี ิตเบื้องต้นก่อนสง่ ต่อให้แพทยใ์ นกรณีผูป้ ว่ ยหัวใจหยุดเต้น โดยการนวดหัวใจและผายปอด ไปพร้อม ๆ กัน กำรดูแลเบ้ืองตน้ (First Care) การให้การดแู ลสุขภาพผู้ป่วยในระยะพักฟื้นและ / หรอื การปฐมพยาบาล กำรพฒั นำทยี่ ัง่ ยนื (Sustainable Development) การพัฒนาท่ีเป็นองค์รวมของความเป็นมนุษยต์ ามแนวทางของพระธรรมปิฏก (ประยุทธ์ ปยุตโต) เป็น การพัฒนาท่ีเป็นบูรณาการ คือ ทาให้เกิดเป็นองค์รวมหมายความว่า องค์ประกอบท้ังหลายท่ีเก่ียวข้อง จะต้องประสานกันครบท้ังร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ และมีดุลยภาพ สอดคล้องกับ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ กำรละเลน่ พ้นื เมือง (Folk Plays) กิจกรรมเล่นดั้งเดิมของคนในชุมชนแต่ละท้องถ่ิน ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของการดาเนินชีวิตหรือวิถีชีวิต เพอ่ื เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ ความเครยี ด และสรา้ งเสรมิ ให้มีกาลังกายแข็งแรง สติปัญญาดี จติ ใจเบิก บานสนุกสนาน อันก่อให้เกดิ ความสัมพันธ์ท่ีดีตอ่ กัน และเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม เช่น กิจกรรมการ เล่นของชุมชนท้องถน่ิ วิ่งเป้ียว ชักเย่อ ข่ีม้าส่งเมอื ง ตีจับ มอญซ่อนผา้ รีๆข้าวสาร วิ่งกระสอบ สะบ้า กระบก่ี ระบอง มวยไทย ตะกร้อวง ตะกรอ้ ลอดบ่วง
104 กจิ กรรมเข้ำจงั หวะ (Rhythmic Activities) การแสดงออกของร่างกาย โดยการเคล่ือนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เข้ากับอัตราความ ช้า – เร็วของตวั โนต้ กิจกรรมนันทนำกำร (Recreation Activities) กิจกรรมที่บุคคลได้เลือกทาหรือเข้าร่วมด้วยความสมัครใจในเวลาว่าง และผลที่ได้รับเป็นความพึง พอใจ ไมเ่ ปน็ ภยั ต่อสงั คม กิจกรรมรับน้ำหนักตนเอง (Weight Bearing Activities) กิจกรรมการออกกาลังกายที่มีการเคล่ือนไหวบนพื้น เช่น การเดิน การว่ิง การกระโดดเชือก ยิมนาสติก การเตน้ ราหรือการเต้นแอโรบิก โดยกล้ามเน้อื สว่ นท่ีรับน้าหนักต้องออกแรงกระทากับน้าหนัก ของตนเองในขณะปฏบิ ตั ิกิจกรรม กีฬำไทย (Thai Sports) กีฬาท่ีมีพ้ืนฐานเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นและสังคมไทย เช่น กระบ่ีกระบอง มวยไทย ตะกรอ้ กีฬำสำกล (International Sports) กฬี าท่ีเป็นที่ยอมรับจากมวลสมาชิกขององค์กรกีฬาระดับนานาชาตใิ ห้เป็นชนิดกีฬาที่บรรจุอยู่ในเกม การแข่งขัน เช่น ฟตุ บอล วอลเลย์บอล เทนนสิ แบดมินตัน เกณฑ์สมรรถภำพทำงกำย (Physical Fitness Reference) ค่ามาตรฐานทไ่ี ด้กาหนดขึน้ (จากการศึกษาวจิ ัยและกระบวนการสถิติ) เพอ่ื เป็นดัชนีสาหรับประเมิน เปรยี บเทียบว่าบุคคลทีไ่ ด้รับคะแนน หรือค่าตัวเลข (เวลา จานวน ครั้ง น้าหนัก ฯลฯ) จากการทดสอบ สมรรถภาพทางกายแต่ละรายการทดสอบน้ัน มีสมรรถภาพทางกายตามองค์ประกอบดังกล่าวอยู่ในระดับ คุณภาพใด โดยท่ัวไปแลว้ นิยมจดั ทาเกณฑ์ใน 2 ลักษณะ คอื 1. เกณฑ์ปกติ (Norm Reference) เป็นเกณฑ์ที่จดั ทาจากการศึกษากลุ่มประชากร ท่ีจาแนกตาม กลมุ่ เพศและวัย เปน็ หลัก สว่ นใหญแ่ ล้วจะจัดทาในลกั ษณะของเปอร์เซน็ ไทล์
105 2. เกณฑ์มาตรฐาน (Criterion Reference) เป็นระดับคะแนนหรือค่ามาตรฐานที่กาหนดไว้ ล่วงหน้า สาหรับแต่ละราย การทดสอบเพ่ือเป็น เกณ ฑ์ การตัดสิน ว่าบุคคลท่ีรับการทดสอบ มสี มรรถภาพหรอื ความสามารถผา่ นตามเกณฑท์ ไี่ ด้กาหนดไวห้ รอื ไม่ มไิ ด้เป็นการเปรยี บเทยี บกับบคุ คลอ่นื ๆ ควำมคิดรวบยอดเกีย่ วกับกำรเคล่อื นไหว (Movement Concepts) ความสัมพันธ์ระหว่างขนาด จงั หวะ เวลา พน้ื ท่ี และทศิ ทางในการเคลอ่ื นไหวรา่ งกาย ความเข้าใจถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง และความพอเหมาะพอดีระหว่างขนาดของแรงท่ีใช้ ในการ เคลื่อนไหวร่างกายหรือวัตถุ ด้วยห้วงเวลา จังหวะและทิศทางที่เหมาะสมภายใต้ข้อจากัดของพื้นที่ท่ีมีอยู่ และสามารถแปรความเข้าใจดงั กล่าวท้งั หมดไปสกู่ ารปฏบิ ัติการเคลือ่ นไหวในการเล่นหรอื แขง่ ขันกฬี า ควำมเส่ยี งตอ่ สุขภำพ (Health Risk) การประพฤติปฏิบตั ิที่อาจนาไปสูก่ ารเกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของตนเองและผู้อ่ืน เช่น การ ขับรถเร็ว การกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ความสาส่อนทางเพศ การมีน้าหนักตัวเกิน การขาด การออกกาลังกาย การสูบบหุ ร่ี การดืม่ สรุ า การใชย้ าและสารเสพตดิ ค่ำนยิ มทำงสังคม (Health Value) คุณสมบัติของส่ิงใดก็ตาม ซึ่งทาให้สิ่งน้ันเป็นประโยชน์น่าสนใจ ส่ิงท่ีบุคคลยึดถือในการตัดสินใจ และกาหนดการกระทาของตนเองเกย่ี วกบั พฤติกรรมสขุ ภาพ คณุ ภำพชีวติ (Quality of Life) ความรับรู้หรือเข้าใจของปัจเจกบุคคลท่ีมีต่อสถานภาพชีวิตของตนเองภายใต้บริบทของระบบ วัฒนธรรมและค่านิยมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ และมีความเชื่อมโยงกับจุดมุ่งหมาย ความคาดหวัง มาตรฐาน รวมทั้งความกังวลสนใจท่ีเขามีต่อสิ่งต่าง ๆ คุณภาพชีวิตเป็นมโนคติท่ีมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมเร่ือง ตา่ ง ๆ ทส่ี ลับซับซ้อน ได้แก่ สขุ ภาพทางกาย สภาวะทางจติ ระดับความเป็นตัวของตวั เอง ความสมั พันธ์ ต่าง ๆ ทางสังคม ความเชอ่ื สว่ นบคุ คล และสมั พันธภาพท่ีดตี อ่ ส่ิงแวดลอ้ ม จติ วิญญำณในกำรแขง่ ขัน (Competitive Spiritual) ความมุ่งมั่น การทุ่มเทกาลังกาย กาลังใจ ความรู้ ความสามารถในการแข่งขัน และร่วมมืออย่าง สันตเิ ต็มความสามารถ เพ่อื ให้ได้มาซงึ่ ผลท่ตี นเองตอ้ งการ ทักษะชีวติ (Life Skills) เป็นคุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา (Psychosocial Competence) และเป็น ความสามารถทางสติปัญ ญ า ที่ทุ กคนจาเป็นต้องใช้ในการเผชิญ สถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้น
106 ในชีวิตประจาวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาข้ึนได้ด้วยการฝึกและกระทาซ้า ๆ ให้เกิดความ คล่องแคล่ว เคยชิน จนเป็นลักษณะนิสัย ประกอบด้วยทักษะต่าง ๆ ดังน้ี คือ การรู้จักตนเอง เข้าใจ ตนเองและเห็นคณุ ค่าของตนเอง การรูจ้ ักคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและคดิ สร้างสรรค์ การรู้จักคิดตดั สินใจและ แก้ปัญหา การรูจ้ ักแสวงหาและใช้ข้อมูลความรู้ การสอ่ื สารและการสร้างสมั พันธภาพกับผู้อ่ืน การจัดการ กับอารมณ์และความเครียด การปรับตัวท่ามกลางการเปล่ียนแปลง การต้ังเป้าหมาย การวางแผนและ ดาเนินการตามแผน ความเห็นใจผู้อน่ื ความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมและซาบซ้งึ ในส่ิงที่ดงี ามรอบตัว ธงโภชนำกำร (Nutrition Flag) เป็นเครื่องมือที่ช่วยอธิบายและทาความเข้าใจโภชนบัญญัติ 9 ประการ เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติ โดย กาหนดเป็นภาพ “ธงปลายแหลม” แสดงกลุ่มอาหารและสัดส่วนการกินอาหารในแต่ละกลุ่ม มากน้อยตาม พ้นื ที่ สงั เกตได้ชัดเจนวา่ ฐานใหญด่ ้านบนเน้นให้กนิ มากและปลายธงขา้ งลา่ งบอกให้กนิ น้อย ๆ เทา่ ทจ่ี าเป็น โดยมฐี านมาจากขอ้ ปฏบิ ตั กิ ารบริโภคอาหารเพอ่ื สุขภาพที่ดีของคนไทย หรอื โภชนบญั ญตั ิ 9 ประการ คอื 1. กนิ อาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมูใ่ ห้หลากหลายและหม่ันดแู ลน้าหนักตวั 2. กินข้าวเปน็ อาหารหลกั สลบั กับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมอ้ื 3. กินพชื ผักให้มากและกนิ ผลไม้เปน็ ประจา 4. กินปลา เนอื้ สัตวไ์ มต่ ดิ มัน ไข่ และถัว่ เมล็ดแห้งเป็นประจา 5. ด่มื นมใหเ้ หมาะสมตามวัย 6. กินอาหารท่ีมไี ขมันแต่พอควร 7. หลีกเล่ียงการกนิ อาหารรสหวานจัด และเคม็ จัด 8. กนิ อาหารท่สี ะอาด ปราศจากการปนเปื้อน 9. งดหรือลดเครอื่ งดมื่ ทีม่ แี อลกอฮอล์ นำ้ ใจนกั กีฬำ (Spirit) เป็นคุณธรรมประจาใจของการเล่นร่วมกัน อยู่ร่วมกัน และมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ได้อย่างปกติสุขและมีประสิทธิภาพ พฤติกรรมที่แสดงถึงความมีน้าใจนักกีฬา เช่น การมีวินัย เคารพกฎ กติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รอู้ ภัย บริกำรสขุ ภำพ (Health Service) บริการทางการแพทยแ์ ละสาธารณสขุ ทงั้ ของรฐั และเอกชน ประชำสังคม (Civil Society) เครือข่าย ก ลุ่ ม ชมรม สมาคม มูลนิธิ สถาบัน อ งค์ก ร หรือชุมชน ท่ี มีกิจกรรม การเคล่อื นไหวทางสังคม เพือ่ ประโยชนร์ ่วมกนั ของกลุม่
107 ผลิตภัณฑ์สขุ ภำพ (Health Products) ยา เครอื่ งสาอาง อาหารสาเรจ็ รปู เครือ่ งปรุงรสอาหาร อาหารเสรมิ วิตามิน พฤตกิ รรมเบ่ียงเบนทำงเพศ (Sex Abuse) การประพฤติปฏิบัติใด ๆ ท่ีไม่เป็นไปตามธรรมชาติทางเพศตนเอง เช่น มีจิตใจรักชอบในเพศ เดยี วกัน การแต่งตัวหรือแสดงกริ ยิ าเป็นเพศตรงขา้ ม พฤตกิ รรมสุขภำพ (Health Behaviour) การปฏิบัติหรือกิจกรรมใด ๆ ในด้านการป้องกัน การสร้างเสริม การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ อนั มีผลต่อสภาวะทางสขุ ภาพของบคุ คล พฤติกรรมเสี่ยง (Risk Behaviour) รูปแบบจาเพาะของพฤติกรรม ซ่ึงได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีความสัมพันธ์กับการเพ่ิมโอกาส ท่ีจะ ปว่ ยจากโรคบางชนดิ หรอื การเสอื่ มสุขภาพมากขึ้น พลงั ปญั ญำ (Empowerment) กระบวนการสร้างเสริมศักยภาพแก่บุคคลและชุมชนให้เป็น ผู้สนใจใฝ่รู้ และมีอานาจ ในการคิด การตัดสินใจ การแก้ปัญหาด้วยชุมชนเองได้เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นบุคคลและชุมชน ยังสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพให้อยู่ในสภาพที่เอ้ือต่อการสร้างเสริมและ พฒั นาสขุ ภาพ ภำวะทพุ โภชนำกำร (Malnutrition) การขาดสารอาหารท่ีจาเป็นตอ่ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของเดก็ ทาให้มีผลกระทบต่อสุขภาพ ภำวะผนู้ ำ (Leadership) การมีคุณลักษณะในการเป็นหัวหน้า สามารถชักชวนและชี้นาสมาชิกในกลุ่มร่วมมือร่วมใจกัน ปฏิบตั ิงานใหส้ าเรจ็ ลุลว่ งไปดว้ ยดี ภมู ิปญั ญำไทย (Thai Wisdom) สติปัญญา องค์ความรู้และค่านิยมที่นามาใช้ในการดาเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม เป็นมรดกทาง วฒั นธรรมท่เี กิดจากการส่ังสมประสบการณ์ ความรู้แขนงต่าง ๆ ของบรรพชนไทยนับแตอ่ ดีต สอดคล้องกับ วถิ ีชีวิต ภูมปิ ญั ญาไทย จงึ มคี วามสาคัญต่อการพฒั นาชีวติ ความเปน็ อยูข่ องคนไทย ทงั้ ดา้ นเศรษฐกิจ สังคม
108 ลกั ษณะของภูมิปัญญาไทย มอี งค์ประกอบตอ่ ไปนี้ 1. คติ ความเชอื่ ความคิด หลกั การท่ีเป็นพน้ื ฐานขององค์ความรู้ทเ่ี กดิ จากสงั่ สมถ่ายทอดกนั มา 2. ศลิ ปะ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนยี มประเพณี 3. การประกอบอาชพี ในแตล่ ะท้องถิ่นที่ไดร้ ับการพฒั นาใหเ้ หมาะสมกบั สมัย 4. แนวคิด หลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นามาใช้ในชุมชน ซ่ึงเป็นอิทธิพลของ ความกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตวั อย่างภูมิปัญญาไทยที่เก่ียวข้องกับสุขภาพ เช่น การแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหารไทย ยา ไทย ฯลฯ แรงขับทำงเพศ (Sex Drive) แรงขับท่เี กดิ จากสัญชาตญาณทางเพศ ลว่ งละเมิดทำงเพศ (Sexual Abuse) การใช้คาพูด การจับ จูบ ลูบ คลา และ / หรือร่วมเพศ โดยไม่ได้รับการยินยอมจาก ฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะกบั ผ้เู ยาว์ สติ (Conscious) ความรู้สึกตัวอยู่เสมอในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ การให้หลักการและเหตุผลในการป้องกัน ยับยั้งช่ังใจ และควบคุมตนเองเพื่อไม่ให้คิดผิดทาง ไม่หลงลืม ไม่เครียด ไม่ผิดพลาด ก่อให้เกิดพฤติกรรมท่ีถูกต้องดี งาม สมรรถภำพกลไก (Motor Fitness) หรือสมรรถภำพเชิงทักษะปฏิบัติ (Skill - Related Physical Fitness) ความสามารถของร่างกายที่ช่วยให้บุคคลสามารถประกอบกิจกรรมทางกาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงการ เล่นกฬี าไดด้ ี มอี งคป์ ระกอบ 6 ดา้ น ดงั นี้ 1. ความคล่อง (Agility) หมายถึง ความสามารถในการเปลย่ี นทศิ ทางการเคล่ือนทไี่ ด้อย่างรวดเร็ว และสามารถควบคุมได้ 2. การทรงตัว (Balance) หมายถึง ความสามารถในการรักษาดุลของร่างกายเอาไว้ได้ ทั้งในขณะอยู่กับทีแ่ ละเคลอื่ นท่ี 3. การประสานสัมพันธ์ (Co – ordination) หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่าง ราบรืน่ กลมกลนื และมปี ระสิทธิภาพ ซง่ึ เปน็ การทางานประสานสอดคล้องกนั ระหว่างตา-มอื -เทา้
109 4. พลังกล้ามเนื้อ (Power) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเน้ือส่วนหน่ึงส่วนใดหรือ หลาย ๆ ส่วนของร่างกายในการหดตัวเพ่ือทางานด้วยความเร็วสูง แรงหรืองานท่ีได้เป็นผลรวมของความ แขง็ แรงและความเรว็ ทใ่ี ช้ในช่วงระยะเวลานั้น ๆ เชน่ การยืนอยกู่ ับที่ กระโดด การทุ่มนา้ หนัก เป็นตน้ 5. เวลาปฏิกิริยาตอบสนอง (Reaction time) หมายถึง ระยะเวลาท่ีร่างกายใช้ในการตอบสนองต่อ สง่ิ เร้าต่าง ๆ เช่น แสง เสียง สัมผสั 6. ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถในการเคล่ือนท่ีจากท่ีหน่ึงไปยังอีกหนึ่งได้อย่าง รวดเร็ว สมรรถภำพทำงกำย (Physical Fitness) ความสามารถของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ในการทางานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล บุคคลที่มสี มรรถภาพทางกายดีน้นั จะสามารถประกอบกิจกรรมในชีวิตประจาวันได้อยา่ งกระฉับกระเฉง โดย ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปและยังมีพลังงานสารองมากพอ สาหรับกิจกรรมนันทนาการหรือกรณีฉุกเฉิน ใน ปจั จบุ ันนกั วิชาชพี ด้านสุขศึกษาและพลศึกษาได้เห็นพอ้ งต้องกันว่า สมรรถภาพทางกายสามารถจัดกลุ่มได้เป็น สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ (Health – Related Physical Fitness) และหรือสมรรถภาพกลไก (Motor Fitness) สมรรถภาพเชงิ ทักษะปฏบิ ตั ิ (Skill – Related Physical Fitness) สมรรถภำพทำงกำยเพ่ือสุขภำพ (Health – Related Physical Fitness) ความสามารถของระบบต่าง ๆ ในร่างกายประกอบด้วย ความสามารถเชิงสรีรวทิ ยาด้านต่าง ๆ ท่ี ช่วยป้องกันบุคคลจากโรคที่มีสาเหตุจากภาวะการขาดการออกกาลังกาย นับเป็นปัจจุบันหรือตัวบ่งชี้สาคัญ ของการมีสุขภาพดี ความสามารถหรือสมรรถนะเหล่าน้ี สามารถปรับปรุงพัฒนาและคงสภาพได้ โดยการออก กาลงั กายอยา่ งสมา่ เสมอ สมรรถภาพทางกายเพือ่ สขุ ภาพมอี งคป์ ระกอบดังน้ี 1. องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) ตามปกติแล้วในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย กล้ามเน้ือ กระดูก ไขมัน และสว่ นอื่น ๆ แต่ในสว่ นของสมรรถภาพทางกายนน้ั หมายถึง สัดส่วนปรมิ าณ ไขมันในร่างกายกับมวลร่างกายท่ีปราศจากไขมัน โดยการวัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ไขมัน (% fat) ด้วย เครือ่ ง 2. ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต (Cardiorespiratory Endurance) หมายถึง สมรรถนะเชิงปฏบิ ตั ิของระบบไหลเวยี นโลหติ (หวั ใจ หลอดเลอื ด) และระบบหายใจในการลาเลียงออกซิเจน ไปยังเซลล์กล้ามเน้ือ ทาให้ร่างกายสามารถยืนหยัดที่จะทางานหรือออกกาลังกายท่ีใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่เป็น ระยะเวลายาวนานได้ 3. ความอ่อนตัวหรือความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง พิสัยของการเคลื่อนไหวสูงสุดเท่าที่จะ ทาได้ของขอ้ ตอ่ หรือกลมุ่ ข้อต่อ
110 4. ความทนทานหรือความอดทนของกล้ามเน้ือ (Muscular Endurance) หมายถึง ความสามารถ ของกล้ามเน้ือมัดใดมัดหนึ่งหรือกลุ่มกล้ามเน้ือ ในการหดตัวซ้า ๆ เพื่อต้านแรงหรือความสามารถในการคง สภาพการหดตวั ครั้งเดยี วไดเ้ ปน็ ระยะเวลายาวนาน 5. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscular Strength) หมายถึง ปริมาณสูงสุดของแรง ทกี่ ลา้ มเนอ้ื มัดใดมดั หน่ึงหรือกล่มุ กล้ามเนอื้ สามารถออกแรงตา้ นทานได้ ในชว่ งการหดตวั 1 ครง้ั สขุ บญั ญตั แิ หง่ ชำติ (National Health Disciplines) ข้อกาหนดที่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนท่ัวไป พึงปฏิบัติอย่างสม่าเสมอ จนเป็นสุขนิสัย เพื่อให้มสี ขุ ภาพดที ้ังรา่ งกาย จติ ใจ และสงั คม ซ่งึ กาหนดไว้ 10 ประการ ดังนี้ 1. ดแู ลรกั ษารา่ งกายและของใชใ้ หส้ ะอาด 2. รักษาฟันใหแ้ ขง็ แรงและแปรงฟันทุกวนั อย่างถูกตอ้ ง 3. ลา้ งมอื ใหส้ ะอาดก่อนกนิ อาหารและหลังการขับถา่ ย 4. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด 5. งดบุหรี่ สรุ า สารเสพตดิ การพนนั และการสาสอ่ นทางเพศ 6. สร้างความสัมพันธใ์ นครอบครวั ใหอ้ บอนุ่ 7. ป้องกันอบุ ัติภยั ดว้ ยการไม่ประมาท 8. ออกกาลังกายสมา่ เสมอและตรวจสุขภาพประจาปี 9. ทาจิตใจใหร้ ่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ 10. มสี านึกต่อส่วนรวม รว่ มสรา้ งสรรคส์ งั คม สุขภำพ (Health) สุขภาวะ (Well – Being หรือ Wellness) ท่ีสมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลท้ัง มิติทางจติ วิญญาณ (มโนธรรม) ทางสงั คม ทางกาย และทางจิต ซ่ึงมิได้หมายถึงเฉพาะความ ไมพ่ ิการและ ความไมม่ โี รคเท่าน้ัน สุนทรียภำพของกำรเคลือ่ นไหว (Movement Aesthetic) ศิลปะและความงดงามของท่วงท่าในการเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่าง ๆ ซ่ึงเป็นผลมาจาก ความคิดสรา้ งสรรค์ในการออกแบบท่าทางการเคล่ือนไหวและการฝึกฝนจนเกิดความชานาญ สามารถแสดง ออกมาเปน็ ความกลมกลืนและตอ่ เน่อื ง
111 แอโรบกิ (Aerobic) กระบวนการสร้างพลังงานแบบตอ้ งใช้อากาศ ซง่ึ ในท่นี ้ี หมายถงึ ออกซเิ จน (Aerobic -energe delivery) ในการสรา้ งพลังงานของกล้ามเน้ือ เพื่อทางานหรอื เคล่ือนไหว น้ัน กล้ามเนอ้ื จะมีวิธกี าร 3 แบบทจ่ี ะไดพ้ ลงั งานมา แบบท่ี 1 เป็นการใช้พลงั งานที่มีสารองอยใู่ นกล้ามเน้อื ซึ่งจะใชไ้ ดใ้ นเวลาไมเ่ กิน 3 วินาที แบบท่ี 2 การสงั เคราะหพ์ ลังงานโดยไมใ่ ชอ้ อกซิเจน (Anaerobic energy delivery) ซ่งึ ใช้ได้ไม่เกิน 10 วินาที แบบที่ 3 การสงั เคราะห์สารพลังงาน โดยใช้ออกซเิ จน ซึ่งจะใชพ้ ลังงานได้ระยะเวลานาน
112 1.นำงสำวเจนจริ ำ คณะผจู้ ดั ทำ ประธำนกรรมกำร 2.นำยกติ ตภิ ทั ร กรรมกำร 3.นำยวรญั กลุ นวลขำว กรรมกำร 4.นำยณัฐพงษ์ บำรมีรัตนชัย กรรมกำร 5.ว่ำทร่ี .ต.หญงิ นทั ธมน สคุ ำ กรรมกำรและเลขำนุกำร ชวำลกิจไพศำล คำตำ
113
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116