Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

Description: สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

Search

Read the Text Version

143 เรอ่ื งที่ 1 การปองกันอันตรายจากการประกอบอาชีพ สขุ ภาพกบั การประกอบอาชีพมีความสัมพันธกนั อยา งมาก คอื 1. การประกอบอาชีพทําใหเรามีความเปนอยูที่ดีและในขณะเดียวกันการที่เราจะ สามารถประกอบอาชีพไดจ าํ เปนตองมีสขุ ภาพทดี่ ีท้งั รางกายและจติ ใจ ท้งั สองสิ่งนี้ตองควบคกู นั ไปจึง จะทํางานไดอยางมีประสิทธิภาพ 2. ความสมั พนั ธในทางลบ คอื การประกอบอาชพี สง ผลเสยี ตอ สขุ ภาพ ทําใหเ กดิ โรค และอันตรายได ดังนน้ั จึงจําเปนทตี่ องควบคมุ และปองกนั โรค รวมทัง้ อันตรายจากการประกอบอาชีพ นอกจากนคี้ วรใหการศึกษาแกประชาชนใหประกอบอาชีพไดอยา งปลอดภัย ปจจยั ที่เปน สาเหตุของการเกิดโรคและอันตรายจากการประกอบอาชีพ ปจจยั ทีส่ าํ คญั ไดแ ก 1. บุคคลผปู ฏิบตั งิ านและควบคมุ การทาํ งาน เปนผูควบคมุ กาํ หนด และปฏิบัติการทาํ ส่งิ ตา ง ๆ องคป ระกอบตาง ๆ ของบคุ คลทส่ี ง ผลใหเกดิ โรคหรอื อนั ตรายจากการทาํ งาน ไดแ ก 1.1 สภาวะทางรางกายและจิตใจ รางกายและจิตใจออนแอทําใหเกิดโรคหรือ อนั ตรายได 1.2 ลกั ษณะนิสัยการทํางาน ตองรักการทํางาน ละเอียด รอบคอบ จึงจะไมเกิด โรคหรืออนั ตราย 1.3 การขาดความรูความสามารถในการทาํ งานและประสบการณก็เปนอีกปจจัย หนึง่ ที่ทําใหเ กดิ โรค 2. สภาพแวดลอ มทางกายภาพ ไดแ ก สถานทท่ี ํางาน แสง เสียง ฯลฯ 3. สารเคมี เปน ส่ิงทมี่ ีประโยชนแ ละโทษในการประกอบอาชพี 4. เชอื้ โรคและพษิ ของเชอ้ื โรค เม่อื เขาสรู างกายอาจเกดิ อนั ตรายได 5. เคร่ืองจักร เคร่อื งมอื และในการทาํ งาน หากใชอยา งไมถ ูกตอ ง อาจเกดิ อนั ตรายได

144 สภาพการณท ่ไี มปลอดภัย (Unsafe Conditions) เครอื่ งจกั ร : ไมม อี ุปกรณปองกนั สว นท่ีเคลื่อนไหว หรือมไี มเพียงพอ เครือ่ งมือ : อปุ กรณช าํ รุด เปนอันตราย ส่ิงของ : วัสดุ วางไมเปนระเบยี บ อาคาร : ส่ิงปลูกสรางไมมัน่ คง สารเคมี : วตั ถุมพี ษิ ไมมีทเ่ี กบ็ โดยเฉพาะ สภาพ ความรอ น ความเยน็ แสงสวาง เสียงดัง ฝุนละออง ไอระเหย ฯลฯ การกระทําทไ่ี มปลอดภยั (Unsafe Acts)  เดนิ เครอื่ งจกั รหรือทาํ งานที่ไมใ ชห นา ท่ีของตน หรือไมรูงาน  เดินเคร่อื งเรว็ เกินควร  ถอดอุปกรณป องกนั อันตรายออก  ใชเ ครอ่ื งมอื ไมถูกวิธี ไมเ หมาะสม หรือไมปลอดภยั  ทาปฏบิ ัตงิ านไมเหมาะสม  ไมใ ชอ ปุ กรณปองกันสว นบุคคล  ประมาท มกั งาย หรือหยอกลอ กนั ในขณะทาํ งาน  จงใจฝา ฝนกฎระเบยี บ  อน่ื ๆ 1.1 ความปลอดภัยท่วั ไปในบรเิ วณโรงงาน ขอพงึ ปฏิบตั ิเพอ่ื ความปลอดภยั ในโรงงาน 1. หา มสูบบหุ รีใ่ นบรเิ วณโรงงาน ยกเวนบรเิ วณที่อนุญาตใหส ูบได 2. หามท้ิงกนบหุ ร่ลี งบนพ้นื ตอ งทิง้ ลงในภาชนะท่ีจัดไวใ หเ ทาน้ัน 3. หามนําไมข ีดไฟ หรอื ไฟแชค็ ชนิดจงั หวะเดียวเขา ไปในบริเวณท่ีหามสูบบหุ ร่ี 4. หา มหงุ ตม อาหารในบริเวณท่ีหามสูบบหุ รี่ 5. หา มนําอาหารหรือเครื่องดมื่ เขา ไปในบรเิ วณทผ่ี ลิตสารเคมอี ันตรายและคลงั พสั ดุ 6. หา มเกบ็ เสื้อผา รองเทา หมวก ถงุ มอื และของใชส ว นตัวอื่น ๆ ไวในท่ีตามใจชอบ ใหจ ดั เก็บไวในตูทจ่ี ัดไวใหเทาน้ัน 7. หามบวนนาํ้ ลายลงบนพื้นโรงงาน หรอื ในบรเิ วณท่ที ํางาน 8. ใหท ง้ิ ขยะมูลฝอยในถังท่จี ดั ไวไหเทา นัน้ 9. ควรรักษาความสะอาดของเคร่ืองใชประจาํ ตัวอยา งสมาํ่ เสมอ

145 10. ตองสวมเส้อื ผา รองเทา ใหเรยี บรอ ยตลอดเวลาทที่ าํ งานในโรงงาน และสวม หมวกพรอ มทง้ั อปุ กรณปองกนั อนั ตรายอ่ืน ๆ ที่จาํ เปน เม่ือทาํ งานในโรงงาน 11.หากมีอบุ ัตเิ หตุเกิดข้ึน ใหร ายงานตอผูบ งั คับบัญชาทนั ที 12.หากรสู กึ เจบ็ ปว ยในเวลาทาํ งานใหร ีบรายงานตอผูบงั คบั บญั ชาเพอ่ื จะไดทําการ รกั ษาพยาบาลทันที 13.ใหเดนิ ตามทางทจ่ี ดั ไวใ นโรงงาน อยา วงิ่ เมอื่ ไมมเี หตจุ ําเปน 14.จัดเก็บและเรยี งส่งิ ของใหเปนระเบียบ เพ่ือใหม ีทางเดินหรอื ทาํ งานไดสะดวกและ ปลอดภัย 15. หามเลนเยา แหย หรอื หยอกลอกันในบรเิ วณทีท่ าํ งาน 16. หา มฝก ขบั ขย่ี านพาหนะในบริเวณโรงงาน 17. ตองเรียนรูถงึ วิธกี ารดับเพลงิ และการใชอุปกรณด ับเพลงิ ประเภทตา ง ๆ การใชแ ละเกบ็ รักษาเคร่ืองมอื อุปกรณการทํางาน 1. ใหเกบ็ เครอื่ งมอื และอุปกรณตาง ๆ ใหเ ปนระเบยี บเรียบรอยและเก็บรักษาใหอยู ในสภาพท่ีดี เมอื่ จะใชหรอื เตรียมจะใช ตอ งวางไวใ นทที่ ี่ไมเปนอนั ตรายแกบุคคลอ่ืน 2. ในขณะปฏบิ ตั งิ านบนทส่ี ูงหามวางเครื่องมือหรืออุปกรณอื่นใดบนนั่งรานแทน บนั ได หรือทสี่ งู เวนแตจ ะไดมที เ่ี กบ็ ไวไมใหตก 3. เคร่ืองมือไฟฟาชนิดมือถือหรือชนิดเคลื่อนยายได และไมมีฉนวนหุมสองช้ัน จะตอ งมีสายไฟฟาชนดิ สามสายและปลก๊ั ท่ีตอไปยงั สายดิน 4. ผูป ฏบิ ตั ิงานทกุ คนเม่อื พบเหน็ เคร่อื งมือเคร่ืองใช หรืออุปกรณซ่ึงถาปลอยท้ิงไว อาจกอ ใหเ กดิ อันตราย หรอื พบเหน็ เครอื่ งมืออปุ กรณที่ใชปองกันอันตรายน้ันไมไดมาตรฐาน ใหแจง ผูบงั คับบัญชาทราบโดยทันที 5. ในการปฏิบัตงิ านแตล ะครงั้ หามผูปฏบิ ัตงิ านใชเครอื่ งมอื ทชี่ ํารุดบกพรอง การใชอุปกรณย กยายส่งิ ของ 1. อุปกรณยกของจะตองไมบ รรทุกน้ําหนักเกินกวามาตรฐานการใชงานท่ีกําหนด ไว 2. ผูปฏบิ ตั ิงานท่ที ํางานเกี่ยวกับอุปกรณยกของจะตองสวมเครื่องปอ งกันอันตรายท่ี เหมาะสมกับงาน เชน หมวกนริ ภยั รองเทานิรภยั และถงุ มือนริ ภัย ฯลฯ 3. การทํางานเกย่ี วกับอุปกรณย กของจาํ เปนที่จะตองมกี ารประสานงานกับเจาหนา ท่ี คนอน่ื ทท่ี าํ งานอยใู นบริเวณเดยี วกัน 4. ผูใชปนจ่ัน กวาน และเครน จะตองเปนผูท่ีมีหนาที่และไดรับอนุญาตจาก ผูบงั คับบัญชาแลว เทานนั้

146 5. กอ นทําการใชปนจน่ั กวาน และเครนในแตล ะวัน ผใู ชจ ะตอ งตรวจสอบใหแ นใจ วาปนจ่ัน กวาน และเครนอยูในสภาพทเ่ี หมาะสมกับการใชงานและสามารถใชงานไดอยางปลอดภัย เชน ตรวจหารอยราย รอยแตก การหลุดหลวมของนอตระบบไฮดรอลิกส ระบบควบคุมการทํางาน สมอ เกีย่ ว โซ และเชอื ก เปนตน 6. ผูใชป น จน่ั จะตองไมยกของหนกั ขามศรี ษะบคุ คลอน่ื นอกจากหัวหนางานจะส่ัง และผูปฏิบัติงานที่ทํางานอยูใกล ๆ หรืออยูใตอุปกรณยกของนั้น จะตองระมัดระวังส่ิงของตกลงมา ตลอดเวลา 7. ในขณะท่ปี นจนั่ หรือเคร่อื งยกอ่นื ๆ กําลงั ยกของคา งอยู ผใู ชจ ะตอ งเอาใจใสและ ควบคมุ อยางดี 8. ในการปฏิบัติงาน ผูใชปน จนั่ หรือเครือ่ งยกอ่ืน ๆ ตอ งดูสัญญาณจากพนักงานผูมี ความรูค วามชาํ นาญ และมหี นา ที่ในเรอ่ื งน้ีแตเ พยี งผูเดยี วเทา นั้น 9. เม่ือใชปนจั่น กวาน และเครนในบริเวณที่มีสายไฟหรืออุปกรณไฟฟาที่มี กระแสไฟฟาไหลผานอยู ผใู ชจ ะตอ งไมนาํ สวนหนึ่งสว นใดของปนจัน่ กวาน และเครนซ่ึงไมมีเคร่ือง ปอ งกันเขาใกลส ายไฟหรอื อปุ กรณไฟฟา นอ ยกวา ระยะทีก่ ฎหมายกาํ หนดไว 10. สลิงที่ใชกับเคร่ืองยกตาง ๆ จะตองเปนชนิดที่ทําดวยลวด โซเหล็ก หรือเชือก มะนลิ า 11. สลิงทุกเสนจะตองมีความแข็งแรงพอที่จะรับนํ้าหนักไดไมนอยกวา 8 เทาของ ส่ิงของที่จะยก 12. กอ นที่จะใชส ลงิ จะตอ งตรวจดูใหละเอยี ดถีถ่ ว นวาจะใชไดอ ยางปลอดภยั หรือไม หา มใชส ลงิ ทหี่ งกิ งอหรือมเี สนเกลียวขาดจนทาํ ใหค วามแขง็ แรงนอ ยกวาทก่ี าํ หนดไวใ นขอ 11 13. เมื่อจะใชสลิงยกของที่มีขอบแข็งคม จะตองใชไมหรือสิ่งรองรับอื่น ๆ ที่ เหมาะสมรองกันไวไ มใ หส ลิงชํารดุ เสยี หาย การใชเ ครื่องกลงึ 1. หามวางเคร่อื งมอื หรือวัตถตุ า ง ๆ ไวบ นแทน เลื่อนของเครอื่ งกลึง เวนแตเคร่ืองมือ ทจี่ าํ เปน ตอ งใชในงานท่กี าํ ลังทําอยเู ทานน้ั 2. จะตอ งจัดหาลงั ถงั หรือภาชนะอน่ื ๆ ทเ่ี หมาะสมไวส ําหรับใสเศษวตั ถุ 3. ผูปฏิบัติงานทุกคนท่ีปฏิบัติงานกับเครื่องจักรกลจะตองสวมแวนตานิรภัยเพื่อ ปอ งกันอันตรายซงึ อาจเกดิ ขนึ้ กับดวงตา และตองใชแ ผนปดหนาอกท่ีทําดวยผาท่ีมีสวนประกอบของ ใยสังเคราะหนอ ยท่ีสดุ เพื่อปองกนั เศษโลหะท่ีรอ น ซ่งึ อาจจะกระเด็นถูกผิวหนงั หรือเส้อื ผา ทสี่ วมใส 4. หา มวดั ขนาดชน้ิ งานขณะท่ีเครอ่ื งกลึงกาํ ลงั หมุน 5. หา มใชมอื ไปจบั เพ่ือดึงเศษโลหะออกจากชิ้นงาน โดยเฉพาะขณะทกี่ าํ ลงั กลึงอยู

147 การใชเคร่ืองขัดหรือหินเจียร 1. จะตองติดตงั้ เคร่อื งขัดหรอื หินเจียรใหยึดแนนกับพื้นโตะหรือฐานอื่น ๆ ท่ีมั่นคง แข็งแรง 2. จะตองมีฝาครอบเคร่ืองขัดเพื่อปองกันไมใหผูปฏิบัติงานไดรับอันตรายจากเศษ โลหะท่กี ระเด็นออกมา 3. จะตองไมตั้งอัตรารอบหมุนของจานขัดเกินอัตรารอบหมุนเร็วท่ีบริษัทผูผลิต กําหนดไว 4. จะตองปรบั แผนรองขัด (Work Rest) ใหพอเหมาะโดยใหหางจากจานขัดไมเกิน 1/8 นว้ิ 5. จานขัดท่ีสึกมากจนใชการไดไ มด ี จะตอ งเปล่ียนใหมท นั ที 6. จานขัดทชี่ าํ รุดจะตอ งท้งิ ไป อยานาํ กลบั มาใชอีก 7. ผูป ฏบิ ัติงานทีป่ ฏิบตั ิงานกับเคร่ืองขัดจะตองสวมแวนนิรภัยเพื่อปองกันอันตราย อนั อาจจะเกดิ ขึน้ กบั ดวงตา และสวมเครือ่ งกรองอากาศหายใจปองกันอันตรายจากฝุนที่อาจจะเกิดกับ ระบบหายใจ และสวมถงุ มือปองกันเศษโลหะ การใชเ ครอ่ื งตดั 1. ในการทํางานกับเคร่ืองตัด ผูปฏิบัติงานจะตองสวมเคร่ืองปองกันอันตรายสวน บคุ คล เชน เคร่ืองปองกนั ดวงตา ถงุ มือ รองเทา ผาหรอื หนังกนั เศษโลหะ 2. เครอื่ งตดั จะตองมีเคร่อื งปองกันอันตรายประจําเครื่อง เชน แผนใสนิรภัยปองกัน เศษชนิ้ งานกระเด็นเขาตา หรอื มฝี าครอบวงลอ 3. ในหองปฏิบัติงานจะตองมีระบบระบายอากาศท่ีเพียงพอ เพ่ือกําจัดฝุนโลหะที่ เกิดขึ้น ถา ไมม รี ะบบระบายอากาศ จะตองใหผูปฏิบัติงานสวมอุปกรณปองกันฝุนตลอดระยะเวลาท่ี ปฏบิ ัติงานกับเคร่อื งตัดดงั กลา ว การใชเ ครือ่ งปม โลหะ 1. ควรใชเ ครอื่ งปม ท่ีอยูในสภาพท่ีปลอดภัยตอการใชงาน หรือมีการติดตั้งอุปกรณ ปองกนั อนั ตรายแลวเทา นัน้ 2. ถา ตอ งปม งานชิน้ เล็กหรืองานท่ีคอนขางยุง ยาก ควรใชเครื่องมอื ชวยจบั ช้นิ งาน 3. เมื่อตองการตดิ ต้งั เคลือ่ นยาย และปรบั แตงแมพ มิ พ ควรใชบ ล็อกนริ ภยั ทกุ คร้ัง 4. การติดตั้ง เคล่ือนยาย หรือปรับแตงแมพิมพ ตองกระทําโดยบุคคลท่ีไดรับการ ฝกอบรมแลวเทา นัน้

148 การใชเ ครอ่ื งจกั รทวั่ ไป 1. ขจัดสวนที่เปนอันตรายทุกสวนของเครื่องจักรใหหมดไป (อาจใชหุนยนตชวย ทาํ งานในจดุ ที่มอี นั ตราย เปน ตน ) หรอื ทําการปองกันสว นที่มีอนั ตรายนน้ั เชน ตดิ ต้งั ท่ปี อ งกัน หรือฝา ครอบ หรอื ใชเคร่อื งจักรอตั โนมตั ิ 2. ทาํ งานตามระเบยี บวธิ ปี ฏบิ ัติงานอยางเครง ครัด 3. สวมใสเสอ้ื ผา ท่รี ดั กมุ อยาสวมเสอื้ ปลอ ยชาย 4. สวมใสเคร่ืองปองกันและใชเคร่ืองมือที่ถูกตองและเหมาะสมกับงานท่ีทํา และ ตองระวังในการใชถ งุ มือ เพราะถุงมือบางอยา งอาจจะไมเหมาะกับงานบางอยา ง 5. ในการตรวจสอบ ซอมแซม และทําความสะอาดเครื่องจักรน้ัน จะตองหยุด เคร่อื งจักรใหเ รยี บรอยและมเี ครื่องหมายช้ีบอกหรอื ตดิ ปายแขวนวา “หา มเดินเครอ่ื ง” 6. ใหตรวจตราเครื่องจักรกอนเดินเครื่องและตรวจสอบเปนระยะ ๆ และระวัง อนั ตรายขณะตรวจตราเครอ่ื งจักรและกอนเริ่มเดนิ เคร่อื ง 7. เมื่อจะตองทํางานรวมกัน จะตองแนใ จวา ทุกคนเขาใจในสัญญาณเพื่อการสื่อสาร ตาง ๆ อยา งชัดเจนและถูกตองตรงกนั 8. อยาเขาไปในสวนท่ีเปนอันตรายของเครื่องจักร หรือสวนที่ทํางานเคลื่อนไหว ตลอดเวลาถา จําเปน ตองเขา ไปในบรเิ วณน้ัน ตอ งแนใจวาเครอ่ื งจกั รไดหยุดเดินเคร่ืองแลว การใชเ คร่ืองมอื 1. เลือกใชเ คร่อื งมือทเี่ หมาะสมกบั งานทที่ ํา 2. รักษาเคร่อื งมือใหอยูในสภาพที่ดีอยูเสมอ โดยตรวจสอบสภาพกอนการใชงานทุก คร้งั 3. ซอมแซมหรอื หาเครือ่ งมอื ใหมท ดแทนเครอื่ งมอื ท่ชี ํารดุ หรือแตกหักโดยทันที 4. ลางนา้ํ มนั จากเครอื่ งมอื หรือชิ้นงาน เพือ่ ปองกนั อุบตั เิ หตจุ าการลื่นไถล 5. ตรวจสอบและปฏบิ ัตติ ามขอ แนะนําการใชเ ครื่องมือ 6. จับหรือถอื เครอื่ งมือใหก ระชบั การจบั แบบหลวม ๆ อาจกอใหเ กิดอุบตั ิเหตไุ ด 7. อยา เรม่ิ งานโดยไมต รวจสอบสภาพตา ง ๆ โดยรอบหรือบรเิ วณพน้ื ทีท่ ่ีทาํ งานกอน การใชส ายพานลาํ เลยี ง 1. สายพานลาํ เลียงตอ งมีสวติ ซห ยุดฉกุ เฉิน และตองตรวจสอบใหรูจุดท่ีติดตั้งสวิตซ ฉุกเฉนิ กอนที่จะเริม่ ใชส ายพานลาํ เลยี ง 2. มอี ปุ กรณค รอบหรือบังสวนทีห่ มุนไดของสายพาน เชน ลกู กล้งิ มเู ล ฯลฯ 3. ถาของทีล่ าํ เลียงมีโอกาสตกลงมาได ตอ งมีสวนปดหรือครอบปองกัน

149 4. อยา กาวหรือกระโดดขา มสายพานลาํ เลียงขณะทํางาน 5. เมอื่ จําเปน ตองซอ มหรือตรวจตราสายพานลาํ เลยี งเพราะมีการทํางานผิดพลาดตอง ปดสวิตซทาํ งานกอนท่จี ะซอมหรอื ตรวจตราสายพานลําเลียงนน้ั การเชื่อมโลหะ 1. ขณะทําการเช่ือมดวยไฟฟาภายในอาคาร จะตองใชฉากกั้นกําบังเพื่อเปนเครื่อง ปอ งกนั อนั ตรายแกผ ูปฏิบัติงานคนอ่นื หรอื ผูท ีอ่ ยใู กลเ คียง 2. ขณะทาํ การเชื่อมหรือการตัดดวยกาซหรือไฟฟา ผูเชื่อมหรือตัดจะตองใชเครื่อง กําลงั หนาทเ่ี หมาะสม มีเลนสป อ งกนั นัยนต าตามประเภทของการเชอ่ื มหรอื การตดั นน้ั และตอ งสวมถุง มอื หนังดว ย 3. จะตองมีเครื่องดับเพลิงประจําพ้ืนท่ี และพรอมท่ีจะใชไดเสมอในกรณีเกิดเพลิง ไหม 4. เมือ่ จะใชเครอื่ งเช่ือมไฟฟา ผูทําการเชอื่ มจะตองมั่นใจวาตนไมไดสัมผัสกับพ้ืนที่ เปย กชืน้ 5. หา มสวมถุงมอื ท่เี ปยกน้ํามันหรือจาระบหี ยิบจับเครือ่ งเช่อื ม 6. ถงั ออกซเิ จนและอะเซทิลีนจะตอ งมกี ารยึดใหแ นน เพอื่ ปองกนั การลม และจะตอง ไมว างทออะเซทลิ ีนนอนราบกบั พื้นเปนอันขาด 7. ใหใชไกบังคับแรงเคลื่อน (Pressure Regulator) บังคับใหออกซิเจนและ อะเซทลิ นี ไหลไปยังไฟเช่ือมอยางสมํา่ เสมอ 8. ในขณะทําการเปดลิ้นถังออกซิเจน หามผูปฏิบัติงานคนหน่ึงคนใดยืนอยูหนา เคร่ืองบงั คบั ออกซเิ จน 9. หา มทําการเชือ่ ม ตดั หรอื บดั กรใี กลตวั ถงั หรอื ท่ีตัวถัง หรือภาชนะอื่น ที่เคยใสว ตั ถุ ตดิ ไฟหรือวตั ถุที่เกดิ ระเบิดได จนกวาจะไดทําการระบายอากาศ หรือลางถังหรือภาชนะเหลานั้นให สะอาดแลว 10. เม่อื ทาํ การเช่ือมหรือเผาหรือใหความรอนกับตะกั่ว แคดเมียม วัตถุอาบสังกะสี หรือวัตถุอ่ืนใด รวมท้ังสารท่ีใชชวยในการเชื่อม จนทําใหเกิดควันขึ้น จะตองจัดใหมีระบบระบาย อากาศท่ดี ีพอ เพือ่ ปอ งกนั มิใหผ ปู ฏบิ ตั ิงานสูดควันพิษท่ีเปนอันตรายเขาไป ถาหากไมสามารถทําการ ระบายอากาศได จะตองสวมหนากากหรือเครื่องชวยหายใจที่ไดรับการรับรองแลวตลอดเวลาที่ ปฏิบตั งิ าน 11. เมื่อทําการเช่ือมในสถานท่ีอับอากาศจะตองมีการระบายอากาศออกอยางมี ประสิทธภิ าพ

150 คนละแหง 12. การเกบ็ รักษาถังออกซิเจนและถังอะเซทิลีนเปนจํานวนมาก จะตองแยกเก็บไว การเชื่อม 13. การเชอ่ื มดว ยไฟฟาหรอื กา ซใกลกับแบตเตอรี่ ตองยกแบตเตอร่ีใหพนจากบรเิ วณ การพนสี 1. ดวงโคม พัดลมดูดอากาศและสายไฟในหองพนสี จะตองใชชนิดที่มีความ ทนทานตอไอระเหยของสีไดด ี 2. สวติ ซดวงโคม เตาเสยี บ หรอื อุปกรณอ ่นื ๆ ท่อี าจกอใหเ กดิ ประกายไฟ จะตองไม ติดตงั้ ไวภายในหองพน สี 3. หามสบู บหุ ร่ี จดุ ไฟหรอื ทาํ ใหเกิดประกายไฟภายในหองพน สี 4. ในขณะทําการพน สีในหองพนสี ผูปฏิบัติงานทุกคนจะตองสวมหนากาก หมวก เส้อื แขนยาวไมพ บั แขน ถุงมอื กางเกงขายาว และรองเทาหุม สน 5. ขณะท่ีกําลังทําการพนสี ทุกคนที่อยูในหองพนสีจะตองสวมหนากากแบบที่มี เครื่องกรอง หรอื ใชผาปดปากและจมูก การทาํ งานเกย่ี วกบั แบตเตอรี่ 1. หามสูบบุหร่ี จุดไฟ หรือทําใหเกิดประกายไฟภายในหองอัดแบตเตอรี่ หรือใน หอ งเก็บแบตเตอร่ี เพ่ือปอ งกันการระเบดิ ของกา ซไฮโดรเจน 2. เมือ่ จะปฏิบตั กิ ารใด ๆ เกี่ยวกบั นํา้ กรด ผูปฏบิ ัติงานจะตองสวมถุงมือยาง แวนตา นิรภยั และผา กนั เปอ นทําดวยยาง 3. ในกรณที นี่ ้ํากรดหกหรอื กระเดน็ ถกู สวนหน่งึ สวนใดของรางกายใหใชนํ้าสะอาด ลางออกทันที แลว รีบไปพบแพทย 4. กอ นทําการตอ หรือปลดสายข้ัวแบตเตอร่ี ตองแนใ จวาไดต ดั วงจรไฟฟาแลว 5. ในการยกหรือเคลอื่ นยา ยแบตเตอรี่หรอื กลอ งบรรจุแบตเตอร่หี า มเอียงหรือตะแคง แบตเตอร่ี เพือ่ ปองกนั การหกหรอื กระเดน็ ของนํา้ กรด 6. ข้ัวของแบตเตอรีข่ นาดใหญค วรปด กน้ั ดวยฉนวน เพ่อื ปองกนั การลัดวงจร 7. ในการเคล่อื นยา ยแบตเตอรตี่ อ งระมัดระวังไมใหแบตเตอร่ีกระทบซึ่งกันและกัน หรือกระแทกกับส่งิ อื่นที่อาจจะทาํ ใหแตกหรอื ราวได และหามวางแบตเตอรีซ่ อนกันโดยเดด็ ขาด

151 การใชเครอื่ งปอ งกันนัยนตาและหู 1. เมื่อปฏบิ ตั งิ านในสถานท่ีท่ีอาจเกิดอนั ตรายกบั นัยนตา จะตองสวมเครื่องปองกัน นัยนต าชนิดทีไ่ ดม าตรฐาน 2. ผูปฏบิ ตั งิ านทีท่ าํ งานเกี่ยวกบั การติดตั้งหรือซอมบํารุง และลักษณะงานเปนงานที่ กอ ใหเกิดประกายไฟฟา เศษวตั ถกุ ระจาย จะตอ งสวมแวน นริ ภัยปอ งกันนยั นตา 3. การปฏิบัติงานในท่ีที่มีเสียงดังมาก ๆ จนเปนอันตรายตอระบบการไดยินของ ผูปฏบิ ตั งิ าน จะตองกาํ หนดใหผปู ฏิบัติงานทุกคนใชเคร่ืองปองกันอันตรายตอหูชนิดเสียบหรือชนิด ครอบดวย 1.2 ความปลอดภยั ในการทํางานเกีย่ วกบั ไฟฟา กฎขอ บงั คบั ทว่ั ไป 1. พนกั งานทท่ี ํางานเกี่ยวกบั การซอม ตอเตมิ ติดตัง้ อปุ กรณไ ฟฟาตองสวมเส้ือผาที่ แหงและสวมรองเทาพ้ืนยาง พรอมท้ังตัดกระแสไฟฟาที่มายังจุดท่ีทํางานตลอดระยะเวลาท่ีทํางาน เกย่ี วกับไฟฟา 2. เครอื่ งมือทใ่ี ชก ับงานไฟฟา ชนิดใชมอื จับ ตอ งมีฉนวนซง่ึ อยใู นสภาพดหี มุ ทด่ี า มจับ 3. ในกรณีทม่ี ีการปฏบิ ตั ิงาน ตรวจสอบ ซอมแซม หรอื ติดต้งั ไฟฟา ที่เก่ียวกับการผลิต ตองตดั สวิตซต วั ท่ีเกย่ี วขอ ง พรอมล็อกกญุ แจปองกนั การสบั สวิตซ อปุ กรณแ ละเครื่องจกั รไฟฟา 1. มอเตอรท ใ่ี ชในบรเิ วณที่มีวตั ถไุ วไฟตองเปนชนิดกันระเบดิ 2. หลอดไฟฟา หรอื โคมไฟ ซง่ึ ใชใ นบริเวณทมี่ ีวัตถุไวไฟ ตอ งเปนชนิดทม่ี ีฝาครอบ มิดชิด และมตี ะแกรงโลหะหมุ รอบนอกอีกชั้นหน่งึ 3. สวติ ซไ ฟฟาในบริเวณท่ีมีวัตถุไวไฟตองเปนชนิดที่มีกลองโลหะหุมมิดชิด และ เตา เสยี บทใ่ี ชตอ งเปนชนิดทม่ี ฝี าปด 4. การติดตง้ั สวติ ซทุกตวั ตอ งเลอื กชนดิ ท่ีมีอัตราทนกระแสสูงพอที่จะใชกับกระแส สงู สดุ ในวงจรท่ีใชนน้ั ได 5. การติดต้ังแผงสวิตซตองมีตูปดมิดชิด และตองต้ังหางจากเครื่องจักรพอสมควร สว นทเ่ี ปน โลหะของแผงสวติ ซตอ งตอ ลงดนิ 6. เมอื่ ใชอุปกรณไ ฟฟา ทัง้ หมดพรอมกันในวงจรแตล ะวงจร จะตองมีกระแสไฟฟา ไมเ กนิ ขนาดของกระแสไฟฟา สงู สดุ ท่ยี อมใหใ ชก ับไฟฟา ของวงจรน้ัน

152 7. การติดต้ังซอมแซม หรือแกไขดัดแปลงหมอแปลงไฟฟา ซ่ึงแปลงไฟจาก ไฟฟาแรงสูงต้งั แต 12,000 โวลตขึน้ ไป ตอ งติดตอขอความชวยเหลือหรือขอคําแนะนําจากเจาหนาท่ี ของการไฟฟา เสยี กอ น 8. ตองมีการตรวจสอบ และทดสอบเคร่ืองกําเนิดไฟฟาฉุกเฉิน ใหอยูในสภาพท่ี พรอ มจะใชงานไดอ ยา งปลอดภัยอยูเสมอ 9. หามพนกั งานทํางานเก่ยี วกับหมอแปลงไฟฟาทีม่ ีความดันตั้งแต 380 โวลตข้ึนไป กอนไดร บั อนญุ าตจากหวั หนา ฝายซอมบาํ รงุ 10. การซอ มแซม ดดั แปลง หรอื แกไขอปุ กรณและเคร่ืองจักรไฟฟาเปนหนาที่ของ พนักงานหนวยซอ มบํารุงเทา นั้น วิธปี อ งกนั อันตรายจากไฟฟาช็อต 1. ผูปฏบิ ตั ิงานที่เกย่ี วขอ งกบั ไฟฟา ตองมีความรเู กีย่ วกบั ไฟฟา 2. เมื่อพบสงิ่ ผิดปกติตาง ๆ เกดิ ข้นึ กับสายไฟ ตองแจง ใหผบู งั คับบญั ชาทราบทนั ที 3. ในการปฏิบตั งิ านท่ีเกย่ี วของกบั ไฟฟา ตองใชผ ชู ํานาญงานเทาน้ัน 4. ตอ งปดตูสวติ ซไฟฟา เสมอ และจะตอ งไมมสี ่งิ กีดขวางวางอยบู ริเวณตไู ฟฟา 5. ตอ งตดิ ตงั้ สายดนิ เสมอ 6. ตรวจสอบอุปกรณป องกนั ไฟฟาดดู ไฟฟา รว่ั กอ นใชอุปกรณไ ฟฟานน้ั ๆ เสมอ 7. การเปด หรอื ปด ระบบไฟฟา ตอ งแนใ จกอนวา ปลอดภยั แลว 8. เมอ่ื เลกิ ใชอ ปุ กรณไฟฟา แลวใหเกบ็ เขา ท่เี สมอ 9. ถาตอ งทาํ งานอยใู กลระบบไฟฟา เชน มีสายไฟฟาอยูเ หนือศีรษะตองระมัดระวัง อยาไปสมั ผสั ถูกสายไฟฟาดงั กลาว 10. หามทาํ งานโดยไมส วมชดุ ปองกันไฟฟา ดดู โดยเด็ดขาด 1.3 ความปลอดภยั ในการทาํ งานกับวัตถอุ ันตราย วตั ถุอันตราย วัตถุอันตราย หมายถึง วัตถุท่ีสามารถลุกไหมได ติดไฟได และระเบิดได วัตถุ อันตรายตาง ๆ เหลาน้ี มักจะมีกฎหมายควบคุมเปนพิเศษ และมีขอบังคับเพ่ือใหทํางานไดโดย ปราศจากอบุ ตั เิ หตุ

153 วตั ถุอนั ตราย แบง ออกไดเปน 1. สารระเบดิ ได สารเหลา น้จี ะลกุ ติดไฟไดงา ยและระเบิดขึ้นเม่อื มคี วามรอน มีการกระแทกหรือ มีการเสียดสี สารระเบิดไดมีช่ือเรียกแตกตางกันไป ผูที่ทํางานกับสารเหลานี้ควรจะจดจําช่ือสาร เหลา นี้ใหไดแ ละมีการตดิ ปา ยวา เปนสารอนั ตราย หรือวัตถุอันตราย นอกจากน้ียังควรรูถึงวิธีการใช สารเหลา น้ีอยางถกู ตอ งดวย 2. สารลุกไหมไ ด สารลกุ ไหมไ ด เชน สารฟอสฟอรัสแดงและสารฟอสฟอรัสเหลืองสามารถลุก ตดิ ไฟไดเ องเมื่อสมั ผสั กบั อากาศ ตวั อยางสารลุกไหมไ ด เชน พวกคารไบด และสารประกอบโลหะ ของโซเดยี ม ซึ่งจะลุกตดิ ไฟไดเม่อื สมั ผสั กบั น้ํา 3. สารไวไฟ กา ซไวไฟ เชน กาซถานหิน กาซอะเซทิลีน กาซโพรเพน ฯลฯ กาซเหลาน้ีมี คุณสมบัติไวไฟและยังสามารถระเบิดไดอีกดวยหากกาซเหลานี้ผสมอยูในอากาศในสัดสวนที่ พอเหมาะ นอกจากนี้สารละลายไวไฟตาง ๆ เชน น้ํามัน ทินเนอร ก็ยังมีคุณสมบัติไวไฟและยัง สามารถระเบิดอยา งรนุ แรงไดอ ีกดว ย สารเหลานจ้ี ะกอใหเ กดิ อุบัตเิ หตไุ ดง ายถา มีการเคล่อื นยา ยผิดวิธี ดงั นนั้ ผทู ที่ ําการ ขนยายจะตอ งรวู ิธขี นยา ยทถี่ ูกตองดว ย อันตรายของวัตถุอนั ตราย 1. กา ซคารบอนมอนอกไซด (Carbon Monoxide) กาซคารบอนมอนอกไซดเกิดจากการเผาไหมท่ีไมสมบูรณ เกิดขึ้นไดทั้งใน โรงงานและในสถานทที่ ํางาน กา ซคารบอนมอนอกไซดเ ปนกาซท่ีเบากวากา ซออกซิเจนเล็กนอย เปน กา ซทไ่ี มมีสี ไมมกี ลิน่ และไมม ีการกระตนุ เตอื นใด ๆ จงึ เปนกาซทีอ่ ันตรายตอ รา งกาย เพราะกาซน้จี ะ ทําใหเมด็ เลือดขนถายออกซิเจนนอ ยลง เปนเหตุใหเกิดอาการขาดออกซเิ จน (Suffocation) ได เมอ่ื ตอ งทํางานในสถานท่ที ม่ี ีกา ซคารบ อนมอนนอกไซด ควรปฏบิ ตั ิดงั น้ี 1. กอนเริ่มงาน ตองตรวจดูความหนาแนนของกาซคารบอนไดออกไซดดวย เครือ่ งตรวจวัดกาซกอน 2. ใหร ะบายอากาศออกจนกวาความหนาแนนของกาซคารบอนไดออกไซดจะ ต่ํากวา 50 ppm (0.005%) 3. ตอ งสวมใสหนากากกรองที่เหมาะสม 4. ถาความหนาแนนของกาซคารบอนมอนอกไซดสูง หรือความเขมขนของ ออกซิเจนต่ํา ใหใชเ ครื่องชวยหายใจ หรอื หนา กากแบบมอี ากาศเสรมิ

154 2. สารละลายอินทรยี  (Organic Solvents) มีสารละลายอินทรียเปนจํานวนมากที่ใชในสถานที่ทํางานและบานพักอาศัย สารละลายอินทรยี เ หลา น้ีสามารถแทรกซึมเขาสรู า งกายไดห ลายทางท้ังทางระบบหายใจในรูปของไอ ระเหย เพราะเปนสารท่ีสามารถระเหยไดในอุณหภูมิปกติ และแพรผานผิวหนังไดเพราะเปนตัวทํา ละลายไขมันนอกจากน้ียังอาจทําใหหมดสติได เพราะจะไปรบกวนการทํางานของระบบประสาท สวนกลาง ดังนั้นจึงจําเปนอยางยิ่งท่ีจะตองรูคุณสมบัติของสารละลายอินทรียที่จะใชเหลาน้ัน และ จะตองใชอยา งถกู ตองเพ่ือใหเ กดิ อนั ตรายนอ ยทีส่ ดุ ระบายอากาศ วธิ ปี ฏิบตั ิงานกบั สารละลายอินทรียอ ยางปลอดภยั ประกายไฟ 1. ระวงั อยาใหสารละลายอินทรียห ก 2. ปดฝาภาชนะบรรจุสารละลายอนิ ทรยี เสมอ ทําได 3. ไมลางมอื ดว ยสารละลายอินทรยี  4. ตรวจตราระบบระบายอากาศอยูเสมอ อยาใหมสี ่งิ ใดไปขดั ขวางทาง 5. หามใชส ารละลายอนิ ทรยี ใ กลบริเวณท่ีมไี ฟหรอื บรเิ วณทอ่ี าจเกดิ 6. สวมใสอ ุปกรณปอ งกนั ทีเ่ หมาะสมเสมอขณะใชสารละลายอนิ ทรีย 7. ตอ งใชระบบระบายอากาศเสมอในขณะใชสารละลายอนิ ทรีย 8. หลกี เล่ียงการสมั ผัสไอระเหยของสารละลายอนิ ทรยี ใหมากท่ีสดุ เทา ที่จะ 3. ฝุน ปกติโรคปอดท่เี กดิ จากฝนุ ที่หายใจเขาไปจะมชี ื่อเรยี กวา โรคปอดฝุนหรือนิวโม โคนิซิส (Pneumoconiosis) ฝุนที่สูดดมเขามาจะฝงตัวอยูในปอดและปอดไมสามารถขจัดสิ่ง แปลกปลอมเหลาน้ไี ด เมอ่ื มกี ารสะสมมากขึ้น ปอดจะรูสกึ แนน อดึ อดั ทาํ ใหหายใจไมออก วิธีแกไขท่ี ดีท่สี ุด คอื การปองกันโรคนี้ไวกอน โดยปรับปรุงสภาพแวดลอมในบริเวณท่ีทํางานและปรับเปลี่ยน วิธีการทาํ งาน เชน การขจดั ฝนุ ในสถานท่ีทํางาน หรอื การสวมใสห นากากปอ งกันฝุน

155 วิธีใชห นากากปอ งกนั ฝุน อยา งถกู วธิ ี 1. หนา กากควรกระชบั กบั ใบหนา ซ่งึ ฝุนจะไมสามารถแทรกเขา ไประหวางรอง ของหนา กากกบั ใบหนาได 2. แมส ภาพของสถานท่ที ํางานโดยท่ัวไปจะสะอาด แตอ าจจะมีฝุนขนาดเล็กอยู ได จงึ ควรสวมหนากากปองกันฝุน ไว ถา บริเวณน้นั มีฝนุ ขนาดเล็กอยไู ด จงึ ควรสวมหนา กากปอ งกัน ฝุนไว ถาบรเิ วณนนั้ มีฝุนอยู 3. หามสวมหนา กากกรองฝนุ ในบรเิ วณทอี่ บั อากาศ หรอื บริเวณท่ีมกี าซพิษ 4. ควรเก็บรักษาหนากากไวในที่ท่ีอากาศถายเทดี และเก็บอยางถูกหลักวิธี รวมทั้งควรเปลี่ยนไสกรองเมือ่ จําเปน 5. หนากากกันฝนุ โดยทว่ั ไปจะใชสําหรับงานชว่ั คราวเทาน้นั 4. สารเคมีจําเพาะ สารเคมีจําเพาะจะถูกจัดเปนสารเคมีอันตราย เพราะจะกอใหเกิดอันตรายตอ สุขภาพรางกาย เชน กอใหเกิดโรคมะเร็งจากการทํางาน โรงผิวหนัง ระบบประสาทเสื่อม ฯลฯ ปจ จุบนั มีการใชสารเคมอี ยูอยางกวา งขวางในงานอุตสาหกรรมจงึ ตอ งระมัดระวงั เปนอยางยิง่ การปองกันอันตรายจากการใชส ารเคมีจาํ เพาะ 1. อยา ทําหกหรอื กระเด็นลงบนพนื้ 2. กอ นเรม่ิ ทํางานตองสวมอุปกรณป องกันอันตรายสวนบุคคลหรือติดต้ังระบบ ระบายอากาศทว่ั ไปในทที่ ํางาน 3. จดั การปฏิบตั ิงานใหเ ปน ไปตามระเบียบขอบังคับของกฎหมาย 4. เมื่อตอ งการขนยา ยหรอื เกบ็ สารเคมีเหลา นนั้ จะตองบรรจุลงภาชนะที่เหมาะสม ใหเ รียบรอ ย 5. หา มสบู บหุ ร่ี รับประทานอาหาร หรอื ด่ืมนาํ้ ในขณะทก่ี าํ ลงั ทาํ งานกบั สารเคมี 6. หามสัมผัสเสอ้ื ผาทีเ่ ปอ นสารเคมี 7. จัดใหม ีการสวมชดุ ปอ งกนั หรอื อุปกรณปอ งกันอนั ตรายจากสารเคมี 8. หา มนาํ สารเคมีนอ้ี อกไปหรอื เขา ไปยงั หนว ยงานอนื่ โดยไมไ ดรบั อนุญาต 9. เสื้อผาท่ีสวมใสขณะทํางานยอมมีสารเคมีปนเปอนจึงควรท่ีจะชําระลาง รา งกายเปลย่ี นเสือ้ ผาใหม กอนท่จี ะรบั ประทานอาหารหรือกอนกลับบาน และนําเสื้อผาท่ีใสทํางาน น้นั ไปซักหรือทําความสะอาดทันที

156 5. สภาพไรอากาศหรืออบั อากาศ อบุ ัตเิ หตุจากการขาดอากาศหายใจมกั เกดิ ขน้ึ ไดในบรเิ วณทเ่ี ปนใตถุนอาคาร ถัง หรือบริเวณอุโมงคขดุ เจาะ ฯลฯ อาการขาดอากาศมีผลโดยตรงตอการทํางานของสมอง และบอยคร้ังท่ีนําไปสู ความสูญเสยี อยา งใหญห ลวง ท้งั น้เี พราะการอยใู นท่แี คบหรืออับอากาศซ่ึงมักไมคอยมีคนไดเขาไปบอย นกั กย็ ากท่จี ะพบหรอื ชว ยชวี ติ ไดทนั หากมีอบุ ัตเิ หตเุ กดิ ขน้ึ วธิ ีปองกนั การขาดอากาศหายใจมีดงั น้ี 1. ตรวจสอบความหนาแนน ของออกซิเจนกอ นลงมอื ปฏบิ ัตงิ าน 2. จัดระบบระบายอากาศทีเ่ หมาะสม 3. มีการปฐมพยาบาลอยา งถูกตอ งและเหมาะสม ขอ พึงปฏบิ ตั เิ ม่ือตอ งทํางานในบรเิ วณทีม่ สี ภาพไรอากาศหรืออบั อากาศ 1. กอนเขา บริเวณอนั ตรายที่มีออกซเิ จนนอ ยหรือออกซิเจนใกลหมด เชน ในบอหรอื ถงั จาํ เปนตองจดั ใหมีระบบระบายอากาศท่ดี ี (อยา งไรกต็ ามก็เปนอันตรายมากเชนกัน ถาใชออกซเิ จนบรสิ ุทธ์อิ ยางเดยี ว) ความหนาแนน ของออกซเิ จนทเี่ หมาะสมคอื ไมนอยกวา 18% 2. หา มเขาไปในบริเวณทม่ี สี ภาพขาดออกซเิ จน ยกเวนผูมหี นา ท่ีเกย่ี วขอ งเทา นน้ั 3. ผูจะเขาไปในบริเวณอับอากาศ ตองมีการเฝาดูและติดตามโดยหัวหนางาน หรือเพื่อนรว มงาน และระบบระบายอากาศจะตองจดั ใหม ีออกซเิ จนอยางนอ ย 18% ดวย 4. ถา ลักษณะงานไมสามารถจดั ระบบระบายอากาศไดใหใชอุปกรณชวยหายใจ ทีเ่ หมาะสม เชน เคร่ืองกรองอากาศ หรอื ระบบสายลม 5. ถาสภาพที่ทํางานน้ันขาดอากาศมาก ๆ ใหสวมใสอุปกรณนิรภัย เชน หนากาก เข็มขัดนริ ภยั หรือสายสงอากาศในขณะทปี่ ฏิบัติงานอยใู นบริเวณนนั้ 6. ตรวจสอบอปุ กรณป อ งกันทุกคร้งั กอ นเริม่ ทาํ งาน 7. ถาไดรับอุบัติเหตุจะขาดอากาศหายใจ ผูทําการชวยเหลือจะตองสวมใส อุปกรณชวยหายใจท่ีมีระบบระบายอากาศท่ีดี ดังอธิบายไวในขอ 4 ขางตน (หนากากปองกันกาซ ไมไ ดจ ัดไวส ําหรบั กรณีขาดอากาศ ควรขนยา ยผปู ว ยออกไปสทู โี่ ลงโดยเร็วท่ีสุด และชวยหายใจดวย การเปา ปาก ฯลฯ ) การจัดใหมีระบบระบายอากาศ เพื่อสุขภาพทีด่ ีควรจัดใหมีระบบระบายอากาศทเ่ี หมาะสมในสถานประกอบการ จําเปนอยางย่ิงที่จะตองจัดระบบระบายอากาศในสถานประกอบการท่ีมีอุณหภูมิและความรอนสูง

157 หรือมีกาซหรือไอที่เกิดข้ึนจากตัวทําละลายอินทรียหรือสารอ่ืน ๆ การปลอยปละละเลยท่ีจะจัดทํา ระบบระบายอากาศจะเปนสาเหตุท่ีกอใหเกิดอาการปวดศีรษะและวิงเวียนศีรษะได และปญหาที่จะ ตามมากค็ อื ความเจบ็ ปว ยตา ง ๆ ที่มสี าเหตจุ ากสารเคมอี นั ตราย การเปดหนาตางหรือประตูนั้นเปนการถายเทอากาศทั่วไปตามปกติ การติดตั้ง ระบบระบายอากาศเฉพาะที่หรือในตําแหนงที่จําเปนนั้น ควรติดตั้งใหเหมาะสมกับลักษณะของ สารเคมีอนั ตรายท่จี ะตอ งใช แตค วรตระหนักไววา ในบางครั้งการเปดหนาตางอาจใหผลที่ตรงขาม กันก็ได 1.4 ความปลอดภยั ในการทํางานกับผลิตภณั ฑเ คมี ขอ พงึ ปฏบิ ตั ทิ ่วั ไปในการทํางานกับผลติ ภณั ฑเ คมี 1. กอนปฏิบัติงานตองทราบถึงชนิดของผลิตภัณฑและอันตรายที่อาจเกิดข้ึน ถา สงสยั ใหป รึกษาผบู งั คบั บญั ชาท่เี กีย่ วของ 2. กอนขนยายผลิตภัณฑตองสังเกตวาหีบหอไมแตกหรือบุบสลายซ่ึงอาจจะทําให ตกหลน สภู ายนอกได 3. หลีกเล่ยี งการสมั ผสั กบั ผลิตภณั ฑโดยตรง ใหสวมเครื่องปอ งกัน เชน ถงุ มือ เสอ้ื คลมุ เครอื่ งกรองอากาศ หมวก แวน ตา ฯลฯ 4. หา มรับประทานอาหาร เครอื่ งดมื่ หรอื สูบบุหร่ีในขณะปฏิบตั งิ าน 5. ขณะปฏิบัติงานหามใชมือขย้ีตา หรือใชมือสัมผัสกับปากจนกวาจะลางมือให สะอาดเสยี กอน 6. กอนรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ หรือเขาหองสุขา ตองถอดอุปกรณปองกัน อนั ตรายและลางมือใหสะอาดเสยี กอน 7. หา มผทู ี่ไมม ีหนา ท่ีเก่ียวขอ งปฏิบตั งิ านเกย่ี วกับผลติ ภณั ฑเ คมี 8. หากเกิดอุบัติเหตุ ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑแตกเสียหาย ตองรีบรายงาน ผบู งั คบั บัญชาทีร่ บั ผิดชอบทนั ที หรือจดั การเกบ็ กวาด เชด็ ถบู ริเวณใหสะอาดตามวิธีที่กําหนด ไมควร ปลอยท้งิ ไว 9. ในขณะปฏบิ ตั ิงานหากพบวา มีการเจบ็ ปว ย หรอื วิงเวียนศีรษะใหหยุดปฏิบัติงาน ทันที พรอมทงั้ รายงานใหผบู ังคับบญั ชาผรู ับผดิ ชอบทราบ หรือทําการปฐมพยาบาลอยางถูกตองแลว รบี นาํ ไปพบแพทยพ รอมนําฉลากหรอื ผลติ ภณั ฑไปดว ย 10. อุปกรณปองกันอันตรายท่ีใชแลวตองทําความสะอาดหรือทําลายท้ิงตาม คําแนะนาํ ทไ่ี ดกาํ หนดไว

158 11. เม่ือเสร็จส้ินการปฏิบัติงานแตละครั้ง ตองลางมือ อาบน้ํา และผลัดเปล่ียน เส้อื ผา ทส่ี ะอาด ความปลอดภยั ในการใชผ ลติ ภณั ฑเ คมีในการผลิต 1. พนกั งานตอ งอานคําแนะนาํ ขา งกลองบรรจผุ ลติ ภัณฑเ คมที กุ ชนิดใหละเอยี ดกอ น ที่จะนาํ เขาโรงงานผลิต 2. กลอ งผลติ ภัณฑเ คมที ุกกลองทนี่ าํ เขา โรงงานผลิตตอ งอยูในสภาพดีไมแตกรว่ั 3. พนักงานตอ งสวมถุงมือ เสื้อคลุมแขนยาว หนากาก รองเทาหุมสน กอนเปด กลองสารเคมที ีจ่ ะนาํ มาใชใ นการผลิต 4. ตองระมัดระวังเปน พิเศษในการบรรจผุ ลิตภัณฑเคมี พยายามใหฝุนหรือละออง ของสารเคมีปลิวกระจายนอยท่สี ดุ 5. กลองเปลา ของผลติ ภณั ฑเคมี หลังจากใชแลวตองนําไปเก็บรวมกันในท่ีมิดชิด (หากจําเปน ตอ งมกี ุญแจปด ) กอ นนาํ ไปทาํ ลาย เผาทิ้งหรือฝงดิน 6. หลังจากที่พนักงานทํางานเรียบรอยแลว ใหลางมือ ลางหนาหรืออาบนํ้า และ เปลย่ี นเสอ้ื ผาใหมกอ นรบั ประทานอาหารหรอื สูบบหุ รี่ 7. หา มสบู บุหรขี่ ณะปฏิบัตงิ าน 8. หา มรบั ประทานอาหารหรือเครือ่ งดม่ื ในบรเิ วณโรงงานผลิตหรอื โรงงานบรรจุ ความปลอดภัยในการเก็บผลติ ภัณฑเ คมใี นคลงั พสั ดุ 1. พนกั งานตอ งอา นฉลากผลติ ภณั ฑเ คมที กุ ครงั้ กอ นทาํ การเกบ็ เขา คลงั พัสดุ 2. ผลติ ภัณฑเคมีบางอยา งตองเกบ็ ในทแ่ี หง สะอาด มีอากาศถายเทดี และ มี อุณหภูมไิ มเกนิ 46 C 3. ผลิตภณั ฑเ คมตี องเก็บใหห างจากอาหารและภาชนะบรรจอุ าหาร 4. ไมควรเกบ็ ผลิตภณั ฑเ คมวี างซอนกันสงู เกินกวา 5 เมตร 5. หา มสบู บุหรใี่ นคลังพัสดุ ยกเวนบรเิ วณทกี่ าํ หนดให 6. พนักงานตองสวมถุงมือ หนากาก รองเทาและเสื้อแขนยาวขณะปฏิบัติงานซ่ึง สัมผสั กับสารเคมีโดยตรง 7. ผลิตภัณฑเคมีท่ีตกหลนตามพื้นใหกวาดเก็บใสถังอยางระมัดระวังเพ่ือนําไป ทําลายหรอื ฝงดนิ ในบรเิ วณท่กี ําหนด ถา เปน ผลิตภัณฑช นดิ เหลวใหใ ชท รายแหง กลบแลวกวาดเก็บไป ฝง ดนิ หา มลางดว ยนา้ํ 8. ผลิตภณั ฑเคมีทุกชนดิ ตอ งปด ฉลากทกุ กลอ งกอ นนําเขาเก็บในคลังพัสดุ 9. คลงั เก็บผลติ ภัณฑเ คมี ตองปดกุญแจหลังจากเลิกงาน

159 การเกิดไอเคมไี วไฟ การเกดิ ไอเคมไี วไฟในโรงงาน หมายถึง การปลอ ยไอเคมไี วไฟจํานวนมาก ซ่ึงอาจ ลุกตดิ ไฟ หรือระเบดิ เมื่อมแี หลงทกี่ อ ใหเกดิ ประกายไฟ หรืออาจเกดิ จากการลุกไหมข องสารเคมีหรือ กา ซท่มี ีจุดวาบไฟ (Flash Point) ตํา่ และมีชว งไวไฟกวาง จดุ วาบไฟ (Flash Point) ของสารเคมเี หลว คือ อุณหภมู ิตํา่ สดุ ทีส่ ารเคมนี น้ั จะใหไอ เคมที ี่สามารถผสมกบั อากาศเปนสวนผสมท่พี รอมจะลุกไหมเม่ือมีแหลง เกิดประกายไฟ ชวงไวไฟ (Flammability Limit) คือ ชว งระหวา งความเขมขนตาํ่ สุด และสูงสดุ ของ ไอเคมใี นอากาศซึ่งจะเกดิ การลกุ ไหมไดเม่ือมีแหลง เกิดประกายไฟ สว นผสมของไอเคมีและอากาศที่ ตาํ่ กวาชวงไวไฟน้ีจะเจอื จางเกนิ ไปท่ีจะลกุ ไหมได และในทาํ นองเดียวกนั สว นผสมทีส่ ูงกวา ชวงไวไฟ นจี้ ะเขมขนเกนิ ไปทจี่ ะตดิ ไฟ เมอ่ื เกิดกลุมไอเคมจี าํ นวนมาก หามพนักงานเขาไปในบริเวณท่ีเกิดไอเคมีนั้น ควร รบั แจงหนว ยดบั เพลิงประจาํ โรงงานเตรียมพรอ มเพื่อทาํ การชวยเหลอื ทันที วิธีปฏบิ ัติเมือ่ เกดิ กลุมไอเคมี 1. ปลอดภัยไวกอน เมื่อพบไอเคมีจํานวนมากไมวาจะเกิดจากการหกราดบนพ้ืน หรือเกิดจากการรั่วจากทอสงเคมีหรือจากถังเคมีตาง ๆ หากมีขอสงสัยใหสมมุติไวกอนวากําลังเกิด กลุม ไอเคมไี วไฟ อยาเสยี เวลาไปหาเครอ่ื งวัดประมาณไอเคมี เพราะกวา จะรู ประมาณไอและอากาศ ก็มีมากเพยี งพอทจ่ี ะลุกไหมหรือระเบดิ ได และก็เปนเวลาท่ีทานไดเขาไปอยูในกลุมไอเคมีไวไฟเสีย แลว 2. ออกไปใหพนจากบริเวณทเ่ี กิดกลมุ ไอเคมีไวไฟทันที และรับแจงใหหัวหนางาน หรือผูจดั การทราบ 3. ใหใชนํ้าฉีดเปนฝอยเพื่อไลไอเคมี โดยใชหัวฉีดนํ้าจากตูดับเพลิงในกรณีที่เกิด กลมุ ไอเคมีไวไฟบรเิ วณรแี อกเตอร ใหเ ปดวาลวน้าํ ปลอยนา้ํ จากหัวฝกบวั ซึ่งติดตงั้ อยูเหนือรีแอกเตอร เพ่อื ไลไ อเคมี 4. หากกลุมไอเคมีไวไฟกาํ ลังลกุ ติดไฟใหฉีดนาํ้ หลอเครอ่ื งมอื เคร่อื งใชห รือถงั ตาง ๆ ที่อยรู อบ ๆ บริเวณนนั้ เพือ่ ปอ งกันการลุกลามขยายตัวของไฟและการระเบิด อยาพยายามเขาไปดับ ไฟทจ่ี ดุ ลุกไหม แตใ หห าแหลงทมี่ าของไอเคมีและจัดการกําจัดตนตอของการเกิดไอเสียกอนโดยไม ตอ ง เขาไปในกลมุ ไอเคมี แลว จึงเขาทาํ การดับไฟ

160 1.4 ความปลอดภัยเก่ียวกับอคั คภี ยั การปอ งกนั อัคคภี ยั ในบริเวณโรงงาน พนักงานทุกคนจะตอ งปฏิบัตดิ ังน้ี 1. รูจักคุณสมบัติเคร่ืองดับเพลิงทุกชนิดท่ีใชอยูในโรงงาน และสามารถนํามาใช งานไดทนั ที และเหมาะสมกับลกั ษณะของไฟเมือ่ ตองการ 2. หามนําเคร่ืองดับเพลิงมาฉีดเลน หรือหยอกลอกนั 3. ใหค วามสนใจกบั เครื่องมอื ดบั เพลิงในแผนก และจะตองมีการตรวจสอบสภาพ ของเครื่องดบั เพลิงอยเู สมอ เมื่อพบหรอื สงสยั วาเครื่องดบั เพลงิ เครือ่ งใดอยใู นสภาพชาํ รดุ หรอื น้าํ หนัก พรอ งไป ใหร ายงานผบู งั คบั บญั ชาตามลําดับช้ันทนั ที 4. จะตอ งไมตดิ ตั้งหรอื วางเครื่องจกั รหรือสงิ่ ของใด ๆ เอาไวในตําแหนงซ่ึงจะเปน อปุ สรรคหรอื กีดขวางการนาํ เครอื่ งดับเพลิงมาใชโดยสะดวก 5. วัตถุซงึ่ ไวไฟหรือนํา้ มันเชอ้ื เพลิงชนิดบรรจุถงั เม่อื นํามาใชแลวจะตองปดฝาให สนทิ และทภ่ี าชนะบรรจคุ วรจะมเี ครื่องหมายแสดงวาเปนสารไวไฟ 6. หามนํานํา้ มันเชอ้ื เพลิง หรอื เคมภี ัณฑไ วไฟใด ๆ ไปใชใ นการซกั ลา งเสื้อผา 7. พนกั งานทกุ คนจะตองทําความเขาใจกับวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเพลิงไหม พนักงานทุก คนจะตองใหความรวมมอื ในการซอ มภาคปฏิบตั โิ ดยพรอ มเพรยี งกนั 8. ไมวาเพลิงจะเกิดจากอะไรก็ตาม หากเกิดขึ้นใกลกับสายไฟฟา เครื่องมือ เคร่ืองใชหรอื แผงสวติ ซไ ฟฟา ใหปลดสะพานไฟตัดวงจรไฟฟาทนั ที เมอื่ เกดิ เพลิงไหม 1. เม่ือเกิดเพลิงไหมข ้นึ ในบริเวณท่ที ํางาน จงอยาตื่นตระหนกจนเสียขวญั พยายาม รักษาขวัญและกําลังใจไวใหมน่ั การตน่ื ตระหนกจนเสียขวัญอาจทาํ ใหเ หตุการณเลวรา ยลงอกี 2. รบี แจงใหเพื่อนรว มงานทุกคนในบรเิ วณเพลิงไหมและหนว ยดับเพลิงทราบ เพ่ือ ดาํ เนินการดบั เพลงิ และแจงเหตเุ พลิงไหมไ ปยังหนว ยดับเพลงิ ของราชการ 3. พนักงานผไู มม หี นา ทเ่ี กย่ี วของกบั การดบั เพลิงตองรีบออกจากตัวอาคารโดยเร็ว ตามแผนอพยพหนีไฟ และไปรวมกันท่ีบริเวณหนาประตูทางเขาโรงงาน เพ่ือรอคําส่ังจากผู ประสานงานดบั เพลงิ ตอไป 4. พนักงานท่ีไดรับมอบหมายใหเปนหนวยดับเพลิงโรงงาน จะตองเตรียมหัวฉีด สายดับเพลิง เพอ่ื ตอ เขากบั ขอตอ ทอ น้ําดับเพลิงและอยูในสภาพเตรียมพรอมโดยเร็วที่สุด ในกรณีที่ เพลงิ อยใู นตาํ แหนงทห่ี วั ฉีดใหญจะฉีดมาถึง อาจไมจําเปนตองใชทอดับเพลิงและหัวเล็กฉีดตอ ท้ังน้ี ใหข ึน้ อยกู บั ดุลยพนิ จิ ของหนว ยดับเพลิงโรงงาน

161 การปอ งกนั อคั คีภัยในสํานักงาน 1. พนักงานทกุ คนจะตองทราบขอ บังคับเกย่ี วกบั ความปลอดภัยในสํานกั งานเปน อยา งดี 2. พนกั งานทกุ คนควรฝก ใชเ ครื่องดบั เพลงิ ใหเ ปน 3. พนักงานทุกคนตองปฏิบัติตามกฎขอบังคับความปลอดภัยในสํานักงานโดย เครงครดั เชน หา มสูบบหุ รใี่ นบริเวณหามสูบ 4. บริษัทอาจจัดใหมีการซอมดับเพลิงเมื่อเกิดเพลิงไหมหรือกรณีฉุกเฉิน ณ สาํ นักงานรวมกบั เจาหนา ท่ีของทางราชการ พนักงานทุกคนจะตองใหความรวมมือในการซอมโดย พรอมเพรยี งกัน 5. หามวางสิง่ ของกดี ขวางทางออกฉกุ เฉนิ เมอ่ื เกดิ เพลงิ ไหม 1. ใหพนักงานท่ีพบเพลิงไหมรีบดับเพลิงตามความสามารถทันทีหากเห็นวาไม สามารถดบั เพลงิ ดว ยตนเองได ใหร ีบแจงผปู ระสานงานดับเพลิงทราบทนั ที 2. ผูประสานงานจะแจง ใหเจา หนา ที่บริหารของบริษทั ทราบ และเปด สัญญาณเพลิงไหม 3. เมื่อมีสัญญาณเพลิงไหมใหพนักงานทุกคนหยุดปฏิบัติงานทันทีและจัดเก็บ เอกสารทีส่ ําคญั พรอ มทง้ั ของมคี า ไวในท่ีปลอดภยั แลวรบี ออกจากบรเิ วณท่ีทาํ งานในทิศทางตรงขาม กบั บรเิ วณเกิดเพลงิ ไหม 4. การออกจากอาคาร หา มวิ่งและหามใชล ฟิ ตโดยเดด็ ขาด 5. ใหพนกั งานทอี่ อกจากอาคารแลว ทกุ คนไปรวมกันในบริเวณท่ีจอดรถอาคารเพ่ือ ตรวจสอบจาํ นวนและรอรบั คําส่ังจากผปู ระสานงานตอไป 1.5 ความปลอดภยั ในสํานักงาน พน้ื สาํ นกั งาน - ทางเดิน - ประตู 1. ควรใหพ ืน้ สํานักงานมคี วามสะอาดอยเู สมอ 2. พ้ืนสํานักงานควรอยูในแนวระดับราบไมลาดเอียงหรืออยูตางระดับกัน หากไม สามารถหลกี เลีย่ งได ใหใ ชสีสันแสดงใหเ ห็นชดั เจน 3. ใหใชว ัสดกุ ันลนื่ ปูทบั บนกระเบื้องหรือพ้นื ขดั มันที่ล่ืน 4. ในขณะปฏิบตั ิงาน หามว่งิ หรอื ทาํ การลื่นไถลแทนการเดนิ 5. ในขณะที่มีการขัดหรือทําความสะอาดพื้น ผูปฏิบัติงานควรสังเกตปายคําเตือน และเดินหรือปฏบิ ัตงิ านดวยความระมัดระวังมากย่งิ ขึน้ 6. ในกรณีที่มีนํ้า น้ํามัน หรือสิ่งที่ทําใหเกิดการล่ืนบนพ้ืนสํานักงานใหแจง เจาหนาที่ทรี่ ับผดิ ชอบโดยทันที โดยกอนแจงใหแ สดงเครือ่ งหมายเตอื นไวดว ย

162 7. ในกรณีท่ีพบเห็นวัสดุหรือเครื่องใชสํานักงาน เชน ดินสอ ที่หนีบกระดาษ ยางลบ หรอื สง่ิ อนื่ ใดตกหลน อยูบนพ้นื ใหเก็บโดยทนั ทีเพราะอาจเปนสาเหตใุ หล่นื หกลมได 8. ในขณะเดินถึงมุมตึกใหเดินทางดานขวาของทางเดิน และเดินอยางชา ๆ ดวย ความระมัดระวงั เพือ่ หลีกเล่ียงการชนกบั ผอู ื่นซง่ึ กาํ ลงั เดนิ มาจากอกี มมุ หนึ่ง 9. ควรตดิ ตัง้ กระจกเงาทํามุมในบรเิ วณมมุ อบั ทอ่ี าจเกดิ อุบัตเิ หตไุ ดงา ย 10. สายโทรศัพท สายเคร่ืองคิดเลข หรือสายไฟฟา ควรติดต้ังใหเรียบรอย เพ่ือ ไมใหกดี ขวางทางเดนิ 11. อยายืนหรือเดินใกลบริเวณประตูท่ีปดอยู เพราะบุคคลอ่ืนอาจจะเปดประตูมา กระแทกได 12. เมอ่ื จะผานเขา ออกบังตา หรือเปดปดประตูบานกระจก ควรเขาออกหรือเปดปด ดวยความระมดั ระวังอยางชา ๆ และในการใชบ งั ตาหรือประตูทเี่ ปด ปด สองบาน ใหใ ชบ ังตาหรือบาน ประตูทางดา นขวา 13. บังตาหรือประตูบานกระจกท่ีเปดปดสองทาง ใหติดเครื่องหมาย “ดึง” หรือ “ผลกั ” ใหช ดั เจน 14. ไมควรจัดเก็บวัสดุอุปกรณส่ิงของตาง ๆ หรือปลอยใหมีส่ิงกีดขวางบริเวณ ทางเดินหรอื ชอ งประตู การใชบ ันได การใชบ ันไดอยา งปลอดภัย 1. กอ นข้ึนหรอื ลงบนั ได ควรสังเกตส่งิ ที่อาจกอใหเกิดอนั ตรายขึน้ ได 2. ถาบริเวณบนั ไดมีแสงสวา งไมเพียงพอ หรือราวบันไดหรือขั้นบันไดชํารุด ให แจง เจาหนาทเ่ี พอ่ื ทาํ การแกไขใหเรียบรอ ย 3. อยาปลอยใหมีเศษวัสดชุ น้ิ เล็กชิ้นนอ ยตกอยูตามข้ันบันได เชน เศษกรวด เศษ แกว ฯลฯ 4. ไมควรติดตั้งส่ิงท่ีดึงดูดความสนใจ เชน กระจกเงา ภาพโปสเตอร เครอื่ งประดบั ตกแตง ตา ง ๆ ไวบรเิ วณบนั ได 5. ควรจดั ใหม ีพรมหรือทเี่ ชด็ เทา บริเวณเชงิ บันได เพอื่ ความปลอดภัย 6. อยา ว่งิ ข้ึนหรือลงบันได ควรข้นึ ลงดวยความระมดั ระวงั 7. หามเลนหรอื หยอกลอกนั ในขณะข้นึ หรือลงบนั ได 8. การขึน้ ลงบันได ใหข ึน้ ลงทางดา นขวาและจบั ราวบันไดทุกครั้ง 9. อยา ปลอยราวบันไดจนกวาจะมกี ารข้ึนหรอื ลงบนั ไดเปน ท่ีเรียบรอยแลว

163 10. ในขณะขึ้นหรือลงบันได ใหใชสายตามองข้ันบันไดที่จะกาวตอไปและหาม กระทําสงิ่ ใด ๆ ในลักษณะทีจ่ ะกอใหเ กดิ อันตราย เชน การอา นหนังสอื หรือคนสง่ิ ของในกระเปาถอื เปนตน 11. อยาขึน้ หรอื ลงบันไดเปนกลมุ ใหญในเวลาเดียวกัน การใชบ ันไดพาดและบนั ไดยืนอยางปลอดภัย 1. กอนใชบันไดพาดหรือบันไดยืน ตองตรวจสอบความแข็งแรงโดยทั่วไป ตอง แนใ จวาไมมีรอยหัก รอยราว และมียางกนั ลืน่ 2. เม่อื ใชบ นั ไดพาดกับผนัง ตอ งพาดใหไ ดประมาณ 70 องศาและควรสงู กวาจดุ ท่ีจะ ทาํ งานอยา งนอ ย 60 เซนตเิ มตร 3. ถาเปน ไปได ควรยึดหัวและทายของบันไดดวยเชอื ก แตถา ทาํ ไมไดค วรใหค นอื่น ชว ยใชมอื จับยดึ ให 4. พ้นื วางบันไดตองเรยี บ และปราศจากหลุม บอ หรอื โหนกนนู 5. ขณะปน บนั ไดขน้ึ หรือลงใหม องไปขา งหนาและไมท าํ งานบนบันไดดวยทาทางที่ ไมเ หมาะสม 6. กรณีมแี ผนรองยืนบนบันไดยืน ขาของบันไดตองหางกันไมเกิน 1.8 เมตร และ แผนรองยนื ตอ งสงู ไมเกิน 2 เมตร 7. บนั ไดยนื ตอ งมีตัวล็อกขาท่กี างไวด วย 8. ถา ใชบ ันไดยนื ในจดุ ทีไ่ มแ นใ จวาจะมีความปลอดภัยเพียงพอตองมีผูชวยคอยยึด จับบนั ไดน้ันไว 9. อยายืนบนแผนรองยืน เมอ่ื ตอ งอยสู งู เกิน 1.2 เมตร โตะ ทาํ งาน - เกาอี้ - ตู 1. ตลอดเวลาการทาํ งานไมค วรเปดลนิ้ ชกั โตะ ล้นิ ชกั ตเู อกสาร หรอื ตอู ื่นใดคา งไว ใหป ด ทกุ คร้งั ทไี่ มใชงาน 2. หามวางพสั ดุ ส่งิ ของ หรือกลอ งใตโตะ ทํางาน 3. หามเอนหรือพิงพนกั เกาอ้ี โดยใหรับนํา้ หนักเพยี งขางใดขางหนงึ่ 4. ใหม พี นื้ ทเ่ี คล่อื นยา ยเกา อ้ี สาํ หรบั การเขา ออกทส่ี ะดวก 5. หามวางพัสดุ สิง่ ของตา ง ๆ บนหลังตเู พราะอาจตกหลน ลงมาเปนอนั ตราย 6. อยาเปดลน้ิ ชกั ตเู อกสารในเวลาเดียวกนั เกนิ กวา หนึง่ ล้ินชัก 7. การจดั เอกสารใสในลิน้ ชกั ตู ควรจดั ใสเ อกสารจากช้ันลางสุดข้ึนไป เพื่อเปนการ ถวงดลุ นา้ํ หนัก และใหห ลีกเลยี่ งการใสเ อกสารในล้นิ ชกั มากเกนิ ไป 8. ใหใ ชห ูจบั ลิ้นชกั ทุกครัง้ เม่ือจะเปด ปดลิน้ ชกั เพ่อื ปอ งกันนิว้ ถกู หนีบ 9. การจัดวางตลู นิ้ ชกั ตตู อ งไมเ กะกะชองทางเดนิ ในขณะที่ปดใชงาน

164 สายไฟฟา และเตาเสียบ 1. สายไฟฟา ท่มี รี อยฉกี ขาด หรอื ปลั๊กไฟฟาท่ีแตกราว ตองทําการเปล่ียนทันที หาม พันดวยเทปพนั สายไฟหรือดดั แปลงซอ มแซมอยา งใดอยา งหนึง่ 2. เตาเสียบท่ีชํารุดจะตองทําการซอมแซมโดยทันที ในระหวางรอการซอมแซม จะตองปดหรือครอบ เพ่อื ปอ งกนั ไมใหผูอื่นมาใชง าน 3. เคร่อื งมือหรืออุปกรณไ ฟฟาตาง ๆ ที่ใชภ ายในสาํ นักงาน ใหว างในตําแหนงท่ีใกล เตาเสยี บมากที่สดุ เพ่อื หลีกเล่ียงสายไฟฟาท่ีทอดยาวไปตามพ้ืน หรอื หลีกเลย่ี งการใชส ายตอ ในกรณีที่ ไมอาจวางในตําแหนงใกลเตาเสียบได ใหแสดงเคร่ืองหมายใหชัดเจนเพื่อปองกันการเดินสะดุด สายไฟฟา 4. ในการใชอุปกรณไฟฟาใหแนใจวาแรงดันไฟฟาเหมาะสมกับความตองการ แรงดันไฟฟา ของอุปกรณนั้น ๆ 5. การวางหรือเคลือ่ นยา ยเคร่อื งใชส าํ นักงาน ตองระวงั อยา ใหมีการวางหรือเคล่ือนยาย ไปทับถกู สายไฟฟา การใชเครือ่ งใชส าํ นกั งาน 1. ในขณะขนยายกระดาษควรระมดั ระวังกระดาษบาดมอื 2. ใหเกบ็ ปากกาหรอื ดินสอ โดยการเอาปลายชลี้ ง หรอื วางราบในชิน้ ชัก 3. ใหท าํ การหบุ ขากรรไกรที่เปดซองจดหมาย ใบมดี คัดเตอร หรอื ของมีคมอื่น ๆ ให เขาทกี่ อ นทําการเก็บ 4. การใชเ ครื่องตดั กระดาษ ตองระวงั น้วิ มอื ใหอ ยูหางจากใบมีด ขณะที่กําลังทําการ ตัดกระดาษ และหลีกเลี่ยงการตัดกระดาษจํานวนมากเกินไปพรอมกันทีเดียว ถาไมไดใชงานใหลด ใบมดี ลงใหต ่าํ ท่สี ดุ อยายกใบมดี คา งเอาไว 5. การแกะลวดเยบ็ กระดาษไมควรใชมือหรอื เลบ็ ใหใ ชท่ดี ึงลวดเย็บกระดาษทกุ ครงั้ 6. เฟอรน ิเจอรทเ่ี ปน โลหะใหท าํ การลบมมุ ทกุ แหงเพ่อื ความปลอดภยั 7. ควรใชบันไดหรือช้ันเหยียบ เมื่อตองการหยิบของในที่สูง ไมควรยืนบนกลอง โตะ หรอื เกา อตี้ ิดลอ 8. หลังเลกิ งานทกุ วัน ใหป ด ไฟฟาทุกดวงและตัดวงจรอุปกรณไฟฟาภายในหอ งทํางาน ท้งั หมด 9. เครือ่ งใชส ํานกั งานท่อี าจกอใหเกดิ อันตราย เชน สายพาน ลูกกลิ้ง เกียร เฟอง ลอ ฯลฯ ถาไมมกี ารติดต้งั อุปกรณปอ งกันอนั ตรายเอาไว ใหตดิ ตัง้ อุปกรณป อ งกนั อนั ตรายน้ันใหเ รียบรอ ย กอนที่จะใชงาน

165 10. หามทําความสะอาด ปรับ แตง หรือเปลี่ยนแปลงสวนประกอบใด ๆ ของ เครอื่ งใชสํานักงานท่อี าจกอ ใหเกิดอันตรายในขณะที่เครอ่ื งกาํ ลังทํางาน 11. ตองทําการศกึ ษาวิธีใชและขอควรระวงั ของเคร่อื งใชสํานักงานที่มีอันตรายใหดี กอ นปรบั แตง 12. ถามีผูปฏิบัติงานสองคน หรือมากกวาสองคนข้ึนไปทํางานกับเคร่ืองใช สํานักงานทม่ี ีอนั ตรายเครอื่ งเดียวกัน ผูปฏบิ ตั งิ านแตละคนจะตองระมัดระวังซงึ่ กนั และกนั 13. อยาถอดอุปกรณปองกันอันตรายหรือเปดแผงเครื่องใชสํานักงานที่มีอันตราย โดยเด็ดขาด กรณเี คร่ืองขดั ขอ งใหต ิดตอชางเพอื่ มาทาํ การซอ มแซม 14. เคร่ืองใชสํานักงานท่ีใชกําลังไฟฟาและมิไดเปนชนิดที่มีฉนวนหุมสองชั้น จะตองมรี ะบบสายดินติดอยูที่ครอบโลหะผานปลั๊ก และหามมีการดัดแปลงปล๊ักเพ่ือตัดวงจรสายดิน ออก 15. ใหต ดั กระแสไฟฟาของเครอื่ งใชสํานกั งานที่ใชไ ฟฟาทุกครั้งที่ไมใชหรือเมื่อจะ ปรบั แตงเครอื่ ง การใชลิฟต 1. ในขณะเกิดเพลงิ ไหม หามทกุ คนใชล ิฟต ใหใชบ นั ไดหนีไฟเทานั้น 2. กอนใชลิฟตทุกครั้งใหสังเกตวาตัวลิฟตเล่ือนมาอยูในระดับเดียวกับพื้นแลว หรือไม ถาตัวลฟิ ตอยตู า งระดับกบั พ้นื ใหร ะมดั ระวังการสะดุดขณะเดินเขาลิฟต สําหรับสุภาพสตรีที่ สวมรองเทา สน สูงหรอื สน เล็กตอ งกาวขา ม เพ่อื ปองกนั การลื่นและหกลม 3. ในการใชล ฟิ ต ใหเขา ลิฟตอ ยางรวดเรว็ และระมดั ระวัง อยาลงั เลใจ 4. หา มสบู บหุ ร่ีในลฟิ ต 5. เม่ือลิฟตเล่ือนถึงชั้นที่ตองการ ใหรอประตูลิฟตเปดเต็มท่ีแลวกาวออกจากลิฟต อยา งรวดเรว็

166 6. หา มใชมอื จับหรือดันประตูลิฟตเพ่ือใหลิฟตรอบุคคลอื่น ใหใชปุมควบคุมประตู ลฟิ ตท ี่ตดิ ตงั้ อยูภ ายในลฟิ ต 7. ในกรณเี กิดเหตฉุ กุ เฉนิ ขณะอยูในลิฟต ใหปฏิบัติตามขอแนะนํา ซึ่งติดอยูภายใน ลฟิ ต พยายามควบคุมสติใหได อยาตกใจเปนอันขาด กิจกรรม 5 ส สูความปลอดภยั สถานทีท่ ํางานจะปลอดภัยดว ยการปฏิบัติ 5 ส สถานทดี่ าํ เนินกิจกรรม 5 ส จะปลอดภัยกวา ถูกสุขอนามัยกวา และมีการผลิตดีกวา ในการทาํ ใหส ถานที่ทาํ งานนา อยู นาดู สะดวกสบายและปลอดภยั น้นั จะตอ งกําจัดส่ิงที่ไมตองใชแลว ออกไปใหหมด และจดั ส่งิ ทจ่ี ะเก็บใหเปนหมวดหมู เพอ่ื ความสะดวก สะอาด และสวยงาม กิจกรรม 5 ส สะสาง : แยกรายการสง่ิ ของทจ่ี ําเปนและไมจ ําเปน ทง้ิ สิ่งของทไ่ี มจ าํ เปน ออกไปใหม ากที่สดุ เทา ทจ่ี ะทาํ ได สะดวก : เก็บเครื่องมืออุปกรณไวในท่ีท่ีใชไดสะดวกและเก็บในสภาพที่ ปลอดภยั สะอาด : จดั ระเบียบการดูแลความสะอาดของสถานที่ทํางาน เชน การกําจัด ฝุนละออง สขุ ลกั ษณะ : ดูแลเส้ือผาและรักษาสภาพสถานท่ีทํางานใหสะอาดเรียบรอย อยา ปลอยใหสกปรกรกรุงรังเปนเดด็ ขาด สรางนิสัย : ปฏิบัติ 4 ส ขา งตน จนเปน นิสัย 1.6 ความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปจ จบุ นั การประกอบอาชีพเกษตรกรรม มกี ารนาํ เครอื่ งจักรกล เชน รถแทรกเตอร

167 รถไถนา เคร่ืองเก็บเก่ียว เครื่องผอนแรง เปนตน และสารเคมี เชน ปุยเคมี สารกําจัดศัตรูพืช สารฆา แมลง เขามาใชอยา งมากมาย เพ่ือชวยเพมิ่ ผลผลติ ซึ่งสิ่งเหลานี้หากนาํ ไปใชอยางไมถูกตองจะมีผลเสีย ตอสุขภาพและชีวติ อันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม มี 5 ประการ ดงั น้ี ประการที่ 1 สารเคมี เชน ปุย สารกําจัดศัตรูพืช สารฆาแมลง สารพิษปราบวัชพืช สารกําจดั เช้ือรา สารกาํ จดั สตั ว สารพิษกาํ จดั สาหราย ไสเ ดอื นฝอย หอยทาก สารเคมีเหลาน้ีหากใชถูก วธิ กี ม็ ีประโยชน หากใชผดิ วธิ ีเปนโทษอยางมากเชน กนั เกษตรกรจาํ เปนตองทราบสิง่ เหลานี้  วธิ ีเกบ็ การใช โดยอา นจากฉลากขา งภาชนะบรรจุ  เมอ่ื ใชห มดแลว ตองทําลายภาชนะบรรจุโดยการเผาหรอื ฝง  ไมค วรสบู บหุ รีข่ ณะทําการฉดี พน  ระวังการสัมผสั สารเคมีทผ่ี ิวหนงั เนอื่ งจากสามารถดูดซมึ ทางผวิ หนังได  ระวงั การสูดดมหายใจเขาสทู างเดนิ หายใจ  ไมยืนใตล มขณะฉดี พน สารเคมี  เครอ่ื งใชต า ง ๆ สาํ หรบั การฉดี พน ตอ งดูแลไมใหเสอ่ื มสภาพ รว่ั ซมึ  เวลาผสมยาหามใชมอื กวน ประการท่ี 2 อันตรายจากฝุนท่ีเกิดจากเกษตรกรรม ฝุนเกิดข้ึนจํานวนมากใน กจิ กรรมนวดขาว และกิจกรรมอืน่ ๆ ในนา ปญหาที่เกิดขึ้นคือ ฝุนจะเปนสวนที่รับเอาเช้ือรา ละออง เกสรดอกไม และพวกสเปอรปะปนอยู และจะนําโรคสูคนได ทําใหผูสัมผัสเกิดเช้ือรา โรคปอดฝุนฝาย โรคปอดชานออย โรคปอดชาวนา วิธีปอ งกัน คอื  เกษตรควรสวมหนา กากปอ งกันฝุน  รกั ษาความสะอาดของผิวหนงั หลงั เสรจ็ งานแลว  ใชว ิธพี นนํา้ เพอ่ื ลดการฟุง กระจายของฝุน  หาความรูเพ่ือปองกันตัวเอง รวมท้ังเพ่ือใหทราบถึงภัยตาง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เชน อาการเกดิ โรค จะไดส ามารถปองกันตัวเองไมใหเ กดิ โรคลุกลามตอไป ประการท่ี 3 อันตรายจากการเปนโรคติดเชอ้ื จากสัตว ทส่ี าํ คญั คอื มา วัว ควาย แกะ แพะ สกุ ร สุนขั สตั วป า ทกี่ นิ เนื้อ นก เปด ไก เปน ตน โรคติดเชื้อท่ีสําคัญ ไดแก โรคแอนแทรกซ โรค กลวั นํา้ บาดทะยกั เลพโตสไปโรซสี กลากเกลอ้ื น ของเช้ือรา วธิ ปี องกนั คอื

168  เกษตรกรควรทราบแหลง โรค วธิ ีการแพรโรค  เมือ่ สัตวป วยตองเผาหรือฝง ทําลายเช้ือ ฉดี วัคซนี ปองกนั โรคแกสัตว  รักษาความสะอาดของผิวหนัง ระวังมิใหสัมผัสกับผิวหนังของสัตวที่เปน โรค  ทาํ ความสะอาดแผลทันทเี มื่อมีบาดแผลเกดิ ข้นึ ประการท่ี 4 อนั ตรายจากความรอน แสง เสยี ง ความสั่นสะเทอื น เกษตรกรอาจเปน ตะคริว ออ นเพลยี หรือเปน ลม อนั เน่อื งมาจากการไดรบั ความรอนทีม่ าจากแสงอาทติ ย หรือไดร บั เสียง ดังจากเคร่ืองจักรกล ซ่ึงมีผลตอสุขภาพจิตดวย รวมท้ังเกิดอาการหูตึง หรือหูหนวกได อันตรายจาก แสงจา ซงึ่ พบมากทําใหเ กิดตอ สญู เสยี การมองเห็น และในการใชเคร่อื งจักรกม็ ปี ญ หา การสน่ั สะเทือน จากเครอ่ื งจักร เชน รถแทรกเตอร เครอื่ งเกีย่ วขา ว เคร่อื งไถ เคร่อื งเจาะ เล่ือยไฟฟา ความส่ันสะเทือนมี อันตรายตอ มือและแขน ทําใหเ กิดอาการปวดขอตอ เม่ือยลา ระบบยอยอาหารผิดปกติ กระดูกอักเสบ วิธีปองกนั อนั ตรายเหลา น้ไี ดแ ก  การสวมใสอุปกรณปองกนั อันตรายสวนบคุ คล เชน ถงุ มือ อุดหู  การปองกนั เก่ียวกบั ความรอน ทาํ ไดโ ดยใหส วมเสอื้ ผาหนา แขนยาว แตเปน ผา ท่ีระบายอากาศไดด ี  ด่มื น้ําผสมเกลือใหเขม ขน ประมาณ 0.1%  หยุดพักระหวางงานบอยขนึ้ หากอากาศรอนจัดมาก ประการท่ี 5 อุบัติเหตุในงานเกษตรกรรม เชน การถูกของมีคมบาด ไดแก มีด ขวาน เคยี ว เมื่อเกิดบาดแผลเกษตรกรไมมีเวลาที่จะทําความสะอาดแผลหรือปฐมพยาบาลโดยทันที โอกาสทจ่ี ะไดรับเช้อื โรค เชน โรคบาดทะยัก จึงพบบอย และเปนสาเหตุการตายท่ีสําคัญหรือการใช เคร่อื งยนตที่ใชไ ฟฟาก็อาจเกิดไฟฟา ดูด หรือเกิดการไหมต ามผวิ หนงั ข้ึนได ซึ่งควรตอ งเรยี นรเู รอ่ื งการ ใชไฟฟา ใหถ กู ตองดวย นอกจากน้ยี งั มอี ันตรายจากการใชเครอ่ื งยนต เชน เชอื ก โซ สายพาน หนบี หรอื บบี อัด ทาํ ใหม อี บุ ัตเิ หตุเกิดขึน้ ทน่ี ้ิวมอื เปนสว นใหญ โรคจากการทํางานท่ีสําคัญและพบบอยที่สุดในเกษตรกรคือ การปวดหลังจากการ ทํางานอนั เนอ่ื งมาจากทาทางการทาํ งานที่ฝน ธรรมชาติ ทําใหเกิดอาการปวดเม่ือยกลามเน้ือ การปวด เมื่อยกลามเน้ือทเี่ กดิ ขน้ึ ซา้ํ ๆ ทกุ วนั เรียกวา โรคบาดเจ็บซํ้าซาก หรือโรคบาดเจ็บซํ้าบอย สามารถแกไข ได ควรจะไดเรยี นรวู ิธีการหาเครื่องทุนแรงหรือประยุกตวิธีการทํางานเพื่อบรรเทาอาการเหลาน้ันให ลดนอ ยลง ตัวอยา งเชน การใชเ ครือ่ งหวา นเมลด็ พชื แทนการกม เงยในการหวานโดยคนก็จะทําใหการ ทํางานเปนสุขขนึ้ ได

169 เรื่องที่ 2 การปฐมพยาบาลเบือ้ งตน การปฐมพยาบาล คือ การใหก ารชว ยเหลือเบ้ืองตน ตอผปู ระสบอันตราย หรือเจบ็ ปว ย ณ สถานทเี่ กดิ เหตกุ อ นทีจ่ ะถงึ มอื แพทย หรอื โรงพยาบาล เพ่อื ปอ งกนั มิใหเ กดิ อนั ตรายแกชีวติ หรือ เกิดความพิการโดยไมสมควร วัตถุประสงคของการปฐมพยาบาล 1. เพ่อื ใหมชี วี ติ อยู 2. เพือ่ ไมใหไ ดร บั อันตรายเพิม่ ขนึ้ 3. เพ่ือใหก ลับคืนสูส ภาพเดิมไดโดยเรว็ หลักทัว่ ไปในการปฐมพยาบาล 1. อยาตืน่ เตน ตกใจ และอยา ใหคนมงุ เพราะจะแยง ผบู าดเจบ็ หายใจ 2. ตรวจดวู าผูบาดเจ็บยงั รสู ึกตวั หรือหมดสติ 3. อยากรอกยา หรอื นา้ํ ใหแกผูบาดเจบ็ ในขณะทไ่ี มรูสกึ ตวั 4. รบี ใหการปฐมพยาบาลตอ การบาดเจ็บทอี่ าจทาํ ใหเ กดิ อันตรายถงึ แกช ีวติ โดยเร็ว กอ น สว นการบาดเจ็บอืน่ ๆ ทไี่ มรนุ แรงมากนักใหด ําเนนิ การปฐมพยาบาลในลําดบั ถดั มา การบาดเจ็บทีต่ อ งไดร บั การชว ยเหลือโดยเร็ว คือ 1. การขาดอากาศหายใจ 2. การตกเลือด และมอี าการชอ็ ก 3. การสมั ผสั หรอื ไดรับสง่ิ มีพิษท่รี นุ แรง การปฐมพยาบาลเมื่อเกดิ อาการบาดเจบ็ ขอเคลด็ สาเหตุ เกดิ จากการฉกี ขาด หรือการยดึ ตัวของเน้อื เย่ือ กลา มเน้ือ หรอื เสนเอน็ รอบขอตอ อาการ - เวลาเคลือ่ นไหวจะรูสกึ ปวดบริเวณขอ ตอ ท่ีไดรับอนั ตราย - บวมแดงบริเวณรอบ ๆ ขอ ตอ

170 การปฐมพยาบาล - อยาใหขอ ตอ บรเิ วณทีเ่ จบ็ เคล่ือนไหว - อยาใหของหนกั กดทบั บริเวณขอทเี่ จบ็ - ควรประคบดว ยความเย็นไวกอน - ถา มีอาการปวดรุนแรง ใหรีบนําไปพบแพทย ขดั ยอก สาเหตุ เกิดจากการทก่ี ลา มเน้ือยึดตวั มากเกินไป ซึง่ เกดิ ขนึ้ เพราะการเคล่ือนไหวอยางรนุ แรง และรวดเรว็ มากเกนิ ไป อาการ เจบ็ ปวดบรเิ วณท่ไี ดรบั บาดเจบ็ ตอมามีอาการบวม การปฐมพยาบาล - ใหผ ูบาดเจ็บนงั่ หรือนอนในทาที่สบาย และปลอดภัย - ถาปวดมากอาจบรรเทาอาการโดยการประคบความเย็นกอ น แลวตอดวยประคบ ความรอน ตาบาดเจบ็ การปฐมพยาบาลเกยี่ วกับตานนั้ ควรใหการปฐมพยาบาลเฉพาะตาท่บี าดเจ็บเลก็ นอ ย เทานนั้ ถาบาดเจ็บรนุ แรงใหหาผา ปดแผลสะอาดปด ตาหลวม ๆ แลว นาํ ผูบาดเจ็บสง โรงพยาบาล โดยเร็ว ผงเขาตา สาเหตุ - มสี ิง่ แปลกปลอมเขาตา - ระคายเคอื งตา คัน หรือปวดตา การปฐมพยาบาล - ใชน า้ํ สะอาดลางตาใหทั่ว - ถา ผงไมอ อกใหห าผา สะอาดปด ตาหลวม ๆ แลวนาํ ผบู าดเจบ็ ไปพบแพทย

171 สารเคมีเขาตา สาเหตุ กรด หรือดา งเขา ตา อาการ - ระคายเคอื งตา - เจบ็ ปวด และแสบตามาก การปฐมพยาบาล - ใหลางตาดว ยนา้ํ ทส่ี ะอาดโดยวิธกี ารใหน ํ้าไหลผา นลกู ตา จนกวาสารเคมี จะออกมา - ใชผา ปดแผลทสี่ ะอาดปดตาหลวม ๆ แลวนําผูบาดเจ็บไปพบแพทย โดยเร็วทส่ี ุด ไฟไหม หรอื นาํ้ รอ นลวก สาเหตุ บาดแผลอาจจะเกดิ จากถูกไฟโดยตรง ประกายไฟ ไฟฟา วตั ถุที่รอ นจดั นาํ้ เดือด สารเคมี เชน กรด หรอื ดา งทีม่ คี วามเขมขน อาการ แบง เปน 3 ลักษณะ - ลกั ษณะที่ 1 ผิวหนังแดง - ลกั ษณะท่ี 2 เกดิ แผลพอง - ลกั ษณะที่ 3 ทําลายชนั้ ผิวหนงั เขา ไปเปน อนั ตรายถงึ เนือ้ เยือ่ ทีอ่ ยใู ตผิวหนงั บางครง้ั ผูบ าดเจ็บจะมีอาการชอ็ ก การปฐมพยาบาล บาดแผลในลกั ษณะที่ 1 และ 2 ซงึ่ ไมส าหสั ใหปฐมพยาบาลดงั น้ี - ประคบดว ยความเย็นทนั ที - ใชน้าํ มนั ทาแผลได และปด แผลดวยผาทส่ี ะอาด ใชผ า พนั แผลพันแตอยา ใหแนน มาก บาดแผลในลักษณะที่ 3 ใหปฐมพยาบาลดงั นี้ - ถาผบู าดเจ็บมอี าการช็อก รีบใหก ารปฐมพยาบาลอาการชอ็ กกอ น

172 - หามดึงเศษผาทถ่ี ูกไฟไหมซึ่งตดิ อยูกับรา งกายออก - นาํ ผูบ าดเจบ็ สงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สดุ เทาที่จะทาํ ได กระดูกเคลือ่ น สาเหตุ กระดกู เคล่ือนเกดิ ขึน้ เพราะปลายกระดูกขางหนง่ึ ซ่ึงประกอบกันเขาเปน ขอ ตอ เคลือ่ นทห่ี ลุดออกจากเสน เอ็นทห่ี ุม หอ บรเิ วณขอ ตอไว อาการ - ตึงและปวดมากบรเิ วณขอตอทหี่ ลุด - ขอ ตอจะมรี ูปรา ง และตาํ แหนง ผิดไปจากเดมิ การปฐมพยาบาล - จัดใหผ บู าดเจ็บอยใู นทาทีส่ บายท่ีสุด - หามกด หรอื ทําใหขอตอน้ันเคล่ือนไหวเปนอนั ขาด - นําผบู าดเจบ็ สง แพทยใ หเรว็ ท่ีสุด - การเคลอ่ื นยา ยผูบาดเจบ็ ควรใชเปลหาม กระดูกหกั กระดกู หักมีอยู 2 แบบ คือ 1. กระดกู หักชนดิ ธรรมดา หรือชนดิ ปด ไดแ ก การมกี ระดกู หกั เพยี งอยา งเดยี ว ไมแทงทะลผุ วิ หนังออกมา 2. กระดกู หักชนิดมีบาดแผล หรอื ชนิดเปด ไดแก การมกี ระดกู หักแลว แทงทะลุ ผิวหนงั ออกมา หรือวตั ถจุ ากภายนอกแทงทะลุผวิ หนงั เขาไปกระทบกบั กระดูก ทําใหก ระดกู หัก อาการ - บวม - เวลาเคล่ือนไหวจะเจ็บบรเิ วณทไ่ี ดร บั อนั ตราย - ถาจับบริเวณที่ไดรบั อันตรายจะรสู ึกนุมนิ่ม และอาจมเี สยี งปลายกระดกู ทห่ี กั เสียด สีกัน - อวัยวะเบีย้ วบดิ ผดิ รปู

173 การปฐมพยาบาล - อยาเคล่อื นยา ยผปู ระสบอันตราย นอกจากจะจําเปน จรงิ ๆ การเคลือ่ นยาย อาจทาํ ใหบ าดเจ็บมากขน้ึ ไปอกี - คอยระวงั ใหป ลายกระดกู ทีแ่ ตกอยนู ิง่ ๆ - ปองกันอยา ใหเ กดิ อาการช็อก - ถา กระดกู ทห่ี กั แทงทะลุผวิ หนังออกมาขางนอก ใหหา มเลือดโดยใชน ว้ิ กด หรอื ใชสายสาํ หรับรัดหา มเลือด - ใชผา ปดแผลทสี่ ะอาด ปดปากแผล หรอื กระดกู ทโ่ี ผลอ อกมา - ถามีความจาํ เปน ทจี่ ะตอ งเคลือ่ นยา ยผูบาดเจบ็ ควรใชเ ฝอกช่ัวคราว สายคลอ งแขน หมอน และเปลเฝอ กช่ัวคราวอาจทาํ ดวยวตั ถใุ ด ๆ ก็ไดท ่อี ยใู กลม อื เชน กระดาน มว น หนงั สือพิมพ มวนฟาง หรอื รม ใหผกู เฝอกกับแขน หรอื ขาตรงท่ีหักทั้งขางลาง และขา งบน และถา สามารถทําไดใหผ ูกมดั จากท่ี ๆ แตกไปทง้ั สองขา ง จะทําใหเฝอ กชว่ั คราวแขง็ แรงขนึ้ ใชก ระดาษ ผา สาํ ลี หรือวตั ถุอน่ื ๆ ทคี่ ลายกันรองเฝอก เพือ่ ใหบรเิ วณที่ไดรบั อนั ตรายอยใู นระดบั เดยี วกัน ซง่ึ การทํา วิธนี เี้ ฝอ กจะพอดี ไมก ดกระดกู บางแหง มากเกินไป สําหรบั การใสเ ฝอกทแ่ี ขนหรอื ขาน้ัน ควรใสให รอบทุกดา นดีกวาใสเ ฉพาะดานใดดานหน่ึง และใหใ ชผ าเปนชน้ิ ๆ หรอื เชือกทีเ่ หนยี ว ๆ ผูกเฝอ ก แต ผาสําหรบั ผูกในยามฉกุ เฉินทีด่ ที สี่ ุดก็คือ ผา พนั แถบยาว ๆ - บางครงั้ กอนจะเขา เฝอกจําเปนตองเคล่อื นยายผบู าดเจบ็ บา งเล็กนอย ควรจะใหใคร คนหนึ่งจับแขน หรอื ขาสว นท่อี ยเู หนอื และสวนทอี่ ยตู าํ่ กวาบรเิ วณทกี่ ระดกู นั้นหักใหอยูน ิ่ง ๆ สวนคน อ่ืน ๆ ใหชว ยกนั รบั นาํ้ หนักของรา งกายไว วิธที ่ีดที ่ีสดุ กค็ อื ใชเ ปลหาม - กระดูกสันหลัง หรือคอหัก หรือสงสัยวาจะหัก จะตองใชความระมัดระวังเปน พเิ ศษ ถาคนเจบ็ หมดสติอาจจะไมรูวากระดกู คอ หรอื กระดกู สนั หลังหัก นอกจากผทู ําการปฐมพยาบาล นั้นจะมีความรใู นเรือ่ งน้เี ปน พิเศษ กระดูกหักธรรมดาอาจจะกลายเปน กระดกู หกั ชนิดมีบาดแผลไดถา หากไมร ะมดั ระวงั ในการเคล่อื นยา ยผูบาดเจบ็ ดังนั้น หากสามารถทาํ ไดค วรงดเวนการเคล่อื นยายใด ๆ จนกวาแพทยจะมาทาํ การชว ยเหลอื การเคลอ่ื นยายผทู กี่ ระดูกคอหกั - เม่ือจะทําการเคลื่อนยายผูบาดเจ็บท่ีกระดูกคอหัก ใหเอาบานประตู หรือแผน กระดานกวา ง ๆ มาวางลงขางคนเจ็บ ใหปลายกระดานเลยศีรษะคนเจ็บไปประมาณ 4 น้ิว เปนอยาง นอย - ถา ผูบ าดเจ็บนอนหงาย ใหใ ครคนหนึ่งคกุ เขาลงเหนือศรี ษะ ใชมือทั้งสองจับศีรษะ ไวใหน่ิง ๆ เพื่อใหศรี ษะ และหัวไหลเ คลอื่ นไหวเปน จังหวะเดียวกันกับรางกาย สวนคนอื่น ๆ จะเปน คนเดยี ว หรือหลายคนก็ไดชว ยกนั จับเส้อื ผาของผบู าดเจ็บตรงหวั ไหล และตะโพก แลว

174 คอย ๆ เล่อื นผบู าดเจบ็ นนั้ วางลงบนแผน กระดาน หรือบานประตู ใหผูบาดเจ็บนอนหงายอยายกศีรษะ ข้ึน และอยา ใหคอบดิ ไปมา - ถาผูบาดเจ็บนอนคว่ําหนา ควรจะวางบานประตู หรือกระดานลงขาง ๆ ตัว ผูบาดเจบ็ นัน้ เอาแขนเหยียดไปทางศีรษะ คกุ เขาลงเอามือจับขางศีรษะของผูบาดเจ็บ โดยใหมือปดหู และมุมขากรรไกร แลวคอยพลิกคนเจ็บใหนอนหงายบนกระดาน เวลาพลิกใหนอนหงายจะตองให ศรี ษะอยนู ง่ิ ๆ และใหอ ยูระดบั เดยี วกับลําตวั ทัง้ ศีรษะ และลาํ ตัวจะตอ งพลิกใหพ รอ ม ๆ กัน - ระหวางท่ที ําการเคล่ือนยา ย ควรจะใชหนังรัด หรือผาพันแผลก็ไดหลาย ๆ อัน รัด รอบตัวของผูบ าดเจบ็ ใหต ดิ แนน กับแผนกระดาษ หรอื ถา มีเปลกใ็ หใ ชเ ปลหาม การเคลอื่ นยา ยผูทกี่ ระดกู สนั หลงั หกั - อยารีบยกผูบาดเจ็บท่ีสงสัยวากระดูกสันหลังจะหัก ตองถามกอนวาสามารถ เคลอื่ นไหว ไดหรือไม ถา ผบู าดเจ็บไมไดส ติ และสงสัยวา จะไดร ับอันตรายที่กระดูกสนั หลัง ใหปฏิบัติ เชน เดียวกับผูที่กระดูกคอหกั - ถา พบคนท่สี งสัยวากระดกู สันหลังหักนอนควํ่าหนาอยู คอย ๆ พลิกใหนอนหงาย ลงบนแผน กระดาน หรือเปล แลว หาอะไรมารองสันหลงั ตอนลา ง - ถา ผูบาดเจ็บนอนหงาย คอย ๆ เล่ือนใหน อนบนกระดาน โดยปฏบิ ัตเิ ชนเดียวกับผูที่ กระดกู คอหกั - ผบู าดเจ็บที่สงสยั วากระดูกสนั หลงั หัก หามยกในทานง่ั โดยเดด็ ขาด กะโหลกศรี ษะแตก สมองไดรับความกระทบกระเทอื น ผทู ีป่ ระสบอนั ตรายจนกะโหลกศรี ษะแตก หรือสะเทือน จะมีอาการเลือดออกทางหู ตา และจมกู อาจมขี องเหลวสีขาวไหลออกมาจากหู ตาดาํ อาจจะมีขนาดไมเทากัน หนาแดง หรือซีดก็ ได การปฐมพยาบาล - ถาหนา มีสปี กติ หรอื สีแดง ควรวางผูบาดเจ็บนอนลง แลวหนนุ ศรี ษะใหส ูงเล็กนอย ถา หนา ซีดควรวางศรี ษะในแนวราบ - พลิกศรี ษะใหอ ยูในลักษณะทไ่ี มถูกทบั บริเวณท่ีสงสัยวากระดูกจะแตก - ถามีบาดแผลปรากฏใหหามเลือด และปดบาดแผลดวยผาปดแผลท่ีสะอาด ผูก ผาพนั แผลดา นตรงขา มกับบาดแผล - ใหความอบอุน แกผ ูบาดเจ็บอยเู สมอ และอยาใหส ารกระตุน ใด ๆ แกผูบ าดเจบ็

175 การหา มเลอื ดเมอื่ เกดิ อนั ตรายจากของมีคม วธิ หี ามเลอื ดมีหลายวธิ ี ไดแ ก 1. การกดดวยนิว้ มือ มีวิธปี ฏบิ ตั ดิ งั น้ี - ในกรณีทบ่ี าดแผลเลอื ดออกไมม าก จะหา มเลอื ดโดยใชผาสะอาดปดท่บี าดแผลแลว พันใหแ นน ถา ยังมีเลอื ดไหลซึม ใหใ ชนิ้วมอื กดตรงบาดแผลดว ยกไ็ ด - ในกรณีที่เสน โลหิตแดงใหญขาด หรือไดร บั อนั ตรายอยา งรุนแรงเปนบาดแผลใหญ ควรใชนว้ิ มอื กดเพ่อื หา มเลอื ดไมใ หไ หลออกมา และใหก ดลงบรเิ วณระหวางบาดแผลกบั หัวใจ เชน - เลอื ดไหลออกจากหนังศีรษะ และสว นบนของศรี ษะ ใหกดทีเ่ สนเลือดบริเวณขมับ ดานที่มีบาดแผล - เลอื ดไหลออกจากใบหนา ใหกดทีเ่ สน เลือดใตข ากรรไกรลา งดา นทม่ี ีบาดแผลหาง จากมุมขากรรไกรไปขา งหนา ประมาณ 1 นวิ้ - เลือดไหลออกมาจากคอ ใหกดลงไปบริเวณตนคอขาง ๆ หลอดลมดานท่ีมี บาดแผล แตก ารกดตาํ แหนงนนี้ านๆ อาจจะทาํ ใหผูถกู กดหมดสติได ฉะนั้นควรใชว ิธีนี้ตอเมอ่ื ใชว ธิ อี น่ื ๆ ไมไดผ ลแลวเทา นัน้ - เลอื ดไหลออกมาจากแขนทอนบน ใหก ดลงไปท่ไี หปลาราตอนบนสดุ ใกลหัวไหล ของแขนดา นท่มี บี าดแผล - เลือดไหลออกมาจากแขนทอนลาง ใหกดที่เสนเลือดบริเวณแขนทอนบนดานใน กึ่งกลางระหวางหัวไหลกับขอ ศอก - เลือดออกทข่ี า ใหก ดเสนเลือดบริเวณขาหนบี ดา นที่มบี าดแผล 2. การใชสายรดั หามเลอื ด ในกรณีทเ่ี ลือดไหลออกจากเสน โลหิตแดงทแ่ี ขน หรอื ขา ใชนิ้วมือกดแลว เลือด ไมหยดุ ควรใชสายสําหรับหามเลือดโดยเฉพาะ - สายรัดสําหรับแขน ใหใชรัดเสนโลหิตที่ตนแขน สายรัดสําหรับขาใหใชรัดเสน โลหติ ที่โคนขา - อยา ใชส ายรัดผกู รัดใหแนนเกินไป และควรจะคลายออกเปน เวลา 3 วินาที ทุก ๆ 10 นาที จนกวาเลือดจะหยุด - ถาไมม ีสายรัดแบบมาตรฐาน อาจใชวัตถุท่ีแบน ๆ เชน เข็มขัด หนังรัด ผาเช็ดตัว เนคไท หรือเศษผา ทําเปน สายรัดได แตอยา ใชเ ชอื กเสน ลวด หรอื ดา ยทาํ เปน สายรัด เพราะอาจจะบาด หรอื เปน อนั ตรายแกผ วิ หนงั บริเวณทีผ่ ูกได

176 3. การยกบรเิ วณท่มี บี าดแผลใหสูงกวา หวั ใจ ในกรณีทม่ี บี าดแผลเลือดออกทเ่ี ทา จดั ใหผบู าดเจ็บนอนลงแลว ยกเทาขน้ึ กจิ กรรม ใหผูเรียนรวบรวมขอมลู การไดร ับอันตรายจากการทาํ งานของตนเอง สมาชกิ ใน ครอบครวั และเพ่ือนรวมงาน ดังน้ี 1. ขาพเจาเคยไดร ับอนั ตรายจากการทํางาน ดงั นี้  งาน / หนา ท่ที ป่ี ฏบิ ตั ิ หรอื เคยปฏบิ ัต.ิ ..................................................................................... ...........................................................................................................................................  อนั ตรายทเี่ คยไดร บั 1. .................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. ....................................................................................................................................  การปอ งกนั และแกไ ข 1. .................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. .................................................................................................................................... 2. สมาชกิ ในครอบครวั เคยไดรับอนั ตรายจาการทาํ งาน คือ .........................................................  งาน / หนา ท่ีท่ีปฏบิ ัติ หรือเคยปฏบิ ัต.ิ ................................................................................. .................................................................................................... ......................................  อนั ตรายทเ่ี คยไดร บั 1. .................................................................................................................................... 2. ..................................................................................................................................... 3. ....................................................................................................................................  การปองกนั และแกไ ข 1. ..................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. .....................................................................................................................................

177 3. เพ่อื นรว มงานทเี่ คยไดรบั อนั ตรายจากการทาํ งาน ดงั น้ี  งาน / หนาทที่ ีป่ ฏิบัติ หรอื เคยปฏิบัต.ิ ................................................................................. .................................................................................................... ......................................  อันตรายท่ีเคยไดรบั 1. ..................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. .....................................................................................................................................  การปอ งกนั และแกไข 4. .................................................................................................................................... 5. .................................................................................................................................... 6. ....................................................................................................................................

178 บทท่ี 9 ทักษะชวี ิตเพอื่ การส่อื สาร สาระสําคญั การมคี วามรคู วามเขาใจเกี่ยวกบั ทักษะท่ีจําเปนสําหรับชีวิตมนุษย โดยเฉพาะทักษะ การสื่อสาร ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวา งบคุ คล ทกั ษะการเขาใจผูอื่น จะชวยใหบ ุคคลดํารงชวี ติ อยูในครอบครัว ชมุ ชน และสงั คมอยางมคี วามสุข ผลการเรียนรทู ี่คาดหวงั เพอ่ื ใหผูเรยี น 1. มีความรูความเขาใจเก่ียวกับทักษะชีวิตที่จําเปน 3 ประการ ไดแก ทักษะการ ส่ือสาร ทักษะการสรางสมั พนั ธภาพระหวางบคุ คล และทกั ษะการเขา ใจผอู น่ื 2. ประยกุ ตใชท กั ษะชวี ติ ในการดาํ เนนิ ชีวิต และในการทํางานอยา งมีประสทิ ธิภาพ ขอบขายเน้อื หา เรอื่ งที่ 1 ความหมายของทักษะชีวิต เรอ่ื งท่ี 2 ทกั ษะชวี ิตท่จี าํ เปน 3 ประการ

179 เรื่องที่ 1 ความหมายของทกั ษะชวี ิต คําวา ทักษะ (Skill) หมายถงึ ความชดั เจน และความชํานาญในเรอ่ื งใดเร่อื งหนง่ึ ซึ่ง บคุ คลสามารถสรางขนึ้ ไดจากการเรยี นรู ไดแ ก ทักษะการอาชีพ การกฬี า การทํางานรวมกับผูอ่ืน การ อาน การสอน การจัดการ ทักษะทางคณติ ศาสตร ทกั ษะทางภาษา ทักษะทางการใชเทคโนโลยี ฯลฯ ซ่ึง เปน ทักษะภายนอกทส่ี ามารถมองเห็นไดชัดเจนจากการกระทํา หรือจากการปฏิบัติ ซึ่งทักษะดังกลาว นั้นเปนทกั ษะท่ีจําเปนตอการดํารงชวี ิต ทีจ่ ะทาํ ใหผ ูมที ักษะเหลานั้นมีชีวิตที่ดี สามารถดํารงชีพอยูใน สังคมได โดยมโี อกาสที่ดกี วาผไู มมีทักษะดังกลาว ซึ่งทักษะประเภทนี้เรียกวา Livelihood skill หรือ Skill for living ซึ่งเปนคนละอยางกับทักษะชีวิต ที่เรียกวา Life skill (ประเสริฐ ตันสกุล) ดังนั้น ทกั ษะชีวิต หรอื Life skill จงึ หมายถงึ คุณลกั ษณะ หรอื ความสามารถเชงิ สงั คม จิตวทิ ยา (Psychosocial competence) ที่เปนทักษะภายในท่ีจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตาง ๆ ที่เกิดข้ึนใน ชีวติ ประจําวันไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ และเตรียมพรอ มสําหรบั การปรบั ตวั ในอนาคต ไมวาจะเปนเรอ่ื ง การดูแลสขุ ภาพ เอดส ยาเสพตดิ ความปลอดภัย ส่ิงแวดลอม คุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ เพอ่ื ใหส ามารถมี ชีวิตอยใู นสังคมไดอ ยา งมีความสุข หรือจะกลาวงา ย ๆ ทักษะชีวิต ก็คือ ความสามารถในการแกปญหา ทีต่ อ งเผชิญในชีวติ ประจําวัน เพ่อื ใหอ ยรู อดปลอดภยั และสามารถอยูร วมกับผอู น่ื ไดอยา งมีความสขุ 1.1 องคป ระกอบของทกั ษะชวี ิต องคป ระกอบของทักษะชีวิต จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรม และสถานที่ แต ทกั ษะชวี ิตท่ีจาํ เปนที่สุดที่ทุกคนควรมี ซ่ึงองคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจสําคัญใน การดาํ รงชวี ติ คอื 1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เปนความสามารถในการตัดสินใจ เกี่ยวกบั เรอื่ งราวตา ง ๆ ในชีวติ ไดอ ยางมีระบบ เชน ถา บคุ คลสามารถตัดสนิ ใจเกี่ยวกับการกระทําของ ตนเองทเ่ี กย่ี วกับพฤติกรรมดา นสุขภาพ หรอื ความปลอดภยั ในชวี ติ โดยประเมินทางเลือก และผลที่ได จากการตดั สินใจเลือกทางที่ถูกตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอ การมีสุขภาพที่ดีท้งั รา งกาย และจิตใจ 2. ทักษะการแกปญหา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจัดการกับ ปญหาทีเ่ กิดขึ้นในชวี ติ ไดอยางมรี ะบบ ไมเกิดความเครยี ดทางกาย และจิตใจ จนอาจลกุ ลามเปน ปญหา ใหญโตเกินแกไข 3. ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative thinking) เปนความสามารถในการคิดที่จะ เปนสวนชวยในการตัดสินใจ และแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพ่ือคนหาทางเลือกตาง ๆ รวมทงั้ ผลทจี่ ะเกิดขน้ึ ในแตล ะทางเลอื ก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันได อยา งเหมาะสม

180 4. ทกั ษะการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ (Critical thinking) เปนความสามารถใน การ คิดวิเคราะหขอ มลู ตา ง ๆ และประเมินปญ หา หรอื สถานการณที่อยูรอบตัวเรา ที่มีผลตอการ ดําเนิน ชวี ติ 5. ทักษะการส่ือสารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เปน ความสามารถในการใชคําพูด และทาทาง เพ่ือแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยาง เหมาะสมกบั วฒั นธรรม และสถานการณต า ง ๆ ไมว า จะเปน การแสดงความคิดเห็น การแสดง ความ ตองการ การแสดงความช่ืนชม การขอรอง การเจรจาตอรอง การตักเตือน การชวยเหลือการปฏิเสธ ฯลฯ 6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship) เปน ความสามารถในการสรางความสัมพันธที่ดีระหวางกันและกัน และสามารถรักษาสัมพันธภาพไวได ยืนยาว 7. ทักษะการตระหนักรูในตน (Self awareness) เปนความสามารถในการคน หารจู กั และเขาใจตนเอง เชน รขู อ ดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการ และส่ิงท่ีไมตองการของตนเอง ซึ่งจะ ชว ยใหเ รารูตวั เองเวลาเผชญิ กับความเครยี ด หรอื สถานการณต าง ๆ และทักษะน้ียงั เปนพืน้ ฐานของการ พฒั นาทักษะอน่ื ๆ เชน การสอื่ สาร การสรางสมั พันธภาพ การตัดสนิ ใจ ความเห็นใจผอู ่ืน 8. ทักษะการเขาใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือน หรอื ความแตกตางระหวา งบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วยั ระดับการศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สี ผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอื่นที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอ่ืนท่ีดอยกวา หรือไดร บั ความเดือดรอ น เชน ผตู ดิ ยาเสพตดิ ผตู ดิ เชอ้ื เอดส 9. ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with emotion) เปนความสามารถในการ รบั รูอารมณข องตนเอง และผูอ่ืน รูวาอารมณมีผลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับ อารมณโกรธ และความเศรา โศก ทีส่ ง ผลทางลบตอ รางกาย และจติ ใจไดอยา งเหมาะสม 10. ทักษะการจดั การกบั ความเครียด (Coping with stress) เปน ความสามารถในการ รับรูถึงสาเหตุของความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับ ความเครยี ด เพื่อใหเกิดการเบ่ียงเบนพฤติกรรมไปในทางท่ีถูกตอง เหมาะสม และไมเกิดปญหาดาน สุขภาพ 1.2 กลวธิ ีในการสรางทกั ษะชวี ิต จากองคป ระกอบของทักษะชวี ิต 10 ประการ เม่อื จะนาํ ไปใชพ ัฒนาทักษะชีวติ สามารถแบงไดเปน 2 สวน ดงั น้ี

181 1. ทักษะชีวิตทั่วไป คือ ความสามารถพื้นฐานท่ีใชเผชิญปญหาปกติใน ชีวิตประจําวัน เชน ความเครียด สุขภาพ การคบเพ่ือน การปรับตัว ครอบครัวแตกแยก การบริโภค อาหาร ฯลฯ 2. ทักษะชวี ิตเฉพาะ คอื ความสามารถท่จี ําเปน ในการเผชญิ ปญหาเฉพาะ เชน ยาเสพ ตดิ โรคเอดส ไฟไหม นา้ํ ทว ม การถูกลวงละเมิดทางเพศ ฯลฯ เร่อื งท่ี 2 ทกั ษะชีวติ ที่จําเปน 3 ประการ  ทกั ษะการส่ือสารอยา งมีประสทิ ธิภาพ (Effective communication)  ทักษะการสรา งสัมพนั ธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship)  ทักษะการเขาใจผูอ ่นื (Empathy) 2.1 ทักษะการส่อื สารอยางมีประสิทธภิ าพ การสื่อสาร เปนกระบวนการสรางความเขาใจกันระหวางบุคคล โดยอาจเปนการ สอ่ื สารทางเดียว (one-way communication) คอื การส่อื ขาวสารจากผูสงสาร ไปยังผูรับสาร โดยไมมี การสื่อสารกลบั หรอื สะทอ นความรสู ึกกลับไปยังผสู ง สารอกี ครัง้ สวนการสอื่ สารสองทาง (Two-way Communication) เปน การสือ่ ขา วสารจากผูสง สารไปยังผูรับสาร และมีการส่ือสารกลับ หรือสะทอน ความรสู ึกกลับจากผูร ับสาร ไปยังผสู งสารอกี คร้งั จงึ เรียกวา เปนการสอ่ื สารสองทาง การสื่อสารระหวางบุคคล นับวาเปนความจําเปนอยางย่ิง เพราะในการดําเนินชีวิต ปกตใิ นปจจบุ ัน การสื่อสารเขามามบี ทบาทอยา งยงิ่ ในทุกกิจกรรม ไมวาจะเปนการสื่อสารดวย การ พดู การเขียน การแสดงกริ ิยาทาทาง หรือการใชเคร่ืองมือสื่อสารที่เปนเทคโนโลยีสมัยใหม ตาง ๆ เชน โทรศพั ท Internet e-mail ฯลฯ ทง้ั นี้ การสือ่ สารดวยวธิ ใี ด ๆ กต็ าม ควรทาํ ใหผูสง สาร และผูรับ สารเกดิ ความเขาใจอนั ดตี อ กนั และเกิดสมั พันธภาพท่ดี ีตามมา ซึ่งทกั ษะท่ีจําเปนในการสื่อสาร ไดแก การรจู ักแสดงความคดิ เหน็ หรอื ความตองการใหถ กู กาลเทศะ และการรูจกั แสดงความชื่นชมผูอ ่ืน การ รจู กั ขอรอ ง การเจรจาตอ รองในสถานการณคับขันจําเปน การตักเตือนดวยความจริงใจ และใชวาจา สภุ าพ การรูจกั ปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนใหปฏิบัติในส่ิงที่ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี หรือผิดกฎหมาย เปน ตน การส่อื สารดวยการปฏเิ สธ หลาย ๆ คนไมกลาปฏิเสธคาํ ชกั ชวนของเพ่ือน หรือคนรัก เม่ือไปทําในส่ิงทตี่ นเองไม เหน็ ดว ย เชน การมีเพศสมั พันธที่ไมปลอดภัย การเท่ียวซองโสเภณี การเสพยาเสพติด ฯลฯ อันท่ีจริง การปฏเิ สธเปนสิทธิของทุกคน การปฏเิ สธคําชกั ชวนของเพอ่ื น หรอื คนรกั เม่อื ทาํ ในส่งิ ท่ตี นเองไมเ ห็น

182 ดวยอยางเหมาะสม และไดผลจะชวยปองกันการมีพฤติกรรมเสี่ยงได คนสวนใหญไมกลาปฏิเสธคํา ชกั ชวนของเพื่อน หรือคนรัก เพราะกลวั วาเพ่ือน หรือคนรักจะโกรธ แตถาสามารถปฏิเสธไดถูกตอง ตามข้นั ตอนจะไมทาํ ใหเสียเพ่อื น การปฏิเสธท่ดี ี จะตองปฏิเสธอยางจริงจัง ท้ังทาทาง คําพูด และน้ําเสียง เพื่อแสดงความต้ังใจอยาง ชดั เจนท่จี ะขอปฏิเสธ การปฏเิ สธมี 3 ข้ันตอน คอื 1. บอกความรสู กึ เปน ขออางประกอบเหตุผล เพราะการบอกความรูสึกจะโตแยง ยาก กวาการบอกเหตผุ ลอยา งเดยี ว 2. การขอปฏิเสธเปนการบอกปฏเิ สธชัดเจนดว ยคําพูด 3. การถามความเห็นชอบเพ่ือรักษานํ้าใจของผูชวน และความขอบคุณเมื่อผูชวน ยอมรับการปฏเิ สธ ตัวอยา งการปฏิเสธเม่ือถกู ชวนไปเสพยาเสพตดิ แดงเปน ผชู วน และแอมเปน ผปู ฏิเสธ แดง : คนื น้ีมีปารต ที้ ่ีหอ ง แอม ไปใหไดน ะ มขี องดอี ยางวาใหม ๆ มาใหลอง แอม : ของอยา งวา นั้นไมด ีตอสุขภาพ ขอไมล อง แดงคงไมว า นะ ขอบคณุ มากที่ชวน แดง : .................................... การหาทางออกเมื่อถูกเซาซี้ หรือสบประมาท บางครั้งผูชวนพูดเซาซี้เพื่อชวนให สาํ เรจ็ ผูถ ูกชวนไมควรหวน่ั ไหวกบั คําพดู เพราะจะทาํ ใหข าดสมาธิในการหาทางออก ควรยืนยันการ ปฏิเสธดว ยทาทมี ่นั คง และหาทางออกโดยวธิ ีตอ ไปนี้ ปฏเิ สธซ้าํ โดยไมต อ งใชขอ อา ง พรอมท้ังบอกลา แลว เดนิ จากไปทันที การตอ รอง โดยการชวนไปทํากจิ กรรมอืน่ ท่ีดกี วา การผดั ผอน โดยการยดื ระยะเวลาออกไปเพอ่ื ใหผูชวนเปลยี่ นความตัง้ ใจ เชน

183 ขั้นตอน ตัวอยา งคาํ พดู 1. อางความรูสกึ ประกอบเหตผุ ล “ฉนั ไมชอบ มนั ไมดตี อสขุ ภาพ” 2. ขอปฏิเสธ “ขอไมไปนะเพื่อน” 3. การขอความเห็นชอบ “เธอคงเขาใจนะ” 4. ถูกเซา ซ้ี หรือถกู สบประมาท “ไมล องดีกวา เราขอกลบั กอนนะ” “ฉันคิดวา เรากลบั บานกันเลยดกี วา ” 4.1 การปฏิเสธซํา้ “แดงคิดวา เราควรรอไปอีกสักระยะหนึ่ง เมือ่ เราทงั้ สอง 4.2 การตอรอง พรอ มท่จี ะรับผดิ ชอบครอบครวั คอยคิดเรือ่ งน”้ี 4.3 การผดั ผอ น สถานการณท่ีชวนไปเท่ยี วซอง ชัยเปนผชู วน ยุทธเปน ผูปฏิเสธ ชัย : วันนกี้ นิ ขาวเย็นแลว ไปเทยี่ วอยา งวากนั นะ ยทุ ธ : เราไมช อบสถานทอี่ ยา งน้ัน กลัวติดโรคดว ย ขอไมไ ปนะเพอื่ น ชยั : เราไปหลายหนไมเหน็ เปนอะไรเลย ชกั สงสัยแลว วา นายเปนผชู าย เตม็ รอยหรือเปลา ชวนท่ีไรไมไ ปสกั ที ยทุ ธ : ไมละ เอาไวค ราวหลงั พวกนายไปเท่ยี วทีอ่ น่ื เราจะไปดว ย คร้ังน้ีขอตวั กอนนะ ขอบใจมากทช่ี วน ในเรอ่ื งความรัก ผูหญิงเมื่อมีความรัก จะมีความรูสึกชอบ หรือรัก ตองการความรัก ความอบอุน ความใกลชิดผูกพันทางใจ ไมคาดคิดวาฝายชายตองการอะไรจากความใกลชิด จึงขาด ความระมดั ระวงั อาจเผลอตัวเผลอใจไปตามที่ฝายชายตองการ เปนคานิยมของชาย โดยถือเปนเร่ือง ปกติท่ีจะมีเพศสัมพันธกับหญิงบริการ หรือคนรักเพื่อปลดเปลื้องความใคร เพราะเมื่อผูชายรัก หรือ ชอบผูหญิงมักจะตองการผกู พันทางกาย คือ ความรัก ความใคร เมื่อผูชายตองการผูกพันทางกายก็จะ คดิ หาวธิ กี ารตาง ๆ เพอ่ื ทาํ ใหเกิดพฤติกรรมที่จะนาํ ไปสูส ิ่งทต่ี นตองการ โดยคิดวาฝายหญิงก็ตองการ เชนกนั การมีเพศสัมพันธครั้งแรก ฝายหญิงไมไดมีความสุขทางเพศอยางที่ฝายชายเขาใจ ตรงกนั ขามจะมีความวิตกกังวล กลัวต้ังครรภ กลัวแฟนจะทอดทิ้ง หรือดูถูก กลัวเพื่อนรู กลัวพอแม เสยี ใจ แตฝ ายชายจะมคี วามสขุ ทางเพศ และภูมิใจท่ีไดเปนเจาของ การมีเพศสัมพันธในคร้ังตอ ๆ มา ฝายหญงิ มกั จะยนิ ยอมเพราะความรกั ความผูกพัน ความกังวล กลัวถูกทอดท้ิงหากไมยอม แตฝายชาย

184 ถือเปน เรือ่ งปกติ เปนการหาความสุขรวมกัน ปญหาที่ตามมาคือ การตั้งครรภ หรือโรคตาง ๆ ฉะน้ัน การคบเพอื่ นตา งเพศ ผูหญิงควรปฏิบตั ิตนอยา งไรบา ง เชน - ไมควรอยดู ว ยกนั ตามลาํ พังสองตอ สองในท่ลี บั ตา เพราะความใกลช ิดสามารถไปสู การมเี พศสมั พนั ธไ ด - ผูหญงิ ควรแตงกายมดิ ชดิ ไมแตงกายลอแหลม - ผูหญิงควรระมัดระวังตัวขณะอยูใกลชิดกับเพ่ือนตางเพศ ควรรักนวลสงวนตัว ระวังการสัมผสั หรอื ถูกเนอ้ื ตองตัว สําหรับผูช าย เมอื่ มีโอกาสอยกู ันตามลําพังสองตอสองควรยับยั้งชั่งใจ และไมคิดหา วิธตี า ง ๆ ท่จี ะทาํ ใหเ กดิ พฤตกิ รรมท่จี ะนําไปสสู ง่ิ ทต่ี นตองการ โดยคาดคิดเอาเองวา ฝา ยหญิงกต็ อ งการ เชนเดียวกับตน ตัวอยา งการส่ือสารดวยการปฏเิ สธ ปจจุบนั ปญหาการมเี พศสมั พันธกอ นวัยอนั ควร ลกุ ลาม รุนแรงถึงข้ันเปนปญหาการ ตง้ั ครรภท ่ีไมพึงประสงคเ พิ่มสูงขึ้นในกลุมวัยรนุ วยั เรยี น ทําใหต องออกกลางคัน หรือแอบไปทําแทง จนทาํ ใหเกิดอันตรายถงึ แกช วี ติ เปนจํานวนมาก ดังน้นั เรือ่ งที่พอ แมไ มอ ยากใหเ กดิ เร่ืองหนึ่งคือ ไมอยากใหลูกมี “เซ็กส” กอนวัยอัน ควร อยากใหเรยี นหนงั สอื จบ ใหเปน ผูใหญทรี่ ับผิดชอบตวั เองไดม ากกวา น้ี แตข าวเดก็ วัยรนุ ตอนนก้ี ็ออกมามากเหลอื เกนิ วาเหน็ เรื่อง “เซ็กส” เปนเร่ืองธรรมดา ไมเ ห็นจะเสยี หายตรงไหน บางคนเปลย่ี นคูเปนวา เลน บางคูก็เชาหอพักอยดู วยกัน เชาไปเรียนดวยกัน เยน็ กลับมานอนดวยกัน พอแมอ ยูต า งจงั หวดั ไมร ูเรอื่ ง คิดวาลูกคงตงั้ ใจเรยี นอยางเดียว ท่ไี หนได เร่ืองน้ีพอแมจะทําเฉยไมไดแมลูกเราจะเปนเดก็ เรยี บรอ ย ยังไมมีทีทาวาจะสนใจเพศ ตรงขา มก็ตาม พอ แมก ็ตองชวนคุยเม่ือมีโอกาส หากพอแมลูกดูโทรทัศนดวยกัน จะมีฉากอยางวาใน ละครไทยอยูหลายเร่ือง เชน พระเอกเสียทีนางราย หรือนางเอกใจออนยอมพระเอกกอน แตสุดทาย ไมไดแ ตงงานกนั พอแมก็ถือโอกาสน้ีชวนลูกคุยเสียเลย ไมวาจะเปนลูกชาย หรือลูกสาวก็ตองระวัง เรื่องนดี้ วยกันทงั้ น้ัน ซึ่งอาจแนะนาํ ลูกดงั นี้ อยาอยูก ันตามลําพงั สองตอ สองในที่ลับตาคน แมอีกฝายจะชวนก็ไมตองตามใจ ให รจู ักปฏเิ สธ  ถา ดูแลว อกี ฝายจะผกู มดั โดยอางวา “รกั จริงหวังแตง ” หรอื อะไรกแ็ ลว แต ท่ีจะสรรหามาพราํ่ พรรณนา ตอ งใหลูกเราพูดกับอีกฝา ยแบบเปด ใจ เปด เผย ดวยทาทีที่มั่นใจวา “ไม ตองการใหมอี ะไรกนั เกนิ เลยกวา น้ี เพราะเรายังเด็กยังไมสมควร” หรือ “ยังไมพรอม” แมวาเราจะรัก เขามากก็ควรคบกันแคเปน แฟนกอน เวลายงั มีอกี ยาวนาน ใครจะรูวาคนนใ้ี ชคูแทห รือไม  ตองรจู ักหลีกเลยี่ ง หรอื กลา ปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ ถาอกี ฝา ยยังต้ือ

185 ตอ งใหร จู ักเอาตวั รอดใหได  ใหเ บ่ยี งเบนความสนใจของอีกฝา ยไปยงั เรือ่ งอื่น เชน อาจชวนไปเลน กีฬา หรอื ชวนคุยในเรอื่ งที่คดิ วา อีกฝา ยจะหยดุ ฟง  ถา อกี ฝายยงั ไมย อมฟง เหตผุ ล โดยอาจจะมีขอ อางวา “ถา ไมยอม แสดงวา ไมรกั จรงิ ” หากถงึ ข้ันนลี้ ะกอ ตองใหลกู คิดใหมแ ลววา ควรจะคบกนั เปนแฟนตอไปอกี ไหม เพราะอีก ฝายคงตอ งพยายามหาโอกาสอกี เรือ่ ย ๆ แลว แนใ จไหมวา ลกู จะไมใจออ นเขาสกั วัน  ท่ีสาํ คัญ พอ แมตองชวนลกู คยุ ถงึ ผลเสียของการมีเพศสมั พนั ธก อนวยั อันควรดว ย 2.2 ทกั ษะการสรางสัมพันธภาพระหวา งบคุ คล คงไดยินคาํ พูดนี้บอย ๆ วา “คนเราอยูคนเดียวในโลกไมได” เราตองพ่ึงพาอาศัยกัน ซ่งึ จะตอ งมีสมั พันธภาพทด่ี ตี อ กนั การที่จะสรา งสัมพันธภาพใหเ กิดข้นึ ระหวางกนั นัน้ เปน เรือ่ งไมยาก แรกเริม่ คอื 1. มกี ารติดตอ พบปะกนั เราจะตอ งมีการติดตอพบปะพูดคุยกบั คนทตี่ องการมีสัมพันธภาพกับเขา ใหเวลากับ เขา ทาํ งานรวมกนั ทํากิจกรรมรวมกนั เลน กีฬาดว ยกนั และในที่สดุ เราก็มโี อกาสสรางมิตรภาพท่ีดีตอ กนั 2. มีความสนใจและประสบการณร ว มกัน ประสบการณเปนส่ิงท่ีนําคนสองคนใหมารวมมือกัน การชวยเหลือกันในระหวาง การเลาเรียน หรือการทํางานดวยกัน มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน การรวมประสบการณ และ แลกเปล่ียนประสบการณระหวา งกนั เปนการสรา งมติ รภาพที่ดใี หเกิดข้นึ ได 3. มีทศั นคตแิ ละความเชอื่ ที่คลา ยคลงึ กัน ชวงวัยรุนเปนชวงท่ีความคิด ทัศนคติ และความรูสึกอาจมีการเปล่ียนแปลงอยาง รวดเรว็ ถา คนไหนมคี วามคิดเหน็ คลา ยคลงึ กับเรา เราจะรูส ึกพอใจ แตถาคนไหนมคี วามคดิ แตกตางกบั เรา เราจะรสู กึ ไมพ อใจ แตในความเปนจริงตองเขา ใจวา คนสวนใหญไมไดมีความเห็นเหมือนกันทุก เรอ่ื ง แมในคนทีเ่ ปน มติ รตอ กนั เพยี งใดก็ตาม จะสรา งสัมพันธภาพท่ีดีไดอ ยางไร การเรียนรูวิธกี ารสรางสัมพนั ธภาพท่ีดีเปน สาํ คัญ และทุกคนควรจะคนหาเพ่ือใหเกิด มิตรภาพ ดงั น้ี 1. ความใสใจ เอาใจใสซ่ึงกันและกัน ดูแลกันทั้งยามสขุ ยามทกุ ข

186 2. ความไวเน้อื เช่อื ใจ การอยกู บั ผูอ่นื อยา งมคี วามสขุ เราตองไววางใจในตวั เขา และตองใหเขาไวว างใจในตวั เราดว ย 3. การยอมรับ เราจะตอ งรูจกั ใหการยอมรับ และนับถอื คนอน่ื รูจ กั แสดงความ ชืน่ ชม และยนิ ดกี บั ความสาํ เรจ็ ของผอู ื่น 4. การมสี วนรวม และการแบงปน สัมพนั ธภาพทด่ี ีคอื การไดมีสวนรวมแบงปนใน ประสบการณ รจู กั รับฟงความคิด และยอมรับความจรงิ จากคนสว นมาก 5. การมีความยืดหยนุ คนท่มี ีความยืดหยุนจะเปนคนท่ีสามารถมีความสุข แมจะอยู กบั คนท่ีมีความเหน็ ตา งกนั 6. ความเห็นอกเห็นใจผูอ่ืน การแสดงความเห็นอกเห็นใจ จะทําไดงายถามี สมั พนั ธภาพทด่ี ีตอกัน เพราะจะไมเ กิดความเขาใจผิดตอกัน จากการท่คี นเราตอ งมีสัมพนั ธภาพทด่ี ีกบั ผูอนื่ น้ัน ก็เพื่อที่จะสามารถอยูรวมกับผูอื่น ได โดยท่ีไดรับการชวยเหลือจากผูอ่ืนตามสมควร ไมวาจะเปนเพื่อน พอแม พ่ีนอง หรือคน อื่น ๆ โดยเฉพาะการมสี ัมพนั ธภาพที่ดรี ะหวางพอ แมก บั ลูกวยั รนุ เปนสิ่งทีส่ าํ คัญมาก เพอ่ื ลูกจะไดเ ติบโตเปน ผใู หญทดี่ ี และประสบความสําเรจ็ ในชีวติ ตอไป การสรางสมั พันธภาพดว ยการให  การฝกใหเ ปน ผูเสียสละ หรอื เปน ผใู หนน้ั พอแมจะตอ งสอนลูก หรือเปน ตวั อยา งในการเปน ผูใ หเสมอ  การใหโ ดยทัว่ ไปนนั้ เรามักจะนึกถึงแตการใหส่งิ ของ หรือเงนิ ทอง แตค วาม จริงยงั มีส่ิงสําคญั ท่ที กุ คนควรใหแกก นั ไดแ ก การใหร อยย้ิม ใหค วามจรงิ ใจ ใหก ารชวยเหลือ ให คําชมเชย ใหความเมตตา ใหอภยั ฯลฯ ซึ่งการใหส่งิ เหลา นไ้ี มต องเสียเงินทองซอ้ื หา แตตอ งเปนการให ที่ออกมาจากใจจรงิ จะเปน การสรา งมติ รภาพท่ดี ตี อ กนั  ใหน กึ เสมอวา จงเปนผูใหเถดิ ใหผ อู ่ืนใหม ากข้นึ รบั ใหน อ ยลง จึงจะเปน การ ทาํ ใหครอบครัวเรามคี วามสขุ และสงั คมจะอบอุน เพอ่ื ลูกไดซึมซับ และนําไปใชในการเปนผูใหเสมอ กบั เพื่อน ๆ พี่ นอง และคนอนื่ ๆ ท่อี ยรู วมกัน การฝกใหเ ปน คนนา รกั นา คบหา เคยไดย ินอาจารยท านหนงึ่ พูดในรายการโทรทศั นน านมาแลววา “ลูกเราไมวาจะเปน อยา งไร มันก็ดนู ารักไปหมดในสายตาพอแม แตเราจะตอ งสอนลกู เราใหเปน คนนา รกั เพ่ือที่คนอ่ืนเขา จะไดรกั ลกู เราดว ย”

187  พวกเราทเ่ี ปน ผูใ หญค งเคยเหน็ เด็กประเภทน้ีบา ง เชน - เห็นผใู หญแ ลวไมไ หว ทําเปนมองไมเหน็ - พูดจาไมเพราะ หนา บึ้งตึง - ไมรจู กั กาลเทศะ - เอาแตใจตัวเอง - ทําทาอวดดี เดก็ ท่เี ปน อยา งนี้ ผใู หญก จ็ ะมองวา ไมน า รกั เลย บางทีทําใหอดคิดไมไ ดว า พอ แมค งไมมเี วลาสั่งสอน  สวนในกลุมของเด็กวัยรุนดวยกัน ไดลองถามวาเพื่อนแบบไหนที่ไมอยากคบ ดว ย ก็ไดคําตอบวา - ประเภททชี่ อบดถู ูกเพ่ือน - เอาเปรยี บไมชว ยงานกลมุ - ข้อี ิจฉาเพือ่ น เหน็ เพอ่ื นมดี ไี มไ ด - ชอบพดู ใหคนอืน่ หนา แตก หมอไมร บั เยบ็ - คุยโมโ ออ วดตนเอง และวา คนอ่นื - ชอบแกลงเพอ่ื น ถาเปนอยางนเี้ พื่อนก็ไมอยากคบหาสมาคม และไมอ ยากใหเ ขา รวมกลมุ เพราะเขา ท่ไี หนก็วงแตกกระเจิงทุกที จนเพ่อื น ๆ เออื มระอา  คนเปน พอแมค งเศรา ใจมาก ถาลูกเรากลายเปนคนนา รงั เกียจที่ไมม ใี คร อยากคบ ดังน้นั พอ แมตอ งพยายามพดู คุยยกตัวอยางคนทีท่ ําตัวนารัก และคนที่ทําตัวไมนารักให ลูก เห็น เพ่ือเปรียบเทียบ และเอาเปนตัวอยาง ซ่ึงลักษณะของคนนารักน้ัน พระเทพวิสุทธิกวี แหง วัด โสมนสั วิหาร กรุงเทพมหานคร ไดกลาววา คนทนี่ า รักยอ มมคี ณุ สมบตั ิ 9 ประการ คอื 1. ไมเ ปน คนอวดดี 2. ไมพ ดู มากจนเขาเบอื่ 3. เปนคนออ นนอ มถอมตน 4. รูจ ักผอ นส้นั ผอนยาว 5. พูดจาออ นหวาน 6. เปนคนเสยี สละ ไมเ อาเปรียบผูอ น่ื 7. เปนคนกตัญูกตเวที 8. เปนคนไมมีนสิ ัยรษิ ยา เสยี ดสีผูอ ่นื 9. เปนคนมีนิสัยสขุ ุมรอบคอบ ไมยกตนขมทาน

188 “พอ แมท ห่ี วังใหลกู เปนทร่ี ักของผใู หญ และเพื่อนฝงู ตองพยายามเพาะนสิ ัย ดังกลา วใหก บั ลูก กจ็ ะทําใหการอยูรวมกับผูอ่ืนในสังคมเกิดเปนสัมพันธภาพท่ีดีระหวางกันและกัน ทุกคนกจ็ ะมแี ตความสขุ ” 2.3 ทกั ษะการเขาใจผูอืน่ การที่บุคคลจะอยูในครอบครัว อยูในสังคมอยางมีความสุข จําเปนตองรูจักตนเอง และรจู ักผูทต่ี นเกีย่ วขอ งสัมพันธด ว ย ดงั ภาษิตจีนที่วา “รูเ ขา รูเรา รบรอ ยครงั้ ชนะรอ ยครง้ั ” ดงั นนั้ การทเี่ ราจะทําความรูจักผูอ่นื ซงึ่ เราจะตอ งเกย่ี วขอ งสัมพันธดวย ไมวาจะเปน ภายในครอบครัวของเราเอง หรอื ในสถานศกึ ษา ในสถานทีท่ าํ งาน เพราะเราไมสามารถอยูคนเดียวได ในทกุ ที ทกุ สถานการณ หลกั ในการเขาใจผอู ืน่ มีดังนี้ 1. ตอ งคาํ นงึ วาคนทกุ คนมศี กั ดศ์ิ รีความเปนมนุษยเชนเดียวกับเรา จึงควรปฏิบัติกับ เพ่ือนมนุษยท ุกคนดว ยความเคารพในศกั ดิศ์ รขี องความเปน มนษุ ยเทา เทียมกนั ไมวาจะเปน คนจน คนรวย คนแก เด็ก คนพิการ ฯลฯ 2. บุคคลทุกคนมีความแตกตางกัน ท้ังพื้นฐานความรู ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพ ความเปน อยู ระดบั การศึกษา การปลูกฝงคณุ ธรรม คา นยิ ม ระเบยี บ วินยั ความรับผิดชอบ ฯลฯ ดังน้ัน หากเรายอมรับความแตกตา งระหวา งบคุ คลดงั กลาว จะทําใหเ ราพยายามทาํ ความเขา ใจเขา และส่ือสาร กบั เขาดว ยกริ ยิ าวาจาสุภาพ ซึ่งหากยังไมเขาใจเรากจ็ ําเปน ตองอดทน และอธิบายดวยภาษาท่ีเขาใจงาย ไมแ สดงอาการดูถูกดแู คลน หรือแสดงอาการหงดุ หงดิ รําคาญ เปน ตน 3. การเอาใจเขามาใสใ จเรา บุคคลท่ัวไปมักชอบใหคนอื่นเขาใจตนเอง ยอมรับ ใน ความตองการ ควรเปน ตัวตนของตนเอง ดงั นั้นจงึ มักมคี ําพูดตดิ ปากเสมอ เชน ฉันอยา งนัน้ ฉันอยาง น้ี ทาํ ไมเธอไมท าํ อยา งนน้ั ทําไมเธอไมทาํ อยางนี้ ทาํ ไมเธอถึงไมเ ขาใจฉัน ฯลฯ ซ่ึงเปนการเอาใจเรา ไปยดั เยียดใสใจเขา และมกั ไมพ ึงพอใจในทุกเรือ่ ง ทุกฝา ย ท้ังนใี้ นดา นกลบั กัน หากเราคดิ ใหม ปฏิบัติ ใหม โดยพยายามทาํ ความเขาใจผอู ืน่ ไมวาจะเปน พอ แมเ ขา ใจลูก หรือลูกเขา ใจ พอแม เพอ่ื นเขาใจ เพื่อน โดยการทําความเขาใจวา เขาหรือเธอมเี หตผุ ลอะไร ทาํ ไมจึงแสดงพฤติกรรมเชนน้ัน เขามีความ ตองการอะไร เขาชอบอะไร ฯลฯ เมื่อเราพยายามเขาใจเขา และปฏิบัติใหสอดคลองกับความชอบ ความตอ งการของเขาแลว ก็จะทําใหการอยูรวมกัน หรือการทํางานรวมกันเปนไปดวยความราบร่ืน และแสดงความสงบสนั ติสุขในครอบครัว ชุมชน และสงั คม 4. การรับฟงผูอ่ืน การท่ีเราจะเขาใจผูอื่นไดดีหรือไม ขึ้นอยูกับวาเรารับฟงความ คิดเหน็ ความตองการของเขามากนอ ยเพียงใด บุคคลท่ัวไปในปจจุบันไมชอบฟงคนอื่นพูด แตชอบที่ จะพดู ใหค นอนื่ ฟง และปฏบิ ัติตาม ดงั นัน้ สิง่ สาํ คญั ท่ีเปน พ้ืนฐานที่จะทําใหเราเขาใจผูอ่ืนก็คือ ทักษะ การฟง ซงึ่ จะตอ งเปนการฟงอยา งต้งั ใจ ไมขดั จงั หวะ หรือแสดงอาการเบ่ือหนาย และควรแสดงกิริยา

189 ตอบรบั เชน สบตา ผงกศรี ษะ ทั้งน้ี การฟงอยางตั้งใจ จะทําใหเรารับทราบความคดิ ความตอ งการ หรอื ปญหาของผูท่ีเราเกี่ยวของดวย ไมวาจะเปนในฐานะลูกกับพอแม พอแมกับลูก นายจางกับลูกจาง หวั หนา กบั ลูกนอ ง ฯลฯ ซึง่ จะทําใหเ ราเกดิ อาการเขา ใจ และสามารถแกป ญ หาไดอ ยา งถูกตองในทส่ี ุด กจิ กรรม 1 ใหผ เู รยี นยกตัวอยาง วธิ กี ารสือ่ สารกบั พอแม และหัวหนางาน หรอื ลูกนอ ง ดังนี้ 1. การสอ่ื สารกบั พอ แม กรณขี อไปเท่ยี วคา งคืนตางจังหวดั .................................................................................................... ................................................. .................................................................................................... ................................................. ...................................................................................................................................................... 2. การสอื่ สารกบั หัวหนา งาน หรือลกู นอ ง กรณขี อขน้ึ เงินเดือน หรือลดโบนัส .................................................................................................... ................................................. .................................................................................................... ................................................. ..................................................................................................................................................... กิจกรรม 2 ถา ทานมีลูกวัยรุนท่กี ําลังมีปญหาอกหัก ถูกแฟนบอกเลกิ ทานจะมีแนวทางชวยเหลือ ลูกอยางไร โดยใชท ักษะการสื่อสาร การสรา งสมั พันธภาพ และทักษะการเขา ใจผอู นื่ .................................................................................................... ................................................. ...................................................................................................................................................... .................................................................................................... ................................................. ....................................................................................................................... .............................. .................................................................................................... ................................................. .................................................................................................... .................................................

190 บทท่ี 10 อาชีพแปรรูปสมุนไพร สมุนไพรกบั บทบาททางเศรษฐกจิ สมุนไพร หมายถึง พืชที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตาง ๆ การใช สมุนไพรสาํ หรบั รกั ษาโรค หรืออาการเจ็บปว ยตา งๆ นี้ จะตองนําเอาสมนุ ไพรตง้ั แตสองชนดิ ขน้ึ ไปมา ผสมรวมกันซง่ึ จะเรยี กวา ยา ในตํารับยา นอกจากพชื สมุนไพรแลว ยังอาจประกอบดว ยสตั วและแรธ าตุ อีกดวย เราเรียกพืช สัตว หรือแรธาตุท่ีเปนสวนประกอบของยานี้วา เภสัชวัตถุ สมุนไพรเปนสวน หนึง่ ในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กระทรวงสาธารณสุขไดดําเนิน โครงการ สมุนไพร กบั สาธารณสขุ มูลฐาน โดยเนน การนาํ สมนุ ไพรมาใชบาํ บัดรักษาโรคใน สถานบรกิ ารสาธารณสขุ ของ รฐั มากขึน้ และ สง เสรมิ ใหป ลกู สมนุ ไพรเพ่ือใชภ ายในหมูบ านเปนการสนบั สนุนใหม กี ารใชส มุนไพร มากยิ่งขึ้น อันเปนวิธีหน่ึงท่ีจะชวยประเทศชาติประหยัดเงินตราในการส่ังซ้ือยาสําเร็จรูปจาก ตางประเทศไดปล ะเปนจาํ นวนมาก การผลติ สมนุ ไพรในรปู แบบการประกอบอาชีพ ปจจุบันมีผูพยายามศึกษาคนควาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑสมุนไพรใหสามารถนํามาใชใน รูปแบบท่ีสะดวกยิง่ ขน้ึ เชน นํามาบดเปนผงบรรจุแคปซูล ตอกเปนยาเม็ด เตรียมเปนครีมหรือยาขี้ผ้ึง เพือ่ ใชทาภายนอก เปนตน ในการศึกษาวจิ ัยเพ่ือนําสมนุ ไพรมาใชเ ปน ยาแผนปจจุบันนั้น ไดมีการวิจัย อยางกวางขวาง โดยพยายามสกัดสารสําคัญจากสมุนไพรเพื่อใหไดสารท่ีบริสุทธ์ิ ศึกษาคุณสมบัติ ทางดานเคมี ฟสิกสของสารเพ่ือใหทราบวาเปนสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธ์ิดานเภสัชวิทยาใน สัตวท ดลองเพ่ือดใู หไ ดผ ลดีในการรักษาโรคหรือไมเพียงใด ศึกษาความเปนพิษและผลขางเคียง เมื่อ พบวาสารชนิดใดใหผ ลในการรกั ษาที่ดี โดยไมมพี ิษหรือมพี ิษขา งเคียงนอยจงึ นําสารนน้ั มาเตรียมเปน ยารปู แบบท่เี หมาะสมเพื่อทดลองใชต อไป การแปรรปู สมุนไพรเพอื่ การจาํ หนา ย สมุนไพรถูกนาํ มาใชส ารพัดประโยชน และถูกแปรรูปออกมาในแบบตาง ๆ เพอื่ การจาํ หนา ย ซ่ึงสามารถนํามาใชประกอบอาชีพ ทั่งอาชีพหลัก ละอาชีพเสริมได สิ่งสําคัญที่สุดของการแปรรูป สมนุ ไพร คอื การปรงุ สมุนไพร การปรุงสมุนไพร หมายถึง การสกัดเอาตัวยาออกมาจากเนื้อไมยา สารที่ใชสกัดเอาตัวยา ออกมาทน่ี ิยมใชก ัน ไดแ ก น้ําและเหลา สมนุ ไพรท่ีนํามาปรงุ ตามภมู ปิ ญ ญาด้ังเดิมมี 7 รปู แบบ คือ

191 1.การตม เปน การสกดั ตัวยาออกมาจากไมยาดวยน้ํารอน เปนวิธีที่นิยมใชมากที่สุด ใชกับ สวนของเนื้อไมท แี่ นนและแข็ง เชน ลาํ ตนและราก ซ่ึงจะตองใชการตมจึงจะไดตัวยาที่เปนสารสําคัญ ออกมา ขอ ดีของการตม คือ สะอาด ปลอดจากเชื้อโรค มี 3 ลักษณะ การตมกินตางนํ้า คือการตมใหเดือดกอนแลวตมดวยไฟออน ๆอีก 10 นาที หลังจากนั้น นาํ มากนิ แทนนา้ํ การตมเคีย่ วคอื การตมใหเดือดออ น ๆ ใชเ วลาตม 20-30 นาที การตม 3 เอา 1 คอื การตม จากนํ้า 3 สวน ใหเ หลือเพียง 1 สว น ใชเ วลาตม 30-45 นาที 2.การชง เปน การสกัดตัวยาสมุนไพรดว ยนํ้ารอน ใชกับสวนที่บอบบาง เชน ใบ ดอก ท่ีไม ตอ งการโดนนา้ํ เดอื ดนาน ๆ ตวั ยากอ็ อกมาได วิธีการชง คือ ใหนํายาใสแกวเติมนํ้ารอนจัดลงไป ปด ฝาแกว ทงิ้ ไวจนเยน็ ลักษณะนเี้ ปนการปลอยตัวยาออกมาเต็มท่ี 3. การใชน้ํามัน ตัวยาบางชนิดไมยอยละลายน้ํา แมวาจะตมเคี่ยวแลวก็ตาม สวนใหญยาที่ ละลายน้ําจะไมละลายในนํ้ามันเชนกัน จึงใชน้ํามันสกัดยาแทน แตเน่ืองจากยานํ้ามันทาแลวเหนียว เหนอะหนะ เปอนเส้อื ผา จงึ ไมน ยิ มปรุงใชกัน 4.การดองเหลา เปน การใชก บั ตวั ยาของสมนุ ไพรทไ่ี มล ะลายน้ํา แตละลายไดดีในเหลาหรือ แอลกอฮอล การดองเหลามักมีกล่ินแรงกวายาตม เนื่องจากเหลามีกลิ่นฉุน และหากกินบอย ๆอาจทํา ใหตดิ ได จงึ ไมน ิยมกนิ กนั จะใชต อ เมื่อกินยาเมด็ หรอื ยาตม แลวไมไดผ ล 5.การตม ค้ันเอานํา้ เปนการนําเอาสวนของตนไมท่ีมีนํ้ามาก ๆ ออนนุม ตําแหลกงาย เชน ใบ หัว หรือเหงา นํามาตําใหละเอียด และค้ันเอาแตนํ้าออกมา สมุนไพรที่ใชวิธีการน้ีกินมากไมได เชนกัน เพราะน้ํายาที่ไดจะมีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรง ตัวยาเขมขนมาก ยากท่ีจะกลืนเขาไปท่ีเดียว ฉะนน้ั กินครงั้ ละหนึ่งถวยชากพ็ อแลว 6.การบดเปน ผง เปน การนําสมุนไพรไปอบหรือตากแหงแลวบดใหเปนผง สมุนไพรท่ีเปน ผงละเอยี ดมากย่งิ มสี รรพคณุ ดี เพราะจะถูกดูดซึมสูลําไสงาย จึงเขาสูรางกายไดรวดเร็ว สมุนไพรผง ชนิดใดท่กี นิ ยากก็จะใชปนเปนเม็ดท่ีเรียกวา \"ยาลูกกลอน\" โดยใชน้ําเช่ือมน้ําขาวหรือน้ําผ้ึง เพื่อให ตดิ กนั เปน เมด็ สวนใหญนยิ มใชน ํ้าผึ้งเพราะสามารถเกบ็ ไวไ ดน านโดย ไมข ึ้นรา 7.การฝน เปนวิธีการที่หมอพื้นบานนิยมกันมาก วิธีการฝน คือ หาภาชนะใสน้ําสะอาด ประมาณครงึ่ หนง่ึ แลว นําหินลบั มดี เล็ก ๆ จมุ ลงไปในหินโผลเหนือนํ้าเล็กนอย นําสมุนไพรมาฝนจน ไดน ํา้ สขี ุนเล็กนอย กนิ ครั้งละ 1 แกว

192 อยางไรกต็ าม การแปรรปู ผลติ ภณั ฑส มนุ ไพร ควรแปรรปู ในลักษณะอาหารหรือเคร่ืองใชท่ี ไมจัดอยใู นประเภทยารกั ษา คือไมมสี รรพคุณในการรักษาหรือปองกัน บรรเทา บําบัดโรค เนื่องจาก ผลติ ภณั ฑประเภทยาจะตองผา นการตรวจสอบท่ีมมี าตรฐานสูงและถกู ตอง มผี ชู าํ นาญการทม่ี คี ณุ วฒุ ใิ น การดําเนินการดวย ลกั ษณะของผูท จี่ ะประกอบอาชพี ผลิตภณั ฑสมุนไพรในการปรุงผลิตภัณฑจากสมุนไพร ผู ปรุงจาํ เปน ตอ งรูหลักการปรงุ ผลติ ภัณฑจากสมนุ ไพร 4 ประการคอื 1. เภสัชวัตถุ ผูปรุงตองรูจักชื่อ และลักษณะของเภสัชวัตถุท้ัง 3 จําพวก คือ พืชวัตถุ สัตว วตั ถุ และธาตุวตั ถุ รวมทง้ั รปู สี กลิ่นและรสของเภสชั วตั ถุนั้นๆ ตัวอยางเชน กะเพราเปนไมพุมขนาด เล็ก มี 2 ชนิด คือ กะเพราแดงและกะเพราขาว ใบมีกลิ่นหอม รสเผ็ดรอน หลักของการปรุงยาขอน้ี จาํ เปน ตองเรียนรูจากของจริง 2. สรรพคุณเภสัช ผูปรุงตองรูจักสรรพคุณของยา ซึ่งสัมพันธกับรสของสมุนไพรเรียกวา รสประธาน แบงออกเปน 2.1 สมนุ ไพรรสเยน็ ไดแ ก ยาที่ประกอบดวยใบไมที่รสไมเผ็ดรอนเชน เกสรดอกไม สัตว เขา (เขาสัตว 7 ชนิด) เนาวเขย้ี ว (เข้ยี วสัตว 9 ชนิด) และของที่เผาเปนถาน ตัวอยางเชน ยามหานิล ยา มหากาฬ เปนตน ยากลุมนใ้ี ชสําหรับรกั ษาโรคหรอื อาการผิดปกติทางเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) 2.2 สมุนไพรรสรอน ไดแก ยาท่ีนําเอาเบญจกูล ตรีกฎก หัสคุณ ขิง และขามาปรุง ตัวอยางเชน ยาแผนโบราณท่ีเรียกวายาเหลืองทั้งหลาย ยากลุมน้ีใชสําหรับรักษาโรคและอาการ ผิดปรกตทิ างวาโยธาตุ (ธาตลุ ม) 2.3 สมนุ ไพรรสสุขมุ ไดแ ก ยาที่ผสมดว ย โกฐ เทยี น กฤษณา กระลําพกั ชะลูด อบเชย ขอนดอก และแกนจันทนเ ทศ เปน ตน ตัวอยา งเชน ยาหอมทั้งหลาย ยากลมุ นใี้ ชร กั ษาความผดิ ปรกติ ทางโลหิต นอกจากรสประธานของสมนุ ไพรดงั ท่ีกลาวน้ีเภสัชวัตถยุ งั มรี สตา งๆ อีก 9 รสคอื รสฝาด รส หวาน รสเบ่ือเมา รสขม รสมนั รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสเผ็ดรอน ในตําราสมุนไพรแผน โบราณบางตําราไดเ พม่ิ รสจืดอีกรสหน่งึ ดว ย 3. คณาเภสัช ผูปรุงสมุนไพรตองรูจักเครื่องสมุนไพรที่ประกอบดวยเภสัชวัตถุมากกวา 1 ชนดิ ท่ีนาํ มารวมกนั แลว เรยี กเปนช่อื เดียว ตวั อยา งเชน ทเวคนั ธา หมายถึงเคร่อื งสมุนไพรท่ีประกอบดว ยเภสัชวตั ถุ 2 ชนิด คอื รากบนุ นาค และ รากมะซาง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook