Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

Description: สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

Search

Read the Text Version

43 3. การออกกาํ ลังกายโดยการบริหารรา งกาย โดยแสดงทาทางตาง ๆ เพื่อเปนการบริหาร รางกาย หรือเฉพาะสวนท่ีตอ งการใหก ลามเนอ้ื กระชบั อาทิ การบริหารแบบโยคะ หรือแอ โรบิค หลักการออกกาํ ลังกายเพอ่ื สขุ ภาพ คอื การออกกาํ ลังกายชนดิ ทเ่ี สริมสรางความอดทนของ ปอด หัวใจ ระบบไหลเวยี นเลือด รวมทง้ั ความแข็งแรงของกลา มเนือ้ ความออนตวั ของขอตอ ซึง่ จะ ชวยใหรางกายแขง็ แรงสมบรู ณ สงา งาม และสขุ ภาพจิตดี การออกกาํ ลงั กายแบบแอโรบิค เปนกจิ กรรมที่ไดร ับการยอมรับ และเปนท่ีนยิ มกนั อยาง แพรห ลายท่ัวโลก ในดานการออกกาํ ลังกายเพื่อสขุ ภาพ (Exercise For Health) โดยยดึ หลักปฏบิ ัติงาย ๆ ดังนี้ 1. ความหนัก ควรออกกาํ ลังกาย (Intensity) ใหห นักถงึ รอ ยละ 70 ของอตั ราการเตน สูงสุด ของหวั ใจแตล ะคน โดยคาํ นวณไดจากคา มาตรฐานเทากับ 170 ลบดว ยอายุของตนเอง คาท่ไี ดคอื อตั ราการเตน ของหวั ใจคงทีท่ เี่ หมาะสม ท่ีตองรกั ษาระดับการเตน ของหวั ใจน้ี ไวช วงระยะเวลาหนึ่งท่ี ออกกําลังกาย 2. ความนาน (Duration) การออกกําลังกายอยางตอ เน่อื งนานอยา งนอ ย 20 นาที ขน้ึ ไปตอครัง้ 3. ระยะผอ นคลายรางกายหลงั ฝก (Cool Down) ประมาณ 5 นาที เพอื่ ยดื เหยียดกลา มเน้ือ และความออ นตัวของขอ ตอ รวมระยะเวลาท่อี อกกาํ ลังกายติดตอ กนั ท้ังสิน้ อยา งนอย 20 – 30 นาทีตอวัน ผูท่อี อกกาํ ลังกายมาก หรอื เปน นกั กีฬา จะมกี ารใชพลงั งานมากกวา บคุ คลทัว่ ไป และมีการ สญู เสยี นาํ้ และแรธาตมุ ากขนึ้ จึงควรกินอาหารทใี่ หพลงั งานอยางเพยี งพอสมดุลกับกิจกรรมทใี่ ชใ นแต ละวัน โดยควรเพิม่ อาหารประเภท ขาว แปง ผลไม หรือนาํ้ ผลไม เพอ่ื เพ่มิ พลงั งาน และด่ืมน้ําให เพยี งพอ ไมจําเปนตอ งกินผลิตภณั ฑเ สรมิ อาหาร หรอื ดืม่ เครอ่ื งดื่มประเภทเกลือแร และเครื่องดม่ื ชู กําลงั

44 กจิ กรรมการเรียนรูท า ยบทที่ 2 กจิ กรรมท่ี 1 1. ใหนักศึกษาอธิบายตามความเขาใจของตนเอง ในหัวขอตอ ไปนี้ “จติ ที่สดใส ยอมอยูในรางกายท่สี มบูรณ” 2. ใหน กั ศกึ ษาฝก เขยี น แผนการวางแผนดูแลสุขภาพตนเองในเวลา 7 วัน กิจกรรมท่ี 2 1. ประโยชนข องการออกกําลงั กายดา นตา ง ๆ ทส่ี งผลตอสขุ ภาพของมนษุ ย จาํ แนกไดด า น อะไรบาง จงอธิบาย กจิ กรรมท่ี 3 1. การออกกําลังกายมผี ลตอพัฒนาการของมนุษยอยา งไร จงอธิบาย 2. กอ นทจ่ี ะออกกําลงั กาย เราควรใหค าํ แนะนําผจู ะออกกาํ ลงั กายอยางไร

45 บทท่ี 3 สขุ ภาพทางเพศ สาระสาํ คัญ ปญ หาหาเรอ่ื งการมีเพศสมั พันธกอนวัยอันควร กําลังเปนปญหาที่นาหวงใยในกลุมเยาวชน ไทย ดงั นนั้ การเรยี นรูในเรอ่ื งของพฤตกิ รรมทจี่ ะนาํ ไปสกู ารมีเพศสมั พันธ การถกู ลวงละเมิดทางเพศ และการตง้ั ครรภไ มพ ึงประสงค จึงเปน เรือ่ งจําเปนที่จะไดป องกันตนเอง นอกจากน้ีการดูแลรางกาย โดยเฉพาะระบบสบื พนั ธุกเ็ ปนเรื่องทีจ่ ะทําใหทกุ คนมสี ขุ ภาวะที่ดี สามารถปฏิบตั ไิ ดถูกตอ งก็จะไมท ํา ใหเกิดปญหาดา นสขุ ภาพทางเพศ ผลการเรียนรูที่คาดหวงั 1. อธิบายการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมท่ีนําไปสูการมีเพศสัมพันธ การลวงละเมิดทางเพศ การ ต้งั ครรภทไ่ี มพึงประสงค 2. อธบิ ายวธิ กี ารดแู ลสขุ ภาพทางเพศท่ีเหมาะสมและไมท าํ ใหเ กิดปญ หาทางเพศ ขอบขายเนอื้ หา เรอ่ื งที่ 1 สรีระรางกายทเี่ ก่ียวขอ งกับการสืบพันธุ เร่ืองที่ 2 การเปลย่ี นแปลงเม่อื เขาสูวยั หนมุ สาว เรื่องท่ี 3 พฤติกรรมทีน่ าํ ไปสกู ารมเี พศสมั พนั ธ เรอื่ งท่ี 4 สุขภาพทางเพศ

46 เรอื่ งที่ 1 สรรี ะรางกายท่เี ก่ยี วขอ งกับการสืบพันธุ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยน้ัน หมายถึง การเจริญเติบโตและ พฒั นาการทางรางกายและจิตใจควบคกู นั ไปตลอด เร่ิมต้ังแต วยั เด็ก วัยแรกรนุ วยั ผูใหญ ตามลาํ ดบั โดยทว่ั ไปแลว การเจรญิ เติบโตและพัฒนาการทางรา งกายของคนเราจะสิ้นสุดลงเมอ่ื มอี ายุประมาณ 25 ป จากวัยน้ีอวัยวะตาง ๆ ของรางกายเริ่มเส่ือมลง จนยางเขาสูวัยชราและตายใน ทส่ี ุด สว นการเจริญเติบโตและพฒั นาการทางจติ ใจนัน้ ไมมีขดี จาํ กัด จะเจริญเติบโตและพัฒนาเจริญ งอกงามขึน้ เรอื่ ย ๆ จนกระท่ังเขา สูวยั ชรา 1. อวัยวะสืบพันธแุ ละสุขปฏบิ ตั ิเกย่ี วกับอวัยวะสบื พนั ธุ การสืบพันธขุ องมนษุ ยเปน ธรรมชาติอยางหนงึ่ ทเ่ี กิดขน้ึ เพื่อดํารงไวซ่ึงเผาพันธุ การ สืบพนั ธนุ ้ัน จาํ เปนตอ งอาศัยองคป ระกอบทส่ี ําคญั คอื เพศชายและเพศหญิง ท้งั เพศชายและเพศหญิง ตา งก็มีโครงสรางทีเ่ ก่ียวขอ งกบั อวัยวะเพศและการสบื พนั ธุโดยเฉพาะของตน 1.1 ระบบสบื พนั ธขุ องเพศชาย อวยั วะสบื พันธุชายสวนใหญอยูภายนอกของรา งกาย สามารถปองกันและระวังรักษา ไมใหเ กดิ โรคตดิ ตอหรอื โรคติดเชื้อตาง ๆ ไดโดยงาย อวัยวะสืบพันธุชายมีความเกี่ยวของกับระบบ การขบั ถายปส สาวะ เพราะวา การขับน้ําอสุจิออกจากรา งกายตอ งผานทอปสสาวะดวย อวัยวะสบื พนั ธุ ชายประกอบดวยสวนตาง ๆ ทีส่ ําคัญดังน้ี (1.) ตอมอัณฑะ (Testis) มีลกั ษณะและรูปรา งคลายไขไกฟองเล็ก ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร กวางประมาณ 4 เซนติเมตร หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร หนักประมาณ 15-30 กรัม อณั ฑะขา งซา ยจะใหญกวา งขางขวาเลก็ นอย ตามปกตจิ ะมีอณั ฑะอยู 2 ลกู ภายในลูกอัณฑะมีหลอดเล็ก ๆ จํานวนมาก ขดเรียงอยูเปนตอน ๆ เรียกวา หลอด สรา งอสุจิ (Seminiferous Tabules) มีหนาท่ีผลิตฮอรโมนเพศชายและตัวอสุจิ สวนดานหลังของตอม อัณฑะ จะมีกลมุ ของหลอดเล็ก ๆ อกี มากมายขดไปมา เรียกวาหลอดเก็บตัวอสุจิ (Epididymis) เปนที่ เกบ็ เชอ้ื อสจุ ชิ ่วั คราว เพอ่ื ใหเชื้ออสจุ เิ จรญิ เตบิ โตไดเต็มที่ (2.) ตอ มลกู หมาก (Prostate Gland) เปนตอ มทหี่ มุ อยูรอบทอ ปสสาวะสวนใน ตรง ดานลางของกระเพาะปสสาวะ มีหนาท่ีสรางของเหลวซ่ึงมีฤทธิ์เปนดางออน ๆ สงเขาไปในถุงเก็บ อสจุ ิ เพอ่ื ผสมกับนํา้ เล้ยี งตวั อสจุ ิ ของเหลวนจี้ ะไปทาํ ลายฤทธิก์ รดจากน้ําเมือกในชองคลอดเพศหญิง ปอ งกันไมใหต ัวอสุจิถูกทําลายดว ยสภาพความเปน กรด เพอ่ื ใหเกดิ การปฏิสนธิขึน้ ได (3.) ลึงค หรือองคชาต (Penis) เปนสวนประกอบหน่ึงของอวัยวะสืบพันธุชาย ท่ี แสดงใหเ หน็ วาเปนเพศชายอยางชัดเจน มีลักษณะย่ืนออกมา สวนปลายสุดจะมีรูปรางคลายหมวก เหลก็ ทหารสวมอยู ขนาดใหญกวาลาํ ตวั ลึงคเลก็ นอย สวนนีจ้ ะมีเสน ประสาทมาหลอเล้ยี งมาก ทําให

47 มคี วามรสู ึกไวตอ การสัมผัส เมื่อมีความตองการทางเพศเกิดขึ้น จะทําใหลึงคเปล่ียนจากนุมเปนแข็ง เนือ่ งจากค่ังของเลอื ด ทาํ ใหข นาดใหญขน้ึ 1-2 เทาตวั ในระหวา งการแขง็ ตวั ของลึงคม ตี อมเลก็ อยูใน ทอ ปส สาวะ ผลติ นํา้ เมือกเหนยี ว ๆ ซึ่งจะถูกขับออกมา เพ่ือชวยในการหลอล่ืนและยังทําใหตัวอสุจิ ผานออกสูภ ายนอกไดส ะดวกอกี ดว ย (4.) ทอ พกั ตัวอสุจิ (Epididymis) มีลักษณะคลายรูปดวงจันทรครึ่งซีก หอยติดอยู กับตอมอณั ฑะสวนบนคอ นขางจะใหญเรยี กวา หวั (Head) จากหัวก็เปนตวั (Body) และเปน หาง (Tail) ทอ นี้ประกอบดว ยทอท่ีคดเค้ียวเปน จํานวนมาก เมอ่ื ตวั อสจุ ถิ กู สรา งขน้ึ มาแลวจะถกู สงเขาทอ นเี้ พือ่ เตรยี ม ท่จี ะออกมาสทู อปสสาวะ (5.) ทอนาํ ตวั อสุจิ (Vas Deferens) เปนทอเลก็ ๆ ตอจากลูกอัณฑะ จะทําหนาที่พา ตวั อสจุ แิ ละน้ําอสุจใิ หไ หลขน้ึ ไปตามหลอดและไหลเขา ไปในถงุ น้าํ อสจุ ิ (6.) ถุงอัณฑะ (Scrotum) เปนถุงทหี่ อ หมุ ตอ มอัณฑะไว ขณะทย่ี ังเปนตัวออ นอยู ตอ ม อัณฑะจะเจริญเติบโตในโพรงของชอ งทอ ง เม่อื ครบกาํ หนดตอมอัณฑะจะคอย ๆ เคลื่อนลงลางจากชอง ทองมากอยูในถุงอัณฑะท่ีบริเวณขาหนบี ถุงอณั ฑะมีลกั ษณะเปน ผิวหนังบาง ๆ สีคล้ํา มีรอยยน มี แนวกลางระหวางทวารหนักไปจนถงึ ลงึ ค จะมกี ลามเน้ือ บาง ๆ กั้นถุงอณั ฑะออกเปน 2 หอง ถุงอัณฑะ จะหอยตดิ อยูกบั กลามเนอ้ื ชนิดหน่ึง และจะหดตัวหรือหยอนตัว เม่ืออุณหภูมิของอากาศเปล่ียนแปลง เพือ่ ชวยรักษาอุณหภมู ิใหเหมาะสมในการสรางอสุจิ และปองกันการกระเทือนจากภายนอก 1.1.1 การสรา งเซลลส ืบพนั ธเุ พศชายและการฝน เปย ก เซลลสืบพันธุเพศชายหรือตัวอสุจิ (Sperm) จะถูกสรางขึ้นในทอผลิตอสุจิ (Seminiferous Tubules) ตวั อสุจมิ ีขนาดเล็กมาก มรี ูปรางลักษณะคลา ย ๆ ลูกกบแรกเกดิ ประกอบดวย สว นหวั ทีม่ ีขนาดโต แลวคอ ยลงมาเปนสว นหางที่ยาวเรียว และสวนหางน้ีจะใชในการแหวกวายมา มีขนาดลาํ ตัวยาวประมาณ 0.05 มลิ ลเิ มตร มีขนาดเล็กกวา ไขเ พศหญิงหลายหมืน่ เทา หลังจากตัวอสุจิ ถูกสรางข้ึนในทอ ผลติ ตัวอสุจิแลว จะฝงตัวอยูในทอพักตัวอสุจิจนกวาจะเจริญเต็มท่ี ตอจากน้ันจะ เคลื่อนทไ่ี ปยงั ถุงเกบ็ ตัวอสุจิ ในระยะนตี้ อมลกู หมากและตอมอ่ืน ๆ จะชวยกันผลิตของเหลวมาเลี้ยง ตัวอสุจิ หากไมมีการระบายออกโดยมีเพศสัมพันธ รางกายจะระบายออก โดยใหน้ําอสุจิเคลื่อน ออกมาตามทอปส สาวะเองในขณะนอนหลบั ซ่งึ เปน การลดปริมาณนํา้ อสุจิใหนอยลง โดยธรรมชาติ และยังเปนวิธีหนึ่งท่ีชวยลดความเครียดเก่ียวกับอารมณทางเพศได เราเรียกวาการฝนเปยก (Wet Dream) เปนปรากฎการณท ช่ี ้ใี หเห็นวาวยั รนุ ชายน้ันบรรลวุ ุฒิภาวะทางเพศแลว และรางกายก็พรอม ท่จี ะใหกําเนิดบตุ รได

48 1.1.2 สุขปฏิบตั เิ กี่ยวกับอวัยวะเพศชาย 1. อาบน้ําอยางนอยวันละ 2 ครั้ง ใชสบูชําระรางกายและอวัยวะเพศให สะอาดแลว เช็ดใหแหง 2. สวมเสอื้ ผาทส่ี ะอาด โดยเฉพาะกางเกงในไมคบั และไมห ลวมเกนิ ไป 3. ไมใชส วมหรอื ขบั ถา ยที่ผิดสขุ ลักษณะ 4. ไมส าํ สอน หรอื รวมประเวณกี บั ผูข ายบรกิ ารทางเพศ 5. หากสงสยั วาเปน กามโรคควรไปปรกึ ษาแพทย 6. ไมควรใชย าหรือสารเคมเี พอื่ กระตนุ ความรสู กึ ทางเพศ 7. อยาหมกหมุน หรือหกั โหมเกย่ี วกบั ความสัมพันธทางเพศเกินไป ควรหา กิจกรรมนนั ทนาการหรอื เลนกฬี า 8. ระวงั อยาใหอวยั วะเพศถกู กระทบกระแทกแรง ๆ 1.2 ระบบสืบพนั ธขุ องเพศหญิง โ ค ร ง ส ร า ง ท่ี เ ก่ี ย ว ข อ ง กั บ อ วั ย ว ะ เ พ ศ แ ล ะ ก า ร สื บ พั น ธุ ข อ ง เ พ ศ ห ญิ ง ประกอบดวยหลายสว นดว ยกนั ในที่นีจ้ ะกลาวถึงเฉพาะสว นทสี่ าํ คัญเทาน้นั (1.) ตอมรังไข (Ovary) เปนตอ มสบื พันธุของเพศหญิง มีหนาท่ีผลิตเซลลสืบพันธุ ของเพศหญิงท่เี รยี กวาไข (Ovum) ตอมรงั ไขนม้ี ีอยูด ว ยกนั 2 ตอม คือ ขางขวาและขางซาย ซึ่งอยูใน โพรงขององุ เชงิ กราน มรี ูปรา งคอนขางกลมเลก็ มีนํ้าหนกั ประมาณ 2-3 กรัม นอกจากนี้ตอมรังไขจะ หล่ังฮอรโมนเพศหญงิ ออกมาทาํ ใหไขส ุก และเกดิ การตกไข (2.) ทอรงั ไข (Pallopain Tubes) ภายหลงั ทไ่ี ขหลุดออกจากสวนท่ีหอหุมแลว จะผาน เขา สทู อ รังไข ทอนีย้ าวประมาณ 6-5 เซนตเิ มตร ปลายขา งหนง่ึ มีลักษณะคลา ยกรวย ซง่ึ อยใู กลกบั รังไข สวนปลายอกี ขา งหนึ่งนน้ั จะเรยี วเลก็ ลงและไปติดกบั มดลกู ภายในทอรังไขจะมกี ลา มเน้อื พิเศษ ซ่งึ บุดวยเยื่อท่ีมีขนและบีบรดั ตัวอยเู สมอ ซึ่งทาํ หนาท่โี บกพัดเอาไขที่สุกแลวเขาไปในทอรังไข คอย การผสมพนั ธุจ ากตัวอสจุ ขิ องชาย และสง ไปสูมดลกู ตอ ไป (3.) มดลูก (Uterus) มดลูกอยูในอุมเชิงกรานระหวางกระเพาะปสสาวะกับทวารหนัก ปกติยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร กวางประมาณ 4 เซนติเมตร และหนาประมาณ 2 เซนติเมตร เปน อวัยวะทปี่ ระกอบดวยกลา มเน้ือ และมีลักษณะภายในกลวง ซ่ึงมีผนังหนาไขจะเคลื่อนตัวลงมาตาม ทอ รังไข เขาไปในโพรงมดลูก ถาไขไดผ สมกับอสจุ ิแลว จะมาฝงตัวอยใู นผนังของมดลูกที่หนาและมี เลือดมาเลีย้ งเปน จํานวนมาก ไขจ ะเจรญิ เตบิ โตเปน ตัวออ นตรงบรเิ วณนี้ ภายหลังวัยหมดประจําเดือน แลว มดลูกจะเล็กและเหยี่ วลง

49 (4.) ชองคลอด (Vagina) มีลักษณะเปนโพรงซง่ึ มีความยาวประมาณ 8-10 เซนตเิ มตร ชองคลอดประกอบดวยกลามเนื้อเรียบ สวนในสุดเปนสวนท่ีหุมอยูรอบปากมดลูก ภายในบุดวยเยื่อ บาง ๆ ลักษณะเปนรอยยนสามารถยืดหดและขยายตัวไดมากเวลาคลอด ที่ชองคลอดนี้จะมี เสน ประสาทมาเลี้ยงจาํ นวนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งบริเวณรูเปดชองคลอด และชองคลอดยังทําหนาท่ี เปนทางผานของเลือดประจําเดือนจากโพรงมดลูกออกจากรางกาย และเปนทางผานของตัวอสุจิจาก เพศชายเพ่ือไปผสมกับไขทที่ อ รังไข (5.) คลิสตอริส (Clitoris) ลักษณะเปนกอนเน้ือเล็ก ๆ ต้ังอยูบนสวนของแคมเล็ก เปน เนื้อเย่อื ทยี่ ึดหดได มีหลอดเลือดและเสนประสาท และไวตอความรูสึกทางเพศเชนเดียวกับลึงค ของชาย (6.) ตอมนาํ้ เมือก (Bartholin Gland) เปนตอ มเลก็ ๆ อยู 2 ขางของชองคลอด ตอม นีท้ าํ หนา ทีห่ ลั่งนํ้าเมอื กออกมา เพอื่ ใหช วยหลอลื่นชองคลอดในระหวางทมี่ ีการรวมเพศ (7.) ฝเย็บ (Perineum) อยูพ้ืนลางของอุงเชิงกรานที่ก้ันอยูระหวางชองคลอดกับ ทวารหนัก ขยายและยึดหดตัวได ประกอบดวยกลามเนื้อท่ีสําคัญ 3 มัด มีหนาท่ีชวยเสริมสราง กลา มเน้ือชอ งคลอดใหแ ข็งแรง และปอ งกันชองคลอดหยอน ถาหากขาดแลวไมเย็บ จะทําใหมดลูก ต่าํ ลงมาไดเ ม่ืออายมุ ากขน้ึ (8.) เตา นม (Breast) มีอยู 2 เตา ซึง่ มขี นาดใกลเ คยี งกนั ตรงกลางของเตา นมจะมีผิว ท่ีย่นื ออกมาเรยี กวา หัวนม เตานมแตละเตาจะประกอบขึ้นดวยกอนเน้ือหลายกอน กอนเนื้อแตละ กอ นจะประกอบดว ยทอ ที่แตกแขนงไปมากมาย เตานมจะมีขนาดโตขึ้นเมื่อเขาสูวัยสาว เน่ืองจากมี เนอ้ื เยื่อเกีย่ วพนั และไขมันเพม่ิ ขนึ้ ขณะท่ีตั้งครรภเตา นมจะโตข้นึ เน่อื งจากมีการเจริญเตบิ โตของตอม นํ้านมและทอ จํานวนมาก บริเวณเตานมน้จี ะมีหลอดเลอื ดและเสนประสาทไปเลี้ยงอยูมาก จึงทําใหมี ความไวตอ การสมั ผัส

50 1.2.1 ความรูเกยี่ วกับผลของการบรรลุวฒุ ิภาวะทางเพศหญงิ เม่ือเพศหญิงเจริญเติบโตเปนสาว ไมเฉพาะแตจะมีลักษณะของความเปน หญงิ ดวยการมีเตา นมเจริญเติบโต และมีลกั ษณะเปลี่ยนแปลงอ่นื ๆ เกดิ ข้นึ เทาน้นั การบรรลุ วฒุ ภิ าวะของเพศหญงิ ขึน้ อยูกับการมปี ระจาํ เดือนครง้ั แรก และมีประจําเดอื นทุก ๆ เดอื น โดยเฉลยี่ จะ เกิดขน้ึ ทกุ ๆ 28 หรือ 30 วนั และการมปี ระจําเดือนแตละเดอื นอาจะแบง ออกไดเปน ระยะดังน้ี 1. ระยะทาํ ลาย (Destructive Phase) เปน ระยะท่ีมีเลือดออกมา เนื่องจากมี การทําลายของเยื่อบภุ ายในของผนังมดลกู ระยะน้ีจะใชเ วลาประมาณ 3-7 วัน หรอื เรยี กวา จะมีเลือด ระดอู อกมาอยูประมาณ 3-7 วัน จํานวนเลอื ดทีไ่ หลออกมามีจาํ นวนไมแ นนอนโดยท่ัวไปจะมีปริมาณ 125 ลูกบาศกเ ซนตเิ มตร นอกจากเลือดท่ีไหลออกมาแลวยังมีเศษของผนังมดลูกท่ีถูกทําลายหลุดปน ออกมาดว ย ระยะทาํ ลายน้เี ริม่ แรกมักจะมีอาการท้ังทางรางกายและจิตใจ เชน ถายปสสาวะบอย มี สิวขนึ้ บนใบหนา เตา นมจะโตและแข็ง มอี าการปวดศรี ษะ เพลยี หงุดหงิด เปนตน 2. ระยะฟอลลิคูลา (Follicular Phase) ตอมพิทูอิทารีสวนหนา (Anterior Lobe) หล่ังฮอรโมนชนิดหนง่ึ ออกมาและซมึ เขา กระแสเลอื ด แลวนาํ ไปยังตอมรังไขจ ะทําใหไขซ่ึงอยู ภายในรังไขเจริญเติบโตและสุกระยะนก้ี ินเวลาประมาณ 9 วนั และเม่อื รวมกบั ระยะทีม่ ีเลือดระดูไหล ออกมาในระยะทาํ ลายจะกนิ เวลาประมาณ 14 วัน 3. ระยะลูเทียล (Luteal Phase) เปนระยะที่ไขสุกเต็มที่และจะหลุดออก จากรังไข รังไขจ ะสรา งฮอรโมนชนดิ หนง่ึ เพื่อกระตุนใหผนังมดลูกหนาและมีเลือดมาหลอเลี้ยงมาก เพ่ือรอรับไขที่จะถูกผสมพันธุ ถาไขไมไดรับการผสมพันธุฮอรโมนนี้จะลดลง ซึ่งเปนการเร่ิมตน ระยะทําลาย และจะมีเลอื ดระดไู หลออกมาใหม 1.2.2 สขุ ปฏิบตั เิ กี่ยวกบั อวยั วะสืบพนั ธขุ องเพศหญิง 1. อาบน้ําชําระลา งกายใหส ะอาดอยูเสมอ เวลาอาบน้ําควรทําความสะอาด อวยั วะเพศเปนพิเศษ เชน ลาง เช็ดใหแหง โดยเฉพาะอยางย่ิงในชวงมีประจําเดือน ควรใชน้ําอุน ชําระสว นทีเ่ ปอนเลือด เปน ตน 2. หลังจากถา ยอุจจาระ ปสสาวะควรทาํ ความสะอาดแลวเชด็ ใหแหง 3. ควรสวมเสอื้ ท่สี ะอาด โดยเฉพาะอยา งยง่ิ กางเกงในตองสะอาด ไมค บั ไม หลวมเกนิ ไป และควรเปลีย่ นทุกวนั 4. รกั นวลสงวนตัว ไมค วรมเี พศสมั พนั ธก อนแตง งาน 5. ไมควรใชย ากระตุนหรือสารเคมีตออวยั วะเพศ 6. การใชสวมเพือ่ การขับถาย ควรคาํ นึงถึงความสะอาดและถูกสุขลกั ษณะ 7. ควรทาํ งานอดิเรก หรือออกกาํ ลังกายเสมอเพื่อเบนความสนใจทางเพศ

51 8. ในยามทม่ี ีประจําเดอื นควรเตรียมผา อนามัยไวใหเพยี งพอ และเปลี่ยนอยู เสมออยา ปลอยไวน าน 9. ในชวงมีประจําเดือนไมควรออกกําลังกายท่ีผาดโผนและรุนแรง ควร ออกกาํ ลงั กายเพียงเบา ๆ และพักผอ นใหเ พียงพอ 10. ควรจดบันทึกการมีประจําเดือนไว ถาประจําเดือนมาชาหรือเร็วบาง เลก็ นอยถอื วา ปกติ ถา ประจําเดือนมาชา หรอื เร็วกวา ปกติ 7-8 วนั ข้นึ ไป ควรไปปรึกษาแพทย 11. ในชว งมปี ระจาํ เดอื น ถามีอาการปวดทองควรใชกระเปาน้ํารอนมาวาง ท่ที อ งนอ ย เพอ่ื ใหค วามอบอุน และอาจรบั ประทานยาแกปวดไดบ าง 12. ถามีอาการผิดปกติทางรางกายในชวงมีประจําเดือน เชน ปวดทองมาก หรอื มีเลือดไหลออกมา ควรรีบไปปรึกษาแพทยท นั ที 13. ระวังอยา ใหอวยั วะเพศกระทบกระแทกแรง ๆ 14. ถา หากมีการเปลี่ยนแปลงทผี่ ิดปกตขิ องอวัยวะเพศ ควรไปปรกึ ษาแพทย เรอื่ งท่ี 2 การเปลย่ี นแปลงเมื่อเขาสูวยั หนมุ สาว 1. พัฒนาการทางเพศและการปรับตัวเมือ่ เขาสวู ัยรุน วัยรุนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางรางกายอยางรวดเร็ว และมีพัฒนาการทางเพศควบคู กนั ไปดวย โดยเพศชายและเพศหญิงจะมีความแตกตางกัน 1.1 การเปลี่ยนแปลงทางรา งกายของเพศหญิง การเขา สูชวงวัยรุนของเด็กหญงิ จะเกดิ ข้นึ เรว็ กวาเด็กชาย คือ จะเร่ิมข้ึนเม่ืออายุ ประมาณ 11-13 ป ตอมใตสมองจะผลิตฮอรโ มนท่ไี ปกระตนุ การเจริญเตบิ โต และกระตนุ การทํางานของ รังไขใหสรางเซลลสืบพันธุและผลิตฮอรโมนเพศหญิง ในชวงนี้วัยรุนหญิงจะมีการเจริญเติบโตอยาง รวดเรว็ สว นสูงและนาํ หนักเพม่ิ มากข้นึ อวัยวะเพศโตข้ึน มีขนข้ึนบริเวณหัวเหนาและรักแร เอวคอด สะโพกผายออก เตานมโตข้ึน อาจมีสิวข้ึนตามใบหนา สวนมดลูก รังไข และอวัยวะท่ีเกี่ยวของ เจริญเตบิ โตขึ้น เริ่มมปี ระจาํ เดอื น ซง่ึ ลกั ษณะการมีประจาํ เดือนในเพศหญงิ จะเปนการบงบอกวา วัยรนุ หญิงไดบรรลวุ ฒุ ิภาวะทางเพศแลว และสามารถตงั้ ครรภไ ด การมปี ระจําเดอื น (menstruation) เปน ปรากฏการณต ามธรรมชาติท่ีเกิดใน เพศหญิงเม่ือยางเขาสูวัยรุน โดยรังไขจะสรางฮอรโมนและผลิตไข ปกติไขจะเจริญเติบโตและสุก เดือนละ 1 ฟอง สลับกนั ระหวา งรังไขซา ยและขวา เม่ือไขสุกจะหลุดออกจากรังไขแลวถูกพัดพาเขา ไปในทอ รงั ไขห รอื ปก มดลกู เพ่อื รอรบั การผสมจากตัวอสจุ ิของเพศชาย ในขณะเดยี วกันฮอรโ มนเพศ หญงิ ท่ผี ลติ จากรงั ไขแ ละสง ไปตามรางกาย จะทาํ ใหเ กิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูก โดยในชวง สัปดาหแรกของรอบเดือน ผนังมดลูกจะหนามากท่ีสุด มีหลอดเลือดมาเลี้ยงมากมาย เพื่อ เตรยี มพรอมทจ่ี ะรบั การเกาะฝง ของไขทีไ่ ดรับการผสมจากตัวอสุจิ ถาหากไขไมไดรบั การผสม เย่ือบุ

52 มดลกู กจ็ ะคอย ๆ หลดุ ออก หลอดเลือดบรเิ วณเยอื่ บมุ ดลูกก็จะลอกหลุดและฉีกขาด ทําใหเลือดไหล ออกทางปากมดลกู ผานชอ งคลอดออกสภู ายนอก เรยี กวา ประจาํ เดอื น อาการเมือ่ มีประจําเดือน กอนมีประจําเดือน บางคนอาจมีอาการบางอยาง เกิดข้นึ ได เชน ปวดศรษี ะ ทองอืดเฟอปวดเมื่อกลามเนื้อบริเวณหลังและบ้ันเอว เตานมตึงและเจ็บ หงุดหงดิ งา ย อารมณไ มป กติหรือเบือ่ อาหาร คลนื่ ไสอาเจียน ขอ ควรปฏิบัตขิ ณะมปี ระจาํ เดอื น คอื ใชผาอนามัยอยางถูกวิธี และลางมือ ใหส ะอาดทุกครงั้ นอกจากนีข้ ณะมปี ระเดอื น บางคนมอี าการบางอยา งดังกลา วขางตน และอาจมีการ ปวดทองนอยเพ่ิมดว ย ซึง่ เปนอาการปกติท่ีจะหายไปเองเมื่อประจําเดือนหยุด หากมีอาการผิดปกติท่ี รุนแรง เชน ปวดทองมากขณะมีประจําเดือน มีประจําเดือนนานเกิน 7 วัน หรือประจําเดือนมา คลาดเคล่อื นจากปกตมิ าก ควรปรึกษาแพทยโดยเฉพาะสตู นิ รแี พทย ผาอนามัยควรเปลี่ยนบอย ๆ อยางนอยวันละ 2-3 ครั้ง และทุกคร้ังหลัง อาบน้ําหรือหลงั ถา ยอจุ จาระ รักษาความสะอาดของรางกายและเส้ือผาที่สวมใส ไมใชเสื้อผารวมกับ ผูอ่นื ออกกําลังกายใหนอยลงกวา ปกติ พักผอ นใหเพียงพอ ทาํ จติ ใจใหรา เรงิ แจมใส ถามีอาการปวด ทอ งนอยมากใหน อนคว่าํ แลวใชห มอนรองใตทองนอ ยประมาณ 15-20 นาที ประจําเดือนจะออกไดดี และชว ยใหทเุ ลาปวด อาจไมจ าํ เปน ตองใชย าแกปวด ควรรบั ประทานยาแกปวดหากมอี าการปวดมาก ถาปวดทองรนุ แรงมากหรอื มีเลือดออกมากผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย และขณะมีประจําเดือนไม ควรอาบน้ําแบบแชในแมนํ้าลําคลอง อางน้ําในบานหรือสระวายนํ้า เพราะเช้ือโรคในน้ําอาจเขาสู โพรงมดลกู ได เน่ืองจากปากมดลกู จะเปด เลก็ นอ ย จึงควรอาบนํ้าแบบตกั หรอื ใชฝ ก บัว 1.2 การเปลี่ยนแปลงทางรา งกายของเพศชาย เด็กชายจะเริ่มเขาสูวัยรุนเมื่ออายุประมาณ 13-15 ป ตอมใตสมองจะผลิต ฮอรโมนท่ีไปกระตุนใหรางกายเจริญเติบโต และกระตุนใหอัณฑะผลิตเซลลสืบพันธุและฮอรโมน เพศชายมีการเปลี่ยนแปลงของรา งกายทเี่ ห็นไดช ัดโดยเฉพาะความสงู และน้าํ หนกั ตวั ทเี่ พิม่ ขึ้น แขนขา ยาวเกงกา งไหลกวางออก กระดกู และกลามเนื้อแข็งแรงขึ้นและมีกาํ ลงั มากขน้ึ เสียงแตก นมแตกพาน มีหนวดเครามีขนข้ึนที่หนาแขง รักแร และบริเวณอวัยวะเพศ บางคนอาจมีสิวขึ้นบริเวณใบหนา หนาอก หรอื หลงั อวยั วะเพศโตข้ึนและแข็งตวั เม่ือมีความรูสกึ ทางเพศหรือถูกสัมผัส และมีการหล่ัง นา้ํ อสจุ หิ รือนํา้ กามออกมาในขณะหลับ (ฝนเปย ก) ซึ่งเปนอาการท่บี ง บอกวา ไดบ รรลวุ ฒุ ภิ าวะทางเพศ แลว และยงั หมายถงึ การมีความสามารถทจี่ ะทําใหเ พศหญิงเกิดการตง้ั ครรภไดอ กี ดวย การฝน เปยก (wet dream) เปน ปรากฏการณต ามธรรมชาตทิ ี่เกิดในเพศชาย กลา วคอื ในดานรา งกายลูกอัณฑะจะทาํ หนาท่สี รางฮอรโมนเพศชายและตวั อสุจิ โดยจะเกบ็ สะสมไวท ่ี ถุงเกบ็ นํ้าอสุจิ ในดา นจิตใจและอารมณ ฮอรโมนเพศจะมีผลทําใหวยั รนุ เร่ิมมคี วามรูสึกทางเพศ และ

53 สนใจเพศตรงขาม เมอื่ รา งกายมีการผลิตนํ้าอสุจิเก็บไวมากขึ้น ประกอบกับจิตใจและอารมณมีการ เปลี่ยนแปลงดงั กลา ว จะมผี ลทาํ ใหเ กดิ ความตึงเครียดของประสาท ในขณะหลับอาจฝน จินตนาการ เก่ยี วกบั เรอ่ื งเพศหรือเรือ่ งท่ีหวาดเสียว สง ผลใหถุงเก็บนา้ํ อสจุ ิรดั ตวั ทาํ ใหต ัวอสุจิและน้ําหลอเล้ียงถูก บีบเขาสูทอปสสาวะและขับเคล่ือนออกมาภายนอกโดยอัตโนมัติ ซึ่งเรียกอาการที่เกิดข้ึนนี้วา ฝน เปยก ซ่ึงนับวา เปน การผอนคลายความตงึ เครยี ดทางจติ ใจและอารมณทางเพศตามธรรมชาติ จึงไมถือ วาผิดปกตแิ ตอ ยางใด 1.3 ตอมไรทอทม่ี ีอิทธิพลตอ การควบคุมพฒั นาการทางเพศ ตอมไรทอท่ีมีอิทธิพลตอการเจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุนท่ีสําคัญ ไดแก ตอมใตสมองหรือตอมพิทูอิทารี (Pituitary gland) ตอมเพศ (Gonads) ตอมไทรอยด (thyroid gland) และตอมหมวกไต (adrenal or suprarenal glands) ซ่ึงตอมไรทอแตละตอมสงผลตอการเจริญเติบโต และพฒั นาการของวัยรนุ 1.4 อารมณทางเพศ (sexuality) หรอื ความตองการทางเพศ (sexusl desire) ในที่นจี้ ะหมายถึง ความรสู ึกของบุคคลทีม่ ีผลมาจากสิ่งเรา ภายในหรือสงิ่ เรา ภายนอก ทีเ่ ปนปจจัยทม่ี ากระตุนใหเ กดิ ความรูสกึ ทางเพศขึ้น โดยมีระดบั ความแตกตางมากนอยตา งกัน ขึน้ อยู กับความสามารถในการควบคมุ อารมณแ ละพ้ืนฐานทางดา นวุฒภิ าวะของแตล ะบคุ คล จากความหมายดังกลา วจะเหน็ ไดวา สิ่งเราภายในและสิง่ เรา ภายนอกเปนปจจยั สําคัญ ที่จะสงผลใหอารมณและอารมณทางเพศเกิดข้ึน และเมื่อวิเคราะหในประเด็นที่เก่ียวของกับ ความสําคญั ของอารมณทางเพศกับวยั รนุ แลว สรปุ ประเดน็ ท่ีสําคัญได ดังนี้ 1) อารมณทางเพศถือวาเปนสัญชาตญาณในการดํารงเผาพันธุของมนุษยที่ เกดิ ขึ้นตามธรรมชาติ เปนตัวบง ช้ปี ระการหน่งึ ทแี่ สดงใหเ ห็นถงึ ความสมบูรณข องพัฒนาการทางดาน รา งกาย จิตใจ และอารมณข องวยั รนุ ทก่ี า วเขาสชู วงของวัยเจรญิ พนั ธมุ ากขน้ึ 2) ปจจุบนั ส่อื หลายรูปแบบท่ปี รากฏอยใู นสงั คมมีสวนชวยกระตนุ แรงขบั ทาง เพศ (Sex drive) ของวยั รุนใหเ กิดอารมณทางเพศไดงายขึ้น การนาํ เสนอภาพหรือขอความที่เกี่ยวของ กบั เร่ืองเพศผา นสอ่ื ตาง ๆ เปน ปจ จยั หนง่ึ ที่ยวั่ ยใุ หว ยั รนุ เกิดอารมณทางเพศที่เสยี่ งตอการมเี พศสัมพันธ ไดงายและเร็วขึน้ โดยสอื่ ตาง ๆ เหลานอ้ี าจอยใู นรูปแบบของหนังสือหรอื ภาพยนตรบางประเภท รวม ไปถึงขอมูลทไี่ ดจากการสืบคน ดวยระบบอนิ เทอรเน็ต ซ่ึงผลกระทบจากอารมณท างเพศในแงลบจะมี มากยิง่ ขึ้น หากวัยรุนขาดความรคู วามเขา ใจในแนวทางการควบคุมอารมณท างเพศอยา งถกู ตอ ง จนใน ทีส่ ดุ อาจนาํ ไปสพู ฤติกรรมเสีย่ งตอการมเี พศสมั พันธโดยไมต ้งั ใจ และนํามาสูปญหาตาง ๆ ในสงั คมท่ี เก่ยี วของกับพฤตกิ รรมทางเพศที่ไมเหมาะสมของวัยรุนได 3) อารมณทางเพศของวัยรุนหากขาดวิธีการควบคุมที่ถูกตอง จะนําไปสู ปญ หาพฤติกรรมทางเพศท่ไี มเ หมาะสมของวัยรุน มากขนึ้ วัยรนุ แมจะเปนวัยทม่ี แี รงขบั ทางเพศสูงกวา

54 ทุกวัย และพรอมที่จะมีเพศสัมพันธหรือมีบุตรไดก็ตาม แตสังคมและวัฒนธรรมของไทยก็ยังไม ยอมรับท่ีจะใหวัยรุนชาย-หญิง แสดงพฤติกรรมทางเพศที่ไมเหมาะสมดังกลาว โดยเฉพาะการมี เพศสมั พนั ธจ นกวาจะไดท าํ การสมรสหรือยูในชว งวยั ทเ่ี หมาะสมอารมณทางเพศท่ีเกิดขึ้นในชวงการ เขาสวู ยั รุน เปนพัฒนาการอยางหนึง่ ท่แี สดงใหเห็นถงึ ความพรอ มของรางกายท่จี ะสบื ทอดและดาํ รงไว ซึ่งเผาพันธุ โดยมีสิ่งเราสําคัญใน 2 ลักษณะ ประกอบดวย ลักษณะของปจจัยที่เปนส่ิงเราภายใน (intrinsic stimulus) และลักษณะของปจจัยทีเ่ ปนสิง่ เรา ภายนอก (extrinsic stimulus) 1) ลักษณะของปจ จัยทเี่ ปนสิ่งเราภายใน ปจจัยที่เปนส่ิงเราภายใน ในท่ีนี้หมายถึง ส่ิงเราซ่ึงเปนผลที่เกิดจาก กระบวนการเปลยี่ นแปลงตา ง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในรางกาย โดยไดรับอิทธิพลมาจากการทํางานของระบบ ตอมไรทอ ซึ่งผลิตฮอรโมน ออกมาเพ่ือกระตุนใหรางกายมีการพัฒนาอยางเปนระบบตอเนื่อง ฮอรโมนเพศเปนปจจัยภายในที่สําคัญท่ีเปนส่ิงเราใหวัยรุนมีพัฒนาการของอารมณทางเพศเกิดขึ้น และนําไปสกู ารเกดิ ความตองการทางเพศตามชวงวัย ในเพศชายฮอรโมนท่ีเปนปจจัยสําคัญในเร่ือง ดังกลา ว คอื ฮอรโมนเทสโทสเตอโรน สวนในเพศหญิง คือ ฮอรโมนเอสตราดิโอล และ ฮอรโมน ฟอลลิควิ ลาร 2) ลักษณะของปจจัยท่ีเปนส่ิงเราภายนอก ปจจัยท่ีเปนสิ่งเราภายนอก ในท่ีน้ีหมายถึง สภาพแวดลอมภายนอกตาง ๆ ท่ี สามารถกระตนุ หรอื ยั่วยุใหผทู ่รี บั รู หรอื ไดรับการถา ยทอดเกิดความรสู กึ ทเี่ กิดเปนอารมณทางเพศข้ึน ประกอบดว ย สอ่ื รูปแบบตา ง ๆ ที่กระตุนหรือยั่วยุใหวัยรุนเกิดอารมณทางเพศ ปจจุบันมีสื่อ หลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะ สื่อทางเพศ ไดน าํ เสนอภาพและ/หรือขอ ความทเี่ กี่ยวกบั เพศ ซ่ึงมักจะ นําไปสูการกระตุนหรือย่ัวยุใหผูรับสื่อโดยเฉพาะในวัยรุน ความหลากหลายของสื่อในลักษณะ ดงั กลา วทาํ ใหม ผี ูเปรยี บเปรยส่ือตาง ๆ เหลา น้ีเปน สินคา เพศพาณิชย ซงึ่ นับวันจะมีการผลติ และนํามา เผยแพรใ หเ หน็ เพิม่ มากขึน้ สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมที่เปล่ียนไป ปจจุบันเปนที่ยอมรับกันอยาง หน่ึงวา สภาพทางสังคมและวัฒนธรรมไทยไดเปล่ียนไปจากเดิม นับต้ังแตท่ีมีการรับวัฒนธรรม ตะวนั ตกเขาสสู งั คมไทย กอ ใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลงข้นึ หลายลักษณะ โดยเฉพาะในประเทศไทยเกิด ความเปล่ยี นแปลงทเ่ี กยี่ วของกับเร่อื ง การคบเพ่ือนตางเพศของวัยรุนไทย พบวามีอิสระเพ่ิมมากข้ึน นอกจากนี้ปจจุบันสภาพของครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงไป ผูปกครองมีเวลาใกลชิดกับบุตร หลานนอ ยลง ซงึ่ เปน ผลมาจากสภาพของภาวะเศรษฐกจิ นอกจากน้ยี ังพบวา ความมอี สิ ระของส่ือตอ การนาํ เสนอเรื่องราวที่เกี่ยวของกับเพศ จัดไดวาเปนส่ิงเราภายนอกท่ีสําคัญ ท่ีสามารถที่จะเราและ กระตนุ ใหว ยั รนุ เกิดความตอ งการทางเพศข้ึนได โดยเฉพาะหากขาดการดแู ลและการควบคมุ ที่ถกู ตอ ง เหมาะสม

55 คานิยมและพฤติกรรมท่ีไมเหมาะสมในบางลักษณะของวัยรุน ผลจากสภาพ ทางสังคมและวัฒนธรรมที่เก่ียวของกับเรื่องเพศท่ีเปล่ียนไป สงผลใหวัยรุนไทยเกิดคานิยม และมี พฤติกรรมท่ีไมเหมาะสมในหลายลักษณะ เปนตนวา คานิยมในเร่ืองการแตงกายตามสมัยนิยม (Fashion) ท่ีมากเกินควรของวัยรุน โดยไมคํานึงถึงผลกระทบท่ีอาจเกิดขึ้น เชน ลักษณะการสวม เสือ้ ผา ท่ีรัดรปู หรือเปดเผยสัดสวนรางกายของวัยรุนเพศหญิง ซ่ึงการแสดงออกดังกลาวจะกระตุน และยั่วยุใหว ยั รุนชายเกิดอารมณทางเพศได นอกจากน้ียังพบวาวัยรุนมักจะมีคานิยมท่ีเกี่ยวกับความ ตองการในการแสดงออกโดยอิสระ เปน ตนวา การเทย่ี วเตรในเวลากลางคืน การสัมผัสรางกายของ เพศตรงขาม หรอื การจับมอื ถือแขนอยางเปดเผยในทสี่ าธารณะ การอยูตามลําพงั สองตอสอง หรือการ ไมใหค วามสําคัญในเรอื่ งการรักษาพรหมจารี ฯลฯ ซง่ึ สิ่งตาง ๆ เหลานีถ้ อื วาเปนปจ จัยภายนอกท่ีสามารถ จะกระตุนหรอื ย่ัวยใุ หวัยรุนเกดิ อารมณท างเพศข้นึ ได ความเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขึน้ ในขณะท่วี ยั รุนเกดิ การ เปลีย่ นแปลงทางเพศ อารมณเพศหรือความตองการทางเพศท่ีเกิดข้ึนกับวัยรุน ไมวาจะเกิดจากสิ่งเรา ภายในหรือภายนอกก็ตาม มักจะทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงใน 2 ลักษณะสําคัญ ประกอบดวย ลักษณะการเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นกับสภาพจิตใจ และลักษณะการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นกับสภาพ รางกาย 1) ลกั ษณะการเปล่ยี นแปลงท่เี กดิ ข้ึนกบั สภาพจติ ใจ โดยปกติขณะทีค่ นเราเกิดอารมณท างเพศจะพบวา มีจิตนาการท่ีเกี่ยวของกับ เร่ืองเพศอยูในระดับหน่ึง ซ่ึงจะมากหรือนอยหรือมีความแตกตางกัน ยอมขึ้นอยูกับพื้นฐาน ความสามารถในการควบคมุ อารมณแ ละความรสู ึกของแตละคน และโดยทั่วไปพบวา ความต่ืนเตน ทางเพศทเ่ี ปน พนื้ ฐานของการเกดิ อารมณทางเพศในเพศหญิงจะเกิดไดชากวาเพศชาย อยางไรก็ตาม ท้งั เพศชายและเพศหญงิ เมอื่ เกดิ อารมณทางเพศขนึ้ หากความสามารถในการควบคุมอารมณและการ จัดการในเรื่องดงั กลาวไมดพี อ กม็ ักจะสงผลใหเกดิ ปญ หาทางดา นสุขภาพจติ ขน้ึ ได โดยเรมิ่ จากภาวะ ทางดา นจติ ใจที่เกิดความเครียดขน้ึ แลว นาํ มาสูภ าวะของความวิตกกังวลท่ีเกี่ยวของกับเร่ืองเพศ จน อาจนําไปสูก ารขาดความเช่ือมนั่ ในตนเองได 2) ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดขนึ้ กบั สภาพรา งกาย ขณะท่สี ภาพจติ ใตมีการเปลี่ยนแปลงและแสดงออกถึงความตองการทางเพศ ปฏกิ ิรยิ าของรางกายท่ีแสดงใหเห็นถึงภาวะความเปล่ียนแปลงดังกลาวของรางกายจะเห็นไดชัดเจน มากข้นึ โดยเฉพาะรางกายท่แี สดงใหเ ห็นถึงภาวะความเปล่ียนแปลงดังกลาวของรางกาย จะเห็นได ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศท่ีมีการไหลเวียนของเลือดที่สงมามากข้ึน สงผลให อวัยวะเพศเกิดการขยายตวั เพศชาย พบวา บรเิ วณองคชาตหรือลึงค (penis) จะมขี นาดเพม่ิ ขึ้นและแข็งตัว ข้ึน ผนงั ทห่ี มุ อัณฑะ (Scrotum) จะหนาขึน้ ลกู อัณฑะจะเคล่อื นตวั สงู ข้ึน

56 เพศหญิง พบวา บริเวณอวยั วะเพศนอกจากจะขยายตัวแลว บริเวณชองคลอด อาจมกี ารขับนํ้าหลอลนื่ ออกมา รวมทงั้ กลามเนอ้ื บรเิ วณดังกลา วยังอาจเกิดการหดรดั ตวั ขึน้ เปนระยะ นอกจากการเปล่ียนแปลงบริเวณอวัยวะเพศแลว ผลจากการเกิดอารมณทาง เพศยังสงผลใหการสูบฉีดเลือดของหัวใจเพิ่มข้ึน ทําใหเลือดไหลเวียนเพ่ิมข้ึน เปนผลใหผิวหนัง บริเวณทส่ี งั เกตได มกี ารเปลย่ี นแปลงเปนสแี ดงเพิ่มขน้ึ เชน บรเิ วณใบหนา ลําคอ อก และหนา ทอ ง นอกจากน้ี ในเพศหญงิ หวั นมและเตา นมอาจมกี ารขยายตัวขึ้น ผลกระทบดานลบท่ีเกิดขึ้นจากการเกิดอารมณทางเพศของวัยรุน จนนํามาสู ปญหาทางสงั คมท่เี ห็นไดชดั อีกประการหนึ่งในปจจุบัน คือ การมีพฤติกรรมทางเพศท่ีไมเหมาะสม ของวยั รุน ซ่ึงนํามาสูป ญหาตาง ๆ ตามมา เปนตนวา การเกิดปญหาการตั้งครรภที่ไมพึงประสงคใน วยั รุน การเกิดปญ หาการตดิ โรคทางเพศสัมพันธและโรคเอดสในวัยรุน โดยปญหาเหลาน้ีถือวาเปน ผลกระทบที่สืบเน่ืองมาจากการเกิดอารมณทางเพศของวัยรุนที่ไมไดรับการควบคุมและจัดการท่ี ถูกตองเหมาะสม ซึ่งผลกระทบดังกลาวถือไดวาเปนปญหาทางสังคมท่ีสําคัญอีกประการหนึ่งใน ปจจบุ นั แนวทางในการจดั การกบั อารมณทางเพศของวยั รนุ การจัดการกับอารมณทาง เพศของวยั รุน มีแนวทางการปฏบิ ตั ทิ ี่สาํ คญั อยู 2 ลกั ษณะ ประกอบดว ย แนวทางการปฏิบัติเพ่ือระงับ อารมณทางเพศ และแนวทางการปฏบิ ตั ิเพอื่ ผอ นคลายความตอ งการทางเพศ 1) แนวทางการปฏิบตั ิเพอื่ ระงับอารมณท างเพศ แนวทางการปฏบิ ัตเิ พอ่ื ระงบั อารมณท างเพศ หมายถงึ ความพยายามในการท่ี จะหลกี เลย่ี งตอ สงิ่ เราภายนอกทมี่ ากระตุนใหอารมณทางเพศมีเพ่ิมมากข้ึน แนวทางในการปฏิบัติ มี ดังน้ี หลกี เลีย่ งการดูหรืออานขอ ความจากสื่อตา ง ๆ ทีม่ ีภาพหรือขอความที่สามารถ ยั่วยุใหเกิดอารมณทางเพศ เชน การดูหนังสือ หรือภาพยนตร หรือส่ืออินเทอรเน็ตที่มีภาพหรือ ขอความท่แี สดงออกทางเพศ ซึ่งเปน การย่วั ยุใหเกดิ อารมณท างเพศ หลีกเลี่ยงการปฏิบัติหรือการทําตัวใหวางหรือปลอยตัวใหมีความสบายเกินไป เชน การนอนเลน ๆ โดยไมหลับ การน่งั ฝนกลางวนั หรือนัง่ จิตนาการที่เก่ียวของกับเรื่องเพศ การอยู ในสภาพของบรรยากาศทีม่ ีแสงสเี สยี งทกี่ อ หรอื ปลุกเราใหเกดิ อารมณท างเพศ อยางไรก็ตาม แมในทางจิตวิทยาและในทางการแพทยจะมีความเห็นท่ี สอดคลอ งกันวา การบาํ บดั ความใครดวยตนเองโดยทั่วไปจะไมก อใหเกดิ ความผดิ ปกตทิ ้ังทางรางกาย และจิตใจ แตก ็ไมควรปฏบิ ัติบอยจนเกิดความหมกมุนตอเร่ืองดังกลาว ซึ่งจะกอใหเกิดเปนลักษณะ นิสยั ซ่งึ อาจสงผลลบตอ บคุ ลกิ ภาพและความเขมแข็งทางดานการควบคุมอารมณที่ดีได ดังน้ัน หากมี ความจําเปนและไมสามารถที่จะหลีกเล่ียงการปฏิบัติในเร่ืองดังกลาวได ควรระลึกและคํานึงถึง หลกั การปฏบิ ัตทิ ่เี กี่ยวของใน 3 ลกั ษณะทีส่ ําคัญ คอื ตองคํานึงในหลักของความสะอาดเปนพื้นฐาน

57 ตอ งคาํ นงึ ถึงสถานทใ่ี นการปฏบิ ตั ิ คือ ตอ งมคี วามเปน สว นตัว ไมประเจดิ ประเจอ และตอ งไมป ฏบิ ัติ ดว ยวธิ กี ารท่รี นุ แรง ซึ่งอาจกอ ใหเ กดิ บาดแผล หรอื มีการอักเสบ หรอื ตดิ เช้อื ได 1.5 การปรับตวั ทางเพศเม่ือเขาสวู ัยรุน เม่ือเขาสูวัยรุน เพื่อชวยใหสามารถปรับตัวไดอยางถูกตองและเหมาะสมกับ เพศของตนดยี ง่ิ ขนึ้ วยั รนุ ควรมแี นวทางในการปฏิบัติ ดงั น้ี 1) ศึกษาใหเขาใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางเพศของรางกายและจิตใจ เมื่อยาง เขา สวู ยั รุน เราจะสงั เกตเห็นวา มีการเปลีย่ นแปลงเกดิ ขึ้นในตวั เราหลายอยาง บางอยางก็อาจทําใหเรา ไมส บายใจ เชน วัยรุนชายบางคนไมอยากพูดคุยกับเพ่ือนเพราะอายท่ีเสียงแตกพรา สําหรับวัยรุน หญงิ ทีม่ ีประจําเดือนเปนครั้งแรกอาจมีความรสู ึกกงั วลและมีอาการตาง ๆ เกิดข้ึน แตถาหากไดศึกษา และทําความเขา ใจเก่ียวกับสภาพการเปลี่ยนแปลงดังกลาว จะทําใหเขาใจและสามารถปฏิบัติตนได อยางถูกตอ ง 2) ปรับตวั เขากับเพื่อนตางเพศใหเ หมาะสม วัยรุน เปน วัยทมี่ ีการเปล่ียนแปลง ทางเพศหลายอยางท้ังชายและหญงิ เร่มิ มีความสัมพันธก นั ทางสังคมมากขึ้น ทําใหชายและหญิงตางมี ความสนใจในเพื่อนตางเพศมากข้ึน การคบเพ่ือนตางเพศไมใชสิ่งเสียหาย แตตองปฏิบัติตนอยูใน ขอบเขตทเี่ หมาะสมและรูจ ักมารยาททคี่ วรปฏบิ ัตติ อกัน ดงั นี้ ฝายชาย ควรใหเกียรติฝายหญิง ไมเก้ียวพาราสีหรือฉวยโอกาส มีความ บริสุทธิ์ใจ และควรใหค วามชวยเหลอื ฝายหญิง เชน ชวยถือของ สละที่น่ังให ไมแสดงกิริยาวาจาท่ี ไมเ หมาะสม เชน พูดจาหยาบโลน หรือใชก าํ ลังรุนแรง เปนตน ฝายหญิง ควรวางตัวใหเหมาะสม สงวนตัว ไมอยูในท่ีรโหฐานกับเพศตรง ขามตามลําพัง ไมไปในที่เปล่ียว แตงตัวสุภาพ ไมแสดงกิริยาวาจาที่ไมเหมาะสม เชน สงเสียงดัง หรือ กลาวคาํ ผรุสวาท เปน ตน แสดงความมนี าํ้ ใจและใหเกยี รติฝา ยชาย 3) ควรรีบปรึกษาผูใหญเ ม่ือมปี ญหาหรือมีอุปสรรคใด ๆ เกี่ยวกับเร่ืองเพศ วัยรุน สว นมากมกั จะมีความวิตกกงั วลในเรอ่ื งตาง ๆ เกี่ยวกับการเปล่ยี นแปลงทางดา นรา งกายและจติ ใจ เม่อื มีปญ หาเกดิ ข้นึ ควรจะปรกึ ษาพอแม ครู ญาตพิ น่ี อง และผใู หญทไ่ี วว างใจ เพราะทานมปี ระสบการณ มากกวาเรา ยอ มจะชวยแนะแนวทางปฏิบัติทถ่ี ูกตอ งใหแ กเราได 4) ปฏิบัติตามขนมธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม โดยการเคารพเช่ือฟงผูใหญ หม่ันศึกษาเลาเรียน ไมประพฤติไปในทางชูสาวกอนเวลาอันเหมาะสม การยึดมั่นใน ขนบธรรมเนยี มประเพณอี ันดงี ามจะชว ยเตอื นใจใหเราปฏิบตั ิในทางทถี่ ูก 2. วัยรุนกับการคบเพื่อน วัยรุนเปนวัยที่ใหความสําคัญกับเพ่ือนและตองการใหตนเองเปนท่ีนิยมชมชอบใน กลุม เพื่อน การมเี พ่ือนท่ีดจี ะทาํ ใหว ยั รนุ มผี ูท คี่ อยรวมทุกขรวมสุข ปรับทุกข ชี้แนะแนวทางในการ

58 แกไ ขปญหาอยา งถกู ตอ ง แตถาวยั รุนคบเพื่อนทไ่ี มด ีก็จะชกั นําไปสูท างทไ่ี มดี วัยรุนจึงควรรูจักเลือก คบเพอื่ นท่ีดแี ละสรา งความสมั พนั ธท ่ีดกี บั เพ่อื น ซ่ึงจะชวยใหสามารถปรับตัวใหเ ขากับสังคมไดตอไป 2.1 หลกั การคบเพื่อน ควรมีหลักปฏิบัติในการคบเพ่ือน คือวัยรุนควรพิจารณากลุมเพ่ือนที่คบวามี ความประพฤติเปนอยางไร ถาเพ่ือนคนใดประพฤติตนในทางไมดี ก็ควรแนะนําและชักจูงใหเขา ประพฤติในทางท่ีดี รจู กั ปฏเิ สธและไมห ลงเชื่อคําชักชวนหรือปฏบิ ตั ิตามเพ่ือนที่มีความประพฤติไมดี เชน ชวนใหห นีเรียนเท่ียวกลางคืน เลนการพนัน เสพสารเสพตดิ เปนตน โดยในการพูดปฏิเสธนั้น ใหป ฏบิ ตั ิดังนี้ พดู ดว ยนํ้าเสียงหนัก แนน ม่นั คง ควรบอกความรสู ึกดกี วา บอกเหตผุ ลหรอื ขออา ง เพราะความรูส กึ เปน เรอ่ื งสวนตัวของแต ละบุคคล ถาบอกเหตุผลหรือขออาง เพ่ือนอาจจะนําเหตุผลอ่ืนมาลบลางใหปฏิเสธไมได และรูจัก แนะนําและชักชวนเพื่อนปฏิบัติกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน เชน เลนกีฬา เลนดนตรี เรียน ภาษาตางประเทศ เรยี นคอมพวิ เตอร เขารวมในกิจกรรมพัฒนาตาง ๆ ในชุมชน เปนตน โดยเลือก ตามความสนใจและความเหมาะสมของตนเอง จะไดเ ปนการใชเ วลาวา งใหเ กดิ ประโยชน 2.2 หลกั ทั่วไปในการผกู มติ ร หลักทั่วไปในการผูกมติ ร มีแนวทางในการปฏบิ ัติ ดังน้ี 1) รจู ักยอมรับคาํ ติชม เชน รบั ฟง ความคดิ เห็นหรอื คาํ วิพากษวจิ ารณของผอู นื่ เก่ียวกับตวั เราเองดว ยความเตม็ ใจ เปน ธรรม ไมล าํ เอยี งเขา ขา งตนเอง และสามารถควบคมุ อารมณไ ด 2) รูจักอารมณขัน มองโลกในแงดี และควรเปนคนยิ้มงาย เปน บุคลิกลักษณะที่ดแี ละเปน เสนหที่ทาํ ใหผ พู บเห็นหรือคบคาสมาคมดว ยรสู ึกชมชอบ เกิดความสุขและ ความสบายใจ นบั วาเปน ส่งิ สําคัญยง่ิ อยางหน่ึงทจ่ี ะนาํ ไปสูการตอนรับและความรวมมอื ทีด่ ี 3) รูจักออนนอมถอมตน ไมคุยโออวดความสามารถของตน ไมพูดจาดูถูก หรอื ยกตนขมผอู น่ื และรูจักยอมรบั ขอ บกพรอ งหรอื ความดอ ยของตนในดา นตาง ๆ 4) รูจักรับผิดชอบตอหนาท่ี เชน หนาท่ีสําคัญของนักเรียนคือเรียน ครูมี หนา ทใี่ หก ารศึกษาอมรมแกนักเรยี น นกั ศึกษา 5) รูจักประนีประนอม เม่ือเกิดปญหาหรืออุปสรรคข้ึน ควรจะมีการ ประนีประนอมหรือรอมชอมกัน ซึ่งเปนวิธีการหน่ึงที่คนเราอาจตกลงกันไดอยางยุติธรรมและมี เหตุผล 6) รูจักเอาใจเขามาใสใจเรา ใหคิดเสมอวาอะไรก็ตามท่ีเราเองไมชอบ ไม ตอ งการใหผอู น่ื กระทําตอเรา กจ็ งอยา กระทาํ สงิ่ นนั้ ตอ บุคคลอ่ืน และถาตองการใหบุคคลอ่ืนกระทํา สิ่งใดตอ เราก็จงกระทําสง่ิ นนั้ ตอเขา 7) รูจักใหกําลังใจคนอ่ืน เชน ยกยองใหเกียรติ ใหกําลังใจผูอื่นดวยการ ชมเชย รูจักแสดงความชน่ื ชมยินดตี อ ความสําเร็จของเพอื่ นรว มหอง เพอื่ นรวมงาน เปนตน

59 8) รจู ักไววางใจคนอ่นื คอื รูจกั ไวเน้ือเช่ือใจคนอนื่ บา งตามสมควร เพราะคน อื่นอาจมีความดอยเกินไปในดานตาง ๆ ไดเชนเดียวกับเรา นอกจากนี้บางคร้ังการประเมินคา ความสามารถของผูอน่ื ดอ ยเกนิ ไป อาจนํามาซ่งึ ความผิดหวังไดดว ย 9) รูจักรวมมือกับคนอ่ืน เชน การใหความรวมมือกับหมูคณะในการ ประกอบกจิ กรรมตาง ๆ ของสวนรวมดวยความเต็มใจ เพราะผูที่เห็นแกตัวหรือเอาแตไดยอมเปนที่ รงั เกียจของสังคม 10) รูจักเคารพสิทธิของผูอื่น เชน ไมควรใชทรัพยสิ่งของของผูอื่นโดย พลการ ไมกา วกา ย หรือละเมดิ สทิ ธซิ ง่ึ เปนผลประโยชนอันชอบธรรมของผอู นื่ 2.3 หลกั ในการสรางเสรมิ ความสมั พนั ธอ นั ดกี ับกลมุ เพอื่ น หลกั ในการสรา งเสริมความสมั พนั ธอนั ดีกบั กลมุ เพ่อื น มีแนวทางปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี 1) รูจ กั ตนเองและรูจ ักคนอน่ื วยั รนุ ตองมคี วามเขา ใจในความตองการของตน และของเพื่อนยอมรับสภาพความเปน จรงิ ของตน และยอมรบั ความแตกตางในตวั เพ่ือนกับตัวเอง ไม อจิ ฉาริษยาเพ่อื นท่มี ฐี านะดีกวา หรือมีความสามารถมากกวา และไมยกตนขมทานหรือดูถูกเหยียด หยามเพ่ือนท่ีดอยกวา ตน แตใ หยินดีกับความสําเร็จของเพ่ือน และคอยชว ยเหลอื สนบั สนุนเพื่อนหาก มีโอกาส 2) มมี นุษยส มั พนั ธท่ีดี รูจกั พดู รูจักฟง เรยี นรูที่จะพูดเรื่องตาง ๆ ในจังหวัด ท่เี หมาะสม เปดโอกาสใหเพ่อื นไดแสดงความคิดเห็น และรับฟง ความคดิ เหน็ ของเพื่อน เอาใจใสใน ตัวเพ่ือน และใหความสําคัญกับเพื่อนดวยความบริสุทธ์ิใจ ตลอดจนมีความซ่ือสัตยและจริงใจตอ เพ่อื น 3) การมองโลก ใหมองในแงทีเ่ ปน จริง ไมม องในแงดีจนเกินไป อันอาจถูก หลอกลวงและคดโกงได แตไมมองคนในแงรา ยจนเกินไป อันจะทําใหเปน คนใจแคบ ไมร ูจกั การให อภยั 4) มีนํ้าใจเปนนักกีฬา ยอมรบั ผดิ เม่อื รวู าตนผิด ปฏิเสธในสิ่งที่ตนไมสามารถ ทําได เม่ือใหส ัญญาอยา งไรไวกบั ใครกต็ องพยายามทาํ ตามสัญญานัน้ ใหด ที ส่ี ุด นอกจากนี้ยังตองรูจัก เสยี สละและใหอ ภัยแกเ พ่อื นเมอื่ เกิดขอ ผดิ พลาด โดยทําความเขาใจถึงสาเหตุท่ีทําใหเกิดขอผิดพลาด นนั้ และรวมมอื กันปรับปรงุ แกไ ขตามสาเหตทุ เ่ี กดิ ขนึ้ ตอไป หรือสงผลมากระทบ และเมื่อเกิดอารมณขึ้นก็มักจะพบวาพฤติกรรมการ แสดงออกดังกลาว มกั มีการเปลยี่ นแปลงหรอื แตกตางไปจากสภาพเดิม ซึ่งสังเกตเห็นไดชัดเจนหรือ อาจไมช ัดเจน ทั้งนี้ขึ้นอยูกบั ความสามารถในการปรับสภาพอารมณข องแตละบุคคล

60 เรือ่ งท่ี 3 พฤติกรรมทน่ี าํ ไปสูการมีเพศสมั พันธ ปจจบุ นั ปญหาจากพฤติกรรมทางเพศที่ไมเหมาะสมของวัยรุนมีหลายลักษณะ เชน การมีเพศสัมพันธก อนวัยอันควร การตดิ เชอ้ื เอดสแ ละโรคตดิ ตอทางเพศสมั พันธ รวมท้งั การตงั้ ครรภ ทไ่ี มพึงประสงคในวยั รนุ ทง้ั ท่ีมาจากพฤติกรรมทางเพศท่ีไมเหมาะสมโดยตรง และมาจากอบุ ัติภัยทาง เพศนับเปน ปญ หาทางเพศของวยั รนุ ที่อยใู นอนั ดับตน ๆ อยางไรกต็ าม มีวัยรุนท่จี บั คกู นั บางคไู มม ีเพศสมั พันธกัน ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ เชน พอแมดแู ลเอาใจใสอ บรมส่ังสอนดี พอแมติดตามดแู ลอยางใกลชิด ไมเปดโอกาสใหท้ังคูไดอยู ในสถานการณท่ีเส่ียงตอการมีเพศสัมพนั ธ วยั รนุ คดิ ไปขา งหนาเกิดความเกรงกลัววาจะมีปญหาตาง ๆ ตามมามากมาย มีความละอายใจและรสู ึกวาผิด กลัวเสียชื่อเสียง และกลัวคนอื่นจะรู ไมมีโอกาสท่ี จะไดกระทํา มีความยบั ยั้งชัง่ ใจ เปนตน การจับคูกันนั้นสวนใหญจะทาํ ใหก ารเรียนแยล ง การมีคูร ักไมใชสัญลักษณของการ ประสบความสาํ เรจ็ ในชีวิต ไมใชแฟช่ัน หากวัยรุนคนใดยังไมมีคูรักก็ไมควรรูสึกวาตัวเองดอยกวา เพื่อนที่มีคนรัก ไมจําเปนท่ีจะตองคบกับใครสักคนเปนคูรัก เพียงเพราะตองการใหตนเองเหมือน เพ่อื นคนอนื่ ๆ เทานั้น ความคาดหวงั ในเรอื่ งความรักของผูหญิงและผูช ายทแ่ี ตกตางกันน้ัน เปน สิ่งที่วยั รุนที่ จับคกู นั ไมควรมองขา ม เพราะจะทาํ ใหรูวาหญิงและชายจะปฏบิ ัติตอ คนรักตา งกนั ผชู ายจะคดิ ถงึ เร่ือง การไดสัมผัส ลวงเกินจนถึงข้ันมีเพศสัมพันธ จึงเปนสาเหตุหนึ่งท่ีจะทําใหผูหญิงตองเสียความ บริสุทธิก์ อนวยั อนั ควร และมักไมค อยเตม็ ใจ ซ่ึงวยั รุน หญงิ จะตองระวังใหด ีในเร่อื งน้ี 1. พฤติกรรมที่เสี่ยงตอ การมเี พศสมั พนั ธ วัยรุนเปน วยั ทเ่ี กดิ ความเปล่ียนแปลงและพัฒนาการอยางรวดเร็วในเร่ืองเพศ บางคน จงึ เกิดความสนใจในเพศตรงขา ม สนใจในเรือ่ งเพศ การจับคเู ปน คูรกั กนั การเกิดอารมณทางเพศ การ ดูสอ่ื ลามก การมเี พศสมั พนั ธกับครู กั การมีสัมพนั ธก ับหญิงขายบรกิ ารทางเพศ หรอื การขายบรกิ ารทาง เพศ เม่อื เปน เชน นีผ้ ลเสยี ที่ตามมา ไดแ ก การมีเพศสมั พนั ธกอ นวัยอันควร ทําใหเกิดความ วติ กกงั วล เสยี การเรยี นเพราะจะสนใจการเรียนนอยลง เกดิ การต้ังครรภที่ไมพึงประสงค การทําแทง ปญหาลูกไมมีพอ ทารกถกู ทอดทิง้ โรคติดตอทางเพศสมั พันธ โรคเอดส เปนตน เหตุและผลดังกลาวขางตนนี้ มกั จะเรมิ่ จากตัวของวัยรุนเองทีม่ ีพฤตกิ รรมเสยี่ งตอการ มเี พศสมั พันธ ซง่ึ มีดงั นี้ 1. สนใจเร่ืองเพศมาก ปกตวิ ัยรนุ กจ็ ะสนใจเรือ่ งเพศอยูแ ลว เพราะเปน ธรรมชาติของ วัย แตถา หมกมุนกับเรอื่ งนม้ี ากเกินไป และโอกาสหรือสถานการณเออื้ อาํ นวยวยั รนุ อาจมีเพศสัมพนั ธ

61 โดยไมคดิ ไมไ ดตดั สินใจหรอื ไมไดวางแผนลวงหนา คือปลอ ยใหเปนไปตามความตองการและอาจไม คิดถึงผลกระทบท่จี ะเกดิ ขึ้นภายหลงั 2. มีความหมกมุนในเรื่องเพศ มีวยั รุนจํานวนหน่ึงโดยเฉพาะวัยรนุ ชายทหี่ มกมุนใน เร่ืองเพศมากเกินไปอาจมีการสําเร็จความใครดวยตนเองบอยคร้ัง โดยไมพยายามหลีกเล่ียง หรือ พยายามจดั การกับอารมณท างเพศ ในผูห ญิงก็อาจมีบางแตไมมากเทาผูชาย บุคคลประเภทน้ีมีความ เสี่ยงตออาการมเี พศสมั พันธ 3. ชอบถูกเนอ้ื ตองตัวเพศตรงขาม ผชู ายมักจะยินดีทไ่ี ดถ ูกเน้ือตอ งตัวผูหญิงหรอื ให ผูหญิงมาถูกเน้อื ตอ งตัวตนเอง สว นผหู ญิงทค่ี ดิ เชนเดยี วกบั ผูชายนก้ี ม็ บี าง การถูกเนื้อตองตัวกันทาํ ให เกิดอารมณทางเพศได ถามโี อกาสหรอื สถานการณท ีเ่ อ้ืออาํ นวยก็อาจถึงข้นั การมเี พศสมั พันธกนั ได เร่อื งน้ีมักจะพบเหน็ อยบู อยครง้ั ในหมูวัยรุนท่ีมักถือโอกาสถูกเน้ือตองตัวกัน ถาถูก ผใู หญดุหรอื เตือนก็จะบอกวา เปนเพ่อื นกัน ไมคดิ อะไร ถึงแมวาจะมบี างคนทไ่ี มไดค ิดอะไรจริง ๆ แต กไ็ มเ หมาะสม เพราะจะถูกมองวาเปนหญิงสาวที่ไมรักนวลสงวนตัว ใหผูชายถูกเนื้อตองตัวงาย ๆ ผูชายก็ไมเปนสุภาพบุรุษเพราะชอบหาเศษหาเลยดวยการถูกเนื้อตองตัวผูหญิง ดังน้ันนักเรียนควร ปองกนั และหลีกเล่ยี งไมใหเ กิดพฤตกิ รรมน้ี 4. คดิ วา การมเี พศสัมพันธไ มใ ชเรื่องเสยี หาย ไมว าชายหรอื หญงิ ที่คิดเชนนี้จะเปนผู ทเี่ ส่ียงตอการมเี พศสัมพันธมาก ผชู ายมกั จะคิดเชน น้ี ซ่ึงเปนนิสัยท่ีติดตัวของผูชายมาอยูแลว แตถา ผูหญงิ คดิ เชนน้ีดว ยก็นับวาเปน การสนับสนนุ ใหผ ูชายสมหวงั ขนึ้ จนเปน เปนปญหาสําคญั ปญ หาหนึ่ง ในครอบครัวและสังคมไทย เพราะเปนความคิดที่นําไปสูการมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร ซึ่งจะ กอ ใหเ กดิ ปญ หาตามมามากมาย 5. ดูสอื่ ลามก ปจจุบนั น้ีมสี อื่ ลามกขายกนั มากมายตามทองตลาด วัยรนุ หลายคนรวู า แหลง ซือ้ ขายอยทู ีใ่ ด การดูสื่อลามกประเภทนท้ี าํ ใหผูด ูเกิดอารมณท างเพศ วยั รนุ เปน วัยที่อยากรอู ยาก ลอง เม่ือดูแลวบางคร้ังอาจอยากทดลองทําตามคูพระนางในสื่อลามกนั้น ดังวัยรุนที่มีขาวลงหนา หนงั สือพมิ พวา ไปขม ขืนหรือไปมั่วสุมมเี พศสมั พันธกันแลวรับสารภาพวาทําตามอยางในสื่อลามกที่ เคยดู 6. เปนคนเจาชู คนเจาชูคนท่ีชอบมีคูรักหรือสามีภรรยามากกวา 1 คน หรือมีไป เรือ่ ย ๆ ตามความพอใจ วัยรุนท่ีเปนคนเจาชูจะมีใจกลาในเรื่องน้ี และขาดความรับผิดชอบในส่ิงท่ี ตนเองกระทาํ ไมร ักใครจริง ถาเบื่อกพ็ รอมท่ีจะทอดท้งิ บุคคลประเภทน้ีจะมีเพศสัมพันธงา ย ๆ ไมคิด อะไรมาก ผหู ญงิ เปน ฝายท่ีตองรับภาระในสง่ิ ที่ทัง้ คูไ ดก ระทาํ ลงไป เชน เปนฝา ยตงั้ ครรภอ าจตองไป ทาํ แทง หรอื ตองคลอดลูกแลว เลยี้ งลูกตามลาํ พัง เปน ตน จึงตอ งระวังคนเจา ชูและตองไมเ ปน คนเจา ชู 7. เคยมีประสบการณทางเพศมาแลว ไมวาจะเปนผูชายหรือผูหญิงที่เคยมี ประสบการณในการมีเพศสัมพันธมาแลว ในครั้งตอ ๆ ไปมันจะไมคิดมาก ใจกลาข้ึน ไมกลัว หรือไมก็ติดใจในเพศรสจงึ เปนมลู เหตทุ ่ีทําใหเกดิ ความเส่ยี งตอ การมเี พศสัมพันธซาํ้ ไดอีก

62 8. เสพสารเสพติด ผูทีเ่ สพสารเสพตดิ จะเกิดอาการมนึ เมาเคลบิ เคลิม้ ขาดความรูสึก ผดิ ชอบช่ัวดี ครองสติไมได จงึ มักทาํ อะไรลงไปแบบไมค ดิ อะไรมากหรอื งง ๆ ไมคอยรูตัว ดังขาวที่ พบเหน็ บอย ๆ วา วยั รนุ ไปจดั ปารต้ยี าอี ยาบา หรอื ไมก็ไปดื่มแอลกอฮอล พอมึนเมาเสพสารเสพติด หรือยอมมีเพศสมั พนั ธเ พ่อื แลกกบั สารเสพติดในกรณีที่ติดสารเสพตดิ แลว 9. ขาดความไตรตรอง บุคคลประเภทนี้มักไมคิดถึงผลที่จะตามมาหรือผลกระทบ หลงั การมเี พศสมั พนั ธว าจะเปน อยางไร เปนคนแกปญหาเฉพาะหนาไปวันหน่ึง ไมคิดถึงอนาคตวา เปน อยางไร ตัดสินใจโดยขาดสติ 10. อยากรอู ยากลอง วัยรนุ เปนวยั ทอ่ี ยากรอู ยากลองอยูแลว แตถาอยากรูอยากลอง เรื่องเพศนน้ั นบั วา เปน อนั ตราย ปจ จัยที่กระตุนใหอยากรูอยากลองนอกจากจะมาจากตนเองแลว ยัง อาจมาจากปจ จยั อน่ื ๆ เชน เพ่อื นชักชวน อา นหนังสอื ลามก 2. การหลกี เลีย่ งและปอ งกนั ตนเองจากสถานการณการเสีย่ งตอ การตั้งครรภโดยไมตัง้ ใจ มผี ูห ญิงจาํ นวนไมน อยที่ตั้งครรภโดยไมตั้งใจ ทั้งน้ีเพราะไมคาดคิดมากอนวาจะมี เพศสมั พนั ธกบั ผูชายซง่ึ อาจเปน ครู กั ของตนเอง เปนเพ่ือน คนแปลกหนา พอเลี้ยง หรือแมแตญาติ ของตน และไมมีการปองกันการต้ังครรภแตอยางใด ดังนั้นผูหญิงควรเรียนรูถึงการหลีกเลี่ยงและ ปอ งกนั ตนเองจากสถานการณเ ส่ียงตอ การตงั้ ครรภโ ดยไมต้งั ใจ ซ่ึงมีขอ แนะนาํ ดงั น้ี 1. ในกรณีเมือ่ อยกู บั คูรกั ของตนเอง ควรปฏิบตั ดิ งั นี้ 1.1 ไมย อมใหครู กั ไดส มั ผัส จบั มอื โอบกอด ถา ถูกกระทําเชน นี้ควรแสดงทาที ไมพ อใจและปฏเิ สธการกระทําดังกลาวอยางจริงจัง มิฉะนั้นอาจนําไปสูการมีเพศสัมพันธเนื่องจาก สภาพแวดลอมเหมาะสมและเปน ใจ 1.2 ไมอ ยใู นทีล่ บั ตาคนสองตอ สอง เพราะคูรกั อาจจะลวงเกินเราได และย่ิงเรา มีใจชอบฝายชายดวยกอ็ าจจะยินยอมจนถึงข้นั มีเพศสมั พนั ธได 1.3 ไมไ ปเที่ยวกนั แบบคางคืน เพราะการคางคืนจะเปนการเปดโอกาสใหฝาย ชายลว งละเมิดทางเพศได 1.4 ไมควรดสู อ่ื ลามกโดยเฉพาะกบั ครู กั เพราะจะทําใหท้ังสองฝายเกิดอารมณ ทางเพศและนาํ ไปสกู ารมีพฤติกรรมทางเพศทไ่ี มเหมาะสม 1.5 การไปเทย่ี วในงานวนั สําคญั ตาง ๆ เชน วนั วาเลนไทน วันลอยกระทง วัน ข้ึนปใหม ที่เปน การเท่ียวในเวลากลางคืน แลวจะไปตอกันในสถานที่ท่ีอาจจะมีเพศสัมพันธกันได ดงั นนั้ การไปเท่ียวกบั ครู ักในวันสําคัญดังกลา วควรระมดั ระวังตัวใหดี ถา เราคดิ วาไมนาไววางใจก็ไม ควรไปโดยหาทางปฏเิ สธอยา งนุม นวล 1.6 การไปเทยี่ วงานสงั สรรคห รอื ตามสถานบันเทิงกับคนรักควรระมัดระวังตัว ดวย เพราะอาจด่มื เครอื่ งดม่ื ท่มี แี อลกอฮอลแลว ทาํ ใหมึนเมาไมรสู ึกตวั

63 1.7 อยาใจออนถาถูกขอท่ีจะมีเพศสัมพันธดวย อยาหลงคารมเขาเปนอันขาด และไมต องกลวั เขาโกรธ รกั ษาความบริสุทธ์ิของเราดีกวา หากพลาดพลั้งไปแลวก็ควรระวังอยาให เกดิ ขนึ้ อีก 2. ในกรณีเม่ืออยกู บั เพ่อื นชาย ควรปฏบิ ัตดิ ังนี้ 2.1 อยาใหมาถูกเนื้อตองตัวโดยไมจําเปน เพราะถาวันใดท่ีเพ่ือนชายมีโอกาส ผหู ญงิ อาจพลาดทาเสียทไี ด 2.2 อยาไวใจใครมากนกั มเี พื่อนหลายคนทห่ี ลอกพาเพอ่ื นไปขมขืน บางรายให เพอ่ื นคนอนื่ ๆ ขมขนื ดว ยตามท่ีมีขาวใหพบเหน็ อยูบ อย ๆ 2.3 ไมไ ปเที่ยวแบบคางคืน ถึงแมจะไปเปนหมูคณะก็ตองระมดั ระวัง 2.4 การไปเทย่ี วตามสถานบนั เทิงแลว กลบั ดึกอาจเปนอันตราย ถามีเพ่ือนอาสา ไปสงบานก็ควรระวัง เพราะอาจพาไปทีอ่ น่ื ได 3. ในกรณเี มอ่ื อยูกบั คนแปลกหนา ควรปฏิบตั ิดังน้ี 3.1 อยาไวใ จคนแปลกหนาเปน อนั ขาด เพราะยังไมรูจักนิสัยใจคอเขาดีพอ ถา หลงเชื่ออาจถูกเขาหลอกได โดยเฉพาะถาพบกันในสถานบันเทิงเริงรมยเขาอาจจะมองเราวาเปน ผหู ญิงท่รี กั สนกุ คงจะมีเพศสมั พนั ธดว ยไมยาก 3.2 ไมควรเดินทางไปในท่ีเปล่ียวยามค่ําคืน เพราะมีผูหญิงถูกคนรายลักพาตัว ไปขม ขนื มาหลายรายจนนับไมถ วนแลวในสถานการณเ ชน นี้ 3.3 อยา เชอื่ คนท่รี จู กั กนั ทางอนิ เทอรเนต็ ถงึ แมจะคยุ กันจนเหมอื นรูจักกันดีแลวก็ ตาม เพราะยงั ไมเคยเหน็ หนา กัน ก็ยังคงเปนคนแปลกหนา อยูด ี หญงิ สาวหลายรายที่ถูกคนทรี่ ูจักกันทาง อนิ เทอรเนต็ หลอกไปขมขนื บางรายมกี ารถายรูปไวเ พอื่ ขมขแู ละตอ รองเร่อื งอืน่ ๆอกี ดวย 4. ในกรณีเม่อื อยกู ับพอเล้ียงหรือญาติ ผูห ญงิ ทีถ่ ูกคนใกลชดิ ในครอบครวั ขม ขืนนั้น มมี าก และมักไมย อมบอกใคร บางรายถกู ขมขืนมานานนับป บางคร้ังเกดิ การต้ังครรภ เพราะคนใน ครอบครวั นัน้ ใกลช ิดเห็นกนั อยูทุกวันหรือพบกันบอย ไวใจกันมาก ในเร่ืองน้ีผูหญิงควรปฏิบัติตน ดังน้ี 4.1 ใหสังเกตการณสัมผัสของบุคคลเหลานั้นวา สัมผัสดวยความเอ็นดูแบบ ลกู หลานหรอื แบบชูสาว ถา มกี ารสมั ผสั นาน ลูบคลํา จับตองของสงวน ตองระมัดระวงั อยา เขาใกล 4.2 ควรนอนในหอ งทีม่ ดิ ชิดใสก ลอนหรือลอ็ คกุญแจใหเรียบรอ ย 4.3 ถา บุคคลเหลาน้ันมนึ เมาอยาไวใจ เพราะทําใหขาดสติ และกระทําในส่ิงท่ี ไมคาดคดิ ได 4.4 การแตง ตัวอยูบา น การอาบนํา้ ตอ งกระทาํ อยา งมิดชิด อยาเปดเผยเรือนราง มากนกั เพราะอาจเปน การยัว่ ยุอารมณทางเพศแกบคุ คลเหลา นัน้ ได

64 4.5 ถาถกู บคุ คลเหลา น้ันลวนลามควรบอกใหค นในบา นทราบ หรือรองตะโกน ใหผูอืน่ ชว ยเหลือ ไมต องอายเพราะเขาทาํ ไมถูกตอง ขอควรคดิ เก่ียวกบั การมเี พศสมั พันธ มีผูหญิงบางคนท่ีคิดวาการมีเพศสัมพันธเปนเร่ืองปกติไมใชเร่ืองผิด ไมรับรูถึง ขนบธรรมเนยี มและวฒั นธรรมไทย จงึ ควรตรวจสอบตนเองวา มคี วามรบั ผิดชอบตอตนเองและสังคม เพียงใด โดยตอบคาํ ถามเหลานใ้ี หไ ดเสียกอนทจ่ี ะคิดมีเพศสัมพันธ 1. ถายินยอมมเี พศสัมพนั ธ เราจะยอมรับกับผลท่ีจะตามมาไดเพียงใด เชน คําครหา ของคนในสงั คม ความกลวั คนอนื่ จะลวงรู การตัง้ ครรภ การถูกผชู ายทิ้งหลังจากไดเสียกันแลว การ เสียความบรสิ ทุ ธไ์ิ ปแลวผูช ายคนน้ีคอื คนทีจ่ ะเปนคชู วี ิตของเราหรือไม เปนตน 2. เมื่อเรายังไมพรอมท่ีจะมีลูกจะปองกันตนเองอยางไร รูวิธีปองกันการต้ังครรภ เพียงใด เมอ่ื ปอ งกันแลว จะผิดพลาดไดห รือไม ถา พลาดมลี ูกขึน้ มาจะทําอยางไร ผูชายจะรับผิดชอบ หรอื ไม ตนเองไมอบั อายคนอืน่ ๆ หรือถา จะตอ งไปทําแทง การทําแทง มอี ันตรายเพียงใด 3. การตง้ั ครรภท ีไ่ มพงึ ประสงคในวยั รุน การต้ังครรภท ไี่ มพงึ ประสงคในวัยรุน หมายถึง การตั้งครรภท่ีเกิดขึ้นในวัยรุนเพศ หญงิ ซ่งึ เปนผลสืบเนื่องมาจากการมเี พศสมั พนั ธท เี่ กิดขน้ึ โดยไมไ ดตัง้ ใจ โดยอาจมีสาเหตสุ าํ คญั มาจาก พฤติกรรมทางเพศทไ่ี มเหมาะสมของวยั รนุ หรอื อาจเกดิ จากการถกู ขมขืนกระทําชําเรา 3.1 ปญหาและผลกระทบของการตั้งครรภที่ไมพ งึ ประสงคใ นวยั รุน ปญ หาการตงั้ ครรภทีไ่ มพ งึ ประสงคผ ลกระทบทสี่ ําคัญ ดงั น้ี 1) สง ผลกระทบตอ วยั รนุ ทตี่ ัง้ ครรภโดยไมพึงประสงคโดยตรง ซ่ึงผลกระทบ ดังกลาวสรา งปญหาท่ตี ิดตามมา เปนตนวา ปญหาทางดานจิตใจและอารมณ วัยรุนท่ีมีปญ หาการตั้งครรภท่ไี มพงึ ประสงค มกั มคี วามรสู ึกวาตนเองทําผิด เกิดความละอายใจ และมีความคิดวาไมมีใครรักใครตองการอีก ซึ่ง บางคนอาจแสดงพฤติกรรมทางเพศที่ไมเหมาะสมและรุนแรงข้ึน หรือบางคนอาจไมแสดงออกและ มกั เกบ็ กดอยากทาํ ลายชีวิตตนเอง ฯลฯ ซงึ่ ภาวะทางจิตใจและอารมณของวัยรุนที่ต้ังครรภโดยไมพึง ประสงคน ้ีจะมมี ากหรอื นอ ยข้ึนอยูกบั การยอมรับและความเขาใจของคนในครอบครัว ถาครอบครัว ยอมรบั เขา ใจ และใหอภัย ปญหาทางดา นจติ ใจและอารมณก ็จะลดนอ ยลงได ปญหาทางดานสุขภาพ ปญ หาท่ีมักพบ คอื ปญ หาโรคเอดสแ ละโรคติดตอ ทางเพศสัมพันธ การมีเพศสัมพันธโดยไมไดมีการปองกันและคุมกําเนิดยอมมีโอกาสใหวัยรุนเพศ หญิงไดร บั เชอ้ื เอดส หรอื โรคติดตอ ทางเพศสัมพนั ธจ ากฝา ยชายในอตั ราเสี่ยงที่สูง ปญหาทางทําแทง

65 ซงึ่ มกั จะสงผลกระทบตอผูทาํ แทง ไดโ ดยเปน อันตรายตอชีวิต ซึ่งมักเกิดจากการตกเลือดหรือการติด เช้อื อยางรนุ แรง นอกจากนน้ั ยังเปน อปุ สรรคตอ การมีบุตรในอนาคต แมก ารทําแทงจะผานพน ไป แต การทําแทงอาจทําใหเ กดิ การอกั เสบเร้อื รงั ในโพรงมดลกู และทอ มดลูก เปนผลใหโพรงมดลูกและทอ มดลูกตบี ตนั มดลกู ทะลหุ รืออักเสบอยางรุนแรงเพราะเคร่อื งมอื ทาํ แทง ทาํ ใหบางคนตองตัดมดลกู ทิ้ง หรือการขยายปากมดลูกขณะทําแทงทําให ปากมดลูกฉีกขาด หูรูดของปากมดลูกหลวม เกิด ภาวการณแทงบุตรไดงาย และยังสงผลใหมีปญหาสุขภาพที่ตอเนื่อง โดยเฉพาะมักจะพบวามีการ อักเสบเรอื้ รงั ในชองเชงิ กราน 2) สง ผลกระทบตอครอบครัวของวัยรุนท่ีตั้งครรภโดยไมพึงประสงค มัก พบเสมอวาเม่อื วยั รุนเพศหญงิ ตงั้ ครรภโดยไมพึงประสงคขึ้น วัยรุนของเพศชายมักจะไมแสดงความ รับผิดชอบตอส่ิงที่เกิดขึ้นภาระความผิดชอบจึงตกเปนของฝายหญิงและครอบครัวเพียงฝายเดียว ถา ครอบครวั ฝายหญิงมคี วามเขา ใจและใหอภัยตอความผิดพลาดที่เกิดข้ึน และครอบครัวยังพรอมท่ีจะ รวมแกปญหาการเลีย้ งดเู ด็กทีจ่ ะเกิดขน้ึ ได ก็จะชว ยลดปญ หาทางดา นอารมณแ ละจิตใจของวัยรุนเพศ หญิงลงได แตในทางตรงขาม หากครอบครัวของวัยรุนเพศหญิงไมสามารถยอมรับปญหาที่เกิดข้ึน ดงั กลาวกอ็ าจสงผลใหเกดิ ปญหาตา ง ๆ ตามมาได 3) สงผลกระทบตอสังคมและประเทศชาติ การตั้งครรภท่ีไมพึงประสงคของ วัยรนุ ทําใหเ กิดปญ หาทางสงั คมตาง ๆ ตามมาดังทีไ่ ดกลาวมาแลว นอกจากนี้ ประเทศชาตติ อ งสญู เสีย งบประมาณบางสวนท่ีตองนาํ มาใชเพอื่ การบาํ บัดรักษา ดูแลสุขภาพของวัยรนุ เพศหญิงท่ตี ง้ั ครรภโดยไม พึงประสงค ตองจัดงบประมาณในการเลีย้ งดปู ระชากรสวนหนง่ึ ท่ีเกดิ จากผลพวงของปญหาดงั กลา ว 3.2 การปองกันการตง้ั ครรภท ไ่ี มพ ึงประสงคใ นวัยรนุ การปองกันมีแนวทางในการปฏิบัติ ดงั น้ี 1) ตองรูจักหลีกเล่ียงสถานการณที่เอื้ออํานวยใหเกิดการมีเพศสัมพันธ มัก พบวาการมีเพศสมั พันธท ไี่ มไ ดตัง้ ใจของวัยรุนมักจะเกิดจากสถานการณหรือบรรยากาศที่เอื้อใหเกิด โอกาสตอการมีเพศสมั พนั ธ เชน การอยูตามลําพังสองตอสองในท่ีลับตาคน หรือการเขารวมในกิจกรรม พบปะสงั สรรคทมี่ ีการดมื่ เคร่ืองผสมแอลกอฮอล เปน ตน 2) ตองรูจักใชทักษะในการปฏิเสธเพื่อแกไขสถานการณเสี่ยงตอการมี เพศสมั พนั ธ วิธกี ารหลกี เล่ยี งและแกไขสถานการณด งั กลาว ฝา ยหญงิ ตองนาํ ทกั ษะการปฏิเสธไปใช ซ่ึง การปฏเิ สธของฝายหญิงจะเปน สญั ญาณเตือนใหฝายชายหยุดแสดงพฤติกรรมทางเพศท่ีไมเหมาะสม ออกมา แนวทางในการใชค าํ พดู ทเี่ ปน ทกั ษะของการปฏิเสธ มหี ลายขอ ความ เชน “หยุดนะ อยาทํา แบบน”ี้ ฉนั ไมช อบหยดุ นะ” “อยา นะ ฉันจะตะโกนใหล ั่นเลย” “คุณไมมีสิทธิ์ท่ีจะทําแบบนี้” และ อื่น ๆ ตามความเหมาะสมซงึ่ คาํ พูดท่เี ปน ทักษะในการปฏิเสธมกั จะมีคําวา “ไม” “อยา ” หรือ “หยดุ ”

66 3) ตองรจู ักใหเ กยี รตซิ ึ่งกันและกัน การท่ีฝายหญิงและฝายชายนําหลักความ เสมอภาคทางเพศ และการวางตวั ทเ่ี หมาะสมตอเพศตรงขามมาใช ถือวาเปนการใหเกียรติซ่ึงกันและ กนั ซ่ึงจะชว ยปองกันอารมณในขณะพบปะพูดคยุ กันไมใหพ ัฒนาไปสคู วามตองการทางเพศได 4) ตองระมดั ระวังในเรื่องการแตงกาย ปจจบุ ันรปู แบบการแตงกายของวัยรุน โดยเฉพาะวัยรุน เพศหญงิ มักนยิ มสวมเสอื้ ผา ทร่ี ัดรปู หรอื นอ ยช้ืนเกินไป ซ่ึงการแตงกายดังกลาวจะทํา ใหเห็นรูปรางสัดสวนชัดเจนขึ้น การแตงกายในลักษณะดังกลาวจะสงผลเราใหเพศตรงขามเกิด อารมณและขาดความ ย้งั คดิ อาจนาํ ไปสกู ารแสดงพฤติกรรมการลวงละเมิดทางเพศท่ีเปนอันตราย จนถึงการตั้งครรภท่ีไม พงึ ประสงคใ นเพศหญงิ ได 5) ควรหลกี เลยี่ งการเดนิ ทางตามลาํ พังในยามวกิ าลหรือในเสนทางที่เปล่ียว จากสถติ ิของวยั รุนเพศหญิงพบวา อันตรายที่ไดรับจากการถูกขมขืนมักเกิดขึ้นในยามวิกาลหรือใน เสนทางที่เปล่ียวผูคนสัญจรนอย ดังน้ัน วิธีการปองกันท่ีดีที่สุดหากจําเปนจะตองเดินทางใน สถานการณดังกลา ว ควรจะมีเพอ่ื นหรือญาตริ ว มเดนิ ทางไปดว ยเพ่อื ปองกันอนั ตรายทอี่ าจเกิดข้นึ 4. ความรูเบ้ืองตองเกีย่ วกบั กฎหมายคมุ ครองสทิ ธผิ ถู กู ลวงละเมดิ ทางเพศ กฎหมายไดร ะบฐุ านความผิดเก่ียวกับการถกู ลวงละเมดิ ทางเพศไว 2 ลกั ษณะ ดังนี้ 4.1 ความผิดฐานขมขนื กระทาํ ชําเรา ผูท่ีขมขืนกระทําชําเราเด็กหญิงอายุไมเกิน 15 ป ซึ่งมิใชภรรยาตน โดย เด็กหญิงนั้นจะยนิ ยอมหรอื ไมก ็ตาม ตองระวางโทษจาํ คกุ ตัง้ แต 4-20 ป และปรบั ตั้งแต 8,000-40,000 บาท (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคหน่งึ ) ถาการกระทําความผิดตามวรรคแรก เปนการกระทําแกเด็กหญิงอายุไมเกิน 13 ป ตองระวางโทษจําคกุ ตัง้ แต 7 ป ถงึ 20 ป และปรับต้ังแต 14,000-40,000 บาท หรือจําคุกตลอด ชวี ติ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง) ถาการกระทําผิดตามวรรคแรกหรือวรรคสอง ไดกระทําโดยรวมกระทํา ความผิดดว ยกนั อนั มลี กั ษณะเปนการโทรมเด็กหญิง (คือรวมกันกระทําความผิดต้ังแต 2 คนข้ึนไป) โดย เด็กหญิงนนั้ ไมยินยอม หรือไดกระทําโดยมีอาวุธ เชน อาวุธปน หรือวัตถุระเบิด หรือโดยการใช อาวุธอ่ืน ๆ ตองระวางโทษจาํ คกุ ตลอดชวี ิต (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม) แตม ขี อยกเวน คอื ถา การกระทาํ ดงั กลาวขางตนเปนการกระทําที่ชายกระทํา กบั เดก็ หญงิ อายมุ ากกวา 13 ป แตไ มเกิน 15 ป โดยเด็กหญิงน้ันยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให สมรสกัน ผูกระทําผดิ ไมตองรบั โทษ และถาศาลอนุญาตใหสมรสกันในระหวางท่ีผูกระทําผิดกําลัง

67 รับโทษในความผดิ นัน้ อยู ศาลตอ งสงั่ ปลอยผูกระทําความผิดน้ันไป (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสี่) ถาเปนการกระทาํ ชําเราเด็กหญงิ อายยุ ังไมเกิน 15 ป ซึ่งมิใชภรรยาของตน โดย เด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไมก็ตาม หรือเปนการกระทําแกเด็กอายุไมกิน 13 ป แลวเปนเหตุให เดก็ หญงิ ไดร บั อนั ตรายสาหัส เชน ไดรับบาดเจ็บสาหสั ผูกระทําตองระวางโทษต้งั แต 15 ป ถึง 20 ป และปรับต้งั แต 30,000-40,000 บาท หรือจาํ คุกตลอดชีวิต (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 ทวิ (1) ) และหากเดก็ นั้นถึงแกค วามตาย ผูก ระทําตองระวางโทษประหารชีวติ หรือจําคกุ ตลอดชวี ิต (ประมวล กฎหมายอาญามาตรา 277 ทวิ (2) ) หากการกระทาํ ชาํ เราเด็กหญิงอายุยังไมเกิน 3 ป หรือการกระทําแกเด็กหญิง อายุยงั ไมเกนิ 15 ป ดังกลาวขางตน ไดรวมกระทําความผิดดวยกันอันมีลักษณะเปนการโทรมหญิง หรอื กระทําโดยมอี าวธุ ปน หรอื วัตถุระเบิดหรือโดยการใชอาวุธ และเปนเหตุใหเด็กหญิงผูถูกระทํา ไดร บั อันตรายสาหสั ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษประหารชวี ิต หรอื จาํ คกุ ตลอดชวี ิต และหากเด็กหญิงที่ ถกู กระทําถึงแกความตาย ผกู ระทําตองไดรับโทษประหารชีวิต และหากเด็กหญิงที่ถูกกระทําถึงแก ความตาย ผูกระทําตอ งไดร ับโทษประหารชีวิต (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 ตรี) 4.2 ความผดิ ฐานกระทําอนาจารตอเด็ก ผทู ีก่ ระทําอนาจารแกบุคคลอายุตํา่ กวา 15 ป โดยขเู ข็ญดวยประการใด ๆ โดย ใชก าํ ลงั ประทุษราย โดยบคุ คลนัน้ อยใู นภาวะท่ีไมสามารถขัดขืนได หรือโดยทําใหบุคคลน้ันเขาใจ ผดิ วาตนเปนบคุ คลอื่นตอ งระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 10 ป หรือปรับไมเกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้ง ปรบั (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคหน่งึ ) ถา การกระทาํ อนาจารนนั้ กระทาํ ตอ เดก็ อายุไมเกนิ 15 ป และผกู ระทําผดิ ได กระทําโดยการขูเขญ็ ดว ยประการใด ๆ โดยใชกาํ ลังประทุษราย โดยบุคคลนน้ั อยูใ นภาวะทไ่ี มสามารถ ขัดขืนได หรอื โดยทําใหบ ุคคลน้นั เขา ใจผิดวาตนเปนบุคคลอ่ืน มีโทษหนักคือ ผูกระทําตองระวาง โทษจําคุกไมเกิน 15 ป หรือปรับไมเกิน 30,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง) หากการกระทําดังกลาวขางตน เปนเหตุใหผูถูกกระทําไดรับอันตรายสาหัส ผูกระทาํ อนาจารตองระวางโทษจําคุกตั้งแต 5 ป ถึง 20 ป และปรับตั้งแต 10,000-40,000 บาท และ หากผูถูกกระทําถงึ แกความตาย ผกู ระทาํ ตองระวางโทษประหารชีวิต หรือจําคุกตลอดชีวิต (ประมวล กฎหมายอาญามาตรา 280) การขม ขนื กระทําชาํ เราผเู ยาว และการกระทําอนาจารแกเ ด็กอายุไมเกิน 15 ป โดยเด็กน้นั จะยนิ ยอมหรือไมกต็ าม เปนความผดิ อาญาแผนดนิ ไมสามารถยอมความกันได

68 แตถาเปนการขมขืนกระทําชําเราหญิงท่ีมิใชภรรยาตน โดยเด็กหญิงน้ัน ไมใ ชผ เู ยาว และการกระทาํ อนาจารแกบ ุคคลอายตุ ํ่ากวา 15 ป ท้ังสองกรณีนี้ ถามิไดกระทําตอหนา ธารกํานลั คอื ในท่เี ปด เผย และไมเ ปน สาเหตใุ หผ ถู ูกกระทําไดรับอันตรายสาหสั หรือถึงแกความตาย หรือมิไดเ ปน การกระทําแก ผูส ืบสันดาน คอื ลูก หลาน เหลนของตนเอง มใิ ชเ ปน การกระทําตอ ศิษยซ่ึงอยใู นความดูแล มิใชเปน การกระทําตอผูอ ยใู นความควบคุมตามหนาท่รี าชการ หรือมใิ ชเ ปนการกระทําตอผูอยูในความพิทักษ หรอื ในความอนุบาล กรณีทั้งหมดที่กลาวมาเปนความผิดอันยอมความได คือเปนกรณีท่ีผูเสียหาย หรือผูถกู กระทาํ และผกู ระทําความผิดตกลงหรือสมัครใจไมเอาความตอกัน ก็เปนอันเลิกแลวตอกัน (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 281) กจิ กรรม 1. สรีระรา งกายทีเ่ กยี่ วขอ งกับการสบื พันธขุ องเพศหญิงและเพศชาย มีอะไรบา ง จงอธบิ ายพอสังเขป เพศหญิง________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ เพศชาย________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 2. เขียนสรปุ เก่ียวกับการเปลย่ี นแปลงเพ่ือเขา สูว ัยหนมุ สาว เพศหญิง________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________

69 ______________________________________________________________________________ เพศชาย________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 3. วธิ ีการหลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมทีน่ ําไปสูก ารมีเพศสัมพนั ธก อนวัยอนั ควรมีอะไรบาง ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ เรอ่ื งที่ 4 สุขภาพทางเพศ “ความสุข”เปน สิง่ ทม่ี นุษยทกุ คนตอ งการไมเ คยถูกจํากดั ดว ยเพศ วัย ชนชาติ “สขุ ภาวะทางเพศ”กเ็ ปนเร่ืองท่ที กุ คนลวนตอ งการเชน กัน แผนงานสรางเสริมภาวะทางเพศ โดยสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สส.)และมูลนธิ สิ รา งความเขาใจเร่ืองสุขภาพผูหญิง (สคส.)ไดดําเนินงานผลักดันวาระการสรางสุข ภาวะทางเพศขน้ึ อยา งตอ เนอื่ ง เพราะสขุ ภาวะทางเพศไมไ ดมีความหมายแคบๆแคเรื่องเพศสัมพันธแต มีความหมายลึกซึง้ และมติ ทิ ่ีกวา งกวา นนั้ เร่ืองเพศจึงไมใชแคเรื่องของเนื้อตัวรางกายแตยังหมายถึงความรับผิดชอบการดูแลสุขภาพ รางกายการสรางความสัมพันธท่ีดีระหวางกันการเคารพสิทธิกันและกันและความเทาเทียม เพราะ สงั คมน้นั มีความหลากหลายทางเพศมากวา แคห ญงิ หรือชาย ผทู ม่ี สี ขุ ภาวะทางเพศทดี่ ีกจ็ ะปฏิบตั ติ อคนทีม่ ีวถิ ที างเพศแตกตางจากตัวเองดวยความเคารพไม วา จะเปน สาวประเภทสองหรือหญิงรักหญิงชายรักชาย หรือผูที่รักสองเพศและยังปฏิบัติกับเพ่ือคูรัก หรือชายทสี่ ําคัญคือมคี วามรับผิดชอบตอสงั คมและตนเองในเรอื่ งการมเี พศสมั พันธท ่ีปลอดภัย สงั คมจาํ เปนตอ งลบความคิดทางลบวาเรอื่ งเพศเปนเร่ืองเพศเปนเร่ืองสกปรก อันตรายที่ตอง หลกี ใหห า งแตความจริงเราจําเปนตอ งศึกษาเรียนรูใ หเขา ใจเพราะเรอื่ งเพศเปน สิ่งท่สี ามารถแสดงออก อยา งอสิ ระมคี วามสุขบนพน้ื ฐานของความปลอดภัยเพ่ือดาํ เนนิ ชีวติ ไดอ ยา งเปน สขุ

70 แผนงานสรางเสริมสขุ ภาวะทางเพศไดจ ดั ทําความรสู ขุ ภาวะทางเพศในแตละชวงวัยไวเพราะ แตล ะชวงวยั ก็จะมคี วามสนใจและความตองการตา งกนั ในวยั เดก็ เปนชว งเวลาแหงการสรางพื้นฐานสขุ ภาวะทางเพศท่ีดไี ด เดก็ เล็ก อายุ 5-8 ป เร่ิมรับรู ไดถึงบทบาททางเพศวาสงั คมสรางใหห ญงิ ชายมคี วามแตกตางกัน ดว ยกจิ กรรม ดวยการกําหนดกรอบ กฎเกณฑตา งๆทีช่ ายทําได หญิงทาํ ไมไ ด หญงิ ทาํ ได ชายทําไมได ซง่ึ ขัดขวางพัฒนาการและสรา งความ เขาใจผิดๆใหเ ด็ก วนั แรกรนุ อายุ 9-12 เปนชวงวยั ท่ีตองเตรียมความพรอมเพ่ือกาวเขาสูวัยรุน ซ่ึงชวงนี้เปนวัย แหง การเปลย่ี นแปลงการไดร ับขอ มลู ทถี่ ูกตองและพรอมใช จึงเปน สิง่ ท่ีทาํ ใหเด็กมภี มู คิ ุมกันที่จะเขาสู วัยรุนไดอยางสวยงามจําเปนตองเขาใจและอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นและเปดโอกาสใหเด็ก รับผิดชอบในครอบครัวใหเ ดก็ ไดตัดสินใจดว ยตัวเองและรบั ผิดชอบผลทจี่ ะตามมาไมใ ชตดั สนิ ใจแทน ทุกอยา ง เดก็ วัยนี่เริม่ จะมกี ารเปลย่ี นแปลงทางอารมณ และความรูสึกทางเพศ ไมใชเร่ืองผิดแตการให ขอ มูลและความรทู ่ีถูกตอ งเปนส่งิ จาํ เปน การตอบคาํ ถามแบบตรงไปตรงมา เปดโอกาสใหเดก็ ไดเ รียนรู ในสงิ่ ท่ีเหมาะท่คี วรเปนเรื่องทค่ี วรสงเสรมิ เมอื่ กาวเขา สวู ยั รุน ชว งอายุ 13-18 ป ชวงแหงการเปล่ยี นแปลงในทุก ๆ ดาน จําเปนตองไดรับ ขอมลู เรื่องเพศอยา งถูกตองและรอบดาน เพอ่ื ใหเทาทันการเปล่ียนแปลงของตัวเอง ท้ังดานกายใจและ อารมณ จาํ เปน ตอ งสรา งทกั ษะของเพศสัมพนั ธทีป่ ลอดภยั รว มไปกับความรับผิดชอบเพ่ือใหสามารถ แยกแยะไดว าเซก็ สไ มใชแ คเ รื่องสนกุ แตมีผลที่จะตามมาอกี มากมาย การใหความรูอยางตรงไปตรงมา ไมทาํ ใหเร่ืองเซก็ สเ ปนความผิด ละอาย ทาํ ใหเ กิดเพศสมั พันธทป่ี ลอดภยั และมีความรบั ผิดชอบขึ้นได ผูใหญจําเปนตองเขาใจกระบวนการเรียนรูของมนุษยวาตองใชเวลาในการสั่งสมความรู ประสบการณความภูมิใจในตัวเองจึงสามารถมีเพศสัมพันธท่ีมีความสัมพันธที่มีความปลอดภัยและ เปนสขุ ได “การใหข อ มูลไมไดเ ปน การชโ้ี พรงใหกระรอก แตเปนการสรางความเขาใจและทักษะใน ชวี ิตใหเ ด็กสามารถเติบโตเปนผูใ หญท่ีเขาใจและมีความรับผิดชอบได วิธีการปฏิบตั เิ พอื่ การมีสขุ ภาพทางเพศทดี่ ี ควรคาํ นึงถึง การมีเพศสมั พันธท ปี่ ลอดภัย โดยไมเปล่ียนคูหรือมีเพศสัมพันธกับบุคคลท่ีไมใชสามีภรรยา ของตน ถาคิดจะมีเพศสัมพันธกับบุคคลท่ีไมใชคูของตนควรปองกันความไมปลอดภัยท่ีอาจเกิดขึ้น โดยใชถงุ ยางอนามยั เนนการรักษาความสะอาดสวนบคุ คล เมือ่ มเี พศสัมพันธแลวควรตองรีบทําความสะอาดสวน บคุ คลไมหมักหมม เพราะจะทําใหเกดิ เชอ้ื โรคซง่ึ เปนตน เหตุของอาการคนั จนลกุ ลามเปนโรคท่อี วัยวะ เพศได

71 ควรมีเพศสัมพันธแ บบธรรมชาติ ไมผิดธรรมชาติของคนปกติ เชน การใชว ัตถุแปลกปลอมใน การรวมเพศ การรวมเพศโดยใชวตั ถเุ ลยี นแบบธรรมชาตเิ ชน ตกุ ตายาง ใหคํานงึ ถึงความปลอดภยั การคมุ กําเนดิ เปน สวนหน่งึ ของการวางแผนครอบครวั ในเร่อื งระยะที่พรอมจะมบี ุตรเม่อื ใดคํานวณบตุ รทจี่ ะ มีก่ีคน หรือระยะหางของการมีบุตรเวนนานเทาใด ท้ังน้ีเพ่ือใหเหมาะสมกับความพรอมและความ ตอ งการของคูส มรส การคุมกําเนิดเปน วธิ กี ารปฏบิ ัตเิ พ่ือปอ งกันการต้ังครรภ การวางแผนครอบครัวและการคมุ กําเนดิ การวางแผนครอบครัวและการคุมกําเนิด (Family Planning and Birth Control) คือการที่ คู สมรสวางแผนในเรื่องการมีบุตรวาจะมีบุตรเมื่อใด จะมีบุตรกี่คน แตละคนจะเวนนานเทาใดท้ังน้ี เพ่ือใหเหมาะสมกบั ความพรอมและความตองการของคสู มรส สว นการคุมกําเนิดน้ันเปนวิธีการเพื่อมิ ใหเกดิ การตง้ั ครรภซ ึง่ มีอยหู ลายวธิ ี 1.การใชถงุ ยางอนามัย (Condom) ถุงยางอนามยั มลี ักษณะเปนถุงท่ที าํ ดวยยางบางๆยดื ได ใช สวมอวยั วะเพศชายขณะทีแ่ ขง็ ตัวพรอ มท่จี ะรวมเพศ การใชถ ุงยางอนามัยเปนการปอ งกนั ไมใ หต วั อสจุ ิ เขาไปในโพรงมดลกู ผสมกบั ไขข องฝา ยหญิงได เพราะถูกถงุ ยางปองกนั ไว ตวั อสจุ แิ ละนํ้าอสุจจิ ะอยู ในถงุ ยางอนามยั เมอื่ ใชเสร็จแลว จะถอดออกใหใ ชกระดาษชําระจบั ขอบถุงยางใหก ระชบั อวัยวะเพศ กอ นแลว จึงถอดถุงยางออกแลวนําไปทิง้ ถังขยะมกี ารผลิตถงุ ยางอนามัยสําหรับผหู ญิงใชเ หมอื นกนั ขนาดใหญก วา ถุงยางอนามยั ที่ผูชายใชแตไ มคอ ยไดร บั ความนยิ ม 2.การรับประทานยาเม็ดคุมกําเนิด(Contraceptive Pill) ยาเม็ดคุมกําเนิดจะประกอบดวย ฮอรโ มนสังเคราะห 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน โพรเจสเทอโรน ซึ่งจะออกฤทธ์ิคลายกับฮอรโมนที่มีอยู ตามธรรมชาตใิ นรา งกายของผหู ญิง และสรา งกลไกตา งๆ ในรา งกายเพือ่ ที่จะปองกันการตั้งครรภดวย การปองกันไมใ หไขสกุ และยบั ยง้ั การตกไข ตลอดจนทําใหม ูกบริเวณ ปากมดลกู เหนียวขนจนตวั อสุจิ จะผานเขาสูโพรงมดลูกไดยาก แตถากลไกทั้ง 2 ประการน้ีไมไดผล มันจะเปล่ียนแปลงเยื่อบุโพรง มดลกู ไมใ หเ หมาะสมสําหรับการฝงตัวของไขท่ีถูกผสมแลว ยาเม็ดคุมกําเนิดที่ใชอยูทั่วไปมี 3 แบบ คือ 2.1 แบบ 21 เมด็ ยาเม็ดในแผงจะประกอบดว ยฮอรโ มนทัง้ หมด การเร่มิ รบั ประทานยาเม็ดแรก ใหเรม่ิ ตรงกับวันของสปั ดาหทร่ี ะบแุ ผงยา เชน ประจําเดือนมาวันแรกคือวันศุกรก็เร่ิมกินที่ “ศ” หรือ วนั ศุกร โดยรับประทานวันละ 1 เมด็ เปน ประจําทุกวนั ตามลูกศรชจี้ นหมดแผง หลังจากน้ันใหหยุดใช ยา 7 วนั เมือ่ หยุดยาไปประมาณ 2-3 วนั ก็จะมเี ลอื ดประจาํ เดือนมาและเมอ่ื หยุดจนครบ 7 วันแลวไมวา เลือดประจาํ เดือนจะหมดหรือไมก ต็ ามใหเรมิ่ แผงใหมทันที

72 2.2 แบบ 28 เมด็ ยาเมด็ ในแผงหน่ึงจะประกอบดว ยฮอรโมน 21 เม็ด และสวนทีไ่ มใชฮ อรโ มน อีก 7 เม็ด ซึ่งมักจะมีขนาดเล็กหรือใหญกวา 21 เม็ดแรก การเริ่มรับประทานยาแผงแรกใหเร่ิม รบั ประทานยาในวันแรกทป่ี ระจําเดอื นมา โดยรับประทานยาเม็ดแรกในสวนทรี่ ะบุวาเปนจุดเร่ิมตน 1 แลวรับประทานทุกวนั ตามลกู ศรชจ้ี นหมดแผง โดยเมื่อรบั ประทานหมดแผงแลว ใหรบั ประทานยาแผง ใหมตอไปเลยทันทีไมวาประจําเดือนจะหมดหรือยังก็ตาม วิธีรับประทานแบบ 28 เม็ดจะคอนขาง สะดวกกวาแบบ 21 เมด็ ที่ไมตอ จดจําวนั ท่ตี องหยุดยา ถา ลมื รับประทาน 1 เมด็ ใหร ับประทานทนั ทีเมื่อนึกได และรับประทานเม็ดตอ ไปเวลาเดิม ถา ลืมรับประทาน 2 เมด็ ใหร ับประทานยาวนั ละ 2 เม็ด ติดตอกันไปเปนเวลา 2 วันโดยแบงรับประทาน ตอนเชา 1 เม็ด ตอนเยน็ 1 เมด็ และใชว ธิ กี ารคมุ กาํ เนิดแบบอ่นื รวมดวย เชนใชถ งุ ยางอนามัยเปนเวลา 7 วัน ถา ลมื รับประทาน 3 เม็ดขึน้ ไป ควรหยุดยาและรอใหเ ลือดประจําเดือนมากอ นแลวคอยเริ่มแผงใหม และใชวิธีการคมุ กาํ เนิดแบบอนื่ รวมดว ย 2.3 แบบรบั ประทานหลังรว มเพศภายใน 24 ชั่วโมง แตเดือนหน่งึ ไมควรใชเกิน4 ครั้ง ยาน้ีใช กนิ ทันทหี รอื ภายใน 24 ช่วั โมงหลงั รวมเพศ และควรกนิ ยาอีกหน่ึงเม็ดในเวลา 12 ชว งโมงตอ มายาเม็ด นี้มกั มปี ริมาณของฮอรโมนเอสโตรเจน (Estrogen) สูง การใชยาชนิดนี้ใหผลเสียมากกวาผลดี พบวา เปน อาการขา งเคยี ง คือ คล่นื ไส อาเจียน มีเลอื ดออกมากกวา ปกติ และทําใหทอ นําไขเ คลื่อนไหวชา อนั เปนเหตุทาํ ใหเ กิดทอ งนอกมดลูกได 3.การฝงยาเม็ดคุมกําเนดิ ใตผวิ หนงั ยาประเภทน้ีมีสวนประกอบของเอสโตรเจนสูงมีฤทธ์ิทํา ใหไขทีผสมแลวไมสามารถฝงตัวไดในผนังมดลูก เปนยาเม็ดคุมกําเนิดชนิดฝงไวใตผิวหนังบริเวณ ดานใตท อ งแขนของฝา ยหญงิ มีลกั ษณะเปนแคปซูลเลก็ ๆ 6 อัน ยาจะซมึ จากแคปซลู เขาสูรางกายอยาง สม่ําเสมอ สามารถคุมกําเนิดไดนานถึง 5 ป ตัวยาที่ใสในแคปซูลเปนชนิดเดียวกับ ยาเม็ดคุมกําเนิด แบบ 21 เมด็ 4.การใสหวงอนามัย (Iucd :: Intra Uterine Contraceptive Device) ใชโดยการใสหวง อนามัยไวในโพรงมดลูก ซึ่งแพทยจะเปนผูใสหวงให สามารถคุมกําเนิดได 3-5 ป แลวจึงมาเปล่ียน ใหมแตก ม็ บี างชนิดที่ตองเปล่ียนทุกๆ 2 ป วิธีน้ีไมเ หมาะสําหรบั ผูหญงิ ท่ียงั ไมเ คยมบี ตุ ร 5.การฉีดยาคมุ กําเนิด ใชก บั ผูหญิงฉดี ครงั้ หนงึ่ ปอ งกันไดนาน 3 เดอื น อาจมีขอเสียอยูบางคือ เม่ือตองการมีบุตรอาจตองใชเวลานานกวาจะต้ังครรภ และไมเหมาะสําหรับผูท่ีมีประจําเดือนมาไม สม่าํ เสมอ

73 6.การนบั ระยะปลอดภัย (Count safe Period) คือนับวันกอนประจําเดือนมา 7 วัน และหลัง ประจําเดือนมา 7 วนั เพราะไขยังไมส กุ และเย่ือบุโพรงมดลูกกําลังเปล่ียนแปลง แตถาประจําเดือนมา ไมแ นน อน การคมุ กาํ เนิดวิธีน้ีอาจผดิ พลาดได 7.การหล่งั อสุจภิ ายนอก คอื การหลัง่ น้ําอสจุ อิ อกมานอกชอ งคลอด แตก็อาจมีนํ้าอสุจิบางสวน เขา ไปในชองคลอดได วธิ นี ี้จงึ มโี อกาสต้ังครรภไดสูง 8. การผาตดั ทาํ หมนั เปน การคมุ กาํ เนิดแบบถาวร ดังนัน้ ผูท่ีคดิ จะทําหมันจะตองแนใจแลววา จะไมม ีบุตรอกี ซงึ่ สามารถทําไดทงั้ ผูหญงิ และผูช าย 8.1 การทาํ หมนั ชาย ทําโดยแพทยใชเวลาประมาณ 10 นาที โดยการใหผ ูท ี่จะทําหมันนอนบน เตียงผาตัด มีมานก้ันมิใหเห็นขณะท่ีแพทยกําลังผาตัดเจาหนาที่จะโกนขนบริเวณอวัยวะเพศออก เลก็ นอ ยแลว แพทยจ ะฉีดยาชาเฉพาะที่ แลวจึงเจาะถุงอัณฑะเพื่อผูกทอ อสุจโิ ดยไมตอ งเย็บ หามแผลถูก นาํ้ 3 วนั หลงั ทาํ หมนั ชายแลวจะตองคมุ กําเนิดแบบอ่ืนไปกอนฝายชายจะหล่ังน้าํ อสุจิประมาณ 15 ครัง้ แลว นํา้ อสจุ คิ ร้ังท่ี 15 หรือมากกวาไปใหแพทยตรวจวายังมีตัวอสุจิหรือไม ถาแพทยตรวจวาไมมีตัว อสจุ ิแลว กส็ ามารถมเี พศสมั พันธไ ดโ ดยไมต องใชก ารคุมกําเนิดแบบอนื่ อกี ตอไปเลย 8.2 การทําหมันหญงิ แบงออกเปน 2 แบบคอื 1.การทําหมันเปย ก คอื การทําหมันหลังคลอดบตุ รใหมๆ ภายใน 24-48 ชั่วโมง เพราะ จะทําไดงายเน่ืองจากมดลูกยังมีขนาดใหญและลอดตัวสูง โดยขอบบนอยูสูงเกือบถึงสะดือวิธีนี้จะ ผาตัดทางหนา ทอง 2.การทําหมนั แหง คอื การทาํ หมนั ในระยะปกตขิ ณะทีไ่ มมีการต้ังครรภหรือหลังการ คลอดบุตรมานานแลว มดลูกจะมีขนาดปกตแิ ละอยลู กึ ลงไปในองุ เชิงกราน การทําหมันแหงอาจทําได หลายวิธี เชน ผาตัดทางดานหนาทอ ง ผาตัดทางชอ งคลอด โดยใชเคร่อื งมือตางๆที่ทันสมัยชวยการไป รับบริการทําหมันนี้สามารถไปรับบรกิ ารไดใ นหลายหนวยงานทใ่ี หบรกิ ารทางดานสาธารณสุขท้งั ของ ภาครัฐและเอกชน เชน โรงพยาบาลตางๆ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน สมาคมวางแผน ครอบครัวแหง ประเทศไทย สมาคมทําหมันแหงประเทศไทย เปนตน 9.การคุมกาํ เนิดดวยยาเม็ดคุมกําเนิดฉุกเฉิน เปนการปองกันการตั้งครรภเฉพาะฉุกเฉินเชน การมีเพศสัมพนั ธโ ดยไมไ ดใชการปองกันวธิ ีอื่นมากอ น ใชถุงยางอนามัยเสร็จแลวไมแนใจวารั่วหรือ แตก ลมื กนิ ยาแบบประจาํ วันติดตอกันสองวัน ใสหวงอนามัยแตหวงหลุด มีเพศสัมพันธในชวงที่ไม ปลอดภัย กรณีถกู ขม ขืน ซง่ึ องคก รอนามัยโลกไดใหการรับรองวาการกินยาเม็ดคุมกําเนิดแบบฉุกเฉิน เปนวิธที ี่ปลอดภยั และมีประสทิ ธภิ าพในการปองกนั การต้งั ครรภไดระดบั หน่งึ

74 ยาเม็ดคมุ กําเนิดฉุกเฉินจะมีประสิทธิภาพสูงก็ตอเม่ือ มีการนํามาใชตามขอบงชี้ท่ีกําหนดไว และใชเ ทา ท่ีจําเปน เทานน้ั สาํ หรบั ผลขา งเคยี งที่เกิดข้ึนบอย คอื การมีรอบระดูผดิ ปกติ คลื่นไสอาเจียน แตห ากใชบอ ยและตอเนอ่ื งมโี อกาสตัง้ ครรภน อกมดลกู ได การทาํ แทง การทําแทง หมายถึง การทําใหการตั้งครรภส้ินสุดกอนอายุครรภ 28 สัปดาหสําหรับใน ประเทศไทยการทาํ แทง ยังไมเ ปน เรอื่ งท่ผี ิดกฎหมายไมวา จะกระทาํ โดยแพทยปรญิ ญาหรอื หมอเถ่ือนก็ ตาม กฎหมายจะอนุญาตใหทําแทงได 2 กรณี คือ กรณีถูกขมขืนและกรณีต้ังครรภน้ันเปนอัตราตอ สุขภาพของมารดาและทารกในครรภ เทาน้ัน เม่ือเกิดการต้ังครรภไมพ่ึงประสงคเด็กวัยรุนจะเกิดความกังวลจากความไมพรอมที่จะเปน ผูรับผิดชอบกับการมีบุตร จึงคิดหาวิธีการทําลายเด็กในครรภ โดยการทําแทงกับหมอเถ่ือนที่ผิด กฎหมาย ผดิ ศลี ธรรม เพราะในสงั คมไทยไมเ ปด ใหม ีการทาํ แทงแบบเสรี นอกจากการตั้งครรภในคร้ัง นน้ั แพทยพิจารณาใหทาํ แทงได ในกรณีอาจเกดิ อันตรายถึงชวี ิตผูเปนแม เชน การทอ งนอกมดลกู ครรภ เปนพิษ ทองไขปลาดุก หรือในกรณีท่ีแมไดรับเชื้อโรคหลังจากการตั้งครรภแลว เชน ไดรับเช้ือหัด เยอรมัน การทําแทงโดยทวั่ ไปของเด็กวยั รนุ จะทาํ แทง กับผทู ี่ไมม คี วามรูดา นการแพทยทแี่ ทจ ริง จึงทํา ใหเกิดอันตรายกับผูมาทําแทง เชน เกิดการตกเลือด หรือไดรับอันตรายอาจเกิดการติดเชื้อโรค จาก เครื่องมือ อุปกรณท่ีนํามาใช เกิดความสกปรกจากการใชอุปกรณ สถานท่ีจนทําใหมารดาเปน บาดทะยกั ไดด ว ย การแทงบุตรทท่ี าํ ใหเกิดอันตรายตอสุขภาพของผูเ ปน แมเนอื่ งจากมบี างสวนของทารกหรือรก หลงเหลอื อยูจึงตอ งนําสวนทเ่ี หลอื ออกจากมดลูกใหห มดโดยแพทยต อ งใชเคร่ืองดูดหรือใชวิธีขูดจาก โพรงมดลูก หรอื อาจตอ งใชฮอรโมนที่ใหใหมดลูกเกิดการบีบตัวขับสวนท่ีคางออกและในบางกรณี แพทยตองใชย าปฏิชีวนะเพ่ือการรกั ษาหรอื ปองกันการติดเชอื้ ตดิ เชอ้ื HIVS สว นใหญเกิดจากการมีเพศสัมพันธกับบุคคลอื่นท่ีไดรับเชื้อไวรัส HIV ในรางกายรองลงมา เกดิ จาการใชสารเสพตดิ ชนดิ ฉีดเขา เสนเลือดทาํ ใหไ ดร บั เชื้อ HIV จากเลือดที่สัมผัสหรือเลือดท่ีไดรับ เขาสรู างกาย บคุ คลที่มีโอกาสไดร บั เชื้อไวรสั HIV VS โดยไมไ ดเกดิ จากการมเี พศสมั พันธและไมไ ดใ ชเ ข็ม ฉดี ยาใด ๆ สว นหนง่ึ จะเกดิ กบั บคุ คลสวนหน่ึงทางการแพทย ท่ีมีโอกาสสัมพันธน้ําเลือดน้ําเหลือง ท่ี คดั หล่งั จากผูปว ยโดยไมไดปองกนั ตนเองโดยการใชถ ุงมอื กอนสมั ผสั กับผูป วยจงึ มีโอกาสไดรับหรือ ติดเชื้อ HIV VS ไดก ารต้งั ครรภเ มอ่ื ไมมีความพรอม การมเี พศสัมพนั ธกอนวัยอันควร เปน ปญ หาของสงั คมไทยมากขน้ึ ท้ังนเี้ พราะคานิยมในเรื่อง การรักนวลสงวนตัวของเพศหญิง หรือการเห็นคุณคาในการรักษาความบริสุทธ์ิของตนจนถึงวัย แตงงาน เด็กวยั รุนปจจุบันไมไดคํานึงถึง ทั้งนี้อาจเปนเพราะการดูแลเอาใจใสใหการอบรมจากบิดา

75 มารดามนี อ ยลง เด็กยุคใหมร บั อารยะธรรมความกาวหนาหรืออิทธิพลตางประเทศมากข้ึน จึงไมคอย เชอื่ ฟงบิดามารดา จงึ เปน สง่ิ จําเปนทตี่ องปลูกฝงใหเ กดิ จิตสาํ นึกโดยครอบครวั ชุมชนโรงเรียนสถาบัน ทมี่ ีสวนเกี่ยวขอ งควรเขา มามีบทบาทรณรงคปองกันปญหาน้ีรว มกนั การมีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร เปนพฤติกรรมท่ีกอใหเกิดปญหาตางๆตามมาในชีวิต ตลอดจนเปนปญหาหรือภาระแกสังคม ชุมชนดวย เชนเกิดการติดโรคทางเพศสัมพันธและยังเปน บคุ คลแพรเ ชือ้ โรคทางเพศสมั พนั ธแกค นอื่นดวยถาบุคคลนั้นใหบริการทางเพศการตั้งครรภเมื่อไมมี ความพรอมหรือต้ังครรภโดยไมคาดคิดนอกจากจะสงผลกระทบตอชีวิตของตนเองแลว ยัง สงผล กระทบตอ ครอบครัว ทาํ ใหบ ดิ ามารดา ญาติพีน่ องอับอายเสยี ใจรวมสงผลกระทบตอสังคม เชน ปญ หา เด็กถกู ทอดท้ิงเพราะพอ แมไมต อ งการบตุ ร หรือไมพ รอมจะรบั เลย้ี งดูบตุ รเนื่องจากยังไมมีอาชีพ เรียน ไมจบ ดงั นนั้ จงึ ตองใหค าํ แนะนําอบรมสงั่ สอนใหพ ฤตกิ รรมตนอยูในกรอบของสังคมที่ดีไมยุงเกี่ยว เรื่องเพศสัมพันธปองกันตนเองไมปลอยตัวใหมีเพศสัมพันธในวัยท่ียังไมสมควรใหต้ังใจศึกษาเลา เรียน และสามารถประกอบอาชีพจนเล้ียงตัวเองไดแลวจึงคดิ มีครอบครวั ภายหลัง 1.สอนความรเู ร่อื งเพศ เพศสัมพนั ธแ ละการคมุ กําเนดิ แกเดก็ นกั เรยี น นกั ศกึ ษาท่กี าํ ลงั กาวเขา สู วยั รุนพรอ งท้งั ชี้ใหเหน็ ขอ ดีขอ เสยี ของการมเี พศสัมพนั ธก อ นวยั อันควร และการตงั้ ครรภเ ม่อื ไมพรอม โดยเนนย้ําใหเห็นผลเสีย ไดแก การสูญเสียโอกาสในการศึกษา และการประกอบอาชีพการงานท่ีดี ตลอดจนโอกาสในการเจอคคู รองที่ดีในอนาคต 2.สอนวัยรุน ชายใหมคี วามรบั ผดิ ชอบและใหเ กียรติผหู ญงิ เนอ่ื งจากในสงั คมไทยยัง ยกยอง เพศชายวาเปนเพศที่แข็งแรงกวาจึงควรสอนใหผูชายมีความคิดท่ีจะปกปองชวยเหลือ เพศหญิง มากกวานอกจากน้ีเพศชายจะตองใหเกียรติผูหญิงและมีความรับผิดชอบในการกระทําของตนเอง ปญหาการทําแทงสว นใหญพบวา ฝา ยชายไมย อมรับการตงั้ ครรภ 3.ปลกู ฝงคานิยมในการรักนวลสงวนตัวตั้งแตวัยเด็ก และเนนยํ้ามากขึ้นในวัยรุน ไดแกการ แตงกายใหสุภาพ ไมแตงกายลอแหลม ย่ัวยุอารมณเพศตรงขามซ่ึงเปนเหตุใหเกิดการขมขืนกระทํา ชําเรา 4.สอนใหร จู ักการปฏเิ สธในสถานการณท่ีไมเหมาะสมไดแกปฏิเสธที่จะไปเท่ียวตอหลังเลิก เรียน ปฏเิ สธท่จี ะไปไหนๆกับเพ่อื นชายตามลําพงั ไมเ ปดโอกาสใหเพศตรงขา มถกู เนอ้ื ตองตัว เปนตน แนวทางการแกไขปญหาการตัง้ ครรภไมพ่งึ ประสงคน้ีคงตอ งเริม่ จากการปลกู ฝง นสิ ยั ตั้งแตวัย เดก็ ใหสอดคลอ งกบั สภาพสังคมในยุคโลกาภวิ ัฒนน้ี เช่อื วาปญหาการทําแทงผิดกฎหมายอาจเบาบาง ลงไป

76 บทที่ 4 สารอาหาร สาระสําคัญ ความตอ งการสารอาหาร ตาม เพศ วยั ของรา งกาย เปนความตองการสารอาหารในบคุ คลแตละ ชวง และแตล ะเพศ ยอมมคี วามแตกตา งกนั เปน ทย่ี อมรับกันทวั่ ไปแลววา อาหารมีสวนสําคัญอยางมาก ในวยั เดก็ ทง้ั ในดา นการเจรญิ เตบิ โตของรางกายและการพัฒนาการในดานความสัมพนั ธของระบบการ เคลื่อนไหวของรางกาย ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวัง 1. วิเคราะหปญหาสขุ ภาพท่เี กิดจากการบรโิ ภคอาหารไมถกู หลกั โภชนาการ 2. บอกสารอาหารทรี่ า งกายตอ งการตามเพศ 3. อธบิ ายวธิ ีการประกอบอาหารเพ่ือรกั ษาคุณคา ของอาหาร ขอบขา ยเนือ้ หา เรื่องท่ี 1. สารอาหาร เร่อื งที่ 2. วิธีการประกอบอาหารเพ่อื คงคณุ คาของสารอาหาร เร่ืองท่ี 3. ความเชือ่ และคา นยิ มเก่ยี วกบั การบรโิ ภค เรอ่ื งท่ี 4. ปญ หาสุขภาพท่เี กิดจากการบริโภคอาหารไมถกู หลกั โภชนาการ

77 เรือ่ งท่ี 1 สารอาหาร ปริมาณความตองการสารอาหาร ตาม เพศ วัยและสภาพรางกาย ความสําคัญของอาหารและ ความตองการสารอาหารในบุคคลแตละชวง และแตละเพศ มีความแตกตางกันตามธรรมชาติ ดังนั้น ปรมิ าณของสารอาหารท่ีควรไดรับในแตล ะบคุ คลจะแตกตางกนั 1. ความตองการสารอาหารในวยั เด็ก เปนท่ียอมรับกันท่ัวไปแลววา อาหารมีสวน สําคัญอยางมากในวัยเด็กทั้งในดานการ เจรญิ เตบิ โตของรา งกายและการพฒั นาการในดานความสัมพันธของระบบการเคลือ่ นไหวของรางกาย ตลอดจนในดานจิตใจ และพฤติกรรมในการแสดงออกและปจจัยที่มีสวนสําคัญท่ีทําใหเด็กไดรับ อาหารที่ถกู หลกั ทางโภชนาการ ไดแก 1.ครอบครัวทคี่ อยดูแลและเปนตัวอยา งท่ีดี 2.ตัวเดก็ เอง ทจี่ ะตองถูกฝกฝน 3.ส่ิงแวดลอมทําใหเ กิดการปฏบิ ตั อิ ยา งคนขางเคยี ง อาหารที่ถูกหลักโภชนาการในวยั เดก็ น้ัน เปน ทที่ ราบดอี ยแู ลววาเด็กตองการอาหารครบท้ัง 3 ประเภท เพอ่ื การเจรญิ เติบโตและพฒั นาการ ส่งิ ทต่ี องคาํ นึงถึงคอื อาหารทีใ่ หเดก็ ควรไดร บั ไดแก 1.อาหารท่ีใหโปรตีน ไดแก นม ไข เนื้อสัตว ตลอดจนโปรตีนจากพืชจําพวกถั่วเขียว ถ่ัว เหลือง 2.อาหารทใ่ี หพลังงาน ไดแกขา ว แปง นํา้ ตาล ไขมนั และนาํ้ มัน สวนน้ําอัดลม หรอื ขนมหวาน ลกู กวาดตาง ๆ ควรจํากัดลง เพราะประโยชนนอ ยมากและบางทที าํ ใหมปี ญ หาเรอื่ งฟนผดุ ว ย 3.อาหารทีใ่ หวิตามินและเกลือแรไดแ ก พวก ผัก ผลไม และอาหารทม่ี ใี ยอาหารที่มีสวนทําให เก็บไมท อ งผูก 2. ความตองการสารอาหารของเด็กวัยเรยี น ในปจ จบุ ัน ภาวะของความเรง รีบในสังคมอาจจะทาํ ใหพอแมหรือผปู กครองละเลยเรอ่ื งอาหาร เชาของเด็กวัยเรยี น เดก็ วยั เรยี นเปน วัยท่ีรางกายกําลังเจริญเติบโต ตองการอาหารเชา ถ า เ ด็ ก ไ ม ไ ด รบั ประทานอาหารเชา จะทาํ ใหเ ดก็ ขาดสมาธิในการเรียน สมองมึน งวง ซึม และถาเด็กอดอาหารเปน เวลานาน ๆ ติดตอ กัน จะทําใหมีผลเสียตอ ระบบการยอ ยอาหาร และเปนโรคขาดสารอาหารไดดังน้ัน การเลอื กอาหารเชา ทีเ่ ด็กวัยเรยี นควรไดร ับประทานและหาไดงา ย คอื นมสด 1 กลอ ง ขาวหรือขนมปง ไข อาจจะเปนไขด าว ไขล วก หรอื ไขเ จยี ว ผลไมท ่หี าไดง าย เชน กลวยนํ้าวา มะละกอ หรือสม เทานี้ เด็กกจ็ ะไดรบั สารอาหารท่ีเพียงพอแลว 3. ความตอ งการสารอาหารในวัยรนุ วยั รุน เปนวัยท่มี กี ารเจรญิ เตบิ โตในดานรางกายอยางมาก และมีการเปล่ียนแปลงทางอารมณ และจิตใจคอนขางสูง มีกิจกรรมตาง ๆ คอนขางมากทั้งในดานสังคม กีฬา และบันเทิง ความตองการ สารอาหารยอ มมมี ากขนึ้ ซึ่งจะตอ งคํานงึ ทั้งปรมิ าณและคณุ ภาพใหถูกหลกั โภชนาการ

78 ปจจยั ทส่ี ําคัญ คือ 1.ครอบครัว ควรปลูกฝงนสิ ัยการรบั ประทานอาหารท่ถี กู หลกั โภชนาการ เร่ิมตนจากที่บานท สาํ หรบั วัยรนุ ที่พยายามจํากัดอาหารลง คนในครอบครัวจะตองใหค าํ แนะนาํ เพ่ือไมไปจํากัดอาหารท่ีมี คณุ คา และจาํ เปนตอรา งกาย 2.วยั รุน จะเร่มิ มคี วามคิดเห็นเปน ของตัวเองมากขึ้น การรบั ความรเู กยี่ วกบั โภชนาการ มีความ จําเปน เพื่อใหเห็นความสําคัญของการรบั ประทานอาหารทมี่ คี ุณคา ทางโภชนาการอยา งสมา่ํ เสมอซึ่งจะ มผี ลดตี อตัววยั รนุ เองโดยตรง 3.สง่ิ แวดลอ มในโรงเรยี นหรอื สถานศกึ ษาอทิ ธิพลจากเพือ่ นฝูงมีสวนท่ีทําใหวัยรุนเลียนแบบ กนั เรอื่ งการรับประทานอาหาร ตลอดจนการบริโภคสารอนั ตราย เชน เหลา บุหรี่ และยาเสพติด การ ดูแลอยางใกลชิดตลอดจนการสนับสนุนใหวัยรุนเลนกีฬา หรือทํากิจกรรมที่มีประโยชนจะมีผล ทางออม ทําใหนิสัยท่ีดีในการบริโภคอาหารไมถูกเบี่ยงเบนไป ความตองการอาหารที่ใหโปรตีน พลงั งาน และวติ ามินตองเพยี งพอสําหรับวยั รนุ วติ ามนิ ตอ งเหมาะสมและโดยเฉพาะอยางย่ิงอาหารท่ีมี เกลือแรประเภทแคลเซยี มและเหลก็ ตองเพียงพอ 4. ความตอ งการสารอาหารในวัยผูใหญ วยั ผใู หญถงึ แมจ ะหยุดเจรญิ เติบโตแลว รางกายยังตองการสารอาหารอยางครบถว น เพ่ือนําไป ทํานุบํารุงอวัยวะ และเนื้อเย่ือตาง ๆ ของรางกาย ใหคงสภาพการทํางานท่ีมีสมรรถภาพตอไป และ ปจจัยสําคัญอยางหน่ึง ท่ีจะทําใหวัยผูใหญยังคงแข็งแรงไดแก การบริโภคอาหารที่ถูกตองตามหลัก โภชนาการ การควบคมุ อาหารในวัยผูใหญ มขี อ แนะนาํ ดังนี้ 1.ใหบริโภคอาหารหลายชนิด เนื่องจากไมมีอาหารชนิดใดชนิดหน่ึงท่ีใหคุณคาทาง โภชนาการไดครบถวน 2. บรโิ ภคอาหารในปรมิ าณทีพ่ อเหมาะ เพ่อื ใหนาํ้ หนกั อยใู นเกณฑทีต่ องการ 3. หลีกเลย่ี งการรับประทานท่มี ีไขมันมากเกินไป 4. บริโภคอาหารที่มปี ริมาณของแปง และกากใยใหเพียงพอ 5. หลกี เลย่ี งการบรโิ ภคอาหารทีป่ รงุ ดว ยปริมาณนา้ํ ตาลจํานวนมาก 6. หลกี เล่ยี งการบรโิ ภคอาหารเคม็ มากเกนิ ไป 7. หลกี เลี่ยงเครอ่ื งดม่ื ทม่ี ีแอลกอฮอล 5. ความตองการสารอาหารของวยั ผสู งู อายุ ผูสูงอายใุ นทน่ี ้หี มายถึงผทู ีอ่ ยใู นวยั 60 ปขนึ้ ไป สาํ หรับปญ หาเร่ืองอาหารการกนิ หรือโภชนาการในวัยน้ี ขอใหรบั ประทานอาหารใหครบทุก หมูและควบคุมปริมาณ โดยดูจากการควบคุมนํ้าหนักตัวไมใหมากข้ึน และกรณีน้ําหนักเกินอยูแลว ควรจะลดนาํ้ หนักใหสัมพันธกับสวนสูง

79 ขอ แนะนําในการดูแลเรอื่ งอาหารในผสู ูงอายมุ ดี ังน้ี 1.โปรตีน ควรใหรับประทานไขวันละ 1 ฟอง และด่ืมนมอยางนอยวันละ 1 แกวสําหรับ โปรตนี จากเนือ้ สัตวควรลดนอ ยลง 2.ไขมัน ควรใชน ้าํ มันถว่ั เหลอื งหรือนา้ํ มนั ขาวโพด ในการปรุงอาหารเพราะเปนน้ํามันพืชท่ีมี กรดไลโนเลอกิ 3.คารโบไฮเดรต คนสูงอายุควรรับประทานขาวลดลงและไมควรรับประทานนํ้าตาลใน ปรมิ าณทม่ี าก 4.ใยอาหาร คนสงู อายคุ วรรับประทานอาหารท่ีเปนพวกใยอาหารมากขึน้ เพอ่ื ชวยปองกันการ ทอ งผูกชว ยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลอื ดและลดอบุ ตั กิ ารของการเกดิ มะเร็งลาํ ไสใหญล งได 5.นํา้ ดื่ม คนสูงอายคุ วรด่มื น้าํ ปรมิ าณ 1 ลติ รตลอดทง้ั วัน แตทัง้ นสี้ ามารถปรบั เองไดต ามความ ตองการของรางกาย โดยสังเกตดูวาถาปสสาวะมีสีเหลืองออน ๆ เกือบขาว แสดงวาน้ําในรางกาย เพียงพอแลว สวนเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอลรวมท้ังนํ้าชา กาแฟ ควรงดเวนถาระบบยอยอาหารในคน สูงอายไุ มดี ทา นควรแบงเปน มอ้ื ยอย ๆ แลว รบั ประทานทีละนอ ย แตหลายม้ือจะดีกวา แตอาหารหลัก ควรเปนมือ้ เดียว 6.ความตอ งการสารอาหารในสตรตี ั้งครรภ สตรีตั้งครรภ นอกจากตองมีสารอาหารทั้ง 6 ประเภทไดแกโปรตีน คารโบไฮเดรต ไขมัน วติ ามนิ เกลือแร และนํา้ ในอาหารท่ีรบั ประทานเปน ประจําใหครบทุกประเภทแลว สตรีตั้งครรภตอง ทราบอกี วา ควรทีจ่ ะเพ่ิมสารอาหารประเภทใด จึงจะทําใหเดก็ ในครรภไดร ับประโยชนสงู สุดดงั น้ี 1.อาหารท่ีใหโ ปรตีน ไดแกไ ข นม เนื้อสัตว เคร่ืองในสัตวและถ่ัวเมล็ดแหง สตรีต้ังครรภจึง ควรรับประทานไขวันละ 1-2 ฟอง นมสดวันละ 1-2 แกว เน้ือสัตวบกและสัตวทะเล ซึ่งจะไดธาตุ ไอโอดีนดวยอาหารประเภทเตาหูและนมถ่ัวเหลือง ก็มีประโยชนในการใหโปรตีนไมแพเนื้อสัตว เชน กนั 2.อาหารทใ่ี หพลังงาน ไดแ ก ขาว แปง นาํ้ ตาล ไขมันและนํา้ มนั สตรตี ัง้ ครรภค วรรับประทาน ขา วพอประมาณรวมกบั อาหารทีใ่ หโ ปรตีนดงั กลา วแลว ควรใชนาํ้ มันพชื ซ่ึงมีกรดไขมนั จําเปน ในการ ประกอบอาหาร เชน นํ้ามนั ถัว่ เหลอื ง น้ํามันขาวโพด สตรตี ง้ั ครรภควรจะตอ งรบั อาหารทีจ่ ะใหพลังงาน มากขนึ้ วันละปริมาณ 300 แคลลอร่ี 3.อาหารท่ีใหวิตามนิ และเกลอื แร สตรีตัง้ ครรภตอ งการอาหารท่ีมีวิตามินและเกลือแรเพิ่มข้ึน ควรรับประทานอาหารประเภทผักและผลไมทุกๆวันเชนสม มะละกอ กลวย สลับกันไป จะไดใย อาหารเพอื่ ประโยชนใ นการขบั ถา ยอจุ จาระดว ย เกลือแรท่สี าํ คัญควรรับประทานเพิ่มไดแก แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนเี ซียม เหล็ก สังกะสี และไอโอดีน สว นวิตามนิ ไดแ กก ลมุ ที่ละลายในไขมัน เชน เอ ดี อี เค และท่ลี ะลายในนา้ํ ไดแ กวิตามินบแี ละวิตามินซี

80 รา งกายเราตอ งการสารอาหารทม่ี ีอยูใ นอาหารตางๆ เพื่อใหมีสุขภาพท่ีดี แตเราจะตองรูวาจะ กนิ อยางไร กนิ อาหารอะไรบา งมากนอ ยเพยี งใดจึงจะไดส ารอาหารครบเพียงพอกับความตองการของ รางกาย ขอปฏิบัติการกนิ อาหารเพ่ือสุขภาพที่ดีของคนไทย 9 ขอหรือโภชนาการบัญญัติ 9 ประการน้ี จะชวยไดถ าทานปฏิบตั ิตามหลกั ดังตอ ไปน้ี 1.กนิ อาหารครบ 5 หมแู ตล ะหมูใหหลากหลายและหมน่ั ดูแลนาํ้ หนกั ตัว 2.กินขาวเปนอาหารหลัก สลบั กับอาหารประเภทแปง เปน บางมือ้ 3.กินพชื ผักใหมากและกินผลไมเปนประจาํ 4.กนิ ปลา เนอื้ สตั วท ี่ไมตดิ มนั ไข ถัว่ เมลด็ แหงเปน ประจํา 5.ดมื่ นมใหเหมาะสมตามวัย 6.กนิ อาหารทม่ี ไี ขมันพอสมควร 7.หลกี เลย่ี งการกินอาหารรสหวานจดั และเคม็ จดั 8.กินอาหารทสี่ ะอาดปราศจากการปนเปอ น 9.งดหรอื ลดเคร่ืองดมื่ ที่มแี อลกอฮอล สารตานอนมุ ูลอิสระ ในรางกายของคนเราเซลลจ ะผลติ สารชนิดหนึง่ เพอื่ ทาํ ลายเนื้อเยื่อตนเองเพิ่มมากข้ึน สารน้ัน เรยี กวาอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระน้ีเปนตัวการสําคัญท่ีทําใหเกิดปญหาทางสุขภาพหลายประการ ทั้ง ภาวะความจําเส่อื ม โรคมะเรง็ เปนตน ในขณะเดียวกันรางกายก็สามารถจัดการกับอนุมูลอิสระไดโดยสรางสารตานอนุมูลอิสระ ออกมาในกระแสเลือด เพื่อจับกับอนุมูลอิสระไดถึง 99.9 % คงเหลือทําลายเซลลอยูเพียง 0.1% แต กระนั้นก็ทาํ ใหเ ซลลเกดิ การบาดเจ็บและยงิ่ นานวนั รอยแผลก็สะสมมากข้ึน เมื่อคนเราแกลงรางกายก็ จะสรางสารตา นอนุมูลอิสระลดลงรา งกายจะตองการสารตา นอนุมลู อิสระมากข้ึน เพอื่ สง ผลใหอายุยืน สุขภาพแขง็ แรงตอ ตา นโรคชรา โรคมะเร็ง เปน ตน สารตานอนมุ ูลอสิ ระทส่ี าํ คญั ท่เี ราพบในแหลง อาหาร มีดังนี้ 1.เบตา-แคโรทีน มีมากในแครอท และผักสีเหลืองสมผักสีเขียวเขมตางๆเชนมะเขือเทศ ฟก ทอง ตาํ ลึง ผักบุง ผกั กวางตงุ ผักคะนา ยอดแค เปนตน 2.วิตามินซี มีมากในฝรง่ั สม มะขามปอ ม มะนาว มะเขอื เทศ ผกั ผลไมส ด ตางๆ ผกั คะนาและ กระหล่ําดอกมีวติ ามนิ ซสี ูงมาก วติ ามนิ ซี ถกู ทาํ ลายไดงาย ดว ยความรอนความขึน้ และแสง 3.วติ ามินอี มีในรําละเอยี ด ในพวกธญั พืชท่ีไมขัดขาว ขา วโพด ถัว่ แดง ถั่วเหลือง ผักกาดหอม เมลด็ ทานตะวัน งา นา้ํ มนั รํา น้ํามนั ถั่วลสิ ง น้าํ มันจากเมลด็ พืชตา งๆ 4.ซีลเิ นยี ม พบในอาหารทะเลเนื้อสัตวธญั พืชที่ไมขดั ขาวนอกจากน้ียังมีสารที่พบในผักผลไม ที่มคี ณุ สมบัตใิ นการตา นสารอนุมลู อสิ ระซ่งึ สามารถจับกบั อนมุ ลู อิสระลดอันตรายไมใหเ กดิ โรคมะเรง็

81 ได พบไดม ากในตระกลู สม องุน และผลไมสดอื่นๆรวมทั้งผักผลไมตางๆ เชน กระเทียม ผักตระกูล ผกั กาด ตัวอยาง ประเภทและจาํ นวนของอาหารท่ีคนไทยควรรับประทานอาหารใน 1 วนั สาํ หรบั เดก็ อายุ 6 ปข ึน้ ไปถงึ วยั ผูใหญแ ละผสู งู อายโุ ดยแบงตามการใหพลังงาน กลุมอาหาร หนวยครัวเรอื น พลงั งาน (กโิ ลแคลอร)ี 1,600 2,000 2,400 ขาว – แปง 1 ทัพพี = 60 กรัม หรือ คร่งึ ถว ยตวง 8 ทพั พี 10 ทพั พี 12 ทพั พี ผัก 1 ทพั พี = 40 กรัม หรือ ครึ่งถวยตวง 4 (6) ทัพพี 5 ทพั พี 6 ทพั พี ผลไม 1 สวน = สม เขยี วหวาน 1 ผล หรือ 3 (4) สวน 4 สวน 5 สวน กลวยนํา้ วา 1 ผล หรอื เงาะ 4 ผล เน้อื สัตว 1 ชอนกนิ ขา ว = ปลาทคู รึ่งตวั หรือ 6 ชอ น 9 ชอน 12 ชอ น ไขครง่ึ ฟอง หรือไกค รง่ึ นอ ง กินขา ว กินขาว กนิ ขา ว นม 1 แกว = 250 ซซี ี 2 (1) แกว 1 แกว 1 แกว นาํ้ มัน ใชแ ตนอยเทา ท่ีจาํ เปน นํา้ ตาล และ ชอ นชา เกลือ หมายเหตุ เลขใน ( ) คือปรมิ าณทีแ่ นะนําสาํ หรับผใู หญ 1,600 กโิ ลแคลอรี สําหรับ เด็กอายุ 6-13 ป หญงิ วัยทาํ งานอายุ 25-60 ป ผสู งู อายุ 60 ปข ึ้นไป 2,000 กโิ ลแคลอรี สําหรบั วัยรนุ หญิง-ชาย อายุ 14-25 ป วยั ทาํ งานอายุ 25-60 ป 2,400 กโิ ลแคลอรี สาํ หรบั หญิง-ชาย ทใ่ี ชพลังงานมากๆ เชน เกษตรกร ผใู ชแรงงาน นักกีฬา สรุป อาหารเปนปจ จยั ท่ีมผี ลตอการเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษย การรับประทานอาหาร ควรยึดหลักโภชนาการ เพ่ือใหไดพลงั งานและสารอาหารท่ีพอเพียง วัยรุน เปนวัยท่ีกําลังเจริญเติบโต จึงควรบรโิ ภคอาหารใหถ ูกตองตามหลักโภชนาการ

82 เรอื่ งที่ 2 วธิ ีการประกอบอาหารเพอ่ื คงคณุ คาของสารอาหาร 1. หลกั การปรงุ อาหารที่ถกู สขุ ลกั ษณะ เพื่อใหไดอาหารท่ีสะอาด ปลอดภัย และมีคุณคาทางโภชนาการ มีหลักการปรุงอาหารที่ถูก สุขลกั ษณะ โดยคํานึงถงึ หลกั 3 ส คอื สงวนคุณคา สุกเสมอ สะอาดปลอดภยั สงวนคุณคา คือ การปรุงอาหารจะตองปรุงดวยวิธีการปรุง ประกอบเพื่อสงวนคุณคาของ อาหารใหม ปี ระโยชนเตม็ ที่ เชน การลางใหสะอาดกอ นห่ันผัก การเลอื กใชเกลือเสริมไอโอดีน สุกเสมอ คือ ตอ งใชความรอนในการปรุงอาหารใหส กุ โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสตั วท้ังนี้ เพ่ือตองการจะทําลายเชื้อโรคท่ีอาจปนเปอนมากับอาหาร การใชความรอนจะตองใชความรอนใน ระดับทส่ี งู ในระยะเวลานานเพยี งพอท่ีความรอนจะกระจายเขาถึงทุกสวนของอาหาร ทําใหสามารถ ทาํ ลายเชื้อโรคไดอยา งมีประสทิ ธภิ าพ สะอาดปลอดภัย คือ จะตองมีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของอาหารกอนการปรุง ประกอบวาอยูในสภาพท่ีสะอาด ปลอดภัย ไดมาตรฐาน เชน เนื้อหมูสด ตองไมมีเม็ดสาคู (ตัวออน พยาธิตัวตืด) นา้ํ ปลา จะตองมเี คร่ืองหมาย อย.รับรอง เปนตน และจะตองมีกรรมวีธีข้ันตอนการปรุง ประกอบอาหารท่สี ะอาด ปลอดภัยและถกู สุขลกั ษณะ มผี ูป รงุ ผเู สริ ฟอาหารท่มี สี ขุ วิทยาสวนบุคคลท่ีดี รจู ักวธิ กี ารใชภ าชนะอุปกรณและสารปรุงแตงรสอาหารท่ีถูกตองเชน วีการสดปริมาณสารพิษกําจัด ศตั รพู ืชที่ตกคางในผักสด การใชช อนชมิ อาหารเฉพาะในการชิมอาหารระหวา งการปรงุ อาหาร 2. หลักการทาํ อาหารใหสะดวกและรวดเรว็ อาหารทปี่ รุงเองนอกจากจะประหยัดแลวยังไดอาหารที่สะอาด สด ใหม มีรสถูกปากและลด ความเส่ียงจากการมสี ารเคมีปนเปอนแต เวลา มกั จะเปนขอจาํ กัดในการลงมือทําอาหาร แมบานอาจมี วิธีการเตรยี มอาหารพรอ มปรุงในวันหยดุ เก็บไวใ นตูเ ย็นแลวนํามาปรุงใหมไดโดยใชเวลานอยแตได คุณคา มากเรม่ิ จากอาหารประเภทเนอื้ สัตว เชน หมู ไก กุง ปลา เมื่อซ้ือมาจัดเตรียมตามชนิดที่ตองการ ปรุงหรอื หงุ ตม แลว ทาํ ใหสกุ ดวยวธิ ีการตมหรอื รวน แลว แบง ออกเปน สว นๆตามปริมาณที่จะใชแตละ คร้ัง แลวเกบ็ ไวใ นตเู ยน็ ถา จะใชใ นวนั รุงขึ้น หรือเกบ็ ไวในชอ งแชแ ขง็ ถาจะเก็บไวใชนาน เมอ่ื ตองการ ใชก็นําออกมาประกอบอาหารไดทันที โดยไมตองเสียเวลา รอใหละลายเหมือนการเก็บดิบๆ ทั้งช้ิน ใหญโ ดยไมห่ัน การเตรียมลวงหนาวิธีน้ี นอกจากจะสะดวก รวดเร็วแลว ยังคงรสชาติและคุณคาของ อาหารอีกดวย 3. หลักการเก็บอาหารใหสะอาดปลอดภัย การเกบ็ อาหารตามหลกั การสขุ าภบิ าลอาหารมวี ตั ถุประสงคเ พื่อยืดอายุของอาหารทีใ่ ชบริโภค โดยจะตอ งอยใู นสภาพทีส่ ะอาดปลอดภัยในการบริโภค หลกั การในการเก็บอาหารใหคํานึงถึงหลัก 3 ส. คือสดั สวนเฉพาะ สิง่ แวดลอ มเหมาะสม สะอาดปลอดภยั สัดสว นเฉพาะ คือ ตอ งเก็บอาหารใหเปน ระเบียบ แยกเก็บตามประเภทอาหารโดยจัดใหเปน สัดสว นเฉพาะไมปะปนกัน มีฉลากซ้ือหรอื เครอื่ งหมายอาหารแสดงกํากับไว

83 สงิ่ แวดลอ มเหมาะสม คอื ตองเก็บอาหารโดยคํานึงถึงการจัดสภาพสิ่งแวดลอมใหเหมาะสม กับอาหารแตล ะประเภทโดยคํานึงถึงอุณหภูมิความชื้นเพื่อชวยทําใหอาหารสดสะอาดเก็บไดนานไม เนา เสยี งายส่งิ แวดลอมของอาหารจะจัดการใหอยูในสภาพที่จะปองกันการปนเปอนได เชน การเก็บ อาหารกระปองในบริเวณทีม่ ี อาหารหมนุ เวียน สูงจากพืน้ อยา งนอย 30 ซม. การเกบ็ นมพาสเจอไรสไว ในอุณหภูมิตาํ่ กวา 7 องศาเซลเซยี ส เปน ตน สะอาดปลอดภยั คือ ตองเกบ็ อาหารในภาชนะบรรจุที่ถูกสุขลักษณะ สะอาด ปลอดภัย มีการ ทําความสะอาดสถานท่เี ก็บอยา งสมํ่าเสมอไมเ ก็บสารเคมที เี่ ปนพิษอ่ืนๆเชน การใชถุงพลาสติก/กลอง พลาสตกิ สาํ หรับบรรจุอาหารในการบรรจุอาหารทีเ่ กบ็ ไวในตูเยน็ /ตูแชแ ขง็ เปนตน 4. อุณหภูมิเทาไหรจงึ จะทาํ ลายเช้อื โรคได เช้ือจุลินทรียมีอยูท่ัวไปตามสิ่งแวดลอมมนุษย สัตว อาหาร ภาชนะอุปกรณและสามารถจะ ดํารงชีวิตอยูไดในชวงอุณหภูมิต่ํากวา 0 องศาเซลเซียส จนถึง 75 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะ เช้ือจุลนิ ทรยี ทีก่ อ ใหเกิดโรคระบาดทางเดินอาหารมกั จะเปนเช้ือจุลนิ ทรยี ทสี่ ามารถเจริญเติบโตไดดีที่ อุณหภมู หิ อ งประมาณ 25 องศาเซลเซียส ถงึ 40 องศาเซลเซยี ส ฉะน้นั การทาํ ลายเชอื้ จุลินทรียท กี่ อใหเ กดิ โรคระบบทางเดินอาหารจาํ เปนจะตองกําหนดชวง อุณหภูมิทเี่ หมาะสมเพ่อื จะไดแนใ จวาเชื้อจุลินทรียถ ูกทําลายจนหมดสิ้นในขบวนการผลิตอาหารทาง อุตสาหกรรมการทําลายเชอื้ โรคจาํ เปนตอ งอาศัยอณุ หภูมทิ ่เี หมาะสมควบคไู ปกับระยะเวลาที่เหมาะสม จึงจะมีประสิทธิภาพในการทําลายที่ดี คืออุณหภูมิที่สูงมากใชระยะเวลาส้ัน(121องศาเซลเซียสเปน เวลา 1 นาที)และอุณหภมู ิท่ตี ํา่ ใชร ะยะเวลานาน(63 องศาเซลเซียส เปนเวลา 30 นาที)ท้งั ท่ยี ังมีปจจัยอื่น ทเ่ี กยี่ วของในการควบคมุ ไดแกป ริมาณเชือ้ จลุ ินทรียประเภทของอาหารคาความเปน กรด ดา ง ความช้นื สําหรบั ในการปรุงประกอบอาหารในครัวเรอื นอณุ หภูมิท่ีสามารถทําลายเช้ือจุลินทรีย คือ 80 องศาเซลเซียส-100 องศาเซลเซยี ส (อณุ หภมู นิ ้ําเดือด)เปนเวลานาน 15 นาทีสําหรับอุณหภูมิในตูเย็น 5 องศาเซลเซียส-7องศาเซลเซียส เช้ือจลุ ินทรียส ามารถดํารงชีวิตอยูได และสามารถเพ่ิมจํานวนไดอยาง ชา ในขณะที่อุณหภมู แิ ซแข็งตํ่ากวา 0 องศาเซลเซียส เช้อื จุลินทรียส ามารถดํารงอยไู ดแตไมเพ่ิมจํานวน อณุ หภูมทิ เี่ ช้อื จลุ ินทรียตายคือ-20องศาเซลเซียส และฉะนั้นเพ่ือความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอาหารเนื้อสัตวควรปรุงอาหารใหสุกเสมอโดยทั่วทุกสวนที่อุณหภูมิสูงกวา 80 องศา เซลเซียส ขนึ้ ไปหรือสกุ เสมอ สะอาด ปลอดภัย 5. อณุ หภูมทิ ่ีเหมาะสมในการเกบ็ อาหารสดประเภทเน้ือสัตว อาหารเน้ือสตั วสด เปนอาหารที่มีความเส่ียงสูง เพราะมีปจจัยเอ้ือตอการเนาเสียไดงาย คือมี ปริมาณสารอนิ ทรียส งู มปี ริมาณนาํ้ สูง ความเปน กรดดา งเหมาะสมในการเจริญเติบโตของเช้อื จุลนิ ทรยี  การเกบ็ เนื้อสัตวส ดที่ถูกสุขลักษณะ คือตองลางทําความสะอาดแลวจึงหั่นหรือแบงเน้ือสัตว เปน ชน้ิ ๆ ขนาดพอดีที่จะใชใ นการปรงุ ประกอบอาหารแตละครั้งแลวจึงเก็บในภาชนะท่ีสะอาดแยก เปนสัดสวนเฉพาะสําหรับเน้ือสัตวสดที่ตองการใชใหหมด ภายใน 24 ช่ัวโมงสามารถเก็บไวใน

84 อณุ หภมู ิตเู ย็นระหวา ง 5 องศาเซลเซียส -7 องศาเซลเซียสในขณะทีเ่ นอื้ สตั วส ดทีต่ อ งการเก็บไวใชนาน (ไมเกิน7วัน)ตองเก็บไวในอุณหภูมิตูแชแข็ง อุณหภูมิตํ่ากวา 0 องศาเซลเซียส ท้ังนี้เม่ือจะนํามาใช จาํ เปน จะตองนํามาละลายในไมโครเวฟ แตถาละลายในน้ําเย็นจะตองเปล่ียนนํ้าทุก 30 นาที เพื่อให อาหารยงั คงความเย็นอยแู ละน้ําทีใ่ ชละลายไมเปนแหลงสะสมของเช้อื จลุ นิ ทรียท่อี าจจะปนเปอนมาทํา ใหมีโอกาสเพิ่มจาํ นวนไดม ากขึ้นจนอาจจะเกดิ เปนอนั ตรายได สรุปอุณหภูมิท่ีเหมาะสมในการเก็บอาหารเนื้อสัตวสดคืออุณหภูมิตูเย็นตํ่ากวา 7 องศา เซลเซยี สในกรณีทีจ่ ะใชภายใน 24 ชวั่ โมง และตา่ํ กวา 0 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิแชแ ข็ง) ในกรณีที่จะ ใชภ ายใน 7 วันซึ่งเปน อุณหภมู ิทเ่ี ชอื้ จุลนิ ทรยี ย งั คงดาํ รงชวี ิตอยูไดแตมีอัตราการเจริญเติบโตตํ่าจนถึง ไมมกี ารเจริญเตบิ โตทาํ ใหสามารถเก็บรกั ษาเนือ้ สัตวใหส ด ใหม สะอาด ปลอดภยั 6. ภาชนะบรรจอุ าหารสาํ คัญอยา งไร ภาชนะบรรจุอาหารเปนปจจัยสําคัญที่เส่ียงตอการปนเปอนเชื้อโรค สารเคมีท่ีเปนพิษกับ อาหารที่พรอมจะบรโิ ภค ทั้งนี้ สามารถจะกอใหเกดิ การปนเปอ นไดทุกข้ันตอน ตัง้ แตขั้นตอนการเก็บ อาหารดิบ ขัน้ ตอนการเสริ ฟ ใหกับผูบ รโิ ภค ขน้ั ตอนการเกบ็ อาหารดิบถา ภาชนะบรรจทุ ําดวยวสั ดุท่เี ปน พิษหรือภาชนะทปี่ นเปอนเช้อื โรค กจ็ ะทาํ ใหอาหารที่บรรจุอยปู นเปอ นไดโดยเฉพาะภาชนะบรรจอุ าหารเน้ือสัตวสด เมื่อใชแลวตองลาง ทําความสะอาดใหถูกตองกอนจะนํามาบรรจุเนื้อสัตวสดใหมเพราะอาจจะเปนแหลงสะสมของ เชอ้ื จลุ นิ ทรยี ไดงา ยขัน้ ตอนการปรุงประกอบอาหารถาภาชนะอปุ กรณที่ใชใ นการปรงุ ประกอบอาหาร ถาภาชนะอุปกรณที่ใชในการปรุงประกอบมีการปนเปอนดวยสารเคมีที่เปนพิษ ก็สามารถปนเปอน อาหารที่ปรุงประกอบไดเชน ตะแกรงทาสีบรอนดเวลาปงปลา สีบรอนด และสารตะก่ัวก็อาจจะ ปนเปอนกับเนื้อปลาไดใชภาชนะพลาสติกออนใสน้ําสมสายชูทําใหมีการปนเปอนสารพลาสติก ออกมากับนา้ํ สมสายชูทาํ ใหม ีการปนเปอ นสารพลาสติกออกมากบั นาํ้ สม สายชไู ด ขั้นตอนการเสิรฟอาหารพรอมบริโภคอาหารปรุงสําเร็จถาภาชนะที่ใชลางไมสะอาดมีการ ปนเปอนเชื้อจุลินทรียสารเคมีที่เปนอนั ตรายกจ็ ะปนเปอ นอาหารจนอาจกอ ใหเ กิดอนั ตรายกับผบู ริโภค ได ฉะน้ันเพ่อื ใหไดภ าชนะอุปกรณท่ีสะอาด ปลอดภัย ส่ิงสําคัญก็คือจะตองรูจักวิธีการเลือกใช ภาชนะอุปกรณท ถี่ ูกตอ งไมท าํ จากวัสดุที่เปน พษิ และใชใ หเ หมาะสมกับประเภทของอาหารรวมทง้ั ตอง รูจักวธิ ีการลางและการเกบ็ ภาชนะอุปกรณใ หถกู ตอ ง เร่ืองที่ 3 ความเช่อื และคานยิ มเกย่ี วกบั การบรโิ ภค คานิยม (Value) หมายถึง ลักษณะดานสังคมซึ่งมีความเชื่อถือ (Beliefs) กันอยาง กวา งขวาง ซึ่งเปนแนวทางในการพิจารณาพฤตกิ รรมที่เหมาะสม โดยมีการยอมรับอยางแพรห ลายจาก สมาชกิ ของสงั คม หรือหมายถึง ความเช่ือถือของสวนรวมซึ่งมีมานาน โดยมีจุดมุงหมายเพ่ือการมี

85 ชวี ิตอยูรว มกนั เปนความรสู กึ เกีย่ วกบั กจิ กรรม ความสมั พนั ธกัน หรือจดุ มงุ หมายซึ่งมีความสําคัญตอ ลักษณะหรือความเปนอยขู องชุมชน สิง่ ทคี่ นกลุมหน่ึง ๆ วาอะไรก็ตามท่ีคนในสังคมสวนใหญชอบ ปรารถนาหรอื ตองการใหเปน ในปจจุบนั เรามักจะใหยินวา คนไทยมีคา นิยมชอบใชของตา งประเทศ ชอบเลยี นแบบ ชาวตางประเทศโดยรับเอาวัฒนธรรมของตางประเทศเขามามาก โดยลืมคิดถึงความเสียหายท่ีจะ เกดิ ขึ้น ซง่ึ คําวา “คา นยิ ม” ถือวา เปนปจจัยภายนอกซึ่งเปนปจจัยที่มีอิทธิพลตอความรูสึกนึกคิดของ บุคคลเปน สง่ิ ท่เี กิดข้ึนจากการเรียนรู หรือส่ิงอื่นใดก็ตามท่ีเปนตัวกํากับหรือควบคุมพฤติกรรมของ บุคคลเปนสงิ่ ทเ่ี กิดขึ้นจากการเรียนรู หรือสิ่งอ่ืนใดก็ตามท่ีเปนตัวกํากับหรือควบคุมพฤติกรรมของ บุคคลทีอ่ ยใู นสังคมนั้น ๆ ซ่ึงความสําเร็จหรือความลมเหลวของธุรกิจทางการตลาดขึ้นอยูกับความ สอดคลองกับคานยิ มเปน สาํ คัญ ดงั น้นั คา นิยมจงึ เก่ยี วของกบั การตอบสนองตอ ส่ิงกระตุนดวยวิธีที่มี มาตรฐาน ซึ่งบุคคลจะถกู กระตุน ใหม ีสว นรว มในพฤติกรรมเพอ่ื ใหบรรลุคานยิ ม และความเกี่ยวของ กับพฤติกรรมผูบริโภคและกลยุทธทางการตลาด ในขณะที่แตละช้ันของสังคมจะมีลักษณะของ คา นิยมและพฤติกรรมในการบริโภคจะแตกตางกันออกไป ตวั อยางคานิยมกับพฤติกรรมการบริโภค ของคนไทย มดี งั นี้ 1. กลมุ คานิยมความร่าํ รวย และนยิ มใชข องจากตา งประเทศ จดุ เดนท่ีเปนนสิ ัยของคนไทย ชอบทําตัววาตัวเองเปนคนรํ่ารวยเน่ืองมาจากการใชสินคา สินคาท่ีนิยมใชจะเปน สนิ คา ทน่ี ําเขา มาจากตา งประเทศเทาน้ัน สวนท่เี กยี่ วขอ งกับพฤติกรรมการบริโภค เปน บคุ คลทชี่ อบใชข องแพง ๆ ทําใหคนอน่ื มองวาตัวเองเปนผูที่รํ่ารวย ตองการให คนยกยองนับถือ เปนคนที่ตองมีเกียรติ ตองการเปนผูนําในการใชสินคา นิยมใชสินคาที่นําเขามา เทานั้น มองวาสินคาในประเทศเปนสินคาท่ีไมมีคุณภาพ ไมมีมาตรฐาน เปนสินคาดอยคุณภาพ จะรูสึกภูมิใจทุกครั้งเมื่อไดใชสินคาท่ีเปนสินคาจากตางประเทศ ชอบไปเที่ยวตางประเทศเพื่อไป ซื้อสินคา บางครั้งซ้ือมาแลวก็ไมไดใชประโยชนก็จะซ้ือ หรือบางครั้งอาจจะไมมีเวลาไปเท่ียว ตางประเทศก็ชอบฝากใหคนอื่นซ้ือ มีความเปนตางชาติสูงมาก จะเปนบุคคลท่ีเนนการแตงกายดี ตั้งแตศ ีรษะจรดเทา เพื่อเสริมสรางบุคลิกภาพ สรางความนาเชื่อถือ นิยมใชบัตรเครดิตการด ชอบ ความสะดวกสบายไมชอบการรอคอยนาน ๆ ชอบสังคมกับเพ่ือนท่ีมีฐานะรํ่ารวย เทาเทียมกัน ไม ชอบคบหาสมาคมกันคนทีด่ อ ยกวา หรือจนกวา ทําอะไรคิดถึงตัวเองมากกวาคนอ่ืน บางคร้ังอาจจะ ประสบกบั ปญ หาทางดานการเงินแตกลัววา คนอื่นจะรูถึงฐานะของตนเองตองยอมกูเงินเพ่ือพยุงฐานะ ของตนเองก็ยอมเพ่ือรักษาภาพลักษณของตนเอง โดยไมตองการใหใครมามองวาตัวเองจนลําบาก หรือต่ําตอยกวา คนอ่ืน

86 ผลกระทบกบั คา นิยมแบบน้ี ลกั ษณะแบบน้ี ควรจะปรับปรุงแกไขเพือ่ สังคมจะไดดีขึ้น โดยเฉพาะคนรุนใหมไม ควรใหฟุงเฟอซ่ึงจะเปนการสรางคานิยมที่ไมดี และถือวาคานิยมแบบนี้จะเปนอันตรายตอ ประเทศชาตอิ ยางมาก ซ่งึ อาจกอ ใหเ กิดความเสียหาย เทากับวาประเทศของเราไดตกไปเปนเมืองข้ึน ของตา งชาติ ซ่งึ เปนการยากทเ่ี ราจะกูประเทศชาตกิ ลับคนื มาได ซ่ึงควรจะไดมกี ารปรับปรุงแกไ ข 2. คานิยมสขุ ภาพดี จุดเดนทเี่ ปน นสิ ยั ของคนไทย เปน บคุ คลท่ีรกั ษาสุขภาพของตนเอง และครอบครัว เพ่ือท่ีจะไดมชี วี ิตยนื ยาว สวนที่เก่ยี วของกับพฤตกิ รรมการบรโิ ภค พฤติกรรมของบุคคลที่มีคานิยมสุขภาพดี มักจะเปนคนท่ีดูแลตนเองเปนอยางดี มี การออกกําลังกายอยางสม่ําเสมอ ชอบความสะอาด ไปพบแพทยเปนประจํา มีการพักผอนอยาง เพียงพอเลือกรับประทานอาหารทีม่ คี ุณคา มปี ระโยชนตอรา งกาย เพื่อทําใหสุขภาพแข็งแรง รวมทั้ง ดูแลคนในครอบครัวดว ยตอ งการใหคนในครอบครวั ปราศจากโรคภัยไขเ จบ็ ตองการมีชีวติ ท่ยี นื ยาว มี รา งกายที่แขง็ แรงและสมบรู ณ ชอบพักผอ นอยูกบั บาน และทานอาหารในบา นเพราะเนน ความสะอาด ชอบดูหนงั ฟง เพลงอยูใ นบาน สนิ คา ทนี่ ยิ มบริโภค ไดแ ก 1. อาหารมงั สวริ ัติ 2. อาหารเสรมิ 3. นมทีม่ แี คลเซียม เพื่อเสริมสรา งกระดูก 4. นมพรอ งมนั เนย, โยเกิรต 5. วิตามินตา งๆ เชน วิตามินซ,ี วติ ามินบี ฯลฯ 6. ผักปลอดสารพษิ 7. ดม่ื น้ําผลไม 8. ดื่มน้ําแร 9. โสมเกาหล,ี เหด็ หลินจอื 10. ไกตนุ ยาจีน, ไกด าํ 11. ยารักษาโรค (จากแพทยสงั่ ) ผลกระทบกบั คานิยมแบบนี้ เปน คานิยมที่ดนี าจะมีการสนับสนนุ เพราะจะทาํ ใหคนมสี ขุ ภาพดขี ึ้น เพือ่ ชวี ติ ความ

87 เปน อยูในครอบครวั ดีขึ้น และทาํ ใหครอบครวั มคี วามสุขมากขน้ึ บคุ คลทมี่ คี า นยิ มแบบนี้ เปนบคุ คลท่มี ฐี านะในระดับ B ข้นึ ไป และเปน ผูด ูแลเอาใจใสตอสขุ ภาพ กลุมเปาหมาย เปนกลมุ วยั กลางคนท่ีเนนดูแลสุขภาพใหแข็งแรงปลอดจากโรคภัย ไขเจ็บ 3. คานิยมรักความสนุก จุดเดน ท่ีเปน นิสัยของคนไทย เปนบุคคลที่รักความสนุก มีความร่ืนเริงอยูตลอดเวลา ชอบ ENTERTAIN ชอบ สงั สรรคไมวาจะเปน เทศกาลใดกต็ าม สว นท่ีเกีย่ วของกับพฤตกิ รรมการบริโภค ลักษณะของพฤติกรรมบุคคลจะเปนบุคคลท่ีรักสนุก ชอบความรื่นเริง มีความ สังสรรคในหมูญาติพ่ีนอง เพ่ือนฝูงอยูตลอดเวลา ไมวาจะเปนการจัดปารตี้ทุกสิ้นเดือน หรือเปน เทศกาลตา ง ๆ เชน วนั ข้ึนปใหม, วันตรษุ จีน, วันสงกรานต ฯลฯ ทุกเทศกาลก็จะมีความสนุกสนาน ตลอดเวลา สินคา ทน่ี ิยมบริโภค ไดแก 1. รับประทานอาหารทกุ ชนดิ เชน อาหารกับแกลม อาจทําทานเอง หรือไป ทานนอกบา น 2. เครอ่ื งด่มื ทกุ ชนิด เชน นาํ้ อดั ลม 3. ผลไมตา ง ๆ (ผลไมไทยและผลไมนาํ เขา) 4. ขนมขบเค้ยี วตา ง ๆ 5. ด่มื สุรา (ผลิตในประเทศไทยและนําเขา จากตา งประเทศ) 6. ชอบรอ งเพลง KARAOKE (อาจจะรอ งเพลงอยูในบาน หรอื ตาม สถานเรงิ รมยตา ง ๆ) 7. ชอบดภู าพยนตร 8. ชอบไปรับประทานอาหาร และฟงเพลงตามโรงแรม, หองอาหารตาง ๆ และตามคาเฟ 9. ชอบไปเทยี่ วตามสถานที่ในตา งจงั หวัด เชน ไปนํ้าตก, ภเู ขา และทะเ ผลกระทบกบั คานิยมแบบน้ี บคุ คลทม่ี ีคานยิ มแบบนีอ้ ยา งนอ ยก็นาจะสนับสนุน เพราะทําใหเกิดสภาพคลองทาง การเงนิ ทาํ ใหเงนิ ทองไมไหลออกนอกประเทศ มกี ารใชจ ายภายในประเทศ ซ่งึ เปนการกระจายรายได

88 ไปยังสถานทอ งเทย่ี วตางๆ ภายในประเทศไดเปน อยางดี ทาํ ใหมีการจบั จา ยใชสอยและเปนการสราง รายไดใหกับชุมชนตางๆ และแหลงทองเที่ยวตางๆ ทําใหคนมีอาชีพมากข้ึนซ่ึงจะทําใหเกิดการ หมุนเวยี นทางดา นการเงินอาจสงผลใหภ าวะทางเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น 4. คานิยมบริโภคนยิ ม จดุ เดน ทเ่ี ปนนสิ ัยของคนไทย เปนบคุ คลที่มีนิสัยชอบบรโิ ภคเปน หลกั ซงึ่ ไมไ ดคาํ นงึ ถงึ คณุ ภาพ สวนทเี่ กย่ี วขอ งกบั พฤตกิ รรมการบรโิ ภค ลักษณะพฤติกรรมการบริโภคชอบรับประทานอาหารนอกบาน พยายามสรรหา รา นอาหารทอี่ รอ ยๆ ไมวา จะอยูใกลห รือไกล ถา ข้ึนช่ือในระดับ เชลลชวนชิม, แมชอยนางรํา และ ไมล องไมร ู ซึ่งมีใบรับประกัน ชอบที่จะไปทดลองชมิ ดวู าอรอ ยสมช่ือหรือเปลา ชอบรานอาหารที่มี ลกั ษณะสะอาด มคี วามสะดวกสบาย มที จ่ี อดรถสะดวก บางครั้งบรโิ ภคมากจนเกินความจําเปนและ มีผลตอ สขุ ภาพ ทําใหเ กดิ โรคตางๆ ไดงาย เชน โรคไขมันอุดตัน โรคเบาหวาน ความดัน อาหาร ไมยอยอาหารเปนพิษ ฯลฯ สนิ คาที่นยิ มบริโภค ไดแก 1. อาหารทกุ ชนดิ เชน รา นอาหารดังๆ 2. อาหาร fast food เชน KFC, McDonald 3. รานอาหารญ่ปี ุน เชน Oishi, ฟูจิ 4. รานไอศกรมี เชน Swensens 5. ขนมขบเค้ยี วตา งๆ 6. เครือ่ งดื่มทกุ ชนิด 7. สรุ ายีห่ อตางๆ ผลกระทบกับคา นิยมแบบนี้ บคุ คลท่ีมีคา นยิ มแบบน้ี อาจจะปนทอนสุขภาพได เพราะไมไดระมัดระวังในเร่ือง ของการรบั ประทานอาหาร ควรจะมีการปรบั ปรงุ แกไขเพ่ือใหมีสุขภาพแข็งแรง และมีชีวิตท่ียืนยาว ได ผูที่มีคานิยมบริโภคแบบนี้ ถาเปนผูสูงอายุจะทําใหเกิดอันตรายตอสุขภาพ เชน มักจะพบกับ โรคภัยไขเ จบ็ ตางๆ และมักจะมอี ายุส้นั เร่อื งที่ 4 ปญหาสุขภาพท่เี กิดจากการบรโิ ภคอาหารไมถ ูกหลกั โภชนาการ ปจจุบันการดําเนินชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะในเขตเมือง เปนไปอยางเรงรีบ ทําใหการ บรโิ ภคอาหาร กเ็ นน อาหารตามทีร่ ับประทานไดสะดวกรวดเร็ว เชน อาหารฟาสตฟูด (Fast Food) ทํา ใหเ กิดปญ หาโรคอว น และโรคอนื่ ๆอีกมาก ดงั นัน้ จึงควรทาํ ความเขาใจถึงองคป ระกอบสําคญั ดงั น้ี

89 1) อาหาร (Food) หมายถึงสิ่งที่เรากินไดและมีประโยชนตอรางกาย ส่ิงที่กินไดแตไมเปน ประโยชนห รือใหโ ทษแกร า งกาย อาทิ สรุ า เหด็ เมา เรากไ็ มเรยี กส่งิ นน้ั วา เปน อาหาร 2) โภชนาการ (Nutrition) มีความหมายกวา งมากกวาอาหาร โภชนาการ หมายถึง เรื่องตางๆ ที่วาดวยอาหาร อาทิ การจัดแบงประเภทสารอาหาร ประโยชนของอาหาร การยอยอาหาร โรคขาด สารอาหาร เปน ตน โภชนาการเปน วชิ าสาขาหนึง่ ซึง่ มลี กั ษณะเปน วิทยาศาสตรประยุกต ที่กลา วถงึ การ เปลี่ยนแปลงตางๆของอาหารที่เรารับประทานเขาไปเพื่อใชประโยชนในดานการเจริญเติบโตและ ซอมแซมสวนตา งๆของรางกาย 3) สารอาหาร ( Nutrient) หมายถึง สารเคมีที่เปนสวนประกอบสําคัญในอาหาร สารเคมี เหลา นีม้ คี วามสาํ คัญและจําเปน ตอ รา งกาย อาทิ เปนตัวทําใหเกิดพลังงานและความอบอุนตอรางกาย ชว ยในการเจรญิ เตบิ โต ชวยซอ มแซมสวนทสี่ ึกหรอทําใหร างกายทาํ งานไดตามปกติ เม่ือนําอาหารมา วิเคราะหจ ะพบวา มีสารประกอบอยูมากมายหลายชนิด ถา แยกโดยอาศัยหลักคุณคาทางโภชนาการจะ แบง ออกเปน 6 ประเภท ไดแ กโปรตีน คารโ บไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร และน้าํ 4) พลงั งานและแคลอรี่ ไขมัน คารโบไฮเดรต และโปรตีน ใหประโยชนแกรางกายหลายอยางที่สําคัญคือ การใช พลังงานแกรา งกาย พลังงานในที่นี้หมายถึงพลงั งานท่รี า งกายจาํ เปน ตองมี ตอ งใชและสะสมไว เพื่อใช ในการทาํ งานของอวัยวะทั้งภายในและภายนอกรา งกาย นักวิทยาศาสตรวัดปริมาณของพลังงานหรือกําลังงานที่ไดจากอาหารเปนหนวยความรอน เรยี กวาแคลอร่ี โดยกาํ หนดวา 1 แคลอรี่ เทา กบั ปริมาณความรอนท่ที ําใหนํา้ 1 กรัม มีอุณหภูมิสูงข้ึน 1 องศาเซลเซียส แตในทางโภชนาการพลังงานที่ไดรับจากการอาหารท่ีกินเขาไป 1 แคลอรี่ (ใหญ) เทา กบั ปริมาณ ความรอ น ท่ีทาํ ใหน ้าํ 1 กโิ ลกรมั มอี ุณหภมู ิสูงข้นึ 1 องศาเซลเซียส 5) อาหารหลกั 5 หมู อาหารเปนสิ่งจาํ เปนยิง่ สาํ หรับการเจรญิ เติบโต การบํารุงเลี้ยงสวนตางๆ ของรา งกาย มักพบวาบางคนเลอื กทจ่ี ะกนิ และไมกนิ อาหารอยางหนึ่งอยางใด ซ่ึงเปนการกระทําท่ีไม ถูกตอง หากไมกินอาหารตามความตองการของรางกาย การกินอาหารตองคํานึงถึงคุณคาของ สารอาหารมากกวา ความชอบหรอื ไมชอบ การเลือกกนิ หรือไมก ินอาหารเกิดจากสาเหตุหลายประการ ดงั นี้ ความคุนเคย เราจะเลือกอาหารท่เี ราคนุ เคยหรอื กินอยเู ปน ประจํา และจะไมเลือกกินอะไรท่ีไม คนุ เคยดงั นนั้ จึงมีอาหารอีกหลายอยางที่เรายังไมเ คยกิน ซง่ึ อาจจะอรอ ยถูกปากก็ได รสชาติ หรือความ “อรอย” เปนเหตุผลท่ีคนเราเลือกอาหาร ความอรอยของแตละคนจะไม เหมอื นกัน อาหารอยา งหนึ่งบางคนจะบอกวา อรอยแตบางคนจะเฉยๆ หรอื ไมอรอ ย ลักษณะเฉพาะของเน้ืออาหาร อาทิ บางคนชอบอาหารกรอบ อาหารนุม บางคนชอบเคี้ยว อาหารพวกเนอื้ ทเี่ หนยี วๆ เปน ตน

90 ทศั นะคติ ของคนไทยครอบครัวหรอื เพ่ือนจะมีอิทธิพลตอความชอบไมชอบอาหารของทาน อาทใิ นครอบครวั ทพ่ี อ ไมกินตนหอมหรือผักชีเลย ไปกินอาหารท่ีไหนก็จะเขี่ยตนหอมผักชีออกจาก จานทุกครั้ง ลกู ๆก็จะเลยี นแบบกลายเปน ไมชอบไปดวย ดังน้ันเพ่ือสุขภาพเราจึงควรลองกินอาหารท่ีไมเคยกินทีละอยางสองอยางโดยคํานึงถึง ประโยชนของมนั มากกวา เมอ่ื ไดล องกินแลวอาจะพบวา จริงๆ แลวมันก็อรอยไมแพอาหารจานโปรด และไมเ กิดปญหาสุขภาพที่เกิดจากการบรโิ ภคอาหารไมถ กู หลกั โภชนาการดวย ปญหาจากการบรโิ ภคอาหารไมถ กู หลักโภชนาการไดแก - ภาวะทุพโภชนาการ - ภาวะโภชนาการเกิน (โรคอว น) ภาวะทพุ โภชนาการ (Malnutrition) ภาวะทพุ โภชนาการ หมายถงึ ภาวะที่รางกายไดรับสารอาหารผดิ เบ่ยี งเบนไปจากปกติ อาจเกดิ จากไดร บั สารอาหารนอ ยกวา ปกตหิ รอื เหตุ ทตุ ิยภูมิ คอื เหตเุ นอื่ งจากความบกพรองตางจากการกินการ ยอ ยการดูดซมึ ในระยะ 2-3 ปแรกของชีวิต จะมีผลกระทบตอระดับสติปญญา และการเรียนภายหลัง เนือ่ งจากเปนระยะท่มี ีการเจรญิ เตบิ โตของสมองสงู สุด ซงึ่ ระยะเวลาที่วิกฤติตอพัฒนาการทางรางกาย ของวัยเด็กมากที่สุดน้ันตรงกับชวง 3 เดือนหลังการต้ังครรภจนถึงอายุ 18-24 เดือนหลังคลอด เปน ระยะทีม่ กี ารปลอกหมุ เสนประสาทของระบบประสาท และมีการแบงตวั ของเซลล ประสาทมากท่ีสดุ เมอื่ อายุ 3 ป มีผลกระทบตอการเจริญเติบโต ถึงรอยละ 80 สําหรับผลกระทบทาง รางกายภายนอกท่ีมองเห็นไดคือเด็กมีรูปรางเตี้ย เล็ก ซุบผอม ผิวหนังเหี่ยวยนเน่ืองจากไขมันชั้น ผวิ หนงั นอกจากน้อี อวัยวะภายในตางๆ ก็ไดรบั ผลกระทบเชน กนั 1. หวั ใจ จะพบวา กลามเนื้อหวั ใจไมแ นน หนา และการบบี ตวั ไมดี 2. ตับ จะพบไขมันแทรกอยูในตับ เซลลเน้ือตับมีลักษณะบางและบวมเปนน้ําสาเหตุให ทาํ งานไดไ มดี 3. ไต พบวาเซลลท วั่ ไปมีลักษณะบวมนา้ํ และติดสจี าง 4. กลามเนอ้ื พบวา สวนประกอบในเซลลลดลง มีน้าํ เขา แทนท่ี นอกจากการขาดสารอาหารแลว การไดร บั อาหารเกิน ในรายทอ่ี ว นฉุก็ถือเปน ภาวะทุพโภชนาการเปน การไดรบั อาหารมากเกินความตองการ พลังงานท่ีมมี ากน้ันไมไดใ ชไป พลงั งานสว นเกินเหลาน้ันก็จะ แปลงไปเปนคลอเรสเตอรรอลเกาะจับแนนอยูตามสวนตางๆของรางกาย และอาจลุกลามเขาสูเสน เลือด ผลที่ตามมาก็คอื โรคอว น โรคเบาหวาน โรคหวั ใจ และโรคตา งๆ การประเมินสภาวะโภชนาการ 1. ประวัติ ทีน่ ําเดก็ มาจากโรงพยาบาลเพ่ือหาสาเหตุชกั นําใหเ กิดภาวะขาดสารอาหาร 2. การตรวจรางกาย เพื่อหารอ งรอยการผดิ ปกตซิ ่งึ เกดิ จากการขาดสารอาหารและวิตามิน

91 การตรวจรางกาย เพือ่ ประเมินสภาวะโภชนาการของเด็กแบง ไดเปน 2 ตอน คือ การตรวจรา งกายท่ัวไป กบั การตรวจโดยการวัดความเจรญิ ทางรางกาย การตรวจรางกายทวั่ ไปโดยแพทย จะเปน แนวทางชว ยประเมนิ สภาวะของเดก็ และเปน แนวทางวินจิ ฉยั การขาดสารอาหารและวติ ามนิ การตรวจโดยการวัดความเจริญทางรางกาย เปนการวัดขนาดทางรางกายคือ สวนสูง และนํา้ หนกั เพ่อื บอกถงึ โภชนาการของเดก็ ภาวะโภชนาการเกนิ เมอ่ื คนเราบริโภคอาหารชนดิ ใด ชนิดหน่ึง เกินความตองการของรางกาย จะทําใหเกิดภาวะ โภชนาการเกนิ จนเกดิ โรคได และโรคทีเ่ กดิ จากภาวะโภชนาการเกิน เปนสาเหตุของการสูญเสียชีวิต เปนจํานวนไมนอย และเปนตนเหตุของการเจ็บปวยที่ตองเสียคาใชจายในการรักษายาวนานเชน โรคหวั ใจและหลอดเลือด ตลอดจนโรคอวน เปนตน โรคหวั ใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) โรคหวั ใจและหลอดเลอื ด เปนสาเหตกุ ารตายทสี่ ําคญั ในลาํ ดับตน ๆ ของประชาชนไทยมาโดย ตลอด โรคดังกลาวเปนการเปล่ียนแปลงทางอายุรศาสตรท่ีเก่ียวของกับหัวใจและหลอดเลือด ซ่ึงจะ หมายรวมถึงโรคตางๆ และภาวะอาการของโรค เชน โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) ภาวะหลอดเลือดหัวใจแขง็ (Arteriosclerosis) และอาการความดนั เลือดสงู (Hypertension) เปนตน โรค ท่สี าํ คญั ในกลมุ น้ีคอื โรคหลอดเลอื ดหวั ใจหรือโรคหลอดเลอื ดหวั ใจตีบ ซึง่ จัดวาเปน โรคที่เปนสาเหตุ ของการปว ย และการตายที่สูงของประชาชนชาวไทยในปจ จุบัน โรคหลอดเลอื ดหัวใจ โรคหลอดเลอื ดหวั ใจ เปน โรคชนิดหนึง่ ที่เกดิ จากหลอดเลือดแดงหัวใจแข็ง ตีบ ตนั ขาดความ ยืดหยนุ หลอดเลือดหัวใจตีบหรือตนั หรือเกิดจากล่มิ เลอื ดอดุ ตันหลอดเลือดหัวใจ จนทําใหกลามเน้ือ หวั ใจขาดเลอื ด หรอื ทาํ ใหกลา มเน้อื หัวใจตาย โรคนี้เปนสาเหตุสําคัญของอัตราการปวยการตาย ของ คนไทยในปจจบุ ัน และมีแนวโนม จะเพมิ่ มากขน้ึ ในอนาคต สาเหตุ 1. กรรมพนั ธุ ผูที่พอแม ปยู า ตายาย ปวยเปน โรคหลอดเลอื ดหัวใจจะมคี วามเส่ยี งมากกวา ไขมนั ในหลอดเลอื ด ถาสูงกวา ปกติจะทาํ ใหห ลอดเลอื ดแข็ง เสยี่ งตอการเปน โรคหลอดเลือดหัวใจ 2. ความดันเลอื ดสูง 3. เบาหวาน ผทู เี่ ปนเบาหวานมกั จะเปน โรคหลอดเลอื ดหัวใจดว ย 4. ความอวน ความอว นกับโรคหลอดเลือดหัวใจ มักจะเกิดข้ึนดวยกันเสมอ โดยเฉพาะคน อวนทพ่ี งุ มกั จะมีไขมนั ในเลอื ดสูงจนเปน โรคหลอดเลือดหัวใจดว ย

92 5. ออกกําลังกายนอยหรือขาดการออกกําลังกาย การไหลเวียนเลือดไมคลองพอ การเผา ผลาญพลงั งานนอย ทําใหสะสมไขมนั จนกลายเปนโรค 6. ความเครียด และความกดดนั ในชีวติ อาจสงผลทําใหเ ปน โรคนไี้ ด 7. การสูบบุหรี่ สารนิโคตนิ และทารจ ากควันบุหร่มี ผี ลตอ การเกดิ โรคนี้ นอกจากสาเหตทุ ่ีสําคญั ดังกลาว ซ่ึงจดั วาเปน ปจจัยทส่ี ามารถเปลี่ยนแปลงได อาจมีปจจัยเส่ียง อ่ืน ๆ ท่ีเปนสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เชน เพศ อายุ เชื้อชาติ เปนตน จากการศึกษา พบวาเพศชายเสยี่ งตอการเกดิ โรคนมี้ ากกวา เพศหญิง ยกเวนผูหญิงในวัยหมดประจําเดือนเนื่องจากมี ระดับฮอรโมนเอสโตรเจนลดลง มไี ขมนั ในเลือดสูง สําหรบั อายุพบวามีอัตราการเกิดโรคนี้สูงมากใน ผูสูงอายุ และเชื้อชาติพบวา ในคนผิวดํามีอตั ราการเกิดโรคนมี้ ากกวาคนผิวขาว อาการ 1. เจบ็ หนา อกเปน ๆ หายๆ หรือเจบ็ เมื่อเครียด หรอื เหน่อื ย ซง่ึ เปนลักษณะอาการเร่มิ แรก 2. เจ็บหนา อกเหมอื นมีอะไรไปบบี รดั เจบ็ ลึกๆ ใตก ระดกู ดา นซา ยราวไปถึงขากรรไกรและ แขนซายถงึ น้ิวมอื ซาย เจ็บนานประมาณ 15-20 นาที ผูปวยอาจมีเหง่ือออกมาก คล่ืนไสหายใจลําบาก รูสกึ แนน ๆ คลา ยมีเสมหะติดคอ บางครั้งมีอาการคัดจมูกคลายเปนหวัด เมอ่ื เปนมากจะมอี าการหนา มืด คลายจะเปนลม และอาจถงึ ขั้นเปน ลมได บางครัง้ พอเหน่อื ยกจ็ ะรูสกึ งวงนอนและเผลอหลบั ไดงาย 3. ผปู ว ยมีอาการหัวใจส่ัน หวั ใจเตนไมสมาํ่ เสมอ 4. ในกรณีทร่ี ุนแรง อาการเจบ็ หนาอกจะรนุ แรงมาก มักจะเกิดจากการที่มีล่ิมเลือดไปอุดตัน บริเวณหลอดเลอื ดทต่ี บี ทําใหเกิดกลา มเน้ือหวั ใจตาย ผูป ว ยอาจมีอาการหวั ใจวาย ชอ็ ก หัวใจหยุดเตน ทาํ ใหเ สยี ชีวิตอยางกะทันหันได การปองกัน 1. หากพบวาบุคคลในครอบครวั มปี ระวัติเปนโรคน้ี ควรเพ่ิมความระมัดและหลีกเล่ียงจาก ปจจยั เส่ยี ง เพราะอาจกระตุนการเกิดโรค 2. ลดอาหารท่ที าํ จากน้ํามนั สตั ว กะทิจากมะพราว น้าํ มนั ปาลม และไขแดง 3. ไมควรรับประทานอาหารทมี่ รี สเค็มจดั 4. ลดอาหารจาํ พวกแปง คารโบไฮเดรต รบั ประทานอาหารพวกผกั ผลไมม ากๆ 5. งดอาหารไขมนั จากสัตวแ ละอาหารหวานจัด 6. ออกกาํ ลังกายอยางสม่ําเสมอ 7. พักผอนใหเ พยี งพอวนั ละ 6-8 ชัว่ โมง และหาวธิ ผี อ นคลายความเครียด 8. หลกี เล่ยี งหรอื งดการสบู บุหรี่


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook