Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ทักษะการพัฒนาอาชีพ อช21002 ม.ต้น

ทักษะการพัฒนาอาชีพ อช21002 ม.ต้น

Description: ทักษะการพัฒนาอาชีพ อช21002 ม.ต้น

Search

Read the Text Version

43 บทที่ 3 การจดั การความเสย่ี ง สาระการเรยี นรู เปนการวิเคราะหศักยภาพ และการจัดการเก่ียวกับผลการดําเนินงานที่ผานมาจนถึงปจจุบัน โดย มงุ เนนถงึ ยอดการขายสนิ คา และบริหารผลกําไร สภาพแวดลอมภายใน ภายนอก จดุ ออ น จดุ แข็ง โอกาส และ อปุ สรรค มสี ง่ิ ใดบางท่ีทําใหเกิดความเส่ียงในการประกอบอาชีพ จะไดแนวทางในการจัดการแกไขความ เสย่ี งเหลานั้น เพอ่ื พฒั นาอาชพี ใหม ั่นคง ตวั ช้วี ัด 1. วิเคราะหศ กั ยภาพ และจัดการเกย่ี วกับผลการดําเนินการในอดตี ที่ผานมา 2 - 3 ป จนถงึ ปจจุบนั 2. อธิบายวธิ แี กปญ หาความเสี่ยงเพอ่ื ความม่นั คงของอาชีพ 3. สามารถวางแผนปฏิบตั กิ าร ขอบขา ยเนือ้ หา เร่อื งที่ 1 ความหมายของความเส่ยี ง และการจดั การความเส่ยี ง เรื่องท่ี 2 การวิเคราะหศักยภาพ และการจดั การความเสย่ี งกับผลการดําเนินงาน เร่อื งท่ี 3 การแกป ญหาความเสีย่ ง เรื่องที่ 4 การวางแผนปฏบิ ตั กิ ารจัดการความเส่ียง

44 เรือ่ งที่ 1 ความหมายของความเสี่ยง และการจัดการความเสย่ี ง ความเส่ียง หมายถึง เหตุการณหรือการกระทําใด ๆ ที่อาจเกิดข้ึนภายในสถานการณท่ีไมแนนอน และสงผลกระทบหรือสรางความเสียหายหรือความลมเหลว หรือการลดโอกาสท่ีจะบรรลุเปาหมายและ วัตถุประสงค เชน การลงทุนใดท่ีมีความไมแนนอนในอัตราผลตอบแทนสูงความเส่ียงก็จะสูงตาม ดังน้ัน จงึ อาจกลาวไดว า ความเสยี่ ง คอื อัตราของความไมแนนอน การจัดการความเสี่ยง หมายถึง กระบวนการในการวิเคราะห ประเมิน ดูแล ตรวจสอบ และควบคุม ความเส่ียงท่ีสัมพันธกับกิจกรรมหนาท่ีและกระบวนการทํางาน เพ่ือใหงานลดความเสียหายจากความเส่ยี ง มากทสี่ ุด อันเน่อื งมาจากภยั ทตี่ องเผชิญในชวงเวลาใดเวลาหน่ึง หรือเรยี กวา อุบตั ภิ ยั ทยี่ ากจะหยั่งรูวาจะเกิดขึ้น เม่ือใด ความสําคัญของความเสี่ยง ในการบริหารจัดการทั่วไป จะตองดําเนินงานตามวัตถุประสงคและเปาหมายโดยเฉพาะที่จะ เก่ยี วของกบั การควบคมุ เพื่อใหไดผลสัมฤทธ์ิตามเปาหมายน้ัน สิ่งท่ีตองเนนคือ การตรวจสอบภายใน การ ควบคุมภายใน การบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง ผลกระทบจากความเส่ียง ผลของความเส่ยี งอาจสงผลกระทบถงึ องคก ารได ดงั น้ี 1. ความเส่ยี งตอ การดาํ เนินการทขี่ าดทุน ผลการดําเนนิ งานทขี่ าดทุนขององคการแสวงหากาํ ไรท่ีเกิด จากการตัดสินใจผิดพลาดของผูบริหาร หรือเกิดจากภัยธรรมชาติที่ไมคาดฝน อาจนําไปสูความลมสลาย ขององคการได สว นองคการทางการศึกษาถึงแมไ มไ ดเปนองคการแสวงหาผลกําไร หากผูบริหารตัดสินใจ ผดิ พลาดยอมสงผลถงึ ความชะงักงันหรือลมเหลวไดเ ชน กนั 2. ความเสี่ยงตอความลมเหลวของนโยบายหรือโครงการ หากผิดพลาดในนโยบาย ยอมสงผล ตอทศิ ทางการพฒั นา หากเปน ระดบั โครงการกจ็ ะสง ผลถึงความสญู เปลาของโครงการ จากการไมไดศึกษา ความเปนไปได ไมไดคํานึงจุดคุมทุน หรือมีการทุจริตคอรัปช่ัน โดยเฉพาะโครงการของภาครัฐท่ีประสบ ความลม เหลว 3. ความเสี่ยงตอความเชื่อถือไววางใจ ความสําเร็จหรือความลมเหลวของผูบริหาร จะสั่งสมถึง กระแสนิยมและความไวว างใจของสาธารณชน ทําไมจงึ ตอ งปอ งกันความเสี่ยง ทกุ คนเหน็ ความสาํ คัญของการปอ งกันความเสย่ี งโดยการลดความเสยี่ งอยแู ลว เชน ในชีวิตจริงการ ทําประกันภัยรถยนต การทําประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ เหลานี้เปนการปองกันความเสี่ยงสวน บคุ คล สวนการปอ งกนั ความเสยี่ งจากองคการ เพือ่ ลดความเสยี่ งในองคการน่นั เอง จงึ พอสรปุ ได ดงั น้ี 1. เพื่อใหผลดําเนินงานของหนว ยงานเปนไปตามเปาหมาย และวตั ถุประสงคท ่วี างไว 2. เพื่อสงเสริมความมั่นคง และลดความผันผวนของรายได อันจะทําใหองคการเติบโตอยางมี เสถยี รภาพ

45 3. ลดโอกาสท่ีจะทาํ ใหเ กดิ การสญู เสยี จากการดําเนนิ งาน 4. เพิม่ คุณคา ใหก บั บคุ ลากร และผูเกยี่ วขอ ง 5. เพื่อใหเกดิ การบูรณาการกบั ระบบงานอื่นไดดีกวา เดมิ เรือ่ งท่ี 2 การวิเคราะหศ กั ยภาพ และการจัดการความเสย่ี งกับผลการดาํ เนนิ งาน ผูประกอบการตองทาํ การศึกษาวาธุรกิจของตนเปนอยางไร มีปจจัยอะไรที่มีผลกระทบตอความ เสี่ยง การจําแนกความเสย่ี งเพอ่ื ประโยชนใ นการบรหิ ารจัดการ เชน ความเส่ียงท่ัวไป และความเส่ียงเฉพาะ พ้ืนที่ ในแตละประเภทมีรายละเอียดแตกตางกัน บางอยางสามารถปองกันได การศึกษาความเส่ียงเฉพาะ พน้ื ทใ่ี นสถานศึกษา นอกจากจะศึกษาปจจัยภายในที่มากระทบกับความเสี่ยงแลว ยังตองพิจารณาถึงความ เสย่ี งท่อี าจจะเกดิ จากการบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย การเงิน การบริหารจัดการทรพั ยสนิ การพสั ดุครุภัณฑ และ นวตั กรรมเทคโนโลยี การเขา ใจระบบและตวั แบบ เพอ่ื นาํ มาจัดทําการบริหารความเส่ียง การศึกษาวงจรความเสี่ยงทําให ผบู รหิ ารไดเหน็ ภาพรวมของความเสี่ยงทงั้ หมด เพ่อื ประโยชนใ นการวางมาตรฐานระบบการควบคุมภายใน การคนหา การระบุ การวิเคราะหความเสย่ี ง และการจัดลําดับความเสีย่ ง วงจรความเสย่ี ง ท่ฝี า ยบรหิ ารจัดการ ความเส่ียงจะตอ งศกึ ษา เพ่อื นาํ มาบรหิ ารวามวี ธิ ีใดบาง เชน ใชก ารถายโอนความเสี่ยงหรือการควบคุมภายใน เปน ตน ในการวเิ คราะหศ ักยภาพ และการจดั การความเสีย่ งกับผลการดาํ เนินงาน ประกอบดวยปจจัยสําคัญ ดงั ตอไปนี้ 1. สินคา หมายถึง สิ่งที่มีตัวตน เชน เสื้อ รองเทา หรือไมมีตัวตน เชน แกส ซื้อขายได และสราง ความพึงพอใจใหก บั ผูบรโิ ภคได 2. ประเภทสินคา แบงตามลกั ษณะการซ้อื หรือการบริโภค แบง ไดเ ปน 2 ประเภท คอื 1) สินคา อุปโภค บริโภค หมายถึง สินคาหรือบรกิ ารทผ่ี ูซ อื้ ซอื้ ไปเพอื่ ใชเ อง หรือ เพื่อใชใ นครอบครัว สินคาอปุ โภค บริโภค แบง ออกเปน 3 ประเภท คือ (1) สนิ คาสะดวกซือ้ เปนสินคา ทีผ่ ูซ อ้ื หาซอ้ื ไดงา ย ซื้อบอ ยคร้งั ใชเวลาในการซ้อื นอย ราคาสินคา จะถกู การซอ้ื มกั จะมีการระบยุ ีห่ อ เพราะผซู อ้ื คุน เคยกบั สนิ คา นน้ั เชน ยาสีฟน ยาสระผม สบู ผงซักฟอก เปน ตน (2) สนิ คาจับจา ยหรือสินคาเลือกซ้ือ เปน สนิ คา ทผี่ ซู ้ือเปรียบเทียบคุณภาพ ราคา รูปแบบ สี กอน การตัดสินใจจะเดนิ ดูหลาย ๆ รา นกอ น เชน เสื้อผา รองเทา เครอื่ งประดบั เปนตน (3) สินคาพิเศษ เปนสินคาที่มีคุณสมบัติพิเศษ ราคาแพง เชน รถยนต บาน ผูซื้อจะคัดเลือก อยางละเอียด เปรียบเทียบราคาสินคาและคณุ ภาพของสนิ คา 2) สินคาอุตสาหกรรม หมายถึง สินคาที่ซื้อมาเพ่ือนํามาใชผลิตเปนสินคาอ่ืนตอไป หรือเพอ่ื ใชใ น การดาํ เนินงานของธุรกจิ เชน วัตถดุ ิบ อุปกรณเ ครือ่ งจกั ร เครื่องมอื สิง่ กอสรา ง เปนตน

46 3. คา ใชจ า ยตา ง ๆ หมายถึง ตนทุนสวนทหี่ ักออกจากรายไดใ นรอบระยะเวลาท่ีดาํ เนินการงานหนง่ึ ๆ คา ใชจา ยสามารถแบงไดเปน 3 ประเภท ดงั นี้ 1) ตนทุนขาย หมายถึง ตนทุนของสินคาท่ีขายหรือบริการท่ีให กลาวคือในกิจการซ้ือเพ่ือ ขาย ตนทนุ ของสินคา ทข่ี ายจะรวมราคาซอื้ และคาใชจ ายอืน่ ๆ ท่ีจําเปน เพ่ือใหสินคาอยูในสภาพพรอมที่จะ ขาย สว นในกจิ การผลิตเพื่อขาย ตนทุนของสินคาที่ขายคือ ตนทุนการผลิตของสินคาน้ัน ซ่ึงประกอบดวย คา วัตถุดบิ คาแรงงานและโสหยุ การผลติ 2) คาใชจายในการดําเนนิ งาน หมายถงึ คา ใชจายที่เกดิ ข้ึนอนั เน่อื งมาจากการขายสินคาหรอื บริการ และคาใชจา ยทเี่ กิดขนึ้ เนอื่ งจากการบรหิ ารกิจการอนั เปนสวนรวมของการดาํ เนินงาน 3) คาใชจ า ยอน่ื ๆ หมายถึง คาใชจา ยนอกเหนือจากทจ่ี ดั เขาเปนตนทนุ ขาย และคา ใชจายใน การดาํ เนินงาน เชน ดอกเบีย้ จายภาษเี งนิ ได คาใชจ า ยสําหรับธรุ กิจขายสินคา จะประกอบดวย ตนทุนขาย คาใชจายในการดําเนินงาน และคาใชจายอื่น ๆ สําหรับธุรกิจบริการคาใชจายจะประกอบไปดวยคาใชจายในการดําเนินงานและ คา ใชจายอื่นเทา นั้น 4. ผลกาํ ไร คอื ผลตอบแทนท่ีกจิ การไดรบั จากการขายสินคาหรือบรกิ าร จากการประกอบธรุ กจิ หรือ เกิดจากการดาํ เนินงาน รวมทัง้ กจิ กรรมอ่ืนซ่ึงเกย่ี วเน่อื งกบั การประกอบธรุ กิจหรือการดาํ เนนิ งาน 5. คแู ขง ขัน การมคี ูแ ขง ขนั ทางธุรกจิ เปรยี บเสมือนมียาชูกําลังที่จะทําใหกิจการ และพนักงานขายตาง ๆ มคี วามเขมแขง็ และอดทนท่ีจะดาํ เนนิ การตอ ไปอยา งมีประสิทธิภาพ มีความกระตือรือรน สรางสรรค และ พฒั นาตนเองใหม ีคุณภาพอยางตอ เน่ือง ถึงจะแขงขันกับคแู ขงขนั ในตลาดธรุ กิจไดอยางแทจ รงิ คูแขงขันหมายถึง บุคคล กลุมบุคคลหรือสถาบันท่ีดําเนินกิจการดานธุรกิจอยางเดียวกัน หรือใกลเคียงกัน ซ่ึงสามารถใชแทนกันได โดยตองแขงขันกันดานการขาย การผลิตทั้งปริมาณและ คุณภาพ เพ่ือเปนกิจการที่ยึดครองตลาดใหมากที่สุด นอกจากนี้การแขงขันของกิจกรรมทางธุรกิจยังมี ความสาํ คัญตอ ประชาชนทงั้ ระบบเศรษฐกจิ ดงั น้ี 1) มีสนิ คาใหเลือกหลากหลายมากขน้ึ เมื่อธุรกิจตางแขง ขนั กันมากกจ็ ะตอ งมสี นิ คา และบรกิ าร เพ่มิ มากขึ้น เปน ผลดีแกประชาชนท่จี ะมีโอกาสเลอื กใชสนิ คาไดตามความตองการ 2) สินคามีคุณภาพสูงขึ้น การแขงขันเพื่อครองสวนแบงของตลาดใหไดมากที่สุด และนานที่สุด สนิ คา จะตองมคี ุณภาพมากทีส่ ุดเพราะเปนแรงจูงใจสาํ คัญของลูกคา 3) ราคาสนิ คาถกู ลง สินคาชนิดใดก็ตามเม่อื มีจาํ นวนมากโอกาสในการเลอื กมีสูง คูแขงขนั ธุรกิจจะใชกลยุทธจูงใจลูกคาดวยการลดราคา หรือใหสิทธิพิเศษตาง ๆ เพราะปริมาณสินคาที่มีอยู ในทองตลาดคอนขางมาก 4) มีการพัฒนาสินคาแปลกใหมขึ้นเรื่อย ๆ กิจการตาง ๆ ที่ดําเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ที่มีคูแขงขันมากจะตองคิดคนวิธีการผลิตที่จะทําใหสินคามีคุณภาพสูงขึ้น รวมทั้งคิดคนประดิษฐ ปรับปรุงสนิ คาอยูตลอดเวลาเพื่อใหเปน ท่ีตองการของผบู รโิ ภค

47 ส่ิงท่ีควรรูเกีย่ วกบั คูแ ขงขนั พนักงานขายหากมีขอมูลท่ีเก่ียวกับคูแขงขันมากเทาใด ความไดเปรียบในการขายสินคา ก็ยิ่งมีมากขึ้นเทา นัน้ การมงุ ม่ันแตจะขายสินคาของตนเองเพียงอยางเดียวโดยไมพิจารณาสภาพตลาดและ การขายของคูแขงขันจะทําใหเกิดปญหากับการขายของตนเอง ดังนั้นพนักงานขายควรรูขอมูลคูแขงขัน ในดา นตา ง ๆ ดังตอ ไปน้ี (1) ขนาดของตลาด พนักงานขายจะตองหาทางทราบใหไดวาคูแขงขันครอบครอง สวนแบง ตลาดอยมู ากนอ ยเพยี งใด แนวโนม การขายในอนาคตจะเปน ลักษณะใด กลมุ ลูกคาท่ีสําคัญ ไมวา จะเปน เพศ อายุ อาชีพ และฐานะโดยรวม (2) การจดั จําหนายสนิ คา แมจ ะเปน สนิ คาชนิดเดียวกัน สินคาแตละชนิดของแตละบริษัท หรือแตล ะย่หี อ จะมีวิธกี ารจัดจําหนา ยสนิ คา ท่แี ตกตา งกนั (3) วธิ กี ารสง เสริมการขาย การสงเสริมการขายของสินคาตาง ๆ ในปจจุบันมีหลากหลาย วธิ แี ละเปนการแขงขันที่เพ่ิมความรุนแรงมากขึ้น ไมวาจะเปนการโฆษณาดวยสื่อมวลชนทุกชนิด การลด แลก แจก แถม สง ช้ินสว นเขา รว มชิงโชค (4) ลักษณะของผลิตภัณฑ พนักงานขายจะตองรูวาขณะนี้สินคาของตนมีคูแขงขันอยู มากนอยเพยี งใด ยี่หอใดบาง สนิ คาของบริษัทใดกําลังครอบครองตลาด มีจุดดี จุดดอยอยางไร อะไรบางที่ เปนจุดไดเปรียบของสินคา ของตนเองกับสนิ คายี่หออ่นื ๆ (5) ประเภทของลูกคา พนักงานขายจะตองรูวาลูกคาของคูแขงขันเปนบุคคลหรือกิจการ ประเภทใด มอี ํานาจในการจดั ซือ้ ขนาดไหน ความตองการสินคา จากคแู ขง จํานวนใด ฐานะทางการเงินม่นั คง หรอื ไม และลูกคา เหลา นัน้ ตองการสนิ คาท่มี ีลักษณะเชน ใดบา ง (6) ขนาดของกิจการ พนักงานขายจําเปนตองรูขอมูลเก่ียวกับกิจการของคูแขงขันวามี ระดบั กาํ ลังความสามารถขนาดไหน เชน ขายเปน กจิ การระดับครอบครวั หรอื เปน กิจการขนาดใหญท ี่มกี ําลงั การผลติ สูง รวมท้ังเปนกิจการท่ีมีสาขาครอบคลมุ ไปทว่ั โลกหรอื ไม เพราะจะไดทราบกําลังการแขงขัน เชน เงินทุน แมก ิจการของตนเองจะมขี นาดเลก็ กวาก็อาจจะมผี ลดี (7) ยุทธวิธีการขายของพนักงานขาย พนักงานขายเปนบุคคลที่มีความสําคัญตอกิจการ ทุกแหงเพราะเปนกลไกหนึ่งที่จะทําใหกิจการกาวหนาตอไป ทุกกิจการจึงตองสงเสริมและสนับสนุน ใหพนกั งานขายศึกษาหาความรู ความชํานาญ และใหมีความสามารถแขงขันกบั คแู ขงขันได 6. สวนครองการตลาด หมายถงึ อัตรายอดขายสนิ คา ตอยอดขายท้ังสิ้นของคูแขงขัน ในการ วเิ คราะหส วนครองตลาด โดยจะหาสว นครองตลาดที่เกิดขน้ึ แลว นําไปเปรียบเทียบกับอัตราสวนครองตลาด ที่ไดกําหนดไว แลว วเิ คราะหถ งึ ผลตา งท่ีเกิดข้นึ วาเกดิ จากสาเหตอุ ะไรแลวจงึ หาวิธแี กไ ขปรบั ปรงุ ตอ ไป 7. สมรรถนะธุรกิจ หมายถงึ ความรู ทกั ษะ และคุณลักษณะท่ีจําเปนของบุคคลในการทํางาน บริหารธรุ กิจใหป ระสบความสําเร็จ มีผลงานไดตามเกณฑห รอื มาตรฐานทก่ี ําหนดหรือสงู กวา

48 ตัวอยา งสมรรถนะ 1. สมรรถนะสว นบุคคล ไดแ ก การตดิ ตอ สอ่ื สาร ความมนั่ ใจตนเอง ความคิดสรางสรรค และการสรางนวัตกรรม เปนตน 2. สมรรถนะของผูจัดการ ไดแก การติดตอสื่อสาร การวางแผน และการบริหารงาน การทาํ งานเปน ทมี ความสามารถเชิงกลยุทธ ความสามารถดานตางประเทศ ความสามารถในการจัดการ ตนเอง เปนตน 8. สภาพแวดลอมภายใน หมายถึง การศึกษาจุดแข็ง จุดออน กลยุทธและวิธีการของ คแู ขง ขนั เพ่อื ใหส ามารถหามาตรการในการตอบสนอง ประกอบดวย จุดแข็ง คือ การวิเคราะหสิ่งแวดลอมภายในองคกร สิ่งแวดลอมใดมีศักยภาพ มีคุณภาพ ถือวา เปน จดุ แขง็ เชน ผลติ ภณั ฑม คี ุณภาพดี เปนตน จุดออน คือ การวิเคราะหสิ่งแวดลอมภายในองคกร ส่ิงแวดลอมใดท่ีมีประสิทธิภาพ และสรางความเสียหายใหอ งคก รถือวาเปน จุดออ น เชน บุคลากรขาดความชาํ นาญในการผลิตสินคา เปนตน 9. สภาพแวดลอมภายนอก หมายถึง การศึกษาโอกาสและอุปสรรค ตองมีความรูเก่ียวกับ โครงสรางธุรกิจของตวั องคกรเอง ขอมูลลูกคา ขอมูลคูแขง ขาวสารทางเศรษฐกิจท้ังภายในและภายนอก ประเทศมาเปน ตวั ชว ยในการวเิ คราะหบ นพ้ืนฐานของขอ มูลทีเ่ ปน จรงิ โอกาส คือการวิเคราะหสภาพแวดลอ มภายนอกองคกร ส่ิงแวดลอมใดที่สงผลดีตอองคกร และเอ้อื ใหอ งคก รประสบความสาํ เร็จตามเปาหมายถอื วา เปน โอกาส เชน การทาํ ธรุ กจิ การขนสง ราคาน้ํามัน ที่ต่ําลงถอื เปนโอกาสในการทํากําไร เปน ตน อปุ สรรค คอื สิ่งแวดลอมภายนอกองคกรท่ีสงผลเสียหายตอองคกร เชน ในชวงเศรษฐกิจตกตํ่า ผูบริโภคมีอํานาจการซอ้ื ลดลง สงผลใหยอดขายสินคาตาง ๆ ลดลง และภัยน้ําทวมกอใหเกิดความเสียหาย กับผูประกอบการตาง ๆหรือการทําธุรกิจการขนสง ถานํ้ามันขึ้นราคา ถือวาเปนอุปสรรคตอองคกร เพราะจะทําให ผลกาํ ไรลดลง เปน ตน 10. วงจรความเสี่ยง วงจรความเสี่ยง หมายถึง การตัดสินใจของผูบริการทุกระดับจะตองเผชิญกับความเส่ียง การทจี่ ะตอ งเผชญิ และตองเอาชนะความเส่ยี งไดน ้นั ผบู รหิ ารจาํ เปนตอ งรแู ละเขา ใจวงจรความเสี่ยงเพอ่ื จะได นํามาใชในการบรหิ ารจดั การความเส่ยี งตามวตั ถปุ ระสงคข ององคก ร

49 การสรางตนแบบวงจรความเส่ียงจะทําใหผูบริหารไดมองเห็นภาพรวมของความเส่ียง ทง้ั หมด สามารถนาํ มาใชในการวางมาตรฐานระบบควบคุมภายในของผูบริหารหรือของผูตรวจสอบภายใน อีกดวย รวมทั้งการนําผลการปฏิบัติตามตนแบบวงจรความเส่ียงมาวางแผนการตรวจสอบ หรือการวาง แผนการตรวจสอบภายในของผตู รวจสอบไดอีกวิธหี นงึ่ 7 2 3 การตรวจสอบ สํารวจ คนหาและระบุ ความเส่ยี ง ความเสี่ยง ความเสี่ยง 6 1 4 การบรหิ าร ทําความเขา ใจ การวิเคราะห ความเสยี่ ง วัตถปุ ระสงคของ ความเสีย่ ง องคกรนนั้ ๆ 5 การประเมิน และจัดลาํ ดับ ความเส่ียง ภาพ แสดงตน แบบวงจรความเสีย่ ง

50 1. ทําความเขาใจวัตถุประสงคขององคการ เพื่อใหบุคลากรทุกคนไดเขาใจทิศทาง และจุดมุงหมาย การที่จะทําใหบรรลุวัตถุประสงคหรือเปาหมายขององคการ ตองอาศัยการสนับสนุน จากองคประกอบของวตั ถุประสงค 2. การสํารวจความเสี่ยง ผูบริหารควรมอบหมายใหมีผูรับผิดชอบ โดยเฉพาะทําหนาที่ สํารวจความเสี่ยงอาจเปน ฝายตรวจสอบ หรือผูตรวจสอบภายใน แตงตั้งผูรับผิดชอบ เปนฝายบริหาร ความเส่ียงโดยมอบหมายใหคณะทํางานจากผูเช่ียวชาญของหนวยงานตาง ๆ เปนคณะทํางานเฉพาะกิจ จนกวากิจกรรมการสํารวจความเสี่ยงแตละคร้งั จะแลวเสรจ็ 3. การคนหาและระบุความเสีย่ ง เปน การคน หาความเส่ยี งท่ีตองการจากขอมลู ตาง ๆ 4. การวเิ คราะหค วามเส่ยี ง การวเิ คราะหข ้นึ อยกู ับลักษณะความเส่ียง และชนิดของเครื่องมือ ท่จี ะพจิ ารณามาใชในการวเิ คราะหท น่ี ิยมกนั คือ การวเิ คราะหเ ชิงเปรยี บเทียบ 5. การประเมินและจัดลําดับความเส่ียง การประเมินความเส่ียง ความเส่ียงมีท้ังรูปธรรม และนามธรรม แตห ลกั การประเมินจะตอ งทาํ ใหเ หน็ ถึงความชัดเจน แปลผลออกมาเปนเชิงรูปธรรมที่สัมผัสได วัดได กลาวคือ วัดเปนจํานวนได และวัดเปนเวลาได การจัดลําดับความเสี่ยงอาจจัดเปน ความเสี่ยงสูง ความเสย่ี งปานกลาง ความเสี่ยงต่าํ เม่ือสรปุ ผลออกมาไดแลว จงึ นาํ ไปบริหารความเส่ียงตอไป 6. การบริหารความเส่ียง ถือเปนหัวใจของความสําเร็จขององคการโดยตรง ท้ังน้ี เพราะ ความเสี่ยงเปนอุปสรรคสําคัญตอความสําเร็จตามวัตถุประสงคขององคการ ดังนั้น จึงเปนหนาที่ของ ฝายจดั การทต่ี องรบั ผดิ ชอบบรหิ ารความเสย่ี งใหเกิดประโยชนส ูงสดุ ตอ องคก าร 7. การตรวจสอบความเส่ียง เปนกระบวนการที่เกี่ยวกับการควบคุม กํากับ และติดตามผลวา กลไกลการบริหารความเส่ยี งมกี ารปฏิบัตติ ามหรอื ไมเพียงใด โดยการสอบทานความเส่ียง และการควบคุม ภายใน การประเมินระบบควบคุมภายใน การวางมาตรการปรบั ปรุงแกไข และการสรางสัญญาณเตือนภัย ผูบรหิ ารองคก ารจะตองตรวจสอบความเส่ียงมใิ หเ กิดขึ้น หรอื ถามกี ส็ ามารถควบคมุ ปองกนั ใหเ กิดแตน อ ยที่สดุ

51 เร่ืองท่ี 3 การแกปญ หาความเสย่ี ง การแกไขปญหาความเสี่ยง หมายถึง การทําใหเกิดสภาพการณท่ีเราคาดหวัง การที่คน จาํ นวนมากไมส ามารถแกไ ขปญ หาตนเอง หรอื ผบู รหิ ารไมสามารถจะแกปญหาหนวยงานของตนได ถึงแม จะรูสภาพหรือเปาหมายอยูแลว แตก็ไมสามารถไปสูเปาหมายได ทั้งนี้ เพราะปญหาอาจมีมาก รุนแรง มี ความสลบั ซับซอ น คลมุ เครือ และแฝงไวด ว ยปญ หาอืน่ ๆ เปน ตน การแกป ญหาความเสยี่ งมี 4 ข้นั ตอน ดังนี้ 1.ขน้ั ระบปุ ญ หา 4. ข้ันกําหนด 2. ขน้ั สาเหตุ แนวทางแกไ ขปญ หา ของปญ หา 3. ขัน้ การกาํ หนด จุดมงุ หมายในการ แกปญ หา ภาพ แสดงข้นั ตอนการแกป ญหาความเสยี่ ง

52 1. ข้ันระบุปญหา เปนขั้นแรกท่ีมีความสําคัญ เพราะถาเราไมทราบปญหาเราก็ไมมีทาง แกป ญหาได จําเปนตอ งหาสาเหตุแหง ปญ หา แลว จะนาํ สาเหตุนั้นมาเรียงลําดบั ความสาํ คญั อะไรเปนเหตุเปน ผล 2. ข้ันสาเหตุของปญหา การหาสาเหตุของปญหาไมถูกตองจะทําใหการแกปญหาผิด ซึ่ง ตามปกติคนเรามักจะยึดติดกับแนวคิด หรือความรูเดิม ๆ ทําใหมองเห็นปญหาแตเพียงดานท่ีสัมพันธ สอดคลองกับแนวคิดน้นั ๆ อกี ประการ ผูท่รี ถู ึงสาเหตทุ ี่แทจริงแลวรบี ดวนสรุปโดยไมพ ยายามคนหาสาเหตุ อ่ืน ๆ 3. ข้ันการกําหนดจุดมุงหมายในการแกปญหา การคัดเลือกสาเหตุที่กอใหเกิดปญหาแลว นําไปหาแนวทางแกไขจะทาํ ใหปญหาน้นั ไดร ับการแกไข เชน ปญหาอัตราการเพิ่มของประชากรสูงมาจาก สาเหตุอะไร คนเกดิ มาก คนตายนอย หรอื คนอพยพเขา มามาก เปนตน 4. ข้ันกาํ หนดแนวทางแกไ ขปญหา การกาํ หนดทางเลือกในการแกไขปญหาซ่ึงอาจจะเปน ทางเลือกท่ีสามารถนําไปใชแกปญหาไดจริง ไมใชเปนเพียงอุดมการณหรืออุดมคติ หรือทางเลือกนั้น สามารถนํามาเปรียบเทียบกันได ทง้ั ทว่ี ัดเปนตวั เงินได และไมส ามารถวัดเปนตัวเงินได การเลือกวธิ ีที่ดที สี่ ุดในการแกไ ขปญหาน้นั ควรมีการเปรยี บเทยี บตวั เลือกท้ังหมดท่ีไดดวย วิธีตาง ๆ โดยประเมนิ ตวั เลอื กแตละตวั แลวจงึ ตดั สนิ ใจเลอื กวิธีแกปญหาที่ดีที่สุด หรือหาวิธีใหม ปลอยให ปญ หาคล่คี ลายไปเองโดยไมตองทําอะไร

53 เรอื่ งที่ 4 การวางแผนปฏบิ ัตกิ ารจัดการความเสี่ยง การวางแผนปฏิบตั กิ ารจดั การความเส่ยี ง ควรมผี แู ทนจากฝายตา ง ๆ ในองคการเปนเสมือน คณะทํางานกลาง หากคณะทาํ งานยังไมม คี วามชาํ นาญพอ ควรจางท่ปี รกึ ษาเขามาทาํ งานรว มกนั เพื่อวางแผน ปฏบิ ัตกิ ารจดั การความเส่ียง โดยเร่ิมจากการสรางตัวแบบบริหารความเส่ียงระดับองคการ ซ่ึงจะตองมีการ ทบทวน วเิ คราะห ตดั สินใจ และประเมินความเสีย่ งขององคก ารกอ น ดังน้ี 1. กาํ หนดตวั ชีว้ ดั ประสิทธภิ าพ 2. จัดการฝก อบรมใหความรูกับผูแ ทนฝา ยตาง ๆ ใหต ระหนักถึงความเสี่ยง 3. จัดทาํ แบบสอบถาม 4. จดั ใหม กี ารสัมภาษณ 5. ดําเนนิ การทบทวนเอกสารทม่ี อี ยูจากฝายตาง ๆ โดยเนนเฉพาะดา นความเส่ยี ง 6. จัดสมั มนาเชงิ ปฏบิ ตั ิการอยางตอ เนอื่ ง 7. จดั ทําตัวแบบความเส่ียง 8. ตรวจสอบตดิ ตามพื้นทขี่ องฝายตา ง ๆ 9. วเิ คราะหส ่ิงทีไ่ ดจ ากการประเมนิ สง่ิ ทีจ่ ะไดจ ากการดําเนนิ งานในขน้ั น้ี มีดงั น้ี 1. สามารถบงช้ีไดว าความเสี่ยงขององคการมอี ะไรบางอยา งชัดเจน 2. สามารถจัดลาํ ดับความสาํ คัญ และประเมนิ ความเสยี่ งเหลา นนั้ 3. จดั ทาํ แผนปฏบิ ัติการจดั การความเสย่ี งในเรอื่ งที่สาํ คัญไดอยางชดั เจน 4. ไดร ายงานการบริหารความเส่ียงตอผบู รหิ ารได 5. สามารถจัดลําดับแผนความเส่ียงตามความสําคัญ และจําเปนกอนหลังโดยทําเปน แผนปฏบิ ัตกิ ารทช่ี ัดเจน การวางแผนปฏิบัตกิ ารจัดการความเสย่ี ง ประกอบดว ยข้นั ตอนดําเนนิ การ ดังน้ี 1. สาํ รวจความเสย่ี งในองคก าร การสํารวจความเสยี่ งทั้งองคก ารโดยศึกษาจากตัวแทนฝายตาง ๆ ดวยวิธีการตอบแบบสอบถาม การสัมภาษณ เพื่อใหไดขอมูลที่เปนเหตุเปนผลตอความเสี่ยงขององคการ โดยนําขอมลู มากรอกในตารางความเสยี่ งทกี่ าํ หนดไว ตามตวั อยา งดงั น้ี 2. ประเมนิ ความเสยี่ งในระดบั องคก าร คณะทาํ งานกลางรวบรวมขอมูลความเสย่ี ง จากฝายตาง ๆ ที่เกีย่ วขอ ง นํามาจดั ลําดับความเสีย่ ง โดยอาจเชญิ ผมู ีสวนเก่ยี วขอ งรวมพิจารณา 3. กาํ หนดตัวควบคมุ ความเสยี่ งทีจ่ ะเกดิ ขึ้นในโอกาสตา ง ๆ รวมถึงผลกระทบท่อี าจเกิดขน้ึ ได 4. การทาํ แผนปฏิบตั ิการ จะตองเลือกความเสี่ยงสูงสุดท่ีเปนวิกฤติกอนมาทําแผนปฏิบัติการ เชน การทุจรติ คอรรปั ชน่ั การผนั ผวนจากราคาสนิ คา ตนทนุ เปนตน 5. การทาํ รายงานสรุปความเสี่ยง เพื่อนําขอมูลความเสี่ยงมาจัดทําแผนปฏิบัติการการจัดการ ความเส่ียง โดยเรื่องวิกฤติทต่ี องเรงแกไ ข

54 ตวั อยาง แสดงขอ มลู ของความเส่ยี งภายในองคก ารทง้ั หมดของฝา ยเทคโนโลยี ลําดบั ความเสี่ยง สาเหตุ ผลกระทบ การควบคมุ ประสทิ ธิผล 1 การเพิม่ ขนึ้ ของเวบ็ ในปจจบุ นั ในการ แอพพลเิ คชน่ั ใน ควบคมุ ปจจุบัน แนวโนม บรษิ ัทตองใหบริการ ใหผูพัฒนาระบบมี พอใช 2 การทาํ นุบํารุง ทางดา นพาณิชย ผา นทาง ความรู ความชํานาญ เครอ่ื งคอมพิวเตอร อเิ ล็กทรอนิกส อิเล็กทรอนกิ ส ในโครงสราง ขนาดใหญตอ งใช มากขึน้ ตาม พ้ืนฐานของเว็บ ความพยายามมาก แนวโนม มากขึน้ 3 ศนู ยค อมพิวเตอร ขาดบุคลากร ไมสามารถ จางบรษิ ัท พอใช มปี ญหา ใหบ ริการไดด ี ขา งนอกทํา ไฟไหม ระบบธรุ กจิ ทง้ั หมด มีสถานทีส่ ําหรบั ดี แผน ดนิ ไหว ไมสามารถดําเนิน หนว ยประมวลผล ระเบดิ ไฟดับ ตอไปได มากกวา 1/ มีระบบ สาํ รอง สรปุ ดงั น้ันการบริหารจัดการความเส่ียงท่ีเปนระบบจะตองไดรับความรวมมือจากบุคลากรทุกคน ทุกฝายในหนวยงาน ซึ่งตองถือวาเปนกิจกรรมของทุกคนในองคการ ผูบริหารจะตองสรางความเขาใจ ใหท กุ คนตระหนักถงึ ภยั วิกฤต ความเส่ียง ทกุ คนตอ งทําเปนประจําและทําอยา งตอเน่อื งเปนระบบ มีรูปแบบ ทีช่ ดั เจน

55 หลกั การบริหารความเสยี่ งประกอบดวย 1. การวางแผนกลยุทธ 2. การวิเคราะหความเสีย่ ง 3. การควบคุมความเสี่ยง ในการดําเนนิ งานปฏบิ ัตกิ ารจัดการความเส่ยี ง จะไดม าจากฝายและองคการมาชวยกันประเมิน ความเสี่ยงตาง ๆ แลวจัดลําดับวาอะไรเปนความเสี่ยง ระดับมากนอยเพียงใด รุนแรงแคไหน เพื่อนํา ความเสี่ยงน้ัน ๆ มาบริหารจัดการกอน หลัง สวนการพิจารณาตัวควบคุมความเส่ียงทําใหเห็นสภาพการ บริหารความเสี่ยงในองคการ วามีการกําหนดอยางไร ในการทําแผนปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง โดยเรียงลําดับวิกฤตวาอะไรมากอน และอะไรมาหลัง ซึ่งเปนขั้นตอนสุดทายของการบริหารความเส่ียง ที่มีรายละเอียดในเชงิ ปฏิบตั กิ าร สามารถนําไปใชไดจริงในหนว ยงาน

56 กจิ กรรมที่ 1 การวิเคราะหศักยภาพและการจัดการความเสย่ี งในองคการ ใหผูเรียนแบงกลุม ๆ ละ 5 คน เลือกประธาน ผูนําเสนอ และเลขาแลวรวมกันพิจารณา ตามประเดน็ ดังตอ ไปน้ี 1. อาชพี ………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. 2. ขน้ั ระบุปญหา………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. 3. ข้นั หาสาเหตขุ องปญ หา…………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. 4. ขั้นกําหนดจดุ มงุ หมายในการแกปญหา…………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. 5. ขน้ั กําหนดแนวทางแกปญหา………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………..

57 บทที่ 4 การจัดการการผลิต การบริการ สาระการเรยี นรู ในสภาวะการแขงขันทางการคา และการตลาดยุคโลกาภิวัตน ธุรกิจตองมีการปรับตัว ท่รี วดเรว็ เพื่อตอบสนองความตอ งการของผูบริโภค ในขณะที่ผูบริโภคมีความตองการสินคาท่ีหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปจจัยสําคัญหนึ่งที่ผูบริโภคใชในการตัดสินใจเลือกสินคา และบริการ คือ คุณภาพของสินคา จึงเปนสิ่งสําคัญที่ผูประกอบอาชีพตองใหความสําคัญ และความจําเปนในการจัดการ การผลติ และการบริการ ตัวชว้ี ดั 1. จดั การเกย่ี วกบั การควบคมุ คณุ ภาพ 2. อธบิ ายวิธีการใชนวัตกรรมเทคโนโลยีในการผลิต 3. อธิบายขน้ั ตอนการลดตนทุนการผลติ หรอื การบรกิ าร 4. จัดทาํ แผนการผลิตหรือการบริการ ขอบขา ยเนือ้ หา เรอ่ื งท่ี 1 การจัดการเก่ยี วกบั การควบคุมคณุ ภาพการผลิตหรอื การบริการ เร่อื งที่ 2 การใชน วตั กรรมและเทคโนโลยีในการผลิต เรอื่ งที่ 3 การลดตนทุนการผลติ และการบริการ

58 เร่ืองท่ี 1 การจดั การเกีย่ วกบั การควบคุมคณุ ภาพการผลติ หรือการบรกิ าร 1. ความหมายการจัดการเก่ยี วกับการควบคุมคุณภาพการผลติ หรือการบริการ การประกอบการอาชีพใหมีความเจริญกาวหนานั้น จําเปนที่ผูประกอบการอาชีพตองมีความรู ความเขาใจ ในเร่ืองการจัดการการผลิต และการบริการเปนอยางดี การจัดการการผลิตหรือการบริการมี ความหมายสรปุ ไดด งั นี้ การจัดการ หมายถึง กระบวนการที่ดําเนินงานตามขั้นตอนตาง ๆ อยางตอเนื่อง และ มีการประสานงานกัน เพื่อใหบ รรลเุ ปา หมายขององคก รหรือกิจการ การผลิต หมายถึง การจัดทํา การประกอบ หรือสรางสินคาหรือผลิตภัณฑ โดยผาน กระบวนการแปรสภาพจากวตั ถดุ ิบ การบริการ หมายถึง การบริการท่ีดีแกลูกคา หรือการทําใหลูกคาไดรับความพึงพอใจ มีความสขุ และไดร ับผลประโยชนอ ยา งเตม็ ท่ี การควบคุมคุณภาพ หมายถึง การจัดกิจกรรมตาง ๆ เพื่อใหผลิตภัณฑตอบสนอง ความตองการและสามารถสรางความพึงพอใจใหกบั ลกู คาบนแนวคดิ พนื้ ฐานวา เม่ือกระบวนการดี ผลลัพธ ทอี่ อกมาก็จะดตี าม 2. วตั ถปุ ระสงคก ารจัดการเก่ียวกับการควบคุมคุณภาพการผลติ หรือการบรกิ าร การควบคุมคุณภาพนั้น มีวัตถุประสงคเพ่ือใหสินคาหรือผลิตภัณฑ หรือการบริการบรรลุ จดุ มุง หมายดังตอ ไปน้ี 1) สนิ คาท่ีส่งั ซอื้ หรอื สั่งผลิตมีคุณภาพตรงตามขอ ตกลงหรอื เงื่อนไขในสัญญา 2) กระบวนการผลติ ดาํ เนนิ ไปอยางถูกตอ งเหมาะสม 3) การวางแผนการผลิตเปน ไปตามท่ีกําหนดไว 4) การบรรจุหีบหอดีและเหมาะสม หมายถึง สามารถนาํ สงวัสดุยังจุดหมายปลายทาง ในสภาพดี นอกจากนกี้ ารควบคมุ คุณภาพยังกอ ใหเกิดประโยชนต อ การผลิต คอื 1) เพ่ือใหเสียคา ใชจา ยหรือตน ทนุ ตาํ่ ที่สุด โดยการใชป จ จัยการผลติ และวิธีการผลิตที่เหมาะสม 2) เพ่ือใหไดปริมาณสินคาตรงตามความตองการของตลาดไมมาก และไมนอยเกินไป จนไมส ามารถตอบสนองความตองการของตลาดได 3) เพอ่ื ใหไ ดส นิ คาตรงตามเวลาที่ลกู คา ตองการ 4) เพ่ือใหไ ดค ุณภาพสนิ คาตรงตามที่ลูกคา ตองการ ไมม ีจุดบกพรอ งหรอื เนาเสยี 3. ข้นั ตอนการควบคมุ คุณภาพการผลิต แบง ออกเปน 4 ขัน้ ตอน คอื 1) ขัน้ การกาํ หนดนโยบาย ในข้นั นจ้ี ะเปน การกําหนดวตั ถปุ ระสงคกวาง ๆ เชน ระดับสินคา ขนาด ของตลาด วิธีการจําหนาย ตลอดถึงการรับประกัน ขอกําหนดเหลานี้จะเปนเคร่ืองชี้นําวากิจการจะตอง ทําอะไรบางเพอ่ื ใหบรรลุวัตถุประสงคทีไ่ ดวางเอาไว

59 2) ข้ันการออกแบบผลติ ภณั ฑ การออกแบบผลติ ภัณฑใ นท่ีน้ี หมายถงึ การกําหนดคุณลักษณะของ ผลิตภัณฑ เชน วิทยุท่ีจะทําการผลิตขึ้นน้ีมีขนาดกี่วัตตสามารถรับไดก่ีชวงความถี่ และมีระบบตัดคลื่น รบกวนหรอื ไม เปนตนขอควรคาํ นงึ ถึงสาํ หรับการออกแบบผลติ ภณั ฑนคี้ อื จะตอ งรวู าฝา ยผลติ มขี ีดความสามารถ มากนอยเพียงใด การออกแบบผลิตภัณฑจ งึ ตอ งมคี วามสมั พนั ธก ับระบบการผลติ 3) ขั้นตอนการควบคุมคณุ ภาพของการผลติ การควบคมุ คณุ ภาพการผลติ แบงออกเปนขั้นตอนยอย 3 ขน้ั คอื การตรวจสอบคณุ ภาพของชิน้ สว น การควบคมุ กระบวนการผลิต และการตรวจสอบคุณภาพของ ผลิตภัณฑ โดยในการตรวจสอบท้ัง 3 ขั้นน้ี สวนใหญจะใชเทคนิคการสุมตัวอยาง เพราะผลิตภัณฑท่ี ผลิตไดนั้นมีจํานวนมากไมอาจจะทาํ การตรวจสอบไดอยางทว่ั ถึงภายในเวลาจาํ กัด 4) ขั้นการจําหนาย การควบคุมคุณภาพ จะมีลักษณะเปนการใหบริการหลังการขาย ซึ่งในระบบ การตลาดสมัยใหมถอื วาเปน เรอ่ื งสาํ คญั มาก เพราะสินคาบางชนิดโดยเฉพาะอยางยงิ่ สนิ คา ประเภทเครื่องมือ เคร่ืองจักรหรืออุปกรณทางอิเล็กทรอนิกส ซ่ึงมีวิธีการใชและการดูแลรักษาที่คอนขางยุงยาก ผูผลิตหรือ ผูขายจะตองคอยดูแลเพื่อใหบริการหลังการขายแกผูซื้ออยูเสมอ เพ่ือสรางความพึงพอใจ ซึ่งจะมีผลตอความ เชือ่ มั่นและความกาวหนาทางธุรกจิ ในอนาคต เรื่องท่ี 2 การใชน วัตกรรมและเทคโนโลยใี นการผลติ 1. ความหมายของการใชน วตั กรรมและเทคโนโลยีในการผลติ การใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิต เปนการพัฒนาความสามารถในการผลิต ผลิตภัณฑของมนุษย ชว ยในการแกปญหาและสนองความตอ งการของมนษุ ยอ ยางสรา งสรรค โดยนําความรู มาใชก บั กระบวนการเทคโนโลยีเพ่อื สรา งและใชส ่งิ ของ เครื่องใช วธิ ีการใหการดํารงชีวิตมีคุณภาพดีย่ิงข้ึน นวัตกรรมและเทคโนโลยี สามารถอธบิ ายไดดงั นี้ 1) นวัตกรรม หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐใหม ที่ยังไมเคยมีใชมากอน หรอื เปน การพฒั นาดัดแปลงมาจากของเดิมทม่ี ีอยแู ลว 2) เทคโนโลยี หมายถึง ส่ิงที่มนุษยพัฒนาข้ึน เพื่อชวยในการทํางานหรือแกปญหาตาง ๆ เชน อปุ กรณ เคร่อื งมอื เครือ่ งจกั ร วัสดุ หรือแมกระทง่ั สง่ิ ทีไ่ มไ ดเ ปนส่ิงของท่ีจับตองไดหรืออาจเปนระบบ หรือกระบวนการตาง ๆ เพื่อใหก ารทาํ งานบรรลผุ ลเปาหมาย และครอบคลมุ ถึงเร่อื ง ดงั ตอไปน้ี (1) คน เปนแหลงทรัพยากรท่ีสาํ คัญ ไดแก เจาของกิจการ แรงงานคนภายนอก ที่จางมาทํางาน เปนตน (2) วัสดแุ ละเครอื่ งมือ ไดแ ก วัสดอุ ุปกรณต าง ๆ (3) เทคนคิ วธิ ีการ ไดแ ก ความรูท ่ีไดจ ากการศกึ ษาคนควา ดวยตนเอง (4) สถานที่ ไดแก ไรนา ฟารม ภเู ขา แมนา้ํ ทะเล สถานประกอบการตา ง ๆ

60 2. ประโยชนแ ละผลกระทบของเทคโนโลยี จากการนาํ เทคโนโลยีไปใชในชีวิตประจําวันของมนุษย ทั้งนี้จากการนําเทคโนโลยี มาใชอยา งแพรหลาย ทําใหเ กดิ ท้ังประโยชนและผลกระทบตอการดาํ รงชวี ิต สรุปไดดังนี้ 1) ประโยชนและผลกระทบของเทคโนโลยีตอการศึกษา นักศึกษาสามารถเรียนไดจาก ที่บานโดยไมตองเดินทางไป เชน การเรียนการสอนทางไกลผานอินเทอรเน็ต ทั้งภายในและภายนอก ประเทศ รวมทงั้ การศึกษาคนควาขอ มูลจากอนิ เทอรเน็ตที่มีไมจํากัด และการศึกษาเรียนรูจากสื่อประเภทตาง ๆ เชน วิทยุ โทรทศั น วีดโิ อ และคอมพวิ เตอร เปน ตน จากการนําเทคโนโลยีมาใชในการเรียนการสอน ทําให เกิดปญ หาขาดปฏสิ ัมพันธทด่ี ีตอกนั ระหวางผเู รียนกับครู เพราะการเรียนรู โดยผานส่ือเทคโนโลยีทําใหครู ซึ่งเปน ผถู า ยทอดความรมู บี ทบาทลดนอ ยลง 2) ประโยชนแ ละผลกระทบของเทคโนโลยีตอส่ิงแวดลอม เทคโนโลยีเขามามีบทบาทใน การปรบั ปรงุ คณุ ภาพของดนิ นา้ํ และอากาศ รวมทั้งมีการนําของเหลือใชท่ีผานกระบวนการทางเทคโนโลยี แลวกลบั มาใชใ หมโ ดยไมต องใชท รัพยากรหลกั เทคโนโลยีจะกอ ใหเ กิดมลพิษตอสิ่งแวดลอม เพราะมนุษย นาํ เทคโนโลยีมาใชอยางผดิ วธิ ี เพือ่ มงุ แตป ระโยชนส ว นตน จนหลงลืมผลกระทบทอี่ าจจะเกิดขึ้นจากการใช เทคโนโลยีของตน 3) ประโยชนและผลกระทบของเทคโนโลยีตอสังคม เทคโนโลยีกับสังคมเปนของคูกัน เม่ือเทคโนโลยีเขา มามบี ทบาทเปรียบเสมือนยอโลกใหเล็กลง เน่ืองจากความสะดวกในการติดตอขาวสาร ขอมูล ทําใหธุรกิจติดตอไดอยางรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีผลใหเศรษฐกิจเจริญกาวหนาอยางรวดเร็ว จากความเจริญกา วหนาของเทคโนโลยีกอใหเ กดิ ปญหาการวางงานของแรงงาน เนื่องจากมกี ารนาํ เคร่ืองจักร มาใชแทนแรงงานคน และปญหาจากการปรับตัวของผูไมรูในเร่ืองของการใชเทคโนโลยีสมัยใหม จึงกอ ใหเ กิดปญ หาการนาํ เทคโนโลยีไปใชอ ยา งไมถูกตอง 4) ประโยชนและผลกระทบของเทคโนโลยีตอสุขภาพ เนื่องดวยเทคโนโลยีมุงสราง สิ่งอาํ นวยความสะดวกตอ มนุษย โดยเฉพาะดานสุขภาพ มีเคร่ืองออกกําลังกายภายในบาน มีวิทยุโทรทัศน และแหลง บนั เทิง เพือ่ เสรมิ สรางสขุ ภาพ ทั้งทางรางกายและทางจิตใจ ท้ังน้ีในวงการแพทยมีความกาวหนา ในการรักษามากขนึ้ และมขี อ มูลทางการแพทยเ ผยแพรผานทางอนิ เทอรเน็ตทําใหแพทยทั่วโลกสามารถรวมมือ ในการปฏบิ ตั งิ านรวมกันได นอกจากน้ันเทคโนโลยที างดา นคอมพวิ เตอรมีผลทําใหเยาวชนขาดความสนใจ การเรยี น มุงแตก ารเลนเกมคอมพวิ เตอร ไมมีเวลาออกกําลังกาย มีพฤติกรรมที่กาวราวชอบการตอสู สมาธิสั้น อารมณรุนแรง ไมไดรับการพักผอนอยางเพยี งพอ ทําใหเ กิดความเครยี ด สายตาสั้นเรว็ กอนเวลาอันควร สรุปไดวา เทคโนโลยี จะมีประโยชนอยางมาก เม่ือผูใชมีการนําไปใชไดอยางถูกวิธี และเหมาะสม และจะเกิดผลกระทบอยางมากมาย เม่ือผูใชนาํ เทคโนโลยีไปใชแบบผิด ๆ ดวยความไมรู หรือใชเทคโนโลยีมากเกินกวา ความจาํ เปน

61 3. กระบวนการเทคโนโลยใี นการผลิต กระบวนการเทคโนโลยเี ปน กระบวนการที่เก่ียวของกับการแกปญหา โดยการใชความคิด รเิ รมิ่ อยา งสรา งสรรคแ ละรอบคอบ เพ่ือสรางผลิตภัณฑที่กอใหเกิดประโยชนตามความตองการของมนุษย อยางมีประสิทธภิ าพ หลักการเบื้องตนของกระบวนการทางเทคโนโลยีการออกแบบผลิตภัณฑ สามารถ แบงออกเปนขั้นตอน ไดด งั น้ี 1. กําหนดปญ หาหรือความตอ งการ 2. สรางทางเลือกหรือวิธีการ 4. ออกแบบและลงมือสราง 3. เลอื กวิธีการทเี่ หมาะสม 5. ทดสอบและประเมนิ ผล ปรบั ปรุงแกไ ข แผนภมู ิ กระบวนการเทคโนโลยใี นการออกแบบผลิตภัณฑ 4. การใชกลยุทธในการเพมิ่ และพฒั นาคณุ ภาพผลติ ภณั ฑ ปจจุบนั เทคโนโลยีเขามามีบทบาทอยางมากในการดํารงชีวิตของมนุษย ไมวาจะเปนการ ผลิตในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมหรือการบริการ ลวนแตนําเทคโนโลยีเขามาใชในกิจกรรมตาง ๆ เพราะการนําเทคโนโลยีเขามาใชในกิจกรรมตาง ๆ จะเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตใหดีขึ้น เชน สามารถ ทํางานไดเร็วขึ้น ไดปริมาณมากข้ึน งานมีคุณภาพมากข้ึน ลดเวลาในการทํางาน ลดคาใชจายในการ ใชแรงงานคน และท่สี ําคัญถาเปน ภาคอตุ สาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรมซ่ึงตองมีการแขงขันในทางธุรกิจ ใครนําเทคโนโลยมี าใชก อนคนอื่นถือวาเปนกลยุทธอยางหนึ่งท่ีจะทําใหประสบความสําเร็จกอนคูแขง ซึ่ง คาํ วากลยทุ ธ หมายถึง วิธีปฏิบัติ หรือแนวทางในการปฏิบัติงานที่จะทําใหแผนงานประสบผลสําเร็จ ขณะ จัดทํากลยุทธจะตองมีการตรวจสอบดูวามีจุดออนในกิจกรรมใด หรือมีจุดแข็งในกิจกรรมใดหรือคูแขง มีจุดออนในกิจกรรมใด จุดแข็งในกจิ กรรมใด แลวนํามาเปรยี บเทยี บกบั ของเรา เพื่อทาํ การปรับกลยุทธตอ ไป เมื่อรูวามีจุดออนท่ีจุดใด ก็สามารถนําเอาเทคโนโลยีมาใชในสวนที่เปนจุดออนนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ ดังตัวอยางการใชและปรับกลยุทธในการเพ่ิม และ พัฒนาคุณภาพผลติ ภัณฑ ดงั น้ี

62 ตวั อยา งที่ 1 ในอดีต การเก่ียวขาวในนาท่ีมีพื้นที่กวาง ๆ จะใชแรงงานคนในการเก่ียวขาวจํานวนมาก ตอมามกี ารนําเทคโนโลยีเขา มาชวยในการเกย่ี วขาว เชน เครือ่ งจักรในการเก่ียวขา ว ทําใหสามารถลดจํานวน แรงงานคน และลดเวลาในการเกีย่ วขา วลงไดอ ยางมาก และถามีการแขง ขันทางธุรกิจการขายขาว เกษตรกร จะตองมีการปรับกลยุทธในการนําเทคโนโลยีเขามาชวยในการเกี่ยวขาว เพื่อใหสามารถเกี่ยวขาวได จํานวนมากและใชเ วลานอ ย เพอื่ ใหสามารถนําขา วออกมาจาํ หนายไดกอน ตัวอยางท่ี 2 โรงงานน้ําพริกเผาแหงหนึ่ง เดิมการลางผัก บดพริกหรือเคร่ืองเทศ การผสมสวนผสม และการบรรจุจะใชแรงงานคนแทบทั้งหมด ทําใหผลผลิตที่ออกมาไมดีเทาที่ควร เชน ผักไมสะอาด สวนผสมไมดีพอ นํ้าหนักและปริมาณไมไดมาตรฐาน ใชแรงงานคนมาก ทําใหเสียคาใชจายสูง รวมถึง ใชเวลาในการทํางานมาก ทําใหไมสามารถแขงขันกับคูแขงขันอ่ืน ๆ ได สงผลใหเสียโอกาสทางธุรกิจ เพราะฉะน้ัน โรงงานน้ําพริกเผาแหงน้ี จึงไดมีการปรับกลยุทธในการดําเนินกิจกรรม โดยการนําเอา เทคโนโลยีการผลิตมาชวย เชน เคร่ืองลางผัก เครื่องบด เครื่องผสมและเครื่องบรรจุภัณฑทําใหสามารถ ผลิตนํ้าพริกเผาไดมีประสิทธิภาพและคุณภาพมากข้ึน รวดเร็วข้ึน ลดคาใชจายในการผลิต สามารถผลิต นํ้าพรกิ เผาออกสูตลาดแขงขันกบั คูแขง รายอ่นื ๆ ไดท นั เวลาและรวดเรว็ ขนึ้ 5. การเลอื กใชเ ทคโนโลยอี ยางสรางสรรค การเลือกใชเทคโนโลยีอยางสรางสรรคตอชีวิต สังคม ส่ิงแวดลอม และงานอาชีพ มีหลักการ ดังตอไปนี้ 1) การวิเคราะหเปรียบเทียบผลิตภัณฑหรือวิธีการที่ไดจากเทคโนโลยีตาง ๆ ทั้งทางดาน คุณภาพ รูปแบบ วสั ดุ ความสะดวกในการใช ความคมุ คา โดยกอนทจ่ี ะตัดสนิ ใจเลอื กเทคโนโลยีใดมาใชน้ัน ผูประกอบการหรือเจาของกิจการ ควรนําคุณลักษณะท่ัวไป คุณลักษณะเฉพาะของเทคโนโลยีมาศึกษา เปรยี บเทียบกอนการตดั สินใจเลอื ก 2) เมื่อมีการเลือกใชเทคโนโลยีสําหรับการสรางและพัฒนาผลิตภัณฑ เพื่อสนองตอ ความตอ งการของมนุษยแลว ยอมตอ งมผี ลกระทบตอ สงั คมและสิง่ แวดลอมตามมาดว ย ดงั นั้นผปู ระกอบการ หรือเจาของกิจการตองศึกษาทบทวนวาเทคโนโลยีที่กําหนดเลือกใชนั้นมี ขอดี ขอเสียและผลตอสังคม และส่ิงแวดลอ มท่จี ะไดรบั นน้ั เปน อยา งไร 3) ตัดสินใจเลือกและใชเทคโนโลยีมีผลตอชีวิตที่มีผลดีตอสังคม และสิ่งแวดลอม ในทางสรางสรรคม ากทส่ี ุด

63 เรือ่ งท่ี 3 การลดตน ทุนการผลิตหรือการบริการ 1. แนวคดิ ในการลด และควบคมุ ตนทนุ การผลิต การดาํ เนินงานธรุ กิจทกุ ประเภท ใหสามารถดาํ รงอยูไดอยางม่ันคง จําเปนที่ผูประกอบการ หรือเจาของธุรกิจตองหาวิธีการลดตนทุนการผลิต และการบริการโดยแนวคิดในการลดและควบคุม ตนทุนการผลติ นน้ั มีหลกั การ ดงั น้ี 1. ศกึ ษาวิเคราะหและสํารวจสถานภาพปจจุบันของการผลิต คือ แรงงาน วัตถุดิบ ตนทุน การผลติ เมื่อรปู จจยั การผลิตแลวทาํ ใหสามารถหาขอบกพรอ ง และหาวิธีลดตน ทุนได 2. วิเคราะหหาสาเหตุของตนทุนสูญเปลาท่ีเกิดข้ึนจากการผลิตสินคา และการบริการ หมายถึง การเสียคาใชจ า ยแตไ มไดก อ ใหเกิดประโยชนต อ ธรุ กิจ 3. ปฏิบัติการลด และควบคุมตนทุนการผลิตในสวนของคาใชจายที่ไรประสิทธิภาพ มีความสญู เปลา โดยดําเนนิ การตอเนอ่ื งใหบรรลผุ ลสําเรจ็ การดําเนินธุรกิจตองเผชิญกับขอจํากัดหลายอยางที่เปนอุปสรรคและเปนเหตุใหตนทุน การผลิตสูงข้ึน จากหลายปจจัย คือ ตนทุนแรงงานมีแนวโนมสูงขึ้น ตนทุนวัตถุดิบแพงขึ้น โดยเฉพาะ การนําวตั ถดุ ิบจากภายนอกเขา มา ทาํ ใหต น ทุนการผลิตสูงข้ึน เชน คานํ้ามัน คาน้ํา คาไฟฟา คูแขงขันมีมากขึ้น และทวคี วามรุนแรงมากข้ึน จาํ เปนทีผ่ ปู ระกอบการหรอื เจา ของธุรกิจตองลดตนทุนการผลิตตอหนวยสินคา ท่ีผลติ จะมผี ลใหไดกําไรมากข้ึน ดังนั้นผูประกอบการตอ งปรับวิธีการทําธุรกิจ เพื่อลดตนทุนการผลิตใหต่ําลง โดยกําหนดเปา หมายการผลติ ใหเหมาะสมเพอื่ ความอยรู อด มกี ารปรับปรุงโครงสรางในการประกอบธุรกิจ พัฒนาระบบการสงเสรมิ การขาย ซง่ึ เปนกุญแจสําคญั สูความสาํ เรจ็ 2. ปจ จยั ในการลด ควบคมุ ตนทนุ การผลติ ในการผลติ สนิ คา ตน ทุนการผลติ จะสงู หรอื ตาํ่ นั้น ขึ้นอยูก ับปจ จยั ตาง ๆ หลายประการดังนี้ 1. ผบู รหิ ารตองมีนโยบายและโครงการเพ่ือลดตน ทนุ การผลิตอยางจริงจังและชัดเจนไมวา จะเปนนโยบายดา นคุณภาพมาตรฐานระดบั สากล เชน ไอเอสโอ การสนับสนุนศักยภาพของบุคลากร ฯลฯ หรอื ระบบและวธิ ีการลดตน ทุน ซงึ่ ตอ งดาํ เนินการอยางจรงิ จังและตอ เน่ือง 2. สรางจิตสํานึกพนักงาน ใหมีจิตสาํ นึกที่ดีตอโครงการลดตนทุนการผลิต จึงจะไดรับ ความรวมมือและประสบความสาํ เร็จได 3. มีมาตรการเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพ และคณุ ภาพของการบริหารจัดการธรุ กิจอยา งจริงจงั ทกุ ปจจยั ท่ีกลา วมามคี วามสาํ คัญเทา กนั หมด แตก ารจะดาํ เนินการใหบรรลุเปาหมายอยางมี คุณภาพผูบริหารธุรกิจตองกําหนดเปาหมายและการดําเนินงานอยางจริงจัง และตองมีการจัดทําขอมูล และวัดประสทิ ธิภาพของการลดตน ทนุ อยางตอ เนือ่ ง ในการบริหารจัดการการผลติ ควรกาํ หนดเปาหมายในเร่ืองตาง ๆ ดังนี้ 1. ประสทิ ธภิ าพการผลิต คอื ดชั นชี ีว้ ดั การเปรยี บเทียบประสิทธภิ าพและผลการดําเนนิ งาน ของธุรกิจเราเองกับธุรกิจอื่นท่ีมีลักษณะการดําเนินงานเดียวกันวา มีผลการดําเนินงานธุรกิจแตกตางกัน อยา งไร

64 2. คุณภาพสินคาและบริการ ผูประกอบการหรือเจาของธุรกิจตองปลูกฝงใหพนักงาน มคี วามเขาใจในการควบคมุ คุณภาพจะทําใหเกิดความเสียหาย เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตตามมาตรฐาน ท่กี าํ หนดไว 3. การสงมอบ ตองสงมอบตรงเวลาตามที่ลูกคาตองการโดยไมมีปญหา การวางแผน การผลิตและสงมอบใหล ูกคา ตองใหความสําคัญเปน พิเศษมิเชน นัน้ จะทําใหเ สยี ระบบการทาํ ธรุ กิจ 4. ตนทุนการผลิต ในสินคาประเภทเดียวกันแตตนทุนไมเทากัน การลดตนทุนมิใชสิ่งที่ จะทําใหค ณุ ภาพของสินคาลดลง แตเปนการบรหิ ารจัดการในการผลิตใหมีการใชต น ทุนต่าํ ลง 5. ความปลอดภัย เปนเร่ืองที่เก่ียวกับพนักงานโดยตรง ซึ่งควรกระทําอยางยิ่งเพราะ ยิ่งเครงครัดมากเพียงใด พนักงานก็ปลอดภยั มากเทา น้ัน และมีสวนทําใหตนทุนการผลิตลดนอยลง รวมท้ัง สรา งคณุ ภาพชีวติ ใหพ นักงานได 6. ขวัญและกาํ ลังใจ ยิ่งมีความปลอดภัยสูง ขวัญและกําลังใจของพนักงานก็ยิ่งสูง โดยวิธี ท่ีดีที่สุด คอื การเพ่ิมคา จา งและเพ่มิ สวสั ดกิ ารใหก ับพนักงาน 7. ส่ิงแวดลอ มทดี่ ีในโรงงาน ถอื เปน การสรางคุณภาพชีวิตท่ดี ีใหกบั พนักงาน ปจจบุ ันธรุ กิจ ทเ่ี กย่ี วกับมาตรฐานและจัดการกับสิ่งแวดลอมไดดี ถอื เปนความรับผิดชอบตอสังคมดวย 8. จรรยาบรรณ ผปู ระกอบการหรอื เจาของธุรกิจตองยอมรับและปรับเปลี่ยนกระบวนการ ผลิตผลติ ภณั ฑห รือการบรกิ าร เม่ือเกิดความผดิ พลาด เพือ่ สรางความปลอดภัยและความมัน่ ใจใหแ กลกู คา หากเจาของธุรกิจสามารถปลูกฝงทุกขอที่กลาวมาใหกับบุคลากรขององคกรไดรับรูและ รวมปฏิบัติ ปญหาในกระบวนการผลิตจะไมเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด และสิ่งที่สําคัญที่สุดคือการผลิต จะมีประสทิ ธิภาพสูงข้นึ 3. การควบคมุ การจดั การการผลติ หรือการบรกิ าร การดําเนินงานธุรกิจใหมีการพัฒนาอยางตอเน่ือง เพ่ือใหธุรกิจมีความม่ันคงนั้น ผูป ระกอบการหรอื เจาของธรุ กจิ ตอ งมีระบบควบคุม การจัดการการผลิตและการบริการ ระบบการควบคุม ที่นิยมใชมาก ไดแ ก วงจรควบคมุ PDCA (Deming Cycle) มรี ายละเอียด ดังนี้ 1) P (Planning) การวางแผน หมายถึง การวางแผนวามีโครงการ กิจกรรมหรือวิธีการ อะไร ในการบรหิ ารจดั การการผลิตหรอื การบรกิ าร 2) D (Do) การปฏบิ ัติ หมายถงึ การดําเนินงานตามแผนที่กําหนดไว 3) C (Check) การตรวจสอบ หมายถึง การตรวจสอบผลที่เกิดจากการปฏิบัติวา มีผลเปนไปตามเปาหมายหรอื วัตถุประสงคท ่กี าํ หนดไวในการวางแผนหรอื ไมอ ยางไร 4) A (Action) การปรับปรุงแกไขและตั้งมาตรฐานในการทํางาน หมายถึง การกําหนด แนวทาง วิธกี ารใหมเ พือ่ แกไขปญ หาขอ บกพรอ งที่พบจากการตรวจสอบ วงจรการควบคมุ PDCA (Deming Cycle) ตองมีการดาํ เนินการอยางตอเน่ือง เมื่อเสร็จส้ินแลว ตองเร่มิ ทาํ ใหมเพ่ือใหเ กดิ การปรบั ปรุงและพัฒนาอยา งตอเนอ่ื งโดยไมหยดุ น่ิง

65 กิจกรรมท่ี 1 การวิเคราะหก ารจัดการการผลติ หรือการบริการ ใหผเู รียนสรปุ ขอ มูลความรู เรื่องการจัดการการผลิตหรือการบริการ ตามหัวขอ ตอไปน้ี 1. จากขอ มูลทั้งหมด สรุปไดขอมลู ดังนี้ ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………(ไมเ กิน 5 บรรทัด) 2. การจัดการการผลิตและการบริการ มีวธิ ีการดังนี้ 2.1………………………………………………………………………………………………. 2.2………………………………………………………………………………………………. 2.3………………………………………………………………………………………………. 3. หากผูเรียนเปนเจาของธุรกิจหน่ึง ผูเรียนจะมีวิธีการจัดการการผลิตหรือการบริการดานใด เพราะอะไร 1.1 ดาน…………………………….เพราะ……………………………………………… 1.2 ดา น……………………………เพราะ……………………………………………….. 1.3 ดา น……………………………เพราะ………………………………………………... 4. หากผเู รียนตอ งเลือกการจดั การการผลิตหรือการบรกิ ารเรงดวน ผูเรียนจะเลือกดําเนินการในดานใด เพราะอะไร ดา น………………………………………………………………………………...………………… เ พ ร า ะ ………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………...................

66 บทที่ 5 การจัดการการตลาด สาระการเรยี นรู การจัดการการตลาดมบี ทบาทสําคญั ในการดาํ เนนิ ธุรกจิ จึงจําเปนตองมีความรูความเขาใจ ในกิจกรรมการตลาด สามารถศึกษาวิเคราะหตลาดเพื่อใหทราบโอกาสทางการตลาดกอนตัดสินใจลงทุน เพอื่ ธรุ กจิ จะไดดาํ เนินไปในทศิ ทางท่ีถกู ตอ ง และมีความเสี่ยงนอย ดงั นน้ั ตลาดจึงเปนความอยูร อดของธุรกจิ ตวั ช้วี ัด 1. การจดั การการตลาดเพื่อนําผลผลติ เขาสตู ลาด 2. สามารถจัดทาํ แผนปฏบิ ตั ิการการจัดการการตลาด ขอบขา ยเนื้อหา เรอ่ื งท่ี 1 การจัดการการตลาด เร่อื งท่ี 2 การจดั ทําแผนปฏิบตั ิการ

67 เรอื่ งท่ี 1 การจัดการการตลาด ความหมายของตลาดและการจดั การการตลาด ตลาด หมายถึง สถานท่ีซ่ึงผูซ้ือและผูขายมาพบเพ่ือโอนเปลี่ยนมือกันในกรรมสิทธิ์ของสินคา และบรกิ าร โดยมีราคาเปนส่ือกลาง เปน ความหมายท่เี ปนที่รูจักและพบเห็นกนั ทัว่ ไป เชน ตลาดนัดสวนจตุจักร ทาขาวกํานนั ทรง อาํ เภอพยุหคีรี ตลาดสดบางกะป ศูนยก ารคาเซ็นทรลั พลาซา การจัดการการตลาด หมายถึง การดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ดานธุรกิจ ซึ่งจะตองมีการวางแผน การผลิต การโฆษณา การประชาสัมพันธ การวิจัยการตลาด การสงเสริมการขาย การทําขอมูลฐานลูกคา การกระจายสินคา การกําหนดราคา การจดั จําหนา ย ตลอดจนการดําเนนิ กจิ การทกุ อยาง เพือ่ สนองความตองการ และบรกิ ารใหแกผซู ้ือหรือผบู ริโภคพอใจ ทั้งในเรอ่ื งราคา และบริการ การตลาดเปนกจิ กรรมทางการตลาดที่นักการตลาดดําเนินการ เร่ิมตั้งแตการวางแผนจนกระทั่งนํา แผนเหลาน้ันไปปฏิบัติการวางแผนทางการตลาด นักการตลาดตองคาํ นึงถึงตัวแปรตาง ๆ ที่มีอิทธิพลตอ ความสําเร็จของแผนการตลาด เพื่อใหแผนการตลาดนั้นมีลักษณะที่เหมาะสมและสอดคลองกับความ ตองการของลูกคา สามารถจําแนกตัวแปรทางการตลาด ประกอบดวยผลิตภัณฑ ราคา และการจัด จําหนา ย ซงึ่ จะตองเขา ใจความหมายของคาํ ตอไปน้ี ใหช ัดเจนดงั น้ี 1. ผลิตภัณฑ หมายถึง สินคาหรือการบริการท่ีสามารถตอบสนองความตองการของผูบริโภคได โดย ผบู รโิ ภคเกดิ ความพึงพอใจในดา นผลติ ภณั ฑ 2. ราคา หมายถึง จาํ นวนเงินท่ผี ซู อื้ ยนิ ดีจายเพอ่ื ใหไ ดมาซึง่ สนิ คาหรอื บริการ 3. การจัดจาํ หนา ย หมายถึง การเลือกชองทางการจัดจําหนายเพื่อใหผลิตภัณฑผานออกจากผูผลิต ไปสผู บู ริโภค และการกระจายตัวสินคา ซึ่งเปนงานทเ่ี ก่ียวของกับการวางแผนและการใชเครื่องมืออุปกรณ เพอื่ ใหสนิ คา และวสั ดุเคล่อื นยายจากแหลง ผลิตไปยังสถานท่ที ต่ี องการจะใช ในสภาพโดยทว่ั ไปเราจะเหน็ สดั สว นประสมของการตลาด ซึ่งประกอบดวย การโฆษณา การประชาสัมพันธ การวิจัยการตลาด การสงเสริมการตลาด การสงเสริมการขาย การทําฐานขอมูลลูกคา และการกระจายสินคา ดงั แสดงในภาพสวนประสมการตลาด ดงั นี้ ตลาดเปาหมาย ผลิตภณั ฑ ราคา การสงเสริมการตลาด การจัดจําหนา ย การโฆษณา การขายโดยบคุ คล การสงเสรมิ การขาย การประชาสมั พนั ธ ภาพ แสดงสว นประสมการตลาด

68 1. การโฆษณา หมายถึง การนําเสนอหรือสงเสริมความคิด ในการขายสินคาหรือบริการผานส่ือตาง ๆ มผี อู ปุ ถัมภเปน ผูเสียคาใชจายในการโฆษณา โดยมีวัตถุประสงคของการโฆษณา เพ่ือใหเกิดความรู ความ เขาใจเกี่ยวกับสินคาและงานบริการ เปนการใหขาวสารและชักจูงใหซื้อสินคา และซ้ือบริการส่ือท่ีใชใน การโฆษณามีหลายประเภท เชน นิตยสาร หนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน ปายโฆษณา การโฆษณาทาง ไปรษณยี  เปนตน ส่ือโฆษณาแตละประเภทจะมีจุดเดนและจุดดอยแตกตางกัน ดังน้ัน การเลือกส่ือโฆษณา ควรคาํ นึงถงึ วัตถปุ ระสงค ดงั น้ี 1) สามารถเขาถงึ กลุมเปาหมายใหมากทสี่ ุดเทา ทจี่ ะมากได 2) สอ่ื นน้ั มปี ระสิทธิภาพและไดผลสงู สดุ 3) เสียคาใชจายตาํ่ ท่สี ุด 2. การประชาสมั พันธ หมายถงึ การตดิ ตอ ส่อื สารเพ่ือสง เสริมความเขา ใจทีถ่ ูกตองรวมกัน ตลอดจน สรางความสัมพันธอันดีตอกันระหวางลูกคา หนวยงาน รัฐบาล ประชาชน เพ่ือใหเกิดความเช่ือถือศรัทธา ความคดิ เห็น ทัศนคติที่ดีตอองคการ การประชาสัมพันธ ไดแก ขาวแจกสําหรับเผยแพร การแถลงขาว ลูกคา สัมพนั ธ พนักงานสมั พันธ ชุมชนสมั พันธ สือ่ มวลชนสมั พันธ การบริการสงั คมและสาธารณประโยชน 3. การวิจัยตลาด หมายถึง การศึกษาปจจัยภายนอกและภายในเกี่ยวกับการตลาด ทําให ผูประกอบการมีขอมูลในการวางแผนการตลาดไดอยางมั่นใจ และสามารถบอกรายละเอียด ในการ ดาํ เนนิ งานไดอยางชัดเจน การวจิ ัยการตลาดหรือการศึกษาตลาด มีข้นั ตอนในการดําเนนิ งาน ดังน้ี 1) การศกึ ษาโอกาสและสถานการณของการตลาด เปนการศึกษาเกย่ี วกบั เรื่อง โอกาสทางการตลาด ซง่ึ เปนการศกึ ษาพฤติกรรมผบู ริโภค และ การศึกษาสถานการณทางการตลาด เปนการศึกษาส่ิงแวดลอม ภายในและภายนอกของกจิ การนัน้ ประกอบดว ย (1) การศกึ ษาจุดแข็ง เปน การศึกษาถงึ ขอดหี รอื จดุ แข็งของสนิ คาหรือบรกิ าร (2) การศกึ ษาจุดออน เปนการศกึ ษาขอ เสียหรือปญ หาทเ่ี กดิ จากองคประกอบทางการตลาด (3) การศึกษาโอกาส เปน การศกึ ษาขอไดเ ปรยี บหรือสิ่งทีเ่ อ้อื อํานวยใหแ กก จิ การ (4) การศึกษาอปุ สรรค เปน การศกึ ษาปญ หา อุปสรรคทจี่ ะเกดิ ขนึ้ 2) การกาํ หนดวัตถุประสงคทางการตลาด เนนวตั ถุประสงคทางดานการผลติ ผลิตภัณฑ ราคา การจดั จําหนาย การโฆษณา และการสงเสริมการตลาดใหสามารถตอบสนองความพึงพอใจของผูบริโภคอันจะ นําไปสูการสรางยอดขายและกําไร 3) การเลอื กตลาดเปา หมาย ตอ งคาํ นงึ ถงึ สิ่งตาง ๆ ดังตอไปนี้ (1) โอกาสทางการตลาด (2) ลกั ษณะและความตอ งการของตลาด (3) ขนาดของตลาด (4) ความสามารถขององคกรในการตอบสนองความตองการของตลาดไดอยางมี ประสิทธภิ าพ

69 (5) คูแขง ขนั และผลติ ภณั ฑทสี่ ามารถทดแทนได 4) การเลอื กกลุม เปา หมายมหี ลายวธิ ี ดงั น้ี (1) การเลือกกลุมเปาหมายเฉพาะสวน คือ การเลือกกลุมเปาหมายกลุมใดกลุมหน่ึงเพ่ือ ศึกษาศกั ยภาพขององคก รในการตอบสนองความตอ งการของลกู คา เปาหมาย (2) การเลือกกลุมเปาหมายหลายสวน คือ การเลือกกลุมเปาหมายมากกวาหน่ึงกลุมและ ทาํ การตลาดพรอ มกัน แตล กั ษณะกิจกรรมทางการตลาดตา งกัน เพ่ือใหเกิดความเหมาะสมกับลูกคา เปา หมาย แตละกลมุ เชน บรษิ ทั ทีผ่ ลิตสนิ คา ประเภทเดียวกันในหลายรูปแบบเพ่ือตอบสนองความตองการของลูกคา แตละกลมุ เปาหมาย เปน ตน (3) การตลาดมวลชน คือ การทําการตลาดโดยไมแบงสวนตลาด เนนการผลิตเปน จาํ นวนมาก ตนทุนตาํ่ สนิ คามคี วามแตกตา งกนั ไมมาก เพ่อื จําหนายใหป ระชาชนทว่ั ไป เชน นาํ้ ตาล น้ําอัดลม ทราย เหลก็ หนิ ปูนซเี มนต เปน ตน 5) การศึกษาพฤตกิ รรมผูบริโภค คือ การแสดงออกของผูบริโภคที่เก่ียวกับการแสวงหาสินคาและ บรกิ ารมาเพ่อื สนองความตอ งการของตน และพฤติกรรมผูบริโภค ซึง่ แบง ออกเปน 2 สว นไดแก (1) อุปนิสัยในการซ้ือ หมายถึง นิสัยในการซื้อสินคาของผูบริโภค ซ่ึงมีคําถามสําคัญ ทนี่ าสนใจในการคนหาลักษณะนิสัยของผบู ริโภคมดี ังน้ี 1) ผูบรโิ ภคในกิจการของเราเปน ใคร 2) ตลาดตองการซือ้ สินคาอะไร 3) จะซอ้ื อยางไร 4) ทาํ ไมผูบรโิ ภคจึงตองซอื้ 5) เมอื่ ไรผบู รโิ ภคจะซ้ือ 6) ผบู รโิ ภคจะซื้อทีไ่ หน 7) ใครมสี ว นรว มในการตดั สนิ ใจซ้อื (2) แรงจูงใจในการซื้อ หมายถึง สาเหตุที่ทําใหผูบริโภคตัดสินใจซื้อสินคาหรือบริการ แรงจูงใจในการซื้อ มหี ลายประเภท ไดแ ก 1) แรงจูงใจในตัวสินคา ประกอบดวย แรงจูงใจขั้นปฐมภูมิ เปนการท่ีผูซื้อ ตัดสินใจซ้ือตัวสินคา เชน ตัดสินใจซื้อตูเย็น แรงจูงใจเฉพาะเจาะจง เปนการตัดสินใจตอจากขั้นปฐมภูมิ คือ ตดั สินใจซอื้ ตเู ยน็ แลวจะเลอื กย่ีหอ แบบ ขนาด สี 2) แรงจูงใจซื้อสินคาจากผูขายประจํา หรืออุปถัมภ เปนแรงจูงใจท่ีทําใหลูกคา ตดั สนิ ใจซอ้ื สนิ คาจากรานคา ใด รา นคา หนึ่ง 3) แรงจูงใจเก่ยี วกับเหตุผล เปนการตดั สินใจโดยใชเหตุผลในการซ้ือมากกวาการ ใชอารมณ เชน ความประหยัด คงทน 4) แรงจูงใจดานอารมณ การตัดสินใจซื้อดวยการใชอารมณของตนเอง เชน ความภูมิใจ ความสวยงาม ความกลัว

70 5) แรงจูงใจฉับพลัน หรือการซ้ือดวยแรงกระตุน เปนการซื้อสินคาโดยท่ีไมได ตัดสินใจซ้ือมากอน 4. การสงเสริมการขาย หมายถึง การทํากิจกรรม การโฆษณา การขายโดยบุคคล การสงเสริม การขาย และการประชาสัมพันธ กิจกรรมนี้ ดําเนินการโดยมีวัตถุประสงคเพื่อกระตุน ใหผูซื้อตัดสินใจ เลอื กซื้อสินคา หรือรบั บรกิ าร กจิ กรรมการสงเสริมการตลาด นอกเหนอื จากการโฆษณาการขายโดยบคุ คล และการประชาสัมพันธ เปนการชวยกระตุนความสนใจ การซื้อของผบู รโิ ภคหรือบคุ คลอ่นื ในชองทางการจดั จําหนา ย การจัดแสดงในงาน แสดงสินคา การแจกของแถม การลดราคา การชิงโชค การแขงขัน การแจกคูปองแจกแสตมปการคา หรือ เนน การขายโดยบุคคล ซ้อื ขายโดยใชพนักงานเปนการสื่อสารโดยตรง แบบเผชิญหนา ระหวางผูขายและผูมี โอกาสเปนลูกคา พนักงานขายมีความสําคัญมากเพราะผูขายสามารถปรับราคาสินคาหรือคาบริการให สอดคลองกับความตองการของลูกคาได พนักงานขาย ที่เขาพบลูกคาสามารถโนมนาวชักจูงตลอดจนให ขา วสารแกล กู คาไดอยา งเปนกนั เองและยดื หยุน ได การวิเคราะหพฤติกรรมผูบริโภค หมายถึง การคนหาเพื่อใหทราบถึงสาเหตุหรืออิทธิพลที่มีตอ การตดั สนิ ใจซือ้ สนิ คา หรอื บรกิ ารของผูบริโภค ประโยชนที่ไดจากการวิเคราะหพฤติกรรมผูบริโภค ทําให ทราบถึงลักษณะที่แทจริงของตลาดและผูบริโภค ชวยใหผูบริหารการตลาดสามารถวางแผนและปรับ กลยุทธทางการตลาดใหเ ขากบั สภาพความจรงิ ทีส่ ดุ นักการตลาดควรนาํ หลักการวิเคราะหพฤตกิ รรมผูบ ริโภค มาปรบั ใชโดยคาํ นึงถึงรายละเอียด ดงั นี้ 1. ผูบริโภคคือใคร ใชหลักการแบงสวนตลาดเขามาประกอบการพิจารณา คือ หลักภูมิศาสตร หลกั ประชากรศาสตร หลกั จติ วิทยา หลกั พฤติกรรมศาสตร 2. ความตอ งการของตลาด ผูประกอบการจะตองศึกษาวาผบู ริโภคตองการอะไรจากผลิตภัณฑที่ซ้ือ เชน บางคนใชรถยนตร าคาแพง เพราะตองการความภาคภูมใิ จ บางคนเลอื กรับประทานอาหารในรา นหรูหรา นอกจากตองการความอรอยจากรสชาติของอาหารยังตองการความสะดวกสบาย การบริการท่ีดี เปนตน นักการตลาดจะตองวิเคราะหดูวาผูบริโภคตองการซ้ืออะไรเพื่อท่ีจะจัดองคประกอบของผลิตภัณฑให ครบถวนตามทเี่ ขาตอ งการ 3. การตัดสินใจซื้อ ผูประกอบการตองศึกษาถึงกระบวนการตัดสินใจในการซ้ือของผูบริโภคซ่ึง จะตองผานกระบวนการ 5 ข้ันตอน ดงั นี้ 1) ขัน้ เกิดความตอ งการ ผบู ริโภคมีความตองการสินคาและบริการนั้น ๆ ความตองการน้ี อาจเกิดขึ้นจากตัวกระตุน เชน ความหิว ความอยากได ความอยูรอด ความมีหนามตี า การเลียนแบบ ฯลฯ 2) ขน้ั แสวงหาขอ มลู เมือ่ เกดิ ความตอ งการในสนิ คา หรอื บริการน้นั ๆ ผบู ริโภค จะพยายาม เสาะแสวงหาความรเู ก่ียวกับสินคาและบรกิ ารนน้ั จากผูใกลช ิด เพอื่ น ครอบครัว เพ่ือนบาน การโฆษณาทาง สอ่ื ตาง ๆ ส่ือสารมวลชน ผเู คยใชส ินคานนั้ มาแลว 3) ขน้ั การประเมนิ ทางเลือก เม่ือผูบริโภคไดร บั ขาวสารขอ มูลทจ่ี ะใชป ระกอบการตัดสินใจ ซ้อื แลว เขาจะประเมินคาทางเลือกแตละทางเพื่อการตัดสินใจซื้อการประเมินทางเลือกผูบริโภคมักจะใช

71 ประสบการณของเขาในอดีต ทัศนคติท่ีมีตอรานคาแตละย่ีหอหรือฟงความคิดเห็นจากเพ่ือน ๆ เพื่อชวยใน การเลือก 4) ข้ันการตัดสินใจซ้ือ หลังจากผานข้ันการประเมินทางเลือกแลวผูบริโภคก็จะเลือก ตรายี่หอท่ีตนชอบมากท่ีสุด ดังน้ัน นักการตลาดจึงตองเพิ่มความพยายามในการใหขอมูลแกผูบริโภค และชวยเหลือแนะนาํ ผูบริโภคในการตัดสินใจซ้ือ 5) ขั้นความรูสึกหลังการซื้อ เม่ือผูบริโภคซ้ือสินคาตรายี่หอนั้น ๆ ไปใชแลว หากไดผล ตามทตี่ นคาดคะเนไว ยอ มทาํ ใหผ ูบรโิ ภคมที ศั นคติทด่ี ตี อ ตราย่หี อ น้นั มากย่งิ ข้ึน แตถาใชแ ลว ไมไ ดผ ลตามท่ี คาดไว เขายอมมที ัศนคติไมด ีตอ ตราย่หี อ นนั้ 1.ขัน้ เกดิ ความตอ งการ 2.ข้ันแสวงหาขอมลู 3.ขัน้ ประเมนิ ทางเลือก 5.ขั้นความรสู กึ หลงั การซื้อ 4.ขน้ั ตัดสนิ ใจซื้อ การ ภาพแสดงกระบวนการตัดสนิ ใจในการซอ้ื กระบวนการตัดสินใจในการซื้อนี้จะเริ่มจากความรูสึกวาตองการสินคานั้น จนไปถึงความรูสึก หลังการซ้ือ กระบวนการดังกลาวนี้จะกินเวลามากหรือนอย ยากหรืองายเพียงใดข้ึนอยูกับชนิดของสินคา ตัวบคุ คลท่ีทาํ การซ้ือ ผูตัดสินใจซื้อ การสงเสริมการตลาด ฯลฯ แตละข้ันตอนของกระบวนการซ้ือ ใชเวลา ไมเทากัน และบางคร้ังการซือ้ อาจจะไมไ ดด าํ เนินไปจนจบกระบวนการก็ได เพราะผูบริโภคเปล่ียนใจหรือ เกิดอปุ สรรคมาขัดขวางทําใหเลกิ ซอื้ หรืออาจตอ งทอดระยะเวลาในการซอื้ ออกไป 4. ทําไมผูบ รโิ ภคจงึ ซอื้ เปน การพจิ ารณาถึงวัตถปุ ระสงคหรือจดุ มงุ หมายของการซื้อ 5. เมอื่ ไรผูบ รโิ ภคจึงซื้อ นักการตลาดจาํ ตองทราบถึงโอกาสในการซื้อของผูบริโภค ซ่ึงจะแตกตาง กนั ตามลักษณะสินคา น้ัน ๆ เพ่ือที่จะวางกลยุทธทางตลาดไดเหมาะสมกับพฤติกรรม การซ้ือของผูบริโภค อาจพิจารณา ดังนี้ 1) การซ้ือสินคาใชประจําวัน เปนสินคาราคาไมแพงและตองซื้อใชบอย ๆ ผูบริโภค มีความคุนเคยกับชนิด ลักษณะรูปรางของสินคาและตราย่ีหอเปนอยางดี การซื้ออาจจะซื้อเมื่อของหมด หรือเกอื บหมด หรือซ้ือเกบ็ ตุนไวเ พราะถึงอยา งไรก็ตอ งใชอ ยูแ ลว

72 2) กรณีที่ผูบริโภคไมคุนเคยกับตรายี่หอน้ัน ๆ ทั้ง ๆ ท่ีผูบริโภครูจักสินคานั้นดี เชน การรับประทานอาหารนอกบาน การไปเที่ยวตางจังหวัด การเลือกโรงแรมที่พัก ซ่ึงจะมีโอกาสซื้อหรือใช บรกิ ารเหลาน้ไี ดใ นชว งวันหยุดสดุ สัปดาหหรือวันหยุดพกั ผอ นประจําป 3) การวิเคราะหดูวาผูบริโภคจะซื้อสินคาเม่ือไร จะทําใหสามารถกําหนดกลยุทธ ในการ สง เสริมการตลาดไดในชว งเวลาทเี่ หมาะสมกับการซื้อ เชน การจัดรายการลดราคา แถมปกเสื้อนักเรียนฟรี หรือซื้อรองเทา นกั เรียนมสี ทิ ธิซ้ือถุงเทาราคาถูก ในชว งกอ นเปด ภาคเรยี น เปน ตน 6. ผูบ รโิ ภคจะซือ้ ทไี่ หน เปน การถามเร่อื งชองทางการจาํ หนา ย แหลงขายท่ีเหมาะสม กับสินคา โดย พิจารณาดูวาสนิ คาชนิดนผ้ี บู รโิ ภคมกั จะซ้ือจากท่ไี หน ซ้อื จากหางสรรพสนิ คา ใหญ หรือจากรานขายของชํา ใกลบาน เปนตน 7. ใครมสี วนรว มในการตัดสนิ ใจซ้อื เปน การถามเพอ่ื ใหทราบถึงบทบาทของกลุม ตา ง ๆ ทีม่ อี ิทธิพล หรอื มสี วนรว มในการตัดสนิ ใจซื้อ โดยสรุปผูประกอบการและนักการตลาดจะตองศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอผูบริโภค เพ่ือทราบ ลกั ษณะความตอ งการของผบู รโิ ภค เพือ่ จดั สว นประสมทางการตลาด ไดแ ก ดา นผลติ ภณั ฑ ดานการสงเสริม การตลาด ดานแผนการจัดจาํ หนายและการกําหนดราคาใหเหมาะสม การวางแผนการตลาด หมายถึง การกําหนดกลุมลูกคาเปาหมาย สรางความนาเชื่อถือ ใหก บั กิจการและผทู จี่ ะรว มลงทนุ สามารถอธบิ ายวธิ ีการทจี่ ะดึงดดู และรกั ษาลกู คา ทง้ั รายเกา รายใหมไวได การวางแผนกลยุทธทางการตลาด หมายถึง การกําหนดวัตถุประสงค การเลือกตลาดเปาหมาย การพัฒนากลยุทธเปนการวางแผนระยะยาว ใหเกิดความอยูรอด กําไร ความเจริญเติบโตและความม่ันคง ตลอดไป ประโยชนข อ มูลในดานการตลาด มีดงั นี้ 1. เกดิ ความเขา ใจในปญหา 2. คาดคะเนความตอ งการได 3. ใชง บประมาณอยา งมเี หตุผลย่ิงข้นึ 4. บรหิ ารงานชดั เจนมเี ปา หมาย 5. ชว ยคนหาปญหาทางธุรกิจ 6. ชวยเพ่ิมผลผลิต 7. การพยากรณสภาวะธุรกจิ 8. ขอมูลเกี่ยวกับตลาด ลูกคา และอตุ สาหกรรมทเ่ี ปน อยู สถานการณป จจบุ ันและแนวโนมเปน อยางไร 9. ผลติ ภณั ฑคแู ขง วิธีการสงเสรมิ การจาํ หนา ยและผลการขยายของคแู ขงขนั เปน อยางไร 10. ไดรบั ทราบขอ มูลผลความสําเรจ็ และปญหาที่จะเกดิ จากการขายหรอื รายงานการขาย 11. มีโอกาสเปด ตลาดใหม 12. รกู ารเปล่ียนแปลงของคแู ขงขนั 13. รทู นั ทัศนคตแิ ละความตองการของลูกคา และประสิทธิภาพของกลยทุ ธใ นปจจบุ ัน

73 5. การทําฐานขอ มูลลูกคา 1. ความหมายของการทาํ ฐานขอ มลู ลกู คา หมายถึง ขอมูลจะชวยในการกําหนดสวนตางของการตลาด การกําหนดกลยทุ ธ การตลาดทางตรงไมว าจะเปน กลยทุ ธการสรางสรรคงานโฆษณา กลยุทธส่ือ ตลอดจน ใชใ นการวเิ คราะหข อ มลู ตาง ๆ เปน สิ่งสาํ คญั สาํ หรับการทาํ ตลาดทางตรง เพราะกิจการจะไมส ามารถส่ือสาร หรอื เขา ใจถงึ กลุมลูกคา ทค่ี าดหวังได หากปราศจากขอ มลู ลูกคา 2. วตั ถปุ ระสงคการทาํ ฐานขอมลู ลูกคา มีดงั นี้ 1. เพือ่ ใหท ราบถึงความสําคัญของการจดั ทาํ บัญชรี ายชอ่ื ลกู คา 2. เพอ่ื ใหทราบถึงวธิ ีการเบอื้ งตน ในการจดั ทาํ บญั ชรี ายช่อื ลกู คา 3. เพอ่ื ใหเ ขาใจถึงประเภทของฐานขอมูล 4. เพอ่ื ใหท ราบถงึ องคป ระกอบของฐานขอมลู ลูกคา 1) การจดั ทาํ บญั ชีรายช่ือลกู คา สามารถดาํ เนินการไดดงั น้ี (1) กรอกบัตรรายชื่อ การสอบถามช่ือ สกุล ที่อยูของลูกคา โดยเตรียมบัตรสําหรับกรอกช่ือ ท่ีอยู ของลูกคาไวกอน ในขณะท่ีขายสินคาหรือลูกคาติดตอมาใหกรอกบัตรรายช่ือ พรอมเหตุผล เชน เพ่ือแจง ขาวสารการลดราคา เพ่อื ใหบ รกิ ารหลังการขาย หรือเพื่อจัดทําบัตรสวนลด บัตรสมาชิกใหในภายหลัง จะชวยใหลูกคายินดีท่ีจะใหขอมูลมากยิ่งขึ้น หรืออาจมีแบบฟอรมใหลูกคาที่สนใจซื้อกรอกขอมูล พรอ มการสั่งซือ้ จากสื่อตาง ๆ (2) การสอบถามขอมูลจากลูกคาโดยตรง อาจใชวิธีใหพนักงานขายเปนผูกรอก โดยสอบถาม ขอมูลตาง ๆ จากลูกคา พนักงานขายจะตองช้ีแจงกอนเสมอ ซ่ึงพนักงานขายหรือพนักงานรับโทรศัพท เปน ผกู รอกบัตรรายช่อื เอง (3) รวบรวมรายช่อื จากงานแสดงสินคา หรือนทิ รรศการ จากผเู ขาชมงานนทิ รรศการหรือ งานแสดงสินคาตาง ๆ ก็เปนอีกกลุมหน่ึงท่ีมีความสนใจ การจะไดขอมูลของคนกลุมน้ี อาจตองมีการจัด ตง้ั โตะพเิ ศษ พรอ มเขยี นประกาศแจงใหก รอกชื่อและท่อี ยู เพอ่ื ทางกจิ การจะไดสงของรางวลั บางอยางไปให หรือเพ่ือจับฉลากชงิ โชครางวลั จะชวยใหคนกลุมน้ียนิ ดีกรอกรายละเอียด (4) การบรกิ ารหลงั การขาย สนิ คา บางประเภทตองมบี รกิ ารหลงั การขาย โดยท่วั ไปจะมี บัตรรับประกันสินคาดวย ซึ่งลูกคามักจะยินดีกรอกรายละเอียดทุกอยางอยูแลว จึงเปนฐานขอมูลท่ีดีและ รายละเอียดมากกวาบัตรของลูกคาท่ีแสดงขางตน สวนรายละเอียดที่จําเปนท่ีควรจะไดจากลูกคาจะได กลา วถงึ ในหัวขอถดั ไป (5) การจดั สง ใบสง ของขวัญในชวงเทศกาลหรือวาระพเิ ศษ บางคนอาจนิยมสงั่ ซ้ือ สินคาใหเปนของขวัญแกบ คุ คลอื่นโดยอาจจะมอบหมายใหท างกจิ การผูจําหนายเปนผจู ัดสง ใหดว ย ดังนน้ั จึงควรถือโอกาสนี้ในการขอรายละเอียดเก่ียวกับชื่อ ท่ีอยูของผูซื้อ และผูรับไวเพ่ือเก็บเปนหลักฐานขอมูล และการจดั ทาํ บญั ชรี ายชอื่ ลกู คา ตอ ไป

74 (6) การสง บัตรกํานัล หรือแบบสอบถามในกรณที มี่ ีการแจกบตั รลดราคา บัตรแลกตัวอยาง สนิ คาฟรี หรือแบบสอบถามใหแกลูกคา เม่ือลูกคานําบัตรเหลานั้นมาใชบริการ ทางกิจการควรบันทึกช่ือ- ท่ีอยูของลูกคา ไว (7) บตั รเครดติ เมือ่ ลูกคาชําระคาสินคา หรอื บริการทางกจิ การกส็ ามารถจดชอ่ื - ทอ่ี ยู ของลูกคา ไว (8) การแนะนาํ ตอของลกู คา เมื่อมลี ูกคา ประจาํ อาจขอใหลูกคา แนะนําชอื่ -ท่อี ยูของบคุ คล ใกลชิดของลูกคาที่คิดวานาจะสนใจสินคาหรือบริการของทางกิจการใหหรืออาจสรางสิ่งจูงใจใหเกิด การแนะนาํ รายชอ่ื ใหก ิจการ เชน หากลูกคาไดรับแคตตาล็อกของกิจการแนะนําช่ือ - ที่อยู ของเพ่ือนมาได 4 รายชื่อจะมขี องสมั มนาคณุ สง ใหถึงบานฟรี เปน ตน 1) ประโยชนก ารทําฐานขอมลู ลกู คา มีดงั นี้ (1) มขี อมูลลกู คา กลุมท่ีทํากําไรไดม าก (2) สามารถทาํ ใหธุรกจิ อ่นื ๆ กบั กลมุ ลูกคาท่มี อี ยูไ ด (3) สามารถระบคุ ดั เลือกลูกคาทม่ี งุ หวงั ไดช ัดเจนมากข้ึน (4) สามารถกําหนดกลยุทธท ่ีจะเปลยี่ นลูกคาที่มุง หวงั ใหเ ปนลกู คาของกิจการ (5) มีขอมูลในการทาํ กจิ กรรมกับลูกคา (6) สามารถพฒั นาการสงเสรมิ การตลาดท่ีเหมาะสมได (7) สามารถสรางโอกาสใหม ๆ ทางการตลาด (8) สามารถพฒั นากลยุทธท ่ีจะดึงดดู ลกู คา กลุมน้ี (9) สามารถวดั ประสทิ ธภิ าพของโฆษณา และการสงเสริมการตลาด (10) ลดการสูญเสียและสามารถเพ่ิมผลผลิต (11) ประเมนิ ผลสําเร็จในกิจกรรมสงเสริมการขายได (12) ลดตน ทุน และเพ่ิมปรมิ าณการขายเปน ตน 6. การกระจายสนิ คา การกระจายสินคา ในวงการธุรกิจปจจุบันนักการตลาดใหความสําคัญเก่ียวกับการกระจายสินคา ไมนอ ยกวา ตวั แปรอน่ื ๆ ในดานการตลาด หากผลิตภัณฑเปนท่ีตองการของตลาด แตระบบการกระจายสินคา ไมดี เชน สงสนิ คาผิดพลาดลาชา ผิดสถานท่ี เปนตน เปนความสญู เสียอนั ยิง่ ใหญ เพราะทําใหยอดขายลดลงและ สญู เสียลกู คา 1) จุดประสงคของการกระจายสนิ คา คือ การจดั สง สนิ คาใหลูกคาไดถูกตอง ไปยังสถานที่ ทถ่ี ูกตองในเวลาท่เี หมาะสม โดยเสยี คาใชจายนอ ยทสี่ ุด ตลอดจนการใหบริการลูกคาที่ดีทีส่ ดุ 2) บทบาทและความสําคัญของการกระจายสินคา เปนการเชื่อมโยงระหวางผูผลิต กับผูบริโภคหรือกลาวไดวาการที่นําสินคาออกจําหนายใหผูบริโภคทันตามเวลาที่ตองการกระจายสินคา จึงมีความสาํ คัญทีผ่ ปู ระกอบการจะตอ งระมดั ระวังในเร่อื งตอไปนี้

75 (1) สนิ คา ท่ถี กู ตอง (2) เวลาท่ีถูกตอ ง (3) จํานวนที่ถกู ตอง (4) สถานที่ท่ีถูกตอ ง (5) รูปแบบที่ตอ งการ การจดั การกระจายสนิ คา คอื การนําสนิ คา ไปถึงมอื ผูบริโภคหรอื ลูกคา ซึง่ การกระจายสนิ คาเกี่ยวของกบั การงานในหนา ทอ่ี ่นื ๆ ไดแ ก การเริ่มตน จากการพยากรณการขายซ่ึงเกี่ยวกับการวางแผนการจัดจําหนาย และ การวางแผนการผลิตสว นการกระจายสนิ คา หมายถงึ การบรหิ ารระบบการขนสง ระบบชองทางการจดั ซือ้ ระบบ ชอ งทางการจดั จาํ หนา ยระบบสินคาคงคลัง เพื่อใหไ ดมาซึง่ ประสทิ ธิภาพ ในการจัดซ้ือวสั ดุ วัตถุดบิ เพ่อื การผลิต และเพื่อใหไดมาซ่งึ ประสิทธิภาพทางการตลาดทจี่ ะขายสินคาสาํ เรจ็ รูปและบริการสูม อื ผูบรโิ ภค 3) แนวคดิ ทางการตลาดมงุ การผลติ ปจจุบนั ธุรกิจมุงใหความสนใจแนวคดิ ทางการตลาด มุงการขาย เกอื บท้งั หมด แตแนวคิดการตลาดทางการศกึ ษา สามารถแยกไดเ ปน 2 แนวคดิ คือ (1) แนวคิดมุงการผลิต คือ การมุงถึงการจัดทรัพยากรในการสรางผลิตภัณฑนําออกขาย และสน้ิ สุดทีก่ ารนําเสนอขายสนิ คาทีม่ ีอยู (2) แนวคดิ มงุ การตลาด คือ แนวทางการผลติ ทีล่ กู คาตองการดจู ากความตอ งการของลูกคา เปน หลักเพ่ือตอบสนองความตองการเหลาน้นั ใหส มบูรณที่สดุ กิจกรรมทางการตลาดเปน หนา ท่ผี ปู ระกอบการและนักการตลาดจะตองดําเนนิ การใหบ รรลุ เปาหมายที่วางไว ซง่ึ มีแนวทางการดําเนินงาน ดังน้ี (1) วเิ คราะหสภาพแวดลอมและการวจิ ยั ตลาด โดยการตรวจสอบผลกระทบทีเ่ กิดจากภาวะ เศรษฐกจิ และการแขงขันที่มผี ลตอการตลาด (2) วเิ คราะหผบู ริโภค โดยการประเมินความตองการกระบวนการซ้อื ของผบู รโิ ภคใหเขา ใจ (3) วางแผนการผลิตและบรกิ าร โดยการพัฒนา รกั ษาผลิตภณั ฑ ตรา การหีบหอ รวมทงั้ การ ยกเลกิ ผลิตภณั ฑบ างอยาง (4) วางแผนเกีย่ วกบั ราคา โดยการกาํ หนดชวงราคา เทคนิคการตงั้ ราคา และการใชราคาเปน ตัวรกุ หรอื ตง้ั รบั (5) วางแผนการจัดจําหนาย โดยการกําหนดชอ งทางการจําหนาย การขนสง การเก็บรักษา การแยกแยะ การคา สง การคา ปลกี (6) วางแผนการสง เสรมิ การจําหนาย โดยการโฆษณาการขายโดยบคุ คลและการประชาสัมพนั ธ (7) พิจารณาความรับผิดชอบตอสังคม โดย มีความรับผิดชอบในแงความปลอดภัย ความมศี ีลธรรม และเนน ประโยชนค ณุ คาของสนิ คา และบริการ (8) บริหารการตลาด โดย การวางแผนทางการตลาด การประเมินถึงความเส่ียงและ ประโยชนของการตดั สินใจทางการตลาด

76 เรื่องท่ี 2 การจดั ทาํ แผนปฏิบัตกิ าร การจัดทําแผนปฏิบตั กิ าร เปน กระบวนการจัดการทเ่ี ปนระบบในการประเมินโอกาสและทรัพยากร ทางการตลาด ที่สรางและรักษาความเหมาะสมระหวางวัตถุประสงคขององคกรกับทรัพยากรท่ีมี รวมทั้ง โอกาสทางการตลาดที่เปลยี่ นแปลงในระยะยาว เปาหมายของการวางแผนปฏบิ ัติการทาํ กําไร และการเติบโต ในระยะยาว การตัดสนิ ใจทาํ แผนปฏิบตั กิ ารจึงใชทรัพยากรในระยะยาว การจดั ทาํ แผนปฏบิ ัติการ ควรนํากลยทุ ธม าใชเพอ่ื มงุ ตอบคําถาม 2 ขอ คือ (1) จะทาํ อะไรเปน กิจกรรมหลกั ในขณะน้ี (2) กิจการจะบรรลเุ ปาหมายไดอยา งไร การวางแผนการตลาดเชงิ กลยทุ ธ จะทาํ ใหพ นกั งานทกุ คนไดรวู าจะปฏิบัติใหบรรลเุ ปา หมายในระยะ ยาวไดอยางไร แผนการตลาดเปนเอกสารท่ีเขียนขึ้น เพ่ือใชเปนเสมือนหนังสือนําทาง สําหรับกิจกรรมทาง การตลาด แกผจู ัดการฝา ยการตลาด แผนการตลาดจะระบุวัตถปุ ระสงค และกิจกรรมท่ีตองทําเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคนั้น การตลาด ถือเปนกจิ กรรมที่ยากทสี่ ุด ที่พนกั งานและผบู ริหารเขาใจรว มกันและทําเพอ่ื นําไปสูเ ปา หมายรวมกันดงั นี้ 1. การเขียนแผนการตลาดที่ชัดเจนเปนงานที่ตองใชเวลา แตเปนพื้นฐานในการสื่อสารภายใน องคก าร 2. แผนการตลาดจะทาํ ใหพ นกั งานทกุ คนทราบวา ตนมคี วามรับผดิ ชอบอะไร ตองทาํ อะไร มีกรอบ เวลาในการปฏบิ ัติงานอยา งไร 3. แผนการตลาดบงบอกวัตถุประสงคและแนวทางการจัดสรรทรพั ยากรเพ่อื ใหบรรลวุ ัตถุประสงค 4. แผนการตลาดเปน กรอบความคิดและใหท ิศทาง สวนการนาํ ไปปฏิบตั ิเปนการทํางานในลักษณะ ทจี่ ัดการกับปญ หา โอกาส และสถานการณ 5. แผนการตลาดแสดงขั้นตอนงานท่เี รียงเปนลําดับกอนหลังก็จริง แตข้ันตอนเหลาน้ันอาจเกิดข้ึน พรอมกันหรือประสานกันได การเขียนแผนมีหลายรูปแบบ ข้ึนอยูกับองคกร พันธกิจ วัตถุประสงค กลุมเปา หมาย และสว นประสมทางการตลาดขององคกรน้ัน

77 ข้ันตอนของการทาํ แผนการตลาด มดี ังนี้ การกาํ หนดพันธกิจขององคก ร การระบวุ ัตถุประสงคท างการตลาด การวเิ คราะหสถานการณ การสรางกลยทุ ธทางการตลาด การนาํ แผนไปปฏิบตั แิ ละการควบคุม ภาพองคป ระกอบของแผนการตลาด การกําหนดพันธกิจขององคกร เปนส่ิงท่ีทําใหเราไดทราบวาองคกรนั้นทําธุรกิจอะไร และสิ่งใด ทําใหธุรกิจแตกตางจากคูแขง องคกรมีวัตถุประสงค ปรัชญาและภาพลักษณเปนอยางไร การกําหนด พันธกิจควรเนนประโยชนท ่ลี ูกคา จะไดรบั ลกั ษณะของพนั ธกจิ ที่ดี ตอ งสะทอนวิสัยทัศนขององคก ร การระบุวัตถุประสงคทางการตลาด เปนขอความท่ีระบุเปาหมายท่ีองคกรตองการบรรลุ โดยใชก จิ กรรมทางการตลาด วตั ถปุ ระสงคท่ีดคี วรมลี ักษณะทเ่ี รียกวา “SMART” คือ 1. เจาะจง (Specific) คอื มคี วามเฉพาะเจาะจง ชัดเจน ตอ งการผลออกมาในรูปใด 2. วดั ได (Measurable) คอื วัตถุประสงคต องวัดได ทั้งในดานปริมาณและคุณภาพ 3. บรรลุได (Achievable) คือ มลี กั ษณะจูงใจ อยบู นพนื้ ฐานของความจรงิ มีความสม่ําเสมอ 4. สัมพนั ธกนั (Relevant) คือ ตอ งมคี วามสอดคลองกับนโยบายของบริษทั 5. ระบเุ วลา (Time-bound) คือ องคก รตอ งบอกวากจิ กรรมนน้ั จะเรม่ิ และสิ้นสดุ เวลาใด วัตถุประสงคทไ่ี มมกี รอบเวลาทเ่ี รม่ิ ตน และเวลาสน้ิ สดุ สว นใหญแ ลว จะไมมีโอกาสบรรลุได การวิเคราะหส ถานการณ เปนกิจกรรมทีผ่ ทู ําการตลาด ตอ งเขาใจสภาพแวดลอ มปจ จบุ นั และ อนาคตสาํ หรบั ผลิตภณั ฑ การวเิ คราะหสถานการณ หรืออาจเรียกวา การวิเคราะหจุดแข็ง จุดออน โอกาส และอุปสรรค โดยใชเทคนคิ วิเคราะหSWOT (SWOT Analysis)

78 การสรา งกลยุทธทางการตลาด เปนการเลือกตลาดเปาหมายและสรางสวนประสมทางการตลาด เพื่อใหเกดิ ความพึงพอใจแกต ลาดเปา หมายขององคกร ซึง่ ประกอบดว ย 3 ประการ คอื การบรรลเุ ปาหมาย การสรา งสวนประสมทางการตลาด และการวางตาํ แหนงของผลิตภัณฑ การนําแผนไปปฏิบัติและการควบคุม เปนกระบวนการที่ผูทําการตลาด ตองดําเนินงาน ตามแผนการตลาดที่วางไว ดวยความม่ันใจวาจะสามารถบรรลุวัตถุประสงคได ซ่ึงรายละเอียดในแผน จะระบกุ ิจกรรม เวลา งบประมาณ ซ่งึ ตองมีการส่ือสารที่ดี เมื่อนําแผนการตลาดไปปฏิบัติแลว จะตองมีการประเมินเพ่ือใหทราบวาไดดําเนินการบรรลุ ตามวัตถุประสงคเ พียงใด มอี ะไรท่ีควรแกไข การวางแผนมีความสัมพันธใกลชิดกับการควบคุม เนื่องจาก แผนไดร ะบถุ งึ สิง่ ทีอ่ งคก รตอ งการบรรลุ

79 กจิ กรรมท่ี 1 1. ใหนักศึกษาแบงกลมุ ๆ ละ 5 คน เลือกประธาน เลขา และผนู าํ เสนอของกลุม 2. ใหนักศึกษาคนหาอาชีพในชุมชนมา 1 อาชีพแลวรวมกันจัดทําแผนการตลาด โดยใชความรู จากทไ่ี ดเ รยี นมา พรอ มทัง้ อธบิ ายเหตผุ ลของการทําแผนแตล ะขน้ั ตอน 3. ใหผูแทนกลมุ นําเสนอ ผลการดาํ เนินงานกลมุ ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………

80 บทท่ี 6 การขบั เคลือ่ นเพ่ือพฒั นาธุรกิจ สาระการเรยี นรู การขับเคลื่อนเพือ่ พัฒนาธรุ กจิ เปนกระบวนการเรียนรูท่ีมุงเนนการสงเสริมการแกปญหา การแสวงหาความรู การบริหารจัดการทรัพยากรพัฒนาชุมชน การจัดทําแผนและการขับเคล่ือนแผน โดยตนเอง ดวยกระบวนการคิด วิเคราะห ใหเกิดเปนรูปธรรม จากการพออยูพอกินไปสูความพอเพียง จนบรรลุความเขมแข็งย่งั ยืนที่สามารถบอกตนเองไดว า สงั คม ครอบครวั มีความอบอนุ เศรษฐกิจมีความพอเพยี ง และมีการดํารงชีวติ ในส่ิงแวดลอ มที่ดี ตวั ช้วี ดั 1. วิเคราะหความเปนไปไดของแผนพัฒนาธรุ กจิ 2. พฒั นาแผนพัฒนาอาชพี 3. ข้ันตอนการขบั เคลอ่ื นแผนพฒั นาอาชีพ 4. อธบิ ายปญหา อุปสรรค และแนวทางแกไ ขที่เกิดจากการขบั เคลอื่ นแผนธรุ กิจ ขอบขา ยเนื้อหา เร่ืองท่ี 1 การวิเคราะหค วามเปนไปไดข องแผนพัฒนาอาชพี เรื่องท่ี 2 การพฒั นาแผนพฒั นาอาชพี เรื่องที่ 3 ขน้ั ตอนการขบั เคลอ่ื นแผนพฒั นาอาชีพ เร่ืองที่ 4 ปญหาอุปสรรคและแนวทางแกไขทีเ่ กิดจากการขับเคล่ือนแผนธุรกจิ

81 เรือ่ งที่ 1 การวิเคราะหค วามเปนไปไดข องแผนพฒั นาอาชพี 1. องคป ระกอบการวิเคราะหความเปน ไปไดของแผนพัฒนาอาชพี การวิเคราะหความเปนไปไดของแผนพัฒนาอาชีพ เปนการสรางความเชื่อมั่นและ ความมน่ั ใจวาแผนพฒั นาอาชีพมที ศิ ทางการพฒั นาถกู ตอ ง สัมพันธกบั ศักยภาพของชุมชน มคี วามเปนไปไดสูง ในการพฒั นาอาชพี โดยการวิเคราะหค วามเปนไปไดข องแผนพัฒนาอาชพี มอี งคประกอบ ดังนี้ 1. ทนุ ทม่ี อี ยูของชมุ ชน 1) ทนุ ทางทรพั ยากรธรรมชาติ เชน ดินเหนยี ว ทราย แหลงนาํ้ ธรรมชาติ สิ่งแวดลอ ม เปน ตน 2) ทุนทางศาสนา ศิลปะ วฒั นธรรม ไดแ ก - ทนุ ทางศาสนา เชน สถาปตยกรรมทางพุทธศาสนา พระพุทธรูปสําคัญ และ ประวตั ิความเปนมา พระนกั ปฏิบัติ พระนักเทศน เปนตน - ทนุ ทางศลิ ปะ เชน สถาปตยกรรมทางพุทธศาสนา ศลิ ปะ ผา และเครื่องแตง กาย ชิน้ งานศลิ ปหตั ถกรรม การละเลน พ้นื บาน เปน ตน - ทุนทางวัฒนธรรมประเพณี เชน การทําบุญตักบาตรตามประเพณีทองถิ่น เทศนมหาชาติ แหเ ทียนเขาพรรษา เปนตน 3) ทุนทางปญญาของชมุ ชน เปน องคความรูที่มีอยูในชุมชน เชน สูตรขนมหมอแกง ของจงั หวดั เพชรบรุ ี สูตรการทําปลาสมของบานกลวย อําเภอบานหมี่ จังหวัดลพบุรี รวมถึงผูรู หรือ ผูทรง ภูมิปญญา เชน พอคําเดือ่ ง จงั หวดั บุรรี มั ย ครูสมหมาย จังหวัดลพบุรี เปนผูทรงภูมิปญญาดานเกษตรกรรม ธรรมชาติ ครบู าสุทธินันท จงั หวัดบรุ รี ัมย ทานสมนะเสียงศลี จงั หวัดสิงหบุรี เปนผูทรงภูมิปญญา ดานการ จัดการส่ิงแวดลอม เปน ตน 2. ความสามารถหลักของชมุ ชน การพัฒนาอาชีพของชุมชน สงิ่ สําคัญทตี่ องวิเคราะห คือ ความสามารถของชุมชนใหถองแท จึงจะทําการกําหนดกลยุทธ การสรางคุณคา และการเจริญเติบโต รวมถึงการสรางความสามารถใน การแขงขันอยางยั่งยืนตอไปไดถูกตองและเหมาะสม เชน บานทับพริกเปนชุมชนที่มีความสามารถใน การปลูกหนอไมฝรั่ง มะละกอ ถั่วพู และพริก ทําใหเห็นวาบานทับพริกเปนแหลงรวบรวมความสามารถ หลักทางการเกษตร เก่ียวกับความรู วิธีการผสมผสานความชํานาญและเทคโนโลยีการผลิตผลผลิตท่ี หลากหลายเขา ดวยกนั การวิเคราะหความสามารถหลกั ของชุมชน สามารถพจิ ารณา ไดด งั น้ี 1) ความสามารถหลักเปนการเพิ่มศักยภาพ ทําใหชุมชนนําผลิตภัณฑเจาะตลาดไดอยาง หลากหลาย 2) ความสามารถหลกั จะเปนประโยชนตอลกู คาอยางมากในการซอื้ สินคาของชุมชน 3) ความสามารถหลกั เปน สงิ่ ทค่ี ูแขงเลียนแบบไดยาก

82 3. ความตองการพัฒนา เกดิ จากการมองเห็นอยางลึกซ้ึงของคนในชุมชน บนฐานขอมูลภายในตนเอง ครอบครัว และชมุ ชน สามารถระบอุ อกมาไดทนั ที และตรงกับความเปนจริง ความสําคัญ การวิเคราะหความตองการ พัฒนา ถึงแมจะมีการสํารวจ สอบถาม จากคนภายในชุมชนแตจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ อาจจะมีผลใหการสํารวจทั่วไปที่พยายามจะดึงขอมูลสภาพเศรษฐกิจ สังคมครัวเรือน ออกมา ประมวลผล วิเคราะหแลวแปลความหมาย นํามาใชทําแผนเพ่ือการพัฒนาจึงมีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อน ตอการพัฒนา ดงั นั้น เพือ่ ใหเกิดความเที่ยงตรงสอดคลองกับสภาพความเปนจริงมากท่ีสุด การวิเคราะห ความตอ งการพฒั นาสามารถดําเนนิ การไดดังนี้ 1) เปดเวทีประชาคม ทําความเขาใจ ระบุความตองการความจําเปน เพ่ือใชเปนขอมูล ในการจดั ทําแผนพฒั นาอาชีพ ซงึ่ ขอมลู ประกอบไปดวย (1) ดา นเศรษฐกิจ เปา หมายทางเศรษฐกิจของครอบครัว การสรา งความพออยพู อกิน การสรา งรายไดสะสมทุน การขยายพัฒนาอาชีพ (2) รายไดคาดหวังและพอเพยี งตามสภาพที่ทาํ ไดจรงิ ดว ยตนเอง (3) ทนุ ที่มีอยู มที ี่ดิน จาํ นวนเทาไร มีแรงงานทท่ี าํ ไดจริง จาํ นวนกคี่ น มเี งนิ ทุนเพียงใด 2) นาํ ขอ มลู แตล ะดานมาสรุป วิเคราะหค วามเปนไปไดของแผนพฒั นาอาชพี

83 เรื่องที่ 2 การพฒั นาแผนพัฒนาอาชพี การพฒั นาแผนพัฒนาอาชีพ เปนการนําขอมูลจากการวิเคราะหความเปนไปไดของแผนพัฒนา อาชีพ มาจัดระบบและรายละเอียดใหมีความเหมาะสม ท่ีจะดําเนินการไดตามศักยภาพของตนเอง ตามแผนภูมิ ตอ ไปนี้ การพฒั นาแผนพฒั นาอาชีพ ทาํ ความ ออกแบบ กําหนดตวั การจัดการ ตรวจสอบ เขา ใจแผน ระบบ บงช้ี ความรู สภาพใน ใหรูเทาทัน ปฏบิ ตั ิการ ขับเคลอ่ื น กิจกรรม (2) ความสําเรจ็ (4) (1) (3) (5) ตรวจตดิ ตามแกไ ขขอ บกพรอง (6) สรุปเสนอ การพฒั นาสู จดั ระบบสารสนเทศ ผลงานตอ ความมนั่ คง สง เสริมการดาํ เนินงาน สาธารณะชน และย่ังยนื และรายงานผล (7) (8) (9) 1. ทาํ ความเขาใจแผนพัฒนาโดยใหประชาชนทงั้ ชุมชน ไดรวมเรียนรูเปนการสรา ง ความเขาใจเพ่ือใหเกิดการมสี วนรว มในการปฏิบัตกิ ารแกป ญหาตามแผน 2. ออกแบบระบบปฏิบัติการตามแผน เพ่ือใหมองเห็นรายละเอียดของเปาหมาย การดาํ เนินการ กระบวนการ และกาํ หนดนโยบายเพ่ือใชด าํ เนนิ งานใหเ กดิ ประสิทธภิ าพ 3. กําหนดตวั บงชีค้ วามสาํ เร็จ โดยการกาํ หนดตัวบงชี้ความสาํ เรจ็ ของกิจกรรมท่ีกําหนดไว ในแผนพัฒนา 4. จัดการความรูขับเคล่ือนระบบปฏิบัติการสูความสําเร็จ โดยการสงเสริมใหผูนําชุมชน เปนผจู ดั การความรูขบั เคล่ือนสูความสาํ เรจ็

84 5. ตรวจสอบสภาพภายในกิจกรรม โดยจัดการเรียนรูไหประชาชนมีทักษะตรวจสอบ สภาพภายในกิจกรรมเพ่ือการพัฒนาอยางตอเนือ่ ง 6. การตรวจติดตาม แกไขขอบกพรอง การดําเนินงานตามแผน โดยการสงเสริมใหผูนํา ชุมชนไดปฏบิ ตั ิการ ตรวจตดิ ตามและแกไขขอบกพรอ งการทาํ งานตามแผน 7. การเสนอผลงานตอสาธารณชน จัดกิจกรรมสงเสริมผูนําชุมชนและประชาชนไดมี การแลกเปล่ียนเรียนรู และสรปุ ความรูพ รอ มการนําเสนอผลการดําเนนิ งาน 8. การพัฒนาสูความมั่นคงยั่งยืน ผูนําชุมชนและประชาชนรวมกันวิเคราะห กําหนด วางรากฐานของความมน่ั คงและยงั่ ยนื 9. จัดระบบสารสนเทศ สงเสริมการดําเนินงานใหผูนําชุมชนและประชาชนรวมกัน นําองคความรูจากกิจกรรมตาง ๆ ของกระบวนการมาจัดเปนระบบสารสนเทศพรอมนํามาบูรณาการ ประยุกตใ ชกับการทํางานของตนเอง เร่ืองท่ี 3 ข้นั ตอนการขบั เคล่ือนแผนพฒั นาอาชีพ ข้ันตอนการขบั เคลือ่ นแผนพฒั นาอาชีพ ผนู าํ ชุมชน ภาคีพัฒนา คณะทํางานและประชาชน ตองรวมกันดาํ เนินการใน 3 ประเด็น คอื ประเด็นท่ี 1 การวิเคราะหความเปน ไปไดข องแผนปฏิบัติการ ประเดน็ ท่ี 2 การพัฒนาแผนปฏบิ ัตกิ าร ประเด็นท่ี 3 จดั การความรูการขบั เคลอื่ นแผนปฏบิ ตั กิ ารสูความสําเรจ็ โดยการดําเนนิ งานในแตละประเด็นมีรายละเอียด ดงั นี้ 1. การวิเคราะหความเปนไปไดของแผนปฏิบัติการ เปนการพิจารณารวมกันของผูเรียน ผนู าํ ชุมชน คณะทํางาน ประชาชน และภาคเี ครือขา ย ความเหมาะสมของแผนปฏบิ ตั ิการกับสภาพความเปนจริง ของชมุ ชนโดยพจิ ารณาจาก 1.1 การรบั ไดข องประชาชนในชมุ ชน 1.2 การเห็นดว ยของประชาชนในชมุ ชน 1.3 ความพรอมของทรพั ยากรทม่ี ีอยใู นชมุ ชน 1.4 ความจําเปนทีจ่ ะตองนําเขา ทรพั ยากรจากภายนอกชุมชน 2. การพัฒนาแผนปฏิบัติการ เปนการนําขอมูลจากการวิเคราะหความเปนไปได ของแผนปฏิบัติการ มาปรับปรุงหรือพัฒนาเพ่ือใหแผนปฏิบัติการมีความเหมาะสมท่ีจะดําเนินการได ตามศกั ยภาพของชุมชน 3. จัดการความรูการขับเคล่ือนแผน การจัดการความรูขับเคล่ือนแผนปฏิบัติการ สูความสําเร็จ ครูการศึกษานอกโรงเรียน ผูเรียน ผูนําชุมชน ประชาชน และภาคีพัฒนา จะตองรวมกัน ดาํ เนินการโดยมกี ระบวนการขั้นตอน ดังนี้

กระบวนการจดั การเรยี นรู 85 (1) กาํ หนด (2) แลกเปล่ียน สู ความรู เรยี นรสู รุปเปน ความ วเิ คราะห ทจี่ ะตองใช แสวงหา สําเรจ็ โครงการ ทาํ งาน ความรู องคความรู กิจกรรม ในชุมชน เพอื่ ใชทํางาน ทองถน่ิ หหาคาควาวมามรไูรมไู มไดได  (3) - สรางองค ประยุกตใช ประเมนิ ความรู ความรู คุณภาพ ขบั เคลื่อน การ - นําความรู โครงการ/ ทํางาน เขา (4) ตรวจติดตาม คุณภาพการทาํ งาน 1) การวิเคราะหโครงการ กิจกรรม นําโครงการ กิจกรรมท่ีกําหนดไวมาวิเคราะหวา โครงการ กจิ กรรมใดบางทม่ี ีองคค วามรู พรอมดําเนนิ การไดทันที โครงการ กิจกรรมใดบางที่มีองคความรู ไมเพียงพอท่ีจะดําเนินการ จําเปนที่จะตองใชกระบวนการการจัดการความรูมาสนับสนุนการเรียนรู กอนการดําเนนิ งาน เพอื่ ใหสามารถขบั เคลอื่ นได 2) กระบวนการจัดการความรู การขับเคลื่อน โครงการ กิจกรรมดวยการนําสิ่งที่จําเปน มาดําเนินการดวยกระบวนการจดั การความรปู ระกอบดวยกจิ กรรม ดังน้ี 2.1 กาํ หนดความรูทต่ี องใชท าํ งาน ดว ยการนาํ ส่งิ ทจี่ ะตองทํามาวิเคราะหวาจะตองใช ความรูหรือเรียนรูอะไรบา ง จงึ จะสามารถดําเนนิ การได ดงั ตวั อยา ง

86 โครงการ/กิจกรรม วัตถุประสงค ความรูท่ตี องใชงาน 2.2 การแสวงหาความรใู นชุมชน ทอ งถิน่ ดว ยการแบงกลุมงานรับผิดชอบนําหัวขอความรู ท่ีตองใชไปแสวงหาความรูจากแหลงความรู สถานประกอบการ ผูรู ฯลฯ โดยวิธีการตาง ๆ เชน การถอดบทเรยี น การฝก ทักษะประสบการณ จนมคี วามกระจางในความรู 2.3 ในกรณีทีไ่ มส ามารถแสวงหาความรูใ นชมุ ชนทองถ่ินได อาจจะดําเนนิ การไดโ ดย 1) ประชาพจิ ารณ ดวยการรวมกันคิดหาเหตุผล รวมกันกาํ หนดวธิ ีทํา รวมกนั ทดลองพัฒนา วธิ ีการ สรปุ เปนองคความรูของชุมชน นาํ ไปประยกุ ตใช 2) นําเขาองคค วามรู ความรบู างเรอ่ื งจําเปนตองใชผ ูเชย่ี วชาญเฉพาะ และจําเปนตองรจู ริง ๆ กค็ วรเชญิ ผูเช่ยี วชาญมาใหค วามรู หรือไปศกึ ษาหาความรูจากผเู ช่ยี วชาญเฉพาะจากภายนอกชุมชน 2.4 การแลกเปล่ียนความรู ดาํ เนินการตอ เน่ืองจากการแสวงหาความรูของกลุมตาง ๆ ดวยการ ใหกลุมมาแสดงขอมูลความรูท่ีไดรับมาแลว รวมกันวิเคราะหหาจุดรวม จุดเดน ดัดแปลงวิธีการ จัดเปน ความรใู หมเพือ่ ใชท าํ งาน 2.5 ประยุกตใ ชความรขู ับเคล่ือนโครงการ กิจกรรม เปนขั้นตอนการทํางานตามแผนงาน โครงการ กจิ กรรม ดว ยการนําความรูทจ่ี ัดไวเขา ไปใชดําเนนิ งานในแตล ะขัน้ ตอน 3) การตรวจติดตามคุณภาพการทาํ งาน มขี ้ันตอนทาํ งาน ดังน้ี (1) จดั ตง้ั ใหมีคณะผูตรวจตดิ ตาม จํานวน 3-5 คน ศึกษา ทบทวนโครงการ กจิ กรรมทงั้ หมด ใหเขาใจวา ตอ งทาํ อะไร (2) จดั ทาํ แผนการตรวจตดิ ตาม พจิ ารณาวา ควรจะตรวจติดตามโครงการ กิจกรรมใด เมอ่ื ไร และมีจดุ เนน ทีใ่ หความสําคญั กบั เรอื่ งใดบา ง (3) ทําความเขาใจรวมกนั ใหชัดเจนวา การตรวจตดิ ตามไมใชการจบั ผิด แตเปนการรวมกัน ระหวางผูตรวจติดตามกับคณะทํางานในการหาขอบกพรองท่ีจะทําใหงานเสียหายหรือคุณภาพตํ่าลง แลว ชวยกันแกไขขอ บกพรอง (4) การประเมินคุณภาพการทํางาน ดวยการเปดเวทีประชาคมใหคณะผูตรวจติดตาม และคณะทํางานแตละโครงการ กิจกรรมรวมกันเสนอสภาพและผลการดําเนินงานตอเวทีประชาคม เพอื่ ใหประชาชนไดรบั รแู ละมสี วนรว มในการสงเสริมในเรือ่ งอะไรบาง และจะกา วไปขางหนาอยางไร

87 เร่อื งท่ี 4 ปญ หาอปุ สรรคและแนวทางแกไขทเ่ี กดิ จากการขับเคลือ่ นแผนธรุ กิจ ในการดาํ เนนิ การขบั เคล่ือนแผนธุรกิจ เปนขั้นตอนการดําเนินงานตอเน่ือง ซ่ึงในระหวาง การดาํ เนินงานอาจมีปญหาและอปุ สรรคได ดงั นัน้ เพ่ือเปน การควบคุม ปญหาอุปสรรค และหาแนวทางแกไข ไดท ันตอ เวลา ไมป ลอยใหเกดิ ความเสียหาย จึงควรดาํ เนนิ การ ดังน้ี 1. ตรวจสอบปญ หา อุปสรรคจากสภาพภายในของกจิ กรรม 1) ทําความเขาใจ ในโครงการ กิจกรรม ของตนเองวาจะตองตรวจสอบปญหา อุปสรรคภายในของตนเอง เพ่ือนําขอบกพรองมาพัฒนาการดําเนินงานใหเปนไปตามแผนที่กําหนด โดยมขี ั้นตอนการดําเนนิ การ ดังนี้ (1) ทําความเขา ใจขน้ั ตอนของการทํางาน (2) ตรวจสอบเปรียบเทียบการทํางานวาเปนไปตามข้ันตอนหรือไม มปี ญ หาอปุ สรรคและขอ บกพรอ งอยา งไร (3) ปฏิบตั ิการแกไขขอ บกพรองและพฒั นา 2) ดาํ เนินการตรวจสอบ ข้ันตอนดําเนินงานวาเปนไปตามเกณฑเปรียบเทียบกับ สภาพท่เี ปนอยูแลว สรุปขอ บกพรอง 3) ปรับปรุงแกไขและพัฒนา โดยนําขอบกพรองมากําหนดแนวทางแกไขและ พจิ ารณาวา จะมกี ารจัดการหรือใชเทคโนโลยมี าพฒั นาใหดยี ง่ิ ขน้ึ อยางไร 4) สรุปผลการตรวจสอบเปนองคความรู บันทึกผลการตรวจสอบ ผลการแกไข ขอ บกพรอ ง ผลการพฒั นาสรปุ เปนองคค วามรู เพื่อพฒั นาเปนทุนทางปญญา 2. การตรวจสอบ ติดตาม แกไ ขขอ บกพรองการดาํ เนินงานตามแผน 1) การดําเนินงาน ตรวจสอบ ตดิ ตามและแกไขขอบกพรองใหสามารถดําเนินงาน ตามแผน เพือ่ สรา งประสทิ ธิผลการทํางาน ใหเกิดผลตอการลงทุนของตนเองดว ยการ (1) วางแผนการตรวจ (2) ปฏบิ ัตกิ ารตรวจและแกไ ขขอบกพรอง (3) ปฏบิ ัตติ ามผลการแกไ ขขอบกพรอ ง 2) ปฏบิ ัติการจดั ทาํ แผนการตรวจกิจกรรมวาอยใู นขน้ั ตอนใด 3) ปฏบิ ตั ิการตรวจและแกไขขอบกพรอ ง คณะผูนาํ ชุมชนดาํ เนนิ การตรวจ ดังน้ี (1) แจงใหผรู ับผดิ ชอบทราบลวงหนาวาจะตรวจการดําเนินงานเร่ืองอะไรบาง เพือ่ ใหคณะทํางานไดม ีสว นรวมในการตรวจสอบตนเองกับผูนาํ ชุมชน (2) ดาํ เนินการตรวจตดิ ตาม โดยปฏิบัติการรวมกับคณะทํางานพรอมสรุป ขอบกพรอง (3) นาํ ผลสรปุ ขอ บกพรอ งมารวมกนั กาํ หนดแนวทางแกไขและจดบันทึก ใหคณะทํางานผรู ับผดิ ชอบ ใชด าํ เนินการแกไ ข

88 (4) กําหนดระยะเวลากลับมาติดตามผลการแกไขขอบกพรอง ใหคณะทํางานผูร ับผิดชอบรับทราบ 4) ปฏิบัติการติดตามผลและแกไ ขขอ บกพรอ ง โดยคณะทํางาน ดําเนินการติดตาม ผลการแกไ ขขอ บกพรอง ดงั น้ี (1) ใหคณะทาํ งานแสดงผลการแกไขขอ บกพรอ ง (2) คณะทํางานวินิจฉัยผลการแกไขขอบกพรองวาประสบผลสําเร็จ เพียงใด และจะพฒั นาตอเน่ืองอยางไร (3) สรุปผลการแกไ ขขอ บกพรอ งเปนองคความรู กิจกรรมท่ี 1 ใหผ ูเรียนสรุปความรู เน้ือหาสาระสําคัญที่เรียนรูจากหนวยการเรียนรู และตอบคําถามตามหัวขอ ตอ ไปนม้ี าส้ัน ๆ พอเขาใจ 1. การประกอบธรุ กจิ ตอ งอาศยั ปจจัยอะไรบาง...................................................................... .......................................................................................................................................................................... 2. ประเดน็ สําคัญเก่ียวกับแผนธรุ กจิ มีอะไรบาง..................................................................... .......................................................................................................................................................................... 3. ขน้ั ตอนการทาํ แผนธุรกิจ มอี ะไรบาง................................................................................ .......................................................................................................................................................................... 4. การวเิ คราะหความเปนไปไดข องแผนพฒั นาอาชีพ มอี ะไรบาง......................................... .......................................................................................................................................................................... กจิ กรรมท่ี 2 เม่ือผูเรียนรูเร่ืองการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาธุรกิจไปแลว ทานคิดวาความรูท่ีทานศึกษาเรียนรูมา จะนาํ ไปใชประโยชนอะไรบา งอธิบายพอเขา ใจ .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................

89 กจิ กรรมท่ี 3 ใหผูเรียนนําประเด็นตอไปนี้พูดคุย อภิปรายในกลุมเพ่ือน แลวสรุปความคิดเห็น จากการพูดคุย และอภิปรายมาสรุป โดยมปี ระเด็นตอไปน้ี 1. เพราะอะไรจงึ ตอ งเรียนรเู รอื่ งการขบั เคลอ่ื นเพ่อื พัฒนาธุรกิจ 2. ถาไมม ีความรูค วามเขาใจเรอื่ งการขบั เคล่อื นเพื่อพัฒนาธรุ กจิ จะเกดิ อะไรขึน้ .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ..........................................................................................................................................................................

90 บทท่ี 7 โครงการพฒั นาอาชีพ สาระการเรยี นรู โครงการพัฒนาอาชีพเปนการจัดกิจกรรมเพ่ือนําไปสูการปฏิบัติ โดยมีการกําหนด รายละเอียดอยา งมรี ะบบและมีความสมั พันธว า ใครทําอะไร ท่ีไหน อยางไร เมือ่ ไร เทา ไร ทาํ ไม และหวังผลอะไร เพ่ือใหบรรลเุ ปาหมายตามทีก่ ําหนดไว ตวั ช้วี ดั 1. อธบิ ายความสําคัญของการทําโครงการพัฒนาอาชพี 2. เขยี นโครงการ 3. เขียนแผนปฏบิ ตั กิ าร 4. ตรวจสอบโครงการไดถ ูกตองและเหมาะสม ขอบขายเนอ้ื หา เรอื่ งที่ 1 ความสาํ คัญของโครงการพฒั นาอาชีพ เร่ืองท่ี 2 ขน้ั ตอนการเขยี นโครงการพฒั นาอาชพี เร่อื งท่ี 3 การเขียนแผนปฏบิ ัติการ เร่ืองที่ 4 การตรวจสอบโครงการพฒั นาอาชีพ

91 เรือ่ งที่ 1 ความสําคญั ของโครงการพฒั นาอาชีพ 1. ความหมายของโครงการพฒั นาอาชีพ จากแผนปฏิบัติการ เพื่อการพัฒนาอาชีพท่ีกําหนดไวแลวน้ัน การนําแผนสูการปฏิบัติ เพ่ือใหมีทิศทางและขอบเขตการดําเนินงานที่ชัดเจนจะตองมีการจัดทําโครงการปฏิบัติการควบคุม การดาํ เนินงานไว โครงการ หมายถึง งานที่กําหนดจะทําในระยะหน่ึง เพ่ือแกปญหาหรือตอบสนอง ความตอ งการทเ่ี กิดขึ้นโดยระบุวาจะทําอะไร เมื่อไร ใชปจจัยอะไร เทาไร และมีวิธีการดําเนินงานอยางไร เมอื่ สิ้นสดุ ระยะเวลา ปญ หาหรอื ความตองการนั้น ไดร ับการตอบสนองจะถอื วา โครงการน้ันสิน้ สดุ การดําเนินงานในรูปโครงการเปนวิธีการบริหารจัดการที่ดี เพราะทําใหเกิดความชัดเจน มีเหตุผล เกิดความเขาใจท่ีถูกตองตรงกัน และสามารถขยายผลการดําเนินงานได เพ่ือพัฒนากิจกรรม หรอื งานนน้ั ใหม ีความเจริญกา วหนา ตอไป 2. ลกั ษณะของโครงการทีด่ ี โครงการที่ดีจะตองกําหนดรายละเอียดในโครงการใหชัดเจน และมีความสัมพันธกันวา ใครทาํ อะไร ทไี่ หน อยางไร เมือ่ ไร เทาไร ทําไม และหวังผลอะไร โดยลกั ษณะของโครงการทด่ี สี รปุ ได ดังน้ี 1. ตอ งกาํ หนดวตั ถุประสงคใ หชดั เจนและเขา ใจงาย โดยเนนการกาํ หนดสงิ่ ที่ตองการใหเกดิ เมื่อโครงการส้ินสุดลง เชน สามารถจัดทําบัญชีครัวเรือนไดถูกตองและสามารถลดคาใชจายไดอยางนอย รอ ยละ 10 ของรายไดทง้ั หมด 2. สามารถนาํ ไปปฏิบตั ิงานไดจ ริง ไมเปนโครงการที่เลื่อนลอย เพอฝน สวยหรู 3. สอดคลองกับสภาพความเปนจริงทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ตอบสนองตอความตองการและความสาํ คัญของกลุมเปา หมาย และไมเกนิ ความรูค วามสามารถของผปู ฏบิ ตั ิ 4. มีรายละเอียดของส่ิงตาง ๆ ที่เปนองคประกอบของโครงการ เชน วิธีการปฏิบัติ ระยะเวลาที่แนน อนตงั้ แตเ วลาเริม่ ตน และสนิ้ สดุ โครงการเพ่ือเปนประโยชนตอการกําหนดคา ใชจ า ย และทรัพยากร 5. ระบุทรัพยากรและแหลงทรัพยากร ท่ีจําเปนตองใชอยางชัดเจนตลอดจนงบประมาณ และแหลง เงนิ ทนุ ทีต่ อ งใชในการดาํ เนินงาน 6. ผลท่คี าดวาจะไดร บั ตอ งสอดคลองกับเปาหมายและวัตถุประสงคของโครงการทีก่ ําหนดไว 3. การเตรียมการเขยี นโครงการ การประกอบอาชพี สามารถแบงออกได 2 ประเภทใหญ ๆ ไดแก อาชีพที่ประกอบการเอง กับอาชีพรับจาง ในการเขยี นโครงการจาํ เปน ทผ่ี ูเรียนตอ งรวู าไมวาจะเปน อาชีพประเภทใด ตอ งมกี ารเตรียม ขอมลู ใหพรอมกอ นการเขียนโครงการมรี ายละเอยี ดดงั นี้

92 1) แนวทางการเตรยี มขอมูลกอนการเขียนโครงการสาํ หรบั อาชีพท่ปี ระกอบการเอง (1) พจิ ารณาเรือ่ งทุน การดําเนินงานอาชีพใหประสบความสําเร็จตองศึกษาขอมูลวา อาชีพน้ันตองใชทุนมากนอยเพียงไร ในเร่ืองอะไรบาง มีทุนพอหรือไม ถาไมพอจะหาไดจากแหลงทุน ทใี่ ดบาง การคดิ อัตราดอกเบี้ยของแหลงทุนเปน อยา งไร ตอ งใชหลกั ประกันอะไร แลว มีหลักประกันหรือไม เงื่อนไขการกเู งนิ เปนอยางไร ประเดน็ รายละเอยี ดเหลาน้ตี องพิจารณาใหร อบคอบ เพือ่ ใหส ามารถคํานวณทุน ในการดาํ เนนิ งานไดเ หมาะสม และไมกอ ใหเ กดิ ปญ หาระหวางดาํ เนนิ งานโครงการ (2) พจิ ารณาเร่ืองแรงงาน การประกอบการเองตองใชแรงงาน ผูประกอบการตอง คิดวาใชแรงงานมากหรือนอยเพียงไรควรเปนแรงงานเพศหญิงหรือเพศชาย ใชแรงงานเองในครอบครัว หรือตอ งใชแรงงานจากภายนอก ถาตองใชแรงงานจากภายนอกครอบครัวจะหาแรงงานไดในชุมชนหรือ ตอ งหาจากท่ีอ่ืน หากเปนแรงงานในชมุ ชนอาจมาทาํ งานเชากลับเย็นไมต องเตรียมท่ีพัก หากมาจากภายนอก ชุมชน ตองเตรยี มที่พักให ผูป ระกอบการตอ งพิจารณาใหรอบคอบและยอ นกลบั ไปคิดเรอื่ งทุนดว ย (3) พิจารณาเรอ่ื งการตลาด ซ่ึงการตลาดนต้ี องพจิ ารณาวา อาชีพที่ดําเนินการอยูนั้น เปน ท่ีตอ งการของคนในชมุ ชนหรอื แหลงใกลเ คยี งเพยี งใด มีคแู ขงหรอื ไม เพราะอาชพี ท่ปี ระสบความสําเร็จ มากทส่ี ุด คือ อาชพี ทป่ี ราศจากคูแขง นอกจากนี้ ตองพิจารณาถึงนิสัยการใชจายของคนในชุมชนตลอดจน กาํ ลงั ซอ้ื ดว ยวาจะเปน อยางไร (4) พิจารณาเรอ่ื งการจัดการ การจดั การเปนหัวใจสําคัญของการประกอบอาชีพอิสระ หลายคนมีทนุ มีแรงงาน ตลาดมีความตองการ แตดําเนินงานอาชีพไมประสบความสําเร็จเน่ืองจากจัดการ อาชีพไมเปน จึงจําเปนที่ผูประกอบการตองมีความรูในเรื่องการจัดการอาชีพ ในอาชีพที่ประกอบการให มากที่สดุ การจดั การท่วี านี้ไดแก การบรหิ ารเรอ่ื งการลงทุนทําอยางไรจึงจะใหการลงทุนทุกบาททุกสตางค ไดผลคุมคา การบริหารการทาํ งานใหมกี ารทาํ งานอยา งมรี ะบบ การบริหารดานการตลาดใหมีคนรูจักสินคา เกดิ ความประทับใจในสนิ คา (5) พิจารณาความถนัดของตนเอง สิง่ สาํ คญั เหนอื สง่ิ อ่นื ใดในการดําเนินงานอาชีพ คือ ความถนดั ความสามารถ อุปนิสัย ความพรอมของผูประกอบการในการประกอบอาชีพวาชอบหรือไม ถนัดหรือไม ทาํ ไดห รอื ไม ถาทาํ ไดก็พจิ ารณาสงิ่ ประกอบอ่นื ๆ ดังท่ีไดกลา วมาแลว (6) พิจารณาอาชีพท่ีดําเนินการวามีความสอดคลองกับชุมชนหรือไม หากเปน อาชพี ที่ตอ งใชนํ้า มแี หลงน้ําพอเพียงหรือไม เสนทางคมนาคมและการติดตอกับชุมชนอื่นมีสภาพอยางไร คนในชุมชนมีความเชื่อ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีเปนอยางไร บางอาชีพอาจไปขัดกับความเชื่อของ คนในชมุ ชนเปนสวนมากหรือไม เชน ตัดสินใจเล้ียงหมูในขณะที่คนในชุมชนสวนใหญนับถือศาสนาอิสลาม หรอื ขุดบอ เลี้ยงปลาในบรเิ วณใกลวดั 2) แนวทางการเตรยี มขอมูลกอนการเขยี นโครงการสําหรบั อาชพี รับจา ง (1) คา จางแรงงานมากหรือนอย การพิจารณาวาคาจางมากหรือนอยน้ันจะพิจารณา จากตัวเงินที่ไดรับอยางเดียวไมถูกตอง ตองเปรียบเทียบกับเวลาที่ตองทํางานดวยวากี่ชั่วโมง เพราะ บางสถานประกอบการใหเ งนิ เดือนมากกวาสถานประกอบการอ่ืน แตใหทํางานต้ังแตเชาเลิกค่ําเวลาพักผอน