วิสทุ ธิมรรคศกึ ษา เรอ่ื ง อิทธิวิธนเิ ทศ เป็นเร่อื งของการแสดงวธิ ีการแสดงฤทธิ์ต่างๆ 10 ประการ อนั เป็นผลมาจากการเจรญิ สมถกรรมฐาน จดั ทาโดย พระมหาวีระชยั ขนฺตธิ มฺโม รหสั 6409501040 พระปัณฑ์ อคฺควโร รหสั 6409501037
รายงาน อิทธิวธิ นิเทศ จดั ทาโดย พระมหาวีระชยั ขนฺติธมฺโม รหสั 6409501040 พระปัณฑ์ อคฺควโร รหสั 6409501037 นิสิตช้นั ปี ท่ี 3 คณะพุทธศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา เสนอ อาจารย์ พระครูศรีปรีชากร รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สูตรพุทธศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ า พระพทุ ธศาสนา มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณรชวทิ ยาลยั วิทยาเขตสุรินทร์
ก คำนำ รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษา ของนกั ศึกษานิสิตมหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตสุรินทร์ ไดจ้ ดั ทาข้ึนมาเพ่ือท่ีจะไดน้ าไปต่อยอดรวบรวมเน้ือหาสาระในหัวขอ้ ต่างๆ จากหนงั สือ วิสุทธิมรรคศึกษา โดยหัวขอ้ คือ อิทธิวิธนิเทส โดยเน้ือหาน้นั จะกล่าวถึง การแสดงฤทธ์ิต่างๆ 10 ประการ ซ่ึงสืบเน่ืองมาจากการเจริญสมถกรรมฐาน และหวงั ว่าผทู้ ี่ไดเ้ ขา้ มาอ่านมาศึกษาเน้ือหาในบทน้ี จะไดค้ วามรู้ ความเข้าใจไปไม่มากก็น้อย หรือถ้าหากเน้ือหาในบทน้ีผิดพลาดประการใด ก็ต้องขอโทษขออภัยมา ณ โอกาสน้ีดว้ ย รวบรวมโดย พระมหาวรี ะชยั ขนฺติธมโฺ ม รหสั 6409501040 พระปัณฑ์ อคคฺ วโร รหสั 6409501037
สำรบญั ข เรื่อง คานา หน้ำ สารบญั ก ข เร่ือง อิทธิวธิ นิเทศ ๑ ๑.๑ ความนา ๒.๑ อภญิ ญากถา ๒ ๓.๑ การฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ ๒ ๔.๑ ฤทธ์ิ ๑๐ ๒ ๕.๑ อธิฏฐานาอิทธิ ๔ ๖.๑ วิกุพพนาอิทธิ ๕ ๗.๑ มโนมยาอิทธิ ๕ ๘.๑ ญาณวปิ ผาราอิทธิ ๕ ๙.๑ สมาธิวิปผาราอิทธิ ๕ ๑๐.๑ อริยาอิทธิ ๖ ๑๑.๑ กมั มวปิ ากชาอิทธิ ๖ ๑๒. ปญุ ญวโตอิทธิ ๖ ๑๓.๑ วชิ ชามยาอิทธิ ๖ ๑๔.๑ อิชฌนฏั เฐนอิทธิ ๖ ๑๕.๑ มูลของฤทธ์ิ ๑๖ ๗ ๗
๑๖.๑ วิกพุ พนาและมโนมยาฤทธ์ิ ค สรุปทา้ ยบท แหลง่ อา้ งอิง ๘ ๘ ๑๐
1 เร่ือง อิทธิวิธนิเทศ ขอบข่ายเน้ือหา มีดงั น้ี * อภิญญากถา * การฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ * ฤทธ์ิ ๑๐ * อธิฏฐานาอิทธิ * วกิ พุ พนาอิทธิ * มโนมยาอิทธิ * ญาณวปิ ผาราอิทธิ * สมาธิวิปผาราอิทธิ * อริยาอิทธิ * กมั มวปิ ากชาอิทธิ * ปุญญวโตอิทธิ * วิชชามยาอิทธิ * อิชฌนฏั เฐนอิทธิ * มลู ของฤทธ์ิ ๑๖ * วิกพุ พนาและมโนมยาฤทธ์ิ
2 ๑.๑ ควำมนำ คาวา่ ฤทธ์ิในภาษาไทยของเราย่อมเป็นที่เขา้ ใจกนั อยวู่ า่ หมายถึงการทาส่ิงท่ีน่าอศั จรรยส์ าเร็จไดเ้ กิน วิสัยของคนธรรมดาซ่ึงมีความหมายตรงกับที่มาของคาน้ีในภาษาบาลีแล้วจึงไม่จาเป็ นต้องอธิบาย ความหมายให้ยืดยาวฉะน้นั จะไดน้ าเอาประเภทของฤทธ์ิตามท่ีท่านจาแนกไวใ้ นพระบาลีมาต้งั ไวแ้ ลว้ ทา ความเขา้ ใจเป็นอยา่ งๆไปทีเดียว ๒.๑ อภญิ ญำกถำ คาวา่ อภิญญา แปลวา่ ความรู้ยง่ิ หมายถึง ปัญญา ความรู้ที่สูงเหนือกวา่ ปกติ เป็นความรู้พเิ ศษที่ เกิดข้นึ จากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบาเพญ็ กรรมฐาน อภิญญาในคาวดั หมายถึงคณุ สมบตั ิพิเศษของพระอริยบุคคล ซ่ึงเป็นเหตุใหม้ ีอิทธิฤทธ์ิต่างๆ มี 6 อยา่ ง คอื ๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธ์ิได้ เช่น ลอ่ งหนได้ เหาะได้ ดาดินได้ ๒. ทิพพโสต มีหูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ กาหนดรู้ใจผอู้ ่ืนได้ ๔. ปพุ เพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ๕. ทิพพจกั ขุ มีตาทิพย์ ๖. อาสวกั ขยญาณ รู้การทาอาสวะใหส้ ิ้นไป อภิญญา 5 ขอ้ แรกน้นั เป็นของสาธารณะ (โลกียญาณ) ส่วนขอ้ 6 น้นั มีเฉพาะในพระอริยบคุ คล เทา่ น้นั ๓.๑ กำรฝึ กฝนจิตโดยอำกำร ๑๔ ในโลกิยอภิญญา ๕ ประการน้นั โยคีบุคคลผเู้ ริ่มบาเพญ็ ตอ้ งการจะแสดงฤทธ์ิ ให้ไดต้ ่าง ๆ เป็นตน้ วา่ แมค้ นคนเดียวก็บนั ดาลให้เป็นหลายคนได้ ดงั น้ี จึงทาสมาบตั ิ ๆ ๘ แปดหนใหเ้ กิดในกสิณ ๔ มีโอทาตก สิณเป็นขอ้ สุดทา้ ยแลว้ จึงฝึกฝนจิตโดยอาการ ๑๔ เหล่าน้ี คอื ๑. กสิณานุโลมโต เขา้ ฌานตามลาดบั กสิณ คือ การเขา้ ฌานโดยอนุโลมกสิณ การเขา้ ฌานโดย ปฏิโลม ต้งั แตโ่ อทาตกสิณ
3 ๒. กสิณปฏิโลมโต เขา้ ฌานยอ้ นกสิณ คือ การเขา้ ฌาน ปฏิโลมลาดบั กสิณ การเขา้ ฌานบ่อย ๆ ดว้ ยอานาจอนุโลมและปฏิโลมลาดบั กสิณอยา่ งน้ีคือ ต้งั แตป่ ฐวกี สิณไปจนถึงโอทาตกสิณ ต้งั แต่โอทาตกสิณยอ้ นกลบั จนถึงปฐวีกสิณ ๓. กสิณานุโลมปฏิโลมโต เขา้ ฌานตามลาดบั กสิณ แลว้ ยอ้ นกสิณ คือ การเขา้ ฌานตามลาดบั และยอ้ นลาดบั กสิณ ก็การเขา้ ฌานไปตามลาดบั ต้งั แต่ปฐมฌานจนถึงเนวสัญญานา สัญญายตน บอ่ ย ๆ ๔. ฌานานุโลมโต เขา้ ฌานตามลาดบั ฌาน ต้งั แต่ปฐมฌานถึงเนวสญั ญานาสญั ญายตนฌาน คอื การเขา้ ตามลาดบั ฌาน การเขา้ ฌานบ่อย ๆ ต้งั แต่ เนวสัญญานาสญั ญายตนฌาน ยอ้ นกลบั มาถึงปฐมฌาน ๕. ฌานปฏิโลมโต เขา้ ฌานโดยยอ้ นฌานตามลาดบั ต้งั แต่เนวสัญญานาสญั ญายตนฌานถึงปฐมฌาน คือ การเขา้ ยอ้ นลาดบั ฌานการเขา้ ฌานบ่อย ๆ ดว้ ยอานาจตามลาดบั และยอ้ นลาดับฌาน อย่างน้ีคือต้งั แต่ ปฐมฌานไปจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และต้งั แต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานยอ้ นกลบั มาถึง ปฐมฌาน ๖. ฌานานุโลมปฏิโลมโต เขา้ ฌานตามลาดบั ฌาน แลว้ ยอ้ นฌานตามลาดบั คือ เขา้ ปฐมฌานในปฐวีกสิณแลว้ ก็ขา้ มไปเขา้ ตติยฌานในปฐวีกสิณ เพิกตติยฌานจากปฐวีกสิณน้นั แลว้ จึง เขา้ อากาสานญั จายตนฌาน เพกิ จากอากาสานญั จายตนฌานน้นั แลว้ ก็ขา้ มไปเขา้ อากิญจญั ญายตนฌาน ๗. ฌานานุกฺกนฺติกโต เขา้ ฌานโดยขา้ มฌาน แตไ่ มข่ า้ มกสิณ คือ เขา้ ฌาน ตามลาดบั กสิณ แต่ขา้ มลาดบั ฌาน การประกอบเน้ือความ แมท้ ี่เริ่มจากอาโปกสิณเป็ นตน้ ไป นกั ศึกษาพงึ ทาเหมือนอยา่ งเดียวกนั น้ีการเขา้ ฌานกา้ วไปตามลาดบั ฌานแลว้ ขา้ มกสิณไปโดยท่ีเวน้ กสิณหน่ึง นนั่ แลไวใ้ นระหว่าง โดยนยั น้ีคือ เขา้ ปฐมฌานน้นั นนั่ แหละในเตโชกสิณอีก ต่อจากน้นั ก็ขา้ มไปเขา้ ในนีลก สิณ ถดั จากน้นั กข็ า้ มไปเขา้ ในโลหิตกสิณ ๘. กสิณุกฺกนฺติกโต เขา้ ฌานโดยขา้ มกสิณ แตไ่ ม่ขา้ มฌาน คือ เขา้ ฌานไปตามลาดบั ฌาน แต่ขา้ มลาดบั กสิณ การเขา้ ฌานขา้ มท้งั ลาดบั ฌานและกสิณโดยนยั น้ี คือ เขา้ ปฐมฌานปฐวีกสิณแลว้ ต่อจากน้นั เขา้ ตติยฌานในเตโชกสิณ เพิกนีลกสิณแลว้ เขา้ อากาสานญั จายตนฌาน จากโลหิตกสิณไปเขา้ อากิญจญั ญายตนฌาน ๙. ฌานกสิณุกฺกนฺติกโต เขา้ ฌานโดยขา้ มฌานและขา้ มกสิณ คือ ขา้ มท้งั ฌานและกสิณ ก็การเขา้ ปฐมฌานในปฐวีกสิณแลว้ เขา้ ฌานอื่นอีก (คือเขา้ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตตุ ถฌาน) ในปฐวกี สิณน้นั นน่ั เอง
4 ๑๐. องฺคสงฺกนฺติกโต เขา้ ฌานโดยกา้ วลว่ งองค์ คือ การเล่ือนองคฌ์ าน การเขา้ ฌานเฉพาะฌานเดียวเท่าน้นั ในกสิณท้งั หมดอย่างน้ี คือ เขา้ ปฐมฌาน ในปฐวี กสิณแลว้ เขา้ ปฐมฌานซ้าอีกในอาโปกสิณ ฯลฯ เขา้ ปฐมฌานซ้าอีกในโอทาตกสิณ ๑๑. อารมฺมณสงฺกนฺติกโต เขา้ ฌานโดยกา้ วลว่ งอารมณ์ คอื การเลื่อนอารมณ์ การเล่ือนองคแ์ ละอารมณ์ ดว้ ยการสลบั กนั ไปอย่างน้ี คอื เขา้ ปฐมฌานในกสิณแลว้ เขา้ ทุติยฌานในอาโปกสิณ เขา้ ตติยฌานในเตโชกสิณ เขา้ จตุตถฌานในวาโยกสิณ เพิกนีลกสิณแลว้ เขา้ อา กาสานญั จายตนฌาน จากปี ตกสิณเขา้ วิญญาณัญจายตนฌาน จากโลหิตกสิณเขา้ อากิญจญั ญายตนฌาน จาก โอทาตกสิณเขา้ เนวสัญญานาสญั ญายตนฌาน ๑๒. องฺคารมฺมณสงฺกนฺติกโต เขา้ ฌานโดยกา้ วลว่ งท้งั องคแ์ ละอารมณ์ คือ เลื่อนองคแ์ ละอารมณ์ ส่วนการกาหนดเฉพาะเพียงองค์ฌานเท่าน้นั อยา่ งน้ี คือ กาหนดปฐมฌานว่ามีองค์ ๕ แลว้ กาหนดทุติยฌานวา่ มีองค์ ๓ กาหนดตติยฌานวา่ มีองค์ ๒ กาหนดจตุตถฌาน อากาสานญั จายตนฌาน ฯลฯ เนวสญั ญานาสัญญายตนฌานวา่ มีองค์ ๒ เหมือนกนั ดงั น้ี ๑๓. องฺคววฏฺฐาปนโต เขา้ ฌานโดยกาหนดองคข์ องฌานแตล่ ะฌาน คือ การกาหนดองค์ อน่ึง การกาหนดเฉพาะเพียงอารมณ์เท่าน้นั อยา่ งน้ีคือ การกาหนด ว่าน้ีเป็นปฐวีกสิณ น้ี เป็นอาโปกสิณ ฯลฯ น้ีเป็นโอทาตกสิณ ดงั น้ี ๑๔. อารมฺมณววฏฺฐาปนโต เขา้ ฌานโดยกาหนดอารมณ์ของฌานแต่ละฌาน คือ การกาหนดอารมณ์ อาจารยพ์ วกหน่ึงปรารถนาจะให้มีองั คารัมมณววฏั ฐาปนะน้นั ไม่ไดม้ ีมาในอรรถ กถาท้งั หลายเลย จึงไม่มีความสาคญั ในทาง การเจริญภาวนาเลยแล ๔.๑ ฤทธ์ิ ๑๐ คาว่าฤทธ์ิ ในภาษาไทยเราแปลความแบบพ้ืน ๆ ก็คือการทาส่ิงอศั จรรยส์ าเร็จได้ เกินวิสัยธรรมดา สามญั ของคนทวั่ ไป การจาแนกประเภทของฤทธ์ิตอ้ งยกเอามาจากพระคมั ภีร์ในพระบาลีมากลา่ ว และพระ บาลีจาแนกฤทธ์ิเอาไว้ 10 ประการ ดงั น้ี ๑. อธิฏฺฐานาอิทฺธิ คอื ฤทธ์ิท่ีตอ้ งอธิษฐานใหส้ าเร็จ ๒. วิกุพฺพนาอิทฺธิ คือฤทธ์ิท่ีตอ้ งทาอยา่ งผาดแผลง ๓.มโนมยาอิทฺธิ คอื ฤทธ์ิท่ีสาเร็จดว้ ยใจ ๔.ญาณวิปผฺ าราอิทฺธิ คือฤทธ์ิที่สาเร็จดว้ ยกาลงั ญาณ ๕.สมาธิวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธ์ิที่สาเร็จดว้ ยอานาจสมาธิ
5 ๖.อริยาอิทฺธิ คือฤทธ์ิที่สาเร็จดว้ ยวสิ ยั ของพระอริยเจา้ ๗. กฺมมวปิ ากชาอิทฺธิ คือฤทธ์ิที่เกิดข้นึ แตผ่ ลกรรม ๘. ปุญฺญวโตอิทฺธิ คือฤทธ์ิของผมู้ ีบุญ ๙. วิชฺชามยาอิทฺธิ คือฤทธ์ิท่ีสาเร็จดว้ ยวิชาหรือวิทยา ๑๐. อิชฺฌนฏฺเฐนอิทธิ คือฤทธ์ิท่ีสาเร็จดว้ ยการประกอบกิจกุศลใหส้ าเร็จไป ๕.๑ อธิฏฐำนำอทิ ธิ เป็นฤทธ์ิท่ีตอ้ งอธิษฐานใหส้ าเร็จ เป็นขอ้ มุ่งหมายของอิทธิวิธีโดยเฉพาะ เป็นฤทธ์ิท่ีมีความหมาย ครอบคลุมกวา้ งขวาง เป็ นกุญแจของผูท้ รงฤทธ์ิท้งั ปวงท่ีตอ้ งใช้ ต่อให้ผูไ้ ดส้ มาบตั ิข้นั ใด ผูม้ ีบุญญาฤทธ์ิ เหล่าใด แมน้ จะใชฤ้ ทธ์ิก็ตอ้ งอธิษฐานทุกคร้ัง เรียกวา่ เป็นการอธิษฐาน ใหเ้ ป็นไปถึงเจตนาของตน ๖.๑ วิกพุ พนำอทิ ธิ ฤทธ์ิที่ตอ้ งทาอยา่ งผาดแผลง ท่านยกตวั อยา่ งพระสาวกของสมเด็จพระสิขสี มั มาสัมพุทธเจา้ ที่มีพระ นามวา่ อภิภู ไปยนื อยใู่ นพรหมโลก การแสดงตนสาแดงกายใหผ้ ดิ เพ้ยี นไปเป็นครุฑ เป็นนาค เป็นเสือ ฯลฯ ในสมยั แห่งพระผมู้ ีพระภาคเจา้ ของเรามีพระสาวกหลาย ๆ องคส์ ามารถทาได้ แมพ้ ระเทวทตั ตก์ ส็ ามารถทา ฤทธ์ิชนิดน้ีใหพ้ ระเจา้ อชาติศตั รูเห็นจนเลื่อมใสจนไดค้ บคดิ ทาปิ ตุฆาตก่ออนนั ตริยกรรมมาแลว้ ๗.๑ มโนมยำอทิ ธิ ฤทธ์ิที่สามารถสาเร็จดว้ ยใจ ฤทธ์ิดา้ นน้ี ถา้ เป็นศิษยข์ องหลวงพ่อวดั ท่าซุงจะทราบดี บางคร้ังมโนมยั ฤทธ์ิกเ็ รียกเป็นมโนมยทิ ธินน่ั เอง มโนมยั ฤทธ์ิ เป็นการฝึกใจใหม้ ีอานาจให้รู้เห็นเทวโลก พรพมโลก ไดด้ ว้ ย ใจ แมต้ นจะยนื อยใู่ นโลกมนุษยก์ ็ตาม ๘.๑ ญำณวิปผำรำอทิ ธิ ฤทธ์ิสาเร็จดว้ ยกาลงั ญาณ ท่านแสดงไวว้ ่าเป็ นการละความสาคญั ว่า ‘เท่ียง’ เป็ นสุข เป็ นอตั ตาได้ สาเร็จด้วยปัญญา เห็นตามเป็ นจริ งว่าสังขารไม่เท่ียงเป็ นทุกข์ เป็ นอัตตา (ละอุปาทาน) รวมความ เป็น ‘วิปัสสนาญาณ’ เป็นฤทธ์ิกาจดั กิเลสได้
6 ๙.๑ สมำธิวปิ ผำรำอทิ ธิ ฤทธ์ิสาเร็จดว้ ยสมาธิน้นั ท่านแสดงไวว้ า่ เป็นการละนิวรณ์ไดส้ าเร็จ ดว้ ย ‘ฌาน’ จดั เป็นฤทธ์ิอีก ประเภท รวมความวา่ ฌานสมาบตั ิ ซ่ึงทาหนา้ ท่ีกาจดั กิเลส อนั เป็นขา้ ศึกของสมาบตั ิให้สาเร็จได้ ฉะน้นั ผู้ บรรลฌุ านแมเ้ พียงปฐมฌานก็ชื่อวา่ สาเร็จฤทธ์ิประการน้ีแลว้ ๑๐.๑ อริยำอทิ ธิ ฤทธ์ิสาเร็จดว้ ยวสิ ยั พระอริยเจา้ เป็นฤทธ์ิท่ีแสดงไวว้ า่ พระอริยเจา้ สามารถกาหนดความไม่รังเกียจ ในสิ่งน่าเกลียด สามารถกาหนดความรังเกียจในสิ่งไม่น่าเกลียด และสามารถวางใจเป็ นกลางอย่างมี สติสัมปชญั ญะ ท้งั สิ่งน่าเกลียดและไม่น่าเกลียดได้ ท่านอธิบายว่า เป็นดว้ ยอานาจเมตตาหรือเห็นสักแต่เป็น ธาตุไป เหล่าน้ีเป็นคุณสมบตั ิของพระอริยเจา้ ๑๑.๑ กมั มวปิ ำกชำอทิ ธิ ฤทธ์ิเกิดแต่กรรม ทา่ นยกตวั อยา่ งไวว้ า่ เป็นเสมือนฤทธ์ิของนกท้งั ปวงที่สามารถบินได้ ฤทธ์ิของ เทวดาที่เหาะได้ ซ่ึงผลแห่งฤทธ์ิตรงน้ีเป็นเพราะผลแห่งกรรมที่ผิดแผกกนั ออกไป ๑๒. ปญุ ญวโตอทิ ธิ ฤทธ์ิของผูม้ ีบุญ ท่านยกตวั อย่าง เช่นพระมหากษตั ริย์ พระเจา้ จกั รพรรดิ โชติยเศรษฐี ฯลฯ มีบุญ สมบตั ิเกิดข้ึนผิดประหลาดกว่ามนุษยธ์ รรมดา มิไดอ้ อกแรงทามาหากินแต่มีสมบตั ิมงั่ คง่ั มีบุญญาธิการ สูง มีพระประวตั ิมหัศจรรย์ เช่น สมเด็จพระร่วงเจา้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์ มหาราช สมเด็จพระปิ ยมหาราชเจา้ หรือแมแ้ ต่พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวของเราในปัจจุบนั และแมแ้ ต่ ในหมขู่ องสามญั ชน เรากต็ อ้ งยอมรับวา่ นอกจากการทาความดีก่อบุญในปัจจุบนั แลว้ กต็ อ้ งอาศยั บญุ บารมี เก่าจากอดีตมาหนุนส่งดว้ ย จนมีคติที่วา่ ‘แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แขง่ บุญแขง่ วาสนาแขง่ ไมไ่ ด’้ ๑๓.๑ วิชชำมยำอทิ ธิ ฤทธ์ิท่ีสาเร็จดว้ ยวิทยา ท่านแสดงตวั อยา่ ง เช่น เหล่าวิทยาธร ร่ายวิทยา หรือร่ายมนตร์แลว้ เหาะไป ในอากาศได้ แต่สมยั ปัจจุบนั วิชาการต่าง ๆ ท่ีผทู้ รงคุณวิทยากระทาใหป้ ระจกั ษก์ ็คือ การสร้างรถยนตใ์ หว้ ่งิ ได้ สร้างเคร่ืองบินใหบ้ ินอยบู่ นทอ้ งฟ้า สร้างวทิ ยโุ ทรทศั นใ์ หส้ ื่อสารกนั ไดท้ วั่ โลก ฯลฯ
7 ๑๔.๑ อชิ ฌนฏั เฐนอทิ ธิ ฤทธ์ิที่สาเร็จเพราะการประกอบกิจชอบ (กศุ ล) ทา่ นอธิบายวา่ ไดแ้ ก่การละอกุศล มีกามฉนั ทะ เป็น ตน้ ไดด้ ว้ ยคณุ ธรรมมีเนกขมั มะ เป็นตน้ ผลสาเร็จอยา่ งสูงไดแ้ ก่การละสรรพกิเลสไดด้ ว้ ยพระหตั ตมรรค เป็ นผลสาเร็จ ๑๕.๑ มูลของฤทธ์ิ ๑๖ มูลแห่งฤทธ์ิ ๑๖ อยา่ งน้ี คอื ยอ่ มเป็นไปเพ่ือความไดฤ้ ทธ์ิ เพอื่ ความไดเ้ ฉพาะฤทธ์ิ เพ่อื แสดงฤทธ์ิได้ ต่างๆ เพือ่ ความสาเร็จแห่งฤทธ์ิ เพื่อความเป็นผชู้ านาญในฤทธ์ิ เพอ่ื ความแกลว้ กลา้ ดว้ ยฤทธ์ิ มีดงั น้ี ๑. จิตไม่ฟุบลงยอ่ มไมห่ วน่ั ไหวเพราะความเกียจคร้าน เพราะเหตนุ ้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา (ไมห่ วน่ั ไหว) ๒. จิตไม่ฟูข้นึ ยอ่ มไมห่ วนั่ ไหวเพราะอุทธจั จะ เพราะเหตนุ ้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา ๓. จิตไม่ยนิ ดียอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะราคะ เพราะเหตุน้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา ๔. จิตไมม่ ุ่งร้ายยอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะพยาบาท เพราะเหตุน้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๕. จิตอนั ทิฏฐิไม่อาศยั ยอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะทิฏฐิ เพราะเหตุน้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๖. จิตไมพ่ วั พนั ยอ่ มไมห่ วนั่ ไหวเพราะฉนั ทราคะ เพราะเหตุน้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๗. จิตหลุดพน้ ยอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะกามราคะ เพราะเหตนุ ้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๘. จิตไมเ่ กาะเก่ียวยอ่ มไมห่ วน่ั ไหวเพราะกิเลส เพราะเหตุน้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา ๙. จิตปราศจากเครื่องครอบงายอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะความครอบงากิเลส เพราะเหตุน้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา ๑๐. จิตท่ีเป็นเอกคั คตารมณ์ยอ่ มไมห่ วนั่ เพราะกิเลสต่างๆ เพราะเหตนุ ้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา ๑๑. จิตที่กาหนดดว้ ยศรัทธายอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะความไมม่ ีศรัทธา เพราะเหตนุ ้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๑๒. จิตท่ีกาหนดดว้ ยวริ ิยะยอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะความเกียจคร้าน เพราะเหตุน้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๑๓. จิตท่ีกาหนดดว้ ยสติยอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะความประมาท เพราะเหตนุ ้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา ๑๔. จิตท่ีกาหนดดว้ ยสมาธิยอ่ มไม่หวน่ั ไหวเพราะอทุ ธจั จะ เพราะเหตุน้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๑๕. จิตท่ีกาหนดดว้ ยปัญญายอ่ มไมห่ วน่ั ไหวเพราะอวชิ ชา เพราะเหตนุ ้นั จึงช่ือวา่ อาเนญชา ๑๖. จิตที่ถึงความสวา่ งไสวยอ่ มไมห่ วนั่ ไหวเพราะความมืดคืออวชิ ชา เพราะเหตนุ ้นั จึงชื่อวา่ อาเนญชา
8 ๑๖.๑ วกิ ุพพนำและมโนมยำฤทธ์ิ วิกุพพนาฤทธ์ิ คอื โยคีน้นั ปราถนาจะไดว้ ิกุพพนาฤทธ์ิ พงึ เจริญอิทธิบาท4 ควบคมุ จิตใหช้ านาญ ทา จิตให้สบายดว้ ยกายและอธิษฐานกายดว้ ยจิต การรับรู้ความสุขและการรับรู้ความเบายอ่ มยดึ เกาะกบั กายของ เธอ เธอต้งั มน่ั อยใู่ นการรับรู้น้นั เมื่อปฎิบตั ิเช่นน้นั อย่โู ยคีย่อมเขา้ ถึงขีดสุดยอดของความเบา ทากายของตน ให้อ่อนอย่างแทย้ ่ิงและบรรลุถึงขีดความสามารถสูงสุดของความต้งั ใจอุปมาเหมือนกอ้ นเหล็กท่ีถูกเผาจน ร้อนเป็ นสีแดง สามารถแต่งเป็ นรูปทรงอะไรก็ได้อย่างง่ายดายฉะน้ันเมื่อได้ทาจิตให้อ่อนและสามารถ อธิษฐานไดโ้ ดยอาศยั การอบรมจิตดว้ ยประการอย่างน้ีเธอจึงอธิษฐานให้กายของตนเต็มดว้ ยจิต ถา้ โยคีน้นั ปราถนาจะถือเอาร่างของเด็กชาย เธอละร่างของตนเข้าจตุตถฌาณ ออกจากฌาณน้ันอย่างสงบแล้ว เปลี่ยนเป็ นร่างของเด็กชาย ในการกลายร่าง เธออธิษฐานด้วยญาฌว่า \"ขอให้ขา้ พเจ้าเป็ นเด็กชายอย่าง ครบถว้ น\"เธออธิษฐานเช่นน้นั แลว้ จึงกลายร่างเป็นเด็กชายอยา่ งครบถว้ น ในทานองเดียวกนั ในการเปล่ียน ร่างเป็ นงู ครุฑ ยกั ษ์ อสูร พระอินทร์หรือพรหม มหาสมุทร ภูเขา ป่ า สิงโต เสือ เสือดาว ชา้ ง มา้ กองพล ทหารราบอยา่ งครบถว้ น\" เธออธิษฐานเช่นน้นั แลว้ จึงกลายร่างเป็นกองพลทหารราบอยา่ งครบถว้ น มโนมยาฤทธ์ิ คือ โยคีน้นั ปราถนาจะไดม้ โนมยิทธิ เธอควบคุมจิตไดช้ านาญแลว้ เจริญอิทธิบาท4 เขา้ จตุตฌาณ ออกจากฌาณอย่างสงบแลว้ เธอเพ่งจิตไปยงั ภายในของตนดว้ ยการคิดว่า \"เป็ นเหมือนหมอ้ เปลา่ \" จากน้นั โยคีจึงต้งั จิตวา่ \"ภายในกายอนั วา่ งเปล่าของเราน้ี เราจะทาใหเ้ กิดความเปลี่ยนแปลงดงั ตอ้ งการ เราจะเปลี่ยนแปลงไดส้ าเร็จตามความต้งั ใจน้นั \" เธอพิจารณาดงั น้ีแลว้ จึงเปล่ียนแปลงไดส้ าเร็จ โดยวิธีน้ี เธอ จึงเนรมิตร่างต่างๆไดม้ ากมาย จากน้นั จึงทากิจต่างๆไดม้ ากอยา่ ง ถา้ โยคีน้ันปราถนาจะไปพรหมโลก ดว้ ย การท่ีเนรมิต เธอก็เนรมิตรูปของพรหมก่อนเขา้ ไปยงั พรหมโลก ร่างที่เนรมิตข้ึนตามความต้งั ใจของตนน้ี ย่อมบริบูรณ์ด้วยองค์ประกอบท้งั มวล ไม่มีความสามารถใดขาดหายไป ถา้ มีผูม้ ีอิทธิวิธีเดินไปมา ร่างที่ นิรมิตข้ึนก็เดินไปมาดว้ ย ถา้ ผูม้ ีอิทธิวิธีนง่ั นอน พ่นไอน้ ้า และเปลวไฟ ถามคาถาม หรือ ตอบคาถาม ร่างท่ี เนรมิตข้ึนก็นั่ง นอน พ่นไอน้าและเปลวไฟ ถามคาถามหรือตอบคาถามดว้ ยเพราะว่าท่ีเนรมิตข้ึนน้ีเกิดจาก อิทธิวธิ ี มนั จึงทาเช่นน้นั สรุปท้ำยบท คาวา่ ฤทธ์ิในภาษาไทยของเรายอ่ มเป็นที่เขา้ ใจกนั อยู่วา่ หมายถึงการทาส่ิงท่ีน่าอศั จรรยส์ าเร็จไดเ้ กิน วิสัยของคนธรรมดาซ่ึงมีความหมายตรงกับท่ีมาของคาน้ีในภาษาบาลีแล้วจึงไม่จาเป็ นต้องอธิบาย ความหมายให้ยืดยาวฉะน้นั จะไดน้ าเอาประเภทของฤทธ์ิตามที่ท่านจาแนกไวใ้ นพระบาลีมาต้งั ไวแ้ ลว้ ทา ความเขา้ ใจเป็ นอยา่ งๆไปทีเดียว ตวั อย่าง เช่น อธิฏฐานาอิทธิ เป็นฤทธ์ิที่ตอ้ งอธิษฐานใหส้ าเร็จ เป็นขอ้ มุ่ง หมายของอิทธิวธิ ีโดยเฉพาะ เป็นฤทธ์ิที่มีความหมายครอบคลุมกวา้ งขวาง เป็นกญุ แจของผทู้ รงฤทธ์ิท้งั ปวง
9 ที่ตอ้ งใช้ ตอ่ ใหผ้ ไู้ ดส้ มาบตั ิข้นั ใด ผมู้ ีบญุ ญาฤทธ์ิเหล่าใด แมน้ จะใชฤ้ ทธ์ิกต็ อ้ งอธิษฐานทุกคร้ัง เรียกวา่ เป็น การอธิษฐาน ให้เป็ นไปถึงเจตนาของตน วิกุพพนาอิทธิ ฤทธ์ิที่ตอ้ งทาอย่างผาดแผลง ท่านยกตวั อย่างพระ สาวกของสมเด็จพระสิขีสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ที่มีพระนามวา่ อภิภู ไปยืนอยูใ่ นพรหมโลก การแสดงตนสาแดง กายใหผ้ ดิ เพ้ยี นไปเป็นครุฑ เป็นนาค เป็นเสือ ฯลฯ มโนมยาอิทธิ ฤทธ์ิท่ีสามารถสาเร็จดว้ ยใจ ฤทธ์ิดา้ นน้ี ถา้ เป็นศิษยข์ องหลวงพอ่ วดั ทา่ ซุงจะทราบดี บางคร้ังมโนมยั ฤทธ์ิกเ็ รียกเป็นมโนมยทิ ธินนั่ เอง มโนมยั ฤทธ์ิ เป็น การฝึ กใจให้มีอานาจให้รู้เห็นเทวโลก พรพมโลก ไดด้ ว้ ยใจ แมต้ นจะยืนอยู่ในโลกมนุษยก์ ็ตาม เป็ นตน้ หากจะถามว่า อะไรคือความแตกต่างระหว่างอธิษฐานฤทธ์ิกับวิกุพพนาฤทธ์ิน้ัน ก็คือ ในอธิษฐานฤทธ์ิ บุคคลอธิษฐานโดยมิได้เปลี่ยนร่าง แต่ในวิกุพพนาฤทธ์ิ บุคคลเปลี่ยนร่าง แลว้ จึงอธิษฐาน น่ี ก็คือความ แตกต่าง
10 แหล่งอ้ำงองิ https://th.wikipedia.org/wiki/อภิญญา https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=81 http://www.dhamma5minutes.com/webboard.php?id=8&wpid=0017 https://www.dhammahome.com/webboard/topic5941.html
11
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: