100 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
มสั ยดิ กลางสงขลา ภายในมสั ยดิ กลางสงขลา (มสั ยดิ ดยิ น์ ลุ อสิ ลาม) ตง้ั อยทู่ ่ี ถนนลพบรุ รี าเมศวร ์ ตำ� บลคลองแห อำ� เภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา ประวตั คิ วามเปน็ มา ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม มัสยิดกลางสงขลา หรือ มัสยิดดิย์นุลอิสลาม อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ชั้น สถาปัตยกรรม เป็นมัสยิดท่ีใหญ่และอลังการ โดดเด่นสามารถมองเห็นได้ เปน็ แบบผสมผสาน มีถนนปูนขบั รถวนได้รอบมัสยิด ชนั้ ๑ ชดั เจน มเี นอื้ ทที่ งั้ หมดประมาณ ๖๐ ไร่ ไดร้ บั การขนานนามวา่ เปน็ ทจ่ี อดรถใตอ้ าคาร ชนั้ ๒ เปน็ สำ� นกั งานและหอ้ งประชมุ “ทชั มาฮาลเมอื งไทย” ยง่ิ ในชว่ งเวลาเยน็ คำ�่ มสั ยดิ เปดิ ไฟสวา่ ง ช้นั ๓ เป็นมสั ยิด ดา้ นในเป็นสถานที่ประกอบพธิ ีกรรมทาง มฉี ากหลงั ของทอ้ งฟา้ เปลย่ี นสใี นยามเยน็ งดงามยง่ิ นกั เรม่ิ กอ่ ตวั ศาสนา จุคนละหมาดได้ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ในทุกๆ สว่ น ขึ้นเม่ือพุทธศักราช ๒๕๓๔ โดยนายอาศิส พิทักษ์คุมพล ของมัสยิดออกแบบและตกแต่งดว้ ยความประณีต ละเอียด และคณะกรรมการอิสลามประจ�ำจังหวัดสงขลาในยุคก่อน ออ่ น พ้ืนทภี่ ายในตัวมสั ยดิ กวา้ งขวาง เปดิ โล่ง โอโ่ ถงเหมาะ ด้วยความตั้งใจว่า “อยากให้จังหวัดสงขลามีมัสยิดกลาง แกก่ ารทำ� จติ ใจใหส้ งบและทำ� พธี กี รรมตา่ งๆ ทางศาสนา ทาง เฉกเช่นจงั หวดั อื่นๆ ในจังหวดั ชายแดนภาคใต้ รวมท้งั เพอื่ เดนิ ปดู ้วยหนิ ออ่ น มีสระน้ำ� ด้านหน้าทอดตัวยาวกว่า ๒๐๐ เปน็ ทท่ี ำ� การของคณะกรรมการอสิ ลามประจำ� จงั หวดั สงขลา เมตร ท�ำให้มัสยิดแห่งนี้ดูละม้ายคล้ายคลึงกับทัชมาฮาลท่ี อยา่ งเปน็ เอกเทศ” ไดร้ วบรวมขอ้ มลู เพอ่ื เสนอใหก้ อ่ สรา้ ง แต่ ประเทศอนิ เดีย ไมไ่ ด้เป็นไปตามท่คี าดหมายไว้ จนกระท่งั สำ� เร็จผลไดร้ บั งบ ประมาณในการกอ่ สรา้ งเมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๔ เรมิ่ กอ่ สรา้ ง เมือ่ พุทธศักราช ๒๕๔๕ แลว้ เสร็จเมอ่ื พุทธศักราช ๒๕๕๑ ศาสนาอสิ ลาม 101
102 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดิน (ภาพบน) ซุ้มอาคารดา้ นนอกมัสยดิ (ภาพลา่ ง) ลักษณะภายในโดม ระเบยี งดา้ นนอกมัสยดิ
ศาสนาอสิ ลาม 103
104 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
มสั ยดิ กลางยะลา อาคารมสั ยดิ และภายในอาคาร (มสั ยดิ เราฎอตลุ ยนั นะห)์ ประวตั คิ วามเปน็ มา ตง้ั อยู่ เลขที่ ๘๓๕ ถนนสโิ รรส ตำ� บลสะเตง อ�ำเภอเมืองยะลา จังหวดั ยะลา มีหลักฐานบันทึกความเป็นมาของมัสยิดแห่งน้ีว่า พทุ ธศักราช ๒๔๖๘ นายอสุ มาน ดอเฮะ ได้ซ้อื ทด่ี ินแปลง งานกอ่ สรา้ งอาคารประกอบและหอ้ งรบั รอง อาคารหอ้ งนำ�้ ชาย หน่ึงในเขตต�ำบลสะเตง อ�ำเภอเมืองยะลา เน้ือที่ประมาณ โดยใชพ้ น้ื ทชี่ นั้ ๒ เปน็ หอ้ งสง่ สถานวี ทิ ยชุ มุ ชนประจำ� มสั ยดิ ๒๕๐ ตารางวา และไดล้ นั่ วาจาวา่ หากใครจะสรา้ งมสั ยดิ ตน ออกอากาศบรกิ ารชมุ ชน และกจิ กรรมศาสนาทกุ วนั ยินดียกท่ีดินแปลงนี้ให้ ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๗๐ โต๊ะครู พุทธศักราช ๒๕๕๕ ได้ก่อสร้างอาคารประกอบ หะยีอาแว หะยีตันตู ซ่ึงมีปอเนาะอยู่ตรงข้ามกับที่ดินของ และหอ้ งรบั รอง มีห้องพกั คา้ งคนื ส�ำหรบั สตรี พร้อมห้องน�ำ้ นายอสุ มาน ดอเฮะ กำ� ลงั จดั หาทด่ี นิ เพอ่ื สรา้ งมสั ยดิ จงึ เชญิ นาย ท่ีสะดวกสบายมากขน้ึ แวยโู ซะ โตะ๊ แปเราะ มาปรกึ ษาและใหช้ ว่ ยหาทด่ี นิ เพอ่ื ทจี่ ะ พุทธศักราช ๒๕๕๖ ปรับปรุงอาคารอาบน�ำ้ มยั ยิต สรา้ งมสั ยดิ นายแวยโู ซะ แจง้ วา่ มที ดี่ นิ ของนายอสุ มาน ดอเฮะ (อาบนำ�้ ศพ) เพอ่ื ใหท้ ำ� พรอ้ มกนั ไดห้ ลายราย ปรบั ปรงุ หอ้ งนำ�้ อยตู่ รงขา้ มกบั ปอเนาะของโตะ๊ ครู แตท่ ดี่ นิ แปลงนไี้ ดจ้ ดั การ รวม ก่อสร้างท่ีอาบน�้ำละหมาดเพ่ิมเติม ก่อสร้างป้ายชื่อ แบง่ มรดกกนั ไปแลว้ หลงั จากนายอสุ มาน ดอเฮะ ถงึ แกก่ รรม มสั ยิดพรอ้ มไฟสอ่ งป้าย ปรบั พื้นโดยรอบเพ่ือรองรบั ผู้มาฟัง ซง่ึ ตกเปน็ กรรมสทิ ธข์ิ องนางแมะเยาะ นอ้ งสาวคนสดุ ทอ้ ง ใน บรรยายธรรมประจำ� สปั ดาหว์ นั อาทติ ย์ ปรบั ปรงุ ปกู ระเบอื้ ง ที่สุดโต๊ะครูจึงซ้ือที่ดินแปลงอ่ืนมาแลกเปลี่ยนทดแทนท่ีดิน ลานบันไดช้ันสอง เปน็ ตน้ ของนางแมะเยาะ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ จงึ เรม่ิ ดำ� เนนิ การกอ่ สรา้ ง เปน็ ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม อาคารชนั้ เดยี วเสาไม้หลงั คามงุ กระเบอื้ งหลงั จากนน้ั เปน็ ตน้ มา มัสยิดแห่งนี้ได้มีการปรับปรุง ต่อเติม และขยายอาณาเขต ตัวอาคารมัสยิดได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก ทด่ี นิ ของมสั ยดิ โดยมผี บู้ รจิ าคทด่ี นิ เพมิ่ เตมิ ใหอ้ กี จนกระทง่ั ของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร มลี ักษณะเปน็ อาคาร ๓ ชน้ั กวา้ ง พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๑ มดี ำ� รจิ ะรอื้ มสั ยดิ หลงั เกา่ แลว้ สรา้ งมสั ยดิ ๓๐ เมตร ยาว ๗๐ เมตร หออะซานสูง ๓๘ เมตร โดยมี หลงั ใหมข่ น้ึ แตไ่ มไ่ ดด้ ำ� เนนิ การเพราะไดร้ บั การคดั คา้ นจาก ลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบร่วมสมัยที่สอดแทรกเส้น ประชาชน จนพทุ ธศกั ราช ๒๕๒๕ รฐั บาลไดจ้ ดั สรรงบประมาณ กรอบทรงสเุ หรา่ ไวอ้ ยา่ งกลมกลนื ดา้ นหนา้ มสั ยดิ เปน็ บนั ได กอ่ สรา้ งอาคารมสั ยดิ เฉพาะตวั อาคาร ตามนโยบายความมน่ั คง กว้าง มีข้ันบันไดประมาณ ๓๐ ข้ัน ทอดยาวสู่ลานช้ันบน ของจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ซงึ่ ตอ่ มาไดร้ บั การปรบั ปรงุ อาคาร และลกั ษณะของหลงั คาเปน็ รปู ทรงสเี่ หลย่ี ม โดยมโี ดมขนาด และอาคารประกอบอยเู่ สมอ เชน่ งานลงพน้ื หนิ ออ่ นทง้ั สามชน้ั ใหญ่วางอยู่ตรงกลาง บนยอดประดับสัญลักษณ์ดาวและ พระจันทร์เสีย้ ว ศาสนาอสิ ลาม 105
106 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
มัสยิดกลางสตูล (มัสยดิ ม�ำบัง) ตั้งอยู่ บริเวณมุมถนนบุรีวานิชและถนน สตูลธานี กลางเมืองสตลู ตำ� บลพิมาน อำ� เภอเมอื ง สตลู จังหวดั สตูล ประวตั คิ วามเปน็ มา ชอื่ เดมิ “มสั ยดิ เตองะห”์ หรอื “มสั ยดิ อากบี ”ี สรา้ ง ในรัชกาลที่ ๙ เคยเสด็จพระราชด�ำเนินไปทรงเย่ียมมัสยิด ขน้ึ ตงั้ แตส่ มยั พระยาสมนั ตรฐั บรุ นิ ทร์ (ตนกมู ฮู ำ� หมดั อาเกบ็ ) และทรงปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้ ๒ ตน้ เม่ือวนั ที่ ๙ กันยายน เป็นเจา้ เมืองสตูล ซึง่ ได้ปรกึ ษากบั หวันโอมาร์ บนิ หวันซาดี พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘ ยงั ความปลม้ื ปตี แิ กช่ าวมสุ ลมิ ในจงั หวดั และขา้ ราชการ สรา้ งมสั ยดิ ถาวรขนึ้ ชา่ งผเู้ ขยี นแบบแปลนมา อย่างยิ่ง และในวันท่ี ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๒ จากเมอื งมะละกา เงนิ ทนุ การกอ่ สรา้ งไดจ้ ากการขายเรอื มาด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรม (ตีเมาซูด๊ะห์) ขายท่ีเมืองไทรบุรี ขากลับก็ซื้ออิฐ กระเบ้ือง นาถบพติ ร และสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิ พระบรมราชนิ นี าถ ลูกฟูกมุงหลังคา กระเบ้ืองปูพื้น สร้างเสร็จใช้เวลาหลายปี ในรชั กาลที่ ๙ พรอ้ มดว้ ยสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยาม ชอ่ื มำ� บงั ตงั้ ตามชอื่ เมอื งสตลู ในสมยั นนั้ ในพทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗ บรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ ไดร้ อ้ื และสรา้ งใหมใ่ นทเี่ ดมิ แลว้ เสรจ็ ในพทุ ธศกั ราช ๒๕๒๒ วลยั ลกั ษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพระราชด�ำเนนิ ไปทรงเปิด มัสยิดแห่งน้ี เป็นศูนย์รวมในการปฏิบัติศาสนกิจ มัสยิดแหง่ น้ี ของชาวไทยมสุ ลิม ตามศาสนาอสิ ลามในวนั ศุกร์ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช บรมนาถบพติ รและสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ติ ์ิพระบรมราชนิ นี าถ ศาสนาอสิ ลาม 107
โถงบันไดทางเข้ามัสยิด มหิ ร์ อบและมิมบรั ภายในมัสยดิ ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม เป็นสถาปตั ยกรรมสมัยใหม่ สร้างด้วยคอนกรตี เสริมเหลก็ ๓ ชนั้ ชนั้ ใตด้ นิ ๑ ชั้น ใชเ้ ป็นหอ้ งประชุม และห้องสมุด ช้ันกลางใช้ละหมาด พื้นหินขดั ผนังกอ่ อิฐถอื ปนู สลบั อิฐ โปรง่ สนี ำ้� ตาล เพอื่ ระบายอากาศ ตกแตง่ ดว้ ยกระเบอ้ื งเคลอื บ ชนั้ บนใชเ้ ปน็ ทล่ี ะหมาดเชน่ กนั หลังคาเทคอนกรีตปูด้วยกระเบื้องดินเผา มีโดมใหญ่เป็นเฟือง ๘ แฉก ประดับกระจก สที องจากอิตาลี ดา้ นหนา้ มีหออะซานสูงเดน่ ส่วนบนเป็นยอดโดมขนาดเล็ก เฟือง ๘ แฉก บนยอดมสี ญั ลักษณด์ าวและพระจนั ทร์เสี้ยว มบี นั ไดขึน้ หออะซาน ตัวอาคารสีขาว ตกแตง่ ดว้ ยกระเบือ้ งเคลือบหนิ อ่อนและกระจกใส 108 ศาสนสถานส�ำ คญั ค่แู ผน่ ดิน
ศาสนาอสิ ลาม 109
ศาสนาครสิ ต์ 110 ศาสนสถานส�ำ คญั คู่แผน่ ดนิ
ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยมีหลายนิกาย นิกายที่นับถือกันมากมีอยู่ ๒ นิกาย คือ นิกาย โรมนั คาทอลกิ และนกิ ายโปรเตสแตนท์ แตล่ ะนกิ ายจะมศี าสนสถานเปน็ พน้ื ทสี่ ำ� หรบั ประกอบพธิ กี รรมตา่ งๆ ซึง่ สามารถแยกออกได้หลายประเภท ดังน้ี มหาวหิ าร (Basilica) เป็นสถานท่ศี ักด์ิสทิ ธ์ิที่ประจำ� ต�ำแหน่งของพระสันตะปาปา หรือเป็นวดั ท่ีมี ความสำ� คญั ทางประวตั ศิ าสตรแ์ หง่ พระศาสนจกั ร และสนั ตะปาปาไดส้ ถาปนาฐานนั ดรใหเ้ ปน็ Basilica เชน่ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ มหาวหิ ารเซน็ ต์ปอล เป็นตน้ อาสนวหิ าร(Cathedral) เปน็ โบสถป์ ระจำ� ตำ� แหนง่ ของสงั ฆราชประจำ� ทอ้ งถน่ิ ถอื เปน็ โบสถแ์ มป่ ระจำ� สงั ฆมณฑล พระสงั ฆราชทอ้ งถนิ่ อภบิ าลประกาศสง่ั สอนและบรหิ ารงานในเขตปกครองจากอาสนวหิ ารแหง่ นี้ เปน็ สญั ลกั ษณข์ องอำ� นาจพระสงั ฆราชในฐานะผอู้ ภบิ าล (Postor) อาสนวหิ ารจะมอี าสนะหรอื บลั ลงั กท์ ปี่ ระทบั (Cathedra) ของสงั ฆราชประดษิ ฐานอยู่ อาสนวหิ ารในประเทศไทยมอี ยทู่ กุ เขตปกครองสงั ฆมณฑล โบสถ์ หรอื วดั (Church) เปน็ สถานทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธหิ์ รอื “บา้ นของพระเจา้ ” สำ� หรบั ประกอบศาสนพธิ ี เพ่อื ประโยชนข์ องคริสตศ์ าสนกิ ชน การสรา้ งโบสถ์จะตอ้ งได้รับอนุญาตจากพระสังฆราชที่ปกครองเขตหรอื พื้นทน่ี ้ันๆ (Parish church) อย่างเปน็ ทางการก่อน การสรา้ งโบสถ์จะต้องมกี ารเสกและใหช้ อื่ (Title) และ ชอ่ื ดงั กลา่ วจะคงอยู่ไปตลอดไมม่ กี ารเปลยี่ น โบสถจ์ ะหมดหนา้ ทต่ี อ่ เมอื่ เกดิ ความเสยี หายอยา่ งมากจนไมอ่ าจ ซอ่ มแซมหรือบูรณะได้อีก แตห่ ากสามารถปรบั เปล่ยี นไปท�ำประโยชนห์ รือหนา้ ที่อ่ืนๆ ได้หากไดร้ ับอนญุ าต ครสิ ตศ์ าสนกิ ชนในนกิ ายโรมนั คาทอลกิ ชาวไทยนยิ มเรยี กโบสถว์ า่ “วดั ” สว่ นใหญร่ ปู แบบสถาปตั ยกรรมมกั เป็นแบบยุโรป ส�ำหรบั นกิ ายโปรเตสแตนท์ จะเรยี กโบสถว์ า่ “คริสตจกั ร” ลกั ษณะสถาปัตยกรรมออกแบบ ให้เรียบงา่ ย ไมเ่ นน้ รปู เคารพหรือรูปปั้น มกั จะมีไม้กางเขนเรยี บๆ ประดบั เพ่ือแสดงถึงสถานที่ทางศาสนา โบสถบ์ างแหง่ อาจมเี อกลักษณข์ องสถาปัตยกรรมทอ้ งถิน่ ร่วมอยู่ด้วย โบสถ์ยังมอี งค์ประกอบหลายอย่างทงั้ ทเี่ ป็นลกั ษณะของการออกแบบเชงิ สถาปตั ยกรรมของอาคาร และพื้นท่ี หรือรูปแบบการประดับตกแต่ง รวมไปถึงวัตถุสัญลักษณ์ต่างๆ ท่ีใช้ในโบสถ์ซ่ึงเช่ือมโยงไปยัง แนวคิดของศาสนา เชน่ ลานหนา้ โบสถ์ (Church Courtyard) จัดเป็นสว่ นส�ำคัญสว่ นหนึ่ง เพราะลานนีเ้ ป็นสง่ิ แรกท่ตี ้อง พบเปน็ สญั ลกั ษณข์ องการตอ้ นรบั ผทู้ จี่ ะมาประกอบพธิ กี รรม พน้ื ทตี่ รงนเี้ ปรยี บเปน็ สงิ่ ทจี่ ะชว่ ยใหผ้ เู้ ขา้ มาได้ ปรบั ตัวปรับใจจากชวี ิตปกติท่มี คี วามวนุ่ วายเขา้ สู่พ้ืนท่แี ห่งความสงบ บรเิ วณสกั การะสถานที่ศักดส์ิ ทิ ธิ์ (Sanctuary) หรอื บริเวณพระแท่นบูชา ซ่ึงจะแยกออกเปน็ สดั สว่ น หา่ งจากพน้ื ทท่ี คี่ รสิ ตศ์ าสนกิ ชนมาใชก้ นั เพราะเปน็ พน้ื ทท่ี พี่ ระสงฆห์ รอื บาทหลวงประกอบพธิ กี รรม มกี ารตง้ั พระแทน่ (Altar) ไวเ้ ปน็ ศนู ยก์ ลางของการฉลองพธิ บี ชู าตา่ งๆ มบี รรณฐาน (Lectern) ตง้ั ประกอบ อยเู่ พอื่ ใชว้ างหนงั สอื พระคมั ภรี ์ ซง่ึ บรรณฐานนจ้ี ะสรา้ งขน้ึ ในลกั ษณะทพี่ เิ ศษและมเี อกลกั ษณ์ เพอื่ แสดงออก วา่ เป็นทปี่ ระทับของพระวาจาพระเจ้า หอระฆัง (Bell Tower) และระฆังโบสถ์ (Bell) ใช้ส�ำหรับตีระฆงั เพือ่ เปน็ สัญญาณเรียกครสิ ต์ ศาสนกิ ชนใหม้ าชมุ นมุ กนั ในวนั พระเจา้ หรอื เปน็ สญั ญาณถงึ วนั ฉลองและสมโภชตา่ งๆ รวมทง้ั เปน็ การสอ่ื สาร ให้ทราบถึงวาระตา่ งๆด้วย ไม้กางเขนและรูปพระเยซูถูกตรึงบนกางเขน เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์เก่าแก่และแพร่ หลายที่สุดสัญลักษณ์หน่ึง ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ส่ือถึงพระเยซูคริสต์ตอนท่ีพระองค์ถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน จนสนิ้ ชวี ติ มาตงั้ แตร่ าวครสิ ตศ์ กั ราชท่ี ๒๐๐ นอกจากนยี้ งั เปน็ เครอื่ งหมายของการชดใชบ้ าป ความรอดจาก บาป และการทศี่ าสนาคริสตช์ ว่ ยไถบ่ าปให้แกม่ นษุ ย์ ศาสนาคริสต์ 111
112 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
วดั กาลหวา่ ร์*(วดั แมพ่ ระลกู ประค�ำ) พระรปู แม่พระและพระกุมาร มอบสายประค�ำแก่นักบุญ (Holy Rosary Church) ตง้ั อยทู่ ี่ ๙๘๗ ซอยวานชิ ๒ แขวงตลาดนอ้ ย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ประวตั คิ วามเปน็ มา วัดกาลหว่าร์ หรือวัดแม่พระลูกประค�ำ วัด ตามชอื่ ของเนนิ เขาทพี่ ระเยซถู กู ตรงึ กางเขนวา่ “กลั วารโี อ” เก่าแก่ท่ีเกิดข้ึนพร้อมๆ กรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวัดนิกาย เเละเพี้ยนมาเป็น กาลหว่าร์ ในรชั สมยั ของพระบาทสมเดจ็ โรมันคาทอลิก เดิมต้ังอยู่บริเวณตลาดน้อยซ่ึงเป็นท่ีตั้งของ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว รชั กาลที่ ๕ ไดม้ กี ารสรา้ งโบสถ์ ชุมชนชาวโปรตุเกสท่ีอพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราว ใหม่เป็นเเบบก่ออิฐถือปูนอย่างสวยงามเเละเปล่ียนชื่อใหม่ เสียกรงุ ศรอี ยธุ ยาคร้ังท่ี ๒ เเตย่ งั ไมไ่ ด้สรา้ งศาสนสถานเพือ่ เป็นวัดแม่พระลูกประค�ำ เเต่ชาวบ้านก็ยังเรียกติดปากเช่น ใช้ในการประกอบพิธีกรรม จนล่วงเข้าสมัยรัตนโกสินทร์ เดิมว่ากาลหว่าร์ สิ่งส�ำคัญท่ีมีค่าของวัดแห่งน้ี ได้แก่ “รูป พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาล แม่พระลูกประค�ำ” และ “รูปพระศพพระเยซูเจ้า” ท่ีเป็น ท่ี ๑ พระราชทานทด่ี นิ บรเิ วณนใ้ี หส้ รา้ งเปน็ วดั เพอื่ ประกอบ ทรัพย์สมบัติเก่าแก่ของชาวโปตุเกสน�ำมาต้ังแต่สมัยอยุธยา กิจของศาสนาได้ ชาวโปรตุเกสจึงได้ร่วมกันสร้างวัดเเห่งนี้ โดยทั้งหมดน้ียังคงเก็บรักษาและใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา ขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างโบสถ์ในยุคเเรก และด้วย มาจนถงึ ปัจจุบัน มีกางเขนต้ังอยู่ท่ีสุสานบริเวณด้านหลังของวัด จึงเรียกกัน * หมายถึง วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม (ร.ศ.๑๒๘) พ.ศ.๒๔๕๒ และตามประกาศกรมศิลปากร เรือ่ ง รายชื่อโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร เลม่ ๑๓๕ ตอนพเิ ศษ ๑๖๕ ง วนั ท่ี ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ศาสนาคริสต์ 113
ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม โบสถก์ าลหวา่ รห์ ลงั ปจั จบุ นั สรา้ งขน้ึ ในพทุ ธศกั ราช ๒๔๓๔ ขณะนน้ั คณุ พอ่ เอเตยี น บารเ์ ทโลมี แดสซ์ าลส์ (Etienne Barthelomy Des Salles) บาทหลวงชาวฝรัง่ เศสเป็นอธกิ ารอยู่ เป็นโบสถ์หลงั ท่ี ๓ ที่สร้างข้ึนทดแทนโบสถห์ ลังกอ่ น ๆ ของวัดที่ถกู เพลงิ ไหม้ครั้งใหญ่ในพทุ ธศักราช ๒๔๐๗ ใช้ระยะเวลาการกอ่ สร้างถึง ๗ ปี จนแลว้ เสรจ็ และทำ� พธิ ีเสกวัดใหม่ ในพุทธศักราช ๒๔๔๐ โบสถ์หลังนี้เป็นอาคารท่ีมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม เนื่องด้วยเป็นอาคารที่เป็นตัวอย่างของงาน สถาปัตยกรรมในรูปแบบฟนื้ ฟูศิลปะนีโอโกธกิ (Neo Gothic style) เน้นการใชโ้ ครงสร้างทรงแหลมสงู ยอดอาคารและซุม้ ประตหู นา้ ตา่ งเป็นรูปโค้งแหลม (Rose window) ทุกอยา่ งสงู เพรยี วพุง่ ข้ึนฟ้าตามความเช่ือที่ว่ายิ่งสูงมากก็แสดงว่าเข้าใกล้ พระเจ้ามากยงิ่ ขนึ้ ลักษณะผังเป็นแบบกางเขนโรมัน (Roman Cross) หรือละติน (Latin Cross) ขนาดกว้าง ๒๓.๐๓ เมตร ยาว ๕๐.๖๕ เมตร เปน็ แบบสมมาตร ตวั อาคารวางตวั ยาวตามแนวทศิ ตะวนั ออกกบั ทศิ ตะวนั ตก โดยหนั หนา้ โบสถล์ งสแู่ มน่ ำ้� เจา้ พระยาทางด้านทิศตะวันตก ภายในผังแบง่ เปน็ ๓ ส่วน คือ สว่ นหน้าเปน็ โถงทางเขา้ (Narthex) โดยสว่ นบนของโถง ทางเขา้ เปน็ หอระฆงั สว่ นกลางเปน็ สว่ นของทร่ี ว่ มชมุ นมุ ประกอบพธิ กี รรม และสว่ นดา้ นหลงั ของพระแทน่ เปน็ สว่ นเกบ็ ของ ศกั ดิส์ ทิ ธทิ์ ใ่ี ช้ในพธิ กี รรม ท่เี รยี กว่า ซาคริสเตยี น (Sacristia) เปน็ ทีต่ ้งั ของพระแท่นหนิ อ่อน เหนอื พระแทน่ มพี ระรปู จ�ำลอง ขนาดใหญข่ องแม่พระและพระกุมาร และกำ� ลังมอบสายประค�ำให้นกั บญุ ดอมนิ กิ แห่งโอสมา ( Saint Dominic of Osma) และนกั บญุ กาเตรีนาแหง่ ซเี อนา (Saint Catherine of Siena) ถดั มาทางมขุ ดา้ นหน้าบรเิ วณพระแทน่ นั้นมีพระแท่นเล็ก ตั้งไว้ตรงกันในมุข ๒ ด้าน โดยบริเวณเหนือพระแท่นเล็กด้านใต้ เป็นพระรูปพระหฤทัยของพระเยซ ู และด้านเหนือเป็น รปู นกั บญุ โยเซฟ (Saint Joseph) ทง้ั ๓ สว่ นรวมอยใู่ นโครงสรา้ งของอาคารเดยี วกนั ภายในโบสถเ์ ปน็ โถงโลง่ มเี สาลอย ๒ คู่ คืออยู่ในแนวห้องแรกส�ำหรับรับพ้ืนบริเวณนักขับช้ันลอย ๑ คู่ และบริเวณหน้าพระแท่น ๑ คู่ ตามช่องหน้าต่างประดับ ประดาดว้ ยกระจกสี (Stain glass) เปน็ เรอื่ งราวในพระคัมภีร์ นอกจากนนั้ ตามผนงั ยงั มรี ปู ปน้ั นกั บญุ ตา่ งๆ และรปู ๑๔ สถานในพระทรมานของพระเยซู ประดบั ไวโ้ ดยรอบ ถอื เปน็ โบสถท์ เ่ี กา่ แกท่ ส่ี ุดแหง่ หนง่ึ ในสมัยรตั นโกสนิ ทร์ สันนษิ ฐานวา่ เปน็ ผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมของนายโจอาคโี น กรัสซี (Gioachino Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน-ออสเตรีย ผู้มีผลงานโดดเด่น ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ หน้าตา่ งประดบั กระจกสเี รือ่ งราวในพระคัมภีร์ ภายในโบสถก์ าลหวา่ ร์ 114 ศาสนสถานส�ำ คัญคแู่ ผน่ ดนิ
ศาสนาคริสต์ 115
116 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
วดั คอนเซป็ ชญั * (Conception Church) ต้ังอย่ทู ี่ ๑๖๗ ซอยมติ รคาม ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดสุ ิต กรุงเทพมหานคร ประวตั คิ วามเปน็ มา วัดคอนเซ็ปชัญ นับเป็นโบสถ์คริสต์นิกาย พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน (Louis Lano) เปน็ บุคคลส�ำคัญ โรมันคาทอลิกท่ีมีความเก่าแก่ที่สุด มีประวัติยาวนานมา ท่ีรับพระราชทาน หลังจากน้ันก็ไม่ปรากฏว่ามีการกล่าวถึง ตั้งแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซ่ึงเป็นสมัยท่ี ในทใ่ี ดๆ เลย จนกระท่ังพทุ ธศักราช ๒๓๒๕ มีการกล่าวใน มีชาวโปรตุเกสเข้ามาท�ำการค้าขายในกรุงศรีอยุธยาเป็น พระราชพงศาวดาร รัชกาลท่ี ๑ ว่า พระบาทสมเด็จ จ�ำนวนมาก บางส่วนก็เข้ามารับราชการท้ังฝ่ายทหารและ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ชาวเขมร พลเรือน โดยฝ่ายทหารได้ท�ำการรบในสงครามจนมีความ ๕๐๐ คน ทหี่ ลบหนลี ภ้ี ยั จากเขมรมาอยรู่ วมกบั ชาวโปรตเุ กส ชอบหลายคร้ังหลายคราว พระองค์จึงพระราชทานที่ดิน ในหมู่บ้านนี้เท่าน้ัน และตั้งแต่น้ันมาก็เรียกหมู่บ้านนี้ว่า ให้ชาวโปรตุเกสที่ร่วมรับราชการท�ำสงครามให้กับพระองค์ “บา้ นเขมร” เพอื่ ใหต้ งั้ เปน็ วดั ไดโ้ ดยสะดวกใจ ในราวพทุ ธศกั ราช ๒๒๑๗ * หมายถึง วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ลงวันท่ี ๒๗ สิงหาคม (ร.ศ.๑๒๘) พ.ศ.๒๔๕๒ และตามประกาศกรมศลิ ปากร เรื่อง รายช่อื โบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร เล่ม ๑๓๕ ตอนพิเศษ ๑๖๕ ง วนั ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ศาสนาครสิ ต์ 117
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระราช ประสงคใ์ หจ้ ดั ซอ้ื ปนื ใหญจ่ ากตา่ งประเทศ มาไว้ใช้ในราชการให้เพียงพอ จึงโปรด เกล้าฯ ให้ชาวโปรตุเกสในหมู่บ้านวัด คอนเซ็ปชัญสามเสนน้ี สั่งซื้อเข้ามาเป็น จ�ำนวนมาก แต่เพราะปืนใหญ่ท่ีซ้ือมา ใหม่น้ัน ต่างจากปืนใหญ่เก่าท่ีมีอยู่ จึง หาผู้สันทัดยิงปืนใหญ่ชนิดน้ีให้แม่นย�ำ ได้ยาก จึงโปรดให้ทดลองยิงที่ปากอ่าว แม่น�้ำเจ้าพระยา โดยใช้โอ่งขนาดใหญ่ ลอยเป็นเป้า ไม่ปรากฏว่ามีใครยิงถูก ต่อมามีเขมรผู้หนึ่ง ชื่อ “แก้ว” เคยได้ รับการสั่งสอนให้ยิงปืนชนิดน้ีมาจาก ชาวโปรตุเกส ได้ยิงถวายทอดพระเนตร ปรากฏชัดว่านายแก้วสามารถยิงปืนได้ อย่างแมน่ ย�ำ จงึ มีพระราชดำ� รติ ง้ั “กรม ทหารฝรั่งแม่นปืนใหญ่” ข้ึนกรมหนึ่ง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นาย แกว้ เปน็ ที่พระยาวิเศษสงครามรามภกั ดี จางวางกรมทหารฝรง่ั แม่นปืนใหญ่ และ เปน็ หวั หนา้ ดแู ลชาวหมบู่ า้ นคอนเซป็ ชญั ดว้ ย จนกระท่ังในสมัยพระบาทสมเด็จ พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเหตุที่ไทยต้อง รบกับญวนอยู่หลายปี พระยาวิเศษ สงครามรามภกั ดี (แกว้ ) ไดไ้ ปในราชการ พระรปู สลักพระแมเ่ จา้ พระนางมารีอา สงครามฉลองพระเดชพระคุณจนสุด ความสามารถ คร้ังนั้นมีญวนคลององ เจืองและญวนเมืองโจดก บรรดาที่นับถือศาสนาเดียวกับพระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว) ขอสวามิภักด์ิเข้ามาอยู่ใน ประเทศสยาม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ต้ังบ้านเรือนอยู่ถัดบ้านเขมรไปทางเหนือ ภายหลังผู้คนใน บ้านเขมรเกิดทบทวีมากข้ึน ท่ีอยู่แออัดไม่เพียงพอ พระยาวิเศษสงครามรามภักดี (แก้ว) จึงกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานขยายเขตหมู่บ้านเขมรออกไปอีก ก็ได้รับพระมหากรุณาตามท่ีกราบบังคมทูลขอ เขตบ้านจึงขยายกว้าง ออก คือทศิ เหนอื จดวัดราชผาตกิ าราม (วัดสม้ เกลย้ี ง) ทศิ ใตจ้ ดวดั ราชาธวิ าส (วัดสมอราย) ทศิ ตะวันออกตดิ ถนนสามเสน ทศิ ตะวนั ตกจดแม่น้�ำเจา้ พระยา ส่วนพวกญวนกข็ ยบั จากท่เี ดมิ ไปต้ังเคหสถานทางด้านเหนือ และต่อมากไ็ ดส้ ร้างวัดขึน้ อกี วัดหนง่ึ คอื “วดั นักบุญฟรังซิสเซเวียร”์ อยใู่ นบรเิ วณเดยี วกันด้วย 118 ศาสนสถานสำ�คัญคู่แผน่ ดิน
ภายในโบสถแ์ ละพระแท่นบูชา วัดคอนเซ็ปชัญมีวัตถุอันล้�ำค่าที่สุด คือ รูปสลักพระแม่เจ้าพระนางมารีอา มีขนาดสูงประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร แกะสลักด้วยฝีมือประณีตบรรจง และลงรักปิดทองสวยงามหาท่ีติมิได้ ซ่ึงชาวเขมร ที่อพยพมาคราวน้ัน ได้อัญเชิญพระรูปสลักดังกล่าวเข้ามาด้วย และได้ประดิษฐานพระรูปน้ันไว้ในวัด คอนเซ็ปชัญเพื่อเปน็ ทเ่ี คารพสักการะของคนในหมูบ่ า้ นนั้น ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม โบสถค์ อนเซป็ ชญั มคี วามโดดเดน่ ในดา้ นงานสถาปตั ยกรรมกวา่ โบสถท์ วั่ ไป เนอื่ งจากเปน็ โบสถท์ ผี่ สม ผสานกนั ระหวา่ งสถาปตั ยกรรมไทยและฮอลนั ดา หรอื ทเ่ี รยี กวา่ “วลิ นั ดา” ซง่ึ เปน็ รปู แบบทน่ี ยิ มในสมยั อยธุ ยา ตอนปลายจนถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้ มลี กั ษณะคอื ใชร้ ะบบผนงั รบั นำ้� หนกั มเี สาไมร้ บั โครงของหลงั คาแบบ ไทย และตกแตง่ ด้วยลวดลายปูนป้นั ซง่ึ โดยมากจะเป็นลายเทศ เลยี นแบบฝรัง่ โดยลดลายเส้นกนกออกไป จน ในสมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั วดั ได้มีการเพม่ิ เติมส่วนของหอระฆงั (Bell Tower) โดยมี โจอาคโี นกรสั ซี(GioachinoGrassi)สถาปนกิ ชาวอติ าเลยี น-ออสเตรยี เปน็ ผอู้ อกแบบซงึ่ เปน็ การออกแบบหอระฆงั ดว้ ยสถาปตั ยกรรมสมยั ฟน้ื ฟศู ลิ ปวทิ ยา มหี วั เสาแบบโรมาเนสก์ (Romanesque) รองรบั ชว่ งชน้ั ตา่ งๆ ของอาคาร และการวางเปน็ ซมุ้ โคง้ แบบโรมนั นบั ไดว้ า่ วดั แหง่ นเี้ ปน็ การรวมลกั ษณะสถาปตั ยกรรมถงึ ๓ รปู แบบไวด้ ว้ ยกนั คอื ไทย ฮอลันดา และโรมนั ศาสนาคริสต์ 119
120 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
วดั ซางตาครสู้ * รูปพระเยซูเจา้ ถูกตรึงไมก้ างเขน ภายในซมุ้ (Santa Cruz Church) ต้ังอยู่ท่ี ๑๑๒ ซอยกุฎีจีน แยกซอยอรุณ อมรินทร์ ๔ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร ประวตั คิ วามเปน็ มา วดั ซางตาครสู้ หรอื วดั กฎุ จี นี เปน็ ศาสนสถานครสิ ต์ พทุ ธศกั ราช ๒๓๑๓ ตอ่ มาไดเ้ กดิ เพลงิ ไหมค้ รง้ั ใหญใ่ นชมุ ชน นิกายโรมันคาทอลิกท่ีส�ำคัญที่อยู่คู่กับชุมชนกุฎีจีนเก่าแก่ เม่อื พุทธศกั ราช ๒๓๗๖ ท�ำใหอ้ าคารวัดพังเสยี หายท้งั หมด ริมฝั่งแม่น้�ำเจ้าพระยา โดยบริเวณท่ีต้ังของวัดอยู่ใกล้กับ จงึ ตอ้ งกอ่ สรา้ งใหมด่ ว้ ยอฐิ ถอื ปนู และไดก้ อ่ สรา้ งใหมอ่ กี ครงั้ พระราชวังเดิม สมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในพุทธศักราช ๒๔๕๙ โดยคุณพ่อกูเลียลโม กิ๊น ดา ครู้ส พระราชทานท่ีดินให้แก่ชาวโปรตุเกส ซ่ึงร่วมท�ำการศึก (Gulielmo Kinh Da Cruz) ซ่ึงเป็นอาคารวัดหลังท่ีเห็น ต่อตา้ นพม่าจนไดร้ บั ชัยชนะ นกั บวชชาวโปรตุเกสจงึ ไดเ้ ริ่ม ในปัจจุบัน จนกระท่ังในพุทธศักราช ๒๕๓๙ จึงได้รับการ กอ่ สรา้ งอาคารวดั หลงั แรกทสี่ รา้ งดว้ ยไมท้ งั้ หมดแลว้ เสรจ็ ใน ปฏสิ ังขรณค์ ร้งั ใหญ่ขึ้นอกี ครัง้ หนึ่ง * หมายถึง วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม (ร.ศ.๑๒๘) พ.ศ.๒๔๕๒ และตามประกาศกรมศลิ ปากร เรอื่ ง รายช่อื โบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร เลม่ ๑๓๕ ตอนพเิ ศษ ๑๖๕ ง วนั ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ศาสนาครสิ ต์ 121
ฝา้ เพดานภายในโบสถ์ (บน) ภายในโบสถ์ (ลา่ ง) กระจกสเี ป็นภาพเรอื่ งราวในคริสต์ศาสนา ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม โบสถ์วัดซางตาครู้สเป็นอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ (Renaissance) และ สถาปตั ยกรรมแบบนีโอคลาสสิก (Neo Classic) เป็นอาคารกอ่ อิฐฉาบปนู มีผังเป็นรปู ส่เี หลย่ี มผนื ผา้ วางตัวใน แนวขวางหนั หน้าไปทางทิศเหนอื ออกสู่แม่น�ำ้ เจา้ พระยา มีจุดเดน่ ท่ยี อดโดมแบบอติ าลีซึ่งมีลกั ษณะคล้ายคลงึ กับโดมแห่งมหาวิหารฟลอเรนซ์ (Florence Cathedral) หรือโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคม ภายในเป็น อาคารชั้นเดยี ว มกี ารใชเ้ สาลอยรบั นำ�้ หนกั ของฝ้าเพดานแบบโค้ง รวมถงึ กระจกสีท่ีเปน็ เร่อื งราวเกยี่ วข้องกับ ครสิ ตศ์ าสนา สนั นษิ ฐานวา่ ออกแบบโดยคณุ พอ่ แปรโ์ ร (Perro) ผมู้ คี วามรคู้ วามสามารถทางดา้ นสถาปตั ยกรรม ท่านได้ออกแบบวัดต่างๆ หลายวัด ทั้งน้ีอาจมีสถาปนิกชาวอิตาเลียนเป็นผู้ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งด้วย ส่วน ช่างก่อสร้างเป็นช่างชาวจนี ในชมุ ชนชาวกุฎีจนี โดยมีคุณพอ่ กูเลยี ลโมเปน็ ผคู้ วบคมุ การก่อสร้างเอง ภายในอาคาร มีซุ้มพระแท่นบูชาส�ำคัญอยู่ท่ีผนังด้านหลังสุดของวัด ตรงกลางซุ้มประดิษฐานรูป พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขน รูปแบบของซุ้มจะท�ำเลียนแบบจ่ัวอาคารแบบกรีก คือ ท�ำเสาติดผนัง ๒ ต้น หัวเสาประดับลวดลายปูนปั้นปิดทอง ภายในซุ้มแท่นบูชาผนังด้านหลังและฝ้าเพดานท�ำเป็นช่องโค้งรูปคร่ึง วงกลมรองรบั ซุม้ ๒ ขา้ ง ภายในโค้งแบง่ เป็น ๓ ช่วง คอื ชว่ งบนลงรกั ปดิ ทองเป็นสญั ลักษณ์ของทอ้ งฟ้า ตรง กลางเปน็ เครอื่ งหมาย lhs (lesus hominis salvator) พระเยซไู ถม่ นษุ ยชาติ ลอ้ มรอบดว้ ยมงกฎุ หนามและรศั มี ส่วนล่างเขียนเป็นรูปท้องฟ้าและมีดวงดาวประดับ ลักษณะฝ้าเพดานมีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นรูปโค้งคล้าย ประทุนเรือ ฝ้าเพดานแบ่งชอ่ งเปน็ กรอบสเ่ี หลยี่ ม จ�ำนวน ๑๘๙ ชอ่ ง ทำ� เลียนแบบทอ้ งฟ้า ตรงกลางประดับ ด้วยดาวเพดานสีทองชอ่ งละ ๑ ดวง ผนงั ด้านขา้ งท้ัง ๒ เจาะช่องหนา้ ตา่ งไมบ้ านใหญม่ นขา้ งละ ๗ ชอ่ ง ส่วน บนรปู ครง่ึ วงกลมเป็นช่องแสงประดับด้วยกระจกสตี า่ งๆ เปน็ ภาพมรรคาศกั ด์สิ ิทธิ์ (way of the cross) ๑๔ สถาน ซึง่ มคี วามงดงามมาก 122 ศาสนสถานสำ�คัญคแู่ ผ่นดนิ
ศาสนาคริสต์ 123
124 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
ครสิ ตจกั รไครส้ ตเชชิ กรงุ เทพ ภายในคริสตจกั ร (องคก์ ารครสิ ตจกั รแองกลกิ นั ในประเทศไทย) Christ Church Bangkok ต้ังอยู่ท่ี ๑๑ ถนนคอนแวนต์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรงุ เทพมหานคร ประวตั คิ วามเปน็ มา คริสตจักรไคร้สตเชิชเร่ิมก่อต้ังข้ึนเป็นสถาน คา่ ตอบแทนแกอ่ นสุ าสกได้ ดงั นนั้ มชิ ชนั นารชี าวอเมรกิ นั จงึ นมัสการภาคภาษาอังกฤษ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๗ ได้ต้ัง ผลัดกันน�ำการนมัสการพระเจ้าอยู่ทุก ๆ สัปดาห์ บางครั้ง ชอื่ วา่ Protestant Union Chapel โดยทวั่ ไปเรยี กวา่ โบสถ์ ก็เป็นมิชชันนารีจากคณะแองกลิกัน บางคร้ังก็มาจากคณะ อังกฤษ โดยมีสถานท่ีตั้งอยู่ติดกับริมฝั่งแม่น้�ำเจ้าพระยา เพรสไบทเี รยี น จนกระทงั่ ในพทุ ธศกั ราช ๒๓๒๕ องคก์ รมชิ ชนั ซ่งึ เปน็ ที่ดนิ พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ได้ส่งอนุสาสกมาประจ�ำท่ีโบสถ์คนแรก ในพุทธศักราช เจ้าอยู่หัว ซ่ึงปัจจุบันน้ีอยู่ในบริเวณท่าเรือกรุงเทพ ริมฝั่ง ๒๔๓๙ ศาสนาจารย์ Labuan Kuching บิชอปแห่งสิงคโปร์ แม่นำ้� เจา้ พระยาใกล้กบั สสุ านโปรเตสแตนท์ และเนื่องด้วย ได้มาเย่ียมเยือนคริสตจักรท่ีกรุงเทพฯ และประกอบพิธี มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างพระราชไมตรีอันดีกับราชวงศ์ ศีลก�ำลัง หลังจากน้ันคริสตจักรก็ได้อยู่ในการดูแลของ อังกฤษ จึงได้ทรงเห็นชอบที่จะให้มีสถานนมัสการส�ำหรับ บชิ อปแหง่ สิงคโปรต์ ้ังแต่น้ันเปน็ ต้นมา สมาชกิ ทีน่ มัสการใน ชาวคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนทใ์ นประเทศไทย คริสตจักรเป็นผู้ท่ีมาจากในหลายประเทศ และมีภูมิหลัง ในระยะเรม่ิ แรกของการกอ่ ตงั้ ครสิ ตจกั รไครส้ ตเชชิ ความเช่อื จากหลายคณะนิกาย สมาชกิ ทไี่ ปนมสั การทโี่ บสถอ์ ยเู่ ปน็ ประจำ� ไมม่ กี ำ� ลงั ทจ่ี ะให้ ศาสนาครสิ ต์ 125
ในพทุ ธศกั ราช ๒๔๔๗ เนือ่ งจากคริสตจักรเพ่มิ ข้นึ จนสถานทีใ่ นการนมสั การไม่เพียงพอ คณะกรรมการคริสตจักร จึงถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อท่ีจะสร้าง คริสตจักรใหม่ พระองค์ได้พระราชทานที่ดินเพื่อสร้างเป็นคริสตจักรแห่งใหม่ที่มีช่ือว่า“คริสตจักรไคร้สตเชิช” และใน พทุ ธศกั ราช ๒๔๔๘ ไดถ้ วายอาคารและเรม่ิ นมสั การพระเจา้ เปน็ ครง้ั แรก ในระยะแรกครสิ ตจกั รไครส้ ตเชชิ ใหเ้ ปน็ ครสิ ตจกั ร ส�ำหรับคนต่างชาติที่พูดภาษาอังกฤษและเป็นที่นมัสการส�ำหรับคนต่างชาติท่ัวไปท่ีมีโอกาสเยี่ยมประเทศไทย แขกคน สำ� คญั ที่เคยมาเยย่ี มเยือนครสิ ตจกั รแห่งน้ี เช่น สมเด็จพระราชินอี ลซิ าเบท ท่ี ๒ เจา้ ฟ้าชายชารล์ เจ้าหญิงไดอานา่ และ นางมาร์กาเรต แทตเชอร์ อดีตนายกรฐั มนตรแี หง่ สหราชอาณาจกั ร จากการเร่ิมต้นที่คริสตจักรไคร้สตเชิชท่ีได้ด�ำเนินงานกับคนต่างชาติ ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นเวลานาน และ จากวัตถุประสงค์ที่ต้องการประกาศข่าวกับคนในท้องถ่ิน รวมทั้งต้องการให้มีการนมัสการในภาษาท้องถิ่น การนมัสการ พระเจา้ เป็นภาษาไทยจงึ ไดเ้ ร่ิมขึ้นทคี่ รสิ ตจักรไคร้สตเชิชในช่วงระหว่างพุทธศักราช ๒๔๗๗ - ๒๔๘๓ โดยใช้หนงั สอื ภาวนา (Prayer Book) ที่ศาสนาจารยน์ อรว์ ู้ด (Reverend Norwood) และผ้ชู ว่ ยคนไทยไดแ้ ปลขน้ึ เม่ือพุทธศักราช ๒๕๓๗ คริสตจักรไคร้สตเชิช ได้จดทะเบียนสังกัดกับคริสตจักรแองกลิกันในประเทศไทย โดย สังกัดกับสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ซ่ึงเป็นองค์กรใหญ่ทางศาสนาคณะโปรเตสแตนท์ และหลังจากนั้นคริสตจักร แองกลกิ นั ในประเทศไทยกไ็ ดข้ ยายพันธกจิ ไปยังจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย เช่น อ�ำเภอบา้ นฉาง จงั หวัดระยอง อ�ำเภอ สวา่ งแดนดนิ จงั หวดั สกลนคร และอำ� เภออมกอ๋ ย จงั หวดั เชยี งใหม่ อำ� เภอปาย จงั หวดั แมฮ่ อ่ งสอน อำ� เภอเมอื งนครราชสมี า จงั หวดั นครราชสมี า อำ� เภอแมส่ อด จงั หวดั ตาก ปจั จบุ นั ครสิ ตจกั รแองกลกิ นั ในประเทศไทยสงั กดั อยใู่ นสำ� นกั งานมขุ มณฑล สงิ คโปร์ (Diocese of Singapore) ซ่งึ ขนึ้ กบั ครสิ ตจกั รภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ (Province of South East Asia) ซึง่ เปน็ ส่วนหนงึ่ ของแองกลกิ นั สากล ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม ตัวอาคารมีลักษณะทรงปราสาททางประเทศแถบตะวันตก ด้านหน้าเป็นหอคอยสูงเช่ือมกับตัวโบสถ์ ภายในน้ัน ก็งดงามด้วยภาพกระจกสเี ปน็ รูปพระเยซแู ละนักบญุ ต่างๆ จุดที่สำ� คญั เป็นพเิ ศษคอื พดั ลมเพดานซ่ึงเป็นของเก่าแก่ท่ไี ด้รบั พระราชทานจากพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว ตัวใบพดั เปน็ ไมส้ กั และดมุ พัดลมน้ันมพี ระปรมาภไิ ธย จ.ป.ร. ประทับไว้ กระจกสีเป็นภาพเร่อื งราวพระเยซแู ละนักบุญ ฝ้าเพดานท�ำดว้ ยไม้สกั และพัดลมเพดานพระราชทาน ภายในคริสตจักร 126 ศาสนสถานสำ�คญั คแู่ ผน่ ดนิ
ศาสนาคริสต์ 127
128 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
อาสนวหิ ารแมพ่ ระบงั เกดิ ภายในอาสนวิหาร (Nativity of Our Lady Cathedral) ตัง้ อยู่ เลขที่ ๗ ตำ� บลบางนกแขวก อ�ำเภอ บางคนที จังหวดั สมทุ รสงคราม ประวตั คิ วามเปน็ มา ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม อาสนวหิ ารแมพ่ ระบงั เกดิ หรอื ทเ่ี รยี กกนั วา่ “โบสถ์ อาสนวหิ ารเปน็ ศลิ ปะแบบโกธกิ (Gothic Style) ใช้ บางนกแขวก” เปน็ สถานทส่ี กั การะอนั ศกั ดสิ์ ทิ ธข์ิ องครสิ ตชน เวลาสรา้ งถงึ ๖ ปี สรา้ งดว้ ยอฐิ เผา ผนงั ฉาบดว้ ยปนู ตำ� กบั นำ�้ นกิ ายโรมนั คาทอลกิ เปน็ อาสนวหิ ารประจำ� เขตมสิ ซงั ราชบรุ ี เช่ือมประสานจากอ้อยใสสีด�ำ ประดับตกแต่งด้วยกระจกสี สร้างข้ึนเพ่ือเป็นเกียรติแก่การบังเกิดของพระแม่มารี ใน (Stain Glass) จากฝร่ังเศส เล่าเร่ืองราวของพระนางมารี พทุ ธศกั ราช ๒๔๓๓ โดยด�ำรขิ อง บาทหลวงเปาโล ซัลมอน พรหมจารีจากพระคัมภีร์ไบเบิลและภาพของนักบุญชาย (Paolo Salrnond) มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส เจ้าอาวาส หญงิ ทส่ี วยงามมาก มรี ปู ปน้ั ธรรมาสน์ อา่ งลา้ งบาป ขาเทยี น ในขณะนน้ั ซงึ่ ชาวบา้ นเรยี กกนั วา่ “คณุ พอ่ เปา”เพอ่ื ใหเ้ พยี งพอ ลกั ษณะตา่ งๆ และรปู แกะสลกั ประดบั บานประตู บรรยาย ต่อการรองรับประชาชนที่นับวันจะทวีจ�ำนวนมากข้ึน เกรด็ ประวตั ใิ นพระคมั ภรี ค์ รสิ ตศ์ าสนาบางตอน ภายในกวา้ ง อกี ทง้ั เพอื่ ใหเ้ ปน็ สถานทส่ี ำ� หรบั ประกอบพธิ ที างศาสนาอนื่ ๆ ขวางและตกแตง่ อยา่ งวจิ ติ รอลงั การ อาสนวิหารหลังนี้ท�ำพิธีเสกและเปิดใช้อย่างเป็นทางการใน พทุ ธศกั ราช ๒๔๓๙ ศาสนาครสิ ต์ 129
130 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏสิ นธินริ มล ภายในอาสนวหิ าร (Cathedral of the Immaculate Conception) ต้งั อยู่ที่ ๑๑๐ หมู่ ๕ ถนนสันติสุข ต�ำบล จนั ทนมิ ิต อ�ำเภอเมอื งจันทบุรี จงั หวัดจนั ทบุรี ประวตั คิ วามเปน็ มา อาสนวิหารแห่งนี้นับเป็นวิหารประจ�ำมิสซัง จนมีการสร้างวหิ ารใหม่เป็นหลังท่ี ๒ ในพุทธศักราช ๒๒๙๕ โรมนั คาทอลกิ ทอี่ ยคู่ ชู่ มุ ชนชาวจนั ทบรู มาชา้ นาน นบั ตงั้ แต่ โดยบาทหลวงเดอกัวนา (De Cauna) ในสมัยบาทหลวง สมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ (สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ) มัทเทียโด (Mathias Do) เป็นอธิการโบสถ์ ได้สร้างวิหาร วิหารแหง่ แรกได้สร้างขน้ึ โดยกลุม่ ชาวญวน ๑๓๐ คน ท่หี นี อกี ครั้งเป็นหลงั ท่ี ๓ โดยไดย้ า้ ยมาตั้งในบรเิ วณท่ตี ง้ั ปจั จบุ นั การเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในประเทศเวียดนาม เข้า (ฝง่ั ตะวนั ออก)ในพทุ ธศกั ราช๒๓๗๗ในสมยั บาทหลวงรงั แฟง มาตั้งรกรากในพุทธศักราช ๒๒๕๔ โดยมีบาทหลวงเฮอด (Ran Faing) เปน็ เจา้ อาวาสไดส้ รา้ งวหิ ารใหมเ่ ปน็ หลงั ท่ี ๔ ใน โตแลนตโิ น (Huette Tolentino) เป็นผดู้ แู ลกลุ่มชาวญวน พทุ ธศกั ราช ๒๓๙๘ และวิหารหลงั ท่ี ๕ ซึ่งเป็นหลังปจั จบุ ัน เหล่าน้ี และได้ท�ำการก่อสร้างวิหารหลังแรกขึ้นในระหว่าง ได้สร้างข้ึนโดยคุณพ่อเปรีกาล โดยได้ท�ำพิธีเสกศิลาฤกษ์ พุทธศักราช ๒๒๗๓ – ๒๒๙๕ เมอื่ วันท่ี ๖ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๔๔๙ ต่อมาได้เกิดเหตุไม่สงบในหมู่บ้านท�ำให้คริสตชน บางส่วนเดินทางออกจากหมู่บ้าน ท้ิงวิหารจนเสื่อมโทรม ศาสนาครสิ ต์ 131
ห้องโถงขนาดใหญ่ เพดานรปู ท้องเรือ รูปพระนางมารีอา ประดับพลอย ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบโกธิก (Gothic Style) ซึ่งจ�ำลองแบบมาจากโบสถ์น็อตเตอร์ดามใน ประเทศฝร่ังเศส เปน็ โบสถ์ขนาดใหญม่ คี วามยาว ๖๐ เมตร กว้าง ๒๐ เมตร ภายในเปน็ หอ้ งโถงโล่งขนาดใหญ่ ตกแตง่ อยา่ งสวยงาม เพดานสรา้ งเปน็ รปู ทอ้ งเรอื (เรอื โนอาห)์ บานหนา้ ตา่ งทรงสงู ยอดโคง้ แหลมประดบั กระจก ลวดลาย มบี นั ไดเวยี นไมข้ น้ึ ไปทช่ี นั้ ลอย ตรงกลางพระแทน่ มไี มก้ างเขนประดษิ ฐานอยตู่ รงกลาง นอกจากนย้ี งั มี ภาพกระจกสเี ปน็ รปู ของนกั บญุ องคต์ า่ งๆ ในศาสนาครสิ ต์ ตดิ อยบู่ รเิ วณเหนอื พระแทน่ บชู า และเหนอื หนา้ ตา่ ง ทง้ั ทางดา้ นขวาและดา้ นซา้ ยของโบสถ์ เดมิ วหิ ารตดิ ยอดแหลมบรเิ วณหอระฆงั ทงั้ ๒ หอ แตใ่ นชว่ งสงครามโลก คร้งั ที่ ๒ ในพุทธศกั ราช ๒๔๘๓ รัฐบาลไดม้ คี �ำส่ังใหร้ ื้อออกดว้ ยเหตุผลว่าจะเปน็ เป้าท้งิ ระเบิดจากเคร่อื งบนิ รบ ภายหลังได้น�ำยอดโดมมาใส่อีกคร้ังในพุทธศักราช ๒๕๕๒ เนื่องในโอกาสฉลองอาสนวิหารพระนางมารีอา ปฏสิ นธนิ ริ มล ๑๐๐ ปี รปู เคารพสำ� คญั ภายในวหิ าร ไดแ้ ก่ พระนางมารีอาประดบั พลอย มคี วามสงู ๑.๒๐ เมตร วสั ดุท่นี �ำมา สรา้ งประกอบดว้ ยทองคำ� บรสิ ทุ ธิ์ เงนิ บรสิ ทุ ธ์ิ และพลอยบรสิ ทุ ธจ์ิ ำ� นวนกวา่ ๒ หมนื่ กะรตั กวา่ ๒๐๐,๐๐๐ เมด็ เพอื่ เทดิ พระเกยี รตใิ หเ้ หมาะสมกบั แมพ่ ระ ซงึ่ เปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธแ์ิ ละสงา่ งาม ใหผ้ พู้ บเหน็ ไดเ้ กดิ ความเลอื่ มใสศรทั ธา และเปน็ อนสุ รณแ์ กอ่ นชุ นรนุ่ หลงั และวหิ ารแหง่ นไ้ี ดร้ บั รางวลั อนรุ กั ษอ์ าคารดเี ดน่ ประจำ� ปี ๒๕๔๒ จากสมาคม สถาปนิกสยามในพระบรมราชปู ถัมภ์ 132 ศาสนสถานส�ำ คญั คู่แผ่นดิน
ศาสนาคริสต์ 133
134 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
วดั อคั รเทวดามคี าแอล ซง่ แย้* โบสถ์วัดซง่ แย้ (St. Michael’s Church, Songyae) ประวตั คิ วามเปน็ มา ตงั้ อยทู่ ่ี บา้ นหนองซง่ แย้ หมู่๒ ตำ� บลคำ� เตย อำ� เภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร วดั อคั รเทวดามีคาแอล ซง่ แย้ หรือ วัดซง่ แย้ เป็น อ�ำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร เพื่อให้บาทหลวงท้ังสองช่วย โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งหนึ่งในจังหวัดยโสธร ขับไล่ปอบ บาทหลวงทั้งสองจึงเดินทางมาช่วยเหลือ เหตุจากเม่ือพุทธศักราช ๒๔๕๑ มีชาวบ้าน ๕ ครอบครัว ชาวบ้าน ๕ ครอบครัวในหมู่บ้านหนองซ่งแย้ด้วยความ ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบ ต่างคนต่างอพยพเข้ามาต้ังถ่ินฐาน เตม็ ใจ เมอื่ สถานการณส์ งบลง ชาวบา้ น ๕ ครอบครวั นจี้ งึ เขา้ ที่บ้านหนองซ่งแย้ (แปลว่าท่อี ยขู่ องแย้) พวกเขาถูกทำ� ร้าย รีตโรมันคาทอลิก บาทหลวงเดซาแนลและบาทหลวง และถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน ชาวบ้าน ๕ ครอบครัวจึง ออมโบรซีโอจึงสร้างวัดซ่งแย้ในพุทธศักราช ๒๔๕๒ โดยมี อับจนหนทาง และได้เดินทางไปหาบาทหลวงเดซาแนล บาทหลวงเดซาแวลเป็นอธิการโบสถ์คนแรก และบาทหลวงออมโบรซีโอท่ีบ้านเซซ่ง ต�ำบลเชียงเพ็ง * หมายถึง วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ลงวันท่ี ๒๗ สิงหาคม (ร.ศ.๑๒๘) พ.ศ.๒๔๕๒ และตามประกาศกรมศิลปากร เร่ือง รายชอื่ โบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร เลม่ ๑๓๕ ตอนพิเศษ ๑๖๕ ง วันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ศาสนาครสิ ต์ 135
พระรปู ภายในโบสถ์ ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม ในระยะแรกอาคารหลักของโบสถ์มีสภาพเป็นกระต๊อบขนาดเล็ก ไม้ฝา ขัดแตะส�ำหรับให้บาทหลวงอยู่และใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ปัจจุบันโบสถ์ เปน็ โบสถห์ ลงั ที่ ๓ เพอ่ื รองรบั ศาสนกิ ชนทเ่ี พมิ่ จำ� นวนขน้ึ สรา้ งในพทุ ธศกั ราช ๒๔๙๐ โดยมชี าวบ้านรว่ มใจตดั ไม้ทอี่ ยลู่ ะแวกบ้าน อาทิ ไม้เตง็ ไม้รัง ไมส้ กั ไม้จกิ และมี ชา่ งจากจงั หวดั อบุ ลราชธานคี อยควบคุมงาน มกี ารปรบั ปรงุ ชอ่ งแสงประดบั กระจก สีสวยงามแปลกตา โบสถ์มีลักษณะของสถาปัตยกรรมไทย กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๕๗ เมตร ใชแ้ ผน่ ไมม้ งุ หลงั คา ๘๐,๐๐๐ แผน่ มเี สารองรบั ๓๖๐ ตน้ เสาในแถวกลางมี ๒๖๐ ตน้ สงู จากพ้นื ดนิ กวา่ ๑๐ เมตร พนื้ แผน่ กระดานเป็นไมแ้ ดงและไม้ตะเคยี นขนาดใหญ่ ม้าน่ังไม้จุคนได้กว่าพันคน และมีพิธีเสกโบสถ์ในพุทธศักราช ๒๔๕๗ ส่วนหอระฆัง สูงสร้างแบบวัดไทยพทุ ธทั่วไป เพราะแยกต่างหากจากโบสถ์ สว่ นระฆังโบสถ์มเี ส้น ผา่ ศูนยก์ ลาง ๒ ฟตุ ปจั จบุ ันถอื ไดว้ า่ เป็นโบสถ์ไมท้ ่มี ขี นาดใหญท่ ่ีสดุ ในประเทศไทย ภายหลังได้รับการพัฒนาจนกลายเปน็ สถานทท่ี ่องเที่ยวอกี ด้วย 136 ศาสนสถานส�ำ คญั คแู่ ผน่ ดิน
ศาสนาคริสต์ 137
138 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
รองอาสนวหิ ารนกั บญุ อนั นา หนองแสง* ภายในโบสถ์ (St. Anna Co-Cathedral, Nong Seaeng) ประวตั คิ วามเปน็ มา ตง้ั อยทู่ ่ี ๒๘ ถนนสนุ ทรวจิ ติ ร ตำ� บลในเมอื ง อำ� เภอเมอื งนครพนม จังหวดั นครพนม เม่ือพุทธศักราช ๒๔๒๔ คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ สปป. ลาว เปน็ ระยะเวลาหน่ึงแลว้ คุณพ่อทัง้ สองก็เดนิ ทาง โปรดม (Mgr. Constant Jean Prodhomme) และ กลับอุบลราชธานี คุณพ่อซาเวียร์ เกโก (Franc Xavier Marie Guego) พระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส เดินทาง ในการเดินทางกลับได้มาแวะพักที่นครพนมหลาย มาถึงอุบลราชธานีและต้ังหลักแหล่งท่ีบุ่งกะแทว ต่อมา สัปดาห์ ในโอกาสน้ันคุณพ่อโปรดมกับคุณพ่อร็องแดล มีคนจากหัวเมืองทางเหนือของอีสานมาเชิญคุณพ่อให้ ไดส้ อนคำ� สอนใหช้ าวเวยี ดนามทสี่ นใจ และไดโ้ ปรดศลี ลา้ งบาป ข้ึนไปหนองคาย โดยอ้างว่ามีหลายคนอยากเข้าศาสนา คริสตชนชาวเวียดนามกลุ่มแรกท่ีนครพนม หลังจากน้ันใน คณุ พอ่ โปรดมไดต้ ดั สนิ ใจไปพรอ้ มกบั คณุ พอ่ อลั เฟรด มารเี ท พทุ ธศกั ราช ๒๔๒๗ คณุ พ่อโปรดม คณุ พ่อเกโกและครทู ัน โอฟลิ รอ็ งแดล (Alfred Marie Théophile Rondel) และ ครเู ณรชาวเวยี ดนามไดเ้ ดนิ ทางจากอบุ ลราชธานมี านครพนม ครูสอนค�ำสอนชอ่ื ครทู อง โดยออกเดนิ ทางจากอบุ ลราชธานี อกี ครงั้ หน่ึง กลมุ่ ครสิ ตชนของนครพนมได้ต้อนรบั คณะของ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๒๗ มาถึงนครพนมเป็นคร้ังแรก คณุ พอ่ ดว้ ยความยนิ ดยี งิ่ และรวมกลมุ่ อาศยั อยทู่ างทศิ ใตข้ อง มีจดุ ประสงคก์ เ็ พอ่ื สำ� รวจเสน้ ทาง สถานการณแ์ ละการดำ� เนนิ ตวั เมอื งนครพนม และไดด้ ำ� เนนิ การกอ่ สรา้ งอาสนวหิ ารหลงั ชวี ติ ของชาวบา้ น เพอื่ วางโครงการแพรธ่ รรมในโอกาสตอ่ ไป แรกตามแบบสถาปตั ยกรรมตะวนั ตก ในพทุ ธศกั ราช ๒๔๕๗ เมื่อได้ใช้เวลาส�ำรวจไปถึงหนองคายและเวียงจันทน์ใน * เดิมสถานทแ่ี หง่ นี้มีสงั ฆราชประจ�ำสงั ฆมณฑล ตอ่ มาสงั ฆราชย้ายไปประจำ� ท่ีตำ� บลทา่ แร่ จังหวดั สกลนคร ซึ่งมผี ู้นับถือคาทอลิกจำ� นวนมาก และยกเป็นอาสนวหิ าร อัครเทวดามีคาแอลในเวลาตอ่ มา ส่วนท่ีหนองแสงนัน้ ไดช้ ือ่ และมีฐานะเป็นรองอาสนวิหาร ซึ่งมีเจา้ อาวาสประจ�ำเช่นเดยี วกับวดั คริสตอ์ ่นื ๆ ศาสนาครสิ ต์ 139
อาคารมลู นธิ บิ าทหลวง เอดัวร์ นำ� ลาภ ซมุ้ นักบุญยออากิมและนักบญุ อนั นา บดิ ามารดาของพระแมม่ ารี ในบรเิ วณรองอาสนวิหาร ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม โบสถแ์ หง่ นม้ี คี วามเกา่ แกแ่ หง่ หนงึ่ ในจงั หวดั นครพนม กอ่ สรา้ งขน้ึ เมอื่ พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๕ โดยบาทหลวง เอดัวร์ น�ำลาภ เปน็ โบสถ์ท่สี ร้างข้นึ ทดแทนหลงั ก่อนที่สร้างมาตัง้ แต่สมัยสงครามโลกคร้งั ท่ี ๑ ในพุทธศักราช ๒๔๕๗ กรณีพิพาทอินโดจีนถูกฝร่ังเศสทิ้งระเบิดถล่มเมืองนครพนม ท�ำให้โบสถ์พังเสียหาย ต่อมาจึงมีการ สรา้ งโบสถ์หลงั ใหมเ่ พ่ือใช้ประกอบพธิ ที างศาสนาของชาวครสิ ต์สืบต่อมาถงึ ในปัจจุบนั ลักษณะสถาปตั ยกรรม มีความยิ่งใหญ่ สวยงาม มีหอคอยคู่เป็นยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้ในระยะไกล มีพิธีเสกและเปิด ในพุทธศักราช ๒๕๑๘ โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยได้รับความร่วมแรงร่วมใจของคริสตชนชาวหนองแสงอย่าง พรอ้ มเพรยี ง และยังเปน็ สัญลักษณ์ของเมอื งท่มี ีคนหลายเช้อื ชาติอาศยั อยู่รวมกนั เชน่ คนญวน คนไทย คนจีน คนลาว อกี ด้วย นอกจากนย้ี งั มอี าคารมลู นธิ บิ าทหลวง เอดวั ร์ นำ� ลาภ ตงั้ อยดู่ า้ นขา้ งโบสถใ์ ชเ้ ปน็ ทที่ ำ� การศาสนกจิ ของ บาทหลวงนกิ ายคาทอลิก เปน็ สถาปตั ยกรรมแบบโคโรเนียลกอ่ ด้วยอฐิ ปนู ภายนอกสีเหลอื งสวยงาม สร้างใน พทุ ธศักราช ๒๔๙๕ การก่อสรา้ งใชว้ สั ดกุ ่อสรา้ งบางอยา่ งน�ำเขา้ มาจากเมอื งไซง่ อ่ น ประเทศเวียดนาม 140 ศาสนสถานสำ�คัญคู่แผน่ ดิน
ศาสนาคริสต์ 141
142 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
อาสนวหิ ารอคั รเทวดามคี าแอล ภายในโบสถ์ (Saint Michael Cathedral) ตงั้ อยทู่ ่ี บา้ นทา่ แร่ ตำ� บลทา่ แร่ อำ� เภอเมอื ง สกลนคร จังหวดั สกลนคร ประวตั คิ วามเปน็ มา ลกั ษณะทางสถาปตั ยกรรม เมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๔๒๔ คณุ พอ่ ยอหน์ บปั ตสิ ต์ โปรดม ลักษณะโบสถข์ นาดใหญร่ ูปทรงคลา้ ยเรอื สร้างขึน้ และคณุ พอ่ ซาเวยี ร์ เกโก พระสงฆค์ ณะมสิ ซงั แหง่ กรงุ ปารสี ได้ เพอ่ื เปน็ การระลกึ ถงึ การอพยพมาตงั้ ถนิ่ ฐานของครสิ ตชนใน รบั มอบหมายจากพระสงั ฆราชฌองหลยุ ส์ เวย ์ (Jean Louis หมู่บ้านน้ี หมู่บ้านมีผังเมืองเป็นรูปส่ีเหล่ียมตารางหมากรุก Vey) ใหม้ าเผยแผศ่ าสนาทภ่ี าคอสี าน จนกระทงั่ เดอื นเมษายน คล้ายกับบ้านเมืองในแถบประเทศตะวันตก มีบ้านเรือน ๒๔๒๗ คณุ พอ่ โปรดม กบั คณุ พอ่ เกโก และ ครทู นั ครเู ณร สถาปัตยกรรมฝร่ังเศสท่ีงดงามเรียงรายสองข้างทางใน ชาวเวียดนามได้เดินทางจากอุบลราชธานี มายังนครพนม ถนนสายหลักของหมู่บ้านเป็นจ�ำนวนมาก ในช่วงเทศกาล และต้ังกลุ่มคริสตชนบางส่วนอพยพมาจากเวียดนามในราว คริสต์มาสของทุกปี ชุมชนท่าแร่จะจัดเทศกาล “แห่ดาว พทุ ธศกั ราช ๒๔๒๗ แตเ่ ดมิ มชี อื่ วา่ วดั มหาพรหมมคี าแอล คริสต์มาส” อย่างยิ่งใหญ่ มีการประดับประดาบ้านเรือน หนองหาร ใชเ้ ปน็ ศาสนสถานสำ� หรบั การรบั ศลี ลา้ งบาปของ ด้วยดวงไฟหลากสีสันและตกแต่งด้วย “ดาว” สัญลักษณ์ คริสตศาสนิกชน ชุมชนคาทอลิกแห่งนี้มีประชากรนับถือ การประสตู ิของพระเยซเู จา้ คาทอลกิ นบั หมนื่ คน ถอื วา่ มากทส่ี ดุ ในประเทศไทย จนเมอื่ วันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๔ จึงได้ชื่อ “อาสน วหิ ารอคั รเทวดามคี าแอล” อาสนวหิ ารอคั รเทวดามคี าแอล ยังเป็นอาสนวิหารประจ�ำอัครมุขมณฑลเขตมิสซังท่าแร่ – หนองแสงอกี ดว้ ย ศาสนาครสิ ต์ 143
144 ศาสนสถานสำ�คญั คู่แผน่ ดนิ
สักการสถาน พระมารดาแห่งมรณสักขี สักการสถาน พระมารดาแห่งมรณสกั ขี (Church of the Seven blessed marty) ตงั้ อยทู่ ่ี ต�ำบลโป่งขาม อ�ำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ประวตั คิ วามเปน็ มา สักการสถาน พระมารดาแห่งมรณสักขี หรือ พระเจ้า เม่ือผู้คนหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่อย่าง ทเ่ี รยี กกนั วา่ “วดั สองคอน” เนอื่ งจากตงั้ อยทู่ อ่ี ำ� เภอสองคอน ปกติสุข ก็สมัครใจเข้าเป็นคริสตชน หลังจากนั้นคุณพ่อจึง จังหวัดมุกดาหาร สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสักการะ สร้างสถานท่ีพักพิงแก่ชาวคริสตชน ยังมีคนอีกหลายกลุ่ม บุญราศีมรณสักขีทั้ง ๗ ที่อุทิศชีวิตในป่าศักดิ์สิทธ์ิเพื่อ ทมี่ าอาศยั อยทู่ ช่ี มุ ชนน้ี ไดแ้ ก่ ผทู้ ถี่ กู ขบั ไลอ่ อกจากหมบู่ า้ นอน่ื พิสูจน์ศรัทธาต่อพระเจ้า เร่ิมต้นเม่ือพุทธศักราช ๒๔๓๐ เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ และกลุ่มท่ีเคยเป็นทาสที่ คณุ พอ่ ซาเวยี ร์ เกโก ( Franc Xavier Marie Guego) พระสงฆ์ คุณพ่อซาเวียร์ เกโก ได้ไถ่ใหเ้ ป็นอสิ ระ จ�ำนวนชาวคริสตชน มิชชนั นารี คณะมิสซงั ตา่ งประเทศ แห่งกรุงปารีส ประเทศ คอ่ ยๆ เพมิ่ ข้ึนและคุณพอ่ ได้ตง้ั ชอ่ื สถานท่ีแห่งนว้ี า่ “วัดแม่ ฝรงั่ เศส เดนิ ทางมาถงึ บา้ นสองคอนเพอื่ รกั ษาอาการเจบ็ ปว่ ย พระไถท่ าส” จากโรคระบาด ขณะเดียวกันท่านสอนให้มีความเช่ือใน ศาสนาคริสต์ 145
รูปป้นั พระแมม่ ารีสวมมงกุฎ อมุ้ พระเยซูเจ้าตอนเยาว์วัย พระเยซูเจา้ ถกู ตรงึ ไม้กางเขน จนกระทั่งเมื่อคร้ังเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งท่ี ๒ เนอื่ งจากในระยะนน้ั ผูค้ นแถบชายแดนจะศรทั ธาและนับถอื ศาสนาคริสตก์ ันเปน็ จำ� นวน มาก และบาทหลวงสว่ นใหญเ่ ปน็ ชาวฝรงั่ เศส ทำ� ใหช้ าวบา้ นเขา้ ใจผดิ คดิ วา่ ศาสนาครสิ ตเ์ ปน็ ศาสนาของฝรง่ั เศส จงึ มคี นกลา่ วหากนั วา่ คนทน่ี บั ถอื ครสิ ตช์ ว่ งนน้ั จะฝกั ใฝฝ่ รง่ั เศสทรยศตอ่ ประเทศชาติ รวมทงั้ มเี หตกุ ารณร์ นุ แรงเกดิ ขนึ้ หลายอยา่ ง ทางการจงึ มคี ำ� สง่ั ใหช้ าวบา้ นเลกิ นับถือซงึ่ ชาวบา้ นสว่ นใหญย่ อมรับวา่ จะเลกิ แตย่ งั มีครูสอนคำ� สอนรวม ๗ คนไดย้ อมพลีชพี เพอื่ ยนื ยนั ความเชอื่ ความศรทั ธาของตน ในพทุ ธศกั ราช ๒๕๓๒ พระสนั ตะปาปาไดป้ ระกาศ ใหค้ รสิ ตชนทง้ั เจด็ คนเปน็ “บญุ ราศมี รณสกั ข”ี ซง่ึ หมายถงึ ครสิ ตชนผทู้ ปี่ ระกอบกรรมดแี ละ พลีชพี เพอ่ื ประกาศยืนยันความเช่ือในพระเจา้ ไม่ยอมละทิ้งศาสนา และสกั การสถานแห่งนี้ จะมพี ิธีเฉลิมฉลองรำ� ลึกการสถาปนาแตง่ ตั้งบุญราศี ณ กรงุ โรม ในวนั ท่ี ๒๒ ตุลาคมและ พธิ ีรำ� ลึกบญุ ราศีสองคอนในวันที่ ๑๖ ธันวาคมของทกุ ปี 146 ศาสนสถานส�ำ คัญคู่แผน่ ดิน
ภายในโบสถ์ ลกั ษณะสถาปตั ยกรรม เปน็ โบสถค์ รสิ ต์ สรา้ งแบบสถาปตั ยกรรมสมยั ใหมท่ ใ่ี หญท่ สี่ ดุ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เคยไดร้ บั รางวลั สถาปตั ยกรรมดเี ดน่ จากสมาคมสถาปนกิ สยาม ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ ปี ๒๕๓๙ เปน็ อาคารคอนกรตี เสรมิ เหลก็ โถงสเ่ี หลยี่ มชน้ั เดยี ว ผนงั ของวดั และสว่ นไวพ้ ระธาตเุ ปน็ กระจกใส บรเิ วณดา้ นหนา้ เปน็ สว่ นประกอบพธิ ี มพี น้ื ที่ กวา้ งขวาง สว่ นดา้ นหลงั เป็นทเ่ี กบ็ อฐั ขิ องบญุ ราศีทัง้ ๗ ภายในมีโลงแกว้ บรรจุหุน่ ข้ีผึ้งของบุญราศีทัง้ ๗ ไว้ให้ สกั การบูชา มีไม้กางเขน ๗ แหง่ ดา้ นหน้าแทนบญุ ราศที ัง้ ๗ วสั ดกุ อ่ สรา้ งทใ่ี ชม้ ที ง้ั กระจกเรยี บและหนิ ทรายหยาบ ตน้ ไมด้ า้ นในกำ� แพงมกี ารจดั แตง่ วางเปน็ ระเบยี บ กำ� แพงโบสถส์ รา้ งโอบลอ้ มโบสถเ์ ปน็ ครง่ึ วงกลม มผี นงั โคง้ ประดบั ภาพนนู ตำ่� เลา่ เรอ่ื งราวประวตั บิ ญุ ราศแี หง่ วดั สองคอน ด้านหลงั เปดิ โล่งเปน็ สนามเพื่อเอาไว้ชมทิวทศั น์อันสวยงามของแม่นำ�้ โขง บรเิ วณยังมีบ้านไมเ้ กา่ หรือ เรอื นอนรุ กั ษ์ มลี กั ษณะใตถ้ นุ สงู หลงั เลก็ ๆ ซงึ่ เปน็ บา้ นพกั ของซสิ เตอรท์ เี่ สยี ชวี ติ จากเหตกุ ารณค์ รงั้ นน้ั โดยโบสถ์ หลังน้ีได้ท�ำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปลายพุทธศักราช ๒๕๓๘ ศาสนสถานแห่งน้ี นอกจากจะเป็นสถาน จารกิ แสวงบุญระดับประเทศ เป็นอนุสรณส์ ถานเทดิ เกยี รติ บุญราศี ทั้ง ๗ และยังเปน็ อนสุ รณ์แหง่ ความภาค ภูมใิ จในความสามคั คี เสียสละรว่ มแรงใจของครสิ ตชนชาวไทย ศาสนาคริสต์ 147
ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู 148 ศาสนสถานสำ�คญั คแู่ ผน่ ดนิ
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เปน็ ศาสนาเก่าแก่ แม้ไม่อาจสอบค้นได้ว่าเรมิ่ แต่เมือ่ ใด แต่คมั ภรี ร์ ะบุวา่ เกดิ ขน้ึ มาตงั้ แตส่ ร้างโลก ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เมื่อแรกเรยี กศาสนาวา่ “สนาตนธรรม” ต่อมาเรียกวา่ “อารยธรรม” และ “พราหมณธรรม” ตามล�ำดับ และใน ที่สุดเปลี่ยนเรียกใหมว่ า่ “สินธุ หนิ ทู และฮินด”ู แปลว่า ธรรมทสี่ อนลัทธอิ หงิ สา ศาสนา พราหมณ์ - ฮินดู จึงเป็นศาสนาที่สบื ทอดมาจากการนับถอื คัมภีรพ์ ระเวทอนั ศกั ดิ์สทิ ธ์ขิ อง พระผเู้ ป็นเจา้ เปน็ ศาสนาท่ีไม่มบี รมศาสดาทเ่ี ปน็ บุคคลอบุ ัตมิ าเพอ่ื ประกาศศาสนา หากมี “พระผเู้ ป็นเจ้า” เท่าน้นั ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดอู ย่คู ูก่ บั ประเทศไทยมายาวนานพร้อมกับพระพุทธศาสนา คือ ต้งั แตส่ มยั สโุ ขทยั อยุธยา ธนบุรี สบื มาจนสมัยรัตนโกสินทร์ตราบปจั จบุ นั ตลอดระยะ เวลายาวนานในสงั คมไทย มพี ราหมณท์ ำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ สอ่ื กลางสำ� หรบั การสอ่ื สารระหวา่ งมนษุ ย์ และพระผู้เป็นเจ้า รวมทั้งเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการพระราชพิธีแห่ง พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าและความสวัสดิมงคลของบ้านเมือง ตลอดจนพิธีของสถาบัน พระมหากษัตริย์ หน่วยราชการและราษฎร ในพระราชพิธีหรือพิธีนั้นๆ จะมีพิธีสงฆ์ใน พระพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั ทำ� ใหท้ ง้ั สองศาสนาผสมผสานกนั ไดอ้ ยา่ งกลมกลนื นอกจากนยี้ งั มี คณะพราหมณ์ - ฮนิ ดูนิกายอืน่ ซง่ึ เปน็ ชาวอนิ เดยี จ�ำนวนมากที่เขา้ มาประกอบอาชพี คา้ ขาย และพ�ำนักในประเทศไทยเป็นเวลายาวนาน ได้สร้างศาสนสถานข้ึนส�ำหรับปฏิบัติศาสนกิจ และประกอบพิธีสกั การบชู าพระผเู้ ปน็ เจ้าและเทพเจา้ ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู จงึ เผยแพร่ และเปน็ ทีน่ ิยมกว้างขวางในหมชู่ าวไทยและชาวจีน เมอ่ื ถึงเทศกาลส�ำคัญจงึ มีผไู้ ปรว่ มงาน ซงึ่ นอกจากจะเป็นชาวอนิ เดียแล้ว ยังมปี ระชาชนในศาสนาอน่ื ด้วย ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู 149
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171