Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เพศศึกษาแบบองค์รวม

เพศศึกษาแบบองค์รวม

Description: เพศศึกษาแบบองค์รวม

Search

Read the Text Version

284 7.2.3 การอ้างเพ่ือน โดยการถามความคิดเห็นของเพ่ือนว่า เขามีความรู้สึกกับ เรอ่ื งน้ีอย่างไร วธิ ีการนีเ้ ป็นการถนอมน้าใจอีกฝา่ ยหนึ่งโดยมีบคุ คลที่สามเป็นผู้ให้คาตอบ เช่น เรื่องน้ี เธอคดิ อย่างไร.....รอว่ามันจะมีผลเสียไหมหากทาอยา่ งนี้... ตัวอย่างเชน่ “เรื่องนเ้ี ธอคิดอย่างไร.....เธอว่ามนั จะมีผลเสยี ไหมหากทาอยา่ งน้ี...” ซง่ึ คาถามเหล่าน้ีเพอื่ นจะเป็นผู้ให้คาตอบแทนตวั เรา สถานการณจ์ ะคล่ีคลาย ลงไดใ้ นระดบั หน่ึง 7.2.4 ยืนยันคาปฏิเสธเดิมหากถูกตื้อโดยที่เราไม่เต็มใจ โดยอาจใช้เสียงเพ่ือการ ยนื ยนั ใหห้ นักแนน่ มากกวา่ เดิม ตัวอย่างเช่น “หยดุ นะ......ฉนั ไม่อยากไปจรงิ ๆ ฉันไม่ต้องการมนั ...เธอหยุดเสียเถอะ” พรอ้ มท้ังหลกี หนีใหห้ ่างอย่างรวดเรว็ จากสถานการณท์ ีเ่ กิดข้ึน ทงั้ หลกั การและวธิ ีการปฏเิ สธดังกล่าวขา้ งตน้ ขึ้นอยูก่ ับจิตใจของตัวเอง หากจิตใจมั่นคง และยึดมั่นในส่ิงที่ถูกต้องและเหมาะสม เช่ือได้ว่าการปฏิเสธท่ีกล่าวมาข้างต้นจะทาให้เราปลอดภัย จากการมเี พศสมั พนั ธ์ที่ไมเ่ หมาะสม กลไกในการปอ้ งกันตัวทางเพศ นอกจากการฝกึ ทกั ษะการปฏิเสธกบั บคุ คลอ่นื แลว้ การสร้างกลไกในการปอ้ งกันตัวทางเพศ นับว่าเป็นสิ่งที่สาคัญอีกอย่างหน่ึงท่ีจะทาให้เราสามารถหลีกหนีจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม โดยได้แบง่ ประเภทกลไกในการป้องกันตัวไว้ ดงั ต่อไปน้ี (ชมุ าภรณ์ ฝาชยั ภูมิ, 2562, น. 123-124) 1. การเก็บกด การเก็บกด (Repression) หมายถึง การเก็บกดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือความรู้สึก ผิดหวัง ความคับข้องใจไว้ในจิตใต้สานกึ จนกระทงั้ ลมื กลไกปอ้ งกันตัว การเกบ็ กดประเภทนม้ี อี ันตราย เพราะถ้าเก็บกดความรู้สึกไว้มากจะมีความวิตกกังวลใจมาก และอาจทาให้เป็นโรคประสาทได้ การเก็บกดทางเพศย่อมไม่ส่งผลดีต่อสภาพร่างกายและจิตใจ ดังน้ันธรรมชาติจึงหาทางออกทางเพศ ให้กบั มนษุ ย์ไว้ คอื การช่วยตัวเอง ท้งั น้ีเพ่ือลดการเก็บกดที่เกดิ ขนึ้ ในจติ ใจม่อื มคี วามต้องการทางเพศ 2. การป้ายความผิดใหแ้ ก่ผู้อ่นื การป้ายความผิดให้แก่ผู้อื่น (Projection) หมายถึง การลดความวิตกกังวล โดยการป้ายความผิดให้แก่ผู้อ่ืนหรือส่ิงอ่ืน เช่น เมื่อมีความต้องการทางเพศให้นึกเสมอว่า ความรู้สึก เช่นนี้เกิดข้ึนเพราะส่ิงเร้าภายนอก เชน่ การมองเห็นการร่วมเพศ หรือการมองดูภาพโป๊ ดงั นนั้ หากทา

285 ใจให้คิดว่าอารมณ์ทางเพศที่กาลังเกดิ ขึ้นน้ันเกดิ มาจากสิ่งทเี่ รามองเห็น การหลกี เล่ียงสง่ิ นน้ั ๆ กจ็ ะไม่ ทาให้เราเกิดอารมณจ์ นไม่สามารถยับยง้ั ไดอ้ ยู่ 3. การหาเหตุผลเขา้ ข้างตนเอง การหาเหตุผลเขา้ ข้างตนเอง (Rationalization) หมายถึง การปรบั ตัวโดยการหาเหตุผล เข้าข้างตนเอง โดยให้คาอธิบายท่ีเป็นท่ียอมรับสาหรับคนอื่น ตัวอย่างเช่น หากเรายอมรับ การมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลแปลกหน้า โดยให้เหตุผลว่าต้องการความสุขและปลดปล่อยทางเพศ การหาเหตุเข้าข้างตนเองโดยไม่ยึดถือประเพณีและค่านิยมทางสังคม ย่อมทาให้เกิดปัญหาขึ้นได้ ในอนาคต 4. การถดถอย การถดถอย (Regression) หมายถึง การหนีกลับไปอยู่สภาพอดีตท่ีเคยทาให้ตน มีความสุข เช่น การหมกมุ่นอยู่กับตัวเองในการช่วยตนเอง หากมีความรู้สึกเช่นว่าน้ีแล้วไม่เป็นที่ เดือดร้อนกับสังคมและตัวเองแล้ว การถดถอยซ่ึงเป็นกลไกในการป้องกันตัวทางเพศย่อมสามารถ กระทาได้ 5. การแสดงปฏิกริ ยิ าตรงขา้ มกบั ความปรารถนาท่ีแทจ้ รงิ การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนที่แท้จริง (Reaction Formation) หมายถึง กลไกป้องกันตน โดยการทุ่มเทในการแสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับความรู้สึกของตนเอง ท่ีตนเองคิดว่าเป็นสิ่งท่ีสังคมอาจจะไม่ยอมรับ ลักษณะเช่นนี้เป็นการสร้างภาพเพื่อการหลีกหนี จากโลกแห่งความจริง เช่น เกย์ที่มีความช่ืนชอบในเพศเดียวกัน ขณะเดียวกันก็แสดงความเป็นชาย เพ่ือปิดบังความต้องการที่แท้จริงของตนเอง การปฏิบัติเช่นนี้หากไม่ทาให้บุคคลอ่ืนเดือดร้อน ก็ไมน่ ่าจะเป็นปัญหาใด ๆ 6. การสรา้ งวมิ านในอากาศ หรือการฝันกลางวัน การสร้างวิมานในอากาศ หรือการฝันกลางวัน (Fantasy หรือ Day Dreaming) กลไกป้องกันตัวประเภทน้ีเป็นการสร้างจินตนาการหรือมโนภาพเก่ียวกับส่ิงที่ตนมีความต้องการ แต่เป็นไปไม่ได้ ฉะน้ันจึงคิดฝันหรือสร้างวิมานในอากาศข้ึน เพื่อสนองความต้องการชั่วขณะหน่ึง เกี่ยวกับเร่ืองทางเพศ ลักษณะเช่นน้ีสามารถลดความรู้สึกท่ีร้อนแรงทางอารมณ์ทางเพศได้ ในระดบั หนึ่ง 7. การแยกตัว การแยกตัว (Isolation) หมายถงึ การแยกตวั ให้พ้นจากสถานการณ์ทีน่ าความคบั ขอ้ งใจ มาให้ โดยการแยกตนออกไปอยู่ตามลาพัง หรือการหนีออกห่างจากบุคคลที่เรามีความปรารถนา อย่างแรงกล้า จะทาให้เราลดความรสู้ กึ ทางเพศลงไดอ้ ยา่ งมาก แม้จะรสู้ กึ ทรมานกต็ าม

286 กลไกในการป้องกันตัวเป็นวิธีการท่ีบุคคลใช้ในการปรับตัว เมื่อประสบปัญ หา ความคับข้องใจ การใช้กลไกการปอ้ งกันตัวจะชว่ ยยึดเวลาในการแกป้ ญั หา เพราะจะชว่ ยใหผ้ อ่ นคลาย ความเครียดและความไม่สบายใจ ทาให้คิดหาเหตุผลหรอื แก้ไขปัญหาได้ โดยเฉพาะในเร่ืองความรู้สึก ทางเพศ การแสวงหาความช่วยเหลือจากผอู้ ่นื เมอ่ื เกิดปญั หา เม่ือวัยรุ่นมีปัญหาและแก้ปัญหาของตนเองไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าการแก้ปัญหาด้วย ตนเองจะถูกต้องหรือไม่ หรือต้องการคาแนะนาจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว มาก่อน ก็ควรขอความช่วยเหลือปรึกษาพ่อแม่เป็นอันดับแรก เพราะจะเป็นคนที่รักเราอย่างแท้จริง พรอ้ มท่จี ะให้อภัยและชว่ ยเหลอื เรา นอกจากนีญ้ าติผู้ใหญ่และครูอาจารย์ก็สามารถขอความช่วยเหลือ จากท่านได้ สัมพันธภาพและเพศสัมพันธ์เป็นเร่ืองความรับผิดชอบต่อตนเอง เคารพความรู้สึก ทั้งของตนเองและคู่ของตน และเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะตัดสินใจ ถ้ากระทาลงไปนั้นไม่สร้างปัญหา เป็นภาระแก่ผู้อื่นภายหลัง วัยรุ่นต้องเข้าใจว่าผู้ใหญ่รอบข้างน้ันท่านมีความห่วงใยและไม่ต้องการ ให้เกิดสัมพันธภาพทางเพศในวัยเยาว์ เพราะภาวะอารมณ์ความกดดันท่ีมีต่อเร่ืองความรักความใคร่ และการมีเพศสัมพันธข์ ณะทย่ี งั ไม่พรอ้ มนั้นอาจส่งผลกระทบอยา่ งรุนแรงแก่ชวี ิตของตวั วัยรุ่นเอง แต่ถ้าหากมีความผิดพลาดเกดิ ขน้ึ เช่น การมีเพศสัมพันธ์กอ่ นวัยอันควร การตั้งครรภ์ท่ี ไม่พึงประสงค์ หรือการติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น วัยรุ่นจะต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้และหาทางออก ท่ีเหมาะสม อย่าหนีปัญหา ผู้ใหญ่จะต้องให้ความมั่นใจในการช่วยเหลือปัญหาชีวิตของวัยรุ่นที่ ผิดพลาดไปแล้ว อย่าไปลงโทษเขา เพราะเขาบอบซ้ามากแล้ว ถ้าทาเช่นน้ีจะทาให้วัยรุ่นมีกาลังใจ ท่ีจะแก้ปัญหา ต่อสู้กับปัญหา และค้นหาทางออก แทนการลงโทษตัวเอง หลบซ่อนตนเอง หรือ ตัดช่องน้อยแต่พ อตัวด้วยการฆ่าตัวตาย ความผิดพ ลาดใน ชีวิตทางเพ ศย่อมเกิดข้ึนได้ การขาดประสบการณใ์ นชว่ งวยั รุ่นอาจทาให้ปญั หาเหล่านี้พบได้ง่ายขึน้ และการแกไ้ ขต้องเกย่ี วพันกับ คนรอบข้างหลายฝ่าย เพราะยังอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ เรื่องที่แก้ปัญหาอย่างไม่ถูกต้องก็คือ การลงโทษวัยรุ่นอย่างรุนแรง จะทาให้เขารู้สึกว่าคุณค่าในตนเองลดลง รู้สึกมีตราบาป รู้สึกผิด และ อาจส่งผลต่อชีวิตเมอ่ื เขาเติบโตเป็นผใู้ หญ่ ผูใ้ หญ่จะต้องมองความผดิ พลาดทางเพศท่ีเกิดกับวัยรุ่นด้วย จติ ใจที่เป็นกลาง และไม่ตัดสินลงโทษ เพราะชีวติ ทางเพศเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล ท่ีสาคัญคือ ผู้ใหญ่ท่ีเป็นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครูอาจารย์ จะต้องช่วยประคับประคองให้ความมั่นใจแก่วัยรุ่นว่า ความผิดพลาดน้ันแก้ไขได้และชีวิตนั้นเร่ิมต้นใหม่ได้เสมอ ความรัก ความห่วงใย และความหวังดขี อง คนรอบข้างท่ีทา โดยไม่ทาให้วัยรุ่นเกิดความรู้สึกว่าตนหมดคุณค่า จะเป็นแรงขับให้วัยรุ่นเข้าใจว่า ความผิดพลาดสูญเสียครั้งน้ีไม่ได้ทาให้ชีวิตหมดความหมาย แต่เป็นบทเรียนท่ีมีค่าย่ิงในการดาเนิน

287 ชวี ิตต่อไป วยั รุ่นพึงรู้ไว้ว่า การตดั สนิ ใจในสถานการณ์ชวี ิตบางอย่าง อาจสง่ ผลกระทบอย่างรนุ แรงต่อ ชวี ิตที่เหลือ จึงเป็นเรื่องสาคญั ที่จะต้องคิดถึงผลตา่ ง ๆ ที่จะตามมา และมีความพรอ้ มท่จี ะรับผิดชอบ ในส่ิงทจ่ี ะตามมาจากการเลือกหรือตัดสินใจของตนเอง และเมื่อมีปญั หาเกดิ ขึน้ อาจดูเหมือนว่าปญั หา นั้นไม่มีทางออกหากคิดอยู่คนเดียว แต่ถ้าได้พูดคุยปรึกษาแสวงหาข้อมูลและขอความช่วยเหลือจาก พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือครูอาจารย์ ตลอดจนแหล่งบริการช่วยเหลือต่างๆ อาจทาให้เรามีทางออก คลคี่ ลายปัญหาได้มากขึน้ (ชมุ าภรณ์ ฝาชัยภมู ิ, 2562, น. 97-98) แนวทางในการปอ้ งกันตนเองจากการมเี พศสัมพนั ธ์ที่ไม่พงึ ประสงค์ การป้องกันตนเองมิให้ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ สิ่งที่เราควรต้องถาม ตนเองเสียก่อน คอื (กจิ จา บานชื่น ฐณิ วี รรณ วฒุ วิ ิกัยการ และวรฑา ไชยาวรรณ, 2562, น. 82-85) 1. ต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วยเหตุผลใด เช่น เพื่อเหมือนเพื่อน ๆ พิสูจน์ความรัก รักษา สัมพนั ธภาพความเปน็ คู่รัก 2. ถา้ มีเพศสมั พันธ์แล้ว การกระทาของเราไปทารา้ ยใครบา้ ง 3. พร้อมรบั ผิดชอบเม่อื เกดิ พลาดพลั้งจนตัง้ ครรภแ์ ละยนิ ดเี ป็นพอ่ แมไ่ ด้หรือไม่ 4. ทาอย่างไรเมื่อมีปัญ หาจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น เป็นโรคเอดส์ โรคติดต่อ ทางเพศสัมพนั ธ์ 5. วัยรุ่นหญิงจะรู้สึกอย่างไรถ้าต้ังครรภ์ หรือวัยรุ่นชายจะรู้สึกอย่างไร ถ้าทาให้ผู้หญิง ตั้งครรภ์ แลว้ พ่อแม่และครอบครวั จะร้สู ึกอย่างไร เมื่อวัยรุ่นตอบคาถามเหล่านี้แล้ว วัยรุ่นท่ีมีความรับผิดชอบและรักอนาคตของตนเอง จะตอบคาถามเหมือนกันทุกคน โดยพร้อมใจกันตัดสินใจเลือกที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์ กล้าพูดปฏิเสธ (Just Say No) การตดั สนิ ใจที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ใชเ่ ร่ืองงา่ ยสาหรับวัยรุ่น โดยเฉพาะกบั บคุ คลท่ีมี คนรักและคนที่ห่วงใยมากๆ แต่เม่ือตัดสนิ ใจปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์เพราะได้ตระหนักถงึ ผลกระทบ ต่อชีวิตและอนาคต ว่ามีผลเสียมากกวา่ ผลดี เราย่อมภาคภูมิใจในการตัดสินใจ โดยเฉพาะหาวิธีการ ป้องกันตนเองมใิ ห้ตกอยู่ในสถานการณเ์ สย่ี งต่อการมีเพศสมั พนั ธ์ไดห้ ลายแนวทาง คาถา 5 ข้อ เพอื่ ป้องกันตนเองไม่ให้ตกอยใู่ นสถานการณ์เสยี่ งตอ่ การมเี พศสัมพันธ์ 1. รู้จักปฏิเสธ เมื่อถูกแฟนจับมือถือแขน สัมผัสร่างกายและพยายามกระตุ้นอารมณ์ ทางเพศ ต้องพูดเสียงดังฟังชัดและน้าเสียงหนักแน่น จริงจัง “ไม่ชอบนะ ขอให้หยุด” ซึ่งผู้หญิง ส่วนใหญ่มักกลวั ไม่กลา้ ปฏิเสธ แต่ถ้าไมพ่ ร้อมดว้ ยเหตุผลตา่ งๆ ก็ควรกล้าท่จี ะพูดว่า “ไม่”

288 2. ลุกหนีทันที เม่ือพูดปฏิเสธแล้วก็ควรลุกออกห่างทันทีอ อย่าใจอ่อน และกลัวว่าเขาจะ โกรธหรือเกรงใจกัน เพราะถ้าหากเรายังไม่พร้อมหรือเห็นว่าไม่ควรก็ถือว่าเป็นการกระทาท่ีถูกต้อง เเล้ว 3. ต้องมสี ติ ไม่ดม่ื เครอ่ื งดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือใชส้ ิ่งเสพติด และมีความระมดั ระวังในเรอ่ื ง การด่ืมน้าและอาหารท่ีรับประทาน เพราะอาจโดนมอมยาหรือใส่ยานอนหลับ ทาให้ขาดสติและ ควบคมุ ตนเองไมไ่ ด้ 4. นัดไปเที่ยวในท่ีปลอดภับ เช่น สวนสาธารณะ สถานท่ีเปิดเผยและไม่พยายามเข้าไปอยู่ ในที่ลับตาคนสองต่อสอง จาไว้ว่าให้หลบหลีกห่างไกลจากสถานการณ์เส่ียงท่ีกดดันให้มีเพศสัมพันธ์ เช่น ในบ้านหรอื หอพักของฝา่ ยชาย หรอื อย่ตู ามลาพังในรถบรเิ วณลานจอดรถ 5. วางแผนการตัดสินใจ ก่อนตัดสินใจไปเท่ียวกับแฟน ควรคดิ ให้รอบครอบว่าควรใกล้ชิด กับแฟนได้แค่ไหน เม่ือยังไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์ ควรระมัดระวังตัว และวางแผนกาหนดขอบขตของ กิจกรรม เช่น พูดคุยทาความตกลงกับแฟนก่อนมีนัดไปเท่ียวว่า ไปเท่ียวกันท่านั้นนะอย่าล่วงเกินใน เรือ่ งเพศ ถึงแม้ในปัจจุบัน จะเป็นท่ียอมรับกันว่าถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ ในการป้องกันการตั้งครรภ์และป้องกันการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ก็มีโอกาสเกิด ความพลาดพลั้งต้ังครรภ์ได้เหมือนกัน เพราะถุงยางอนามัยป้องกันการตั้งท้องได้ 95% ดังนั้นการมี เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มี แต่การมีเพศสัมพันธ์ท่ีปลอดภัย สามารถเรียงลาดับของ ความปลอดภัยจากมากท่ีสุดไปหาน้อยที่สุดได้ดังน้ี ปลอดภัยมากที่สุด คือ การไม่มีเพศสัมพันธ์ โดยการอยู่เป็นโสดปลอดภัยอันดับท่ีสอง คือ การสาเร็จความใคร่ด้วยตนเองโดยไม่ใช้อุปกรณ์ ในการสาเร็จความใคร่ร่วมกับผู้อ่ืน และต้องรักษาความสะอาด ใช้ทักษะการปฏิเสธ เม่ือตกอยู่ใน สถานการณ์เส่ียงต่อการมีเพศสัมพันธ์ การปฏิเสธเป็นทักษะหนึ่งที่สามารถป้องกันตนเองได้ หากเรารู้จักใช้และมีสติเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ท่ีเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ โดยใช้ตัวอย่างคาพูดใน การปฏิเสธ 1. ถา้ เธอรกั กนั จริง อย่าทาลายฉนั เลยนะ อย่าทาแบบน้ี 2. อย่าเพิ่งเลยนะ ยังไม่ถงึ เวลาที่เหมาะสม 3. เราทง้ั สองคนยังไม่พรอ้ มจะมคี รอบครัวนะ ยงั ไมถ่ งึ วยั อันควร 4. คณุ พ่อคุณแมจ่ ะผดิ หวังมาก ถา้ เรารว่ มกันทาร้ายทา่ นแบบน้ี 5. คุณหลอกลวงฉนั หยดุ เถอะอย่าทาแบบน้อี ีกไมอ่ ย่างน้ันเราเลิกคบกนั 6. ฉนั ขอรอ้ งอยา่ ทาลายชื่อเสยี งฉนั เลย 7. ปลอ่ ยฉันนะ อย่ามาเตะตอ้ งฉันอกี ไว้รอเราพร้อมและรอวันแต่งงานดกี วา่ นะ 8. ไม.่ ..ถ้าฉนั ทอ้ งเธอจะแก้ปญั หาตรงน้ไี ด้อยา่ งไร

289 9. หยดุ นะ เราคิดถงึ ผลท่ีตามมาอยา่ งจริงจังแลว้ หรือยัง 10. อยา่ นะ ฉนั ต้องการใหเ้ ซ็กซ์เป็นส่วนหนง่ึ ของความสมั พันธท์ ่ียาวนานไม่ฉาบฉวย 11. ไม่...ฉันรักเธอ อยากอยู่ใกล้ ๆ เธอ อยากให้เธอเป็นคนที่เข้าใจฉันมากท่ีสุด และฉันก็ เขา้ ใจเธอที่สดุ แต่เราอย่าพึ่งไปไกลถงึ เรอ่ื งเซก็ ซก์ นั เลยนะ 12. ไม่..เธอจะแคร์ความรู้สึกฉนั ไหม ถ้าฉนั กลัวว่าจะรบั ปญั หาท่ีตามมาไมไ่ หว ตัวอยา่ งการโต้ตอบ ตอ่ รอง เม่อื ยังไม่พร้อมทจ่ี ะมเี พศสมั พนั ธ์ ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง คนรกั กนั ชอบกนั เขาก็ทาอยา่ งนท้ี ัง้ นนั้ แหละ คนต้งั เยอะแยะทเ่ี ขาเป็นแฟนกนั ก็ไมเ่ ห็น มันแสดงความผูกพันเป็นคนคนเดียวกัน ตอ้ งนอนด้วยกนั น่ี สมยั นเี้ ขาเลกิ ถือกนั เล้ว เพอ่ื นเขาทากัน แต่ฉนั ไมต่ ้องการเป็นเบบนัน้ น่ี เยอะเยะ ครงั้ เดยี วไม่ทอ้ งหรอก ทเี่ คยเกดิ เรอื่ ง กเ็ พราะครง้ั เดยี วนี่แหละ ไมต่ ้องห่วงหรอก ฉันไม่ใชค่ นสาสอ่ น ไมใ่ ช่พดู เลน่ นะ ฉันไมอ่ ยากติดโรค และไม่ อยากท้องดว้ ย ไม่มีใครร้หู รอก มันเรอ่ื งระหว่างเราสองคน ถึงไม่มีใครรู้ แต่ฉนั รู้ เรารู้ วา่ มันไม่ดีและ ฉันกไ็ ม่อยากทาร้ายตวั เอง ก็เรารักกัน มันจะเป็นอะไรไปล่ะ แต่เรายังไมพ่ ร้อมทจ่ี ะทาเรื่องแบบน้ี ก็เราไม่ใช่เพอ่ื นกันธรรมดา เรารกั กนั รกั กนั เฉยๆ กไ็ ดน้ น่ี า ไม่ใหก้ ็แสดงว่าไม่รักกันจริง คนรักกันจริง เขาไม่คิดแตเ่ รอ่ื งแบบนหี้ รอก ไมร่ ักจงึ ไม่ยอมน่ะสิ ไมเ่ ป็นของฉนั กไ็ ม่ต้องคบกัน ฉันมคี า่ เพยี งเท่าน้ีเองหรอื จะให้รอไปถงึ ไหน รอจนกว่าเราทั้งค่จู ะพรอ้ ม แน่ใจวา่ รักกัน จริง ๆ นะ่ สิ ฉันต้งั ใจไวแ้ ลว้ วา่ จะไม่ย่งุ เร่ือง เซ็กซ์ จนกวา่ จะโตกวา่ น้ี และรบั ผิดชอบตัวเองได้ คนอื่นเต็มใจเปน็ ของฉันอยู่ต้ังเยอะ ฉนั วา่ เธอเสียเวลาเปล่านะ ถ้าจะคบกนั กต็ อ้ งเลกิ พูดเรอ่ื งเบบนี้ ลองสักคร้ังรับรองจะตดิ ใจ กลัวจะเปลี่ยนใจ แลว้ ตอ้ งมาน่ังเสยี ใจกนั มากกว่าจ้า

290 ฝ่ายชาย ฝา่ ยหญิง กลัวการมีเซ็กซ์หรอื อยา่ กลัวเลย รับรอง เราไม่ทาแบบน้นั ก็สบายดอี ยู่ไมใ่ ช่รึ วา่ จะมคี วามสุข ยิง่ กวา่ ขึ้นสวรรค์ แหล่งบรกิ ารช่วยเหลอื เก่ยี วกับปญั หาทางเพศ เม่ือพบหรือประสบปัญหาเร่ืองเพศ เช่น โรคเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ พฤติกรรมความรนุ แรง ทางเพศ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ สามารถติดต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ และคาแนะนา ดังต่อไปนี้ (กิจจา บานชื่น ฐิณีวรรณ วุฒิวิกัยการ และวรฑา ไชยาวรรณ, 2562, น. 160-165) 1. หน่วยงานสาหรับผู้ที่ถูกทาร้ายร่างกาย ขู่บังคับขืนใจให้มีเพศสัมพันธ์ ล่วงละเมิด ทางเพศหรือถกู ทอดท้ิง หนว่ ยงาน สถานที่ติดต่อ 1. มูลนิธิเพอ่ื นหญิง 386/61-2 ซ.รชั ดาภิเษก 42 ถนนรัชดาภเิ ษก เป็นเพอ่ื นที่พักพงิ ของผู้หญิงยามมที กุ ข์ ประสบ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900 ปัญหาผ้ชู ายไม่รับผดิ ชอบ ถูกลว่ งละเมิดทางเพศ โทร.0-2513-2780, 0-2513-1001 2. มลู นธิ ิปวณี าเพอ่ื เด็กและสตรี 84/14หมู2่ ถนนรงั สิต-นครนายก (คลอง 7) ใหค้ วามช่วยเหลอื ผู้หญงิ ที่ถกู ทาร้ายรา่ งกาย ตาบลลาผักกดู อาเภอรญั บุรี จังหวัดปทมุ ธานี ถกู ลว่ งละเมิดทางเพศ ทง้ั ทางกฎหมายและตาม 12110 โทร.0-2577-0500-1, 0-2577- สืบคน้ 0496-8 สายดว่ น 1134 3. มูลนิธิผหู้ ญงิ 295 ซอยจรญั สนทิ วงศ์ 62 บางพลดั ใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผู้หญงิ ทถี่ ูกทาร้ายร่างกาย กทม. 10700 จากสามี ถกู ทารุณกรรมทางเพศ ถูกล่วงละเมิด โทร. 0-2433-5149, 0-2435-1246 ทางเพศ 4. ศนู ย์ช่วยเหลือเรง่ ดว่ น 24 ชั่วโมง กรมประชาสงเคราะห์ สะพานขาว กทม. กรมประชาสงเคราะห์ ช่วยผู้หญงิ ที่มีปัญหา โทร.1507, 1578 ครอบครัว โดนสามที ารณุ ทาร้าย

291 หน่วยงาน สถานที่ติดตอ่ 5. บา้ นพักฉกุ เฉนิ สมาคมส่งเสรมิ สถานภาพสตรี โทร. 0-2929-2301-07, 0-2929-2222, ในพระอปุ ถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า 0-2566-2707 โสมสวลพี ระวรราชาทนิ ดั ดามาตุ ชว่ ยเหลอื ให้ คาปรึกษาและท่อี ย่อู าศยั แก่ผู้หญิงทม่ี ีปญั หา ครอบครัว ปัญหาความรุนแรงในครอบครวั ถูก ทารา้ ย มบี ตุ รนอกสมรส ถูกลว่ งละเมิดทางเพศ ถูกทอดทงิ้ 6. โครงการพฒั นาเครือขา่ ยผู้หญงิ ในชมุ ชนแออัด โทร. 0-2731-5218 ให้ความช่วยเหลอื ผหู้ ญิงถกู ทาร้ายรา่ งกาย ถกู ลว่ งละเมิดทางเพศ 2. หน่วยงานสาหรับผู้ท่ีต้องการความช่วยเหลือในเร่ืองสุขภาพ และโรคเก่ียวกับ เพศสัมพันธต์ า่ ง ๆ หนว่ ยงาน สถานท่ตี ิดตอ่ 1. โรงพยาบาลสมทุ รปราการ 71 ถนนจักรกะพาก ตาบลปากนา้ อาเภอเมอื ง จงั หวดั สมุทรปราการ 10270 2. โรงพยาบาลปทมุ ธานี โทร.0-2388-0525 สายดว่ น 1669 (สมทุ รปราการ) 3. โรงพยาบาลพระสมทุ รเจดยี 7 ถนนปทมุ -ลาดหลุมแก้ว ตาบลบางปรอก อาเภอเมือง จงั หวดั ปทมุ ธานี 12000 4. คลินิคนิรนาม (โครงการโรคเอดส)์ โทร. 0-2598-8753 www.pth.go.th บรกิ ารตรวจกามโรค สภากาชาดไทย (ตรวจ 172 หมู่ 3 ตาบลคลองบางปลากด โรคเอดส์ ให้คาปรกึ ษาก่อนและหลังการตรวจ อาเภอพระสมทุ รเจดียจ์ งั หวัดสมุทรปราการ และบรกิ ารตรวจซฟิ ลิ ิสอยา่ งเดียว) 10290 โทร.0-2425-9407 1871 ถนนพระราม 4 เขตปทมุ วนั กทม. 10330 โทร.0-2256-4180, 0-2250-8181-9 ตอ่ 4107-9, 0-2256-4109

292 หน่วยงาน สถานทีต่ ิดตอ่ 5. คลนิ กิ วัยรุ่น 270 ถ.พระราม6 แขวงพญาไท เขตราชเทวี บริการวยั ร่นุ ท้ังชายละหญงิ อายุระหวา่ ง กทม. 10400 12-21 ปี เกี่ยวกับเรอื่ งเพศ เรอื่ งอว้ น เร่อื งการ โทร. 0-2644-9666 (24 ชม.) เรยี น ตดิ เชอ้ื ทางเพศ ฯลฯ 3. หน่วยงานสาหรับผทู้ ี่ต้องการคาแนะนาคาปรกึ ษาเก่ียวกับชีวิต ครอบครัว แนะนาเร่ือง สขุ ภาพและโรคตดิ ตอ่ ทางเพศ หน่วยงาน สถานท่ีติดต่อ 1. ฮอตไลนค์ ลายเครยี ดของกรมสขุ ภาพจิต กรมสุขภาพจติ ถนนติวานนท์ อาเภอเมือง รับฟังปัญหา ใหค้ าปรกึ ษากับผู้หญงิ จังหวัดนนทบุรี 11000 ในทกุ ๆ เร่อื ง โทร.1667 2. มูลนิธิศนู ย์ฮอตไลน์ 145/6 อาคารฮอตไลน์วลิ ลา่ ถนนวภิ าวดรี ังสิต รบั ปรกึ ษาและใหค้ าแนะนา เกยี่ วกับ 20 (ซ.ทรงสะอาด) แยก 6-1 จอมพล (ลาดยาว) ปญั หาครอบครัว ปัญหาชวี ติ โรคเอดส์ จตจุ ักร กรงุ เทพฯ 10900 โทร.0-2276-2950, 0-2277-8811 3. สมาคมสะมาริตนั ส์ (วนั จันทร์-ศุกร์) แนะนาปรึกษาคลายทกุ ข์ การแกป้ ญั หา โทร.0-2712-6793, 0-2712-6790 หาทางออกใหก้ บั ชีวติ หลกี เล่ยี งการฆ่าตัวตาย 0-2712-6791 (ภาษาองั กฤษ) 4. เสถียรธรรมสถาน 0-5322-5911-8 (เชียงใหม)่ ให้คาแนะนาเร่ืองการคลายทุกขเ์ พ่อื 24-5 หมู่ 8 ซอยวชั รพล ถนนรามอนิ ทรา ปฏิบัติธรรม ปรกึ ษาปัญหาธรรมะ แขวงท่าแูร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10230 5. มลู นิธเิ ครอื ขา่ ยครอบครัว โทร.0-2519-1119, 0-2510-6697 ให้คาปรกึ ษาเกี่ยวกบั การดูแลลูกเเละ 192 ซอย 8 ถนนเทศบาลนิมิตเหนือ ดูแลครอบครัวใหก้ ับผหู้ ญิง เพ่ือสร้างความสุข ประชานเิ วศน์ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ในครอบครวั ป้องกันปัญหาการหย่าร้าง โทร.0-2954-2346-7 โทรสาร 0-2954-2348

293 4. หน่วยงานสาหรับผู้ทีต่ อ้ งการคาแนะนา ปรกึ ษาเรอื่ งการแผนครอบครัวและคมุ กาเนดิ หนว่ ยงาน สถานทต่ี ดิ ต่อ 1. ศนู ยว์ ิจยั และพฒั นาเพศศาสตร์ศึกษาจุฬา อาคารสถาบนั 2 ซอยจุฬาฯ 62 (วทิ ยาลยั วทิ ยาศาสตรส์ าธารณสุข จุฬาลงกรณ์ ถนนพญาไท กทม. 10330 มหาวทิ ยาลยั ) ให้คาปรึกษาเกีย่ วกบั เพศการ โทร.0-2218-8154, 0-2218-8146 เสือ่ มสมรรถภาพทางเพศ โทรสาร 0-2218-8439 2. สมาคมวางแผนครอบครวั แหง่ ประเทศไทย 8 ซอยวิภาวดีรังสติ 44 ถนนวภิ าวดรี งั สิต (สวท.) ในพระราชปู ถัมภ์ สมเดจ็ พระศรีนครนิ - แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900 ทราบรมราชชนนี บริการวางแผนครอบครวั โทร.0-2941-2320 โทรสาร 0-2561-5130 เเละหลังคลอด อเี มล์ [email protected] 3. บา้ นพระคณุ โทร.0-2759-1201, 0-2759-9238 เฉพาะหญิงตง้ั ครรภ์นอกสมรส ท้ังกอ่ น และ เปดิ บรกิ ารทุกวนั ตลอด 24 ช่วั โมง หลงั คลอด 4. สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (สปช) 6 สขุ มุ วทิ 12 คลองเตย กทม. 10110 คณุ มีชยั วีระไวยหยะ โทร.0-2229-4611-28 โทรสาร 0-2229-4632 ใหบ้ รกิ ารปรึกษาเรอ่ื งการวางแผน อีเมล์ [email protected] ครอบครวั การทาหมนั คุมกาเนิดดว้ ยวิธีตา่ งๆ ทาเเท้งอย่างถกู กฎหมาย 5. หน่วยงานสาหรับผู้ที่ต้องการคาแนะนา คาปรึกษา ความช่วยเหลือด้านงาน การศึกษา อาหารและยา หน่วยงาน สถานทตี่ ิดตอ่ 1. กรมสวสั ดกิ ารและคมุ้ ครองแรงงาน อาคารใหม่ 15 ชั้น ถนนมิตรไมตรี แขวงดนิ แดง (ฝ่ายบริหารทั่วไป กองแรงงานหญงิ เละเด็ก) เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400 โทร.0-2246-8006 2. ศูนยบ์ ริการข้อมลู และฝึกอบรมแรงงาน โทร.0-2972-7035, 0-2972-6385 ใหค้ าปรกึ ษาแกผ่ หู้ ญิงทีถ่ ูกกดขี่แรงงาน ให้คาปรึกษาทางด้านกฎหมายแรงงาน ใหค้ าเเนะนาเรือ่ งการหางาน

294 หนว่ ยงาน สถานทต่ี ิดต่อ 3. กรมการกงสุล กระทรวงการตา่ งประเทศ โทร.0-2575-1047-9 (กองคมุ้ ครองและดูแลผลประโยชน์คนไทย ในตา่ งประเทศ) รับรอ้ งเรยี นจากผู้หญงิ และ โทร.0-2236-9272, 0-2266-8019 คนไทยทกุ คน หากถกู หน่วงเหน่ยี วกกั ขัง ถกู โกงคา่ แรงในตา่ งประเทศหรือต้องการขอ โทร.0-2629-8250, 0-2629-8252 ความช่วยเหลือ หรือสายดว่ น 1166 4. มลู นธิ ิส่งเสรมิ โอกาสผ้หู ญงิ (เอ็มพาวเวอร์) โทร.0-2591-8472, 0-2202-9333 ให้คาปรึกษาเรอ่ื งการศกึ ษาแกผ่ ้หู ญิงท่ีไมม่ ี หรอื สายดว่ น อย. 1556 โอกาสเรยี นแต่ต้องการจะเรยี นต่อในดา้ น ตา่ งๆ ของ กศน. 5. สานกั งานคณะกรรมการค้มุ ครองผบู้ ริโภค รบั รอ้ งเรียนเกย่ี วกับเร่อื งการซอ้ื สินค้า ถูกหลอกลวงให้ซอ้ื ถูกเอาเปรียบ 6. กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รบั เรือ่ งรอ้ งเรียนต่างๆ เกี่ยวกับเร่ือง อาหารและยา 6. หน่วยงานสาหรับผทู้ ี่ตอ้ งการคาแนะนา คาปรกึ ษา ความช่วยเหลือด้านกฎหมายต่าง ๆ หน่วยงาน สถานทต่ี ิดต่อ 1. สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย โทร.0-2241-0737, 0-2243-9050 ชว่ ยเหลอื สตรใี นเรอื่ งใหค้ าปรกึ ษา ทางด้านกฎหมายทุกๆ ประเภท เช่น กฎหมาย โทร.0-2541-6416, 0-2541-6468 สินสมรส ค่าเลย้ี งดบู ตุ ร กฏหมายละเมิดสิทธิ์ บุคคล 2. มูลนธิ ิทองใบ ทองเปาด์ ใหค้ าปรึกษาเร่ืองกฎหมายกับผหู้ ญงิ ทุกประเภท

295 หนว่ ยงาน สถานที่ติดต่อ 3. คณะกรรมการคาทออิกเพ่อื สตรี โทร.0-2681-3900 ต่อ 1704 ให้คาปรกึ ษาเละเสริมสรา้ งศักยภาพสตรี โทร.0-2972-7035, 0-2972-6385 และสนับสนนุ การเรยี กร้องสทิ ธิสตรี ชว่ ยเหลอื สตรใี นด้านกฎหมาย บทสรุป ทกั ษะส่วนบุคคลเป็นสิ่งทว่ี ัยรุ่นหนุ่มสาวต้องเรยี นรู้ เพ่ือให้สามารถตดั สินใจเก่ยี วกับตัวเอง ได้อย่างถกู ต้อง การฝึกทาซ้า ๆ ทาให้มีความสามารถและความชานาญในการประเมิน และวิเคราะห์ สถานการณ์เพื่อตัดสินใจเลือกทางแก้ปัญหา ทั้งปัญหาที่เกิดข้ึนรอบตัวและปัญหาที่เกิดข้ึน จากพฤตกิ รรมทางเพศของตนเอง การตระหนักในคุณค่าของตนเอง เป็นความรู้สึกท่ีบุคคลรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า นาไปสู่ ความเช่ือมั่นในตนเอง และการยอมรับนับถือตนเอง ซึ่งเป็นผลจากการประเมินตนเองโดยภาพรวม ในด้านความสามารถ ความสาคัญ และความสาเร็จของตนเอง และแสดงออกมาในรูปแบบของ ทศั นคติในแง่บวกท่ีมีตอ่ ตนเอง ทักษะการสื่อสาร เป็นความสามารถในการใช้คาพูดและภาษาท่าทางเพื่อแสดงความรู้สึก นึกคิดของตนอย่างเหมาะสมกับสภาพวัฒนธรรมและสถานการณ์ต่าง ๆ โดยสามารถที่จะแสดง ความคิดเห็น ความปรารถนา ความตอ้ งการ การขอร้อง การเตือน และการขอความชว่ ยเหลอื ทักษะการตัดสินใจ เป็นทักษะชวี ิตที่นามาใชใ้ นการเลือกทางปฏบิ ตั ิในการนาไปสู่เป้าหมาย ที่วางไว้ อาจเป็นการตัดสินใจกระทาส่ิงใดสิ่งหนึ่งในทางท่ีถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจ ในเรือ่ งการมเี พศสมั พนั ธ์ ทักษะการต่อรองและการปฏิเสธ เป็นแนวทางหน่ึงที่ช่วยให้ป้องกันตนเองหรือหลีกเล่ียง ตอ่ สถานการณเ์ สย่ี งต่อการมเี พศสัมพนั ธท์ ไี่ มพ่ งึ ปรารถนา นอกจากนี้ ยังมีการสร้างกลไกในการป้องกันตัวทางเพศ ท่ีจะทาให้หลีกหนีจากการมี เพศสัมพนั ธท์ ่ีไมเ่ หมาะสม ไดแ้ ก่ การเก็บกด การป้ายความผิดให้แกผ่ ู้อ่ืน การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง การถดถอย การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาท่ีแท้จริง การสร้างวิมานในอากาศ หรือ การฝันกลางวัน และการแยกตัว รวมถงึ การมแี หล่งบริการช่วยเหลอื เกีย่ วกับปัญหาทางเพศดว้ ย

296 กิจกรรมการเรยี นรู้ “การสื่อสารเพือ่ ความเขา้ ใจในครอบครัว” ขัน้ ตอนการดาเนนิ การ 1. แบ่งผู้เรียนเป็น 4 กลุ่ม คละเพศหญิงชาย โดยให้ผู้เรียนเลือกจับกลุ่มเอง แต่ต้องมี จานวนสมาชิกเท่ากันทกุ กลุ่ม จากน้ันนาเสนอสถานการณ์ 4 เรอื่ ง แล้วให้แต่ละกลุ่มเลอื ก เพ่ือเตรยี ม แสดงบทบาทสมมติ ใหเ้ วลาในการเตรียม 15 นาที สถานการณ์ 1: พ่อแม่กาลงั เลิกกนั จากสาเหตุทพ่ี ่อไปมีผู้หญงิ คนใหม่ ทัง้ พอ่ และแม่ จึงตัดสินใจบอกกับลูกในเรอื่ งท่เี กดิ ข้ึน สถานการณ์ 2: เพือ่ นบา้ นมาบอกพ่อกบั แม่ว่า เหน็ ลูกสาวเดนิ จงู มอื คลอเคลียกับ ผูช้ ายในหา้ งสรรพสินคา้ ทงั้ พอ่ และแม่รูส้ ึกไม่สบายใจและตอ้ งการ คุยกบั ลกู สาว สถานการณ์ 3: คนข้างบา้ นมาบอกพอ่ กับแม่ว่า เหน็ ลูกชายไปมั่วสมุ กับเพ่อื นซ่ึงเป็น แก๊งซิง่ มอเตอร์ไซค์ ทง้ั พ่อและแม่ต้องการคยุ กบั ลูกชายเร่ืองน้ี สถานการณ์ 4: ลกู เปน็ เกย์ ตัดสนิ ใจอยนู่ านหลายปแี ละต้องการบอกพ่อแม่ในเร่อื งน้ี 2. แต่ละกลมุ่ แสดงบทบาทสมมติ ใชเ้ วลากลุ่มละ 3 - 5 นาที 3. จากน้ันจึงชวนคุย เพ่ือให้เข้าใจถึงเง่ือนไขการส่ือสารระหว่างผู้ใหญ่กับเด็กว่ามีปัจจัย อะไรท่ีเก่ียวข้องบ้าง และช้ีให้เห็นความกังวลและห่วงใยของพ่อแม่ท่ีมีต่อลูก และลูกอาจต้องการ คาปรึกษาจากพอ่ แม่ แต่มชี อ่ งว่างในการสอ่ื สารเพราะไม่มีฝา่ ยใดเรมิ่ ต้น โดยใชค้ าถามดังน้ี - ปจั จัยท่ชี ่วยให้การพดู คุยในแต่ละสถานการณ์เปน็ ไปดว้ ยดี หรอื มีปญั หาคืออะไร - ในสถานการณจ์ ริง คิดวา่ คยุ ยากกว่า หรือง่ายกว่า อยา่ งไร - นอกจากตัวอย่างสถานการณ์ทงั้ 4 เร่ืองแล้ว ในชีวิตจริงมีเหตุการณ์อะไรอีกบ้าง ทมี่ กั เกดิ ขน้ึ และเปน็ ความขัดแย้งภายในครอบครัว 4. ชวนคุย เพ่ือเชื่อมโยการเรียนรู้จากกิจกรรมกับบทบาทในฐานะของผู้สอน/ครู ซ่ึงต้อง ใกลช้ ดิ และช่วยเหลือเด็กในภาวะที่กาลังเผชญิ กับปัญหาครอบครัว โดยใชค้ าถาม ดังน้ี - หากมีเด็กที่กาลังเผชิญกับปัญหาครอบครัวแตกแยกมาปรึกษา เราจะมีวิธีการให้ คาแนะนาอยา่ งไร - หากเด็กมีปญั หาครอบครวั แตกแยก เราจะทาให้เด็กเกิดการเรยี นรู้เร่ืองธรรมชาตขิ อง ความสมั พนั ธท์ ่ีเปลยี่ นแปลงไดอ้ ยา่ งไร

297 - โรงเรียนหรือครูสามารถทาหน้าท่ีเป็นครอบครัวของเด็ก หรือเป็นท่ีพึ่งของเด็กได้ หรอื ไม่ อย่างไร - คิดอย่างไรกบั การจัดงานวันพ่อหรอื วันแม่ โดยให้เด็กพาพ่อหรือแม่มาเพ่ือกราบ และ กิจกรรมแนวนี้ ส่งผลอยา่ งไรต่อเดก็ ท่อี าจไม่ไดอ้ ยูก่ ับพ่อหรอื แม่ 5. ผู้จัดการเรียนรู้ นาคาตอบที่ระดมเร่ือง “ครอบครัวสมบูรณ์” เมื่อต้นชว่ั โมง กลบั มาให้ ผู้เรียนพิจารณาร่วมกันอีกคร้ัง โดยชวนให้ผู้เรียนช่วยกันสรุปว่าส่ิงสาคัญท่ีทาให้ครอบครัวสมบูรณ์ และมีความสขุ อะไร จากกจิ กรรมท่ไี ด้เรียนรู้ในหนว่ ยนี้ 6. จากนัน้ สรุปประเดน็ สาคัญในเร่อื งการจดั การเรียนรู้เก่ียวกบั ครอบครัวว่า - จากที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหน่วยน้ี จะเห็นว่า ในสภาพสังคมปัจจุบันและ ในอนาคต รูปแบบครอบครัวอาจมคี วามหลากหลายมากขึน้ และอาจไม่ใช่ภาพอุดมคติของ “พอ่ -แม่- ลูก” แต่เพยี งอยา่ งเดียว ทั้งน้ี สงิ่ สาคัญคือ ครอบครัวเป็นรากฐานสาคัญของบุคคล และองคป์ ระกอบ สาคัญท่ีทาให้ครอบครัวมีความสขุ คือ การดูแลใสใ่ จ ส่ือสารกันด้วยความเข้าใจและปรารถนาดตี ่อกัน ของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กๆ ควรจะได้รับความม่ันใจว่า มีผู้ใหญ่ท่ีรักเขา เป็นคนท่ีเขา สามารถไว้วางใจ พร้อมรับฟังและให้ความชว่ ยเหลือได้ - ครูมีบทบาทสาคัญในการเป็นผู้ใหญ่ในชีวิตอีกคนของเด็ก ที่จะเป็นที่พ่ึงรับฟังปัญหา ให้ความช่วยเหลือ และจัดการเรยี นรู้เพอื่ ให้เด็กๆ เตบิ โตข้ึนอยา่ งมคี วามสุข มีความมั่นใจในสถานภาพ ทต่ี นเองเป็นอยู่ โดยไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมีองคป์ ระกอบของครอบครัวแบบในอุดมคติ - การให้คาปรึกษาแก่เด็กต้องไม่ด่วนตัดสินใจแทน ให้เด็กได้คิดด้วยตนเอง ไม่ปฏิเสธ หรือแสดงกิริยาท่ีทาให้เด็กรู้สกึ ว่า ตนเองเป็นฝ่ายผิด หรือไมเ่ หน็ ด้วยกบั สิ่งที่เดก็ กาลังคิดหรือรู้สึกอยู่ ในขณะน้ัน

298 กิจกรรมการเรยี นรู้ “ความหมายและระดบั ของความรนุ แรง” ขั้นตอนการดาเนนิ การ 1. ถามนาก่อนเข้าสู่บทเรียนว่า “เมื่อพูดถึงความรนุ แรงเราคิดถงึ อะไร” แล้วสรุปประเด็น จากคาตอบของผูเ้ รียน เพื่อให้เห็นภาพร่วมกนั วา่ “ความรุนแรง” เกี่ยวข้องกบั การกระทาท่กี ่อให้เกิด ผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจ ด้วยวิธีการหรือกระทาในลักษณะต่างๆ เช่น การกระทา การใช้อาวุธ การเอาชีวิตกนั เปน็ ต้น 2. แบ่งกลุ่มเป็น 4 กลุ่ม แยกเพศหญิงชาย แจกบัตรคาที่ระบุพฤติกรรมหรือการกระทา ต่าง ๆ ให้แต่ละกล่มุ ๆ ละ 1 ชุด ๆ ละ 8 ใบ เพ่อื วเิ คราะห์และตอบคาถามตอ่ ไปนี้ โดยใช้เวลาทางาน 15 นาที โอบไหล่ ปฏิเสธไมย่ อมฟงั ความคิดเห็น แซวลามก ทาให้รู้สกึ ไม่ดกี ับตนเอง เอาเร่ืองมเี ซ็กส์กนั ไปเลา่ ให้คนอืน่ ฟัง จบั มือ ทาใหเ้ สยี หนา้ ลอ้ เลยี นว่าเป็นตุ๊ด เกย์ ทอม ด้ี ผลักกัน นอกใจคู่ แสดงความหงึ หวง แกลง้ ใหอ้ ายคนอ่ืน พูดนนิ ทาลบั หลัง พูดจาเสียดสหี รือกระทบกระเทยี บ แอบมองหน้าอก แอบดูอาบน้า ขม่ ขไู่ มใ่ ห้มีคนอืน่ ซาดิสต์ ต่อวา่ ดว้ ยคาพูดแรงๆ ขว้างปาสงิ่ ของใส่ ตอ่ ยตี สง่ ตอ่ เมล์โปห๊ รืออนาจาร บังคับให้มีเซก็ ส์ ตบหน้า ใชอ้ าวธุ ทาร้าย ฉุดกระชากลากถู บงั คับค้าประเวณี เอาปมดอ้ ยมาพูด มอมเมาหรอื ลอ่ ลวงใหม้ ีเซก็ ส์ แอบถา่ ยวดิ ีโอ ตอกยา้ ใหร้ ู้สกึ ผดิ เมนิ เฉยหรือทาเย็นชาใส่ - แยกแยะบัตรคาที่ได้รับว่า เป็นความรุนแรงในระดับใดบ้าง (ไม่รุนแรง รุนแรงน้อย รนุ แรงมาก) - อธบิ ายเหตผุ ลประกอบการตดั สินใจวา่ เป็นความรนุ แรงในแต่ละระดบั อยา่ งไร - ผลกระทบจากการใชค้ วามรุนแรงในแตล่ ะระดับคอื อะไร 3. ให้เวลาแต่ละกลมุ่ นาเสนอ 3 นาที และให้เพ่ือนซักถามแลกเปลี่ยนว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” อย่างไร เพ่ือสรุปความหมายของความรุนแรง เกณฑ์ที่ใช้บ่งบอกว่าเป็นการใช้

299 ความรนุ แรงในแต่ละระดับ และเช่อื มโยงให้เหน็ ถึงความรนุ แรงทางเพศ รปู แบบตา่ ง ๆ โดยใช้คาถาม เชน่ - อะไรท่ที าให้เราคดิ วา่ เป็นการใชค้ วามรุนแรง - พฤตกิ รรมหรอื การกระทาใดบา้ งที่ถือเปน็ ความรนุ แรงทางเพศ - ความรนุ แรงทเ่ี ราพูดถงึ มผี ลกระทบอย่างไร - หากเราจะสรุปควาหมายของคาว่า ความรุนแรงทางเพศ เราจะอธบิ ายว่าอยา่ งไร - แหล่งให้บริการหรือช่วยเหลือผู้ถูกระทารุนแรงหรือล่วงละเมิดทางเพศในพื้นท่ี มที ีใ่ ดบา้ ง และสามารถไปใชบ้ ริการไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง

300 กิจกรรมการเรยี นรู้ “No Condom, No Sex” ขัน้ ตอนการดาเนนิ การ 1. ผู้จัดการเรียนรู้ช้ีแจงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ว่า กิจกรรมน้ีเป็นการแลกเปล่ียน ความคดิ เห็นในเรื่องข้อดขี ้อเสยี และอุปสรรคของการใชถ้ ุงยางอนามัย 2. แบง่ กล่มุ ผู้เรียนปน็ 4 กลุ่มเทา่ ๆ กัน โดยแบง่ เปน็ กลมุ่ ชายลว้ น และหญงิ ล้วน 3. มอบหมายใหแ้ ต่ละกลุ่มชว่ ยกนั แสดงความคิดเห็นตามหวั ข้อ ดงั น้ี - กลุ่มหญงิ 1 ให้ชว่ ยกนั คิดถึงเหตผุ ล ในกรณีทีเ่ ราเป็นผ้หู ญิงทต่ี อ้ งการใชถ้ ุงยาง - กลุ่มหญิง 2 ใหช้ ว่ ยกันคิดถงึ เหตุผล ในกรณีท่ีเราเป็นผู้หญิงท่ีไม่ต้องการใช้ถุงยาง - กลุ่มชาย 1 ใหช้ ่วยกนั คดิ ถึงเหตผุ ล ในกรณีที่เราเปน็ ผ้ชู ายท่ตี อ้ งการใชถ้ ุงยาง - กลุ่มชาย 2 ใหช้ ่วยกันคดิ ถงึ เหตุผล ในกรณีทเี่ ราเป็นผชู้ ายทไี่ ม่ตอ้ งการใชถ้ ุงยาง ใหเ้ วลากลุม่ ย่อย 5 นาที 4. เม่ือหมดเวลา อธิบายว่าจะมกี ารแสดงบทบาทสมมติ โดยแต่ละกลุม่ จะสวมบทบาทเป็น หญิงและชายตามบทบาทที่ได้ช่วยกันคิดเหตุผลไว้แล้ว ให้กลุ่มเตรียมเลือกตัวแทน 1 คน เพื่อแสดง บทบาทสมมติในฉากทต่ี ้องต่อรองกัน ตามสถานการณส์ มมติ ดังนี้ “ท้ังคู่เป็นแฟนท่ีรักและคบหาดูใจกันมาระยะหน่ึงแล้ว ท้ังสองอยู่ในสถานการณ์ที่เอ้ือ ตอ่ การมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละฝ่ายคิดว่าจะตัดสินใจมี หากการพูดคุยต่อรองกบั อีกฝ่ายในเร่ืองการใช้ ถุงยางเปน็ ไปตามท่ตี ัง้ ใจ” 5. ผู้จัดการเรียนรู้ขอให้คู่แรก คือ กลุ่มชาย 1 และกลุ่มหญิง 2 ส่งตัวแทนมาแสดงบทบาท สมมติ โดยให้เวลาไม่เกิน 10 นาที และอีก 2 กลุ่มให้สังเกตการณ์ และให้ข้อคิดเห็นหลังการแสดง ผู้จัดการเรียนรู้ควรจดประเด็นสาคัญท่ีแต่ละฝ่ายใช้ในการต่อรองเพ่ือประกอบการแลกเปลี่ยน ตอนทา้ ย 6. หลงั จากทคี่ ่แู รกแสดงเสรจ็ แล้ว ผูด้ าเนนิ กิจกรรมชวนพดู คุย ประมาณ 5 นาที ดังน้ี - ถามผู้แสดงทั้งสองฝ่ายว่ารู้สึกอย่างไรกับการพูดคุย และผลที่เกิดข้ึน ความรู้สึกท่ีมีต่อ คนรกั เปน็ อยา่ งไร - ถามอีกสองกลุ่มที่สังเกตการณ์ ว่ามีข้อสังเกต หรือข้อคิดเห็นอย่างไรบ้าง ต่อ สถานการณส์ มมติคู่แรก - ถามความเหน็ จากกลุ่มผูแ้ สดงเพิ่มเติมอีกกลุม่ ละ 1 - 2 คน 7. จากนั้น ให้คู่ที่ 2 ออกมาแสดงบทบาทสมมติ คือ กลุ่มชาย 2 และกลุ่มหญิง 1 ให้เวลา ไม่เกิน 10 นาที และ 2 กลมุ่ แรกทีแ่ สดงไปแล้วใหส้ ังเกตการณ์ และใหข้ ้อคดิ เห็นหลังการแสดง

301 8. หลงั การแสดงบทบาทสมมติ ผจู้ ัดการเรยี นรู้ชวนพูดคยุ ตามประเด็นในขอ้ 6 9. จากน้ัน ผูจ้ ดั การเรยี นรชู้ วนผเู้ รียนวคิ ราะห์ โดยใช้คาถามชวนคิด ดงั น้ี - การแสดงบทบาทสมมติทั้ง 2 กรณี เหมือนหรือแตกต่างจากสถานการณ์จริงของ หนุ่มสาวอยา่ งไร - ผลท่ีตามมาจากการต่อรองที่ไม่ประสบผลสาเร็จในเร่ืองการใช้ถุงยางอนามัย คือ อะไรบ้าง - จากบทบาทสมมติ เหตุผลใดที่คิดว่าได้ผลที่สุดในการยืนยันว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์ หากไม่ใชถ้ ุงยางอนามัย - การพูดคุยหรือต่อรองแบบใด ที่อาจนาไปสู่การตอ้ งยอมมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถงุ ยาง อนามยั - ปัจจยั อะไรบ้างท่สี ง่ ผลต่อการส่ือสารตอ่ รองของหญงิ /ชาย - อุปสรรคสาคัญในการสื่อสารเรื่องการใช้ถุงยาง หรือการค้นหาทางเลือกในการมี เพศสมั พันธ์ทปี่ ลอดภยั ของครู่ ัก คอื อะไรบ้าง - หากต้องการพดู คุยหรอื ต่อรองเรอ่ื งการใช้ถงุ ยางกับแฟนหรอื ค่รู ัก ควรพูดคุยเม่ือใด 10. ผู้จัดการเรียนรู้ชวนผู้เรียนสรุปว่า เราได้อะไรจากกิจกรรมวันนี้และเพิ่มเติมประเด็น ดงั น้ี - การสื่อสารต่อรองในเรอื่ งสัมพนั ธภาพ รวมท้ังเพศสัมพันธ์ท่ีปลอดภัย มีปัจจัยหลาย อย่างที่เข้ามาเก่ียวข้อง นอกจากเหตุผลที่แต่ละฝ่ายใช้ในการพูดคุย อาทิ ความชัดเจนในส่ิงที่ตนเอง เลือกและตั้งใจ เช่น ถ้าไม่ใช้ถุงยางจะไม่มีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด ความมั่นใจท่ีจะสื่อสารหรือยืนยัน ความต้องการของตนเอง พื้นฐานความสมั พันธ์กับคู่ว่าเปดิ ใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากน้อย เพยี งใด หรือเป็นความสมั พันธท์ ่มี ีเพยี งฝ่ายหน่งึ ฝา่ ยใดเปน็ คนกาหนดหรือตดั สนิ ใจ อกี ฝา่ ยต้องตามใจ หรอื คลอ้ ยตามโดยไม่มขี อ้ ยกเวน้ วิธีการสอ่ื สาร ภาวะอารมณข์ ณะท่ีพูดคุยกนั - กรณีท่ีอาจทาให้ผู้หญิงหลายคนจาต้องยอมมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ปลอดภัย หรือไม่ได้ ป้องกัน เพราะความกลัวว่าคู่จะทิ้งไป หรือไปมีคนอ่ืน หรือความไม่มั่นใจหรือไม่กล้าท่ีจะบอกหรือ ยืนยันความต้องการของตนอง หรือไม่กล้าพูดเร่ืองถุงยางอนามัยหรือการคิดว่าถุงยางเป็นเร่ืองของ ผู้ชาย ผหู้ ญิงไมค่ วรเปน็ คนเตรยี มตัวหรอื เป็นฝา่ ยพก เป็นต้น - สาหรับผู้ชาย การตัดสินใจว่าจะใชถ้ ุงยางหรอื ไม่ อาจข้ึนอยู่กับการประเมินคนท่ีจะมี เพศสัมพันธ์ด้วยว่าสามารถมั่นใจในความปลอดภัยได้เพียงใด เช่น หากเป็นการซ้ือบริการทางเพศ อาจจะใช้ถุงยาง แต่หากเป็นแฟน หรือเพ่ือน หรือคนคุ้นเคย อาจรู้สึกเช่ือใจ ซึ่งการประเมินแบบนี้ ทาให้มีโอกาสเสย่ี งต่อการมีเพศสมั พนั ธท์ ี่ไมป่ ลอดภยั ได้

302 - การพูดคุยหรือต่อรองถึงทางเลือกในการมีเพศสัมพันธ์ท่ีปลอดภัย รวมทั้งการใช้ ถุงยางอนามัย ควรเป็นการพูดคุยกันก่อนที่จะอยู่ในสถานการณ์ เพ่ือเป็นการช่วยประเมินคู่ว่ามี ความคิดเห็นอย่างไร และจะทาให้เราสามารถคิด ไตร่ตรอง และเตรียมตัวได้มากข้ึน เพ่ือ ความปลอดภัยของตวั เราเอง - การต่อรองเพ่ือการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เป็นการพูดคุยเพ่ือหาทางเลือกที่ดีท่ีสุด สาหรับทั้งสองฝา่ ย ไมใ่ ช่การพยายามเอาชนะกัน ทั้งน้ี ในเรอ่ื งของสัมพนั ธภาพทางเพศ มีปัจจยั หลาย อยา่ งท่ีเข้ามาเกย่ี วขอ้ งและสง่ ผลต่อการพูดคุยส่อื สารกัน ท้ังด้านอารมณ์ ความรสู้ กึ ความคาดหวังที่มี ตอ่ กัน ทัศนะความเชอ่ื ในเรือ่ งเพศของแตล่ ะฝ่าย

303 กิจกรรมการเรยี นรู้ “คุยกันได้ไหม” ขน้ั ตอนการดาเนินการ 1. ช้ีแจงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมคุยกันได้ไหมว่า เป็นการฝึกการส่ือสารเพื่อบอก ความรสู้ ึกของตนเอง และหาแนวทางการสอ่ื สารท่จี ะช่วยลดความขัดแยง้ ผา่ นสถานการณ์จาลอง 2. นาเสนอสถานการณ์ทั้ง 6 เร่ือง ผู้ดาเนินกิจกรรมอาจเตรียมเขียนไว้บนกระดานหรือ ฟลิปชาร์ทและติดใหท้ ุกคนเหน็ ดังน้ี สถานการณ์ที่ 1 (ในฐานะลกู ชาย) พ่อแมพ่ บถงุ ยางอนามัยในกระเป๋าเรา จะคุยกับพอ่ แมอ่ ยา่ งไร สถานการณ์ที่ 2 (ในฐานะลกู สาว) จะไปเท่ยี วต่างจงั หวัดกบั แฟน จะคยุ กับพ่อแมอ่ ยา่ งไร สถานการณท์ ี่ 3 บอกพ่อแม่ว่าเราเลอื กและสอบได้ในคณะทพี่ อ่ กบั แม่ไม่อยากใหเ้ รยี น สถานการณท์ ่ี 4 สงสัยว่าตัวเองจะต้ังครรภ์ ตอ้ งการคยุ กบั เพอื่ นสนิท จะคุยอย่างไร สถานการณท์ ี่ 5 คิดวา่ จะเปิดเผยกับเพื่อนว่าตนเองติดเช้อื เอชไอวี จะคยุ อยา่ งไร สถานการณท์ ่ี 6 ชวนแฟนคยุ เรื่อง กรตัดสินใจมี/ไม่มีเพศสัมพนั ธ์ และถา้ มจี ะใชว้ ธิ กี ารป้องกัน แบบใด 3. ถามผู้เรียนว่า คิดว่าสถานการณ์เหล่าน้ีอาจเกิดขึ้นกับวัยรุ่นแบบพวกเราหรือไม่ คิดว่า เรอื่ งใดทีค่ ยุ ง่าย/เรือ่ งใดคุยยาก เพราะเหตุใด 4. แบ่งผู้เรยี นเป็น 6 กลุม่ คละเพศ แตล่ ะกลมุ่ จะได้รับสถานการณ์ 1 เรอื่ งโดยการจบั ฉลาก 5. เมื่อทุกกลุ่มได้สถานการณ์แล้ว ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันคิดว่า ในสถานการณ์น้ัน ๆ คนท่ี เกยี่ วข้องจะรู้สึกอยา่ งไร และเราจะคยุ ในเรือ่ งนัน้ ๆ อย่างไร ใหค้ ดิ ถงึ สถานการณท์ ี่ต้องมีการสอ่ื สารกัน โดยมีเป้าหมายเพ่ือสร้างความเข้าใจ และลดความขัดแย้ง ให้เวลาคุยกัน 10 นาที เพื่อเตรียมแสดง บทบาทสมมตทิ ม่ี ีความยาวไม่เกนิ 5 นาทตี อ่ กลมุ่ 6. ให้แตล่ ะกลมุ่ ออกมาแสดงในเวลาที่กาหนด จนครบทกุ กลมุ่ 7. จากนั้น ผู้ดาเนินกิจกรรมสอบถามความรู้สึกของผู้แสดงว่าเป็นอย่างไร การพูดคุยยาก หรอื งา่ ยกว่าที่คดิ ไว้ตอนแรก และชวนผูเ้ รยี นกลุ่มใหญค่ ุยแลกเปลย่ี นโดยใชค้ าถามชวนคิดเช่ือมโยงกับ การแสดงบทบาทสมมติของแต่ละกลุม่ คาถามชวนคดิ - เหตุการณ์ท่ีแต่ละกลุ่มแสดงสมจรงิ แค่ไหน ในความเป็นจริง เราคิดว่าเราสามารถพูด ได้เช่นน้นั หรือไม่ เพราะเหตุใด

304 - อะไรบ้างท่ีอาจเป็นอุปสรรคให้เราไม่อยากพูด ไม่กล้าพูด หรือไม่ยอมพูด แม้อีกฝ่าย จะเริ่มตน้ ก่อน - สิ่งที่จะช่วยให้การพดู คยุ ในเรื่องทานองนี้เป็นไปดว้ ยดี มีอะไรบา้ ง - หากไม่ใช้การส่ือสาร พูดคุยกัน คิดว่าจะมีวิธีไหนท่ีจะคลายความขัดแย้ง หรือทาให้ เขา้ ใจกันได้ - คดิ วา่ กิจกรรมนี้ สามารถนาไปใชใ้ นชวี ติ จริงไดอ้ ย่างไร 8. ผู้จดั การเรียนรู้ชวนผูเ้ รยี นสรุปว่าเราไดอ้ ะไรจากกจิ กรรมวันนีแ้ ละเพ่มิ เตมิ ประเด็น ดงั นี้ - อุปสรรคสาคัญท่ีทาให้เราไม่กล้าส่ือสารกับคนใกล้ชิด คนที่เรามีความผูกพันคือ การ คาดเดาล่วงหนา้ ว่าผ้ฟู งั จะมปี ฏิกริ ิยาในทางลบ เชน่ เกรงวา่ ผ้ฟู ังจะเสียใจ โกรธ ผิดหวัง แต่การไม่บอก ความจริง อาจยิ่งทาให้คนใกลช้ ิดโกรธ เสยี ใจ ผิดหวงั มากกว่าเม่ือรูภ้ ายหลัง - นอกจากประเมินผ้ฟู ังว่าเป็นคนอย่างไร มีทศั นคติอยา่ งไร พรอ้ มจะรับฟังเรื่องเหล่านี้ หรือไม่ การสอื่ สารเพ่ือสร้างความเข้าใจ ยังจาเป็นต้องมีการประเมินผลดผี ลเสียในการบอก เช่น ควร ประเมินว่า บางเร่ืองอาจต้องค่อยๆ บอกทีละนิด ต้องใช้เวลา หรือต้องทาเป็นทีเล่นทีจริงเพ่ือหยั่ง ความรู้สึกของผู้ฟังก่อน หรืออาจต้องบอกผ่านผู้อ่ืนให้ช่วยประเมินสถานการณ์ก่อนว่า รับได้ไหม ก่อนท่ีเราจะเปน็ ฝ่ายสอื่ สารเอง

305 คาถามทา้ ยบท จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ โดยอธิบายพรอ้ มยกตวั อยา่ งประกอบ 1. จงอธิบายการตระหนกั ในคุณค่าของตนเองทีส่ ่งผลตอ่ พฤติกรรมทางเพศของบุคคล 2. จงอธบิ ายและยกตัวอย่างทักษะการสื่อสารที่เกี่ยวขอ้ งกับเพศศกึ ษา 3. จงอธบิ ายและยกตัวอยา่ งทักษะการตดั สินใจทีเ่ ก่ยี วข้องกับเพศศกึ ษา 4. จงอธิบายและยกตวั อยา่ งทักษะการต่อรองทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับเพศศึกษา 5. จงอธบิ ายและยกตัวอยา่ งทักษะการปฏเิ สธที่เกี่ยวขอ้ งกบั เพศศึกษา 6. จงบอกประโยชนข์ องการใชท้ กั ษะสว่ นบคุ คลเกยี่ วขอ้ งกบั เพศศึกษา 7. กลไกในการปอ้ งกนั ตัวทางเพศคอื อะไร จงอธบิ าย 8. การแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อ่นื เมือ่ เกดิ ปัญหามคี วามสาคัญอยา่ งไร และมีแนวทาง ปฏิบัตอิ ยา่ งไร จงอธิบายพรอ้ มยกตัวอยา่ ง 9. แนวทางในการป้องกันตนเองจากการมีเพศสัมพันธ์ท่ีไม่พึงประสงค์มีแนวทางใดบ้าง จงอธิบาย 10. จงอธบิ ายและยกตวั อยา่ งแหลง่ บริการชว่ ยเหลอื เกย่ี วกับปญั หาทางเพศ

306 เอกสารอา้ งองิ กจิ จา บานช่นื ฐณิ ีวรรณ วฒุ ิวิกยั การ และวรฑา ไชยาวรรณ. (2562). เพศวิถีศึกษา. นนทบุรี: รตั นโรจน์การพมิ พ์. ชุมาภรณ์ ฝาชัยภมู ิ. (2559). เพศวิถศี ึกษา. กรุงเทพฯ: ซเี อ็ดยเู คชน่ั . ________. (2562). เพศวถิ ีศกึ ษา. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยเู คชั่น. ปรชี า ธรรมา. (2546). วนิ ยั แหง่ ตน. สาธานุกรมศึกษาศาสตร์. ฉบบั ท่ี 26 หน้า 33-38. กรงุ เทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. พรรณราย ทรพั ยะประภา. (2548). จติ วทิ ยาประยุกต์ในชวี ิตและการทางาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย. เรวฒั น์ วัฒนไชย. (2538). ปญั หาการปฏิบตั ิงานด้านการเงนิ และบัญชี ในโรงเรยี นมธั ยมศึกษา สังกดั กรมสามัญศึกษา จังหวัดกาฬสินธ์ุ. ปรญิ ญานพิ นธก์ ารศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวิชาบรหิ าร การศกึ ษา บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ. ศยิ พร กล่าทวี และประพล นิลใหญ่. (2562). เพศวิถศี ึกษา. นนทบุรี: รัตนโรจน์การพิมพ.์ สมพงษ์ เกษมสิน. (2550). การบรหิ าร. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช. อมุ าพร ตรงั คสมบตั ิ. (2553). Everest พาลูกค้นหาความนบั ถอื ตนเอง. กรุงเทพฯ: บริษัทศนู ยว์ จิ ยั และพฒั นาครอบครวั . อทุ ุมพร แกว้ สามศรี และคณะ. (2562). เพศวิถศี ึกษา. นนทบรุ :ี รตั นโรจน์การพิมพ.์

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 7 สงั คมและวัฒนธรรมทีม่ ผี ลกระทบตอ่ เพศวถิ ี วัตถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม เมอื่ ศึกษาบทเรยี นน้ีจบแล้ว นักศึกษาควรมพี ฤตกิ รรมดงั น้ี 1. อธบิ ายและยกตัวอยา่ งค่านยิ มทางเพศตามสังคมและวัฒนธรรมได้ 2. บอกวฒั นธรรมไทยในการสร้างสมั พันธภาพทางเพศได้ 3. ระบคุ วามคาดหวงั ของสังคมทมี่ ตี อ่ การเปลยี่ นแปลงของวัยรุ่นได้ 4. บอกบทบาทหนา้ ทขี่ องวัยรนุ่ ต่อสงั คมได้ 5. อธิบายและยกตวั อยา่ งความรบั ผิดชอบของวยั รนุ่ ได้ 6. อธิบายวัฒนธรรมทางเพศได้ 7. ระบุและยกตวั อย่างบทบาทของเพศชายและเพศหญงิ ได้ 8. อธบิ ายและยกตัวอย่างสอ่ื กับเพศได้ 9. อธบิ ายสทิ ธิในการแสดงออกตามวถิ ที างเพศได้ 10. ระบกุ ฎหมายวา่ ด้วยเพศและความเสมอภาคทางเพศได้ เนื้อหาสาระ เนอ้ื หาสาระในบทน้ปี ระกอบดว้ ย 1. คา่ นิยมทางเพศตามสังคมและวัฒนธรรม 2. วัฒนธรรมไทยในการสร้างสมั พนั ธภาพทางเพศ 3. ความคาดหวังของสงั คมท่ีมตี ่อการเปลย่ี นแปลงของวยั รุ่น 4. บทบาทหน้าที่ของวยั รนุ่ ตอ่ สงั คม 5. ความรับผิดชอบของวัยรุ่น 6. วัฒนธรรมทางเพศ 7. บทบาทของเพศชายและเพศหญิง 8. สื่อกับเพศ 9. สทิ ธิในการแสดงออกตามวถิ ีทางเพศ 10. กฎหมายวา่ ดว้ ยเพศและความเสมอภาคทางเพศ

308 กจิ กรรมการเรยี นการสอน กิจกรรมการเรยี นการสอนเรอื่ งสงั คมและวัฒนธรรมท่ีมผี ลกระทบต่อเพศวถิ ี มดี ังน้ี สปั ดาห์ที่ 12 (3 ชัว่ โมง) 1. ผู้สอนทบทวนเนื้อหาบทท่ี 6 ที่เรยี นมาของสัปดาห์ก่อน พร้อมช้ีแจงวตั ถุประสงค์ และ เนอ้ื หาประจาบทเรียนบทท่ี 7 เพื่อใหผ้ ู้เรยี นรับรู้ภาพรวมของเนื้อหาสาระในบทเรียนนี้ 2. ผู้สอนบรรยายเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมท่ีมีผลกระทบต่อเพศวิถี ในหัวข้อ ค่านิยมทางเพศตามสังคมและวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยในการสร้างสัมพันธภาพทางเพศ ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น บทบาทหน้าที่ของวัยรุ่นต่อสังคม และ ความรับผิดชอบของวยั รุ่น 3. ผเู้ รยี นรับฟังบรรยายสรปุ เน้ือหาสาระ ร่วมกับศึกษาเน้อื หาเรื่อง “สังคมและวัฒนธรรม ที่มีผลกระทบต่อเพศวิถี” ในหัวข้อดังกล่าวจากเอกสารคาสอน พร้อมท้ังซักถามและตอบคาถาม ระหว่างการฟังบรรยาย 4. ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ “ครอบครัว” และ “Sexy Body” แล้วร่วมกันสรุป สาระสาคัญทไี่ ดร้ ับ 5. ผู้สอนให้ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์ อภิปราย สรุปเน้ือหาสังคมและวัฒ นธรรม ท่ีมีผลกระทบต่อเพศวิถี และแนวทางการนาไปประยุกต์ใช้ รวมท้ังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถาม ในหวั ขอ้ / ประเด็นทีส่ งสัย 6. ผู้สอนชีแ้ จงหวั ขอ้ ทีจ่ ะเรยี นในคร้ังต่อไป เพ่อื ให้ผ้เู รียนไปศึกษากอ่ นลว่ งหน้า 7. ผู้สอนเสริมสร้างคุณธรรมและจรยิ ธรรมใหก้ บั นักศึกษากอ่ นเลกิ เรียน สัปดาหท์ ่ี 13 (3 ชว่ั โมง) 1. ผสู้ อนทบทวนเนื้อหาทเี่ รียนมาของสปั ดาหก์ อ่ น 2. ผู้สอนบรรยายเน้ือหาเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อเพศวิถี ในหัวข้อ วัฒนธรรมทางเพศ บทบาทของเพศชายและเพศหญิง สื่อกับเพศ สิทธิในการแสดงออกตามวิถีทาง เพศ กฎหมายวา่ ด้วยเพศและความเสมอภาคทางเพศ 3. ผเู้ รียนรับฟังบรรยายสรปุ เน้ือหาสาระ รว่ มกับศึกษาเนอ้ื หาเรื่อง “สงั คมและวัฒนธรรม ที่มีผลกระทบต่อเพศวิถี” ในหัวข้อดังกล่าวจากเอกสารคาสอน พร้อมทั้งซักถามและตอบคาถาม ระหว่างการฟงั บรรยาย 4. ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ “โฆษณาขายอะไร” และ “อนุมาน” แล้วร่วมกันสรุป สาระสาคญั ท่ีได้รับ

309 5. ผู้สอนให้ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะห์ อภิปราย สรุปเนื้อหาสังคมและวัฒนธรรมที่มี ผลกระทบต่อเพศวิถี และแนวทางการนาไปประยกุ ต์ใช้ รวมทัง้ เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนซักถามในหวั ข้อ / ประเด็นที่สงสยั 6. ผ้สู อนมอบหมายให้ผเู้ รียนทาคาถามท้ายบท และกาหนดวันส่ง 7. ผู้สอนช้ีแจงงานที่มอบหมายในคร้ังต่อไป ได้แก่ การให้นักศึกษาจับกลุ่ม เพ่ือศึกษา ค้นควา้ เน้ือหาและออกแบบแผนการเรียนรู้เพศศกึ ษาแบบองค์รวม เพื่อนามาสาธิตการจัดการเรยี นรู้ แกผ่ เู้ รียนในระดบั ม.1 – ม.6 8. ผูส้ อนเสริมสร้างคุณธรรมและจรยิ ธรรมใหก้ บั นักศึกษากอ่ นเลกิ เรยี น สัปดาห์ท่ี 14 – 15 (6 ช่วั โมง) การสาธิตการจดั การเรยี นรู้เพศศกึ ษาแบบองค์รวมระดับ ม.1 – ม.6 สอื่ การเรียนการสอน 1. เอกสารคาสอน เพศศกึ ษาแบบองคร์ วม 2. เอกสาร ตารา หนังสอื และงานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้องกบั เพศศกึ ษาแบบองค์รวม 3. สไลด์นาเสนอความรู้ประเด็นสาคัญทุกหัวข้อเร่ือง ด้วยส่ือทางคอมพิวเตอร์ Microsoft Power Point 4. วัสดแุ ละอปุ กรณ์สาหรบั จดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 4.1 กระดาษฟลิปชารท์ 4.2 กระดาษเอส่ี 4.3 ปากกาเคมี 4.4 คลิปงานโฆษณาทางทวี ี (ดูและเลอื กตัวอย่างคลปิ ได้ที่ www.adintrend.com) 4.5 ตวั อย่างโฆษณาจากส่ิงพมิ พ์ เช่น หนังสอื พมิ พ์ หรอื นิตยสารต่างๆ 4.6 ใบงาน “ไกก่ บั แดง” 5. คาถามทา้ ยบท

310 การวัดผลและการประเมินผล วัตถุประสงค์ วิธีการ/เครื่องมือ การวัดผลและการประเมินผล 1. อธิบายและยกตัวอย่างคา่ นิยมทาง 1. ซักถาม-ตอบคาถาม 1. นักศกึ ษาตอบคาถาม และ เพศตามสงั คมและวฒั นธรรมได้ อภปิ ราย แลกเปลี่ยน อภิปรายได้ถูกตอ้ ง รอ้ ยละ 80 2. บอกวฒั นธรรมไทยในการสรา้ ง และการสนทนาร่วมกัน 2. นักศกึ ษามคี วามสนใจ/ สัมพันธภาพทางเพศได้ 2. สงั เกตพฤติกรรม ความร่วมมือ และความ 3. ระบคุ วามคาดหวังของสงั คมท่ีมีต่อ การร่วมกจิ กรรม กระตือรนื รน้ ในการร่วม การเปลย่ี นแปลงของวยั รุ่นได้ 3. สังเกตการนาเสนอผล กจิ กรรมอย่ใู นระดับดี 4. บอกบทบาทหนา้ ที่ของวัยรุน่ ต่อ การทางานหน้าชั้นเรยี น 3. นักศกึ ษามีความพร้อม/ สังคมได้ 4. ใบกิจกรรม ความตัง้ ใจและความกลา้ 5. อธบิ ายและยกตัวอย่างความ 5. คาถามทา้ ยบท แสดงออกในการนาเสนอผล รบั ผิดชอบของวัยร่นุ ได้ การทางานหน้าชั้นเรยี นอยใู่ น 6. อธิบายวฒั นธรรมทางเพศได้ ระดบั ดี 7. ระบุและยกตัวอยา่ งบทบาทของ 4. นักศกึ ษาทาใบกิจกรรมได้ เพศชายและเพศหญิงได้ ถกู ตอ้ ง ครบสมบรู ณ์ และเสร็จ 8. อธบิ ายและยกตัวอยา่ งสอ่ื กบั เพศได้ ตามเวลาทก่ี าหนด รอ้ ยละ 80 9. อธบิ ายสทิ ธิในการแสดงออกตาม 5. นกั ศกึ ษาฝกึ ปฏิบตั กิ ารให้ วิถีทางเพศได้ คาปรกึ ษาเชงิ จิตวทิ ยาได้อยู่ใน 10. ระบกุ ฎหมายว่าด้วยเพศและ ระดับดี ความเสมอภาคทางเพศได้

311 บทท่ี 7 สงั คมและวฒั นธรรมทมี่ ีผลกระทบต่อเพศวถิ ี ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมส่งผลให้วัยรุ่นมีค่านิยมในการดารงชีวติ แตกต่างไปจากอดีต เป็นต้นว่า การเช่าท่ีอยู่อาศัย การนัดพบปะสังสรรค์กลางคืนและการเท่ียวต่างจังหวัดเฉพาะกลุ่ม เป็นปัจจัยสาคัญอย่างหน่ึงที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเส่ียงทางเพศของวัยรุ่นในปัจจุบัน โดยเฉพาะการมี เพศสมั พันธ์ก่อนเวลาและวยั อันควร นกั เรยี นเป็นผู้ทีอ่ ยู่ในวยั ร่นุ จึงจาเป็นตอ้ งเรียนรู้ ทาความเข้าใจถงึ ลักษณะและผลกระทบของปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเส่ียงทางเพศ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมป้องกันพฤติกรรมเส่ียงทางเพศ รวมท้ังสามารถปฏิบัติตน ตามค่านยิ มทางเพศทีเ่ หมาะสม ก็จะช่วยใหส้ ามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมคี วามสขุ คา่ นิยมทางเพศตามสังคมและวัฒนธรรม บุคคลแต่ละคนมคี วามคิด พฤติกรรม ค่านิยมท่อี าจจะเหมือนหรอื ต่างกับคนอน่ื ซงึ่ เกิดจาก การหล่อหลอมและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะเปิดใจรับฟังเคารพ ความแตกต่าง และไม่ควรด่วนตัดสินคนท่ีคิดต่างจากเรา รวมท้ังเรียนรู้ที่จะกล้าเป็นตัวของตัวเอง ในการเสนอความคิดของตัวเองและการยอมรับความคิดเห็นท่ีแตกต่างไปจากกลุ่ม ความคิดเห็นและ พฤติกรรมของคนเราล้วนเป็นผลจากการอบรมส่ังสอนและส่ิงแวดล้อมท่ีเติบโตมาซ่ึงแตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคล จึงเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกันที่เราจะมีความคิดเห็น และพฤติกรรมท่ีแตกต่างจาก คนอ่ืนแมจ้ ะอยใู่ นวยั เดียวกันเพศเดียวกนั กระท่ังอยู่ในครอบครวั เดียวกันกต็ าม ความเชือ่ ค่านยิ มในเรอื่ งเพศเป็นอกี เรอ่ื งที่คนเราจะมคี วามคิด ความเชอื่ ที่อาจแตกต่างกัน ทั้งยังสามารถเปล่ียนแปลงไดต้ ามวัยและสภาพแวดล้อม ค่านิยมทางเพศ (Sexual Value) หมายถึง หลักการพ้ืนฐานท่ีบุคคลยึดเป็นหลักใน การปฏิบัติเพื่อดาเนินชีวิตซ่ึงเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยค่านิยมทางเพศของบุคคลย่อมแตกต่างกัน มักเกิดจากการอบรมส่ังสอนจากพ่อแม่ในสถาบันครอบครัว ระบบการศึกษา ประสบการณ์ กระบวนการขัดเกลาและถ่ายทอดทางสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆ (ศยิ พร กล่าทวี และประพล นิลใหญ่, 2562, น. 152)

312 วัฒนธรรมเปน็ มรดกของสังคม เปน็ ส่ิงท่มี นุษยส์ ร้างสรรค์ข้นึ ด้วยภูมปิ ญั ญา เพอ่ื เปน็ วถิ ชี ีวิต ของคนในสังคม เป็นกฎระเบียบหรือมาตรฐานของพฤติกรรมท่ีคนในสังคมยอมรบั โดยเป็นตวั กาหนด ขัดเกลา สรา้ งสรรคม์ นษุ ยใ์ หม้ ีชวี ิตทีด่ งี าม วัฒนธรรมมีผลต่อค่านิยมทางเพศ ดังนี้ 1. คา่ นิยมทางเพศตามสงั คมและวัฒนธรรมไทย ค่านิยมทางเพศตามสังคมและวัฒนธรรมไทย ในอดีตมีความแตกต่างจากในปัจจุบัน อย่างเห็นได้ชัด บรรทัดฐานทางครอบครัวและสังคม ในอดีตจะถูกปลูกฝังโดยการอบรมเล้ียงดูให้ เคารพเชื่อฟังคาสั่งสอนของบดิ ามารดา หรือผใู้ หญ่อย่างเคร่งครัด วิถีชีวิตตลอดจนวิธีการดาเนินชีวิต จะต้องอยู่ในขอบเขตที่ทางครอบครัวได้วางเอาไว้ รวมท้ังปัจจัยทางสังคมและสภาพแวดล้อมก็ยังไม่ เอ้ืออานวยอย่างเช่นปัจจุบัน ค่านิยมทางเพศในอดีตมีลักษณะดังน้ี (อุทุมพร แก้วสามศรี และคณะ, 2562, น. 61-63) ตวั อยา่ งคา่ นยิ มทางเพศในอดตี เช่น 1) ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเพียงอย่างเดียว จึงทาใหผ้ ู้หญิงต้องถูกกดขี่ข่มเหง ด้วยความไมเ่ สมอภาคทางเพศ 2) ผู้ชายมักเป็นใหญ่ในบ้าน และมีอานาจในการตัดสินใจทุกอย่าง ส่วนผู้หญิงมีหน้าท่ี เพียงแค่ดูแลบา้ นและบุตรเท่าน้ัน 3) การพบกันของหนุ่มสาว ในอดีตสามารถพบกันได้โดยการแนะนาจากผู้ใหญ่ หรือ พบกนั ตามวัดในเทศกาลต่าง ๆ ไม่มีโอกาสไดม้ าพบกันในสถานทีส่ าธารณะอย่างเชน่ ในปัจจบุ ัน 4) ผู้หญิงต้องไม่แสดงกิริยายั่วยวน แสดงท่าทีเช้ือเชิญหรือให้โอกาสผู้ชายได้เข้ามา ใกล้ชิด 5) การถูกควบคุมจากผู้ใหญ่ในเรื่องของการเลือกคนรัก การแต่งงาน ที่เรียกว่า “คลุมถุงชน” โดยให้เหตุผลถึงความคู่ควร เหมาะสม เป็นสิ่งสาคัญมากกว่าจะนึกถึงความรัก ของระหวา่ งบุคคล และปลูกฝังค่านิยมของเพศหญิงใหม้ คี วามรกั และซ่อื สัตยต์ อ่ สามเี พยี งคนเดียว นอกจากน้ี ในประเทศไทย มีความเป็นไทย มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะตวั โดยเฉพาะค่านยิ มในเรอ่ื งเพศ ซงึ่ มักมมี มุ มองได้ 2 ทาง ดงั น้ี 1) คา่ นยิ มทางเพศในเรอ่ื งทคี่ อ่ นขา้ งปดิ กน้ั ของคนไทย ได้แก่ 1.1) การไม่เผยแพร่ความจริงในเร่ืองเพศหรือการไม่ให้ความรู้เร่ืองเพศแก่ บตุ รหลาน โดยคิดว่าเปน็ เรอ่ื งหยาบคาย หรือนา่ อาย 1.2) การไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมให้บุคคลในสังคมพูคคุยกันในเร่ืองเพศ อยา่ งเปิดเผย 1.3) การยกย่องให้เพศชายเปน็ ใหญก่ ว่าเพศหญิง

313 ค่านิยมเหล่าน้ีทาให้บุคคลในสังคมมีทัศนคติท่ีไม่ถูกต้อง รวมท้ังมีพฤติกรรมทางเพศ ท่ีไม่ถูกต้อง เช่น การเอาเปรียบเพศตรงกันข้ามเม่ือมีโอกาส ความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ การดูถูกเพศตรงกันข้าม อันเป็นผลต่อความรักความผูกพัน ความสงบสุข ในครอบครัวและสังคม โดยรวม รวมทั้งในปัจจบุ ันเร่ืองของสื่อเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางการสอื่ สาร อาจเป็นสาเหตุ ของการทาให้เกิดค่านิยมทางเพศที่ไม่ถูกต้อง การติดต่อหรือคบเพื่อนต่างเพศที่ไม่เคยรู้จักกันได้ง่าย เปน็ ช่องทางทาให้ ผไู้ ม่หวงั ดีเอารดั เอาเปรียบได้ อาจก่อให้เกดิ ปัญหาการถูกล่อลวงหรือปญั หาในทาง ไมด่ ีอื่น ๆ ตามมา 2. คา่ นยิ มทางเพศตามสงั คมและวฒั นธรรมตะวันตก ปัจจุบันวัฒนธรรมตะวันตกได้เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมทางสังคม ของไทยมากขึ้น ท้ังนี้เน่ืองมาจากเทคโนโลยีและการส่ือสารที่ก้าวหน้า รวดเร็ว ส่งผลทาให้วัยรุ่นมี พฤติกรรมลอกเลียนแบบ และดาเนินชีวิตตามวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งวัฒนรรมบางอย่างก่อให้เกิด ปญั หาทางสังคมมากมาย โดยเฉพาะการมีพฤติกรรมทางเพศทไ่ี ม่เหมาะสม การเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกไม่ว่าจากสื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หนังสือ หรือ อินเทอร์เน็ตก็ตาม ไดท้ าให้ขนบธรรมเนียม จารตี ประเพณี วัฒนธรรมท่ดี ีงามของสังคมไทยเปลย่ี นไป ซ่งึ วัฒนธรรมบางอยา่ งส่งผลดี เชน่ การกล้าแสดงความคิดเห็น ความขยัน และความทุ่มเทให้กับงาน การมองโลกในแง่บวก การมีแนวคิดทด่ี ีต่าง ๆ เปน็ ตน้ ในขณะทวี่ ฒั นธรรมบางอย่างกลายเปน็ ตวั อย่าง ท่ีไม่ดี ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย จากพฤติกรรมวัยรุ่น เช่น เสรีภาพในการคบเพื่อนต่างเพศ ซึ่งบางคร้ังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ การถูกเน้ือต้องตัวระหว่างชายกับหญิงมีมากขึ้น พฤติกรรมการแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ เช่น การโอบกอด การแต่งกายที่ล่อแหลม กิริยามารยาทท่ีไม่เรียบร้อย การแสดงออกอย่างเปิดเผยในเรื่องเพศ หรือการที่วัยรุ่นหญิงบางคน ตามจีบผู้ชาย เป็นต้น อทิ ธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกท่ีมีต่อพฤติกรรมทางเพศของวยั รุ่นในสังคมไทย พอจะ สรุปไดด้ งั น้ี (ศิยพร กลา่ ทวี และประพล นลิ ใหญ่, 2562, น. 156) 1) ปัญหาเร่ืองเพศ เช่น การคบเพ่ือนต่างเพศอย่างไม่เหมาะสม การออกเที่ยวกลางคืน กับเพื่อนต่างเพ ศ การแต่งกายดึงดูดเพศตรงข้าม เปิดเผยให้เห็นของสงวนมากเกินไป การมเี พศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เปน็ ต้น 2) ปัญหาสังคม เช่น การม่ัวสุมกันในสถานริงรมย์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การทาแท้ง การใช้สารเสพติด เปน็ ตน้

314 ดังน้ัน เม่ือไม่อาจสกัดกั้นวัฒนธรรมต่าง ๆ ท่ีแพร่กระจายเข้ามาได้ จึงควรเลือกและ สร้างค่านิยมในเรื่องเพศที่เหมาะสมกับสภาพบริบทของสังคมในปัจจุบัน เช่น การให้เกียรติ ซ่ึงกนั และกนั การเคารพความหลากหลายทางเพศ การใหค้ ุณค่าตอ่ ความเปน็ มนุษย์รว่ มกัน เป็นตน้ 3. คา่ นิยมทางเพศในเรื่องทไ่ี ม่ถกู ต้องในสังคมไทย ค่านิยมทางเพศในเร่ืองที่ไม่ถูกต้องในสังคมไทย มีดังนี้ (ศิยพร กล่าทวี และประพล นิลใหญ่, 2562, น. 154) 1) การไม่เผยแพร่ความจริงในเร่ืองเพศหรือการไม่ให้ความรู้เรื่องเพศแก่บุตรหลาน โดยคดิ วา่ เป็นเรื่องหยาบคาย หรอื น่าอาย 2) การไม่สนับสนนุ หรอื ส่งเสรมิ ให้บคุ คลในสังคมพดู คุยกนั ในเรื่องเพศอย่างเปิดเผย 3) การยกย่องให้เพศชายเปน็ ใหญก่ วา่ เพศหญงิ 4) การมเี พศสัมพันธก์ ่อนการสมรสโดยถือวา่ เพศชายไมผ่ ดิ นอกจากน้ีผลการวิจัย พบว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น มีลักษณะดังน้ี (อุทุมพร แกว้ สามศรี และคณะ, 2562, น. 66) 1) วัยรนุ่ ชายเห็นดว้ ยกับการเพศสัมพันธก์ ่อนแตง่ งานมากกวา่ วัยรนุ่ หญิง 2) วัยรุ่นที่ศึกษาระดับมัธยมศึกษา เห็นด้วยกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ที่ตอ้ งรับผิดชอบ 3) การจะมีเพศสัมพนั ธ์ เพราะความต้องการและต้ังใจไม่ใช่กลัวเชย 4) ไม่นาการมเี พศสมั พนั ธม์ าผูกมัดเพือ่ การแตง่ งาน 5) หลายคนเช่ือว่ามีเพศสมั พันธก์ ับคนท่ีเราคดิ ว่าเขามเี ราเพยี งผู้เดยี ว ไมใ่ ช่เพอ่ื เอาชนะ หรือไปแย่งแฟนกนั 6) การมเี พศสัมพันธ์ไมม่ ีความจาเป็นต้องรบั ผิดชอบ 7) วยั รนุ่ ท่ีมปี ระสบการณ์ทางเพศสมั พนั ธ์ไม่นิยมใชถ้ ุงยางอนามยั 4. แนวทางในการปอ้ งกันพฤตกิ รรมเส่ียงทางเพศ แนวทางการป้องกันพฤติกรรมเส่ียงทางเพศของวัยรุ่น โดยหวังผลในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมทางเพศให้เหมาะสมย่ิงขึ้น มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ (อุทุมพร แก้วสามศรี และคณะ, 2562, น. 68) 4.1 ผู้ใหญ่ ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกคอง ครู อาจารย์ ต้องให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา อย่างตรงไปตรงมา และถกู ตอ้ งเหมาะสมกับวัยรุ่น

315 4.2 ท่ีอยู่อาศัยควรจัดระเบียบการเข้าพักอาศัยให้เอ้ือต่อความปลอดภัยทางเพศ เช่น กวดขันหรือแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ตารวจ ถ้าพบว่ามีการรวมตัวกันในห้องพักของนักเรียน นักศกึ ษา เพอ่ื กระทาในส่ิงทเ่ี หน็ วา่ ไม่สมควร เช่น การเสพสารเสพติด 4.3 ผใู้ หญจ่ ะตอ้ งประพฤติตนเปน็ แบบอยา่ งท่ดี ีในเร่อื งเพศ 4.4 การนัดเทยี่ วตา่ งจงั หวัดกบั กลมุ่ เพ่ือนต้องบอกให้พ่อแม่ ผูป้ กครองทราบก่อน เพ่อื ท่ี ผูใ้ หญ่จะไดจ้ ัดหาวธิ กี ารดูแลบุตรหลานให้ปลอดภยั 4.5 วัยรุ่นต้องศึกษาและเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเองให้พ้นจากภัยทางเพศ ต้องใช้ สติปัญญาของตนพิจารณาไตร่ตรอง มีวิจารณญาณ ยับย้ังชั่งใจไม่ปล่อยตัวไปตามแรงขับทางเพศ ตามธรรมชาติซึ่งจะก่อให้เกดิ ปญั หาชีวิตตามมาในอนาคต 4.6 สถานที่พักผ่อนหย่อนใจสาหรับวัยรุ่นต้องมีให้เหมาะสม เช่น จัดให้มีสถานที่ ออกกาลงั กาย หรือเลน่ กีฬาเพอ่ื ท่ีวยั ร่นุ จะไดร้ ะบายอารมณ์ ความรู้สกึ และแรงขับทางเพศ 5. ค่านิยมทางเพศท่ีเหมาะสมของสงั คมไทยต่อการดาเนนิ ชวี ิต ค่านิยมทางเพศท่ีเหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ชีวิตมีคุณค่า ค่านิยมทางเพศที่เหมาะสม ต่อการดาเนนิ ชวี ิต ทส่ี ามารถนาไปปฏบิ ัติมีดงั น้ี (อุทุมพร แก้วสามศรี และคณะ, 2562, น. 69) 5.1 ค่านิยมการใหเ้ กียรติและการวางตวั การให้เกียรตซิ ึ่งกนั และกันและการวางตวั ท่เี หมาะสมทางเพศ เปน็ เรือ่ งที่ควรศกึ ษา เรียนรู้ และนามาปฏิบัติท้ังต่อเพ่ือนเพศเดียวกันและเพศตรงข้ามเพราะเป็นสิ่งที่สามารถยึดเหนี่ยว น้าใจระหว่างเพื่อนให้แน่นแฟ้นย่ิงขึ้น การให้เกียรติและการวางตวั ท่ีดีทางเพศนั้น จะตอ้ งแสดงออก ต่อกันด้วยความจริงใจ เช่น ท้ังวัยรุ่นชายและหญิงควรใช้คาพูดที่สุภาพ ไม่ดูถูกเหยียดเพศ ไม่พูดก้าวร้าว ดูหมิ่นเพื่อน ควรแสดงความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเพ่ือน ไม่ฉวย โอกาสหรือลวนลามให้ได้รับความเสียหาย ต้องวางตัวในฐานะเพ่ือนที่นาไว้ใจ อุ่นใจ ควรให้เกียรติ ซง่ึ กนั และกนั ใชค้ าพูดทสี่ ุภาพเรยี บร้อย เป็นตน้ 5.2 คา่ นยิ มการสรา้ งคณุ ค่าความดีงามในจิตใจ ความดงี ามในจิตใจเป็นสิ่งมคี ุณค่า เพราะเป็นสิง่ ที่บุคคลทั่วไปในสังคมยอมรับวยั รุ่น ในฐานะท่ีกาลังเป็นวัยเจริญเติบโตท้ังทางด้านกายและจิตใจ เพื่อพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพใน อนาคต จึงควรสร้างโอกาสอันดีในการเรยี นรฝู้ ึกฝนอบรมตัวเองทางด้านจิตใจ ให้เจริญพัฒนาอย่างมี คุณค่าจนเป็นที่ยอมรบั ของสังคม ซ่ึงสามารถปฏิบัติได้หลายวิธี เชน่ การยึดเหน่ียวจิตใจด้วยหลักทาง ศาสนาที่ตนนับถือ ซึ่งทุกศาสนาล้วนสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ดังนั้นจึงควรปลูกฝังและสร้างคุณธรรม ความดีให้เกิดแก่หมู่วัยรุ่น เพื่อท่ีเด็กๆ เหล่านั้น จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ทาประโยชน์เพื่อ ประเทศชาติตอ่ ไป

316 วัฒนธรรมไทยในการสร้างสัมพันธภาพทางเพศ ค่านิยมในเรื่องเพศที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยเน้นที่การวางตัวอย่างเหมาะสมใน เรอื่ งเพศ โดยเฉพาะผหู้ ญิงต้องรู้จักวางตัวไม่ใหผ้ ชู้ ายใกล้ชิดสนิทสนมมากจนเกนิ ไป ไมใ่ ห้ผู้ชายถูกเนื้อ ต้องตัวหรือจับมือถือแขน จึงมีสุภาษิตเตือนใจผู้หญิงไทยว่า ให้รู้จัก “รักนวลสงวนตัว” ซ่ึงหมายถึง การรักษาตนเองไม่ให้ผู้ชายเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องเพศก่อนถึงเวลาอันควร คือ การเเต่งงานมี ครอบครัวอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมมั่นคง สาหรับฝ่ายชาย ค่านิยมในเร่ืองเพศเน้นที่การให้เกียรติผู้หญิง ไม่ล่วงเกินทางเพศ ท้ังทางวาจาและการกระทา เช่น ไม่พูดจาแทะโลม เก้ียวพาราสี หรือไม่ล่วงเกินด้วยการกระทา เช่น จับมือถือแขน โอบกอด จนถงึ การข่มขนื ดังน้ัน ในการปฏิบัติเพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างเพศจะต้องพิจารณาให้เหมาะสม สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ซ่ึงการสร้างเสริมสัมพันธภาพระหว่างเพศมีแนวทางการพิจารณาเพ่ือ เลอื กปฏิบัติ ดงั น้ี (ชุมาภรณ์ ฝาชยั ภมู ิ, 2562, น. 50-51) 1. การกระทาเพ่ือสร้างสัมพันธภาพทางเพศนี้ จะมผี ลอย่างไรต่ออนาคตทั้งของตนเองและ ผทู้ ่ีเราต้องการสร้างสมั พันธภาพด้วย 2. สัมพันธภาพทางเพศในรูปแบบท่ีเราต้องการ และสร้างข้ึนมานนั้ จะสง่ ผลกระทบต่อการ เรียนหรอื ไม่ 3. คนทั่วไปทาเปน็ ปกติแบบนห้ี รือไม่ 4. ขัดตอ่ วัฒนธรรมประเพณที ดี่ งี ามของสงั คมไทยหรอื ไม่ 5. จะมผี ลกระทบต่อครอบครัวหรือไม่ อย่างไร 6. ถ้าเราจะมีสัมพันธภาพทางเพศฉันคนรัก จะเสี่ยงหรือนาไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย อนั ควรหรือไม่ และเสยี่ งตอ่ การตดิ โรคตดิ ต่อทางเพศสัมพันธแ์ ละการตั้งครรภ์ทไี่ มพ่ ึงประสงค์หรือไม่ 7. พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาท่ีจะเกิดตามมาจากการสร้างสัมพันธภาพทางเพศในแบบท่ี ตอ้ งการไดห้ รอื ไม่ ดังน้ัน ก่อนที่จะสร้างสัมพันธภาพทางเพศ โดยเฉพาะฉันท์คนรักควรตอบคาถามข้างต้น ให้กับตัวเองอย่างชัดเจนก่อน ถ้าคิคว่ายังไม่พร้อมที่จะมีสัมพันธภาพระหว่างเพศฉันท์คู่รักควรจะ รกั ษาสัมพันธภาพทางเพศฉันท์เพ่ือนท่ีดี โดยมีความเอื้ออาทรตอ่ กัน ให้ความช่วยหลือซ่ึงกันและกัน ตามทเี่ พือ่ นพึงปฏบิ ตั ิตอ่ กนั กจ็ ะเป็นสมั พนั ธภาพทีม่ ั่นคงและไมก่ ่อใหเ้ กิดปัญหาตามมา

317 ความคาดหวังของสงั คมทีม่ ีตอ่ การเปล่ยี นแปลงของวัยรนุ่ ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปล่ียนแปลงของวัยรุ่นมีประเด็นท่ีสาคัญ ดังน้ี (ศยิ พร กลา่ ทวี และประพล นิลใหญ่, 2562, น. 78-82) 1. ความสามารถในการคดิ และตัดสินใจไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ธรรมชาติตามวัยของวัยรุ่นเป็นวัยที่รักความอิสระ อยากทาอะไรได้ด้วยตนเอง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง สังคมจึงคาดหวังให้วัยรุ่นเจริญเติบโตและมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ท่ีเป็น ผู้ใหญ่มากข้ึน โดยเฉพาะสังคมครอบครัวท่ีพ่อและแม่อยากให้ลูกวัยรุ่นสามารถดูแลตนเองได้ สามารถคิดและตัดสินใจด้วยตนเองในเรื่องง่าย ๆ ได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อและแม่บ้าง เพราะความคาดหวังดังกล่าวจะส่งผลทาใหว้ ัยรุ่นมีแนวทางการปฏิบัตทิ ี่ช่วยเหลือตนเองได้เม่ือตอ้ งไป ทางานมีอาชีพท่ีเล้ียงดูตนเองได้ แต่งงานและใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างประสบความสาเร็จราบร่ืน ไม่เปน็ ภาระของสงั คมและประเทศชาติ 2. การมีพฤตกิ รรมทางเพศทีเ่ หมาะสม พฤติกรรมทางเพศ หมายถึง การกระทาหรือการปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ โดยสังคมมีความคาคหวังให้วยั รุ่นมีการเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมทางเพศของตนไปในแนวทางทถ่ี ูกตอ้ ง เหมาะสม ทัง้ ในเรื่องของค่านิยมทางเพศทถ่ี ูกต้อง ตามแบบแผนของวฒั นธรรมไทย เช่น การป้องกัน ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและการต้ังครรภ์ในวัยเรียน การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์ รวมท้งั การศกึ ษาเรอื่ งเพศจากสอื่ ทีถ่ กู ตอ้ งเหมาะสม 3. ความรบั ผดิ ชอบต่อตนเองและสังคมสว่ นรวม ความรับผิดชอบ หมายถึง ความมงุ่ ม่ัน ตั้งใจปฏิบัติหน้าท่ีการงานให้บรรลุความสาเร็จ ซง่ึ ความรับผิดชอบมคี วามสาคญั ต่อตวั เราอย่างมาก เพราะทาให้เราเปน็ คนตัง้ ใจจริง รักหน้าทีก่ ารงาน ท้ังท่ีเป็นของตนเองและส่วนรวม อีกทั้งจัดเป็นคุณลักษณะของความเป็นผู้นา และเป็นพลมืองท่ีดี ของสงั คมและประเทศชาติอีกดว้ ย โดยความรบั ผิดชอบทส่ี ังคมคาดหวังให้เกิดข้ึนในวัยรุ่นประกอบไปด้วยความรับผิดชอบ ต่อตนเองของวัยรุน่ และความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมสว่ นรวม 3.1 ความรับผดิ ชอบตอ่ ตนเองของวยั รุ่น ประกอบไปด้วย 3.1.1 ความตรงต่อเวลา ได้แก่ การตรงต่อเวลาตามที่มีกาหนดนัดหมายไว้ เช่น การไปเรียน การไปทางาน การประชุม การฝึกซ้อมกีฬา การทากิจกรรมหรือนัดพบปะสังสรรค์ กบั บคุ คลอื่น ไดต้ รงต่อเวลาอยเู่ สมอ 3.1.2 รู้จักหน้าที่ของตนเอง ได้แก่ รู้ว่าตนเองมีหน้าท่ีอะไร ต้องทาส่ิงนั้นให้สาเร็จ สมบูรณ์ด้วยความขยันหมั่นเพียรและเต็มกาลังความสามารถของตน เช่น หน้าที่เรียนหนังสือให้

318 ประสบความสาเร็จ หน้าท่ีทไี่ ด้รับมอบหมายจากโรงเรียน หน้าทที่ ี่ได้รบั มอบหมายจากครอบครัวเพื่อ แบ่งเบาภาระของพ่อและแม่และหน้าที่จากการทางานประจาของตนเองหรอื หน้าทอี่ ืน่ ๆ 3.1.3 รู้จักดูแลคุ้มครองตนเอง คือ การรู้จักวิธีการรักษาดูแลคุ้มครองตนเองให้มี ความปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ ในชีวิต เช่น อันตรายจากอบุ ัติเหตุ อันตรายจากการถกู ล่อลวงไป กระทาสงิ่ มิดมี ริ ้ายทางรา่ งกายทรัพย์สิน และทางเพศ 3.1.4 รู้จักควบคุมความประพฤติของตนอง โดยวัยรุ่นจะต้องปฏิบัติแต่สิ่งท่ีดี โดยการควบคุมความประพฤติ ควบคุมจิตใจของตนเองไม่ให้ตกเป็นทาสของสารเสพตดิ และอบายมุข ตา่ ง ๆ ที่ผิดศลี ธรรมและนามาซงึ่ ความเดอื ดรอ้ นแกต่ นเองละครอบครัว 3.1.5 การรจู้ ักรักษาสุขภาพอนามัยของตนอง วัยรุ่นควรรักษาสุขภาพอนามัยของ ตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การป้องกันโรค การรับประทาน อาหารท่มี ปี ระโยชน์ การออกกาลงั กาย การผอ่ นคลายความเครยี ด และการป้องกนั อุบัตเิ หตุ 3.2 ความรบั ผิดชอบต่อสงั คมส่วนรวม ความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม หมายถึง การท่ีเรามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของชมุ ชนและสังคม การบาเพ็ญประโชน์ และสร้างสรรค์ความเจริญให้แกช่ ุมชนและสังคมอย่างเต็ม ความสามารถตามวยั ของตนเอง สังคมจึงมีความคาดหวังให้วัยรุ่นมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม โดยกระทา สิง่ ทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ ่อสังคมและละเวน้ การกระทาส่ิงตา่ ง ๆ ที่สง่ ผล ชว่ ยสอดสอ่ งพฤติกรรมของบุคคล ท่ีเป็นภัยต่อสังคม รักษาความสะอาดพ้ืนท่ีสาธารณะและไม่ทาลายสาธารณสมบัติ ร่วมบริจาค ทรพั ยส์ นิ หรือช่วยเหลือด้านแรงกายแก่ผู้ท่ตี กทกุ ข์ไดย้ ากในสงั คม 4. มีศลี ธรรมและจริยธรรมประจาใจ ศีลธรรมและจริธรรม กล่าวความหมายโดยรวมก็คือ ความประพฤติที่ดีท่ีชอบ การประพฤติปฏิบัติตนในส่ิงท่ีดีงาม เหมาะสม และเป็นท่ีนิยมชมชอบยอมรับของสังคม เพื่อ ความสนั ตสิ ขุ แหง่ ตนเองและความสงบเรยี บรอ้ ยของสังคมโดยรวม เน่ื อ ง จ าก ส ภ า พ ข อ ง สั ง ค ม ไ ท ย ปั จุ บั น มี ก า รห ล่ั ง ไ ห ล ข อ ง วั ฒ น ธ ร รม ต่ าง ช าติ แ ล ะ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งเน้นแต่กระแสบริโภคนิยม ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงขึ้นใน หมู่วัยรุ่นไทย เช่น การทาร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ ความต้องการอยากได้อยากมีในวัตถุ สิ่งของโดยขาดความพอดี จนทาใหว้ ยั รุ่นไทยขาดศีลธรรมและจริยธรรมประจาในทีด่ ีงาม ดงั น้นั สังคม ถึงคาดหวังให้วัยรุ่นมีการเปล่ียนเเปลงทางศีลธรรมและจริยธรรมท่ีดีงามเหมือนกับคนไทยในอดีต โดยวัยรุ่นจะต้องมีความซ่ือสัตย์ รู้จักข่มใจตนเองให้ประพฤติแต่ส่ิงท่ีดีเป็นประโยชน์และเป็นธรรม ไม่คดโกง ไม่อยากได้ทรัพย์สินของคนอื่น รักษาคาพูดของตนเอง ละเว้นความช่ัว ไม่ทุจริต และรู้จัก

319 เสียสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเองเพ่ือส่วนรวม มีจิตใจเมตตาต่อเพ่ือนมนุษย์และสัตว์โลก ไมป่ ระพฤติผดิ ศลี ธรรมโคยยึดตามหลักคาสอนของศาสนาทีต่ นเองนบั ถือ 5. มคี วามสามารถในการสรา้ งสัมพันธภาพทล่ี ึกซ้ึงและถาวรกับผ้อู ่ืน การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นในสังคมจัดเป็นปัจจัยสาคัญท่ีจะทาให้วัยรุ่นอยู่ในสังคมได้ อย่างราบรื่นและมคี วามสุข ทั้งสัมพนั ธภาพที่ดีกับคนในครอบครัว สมั พนั ธภาพท่ดี ีกับเพื่อนท่ีโรงเรยี น เพื่อนท่ีบ้าน หรือบุคคลในชุมชนที่อาศัยอยู่ โดยสัมพันธภาพนั้นจะต้องเป็นสัมพันธภาพที่ดีลึกซ้ึง ไม่ใช่เกิดข้ึนอย่างฉาบฉวยและจบสิ้นต่อกัน วัยรุ่นในปัจจุบันมักมีปัญหาเร่ืองปฏิสัมพันธ์กับบุคคล อื่น ๆ ในสังคม มักจะอยู่แต่ในโลกของตนเอง เช่น ติดเกม คุยโทรศัพท์ ติดต่อกันทางอินทอร์เน็ต จนทาใหข้ าดทกั ษะในการเข้าสงั คมหรอื สร้างสมั พนั ธภาพกับคนอ่ืนๆ ดังนั้น สังคมจึงคาดหวังให้วัยรุ่น มีทักษะในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อ่ืน เช่น สร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นด้วยการใช้คาพูดท่ีเป็น การสื่อสารทางบวก ร่วมทากิจกรรมกับครอบครัวและเพื่อนอย่างสม่าเสมอ เสียสละและมีน้าใจ กับทุกคน เอาใจเขามาใส่ใจเรา รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เป็นธุระให้เม่ือคนอื่นต้องการ ความช่วยเหลือ 6. สัมพนั ธภาพทด่ี กี บั พอ่ แมแ่ ละมีความกตญั ญูกตเวที การมีสัมพันธภาพท่ีดีกับพ่อแม่และมีความกตัญญูกตเวทีเป็นความคาดหวังของสังคม ท่ีมีต่อวยั รุ่น ซึ่งการมีสัมพันธภาพท่ีดีกับพ่อแม่น้ัน หมายถึง การท่ีวัยรุ่นสามารถปรับความเข้าใจกับ พ่อและแม่ เม่ือเกิดความขดั แย้งระหว่างกันได้ รวมทงั้ การให้ความเอาใจใส่ ดูแลบุพการีดว้ ยการสานึก ในบุญคุณ โดยแสดงความกตัญญูกตเวที เช่น ดูแลท่านเม่ือท่านเจ็บป่วยเม่ือทางานมีรายได้เป็นของ ตนเองแล้วก็ควรจะเล้ียงดูท่านให้อยู่อย่างสุขสบาย และไม่ทอดท้ิงให้ท่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว รวมทั้งไม่โตเ้ ถยี งใหท้ ่านเกดิ ความเสยี ใจและประพฤติตนเป็นคนดี บทบาทหนา้ ท่ขี องวัยรนุ่ ต่อสังคม บทบาทหน้าที่โดยท่ัวไปของเยาวชนซง่ึ อยใู่ นวัยรุน่ เปน็ ส่วนใหญ่มีดังน้ี (ศิยพร กล่าทวี และ ประพล นลิ ใหญ่, 2562, น. 82-85) 1. บทบาทหน้าที่ต่อครอบครวั เยาวชนในสงั คมไทยได้รบั อทิ ธิพลคาสอนจากพุทธศาสนา ซ่ึงกาหนดหน้าท่ีให้ถูกเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นการตอบแทน เชื่อฟังคาสั่งสอน ดารงวงศ์ตระกูลและ ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติ ดังนั้นหน้าที่ของเยาวชนก็คือการหารายได้มาช่วยเหลือครอบครัว โดยการประกอบอาชีพต่าง ๆ เพื่อตนเองจะได้ไม่เป็นภาระแกผ่ ู้ปกครองหรืออาจจะเป็นผู้รับภาระนี้ แทนบดิ ามารดา

320 2. บทบาทต่อชุมชนและสังคม เยาวชนสามารถแสดงออกในการช่วยสังคมโดยวิธีต่าง ๆ เช่น การร่วมมือในการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค อันมีถนนหนทาง สะพาน บ่อน้า ศาลาที่พัก วัด ศาสนสถานหรือส่ิงอ่ืนให้ดีขึ้น อาจช่วยโดยการออกความคิดเหน็ หรือโดยการกระทา การใช้กาลังงาน การก่อสร้าง และการบริจาคเท่าท่ีโอกาสจะอานวย นอกจากนี้ยังอาจรวมกลุ่มกัน เป็นองค์กรเพื่อ สร้างงานในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือทาให้งานน้ันมีพลังในการสร้างข้อต่อรอง เมื่อถูกเอาเปรียบทางด้าน อาชีพหรอื คนอน่ื ๆ 3. บทบาทหน้าที่ต่อรัฐ เป็นการรับใช้หรือช่วยเหลือประเทศชาติในลักษณะต่าง ๆ เช่น การเป็นทหารเม่ือมีโอกาส การช่วยกันเสียภาษีอากรเพื่อรัฐจะได้นาไปพัฒนาประเทศ ช่วยกันรักษา ความมั่นคงของชาติ เปน็ ต้น บทบาทของวัยรนุ่ ตอ่ สังคม มดี ังนี้ 1. บทบาททางการศกึ ษา เนอ่ื งจากวัยรุน่ เปน็ วัยที่อยใู่ นระหว่างการศึกษาเล่าเรียน ฉะน้ัน บทบาททางการศึกษาจึงนับว่าเป็นบทบาทท่ีมีความสาคัญที่สุด เพราะการศึกษาเล่าเรียนวิชาการ สาขาต่าง ๆ ของเด็กวยั รุ่น สามารถนาไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาสังคมในอนาคต ย่อมเป็นแนวทาง สาคัญท่ีจะใชใ้ นการแก้ไขปัญหาสังคมในอนาคต นอกจากนั้นการศึกษาเล่าเรยี นเก่ยี วกับปัญหาสังคม ในปัจจุบัน ช่วยให้วยั รุ่นเกิดความรคู้ วามเขา้ ใจถึงลักษณะความเป็นไปและปัจจัยท่เี ก่ียวข้องกับปญั หา ตา่ ง ๆ ตามความเปน็ จริง ความเขา้ ใจดังกล่าวจะช่วยใหเ้ ด็กวยั รนุ่ สามารถปรบั ตวั เข้ากับสภาพการณ์ท่ี เป็นจริงในสังคมได้ เพื่อว่าเด็กจะได้ไม่เกิดความผิดพลาด โดยการตกอยภู่ ายใต้อิทธิพลจนกลายเป็น ผู้มีปัญหา อันมีผลให้เกิดปัญหาสังคมเพ่ิมข้ึน ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า การศึกมาจะช่วยให้เด็กวัยรุ่น ปลอดภยั จากการเป็นสว่ นหนึง่ ของปญั หาสงั คม 2. การแสดงออกเพื่อกจิ กรรมทางสงั คม เด็กวยั รนุ่ ในปัจจุบันมีบทบาทมากมายในการทา กิจกรรมทางสังคม มีทั้งในรูปแบบของกิจกรรมในสถานศึกษา และกิจกรรมทางสังคมโดยท่ัวไป กิจกรรมในสถานศึกษา และกิจกรรมทางสังคมโดยทั่วไป กิจกรรมในสถานศึกษา ได้แก่ งานเข้า ค่ายอาสาพัฒนา ซ่ึงเด็กวัยรุ่นส่วนหนึ่ง จะรวมตัวกันเพื่อออกไปช่วยพัฒนาชนบท โดยการสร้าง สาธารณสมบัติ พัฒนาโรงเรียน วัด ถนนหนทาง และส่ิงที่มีประโยชน์อื่น ๆ วัยรุ่นบางส่วนออกไป ช่วยเหลือโดยการให้ความรู้แก่ประชาชนในด้านต่าง ๆ เพ่ือช่วยพัฒนาชนบท เช่น กลุ่มยุวเกษตรกร ท่ีช่วยเหลือด้านการพัฒนาเกษตรในชนบท เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้ทาให้เด็กวัยรุ่นได้มีโอกาส แสดงออกในการทากจิ กรรมสงั คมในรูปแบบท่เี หมาะสมและเป็นประโยชนท์ างสังคม 3. การสนับสนุนกจิ กรรมทางสงั คม เด็กวัยรุ่นมโี อกาสท่ีจะสนับสนุนกจิ กรรมทางสังคมใน รปู แบบอื่นได้อีกหลายอย่าง เช่น ลูกเสือ เนตรนรี และยุวกาชาด ที่เข้าไปช่วยปฏิบัติงานในกิจการที่ เปน็ ประโยชน์ตอ่ สงั คมอื่น ๆ ได้แก่ งานกาชาด การจราจร และงานสาธารณกุศลอน่ื ๆ นกั ศึกษาทีไ่ ป ช่วยสอนหนังสือแก่เด็กในชุมชนแออัด หรือถ่ินทุรกันคาร นักศึกษาที่เข้าไปร่วมกิจกรรมทางศาสนา

321 เน่ืองในวันสาคัญต่าง ๆ ไดแ้ ก่ การแห่เทียนพรรษา การเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา เป็นต้น ตลอดจน เข้าไปร่วมกิจกรรมทางสังคมอื่น ๆ ได้แก่ การเดินหรือการว่ิงเพ่ือการกุศลในโอกาสสาคัญต่าง ๆ การเดินแถวและการรว่ มพิธกี ารสาคญั ๆ ได้แก่ งานแข่งขันกีฬาแห่งชาติ งานมหกรรมต่าง ๆ เป็นต้น การสนับสนุนกิกรรมทางสังคมเหล่าน้ี ช่วยให้เด็กวัยรุ่นได้เรียนรู้บทบาททางสังคมของตนทีละเล็ก ทีละน้อย ในที่สุดจะเกิดความเข้าใจเป็นอย่างดีเม่ือเติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นการช่วยให้มีการปรับตัวที่ดี ทางสังคมอีกทางหนึ่ง จากบทบาทท้งั 3 ลักษณะของวยั รุ่นดังกลา่ วน้ี ถา้ เดก็ วัยรุ่นสามารถแสดงออกได้เป็นอย่าง เหมาะสมแล้ว จะเป็นการช่วยให้ได้เรียนรู้บทบาทของตน ในการช่วยเหลือสังคม ในการแก้ปัญหา และยังชว่ ยเรียนรู้บทบาทของตนเองในอนาคตขณะท่ีเตบิ โตเป็นผู้ใหญ่อีกด้วย ความรับผดิ ชอบของวยั ร่นุ ความรบั ผดิ ชอบของวัยรนุ่ มดี งั นี้ (ศิยพร กล่าทวี และประพล นิลใหญ่, 2562, น. 86-88) 1. ความรับผิดชอบต่อตนเอง หมายถึง การรักษาป้องกันตนเองให้พ้นจากอันตราย โรคภัยไข้เจ็บ รักษร่างกายใหแ้ ข็งแรง บังคับควบคุมจิตใจ ไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส ประพฤติตนอยู่ ในศีลธรรม ละเว้นความชั่ว รู้จักประมาณการใช้จ่ายตามควรแก่ฐานะ จัดหาเคร่ืองอุปโภคบริโภค อย่างเหมาะสม 2. ความรับผิดชอบต่อการศึกษาเล่าเรียน หมายถึง การที่นักเรียนศึกษาเล่าเรียน จนประสบความสาเร็จตามความมุ่งหมาย ด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทน เข้าห้องเรียนและส่งงาน ท่ีได้รับมอบหมายตรงต่อเวลา เม่ือมีปัญหาและไม่เข้าใจบทเรียนก็พยายามศึกษาค้นคว้าซักถาม อาจารย์จนเข้าใจ เมอื่ ทาแบบฝึกหัดผดิ ก็ยอมรับว่าทาผดิ แลว้ พยายามแกไ้ ขปรับปรงุ ให้ถกู ตอ้ ง 3. ความรับผิดชอบต่องานท่ีได้รับมอบหมาย หมายถึง การปฏิบัติหน้าท่ีท่ีได้รับ มอบหมายด้วยความเอาใจใส่ ขยันหม่ันเพียร อดทนต่อสู้อุปสรรคโดยไม่ย่อท้อ มีความละเอียด รอบคอบ ซ่ือสัตย์ตรงต่อเวลา ไม่ละเลยทอดทิ้งหรือหลีกเลี่ยง พยายามปรับปรุงการงานของตน ใหด้ ขี น้ึ รู้จกั วางแผนงาน และป้องกนั ความบกพรอ่ งเสอื่ มเสียในงานที่ตนรบั ผิดชอบ 4. มีความรับผิดชอบในการกระทาของตน หมายถึง การยอมรับในการกระทาของตน ท้ังผลดีและผลเสีย ไม่ปัดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนไปให้ผู้อื่น พร้อมที่จะปรับปรุงเเก้ไข เพ่ือให้ได้ผลดีย่ิงขึ้น ไตร่ตรองให้รอบคอบว่าส่ิงที่ตนทาลงไปแล้วน้ันจะเกิดผลดีผลเสียขึ้นหรือไม่ ปฏบิ ตั แิ ตส่ ่งิ ท่ีทาให้เกิดผลดี และกล้าเผชิญต่อความจริง 5. ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ครอบครวั หมายถึง การทนี่ ักเรยี นชว่ ยเหลืองานต่าง ๆ ภายในบ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระซ่ึงกันและกันตามความสามารถของตน รู้จักแสดงความคิดเห็นและปฏิบัติ

322 เพอื่ ความสุขและชื่อเสียงของครอบครัวช่วยแก้ปัญหา ถ้าสมาชกิ ในครอบครวั ไม่เข้าใจกนั เม่ือมีปัญหา ควรบอกพ่อแม่รับทราบปัญหาของตนทุกเร่ือง ช่วยครอบครัวประหยัดไฟฟ้า น้า อาหาร ส่ิงของ เครอ่ื งใชภ้ ายในบ้านและอื่น ๆ 6. ความรับผิดชอบต่อเพ่ือน หมายถึง การที่นักรียนช่วยตักเตือน แนะนาเมื่อเห็นเพื่อน ทาผิด เพื่อความถูกต้องและเหมาะสม ให้อภัยเมื่อเพื่อนทาผิด ไม่เอาเปรียบพื่อน เคารพสิทธิ ซึง่ กนั และกัน 7. ความรับผิดชอบต่อโรงเรียน หมายถึง การท่ีนักเรยี นมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของ โรงเรียน รักษาผลประโยชน์ เกียรติยศ ช่ือเสียงของโรงเรียน ช่วยกันรกั ษาความสะอาดของโรงเรียน ไม่ขีดเขียนผนังห้องเรียน ห้องน้า ห้องส้วม แต่งเครื่องแบบนักเรียนใหเ้ รียบร้อย ไม่ทะเลาะวิวาทกับ นักรียนโรงเรียนอ่ืน เมื่อโรงเรียนต้องการความร่วมมือ หรือขอความช่วยเหลือ ก็เต็มใจร่วมมือ อย่างเต็มที่ เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจและความสามารถของตนเพ่ือสร้างชื่อเสียง ให้แก่โรงเรียน 8. ความรับผิดชอบต่อสังคม หมายถึง การท่ีนักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของ ชุมชนและสังคม บาเพ็ญประโยชน์และสร้างสรรค์ความเจริญให้ชุมชนและสังคมอย่างเต็ม ความสามารถ ช่วยสอดส่องพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม ให้ความรู้ความสนุกเพลิดเพลิน แก่ประชาชนตามความสามารถของตน ชว่ ยคิดและแกป้ ัญหาต่าง ๆ ของสงั คม วัฒนธรรมทางเพศ วัฒนธรรมทางเพศ หมายถึง วัฒนธรรมท่ีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศ ได้แก่ ระเบียบ จารีตประเพณี ศีลธรรม และจริยธรรมอันดีงามของคนไทยในดา้ นความประพฤติเก่ียวกบั เพศ ซึง่ เป็น ทย่ี อมรับนับถือและสืบทอดปฏิบัติตอ่ เนื่องกันมายาวนาน ตั้งแตส่ มัยโบราณจนถึงปัจจุบันซึ่งได้ส่งผล ใหค้ รอบครัวและสังคมไทยมีความสงบสุขร่มเยน็ วัฒนธรรมทางเพศของคนไทยถือว่าเป็นมรดกอันมีค่าของสังคมไทยท่ีทุกคนควรอนุรักษ์ และประพฤตปิ ฏิบัตติ ามซึ่งมีดังนี้ วฒั นธรรมทางเพศของคนไทยถือว่าเปน็ มรดกอนั มีค่าของสังคมไทย ที่ทุกคนควรอนุรักษ์และประพฤติปฏิบัติตามซ่ึงมีดังน้ี (ศิยพร กล่าทวี และประพล นิลใหญ่, 2562, น. 99-103) 1. ชายหญงิ ควรมสี ทิ ธิและศักดศ์ิ รเี ทา่ เทยี มกนั ตามหลกั สทิ ธิมนุษยชน ในสมัยก่อนผู้ชายจะมีสิทธิและศักด์ิศรีเหนือกว่าผู้หญิงมาก เม่ือเป็นสามีภรรยากัน ภรรยาต้องคอยปรนนิบัติสามีเป็นอย่างดี ถ้าสามีเป็นเจ้านายที่สูงศักด์ิแล้วก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ การแสดงความคดิ เห็น การตดั สนิ ใจทาไดน้ ้อยเพราะสามีจะมอี านาจสทิ ธิ์ขาด ภรรยามกั จะตอ้ งเชอื่ ฟัง

323 สามี ซ่ึงถือว่าขาดความเสมอภาคทางเพศ ต่อมาสถานภาพสตรีเริ่มดีขึ้นเป็นลาดับ เมื่อประเทศไทย เข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ผู้หญิงมีการศึกษามากขึ้น สังคมเปิดโอกาสให้ผู้หญิงทางานหารายได้ เลี้ยงครอบครัวมากข้ึนมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น จนเป็นที่ยอมรับกันว่าผู้ชายและผู้หญิง ควรมสี ทิ ธิและศกั ด์ศิ รเี ทา่ เทียมกัน 2. ผู้ชายควรให้เกียรตแิ ละช่วยปกปอ้ งอันตรายให้แกผ่ หู้ ญิง ผู้ชายเป็นเพศท่ีแข็งแรงและรูปร่างใหญ่โตกว่าผู้หญิง สามารถทางานหนักได้จึงควร ดแู ลชว่ ยเหลอื อย่าให้ผู้หญงิ ต้องทางานหนกั เกินไปโดยเฉพาะทางด้านร่างกาย เม่ือมีภยั อันตรายผู้ชาย จะต้องทาหน้าที่คุ้มครองป้องกัน หรือแม้จะยังไม่เกิดภัยอันตรายก็ควรจะช่วยดูแลคุ้มครองมิให้ ภยั อันตรายเกิดขึ้นกับผู้หญิง ถ้ามีท่ีนั่งจานวนจากัดไม่เพียงพอต้องให้ผูห้ ญิงน่ังก่อน ถ้าจะตักอาหาร หรือทาส่ิงใดที่ต้องทาทีละคน หรือครั้งละน้อยคน ควรให้ผู้หญิงได้ทาก่อน ยกเว้นบางเรื่องที่เป็น อนั ตรายผ้ชู ายก็ควรทากอ่ นแล้วแต่สถานการณ์ 3. การแสดงความชอบหรอื ความสนใจเพศตรงข้าม ควรปฏิบัติตามจารีตประเพณีของสังคมไทยอย่างเคร่งครดั ความสนใจเพศตรงข้ามเป็น เร่ืองปกติของคนเม่ือเข้าสู่วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว แต่ในสังคมแต่ละสังคมมักมีจารีตประเพณีอันดีงาม ดังนั้นการชอบหรือสนใจเพศตรงข้าม ควรปฏิบัติตามจารีตประเพณีของสังคมนั้น ๆ ในวัยเรียนควร คบเพื่อนต่างเพศแบบเพ่ือนจะดีกว่า แต่ถา้ จะคบกนั แบบค่รู ักก็ตอ้ งอยู่ในกรอบประเพณีอันดงี ามและ ใหพ้ ่อแม่หรือผูป้ กครองรับรู้ และตอ้ งเช่อื ฟังปรึกษาพอ่ แม่ ผู้ปกครองด้วย เพราะวยั รุ่นยงั ไม่บรรลุนิติ ภาวะยงั ผ่านโลกมาน้อย อาจรู้เทา่ ไม่ถงึ การณห์ รอื ทาผดิ พลาดข้ึนได้ 4. ทัง้ ผู้หญิงและผ้ชู ายไมค่ วรถูกเน้อื ตอ้ งตวั กนั จนเกินความจาเปน็ การถูกเน้ือต้องตัวกันจนเกินความจาเป็นดูแล้วไม่เหมาะสม การถูกเนื้อต้องตัว เพศตรงข้ามจนเกินความจาเป็น คือ การโอบกอด นอนหนุนตัก ลูบไล้เนื้อตัว จับของสงวน กอดคอ ซงึ่ ผู้ที่เป็นคู่รักกันและเป็นนักเรียนไม่ควรทาอย่างยิ่ง ไม่ควรเลียนแบบละครโทรทัศน์หรอื ภาพยนตร์ ต่างประทศที่มีให้เหน็ กันอยู่เสมอ เพราะยังอยใู่ นวัยที่ไม่สมควร สังคมไทยยังรบั ไม่ได้ ถา้ วยั รนุ่ ทาเช่นนี้ บางคร้ังผู้หญงิ กอ็ าจถกู เนือ้ ต้องตัวผชู้ ายไดซ้ ง่ึ ไมค่ วรทา ซึง่ สร้างความเส่อื มเสียตอ่ ผู้หญงิ 5. ผหู้ ญิงไม่ควรแต่งตวั แบบเปิดเผยสัดส่วน ในสังคมปัจจุบันน้ีการแต่งตัวของผู้หญิงบางคนไม่รัดกุม เป็นการยั่วกิเลสผู้ชายอาจ ก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองได้โดยการถูกกระทาอนาจารหรือข่มขืน การแต่งกายที่ยั่วกิเลสท่ีพบเห็น มีหลายอย่าง เช่น ใส่เส้ือสายเดี่ยว เสื้อรัดรูป เส้ือกล้าม เสื้อเอวลอย กางเกงเอวต่า ใส่เส้ือเกาะอก หรือเสื้อท่ีใส่แล้วโชว์แผ่นหลังหรือเนินอก นับว่าเป็นการแต่งกายท่ีไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย จึงเป็นส่งิ ไม่สมควร

324 6. การเลอื กคคู่ รองต้องเปน็ ไปโดยสมคั รใจ ในสมัยก่อนอาจมีการแต่งงานกันโดยไม่ได้สมัครใจ อาจเป็นฝ่ายชายไม่สมัครใจแต่ เพราะพ่อแม่เห็นชอบ หรือฝ่ายหญิงไม่สมัครใจ แต่เพราะพ่อแม่เห็นชอบ ฝ่ายชายใช้อิทธิพล หรือ เพราะพอ่ แม่ต้องการปลดหน้ี แต่ในสมัยปัจุบันการมีคู่ครองในลกั ษณะดังกล่าวไม่มีอีกแลว้ นบั วา่ เป็น การสร้างความเสมอภาคทางเพศอยา่ งหนึง่ ด้วย 7. สามภี รรยาควรยดึ คา่ นยิ มในการครองคู่แบบครอบครวั ผวั เดียวเมยี เดียว ครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นวัฒนธรรมทางเพศท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับ หลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ซ่ึงถือได้ว่าเป็นรากฐานและหลักประกันอันมั่นคงของชีวิต ครอบครวั อย่างแท้จรงิ รวมทงั้ มคี วามปลอดภัยจากการมีเพศสัมพันธแ์ ละโรคเอดส์ อีกท้ังยงั ส่งผลต่อ การเลีย้ งดบู ตุ รใหส้ มบูรณ์ และได้รับการศึกษาอยา่ งเต็มที่ตามศกั ยภาพและความสนใจของบตุ ร 8. สามีและภรรยาตอ้ งไม่กระทารุนแรงต่อกัน สามบี างคนเมือ่ ไม่พอใจหรือทะเลาะกนั กจ็ ะทาร้ายภรรยา ในทางตรงกันข้ามภรรยาอาจ กระทารุนแรงต่อสามีได้ แต่ก็จะมีน้อยกว่า นอกจากน้ี การกระทารุนแรงด้วยวาจาและการทอดทิ้งกัน กไ็ ม่ควรอยา่ งย่ิง ถ้ามีปญั หาควรแกป้ ัญหากันด้วยสนั ตวิ ิธีดีกว่า ข่าวคราวทอ่ี อกมาทางส่ือมวลชนและ สภาพสังคมครอบครัวปัจุบันมักเกิดปัญหาความรุนแรงของสามีภรรยาที่มีต่อกันมากข้ึน อาจเป็น เพราะในปัจจุบันสภาพสังคมที่ต้องแข่งขันทาให้เกิดความเครียด อาจแสดงออกทางการกระทา ที่รุนแรง หลายรายท่ีถึงขั้นฆ่ากันตาย หรือฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งตายแล้วฆ่าตัวเองตายตาม นับว่าเป็น ความล้มเหลวของชีวิตครอบครัวที่น่าหดหู่อย่างยิ่ง ในเรื่องนี้คู่สามีภรรยาต้องใช้สติปัญญาเพื่อ แกป้ ัญหาพยายามใหก้ าลงั ใจซ่ึงกนั และกนั บทบาทของเพศชายและเพศหญิง สังคมและวัฒนธรรม “ด้ังเดิม” ได้แบ่งบทบาทของเพศชายและเพศหญิงให้แตกต่างกัน มาก โดยถือว่าผู้ชายเป็นเพศที่แข็งแรงมพี ละกาลงั มาก ควรทาหน้าท่ีดูแลปกป้อง และค้มุ ครองสังคม สังคมจึงยกย่องผู้ชายในฐานะบทบาทของผู้คุ้มครอง ส่วนผู้หญิงน้ันเป็นเพศอ่อนแอ มีความนุ่มนวล ละเอียดอ่อน ผู้หญิงจึงทาหน้าที่สร้างความสัมพันธ์กับบุคคลในครอบครัว และอบรมเลี้ยงดูบุตร ทั้งน้ี บทบาททางเพศไม่ได้หมายถึงแต่เพียงพฤติกรรมที่สังคมปรารถนาเป็นพิเศษสาหรับเพศชาย และหญิงเทา่ น้ัน แตย่ ังรวมถึงบคุ ลกิ ลักษณะ เจตคติ และค่านิยมอกี ดว้ ย “ลักษณะของความเป็นชาย” หมายถึง พฤติกรรมท่ีมุ่งเน้นความสาเร็จตามเป้าหมาย ทต่ี นเองได้ตัง้ ไว้ ไดแ้ ก่ ลกั ษณะของความเป็นผนู้ า ความเช่ือมน่ั ในตนเอง ความกลา้ แสดงออก เปน็ ตน้

325 “ลกั ษณะความเป็นหญิง” หมายถึง พฤติกรรมทีเ่ น้นการแสดงออกทางอารมณ์ ซง่ึ จะช่วย สนับสนุนให้เกิดผลดีในการอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน เช่น ความเอาใจใส่ การมีความรู้สึกไวต่อความรู้สึกของ ผู้อนื่ เป็นตน้ ความเป็นหญิงและความเป็นชายเป็นลักษณะที่เป็นอิสระจากกัน คือบุคคลหน่ึงสามารถ มีลักษณะความเป็นหญิงหรือชายสูงเพียงอย่างเดียว หรือสูงทั้งสองอย่าง หรือต่าทั้งสองอย่างก็ได้ ดังน้ันบทบาททางเพศจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ ดังน้ี (สินีรัตน์ โชติญาณนนท์, 2550, น. 60-62) 1. บทบาททางเพศแบบมีความเป็นชายสูงลักษณะเดียว (Masculine) เป็นผู้ที่มี ความกล้าหาญ เปน็ ผนู้ า เขม้ แข็ง กล้าตดั สนิ ใจ ชอบแข่งขัน มีพลงั อานาจ กระฉับกระเฉง เปน็ อสิ ระ 2. บทบาททางเพ ศแบบมีความเป็น ห ญิ งสูงลักษณ ะเดียว (Feminine) เป็นผู้มี ความอ่อนหวาน นมุ่ นวล ข้อี าย อ่อนแอ เปน็ ผูต้ าม เป็นผูถ้ ูกกระทา 3. บทบาททางเพศแบบมีความเป็นชายและความเป็นหญิงสูงทั้งคู่ (Androgyny) เป็นผู้ท่ี แสดงพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ มีความยืดหยุ่น สามารถผสมผสานความเข้มแข็ง ของผู้ชาย และความอ่อนโยนของผ้หู ญิงไว้ในตนเอง ปรับตัวงา่ ย 4. บทบาททางเพศแบบมีความเป็นหญิงและความเป็นชายต่าท้ังคู่ (Undifferentiated) เป็นผู้ที่มีบทบาททางเพศไม่ชัดเจน ไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยอาจแสดงออกในลกั ษณะท่ีไม่เปน็ ทพี่ งึ ปรารถนาของสังคม ทั้งนี้ บทบาททางเพศนั้นเป็นผลสืบเน่ืองมากจากอิทธิพลท่ีเป็นองค์ประกอบร่วมกัน 2 ประการ คือ 1. องค์ประกอบทางชีวภาพของร่างกาย ได้แก่ การทางานของฮอร์โมนเพศ และยีนส์ ที่เก่ยี วพันกับสรีระและความสามารถบางอย่างของเพศชายและเพศหญิง 2. องคป์ ระกอบทางสภาพแวดล้อม ได้แก่ สิ่งแวดล้อมในครอบครัว การอบรมเลยี้ งดู และ การเรยี นรทู้ างสังคมและวฒั นธรรม “ในสมัยก่อน” เราเชื่อกันว่าวัยรุ่นท่ีสามารถพัฒนาบทบาททางเพศให้เหมาะสมกับ เพศของตนได้เป็นเครื่องบ่งชี้ความสามารถในการปรับตัว ดังนั้นบุคคลท่ีมีบทบาททางเพศไม่ตรงกับ เพศของตน หรือมีลักษณะความเป็นหญิงและชายสูงทั้งคู่ ถือว่าเป็นผู้มีความล้มเหลวในการพัฒนา บทบาททางเพศของตนให้เป็นไปตามความต้องการทางสังคม อย่างไรก็ตาม การเปล่ียนแปลงทาง สังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ทาให้ผู้หญิงและผู้ชายต้องมีการสลับบทบาทกันบ้างในสถานการณ์ ต่าง ๆ บทบาททางเพศแบบ Androgyny เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จึงเกิดแนวความคิดใหม่เกี่ยวกับ บทบาททางเพศและการปรับตัว โดยพบว่า บทบาททางเพศแบบ androgyny ทาให้บุคคล มีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวในสังคมได้ดี และมีโอกาสประสบความสาเร็จมาก เน่ืองจากมีอิสระจาก

326 กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มองสถานการณ์ต่าง ๆ กว้างข้ึน และมีการตอบสนองท่ีเหมาะสมตามสถานการณ์ ต่าง ๆ ไดด้ ี นอกจากน้ี ยังมีคุณลักษณะของชายและหญิง ดังน้ี (ศิยพร กล่าทวี และประพล นิลใหญ่, 2562, น. 96-99) ดา้ นกระบวนการคิด 1. เป็นผู้ที่เข้าใจความตอ้ งการของตนเอง และรู้จักตัวตนของตนเองเป็นอย่างดี ถ้าคนเรา ไม่รู้จักตนเองจะไม่เข้าใจตนเอง แล้วจะกอ่ ปัญหาให้แก่ตนเองและผู้อ่ืน ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนเรา รู้จักตนเอง เข้าใจความต้องการของตนเอง ก็จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ท่ีจะเกิดขึ้นกับตนเองลงได้ อยา่ งมาก 2. เป็นผู้เข้าใจพฒั นาการทางเพศของมนุษย์ ซึ่งกย็ ่อมเข้าใจพัฒนาการทางเพศของตนเอง ด้วย จะทาใหเ้ ขาสามารถปรับตวั ตอ่ พฒั นาการทางเพศไดด้ อี ีกด้วย 3. เป็นผู้ท่ีสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงกับความเชื่อได้ เพราะบางคร้ังความเชื่อที่ผิด ๆ กส็ ง่ ผลกระทบตอ่ ตนเอง ผู้อื่น และสังคมไดเ้ หมอื นกนั 4. เป็นผู้ที่เข้าใจบริบททางสังคมในเรื่องเพศ และรู้ว่าจะส่งผลต่อการดาเนินชีวิต ทางเพศอยา่ งไร 5. เป็นผู้ที่เข้าใจสทิ ธิของตนเอง เพ่ือจะไม่ถูกละเมิดหรือถูกใช้ความรุนแรง และกต็ ้องไมใ่ ช้ ความรนุ แรงกบั บุคคลอ่นื ด้วย 6. ตอ้ งเป็นผู้ที่เข้าใจเรอ่ื งสมั พันธภาพและการพฒั นาสมั พันธภาพ ไม่ว่าจะเปน็ กบั เพ่ือนกับ ญาตพิ ี่น้อง กบั พอ่ แม่ กบั ครูอาจารย์ กบั นายจ้าง และกับบุคคลท่ัวไป ด้านอารมณ์ 1. เป็นผู้ท่ีมีความสุข สุภาพจิตดี ไม่มีความผิดปกติทางจิต บุคคลเหล่าน้ีจะทาให้สังคม เป็นสุข เพราะเขาจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นกับสังคม แต่เขาจะสร้างสรรค์สังคมเป็นสังคม แหง่ ความสุข นา่ อยู่ 2. ต้องเป็นผู้ท่ีรู้จักพอใจในสภาพของตนเอง กล่าวคือ มีความพอใจและยอมรับ ในความเปน็ ตวั ของตัวเอง 3. ต้องเปน็ ผู้ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ เพราะในชีวติ คนเรานั้นจะต้อง อยู่กับสังคม ซึ่งมีหลายสถานการณ์ท่ีหมุนเวียนผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรา การปรับตัวเข้ากับ สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ทเี่ ลวร้ายหรอื ไม่ค่อยดี 4. ต้องเป็นผู้ท่ีรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง อาจต้องมีการฝึกสมาธิและตรวจสอบอารมณ์ บ้าง แต่ถ้าไม่ฝึกสมาธิอาจใช้การพัฒนาอารมณ์ของตนเองด้วยปัญญา ก็จะทาให้รู้เท่าทันอารมณ์ ของตนเองได้

327 5. ต้องเป็นผู้ท่ีสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี ซ่ึงจะต้องเป็นผู้ที่มีสติ เพราะถ้าขาดสติ จะควบคุมตนเองไมไ่ ด้ การควบคุมตนเองได้ดจี ะมีคุณค่ามหาศาลสาหรบั ตนเองและผอู้ ่ืนอีกดว้ ย 6. ต้องเป็นผู้ที่อดทนต่อการไม่ได้ดั่งใจ อุปสรรค และความสูญเสีย ดังนั้นจึงต้องเป็น ผู้ท่ีไม่เอาแต่ใจตนเอง ต้องเป็นนักสู้ปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรคและมีจิตใจที่แข็งแกร่งพอท่ีจะเผชิญกับ ความสูญเสียที่จะต้องเกดิ ขึน้ ในชีวติ ของคนเรา 7. ต้องเป็นผู้ท่ีแสดงออกด้านอารมณ์เพศและความรู้สึกทางเพศอย่างเหมาะสม ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ทางเพศของตนเอง มีความละอายต่อการกระทาทางเพศทั้งต่อหน้า สาธารณชน ดา้ นทศั นคติ 1. เป็นผู้ท่ียอมรับและเคารพความแตกต่างของบุคคล เข้าใจผู้อื่น ซึ่งจะทาให้ลดปัญหา ตา่ ง ๆ ไดเ้ ป็นอย่างมาก 2. เป็นผู้ที่ไม่ตัดสินคนอื่นว่าดี เลว ถูก หรือผิด โดยใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ต้องไมย่ กตนเองวา่ ดกี ว่าคนอ่ืน หรอื ดูถูกคนอ่ืน ๆ ว่าไม่ดหี รือดอ้ ยกวา่ ตนเอง 3. เป็นผู้ที่เคารพการตัดสินใจของตนเอง เมื่อตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่และใช้ความคิด ท่ีรอบคอบแลว้ ถงึ แมจ้ ะเกิดอะไรข้นึ กต็ ้องยอมรับโดยดุษฎี ถา้ ไม่ถกู ตอ้ งกห็ าทางแกไ้ ข 4. เปน็ ผทู้ ี่เหน็ เร่ืองเพศเป็นเรอ่ื งธรรมชาติ อย่าคดิ วา่ เร่ืองเพศเปน็ เรอ่ื งสกปรก ไมค่ วรนามา พูดคุยกัน ต้องปกปิดกันดังเช่นสมัยก่อน อันจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี สังคมยุคใหม่ต้องกล้า เผชิญกับความจริงที่เปลี่ยนแปลงไป และชี้แนะในส่ิงท่ีถูกต้องและเป็นประโยชน์ที่สุด แล้วจะเกิด ปญั หาน้อยทีส่ ุด โดยเฉพาะในเรื่องเพศของสังคมในยคุ ปจั จุบัน 5. เป็นผู้ท่ีมีทัศนคติต่อความสุขทางเพศว่าเป็นสิทธิของบุคคลท้ังชายและหญิง คือ เปิดใจกว้างมากข้ึนเกีย่ วกับสิทธิทางเพศ แต่ก็ตอ้ งอยูใ่ นกรอบของสังคมขนบธรรมนยี ม ประเพณี และ วฒั นธรรมอนั ดงี ามของไทย 6. เป็ น ผู้ ท่ี เค าร พ ค ว าม ต้ อ งก าร ข อ ง คู่ แ ล ะ สิ ท ธิ ข อ งผู้ อื่ น ต้ อ ง มี ค ว าม เป็ น นักประชาธิปไตย ในเร่อื งความตอ้ งการของคู่และสทิ ธิของผู้อืน่ ดา้ นทักษะ 1. เป็นผู้ท่ีสามารถเอาตัวรอด และจัดการกับสถานการณ์เส่ียงต่าง ๆ ได้ ตลอดจนหาทาง ออกท่เี หมาะสมจนบงั เกิดผลดีกบั ตนเอง 2. เป็นผ้ทู ่คี วบคุมพฤตกิ รรมตนเองได้และไมไ่ ปละเมดิ สิทธขิ องผู้อนื่ 3. เป็นผู้ที่มีทักษะในการสื่อสาร บอกความต้องการของตนเองได้ สามารถส่ือสารได้ อยา่ งเหมาะสมสอดคลอ้ งกับสถานการณ์ โอกาส และเวลา 4. เปน็ ผูท้ ่ีรบั ฟงั ความคิดเห็นของผูอ้ ืน่ ที่แตกต่างจากความคิดเห็นของตนเองได้

328 5. เปน็ ผู้ทสี่ ามารถประเมินสถานการณ์และผลท่จี ะตามมาตลอดจนวางแผนรองรบั ได้ 6. เป็นผู้ที่รู้จักแสวงหาข้อมูลข่าสารต่าง ๆ เพ่ือให้เกิดความรู้และนาความรู้นั้นมา ประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั เพื่อการแกป้ ญั หาได้อย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม สอ่ื กับเพศ ส่ือมีหลายประเภท ส่ือที่สามารถเจาะกลุ่มวัยรุ่นได้โดยตรง จะเป็นส่ือท่ีมีอิทธิพลเป็น อย่างมากในการดารงชีวิตของวัยรุ่น กลยุทธ์ของส่ือจะโน้มน้าวผู้บริโภคท่ีเป็นวัยรุ่นให้เห็นว่าเมื่อใช้ สินค้าท่ีโฆษณาแล้ว จะทาให้เป็นท่ีนิยมชมชอบต่อผู้พบเห็นโดยเฉพาะเพศตรงข้าม การรู้เท่าทันส่ือ เป็นการวิเคราะห์สือ่ และอิทธิพลของส่ือที่แฝงแนวความคิดอยู่ในโฆษณา นาไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อในเรื่องเพศ การนาเสนอให้เห็นคุณค่า แบบแผนพฤติกรรมทางเพศ และตัดสินเลือกส่ือ ทีม่ ีคุณค่า ซ่ึงมีรายละเอียดดังน้ี (อุทุมพร แกว้ สามศรี และคณะ, 2562, น. 181-187 และ ปานเดชา ทองเลิศ, 2562, น. 97-98) 1. ส่ือโฆษณา ส่ือโฆษณา (Advertising Media) หมายถึง พาหนะท่ีนาเอาข่าวสารทางการตลาด เก่ยี วกับสินค้าและบรกิ ารไปยงั กลมุ่ เป้าหมายทางการตลาด (เสรี วงษ์มณฑา, 2540, น. 231) วตั ถุประสงคห์ ลกั ของการโฆษณา 1) เพื่อแนะนาสินค้าหรือบริการให้เป็นท่ีรู้จัก พร้อมทั้งให้ผู้บรโิ ภคหันมาสนใจใช้สินค้า หรือบริการที่โฆษณา สินค้าหรือบริการใดก็ตาม ถ้าไมโ่ ฆษณาก็จะมีคนรู้จักหรอื สนใจน้อย ไมส่ ่งผลดี สกู่ ารขายเท่าทคี่ วร แต่ถา้ การโฆษณาดมี ปี ระสิทธิภาพ ประกอบกับได้มสี ินคา้ หรือบริการท่ดี ีกจ็ ะไดร้ ับ ความสนใจ เชอ่ื ถือหรืออาจจะได้รบั ความนิยมชมชอบจากผู้ซือ้ จนเปน็ ลกู คา้ ประจา 2) เพอ่ื รณรงคส์ ่งเสริมการซื้อการใช้สินคา้ หรือบรกิ ารให้มากย่ิงขึ้น เปน็ การรณรงค์เพ่ือ ส่งเสริมการขาย หรือต้องการทาเป้าหมายของยอดขายให้สูงข้ึน เช่น ต้องการต่อสู้กับคู่แข่งขัน สามารถท่มุ งบประมาณ ดาเนินการโฆษณาโดยใชส้ ื่อตา่ ง ๆ อยา่ งเต็มท่ี เพื่อให้ได้ผลตามต้องเป้าหมาย ท่กี าหนดไว้ 3) เพื่อรกั ษาค่านิยมในการใช้สินค้าหรือบรกิ ารใหม้ ั่นคงอยู่เสมอ สินคา้ ที่ลูกค้าเคยรู้จัก เคยนิยมใช้ ยังคงจาเป็นต้องโฆษณาเพื่อรักษาชื่อเสียงรักษาค่านิยมให้คงอยู่เสมอ เพราะถ้าหยุด โฆษณา ลกู ค้าจะรู้สึกว่าสินค้าที่กาลังใช้อยู่หมดยุคหมดสมัยไปแล้ว เป็นการป้องกันการมิให้ลูกค้าใช้ บรกิ ารของคูแ่ ขง่ ขัน

329 สอื่ โฆษณาสามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้ ดงั นี้ 1) ส่ือมวลชน (Mass Media) ส่ือประเภทนี้มุ่งสู่กลุ่มเป้หมายท่ีไม่สามารถจาเพาะเจาะจงได้มากนัก เน่ืองจาก โดยธรรมชาติของส่ือประเภทนี้จะเป็นกลุ่มคนขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย โดยทั่วไป ประกอบด้วย สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อกระจายเสียง ซึ่งมักเรียกว่าส่ือหลัก หรือส่ือตามธรรมเนียมนิยม เพราะคนท่ีคิดจะลงโฆษณาส่วนใหญ่มักคิดถึงส่ือประเภทนี้ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และ นิตยสาร ซงึ่ ในปัจุบนั อาจรวมถึงส่ืออินเทอร์เนต็ ด้วย 2) สือ่ อืน่ ๆ ท่ีนอกเหนอื จากสือ่ มวลชน โดยสื่อเหล่านี้สามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะได้มากข้ึนและใช้เป็นส่ือเสริมใน อกี ทางหน่ึง ซึ่งเราอาจเรียกว่าส่ือเฉพาะกิจ เช่น แผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ใบปิด ใบปลิว แผ่นพับ หนังสือเล่มเล็ก แผ่นติด ของขวัญติดข้อความโฆษณา ป้ายแขวน รวมถึงป้ายโฆษณาเคล่ือนที่ เช่น ขอ้ ความข้างรถ ป้ายหลังรถเมล์ หรือแมก้ ระทัง่ โฆษณาบนตัวถงั รถเมลห์ รือรถตู้ ฯลฯ 2.1) สื่อโทรทัศน์ โทรทัศน์มีการกระจายอย่างกว้างขวาง ในประเทศไทยมีผู้ชมโทรทัศน์จานวน มาก โทรทัศน์มีรายการหลายประเภทช่วยให้เลือกกลุ่มเป้าหมายได้ โทรทัศน์มีทั้งภาพ เสียง และ การเคล่ือนไหว ดังนน้ั จึงมีการสร้างสรรคไ์ ดอ้ ย่างมากมาย ซ่ึงสามารถสร้างผลในด้านความประทบั ใจ หรือสร้างผลสัมฤทธ์ิได้สูง รวมทั้งสามารสร้างการดึงดูดท่ีเหนี่ยวใจคนดูให้ดูโฆษณาตลอดได้ ผู้ชมมีความภักดีต่อรายการสูง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งผู้ชมมักติดตามชมรายการอยู่เสมอ ทาให้ได้รับ สารโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ความสนใจในโฆษณาทางโทรทัศน์จะไม่ข้ึนอยู่กับความยาว ถ้าเป็นงาน สร้างสรรค์ที่ดีแล้วจะได้รับความสนใจพอๆ กัน ในขณะท่ีสื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสารจะขึ้นอยู่กับ ขนาด ขนาดใหญ่แลว้ จะไดร้ ับความสนใจมากกวา่ มีต้นทุนการผลติ ต่อหัวตา่ ทีส่ ดุ 2.2) ส่อื วิทยุ เป็นส่ือครอบคลุมพื้นท่ีกว้างขวางโดยที่สมาชิกแต่ละคนในบ้านสามารถมี เป็นส่วนตัวและแยกกันฟังทาให้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายไมส่ ูง เคลื่อนย้ายได้ง่าย และ ผู้ฟังมักมีความภักดีต่อรายการหรือผู้จัดรายการ คือ ฟังเป็นประจา มีการติดตามทาให้เป็นส่ือท่ี สามารถสรา้ งความถ่ไี ด้บอ่ ยครั้งและนั้นยา้ ข่าวสารได้ 2.3) สือ่ หนังสือพิมพ์ เปน็ สื่อที่มองเห็นได้และใช้ภาพดึงดูดใจไดเ้ ป็นอย่างดี มีความทนั สมัยในแงข่ อง ข่าวสาร เพราะมกี ารพมิ พ์ออกจาหน่ายทกุ วนั สามารถใชเ้ ร่งความถใ่ี นการโฆษณาได้ โดยเฉพาะช่วงท่ี มีการส่งเสริมการขายพิเศษท่ีต้องการเร่งกาลังซ้ือของผู้บริโค เป็นส่ือท่ีค่อนข้างมีการเข้าถึงสูง

330 ลงโฆษณาบ่อยมากน้อยก็ได้ หรือโฆษณาขนาดใดก็ได้ มีธรรมชาติของความเป็นการประกาศข่าว สรา้ งความตื่นเตน้ หน้าตดิ ตามใหก้ ับขา่ วสารใหม่ ๆ 2.4) นิตยสาร เป็นสือ่ มีการใชภ้ าพจูงใจได้เป็นอยา่ งดี เนื่องจากสีสันสะท้อนความเป็นจริงได้ดี เหมาะกบั สินค้าท่ีตอ้ งการขายสีสนั ความน่าสนใจของภาพทาให้ผู้อา่ นสนใจท่ีจะอา่ นข้อความโฆษณา และวธิ ีการลงโฆษณาก็ไม่ปะปนเหมือนอย่างหนังสือพิมพ์ ทาใหม้ ีความเป็นสัดส่วน แบง่ กลุ่มผู้อา่ นได้ ชัดเจนด้วยเนื้อหาท่ีปรากฎในนิตยสาร ทาให้เจาะจงกลุ่มผู้บริโภคได้ นิตยสารมีลักษณะเป็น การอ้างอิง เป็นสิ่งท่ีผู้ซ้ือเก็บไว้และจะย้อนกลับมาดูใหม่ แม้จะมีเล่มใหม่มาทดแทนแต่ก็ไม่ทาให้ หนงั สือเลม่ เก่ามีความน่าสนใจลดลง 2.5) สอ่ื อนิ เทอร์เนต็ เป็นสื่อที่สามารถส่ือสารได้กว้าง ครอบคลุมการส่ือสารไปทั่วโลกและ ใช้ระยะเวลาสั้น จึงเหมาะสมกับการโฆษณาสินค้าในระดับนานาชาติ ประหยัดค่าใช้จ่ายใน การทาโฆษณา และส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าให้ดูมีความทันสมัย เป็นการสื่อสารแบบโต้ตอบ ทาให้ผู้รับสารสามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบได้ทันที ปัจจุบันมีการนาส่ือทางอินเทอร์เน็ตมาใช้สื่อสาร แม้กระท่งั เร่อื งทางเพศในวยั รนุ่ เป็นทน่ี ยิ มมาก 2.6) ส่ือภาพยนตร์ เป็นสื่อท่ีสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มาก โดยเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ เป็นกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนท่ีเพิ่งเร่ิมทางานใหม่ ๆ เป็นส่ือท่ีมีราคาถูกเม่ือเทียบกับผลกระทบที่ได้ เพราะการโฆษณาผ่านสื่อ โรงภาพยนตร์นี้สามารถสร้างอรรถรสได้ท้ังภาพและเสียงที่ค่อนข้าง สมบูรณ์แบบ และเปน็ ส่ือทสี่ ามารถบงั คับใหผ้ ูช้ มเปดิ รบั ได้เน่อื งจากผูช้ มเมอ่ื เข้าไปสู่โรงภาพยนตร์แล้ว จาต้องดโู ฆษณา เพราะไม่สามารถหลีกเล่ียงไปทากิจกรรมอ่ืนๆ หรือการเปลีย่ นช่องการรับชมเหมือน การชมโทรทศั น์หรอื การฟังวิทยุทบ่ี า้ น 2.7) สอื่ โปสเตอร์ เป็นส่ือสามารถทาการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและบ่อยครั้ง ครอบคลมุ ตลาดไดอ้ ย่างกวา้ งขวาง เน้นตลาดทีต่ ้องการโฆษณาได้ โดยติดตัง้ ตามพ้ืนท่ีตอ้ งการจะเน้น เสียค่าใชจ้ ่ายเมอื่ คิดต่อหัวต่าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทกุ เพศ ทุกวยั และทุกระดับการศึกษาทาให้ คนไม่สนใจ 2.8) สื่อแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ป้ายโฆษณาท่ีมีขนาดใหญ่ ป้ายประเภทนี้สามารถติดตั้งได้ทั้งกลางแจ้ง บริเวณ เส้นทางสัญจรริมถนนจนถึงภายในอาคารที่เฉพาะจาะจง เช่น ป้ายโฆษณาภาพยนตร์ภายใน โรงภาพยนตร์ ซ่ึงโดยท่ัวไปจะมีขนาดเลก็ กวา่ ป้ายประเภทน้ี ท่ีอยู่หนาแนน่ ของชุมชนด้วย

331 2.9) สอ่ื โฆษณาผ่านระบบเสยี งตามสาย คาว่า เสียงตามสาย หมายถงึ ส่ือเฉพาะกิจที่มลี ักษณะกึ่งกลางระหวา่ งสอ่ื วิทยุ และส่ือบุคคล ระบบการผลิตสื่อเสียงตามสายมีการแพร่เสียงผ่านสายไปสู่ลาโพงขยายเสียงไปยัง ผู้รับสาร มีอาณาเขตการกระจายเสียงจากัดเฉพาะที่ใดท่ีหน่ึง รูปแบบการจัดรายการสด ครอบคลุม เฉพาะพื้นที่ขนาดเล็กมีระยะเวลาในการทาสั้นลงทุนต่า การผลิตเน้ือหาแบ่งรายการ เป็นช่วงเน้น ความบันเทงิ ประกาศคนหาย ประชาสมั พนั ธ์ แจง้ ข่าวสาร เพ่ือประโยชนส์ าธารณะ 2. ผลกระทบของส่ือโฆษณาตอ่ เยาวชน สังคม วฒั นธรรม และเศรษฐกจิ การโฆษณามีบทบาทสาคัญในการเผยแพร่ข้อมูลของสินคแ้ ละบรกิ าร ในการสรา้ งสรรค์ สื่อโฆษณาเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจหรือประเด็นท่ีคนในสังคมต้องการกล่าวถึง ในปัจจุบัน จึงสร้างสรรค์โฆษณาแนวแปลกใหม่ ทาใหเ้ กิดผลกระทบต่อสงั คมท้ังด้านบวกและด้านลบ 2.1 ผลกระทบของการโฆษณาต่อเยาวชน สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจทางด้านลบ 2.1.1 ผลกระทบต่อเยาวชน 1) การโฆษณามอี ิทธพิ ลตอ่ การดาเนินชวี ิตของเยาวชน ผลสารวจของศูนย์เทคในโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2543 พบว่าประเทศไทยมีอตั ราไหลเวยี นข้อมลู การใช้สื่ออินเทอร์เนต็ เพิ่มขึ้นเกือบ 700% ทาให้วัยรุ่นในปัจจุบันใช้สื่ออินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการขายบริการทางเพศเพื่อหวังรายได้มา ซือ้ สินค้ายหี่ อ้ ชัน้ นาทมี่ รี าคาแพง ซง่ึ สร้างผลกระทบในด้านลบต่อสังคมเปน็ อย่างย่ิง 2) การโฆษณาทาใหเ้ ยาวชนเกดิ พฤตกิ รรมทีร่ นุ แรงกา้ วรา้ ว การโฆษณาที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ภาพยนต์โฆษณาทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ที่มีความรุนแรง จะก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบที่ก้าวร้าวได้ตามสารโฆษณาน้ันได้ จนกลายเป็นเร่ืองปกติธรรมดาของสังคมหรอื กลายเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกนั ฉะนั้นนกั โฆษณาควรจะ ตระหนักอย่างยงิ่ ในการสร้างสรรค์งานโฆษณาออกสู่สายตาผ้บู ริโภค 2.1.2 ผลกระทบตอ่ สงั คม 1) การโฆษณาทาให้เกิดความต้องการทางดา้ นวตั ถุนยิ ม ก า ร โฆ ษ ณ า เป็ น ก า ร ส ร้ า ง ก า ร รั บ รู้ แ ก่ ผู้ บ ริ โ ภ ค เกี่ ย ว กั บ ชื่ อ ยี่ ห้ อ ต ร า สญั ลักษณ์ของสินค้าและประเภทลักษณะคุณสมบัติของสินค้าว่ามียี่ห้ออะไรบ้าง สินค้าและบริการใด ได้รบั ความนิยม ทาให้เกิดการจูงใจและสรา้ งความตอ้ งการในการบรโิ ภคและกระตุน้ พฤตกิ รรมการซื้อ สินค้าและบริการนั้น ๆ ตามความจาเป็นพ้ืนฐานในการดารงชีวิตซึ่งได้แก่ ปัจจัย 4 น่ันเอง เช่น การโฆษณาฟุ่มเฟอื ย

332 2) การโฆษณาขาดความเคารพศักดิ์ศรคี ณุ คค่ วามเป็นมนุษย์ ปัจจุบันการนาสิ่งที่เร้าใจทางเพศ ได้แก่ การนาผู้หญิงและผู้ชายมาแสดง โฆษณาท่ีล่อแหลมในงานโฆษณที่นิยมอย่างกว้างขวางเพ่ือเรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในประเทศไทยผู้หญิงจะถูกนามาเป็นครื่องมือในการโฆษณาอย่างมากมาย ไม่เหมาะสม อย่างย่ิงต่อวัฒนธรรมไทย ขาดการเคารพศักดศิ์ รีคุณค่าความเป็นมนุษย์ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการ สร้างค่านิยมผิด ๆ 3) การโฆษณาหลอกลวงผูบ้ รโิ ภค เป็นการโฆษณาเกินจริง เช่น เคร่ืองดื่มสมุนไพรที่ใช้ภาษาจีนและอ้างว่า สามารถรักษาโรคหัวใจ ความดันสูง เบาหวาน เป็นต้น ทาให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่ายาจีนมีคุณสมบัติ มากมาย ถือเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ส่งผลให้สุขภาพของร่างกายเส่ือมโทรม ป้ายโฆษณา หลอกลวงรับสมัครงานที่ติดตามเสาไฟฟ้าและตู้โทรศัพท์สาธารณะมีผหู้ ลงเชือ่ ในใบปลิวรับสมัครงาน ต่าง ๆ 2.1.3 ผลกระทบโฆษณาทางวฒั นธรรม การโฆษณาสร้างการส่ือสารข้ามวัฒนธรรมจากส่ือโฆษณาข้ามชาติส่งผลให้ เกิดการเปล่ียนแปลงความเช่ือ ทัศนคติ ค่านิยม ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามสมัย ซึ่งส่งผลกระทบ ตอ่ วัฒธรรมของชาติด้วยเพราะเด็กและเยาวชนเหล่านี้จะเป็นผู้รับและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม และจะสืบทอดต่อไปอย่างถูก ๆ ผดิ ๆ ไม่มคี วามเปน็ เอกลักษณข์ องไทย 2.1.4 ผลกระทบโฆษณาทางเศรษฐกิจ ธุรกิจที่ทาการโฆษณาจะสามารถสร้างอานาจทางการตลาดได้ และในท่ีสุด จะสง่ ผลทาใหเ้ กิดการกาหนดราคาสินคา้ และบรกิ ารสูงขน้ึ 2.2 ผลกระทบของการโฆษณาต่อเยาวชน สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจทางด้านบวก 2.2.1 ผลกระทบโฆษณาตอ่ เยาวชน เช่น การโฆษณาโครงการหาร 2 ทาให้เยาวชนรู้จักการประหยัดพลังงาน การโฆษณาท่ีเน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ทาให้เยาวชนเปิดรับสารโฆษณาแล้วเกิดความรู้จักและ เข้าใจในวัฒนธรรมไทยที่ในปัจุบันอาจหาดูไม่ได้ และโฆษณาที่สร้างสรรค์ถ่ายทอดให้เด็กเข้าใจถึง การเขา้ แถวรอควิ ในการซอื้ สินค้าว่าเป็นสงิ่ ท่ที าถกู ต้อง 2.2.2 ผลกระทบทางสังคม เช่น การโอน เงิน ผ่าน อิน เทอร์เน็ต การสมัครสมาชิกเครดิตการ์ด ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น กลายเป็นความนิยมของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่จะไม่นิยมเดินจับจ่ายซ้ือ สนิ ค้าและบรกิ ารนอกบา้ นในยคุ ปจั จบุ ันไปแล้ว เพราะประหยัดเวลาและค่าใชจ้ า่ ยใหแ้ ก่ผู้บรโิ ภคด้วย

333 2.2.3 ผลกระทบทางวฒั นธรรม ก า ร โ ฆ ษ ณ า ส ร้ า ง ก า ร เป ลี่ ย น แ ป ล ง ทั ศ น ค ติ แ ล ะ ค่ า นิ ย ม ใน ด้ า น บ ว ก การโฆษณามบี ทบาทเป็นแรงเสรมิ ทศั นคติและค่านยิ มท่ีมีต่อสิ่งใดส่ิงหนึ่งให้ม่นั คงย่ิงขึ้น การรับทราบ ขา่ วสารทาใหเ้ กิดทศั นคติทีด่ แี ละสรา้ งค่านยิ มและความม่ันใจในการใช้สินค้าไทย 2.2.4 ผลกระทบทางเศรษฐกจิ การโฆษณามีอิทธิพลต่อเศรษฐกจิ ในยดุ ถดถอยทางเศรษฐกิจ เช่นในปัจจุบัน ดังนั้น การโฆษณาจึงทาใหก้ ิดการหมนุ เวียนทางเศรษฐกจิ 3. สือ่ ลามก ภัยคกุ คามเด็ก ส่ือเรื่องเพศมีปรากฎในสังคมมาเนิ่นนาน แต่ถูกจากัดให้มีและให้ใช้ประโยชน์เฉพาะ กลุ่มคน เช่น คู่สามีภรรยา และเป็นท่ียอมรับกันว่าผู้ที่จะสามารถ เสพส่ือเหล่านี้ต้องเป็น ผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะ มีความคิดกล่ันกรองในการบริโภคส่ือเหล่านั้นอย่างมีวิจารณญาณ แต่ในปัจจุบัน กลับกลายเป็นว่าส่ือเหล่านี้ถูกผลิตออกมาหลากหลายแพร่กระจายไปท่ัวทุกหัวระแหง ทุกคน (รวมท้ังเด็ก ๆ) สามารถเข้าถึงส่ือลามกได้งา่ ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเทอรเ์ น็ต การควบคุมก็เป็นไป อย่างเชื่องช้าไมท่ นั กับการเตบิ โตของธุรกิจผลิตและจดั จาหน่ายสอื่ ลามก ซ้าร้ายธุรกจิ เหล่าน้ียังตกั ตวง ผลประโยชน์จากเด็ก ๆ มองเด็กเป็นหยื่อท้งั ในแง่เป็นลูกค้าบริโภคสอื่ ลามก พบเด็กเป็นผถู้ กู กระทาอยู่ ในส่ือลามก รวมไปถึงการชักชวนให้เข้าสู่การค้าประเวณี กฎหมายที่มีบทลงโทษผู้ประกอบการ “ส่ือลามก” กม็ อี ยู่ เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 จาคุกได้ 3 ปื ปรบั ไม่เกิน 3 พันบาทแต่ดู เหมือนไม่สามารถจัดการกับธุรกิจส่ือลามก ซึ่งมีเม็ดเงินหมุนเวียนมากมายมหาศาล ปัญหาทางเพศ ของเด็กก็ย่งิ ทวคี วามซับซอ้ นขึ้นเรอื่ ย ๆ 4. การโฆษณา การโฆษณา (Advertising) คือ การเสนอขายสินค้า บรกิ าร หรือความคิด โดยการใช้สื่อ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าจานวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว ส่ือโฆษณาท่ีสาคัญประกอบด้วย โทรทัศน์ วิทยุ หนงั สือพิมพ์ นติ ยสาร ป้ายโฆษณา ฯลฯ การท่ีกิจการจะเข้าถึงลูกค้าจานวนมากท่ีอยู่กระจัดกระจายได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะเม่ือมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ผู้ประกอบการย่อมต้องการให้สินค้าเป็นที่รจู้ ักและติดตลาดได้ โดยง่าย วิธีท่ีจะใช้คงหนีไม่พ้นการโฆษณา เพราะการโฆษณาสามารถส่งขอ้ มูลไปได้ในวงกว้างข้ึนอยู่ กับสื่อท่ีเราจะเลือกใช้ ในยุคท่ีมีการแข่งซันกันสูงเช่นปัจจุบัน บริษัทห้างร้านต่างก็แข่งกันโฆษณา สนิ ค้าหรือบริการของตนเองด้วยเช่นกัน สื่อท่ีไดร้ ับความนิยมมากที่สดุ คือส่ือโทรทัศน์ เนื่องจากแทบ จะทุกครวั เรือนต่างมีโทรทัศนเ์ ปน็ ของตนเอง การโฆษณาสอดแทรกไปตามช่วงเวลาของข่าวหรอื ละคร