Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์-จำนงทองประเสริฐ

หนังสือประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์-จำนงทองประเสริฐ

Description: หนังสือประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์-จำนงทองประเสริฐ

Search

Read the Text Version

101 ๕. พระซา จะตอ้ งมีพรรษา ๕ ขึน้ ไป ๖. พระสมั เดด็ จะต้องมีพรรษาครบ ๓ พรรษาแลว้ คณะสงฆ์ลาวมีนกิ ายเดิม (หนิ ยานแบบลงั กาวงศ์) นิกายเดียว และได้มีระบุไวใ้ นรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รลาววา่ “คณะสงฆ์ลาวมนี ิกายเดิมนิกายเดียว (หนิ ยานแบบลังกาวงศ)์ ” ในด้านการศึกษา เดิมมีชัน้ ประถมตรี ชนั้ ประถมโท และชัน้ ประถมเอก เรยี นท้ังธรรมะ บาลี และวชิ า ทั่วๆ ไป คล้ายกบั ฝ่ายโลก (รวมวชิ าเลขอยูด่ ว้ ย) ถา้ สอบธรรมะ บาลี และวิชาทัว่ ๆ ไป ตามท่หี ลกั สูตร กาหนดไวไ้ ด้ถงึ ชัน้ ประถมเอก ถือว่าเป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค ต่อจากน้ันก็มปี ระโยค ๔, ๕ และ ๖ หลักสตู รมีแปลบาลเี ปน็ ลาวแปลลาวเปน็ บาลี และวิชาอื่นๆ คลา้ ยๆ กับทางโลก (รวมวิชาเลขดว้ ย) จบประโยค ๖ แลว้ กต็ ้องไปต่อช้นั เตรียมอดุ มศึกษาและประโยค ๗, ๘ และ ๙ ท่ีประเทศกมั พชู า หลักสตู รมแี ปลบาลีเปน็ ลาวลาวเป็นบาลี สนั สกฤต ฝรัง่ เศส อังกฤษ และวชิ าอนื่ ๆ คือ วิชาการทางโลก แต่ในสมัยต่อมาชั้นเตรยี มอุดมศกึ ษา และประโยค ๗, ๘ และ ๙ เรียนท่รี าชอาณาจักรลาวเอง (พ.ศ. ๒๔๙๐) เมือ่ เรียนจบหลกั สูตรนี้เรียกวา่ เป็นเปรยี ญธรรม ๙ ราชอาณาจักรลาว สว่ นหลักสูตรคงเดมิ ตั้งแต่ประโยค ๖ ลงมา อยูใ่ นความรบั ผิดชอบของกระทรวงธรรมการ ส่วนช้นั เตรียมอุดมศกึ ษาขึ้นไปอยู่ ในความรบั ผดิ ชอบของกระทรวงศกึ ษาธิการ สาหรบั การศกึ ษาในปจั จบุ นั น้ี ซงึ่ เปลีย่ นแปลงเม่ือ พ.ศ. ๒๕๐๕ นัน้ การศึกษาของคณะสงฆม์ ี ๑. ช้นั ประถม มีหลักสตู ร ๖ ปี คือ ประถมตน้ ๓ ปี ประถมปลาย ๓ ปี ๒. ชั้นมธั ยม มหี ลกั สูตร ๗ ปี คือ มธั ยมตน้ ๔ ปี กบั มธั ยมปลาย ๓ ปี ในระหว่างมธั ยม ๔ ปี มัธยม ปลาย ๓ ปนี ้ี มี “เตรยี มสถาบัน” ค่นั อยู่ ๑ ปี สาหรับมัธยมตอนปลายอยู่ในความควบคมุ ของ กระทรวงศึกษาธกิ าร เท่ากบั วา่ ช้นั มัธยมมหี ลกั สตู ร ๘ ปี) เม่อื เรยี นจบหลกั สตู รน้ีกถ็ ือวา่ เรียนจบ “สถาบันการศึกษาพุทธศาสนา” หรือ “สถาบันการศกึ ษา” สว่ น หลกั สูตรอยใู่ นทานองเดิม เพียงแตด่ ัดแปลงแก้ไขใหเ้ หมาะสมตามกาลเวลาแห่งความเจริญของ บ้านเมอื งท้งั ชนั้ ประถมและชน้ั มธั ยม ทกุ แขวงหรือทุกจังหวัดมีการศกึ ษาถึงขนั้ มัธยมภาคต้น เมื่อศกึ ษาจบมัธยมตน้ แล้วจงึ จะได้รับอนญุ าตให้ มาศกึ ษามัธยมปลายทเี่ วยี งจนั ทน์ ถ้าหากยังเรยี นช้ันมัธยมตน้ ไมจ่ บ เจ้าคณะแขวงและหัวหน้าฝ่าย การศกึ ษาประจาแขวงจะไม่ออกหนังสืออนุญาตให้เข้ามาเรียนในเวยี งจันทนไ์ ด้ ทั้งน้ีดว้ ยเกรงวา่ จะทาให้ ที่พกั ในเมืองหลวงแออัดเกนิ ไป นับวา่ เปน็ วิธแี ก้ปญั หาพระภกิ ษุสามเณรหาท่ีอยู่ที่เรยี นในเมืองหลวง ไม่ไดท้ ่ีดมี ากประการหนงึ่ ช้นั ประถมและมธั ยมภาคตน้ อยู่ในความรับผดิ ชอบของกระทรวงธรรมการ มัธยมปลายอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการ เมอ่ื ประเทศลาวไดร้ บั เอกราชแลว้ บา้ นเมอื งก็ยังตกอยู่ในความยุ่งยาก ถูกมรสมุ รา้ ยทางการเมืองโหม กระหน่า เม่ือทางการเมอื งไม่มเี สถียรภาพแล้วการคณะสงฆ์กย็ อ่ มขาดเสถยี รภาพไปดว้ ย ทง้ั นเี้ พราะ การคณะสงฆ์ไม่ไดร้ ับการอปุ ถัมภ์จากทางบา้ นเมอื งเท่าที่ควรน่ันเอง จนกระท่ังปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ทาง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาว และคณะสงฆ์ลาวได้ติดต่อขอพระเถระฝา่ ยไทยไปชว่ ยจัดระบบการศึกษา

102 พระปริยตั ธิ รรมในราชอาณาจักรลาว ทางรัฐบาลไทยโดยกรมการศาสนาได้เสนอพระธรรมวรนายก อธกิ ารบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั เปน็ หัวหน้าคณะธรรมทตู ไทยไปจดั การศึกษาในราชอาณาจกั ร ลาว ซึ่งในเร่อื งน้ี รัฐบาลไทยและมหาเถรสมาคมก็ได้มมี ตเิ ห็นชอบด้วย พระอนุจรที่ตดิ ตามหวั หนา้ ธรรม ทตู ไปในคราวนี้คือ พระมหาบุญมี ปญฺญาวชโิ ร พธ.บ. กับพระมหาพมิ ล ปภสฺสโร พธ.บ. กับนายแก้ว ตองออ่ น เปน็ ไวยาวจั กร ขา้ พเจา้ ขอกล่าวถึงการปฏิบตั ิศาสนกจิ ของคณะธรรมทตู ชุดน้ีตามที่พระมหา บุญมี ปญญฺ าวชโิ ร ได้บันทกึ ลงมายงั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัยดงั ตอ่ ไปนี้ คณะธรรมทตู ชุดนไี้ ด้ออกเดนิ ทางจากประเทศไทยโดยขบวนรถด่วนสายตะวันออกเฉยี งเหนือ เมอ่ื วนั ศุกร์ที่ ๒๘ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ ในการนีม้ ีอบุ าสกอุบาสิกาตดิ ตามไปส่งคณะทูตถึงนครเวียงจันทน์ ประมาณ ๑๐๐ คนเศษ และมี พ.อ. ปนิ่ มทุ ุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนารว่ มทางไปด้วย วันท่ี ๒๙ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๐๗ เวลา ๑๒.๓๐ น. คณะธรรมทูตก็ไปถงึ ท่าเสดจ็ ณ ทน่ี ี้ เอกอัครราชทตู ไทย ประจาพระราชอาณาจักรลาว พร้อมด้วยข้าราชการสถานทูตไทยไดม้ าคอยต้อนรบั อยแู่ ล้ว เม่อื ไดม้ ีการ ปฏสิ ันถารกันพอสมควรแลว้ ทา่ นเอกอัครราชทูตและคณะก็ไดน้ าคณะธรรมทตู และอบุ าสกอุบาสิกา ท้ังหลายข้ามฟากไปยังท่าเรือ ท่ีท่าเรอื มเี ลขานุการรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงธรรมการ ทา้ วเกรื่อง ปทุม ชาติ อธบิ ดกี รมธรรมการ ทา้ ววสพุ ันธ์ บลังชาเดอลาโบรส อธิบดกี รมการศึกษา ซ่งึ เป็นผู้แทนราชการ ลาวพรอ้ มด้วยผูแ้ ทนฝา่ ยสงฆ์ ประกอบดว้ ย พระมหาคาแพง แสงสว่าง ผูแ้ ทนเจ้าคณะแขวงเวียงจนั ทน์ พระมหาประดิษฐ์ พุทธฺ โฆสโก เจา้ คณะเมือง พระมหาคาผุนพลิ าวงศ์ ผูอ้ านวยการโรงเรยี นบาลีชนั้ สงู ต่อจากนนั้ ก็ไดน้ าคณะธรรมทูตไทยไปส่นู ครเวียงจนั ทน์ และจัดที่พานักให้ทวี่ ดั มไี ชยาราม ในวันอาทติ ยท์ ่ี ๑ มีนาคม ๒๕๐๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะธรรมทูตพร้อมดว้ ยคณะไปยงั สถาน เอกอคั รราชทูตไทยรว่ มกบั พระเถระผใู้ หญใ่ นนครเวียงจนั ทนเ์ พอ่ื เจรญิ พระพุทธมนต์ และฉนั อาหาร บณิ ฑบาตทีส่ ถานทูต ในการนี้มีขา้ ราชการชนั้ ผ้ใู หญ่แหง่ ราชอาณาจักรลาวไปร่วมในพิธีหลายทา่ น เช่น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตประธานสภาผ้แู ทนราษฎร อธิบดีกรมธรรมการ อธิบดีกรมการ ศึกษา นอกจากนัน้ ก็มเี อกอัครราชทูตอเมริกนั ประจาราชอาณาจกั รลาวพร้อมดว้ ยภรยิ าและผแู้ ทนมลู นิธิ อาเซยี เปน็ ตน้ วนั ท่ี ๘ มีนาคม ๒๕๐๗ ทา้ ววสุพันธ์ บลงั ชาเดอลาโบรส อธิบดกี รมการศึกษาและผอู้ านวยการวทิ ยาลัย ฝกึ หัดครไู ด้พาคณะธรรมทตู ไปชมศูนย์กลางการศึกษาวทิ ยาลัยฝกึ หัดครูช้ันสูงของราชอาณาจกั รลาว เพือ่ เป็นการศึกษางานเกยี่ วกับการที่คณะธรรมทตู จะไปชว่ ยปรับปรงุ การศึกษาของคณะสงฆ์ลาว วันท่ี ๙ มีนาคม ๒๕๐๗ นายจรญู พันธ์ อิศรางกรู ณ อยธุ ยา เอกอคั รราชทูตไทยประจาราชอาณาจกั ร ลาว ได้นาคณะธรรมทตู ไทยเข้าพบท้าวบุญทั ทรงวไิ ล รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงธรรมการ ทว่ี ัดพระธาตุ หลวง นครเวียงจนั ทน์ ได้สนทนาด้วยเร่ืองคณะทูตไทยพร้อมดว้ ยเอกอัครราชทูตไทยจะไดอ้ ัญเชิญพระ สมณสาสน์ และตน้ พระศรีมหาโพธิที่สมเดจ็ พระสังฆราชแห่งประเทศไทยไดป้ ระทานไปพรอ้ มคณะธรรม ทูต เพ่ือทูลถวายสมเดจ็ พระสังฆราชแห่งพระราชอาณาจักรลาว ซ่งึ ประทับอยู่ที่นครหลวงพระบาง เป็น การกระชบั ศาสนไมตรแี หง่ พระราชอาณาจักรท้ังสองให้แน่นแฟน้ ยิง่ ข้ึน และในโอกาสเดียวกนั นีก้ ไ็ ด้

103 สนทนาในเรอ่ื งการศึกษาของคณะสงฆ์ลาวและการศึกษาในฝา่ ยราชอาณาจักรลาวทว่ั ๆ ไปด้วย วนั ท่ี ๑๒ มีนาคม ๒๕๐๗ เวลา 9.30 น. นายจรูญพนั ธ์ อิศรางกรู ณ อยธุ ยา เอกอัครราชทตู ไทยประจา ราชอาณาจกั รลาว ได้นาคณะธรรมทตู เขา้ เฝา้ สมเดจ็ เจา้ สุวรรณภูมา นายกรัฐมนตรีแหง่ ราชอาณาจกั ร ลาว ณ สานักนายกรฐั มนตรี นครเวียงจนั ทน์ สดจ็ นายกรัฐมนตรีไดถ้ วายการต้อนรับเป็นอย่างดียง่ิ และ ได้ทรงแสดงความพอพระทัยท่คี ณะธรรมทูตไทยไปรว่ มบาเพญ็ ศาสนกจิ ตามประสงค์ของรฐั บาลแห่ง ราชอาณาจักรลาว เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะธรรมทตู ไทย เอกอคั รราชทตู ไทย และท้าวเกร่ือง ปทุมชาติ อธิบดีกรมธรรม กา ได้ไปสนู่ ครหลวงพระบางโดยเครอื่ งบินพิเศษทรี่ ฐั บาลแหง่ ราชอาณาจักรลาวจดั ถวายโดยความ อปุ ถัมภ์ของนายพลภมู ี หนอ่ สวรรค์ รองนายกรฐั มนตรี เคร่อื งบนิ ได้ถงึ สนามบินหลวงพระบางเมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. ยาท่านสาธคุ าฝ้ัน ทปี่ รึกษาสมเด็จพระสังฆราช พระหลกั คาวีรวิสุทธคิ ณุ (คาจันทร)์ เจา้ คณะ แขวงหลวงพระบาง และข้าราชการอีกมากมายได้ถวายต้อนรับอยทู่ ่ที า่ อากาศยานแลว้ ครัน้ แล้วกพ็ า คณะธรรมทตู ไปฉนั ภัตตาหารเพลที่วดั สุวรรณคีรี ปรากฏวา่ มพี ทุ ธศาสนิกชนมาถวายภตั ตาหารเปน็ จานวนมาก เวลา ๑๔.๐๐ น. คณะธรรมทูตไทย พร้อมดัวยเอกอคั รราชทตู ไทยเขา้ เฝ้าสมเดจ็ พระสังฆราชธรรมญาณ มหาเถระ (บุญทัน) แหง่ ราชอาณาจกั รลาว ซงึ่ ประทับอยู่ ณ วัดใหญ่พูมมาราม ในการนี้มี พทุ ธศาสนกิ ชนทั้งชายหญงิ นาดอกไมธ้ ปู เทียนมาถวายคณะธรรมทตู ไทยเป็นจานวนมาก ภายในพระอโุ บสถก็มพี ระเถรานุเถระ ภกิ ษุสามเณรในวดั ต่างๆ ในนครหลวงพระบางมาถวายการ ตอ้ นรับเป็นจานวนมาก เมือ่ สมเด็จพระสงั ฆราชเสด็จเข้าไปประทับในท่ามกลางคณะสงฆ์ในพระอโุ บสถ แล้ว หวั หน้าคณะธรรมทตู และคณะได้กราบถวายนมสั การ พร้อมกนั นนั้ เอกอัครราชทูตไทยก็ได้ทูลถวาย รายงานให้ทราบถึงความปรารถนาดีแหง่ รัฐบาลท้งั สองท่ีได้จัดสง่ คณะธรรมทตู ไทยไปชว่ ยการศกึ ษาพระ ปริยตั ิธรรมในราชอาณาจักรลาวในครงั้ นี้ พระธรรมวรนายก อธกิ ารบดีมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ในฐานะหวั หน้าคณะธรรมทูตไทยไดท้ ูล สมเดจ็ พระสงั ฆราชถงึ ความมุ่งหมายในการไปปฏบิ ัติศาสนกจิ ในราชอาณาจกั รลาวครง้ั น้ี โดยเฉพาะ อย่างยิง่ ในดา้ นการศาสนศึกษาของคณะสงฆ์ และได้ทูลใหท้ รงทราบถึงความปรารถนาอนั ดใี นศาสน ไมตรแี ห่งประเทศทัง้ สองซึ่งมีพระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาประจาชาติเชน่ เดยี วกัน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายกแห่งประเทศไทยจึงไดท้ รงมอบพระสมณสาสน์และหน่อพระศรีมหาโพธิมาทลู ถวาย เพื่อเป็นสักขีพยานในศาสนไมตรีท่ีประเทศทงั้ สองมีอยู่ตอ่ กันสืบมาชั่วกาลนาน คร้ันแล้วหวั หน้า คณะธรรมทูตไทยได้อญั เชญิ พระสมณสาสนแ์ ละหน่อพระศรีมหาโพธิขน้ึ ทูลถวายสมเด็จพระสงั ฆราช แหง่ ราชอาณาจักรลาว พร้อมด้วยถวายเครือ่ งสักการะเปน็ การแสดงสามจี ิกรรมด้วยคารวธรรมอยา่ งสงู ดว้ ย สมเดจ็ พระสังฆราชแห่งราชอาณาจักรลาวได้มีพระดารสั ตอบเปน็ ใจความสาคัญวา่ “ทรงรู้สกึ ปีติยินดี

104 และขอบพระเดชพระคุณเป็นอย่างสงู ท่ีคณะสงฆ์ไทยและรัฐบาลไทย ตลอดถึงประชาชนชาวไทยไดม้ ี ความเอื้อเฟ้ือเปน็ อยา่ งย่งิ โดยรับคารอ้ งขอของรฐั บาลแห่งราชอาณาจักรลาวซง่ึ ไดต้ ิดต่อคณะสงฆไ์ ทย ไปช่วยการพระศาสนา เฉพาะอย่างยงิ่ ในด้านการศกึ ษาพระปรยิ ตั ิธรรม ท้งั นีน้ บั วา่ เปน็ ไมตรจี ติ มิตรภาพ ระหวา่ งประเทศของเราท้ังสอง” และไดท้ รงมอบพระสมณสาสน์ของพระองค์มากับหวั หน้าคณะธรรม ทตู ไทยเพื่อนาข้นึ ทลู ถวายแด่สมเด็จพระสงั ฆราชแหง่ ประเทศไทยดว้ ย ครน้ั แล้วเอกอคั รราชทตู ไทยก็ได้ นาเคร่อื งสมณบรโิ ภคขน้ึ ทลู ถวาย เม่อื ได้เวลาอนั สมควรแล้วคณะธรรมทูตไทยพรอ้ มดว้ ยเอกอคั รราชทูต ไทยก็ได้ทูลลากลบั สาธคุ าฝั้น และพระหลกั คาวีรวสิ ทุ ธิคุณ เจา้ คณะแขวงได้นาหัวหนา้ คณะธรรมทูตไทยพรอ้ มด้วยคณะไป นมสั การพระธาตจุ อมศรี ณ ยอดเขา ซ่ึงเปน็ ปชู ียสถานอันศักดสิ์ ิทธข์ิ องนครหลวงพระบางแลว้ ไปชมวัด เชยี งทองซึ่งอยู่ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ วดั แสนสขุ าราม ซ่งึ เป็นวดั เจ้าคณะแขวง และวดั พระมหาธาตุ เมื่อ ถึงเวลาอันสมควรกไ็ ด้ไปยังตาหนกั ของเสดจ็ เจ้าจันทรงั สี เจ้าคณะแขวงหลวงพระบางเป็นสว่ นแสดง วสิ สาสะกนั และกัน จนเวลา ๑๗.๐๐ น. คณะธรรมทตู ไทยจึงกลบั นครเวยี งจันทน์ ถึงเวียงจันทนเ์ วลา ๑๘.๐๐ น. ต่อมา เวลา ๑๘.๑๕ น. ท้าววสพุ นั ธ์ บลังชาเดอลาโบรส อธิบดีกรมการศกึ ษา ได้นาคณะธรรมทตู ไทย พรอ้ มด้วยเอกอคั รราชทูตไทยเข้าพบ ฯพณฯ เลื่อมอนิ ทรศรีเชียงใหม่ รัฐมนตรวี ่าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร ณ บา้ นพัก เพือ่ สนทนาถงึ เร่ืองการจัดการศาสนศึกษาชน้ั สงู ของคณะสงฆ์ลาว ต่อไป ในการที่คณะธรรมทูตไทยไปปฏิบตั ิศาสนกิจในราชอาณาจักรลาวนับว่าเป็นการเร่ิมงานประสานกัน อยา่ งใกล้ชดิ ของรัฐบาลและคณะสงฆ์ของประเทศท้ังสอง โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในราชอาณาจักรลาวนน้ั มี นิสติ ทส่ี าเร็จการศึกษาจากมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั และสภาการศึกษามหามกฎุ ราชวิทยาลยั ไป แลว้ หลายรปู ซึ่งทา่ นเหลา่ นี้ไดเ้ ขา้ ไปศกึ ษาอยู่ในประเทศไทยไม่ต่ากว่ารปู ละ ๘ ปี จึงเข้าใจระบบ การศกึ ษาของคณะสงฆ์ไทยเป็นอยา่ งดีและไดเ้ ปน็ กาลังสาคัญในการประสานงานระหว่างคณะธรรมทูต ไทยกบั คณะสงฆล์ าวได้เป็นอย่างดี นอกจากน้ันท่านเหลา่ นี้ยังได้รว่ มกนั จดั ต้ังโรงเรยี นพระพุทธศาสนา วนั อาทติ ย์ แบบมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ข้นึ ในราชอาณาจักรลาวหลายแห่งด้วยกัน และได้ขยายไป ยังแขวงหลวงพระบางและแขวงอื่นๆ นับว่ากิจกรรมในด้านน้ีมแี ต่จะเจริญรุ่งเรืองย่ิงขนึ้ ตามลาดบั ทั้งน้ี เพราะรฐั บาลไทยได้ใหค้ วามอุปถัมภ์ในดา้ นทนุ แก่พระภกิ ษุสามเณรจากราชอาณาจักรลาว เพอ่ื เข้าไป ศึกษาในมหาวทิ ยาลยั สงฆ์ในประเทศไทยทุกปี ปีละหลายๆ รูป ถา้ พระนสิ ติ นักศึกษาท่ีจบการศกึ ษาจาก มหาวทิ ยาลยั สงฆไ์ ทยได้กลับไปช่วยดาเนินการศึกษาคณะสงฆ์ในราชอาณาจกั รลาวมากๆ แลว้ การศกึ ษาของคณะสงฆล์ าวและรวมถงึ การศกึ ษาทางฝ่ายบ้านเมืองดว้ ยคงเจรญิ ก้าวหน้ายิ่งขนึ้ ไปอีกเป็น อย่างมากทีเดียว นอกจากน้นั ทางราชอาณาจักรลาวยงั ได้จัดตัง้ โรงเรียนอบรมศีลธรรมพุทธยุวชนข้ึน และดาเนินการสอน มาแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยท่านอาจารย์พระมหาปาล อานนฺโท เจ้าสานักวปิ สั สนากัมมฏั ฐาน แหง่ วดั มหา พุทธวงศาปา่ หลวงพร้อมท้ังคณะ ได้เดนิ ทางไปรว่ มประชมุ ทป่ี ระเทศลังกา เมือ่ พ.ศ. ๒๕๐๐ และได้ นาเอาตัวอยา่ งและวธิ ีการสอนมาเปิดสอนในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยตัง้ ชอื่ ว่า “โรงเรยี นอบรมศีลธรรมพุทธ

105 ยุวชนลาว” ใช้อกั ษรย่อวา่ “อ.ศ.พ.” พร้อมกนั นยี้ ังได้มแี ผนจดั ต้ังโรงเรียนสาหรบั เด็กอนาถาขึน้ ดว้ ย คือ รับเอาเดก็ อนาถาเข้ามาเรียนตลอดทงั้ กินนอนอย่ดู ว้ ย โรงเรียนนีไ้ ดจ้ ดั ต้งั ขน้ึ โดยความอปุ ถมั ภ์ของ กระทรวงประชาสงเคราะห์และไดม้ ีการเปดิ สอนในปตี ่อมา โรงเรยี นอบรมศลี ธรรมพุทธยุวชน และโรงเรยี นเดก็ อนาถา ไดด้ าเนินการสอนมาตามลาดับจนถงึ ปจั จุบัน น้ี เฉพาะโรงเรียนอบรมศีลธรรมพุทธยวุ ชนน้นั ได้ออกไปถึงแขวงหลวงพระบางและแขวงอืน่ ๆ ดว้ ย ในปัจจุบันได้มีพระสงฆล์ าวออกไปศึกษาในต่างประเทศหลายประเทศด้วยกนั มี ประเทศไทย อนิ เดยี พมา่ ลงั กา กัมพชู า สหพันธ์มาเลเซยี สิงคโปร์ สาธารณรัฐฟลิ ปิ ปินส์ เยอรมนี และหรัฐอเมรกิ า ท่ีสาเรจ็ กลบั มาแล้วก็มี และที่กาลังศึกษาอยกู่ ็มี พระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาประจาชาตขิ องลาว พระมหากษัตริยท์ กุ ๆ พระองค์ทรงเป็นอัคร ศาสนปู ถัมภก ประชาชนชาวลาวประมาณ ๙๙ % นบั ถือพระพทุ ธศาสนา การนบั ถือของประชาชนชาว ส่วนมากหนักแนน่ อยใู่ นจารีตประเพณอี ย่างเครง่ ครัด เทา่ กับว่าจารตี ประเพณกี บั พระพุทธศาสนาเขา้ กัน ไดเ้ ป็นอย่างดี เช่น ประชาชนลาวผชู้ ายเมือ่ อายคุ รบ ๑๐ ปีบรบิ ูรณแ์ ล้วจะบวชเป็นสามเณร เมือ่ อายุ ครบ ๒๐ ปบี รบิ รู ณจ์ ะบวชเป็นพระกันเกือบทุกคน นถี่ ือเป็นประเพณใี นการบวชและไดย้ ึดเอาวธิ กี าร ปฏบิ ัตปิ ระจาแตล่ ะเดือนมาเปน็ เคร่ืองประพฤติปฏบิ ตั ิกันแต่ละเดือนไป เรียกวา่ ฮีต ๑๒ และครอง ๑๔ ฮตี ๑๒ คือการบาเพญ็ บุญไปแต่ละเดือน ครบ ๑๒ เดอื น ส่วนครอง ๑๔ คือการประพฤตปิ ฏิบัตใิ นวง สังคมของคนลาวเพื่อความสามัคคีกันตามลาดับของวัยและคุณสมบตั ิ . พระปฐมเจดยี ์ จงั หวัดนครปฐม สรา้ งขึ้นเมอ่ื คราวที่พระสมณทตู ในพระเจา้ อโศกมหาราช

106 เดินทางมาเผยแผ่ศาสนายังสุวรรณภมู ิ พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย เรอ่ื งพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศไทยน้ี สมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานุภาพได้นิพนธ์ไว้ โดยอาศัย ลักษณะพุทธเจดยี ์เปน็ เคร่ืองประกอบ โดยแบ่งออกเป็น ๔ ยคุ ดว้ ยกัน คือ ยคุ ที่ ๑ ลทั ธิหนิ ยานแหง่ เถรวาท ยุคท่ี ๒ ลทั ธมิ หายาน ยคุ ที่ ๓ ลัทธหิ ินยานอยา่ งพกุ าม ยุคท่ี ๔ ลัทธลิ ังกาวงศ์ • ยคุ ท่ี ๑ ลัทธิหินยานแห่งเถรวาท ลทั ธิหินยานอย่างเถรวาทไดเ้ ขา้ มาถึงประเทศน้เี ปน็ คร้ังแรกตัง้ แต่สมัยเมอ่ื ยังเป็นถิน่ ฐานของชนชาติลาว หรอื ละว้า ราชธานมี ีอยู่ ณ เมืองนครปฐม มนี ามปรากฏในหนงั สือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกาว่า สวุ รรณภมู ิ ประเทศ และปรากฏในจดหมายเหตุจนี ว่า ทวาราวดี พระพทุ ธศาสนาน้ันเกดิ ขน้ึ ในประเทศอินเดยี และตลอดพทุ ธกาลพระพทุ ธศาสนาก็ยงั ไม่ได้เผยแพรไ่ ป นอกประเทศอนิ เดยี ขอ้ อ้างท่ีวา่ พระพุทธเจา้ ไดเ้ คยเสด็จไปยงั ลังกาและมาประเทศไทยคราวสัจพนั ธดาบส และกดรอยพระบาทไว้ท่ีไหลเ่ ขาสจั พนั ธคีรีคอื พระพุทธบาท เมืองสระบุรีน้ัน เป็นแตค่ วามเชื่อของชาว ลงั กาพวกหน่ึงเท่านั้น อันทจี่ ริงพระพทุ ธศาสนาเพ่ิงจะแพร่หลายไปนอกประเทศอินเดียเมอ่ื ครั้งพระเจา้ อโศกมหาราชทาตติยสงั คายนาแล้วอาราธนาให้พระโมคคลั ลีบตุ ร ตสิ สเถระ จัดการเลือกสรรพระอรหนั ต์ สง่ ไปส่งั สอนพระศาสนายังนานาประเทศเม่ือ พ.ศ. ๓๐๓ น้ี (คอื หลังจากพุทธกาลถงึ ๓๐๐ ปเี ศษ) พระพทุ ธศาสนาจึงแพร่หลายออกไปนอกประเทศอินเดียตงั้ แตค่ รั้งกระน้ัน ในหนังสือมหาวงศ์ พงศาวดาร ลังกามนี ามประเทศและนามพระอรหันต์ที่แยกยา้ ยกนั ไปสอนพระศาสนาในคร้ังนนั้ ดังนีค้ อื ๑. พระมัชฌันติกเถระ ไปยงั กัสมีระและคนั ธารประเทศ (คอื ท่ีเรยี กวา่ แคว้นแคชเมยี ร์ และประเทศ อฟั กานิสถาน บัดนี้) แห่งหนึง่ ๒. พระมหาเทวเถระ ไปยังมหิสมณฑล (คอื แวน่ แควน้ ขา้ งใต้น้าโคธาวารี อนั เปน็ ประเทศไมซอร์ บดั น)ี้ แห่งนี้ ๓. พระรกั ขติ เถระ ไปยงั วนวาสปี ระเทศ (คือแว่นแคว้นกะนาระเหนือ อนั เป็นเขตเมืองบอมเบย์ฝ่ายใต้ บัดน)้ี แหง่ หน่ึง ๔. พระธรรมรักขิตเถระ ไปยังปรันตกโยนกประเทศ (คอื แว่นแควน้ ตอนชายทะเลขา้ งเหนอื เมืองบอม เบย์ บดั น)้ี แห่งหนงึ่ ๕. พระมหาธรรมรักขิตเถระ ไปยงั มหารฐั ประเทศ (คือแวน่ แคว้นขา้ งยอดลานา้ โคธาว)ี แห่งหนึ่ง ๖. พระมหารักขิตเถระ ไปยงั โยนกประเทศ (คือเหลา่ เมืองที่พวกโยนกไดม้ าเปน็ ใหญ่อยูใ่ นแดนประเทศ เปอร์เซีย บดั น้)ี แห่งหนง่ึ ๗. พระมัชฌิมเถระ ไปยังหิมวันตประเทศ (ซงึ่ ตัง้ อยู่แถบเชิงภูเขาหิมาลัย คือประเทศเนปาลและดนิ แดน ตอนเหนอื ของประเทศอินเดยี ปัจจุบนั ) แห่งหนงึ่

107 ๘. พระโสณเถระ กบั พระอตุ ตรเถระ ไปยงั สุวรรณภูมปิ ระเทศ (คือดนิ แดนทเี่ ป็นประเทศพม่า ไทย และอินโดจีน) แห่งหนึ่ง ๙. พระมหนิ ทเถระ ซึ่งเป็นราชบุตรของพระเจ้าอโศก กับพระภิกษุอีกหลายรูปไปลงั กาทวปี แห่งหนึง่ ตามรายนามประเทศและนามพระเถระที่ปรากฏในหนังสือมหาวงศน์ ้ี ท่นี า่ พิจารณาก็คอื ในรายการทว่ี า่ ให้ พระโสณะและพระอุตตระไปยังสุวรรณภูมปิ ระเทศ ประเทศสวุ รรณภมู ิจะอยู่ทไ่ี หนแน่ ข้อนเี้ ถียงกันมาช้า นานแลว้ ปราชญ์ฝา่ ยไทยอา้ งเอานครปฐมเป็นราชธานีของสุวรรณภูมิ พวกพมา่ อา้ งวา่ เมืองสะเทิมอันเป็น เมอื งมอญขา้ งฝ่ายใต้เป็นสุวรรณภมู ิ เขมรและพวกหลวงพระบาง เวยี งจนั ทนก์ ็อา้ งว่าประเทศของเขาเปน็ สวุ รรณภมู ิเหมอื นกัน แต่ใครจะอา้ งว่าประเทศของใครเปน็ สุวรรณภูมิกต็ าม เป็นข้อถูกต้องดว้ ยกนั ท้ังนน้ั เพราะขอบเขตของสุวรรณภูมิตามท่ที ่านศาสตราจารย์ริส เดวดิ ส์ อธิบายว่าเรม่ิ ตน้ แตร่ ามัญประเทศไปจน จดเมอื งญวน และตงั้ แต่พมา่ ไปจนถึงแหลมมลายู คือได้แก่ประเทศทง้ั หมดท่ีอยู่ระหว่างอนิ เดียกบั จีน หรอื ท่ฝี ร่ังเรยี กว่าอนิ โดจีนในภายหลงั เปน็ สวุ รรณภมู ทิ ้งั นั้น สมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพวา่ คาท่ี เรียกว่าสุวรรณภมู ปิ ระเทศครั้งนนั้ จุดหมายรวมดินแดนทน่ี ่าจะเปน็ ประเทศมอญและไทยภายหลังทั้งหมด เหมอื นอยา่ งเราเรยี กว่าอนิ เดียก็เป็นได้ เพราะฉะน้ันไมว่ า่ ใครในแหลมอินโดจีนน้จี ะอ้างว่าประเทศของตน เปน็ สุวรรณภมู ิกถ็ ูกต้องดว้ ยกันทง้ั น้นั ไมเ่ ปน็ ปัญหา ปญั หาอยูท่ ี่ว่าเมอื งหลวงหรือราชธานีของสวุ รรณภมู ิ ประเทศคร้ังทป่ี รากฏในพงศาวดารลังกาน้ันอยูท่ ่ีไหนเปน็ สาคัญ ว่าตามหลักฐานที่มีของโบราณปรากฏ น่าจะเป็นดังน้ีคอื ช้ันเดิมในราวพุทธกาลหรือก่อนนนั้ ชาวอินเดยี ได้เขา้ มาต้ังอย่ใู นประเทศนี้ตงั้ แตย่ ังเป็นท่ี อยู่ของพวกละว้า แตเ่ พราะเหตุท่ีชาวอินเดียมีความรแู้ ละความสามารถมากกว่าพวกละวา้ จงึ ได้เปน็ ผู้ปกครองประเทศ หลกั ฐานทช่ี าวอนิ เดยี ได้ปกครองประเทศน้นั มอี ยู่คอื ไดเ้ อาชือ่ เมืองในอินเดียมาเปน็ ช่ือเมืองทตี่ ั้งข้นึ ใน ประเทศน้ี เช่น เมืองเพชรบรุ ี ราชบรุ ี กาญจนบุรี และอโยธยา เป็นตน้ ทานองเดียวกบั พวกองั กฤษเอาช่ือ เมอื งในประเทศอังกฤษไปให้ช่ือเมืองในอเมริกาวา่ นิวยอร์ก และนิวลอนดอน เปน็ ตน้ ด้วยเหตุอย่าง เดยี วกันทไ่ี ทยอา้ งเอานครปฐมเปน็ ราชธานนี น้ั กเ็ พราะจงั หวัดนครปฐมมีเนอ้ื ทภ่ี มู ิประเทศกว้างขวางและมี โบราณวัตถุโบราณสถานสรา้ งไว้ตลอดท้งั ทอ้ งที่ แต่จะเรยี กชอ่ื เมอื งหลวงว่าอย่างไรในคร้ังน้นั ได้แต่ สนั นษิ ฐานเห็นจะเรยี กวา่ สุวรรณภูมิ นนั่ เอง ชือ่ นี้จึงได้ร้จู ักแพร่หลายไปถึงอินเดยี และลังกา จนเปน็ เหตุ ใหไ้ ด้ชื่อน้ีในหนังสือมหาวงศว์ ่า พระโสณะและพระอตุ ตระ ได้เชญิ พระพุทธศาสนามาประดษิ ฐานทเ่ี มอื ง สวุ รรณภมู ิและเปน็ เหตุใหเ้ รียกชอ่ื มหาสถปู ท่ีเมืองนั้นว่า พระปฐมเจดยี ์ หมายความว่า เปน็ พระเจดีย์องค์ แรกทสี่ รา้ งข้นึ ในแถบประเทศตะวันออกนี้ ครนั้ ต้องท้งิ เมืองขึน้ ไปต้งั ราชธานใี หม่ข้างเหนือในลานา้ เดยี วกัน จงึ เอาชื่อเดิมไปเรยี กว่าเมืองสุวรรณภูมิ คือท่สี ุพรรณเด๋ียวนี้ เม่อื พวกไทยลงมาเป็นผปู้ กครองจงึ เรียกช่ือ แปลเปน็ ภาษาไทยว่าเมอื งอู่ทอง เมืองอู่ทองกับเมืองสวุ รรณภมู ิกค็ ือเมืองเดียวกนั นนั่ เอง ท่พี ม่าอา้ งว่าเมืองสะเทิมเปน็ เมอื งสุวรรณภมู นิ น้ั เพราะมีเร่ืองปรากฏในพงศาวดารพม่าวา่ เมอ่ื ราว พ.ศ. ๑๖๐๐ พระเจา้ อนุรทุ ธมหาราชหรืออโนรธามงั ช่อ มีอานาจในประเทศพุกาม ใคร่จะได้พระไตรปฎิ กจาก เมอื งสุวรรณภูมิ เจา้ เมืองสุวรรณภูมไิ มใ่ หร้ ังเกยี จว่าพระเจ้าอนุรทุ ธเปน็ มจิ ฉาทิฐิ พระเจ้าอนุรุทธทรงพระ พโิ รธ จึงกรีธาทัพไปรบสวุ รรณภูมปิ ระเทศดังนี้ ในพงศาวดารน้นั อ้างว่าเม่ือสะเทิมเปน็ สุวรรณภมู ิ ประเทศ ขอ้ น้ีไมม่ หี ลักฐานทางโบราณคดี อนึ่ง เมอื งพุกามกับเมืองสะเทมิ ต้ังอยไู่ มส่ ไู้ กลนัก พระเจ้าอนุ

108 รทุ ธมอี านาจถึงเพยี งน้ันคงจะไดร้ วมเมืองสะเทิมเข้าในอาณาจกั รพุกามของพระองค์เสยี ก่อนแล้วเพราะ พระเจา้ แผน่ ดนิ พม่าซึง่ มีอานุภาพทุกๆ องค์ ทเี่ คยมารบกับไทยนน้ั ล้วนแต่ได้เมืองมอญไว้ในอานาจกอ่ น แลว้ ทั้งนน้ั อันนครปฐมน้นั อยู่ไกลจากเมืองพุกามมากพอท่ีจะไมร่ ้จู ักขนบธรรมเนยี มกัน จนเป็นเหตใุ หเ้ จ้า เมอื งสวุ รรณภมู ริ ังเกียจวา่ พระเจา้ อนรุ ุทธเป็นมิจฉาทฐิ ิได้ เพราะฉะนนั้ สุวรรณภมู ิในพงศาวดารนา่ เช่อื ถอื วา่ ได้แก่นครปฐมมากว่าเมืองสะเทมิ และการท่พี ระเจา้ อนุรุทธมามอี านาจในประเทศไทยน้ันก็รับรองกนั ท่วั ไป ทงั้ ยงั มโี บราณสถานปรากฏเป็นพยานอยู่ นามทวาราวดี มปี รากฏในจดหมายเหตุของจีนนนั้ ว่าเปน็ อาณาจกั รใหญ่ ตัง้ อยใู่ นระหว่างเมอื งศรี เกษตร คือพม่า กบั เมอื งอศี านบรุ ี คือเขมร ไดร้ บั วัฒนธรรมและศลิ ปกรรมจากประเทศอินเดยี อาณาจักร นีไ้ ด้แก่อาณาจักรหนงึ่ ในประเทศไทยสว่ นขา้ งใต้ คือในสมัยเมือ่ ชนชาตลิ าวเจา้ ของประเทศเดมิ ยังปกครอง ประเทศนี้อยนู่ ้ันได้แยกกนั เป็นอาณาจักรใหญ่ๆ ๓ อาณาเขตด้วยกนั อาณาเขตข้างใต้มีนามว่า ทวาร วดี อาณาเขตขา้ งเหนือมีนามว่า ยางหรือโยนก อาณาเขตข้างตะวนั ออกมนี ามวา่ โคตรบรู ข้อนีม้ ีหลกั ฐาน คอื ด้วยเหตุท่ีคาว่า ทวารวดี ได้เปน็ ช่อื ของอาณาจกั รนน้ั เอง เมือ่ พระเจา้ อูท่ องทรงสรา้ งพระนครศรีอยธุ ยา เปน็ ราชธานีของประเทศไทยจึงขนานนามวา่ กรุงเทพทวารวดีศรอี ยธุ ยา ซึ่งหมายความว่าเป็นเมืองหลวง โบราณวัตถุท่เี ปน็ เครื่องประกอบเร่ืองตอนทวารวดี คือมีพระพุทธรปู ทาตามแบบอยา่ ง พระพุทธรปู อินเดยี คร้งั ราชวงศ์คปุ ตะเป็นอนั มากทจ่ี ังหวดั นครปฐม ต้งั แต่ขนาดใหญ่จนเลก็ สรา้ งทั้งด้วยศิลาและโลหะ เช่น พระประธานในพระอุโบสถวดั ใหญ่ จังหวัดนครปฐม ซง่ึ เชญิ มาจากวดั หนา้ พระเมรุ เป็นพระปางปฐม เทศนา และพระยากง พระยาพานทีใ่ นหลงั วิหารทิศพระปฐมเจดีย์ เป็นตน้ ในสมัยน้ันคงเป็นเวลาที่ อาณาจักรทวารวดกี าลงั รุง่ เรือง คอื นอกจากท่ีจังหวัดนครปฐม ยงั มพี ระพทุ ธรปู แบบเดียวกันพบใน จังหวดั อ่ืนๆ อีกมาก เชน่ ในจังหวดั ราชบรุ ี จังหวัดสุพรรณบรุ ี จังหวัดลพบรุ ี จงั หวดั ปราจีนบรุ ี และจงั หวดั นครราชสมี า นอกจากพระพุทธรปู ยังมพี ระพิมพ์อกี เป็นจานวนมากซงึ่ เหมือนกับพระพิมพ์อนิ เดีย ครั้ง ราชวงศค์ ุปตะจึงเป็นทเี่ ชื่อแน่ว่า เมืองหลวงของพระพุทธรปู ทวารวดที ี่ปรากฏในจดหมายเหตขุ องจีนนั้นคง จะเป็นที่นครปฐมนีเ่ อง ที่ว่าลัทธพิ ุทธศาสนาเขา้ มาถึงประเทศไทยนเี้ ปน็ ครัง้ แรกคือท่ยี ุค ๑ เป็นลัทธิ หินยานอย่างเถรวาทน้ันก็คือ การถือพระพุทธศาสนาในอินเดยี ตอนหลังพุทธกาลนนั้ เกิดแยกกนั เปน็ ๒ ลัทธิ เม่ือคราวทาสงั คายนานั้นเกิดแยกกนั เปน็ ๒ ลัทธิ คอื พวกท่ถี ือตามลัทธคิ รง้ั พระมหากสั สปเถระเปน็ ประธานทาปฐมสงั คายนาพวกหนึง่ โดยถอื ว่า พระวนิ ยั ที่พระพทุ ธเจ้าทรงบัญญัติไวอ้ ย่างไรกใ็ ห้ถอื ตาม อย่างนนั้ โดยไมแ่ ก้ไขเปลีย่ นแปลง พวกนไ้ี ดน้ ามวา่ เถรวาท คอื ถือตามที่พระอริยเถระ (หมายถงึ พระ มหากสั สป) ไดส้ ังคายนาไว้ตง้ั แต่แรก พวกทีถ่ ือตามอาจารย์วา่ ข้อบงั คับเลก็ ๆ น้อยๆ ที่พระพุทธเจ้าทรง บญั ญตั ิ ไม่สะดวกก็ให้แก้ไขได้โดยท่ีพระองค์ไดท้ รงอนญุ าตไว้เม่อื ใกลจ้ ะเขา้ สูป่ รนิ ิพพานพวกหนึ่ง พวกนี้ ได้นามว่า อาจริยวาท คอื ถือพระวินยั ตามทอ่ี าจารย์แก้ไขเปลี่ยนแปลง พวกแรกบางทีก็เรยี กว่า สถวีระ หมายความว่าพวกเกา่ หรือพวกนกิ ายเกา่ บางทีกเ็ รยี กวา่ สาวกยาน หมายความว่ายานของพระสาวก แต่ ภายหลังถูกพวกหลังเรยี กวา่ หีนยาน หมายความวา่ เป็นยานพาหนะอันคับแคบ พวกอาจริยวาทบางทกี ็ เรียกว่า มหาสงั ฆกิ ะ หมายความว่า พวกมาก ภายหลงั ตั้งนามตนเองวา่ มหายาน หมายความวา่ เปน็ ยานพาหนะอนั กว้างใหญ่ พดู ยอ่ ๆ คือพวกเถรวาทไดแ้ ก่พวกหินยานหรือนิกายฝา่ ยใตใ้ นบดั นี้ พวกอาจริ ยวาทไดแ้ กพ่ วกมหายานหรือนิกายฝ่ายเหนอื ในบดั นี้

109 พระเจา้ อโศกมหาราชไมท่ รงเลื่อมใสในพวกอาจริยวาทได้ทรงกาจัดพวกน้แี ต่ไมส่ ามารถจะทรงกาจัดให้ หมดสนิ้ ได้ เพราะฉะน้ันพระพุทธศาสนายุคที่พระเจ้าอโศกทรงอปุ ถัมภจ์ งึ เรียกวา่ หนิ ยานอยา่ งเถร วาท ซึ่งไดเ้ ขา้ มาถึงประเทศน้ีเปน็ ครั้งแรกเมอ่ื เรียกนามวา่ สุวรรณภูมิประเทศ • ยคุ ท่ี ๒ ลัทธิมหายาน พระสงฆน์ ิกายมหายานเปน็ ผู้ถือตามคติอาจารยค์ ือถือวา่ ควรแก้ไขข้อบงั คับเล็กๆ น้อยๆ ได้ ต่อมา พระสงฆน์ ิกายน้ีกไ็ ด้แก้ไขคตใิ นพระพุทธศาสนาให้ผนั แปรไปตามลาดบั เป็นต้นว่าพระนิพพาน เมือ่ ครั้งกษตั รยิ ์วงศ์สุริยวรมันไดเ้ ปน็ ใหญใ่ นกรงุ กัมพชู า ระหวา่ ง พ.ศ. ๑๕๔๕ – ๑๗๒๕ ขอมไดแ้ ผ่อานาจ เขา้ มาครอบงาแผ่นดินอนั เป็นประเทศไทยทุกวนั นีไ้ ว้ท้ังหมด ได้ตัง้ ราชธานีเป็นท่ีอานวยการปกครองเมอื ง ตา่ งๆ ในประเทศน้ีขน้ึ หลายแห่ง คอื เมืองลพบุรีปกครองบรรดาเมอื งอันอย่ใู นอาณาเขตทวารวดีส่วนขา้ งใต้ สโุ ขทยั ปกครองบรรดาเมืองอันอยูใ่ นอาณาเขตทวารวดีส่วนขา้ งเหนอื ศรีเทพปกครองบรรดาเมอื งอันอยู่ใน ลมุ่ แม่นา้ สกั มายปกครองบรรดาเมืองอันอย่ใู นแผ่นดนิ สงู ตอนข้างใต้ สกลนครปกครองบรรดาเมืองอนั อยู่ ในแผน่ ดนิ สูงตอนขา้ งเหนือ บรรดาเมอื งอปุ ราชของขอมเหล่านี้ เมอื งลพบรุ ีเปน็ เมืองสาคัญที่สดุ ในสมัยน้นั ทางโบราณคดีจึงเรียกสมยั ตอนที่ขอมมีอานาจปกครองมาถึงประเทศน้ีวา่ สมัยลพบุรี พระเจา้ แผ่นดนิ ขอม และประชาชนนับถือพระพทุ ธศาสนาลทั ธิมหายาน ซึ่งได้รบั มาจากเกาะสุมาตรา แตจ่ าเนียรกาลนานมา ขอมไดค้ ิดประดิษฐ์ศลิ ปกรรมของตนขึ้นผดิ เพ้ยี นไปจากแบบอยา่ งที่ไดร้ บั จากอนิ เดียและสุมาตรา จงึ เกดิ แบบอย่างชา่ งข้นึ สกุลหนง่ึ ตา่ งหาก เรยี กวา่ ฝีมือช่างขอม เมอื่ ขอมได้เข้ามาปกครองประเทศนก้ี ็ได้สรา้ งวัด และเทวสถานข้ึนเปน็ จานวนมาก ซ่ึงมักเรียกวา่ ปราสาทหิน เชน่ ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหนิ เขาพนม รุ้ง เปน็ ตน้ วดั ในพระพทุ ธศาสนาทีพ่ วกขอมสร้างในสมัยนี้ลว้ นอุทิศในลทั ธิมหายานท้ังนั้น นอกจาก โบราณสถานต่างๆ ยงั มโี บราณวตั ถอุ ีกเปน็ จานวนมาก แต่ประชาชนพลเมืองเดิมไม่ไดถ้ ือลทั ธมิ หายานไป ตามพวกขอมท้งั หมด ยงั คงถือลทั ธิหนิ ยานสืบมาตั้งแตค่ รงั้ สมยั ทวารวดีกม็ ีมากเหมือนกัน ปรากฏในศลิ า จารึกซง่ึ ไดพ้ บทศี่ าลสงู จังหวัดลพบุรีหลักหนงึ่ เป็นภาษาเขมรกลา่ วความวา่ ในสมยั น้นั ท่เี มอื งลพบรุ มี ี พระสงฆ์สถวรี ะอันเป็นนิกายเดมิ ซึง่ ได้เขา้ มาถงึ ตั้งแตค่ ร้ังทวารวดแี ละนิกายมหายานซง่ึ พึง่ รุ่งเรืองขนึ้ ใน เวลาทขี่ อมเขา้ มาเปน็ ใหญ่ ดังนั้น ตงั้ แต่ลัทธมิ หายานไดเ้ ข้ามาเจริญแพรห่ ลายในประเทศไทยครงั้ ศรวี ชิ ัย และครงั้ ขอมนน้ั เป็นยคุ ที่ ๒ • ยุคท่ี ๓ ลทั ธหิ ินยานอยา่ งพกุ าม เม่อื พ.ศ. ๑๖๐๐ พระเจา้ อนุรุทธมหาราช กษัตริยซ์ ่ึงครองประเทศพมา่ ต้ังราชธานีอยู่ ณ เมืองพกุ าม มี อานภุ าพปราบปรามประเทศรามญั ไวใ้ นอานาจแลว้ ขยายเขตเขา้ มาจนถงึ ประเทศลานนา คือมณฑลพายัพ บดั น้ี ลงมาจนถงึ เมืองลพบุรีและเมอื งทวารวดี พระเจ้าอนุรุทธเปน็ พุทธศาสนูปถมั ภกให้ประกาศ พระพุทธศาสนาไปดว้ ยกนั กบั การแผ่อาณาเขต ถึงสมัยน้ีพระพุทธศาสนาในอนิ เดียเสอ่ื มทรามจวนจะสญู อยูแ่ ลว้ ด้วยถูกผถู้ ือศาสนาพราหมณ์และพวกถอื ศาสนาอสิ ลามเบียดเบยี น พวกชาวเมืองพกุ ามเดิมก็ได้รับ พระพทุ ธศาสนาลัทธหิ ินยานอยา่ งเถรวาทมาจากแคว้นมคธเหมือนกับประเทศไทยเหมือนกนั คร้นั ต่อมา เมอ่ื เหนิ หา่ งกับอินเดยี จงึ เกิดเป็นลัทธิหนิ ยานอยา่ งเมืองพกุ ามขึ้น เมื่อชาวเมืองพุกามมามอี านาจปกครอง ประเทศไทยตอนข้างเหนือกพ็ าลทั ธนิ ั้นมาส่ังสอนจนแพร่หลายในฝ่ายเหนือ คือมณฑลพายพั บดั นี้

110 ในยุคทกี่ ลา่ วน้ี ประจวบกับสมยั ทช่ี นชาติไทยเคลอื่ นลงมาอย่ใู นประเทศปจั จุบันนี้ เดิมชนชาติไทยต้ัง ภมู ลิ าเนาอยู่ในดนิ แดนอันทุกวันนตี้ กเป็นอาณาเขตของจีนข้างฝา่ ยใตท้ ีเ่ รยี กว่ามณฑลฮุนหนา มณฑลกุย จวิ๋ มณฑลกวางตุ้ง มณฑลกวางใส ทัง้ ๔ มณฑล มบี ้านเมืองและเจา้ นายของตนเองปกครองแยกย้ายกัน อยู่เปน็ หลายอาณาเขต มลู เหตุที่ไทยจะย้ายภูมิลาเนาจากบ้านเมอื งเดิมมาอยูใ่ นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ก็ เพราะถูกพวกจีนรกุ รานชิงเอาดินแดนไปโดยลาดับ เร่ิมตน้ พ.ศ. ๔๐๐ ไทยจึงพากนั ทิ้งถ่ินเดมิ อพยพถอย ร่นมาอยู่ในข้างตะวนั ตกและข้างใต้โดยลาดับ ถึงสมยั น้ีคอื เมื่อสมัย พ.ศ. ๑๖๐๐ มีชนชาตไิ ทยเขา้ มาอยใู่ น แว่นแคว้นลานนาและลานช้างเปน็ จานวนมาก ชนชาตไิ ทยเดมิ กน็ บั ถือพระพทุ ธศาสนาอยู่แลว้ แตเ่ ปน็ พุทธ ศาสนาลทั ธิมหายานซง่ึ ได้แผ่เขา้ ไปถงึ ตั้งแต่อยู่ในบ้านเมืองเดิม ครัน้ พระเจา้ อนรุ ุทธนาพระพุทธศาสนา ลัทธหิ นิ ยานอยา่ งพุกามเขา้ มาสอนในประเทศลานนาและลานชา้ ง ไทยจงึ ได้รับนบั ถือพระพุทธศาสนาลัทธิ หินยานตามแบบแผนเมืองพกุ ามแต่ครง้ั กระน้ัน คร้นั เมื่อล่วงสมัยพระเจ้าอนรุ ุทธมหาราชอานาจเมือง พุกามและอานาจขอมเสื่อมลงทั้งสองฝา่ ย พวกไทยก็มีอานาจข้นึ ในประเทศไทยเปน็ ลาดับมา ท้ังในสว่ น ข้างเหนือและสว่ นขา้ งใต้ แตต่ ่างกันคือไทยสว่ นขา้ งเหนือยังคงมีลัทธิธรรมเนยี มประเพณเี ป็นของไทยแท้ อย่เู ป็นอันมาก แตไ่ ทยสว่ นข้างใต้ได้ปกครองประเทศซึง่ ขอมไดเ้ คยตัง้ อยชู่ ้านาน ขอมได้นา พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณต์ ลอดจนการใชอ้ ักษรและภาษาขอมขนึ้ ไปประดิษฐานไว้ ไทยได้มา ปกครองพลเมืองซง่ึ นิยมประพฤติตามขนบธรรมเนยี มอย่างขอมอย่โู ดยมากจงึ ไดใ้ ชต้ วั หนงั สอื และ ขนบธรรมเนยี มอีกหลายอยา่ งไปตามพวกขอม แตว่ ิสัยไทยเปน็ ผู้ร้จู กั เลอื กเห็นขนบธรรมเนยี มของชาว ตา่ งประเทศอย่างใดดีและไม่ขัดต่อประโยชน์ของตนกร็ ับเอาไว้ ดังแก้ไขอกั ษรขอมเปน็ อกั ษรไทยขน้ึ ในสมยั ของพระเจา้ รามคาแหง กรุงสุโขทัย เปน็ ต้น การถือพระพุทธศาสนาของชนชาติไทยในระยะนจ้ี งึ เกดิ แยกกันเป็น ๒ พวก คือพวกที่อยู่ในลานนาและลานชา้ ง ถือพระพุทธศาสนาลัทธหิ ินยานอยา่ งพกุ าม ส่วน พวกข้างใตต้ ้ังแตส่ ุโขทัยลงมายงั ถอื พระพทุ ธศาสนาลัทธิมหายานตามขอมอยู่ ดงั นี้เปน็ ยุคท่ี ๓ • ยคุ ท่ี ๔ ลทั ธลิ ังกาวงศ์ ยคุ น้สี าคญั มาก เป็นยุคซ่งึ คนไทยไดถ้ ือพุทธศาสนาลัทธิหินยานอยา่ งเดยี วกันจนถึงทุกวนั นี้ มลู เหตทุ ่พี ระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จะเขา้ มาถึงประเทศไทยน้นั คือ เมื่อราว พ.ศ. ๑๖๙๘ พระเจ้าปรกั กมพาหมุ มหาราชได้ฟน้ื ฟูพระพทุ ธศาสนาขึน้ ในลังกาทวีป โดยอาราธนาพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ทาสงั คายนาพระธรรมวนิ ัย ซึ่งนับว่าเปน็ สังคายนาครงั้ ท่ี ๖ ของพวกฝา่ ยใต้แลว้ จัดวางระเบียบปฏบิ ตั ิใน พระพุทธศาสนาและสงั ฆมณฑลให้เรียบรอ้ ย กิตตศิ ัพท์ท่ีพระเจ้าปรกั กมพาหมุ ปรับปรุงศาสนาครั้งน้เี ลื่อง ลือไปยังนานาประเทศทน่ี บั ถือพุทธศาสนา จึงมีพระสงฆ์จากประเทศต่างๆ ทางตะวันออก คอื พมา่ มอญ ไทย และกมั พชู า ไปยังลงั กาทวีปเพ่อื ศึกษาลัทธิพระพุทธศาสนาที่ปรบั ปรุงใหม่คร้งั น้ีเพื่อนามาประพฤติ และปฏบิ ตั ใิ นประเทศของตน แต่สงฆใ์ นลังการังเกียจสมณวงศใ์ นตา่ งประเทศจึงเกยี่ งใหพ้ ระสงฆเ์ หล่าน้ัน บวชใหมใ่ นลทั ธิลงั กาวงศ์ให้เป็นนกิ ายเดยี วกันก่อน พระสงฆ์ทง้ั หลายได้เหน็ วตั รปฏิบตั ติ ามระเบยี บใหม่ก็ เลอ่ื มใสยอมรบั อุปสมบทใหม่ เมือ่ พระสงฆเ์ หลา่ นนั้ เรียนสาเร็จแล้วก็กลบั ไปประเทศของตน ประชาชน เหน็ พระสงฆ์ลงั กาวงศ์ปฏิบตั เิ คร่งครัดในพระธรรมวินัยก็เลือ่ มใสให้บุตรหลานของตนบวชเรียนในสานัก ลังกาวงศม์ ากข้นึ โดยลาดับ ลัทธิลังกาวงศจ์ ึงแพร่หลายในพมา่ มอญ ไทย ตลอดจนกัมพูชาแต่นน้ั มา สาหรับประเทศไทย พระสงฆ์ลงั กาวงศไ์ ด้เข้ามาตั้งทเี่ มืองนครศรีธรรมราชก่อน ราว พ.ศ. ๑๘๐๐ รู้ได้โดย

111 ได้ซอ่ มพระมหาธาตเุ มอื งนคร ซ่งึ เดมิ เปน็ เจดียแ์ บบศรวี ิชยั ให้เปน็ เจดีย์แบบลังกาวงศป์ รากฏอยทู่ ุกวันน้ี นอกจากน้ียังมีขอ้ ความปรากฏในศิลาจารกึ ของพระเจ้ารามคาแหง พ.ศ. ๑๘๒๐ เศษวา่ “พ่อขุน รามคาแหงกระทาโอยทานแก่มหาเถรสงั ฆราชปราชญเ์ รยี นจบพระไตรปิฎกหัวก๊กกวา่ ปู่ครูในเมอื งนี้ ทกุ คน ลกุ แต่เมืองนครศรีธรรมราช” ดังนี้จงึ ร้ไู ด้แนว่ ่าชน้ั เดมิ พวกพระสงฆ์ลงั กาวงศ์คงมาต้งั อยู่ที่นครศรีธรรมราช ก่อน คร้นั กติ ิศัพท์ของพระสงฆพ์ วกน้เี ล่ืองลือไปยงั สุโขทัยซ่ึงเป็นราชธานีในเวลานัน้ กษัตริย์วงศพ์ ระร่วง ทรงเล่ือมใสจึงได้อาราธนาพระเถระผใู้ หญข่ ึน้ ไปตงั้ ยังเมอื งสุโขทัย และในระยะนี้เองใหเ้ จ้าเมือง นครศรีธรรมราชไปตดิ ต่อขอพระพทุ ธสหิ ิงค์ซึ่งเปน็ พระพุทธรปู สาคญั องค์หนึ่งของประเทศไทยมาจาก เมอื งลังกา ตง้ั แตล่ ทั ธลิ งั กาวงศ์มาเจริญขึ้นในราชธานีของประเทศไทย ลัทธิมหายานซง่ึ ถือกันมาเม่ือคร้ัง ขอมเปน็ ใหญก่ เ็ ส่ือมโทรมเลยสญู ไปแต่พระสงฆช์ ั้นต้นยงั แยกกนั อยูเ่ ปน็ ๒ นกิ าย คือ พระสงฆเ์ ดิมนกิ าย หนึ่ง พระสงฆ์ที่อุปสมบทตามลัทธิลงั กาวงศ์นิกายหนงึ่ แม้ในประเทศพม่า มอญ กมั พูชา ชั้นตน้ พระสงฆ์ก็ ยงั แยกเปน็ ๒ นิกายเหมอื นกัน ในทส่ี ุดจงึ รวมเขา้ เปน็ นิกายเดียวกัน การรวมพระสงฆ์เป็นนิกายเดยี วกันใน ประเทศมอญ ปรากฏในศลิ าจารกึ วา่ ถึงกบั พระเจ้าแผน่ ดินต้องบังคับ แต่ในประเทศไทยเหน็ จะรวมกนั ได้ โดยปรองดอง ขอ้ น้ีมหี ลกั ฐานที่พอจะรู้ได้ในเวลานี้ คือวธิ อี ุปสมบทซ่ึงใชม้ าแตก่ ่อนหรอื แมท้ ุกวนั น้ีก็ใชอ้ ยู่ ตามชนบทบา้ ง บางแหง่ ใหผ้ ูบ้ รรพชารบั ไตรสรณาคมน์ ๒ หน คือรับเป็นภาษาสันสกฤตหนหนึ่งกอ่ นแล้ว จงึ รับเปน็ ภาษามคธอกี หนหนึ่ง ต้งั แตล่ ทั ธลิ งั กาวงศ์เจริญรุ่งเรืองในประเทศไทยคร้งั ในราชวงศ์พระรว่ ง พุทธเจดีย์ท้ังหลายก็นยิ มทาตามคติ ลงั กา เชน่ ถอื วา่ พระบรมธาตุอาจหาได้กเ็ กิดนยิ มการสร้างพระธาตุเจดยี ์กนั มากหลาย พระสถปู ทา รปู ลักษณะอยา่ งเจดียล์ งั กาเกิดข้ึนในยคุ น้ี แต่ภายหลงั เรยี กกนั ว่า พระเจดีย์ไทย เชน่ ทวี่ ดั ช้างลอ้ ม เมือง สวรรคโลก เป็นตน้ บริโภคเจดีย์ถงึ กบั ไปจาลองรอยพระพุทธบาททเี่ ขาสุมนกูฏในลังกาทวปี มาสรา้ งขึน้ ไว้ ทบี่ นเขาพระบาทใหญแ่ ละเปล่ียนนามเรียกว่า เขาสมุ นกฏู เหมอื นกับทใี่ นลงั กาทวปี ธรรมเจดยี ์ใชภ้ าษา มคธเปน็ หลกั ศาสนาและมีการศึกษาเล่าเรยี นภาษามคธกนั แพรห่ ลาย ภาษาสนั สกฤตคงใชป้ นในภาษาไทย คือถือเสมือนเป็นภาษาไทย ใชเ้ ป็นคาแปลภาษามคธ เชน่ อตฺโถ แปล่าอรรถ คือยกภาษามคธเปน็ ภาษา ศกั ด์สิ ทิ ธิ์ในศาสนา ภาษาสนั สกฤตเป็นภาษาสามญั เท่านั้น และได้ใช้ในการแปลหนงั สือภาษามคธสบื มา จนทุกวันน้ี อทุ เทสิกเจดีย์เกิดสอบสวนตาราพระพุทธรปู กนั ใหญ่จนเกิดแบบอย่างพระพุทธรูปสโุ ขทยั ข้นึ คือพระพทุ ธรปู ชนดิ ทม่ี ีพระรัศมียาวและนิ้วพระหตั ถ์ทง้ั ๔ เสมอกนั เชน่ พระพทุ ธชินราชและพระ พุทธชนิ สีหเ์ ป็นตน้ กษตั รยิ ร์ าชวงศ์พระรว่ งทรงเลือ่ มใสในลทั ธลิ งั กาวงศเ์ ปน็ อย่างยง่ิ ถึงกบั สร้างวัด มหาธาตุขน้ึ ไว้ริมพระราชวัง และบางพระองคเ์ ชน่ พระมหาธรรมราชาลิไทย ทรงเลื่อมใสในพทุ ธศาสนา ลัทธิลงั กาวงศ์ย่ิงนกั ถึงกับได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นภิกษภุ าวะอย่คู ราวหน่งึ ซึ่งเปน็ แบบอยา่ งต่อมาให้ พระเจา้ แผ่นดินสมยั กรุงศรอี ยุธยาและกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ทรงทาตามและเป็นแบบอยา่ งท่คี นไทยออกบวช กนั ช่วั คราวสบื มาจนทุกวนั น้ี พระมหาธรรมราชาพระองคน์ ี้เปน็ ผู้เช่ยี วชาญในพระพุทธศาสนามากถึงกบั ทรงพระราชนิพนธ์เร่ืองไตรภูมิขนึ้ ไว้ซ่งึ เรยี กกนั ว่า ไตรภูมิพระร่วง เป็นหนังสือไทยทเ่ี ก่ากวา่ หนงั สือ ท้ังหมด นอกจากศลิ าจารึกเท่านัน้ การทรงพระราชนพิ นธ์หนงั สอื เรอื่ งนี้ พระองค์ทรงสอบสวนคัมภีรต์ า่ งๆ ข้างพระพุทธศาสนาเปน็ จานวนตง้ั ๓๐ คัมภรี ์ ส่วนพระสงฆ์เม่อื รวมเป็นนิกายเดียวกันแล้วก็สมาทานธุระ ต่างกันเปน็ ๒ พวก เหมือนอยา่ งในลังกาทวปี คอื พวกหนง่ึ ศกึ ษาพระพุทธวจนะในพระไตรปฎิ ก อยู่วดั ใน บา้ นเมืองอันเป็นสานักท่เี ลา่ เรียนไดช้ อ่ื ว่า พระสงฆ์คามวาสี คอื พวกคนั ถธุระ อีกพวกหนึ่งสมาทาน วปิ สั สนาธุระ เรียกวา่ อรญั วาสี (พวกหลงั น้ีในลังกาเรยี กวา่ วนวาสกี เ็ พราะในลังกาภูมปิ ระเทศเป็นภเู ขา

112 โดยมาก ออกไปหา่ งบ้านเมอื งไม่เทา่ ใดนักก็ถงึ ป่าดง พระสงฆ์ท่ีอยูว่ ดั ในดงจงึ เรยี กว่าวนวาสี) ซึง่ ยังใชเ้ ป็น ธรรมเนยี มคณะสงฆต์ ่อมาจนทุกวนั นี้ ถึงสมัยกรุงศรอี ยุธยา การถือพระพุทธศาสนาก็ยงั คงถือลทั ธลิ งั กาวงศ์ตามแบบสโุ ขทยั ทุกอยา่ ง นอกจาก แบบอย่างพระพทุ ธเจดยี ์ในตอนต้นทาตามแบบขอมอยู่บ้าง ภายหลงั แผน่ ดินพระบรมไตรโลกนาถจงึ ทา ตามแบบสโุ ขทัยทง้ั หมด จนกระทง่ั ลทั ธิธรรมเนยี มบางอย่าง เชน่ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถเองทรงเอา อย่างพระเจ้าลิไทยแหง่ กรุงสโุ ขทยั ถงึ กับให้ไปนมิ นต์พระมหาสามีสังฆราชในลังกาทวีปเข้ามาเปน็ พระ อุปชั ฌาย์ ทรงผนวชทีว่ ัดจฬุ ามณี เมอื งพิษณุโลก และได้ทรงอุทิศพระราชมนเทียรเป็นพุทธาวาสขน้ึ ใน พระราชวงั ซึง่ ในรชั กาลหลงั ได้สรา้ งพระสถปู และพระพทุ ธรูปเพิม่ เติมข้นึ คือ วดั พระศรีสรรเพชญ์ ในบดั น้ี โดยเอาอยา่ งวดั มหาธาตเุ มืองสโุ ขทยั แต่ได้แก้ไขแบบอย่างสถูปสมยั สุโขทัยใหส้ วยงามยง่ิ ขึน้ อกี บ้าง เช่น แก้สถปู เหลยี่ มของสโุ ขทัยให้เปน็ เหลีย่ มยอ่ ไมส้ ิบสอง เชน่ พระเจดยี ์ศรสี รุ ิโยทัยและพระเจดยี ์ท่ีวดั ชุมพลนิ กายารามเป็นต้น และได้รบั คตบิ างอย่างเพม่ิ เติมมาจากลงั กาทวีปโดยตรงก็มี เช่น รอยพระบาท ซง่ึ แต่ก่อน ถือกนั ในประเทศนว้ี ่าเปน็ อุทเทสกิ เจดีย์ แตใ่ นชน้ั นที้ ี่ในลังกาถือว่าเป็นบรโิ ภคเจดีย์ คือเป็นของที่ พระพุทธเจ้าทรงกดไวเ้ องไมใ่ ช่คนสรา้ งขน้ึ และวา่ ทใี่ นเมืองไทยก็มีอยรู่ อยหน่งึ คือทส่ี ัจพันธคีรี พระองค์ได้ ทรงกดไว้เม่ือคราวเสด็จมาโปรดสัจพันธดาบส เรือ่ งนี้พระสงฆ์ไทยไดท้ ราบจากลังกาในเวลาออกไป นมสั การรอยพระพทุ ธบาททเ่ี ขาสมุ นกูฏ ครั้นพระสงฆ์ไทยกลบั เขา้ มาทูลความข้อนแ้ี ก่พระเจ้าทรงธรรม จงึ โปรดให้คน้ กนั ขนึ้ กไ็ ด้พบรอยพระพุทธบาทอยทู่ ไ่ี หลเ่ ขาสัจพนั ธคีรี คอื รอยพระบาทท่ีจังหวัดสระบุรี เดีย๋ วน้ี และไดถ้ ือกันว่าเป็นบริโภคเจดยี ส์ าคัญแหง่ หนงึ่ ซงึ่ มีคฤหสั ถแ์ ละบรรพชติ ไปนมสั การปลี ะมากๆ อย่จู นทุกวันน้ี นับเปน็ มหาเจดีย์ที่สาคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย คร้ันถึงปลายสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยาเป็นราช ธานที เี่ มอื งลงั กาเกดิ จลาจลหมดสิน้ สมณวงศ์ พระเจา้ แผ่นดนิ ลงั กาได้แตง่ ราชทตู ให้มาทูลขอคณะสงฆไ์ ทย ไปบรรพชาอุปสมบทชาวเมืองลงั กา พระเจา้ บรมโกษฐ์ทรงโปรดใหพ้ ระอบุ าลีและพระอรยิ มนุ ีเปน็ ประธาน ออกไปใหอ้ ุปสมบท กลบั ตั้งสมณวงศ์ขึน้ ใหมใ่ นลงั กาทวปี พระสงฆใ์ นลังกาจึงคงมีสบื มาและยงั เรียกวา่ นิกายสยามวงศห์ รืออบุ าลีวงศ์อยจู่ นตราบเท่าทุกวันน้ี ถึงสมยั กรุงรัตนโกสินทรก์ ็ยงั ถือพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์สืบเนอ่ื งมาจากกรุงศรีอยธุ ยาทกุ อย่าง ท้ัง การสร้างพระพุทธเจดยี แ์ ละการประพฤติปฏบิ ตั ติ ลอดจนการศึกษาพระปรยิ ตั ิธรรม เชน่ การสรา้ งวดั พระ ศรีรัตนศาสดารามข้นึ ในพระราชวงั เปน็ ตน้ ก็เปน็ การทาตามแบบอยา่ งสมยั กรุงศรีอยุธยา ถึงแมว้ ่าจะไดม้ ี สมณทูตลงั กาเข้ามายงั พระนครและไทยไดส้ ่งสมณทูตไปยงั ลงั กาทวีปอีกหลายครั้งกจ็ ริง ทตู ลงั กาเขา้ มาก็ ไดแ้ ตเ่ อาพระบรมธาตุมาถวายเทา่ น้นั และสมณทูตไทยออกไปก็ไปเทีย่ วฟงั ข่าววา่ พระพุทธศาสนาในลังกา ทวปี จะเศร้าหมองทรุดโทรมเพยี งไร นอกจากต้นโพธิที่เมืองอนุราชบรุ ีซึ่งเปน็ ต้นเดิมท่ีได้ไปจากตน้ ท่ีพุทธค ยาคร้งั พระมหนิ ทเถระไปประกาศพระศาสนาในลงั กาทวีปมาเคารพบชู ากนั เป็นบรโิ ภคเจดยี ์เท่าน้ัน เพราะฉะนน้ั ระเบยี บปฏบิ ตั ใิ นการถือพระพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานคี วรนบั เป็นของไทยแท้ เชน่ เดียวกับลทั ธหิ นิ ยานของพระเจ้าอนรุ ุทธฉะนั้น ดว้ ยเหตุนี้ยคุ ลทั ธิลังกาวงศ์เข้ามาถึงประเทศไทยจงึ เป็น ยุคทส่ี าคัญทสี่ ดุ นบั ว่าเปน็ ยุคทค่ี นไทยไดถ้ ือพระพุทธศาสนานิกายเดียวกนั ต้งั แตส่ มยั นั้นมาจนบัดนี้ ความเปน็ มาของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยในแต่ละยุคแตล่ ะสมัยมดี งั นี้

113 วดั ศรีชุม จังหวัดสุโขทยั สมยั กรุงสโุ ขทัย กอ่ นท่ีไทยเราจะไดอ้ สิ รภาพนั้นได้ตกอย่ใู นอานาจของขอมเปน็ เวลานานปี ชาวเมอื งจงึ นับถอื พระพุทธศาสนาลัทธมิ หายานตามแบบขอมตลอดมา จนกระทงั่ ไทยเราสามารถกอบก้เู อกราชไดแ้ ลว้ ก็ พยายามทจ่ี ะขจัดอิทธพิ ลของขอมให้หมดไปจากจิตใจคนไทยได้มากทีส่ ุดเท่าทจี่ ะมากได้ ต้งั แต่ในดา้ น ภาษาศาสตรต์ ลอดจนกระท่ังศาสนา เม่ือพ่อขนุ รามคาแหงไดข้ น้ึ ครองราชสมบัตแิ ล้วก็ได้เร่มิ ขยายพระราชอาณาเขตออกไปได้อยา่ งกว้างขวาง โดยเฉพาะทางทิศใต้ไดต้ ลอดแหลมลายู ประจวบกับในสมัยน้ันพระพทุ ธศาสนาลทั ธิลังกาวงศ์ได้เผยแพร่ เข้ามาสู่นครศรธี รรมราช ซง่ึ เปน็ จงั หวัดทีใ่ หญท่ ี่สุดจงั หวัดหน่งึ ทางภาคใต้ของประเทศไทย ปรากฏว่ามี พระภิกษุไทยเป็นจานวนมากได้พากันไปศึกษาลัทธศิ าสนาในลงั กาทวปี แลว้ บวชแปลงเป็นลังกาวงศ์ กลับมายงั ประเทศของตน และตัง้ คณะสงฆข์ ึ้นทเี่ มืองนครศรีธรรมราช เพ่อื พ่อขนุ รามคาแหงเสดจ็ ไปถึง นครศรีธรรมราชได้เห็นจริยาวัตรของภิกษุเหลา่ นั้นวา่ เรียบร้อย และเครง่ ครัดในระเบยี บวินยั ดกี ท็ รง เลื่อมใส จึงได้อาราธนาพระสงฆ์เหลา่ นนั้ ให้ขึน้ ไปตง้ั สงั ฆมณฑลท่ีกรุงสโุ ขทัยแลว้ บวชแปลงพระสงฆไ์ ทย ในประเทศนีต้ อ่ มาเป็นต้นเดิมของคณะสงฆ์ไทย (คณะมหานกิ าย) ทุกวันนี้ นอกจากนั้นพระองค์ยงั ไดท้ รง เจริญพระราชไมตรีกับเมืองลังกา จนกระทง่ั ไทยเราไดร้ ับพระพุทธรูปท่ีงามมากองคห์ น่งึ คือพระพทุ ธ สหิ ิงค์จากลังกาในรชั สมยั ของพ่อขนุ รามคาแหงนี้ พอ่ ขุนรามคาแหงทรงสนพระทยั ในศาสนาลัทธลิ ังกาวงศ์นมี้ ากทกุ ๆ วนั กลางเดือนและส้นิ เดือน พระองค์ เสด็จไปท่วี ัดของพระสงฆล์ ัทธนิ ี้เปน็ ประจา จนในที่สุดพระองคก์ ็ทรงแตกฉานในคมั ภรี ช์ ั้นสูงของพระ ศาสนา พระองคไ์ ดโ้ ปรดให้ปลูกต้นตาลข้นึ แลว้ ให้ช่างจัดเอาขะดารหินไปต้ังไวท้ ่ีกลางดงตาล พอถึงวนั ๘ ค่า และ ๑๔ หรือ ๑๕ ค่า พระองคก์ น็ ิมนต์พระเถรานุเถระให้มานงั่ บนขะดารหินนแ้ี ล้วเทศนาสงั่ สอน

114 ประชาชน ถ้าไม่ใช่วันพระ พระองค์ก็ทรงรับหนา้ ท่เี ป็นผู้อบรมทางศาสนาแก่ประชาชน ขะดารหนิ น้ี ต่อมาเรียกว่า “พระแทน่ มนงั ศลิ าบาตร” ต่อมาถึงสมัยของพระเจา้ ธรรมราชาลไิ ทย ซงึ่ เป็นรชั กาลท่ี ๕ ในราชวงศพ์ ระร่วง พระองค์ไม่ไดม้ ีนิสัย เป็นนกั รบอย่างพ่อขุนรามคาแหง ทรงสนพระทยั แต่ในทางพระศาสนา ไดศ้ ึกษาเลา่ เรยี นพระไตรปฎิ กใน สานกั ของพระลัทธลิ งั กาวงศ์ และจากราชบณั ฑติ ต่างๆ จนกระท่ังแตกฉานในพระไตรปฎิ กถงึ กบั ทรง สามารถแตง่ หนังสือ “ไตรภมู ิพระรว่ ง” ซงึ่ เปน็ หนงั สอื วรรณคดเี ล่มแรกของไทย ซึ่งเปน็ ขอ้ ความทีย่ ่นย่อ มาจากพระอภธิ รรมปิฎกอันเปน็ ปิฎกหน่งึ ของพระไตรปฎิ ก ทาใหป้ ระชาชนสามารถเขา้ ใจในพระธรรม ชั้นสงู ไดง้ า่ ยขนึ้ นอกจากน้นั พระองค์ยงั ไดอ้ าราธนาพระเถระชาวลังกาเขา้ มาเป็นสังฆราชในกรุงสุโขทัย เพือ่ จดั แบบแผนสงั ฆมณฑลให้เหมอื นอย่างในลังกาแลว้ ทรงแบง่ คณะสงฆอ์ อกเปน็ ๒ คณะ คือ ๑. คามวาสี ได้แก่พวกศกึ ษาเลา่ เรยี นพระพทุ ธวจนะในพระไตรปฎิ กอยู่ภายในเมือง ๒. อรญั ญวาสี คอื พวกทเ่ี ลา่ เรียนในฝา่ ยสมถะและวปิ สั สนากรรมฐานตอ้ งการความสงบเงยี บ จึงอยใู่ นปา่ พระมหาธรรมราชาลไิ ทยนีท้ รงเลือ่ มใสในพระพุทธศาสนามากถงึ กับทรงสละราชสมบตั อิ อกทรงผนวชอยู่ วาระหนงึ่ ตามแบบพระเจ้าอโศกมหาราช การบวชชั่วคราวของไทยเรากน็ า่ จะไดต้ ้นเคา้ มาจากพระมหา ธรรมราชาลไิ ทยน่เี อง สมยั กรุงศรีอยุธยา กรุงศรีอยุธยาก็เคยตกอยใู่ นอิทธิพลของขอมมาก่อนเช่นเดียวกับกรงุ สโุ ขทยั เพราะฉะนั้น ประชาชนจึง นับถอื พระพทุ ธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นสว่ นมาก ต่อมาเมื่อกรุงสโุ ขทัยเป็นราชธานีของไทยและไดห้ นั ไป นบั ถอื พระพทุ ธศาสนาลทั ธิลงั กาวงศ์ กรุงศรีอยุธยาซึง่ อยใู่ นอานาจของกรุงสุโขทัยก็พลอยหันมานับถอื พระพทุ ธศาสนาลทั ธลิ ังกาวงศ์ด้วย ต่อมาเม่อื กรุงสุโขทัยหมดอานาจลง และกรงุ ศรีอยุธยาได้กลายเปน็ ราชธานขี องไทยข้นึ มาแทน พระมหากษตั ริย์ไทยทุกพระองคก์ ท็ รงเลื่อมใสในลัทธิลังกาวงศ์น้ที งั้ นนั้ เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ลทั ธลิ งั กาวงศ์ จึงได้เจริญรงุ่ เรืองอยูใ่ นกรุงศรีอยุธยาสบื มา การปกครองคณะสงฆส์ มัยกรุงศรีอยธุ ยาก็เช่นเดียวกับสมยั สโุ ขทยั และยงั มีพระภกิ ษุไทยออกไปศึกษา พระพุทธศาสนาในลังกาเนืองๆ ความสมั พนั ธ์ในทางศาสนาระหวา่ งไทยกบั ลังกาจึงคงมตี ่อกนั ตลอดมา พระสงฆไ์ ทยจึงมศี ีลาจารวตั รงดงามเป็นทีน่ ่าเลือ่ มใสจนกระทง่ั สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถงึ กบั ได้ทรง

115 ผนวชชวั่ คราวเชน่ เดยี วกบั พระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทยั นอกจากนน้ั ในรชั สมัยพระเจา้ ทรงธรรม พระสงฆไ์ ทยท่ีออกไปยงั ลังกาทวีปได้ทราบจากพระสงฆล์ ังกาวา่ มรี อยพระพุทธบาททพ่ี ระพุทธเจ้าทรงเหยยี บประทานไวท้ ่เี ขาสวุ รรณบรรพตในประเทศไทยจงึ ไดม้ าทลู พระเจา้ ทรงธรรม อันเป็นเหตุใหม้ ีการคน้ หาและพบรอยพระพุทธบาทขึ้นในจังหวดั สระบุรี ถงึ รชั กาลพระเจา้ บรมโกษฐ์ ประมาณ พ.ศ. ๒๒๙๖ ในลังกาทวปี เกิดการจลาจลเสอื่ มสิน้ สมณวงศ์ เสยี เมอื งแก่พวกทมิฬ ตอ่ มาพระเจ้ากติ ติศิริราชสหี ท์ รงกอบก้อู ิสภาพได้จงึ ได้ครองราชสมบตั ิสืบมา พระองค์ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะตง้ั สงั ฆมณฑลขนึ้ อย่างเดมิ ไดท้ รงพจิ ารณาเห็นว่า พระพทุ ธศาสนาในประเทศ ไทยเท่านั้นทยี่ ังบริสทุ ธ์ผิ ุดผ่องกว่าท่อี ่ืนจงึ ได้ส่งราชทตู มายังประเทศไทยเพื่อขอพระมหาเถระกับคณะ สงฆ์ไปตงั้ สมณวงศ์ที่ลงั กาทวีป พระเจ้าบรมโกษฐจ์ งึ ได้ทรงโปรดให้พระราชาคณะ ๒ รูป คือ พระอบุ าลี รปู หนึง่ กับ พระอริยมนุ ี รปู หน่งึ พร้อมด้วยพระสงฆ์อีก ๑๒ รูป เดินทางไปลังกาทวปี และได้ให้การ อุปสมบทแก่กุลบุตรชาวสหี ฬสืบมา ดังนั้น พระสงฆท์ ีบ่ วชในสานกั นจี้ ึงเรียกวา่ สยามวงศ์หรอื อุบาลีวงศ์ มาจนถงึ ทุกวนั นี้ นอกจากนน้ั ในรชั กาลพระเจ้าบรมโกษฐน์ ้ี ประเทศไทยยงั ไดพ้ นั ธ์ุพระศรมี หาโพธ์ิมาจากลงั กา ทรงโปรด ใหป้ ลกู ไว้ท่ีวดั ระฆงั ซ่งึ อยู่ตดิ กับพระราชวงั แล้วเปล่ยี นชื่อวัดระฆังเปน็ วัดวรโพธ์ิ นอกจากนัน้ กไ็ ด้พบพระ พุทธฉายท่ีจงั หวดั สระบรุ ี พบพระแทน่ ดงรังทีจ่ ังหวดั กาญจนบรุ ี และพบพระแท่นศิลาอาสน์ที่จังหวัด อตุ รดติ ถ์ ในสมยั ทกี่ รงุ ศรอี ยุธยาเป็นราชธานีของไทยมากวา่ ๔๐๐ ปนี ้ี พระเจ้าแผ่นดินทกุ ๆ พระองค์ลว้ นเปน็ เอก อคั รศาสนูปถัมภกทั้งน้นั ทัง้ พระเจ้าแผ่นดินและประชาชนได้รว่ มกันสรา้ งวดั วาอารามไวม้ ากมายและวดั ทีส่ าคญั ท่ีสุดก็คือ วัดพระศรีสรรเพช็ ญ์ ซง่ึ สรา้ งข้ึนในบริเวณพระบรมมหาราชวัง เชน่ เดยี วกบั วดั พระศรี รตั นศาสดารามในสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์ ฉะนั้น สมยั กรุงธนบรุ ี

116 เมื่อกรุงศรีอยธุ ยาได้เสยี แกพ่ ม่าข้าศึก เม่ือปี พ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น กรงุ ศรอี ยุธยาซึ่งเป็นแหล่งกลางของ พระพทุ ธศาสนาไดถ้ ูกพม่าเผาเสยี เหลอื แต่ซาก นอกจากจะเผาบา้ นเมืองวดั วาอารามแล้วพมา่ ยงั ได้กวาด ตอ้ นเหลา่ ประชาชนไม่เลือกวา่ เปน็ บรรพชิตหรอื คฤหัสถ์ไปเป็นเชลยอกี เป็นจานวนมาก พระพทุ ธเจดีย์ และพระไตรปิฎกอันเป็นหลักพระพทุ ธศาสนาก็ได้ถงึ ซึง่ ความพนิ าศในครั้งนีเ้ สยี มากมาย แมต้ ่อมาไทยจะกอบกูอ้ ิสรภาพได้อย่างรวดเรว็ ก็ตาม แตก่ รุงศรอี ยุธยาก็ถูกทาลายเสียยับเยินแล้วสุดที่จะ บูรณะปฏสิ ังขรณใ์ หค้ ืนคงเหมือนเดิมได้ พระเจา้ ตากสินจงึ ไดต้ ัดสินใจย้ายราชธานมี าตงั้ ณ เมืองธนบุรี ตลอดรชั สมยั ของพระองค์ทรงทาสงครามขบั เค่ียวกับพม่าเรือ่ ยมา และทรงพะวงต่อการสร้างสม แสนยานภุ าพเพ่ือป้องกนั ประเทศชาติให้มีกาลงั แขง็ แกร่งยิง่ ขนึ้ เพราะกองทัพได้ถกู พมา่ ข้าศกึ ทาลายเสีย จนขวญั หนดี ฝี อ่ แทบหมดแล้ว ฉะนั้น พระองคจ์ งึ ต้องทรงขะมกั เขม้นต่อการเสรมิ สร้างแสนยานภุ าพอย่าง มากมายแต่ก็ใชว่ า่ พระองคจ์ ะทรงเพิกเฉยต่อการพระศาสนาเสยี ทเี ดยี ว พระองค์ยังได้ทรงเสาะหาพระ เถระผู้ทรงคณุ ความรู้จากหวั เมืองตา่ งๆ แล้วนมิ นตม์ าอยู่ในกรงุ ธนบุรี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ต้ังเปน็ พระราชาคณะให้ว่ากลา่ วส่ังสอนในสงั ฆมณฑล และได้ทรงรับสง่ั ใหส้ บื คัมภรี ์พระไตรปฎิ กจาก ท่ตี ่างๆ แล้วเอามารวบรวมตัง้ หอมณเฑียรธรรมข้ึนใหม่ แม้พระองค์เองกท็ รงสนพระทยั ในพระศาสนา มากถึงกับทรงปลกี เวลาไปปฏิบตั ิวปิ ัสสนากรรมฐานจนกระทั่งประวัตศิ าสตร์ได้จารึกไวว้ า่ พระองค์ได้ทรง เกิดสัญญาวิปลาส สาคัญพระองค์ว่าเปน็ พระอริยบคุ คลถึงทรงบงั คับให้พระสงฆ์กราบไหว้ พระสงฆ์รูปใด ไมก่ ราบไหวก้ ใ็ ห้ทรงลงพระราชอาญาบ้างหรือทรงถอดจากสมณศกั ดิบ์ า้ งทาใหบ้ า้ นเมืองเกิดจลาจลถึงกบั ได้มีการรบพุ่งกนั เองในราชธานี ในสมัยของพระเจา้ กรุงธนบุรีน้ี สมเดจ็ เจ้าพระยามหากษตั ริยศ์ ึกซึง่ เปน็ แมท่ ัพคุมพลไปตีเมอื งเวยี งจนั ทน์ และหลวงพระบาง เม่ือตเี มืองได้แลว้ ได้อญั เชิญพระมหามณีรัตนปฏมิ ากร พระแก้วมรกตกับพระบางเมือง เวียงจันทนม์ าประดิษฐานไว้ที่วดั แจง้ (วัดอรณุ ราชวราราม) และต่อมาถงึ สมยั กรุงรตั นโกสินทร์ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ท่ีวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม (วดั พระแก้ว) จนถงึ ทุกวนั นี้ .

117 สมัยกรุงรตั นโกสินทร์ รชั กาลที่ ๑ เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลกไดเ้ สดจ็ เถลงิ ถวลั ยร์ าชสมบตั ิใน พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้ว พระองค์ก็ทรงโปรดให้ย้ายราชธานีจากกรงุ ธนบุรมี าสรา้ งกรุงเทพพระมหานครอมรรัตนโกสินทร์ข้นึ ที่ ฟากตะวนั ออก ฝง่ั ตรงขา้ ม แม้วา่ ในรัชสมัยของพระองคจ์ ะตอ้ งทรงทาสงครามขับเค่ียวกับพมา่ อยู่ ตลอดเวลาก็ตาม ถงึ กระน้นั พระองคก์ ็ทรงสนพระทยั ในด้านพระพทุ ธศาสนาเป็นอย่างมาก ทรงพิจารณา เหน็ ว่าพระราชาคณะทถ่ี ูกทอดในสมยั พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี เพราะเหตุท่ีไม่ยอมถวายบังคมพระเจ้ากรุงธนบรุ ี นน้ั สมควรยกยอ่ งเปน็ พิเศษ พระองค์จงึ ทรงโปรดสถาปนาใหม้ สี มณศักด์ิตามเดิม และได้ทรงแต่งต้งั ใหเ้ ปน็ พระราชาคณะผู้ใหญป่ กครองพระสงฆส์ บื มา นอกจากพระองค์จะได้ทรงพระกรณุ าโปรดฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังข้นึ แล้วยงั ทรงพระกรณุ าโปรดฯ ใหส้ ร้างวดั พระศรีรัตนศาสดารามข้นึ เพื่อเปน็ ท่ีประดิษฐานพระมหามณีรัตนปฏมิ ากร พระแก้วมรกตอีก ดว้ ย พระองคม์ ีพระราชประสงค์ทจี่ ะใหพ้ ระนครใหม่นีเ้ จรญิ รงุ่ เรอื งดว้ ยวัดวาอารามเสมอื นท่ีมีอยู่ในกรงุ ศรี อยุธยาสมัยก่อน ข้อน้จี ะพึงได้เหน็ จากพระราชวังกด็ ี วัดวาอารามตา่ งๆ ก็ดี ล้วนสร้างตามแบบอย่างกรุง ศรีอยุธยาทั้งส้ิน และชื่อวัดตา่ งๆ ก็เลียนแบบมาจากกรุงศรีอยุธยาเปน็ สว่ นมาก พระองค์ได้ บูรณะปฏสิ งั ขรณว์ ดั วาอารามอกี มากมายหลายแห่ง นอกจากวดั พระศรีรัตนศาสดารามแล้วกม็ วี ดั พระเชตุ พน วัดสระเกศ วัดระฆัง วดั อรุณราชวราราม เป็นต้น พระองค์ได้ทรงพระราชปรารภว่า พระพทุ ธรปู โบราณได้ถูกทอดท้ิงให้ชารดุ ทรดุ โทรมอยตู่ ามวดั รา้ งในพระนครศรีอยุธยา ธนบุรี สโุ ขทัย และตามหวั เมือง ต่างๆ เปน็ อนั มาก พระองคจ์ ึงไดโ้ ปรดใหอ้ ัญเชญิ พระพุทธรูปทหี่ ล่อขนึ้ พอยกขนมาไดเ้ อามา บรู ณะปฏสิ ังขรณ์ขึน้ ประมาณ ๑,๒๐๐ องค์ เช่น พระศรศี ากยมนุ ี วดั สุทศั นเ์ ทพวราราม กอ็ ญั เชิญมาจาก กรงุ สุโขทัย พระโลกนาถ วดั พระเชตพุ น ก็อญั เชญิ มาจากวดั พระศรสี รรเพชญ์ ในพระนครศรอี ยธุ ยา เปน็ ตน้ ในดา้ นพระไตรปฎิ ก ซึง่ เปน็ หลกั สาคัญของพระพทุ ธศาสนาน้ันพระองค์ก็ได้ทรงโปรดใหร้ วบรวมต่อมา แต่ ทรงเหน็ ว่ายงั วปิ ลาสคลาดเคลอ่ื นอยู่ จงึ ดารัสให้ประชมุ พระบรมวงศานวุ งศ์ มสี มเด็จพระอนุชาธิราช กรม พระราชวงั บวรมหาสุรสหี นาทเป็นประธาน ในพระท่นี ั่งอมรินทราภเิ ษก แลว้ ทรงโปรดฯ ใหอ้ าราธนา สมเด็จพระสงั ฆราช พระราชาคณะ ฐานานุกรม และเปรียญ ๑๐๐ รปู มารบั พระราชทานฉนั แลว้ พระองค์ กท็ รงถวายนมัสการ ดารสั เผดียงถามพระราชาคณะทงั้ ปวงว่า พระไตรปฎิ กทกุ วันน้ียังถูกตอ้ งบรบิ ูรณ์อยู่ หรือวิปลาสคลาดเคลอ่ื นเปน็ ประการใด สมเด็จพระสังฆราชพร้อมท้ังพระราชาคณะท้ังปวงถวายพระพรวา่ พระไตรปฎิ กตลอดจนอรรถกถาและฎีกายังวปิ ลาสคลาดเคลือ่ นอยู่อกี มาก พระองคจ์ ึงทรงอาราธนาสมเดจ็

118 พระสังฆราชพรอ้ มทงั้ พระราชาคณะ ฐานานกุ รม เปรียญทงั้ หลาย ชว่ ยกนั สังคายนาพระไตรปิฎกให้ บริบรู ณอ์ กี วาระหนึ่ง ซ่งึ สมเด็จพระสังฆราชก็ได้เลือกสรรพระราชาคณะ ฐานานุกรม และเปรยี ญที่ แตกฉานในพระไตรปิฎกได้ ๒๑๘ รูป กบั ราชบณั ฑติ ฝ่ายคฤหสั ถ์อีก ๓๒ คน ร่วมกนั ทาสังคายนา พระไตรปิฎก เม่ือเห็นวา่ ถูกต้องครบถว้ นแล้วก็ทรงรับส่งั ให้คดั ลอกไปไวต้ ามพระอารามต่างๆ เพื่อ พระภิกษสุ งฆจ์ ะได้ศกึ ษาเลา่ เรยี นตอ่ ไป ในฝา่ ยสงั ฆมณฑลนน้ั พระองคก์ ็ทรงคัดเลือกแต่งตัง้ พระภิกษุผู้มีศลี าจารวตั รอันดงี ามให้เป็นพระราชา คณะผู้ใหญ่ผ้นู ้อยตามคุณสมบัติ และทรงขวนขวายอดุ หนุนใหภ้ กิ ษสุ ามเณรศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวนิ ยั โดยพระราโชบาย เป็นต้นว่าทรงมพี ระราชปจุ ฉาให้พระราชาคณะถวายวสิ ัชนาเนอื งๆ โดยมีพระราช ประสงค์จะใหพ้ ระสงฆต์ ้องค้นควา้ สอบสวนพระไตรปิฎกอยู่เสมอน่ันเอง รัชกาลท่ี ๒ ในสมัยนี้แม้จะไม่มศี ึกใหญ่แต่ก็ต้องตระเตรียมการสงครามไว้เหมือนกนั เพราะพมา่ ยงั คอย จอ้ งจะมาตเี มืองไทยอยู่ และญวนก็เกิดเปน็ ศตั รขู นึ้ มาอีก แต่กน็ ับว่าบา้ นเมืองมีความสงบมากกวา่ สมัย รัชกาลท่ี ๑ พระองค์ทรงพจิ ารณาเห็นว่า การศึกษาพระปริยตั ธิ รรมตามแบบเดิมซึ่งแบ่งเป็น ๓ ช้ันนนั้ ทา ให้พระภิกษุสงฆ์มีความรู้ไม่แตกฉานนกั จงึ ทรงพจิ ารณาปรับปรุงแก้ไขใหม่ สมัยก่อนนั้นพระภกิ ษุสามเณร รปู ใดเรียนรูภ้ าษามคธสามารถจะแปลพระสตู รไดก้ ็ได้เป็นเปรียญตรี ถา้ แปลพระวนิ ยั ได้ ก็ได้เป็นเปรียญโท และถ้าแปลพระอภิธรรมได้ก็ได้เป็นเปรียญเอก พอถึงรชั กาลท่ี ๒ พระองคท์ รงให้เปลี่ยนกาหนดช้นั เป็น ๙ ประโยค ใครสอบไดต้ ้ังแต่ ๓ ประโยคขนึ้ ไป กน็ บั วา่ เปน็ เปรยี ญและเรียกว่าเปรยี ญ ๓ ประโยค จนถึง เปรียญ ๙ ประโยค หลกั สูตรใหม่กาหนดใหย้ ากขน้ึ ตามลาดับ ในรชั กาลน้ี ศาสนสมั พันธร์ ะหว่างไทยกบั ลงั กาก็เริ่มข้ึนอีกคร้งั หนง่ึ โดยพระสังฆราชในเมืองลงั กาให้ พระสงฆ์เชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตกุ ับต้นโพธ์จิ ากลงั กาเข้ามาถวายพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั ซง่ึ ในสมยั นัน้ ลังกาไดต้ กเปน็ เมอื งข้ึนของอังกฤษแลว้ พระองคท์ รงพระปริวติ กว่า พระพุทธศาสนาในลงั กา ทวปี จะเสือ่ มโทรมลง จึงได้เลือกพระสงฆ์ ๗ รปู มพี ระอาจารย์ดีกบั พระอาจารย์เทพเป็นหัวหน้า ให้ไปสืบ พระพุทธศาสนาถึงลงั กาทาให้ไทยกบั ลังกามีสายสัมพนั ธ์ทางศาสนากนั สบื มาเนอื งๆ ในปี พ.ศ.๒๓๖๐ พระองค์ได้ทรงใหผ้ นวชสมเดจ็ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ เป็นสามเณร ณ วัดพระศรี รตั นศาสดาราม แล้วใหไ้ ปประทบั อยทู่ วี่ ดั มหาธาตุ ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๓๖๗ เม่อื เจ้าฟ้ามงกุฎมีพระชนม์ พรรษาครบอุปสมบทแลว้ จึงทรงพระกรุณาโปรดใหป้ ระกอบพิธีอุปสมบทเจ้าฟ้ามงกุฎเป็นพระภกิ ษุตอ่ ไป นอกจากนนั้ พระองค์ยังไดจ้ ดั ใหม้ พี ระราชพิธีฉลองสมโภชวัดแจง้ ซง่ึ พระองค์ไดท้ รงสรา้ งต่อจากพระบรม ชนกนาถ แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วดั อรุณราชวราราม” และไดท้ รงยกเคร่ืองพระวิหารวดั สุทัศนซ์ งึ่ พระบรมชนกนาถได้สรา้ งไว้จนสาเรจ็ รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ เจ้าอยหู่ ัว ทรงมพี ระราชศรัทธาอุตสาหะในการทานุบารงุ พระพุทธศาสนามาก ได้ทรงบูรณะปฏสิ ังขรณ์พระอารามหลวงอีกมากมายหลายวดั และหนังสอื ฝ่าย พระพุทธศาสนาในสมัยกรงุ รัตนโกสนิ ทร์นับว่าเกิดในรัชกาลน้ีมากทส่ี ุด

119 อาศยั ท่ีเจา้ ฟ้ามงกฎุ พระบรมราชอนชุ า ซ่งึ ยังทรงผนวชอยู่นน้ั เป็นผ้มู พี ระปรชี าสามารถมาก เปน็ ผู้ แตกฉานในพระไตรปฎิ กเป็นอยา่ งย่งิ จนสามารถวินิจฉัยเปรียบเทยี บไดว้ า่ ฉบบั ใดผิดฉบับใดถูก จนพระองค์ ทรงเหน็ ว่าพระสงฆก์ ่อนๆ ประพฤติไม่ถกู ต้องตามพระวินยั จงึ ได้ตั้งคณะธรรมยุตกิ นิกาย ข้ึนและได้ แพร่หลายมาจนทุกวันน้ี นอกจากน้ันพระองค์ยังทรงรับพระภารธุระในการส่งพระสงฆ์ไทยไปลงั กาหลาย ครงั้ ทงั้ ยังทรงรบั เลีย้ งพระสงฆ์ลงั กาที่เข้ามาสูป่ ระเทศไทยตลอดรชั สมยั ของพระบรมเชษฐาธริ าชอีกดว้ ย รชั กาลที่ ๔ เมอ่ื พระเชษฐาธริ าชสวรรคตแล้ว อามาตย์ราชบรพิ ารทั้งหลายกไ็ ด้มาทูลให้พระองค์ทรงลา ผนวชออกไปครองราชสมบตั ิต่อไป ในฐานะท่ีพระองค์เปน็ ผกู้ อ่ กาเนิดธรรมยตุ กิ นิกายข้ึนจึงทรงเล่อื มใสใน ลทั ธนิ ้ีมาก แตก่ ย็ ังทรงนิมนต์พระสงฆท์ งั้ สองนกิ ายไปในงานพระราชพิธีรว่ มกนั เสมอ พระองคท์ รงดารเิ ห็น ว่าในกรุงเทพฯ มวี ดั มากมายแล้ว จึงทรงสรา้ งวัดเพิ่มเติมข้ึนตามหวั เมืองเป็นพืน้ ในเมอื งหลวงไดส้ ร้างวัด ราชประดษิ ฐ์ วดั มกฎุ กษตั ริยาราม วัดโสมนัส และวัดปทมุ วนาราม เปน็ ต้น ถวายเปน็ สว่ นของพระสงฆ์ ฝ่ายธรรมยุติกนกิ าย สว่ นในด้านการศึกษาพระปริยตั ิธรรมน้ันพระองค์ไดท้ รงเป็นประธานมาต้งั แต่ยงั ทรง ผนวชกค็ งให้รักษาแบบแผนและทานบุ ารุงไวม้ ใิ หเ้ สื่อมลง ในรัชกาลน้ี พระองค์ได้ทรงติดตอ่ ในด้านการพระพทุ ธศาสนากับอนิ เดีย จนกระทง่ั ได้พระพุทธรูปอนิ เดีย และพนั ธ์ุพระศรีมหาโพธ์ทิ ่ีพุทธคยาอีก นอกจากนัน้ ยังทรงใหค้ วามอปุ ถัมภแ์ ก่พระสงฆญ์ วนซง่ึ ถือลทั ธิ มหายานถงึ กบั ทรงให้พระญวนไปทาพิธีกงเต็กเปน็ คร้ังแรกด้วย รชั กาลท่ี ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงประพฤตเิ จรญิ รอยตามยุคลบาทสมเด็จพระ บรมชนกนาถ เป็นตน้ วา่ ทรงใหก้ ารทานบุ ารุงพระสงฆ์ท้งั มหานิกายและธรรมยตุ ิกนกิ ายทัดเทยี มกนั ทงั้ ยงั ทรงตั้งพระสงฆ์ญวน จนี ใหม้ สี มณศกั ดิ์ดว้ ย และได้ทรงสร้างวัดข้ึนถวายพระสงฆ์ทั้งฝ่ายมหานกิ ายและ ธรรมยตุ ิกนกิ าย คือวัดราชบพิธ กับ วดั เทพศริ นิ ทราวาส เป็นส่วนธรรมยุตกิ า และสร้างวดั เบญจมบพิตร ถวายพระสงฆ์ฝา่ ยมหานิกาย ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระองคไ์ ด้ทรงอาราธนาสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซง่ึ ดารงตาแหนง่ เป็น มหาสังฆปรณิ ายกอยู่ในเวลาน้ันพรอ้ มกับสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมหมน่ื วชิรญาณวโรรส เป็นประธาน สอบทานพระไตรปฎิ ก แลว้ ทรงพระราชศรัทธาใหต้ ีพิมพล์ งเปน็ อักษรไทยจานวน ๑,๐๐๐ ชุด (ชุดละ ๓๙ เล่ม) เปน็ เหตใุ หพ้ ระไตรปฎิ กไดแ้ พรห่ ลายไปยงั นานาประเทศ และเป็นหลักในการศกึ ษาเล่าเรยี นมาจน ตราบเทา่ ทุกวนั น้ีซ่งึ ไมม่ ีประเทศใดสามารถทาได้มาก่อน ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ได้มีผูข้ ุดพบทบ่ี รรจพุ ระบรมสารีรกิ ธาตุที่กรุงกบลิ พสั ด์ุ มีอกั ษรจารึกว่าเปน็ พระบรมธาตุ ของพระพุทธเจา้ ซ่งึ เป็นสว่ นของพวกศากยราชทงั้ หลาย เวลานั้น มาควสิ เคอร์สนั อุปราชครองประเทศ อนิ เดีย เหน็ ว่าพระมหากษตั ริย์ไทยเทา่ นัน้ ทเ่ี ป็นพทุ ธศาสนูปถมั ภก จึงได้สง่ พระบรมสารีรกิ ธาตุน้ันมา ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ครงั้ นั้น พวกทน่ี ับถือพระพุทธศาสนาในนานาประเทศ คือ ญปี่ ุ่น พมา่ และลังกา ได้สง่ ทูตมาทลู ขอพระบรมธาตุ ซงึ่ พระองค์ก็ทรงแบง่ พระราชทานใหต้ ามประสงค์ สว่ นทเ่ี หลือได้ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดยี ์ทองสมั ฤทธิบ์ รรจุไว้ในคหู าพระสถูป บนยอดบรมบรรพต

120 (ภูเขาทอง) วดั สระเกศ เพื่อเปน็ ทสี่ ักการบูชาของมหาชนมาจนทกุ วันน้ี รัชกาลท่ี ๖ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ วั กท็ รงเปน็ พระมหากษัตรยิ ท์ ี่ทรงเล่ือมใสในพระพุทธ ศาสนามากเช่นกันและทรงมีความรู้เปร่อื งปราดในด้านศาสนามากถึงกับได้ทรงนิพนธห์ นังสือปลกุ ใจและ สงั่ สอนประชาชนใหใ้ สใ่ จในพระพุทธศาสนามาก เชน่ หนงั สอื พระพทุ ธเจ้าตรสั รู้อะไร และ เทศนาเสือปา่ เป็นต้น ในสมัยนไี้ ด้มีโรงเรียนนกั ธรรมเกิดข้ึนมากมาย การปกครองคณะสงฆ์ก็มรี ะเบียบเรยี บรอ้ ยยง่ิ ขึน้ รัชกาลที่ ๗ เมอ่ื พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยหู่ ัวได้ครองราชสมบตั ิแลว้ พระองค์ก็ทรงมพี ระราช ประสงค์จะทรงสร้างพระพุทธเจดยี ์เป็นทีร่ ะลกึ และอุทิศพระราชทานกุศลถวายสมเด็จพระบรมเชษฐาธิ ราชพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จงึ ไดท้ รงอาราธนาสมเด็จพระสงั ฆราชเจ้า กรมหลวงชนิ วร สริ วิ ฒั น์ สกลมหาสังฆปรินายก พรอ้ มดว้ ยพระเถรานเุ ถระผู้เชีย่ วชาญในพระไตรปิฎก ประชุมกันสังคายนา พระไตรปิฎกที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงใหท้ าสังคายนาไวค้ รั้งหนึ่งแลว้ ใหเ้ ปน็ แบบแผนที่ ถูกต้องดยี งิ่ ขนึ้ จนเรียบรอ้ ย แลว้ พระองคไ์ ด้ทรงพระราชทานทรพั ย์ออกสร้างพระไตรปฎิ กเปน็ จานวน ๑,๕๐๐ จบ (จบละ ๔๕ เลม่ ) แลว้ ทรงแจกจ่ายไปยงั วดั ตา่ งๆ ทั่วพระราชอาณาจักร พระไตรปิฎกชดุ ใหมน่ ี้ พิมพเ์ รียบรอ้ ยดีกวา่ ชุดกอ่ น ทง้ั พมิ พใ์ นเวลาทปี่ ระเทศต้องการ คือประจวบกับสมยั ท่ีการเล่าเรยี น พระพทุ ธศาสนาไดเ้ จริญขึ้นท้ังในยุโรปและอเมริกา การสร้างพระไตรปฎิ กนับวา่ เปน็ การสบื อายุ พระพทุ ธศาสนาใหถ้ าวรยิ่งขน้ึ เป็นการเฉลิมพระเกียรตยิ ศในพระองค์เอง และเป็นเกียรติยศแก่ประเทศ ไทยด้วย เพราะในประเทศอน่ื ๆ แมจ้ ะมีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาแต่ก็ไม่สามารถทาได้ รชั กาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวอานนั ทมหดิ ลได้ครองราชย์ หลงั จากที่พระบาทสมเด็จ พระปกเกลา้ เจ้าอยู่หวั ได้ทรงสละราชสมบตั ิแล้วและเป็นสมัยท่ปี ระเทศไทยได้เปล่ยี นแปลงการปกครอง จากสมบรู ณาญาสิทธริ าชย์มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษตั รยิ ์อย่ใู ตก้ ฎหมาย ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ในรชั กาลที่ ๗ แลว้ ฉะน้ันการดาเนนิ การปกครองประเทศจึงมไิ ด้อยใู่ นพระราชอานาจของพระองคเ์ อง โดยเฉพาะ พระองค์ไดบ้ รหิ ารประเทศไทยโดยผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ศาล และคณะรฐั มนตรี ท้งั พระองค์กย็ งั ทรงพระเยาว์อยู่อกี ด้วย ฉะน้นั ในรชั กาลนี้นอกจากจะได้มีการสง่ เสริมการศึกษาพระธรรม วินยั ให้เจริญรงุ่ เรอื งข้ึนแล้ว ก็มีการสร้างวดั พระศรีมหาธาตุขึน้ แห่งหนง่ึ ท่ีอาเภอบางเขน จังหวดั พระนคร ในสมยั รัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ท้งั น้กี ็เพอื่ ใหพ้ ระสงฆ์ทัง้ สองนิกายไดร้ วมเปน็ นิกาย เดยี วกนั แตก่ ห็ าสาเร็จประโยชนใ์ ดๆ ไม่ ในรชั กาลที่ ๘ มีเหตกุ ารณ์ทส่ี าคัญต่อพระพุทธศาสนาอย่างทส่ี ดุ อย่างหน่ึงซึง่ ไมเ่ คยมีมาในประวตั ศิ าสตร์ของไทยมาก่อนเลย นัน่ คอื การแปลพระไตรปิฎกภาษาบาลเี ป็น ภาษาไทยฉบับทส่ี มบูรณ์ ความจรงิ การแปลพระไตรปฎิ กภาษาบาลีเป็นภาษาไทยนั้นได้เคยกระทากนั มา นานแล้วตั้งแต่สมัยกรงุ ศรีอยุธยาเปน็ ราชธานีจนถึงสมยั กรงุ รตั นโกสินทรใ์ นรัชกาลท่ี ๓ ก็ทรงพระกรุณา โปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ดั แปลไวม้ าก และในรัชกาลต่อๆ มา การแปลกย็ งั คงดาเนินไปเป็นคร้ังคราว แตก่ ารแปล คงมเี ฉพาะพระสตุ ตนั ตปฎิ กเป็นพนื้ สว่ นพระวินัยปฎิ กและพระอภธิ รรมปฎิ กมนี ้อย ท้ังน้ีดว้ ยวตั ถปุ ระสงค์ แห่งการแปลมีตา่ งกนั ผแู้ ปลจึงเลือกแปลเฉพาะสว่ นทีต่ ้องการ สานวนโวหารกผ็ ดิ เพ้ยี นกันมาก เนื่องด้วย ต่างยคุ ต่างสมยั ภาษาจึงแปรเปลีย่ นไปตามความนยิ ม แมว้ า่ พระไตรปฎิ กจะมอี ยู่ในภาษาไทยก็ไมส่ ามารถ คมุ ความใหต้ ดิ ต่อตลอดสาย

121 ตอ่ มา ในรัชกาลท่ี ๘ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๘๓ สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ สมเด็จพระสงั ฆราช (แพ ตสิ ฺสเทว) วัดสุทศั นเ์ ทพวราราม ทรงปรารภว่าพระไตรปิฎกเปน็ ท่ีประมวลคาส่งั สอนของพระสัมมาสมั พุทธเจ้า ซงึ่ จัดเป็นรตั นตรยั ดวงหน่ึงในสามรัตนะ เรยี กว่า ธรรมรัตนะ พระไตรปฎิ กนี้ ของเดิมเปน็ ภาษาบาลี พระ สาวกในปางก่อนได้ทรงจาสืบมาโดยมุขปาฐะ ตราบจนได้จารึกเปน็ ลายลักษณ์อักษร คร้ันภายหลงั เมอื่ มี เหตุวิบัตใิ ดๆ เกดิ ขึ้นในพระพุทธศาสนา พระมหากษตั ริยใ์ นฐานะที่ทรงเปน็ พทุ ธมามกะ ไดท้ รงอปุ ถมั ภใ์ ห้ พระเถรานเุ ถระผบู้ รหิ ารการพระศาสนาจดั การสงั คายนาชาระพระไตรปิฎกเปน็ คราวๆ เฉพาะในสมยั กรุง รตั นโกสนิ ทรป์ รากฏว่าไดม้ ีการสังคายนาบาลีพระไตรปิฎกถึง ๓ คราว คอื ในรชั กาลท่ี ๑ ที่ ๕ และท่ี ๗ ใน ปัจจุบันจัดว่าบาลพี ระไตรปฎิ กมีอรรถพยัญชนะอนั สมบูรณ์แล้ว แตโ่ ดยเหตุท่ีพระไตรปฎิ กเป็นภาษาบาลี ผู้ใคร่ศึกษาจาต้องรภู้ าษาบาลีอย่างลึกซึ้ง จึงจักศึกษาไดส้ มประสงค์แม้จะมีผู้รู้แปลสภู่ าษาไทยเสมอกเ็ ลือก แปลเฉพาะบางตอน ไมป่ รากฏวา่ มีใครจกั แปลตลอดเรือ่ ง ถา้ สามารถดาเนนิ การแปลจนจบครบบรบิ ูรณ์ก็ จะเปน็ อปุ การคุณแก่พุทธบริษัทชาวไทยอยา่ งใหญห่ ลวง เป็นท่ปี ระจกั ษ์วา่ ในต่างประเทศหลายประเทศนักปราชญช์ าวตา่ งประเทศนนั้ ๆ ได้อตุ สาหะแปลบาลี พระไตรปิฎกจากฉบบั ของพระพุทธศาสนาฝ่ายนกิ ายเถรวาทออกเป็นภาษาของเขาแล้ว สาหรบั ฝ่ายมหา ยานนัน้ ได้มีการแปลพระไตรปฎิ กจากฉบบั ภาษาสนั สกฤตออกเป็นภาษาของชาวประเทศทีน่ บั ถือลทั ธิ มหายานมาแล้วช้านาน การท่ีนักปราชญ์ในประเทศทง้ั หลายได้แปลพระไตรปิฎกเปน็ ภาษาของเขา กด็ ้วย เพง่ ประโยชน์มหาชนชาวประเทศนั้นๆ จะพึงได้รบั จากการศกึ ษาพระไตรปฎิ กเปน็ สาคัญ จึงเป็นการ สมควรดว้ ยประการทั้งปวงท่ีจะคดิ จัดแปลพระไตรปฎิ กเป็นภาษาไทยให้ตลอดสาย จะเป็นเครอ่ื งเฉลิมพระ เกียรตแิ ห่งพระมหากษัตริย์ และเปน็ ทเี่ ชดิ ชูเกยี รตแิ ห่งรฐั บาลในระบอบประชาธปิ ไตยให้ปรากฏไพศาลไป ตลอดถึงนานาประเทศ แตเ่ มื่อด้วยการนีเ้ ป็นการใหญ่ไม่เป็นวสิ ยั ทเ่ี อกชนคนสามัญจะพึงจัดทาให้สาเร็จ เรียบร้อยได้ อาศยั พระปรารภนจ้ี ึงโปรดให้ประธานคณะบญั ชาการคณะสงฆ์ แทนพระองคส์ มเด็จ พระสงั ฆราชแจง้ ไปยังกระทรวงธรรมการเพ่ือนาความกราบบงั คมทลู พระกรุณาขอพระราชทานพระบรม ราชูปถมั ภ์ กระทรวงธรรมการพจิ ารณาเหน็ สมควร และรายงานเสนอนายกรฐั มนตรี นาความกราบบงั คมทูลพระ กรณุ า ทรงพระราชดารเิ ห็นด้วยตามพระราชปรารภอันดียง่ิ ของสมเดจ็ พระสังฆราช จึงมีพระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯ ใหร้ ับการจัดแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถวายใหส้ มเดจ็ พระสงั ฆราชทรงเปน็ ประธานในการน้ี พระราชทานพระบรมราชานุมตั ใิ หท้ รงแต่งตัง้ พระเถระเป็น กรรมการจดั แปลได้ตามสมควร และมอบให้กรมธรรมการฝา่ ยคฤหัสถ์จัดพมิ พ์พระไตรปิฎกเปน็ สมุด ตีพิมพ์และลงในใบลานเพือ่ เผยแผแ่ ก่พุทธบรษิ ัทสืบไป เมอื่ ไดร้ บั พระบรมราชานมุ ัติดังกลา่ วแลว้ สมเด็จพระสงั ฆราชทรงโปรดใหก้ าหนดหน้าท่ใี นการปฏิบัตงิ าน ออกเป็นส่วนๆ และทรงแต่งต้ังกรรมการแปลพระไตรปฎิ กเปน็ ภาษาไทยขนึ้ คณะหนึ่ง ประกอบดว้ ย ๑. คณะกรรมาธิการพจิ ารณาการแปล คือ พระพรหมมุนี (ปลด กติ ฺตโิ สภโณ) วดั เบญจมบพิตร เป็นประธานกรรมการ พระอบุ าลคี ุณูปมาจารย์ (เผอ่ื น ติสสฺ ทตฺโต) วดั พระเชตุพน เป็นกรรมาธิการฝา่ ยพระสุตตนั ตปิฎก พระพรหมมุนี (ปลด กติ ตฺ ิโสภโณ) วดั เบญจมบพิตร เป็นกรรมาธกิ ารฝา่ ยพระวนิ ัยปิฎก

122 พระธรรมไตรโลกาจารย์ (ชอ้ ย ฐานทตโฺ ต) วัดมหาธาตุ เป็นกรรมาธกิ ารฝ่ายพระอภิธรรมปฎิ ก ๒. กรรมการกองแปล มจี านวน ๒๕ รูป มีพระสธุ ีวรคณุ (ธีร์ ปณุ ณฺ โก) วัดจักรวรรดริ าชาวาส เปน็ หวั หนา้ กอง แบ่งงานออกเปน็ ๔ แผนก คอื ก. แผนกตรวจสานวนคาแปล มพี ระศรสี ุธรรมมุนี (อาจ อาสโภ) วดั สวุ รรณดาราม จ. พระนครศรีอยุธยา เป็นหัวหน้าแผนก ข. แผนกแปลพระวนิ ยั ปิฎก มพี ระวิสุทธสิ มโพธ์ิ (เจีย เขมโก) วัดพระเชตุพน เปน็ หัวหนา้ แผนก ค. แผนกแปลพระสุตตนั ตปฎิ ก มพี ระปรยิ ตั ิโสภณ (ฟื้น ชตุ นิ ธฺ โร) วดั สามพระยา เป็นหัวหนา้ แผนก ง. แผนกแปลพระอภิธรรมปิฎก มพี ระเมธวี รคณาจารย์ (พาว เมธโิ ก) วัดวิเศษการ ธนบรุ ี เป็นหวั หน้า แผนก นอกจากนี้ ยงั มีกรรมการฝา่ ยคฤหัสถ์ชว่ ยเหลอื ในการตรวจสานวนคาแปลอีก ๔ คน ๓. กรรมการกองธรุ การ จานวน ๕ คน มอี ธิบดีกรมการศาสนาเปน็ หัวหน้ากอง คณะกรรมการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยได้เริ่มดาเนินการแปลพระไตรปฎิ กต้งั แต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยการแบง่ แปลออกเปน็ ๒ ประเภท คือ ก. แปลโดยอรรถ ตามความในบาลีพระไตรปิฎกฉบบั สยามรัฐสาหรบั พมิ พ์เป็นเลม่ สมุด เรียกว่า “พระไตรปฎิ กภาษาไทย” ข. แปลโดยสานวนเทศนา สาหรับพมิ พ์ลงในใบลานเป็นคมั ภีร์เทศนา เรยี กวา่ “พระไตรปฎิ กเทศนา ฉบบั หลวง” เม่ือกรรมการไดจ้ ัดแปลและทาต้นฉบับภาษาไทยเสร็จแลว้ บางสว่ น กรมการศาสนาจึงจัดพมิ พข์ ึน้ ทลู เกลา้ ฯถวายเปน็ ปฐมฤกษ์ เน่ืองในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๔ สาเร็จปิฎกละ ๑ เล่ม รวม ๓ เล่ม พรอ้ มดว้ ยตานานพระไตรปฎิ กอกี ๑ เลม่ แล้วจดั พิมพ์ตอ่ ไปอีก แต่ประจวบกับเวลาที่ประเทศ ไทยตกอยู่ในภาวะสงคราม วัสดุอปุ กรณ์ในการพิมพม์ รี าคาแพงมากหาได้ยาก จงึ จาเปน็ ต้องงดการพิมพ์ไว้ ช่วั คราว แตก่ ารแปลและการตรวจสานวนคาแปล คณะกรรมการยังคงดาเนนิ การต่อมาโดยลาดบั สว่ นพระไตรปฎิ กเทศนาฉบับหลวง คณะกรรมการไดจ้ ัดการเรียบเรียงเป็นสานวนเทศนาตามเค้าความใน พระบาลี แบง่ เปน็ ๑,๒๕๐ กณั ฑ์ โดยถือเกณฑ์จานวนพระอรหนั ต์ พุทธสาวก ๑,๒๕๐ รปู เมื่อคราวจาตุ รงคสันนิบาตในสมยั พุทธกาล คือเป็นพระวินัยปฎิ ก ๑๘๒ กณั ฑ์ พระสุตตนั ตปิฎก ๑,๐๕๔ กณั ฑ์ และ พระอภธิ รรมปฎิ ก ๑๔ กณั ฑ์ กรมการศาสนาได้เริม่ จดั พิมพ์ลงใบลานตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ ซ่ึงเปน็ ระยะเวลา ภายหลงั ทป่ี ระเทศไทยพน้ จากภาวะสงครามแล้ว และเสรจ็ เรยี บรอ้ ยเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ ใน พ.ศ. ๒๔๙๒ เมื่อคณะกรรมการดาเนินการในสว่ นพระไตรปฎิ กเทศนาฉบับหลวงใกล้จะสาเรจ็ เรียบร้อย แล้ว สมควรจะดาเนนิ การในส่วนพระไตรปฎิ กภาษาไทยท่ีตกคา้ งอยนู่ น้ั ต่อไปอีก ประธานคณะกรรมการ จงึ สงั่ ให้คณะกรรมการดาเนินงานตอ่ ไป และโดยทต่ี าแหน่งกรรมาธิการฝา่ ยพระวนิ ยั ปฎิ กวา่ งลง ส่วน กรรมาธกิ ารฝา่ ยพระสตุ ตนั ตปิฎกซงึ่ ประธานคณะกรรมการอยู่ด้วยนัน้ สมควรเปลีย่ นใหมเ่ พื่อแบ่งเบาภาระ ของประธานคณะกรรมาธิการ สมเด็จพระสงั ฆราชจึงทรงแต่งตง้ั กรรมาธิการแทนตาแหน่งทีว่ ่างและ เปล่ยี นใหม่ คือ ๑. พระวสิ ุทธิสมโพธิ (เจีย เขมโก) วดั พระเชตพุ น เป็นกรรมาธกิ ารฝา่ ยพระสุตตันตปิฎก

123 ๒. พระเทพเวที (ฟ้นื ชุตนิ ฺธโร) วดั สามพระยา เปน็ กรรมาธกิ ารฝา่ ยพระสตุ ตนั ตปฎิ ก ๓. พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อาจ อาสโภ) วดั มหาธาตุ เป็นกรรมาธกิ ารฝ่ายพระอภิธรรมปิฎก นอกจากนป้ี ระธานกรรมาธิการยังได้แต่งตง้ั เจ้าหน้าท่เี ลขานุการและกรรมการผชู้ ว่ ยเพื่อสมทบชว่ ยเหลอื ใน การประชุมตรวจสานวนคาแปลสาหรับแผนกตรวจสานวนท้ัง ๓ แผนกนั้นอีกตามสมควร เมือ่ ได้จดั ตง้ั กรรมการแผนกตรวจสานวนคาแปลพระไตรปิฎกขนึ้ ใหมแ่ ลว้ คณะกรรมการตรวจสานวนคา แปลทั้ง ๓ ฝา่ ย จงึ ไดแ้ ยกกันดาเนนิ การมาโดยลาดับ ต้งั แต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ สว่ นค่าใช้จา่ ยในการดาเนนิ งาน ทัง้ หมดตง้ั แตเ่ ริ่มดาเนินงานมาไดอ้ าศยั เงนิ ทนุ การแปลพระไตรปฎิ กซ่ึงจัดตั้งขน้ึ โดยรวบรวมจากเงินท่ี บรรดาพทุ ธศาสนิกชนผู้มีศรทั ธาบรจิ าคสมทบบ้าง จากเงนิ รายไดใ้ นการจาหน่ายพระไตรปิฎกเทศนาฉบับ หลวงบา้ ง แมเ้ ช่นนน้ั ก็ยงั มีจานวนไมพ่ อทจ่ี ะใชจ้ ่ายในการพิมพ์พระไตรปฎิ กภาษาไทยประเภทเลม่ สมดุ ให้ ครบถว้ นได้ เนื่องจากหนังสือทจ่ี ะจดั พิมพ์มจี านวนมาก คอื พระวินยั ปฎิ ก ๑๓ เล่ม พระสตุ ตนั ตปิฎก ๔๒ เล่ม พระอภธิ รรมปิฎก ๒๕ เล่ม รวมทงั้ หมดมจี านวนถงึ ๘๐ เลม่ ซ่ึงคณะกรรมการไดจ้ ดั แบ่งโดยนยิ มเทา่ จานวนพระชนมายขุ องพระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ ต่อมาถงึ พ.ศ. ๒๔๙๕ รัฐบาลในสมัยท่ี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปน็ นายกรัฐมนตรีได้ดาริจะจัด พิธีฉลองยส่ี บิ หา้ พทุ ธศตวรรษ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ คณะสังฆมนตรพี จิ ารณาเห็นสมควรจดั สรา้ งพระไตรปิฎก ภาษาไทยซึ่งคณะสงฆ์ไดต้ ั้งกรรมการจดั แปลและกาลงั ตรวจสานวนต้นฉบบั สาหรับพิมพอ์ ยแู่ ล้วน้ันเพอ่ื เป็น อนุสรณเ์ น่อื งในงานนัน้ ดว้ ยอย่างหนง่ึ สงั ฆนายกจงึ ขอความอปุ ถัมภ์ไปยงั กระทรวงวัฒนธรรมเพอ่ื พจิ ารณา หาทนุ ในการจัดพมิ พพ์ ระไตรปฎิ กภาษาไทยต่อไป กระทรวงวัฒนธรรมจงึ รายงานเสนอนายกรัฐมนตรเี พื่อ นาเสนอคณะรฐั มนตรีพิจารณา คณะรัฐมนตรีไดป้ ระชุมปรึกษาเมื่อวันท่ี ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ลงมติ เห็นชอบด้วย และอนุมัตใิ หด้ าเนินงานตอ่ ไปโดยให้จดั ตง้ั งบประมาณค่าใช้จา่ ยในการจดั สรา้ งพระไตรปฎิ ก ภาษาไทยไว้ เปน็ จานวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อได้รับอปุ ถมั ภ์จากรฐั บาลเกี่ยวกบั ค่าใชจ้ า่ ยในการจดั พิมพด์ งั กล่าวแล้ว เพื่อให้การจดั พมิ พด์ าเนินไป โดยเรียบร้อย สงั ฆนายกจึงจัดตงั้ กรรมการอานวยการพมิ พ์ข้ึนคณะหน่ึง ประกอบดว้ ย ประธาน กรรมาธิการแปลพระไตรปฎิ ก เปน็ ประธาน หวั หนา้ แผนกตรวจสานวนคาแปลพระไตรปิฎกท้งั ๓ แผนก อธิบดกี รมการศาสนา ผู้จัดการโรงพมิ พ์การศาสนา และหัวหน้ากองศาสนศึกษา เป็นกรรมการ คณะกรรมการอานวยการพิมพ์ ได้ตกลงวางวธิ ีปฏิบัตใิ นการจัดพมิ พ์ตลอดจนกาหนดจานวนหนังสือทจี่ ะ พิมพ์เพ่ิมขน้ึ จากจานวนทกี่ าหนดไวเ้ ดมิ ๑๐๐๐ จบ เปน็ ๒๕๐๐ จบ เพ่อื ให้เหมาะสมแก่การฉลองยี่สิบหา้ พุทธศตวรรษ ในการจัดสรา้ งพระไตรปฎิ กภาษาไทยเปน็ อนสุ รณ์เน่ืองในงานฉลองยีส่ ิบห้าพุทธศตวรรษครง้ั น้ี นบั วา่ สาเรจ็ ได้โดยอาศยั พระบรมราชูปถัมภแ์ หง่ พระมหากษตั ริย์และความอุปถมั ภข์ องรัฐบาล ประกอบด้วย ความรว่ มมือ ร่วมกาลงั ของคณะสงฆ์ คณะกรรมการจดั แปล และกรรมการตรวจสานวนคาแปล คณะกรรมการอานวยการพิมพ์ ตลอดจนทางราชการและพุทศาสนกิ ชนทง้ั หลาย ผู้มสี ว่ นช่วยเหลือในการ แปลและจดั พิมพ์หนังสือน้ี กรมการศาสนาในฐานะผู้อานวยการฝ่ายคฤหสั ถ์ได้รายงานเสนอคณะรัฐมนตรี

124 ทราบ และกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชทรงทราบและทรงอนโุ มทนาในความสาเรจ็ แห่งศาสนกจิ อนั ยงิ่ ใหญ่ไพศาลเปน็ ประวตั กิ ารณ์ครงั้ แรกแห่งชาติไทย คณะสงฆ์ไทยและพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย ซึ่ง จะอานวยผลสง่ เสริมพระพุทธศาสนาใหแ้ พรห่ ลายและวฒั นาสถาพรสืบไปตลอดกาลนาน รัชกาลปจั จุบัน เม่อื พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวอานนั ทมหิดล พระบรมเชษฐาธริ าชสวรรคต แล้ว พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ภมู ิพลอดุลยเดช ก็ได้ครองราชสมบัติสืบแทน ในรัชกาลน้ี นอกจากจะ มีการสง่ เสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาให้เจรญิ กว้างขวางย่งิ ขน้ึ แลว้ ยงั ปรากฏว่าทง้ั ทางคณะสงฆ์และ ประชาชนได้ตื่นตวั กนั มากถึงกับมีสมาคมทางพระพุทธศาสนาเกิดข้นึ อกี มากมาย เช่น ยวุ พุทธกิ สมาคม ยวุ พุทธศาสนิกสมาคม ฯลฯ ต่อมาการศึกษาบาลีไดม้ ีการปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหมเ่ รยี กว่า “บาลีแผนใหม่” หรอื ชอื่ ที่เปน็ ทางการ ว่า หลักสตู รการศึกษาพระปรยิ ัตธิ รรมแผนกบาลีตามที่ได้ปรบั ปรุงใหม่นัน้ มหาเถรสมาคมได้ประกาศใช้ เมื่อวันท่ี ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ และได้มีมติมหาเถรสมาคมในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๑๑ วันท่ี ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ อนุมัติใหเ้ ปลย่ี นแปลงในช้ันเปรียญตรี ส่วนบาลีศึกษาให้ลดหยอ่ นวิชาเรียนลงบา้ ง โดยตัดวิชาสัมพันธแ์ ละแปลไทยเปน็ มคธออกทั้งหมด และกาหนดคัมภีรส์ าหรับแปลมคธเปน็ ไทยให้ แนน่ อนยง่ิ ขึน้ หลักการของบาลแี ผนใหม่ คือใหม้ กี ารศกึ ษาภาษาบาลีควบค่ไู ปกบั วิชาการสมัยใหม่และมี การฝกึ อบรมภาคปฏิบตั ิด้วย โดยให้มอี งค์ประกอบ ๓ อย่าง คอื บาลศี ึกษา สามัญศกึ ษา และปรทิ ัศน ศึกษา และแบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ ชัน้ รวม ๑๐ ชัน้ ดว้ ยกัน คือ ๑. ขั้นเปรียญตรี หลักสตู ร ๓ ปี ๒. ข้ันเปรียญโท หลักสูตร ๓ ปี ๓. ขน้ั เปรียญเอก หลักสูตร ๔ ปี ในฝา่ ยบาลศี กึ ษาน้นั กลา่ วโดยสาระสาคญั โดยทว่ั ๆ ไปแล้ว มีหลกั สตู รคงตามรปู เดมิ อย่างสายเปรียญ ธรรมแบบเดิม เพยี งแต่ในปีท่ี ๑๐ เพิ่มการค้นคว้าพระไตรปิฎกเขา้ ดว้ ย ในฝา่ ยสามัญศึกษา เปรียญตรี เทยี บเท่าประโยคประถมศึกษาตอนปลาย (คือ ป. ๕ – ๗) เปรียญโท เทียบเท่ามธั ยมศึกษาตอนต้นและ ตอนปลายรวมกนั (คือ ม.ศ. ๑ – ๕) และเปรยี ญเอก เทียบเทา่ ขนั้ อดุ มศึกษา สายอักษรศาสตร์ โดยเฉพาะ ในสาขาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และประวตั ศิ าสตร์ ขน้ั ปริญญาตรี และในฝา่ ยปริทศั นศึกษา มีการ ฝึกอบรมภาคปฏิบตั ิและวชิ าประกอบทางศาสนา โบราณคดี จิตวทิ ยา ปรชั ญา การศึกษาบาลีแผนใหมน่ ี้ มไิ ด้หมายถึงเปน็ การลม้ เลกิ การศึกษาบาลีแผนเดิม คงยงั ใชเ้ รียนควบคูก่ นั ไป นอกจากน้ัน ทางคณะสงฆย์ ังได้เปิดการศึกษาในขัน้ มหาวิทยาลัยขน้ึ เพื่อใหพ้ ระภิกษสุ ามเณรไดม้ โี อกาส ศึกษาเลา่ เรยี นวิชาการท้ังคดโี ลก คดีธรรม ท้ังน้กี ็เพ่ือให้พระภกิ ษสุ ามเณรมีความร้กู วา้ งขวางขึ้นอันจักเป็น ประโยชน์ในการประกาศพระศาสนายิ่งขนึ้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทัง้ สองแหง่ น้ี คือสภาการศึกษามหามกุฏราช วิทยาลัยและมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั สภาการศกึ ษามหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชปู ถัมภ์ ตั้งอยู่ ณ วดั บวรนเิ วศวหิ าร พระนคร เป็น

125 สถาบนั ทีพ่ ระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ได้ทรงสถาปนาข้ึน โดยได้รบั พระบรมราชูปถัมภ์ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจฬุ าลงกรณ์ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั เสด็จมาทรงเปิดเม่อื วันท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ละไดร้ ับพระราชทานนามว่า “มหามกุฏราชวทิ ยาลยั ” เพ่ือเป็นอนสุ รณแ์ ด่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สภาการศึกษามหามกุฏราชวทิ ยาลยั เปน็ มหาวทิ ยาลยั สงฆ์ท่ฝี ่ายธรรมยตุ ิกาได้ประกาศต้ังข้ึนให้เปน็ สถานศึกษาทางพระศาสนาชั้นสูงตั้งแต่วนั ท่ี ๓๐ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ โดยมสี มเด็จพระสังฆราชเจ้ากรม หลวงวชริ ญาณวงศ์ ทรงเปน็ นายกกรรมการและไดเ้ ปดิ ใหม้ ีการอบรมศกึ ษาแก่พระภกิ ษสุ ามเณร ตง้ั แต่ วนั ท่ี ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เปน็ ตน้ มา โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ ขัน้ มีกาหนดหลกั สูตร ๗ ปี คือ ข้นั บุรพศึกษา (สารอง) มีกาหนด ๑ ปี ข้นั เตรยี มศาสนศาสตร์ ๒ ปี และขน้ั อดุ มศึกษา มีกาหนดหลักสูตร ๔ ปี ในขั้นอุดมศึกษาแบง่ การศึกษาออกเป็น ๒ ภาค คือ ภาควชิ ารวม ใช้เวลาเรียน ๒ ปี เชน่ กนั โดยแบ่ง ออกไปเป็น ๗ สาขา คือ สาขาปรชั ญา – ศาสนา ๑ สาขาจิตวทิ ยา ๑ สาขาสงั คมศาสตร์ ๑ สาขา ภาษาศาสตร์ ๑ สาขาภาษาบาลีและสันสกฤต ๑ สาขาวชิ าโบราณคดี ๑ และสาขาวชิ าการ ๑ แต่ใน ปจั จบุ ันนีศ้ ึกษาอยู่เฉพาะ ๔ สาขาแรกเท่าน้ัน ผทู้ ีศ่ ึกษาจบหลักสตู รน้จี ะได้รบั ปริญญา “ศาสนศาสตร์ บัณฑิต” พระพุทธศาสนาสมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์ (ตอ่ ) มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตงั้ อยู่ ณ วดั มหาธาตุ พระนคร เปน็ สถาบันการศึกษา ท่พี ระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาจฬุ าลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั ไดท้ รงสถาปนาขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๒๔๓๒ ครง้ั แรกพระราชทานนามว่า “มหาธาตวุ ทิ ยาลยั ” ต่อมาทรงมีพระราชทานประสงคท์ ี่จะขยาย การศกึ ษาของพระภิกษุสามเณรใหก้ ว้างขวางย่ิงขนึ้ โดยจะได้ศึกษาเลา่ เรียนพระไตรปิฎกและวิชาช้ันสูง จึงได้พระราชทานเปลีย่ นนามใหมเ่ ป็น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ” เมอื่ วันท่ี ๑๓ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ แตเ่ พ่ิงเปิดดาเนนิ การศกึ ษาในระดับมหาวิทยาลยั ในสมยั ท่พี ระพิมลธรรม (ชอ้ ย ฐานทตตฺ เถร) เปน็ อธิบดสี งฆ์วดั มหาธาตุ ท่านได้รบั ฉนั ทานมุ ัตจิ ากพระเถระฝา่ ยมหานกิ ายใหย้ กฐานะการศึกษาเปน็ ขน้ั มหาวิทยาลยั เม่อื วนั ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๐ และไดเ้ ปิดใหม้ ีการศึกษาเลา่ เรยี นเม่ือวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นตน้ มา โดยแบง่ การศึกษาออกเป็น ๕ แผนก คือ ๑. แผนกบาลสี าธิตศกึ ษาหรอื เดมิ เรยี กว่าแผนกบาลีมธั ยมศึกษา มีกาหนดหลักสูตร ๖ ปี ใหก้ ารศึกษาบาลี และธรรมะร่วมกบั วชิ าตามหลกั สูตรประโยคมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ป. ๕ – ๗) และมธั ยมศึกษาตอนตน้

126 (ม.ศ. ๑ – ๓) รบั นกั เรียนท่ีสาเร็จประโยคประถมศึกษาตอนตน้ (ป. ๔) ซง่ึ ต่อไปจะเปล่ยี นฐานะเป็น โรงเรยี นบาลสี าธิตศกึ ษา การศึกษาในรปู นม้ี หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ไดจ้ ดั ตงั้ ขน้ึ เปน็ แหง่ แรก ๒. แผนกบาลอี บรมศึกษา มีกาหนดหลักสตู ร ๒ ปี ให้การศึกษาบาลีและธรรมะร่วมกบั วิชาตามหลักสูตร ประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนตน้ เพ่ือเป็นพื้นฐานเขา้ ศึกษาต่อในขั้นบาลี เตรยี มอุดมศกึ ษา รบั พระภิกษุสามเณรทีเ่ ปน็ เปรียญธรรม ๔ ประโยค ตอ่ ไปจะเปลยี่ นฐานะเป็นโรงเรียนบาลอี บรมศึกษา ๓. แผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษา มกี าหนดหลักสตู ร ๒ ปี ให้การศกึ ษาบาลีและธรรมะ รว่ มกบั วิชาตาม หลักสูตร ม.ศ. ๔ - ๕ เพอ่ื เปน็ พนื้ ฐานเขา้ ศึกษาตอ่ ในข้นั บาลอี ดุ มศึกษา รบั ผ้สู าเร็จจากแผนกบาลีอบรม ศกึ ษาหรือแผนกบาลสี าธติ ศึกษาหรอื ผู้ท่ีได้ ม.ศ. ๓ และเป็นเปรยี ญธรรม ๔ ประโยค ต่อไปจะเปลยี่ น ฐานะเปน็ โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา ๔. แผนกอบรมครูศาสนศึกษา มกี าหนดหลักสูตร ๒ ปี ให้การศกึ ษาบาลีและธรรมะ ร่วมกบั วิชาตาม หลักสตู ร ป.กศ.สงู รับผู้สาเร็จจากแผนกบาลีเตรียมอุดมศึกษาหรือ ม.ศ. ๕ และเป็นเปรยี ญธรรม ๔ ประโยค ตอ่ ไปจะเปลีย่ นฐานะเป็นวทิ ยาลัยครศู าสนศกึ ษา ๕. แผนกบาลีอดุ มศึกษา มีกาหนดหลักสตู ร ๔ ปี มีอยู่ ๓ คณะด้วยกนั เดิมมีเพยี ง คณะพุทธศาสตร์ คณะ เดยี ว ต่อมาไดเ้ ปดิ คณะครุศาสตร์และคณะเอเชยี อาคเนย์ ขน้ึ อีก ๒ คณะ และต่อมาคณะเอเชยี อาคเนย์ได้ เปลี่ยนเป็น คณะมานษุ ยสงเคราะหศ์ าสตร์ ทัง้ นเี้ พ่ือขยายขอบขา่ ยการศึกษาของคณะนใ้ี ห้กว้างขวาง ออกไป ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นตน้ มา มหาวทิ ยาลยั ไดเ้ ปลีย่ นใช้การศึกษาตามระบบ Semester Plan ผู้ ท่ีจบการศึกษาตามหลกั สูตรนี้จะไดร้ ับปริญญา “พุทธศาสตรบัณฑิต” นอกจากการจดั การศึกษาสาหรบั พระภิกษแุ ละสามเณรโดยตรงแล้ว มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกไ็ ด้ ดาเนนิ งานเผยแผ่และสงเคราะหต์ ่าง ๆ อีก คือ ๑. แผนกธรรมวจิ ยั เป็นสว่ นงานเพ่ือการค้นควา้ และเผยแผ่ธรรมแกป่ ระชาชนท่ัวไป เทศนา จัดพมิ พ์ หนงั สอื และสอนภาษาบาลีภาคพิเศษสาหรบั คฤหสั ถ์ ต่อไปจะยกฐานะเปน็ สานักธรรมวิจัย ๒. แผนกโรงเรียนพทุ ธศาสนาวนั อาทิตย์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยไดเ้ ปิดโรงเรียนพุทธศาสนาวนั อาทติ ย์ขึ้นเปน็ แหง่ แรกในประเทศไทย เม่ือวนั ที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ทัง้ นีเ้ พื่อให้การศกึ ษาทาง พระพทุ ธศาสนาแกเ่ ยาวชนของชาติ รบั นักเรียนต้ังแต่ชัน้ ประถมปีที่ ๑ จนถงึ ข้นั อุดมศึกษา ในการเปดิ โรงเรยี นครั้งแรกมนี ักเรียนเพียง ๗๒ คน กจิ การในแผนกนี้ได้ขยายตัวออกไปและไดร้ บั ความนิยมมากขน้ึ ตามลาดับ เม่ือ พ.ศ. ๒๕๑๑ ปรากฏวา่ มนี กั เรียนถึง ๑,๓๒๑ คน เวลานไ้ี ดเ้ กิดมีโรงเรียนพุทธศาสนาขนึ้ มากมายหลายแหง่ ทง้ั ในพระนครและตา่ งจังหวดั เชน่ ท่ี สภาการศึกษามหามกุฏราชวทิ ยาลยั วดั เบญจม บพติ ร วดั ยานนาวา เปน็ ตน้ ดาเนินการตามแบบโรงเรียนพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์ท่ีมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลยั ได้ต้งั ขน้ึ เป็นสว่ นใหญ่ นอกจากนัน้ กจิ กรรมทีส่ าคัญๆ ท่ีมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัยได้ดาเนนิ การไปแล้วและกาลังดาเนินการอยู่ กม็ ีการออกนติ ยสาร การพมิ พพ์ ระไตรปิฎกฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมีโครงการปฏบิ ัติ

127 ศาสนกิจในสว่ นภมู ภิ าค โดยสง่ ผู้สาเรจ็ การศึกษาในขั้นอุดมศกึ ษาแลว้ ไปช่วยปฏิบัติศาสนกิจในจังหวัด ตา่ งๆ ตามท่ีขอมา โครงการอบรมพระภิกษุเพือ่ สง่ เสริมการพฒั นาท้องถนิ่ ซึง่ เป็นโครงการทาร่วมกบั สภา การศึกษามหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั งานพระธรรมทตู โดยรบั สนองงานคณะสงฆใ์ นฐานะพระธรรมทูตสายที่ ๘ งานพระธรรมจาริก โดยสง่ พระธรรมจาริกไปสงเคราะหช์ าวเขาตามที่คณะธรรมจารกิ ขอความร่วมมือ งานอบรมจริยธรรมนักเรยี น โดยสง่ พระวทิ ยากรไปอบรมนักเรยี นตามโรงเรยี นตา่ งๆ ตามที่ไดร้ บั การขอ ความรว่ มมือจากกรมศาสนา โรงเรียนและสถาบนั ตา่ งๆ เป็นตน้ ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ ซง่ึ เปน็ วนั ครบรอบ ๒๕ พทุ ธศตวรรษ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวยังได้จัด ใหม้ ีการฉลองเป็นพิธีใหญ่ถึง ๗ วัน ๗ คนื โดยได้สร้างโรงพิธีใหญ่ขน้ึ ณ ทอ้ งสนามหลวง และนมิ นต์ พระสงฆไ์ ปเจริญพระพุทธมนตท์ กุ วัน ทัง้ ได้เชญิ ผูแ้ ทนประเทศทีน่ บั ถอื พระพทุ ธศาสนาทั่วโลกมาประชมุ ใน งานรฐั พิธีนด้ี ้วย งานรฐั พิธไี ดเ้ ริม่ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ นอกจากในกรุงเทพฯ แล้วกย็ ัง ได้จัดใหม้ ีการฉลองเช่นน้ีทุกจังหวดั ดว้ ย พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ยังทรงมีพระราชศรัทธาแก่กล้าถึงกบั ผนวชเจรญิ รอยตามพระมหากษัตริยาธิ ราชในปางก่อน เป็นเวลา ๑๕ วัน เมื่อวนั ท่ี ๒๒ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ณ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเดจ็ พระสังฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณวงศ์ เปน็ พระอปุ ัชฌาย์ พระศาสนโสภณ วดั มกฏุ กษตั ริยาราม เปน็ พระกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระวันรัต วดั เบญจมบพิตร เปน็ พระอนสุ าวนาจารย์ และมีพระสงฆ์ทงั้ ฝ่ายมหานิกายและธรรมยตุ กิ าเป็นพระอันดับ เมอ่ื ทรงผนวชแล้วไดเ้ สดจ็ ไปประทบั อยู่ ณ วดั บวรนิเวศ ในระหวา่ งทท่ี รงผนวชพระองค์ได้เสด็จไปรับบิณฑบาตเช่นเดียวกับพระอ่ืนๆ เหมือนกนั บาง ทีกเ็ สดจ็ ไปรับบิณฑบาตตามทีท่ ่วั ๆ ไป อันก่อให้เกดิ ความปตี ปิ ราโมทยแ์ กป่ ระชาชนยิง่ นกั ในดา้ นการเผยแผ่ คณะสงฆ์ไทยโดยความอุปถัมภข์ องรัฐบาลและกรมการศาสนาก็ไดด้ าเนินการในด้าน การเผยแผท่ ง้ั ในและนอกประเทศ ในประเทศนอกจากจะมีการเผยแผต่ ามที่เคยปฏบิ ัติกันมาแต่โบราณ แลว้ เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๐๘ น้ี กรมการศาสนาและคณะสงฆ์ไทยได้จดั สง่ คณะธรรมทตู หลายร้อยรูปออกจาริก ประกาศศาสนธรรมไปทกุ จังหวดั และได้เผยแผ่ไปจนกระทงั่ ถงึ ชาวปา่ ชาวเขา แม้ว เยา้ อีกด้วย ซง่ึ นับวา่ ได้ผลเป็นทน่ี า่ พอใจยิ่ง เมือ่ เดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรนิ ายก แหง่ ประเทศไทยพร้อม ด้วยพุทธบรษิ ัทไดท้ รงมอบพระบรมสารีริกธาตุ ๓ พระองค์ และพระอรหันตธาตุ ๒ องค์ แกน่ าย อาวธุ เพ็ชร์สิงห์ อปุ ทตู ไทยประจาลังกา เพ่อื อัญเชญิ ไปประดิษฐาน ณ เจดีย์ของมหาวิทยาลยั ซีลอน ซ่ึง พระบรมธาตเุ หลา่ นี้ ทางลังกาไดป้ ระกอบพิธบี รรจุไว้ที่องค์เจดยี ์ในมหาวิทยาลัยซีลอนเม่ือเดือนตลุ าคม ๒๕๐๗ แล้ว ในการนนั้ อธบิ ดกี รมวฒั นธรรม กระทรวงการต่างประเทศพร้อมดว้ ยพุทธศาสนกิ ชนเป็น จานวนมากได้อญั เชิญพระบรมธาตไุ ปมอบให้แกค่ ณบดี คณะวิทยาศาสตร์ ของมหาวทิ ยาลัยซลี อน กอ่ น หนา้ จะอญั เชญิ พระบรมธาตไุ ปยงั มหาวทิ ยาลยั น้นั กไ็ ดอ้ ัญเชญิ ออกให้ประชาชนถวายนมัสการทมี่ หาโพธิ มนเทยี รเปน็ เวลา ๓ วัน นางสิริมาโว บันดารานายเก นายกรฐั มนตรไี ดน้ าพวงดอกไมแ้ ละเคร่ืองสกั การะ อน่ื ๆ ตามประเพณีไปถวายสกั การะเปน็ คนแรก

128 ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศนัน้ คณะสงฆ์ไทยได้รับความอุปถัมภจ์ ากรฐั บาลแห่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว ได้เขา้ เผยแผ่พระพทุ ธศาสนาในมาเลเซยี และสิงคโปร์ ได้ไปตัง้ วดั ข้นึ หลาย แหง่ ทัง้ นี้โดยได้รับความอุปถัมภ์จากประชาชนในมาเลเซยี สิงคโปร์ และรัฐบาลของประเทศน้ันๆ เป็น อย่างดี ถึงกับทางการของประเทศมาเลเซียยอมให้คณะสงฆไ์ ทยไปเปิดสนามสอบไลป่ ระโยคนกั ธรรมใน ประเทศตนได้เป็นเวลานานตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ มาแลว้ และทางรัฐบาลไทยก็ไดย้ ่นื มือเข้าไป ควบคุมดูแลและขอพระราชทานสมณศักดใ์ิ หแ้ ก่พระเถรานเุ ถระไทยท่ีปฏิบตั ิศาสนกิจอยู่ในประเทศ มาเลเซีย โดยทีร่ ัฐบาลของประเทศนนั้ ไม่ขัดขวางเลยแถมยังใหค้ วามชว่ ยเหลอื เป็นอย่างดียง่ิ เสียอกี ใน ปัจจุบันนี้ปรากฏว่าชาวมาเลเซียท้งั ทเ่ี ปน็ ไทย จนี และมลายู ได้หนั มานบั ถือพระพุทธศาสนาเปน็ จานวน มาก นอกจากนนั้ รัฐบาลไทยและคณะสงฆ์ไทยกม็ ีความต่อไปอกี ว่าควรจะไดม้ ีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาใน อินเดียเป็นข้ันต่อไป เพื่อเปน็ การใช้หนีต้ อ่ ประชาชนชาวอนิ เดีย โดยทางรฐั บาลไทยตกลงจะสร้างวัดไทย ขนึ้ ทพ่ี ุทธคยา ซง่ึ เปน็ สถานท่ีตรัสรู้ของพระพทุ ธเจา้ ตามคาเชญิ ของรัฐบาลอินเดยี เพ่ือถวายเปน็ พทุ ธบชู า เม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ในเนอื้ ท่ีราว ๑๑ ไรเ่ ศษ และได้เร่ิมการก่อสรา้ งต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา สาหรบั อุโบสถก็ไดถ้ อดแบบศิลปะไทยชัน้ ยอดสดุ ของชาตไิ ทย คือ “แบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร” การ กอ่ สร้างตามโครงการข้นั ที่ ๑ ได้สาเร็จลุลว่ งไปเม่ือปลายปีพ.ศ. ๒๕๐๒ คณะสงฆ์และทางราชการจึงได้ จัดส่งคณะสงฆ์ไทยปญั จวรรค (๕ รูป) ไปประจาปฏบิ ตั ิศาสนกิจครัง้ แรกเม่ือวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ โดยมพี ระอุบาลคี ุณูปมาจารย์ วดั จกั รวรรด์ิราชาวาส เป็นหวั หนา้ คณะสงฆ์ไทยชุดแรก และคณะสงฆ์ไทย ชดุ ท่ี ๒ ไดเ้ ดนิ ทางไปอยปู่ ระจา เมอื่ วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยมีพระเทพวิสทุ ธโิ มลี วดั มหาธาตุ เป็นหวั หน้าคณะ เพอ่ื เปน็ การผลดั เปล่ยี นกนั บาเพ็ญศาสนกจิ ต่อมา ณ วดั ไทยพุทธคยาน้ี มอี าคารสถานและสงิ่ ก่อสรา้ งหลายอย่างดว้ ยกัน คือ พระอุโบสถทรงจตรุ มุข แบบ วัดเบญจมบพติ ร กฏุ สิ งฆ์ ๑ หลงั อาคารที่พกั สาหรับชาวพุทธไทย ๑ หลัง หอกลอง ๑ หอ หอระฆงั ๑ หอ สระน้าหน้าพระอโุ บสถ ๒ สระ กาแพงวดั ถนนคอนกรีต กัปปยิ กฎุ ี และโรงครวั ไฟฟา้ ประปา และยังมี โครงการขน้ั ที่ ๒ ทจ่ี ะตอ้ งทาต่อไปอีกหลายอย่างดว้ ยกนั โดยเหตทุ ่ีพระอโุ บสถทว่ี ัดไทยพุทธคยายงั มิได้ผูกพัทธสีมาให้เรียบรอ้ ยถูกต้องตามพระวนิ ัย หัวหนา้ คณะ ธรรมทูตไทยประจาประเทศอินเดียในปจั จุบนั จึงได้มหี นังสือตดิ ตอ่ มาทางรัฐบาลไทยเพ่ือดาเนินการ ผกู พัทธสีมาต่อไป ทางรัฐบาลได้เสนอมหาเถรสมาคมเพอื่ พิจารณา ทางมหาเถรสมาคมมีมตวิ า่ การ ผกู พทั ธสีมาของวัดตา่ งๆ ในประเทศไทยถอื ตามคติของเมืองไทย ซึง่ มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ศาสนูปถัมภก กล่าวคอื ทรงพระกรณุ าโปรดให้ขอรบั พระราชทานวสิ ุงคามสีมาก่อน เม่ือได้รบั พระราชทาน วสิ ุงคามสมี าแลว้ ถ้าสงฆป์ รารถนาจะผกู วสิ งุ คามสีมานัน้ ทั้งหมดหรอื บางส่วนให้เปน็ พทั ธสมี ากย็ อ่ มทาได้ พื้นท่วี สิ งุ คามสีมาอนั สงฆ์ผูกแล้ว เรียกวา่ “พทั ธสีมา” คอื แดนที่ผูกแล้ว ถา้ สงฆ์ยงั ไม่ปรารถนาจะผกู เปน็ พัทธสมี า พนื้ ท่ีวสิ ุงคามสมี าท้ังหมดที่ไดร้ ับพระราชทานน้ันเรียกว่า “อพทั ธสีมา” คอื แดนทมี่ ิไดผ้ ูก คตนิ ี้ ใช้อยใู่ นประเทศไทยในปจั จุบันเชน่ กลา่ วมาน้ี ตามหลักในทางพระวินัย การผูกพืน้ ท่ใี หเ้ ป็นพัทธสมี าก็เพ่ือสะดวกในการทาสงั ฆกรรมตามหลักพระวนิ ยั

129 เทา่ นน้ั มิไดห้ มายความว่าสงฆ์เข้าถือเอาพ้ืนทีซ่ ึง่ ผูกเป็นพัทธสีมานัน้ เป็นกรรมสทิ ธิข์ องตน กรรมสทิ ธิ์เดิม ในท่ีแห่งนนั้ มิไดเ้ ปลีย่ นแปลง เดมิ เปน็ ของใครกค็ งเปน็ ของผู้นั้น ต่างจากพ้ืนท่ีซึ่งได้รับพระราชทาน วสิ ุงคามสมี าเพราะวิสุงคามสีมานั้นตกเปน็ กรรมสิทธขิ์ องสงฆ์ เน่อื งจากมหี ลักตามพระวนิ ัยอยู่เช่นนี้ การท่สี งฆ์จะผูกพทั ธสมี าในทแี่ หง่ ใดแหง่ หนง่ึ ก็ได้ ในเมอ่ื ต้องการ ความสะดวกในการทาสังฆกรรม ไมไ่ ด้กาหนดเจาะจงไปว่าจะต้องผูกพัทธสีมาในพื้นทีเ่ ฉพาะทไ่ี ด้รับ พระราชทานวสิ งุ คามสมี าเท่านน้ั สาหรับวัดไทยพุทธคยาในประเทศอนิ เดยี พนื้ ทตี่ ัง้ วดั เปน็ เขตเชา่ เป็นสดั สว่ นอยแู่ ลว้ เมื่อสงฆ์ในวดั ไทย พทุ ธคยาประสงค์จะผกู พัทธสมี าในพ้ืนทีเ่ ขตเชา่ ณ สว่ นใดส่วนหน่ึงหรอื ทัง้ หมดย่อมทาได้ตามหลักพระ วนิ ัยโดยตรง แต่เพราะพนื้ ท่แี ห่งนี้เป็นท่ีเชา่ จึงควรทร่ี ฐั บาลแหง่ ประเทศไทยจะได้แจ้งใหเ้ จ้าของทีด่ ินทราบ เพ่อื รักษามรรยาทและเพ่ือป้องกนั ความเข้าใจผิด ซง่ึ อาจคิดไปว่าการทีส่ งฆผ์ กู พัทธสีมาลงในทพ่ี ้นื ทเ่ี ช่านัน้ เปน็ การเปลย่ี นแปลงกรรมสทิ ธ์ิ เจา้ ของทด่ี นิ ควรจะไดร้ ับทราบวา่ การที่สงฆผ์ ูกพัทธสีมาในท่ีดนิ นนั้ เพ่ือ ความสะดวกในการทาสังฆกรรมเท่านนั้ กรรมสทิ ธิใ์ นทดี่ นิ ยังคงเปน็ ของเจ้าของท่ีดินโดยสมบูรณม์ ิได้ เปลีย่ นมาเปน็ กรรมสทิ ธขิ์ องสงฆแ์ ตป่ ระการใดเลย ทางคณะรฐั บาลไทย เมอ่ื ได้รับทราบมตขิ องมหาเถรสมาคมแลว้ ก็อนมุ ัติส่วนการเงินให้ติดต่อทาความตกลง กับสานักงบประมาณและสาหรบั คา่ เครื่องไทยทานในการบาเพ็ญกุศลรัฐบาลกค็ วรออกด้วย ทางคณะสงฆ์ ไดม้ อบใหส้ มเด็จพระวันรตั วัดพระเชตุพน เปน็ ประธานดาเนนิ งานเรอ่ื งนี้ โดยไดน้ มิ นต์พระราชาคณะ ผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ และข้าราชการกระทรวงศกึ ษาธิการไปร่วมประกอบพิธีนี้ กับได้นิมนต์พระสงฆ์ ต่างประเทศและพระสงฆ์ในประเทศอนิ เดียร่วมพิธนี ี้ด้วย ทางคณะสงฆม์ ีพระท่ีจะไปร่วมประกอบพิธีสงั ฆ กรรมผกู พทั ธสีมา ๗ รปู ด้วยกนั โดยมสี มเดจ็ พระวนั รตั เปน็ หัวหนา้ คณะ ทางกระทรวงศึกษาธิการก็มี นายเช้ือ สาริมาน รองปลดั กระทรวง และนายวิเชยี ร วชริ พาหุ เปน็ หวั หนา้ คณะฝา่ ยฆราวาส ก่อนท่จี ะอัญเชญิ ลูกนมิ ติ ไปยงั วัดไทยพุทธคยาน้นั สมเด็จพระวนั รตั ประธานฝา่ ยสงฆ์รว่ มกบั กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดใหม้ พี ิธปี ิดทองลูกนิมติ และสมโภชใบสมี าหินออ่ น เปน็ เวลา ๓ วนั ๓ คนื ณ วัดมหาธาตุ พระนคร เพ่ือเปิดโอกาสให้สาธุชนไดร้ ่วมพิธงี านรัฐพิธฝี ังลูกนิมติ นี้ โดยเริ่มตั้งแตว่ ันท่ี ๒๘ กมุ ภาพันธ์ ถงึ ๒ มีนาคม ๒๕๐๙ รายได้จากงานการกุศลครงั้ นีไ้ ด้จดั ต้ังเปน็ “มลู นธิ ”ิ ของวัดไทยพุทธคยา อินเดีย โดยตั้งวตั ถุประสงค์ไว้ ๒ สถาน ดังนี้ ๑. ทนุ บญุ นธิ ิบารงุ วัดไทยพุทธคยา - อินเดยี ๒. ทุนบุญนธิ ฟิ ้นื ฟูพระพทุ ธศาสนาในประเทศอนิ เดีย งานรฐั พิธผี ูกพัทธสมี า (ฝังลกู นิมิต) ที่วดั ไทยพุทธคยา ตรงกบั วันมาฆบูชา ๒๕๐๙ โดยเริ่มพิธใี นวนั เสารท์ ี่ ๕ มีนาคม ตรงกับข้นึ ๑๔ ค่า เดอื น ๔ และเสรจ็ พธิ ีในวนั มาฆบูชาท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๐๙ ในการน้มี ี ประชาชนทง้ั ชาวไทยและชาวต่างประเทศไปร่วมในงานนี้อย่างคับค่งั เป็นประวตั ิการณ์ สมเกียรติ สมฐานะ และเป็นท่ีเลื่องลือไปทัว่ ชมพูทวีป

130 นอกจากคณะสงฆ์ไทยจะสง่ พระสงฆไ์ ทยประกาศพระศาสนาในประเทศอนิ เดียและสหพันธ์มาเลเซียแลว้ กย็ งั สง่ คณะธรรมทตู ไปชว่ ยจดั การศึกษาทางพุทธศาสนาในราชอาณาจักรลาวอีกด้วย และต่อมาก็ไดส้ ่ง คณะธรรมทตู ไทยไปเผยแผ่พระพทุ ธศาสนาในอังกฤษอีก ในการนี้มพี ระราชสทิ ธิมนุ ี (โชดก ป.ธ. ๙) วดั มหาธาตุ เปน็ หวั หน้า มีพระมหาวจิ ิตร ติสฺสทตโฺ ต พธ.บ. เปน็ พระอนุจร ทั้งนโ้ี ดยได้รบั ความอปุ ถัมภจ์ าก พุทธสมาคมในกรุงลอนดอนเปน็ อย่างดี ปรากฏว่าคณะธรรมทูตชดุ นีป้ ฏบิ ตั ิงานไดผ้ ลเป็นทนี่ า่ พงึ พอใจยิ่ง ไมเ่ พยี งในประเทศองั กฤษเท่าน้นั แตย่ งั มีผลไปถึงประเทศต่างๆ ในภาคพ้ืนยุโรป เชน่ ประเทศเยอรมนี ประเทศเนเธอรแ์ ลนด์ เป็นตน้ อกี ดว้ ย การสอนหนักไปในทางปฏิบตั ิ ปรากฏวา่ มีชาวตา่ งประเทศมาเขา้ ปฏบิ ัตกิ นั มากและมีหลายท่านทีไ่ ดเ้ ข้าอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตอ่ มาเมือ่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ หวั หนา้ คณะธรรมทตู ได้ขอพุทธศาสตร์บณั ฑิตจากมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัยไปชว่ ยงานดา้ นเผยแผน่ ้ีอีก ๒ รูป คือ พระมหาวรศักด์ิ จนฺทมติ ฺโต กับ พระมหาบุญช่วย ปญุ ฺ ญาทโร ซ่ึงตอ่ มาคณะธรรมทตู ชดุ นไี้ ดเ้ ปิด สอนภาคปฏิบตั แิ ก่บุคคลท่วั ไปทกุ วันเสารข์ ้ึน ซ่ึงกน็ ับว่าได้ผลดยี ่ิงขน้ึ ตามลาดับ ในด้านภายในประเทศ คณะสงฆ์ได้มีบทบาทในการปฏิบัติศาสนกจิ รูปตา่ งๆ เชน่ ในรปู พระธรรมทูตบา้ ง ในรูปคณะธรรมจาริกบา้ ง ในรปู หน่วยพฒั นาทางจิตบ้าง และท่ีนับวา่ น่าสนใจมากก็คอื อภิธรรมมลู นธิ ิ มหาธาตุวิทยาลัย ซง่ึ มีสานักงานของมลู นิธิตง้ั อยทู่ ี่วดั มหาธาตุ พระนคร มลู นธิ แิ ห่งนไี้ ดจ้ ัดให้มกี ารอบรม พระนักศกึ ษาหน่วยพัฒนาทางจติ เปน็ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ และไดเ้ ปดิ การอบรมติดตอ่ กันมาทุกปี คราวละประมาณ ๓ เดือน โดยอบรมท้งั ในดา้ นวชิ าการและภาคปฏิบัติ งานที่สาคัญอกี ชิ้นหนงึ่ ของมลู นิธิ ก็คือ ไดเ้ ปิดวิทยาลยั จติ ตภาวันข้ึนที่ อ. บางละมงุ จ. ชลบุรี นอกจากน้นั ทางวิทยาลยั ยงั ได้ดาริจะจัดตั้งวิทยาลัยเกษตรขึ้นเพอ่ื ให้เดก็ ลกู ชาวไร่ชาวนาท่ียากจนได้มี โอกาสศกึ ษาในวชิ าเกษตรกรรมสมยั ใหม่ ถา้ ไม่มที ่ที างของตนเองก็อาจทานาในที่ของวทิ ยาลยั ซึง่ ขณะนี้มี ผ้รู ่วมกันบริจาคเงนิ ซ้ือถวายเป็น “ทก่ี ลั ปนาผล” แก่วทิ ยาลัยกว่า ๔,๐๐๐ ไร่แลว้ นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว ทางมูลนิธิกม็ ีโครงการท่ีสาคญั คอื การชาระและแปลคัมภีรทท์ าง พระพุทธศาสนา เชน่ อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา เปน็ ต้น จากอักษรขอมเป็นอักษรไทย และแปล ออกเป็นภาษาไทย กับการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ปรชั ญา และวฒั นธรรมไทย เป็นต้น นบั วา่ การพระพุทธศาสนาในประเทศไทยทัง้ ในด้านการปกครอง การศกึ ษา และการเผยแผ่ มคี วามมนั่ คง และเจรญิ ก้าวหน้าไปไกลย่ิงกว่าการพระพทุ ธศาสนาในประเทศใดท้ังสิ้น ในด้านการปกครอง ได้จดั การปกครองให้มรี ะเบียบแบบแผนมากยิง่ ขึน้ ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว โดยได้ทรงมพี ระบรมราชโองการให้ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญัตลิ กั ษณะปกครอง คณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๕๔) ข้ึน ซึง่ มผี ลวา่ นอกจากจะมสี มเด็จพระสงั ฆราชทรงเปน็ พระประมุข ของคณะสงฆ์ไทยอยา่ งทีป่ ฏิบัติสืบๆ มาแตโ่ บราณกาลแลว้ ยังมมี หาเถรสมาคม ทาหน้าที่เปน็ ท่ปี รึกษาใน การพระศาสนาและการปกครองบารงุ สังฆมณฑลทวั่ ไป ข้อภารธุระในพระศาสนาหรอื ในสงั ฆมณฑล ถ้า พระมหาเถระตั้งแต่ ๕ รปู ขึน้ ไปในมหาเถรสมาคมน้นั วนิ จิ ฉัยตดั สนิ แลว้ ใหถ้ ือเปน็ เด็ดขาด จะอทุ ธรณห์ รือ โต้แยง้ ตอ่ อีกมิได้ และมกี ารปกครองลดหลนั่ กันลงมา

131 ในการบรหิ ารคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ก็มีเจา้ คณะตรวจการในภาคต่างๆ เจา้ คณะตรวจการภาคผู้ช่วย เจา้ คณะจังหวัด เจ้าคณะอาเภอ เจ้าคณะตาบล และเจ้าอาวาส มีอานาจลดหลัน่ กนั ลงมา ในฝา่ ยคณะวินยั ธร ก็มีอานาจวินิจฉัยอธิกรณ์ตา่ งๆ ท่เี กิดขน้ึ เปน็ อสิ ระในการพจิ ารณาวินิจฉัยอธกิ รณ์ให้ เปน็ ไปตามพระธรรมวินยั และสังฆาณตั ิ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าดว้ ยคณะสงฆใ์ ห้เหมาะสมย่งิ ข้ึน โดย เรียกวา่ “พระราชบัญญตั คิ ณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕” อันมีผลทาใหย้ กเลกิ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ในพระราชบญั ญัตฉิ บับน้ี สมเดจ็ พระสงั ฆราชทรงดารงตาแหน่งสกลมหาสังฆปรนิ ายก ทรงบัญชาการคณะ สงฆ์ และทรงดารงตาแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม มหาเถรสมาคม ประกอบดว้ ย สมเดจ็ พระสังฆราชทรงเปน็ ประธานกรรมการโดยตาแหน่ง และพระราชา คณะซง่ึ สมเดจ็ พระสังฆราชทรงแต่งต้ังมจี านวนไมต่ า่ กวา่ ๔ รูป และไม่เกนิ ๘ รปู เป็นกรรมการ มหาเถร สมาคมมีอานาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆใ์ ห้เป็นไปโดยเรียบร้อย ในดา้ นการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภมู ิภาค ให้จัดแบ่งเขตการปกครองเป็นภาค จังหวัด อาเภอ และตาบล โดยลาดบั และมเี จ้าคณะภาค เจา้ คณะจังหวดั เจา้ คณะอาเภอ และเจ้าคณะตาบล เปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบ ตามลาดบั ถา้ มหาเถรสมาคมเหน็ สมควรจะจดั ให้มรี องเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะจงั หวดั รองเจา้ คณะ อาเภอ และรองเจ้าคณะตาบล เป็นผู้ชว่ ยเจ้าคณะนั้นๆ กไ็ ด้ การปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบญั ญัตคิ ณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ นี้ ยงั คงใชป้ ฏบิ ตั ิอย่จู นกระท่ังถงึ ปจั จุบนั นี้ จบบริบูรณ์