51
52
53 กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั ว21102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 6 เร่ือง กระบวนการเปลย่ี นแปลงลมฟา้ อากาศ แผนการเรยี นร้ทู ี่ 27 เรื่อง ลมมรสุม เวลา 1 ชัว่ โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อสงิ่ มชี วี ติ และส่งิ แวดล้อม ตวั ชีว้ ดั /ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/2 อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศจากข้อมูลท่ี รวบรวมได้ 2. จดุ เน้น 2.1 ดา้ นทกั ษะความสามารถ 1. ทักษะการสรา้ งแบบจำลอง 2. การใช้เทคโนโลยี 3. การแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง เพื่อการแกป้ ัญหา 4. การสื่อสารอย่างสรา้ งสรรค์ 2.2 ด้านคุณลักษณะตามชว่ งวยั อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน (ดา้ นคณุ ภาพผู้เรยี น) มาตรฐานท่ี 1 คุณภาพของผ้เู รียน 1. ผลสมั ฤทธิท์ างวชิ าการของผูเ้ รยี น 2. คุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงคข์ องผู้เรยี น 4. การบรู ณาการกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ความพอประมาณ ความพอดที ไ่ี มน่ อ้ ยเกนิ ไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบยี ดเบียนตนเองและผอู้ ่ืน ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พิจารณาจากเหตปุ จั จยั ทีเ่ กี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลท่ีคาดวา่ จะเกดิ ขึ้นจากการกระทำนน้ั ๆ อยา่ งรอบคอบ ความมีภูมิคุ้มกนั ท่ีดใี นตน การเตรยี มตัวใหพ้ ร้อมรับผลกระทบและการเปล่ยี นแปลงด้านต่างๆ ที่จะ เกดิ ขน้ึ โดยคำนึงถงึ ความเป็นไปได้ของสถานการณต์ ่างๆ ทค่ี าดว่าจะเกิดขน้ึ ในอนาคต เงื่อนไขความรู้ นักเรยี นมีความรู้เรอ่ื งลมมรสมุ เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตยส์ ุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้ สตปิ ญั ญาในการดำเนินชีวิต
54 5. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มีวินยั 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน 6. สาระสำคัญ ลมมรสุม เกิดจากความแตกต่างของความกดอากาศระหว่างทวีปกับมหาสมุทร มีช่วงเวลาการเกิด นานและเกิดเป็นบริเวณกว้าง ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม 2 ชนิด คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือมรสุมฤดูร้อน ซึ่งก่อให้เกิดฝนตก และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือหรือมรสุมฤดูหนาว ทำให้มีอากาศ หนาวเย็นและแห้งแลง้ ทัว่ ไป 7. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1. อธบิ ายการเกดิ ปรากฏการณ์ของลมมรสมุ ได้ (K) 2. สือ่ สารและนำความรเู้ รอ่ื งลมมรสุมไปใช้ในชวี ติ ประจำวันได้ (P) 3. มคี วามสนใจใฝร่ ้หู รอื อยากรู้อยากเห็น (A) 4. ทำงานรว่ มกบั ผู้อน่ื อยา่ งสรา้ งสรรค์ (A) 8. สาระหลกั / เนอ้ื หา 8.1 สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ลม – ลมมรสุม 8.2 สาระการเรียนรู้ท้องถนิ่ - 9. ความรู้พนื้ ฐาน/ ทกั ษะจำเปน็ ของผู้เรียน - การวิเคราะห์ - การอธบิ ายและลงขอ้ สรุป 10. กิจกรรมการเรยี นการสอน ขน้ั สรา้ งความสนใจ(Engagement) (1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรยี น โดยการถามคำถามกับนักเรียน เชน่ – การเคลื่อนตัวของอากาศที่เกิดการหมุนเวียนของอากาศเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด กระบวนการใด (แนวคำตอบ เกดิ ฝนและพายุ) – ความกดอากาศบริเวณพื้นดินสูงกว่าความกดอากาศบริเวณมหาสมุทร ทำให้ลมพัดจากทวีป ไปสูม่ หาสมทุ ร การพดั ของลมในลกั ษณะนีเ้ รยี กวา่ อะไร (แนวคำตอบ ลมมรสมุ ) (2) นักเรยี นรว่ มกันอภิปรายหาคำตอบเกย่ี วกับคำถามตามความคิดเห็นของแตล่ ะคน ข้ันสำรวจและค้นหา(Exploration) (1) แบ่งนกั เรียนกลุ่มละ 5–6 คน สบื ค้นข้อมูลเกี่ยวกบั ลมมรสุม โดยดำเนนิ การตามขน้ั ตอนดังนี้
55 – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อลมมรสุม เป็นหัวข้อย่อย เช่น ลมมรสุม ตะวนั ตกเฉียงใต้ ลมมรสุมตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ให้สมาชกิ แต่ละกลมุ่ ช่วยกันสบื ค้นตามหัวข้อท่กี ำหนด – สมาชิกแต่ละกล่มุ ชว่ ยกนั สืบคน้ ขอ้ มลู ตามหัวขอ้ ทีก่ ล่มุ ของตนเองรับผิดชอบโดยการสืบค้นจาก หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน หรอื อนิ เทอร์เน็ต – สมาชิกกลุ่มนำข้อมลู ทสี่ บื ค้นไดม้ ารายงานให้เพ่ือนๆ สมาชกิ ในกลุ่มฟัง รวมท้งั รว่ มกันอภิปราย ซกั ถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมคี วามร้คู วามเขา้ ใจทีต่ รงกัน – สมาชิกกลุม่ ช่วยกันสรปุ ความรทู้ ไ่ี ดท้ ง้ั หมดเป็นผลงานของกลุ่ม (2) ครูคอยแนะนำชว่ ยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเดนิ ดรู อบๆ หอ้ งเรียนและเปิดโอกาส ใหน้ ักเรยี นทุกคนซกั ถามเม่ือมปี ญั หา ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหน้าห้องเรยี น (2) นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปน้ี – ลมมรสมุ มีก่ชี นดิ อะไรบ้าง (แนวคำตอบ 2 ชนดิ ได้แก่ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตแ้ ละลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนอื ) – ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีทิศทางอย่างไร และเกิดข้ึน ในช่วงเดือนใด (แนวคำตอบ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมมรสุมที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ส่วนลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดหลังจากหมดอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้แล้ว ลมจะแปรปรวนและเร่ิม เปลีย่ นเปน็ ทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ซึ่งจะเกิดประมาณปลายเดอื นตุลาคมไปจน ส้นิ เดอื นกมุ ภาพนั ธ์) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า ประเทศไทย ได้รับอิทธพิ ลจากลมมรสุม 2 ชนดิ คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉยี งใต้หรือมรสุมฤดรู ้อน ซ่ึงก่อให้เกดิ ฝนตก และลม มรสมุ ตะวันออกเฉียงเหนือหรอื มรสมุ ฤดหู นาว ทำให้มีอากาศหนาวเยน็ และ แหง้ แล้งท่วั ไป ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (1) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับลมมรสุม จากหนังสือเรียนภาษาต่างประเทศ หรืออนิ เทอร์เนต็ และนำเสนอใหเ้ พอื่ นในห้องฟัง คดั คำศัพท์พร้อมท้งั คำแปลลงสมุดส่งครู ขน้ั ประเมิน (Evaluation) (1) ครใู หน้ กั เรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาวา่ จากหวั ขอ้ ท่ีเรียนมาและการปฏิบัติกจิ กรรมมีจุดใดบ้างท่ียังไม่ เข้าใจหรือยังมขี อ้ สงสัย ถา้ มี ครชู ่วยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ให้นักเรียนเขา้ ใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อยา่ งไรบ้าง (3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกจิ กรรม และ การนำความรู้ทไ่ี ดไ้ ปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียน โดยการใหต้ อบคำถาม เช่น
56 – ลมมรสุมเกดิ ข้ึนได้อย่างไร – ประเทศไทยอยูใ่ นเขตอทิ ธพิ ลของลมมรสุมชนดิ ใด 11. สอื่ การเรียนการสอน 1. หนังสือเรยี นรายวิชาพนื้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 เล่ม 2 12. แหลง่ เรยี นรู้ 12.1 แหลง่ เรียนร้ภู ายในโรงเรียน 12.1.1 ห้องสมดุ 12.1.2 internet 12.2 แหล่งเรยี นรภู้ ายนอกห้องเรยี น - 12.3 ภมู ิปัญญาท้องถ่ิน - 13. การวัดผลประเมินผล คุณลกั ษณะท่ีตอ้ งการวัด วิธกี ารวดั เคร่ืองมือ เกณฑก์ ารประเมิน 1. อธบิ ายการเกดิ 1.ประเมนิ การตอบ 1.แบบประเมิน ได้คะแนนร้อยละ 60 ข้ึนไป ปรากฏการณ์ของลมมรสุม คำถาม การทำการตอบ = ผ่านเกณฑ์ ได้ (K) คำถาม 1. ส่อื สารและนำความรู้ 1.ประเมินการนำเสนอ 1. แบบประเมิน ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 ข้นึ ไป เรอื่ งลมมรสมุ ไปใชใ้ น หน้าช้นั เรยี น การนำเสนอหน้า = ผา่ นเกณฑ์ ชวี ิตประจำวนั ได้ (P) ชั้นเรียน 1. มีความสนใจใฝ่รหู้ รือ 1..การสังเกตและ 1.แบบประเมิน ได้คะแนนระดับ 2 ขึน้ ไป = อยากรอู้ ยากเหน็ (A) ประเมินผลพฤติกรรม พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์ 2. ทำงานรว่ มกบั ผูอ้ ่นื อยา่ ง รายบุคคล รายบุคคล สร้างสรรค์ (A) 2. การประเมนิ ลกั ษณะ 2.แบบประเมนิ อนั พึงประสงค์ คุณลักษณะอันพึง ประสงค์
57
58
59 กลุม่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา วิทยาศาสตร์ รหัส ว21102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 6 เรื่อง กระบวนการเปลย่ี นแปลงลมฟา้ อากาศ แผนการเรียนรู้ท่ี 28 เรื่อง ความชื้น เวลา 2 ช่วั โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อส่งิ มชี วี ิตและสง่ิ แวดล้อม ตวั ชีว้ ดั /ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/2 อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศจากข้อมูลท่ี รวบรวมได้ 2. จดุ เนน้ 2.1 ดา้ นทักษะความสามารถ 1. ทกั ษะการสรา้ งแบบจำลอง 2. การใช้เทคโนโลยี 3. การแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง เพอื่ การแก้ปญั หา 4. การสื่อสารอยา่ งสรา้ งสรรค์ 2.2 ด้านคณุ ลักษณะตามชว่ งวัย อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน (ดา้ นคุณภาพผเู้ รียน) มาตรฐานที่ 1 คณุ ภาพของผเู้ รียน 1. ผลสมั ฤทธิท์ างวชิ าการของผเู้ รยี น 2. คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงคข์ องผูเ้ รยี น 4. การบรู ณาการกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ความพอประมาณ ความพอดที ี่ไม่นอ้ ยเกนิ ไปและไมม่ ากเกินไป โดยไม่เบยี ดเบียนตนเองและผู้อ่ืน ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พิจารณาจากเหตุปัจจยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง ตลอดจนคำนงึ ถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขน้ึ จากการกระทำน้ันๆ อยา่ งรอบคอบ ความมภี มู ิคุ้มกันที่ดใี นตน การเตรียมตัวให้พรอ้ มรบั ผลกระทบและการเปล่ียนแปลงด้านต่างๆ ที่จะ เกดิ ขน้ึ โดยคำนงึ ถึงความเปน็ ไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ทค่ี าดวา่ จะเกิดขึน้ ในอนาคต เงื่อนไขความรู้ นักเรยี นมีความรู้เรอ่ื งความชนื้ เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมคี วามอดทน มีความเพียร ใช้ สตปิ ญั ญาในการดำเนินชีวิต
60 5. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มวี นิ ยั 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. ม่งุ มั่นในการทำงาน 6. สาระสำคัญ ความชืน้ คือ ปริมาณไอนำ้ ในอากาศ ซึ่งเกดิ จากการระเหยของนำ้ จากแหล่งต่างๆ บนพ้นื ผิวโลก และ การคายน้ำของพืชทำให้เกิดไอน้ำขึ้น ความช้นื ของอากาศมี 2 ลกั ษณะ ได้แก่ ความช้ืนสมั บูรณ์ และความชื้น สัมพัทธ์ เครื่องมือในการวัดความช้ืนในบรรยากาศ ได้แก่ ไฮโกรมิเตอรแ์ บบกระเปาะเปียกและกระเปาะแหง้ เครอื่ งวัดความชนื้ แบบเสน้ ผมหรือแฮร์ไฮโกรมิเตอร์ หนาว ทำใหม้ อี ากาศหนาวเยน็ และแห้งแล้งทั่วไป 7. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. อธบิ ายความหมายและผลของความชนื้ ในอากาศตอ่ ชวี ติ ประจำวนั ได้ (K) 2. สือ่ สารและนำความรูเ้ รื่องความชนื้ ไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ได้ (P) 3. มคี วามสนใจใฝร่ ูห้ รืออยากรอู้ ยากเห็น (A) 4. ทำงานรว่ มกับผู้อน่ื อยา่ งสร้างสรรค์ (A) 8. สาระหลัก/ เน้อื หา 8.1 สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ลม – ลมมรสมุ 8.2 สาระการเรียนรทู้ อ้ งถิ่น - 9. ความรู้พื้นฐาน/ ทกั ษะจำเปน็ ของผู้เรยี น - การวิเคราะห์ - การอธิบายและลงข้อสรุป 10. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ข้ันสร้างความสนใจ(Engagement) (1) ครูให้นักเรียนดูภาพหรือสื่อมัลติมีเดียเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย บรเิ วณรมิ ทะเลสาบหรือทะเล และบรเิ วณทะเลทราย แลว้ ต้ังประเด็นคำถาม เชน่ – การตัดไม้ทำลายป่ามีผลต่อความชื้นในอากาศหรือไม่ ในลักษณะใด (แนวคำตอบ มีผล เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าทำให้พื้นที่ป่ามีขนาดเล็กลง อัตราการระเหยและการคายน้ำลดลง จึงทำให้ ความชื้นในอากาศนอ้ ยลง) – การระเหยของนำ้ มีความสมั พันธก์ ับความชน้ื หรือไม่ ลักษณะใด (แนวคำตอบ มี ถ้าการระเหย ของนำ้ หรือการคายนำ้ มาก จะทำใหม้ ีความชนื้ ในอากาศมากเช่นกนั )
61 (2) นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายหาคำตอบเกย่ี วกบั คำถามตามความคดิ เห็นของแต่ละคน ข้ันสำรวจและค้นหา(Exploration) (1) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 4–5 คน ปฏิบัติกิจกรรมที่ 17 สังเกตความชื้นของบรรยากาศกับการระเหย แตล่ ะกลุ่มปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามขัน้ ตอนที่ได้วางแผนไว้ ดังน้ี – ใช้สำลชี ุบน้ำแล้วหุม้ กระเปาะเทอรม์ อมเิ ตอร์ทั้ง 2 อัน เพอ่ื ใหเ้ ทอรม์ อมเิ ตอร์เปียก รอประมาณ 2 นาที แล้วบันทึกอุณหภมู ิของเทอรม์ อมเิ ตอร์ทั้ง 2 อัน – ใส่น้ำลงในกล่องพลาสติกโดยให้ความสูงของนำ้ ประมาณครึ่งหน่ึงของกลอ่ งพลาสตกิ แล้วเสียบ เทอร์มอมิเตอร์อันหนึ่งลงในกล่องพลาสติกแล้วใช้แผ่นดินน้ำมันปิดฝากล่อง ดังรูป แล้วจัดให้กระเปาะของ เทอรม์ อมเิ ตอรท์ หี่ มุ้ ด้วยสำลอี ยู่เหนือผวิ นำ้ เลก็ นอ้ ย นำเทอรม์ อมเิ ตอร์ทัง้ 2 อนั ไปตดิ ต้ังกับขาต้งั ดงั รูป – ตั้งเทอรม์ อมิเตอรท์ ิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แลว้ บันทึกอุณหภมู ทิ ี่อา่ นได้จากเทอรม์ อมเิ ตอร์ทงั้ 2 อัน เทอรม์ อมเิ ตอร์ สำลี แผ่นดนิ น้ำมัน สำลี กลอ่ งพลาสตกิ น้ำ การจัดอปุ กรณ์สงั เกตความชนื้ ของบรรยากาศกบั การระเหย (2) ครคู อยแนะนำช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยครเู ดนิ ดูรอบๆ หอ้ งเรยี นและเปิดโอกาส ใหน้ ักเรียนทุกคนซกั ถามเม่ือมีปัญหา ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (1) นกั เรยี นแต่ละกลุม่ ส่งตวั แทนกลมุ่ นำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าห้องเรียน (2) นักเรยี นและครูรว่ มกันอภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคำถามตอ่ ไปน้ี – อุณหภูมิก่อนการทดลองของเทอร์มอมิเตอร์ทั้ง 2 อันเหมือนหรือแตกต่างกัน (แนวคำตอบ เหมือนกัน) – ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร (แนวคำตอบ เทอร์มอมิเตอร์อันที่อยู่ในกล่องอุณหภูมิ ไม่ เปล่ียนแปลง เน่อื งจากน้ำท่อี ยู่ในกล่องระเหยเปน็ ไออยู่ในท่วี ่างภายในกล่องเต็มไปหมด ทำให้นำ้ จากสำลีที่หุ้ม กระเปาะเทอรม์ อมิเตอรร์ ะเหยเข้าสู่ทวี่ า่ งดงั กลา่ วไม่ได้หรอื ไดก้ ็เพยี งเล็กน้อยเท่าน้ัน เรยี กสภาวะอากาศเหนือ น้ำในกล่องว่า อากาศอมิ่ ตัว)
62 (3) ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปผลการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครเู น้นใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจว่า กระเปาะเทอร์ มอมิเตอร์อันที่อยูใ่ นกล่อง อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากน้ำที่อยู่ในกล่องระเหยกลายเป็นไออยู่ในทีว่ ่าง ภายในกลอ่ งเต็มไปหมด ทำให้น้ำจากสำลีที่หมุ้ กระเปาะเทอร์มอมิเตอร์ระเหยเขา้ สู่ทีว่ า่ งดงั กล่าวไม่ได้หรือได้ก็ เพยี งเลก็ น้อยเท่านน้ั เรียกสภาวะอากาศเหนอื นำ้ ในกล่องว่า อากาศอ่ิมตัว ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครอู ภปิ รายเพ่ิมเติมวา่ ถ้าปริมาณไอน้ำในอากาศมีคา่ นอ้ ยกว่าปรมิ าณไอนำ้ สงู สดุ ทีอ่ ากาศจะรับไว้ ได้ในขณะนั้น เรียกว่า อากาศไม่อิ่มตัว ส่วนอากาศที่มีไอน้ำอยู่ในปริมาณสูงไม่สามารถรับไว้ ได้อีก เรียกว่า อากาศอม่ิ ตัว (2) นักเรียนฝึกคำนวณหาความช้นื สมั บรู ณแ์ ละความชื้นสมั พทั ธ์จากโจทย์ที่ครูกำหนดให้ (3) นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือวัดความชื้นของอากาศ เช่น ไฮโกรมิเตอร์แบบกระเปาะ เปยี กและกระเปาะแห้ง เคร่อื งมอื วดั ความชื้นแบบเส้นผมหรอื แฮรไ์ ฮโกรมิเตอร์ ทำเปน็ รายงานสง่ ครู (4) นักเรียนฝึกใช้เครื่องมือวัดความชื้นของอากาศ โดยวัดความชื้นในบริเวณต่างๆ ของโรงเรียนใน เวลาต่างๆ กัน แล้วบนั ทึกค่าทไี่ ดล้ งในสมดุ ข้ันประเมิน (Evaluation) (1) ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ที่เรียนมาและการปฏิบตั ิกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีขอ้ สงสยั ถ้ามี ครูชว่ ยอธิบายเพมิ่ เติมใหน้ กั เรียนเขา้ ใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อยา่ งไรบ้าง (3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รบั จากการปฏิบัติกจิ กรรม และ การนำความรูท้ ี่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรียน โดยการให้ตอบคำถาม เช่น – ความชืน้ ในบรรยากาศเกดิ จากอะไร – อุณหภูมมิ ีความสัมพนั ธก์ ับความช้นื ในบรรยากาศหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด – สภาวะทอ่ี ากาศมไี อนำ้ อย่ใู นปริมาณสูงสุดทจี่ ะสามารถรบั ไวไ้ ดเ้ รยี กว่าอะไร – ความชื้นสัมบรู ณ์กบั ความช้นื สมั พทั ธม์ คี วามแตกตา่ งกันในเรอื่ งใด – ไฮโกรมเิ ตอรแ์ บบกระเปาะเปียกและกระเปาะแห้งมหี ลักการทำงานอยา่ งไร 11. สือ่ การเรียนการสอน 1. หนงั สือเรยี นรายวิชาพ้ืนฐาน วทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 เลม่ 2 12. แหล่งเรียนรู้ 12.1 แหล่งเรยี นรู้ภายในโรงเรียน 12.1.1 ห้องสมดุ 12.1.2 internet
63 12.2 แหล่งเรียนรู้ภายนอกหอ้ งเรียน - 12.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่น - 13. การวัดผลประเมินผล วิธกี ารวดั เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมนิ คุณลกั ษณะที่ตอ้ งการวดั ได้คะแนนร้อยละ 60 ขึ้น 1. อธิบายความหมายและ 1.ประเมินใบกิจกรรมที่ 1.ใบกิจกรรมที่ 17 ไป = ผ่านเกณฑ์ ผลของความช้ืนในอากาศ ต่อชีวิตประจำวันได้ (K) 17 สังเกตความชน้ื ของ สงั เกตความชน้ื ของ ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 ข้นึ ไป = ผ่านเกณฑ์ 1. สอื่ สารและนำความรู้ บรรยากาศกบั การระเหย บรรยากาศกบั การ เรื่องความชน้ื ไปใช้ใน ได้คะแนนระดบั 2 ข้นึ ไป ชวี ติ ประจำวันได้ (P) ระเหย = ผ่านเกณฑ์ 1. มคี วามสนใจใฝร่ ู้หรือ อยากรอู้ ยากเหน็ (A) 1.ประเมินการนำเสนอ 1. แบบประเมนิ 2. ทำงานรว่ มกับผอู้ ่ืนอย่าง สร้างสรรค์ (A) หนา้ ชั้นเรียน การนำเสนอหน้า ชั้นเรียน 1..การสงั เกตและ 1.แบบประเมนิ ประเมนิ ผลพฤติกรรม พฤติกรรม รายบุคคล รายบคุ คล 2. การประเมินลักษณะ 2.แบบประเมนิ อันพึงประสงค์ คณุ ลกั ษณะอันพึง ประสงค์
64
65
66 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั ว21102 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 6 เรอ่ื ง กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศ แผนการเรยี นรูท้ ่ี 29 เรื่อง เมฆและหมอก เวลา 2 ชว่ั โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อสิง่ มีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ตวั ชีว้ ดั /ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/2 อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศจากข้อมูลท่ี รวบรวมได้ 2. จุดเนน้ 2.1 ด้านทกั ษะความสามารถ 1. ทกั ษะการสรา้ งแบบจำลอง 2. การใชเ้ ทคโนโลยี 3. การแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง เพอื่ การแกป้ ัญหา 4. การสื่อสารอยา่ งสรา้ งสรรค์ 2.2 ด้านคุณลักษณะตามช่วงวยั อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน (ดา้ นคณุ ภาพผูเ้ รยี น) มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผ้เู รียน 1. ผลสมั ฤทธิท์ างวิชาการของผเู้ รียน 2. คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ของผูเ้ รยี น 4. การบรู ณาการกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความพอประมาณ ความพอดที ไี่ มน่ ้อยเกนิ ไปและไมม่ ากเกนิ ไป โดยไมเ่ บียดเบียนตนเองและผ้อู ่ืน ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พจิ ารณาจากเหตุปัจจัยทีเ่ กยี่ วข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลทีค่ าดวา่ จะเกิดข้นึ จากการกระทำนน้ั ๆ อยา่ งรอบคอบ ความมีภมู ิคุ้มกันท่ีดีในตน การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะ เกดิ ข้นึ โดยคำนงึ ถงึ ความเปน็ ไปไดข้ องสถานการณต์ า่ งๆ ทคี่ าดวา่ จะเกิดขน้ึ ในอนาคต เงื่อนไขความรู้ นักเรียนมคี วามรเู้ รอ่ื งเมฆและหมอก เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้ สตปิ ญั ญาในการดำเนนิ ชีวิต
67 5. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มุ่งมนั่ ในการทำงาน 6. สาระสำคญั เมฆ หมอก เป็นปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศอยา่ งหนง่ึ เมฆ เกดิ จากการกลัน่ ตวั ของไอนำ้ ในอากาศ ในระดับสูงจากพื้นโลก และรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ เมฆในท้องฟ้าแบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ เมฆชั้นสูง เมฆช้ัน กลาง เมฆชน้ั ตำ่ และเมฆทกี่ อ่ ตวั ในแนวต้งั หมอก เกดิ จากอากาศชืน้ เยน็ ตัวและลอยตำ่ ใกล้ผิวโลก 7. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. อธบิ ายกระบวนการเกดิ เมฆและหมอกได้ (K) 2. สื่อสารและนำความรูเ้ รื่องเมฆและหมอกไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ (P) 3. มีความสนใจใฝร่ ูห้ รอื อยากรู้อยากเห็น (A) 4. ทำงานรว่ มกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 8. สาระหลกั / เนือ้ หา 8.1 สาระการเรียนรแู้ กนกลาง เมฆและหมอก 8.2 สาระการเรียนรทู้ ้องถ่นิ - 9. ความรู้พื้นฐาน/ ทักษะจำเป็นของผู้เรยี น - การวิเคราะห์ - การอธบิ ายและลงขอ้ สรุป 10. กจิ กรรมการเรียนการสอน ข้ันสรา้ งความสนใจ(Engagement) (1) ครกู ระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี น โดยการถามคำถามกับนักเรยี น เช่น – ปัจจัยที่ทำให้เกดิ ลมฟา้ อากาศคอื อะไร (แนวคำตอบ ดวงอาทิตย์ โลก แหล่งนำ้ และอากาศ) – ยกตวั อยา่ งปรากฏการณท์ างลมฟ้าอากาศ (แนวคำตอบ การเกิดเมฆ หมอก และฝน) (2) นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายหาคำตอบเกย่ี วกับคำถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน ข้นั สำรวจและคน้ หา(Exploration) (1) แบง่ นกั เรยี นกลมุ่ ละ 5–6 คน สืบคน้ ขอ้ มูลเกย่ี วกบั เมฆ โดยดำเนนิ การตามข้นั ตอนดงั นี้ – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อเมฆ เป็นหัวข้อย่อย เช่น รูปร่าง ลักษณะ ของเมฆ ระดับความสูง และผลของการเกิดเมฆแต่ละชนิด ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นตามหัวข้อที่ กำหนด
68 – สมาชิกแตล่ ะกลุม่ ช่วยกันสืบค้นขอ้ มลู ตามหวั ข้อท่ีกลุม่ ของตนเองรับผิดชอบโดยการสืบค้นจาก หนังสอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน หรอื อินเทอร์เนต็ – สมาชิกกลุ่มนำข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกัน อภิปรายซกั ถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรู้ความเข้าใจท่ีตรงกัน – สมาชิกกลุ่มชว่ ยกนั สรุปความรูท้ ีไ่ ด้ทั้งหมดเป็นผลงานของกล่มุ (2) ครูคอยแนะนำชว่ ยเหลอื นกั เรียนขณะปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยครูเดนิ ดูรอบๆ หอ้ งเรยี นและเปิดโอกาส ให้นกั เรยี นทกุ คนซักถามเมือ่ มปี ัญหา ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ ส่งตัวแทนกล่มุ นำเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหน้าห้องเรียน (2) นักเรียนและครูรว่ มกันอภปิ รายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคำถามตอ่ ไปน้ี – เมื่อทราบชนิดและลักษณะของเมฆแล้ว นักเรียนสามารถนำความรู้เรื่องนี้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันอย่างไร (แนวคำตอบ ช่วยทำนายแนวโน้มของลักษณะอากาศล่วงหน้าได้ เช่น ถ้าท้องฟ้า ขณะน้นั มเี มฆกอ่ ตัวในแนวตง้ั มียอดเปน็ รูปท่ัง แสดงวา่ กำลังจะมพี ายุฝนฟ้าคะนอง) – ถ้าท้องฟ้ามีเมฆแผ่ตามแนวนอนเป็นชั้น ๆ แสดงว่าอากาศขณะนั้นเป็นอย่างไร (แนวคำตอบ อากาศสงบ มีกระแสลมพดั เลก็ น้อย) (3) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรปุ ผลการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครเู น้นให้นักเรยี นเข้าใจว่า เมฆมีลักษณะท่ี แตกต่างกนั ข้นึ อยกู่ ับระดบั ความสงู และปัจจยั ที่ทำให้เกิดเมฆ ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (1) ใหน้ ักเรียนศึกษาเรื่องหมอกและชว่ ยกนั วเิ คราะห์ว่าเมฆและหมอกแตกตา่ งกนั ในเร่อื งใด (2) ใหน้ ักเรียนสงั เกตชนดิ และปรมิ าณเมฆบนท้องฟ้าใน 1 วัน พรอ้ มท้งั วาดภาพประกอบ และบันทึก ลักษณะของทอ้ งฟา้ สภาพอากาศเม่อื มเี มฆชนิดนัน้ เกดิ ขึ้น (3) ให้นกั เรยี นทำโครงงานสร้างแบบจำลองเมฆ โดยมีขัน้ ตอนดังน้ี – สงั เกตเมฆบนทอ้ งฟ้าเปน็ เวลา 5 วันติดตอ่ กนั บันทกึ ผลการสังเกต – นำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมาสร้างแบบจำลองเมฆ โดยใช้สำลีทำเป็นก้อนเมฆรปู ต่างๆ และ ใช้กาวติดลงในกระดาษโปสเตอร์แขง็ ให้มเี มฆครบทุกชนิด และจัดวางในตำแหน่งเมฆชั้นสูงเมฆชัน้ กลาง เมฆ ชน้ั ต่ำ และเมฆที่กอ่ ตวั ในแนวต้ังใหถ้ ูกต้อง – เขียนชื่อเมฆแต่ละชนิดถัดจากแบบจำลองเมฆ และบอกสภาพอากาศที่เกิดขึ้นเมื่อมเี มฆชนดิ นนั้ ในทอ้ งฟา้ (4) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรียนและเปิด โอกาสใหน้ กั เรยี นทกุ คนซักถามเมือ่ มปี ัญหา ข้นั ประเมนิ (Evaluation) (1) ครใู หน้ กั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหัวขอ้ ทเ่ี รียนมาและการปฏิบัติกจิ กรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เขา้ ใจหรอื ยังมีข้อสงสัย ถา้ มี ครูช่วยอธิบายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเข้าใจ
69 (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ การนำความรทู้ ่ไี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียน โดยการให้ตอบคำถาม เช่น – นักอตุ นุ ยิ มวิทยาแบ่งเมฆในทอ้ งฟ้าออกเป็นกช่ี นิด อะไรบ้าง – เมฆและหมอกเกิดขึ้นไดอ้ ยา่ งไร – ทะเลหมอกมกั จะปรากฏอยบู่ นยอดเขาสงู เพราะอะไร 11. สอื่ การเรียนการสอน 1. หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 เลม่ 2 12. แหลง่ เรียนรู้ 12.1 แหล่งเรียนรภู้ ายในโรงเรยี น 12.1.1 ห้องสมดุ 12.1.2 internet 12.2 แหล่งเรียนรู้ภายนอกห้องเรียน - 12.3 ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ - 13. การวัดผลประเมินผล คุณลกั ษณะท่ตี ้องการวัด วิธีการวัด เครื่องมอื เกณฑ์การประเมิน 1. อธบิ ายกระบวนการเกิด 1.ประเมินการตอบ 1.แบบการตอบ ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 ขนึ้ ไป เมฆและหมอกได้ (K) คำถาม คำถาม = ผ่านเกณฑ์ 1. สอ่ื สารและนำความรู้ 1.ประเมินการนำเสนอ 1. แบบประเมิน ได้คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป เร่อื งเมฆและหมอกไปใชใ้ น หน้าชนั้ เรียน การนำเสนอหน้า = ผา่ นเกณฑ์ ชีวติ ประจำวันได้ (P) ชน้ั เรียน 1. มคี วามสนใจใฝร่ หู้ รอื 1..การสงั เกตและ 1.แบบประเมิน ไดค้ ะแนนระดบั 2 ขึ้นไป = อยากรู้อยากเห็น (A) ประเมินผลพฤตกิ รรม พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์ 2. ทำงานร่วมกบั ผ้อู ืน่ อยา่ ง รายบุคคล รายบุคคล สร้างสรรค์ (A) 2. การประเมินลักษณะ 2.แบบประเมนิ อนั พงึ ประสงค์ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
70
71
72 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา วิทยาศาสตร์ รหัส ว21102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 6 เรอ่ื ง กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟ้าอากาศ แผนการเรียนรทู้ ่ี 30 เร่อื ง ฝน หมิ ะ และลกู เห็บ เวลา 2 ชวั่ โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อส่งิ มีชวี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม ตวั ชีว้ ัด/ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/2 อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของลมฟ้าอากาศจากข้อมูลท่ี รวบรวมได้ 2. จดุ เน้น 2.1 ดา้ นทักษะความสามารถ 1. ทักษะการสร้างแบบจำลอง 2. การใชเ้ ทคโนโลยี 3. การแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง เพอ่ื การแก้ปัญหา 4. การสื่อสารอยา่ งสรา้ งสรรค์ 2.2 ดา้ นคุณลกั ษณะตามชว่ งวยั อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศึกษาขน้ั พื้นฐาน (ดา้ นคุณภาพผเู้ รยี น) มาตรฐานท่ี 1 คุณภาพของผ้เู รียน 1. ผลสมั ฤทธิท์ างวิชาการของผ้เู รียน 2. คุณลกั ษณะที่พงึ ประสงคข์ องผเู้ รียน 4. การบรู ณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ความพอประมาณ ความพอดที ่ีไม่น้อยเกนิ ไปและไม่มากเกนิ ไป โดยไมเ่ บียดเบียนตนเองและผ้อู ืน่ ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พิจารณาจากเหตปุ ัจจยั ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนงึ ถึงผลทีค่ าดวา่ จะเกดิ ขนึ้ จากการกระทำนน้ั ๆ อย่างรอบคอบ ความมภี ูมิคมุ้ กันที่ดใี นตน การเตรียมตวั ให้พร้อมรบั ผลกระทบและการเปล่ียนแปลงดา้ นต่างๆ ท่ีจะ เกิดขนึ้ โดยคำนึงถงึ ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ตา่ งๆ ท่ีคาดว่าจะเกิดขนึ้ ในอนาคต เงื่อนไขความรู้ นักเรียนมีความรเู้ รื่องฝน หมิ ะ และลกู เหบ็ เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตยส์ ุจริตและมคี วามอดทน มีความเพียร ใช้ สติปัญญาในการดำเนนิ ชวี ติ
73 5. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มวี ินัย 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มงุ่ มั่นในการทำงาน 6. สาระสำคญั ฝน เกดิ จากละอองไอนำ้ ขนาดต่างๆ กันในกอ้ นเมฆมารวมกนั และเกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำ หยด น้ำที่มีขนาดใหญ่ไม่สามารถลอยตัวอยู่ในก้อนเมฆได้จึงตกลงมาเป็นฝน ปริมาณน้ำฝนสามารถวัดได้โดยใช้ เครือ่ งมอื วดั นำ้ ฝน ไดแ้ ก่ เคร่ืองวัดน้ำฝนแบบธรรมดาหรือแบบแก้วตวง และเคร่อื งวัดนำ้ ฝนแบบบนั ทกึ ลูกเหบ็ เป็นกอ้ นน้ำแขง็ ทเี่ กดิ จากกระแสลมแรงทเ่ี กิดในเมฆควิ มโู ลนมิ บัส หิมะ เป็นหยดน้ำที่แข็งตัวบนผลึกน้ำแข็ง ตกผ่านอากาศที่เย็นจัดลงมาจึงไม่ละลายกลายเป็นเกล็ด หิมะ 7. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายการเกิดฝน หิมะ และลกู เห็บได้ (K) 2. ส่ือสารและนำความรเู้ รอื่ งฝน ลูกเหบ็ และหมิ ะไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้ (P) 3. มคี วามสนใจใฝร่ ู้หรืออยากรู้อยากเหน็ (A) 4. ทำงานร่วมกับผอู้ น่ื อย่างสรา้ งสรรค์ (A) 8. สาระหลกั / เนื้อหา 8.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง ไอน้ำ – ฝน – หิมะ – ลกู เหบ็ 8.2 สาระการเรยี นรูท้ อ้ งถิน่ - 9. ความรูพ้ ้ืนฐาน/ ทักษะจำเปน็ ของผเู้ รียน - การวิเคราะห์ - การอธบิ ายและลงข้อสรปุ 10. กิจกรรมการเรยี นการสอน ข้ันสรา้ งความสนใจ(Engagement) (1) ครกู ระตุ้นความสนใจกบั นักเรียน โดยการถามคำถามกับนักเรยี น เช่น – ฝนมีกระบวนการเกิดอย่างไร (แนวคำตอบ เกิดจากละอองน้ำขนาดต่าง ๆ กันในก้อนเมฆมา รวมกัน และเกิดเป็นหยดน้ำ)
74 – การประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับฝนหรือไม่ ได้แก่อาชีพใด (แนวคำตอบ เก่ยี วขอ้ ง เชน่ การทำเกษตรกรรม) (2) นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายหาคำตอบเก่ียวกับคำถามตามความคดิ เห็นของแตล่ ะคน ขัน้ สำรวจและค้นหา(Exploration) (1) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 4–5 คน ปฏิบัติกิจกรรมที่ 18 ทดลองวัดปริมาณน้ำฝนอย่างง่าย โดยแต่ละ กลมุ่ ปฏิบัติตามขั้นตอนของวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ ข้นั ที่ 1 กำหนดปญั หา เครอื่ งมอื วัดปริมาณน้ำฝนควรใช้ภาชนะท่มี ลี กั ษณะใด ขั้นที่ 2 กำหนดสมมตุ ฐิ าน ภาชนะที่ใช้เป็นเครื่องมือวัดปริมาณน้ำฝนน่าจะเป็นภาชนะรูปทรงกระบอกปากกว้าง และมีขนาด ใหญ่ ขั้นท่ี 3 ทดสอบสมมตุ ิฐาน – นำภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดปากกว้าง และกระป๋องรูปทรงและขนาดต่างๆ กันที่ทำ ด้วยแก้วหรอื พลาสติกใสมาต้งั ไว้ในบรเิ วณสนามหญ้า (เขยี นหมายเลขติดข้างภาชนะ) – จากนั้นใช้สายยางต่อเข้ากับท่อน้ำประปาและเปิดน้ำ แล้วฉีดน้ำให้เป็นฝอยเหนือภาชนะที่ตั้งไว้ สงั เกตปริมาณนำ้ ท่เี พม่ิ ขึน้ ในภาชนะจนกระทง่ั มีปริมาณน้ำพอที่จะวดั ได้ – วัดปริมาณน้ำโดยเทน้ำจากภาชนะใบที่ 1 ลงในกระบอกตวง อ่านค่าที่ได้จากมาตราส่วน บน กระบอกตวง บันทกึ ผล แล้ววัดปริมาณน้ำในภาชนะใบตอ่ ไปจนครบทกุ ภาชนะ – เปรียบเทยี บปรมิ าณน้ำฝนในแต่ละภาชนะ การจดั อุปกรณ์ทดลองวดั ปริมาณน้ำฝนอย่างงา่ ย หมายเหตุ ปริมาณน้ำที่วัดไดเ้ ป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น เพราะกระบอกตวงท่ีใช้ไม่ได้ผ่านการเปรียบเทียบ อย่างถกู ตอ้ ง ข้ันที่ 4 วเิ คราะห์ผลการทดลอง – แปลความหมายขอ้ มลู ท่ีได้จากตารางบันทกึ ผลการทดลอง
75 – นำขอ้ มูลทไ่ี ด้มาพิจารณา เพื่ออธิบายว่าเป็นไปตามทนี่ กั เรยี นตงั้ สมมตุ ิฐานไวห้ รือไม่ ข้นั ท่ี 5 สรปุ ผลการทดลอง – นักเรียนร่วมกนั สรปุ ผลการทดลอง แล้วเขียนเป็นรายงานสรปุ ผลการทดลองส่งครู (2) ครคู อยแนะนำช่วยเหลือนักเรยี นขณะปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครูเดนิ ดรู อบ ๆ หอ้ งเรยี นและเปิดโอกาส ให้นกั เรยี นทุกคนซักถามเมอ่ื มีปัญหา ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ส่งตัวแทนกลมุ่ นำเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหนา้ ห้องเรียน (2) นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภิปรายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม โดยใช้แนวคำถามตอ่ ไปนี้ – เพราะเหตุใดจงึ ต้องใช้ภาชนะท่ีมรี ปู ร่างและขนาดที่แตกต่างกนั (แนวคำตอบเพ่ือเปรียบเทียบ ความแตกตา่ งของปรมิ าณนำ้ ทเ่ี ขา้ ส่ภู าชนะ) – ความสงู ของนำ้ ในแตล่ ะภาชนะแตกต่างกนั หรือไม่ (แนวคำตอบ แตกตา่ งกัน) – ความกว้างของปากขวดและความสูงของภาชนะมีผลต่อการรองรับน้ำฝนหรอื ไม่ เพราะอะไร (แนวคำตอบ มีผล เพราะภาชนะทีป่ ากกวา้ งจะทำให้น้ำเขา้ สู่ภาชนะได้ง่าย และภาชนะที่มีความสูงมากกวา่ สามารถรองรับนำ้ ฝนไดด้ ี น้ำไมล่ ้นออกมาเหมือนกบั ภาชนะท่ไี มส่ ูง) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เครื่องมอื วดั ปรมิ าณนำ้ ฝนควรใชภ้ าชนะรปู ทรงกระบอกปากกว้างและมีขนาดใหญ่ ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า ลูกเห็บ เป็นก้อนน้ำแข็งทีเ่ กิดจากกระแสลมแรงที่เกิดในเมฆคิวมโู ลนิมบัส ส่วนหิมะ เป็นหยดน้ำทแี่ ข็งตวั บนผลึกน้ำแขง็ ตกผา่ นอากาศทเ่ี ยน็ จดั ลงมาจงึ ไม่ละลายกลายเปน็ เกลด็ หมิ ะ (2) ใหน้ ักเรียนทำรายงานเก่ียวกบั ปรมิ าณเฉลย่ี ของฝนทต่ี กในประเทศไทย (3) นกั เรยี นช่วยกนั ตอบคำถาม จากนัน้ ครูและนักเรยี นร่วมกนั อภิปรายเพ่มิ เตมิ เก่ียวกับประเพณีการ ขอฝน เช่น ประเพณีบุญบ้ังไฟ ว่าประเพณีนี้นอกจากจะจัดขึ้นในประเทศไทยแล้วในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ก็จัดประเพณีบุญบั้งไฟเช่นกนั ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือน 6 เป็นประเพณีที่ให้ขอฝนตกต้องตามฤดูกาล โดย ชาวลาวจะจดุ บัง้ ไฟเพ่อื ขอฝนจากพญาแถนซงึ่ เปน็ เจา้ แห่งฟ้าฝนตามความเชื่อ และยังเปน็ สัญญาณวา่ ฤดูทำนา กำลงั จะเริ่มขึ้นด้วย ข้นั ประเมิน (Evaluation) (1) ครใู หน้ กั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ทเ่ี รยี นมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบ้างท่ียังไม่ เขา้ ใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพ่มิ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อยา่ งไรบา้ ง (3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ การนำความร้ทู ่ีได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี น โดยการให้ตอบคำถาม เช่น
76 – ฝนมีกระบวนการเกิดอยา่ งไร – ลกู เหบ็ ก่อตัวในเมฆชนดิ ใด และมีกระบวนการเกิดอย่างไร – ฝนมีผลตอ่ การประกอบอาชพี ของคนในประเทศไทยอยา่ งไร – ทำไมประเทศไทยจงึ ไมม่ หี มิ ะตก 11. สอื่ การเรียนการสอน 1. หนังสือเรียนรายวชิ าพนื้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 เล่ม 2 12. แหล่งเรียนรู้ 12.1 แหลง่ เรยี นรูภ้ ายในโรงเรยี น 12.1.1 ห้องสมดุ 12.1.2 internet 12.2 แหลง่ เรยี นรภู้ ายนอกห้องเรียน - 12.3 ภูมิปญั ญาทอ้ งถิ่น - 13. การวัดผลประเมินผล วธิ ีการวดั เครอื่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน คณุ ลักษณะท่ีต้องการวัด 1.ประเมนิ ใบกิจกรรมที่ 1.ใบกิจกรรมท่ี ไดค้ ะแนนร้อยละ 60 ข้ึนไป 1. อธบิ ายการเกดิ ฝน หมิ ะ 18 ทดลองวดั ปรมิ าณ 18 ทดลองวัด = ผ่านเกณฑ์ และลูกเหบ็ ได้ (K) น้ำฝนอย่างง่าย ปรมิ าณนำ้ ฝน อย่างง่าย ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 ข้นึ ไป 1. สื่อสารและนำความรู้ 1.ประเมนิ การนำเสนอ 1. แบบประเมนิ = ผ่านเกณฑ์ เรือ่ งฝน ลูกเห็บ และหมิ ะ หน้าชัน้ เรยี น การนำเสนอหนา้ ไปใช้ในชวี ติ ประจำวันได้ ชั้นเรียน (P) 1..การสังเกตและ 1. มคี วามสนใจใฝ่รู้หรอื ประเมินผลพฤตกิ รรม 1.แบบประเมิน ไดค้ ะแนนระดับ 2 ขึน้ ไป = อยากรอู้ ยากเหน็ (A) รายบคุ คล 2. ทำงานรว่ มกับผอู้ ื่นอยา่ ง 2. การประเมนิ ลักษณะ พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ สร้างสรรค์ (A) อันพงึ ประสงค์ รายบคุ คล 2.แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
77
78
79 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั ว21102 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 6 เร่ือง กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟา้ อากาศ แผนการเรียนรู้ท่ี 31 เรื่อง พายหุ มนุ เขตร้อน เวลา 1 ชว่ั โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อสง่ิ มชี ีวิตและสิง่ แวดล้อม ตวั ชี้วัด/ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/3 เปรียบเทียบกระบวนการเกิดพายุ ฝนฟ้าคะนองและพายุหมุนเขตร้อน และผลที่มีต่อ สง่ิ มชี ีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม รวมทงั้ นำเสนอแนวทางการปฏิบัติตนใหเ้ หมาะสมและปลอดภัย 2. จุดเน้น 2.1 ด้านทกั ษะความสามารถ 1. ทักษะการสรา้ งแบบจำลอง 2. การใชเ้ ทคโนโลยี 3. การแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง เพ่ือการแกป้ ัญหา 4. การส่อื สารอยา่ งสร้างสรรค์ 2.2 ดา้ นคุณลกั ษณะตามชว่ งวัย อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน (ดา้ นคณุ ภาพผู้เรียน) มาตรฐานท่ี 1 คณุ ภาพของผเู้ รยี น 1. ผลสัมฤทธิ์ทางวชิ าการของผูเ้ รยี น 2. คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ของผูเ้ รียน 4. การบรู ณาการกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ความพอประมาณ ความพอดที ไ่ี มน่ อ้ ยเกนิ ไปและไมม่ ากเกินไป โดยไมเ่ บยี ดเบียนตนเองและผู้อน่ื ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พจิ ารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวขอ้ ง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกดิ ขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อยา่ งรอบคอบ ความมีภูมคิ มุ้ กันท่ีดีในตน การเตรยี มตัวใหพ้ รอ้ มรับผลกระทบและการเปล่ยี นแปลงด้านต่างๆ ท่ีจะ เกิดขึน้ โดยคำนงึ ถึงความเป็นไปไดข้ องสถานการณ์ต่างๆ ทีค่ าดวา่ จะเกิดขนึ้ ในอนาคต เงือ่ นไขความรู้ นักเรยี นมคี วามรู้เรอ่ื งพายหุ มุนเขตรอ้ น เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตยส์ ุจริตและมคี วามอดทน มีความเพียร ใช้ สติปญั ญาในการดำเนนิ ชวี ิต
80 5. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มวี ินยั 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มุ่งม่นั ในการทำงาน 6. สาระสำคญั พายุหมนุ เขตรอ้ น เกดิ จากความกดอากาศ 2 บรเิ วณที่มคี วามแตกตา่ งกันมาก ส่งผลให้อากาศเคล่ือน ตัวจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำกว่าในลักษณะที่หมุนเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยจะเกดิ ในบรเิ วณมหาสมทุ รและทะเลเขตร้อนเทา่ นั้น 7. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1. อธิบายกระบวนการเกดิ พายหุ มุนเขตร้อนได้ (K) 2. ส่ือสารและนำความร้เู รือ่ งพายหุ มุนเขตร้อนไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ได้ (P) 3. มคี วามสนใจใฝร่ ู้หรืออยากรู้อยากเหน็ (A) 4. ทำงานร่วมกบั ผอู้ น่ื อย่างสร้างสรรค์ (A) 8. สาระหลัก/ เนื้อหา 8.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง กระบวนการเกิดพายุ – พายุหมนุ เขตรอ้ น 8.2 สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถ่ิน - 9. ความรูพ้ น้ื ฐาน/ ทักษะจำเป็นของผเู้ รยี น - การวเิ คราะห์ - การอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ 10. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ข้ันสรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) ครสู นทนาซกั ถามนกั เรยี นเก่ียวกับสภาพอากาศโดยท่ัวๆ ไปในระยะนี้ เช่น – ฤดกู าล เช่น ฤดฝู นมีฝนตกในปริมาณมาก ฤดูหนาวอากาศหนาวและแห้งแลง้ สิ่งเหล่านี้ได้รับ อทิ ธิพลมาจากอะไร (แนวคำตอบ ลมมรสุม) – ถ้าความกดอากาศบริเวณ 2 แห่ง แตกตา่ งกนั มากจะทำให้เกดิ สง่ิ ใด (แนวคำตอบ ลมมรสมุ ) 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ เรอื่ ง พายหุ มนุ เขตรอ้ น ขน้ั สำรวจและค้นหา(Exploration) (1) แบง่ นกั เรยี นกลุ่มละ 5–6 คน สบื ค้นข้อมลู เกี่ยวกับพายุหมุนเขตร้อน โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดงั นี้
81 – แต่ละกลมุ่ วางแผนการสืบคน้ ข้อมูล โดยแบง่ หวั ข้อพายหุ มุนเขตร้อน เปน็ หวั ข้อยอ่ ย เช่น การ เกิดพายุหมุน พายุหมุนเขตร้อน และวิธีการปฏบิ ัติตนเม่ือเกิดพายุหมุนเขตร้อน ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกนั สืบค้นตามหวั ขอ้ ทก่ี ำหนด – สมาชกิ แต่ละกลมุ่ ช่วยกันสืบค้นขอ้ มลู ตามหัวข้อท่กี ลุ่มของตนเองรบั ผิดชอบโดยการสืบค้นจาก หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน หรืออินเทอร์เน็ต – สมาชิกกลุ่มนำข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้งร่วมกัน อภปิ รายซกั ถามจนคาดวา่ สมาชกิ ทุกคนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจท่ีตรงกัน – สมาชกิ กลมุ่ ชว่ ยกันสรุปความรู้ทีไ่ ด้ทงั้ หมดเปน็ ผลงานของกลุ่ม (2) ครคู อยแนะนำช่วยเหลอื นกั เรียนขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ หอ้ งเรียนและเปิดโอกาส ให้นักเรียนทุกคนซกั ถามเมอื่ มีปัญหา ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นกั เรยี นแต่ละกลุม่ สง่ ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมหน้าห้องเรียน (2) นกั เรียนและครูรว่ มกันอภปิ รายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคำถามตอ่ ไปนี้ – พายุหมุนเกิดขึ้นได้อย่างไร (แนวคำตอบ เกิดจากกระแสอากาศที่พัดเข้าสู่ศูนย์กลางอากาศนี้จะ เคลอื่ นทห่ี มนุ เปน็ วงรอบศนู ยก์ ลาง) – ถา้ อยู่ในพนื้ ทเ่ี ส่ยี งภยั ทม่ี กี ารเกดิ พายุหมนุ เขตรอ้ นควรปฏบิ ตั ิตนอย่างไร (แนวคำตอบ ควรติดตามข่าวการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่าง สม่ำเสมอ และถา้ ไดร้ บั การแจง้ เตอื นภัยควรอพยพไปอยู่ในท่ปี ลอดภัยและปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำของเจ้าหนา้ ท่)ี (3) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรุปผลการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยครเู น้นใหน้ ักเรียนข้าใจว่า พายหุ มนุ เขตร้อนเป็นพายทุ ่มี ลี มพดั หมนุ เวียนเข้าหาศนู ยก์ ลางความกดอากาศต่าํ มลี ักษณะเกือบเป็น วงกลมเมอ่ื เคล่ือนตวั เขา้ ส่พู นื้ ดนิ หรือผา่ นพ้ืนน้ําทีเ่ ย็นจัดจะอ่อนกำลังลง และมศี นู ย์กลางความกดอากาศต่ําที่ ลมบิดเป็นเกลยี ว มคี วามเรว็ ลมมาก และทำใหเ้ กดิ ฝนตกหนัก ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (1) นักเรยี นสบื คน้ ขอ้ มลู เกยี่ วกับการเกิดพายทุ รี่ นุ แรงทำให้ผคู้ นเสียชีวิตเป็นจำนวนมากท้งั ในประเทศ ไทยและต่างประเทศ แลว้ นำภาพหรอื ข้อมลู ท่ีไดม้ าจัดเปน็ ปา้ ยนเิ ทศ (2) ครูใหค้ วามรู้เพ่มิ เติมว่า พายุหมุนเขตร้อนมชี ่ือเรียกแตกต่างกันตามบริเวณที่เกดิ ถ้าเกิดในบริเวณ ภาคตะวนั ตกของมหาสมุทรแปซฟิ ิกและทะเลจีนใต้ เรยี กวา่ พายไุ ตฝ้ นุ่ (typhoon) เกิดในอ่าวเบงกอล ทะเล อาหรบั และในมหาสมุทรอนิ เดีย เรียกว่า พายไุ ซโคลน (cyclone) เกิดในบรเิ วณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแครบิ เบียน และอา่ วเม็กซิโก เรียกวา่ พายเุ ฮอรร์ ิเคน (hurricane) เกิดในหม่เู กาะฟลิ ิปปนิ เรียกว่า พายุ บาเกยี ว (baguio) และเกดิ ในทวปี ออสเตรเลยี เรยี กว่า พายวุ ิลลี-วลิ ลี (willy-willy) (3) นักเรียนปฏิบตั ิกิจกรรม สร้างแบบจำลองการเคลื่อนที่ของอากาศ เพือ่ ใช้อธิบายการเกิดพายุหมุน เขตร้อน โดยดำเนินการตามขน้ั ตอนดงั น้ี – ใช้ตะเกียบเสียบกบั ลูกบอลพลาสติกทีใ่ ช้แทนโลก
82 – ให้นักเรียนคนท่ี 1 หมนุ ลูกบอลพลาสติกจากทศิ ตะวนั ตกไปยังทิศตะวนั ออก – ให้นกั เรียนคนท่ี 2 ใชป้ ากกาเคมีลากเส้นตรงจากแนวเสน้ ศูนย์สตู รของโลกท่สี มมุติขึ้นไปยังข้ัว โลกเหนือ สงั เกตทศิ ทางของเส้นทล่ี ากเปรยี บเทียบกับการหมุนของเขม็ นาฬกิ า – ใช้ปากกาเคมีลากเส้นตรงจากแนวเส้นศูนย์สูตรของโลก ลากเส้นไปยังขั้วโลกใต้ แล้วสังเกต ทศิ ทางของเส้นทีล่ ากเปรยี บเทียบกบั การหมุนของเข็มนาฬิกา – สังเกตทิศทางการหมนุ ของโลก เพอ่ื นำมาอธบิ ายการเกดิ พายุหมนุ เขตรอ้ น (3) ครูคอยแนะนำช่วยเหลอื นกั เรียนขณะปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครูเดนิ ดูรอบๆ หอ้ งเรียนและเปิดโอกาส ให้นกั เรียนทกุ คนซักถามเมอื่ มปี ัญหา ขัน้ ประเมิน (Evaluation) (1) ครูให้นกั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาวา่ จากหัวขอ้ ท่เี รียนมาและการปฏิบตั ิกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มี ครชู ่วยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ให้นักเรียนเขา้ ใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏบิ ัติกิจกรรม และการนำ ความรทู้ ไ่ี ด้ไปใชป้ ระโยชน์ (4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น – ลกั ษณะการเคลอื่ นทขี่ องพายุหมุนทีเ่ ขา้ สู่ประเทศไทยจะหมุนแบบใด – พายุมกี ระบวนการเกิดอยา่ งไร – พายไุ ตฝ้ ุน่ เป็นพายุหมุนเขตรอ้ นทเ่ี กิดขน้ึ บริเวณใด 11. สื่อการเรยี นการสอน 1. หนังสือเรยี นรายวิชาพ้นื ฐาน วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 เลม่ 2 12. แหล่งเรียนรู้ 12.1 แหลง่ เรียนรภู้ ายในโรงเรียน 12.1.1 หอ้ งสมุด 12.1.2 internet 12.2 แหล่งเรียนรู้ภายนอกห้องเรียน - 12.3 ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ -
83 13. การวัดผลประเมนิ ผล วธิ กี ารวัด เคร่ืองมอื เกณฑก์ ารประเมิน คุณลักษณะทตี่ ้องการวดั 1.ประเมินการตอบ 1. อธิบายกระบวนการเกดิ คำถาม 1.แบบประเมนิ ไดค้ ะแนนร้อยละ 60 ข้ึนไป พายหุ มนุ เขตรอ้ นได้ (K) 1.ประเมนิ การนำเสนอ 1. สือ่ สารและนำความรู้ หนา้ ช้ันเรียน การตอบคำถาม = ผ่านเกณฑ์ เร่อื งพายุหมุนเขตร้อนไปใช้ ในชีวติ ประจำวันได้ (P) 1..การสังเกตและ 1. แบบประเมนิ ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 60 ข้นึ ไป 1. มีความสนใจใฝร่ ู้หรือ ประเมนิ ผลพฤตกิ รรม อยากรอู้ ยากเหน็ (A) รายบคุ คล การนำเสนอหนา้ = ผา่ นเกณฑ์ 2. ทำงานรว่ มกับผอู้ ่นื อย่าง 2. การประเมินลักษณะ สร้างสรรค์ (A) อันพงึ ประสงค์ ช้นั เรยี น 1.แบบประเมนิ ได้คะแนนระดับ 2 ขึน้ ไป = พฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์ รายบุคคล 2.แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึง ประสงค์
84
85
86 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา วิทยาศาสตร์ รหสั ว21102 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 6 เรื่อง กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟา้ อากาศ แผนการเรียนรู้ท่ี 32 เรื่อง พายหุ มุนเขตร้อน เวลา 1 ชวั่ โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อสง่ิ มชี ีวิตและสิง่ แวดล้อม ตวั ชี้วัด/ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/3 เปรียบเทียบกระบวนการเกิดพายุ ฝนฟ้าคะนองและพายุหมุนเขตร้อน และผลที่มีต่อ สง่ิ มชี ีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม รวมทง้ั นำเสนอแนวทางการปฏบิ ตั ิตนใหเ้ หมาะสมและปลอดภยั 2. จุดเน้น 2.1 ด้านทกั ษะความสามารถ 1. ทักษะการสรา้ งแบบจำลอง 2. การใชเ้ ทคโนโลยี 3. การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพือ่ การแก้ปัญหา 4. การส่อื สารอยา่ งสร้างสรรค์ 2.2 ดา้ นคุณลกั ษณะตามช่วงวยั อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน (ดา้ นคุณภาพผเู้ รยี น) มาตรฐานท่ี 1 คณุ ภาพของผเู้ รยี น 1. ผลสัมฤทธท์ิ างวชิ าการของผู้เรยี น 2. คุณลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ของผูเ้ รยี น 4. การบรู ณาการกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ความพอประมาณ ความพอดที ี่ไมน่ ้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบยี นตนเองและผอู้ น่ื ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พจิ ารณาจากเหตุปัจจัยที่เกยี่ วขอ้ ง ตลอดจนคำนงึ ถึงผลทคี่ าดวา่ จะเกิดขึน้ จากการกระทำนน้ั ๆ อยา่ งรอบคอบ ความมีภูมคิ มุ้ กันที่ดใี นตน การเตรยี มตวั ให้พร้อมรบั ผลกระทบและการเปล่ยี นแปลงดา้ นตา่ งๆ ท่ีจะ เกิดขึน้ โดยคำนงึ ถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ตา่ งๆ ท่คี าดว่าจะเกิดขน้ึ ในอนาคต เงือ่ นไขความรู้ นกั เรียนมคี วามรเู้ รือ่ งพายุฝนฟา้ คะนอง เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตยส์ ุจริตและมคี วามอดทน มีความเพียร ใช้ สติปญั ญาในการดำเนนิ ชวี ิต
87 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มงุ่ มั่นในการทำงาน 6. สาระสำคัญ พายุฝนฟา้ คะนองเปน็ ปรากฏการณท์ ่เี กิดพายลุ มแรง ฝนตกหนัก เกดิ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า 7. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1. อธิบายกระบวนการเกดิ พายฝุ นฟ้าคะนองได้ (K) 2. ส่อื สารและนำความร้เู รื่องพายฝุ นฟ้าคะนองไปใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้ (P) 3. มคี วามสนใจใฝร่ หู้ รืออยากรอู้ ยากเหน็ (A) 4. ทำงานร่วมกับผู้อ่นื อย่างสรา้ งสรรค์ (A) 8. สาระหลกั / เนื้อหา 8.1 สาระการเรียนรแู้ กนกลาง กระบวนการเกิดพายุ – พายุฝนฟ้าคะนอง 8.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิน่ - 9. ความร้พู ืน้ ฐาน/ ทกั ษะจำเป็นของผู้เรียน - การวิเคราะห์ - การอธิบายและลงข้อสรุป 10. กจิ กรรมการเรียนการสอน ขั้นสรา้ งความสนใจ(Engagement) (1) ครูกระตุน้ ความสนใจกบั นกั เรียน โดยการถามคำถามกับนักเรยี น เชน่ – ในบรเิ วณทีม่ ีอากาศรอ้ นและชน้ื จะทำใหเ้ กิดพายุท่ีมีลักษณะอยา่ งไร (แนวคำตอบมีลมพัดแรง ฝนตกหนกั และเกดิ ฟ้าแลบ ฟา้ รอ้ ง และฟา้ ผ่า) – พายทุ เี่ กิดขึ้นในลักษณะนเี้ รียกว่าอะไร (แนวคำตอบ พายุฝนฟา้ คะนอง) (2) นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายหาคำตอบเกย่ี วกับคำถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน ขน้ั สำรวจและค้นหา(Exploration) (1) แบ่งนกั เรยี นกลุ่มละ 5–6 คน สบื คน้ ขอ้ มลู เกี่ยวกับพายุฝนฟ้าคะนอง โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดงั น้ี – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบคน้ ขอ้ มลู โดยแบ่งหวั ข้อพายฝุ นฟ้าคะนอง เป็นหัวขอ้ ยอ่ ย เช่น การ เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง วิธีการป้องกันอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองและฟ้าผ่า ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกัน สบื คน้ ตามหัวขอ้ ทกี่ ำหนด
88 – สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสบื คน้ ข้อมูลตามหวั ข้อทกี่ ลุ่มของตนเองรบั ผิดชอบโดยการสืบค้นจาก หนงั สอื วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน หรอื อนิ เทอรเ์ นต็ – สมาชกิ กลุม่ นำขอ้ มลู ท่สี บื คน้ ไดม้ ารายงานใหเ้ พ่ือนๆ สมาชิกในกลุ่มฟงั รวมทงั้ ร่วมกันอภปิ ราย ซกั ถามจนคาดวา่ สมาชกิ ทกุ คนมีความรูค้ วามเข้าใจทีต่ รงกนั – สมาชิกกล่มุ ช่วยกนั สรปุ ความรู้ท่ไี ด้ทั้งหมดเป็นผลงานของกลมุ่ (2) ครูคอยแนะนำชว่ ยเหลอื นักเรียนขณะปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครเู ดนิ ดรู อบๆ หอ้ งเรยี นและเปิดโอกาส ให้นักเรียนทกุ คนซักถามเมอ่ื มปี ญั หา ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนกลมุ่ นำเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหน้าห้องเรยี น (2) นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยใชแ้ นวคำถามตอ่ ไปน้ี – พายฝุ นฟา้ คะนองเกิดขึ้นในบริเวณทม่ี ีลกั ษณะอากาศอย่างไร (แนวคำตอบ เกิดขึน้ ในบริเวณที่ มลี ักษณะอากาศรอ้ นและช้ืน) – ประกายไฟท่เี กิดจากพายฝุ นฟ้าคะนองเรยี กวา่ อะไร (แนวคำตอบ ฟ้าแลบ) – ยกตวั อย่างวิธีการป้องกนั อนั ตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองและฟา้ ผา่ (แนวคำตอบ ไมค่ วรอยูใ่ กล้ สงิ่ ทเ่ี ป็นตวั นำไฟฟา้ เช่น เสาไฟฟา้ แหล่งนำ้ และหลีกเลย่ี งการอยู่ใกล้ต้นไมใ้ หญ่หรือสิ่งทสี่ ูงในท่โี ลง่ แจง้ ) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนข้าใจว่า พายุฝนฟ้า คะนอง เกิดจากเมฆควิ มูโลนิมบสั ทก่ี ่อตวั ในแนวตงั้ เป็นพายุทม่ี ีลมพัดแรง ฝนตกหนกั และเกดิ ฟ้าแลบ ฟา้ ร้อง และฟา้ ผ่า ซ่ึงอาจก่อใหเ้ กดิ อันตรายได้ ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (1) ตดิ ตามข่าวสารหรอื ประกาศของกรมอุตนุ ยิ มวิทยาเกีย่ วกบั การเกิดพายุฝนฟา้ คะนอง นำข่าวหรือ ประกาศมาติดป้ายนเิ ทศใหค้ วามรู้ (2) นกั เรยี นสำรวจสถิติการเกดิ พายใุ นประเทศไทย ทำเปน็ รายงานสง่ ครู ขั้นประเมิน (Evaluation) (1) ครูให้นักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหวั ขอ้ ทเ่ี รียนมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เขา้ ใจหรือยังมีข้อสงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพมิ่ เติมให้นักเรยี นเขา้ ใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อยา่ งไรบา้ ง (3) นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม และการนำ ความรูท้ ไ่ี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคำถาม เช่น – นกั เรยี นสามารถสังเกตสภาวะอากาศที่อาจจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองไดจ้ ากอะไร – วิธีป้องกันอันตรายจากพายฝุ นฟา้ คะนองและฟา้ ผา่ ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
89 11. สอื่ การเรียนการสอน 1. หนังสอื เรยี นรายวชิ าพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 เล่ม 2 12. แหลง่ เรยี นรู้ 12.1 แหลง่ เรียนรูภ้ ายในโรงเรยี น 12.1.1 หอ้ งสมดุ 12.1.2 internet 12.2 แหลง่ เรียนรู้ภายนอกหอ้ งเรยี น - 12.3 ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ - 13. การวัดผลประเมินผล คุณลกั ษณะทีต่ อ้ งการวัด วธิ ีการวดั เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. อธบิ ายกระบวนการเกดิ 1.ประเมินการตอบ 1.แบบประเมิน ไดค้ ะแนนร้อยละ 60 ข้ึนไป พายุฝนฟา้ คะนองได้ (K) คำถาม การตอบคำถาม = ผา่ นเกณฑ์ 1. สอื่ สารและนำความรู้ 1.ประเมนิ การนำเสนอ 1. แบบประเมนิ ได้คะแนนร้อยละ 60 ข้นึ ไป เรื่องพายุฝนฟา้ คะนองไปใช้ หน้าชัน้ เรยี น การนำเสนอหนา้ = ผ่านเกณฑ์ ในชวี ติ ประจำวันได้ (P) ช้ันเรียน 1. มีความสนใจใฝร่ ูห้ รือ 1..การสังเกตและ 1.แบบประเมิน ได้คะแนนระดับ 2 ขึน้ ไป = อยากรอู้ ยากเห็น (A) ประเมนิ ผลพฤติกรรม พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ 2. ทำงานร่วมกับผูอ้ นื่ อย่าง รายบุคคล รายบุคคล สร้างสรรค์ (A) 2. การประเมนิ ลักษณะ 2.แบบประเมนิ อันพึงประสงค์ คุณลกั ษณะอันพึง ประสงค์
90
91
92 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา วิทยาศาสตร์ รหัส ว21102 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เร่อื ง กระบวนการเปลย่ี นแปลงลมฟา้ อากาศ แผนการเรียนร้ทู ่ี 33 เรือ่ ง พายุหมุนเขตร้อน เวลา 1 ช่วั โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล ตอ่ ส่ิงมชี ีวติ และสิง่ แวดลอ้ ม ตวั ชวี้ ดั /ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/3 เปรียบเทียบกระบวนการเกิดพายุ ฝนฟ้าคะนองและพายุหมุนเขตร้อน และผลที่มีต่อ สิง่ มีชวี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม รวมท้ังนำเสนอแนวทางการปฏิบตั ิตนใหเ้ หมาะสมและปลอดภยั 2. จุดเนน้ 2.1 ดา้ นทักษะความสามารถ 1. ทักษะการสรา้ งแบบจำลอง 2. การใชเ้ ทคโนโลยี 3. การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพ่อื การแกป้ ญั หา 4. การสื่อสารอย่างสรา้ งสรรค์ 2.2 ดา้ นคณุ ลกั ษณะตามชว่ งวยั อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน (ดา้ นคณุ ภาพผ้เู รยี น) มาตรฐานท่ี 1 คุณภาพของผู้เรียน 1. ผลสมั ฤทธ์ิทางวิชาการของผู้เรยี น 2. คณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ของผเู้ รยี น 4. การบรู ณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ความพอประมาณ ความพอดีท่ไี มน่ ้อยเกนิ ไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบยี ดเบียนตนเองและผู้อืน่ ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พิจารณาจากเหตปุ จั จยั ที่เกย่ี วข้อง ตลอดจนคำนงึ ถงึ ผลทีค่ าดว่าจะเกิดขึน้ จากการกระทำนน้ั ๆ อยา่ งรอบคอบ ความมภี ูมิค้มุ กันที่ดใี นตน การเตรยี มตัวให้พรอ้ มรับผลกระทบและการเปล่ียนแปลงด้านต่างๆ ท่ีจะ เกดิ ขึน้ โดยคำนงึ ถึงความเป็นไปไดข้ องสถานการณ์ต่างๆ ท่ีคาดวา่ จะเกดิ ข้ึนในอนาคต เง่อื นไขความรู้ นกั เรียนมีความรเู้ รอ่ื งการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานญี า เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมคี วามอดทน มีความเพียร ใช้ สติปัญญาในการดำเนินชีวติ
93 5. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ 1. มวี นิ ัย 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. ม่งุ มนั่ ในการทำงาน 6. สาระสำคญั ลมฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงบนโลกทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาในบริเวณมหาสมุทร แปซฟิ กิ สง่ ผลให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมขิ องกระแสนำ้ ในมหาสมทุ รสงู ขน้ึ และทำใหเ้ กดิ ภยั ธรรมชาติ 7. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายการเกิดปรากฏการณ์เอลนโี ญและลานีญาได้ (K) 2. ส่อื สารและนำความร้เู รอ่ื งปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานีญาไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจำวนั (P) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากร้อู ยากเห็น (A) 4. ทำงานรว่ มกับผอู้ ื่นอย่างสรา้ งสรรค์ (A) 8. สาระหลกั / เน้อื หา 8.1 สาระการเรยี นร้แู กนกลาง ปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานีญา – พายุฝนฟ้าคะนอง 8.2 สาระการเรยี นรทู้ ้องถิน่ - 9. ความรูพ้ ื้นฐาน/ ทักษะจำเป็นของผ้เู รยี น - การวเิ คราะห์ - การอธบิ ายและลงข้อสรุป 10. กิจกรรมการเรียนการสอน ข้นั สร้างความสนใจ(Engagement) (1) ครกู ระตุ้นความสนใจของนกั เรยี น โดยการถามคำถามกับนกั เรยี น เช่น – ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาเกิดขึ้นได้อย่างไร (แนวคำตอบ ปรากฏการณ์เอลนีโญเกิด จากการอ่อนกำลังลงของลมค้าตะวันออก และเปลี่ยนทิศทางของลม (กลายเป็นลมค้าตะวันตก) ส่วน ปรากฏการณ์ลานีญา มักเกิดขึ้นหลังจากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ และมีกระบวนการเกิดที่ตรงกันข้ามโดย เกิดจากลมค้าที่พัดอยู่เป็นประจำในมหาสมุทรแปซิฟิกมีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำอุ่นจาก มหาสมทุ รแปซิฟกิ ดา้ นตะวันออกไปสะสมอยู่ทางด้านตะวนั ตก) – ประเทศใดบ้างท่ีได้รบั ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนโี ญและลานญี า (แนวคำตอบ ประเทศ เปรู เอกวาดอร์ และชลิ เี หนือ ไดร้ ับผลกระทบจากปรากฏการณเ์ อลนโี ญ ส่วนประเทศอินโดนเี ซีย ปาปัวนิวกินี และออสเตรเลยี ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานญี า) (2) นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายหาคำตอบเกีย่ วกับคำถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน
94 ขน้ั สำรวจและคน้ หา(Exploration) (1) แบ่งนักเรียนกล่มุ ละ 3–5 คน ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมท่ี 19 สบื ค้นข้อมูลปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา ตามข้นั ตอนท่ไี ด้วางแผนไว้ ดงั น้ี – ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ สบื ค้นขอ้ มลู จากแหลง่ ขอ้ มูลต่าง ๆ เช่น หนังสอื เรยี น หนงั สอื อา้ งอิง หนังสืออ่าน ประกอบ หนงั สือพิมพ์ วารสารต่างๆ หรอื ทางอนิ เทอรเ์ น็ตท่ีมีเว็บไซต์ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั หวั ขอ้ เร่ืองต่อไปน้ี 1) ปรากฏการณเ์ อลนีโญ 2) ปรากฏการณล์ านีญา 3) ผลกระทบทีเ่ กิดจากปรากฏการณ์เอลนโี ญและลานีญา – นำขอ้ มูลท่ีไดใ้ นแตล่ ะกล่มุ มาสรุปและอภปิ รายรว่ มกันในช้ันเรียน (2) ครคู อยแนะนำช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยครเู ดินดรู อบๆ ห้องเรยี นและเปิดโอกาส ให้นกั เรียนทุกคนซักถามเมอื่ มปี ญั หา ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นักเรียนแตล่ ะกลุม่ ส่งตวั แทนกลุม่ นำเสนอผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมหน้าหอ้ งเรยี น (2) นักเรยี นและครรู ว่ มกนั อภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยใชแ้ นวคำถามต่อไปน้ี – ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานญี ามกี ระบวนการเกดิ อย่างไร (แนวคำตอบ ปรากฏการณ์เอลนี โญ เกดิ จากการออ่ นกำลังลงของลมคา้ ตะวนั ออก และเปลี่ยนทิศทางของลม (กลายเปน็ ลมค้าตะวนั ตก) จึงทำ ให้ไมส่ ามารถพัดพากระแสนํา้ อุ่นจากด้านตะวนั ออกของมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังบริเวณด้านตะวนั ตกได้เหมือน ในสภาวะปกติ ส่วนปรากฏการณ์ลานญี า มักเกดิ ข้นึ หลงั จากเกิดปรากฏการณเ์ อลนโี ญ และมีกระบวนการเกิด ที่ตรงกันข้าม โดยเกิดจากลมค้าที่พดั อยู่เป็นประจำในมหาสมุทรแปซิฟกิ มีกำลังแรงมากกว่าปกติจึงพดั พาผวิ น้ำอุ่นจากมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออก (บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ประเทศเปรู เอกวาดอร์ และชิลีเหนือ) ไปสะสมอยู่ทางด้านตะวันตก (บริเวณประเทศอินโดนีเซียปาปัวนิวกินี และ ออสเตรเลีย) – ผลกระทบจากปรากฏการณเ์ อลนโี ญไดแ้ ก่อะไรบา้ ง (แนวคำตอบ ผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนีโญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เกิดภัยธรรมชาติ และอุณหภูมิของกระแสน้ำในมหาสมุทร สูงข้นึ ) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนข้าใจว่า การเกิด ปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานญี าทำใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลงของภูมิอากาศ เกดิ ภัยธรรมชาติ และอุณหภูมิของ กระแสน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น การสร้างบ้านเรอื นที่อยู่อาศยั การเลอื กเส้อื ผ้าใหเ้ หมาะสม และการเพาะปลูกหรอื เกษตรกรรม ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (1) นักเรยี นทำแผนภาพแสดงการเกดิ ปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานีญาใหน้ ่าสนใจและเขา้ ใจงา่ ย (2) นักเรยี นสืบคน้ ขอ้ มูลเก่ียวกบั ผลกระทบท่ีเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ แล้วจัดทำป้ายนิเทศหน้า ชั้นเรยี น
95 ข้ันประเมิน (Evaluation) (1) ครใู หน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพจิ ารณาว่า จากหวั ข้อท่เี รยี นมาและการปฏิบัติกจิ กรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เขา้ ใจหรอื ยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิม่ เติมให้นักเรียนเขา้ ใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง (3) นักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำ ความรู้ทไ่ี ด้ไปใชป้ ระโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคำถาม เชน่ – ปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานญี าเกิดขน้ึ ได้อยา่ งไร – ลมคา้ เกย่ี วข้องกับปรากฏการณเ์ อลนีโญและลานีญาในลักษณะใด 11. ส่ือการเรียนการสอน 1. หนังสือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 เล่ม 2 2. ใบกิจกรรมท่ี 19 สบื ค้นข้อมูลปรากฏการณเ์ อลนโี ญและลานีญา 12. แหล่งเรยี นรู้ 12.1 แหลง่ เรยี นร้ภู ายในโรงเรยี น 12.1.1 ห้องสมดุ 12.1.2 internet 12.2 แหล่งเรยี นรู้ภายนอกหอ้ งเรียน - 12.3 ภมู ปิ ัญญาท้องถนิ่ -
96 13. การวัดผลประเมินผล วธิ กี ารวดั เครือ่ งมือ เกณฑก์ ารประเมิน คณุ ลกั ษณะทต่ี อ้ งการวดั 1.ประเมนิ ใบกจิ กรรมท่ี 1.ใบกจิ กรรมที่ ไดค้ ะแนนร้อยละ 60 ข้ึนไป 1. อธบิ ายการเกิด 19 สืบคน้ ขอ้ มูล 19 สบื ค้นข้อมูล = ผ่านเกณฑ์ ปรากฏการณเ์ อลนโี ญและ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ปรากฏการณ์ ลานญี าได้ (K) และลานญี า เอลนโี ญและ ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 ข้นึ ไป ลานญี า = ผา่ นเกณฑ์ 1. สอ่ื สารและนำความรู้ 1.ประเมินการนำเสนอ 1. แบบประเมิน เรอื่ งปรากฏการณเ์ อลนโี ญ หนา้ ชน้ั เรียน การนำเสนอหน้า และลานญี าไปใชป้ ระโยชน์ ชั้นเรยี น ในชีวติ ประจำวนั (P) 1..การสังเกตและ 1. มีความสนใจใฝร่ ู้หรอื ประเมินผลพฤตกิ รรม 1.แบบประเมนิ ได้คะแนนระดับ 2 ขึน้ ไป = อยากรู้อยากเหน็ (A) รายบคุ คล 2. ทำงานร่วมกบั ผอู้ นื่ อย่าง 2. การประเมนิ ลักษณะ พฤตกิ รรม ผา่ นเกณฑ์ สร้างสรรค์ (A) อันพงึ ประสงค์ รายบุคคล 2.แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึง ประสงค์
97
98
99 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัส ว21102 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 6 เร่อื ง กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟา้ อากาศ แผนการเรยี นรูท้ ี่ 34 เรอ่ื ง การพยากรณ์อากาศ เวลา 2 ชั่วโมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผล ต่อสงิ่ มชี วี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรียนรู้ ว 3.2 ม. 1/4 อธิบายการพยากรณ์อากาศ และพยากรณ์อากาศอยา่ งง่ายจากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้ ว 3.2 ม. 1/5 ตระหนกั ถงึ คุณคา่ ของการพยากรณ์อากาศ โดยนำเสนอแนวทางการปฏบิ ัติตนและการ ใชป้ ระโยชนจ์ ากคำพยากรณ์อากาศ 2. จุดเนน้ 2.1 ดา้ นทกั ษะความสามารถ 1. ทกั ษะการสรา้ งแบบจำลอง 2. การใช้เทคโนโลยี 3. การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพ่อื การแกป้ ัญหา 4. การสื่อสารอยา่ งสรา้ งสรรค์ 2.2 ด้านคณุ ลักษณะตามชว่ งวยั อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน (ดา้ นคุณภาพผเู้ รียน) มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผูเ้ รียน 1. ผลสัมฤทธทิ์ างวชิ าการของผูเ้ รียน 2. คณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงคข์ องผ้เู รยี น 4. การบรู ณาการกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ความพอประมาณ ความพอดีทไี่ มน่ อ้ ยเกินไปและไมม่ ากเกินไป โดยไม่เบยี ดเบยี นตนเองและผู้อ่ืน ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดย พิจารณาจากเหตุปจั จยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ตลอดจนคำนงึ ถึงผลท่คี าดวา่ จะเกดิ ข้นึ จากการกระทำนน้ั ๆ อยา่ งรอบคอบ ความมีภูมิคมุ้ กนั ที่ดใี นตน การเตรียมตวั ให้พรอ้ มรับผลกระทบและการเปล่ียนแปลงด้านต่างๆ ท่ีจะ เกิดขึ้น โดยคำนงึ ถึงความเปน็ ไปได้ของสถานการณต์ ่างๆ ทค่ี าดวา่ จะเกดิ ขนึ้ ในอนาคต เง่อื นไขความรู้ นักเรียนมคี วามรเู้ รื่องการพยากรณ์อากาศ เงื่อนไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมคี วามอดทน มีความเพียร ใช้ สตปิ ัญญาในการดำเนินชีวติ
100 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มวี นิ ยั 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุง่ ม่ันในการทำงาน 6. สาระสำคัญ ลมฟ้าอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ด้วยเหตุน้ีจงึ มีการศึกษาเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพลม ฟ้าอากาศทเี่ รยี กว่า อุตนุ ยิ มวทิ ยา และการทำนายลักษณะอากาศท่เี รียกว่า การพยากรณอ์ ากาศ ปัจจุบันมกี าร นำเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัย เช่น ดาวเทียมตรวจสภาพลมฟ้าอากาศมาใช้ในการเก็บรวบรวม ขอ้ มูลเก่ยี วกบั สภาพลมฟา้ อากาศทเ่ี กิดขนึ้ 7. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. อธบิ ายความสำคัญของการพยากรณอ์ ากาศได้ (K) 2. แปลความหมายของสญั ลักษณแ์ ละข้อความในการพยากรณอ์ ากาศได้ (K) 3. สอื่ สารและนำความรเู้ รื่องการพยากรณ์อากาศไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ได้ (P) 4. มคี วามสนใจใฝ่รู้หรืออยากรอู้ ยากเห็น (A) 5. ทำงานรว่ มกับผูอ้ ่นื อยา่ งสรา้ งสรรค์ (A) 8. สาระหลัก/ เน้อื หา 8.1 สาระการเรยี นรู้แกนกลาง การพยากรณ์อากาศ – อตุ นุ ิยมวทิ ยากบั ชวี ติ ประจำวนั 8.2 สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถน่ิ - 9. ความรพู้ ืน้ ฐาน/ ทักษะจำเป็นของผู้เรียน - การวิเคราะห์ - การอธิบายและลงข้อสรุป 10. กจิ กรรมการเรียนการสอน ข้นั สรา้ งความสนใจ(Engagement) 1) ครูสนทนาซักถามกับนักเรียนว่า วันนี้ใครได้ติดตามการพยากรณ์อากาศบ้าง อากาศวันนี้เป็น อยา่ งไรบ้าง (แนวคำตอบ มเี มฆเปน็ สว่ นมากและมฝี นฟ้าคะนองบางพน้ื ท่)ี 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ เร่ือง การพยากรณอ์ ากาศ ขั้นสำรวจและค้นหา(Exploration) (1) แบ่งนักเรยี นกลุ่มละ 4–5 คน ปฏิบัติกิจกรรมที่ 20 สำรวจการพยากรณ์อากาศ ตามขั้นตอนที่ได้ วางแผนไว้ ดังนี้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118