ภาษาไทย หลกั ภาษาและการใชภ้ าษา ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒ กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตอนท่ี ๑ ตอนท่ี ๒ ตอนที่ ๓ ตอนท่ี ๔ ๑_หลกั สูตรวิชาภาษาไทย ๒_แผนการจัดการเรยี นรู้ ๓_PowerPoint_ประกอบการสอน ๔_ใบงาน_เฉลย ๕_ข้อสอบประจาหนว่ ย_เฉลย ๖_ขอ้ สอบ_เฉลย ๗_การวดั และประเมนิ ผล ๘_เสริมสาระ ๙_สื่อเสริมการเรียนรู้ บรษิ ทั อกั ษรเจรญิ ทัศน์ อจท. จำกดั : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศพั ท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com
๑ตอนที่ ทกั ษะการอ่าน ๑หนว่ ยการเรียนรู้ที่ การออกเสยี ง จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๑. อำ่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองได้ถกู ต้อง ๒. มมี ำรยำทในกำรอ่ำน
ควำมรพู้ ืน้ ฐำนในกำรอำ่ น ความหมาย การอ่านแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท การอา่ นในใจ กำรอ่ำนในใจ เปน็ กำรอ่ำนเพื่อทำควำมเขำ้ ใจขอ้ ควำมตัวอกั ษรและสญั ลกั ษณต์ ำ่ งๆ การอา่ นออกเสยี ง เปน็ กำรเปลง่ เสยี งตำมตวั อักษรและสญั ลกั ษณ์ต่ำงๆ เพื่อใหผ้ ้ฟู งั เข้ำใจควำมหมำย
องค์ประกอบพื้นฐานในการฝกึ อา่ น ฝกึ ใชส้ ายตา มสี มำธิ กำรกวำดสำยตำจะช่วยใหอ้ ่ำนหนงั สอื ได้เร็วข้นึ ฝกึ การเสียง เสยี งดงั พอประมำณ ใชเ้ สยี งหนักเบำเพื่อเน้นควำมสำคญั ของขอ้ ควำมให้สอดคล้องกับเน้อื เร่อื ง ฝึกการใชอ้ ารมณ์ สอดแทรกอำรมณใ์ หเ้ หมำะสมกบั เน้ือเรอื่ งและเจตนำของผู้เขยี น ฝึกอา่ นให้คล่องและถกู ตอ้ งตามอกั ขระวิธี ออกเสยี งคำควบกลำ้ ร ล ใหช้ ดั เจน ฝกึ ใช้อวัยวะ ปาก คอ ในการออกเสียง ฝึกฝนออกเสยี ง ใชอ้ วัยวะต่ำงๆ ใหท้ ำงำนได้ถกู ต้องตำมอักขระ ฝึกการวางบุคลกิ ภาพ ยนื นัง่ วำงทำ่ ทำงใหส้ งำ่ งำมเป็นปกติ
ความสาคัญของการอ่าน ไดร้ ับสาระความรู้ต่างๆ ทำใหท้ ันตอ่ เหตกุ ำรณ์ ปรับตัวเข้ำกับกระแสควำมเปล่ียนแปลงของโลกได้ ไดส้ ร้างจนิ ตนาการ ฝึกกระบวนการคดิ ทำมอี ิสระทำงควำมคิด ทำให้เกดิ สมำธิ ไดฝ้ ึกฝนทกั ษะ กำรตีควำมไปตำมประสบกำรณข์ องตน
มารยาทในการอ่าน ไม่อ่านจดหมาย หนังสือ หรือสมุดบนั ทึกสว่ นตัว (อนทุ นิ ) ของผ้อู ่นื โดยไม่ได้รบั อนุญำต เพรำะเป็นกำรละเมิดสทิ ธิส่วนบุคคลและเสียมำรยำทไม่ใสใ่ จ ในร้านขายหนังสอื ควรนงั่ อ่ำนเงียบๆ ไม่สง่ เสยี งดัง ไม่คัดลอกข้อควำม ไม่แสดงพฤติกรรมต่ำงๆ ทจี่ ะสรำ้ งควำมรำคำญให้แก่ผอู้ ่นื ไม่ควรชะโงกศรี ษะ เข้ำไปยังหนังสอื ขณะที่ผู้อื่นกำลงั อำ่ นอยู่ การอ่านออกเสยี ง ตอ้ งอำ่ นดว้ ยเสยี งที่ดังเหมำะสม หำกอำ่ นในใจไมค่ วรใหม้ เี สยี งหรือทำปำกขมุบขมบิ ขณะอำ่ น เม่อื อยู่ในวงสนทนา หรือทีป่ ระชุมไมค่ วรหยบิ หนังสือขนึ้ มำอำ่ น เพรำะเป็นกำรเสยี มำรยำทแสดงถงึ ควำมไมใ่ สใ่ จ
กำรอำ่ นออกเสียงบทร้อยแกว้ รอ้ ยแกว้ หมำยถึง ถ้อยคำทพ่ี ูดและเขยี น เพื่อสอื่ สำรกันอยเู่ ปน็ ปกตใิ นชวี ิตประจำวัน มคี วำมถูกต้องตำมแบบแผนหรือไวยำกรณ์ หลกั การอา่ นออกเสียงรอ้ ยแกว้ อา่ นใหถ้ ูกตอ้ งตามอักขรวธิ ี อ่ำนออกเสียงควบกลำ้ กรีดกรำย กลับกลอก ขวกั ไขว่ อำ่ นออกเสียงอักษรนำ สมัครสมำน อ่ำนวำ่ สะ - หมฺ กั - สะ – หฺมำน อำ่ นแบบเรียงพยำงค์ สมำคม อ่ำนวำ่ สะ - มำ - คม อำ่ นออกเสยี งคำบำลี สันสกฤต เมรุ อำ่ นวำ่ เมน อำ่ นออกเสยี งคำสมำส พุทธศำสนำ อ่ำนวำ่ พดุ - ทะ - สำด - สะ - หฺนำ
๒. อา่ นตามความนิยม อุดมคติ อ่ำนว่ำ อุ - ดม - คะ - ติ หรอื อุ - ดม - มะ - คะ - ติ โบรำณคดี ” โบ - รำน - คะ - ดี หรอื โบ - รำน - นะ - คะ - ดี ดิเรก ” ดิ - เหรฺ ก ผลไม้ ” ผน - ละ - ไม้ ๓. การอ่านตัวย่อ ควรอ่านคาเต็มของคาท่ีถกู ยอ่ ไว้ กห. ไดง้ บฯ จำก กค. ปรบั ปรงุ กองทัพ ๑๐ ลำ้ น อ่ำนวำ่ กระทรวงกลำโหมไดง้ บประมำณจำกกระทรวงกำรคลัง ปรบั ปรงุ กองทพั ๑๐ ลำ้ น
๔. การอา่ นตัวเลขและเคร่อื งหมายต่างๆ ๐๑๒๓๔๕๖๗๘๙ ฯ ฯลฯ การอ่านจานวนเลขตั้งแต่ ๒ หลกั ข้ึนไป ๑๑ อำ่ นว่ำ สบิ – เอด็ การอ่านตวั เลขที่มจี ุดทศนิยม ๑.๒๓๔ อ่ำนวำ่ หฺนึง่ - จุด - สอง - สำม – ส่ี การอา่ นตวั เลขบอกเวลา ๒๓.๐๐ อ่ำนว่ำ ยี่ - สิบ - สำม - นำ - ลิ – กำ การอ่านบา้ นเลขท่ี ๕๖/๓๙๒ อำ่ นวำ่ หำ้ - สิบ - หก - ทบั - สำม - เก้ำ – สอง การอา่ นเครื่องหมายไปยาลนอ้ ย กรุงเทพฯ อ่ำนว่ำ กรฺ งุ - เทบ - มะ - หำ - นะ – คอน การอ่านเครอ่ื งหมายไปยาลใหญ่ พยญั ชนะไทย ๔๔ ตวั มี ก ฯลฯ ฮ อ่ำนว่ำ พะ - ยัน - ชะ - นะ - ไท - ส่ี - สิบ - ส่ี - ตัว - มี - กอ - ละ - ถงึ - ฮอ
๕. อา่ นนามเฉพาะ (วสิ ามานยนาม) จตรุ พกั ตรพิมำน อำ่ นว่ำ จะ - ตุ - ระ - พัก - พิ - มำน (อำเภอในจงั หวัดรอ้ ยเอด็ ) บ้ำนแพรก ” บำ้ น - แพฺรก (อำเภอในจงั หวัดลพบรุ ี) กันตวจรมวล ” กนั - ตวด - ระ - มวน (อำเภอในจังหวัดสรุ นิ ทร์) จติ รลดำรโหฐำน ” จดิ - ละ - ดำ - ระ - โห - ถำน รำชบณั ฑิตยสถำน ” รำด - ชะ - บนั - ดดิ - ตะ - ยะ - สะ - ถำน
การฝึกอ่านออกเสยี งบทร้อยแก้ว การอ่านบทบรรยาย / เว้นวรรคเมื่อจบข้อควำมหน่งึ ๆ เพอ่ื หยุดพักหำยใจ // เมือ่ อำ่ นจบข้อควำมหลกั ซ่งึ เคร่ืองหมำย // จะเว้นวรรคยำวกว่ำ / เล็กนอ้ ย ___ ขีดใตค้ ำ แสดงว่ำเป็นเสยี งหนัก เขียนบนคำ แสดงวำ่ อำ่ นแบบทอดจังหวะ แสดงว่ำเป็นข้อควำมทีเ่ น้นเสยี งสงู แสดงวำ่ เปน็ ข้อควำมท่ีเน้นเสยี งตำ่ การอา่ นบทพรรณนา เป็นงำนเขียนทส่ี อดแทรกอำรมณ์ ควำมรสู้ กึ ของผเู้ ขียนที่มีตอ่ สง่ิ ใดส่งิ หนง่ึ เพอ่ื ใหผ้ ้อู ำ่ นเกิดควำม ซำบซึ้ง ประทบั ใจ และคล้อยตำม โดยผู้เขยี นเลือกใช้ถ้อยคำทไี่ พเรำะ สร้ำงจนิ ตภำพ
กำรอำ่ นออกเสียงบทร้อยกรอง รอ้ ยกรอง เปน็ บทประพนั ธท์ แ่ี ต่งตำมลกั ษณะข้อบงั คับของฉนั ทลกั ษณ์ เชน่ บังคับจำนวนคำ สมั ผสั เสียงหนัก เบำ เปน็ ต้น ร้อยกรองแบ่งเปน็ ประเภทใหญ่ๆ ได้ ๖ ประเภท คือ โคลง ฉันท์ กำพย์ กลอน รำ่ ย และลลิ ติ หลกั การฝกึ อ่านออกเสยี งบทร้อยกรอง ฝึกอ่ำนใหถ้ กู ตอ้ งตำมทำนองและลลี ำของลกั ษณะคำประพนั ธ์ ฝึกอำ่ นออกเสยี งอักขระ คำควบกล้ำ ให้ถูกตอ้ งชดั เจน ฝึกอำ่ นเอื้อเสยี งสัมผสั เพื่อใหเ้ กดิ ควำมไพเรำะ ฝึกอำ่ นให้เตม็ เสยี งและตอ่ เนือ่ ง ไม่ขำดเปน็ หว้ งๆ สอดแทรกอำรมณ์ให้เหมำะสม ฝึกอ่ำนเวน้ วรรคตอนใหเ้ หมำะกบั เนื้อหำ ฝึกอ่ำนจำกครูผ้สู อนทม่ี ที ักษะในกำรอ่ำนท่ีถกู ตอ้ ง
แบบฝกึ การอ่านออกเสียงบทร้อยกรอง กลอนบทละคร • กำรอ่ำนคำน้อย ให้อำ่ นโดยใส่เสียงเอือ้ นให้ยำวกวำ่ ปกติ เชน่ “เมอื่ นน้ั ...” • กำรอ่ำนคำมำก ใหอ้ ่ำนรวบคำให้มีควำมกระชับตรงวรรคและระมัดระวงั ไม่ให้ผดิ ไปจำกควำมหมำย • กำรอ่ำนคำจำนวนปกติ เช่น “รจนำ/นำรี/มศี ักดิ์” “เทพไท/อุปถัมภ/์ นำชัก” • อำ่ นเนน้ คำทต่ี อ้ งกำรให้โดดเดน่ เช่น “เป็นชำยดดู ูม๋ ำหมิน่ ชำย มติ ำยก็จะไดเ้ หน็ หนำ้ ” • อำ่ นแสดงอำรมณใ์ ห้สมกบั บทบำทของตัวละคร เชน่ อำรมณ์โกรธต้องกระแทกเสียง บทเศรำ้ ต้องทอดเสยี ง เป็นตน้
กลอนเพลงยาว • ผู้อำ่ นต้องพจิ ำรณำจำนวนคำทีอ่ ่ำนว่ำวรรคใดควรอำ่ นลงจงั หวะ ๒/๒/๓, ๓/๒/๓ หรอื ๓/๓/๓ และรูจ้ กั รวบคำ • ผู้อ่ำนตอ้ งพิจำรณำบทอ่ำนว่ำสอ่ื อำรมณใ์ ด ควรอ่ำนใส่อำรมณ์ใหส้ อดคลอ้ งกบั เนอ้ื หำ • ผู้อำ่ นควรอำ่ นโดยเน้นคำสำคญั เพอื่ แสดงอำรมณ์ • ผอู้ ำ่ นตอ้ งทอดเสียงในวรรคสดุ ทำ้ ยเพ่ือให้รู้ว่ำจบควำม กลอนนทิ าน • แบง่ จงั หวะกำรอ่ำนเป็น ๓/๒/๓, ๒/๒/๓, ๒/๓/๓ หรอื ๓/๓/๓ ก็ได้ แตส่ ว่ นมำกมกั เป็น ๓/๒/๓ • ทำนองในกำรอำ่ นกลอนนทิ ำน โดยท่วั ไปนิยมอำ่ นเสยี งสงู ๒ วรรค เสยี งต่ำ ๒ วรรค • อ่ำนคำใหส้ มั ผัสกนั เพื่อควำมไพเรำะ • อ่ำนใหไ้ ดอ้ ำรมณ์ตำมเนื้อเรอ่ื ง ปรับน้ำเสยี งให้สอดคล้องกบั อำรมณข์ องตัวละคร การอ่านกาพยห์ ่อโคลง • กำรอำ่ นกำพยย์ ำนี ๑๑ วรรคหนำ้ มี ๕ คำ จะแบ่งจงั หวะเป็น ๒/๓ วรรคหลงั มี ๖ คำ จะแบ่งจงั หวะเปน็ ๓/๓ • กำรอำ่ นโคลงส่สี ภุ ำพ มี ๔ บำท หนึ่งบำทแบ่งเป็น ๒ วรรค วรรคหน้ำ ๕ คำ จะแบ่งจงั หวะเปน็ ๒/๓ หรอื ๓/๒
๒หน่วยการเรยี นรู้ท่ี การอ่านในชีวติ ประจาวนั จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. จับใจควำมสำคญั สรุปควำม และอธิบำยรำยละเอียดจำกเรอ่ื งท่ีอ่ำนได้ ๒. เขียนผงั ควำมคดิ เพอ่ื แสดงควำมเข้ำใจในบทเรียนต่ำงๆ ท่อี ่ำนได้ ๓. อภปิ รำยแสดงควำมคดิ เหน็ และข้อโต้แยง้ เกี่ยวกบั เร่อื งท่ีอำ่ นได้ ๔. วิเครำะห์และจำแนกขอ้ เท็จจรงิ ข้อมลู สนบั สนนุ และขอ้ คดิ เหน็ จำกบทควำมที่อ่ำนได้ ๕. ระบขุ อ้ สงั เกตกำรชวนเช่ือ กำรโนม้ นำ้ ว หรือควำมสมเหตสุ มผลได้ ๖. อ่ำนหนังสอื บทควำม อย่ำงหลำกหลำยและประเมินคุณค่ำได้
กำรอ่ำนเพอ่ื จับใจควำมสำคัญ ความหมาย หมำยถึง กำรอ่ำนเพือ่ คน้ หำสำระสำคญั ของเร่อื ง ซง่ึ ผเู้ ขียนตอ้ งกำรส่ือ โดยในย่อหน้ำหน่ึงๆ จะมีใจควำมสำคญั เพยี งใจควำมเดียว ความสาคัญของการอา่ นจบั ใจความสาคญั เปน็ พืน้ ฐานของการอา่ น สำมำรถนำไปตอ่ ยอดเป็นกำรวิเครำะห์และประเมนิ คำ่ เรอื่ งทอี่ ำ่ นได้ เป็นการรบั ทราบข้อมลู เป็นกำรอ่ำนคร่ำวๆ เพ่อื ค้นหำใจควำมสำคัญที่สุด ในระยะเวลาสั้น ผู้อ่ำนจงึ ใช้เวลำในกำรอำ่ นสนั้ และรับสำรได้ตรงประเดน็ เปน็ การนาความรไู้ ปใช้ ทำให้ทรำบควำมคดิ และควำมรทู้ ่ผี เู้ ขียนถ่ำยทอด ในชวี ติ ประจาวัน
หลกั การอา่ นเพือ่ จบั ใจความสาคัญ อา่ น พิจารณา ควรทำควำมเข้ำใจเนื้อหำต้ังแต่ตน้ จนจบ ควรพิจำรณำข้อควำมในแตล่ ะย่อหน้ำ เพ่ือสรุปวำ่ เป็นเรื่องอะไร ใคร ทำอะไร เพอ่ื ค้นหำใจควำมสำคญั หลัก ทไ่ี หน เมอ่ื ไร อย่ำงไร และทำไม ซง่ึ จะมีลักษณะเปน็ ประโยค เรยี บเรียง ทบทวน ควรเรียบเรยี งใจควำมสำคัญของเรอ่ื ง ผ้อู ำ่ นควรทบทวนเน้ือหำทเ่ี รียบเรียงขน้ึ ทร่ี วบรวมไดด้ ้วยสำนวนภำษำของตนเอง ใหม่วำ่ มใี จควำมสำคญั ครบถ้วนหรอื ไม่
การเขียนผังความคิด เขยี นประเดน็ หลกั ไวต้ รงกึ่งกลำงหนำ้ กระดำษท่ไี ม่มีเสน้ บรรทัดและวำงในแนวนอน เขียนประเดน็ รองไว้รอบๆ ประเดน็ หลัก แลว้ จึงลำกเสน้ เชื่อมโยง เขียนประเดน็ ย่อยท่สี มั พนั ธ์กบั ประเดน็ รองแตกออกไปเรื่อยๆ แล้วจงึ ลำกเส้นเชื่อมโยง เขยี นสัญลกั ษณส์ อ่ื ควำมหมำย เป็นเครอื่ งแทนควำมคดิ ใหม้ ำกทส่ี ุด ระบำยสีเสน้ ประเด็นรองและประเด็นยอ่ ยแต่ละดำ้ นทโ่ี ยงออกไปให้เปน็ สีเดียวกนั
กำรอำ่ นเพ่อื วิเครำะห์ ความหมาย กำรอำ่ นเพ่อื แยกแยะเนอ้ื หำที่ผเู้ ขยี นสอื่ สำร ให้ได้วำ่ ขอ้ ควำมใดเป็นขอ้ เท็จจรงิ ขอ้ คดิ เหน็ หรือควำมรู้สกึ ของผู้เขยี น ความสาคัญของการอ่านจับใจความสาคญั ผอู้ ่ำนทรำบ ผ้อู ่ำนเหน็ ใจควำมสำคญั ของเร่ือง ควำมสมั พนั ธข์ องข้อมลู ผู้อ่ำนทรำบ ผู้อำ่ นเกิดควำม ขอ้ มูลในระดับสงู ประทับใจในส่งิ ทีอ่ ่ำน
หลักการอ่านเพือ่ วเิ คราะห์ พิจารณารปู แบบ จับใจความสาคญั แยกพจิ ารณา พิจารณาการ เรียงลาดับเหตุการณ์ พิจารณาการใช้ สานวนภาษา
กำรอ่ำนเพื่อประเมินคำ่ ความหมาย คอื กำรใชว้ จิ ำรณญำณ ควำมรู้ หรอื ประสบกำรณข์ องตนเอง ทำควำมเข้ำใจเรอ่ื งท่อี ำ่ นอย่ำงมีเหตุผล แลว้ ตดั สินใจได้วำ่ ผเู้ ขยี นนำเสนอเนอ้ื หำถูกตอ้ ง นำ่ เช่ือถือหรือไม่ ความสาคญั ของการอ่านเพอ่ื ประเมินคา่ ทำใหเ้ กดิ วจิ ำรณญำณ พฒั นำศักยภำพกำรอำ่ น ไดข้ ้อคิดนำไปใชใ้ น ชวี ติ ประจำวนั
หลกั การอา่ นเพอื่ ประเมนิ ค่า จบั ใจควำมสำคญั วิเครำะหอ์ งค์ประกอบ วเิ ครำะห์กลวธิ กี ำรนำเสนอ ของเรื่อง และกำรใชภ้ ำษำ พจิ ำรณำแนวคิดหรือข้อคดิ
๒ตอนท่ี การพัฒนาทักษะการเขียน ๑หน่วยการเรียนรู้ท่ี การเขียนเพอ่ื การส่อื สาร จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ๑. เขยี นบรรยำยและพรรณนำได้ ๒. เขยี นเรยี งควำมได้ ๓. เขยี นยอ่ ควำมได้ ๔. เขียนรำยงำนกำรศกึ ษำคน้ คว้ำได้ ๕. เขยี นจดหมำยกจิ ธรุ ะได้ ๖. เขียนวิเครำะห์ วิจำรณ์ แสดงควำมรู้ ควำมคดิ เหน็ โตแ้ ยง้ ได้ ๗. มีมำรยำทในกำรเขยี น
ควำมร้พู ื้นฐำนเก่ยี วกบั กำรเขยี น ความสาคญั ของการเขียน • กำรเขียนเป็นทักษะกำรสื่อสำรท่ีทำให้มนษุ ยร์ ับรคู้ วำมตอ้ งกำรของอกี ฝำ่ ยหนึ่ง • กำรเขียนเปน็ กำรแสดงออกซง่ึ ภมู ปิ ัญญำของมนษุ ย์ • กำรเขียนเป็นเคร่ืองถำ่ ยทอดมรดกทำงภมู ิปัญญำ • กำรเขยี นเป็นเครือ่ งสร้ำงควำมสำมคั คแี ละควำมเจรญิ รุ่งเรอื ง จุดมุ่งหมายของการเขียน กำรเขียนเพือ่ เลำ่ เรอื่ ง กำรเขยี นเพอื่ สรำ้ งจินตนำกำร กำรเขยี นเพอื่ อธิบำย กำรเขยี นเพื่อโน้มนำ้ วใจ กำรเขยี นเพื่อแสดงควำมคดิ เหน็ กำรเขียนเพอ่ื กิจธรุ ะ
ความสมั พนั ธ์ของการเขียนและการอา่ น กำรเขยี นเป็นกำรใช้ภำษำทีต่ อ้ งแสดงออกทัง้ ควำมรู้ ควำมคดิ และควำมรู้สกึ ผ้เู ขยี นจำเป็นตอ้ งมปี ระสบกำรณใ์ นดำ้ นตำ่ งๆ พอสมควร มารยาทในการเขียน • เขียนให้ถูกตอ้ งตำมอกั ขรวธิ ี • เขยี นสิง่ ท่ีเป็น • เขยี นด้วยควำมรบั ผดิ ชอบ ถกู ศีลธรรม จรรยำ จำรีต ประเพณี • ใช้ถ้อยคำสภุ ำพไพเรำะ • เขยี นสง่ิ ทมี่ คี ณุ ค่ำก่อใหเ้ กดิ ควำมสงบสขุ แกป่ ระเทศชำติ • ไมค่ ัดลอกงำนเขยี นของผอู้ นื่
กำรใชค้ ำในกำรเขยี น ใชค้ าใหต้ รงความหมาย ในภำษำไทยมีคำจำนวนมำกท่ีมีควำมหมำยคล้ำยกัน หำกไม่ทรำบควำมหมำยที่แทจ้ รงิ ก็จะนำมำใช้ไมถ่ ูกตอ้ ง เช่น พอ่ ฝาน มะม่วงรบั ประทำนกับนำ้ ปลำหวำน ฝาน มคี วำมหมำยว่ำ ตดั บำงๆ (มักใช้กบั ผลไม้) ใช้คาท่ีแสดงความหมายชัดเจน ไม่คลุมเครอื ซับซอ้ น เช่น ฉันพรอ้ มนอ้ งกำลงั จะออกไปออกกำลงั กำย ประโยคทถ่ี ูกตอ้ ง คอื ฉนั กับนอ้ งกาลังไปออกกาลังกาย
ใช้คาให้ถกู ต้องตามชนิดของคา คำในภำษำไทยมีหลำยชนิด แตล่ ะชนิดมลี ักษณะและหนำ้ ท่ีแตกต่ำงกนั กำรใชค้ ำใหถ้ กู ตอ้ งตำม ชนดิ ของคำ ถูกหลกั ไวยำกรณ์ จะทำใหป้ ระโยคชดั เจน ใชค้ าใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล ภำษำไทยเป็นภำษำที่มวี ฒั นธรรม กำรใชค้ ำบำงคำเหมำะสำหรับใชก้ ับเด็ก บำงคำเหมำะสำหรบั ผู้ใหญ่ ผ้ชู ำย ผ้หู ญิง ผู้ท่ีมีสถำนภำพทำงสงั คมแตกตำ่ งกนั ผเู้ ขียนควรพจิ ำรณำวำ่ จะใช้อยำ่ งไร ใช้คาให้กระชับ กำรใชค้ ำมำกแตส่ ือ่ ควำมเท่ำเดิม เรยี กว่ำ ใช้คำฟมุ่ เฟอื ย ผเู้ ขยี นควรใช้ถ้อยคำเทำ่ ทจี่ ำเป็น หรือใช้ คำใหก้ ระชบั ชดั เจน ใชค้ าใหห้ ลากหลาย ผู้เขยี นควรใชถ้ ้อยคำไม่ซำ้ และรูจ้ ักหลำกคำ โดยเลือกคำทมี่ ีควำมหมำยเหมือนกันหรอื ใกลเ้ คียงกนั มำใช้
ใชถ้ อ้ ยคาสุภาพ ควรใช้ภำษำสุภำพ ประณตี ในกำรใชใ้ ห้เหมำะสมกบั บคุ คลและโอกำส คำท่ีใช้ต้องไมห่ ยำบ ไมเ่ ปน็ คำด่ำ คำผวนทมี่ ีควำมหมำยหยำบคำย คำสแลง คำคะนอง หรือใช้คำภำษำต่ำงประเทศในกำรเขียนสอ่ื สำร ไมใ่ ชภ้ าษาพูดในการเขียน ภำษำพูด หรือภำษำปำกมีควำมแตกต่ำงจำกภำษำเขียนผเู้ ขยี นไมค่ วรใชภ้ ำษำพดู ในกำรส่อื สำรผ่ำนงำนเขียน ใชค้ าให้เกดิ จินตภาพ ผูเ้ ขียนควรใช้ถอ้ ยคำที่ทำใหผ้ ูร้ ับสำรเหน็ ภำพชัดเจน หรือเกิดอำรมณ์ควำมรูส้ ึกคลอ้ ยตำมผู้เขยี น
กำรเขยี นบรรยำย ประเภทของเรื่องทใ่ี ชว้ ิธีการเขียนบรรยาย ประวัตชิ วี ิตบุคคลต่ำงๆ หรือเรียกวำ่ ชีวประวัติ ข้อเทจ็ จรงิ หรือเหตุกำรณท์ ำงประวัติศำสตร์ เร่อื งที่แตง่ ขึ้น เหตกุ ำรณ์ที่เกดิ ข้นึ หลักการเขียนบรรยาย เขียนเฉพำะสำระสำคัญ ใชภ้ ำษำทก่ี ระชบั ชัดเจน เรียบเรียงขอ้ มูล หรือควำมคดิ ที่ต้องกำรสอื่ สำรให้สอดคลอ้ ง สัมพนั ธ์ และต่อเนื่องกัน
กำรเขียนพรรณนำ ความหมาย หมำยถึง กำรใหร้ ำยละเอยี ดของสงิ่ ใดส่งิ หนึ่งหรือเร่อื งใดเรื่องหน่ึง ดว้ ยถ้อยคำท่ีไพเรำะ เกิดจินต ภำพ เหน็ ควำมเคล่ือนไหว จำนวน สี ขนำด และได้ยนิ เสียง มีจดุ มงุ่ หมำยโนม้ น้ำวอำรมณ์ของ ผอู้ ่ำนให้คลอ้ ยตำมและเกดิ ควำมประทบั ใจ ประเภทของเรอ่ื งทีใ่ ช้วิธีการเขียนพรรณนา กำรพรรณนำบคุ คล กำรพรรณนำสถำนที่ กำรพรรณนำธรรมชำติ กำรพรรณนำเหตุกำรณ์
หลกั การเขยี นพรรณนา • วิเครำะห์ส่ิงท่จี ะพรรณนำทง้ั ภำพรวมและรำยละเอยี ด • กลำ่ วถึงลกั ษณะเด่นตำมลำดบั ควำมสำคญั • กลำ่ วถงึ ลักษณะประกอบของสิ่งทพี่ รรณนำใหส้ อดคลอ้ งกบั ลักษณะเดน่ • เลอื กใช้ถอ้ ยคำทีใ่ หภ้ ำพชัดเจน โดดเด่นทัง้ ควำมหมำยและเสียง • เลอื กใชค้ ำหรือกลุ่มคำท่ีเรียกว่ำ ภำษำภำพพจน์ ทำให้ผรู้ บั สำรมองเห็นภำพและเรำ้ อำรมณ์ ควำมร้สู กึ ให้คลอ้ ยตำมไปกบั เรอ่ื งรำว
กำรเขยี นเรียงควำม องคป์ ระกอบของเรยี งความ คำนำ เน้อื เรื่อง สรปุ การเขยี นเรยี งความจากประสบการณโ์ ดยใชผ้ งั ความคดิ ระดมควำมคดิ นำข้อควำมทร่ี ะดมควำมคิดมำจัดหมวดหมู่ นำข้อมูลที่ได้มำเขียนขยำยควำมในรปู แบบเรียงควำม
กำรเขยี นยอ่ ควำม หลักการเขยี นยอ่ ความ • อ่ำนหรือฟังเร่ืองทจี่ ะย่อตง้ั แตต่ น้ จนจบอยำ่ งนอ้ ย ๒ ครั้ง • เปลยี่ นกำรใชค้ ำสรรพนำมบุรุษท่ี ๑ หรอื สรรพนำมบุรษุ ที่ ๒ เปน็ สรรพนำมบรุ ุษที่ ๓ • ยอ่ คำพดู หรอื คำสนทนำของบุคคลรวมกนั ไปโดยไมใ่ ชเ้ ครือ่ งหมำย “ ” หรือขึน้ บรรทดั ใหม่ • ใชส้ ำนวนภำษำของผยู้ อ่ ในกำรเขยี นเรยี บเรยี งโดยไม่ให้สำระสำคญั เปล่ยี นไป • ถำ้ เรอ่ื งเดิมมีกำรใชค้ ำรำชำศัพทเ์ มอื่ ย่อแลว้ ก็ตอ้นงใช้ให้ถกู ตอ้ ง • ถำ้ เรอ่ื งเดมิ มหี ลำยยอ่ หนำ้ ใจควำมท่ีย่อแล้วให้เขียนรวมเป็นยอ่ หนำ้ เดยี ว • ถำ้ เป็นบทร้อยกรองต้องถอดควำมเปน็ ร้อยแก้วก่อน แลว้ จงึ จับใจควำมสำคัญ • เรยี บเรยี งถอ้ ยคำใหส้ นั้ กระชบั มีควำมยำว ๑ ใน ๓ ของเนอ้ื ควำมเดิม
รูปแบบการเขียนย่อความ กำรย่อนทิ ำน นิยำย พงศำวดำร กำรยอ่ บทควำมทำงวิชำกำร ใหบ้ อกประเภท ชื่อเรือ่ ง ผแู้ ต่ง ใหบ้ อกประเภท ช่อื เรือ่ ง เจ้ำของ ท่มี ำของเรือ่ งเทำ่ ทีท่ รำบ เร่ือง ทม่ี ำของเรือ่ ง กำรยอ่ คำสอน คำกลำ่ วปำฐกถำ ให้บอกประเภท ชื่อเรือ่ ง เจำ้ ของ เรื่อง โอกำส วนั เดอื น ปี ท่ีฟัง และสถำนท่ี
กำรเขยี นจดหมำยกจิ ธุระ ความหมาย เปน็ จดหมำยที่เกี่ยวข้องกับธุระกำรงำนท่ีเป็นส่วนหน่ึงของกำรดำเนินชีวติ โดยอำจเปน็ จดหมำยระหว่ำง บุคคลถึงบุคคล บุคคลถึงบรษิ ทั ห้ำงร้ำน หรอื เป็นจดหมำยของบุคคลถงึ สว่ นรำชกำร หลกั การเขียนจดหมายกิจธรุ ะ เขยี นใหถ้ ูกต้องตำมรปู แบบของจดหมำยแตล่ ะประเภท ใชค้ ำนำ (คำขึน้ ตน้ ) คำสรรพนำม คำลงท้ำยทีเ่ หมำะสมกับสถำนภำพของบุคคลและสมั พันธภำพ ระหวำ่ งผูเ้ ขียนและผรู้ ับ ใช้ถอ้ ยคำสำนวนภำษำท่ีชดั เจน กระชบั รัดกุม สุภำพ สะกดคำให้ถูกต้องตำมหลักภำษำ ถกู ตอ้ งตำมระดับภำษำ กำลเทศะ และบุคคล พมิ พห์ รือเขียนดว้ ยลำยมอื ทอี่ ่ำนงำ่ ย เรียบร้อย สะอำดตำ
กำรเขียนรำยงำนกำรศกึ ษำคน้ คว้ำ ความหมาย เปน็ ศิลปะอยำ่ งหน่ึงทีผ่ เู้ ขยี นจะต้องใช้ควำมสำมำรถในกำรเรียบเรียงเน้อื หำจำกขอ้ มลู ใหส้ ัมพนั ธ์กันอย่ำงเป็นระบบ เพอื่ ใหผ้ ู้อ่ำนเข้ำใจถกู ตอ้ งชัดเจนผูเ้ ขียนจึงต้องมคี วำมรู้เก่ยี วกบั ข้ันตอนในกำรเขียนรำยงำนเป็นอยำ่ งดี ความสาคัญของการเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า • สำมำรถค้นควำ้ หำควำมรู้ดว้ ย • สำมำรถรวบรวมควำมรไู้ ดอ้ ยำ่ งเป็นระบบ • สำมำรถแสดงควำมรู้ดว้ ยกำรใช้ภำษำที่เป็นแบบแผน • ใชก้ ระบวนกำรคดิ อยำ่ งมีระบบ • เรียบเรียงเนือ้ หำโดยใช้วิธกี ำรเขยี นเชิงวิชำกำร
ข้นั ตอนการเขียนรายงานการศกึ ษาค้นคว้า ๑ ๒ ๓ กำหนดเรอื่ งและ กำหนดจุดมงุ่ หมำย เขยี นโครงเรอื่ ง ขอบเขตของเน้อื หำ ๕ ๖ ๔ รวบรวมข้อมูล วิเครำะห์ขอ้ มลู สำรวจแหล่งข้อมูล ๗ ๘ ๙ เรียบเรียงเนอ้ื หำ อ่ำนทบทวน เขียนสว่ นประกอบอื่น ของรำยงำน
สว่ นประกอบของรายงาน สว่ นประกอบตอนหนา้ ส่วนเนือ้ หา • ปกนอก • บทนำ • ใบรองปก • เนอ้ื หำ • ปกใน • บทสรปุ • คำนำ • สำรบัญ สว่ นทา้ ย • บรรณำนกุ รม • ภำคผนวก
กำรเขยี นรำยงำนโครงงำน ความหมาย หมำยถึง รำยงำนกำรทำงำนตำมโครงงำน ผเู้ ขียนควรมคี วำมรู้ ควำมเข้ำใจเก่ียวกับองค์ประกอบ และข้นั ตอนกำรเขียนรำยงำนเปน็ อยำ่ งดี สว่ นประกอบของการเขียนรายงานโครงงาน สว่ นหนำ้ ส่วนเนื้อหำ สว่ นทำ้ ย ประกอบด้วย ปกนอก ใบรองปก ปกใน บทที่ ๑ บทนำ ๑. บรรณำนุกรม บทคดั ย่อ กิตติกรรมประกำศ คำนำ บทที่ ๒ กำรสำรวจแหล่งข้อมลู ทใี่ ช้ใน ๒. ภำคผนวก และสำรบัญ กำรทำโครงงำน บทท่ี ๓ ขน้ั ตอนกำรทำงำน บทที่ ๔ กำรวิเครำะห์จดั เก็บขอ้ มูล บทท่ี ๕ สรุปกำรดำเนินงำน
กำรเขยี นวิเครำะห์วจิ ำรณ์ ความหมาย เปน็ กระบวนกำรเขียนทีผ่ ู้เขยี นนำเสนอสำรผ่ำนกำรพิจำรณำ แยกแยะข้อมลู วเิ ครำะห์ข้อดี ข้อเสยี จุดเดน่ จดุ ดอ้ ย นำไปประเมินค่ำ เพอ่ื นำไปใชใ้ นชีวิตประจำวัน หลักการเขยี นวิเคราะห์วจิ ารณ์ ๑. ศกึ ษำเรือ่ งท่ีจะวเิ ครำะหว์ จิ ำรณอ์ ย่ำงละเอียดให้เขำ้ ใจถอ่ งแท้ ๒. วเิ ครำะหแ์ ยกแยะเน้อื หำเปน็ สว่ นๆ ๓. วิเครำะห์ วิจำรณเ์ นื้อหำของเรื่องที่อำ่ นแล้วประเมินค่ำวำ่ มขี อ้ ดี ขอ้ เสยี จุดเดน่ จุดดอ้ ยและมีคุณค่ำอยำ่ งไร ๔. วจิ ำรณ์ในทำงสร้ำงสรรค์ เปน็ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและผูอ้ ืน่ ๕. เรยี บเรียงควำมคดิ ที่วิเครำะหว์ ิจำรณ์โดยใช้คำที่กระชับ ชัดเจน
กำรเขยี นแสดงควำมรู้ หลักการเขยี นแสดงความรู้ • ต้งั จดุ ประสงค์ว่ำตอ้ งกำรส่ือสำรประเดน็ ใด • กำหนดหัวเรือ่ ง • จดั ทำโครงเร่ืองเพ่อื ลำดบั เนือ้ หำใหเ้ ปน็ ระบบ • เขียนอธิบำยตำมโครงเร่ืองท่รี ่ำงไว้ โดยใช้ภำษำสอ่ื ควำมชัดเจน ตรงไปตรงมำ และเหมำะสม • อำ่ นทบทวนเพอ่ื พจิ ำรณำวำ่ เป็นไปตำมจดุ ประสงคห์ รอื ไม่
กำรเขียนแสดงควำมคดิ เหน็ หลกั การเขยี นแสดงความคิดเหน็ • ศกึ ษำเรือ่ งที่จะเขยี นแสดงควำมคดิ เห็นอย่ำงละเอยี ด จบั ใจควำมสำคัญใหไ้ ด้ • พจิ ำรณำข้อเดน่ ข้อด้อย พร้อมยกเหตุผลประกอบข้อคดิ เห็น • แสดงควำมคดิ เหน็ ตอ่ เรื่องน้ันๆ ดว้ ยใจเปน็ กลำง ใช้ภำษำอย่ำงสร้ำงสรรคเ์ ปน็ ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม
กำรเขยี นโตแ้ ยง้ หลกั การเขยี นโตแ้ ย้ง • กำหนดหวั ขอ้ และขอบเขตของกำรโต้แยง้ • แบ่งเน้ือหำออกเปน็ ประเดน็ • ผโู้ ต้แยง้ ต้องมคี วำมรูเ้ ก่ยี วกบั หัวขอ้ ทโ่ี ต้แย้งเป็นอย่ำงดี • เรียบเรยี งและนำเสนอขอ้ โตแ้ ย้งให้ละเอยี ดชัดเจน • แบ่งกระบวนกำรโต้แยง้ เปน็ ๔ ขนั้ ตอน คือ กำรตง้ั ประเด็น กำรนยิ ำมคำทอ่ี ยูใ่ นประเดน็ ของกำรโตแ้ ยง้ ค้นหำ เรยี บเรยี งข้อสนบั สนนุ ช้ีให้เห็นจุดออ่ นและขอ้ ผิดพลำดของควำมคิดเห็นฝ่ำยตรงข้ำม
๓ตอนที่ การพฒั นาทกั ษะการฟงั การดู และการพูด ๑หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ การพดู สรุปความจากสื่อท่ีฟัง และดู จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๑. พูดสรปุ ใจควำมสำคญั จำกเรือ่ งทีฟ่ ังและดูได้ ๒. วิเครำะหแ์ ละวจิ ำรณ์เร่อื งท่ีฟังและดูอย่ำงมเี หตุผล เพื่อนำข้อคดิ มำประยกุ ตใ์ ช้ในกำรดำเนนิ ชีวติ ได้ ๓. มมี ำรยำทในกำรฟงั กำรดู และกำรพูด
ควำมรู้พน้ื ฐำนในกำรพดู ความหมาย หมำยถงึ กำรถำ่ ยทอดควำมรู้ ควำมคิด ควำมรสู้ ึก หรือควำมตอ้ งกำรของผู้พูด เพ่ือสอื่ ควำมหมำยไปยงั ผ้รู บั สำรหรอื ผู้ฟัง โดยใช้ถอ้ ยคำ น้ำเสยี ง และอำกปั กริ ิยำท่ำทำงใหเ้ ปน็ ท่เี ข้ำใจกนั องคป์ ระกอบของการพดู ผ้พู ดู สำร ผู้ฟงั
มคี วำมรู้ รู้จกั ผู้ฟัง คุณสมบตั ิของผู้พดู มีควำม มีควำม ควำมเขำ้ ใจ เชื่อมน่ั ใน ประพฤติดี ในเรอ่ื งท่พี ดู ใชภ้ ำษำ ควำมรู้ มีคณุ ธรรม ถูกต้อง ควำมคดิ ของ เหมำะสม ตน มารยาทการพดู พดู ด้วยคำสตั ยจ์ ริง รบั ผิดชอบตอ่ คำพดู ใชภ้ ำษำสุภำพ ออ่ นนอ้ มถอ่ มตน ควบคมุ อำรมณใ์ ห้มน่ั คง
หลกั กำรพูดสรปุ ควำมจำกส่อื หลกั การพูดสรุปความจากสอื่ ๑) ศกึ ษำเร่อื งท่จี ะต้องสรปุ และตคี วำมให้เขำ้ ใจ ๒) สรปุ ใจควำมสำคญั ของเร่อื ง ๓) เรียบเรยี งเน้อื หำใหม่ ๔) พดู สรปุ ควำมจำกเรอ่ื งท่ีฟังและดู กำรพดู วเิ ครำะห์วจิ ำรณ์จำกสอื่ ทฟ่ี งั และดู การพดู วิเคราะห์ การพดู วิจารณ์ เป็นกำรพดู แยกแยะเรื่องเป็นสว่ นย่อยๆ เป็นกำรพดู แสดงควำมคิดเห็นจำกเรื่อง และพดู แบบพินจิ พจิ ำรณำแตล่ ะส่วนน้ัน ทฟ่ี ังหรือดู แยกแยะข้อดี ขอ้ เสยี และ ใหผ้ ฟู้ ังเข้ำใจวำ่ ส่วนต่ำงๆ มีควำมสมั พันธ์ อำจเสนอแนะสง่ิ ทดี่ ีมปี ระโยชนแ์ ก่ผูฟ้ ัง เก่ียวเนอื่ งกันอยำ่ งไร
๒หน่วยการเรยี นรู้ท่ี การพดู ในโอกาสต่างๆ และการพดู รายงาน จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. พดู ในโอกำสตำ่ งๆ ไดต้ รงตำมวัตถุประสงคไ์ ด้ ๒. พูดรำยงำนเร่อื งหรือประเดน็ ทศี่ กึ ษำคน้ คว้ำจำกกำรฟงั กำรดแู ละกำรสนทนำได้
กำรพูดในโอกำสตำ่ งๆ การพดู อวยพร หมำยถงึ กำรพูดเพอื่ แสดงควำมปรำรถนำดี ยินดีตอ่ บุคคลอน่ื ในโอกำสท่ีเปน็ มงคล เชน่ งำนมงคลสมรส งำนขนึ้ บำ้ นใหม่ ตลอดจนกำรกล่ำวอวยพรของญำติผู้ใหญท่ ่ีอำนวยพรแกล่ กู หลำน ครอู วยพรให้แก่ลกู ศิษย์ หรือผู้บังคับบญั ชำอวยพรให้แก่พนกั งำน กำรพดู อวยพรมีหลกั กำรพูด ดังน้ี • ผพู้ ดู ควรเรมิ่ ตน้ ทกั ทำยผูฟ้ งั กลำ่ วแสดงควำมยนิ ดีท่ีผ้มู เี กียรตมิ ำร่วมงำน กลำ่ วถึงควำมสัมพันธข์ องตนเองท่ีมตี อ่ เจ้ำภำพ แล้วจึงกล่ำวอวยพร • ผพู้ ูดควรคำนงึ ถงึ บุคคลและกำลเทศะ • ผพู้ ดู ควรพดู ด้วยถอ้ ยคำสภุ ำพ น่มุ นวล และแสดงควำมปรำรถนำดตี ่อผ้อู น่ื • ผพู้ ดู ควรแสดงกิริยำอำกำรอ่อนน้อม สภุ ำพ เรียบร้อย แสดงควำมเคำรพยกย่อง ให้เกยี รตบิ คุ คลทอี่ วยพรให้ • ผพู้ ดู ควรพดู ดว้ ยใบหนำ้ สดชนื่ ย้มิ แย้ม จริงใจ และใช้เสยี งดงั พอควร • ข้อควำมทกี่ ลำ่ วอวยพร ควรเปน็ ข้อควำมทีก่ อ่ ใหเ้ กดิ ควำมปตี ยิ ินดแี ละมีควำมสุขทงั้ ผู้พูดและผฟู้ งั
การพูดเพ่ือโนม้ น้าวใจ หมำยถงึ กำรพดู ทผี่ พู้ ดู มจี ดุ มุง่ หมำยเพ่อื ให้ผู้ฟังเช่อื ถือปฏบิ ตั ติ ำม คำแนะนำ คำขอรอ้ ง คำชวนโดยใช้ศลิ ปะกำรเลือกใช้ถ้อยคำ กำรพดู โน้มนำ้ วใจมหี ลกั กำรพูด ดงั น้ี • พดู เร้ำควำมสนใจ โดยใช้ภำษำท่ีถกู ตอ้ งเหมำะสม • พดู ใหน้ ่ำเชือ่ ถอื ผพู้ ูดโนม้ น้ำวใจต้องพูดให้ผูฟ้ ังเห็นว่ำ ตนมีควำมรู้อย่ำงแทจ้ ริง • พดู ให้มคี วำมรสู้ ึกรว่ มกัน เป็นกำรพูดที่แสดงถึงควำมเป็นพวกเดียวกัน • พูดใหถ้ ูกเวลำ บุคคล สถำนท่ี กำรพูดโน้มนำ้ วใจข้ึนอยู่กับจังหวะเวลำท่พี อเหมำะพอดี กบั บุคคลท่ี พร้อมและสนใจ รวมถงึ สถำนทที่ ี่เหมำะสม • พูดใหไ้ พเรำะอ่อนหวำน ประทบั ใจผ้ฟู ัง
Search