Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พุทธวจน "กรรม"

Description: พุทธวจน "กรรม"

Search

Read the Text Version

กรรมที่ทำ�ให้สิ้นกรรม

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ถี ูกปิด : แก้กรรม ? ข้อปฏิบตั ิใหถ้ ึงความสิ้นกรรม 35 -บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๑๐-๑๒/๓๓-๔๑., -บาลี ส.ี ที. ๙/๘๓/๑๐๓., -บาลี ทสก. อ.ํ ๒๔/๒๘๗-๒๘๘/๑๖๕., -บาลี อปุ ริ. ม. ๑๔/๑๘๔/๒๗๑-๒๗๓., -บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๖/๑๔๙., -บาลี ปญจฺ ก. อํ. ๒๒/๒๓๒/๑๗๗. ภกิ ษทุ ั้งหลาย !   เราจักแสดง จักจำ�แนก ซึ่ง อริยอฏั ฐังคกิ มรรค (อรยิ มรรคมอี งคแ์ ปด) แกเ่ ธอทง้ั หลาย. เธอทง้ั หลายจงฟงั ความขอ้ นน้ั จงท�ำ ในใจใหส้ �ำ เรจ็ ประโยชน์ เราจักกล่าว. ภิกษุทง้ั หลาย !   อรยิ อฏั ฐังคกิ มรรค (อรยิ มรรค มอี งคแ์ ปด) เป็นอย่างไรเลา่  ? ไดแ้ กส่ ง่ิ เหลา่ น้ี คอื สมั มาทฏิ ฐิ สมั มาสงั กปั ปะ สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ สมั มาอาชวี ะ สัมมาวายามะ สมั มาสติ สัมมาสมาธ.ิ ภิกษุท้ังหลาย !   สัมมาทิฏฐิ  (ความเห็นชอบ) เปน็ อย่างไรเล่า ? ภิกษุท้ังหลาย !   ความรอู้ นั ใดเปน็ ความรใู้ นทกุ ข์ เปน็ ความรใู้ นเหตใุ หเ้ กดิ ทกุ ข ์ เปน็ ความรใู้ นความดบั แหง่ ทกุ ข์ เปน็ ความรใู้ นทางด�ำเนนิ ใหถ้ งึ ความดบั ไมเ่ หลอื แหง่ ทกุ ข.์ ภกิ ษุท้งั หลาย ! อันนเี้ รากลา่ วว่า สัมมาทิฏฐ.ิ 130

เปิดธรรมท่ถี กู ปิด : แก้กรรม ? ภิกษุทั้งหลาย !   สัมมาสังกัปปะ (ความดำ�ริชอบ) เปน็ อย่างไรเลา่  ? คอื ความด�ำ รใิ นการออกจากกาม ความด�ำ รใิ นการ ไมม่ งุ่ รา้ ย ความด�ำ รใิ นการไมเ่ บยี ดเบยี น. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! อนั น้ีเรากลา่ ววา่ สัมมาสังกปั ปะ. ภิกษทุ ั้งหลาย !   สัมมาวาจา (การพดู จาชอบ) เปน็ อย่างไรเลา่  ? คอื เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จากการพดู ไมจ่ รงิ เจตนา เปน็ เครอ่ื งเวน้ จากการพดู สอ่ เสยี ด เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จาก การพดู หยาบ เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพอ้ เจอ้ . ภิกษทุ ้ังหลาย ! อนั นีเ้ รากลา่ ววา่ สัมมาวาจา. ภกิ ษุทง้ั หลาย !   สัมมากัมมันตะ (การท�ำ การงาน ชอบ) เปน็ อย่างไรเล่า ? คือ เจตนาเป็นเคร่อื งเวน้ จากการฆ่า เจตนาเป็น เคร่ืองเว้นจากการถือเอาส่ิงของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม. ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! อนั นี้เรากลา่ ววา่ สัมมากมั มนั ตะ. 131

พทุ ธวจน - หมวดธรรม ภกิ ษุทั้งหลาย !   สมั มาอาชวี ะ (การเลย้ี งชวี ติ ชอบ) เปน็ อย่างไรเลา่  ? ภิกษุท้งั หลาย !   สาวกของพระอริยเจ้าในกรณีนี้ ละการหาเลยี้ งชีวิตทีผ่ ิดเสีย ย่อมส�ำ เร็จความเปน็ อยูด่ ้วย การเลี้ยงชีวิตที่ชอบ. ภิกษุทั้งหลาย ! อันนี้เรากล่าวว่า สมั มาอาชวี ะ. ภกิ ษทุ ั้งหลาย !   สมั มาวายามะ (ความเพยี รชอบ) เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุในธรรมวินัยน้ี  ย่อมปลูก ความพอใจ ยอ่ มพยายาม ย่อมปรารภความเพยี ร ยอ่ ม ประคองจติ ยอ่ มตง้ั จติ ไว้ เพอ่ื ความไมบ่ งั เกดิ แหง่ อกศุ ลธรรม อนั เปน็ บาปทง้ั หลายทย่ี งั ไมไ่ ดบ้ งั เกดิ ยอ่ มปลกู ความพอใจ ยอ่ มพยายาม ยอ่ มปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ยอ่ มตง้ั จติ ไว้ เพอ่ื การละเสยี ซง่ึ อกศุ ลธรรมอนั เปน็ บาปทง้ั หลาย ที่เกดิ ข้นึ แลว้ ยอ่ มปลกู ความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อม ปรารภความเพยี ร ยอ่ มประคองจติ ยอ่ มตง้ั จติ ไว้ เพอ่ื การ บงั เกดิ ขน้ึ แหง่ กศุ ลธรรมทง้ั หลายทย่ี งั ไมบ่ งั เกดิ ยอ่ มปลกู ความพอใจ ยอ่ มพยายาม ยอ่ มปรารภความเพยี ร ยอ่ ม ประคองจติ ยอ่ มตง้ั จติ ไว้ เพอ่ื ความยง่ั ยนื ความไมเ่ ลอะเลอื น 132

เปิดธรรมที่ถกู ปิด : แก้กรรม ? ความงอกงามยง่ิ ขน้ึ ความไพบลู ย์ ความเจรญิ ความเตม็ รอบ แหง่ กศุ ลธรรมท้งั หลายที่บังเกดิ ขึน้ แล้ว. ภิกษุท้งั หลาย ! อนั น้เี รากลา่ ววา่ สมั มาวายามะ. ภิกษุท้ังหลาย !   สัมมาสติ  (ความระลึกชอบ) เปน็ อย่างไรเลา่  ? ภิกษุทั้งหลาย !   ภิกษุในธรรมวินัยน้ี  เป็นผู้มี ปกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกายอยู่ มคี วามเพยี รเครื่องเผา กเิ ลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำ�ความพอใจและ ความไมพ่ อใจในโลกออกเสยี ได้ เปน็ ผมู้ ปี กตพิ ิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาท้งั หลายอยู่ มีความเพยี รเคร่ืองเผา กเิ ลส มีความรู้สกึ ตัวทั่วพร้อม มสี ติ น�ำ ความพอใจและ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นมีปกติผูพ้ ิจารณา เหน็ จติ ในจติ อยู่ มคี วามเพยี รเครอ่ื งเผากเิ ลส มคี วามรสู้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ ม มสี ติ น�ำ ความพอใจและความไมพ่ อใจในโลก ออกเสยี ได้ เปน็ ผปู้ กตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย อยู่ มีความเพยี รเคร่อื งเผากิเลส มีความรสู้ ึกตวั ท่วั พรอ้ ม มีสติ น�ำ ความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสยี ได้. ภิกษุทัง้ หลาย ! อันนี้เรากลา่ ววา่ สัมมาสต.ิ 133

พุทธวจน - หมวดธรรม ภิกษทุ ้ังหลาย !   สมั มาสมาธิ (ความตง้ั ใจมน่ั ชอบ) เปน็ อย่างไรเลา่  ? ภิกษุท้ังหลาย !   ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สงัดแล้ว จากกามทง้ั หลาย สงดั แลว้ จากอกศุ ลธรรมทง้ั หลาย เขา้ ถงึ ปฐมฌาน อนั มวี ติ ก วจิ าร มปี ตี แิ ละสขุ อนั เกดิ แตว่ เิ วก แลว้ แล อยู่ เพราะความทว่ี ติ ก วจิ ารทง้ั สองระงบั ลง เขา้ ถงึ ทตุ ยิ ฌาน อนั เปน็ เครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ใหส้ มาธเิ ปน็ ธรรม อนั เอกผดุ มขี น้ึ ไมม่ วี ติ ก ไมม่ วี จิ าร มแี ตป่ ตี แิ ละสขุ อนั เกดิ จากสมาธิ แลว้ แลอยู่ อนึง่ เพราะความจางคลายไปแห่ง ปีติ ยอ่ มเปน็ ผูอ้ ยู่อุเบกขา มสี ติ มคี วามรู้สึกตัวท่วั พรอ้ ม และยอ่ มเสวยสขุ ดว้ ยนามกาย ชนดิ ทพ่ี ระอรยิ เจา้ ทง้ั หลาย ยอ่ มสรรเสรญิ ผนู้ น้ั วา่ “เปน็ ผอู้ ยอู่ เุ บกขา มสี ติ อยเู่ ปน็ ปกตสิ ขุ ” ดงั น้ี เขา้ ถงึ ตตยิ ฌาน แล้วแลอยู่ เพราะละสขุ และทกุ ข์ เสยี ได้ เพราะความดับไปแหง่ โสมนัสและโทมนสั ทงั้ สอง ในกาลกอ่ น เข้าถึงจตุตถฌาน ไมม่ ที กุ ข์ ไม่มีสุข มีแต่ ความทส่ี ตเิ ปน็ ธรรมชาตบิ รสิ ทุ ธเ์ิ พราะอเุ บกขา แลว้ แลอย่.ู ภกิ ษุทั้งหลาย ! อนั น้เี รากลา่ วว่า สมั มาสมาธ.ิ 134

เปิดธรรมทถ่ี ูกปิด : แก้กรรม ? รายละเอยี ดของสมั มากัมมันตะ (ปาณาตปิ าตา เวรมณ)ี เธอน้นั ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆา่ สตั ว)์ วางทอ่ นไม้และศสั ตรา เสยี แลว้ มคี วามละอาย ถงึ ความเอน็ ดกู รณุ า หวงั ประโยชน์ เกื้อกูลในบรรดาสตั ว์ท้ังหลาย อย.ู่ (อทนิ นาทานา เวรมณี) เธอนนั้ ละอทินนาทาน เวน้ ขาดจากอทนิ นาทาน (ลกั ทรพั ย)์ ถอื เอาแตข่ องทเ่ี ขาใหแ้ ลว้ หวงั อยแู่ ตข่ องท่เี ขาให้ ไม่เป็นขโมย มตี นเปน็ คนสะอาด เปน็ อย่.ู (กาเมสุมิจฉาจารา  เวรมณี-สำ�หรับฆราวาส) เธอน้ัน  ละการประพฤติผิดในกาม  เว้นขาดจากการ ประพฤตผิ ดิ ในกาม (คอื เวน้ ขาดจากการประพฤตผิ ดิ ) ในหญงิ ซ่ึงมารดารักษา บิดารักษา พ่ีนอ้ งชาย พ่นี ้องหญงิ หรือ ญาตริ กั ษา อนั ธรรมรกั ษา เปน็ หญงิ มสี ามี หญงิ อยใู่ นสนิ ไหม โดยที่สดุ แมห้ ญงิ อนั เขาหม้นั ไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลยั ) ไมเ่ ป็นผปู้ ระพฤติผดิ จารีตในรปู แบบเหล่านั้น. 135

พทุ ธวจน - หมวดธรรม ในกรณศี ีล ๕ อกี สองขอ้ ที่เหลอื คือ การเว้น ขาดจากมสุ าวาท และการเวน้ ขาดจากการดม่ื น�ำ้ เมา คอื สุราและเมรยั อันเป็นทต่ี ง้ั แห่งความประมาท กต็ รสั อย่าง เดียวกนั . 136

เปิดธรรมท่ถี กู ปิด : แกก้ รรม ? สัมมากมั มันตะโดยปริยายสองอยา่ ง ภกิ ษุทั้งหลาย !   สมั มากมั มนั ตะ เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   เรากลา่ ว แม้สมั มากัมมันตะว่า มีโดยส่วนสอง คือ สัมมากัมมันตะ  ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นส่วนแหง่ บญุ มอี ุปธิเปน็ วบิ าก ก็มอี ยู่ สัมมากัมมันตะ  อันเป็นอริยะ  ไม่มีอาสวะ เปน็ โลกุตตระ เป็นองค์แห่งมรรค ก็มีอยู.่ ภิกษทุ ้งั หลาย !   สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไป กับด้วยอาสวะ (กิเลสท่หี มกั หมม) เปน็ ส่วนแหง่ บญุ มี อปุ ธิ เปน็ วิบากนนั้ เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? ภิกษุท้ังหลาย !   เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการ ท�ำ สตั วม์ ชี วี ติ ใหต้ กลว่ งไป  เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จากการถอื เอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้  เจตนาเป็นเครื่องเว้นจาก การประพฤตผิ ดิ ในกามทง้ั หลาย มอี ยู่. 137

พทุ ธวจน - หมวดธรรม ภิกษทุ งั้ หลาย !   นี้คอื สมั มากมั มันตะ ทย่ี ังเปน็ ไปกับด้วยอาสวะ  เป็นส่วนแห่งบญุ   มีอปุ ธเิ ปน็ วบิ าก. ภิกษทุ ง้ั หลาย !   สมั มากมั มันตะ อันเป็นอรยิ ะ ไม่มีอาสวะ เปน็ โลกุตตระ เปน็ องคแ์ ห่งมรรค น้ันเป็น อยา่ งไรเลา่  ? คอื การงด การเวน้ การเวน้ ขาด เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จากกายทจุ รติ ทงั้ สาม (ตามทก่ี ลา่ วแลว้ ขา้ งบน) ของผมู้ อี รยิ จติ ของผมู้ อี นาสวจติ (ผมู้ จี ติ ทไ่ี มม่ อี าสวะ) ของผเู้ ปน็ อรยิ มคั คสมงั คี ผเู้ จริญอยูซ่ ่งึ อริยมรรค. ภกิ ษทุ ้งั หลาย !   น้ีคือ สมั มากมั มันตะ อันเป็น อริยะ ไม่มอี าสวะ เป็นโลกุตตระ เป็นองคแ์ ห่งมรรค. 138

เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปิด : แก้กรรม ? อาชีพท่ไี มค่ วรกระทำ� ภกิ ษุท้ังหลาย !   กม็ จิ ฉาอาชวี ะเปน็ ไฉน ? คอื การโกง การลอ่ ลวง การตลบตะแลง การยอม มอบตนในทางผดิ การเอาลาภตอ่ ลาภ นี้คอื มิจฉาอาชีวะ. ภกิ ษทุ งั้ หลาย !   การค้าขาย ๕ ประการนี้ อนั อบุ าสกไมพ่ งึ กระทำ� ๕ ประการอย่างไรเล่า ? คอื ๑. การค้าขายศสั ตรา (สตถฺ วณชิ ชฺ า) ๒. การค้าขายสตั ว์ (สตฺตวณิชฺชา) ๓. การคา้ ขายเน้อื สัตว์ (มํสวณชิ ชฺ า) ๔. การค้าขายน้�ำ เมา (มชชฺ วณชิ ชฺ า) ๕. การค้าขายยาพิษ (วิสวณชิ ฺชา) ภิกษทุ ้งั หลาย !   นีแ้ ลการค้าขาย ๕ ประการ อันอุบาสกไมพ่ ึงกระท�ำ . 139

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถี่ ูกปดิ : แก้กรรม ? “สิ้นตัณหา ก็ สิ้นกรรม” 36 -บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๑๒๓/๔๔๙. ภิกษุทง้ั หลาย !   มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อม เปน็ ไปเพอ่ื ความสน้ิ ตณั หา เธอทง้ั หลายจงเจรญิ มรรคานน้ั ปฏปิ ทานัน้ . มรรคาและปฏิปทา ท่เี ปน็ ไปเพือ่ ความส้ินตัณหา เป็นอยา่ งไรเล่า ? คือ โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ เป็นอย่างไรเล่า ? คอื สติสมั โพชฌงค์ ธัมมวจิ ยสมั โพชฌงค์ วริ ยิ สมั โพชฌงค์ ปีตสิ ัมโพชฌงค์ ปสั สัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสมั โพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค.์ เมอื่ พระผู้มพี ระภาคตรัสอยา่ งนแี้ ล้ว พระอทุ ายี ได้ทลู ถามวา่ “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !   โพชฌงค์๗อนั บคุ คลเจรญิ แลว้ กระทำ�ให้มากแล้วอย่างไร ยอ่ มเป็นไปเพอื่ ความสน้ิ ตณั หา”. อุทายี !   ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อมเจริญ สตสิ ัมโพชฌงค์ อนั อาศยั วิเวก อนั อาศัยวิราคะ อันอาศยั นิโรธ อันนอ้ มไปเพอ่ื โวสสัคคะ (ความสละ ความปล่อย) 140

เปิดธรรมที่ถกู ปดิ : แกก้ รรม ? อันไพบลู ย์ ใหญห่ ลวง ไม่มีประมาณ ไมม่ คี วามพยาบาท เมอ่ื ภกิ ษนุ น้ั เจรญิ สตสิ มั โพชฌงค์ อนั อาศยั วเิ วก อนั อาศยั วิราคะ อาศัยนิโรธ อันนอ้ มไปเพอื่ โวสสัคคะ อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไมม่ ีความพยาบาท ย่อมละ ตัณหาได้ ...ฯลฯ... ย่อมเจรญิ อเุ บกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อนั อาศัยวริ าคะ อนั อาศัยนโิ รธ อนั น้อมไปเพ่ือโวสสัคคะ อนั ไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มปี ระมาณ ไม่มีความพยาบาท เม่ือภิกษุนั้นเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์  อันอาศัยวิเวก อนั อาศยั วริ าคะ อนั อาศัยนโิ รธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลยใ์ หญ่หลวง ไมม่ ปี ระมาณ ไม่มคี วามพยาบาท ย่อมละตัณหาได้ เพราะละตณั หาได้ จงึ ละกรรมได้ เพราะละกรรมได้ จงึ ละทุกข์ได.้ อทุ ายี !   เพราะส้ินตณั หา  จึงสิน้ กรรม เพราะสน้ิ กรรม  จงึ สน้ิ ทุกข์ ด้วยประการดังนี้ แล. 141

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมทถี่ ูกปดิ : แก้กรรม ? การกระทำ�กรรมท่เี ป็นไป 37 เพ่อื การสิ้นกรรม -บาลี ติก. อ.ํ ๒๐/๑๗๑/๔๗๓. ภิกษุทั้งหลาย !   เหตุทั้งหลาย  ๓  ประการ เหลา่ น้ี  มีอยู่  เพอ่ื ความเกดิ ขนึ้ แห่งกรรมทัง้ หลาย. ๓ ประการ เหล่าไหนเลา่  ? ๓ ประการ คอื อโลภะ  (ความไม่โลภ) เปน็ เหตเุ พือ่ ความเกดิ ขน้ึ แห่งกรรมทัง้ หลาย อโทสะ  (ความไม่คิดประทุษร้าย)  เป็นเหตุเพ่ือ ความเกิดข้นึ แหง่ กรรมทงั้ หลาย อโมหะ  (ความไมห่ ลง) เปน็ เหตเุ พอ่ื ความเกดิ ขน้ึ แหง่ กรรมทง้ั หลาย. ภิกษุท้ังหลาย !   เปรยี บเหมอื นเมลด็ พชื ทง้ั หลาย ที่ไม่แตกหัก ที่ไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำ�ลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำ�ไว้ดี. บุรุษพึงเผาเมล็ดพืช เหลา่ นนั้ ดว้ ยไฟ คร้ันเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำ�ให้เปน็ ผงข้ีเถ้า  คร้ันกระทำ�ให้เป็นผงข้ีเถ้าแล้ว  พึงโปรยไป ในกระแสลมอันพัดจัด  หรือว่าพึงลอยไปในกระแสน้ำ� 142

เปดิ ธรรมทถ่ี ูกปิด : แกก้ รรม ? อันเชี่ยวในแม่นำ้�.  เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่าน้ันเป็นพืช มมี ลู อนั ขาดแลว้   ถกู กระท�ำ ใหเ้ หมอื นตาลมขี ว้ั ยอดอนั ดว้ น ทำ�ให้ถึงความไม่มี  มีอันไม่เกิดข้ึนต่อไป  เป็นธรรมดา โดยแนน่ อน นี้ฉนั ใด ภิกษุท้ังหลาย !   กรรมอันบุคคลกระท�ำแล้ว ดว้ ยอโลภะ  เกดิ จากอโลภะ  มอี โลภะเปน็ เหต ุ มอี โลภะ เป็นสมุทัย  อันใด  เพราะปราศจากโลภะเสียแล้ว ด้วยอาการอย่างนีเ้ อง กรรมอันนน้ั   ย่อมเปน็ กรรมอัน บุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนข้ึนแล้ว ถูกกระท�ำ ใหเ้ หมอื นตาลมขี ว้ั ยอดอันดว้ น ท�ำใหถ้ งึ ความไม่ม ี มีอัน ไมเ่ กดิ ขน้ึ ตอ่ ไป  เป็นธรรมดา. ภิกษุทั้งหลาย !   กรรมอันบุคคลกระทำ�แล้ว ดว้ ยอโทสะ  เกดิ จากอโทสะ  มอี โทสะเปน็ เหต ุ มอี โทสะ เป็นสมุทัย  อันใด  เพราะปราศจากโทสะเสียแล้ว  ด้วยอาการอย่างนี้เอง  กรรมอันน้ัน  ย่อมเป็นกรรมอนั บคุ คลนน้ั ละขาดแล้ว  มรี ากอนั ถอนข้ึนแล้ว ถกู กระท�ำ ใหเ้ หมอื นตาลมีขัว้ ยอดอันด้วน ทำ�ใหถ้ งึ ความไม่มี มอี นั ไมเ่ กดิ ขึ้นตอ่ ไป  เป็นธรรมดา. 143

พทุ ธวจน - หมวดธรรม ภิกษุทั้งหลาย !   กรรมอันบุคคลกระทำ�แล้ว ดว้ ยอโมหะ  เกดิ จากอโมหะ  มอี โมหะเปน็ เหต ุ มอี โมหะ เป็นสมุทัย  อันใด  เพราะปราศจากโมหะเสียแล้ว ดว้ ยอาการอย่างนเี้ อง กรรมอันน้ัน  ย่อมเปน็ กรรมอัน บุคคลนั้นละขาดแล้ว มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำ� ให้เหมอื นตาลมีข้วั ยอดอันด้วน ทำ�ใหถ้ ึงความไม่ม ี มอี นั ไม่เกิดข้นึ ต่อไป  เป็นธรรมดา. ภิกษุท้ังหลาย !   เหตุทั้งหลาย  ๓  ประการ เหลา่ นแี้ ล เป็นไปเพ่อื ความเกดิ ขึน้ แหง่ กรรมท้งั หลาย. 144

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถ่ี กู ปดิ : แกก้ รรม ? จะเกิดในตระกูลใดกส็ น้ิ กรรมได้ 38 -บาลี ฉกฺก. อ.ํ ๒๒/๔๒๘/๓๒๙. อานนท์ !   อภิชาติ ๖ ชนดิ เปน็ อย่างไรเล่า ? อานนท์ !   ในกรณีแห่งอภิชาติหกน้ี  คือ คนบางคนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมด�ำ ๑ บางคนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมขาว ๑ บางคนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พาน (ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ) อันเป็นธรรมไม่ดำ�ไม่ขาว ๑ บางคนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมด�ำ ๑ บางคนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมขาว ๑ บางคนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พาน อันเป็นธรรมไมด่ ำ�ไม่ขาว ๑. อานนท์ !   คนมีชาติดำ�  ก่อให้เกิดธรรมดำ� เปน็ อยา่ งไรเล่า ? อานนท์ !   คนบางคนในกรณนี ้ี เกดิ ในตระกลู ตำ่� คือ ตระกูลจณั ฑาล ตระกลู พราน ตระกลู จกั สาน ตระกูล ท�ำรถ หรอื ตระกลู เทหยากเยอื่ ซง่ึ เปน็ คนยากจน มขี า้ วและ น�้ำน้อย เปน็ อย่ฝู ืดเคอื ง มีอาหารและเครอื่ งนงุ่ หม่ หาได้ 145

พุทธวจน - หมวดธรรม โดยยาก เขาเปน็ ผมู้ ผี วิ พรรณทราม ไมน่ า่ ดู เตยี้ คอ่ ม ขโ้ี รค ตาบอด งอ่ ยกระจอก มตี วั ตะแคงข้าง ไม่ค่อยจะมขี ้าว นำ�้ เครอ่ื งนงุ่ หม่ ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครอ่ื งลบู ไล้ ทน่ี อน ท่ีอยู่ และประทปี โคมไฟ แต่เขากย็ ังประพฤตกิ ายทจุ ริต วจที ุจรติ มโนทุจรติ คร้นั ประพฤตทิ จุ ริตแลว้ เบื้องหนา้ แตก่ ารตาย เพราะการท�ำลายแหง่ กาย ย่อมเขา้ ถงึ อบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก. อย่างน้แี ล อานนท ์ ! เรียกวา่ คนมชี าติด�ำ กอ่ ให้เกดิ ธรรมด�ำ. อานนท์ !   คนมีชาติดำ�  ก่อให้เกิดธรรมขาว เปน็ อย่างไรเล่า ? อานนท์ !   คนบางคนในกรณนี  ้ี เกดิ ในตระกลู ต�ำ่ คอื ตระกูลจัณฑาล ตระกลู พราน ฯลฯ มีอาหาร และเครอื่ ง น่งุ ห่มหาไดโ้ ดยยาก มีผิวพรรณทรามไม่นา่ ดู ...ฯลฯ... ไม่ค่อยจะมีข้าว น�ำ้ ...ฯลฯ... ประทปี โคมไฟ แต่เขา ประพฤตกิ ายสุจริต วจีสุจริต มโนสจุ ริต ครน้ั ประพฤติ สจุ รติ แลว้ เบอ้ื งหนา้ แตก่ ารตาย เพราะการท�ำ ลายแหง่ กาย ยอ่ มเขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค.์ อยา่ งนแ้ี ล อานนท ์ !   เรยี กวา่ คนมชี าตดิ ำ� กอ่ ใหเ้ กิดธรรมขาว. 146

เปดิ ธรรมทถี่ กู ปิด : แก้กรรม ? อานนท์ !   คนมีชาตดิ ำ� กอ่ ใหเ้ กิดนพิ พานอัน เปน็ ธรรมไม่ด�ำ ไมข่ าว เป็นอยา่ งไรเลา่  ? อานนท์ !   คนบางคนในกรณนี ้ี เกดิ ในตระกลู ต�ำ่ คอื ตระกลู จณั ฑาล ตระกลู พราน ...ฯลฯ ... มผี วิ พรรณทราม ไมน่ า่ ดู เตย้ี คอ่ ม. เขาปลงผมและหนวด ครองผา้ ยอ้ มฝาด ออกจากเรอื น บวชเปน็ ผไู้ มม่ ปี ระโยชนเ์ กย่ี วขอ้ งดว้ ยเรอื น. เขานน้ั ครน้ั บวชแลว้ อยา่ งน้ี ละนวิ รณท์ ง้ั หา้ อนั เปน็ เครอ่ื ง เศรา้ หมองจติ ท�ำ ปญั ญาใหถ้ อยก�ำ ลงั ไดแ้ ลว้ มจี ติ ตง้ั มน่ั ดี ในสตปิ ฏั ฐานทั้งสี่ ยงั โพชฌงคเ์ จด็ ให้เจรญิ แล้วตามที่ เปน็ จรงิ ชอื่ ว่ายอ่ มก่อใหเ้ กดิ นิพพานอนั เป็นธรรมไม่ด�ำ ไมข่ าว. อยา่ งนแ้ี ล อานนท ์! เรยี กวา่ คนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ นิพพานอันเป็นธรรมไมด่ �ำ ไมข่ าว. อานนท์ !   คนมีชาติขาว กอ่ ให้เกิดธรรมดำ� เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? อานนท์ !   คนบางคนในกรณีน้ี  เกิดในสกุลสูง คือสกลุ กษัตรยิ ์มหาศาลสกุลพราหมณม์ หาศาลหรอื สกุล คหบดีมหาศาล อันมัง่ ค่งั มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มที อง และเงนิ พอตัว มีอปุ กรณแ์ ห่งทรพั ยพ์ อตัว มที รัพย์และ 147

พุทธวจน - หมวดธรรม ขา้ วเปลอื กพอตวั เขามรี ปู งามนา่ ดูนา่ เลอ่ื มใสประกอบด้วย ความเกล้ียงเกลาแห่งผิวพรรณอย่างยิ่ง  ร่ำ�รวยด้วยข้าว ดว้ ยน�ำ้ เคร่อื งนุ่งหม่ ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครอื่ งลูบไล้ ท่นี อน ท่อี ยู่ และประทีปโคมไฟ แตเ่ ขา ประพฤติกายทุจรติ วจีทุจรติ มโนทุจรติ ครน้ั ประพฤติ ทจุ รติ แลว้ เบอ้ื งหนา้ แตก่ ารตายเพราะการท�ำ ลายแหง่ กาย ย่อมเข้าพงึ อบาย ทุคติ วินบิ าต นรก. อยา่ งน้ีแล อานนท ์ !   เรียกว่า คนมีชาติขาว ก่อใหเ้ กดิ ธรรมด�ำ . อานนท ์ !   คนมชี าตขิ าว กอ่ ให้เกิดธรรมขาว เป็นอย่างไรเลา่  ? อานนท์ !   คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกลุ สูง คอื สกลุ กษตั รยิ ม์ หาศาล สกลุ พราหมณม์ หาศาล ...ฯลฯ... มที รพั ยแ์ ละข้าวเปลอื กพอตวั มรี ูปงาม ...ฯลฯ... รำ�่ รวย ดว้ ยข้าว น้ำ� ...ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ เขา ประพฤตกิ าย สุจรติ วจสี จุ ริต มโนสจุ รติ คร้ันประพฤตสิ ุจริตแล้ว เบือ้ งหน้าแต่การตาย เพราะการท�ำลายแหง่ กาย ย่อมเข้า ถงึ สุคติโลกสวรรค์.  อย่างนี้แล  อานนท์ !   เรียกว่า คนมีชาตขิ าว ก่อใหเ้ กิดธรรมขาว. 148

เปิดธรรมทถี่ กู ปิด : แกก้ รรม ? อานนท์ !   คนชาติขาว  ก่อให้เกิดนิพพาน อนั เป็นธรรมไมด่ ำ�ไม่ขาว เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? อานนท์ !   คนบางคนในกรณนี ้ี เกดิ ในสกลุ สงู คอื สกลุ กษตั รยิ ม์ หาศาล สกลุ พราหมณม์ หาศาล ...ฯลฯ... มีทรัพยแ์ ละข้าวเปลอื กพอตัว มีรปู งาม ....ฯลฯ.... ร�ำ่ รวย ดว้ ยขา้ ว นำ�้ ...ฯลฯ... ประทปี โคมไฟ เขาปลงผมและหนวด ครองผา้ กาสายะ ออกจากเรอื น บวชเปน็ ผ้ไู ม่มีประโยชน์ เก่ยี วข้องดว้ ยเรือน เขานน้ั คร้นั บวชแล้วอย่างน้ี ละนิวรณ์ ท้ังหา้ อันเป็นเครอ่ื งเศร้าหมองใจท�ำปญั ญาให้ถอยก�ำลงั ไดแ้ ลว้ มจี ติ ตงั้ มน่ั ดี ในสตปิ ฏั ฐานทงั้ ส่ี ยงั โพชฌงคเ์ จด็ ใหเ้ จรญิ แลว้ ตามทเี่ ปน็ จรงิ ชอื่ วา่ ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พาน อนั เปน็ ธรรมไมด่ �ำ ไมข่ าว. อยา่ งนแี้ ล อานนท์ !   เรียกวา่ คนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พานอนั เปน็ ธรรมไมด่ �ำไมข่ าว. อานนท ์ !   เหลา่ นี้แล อภชิ าติ ๖ ชนิด. 149



เรื่องเกี่ยวกับ “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมุปบาท (การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา)

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ีถกู ปดิ : แกก้ รรม ? เหตุเกิดของทกุ ข์ 39 -บาลี นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๔๐/๗๕. ถกู แลว้ ถกู แลว้ อานนท ์!  ตามทส่ี ารบี ตุ รเมอ่ื ตอบ ปญั หาในลกั ษณะนั้นเช่นนนั้   ชอื่ ว่าได้ตอบโดยชอบ อานนท ์ !   ความทุกข์นนั้ เรากลา่ วว่าเป็นสง่ิ ท่ี อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม). ความทกุ ขน์ น้ั อาศยั ปัจจยั อะไรเลา่  ? ความทุกข์นัน้ อาศัยปัจจยั คอื ผัสสะ ผูก้ ลา่ ว อย่างน้ีแล  ช่ือว่า  กล่าวตรงตามท่ีเรากล่าว  ไม่เป็นการ กล่าวตู่เราด้วยคำ�ไม่จริง  แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมกิ บางคนทก่ี ลา่ วตาม  กจ็ ะไมพ่ ลอยกลายเปน็ ผู้ควรถกู ตไิ ปดว้ ย. อานนท ์ !   ในบรรดาสมณพราหมณ์ ทก่ี ลา่ วสอน เร่ืองกรรมทัง้ ส่ีพวกน้ัน 152

เปดิ ธรรมท่ีถกู ปิด : แก้กรรม ? สมณพราหมณ์  ท่ีกล่าวสอนเร่ืองกรรมพวกใด ยอ่ มบญั ญตั คิ วามทกุ ข์ วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นท�ำเอาดว้ ยตนเอง แม้ความทุกข์ทพ่ี วกเขาบญั ญตั ินน้ั กย็ ังต้องอาศัยผัสสะ เปน็ ปจั จยั จึงเกิดได้ สมณพราหมณ์  ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ยอ่ มบญั ญตั คิ วามทกุ ข์ วา่ เปน็ สง่ิ ทผี่ อู้ นื่ ท�ำให้ แมค้ วามทกุ ข์ ทพี่ วกเขาบญั ญัตนิ ั้น กย็ งั ต้องอาศยั ผสั สะ เป็นปจั จัย จึงเกดิ มไี ด้ สมณพราหมณ์  ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ยอ่ มบญั ญตั คิ วามทกุ ข์ วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นท�ำ เอาดว้ ยตนเองดว้ ย ผู้อื่นทำ�ให้ด้วย แม้ความทุกขท์ ี่พวกเขาบญั ญตั ิน้ัน ก็ยงั ต้องอาศัยผสั สะ เป็นปจั จยั จึงเกดิ มีได้ ถึงแม้สมณพราหมณ์  ท่ีกล่าวสอนเรื่องกรรม พวกใด ยอ่ มบญั ญตั คิ วามทกุ ข์ วา่ เปน็ สงิ่ ทไี่ มใ่ ชท่ �ำเอง หรือใครท�ำให้ก็เกิดข้ึนได้ ก็ตาม แม้ความทุกข์ที่ พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จงึ เกดิ มไี ด้อยู่นน่ั เอง. 153

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมท่ีถูกปดิ : แกก้ รรม ? ความหมายทแี่ ทจ้ รงิ ของค�ำวา่ “สตั ว”์ 40 -บาลี ขนฺธ. ส.ํ ๑๗/๒๓๒/๓๖๗. “ข้าแตพ่ ระองค์ผเู้ จรญิ  !   ท่เี รยี กวา่ ‘สตั ว์ สตั ว’์ ดังนี้ อันว่าสตั ว์มีได้ ด้วยเหตเุ พียงเทา่ ไรเล่า พระเจ้าขา้  !” ราธะ !   ความพอใจอนั ใด ราคะอนั ใด นนั ทิอนั ใด ตัณหาอนั ใด มีอยู่ในรปู ในเวทนา ในสญั ญา ในสังขารท้ังหลาย และในวญิ ญาณ เพราะการตดิ แลว้ ข้องแล้ว ในส่ิงน้ันๆ เพราะฉะนนั้ จงึ เรียกวา่ ‘สัตว’์ ดังนี้. 154

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมที่ถูกปิด : แก้กรรม ? ความไมม่ สี ตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรา เขา 41 -บาลี นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๑๕/๓๒. ภกิ ษโุ มลิยผัคคนุ ะ ได้ทูลถามพระผมู้ ีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !   ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกินซ่ึง วิญญาณาหาร พระเจา้ ขา้  ?” พระผ้มู ีพระภาค ได้ตรสั ตอบว่า “ น่ั น เ ป็ น ปั ญ ห า ที่ ไ ม่ ค ว ร จ ะ เ ป็ น ปั ญ ห า เ ล ย เรายอ่ มไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลนื กิน’ ดังนี้ ถา้ เราได้ กลา่ ววา่ ‘บคุ คลย่อมกลืนกนิ ’ ดังน้ี น่นั แหละจงึ จะเป็น ปัญหาในข้อนี้ที่ควรถามขึ้นว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน (ซง่ึ วญิ ญาณาหาร) พระเจา้ ขา้  ?’ ดงั น.ี้ ก็เรามิไดก้ ล่าวอย่างนัน้ ถา้ ผู้ใดจะพึงถามเรา ผูม้ ไิ ด้กลา่ วอย่างนั้น เช่นน้ีว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผ้เู จรญิ  ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ ?’ ดังนี้แล้ว นนั่ แหละจึงจะเปน็ ปญั หาทคี่ วรแกค่ วามเป็นปญั หา. คำ�เฉลยท่ีควรเฉลยในปัญหาข้อน้ันย่อมมีว่า ‘วญิ ญาณาหาร ยอ่ มมเี พอ่ื ความเกดิ ขน้ึ แหง่ ภพใหมต่ อ่ ไป. 155

พุทธวจน - หมวดธรรม เมอื่ ภตู ะ (ความเปน็ ภพ) นน้ั มอี ยู่ สฬายตนะ ยอ่ มมี เพราะมสี ฬายตนะเปน็ ปจั จยั จงึ มผี สั สะ (การสมั ผสั )’ ดงั น”้ี . “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !  กใ็ ครเลา่ ยอ่ มสมั ผสั พระเจา้ ขา้  ? นน่ั เป็นปัญหาทไ่ี ม่ควรจะเป็นปญั หาเลย เรายอ่ ม ไมก่ ล่าวว่า “บคุ คล ยอ่ มสัมผสั ” ดงั นี้ ถา้ เราไดก้ ล่าวว่า “บคุ คล ยอ่ มสมั ผสั ” ดงั นนี้ น่ั แหละจงึ จะเปน็ ปญั หาในขอ้ นี้ ทค่ี วรถามขนึ้ วา่ “กใ็ ครเลา่ ยอ่ มสมั ผสั พระเจา้ ขา้  ?” ดงั น.้ี ก็เรามิได้กล่าวอย่างน้ัน  ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างน้นั เช่นนี้ว่า “ผสั สะมี เพราะมีอะไรเป็น ปจั จยั พระเจา้ ขา้  ?” ดงั น้แี ล้ว น่ันแหละจึงจะเปน็ ปญั หา ที่ควรแกค่ วามเปน็ ปญั หา. คำ�เฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อน้ัน  ย่อมมีว่า “เพราะมสี ฬายตนะเปน็ ปัจจัย จึงมผี สั สะ เพราะมผี สั สะเปน็ ปัจจัย จงึ มีเวทนา (ความรสู้ ึกตอ่ อารมณ์)” ดังนี.้ (จากนน้ั ไดม้ กี ารทลู ถาม และพระผมู้ พี ระภาคทรงตรสั ตอบ ไปทลี ะอาการของปฏจิ จสมปุ บาทไปจนถงึ เพราะมเี วทนาเปน็ ปจั จยั จงึ มตี ัณหา และพระองคไ์ ดต้ รสั ตอ่ ไปอกี วา่ ) 156

เปิดธรรมที่ถกู ปิด : แก้กรรม ? เพราะมตี ณั หาเปน็ ปจั จยั จงึ มอี ปุ าทาน (ความยดึ มนั่ )” ดงั น.้ี “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !  กใ็ ครเลา่ ยอ่ มยดึ มน่ั พระเจา้ ขา้  ? น่นั เปน็ ปญั หาที่ไมค่ วรจะเป็นปญั หาเลย เราย่อม ไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดม่ัน” ดังนี้ถ้าเราได้กล่าวว่า “บคุ คลยอ่ มยดึ มนั่ ” ดงั นนี้ น่ั แหละจงึ จะเปน็ ปญั หาในขอ้ น้ี ทคี่ วรถามขนึ้ วา่ “กใ็ ครเลา่ ยอ่ มยดึ มน่ั พระเจา้ ขา้  ?” ดงั น.้ี ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น  ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้ มไิ ดก้ ลา่ วอยา่ งนน้ั เชน่ นวี้ า่ “เพราะมอี ะไรเปน็ ปจั จยั จงึ มี อปุ าทาน พระเจา้ ขา้  ?” ดงั นแี้ ลว้ นน่ั แหละจงึ จะเปน็ ปญั หา ที่ควรแก่ความเป็นปญั หา. คำ�เฉลยทคี่ วรเฉลยในปญั หาขอ้ นนั้ ยอ่ มมวี ่า “เพราะมีตณั หาเป็นปัจจัยจึงมีอปุ าทาน เพราะมีอปุ าทานเปน็ ปจั จัย จึงมีภพ” เพราะมภี พเปน็ ปจั จยั จงึ มชี าติ เพราะมีชาติเป็นปจั จัย ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย  จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกดิ ขนึ้ พรอ้ มแหง่ กองทกุ ขท์ งั้ สน้ิ นี้ ยอ่ มมดี ว้ ยอาการ อยา่ งน.้ี 157

พุทธวจน - หมวดธรรม ผัคคุนะ !   เพราะความจางคลายดบั ไปโดยไมเ่ หลอื แหง่ ผสั สายตนะทงั้ ๖ นนั้ นนั่ เทยี ว จงึ มคี วามดบั แหง่ ผสั สะ เพราะมีความดับแห่งผัสสะ  จึงมีความดับแห่งเวทนา เพราะมีความดับแห่งเวทนา  จึงมีความดับแห่งตัณหา เพราะมีความดับแห่งตัณหา  จึงมีความดับแห่งอุปาทาน เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน  จึงมีความดับแห่งภพ เพราะมีความดับแห่งภพ  จึงมีความดับแห่งชาติ เพราะมีความดบั แหง่ ชาตนิ น่ั แล ชรามรณะ โสกะปรเิ ทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับส้ิน ความดับลง แหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั ส้ินนี้ ยอ่ มมี ดว้ ยอาการอย่างนี้ ดงั นแ้ี ล. 158

พุทธวจน - หมวดธรรม เปดิ ธรรมท่ถี กู ปดิ : แก้กรรม ? เหตุเกดิ ของภพ 42 -บาลี ตกิ . อํ. ๒๐/๒๘๗/๕๑๖. “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !   พระผมู้ พี ระภาคเจา้ กลา่ วอยวู่ า่ ‘ภพ–ภพ’ ดงั น.้ี ภพ ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ยเหตเุ พยี งเทา่ ไรเลา่ พระเจา้ ขา้  !”. อานนท์ !   ถ้ากรรม  มีกามธาตุเป็นวิบาก จักไมไ่ ด้มีแลว้ ไซร้ กามภพ จะพึงปรากฏได้แลหรอื  ? “หามไิ ด้ พระเจ้าข้า !”. อานนท์ !   ด้วยเหตุนี้แหละ  กรรมจึงเป็น เน้ือนา วญิ ญาณเปน็ เมลด็ พืช ตณั หาเปน็ ยาง (สำ�หรับ หลอ่ เลย้ี งเชอ้ื งอก) ของพชื . วญิ ญาณของสัตวท์ ัง้ หลาย มอี วชิ ชาเปน็ เครอ่ื งกน้ั มตี ณั หาเปน็ เครอ่ื งผกู พนั ตง้ั อยแู่ ลว้ ดว้ ยธาตชุ ัน้ ทราม (กามธาตุ) การบังเกดิ ข้ึนในภพใหม่ ตอ่ ไป ย่อมมไี ด้ ดว้ ยอาการอย่างน้.ี อานนท์ !   ถ้ากรรม  มีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มีแลว้ ไซร้ รปู ภพ จะพงึ ปรากฏไดแ้ ลหรอื  ? “หามไิ ด้ พระเจา้ ข้า !”. 159

พทุ ธวจน - หมวดธรรม อานนท์ !   ด้วยเหตุนี้แหละ  กรรมจึงเป็น เน้อื นา วญิ ญาณเป็นเมลด็ พืช ตณั หาเป็นยางของพืช วิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย  มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มตี ณั หาเป็นเคร่ืองผูกพัน ตงั้ อย่แู ลว้ ด้วยธาตุชน้ั กลาง (รูปธาตุ).  การบังเกิดข้ึนในภพใหม่ต่อไป  ย่อมมีได้ ด้วยอาการอยา่ งนี้. อานนท์ !   ถ้ากรรม  มีอรูปธาตุเป็นวิบาก จกั ไมไ่ ด้มแี ลว้ ไซร้ อรูปภพ จะพึงปรากฏไดแ้ ลหรอื  ? “หามิได้ พระเจ้าขา้  !”. อานนท์ !   ด้วยเหตุนี้แหละ  กรรมจึงเป็น เนอื้ นา วญิ ญาณเป็นเมลด็ พชื ตัณหาเปน็ ยางของพืช. วิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย  มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มตี ณั หาเปน็ เครอ่ื งผกู พนั ตง้ั อยแู่ ลว้ ดว้ ยธาตชุ น้ั ประณตี (อรปู ธาต)ุ การบงั เกดิ ขน้ึ ในภพใหมต่ อ่ ไป ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ย อาการอย่างนี.้ อานนท !   ภพ ยอ่ มมไี ด้ ดว้ ยอาการอยา่ งนแ้ี ล. 160

พุทธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทถ่ี ูกปดิ : แก้กรรม ? เครอ่ื งน�ำไปสู่ภพ 43 -บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๓/๓๖๘.๔๓. “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ  !พระองคต์ รสั อยวู่ า่ ‘เครอ่ื งน�ำไป ส่ภู พ เครอ่ื งน�ำไปส่ภู พ’ ดังนี้ กเ็ คร่ืองน�ำไปสภู่ พ เปน็ อยา่ งไร พระเจ้าข้า !   และความดับไม่เหลือของเครื่องน�ำไปสู่ภพนั้น เปน็ อยา่ งไรเล่า  พระเจา้ ข้า !”. ราธะ !   ฉันทะ  (ความพอใจ)  ก็ดี  ราคะ (ความ กําหนัด)  ก็ดี  นันทิ  (ความเพลิน)  ก็ดี  ตัณหา  (ความ ทะยานอยาก)  ก็ดี  อุปายะ  (กิเลสเป็นเหตุเข้าไปสู่ภพ) และ อปุ าทาน  (ความถอื มนั่ ดว้ ยอ�ำนาจกเิ ลส)  อนั เปน็ เครอ่ื งตงั้ ทบั เคร่อื งเขา้ ไปอาศยั และเครือ่ งนอนเนอ่ื งแห่งจิตกด็ ี ใดๆ ในรูป  ในเวทนา  ในสัญญา  ในสังขารท้ังหลาย  และ ในวิญญาณ กิเลสเหล่านี้ นี่เราเรยี กวา่ ‘เครอื่ งนำ�ไปสภู่ พ’ ความดับไม่เหลือของเคร่ืองนำ�ไปสู่ภพ  มีได้ เพราะความดบั ไมเ่ หลอื ของกเิ ลส มฉี นั ทะ ราคะ เปน็ ตน้ เหล่านัน้ เอง. 161

พทุ ธวจน - หมวดธรรม เปิดธรรมทีถ่ กู ปดิ : แกก้ รรม ? ปฏิจจสมุปบาท 44 ในฐานะเปน็ กฎสูงสดุ ของธรรมชาติ -บาลี นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๓๐/๖๑. ภิกษุทั้งหลาย !   เราจกั แสดงซง่ึ ปฏจิ จสมปุ บาท (คอื ธรรมอันเปน็ ธรรมชาติ อาศัยกนั แล้วเกิดขนึ้ ) แก่พวกเธอ ทง้ั หลาย. พวกเธอทง้ั หลาย จงฟงั ซง่ึ ปฏจิ จสมปุ บาทนน้ั จงท�ำ ในใจให้สำ�เร็จประโยชน์ เราจกั กลา่ วบดั นี้ ... ภิกษุท้ังหลาย !   กป็ ฏิจจสมปุ บาท เป็นอยา่ งไรเล่า ? (๑)  ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะยอ่ มม.ี ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   เพราะเหตทุ พ่ี ระตถาคต ทงั้ หลาย จะบงั เกดิ ขึน้ กต็ าม จะไมบ่ ังเกิดขึน้ ก็ตาม ธรรมธาตนุ น้ั ยอ่ มตง้ั อยแู่ ลว้ นน่ั เทยี ว คอื   ความตง้ั อยู่ แหง่ ธรรมดา (ธัมมฏั ฐิตตา) คอื   ความเป็นกฎตายตัว แหง่ ธรรมดา (ธมั มนยิ ามตา) คอื   ความทเ่ี มอ่ื มสี ง่ิ นส้ี ง่ิ น้ี เป็นปจั จัย สิ่งนสี้ ิ่งนจี้ ึงเกดิ ข้ึน (อทิ ปั ปจั จยตา). 162

เปิดธรรมทถ่ี กู ปดิ : แกก้ รรม ? ตถาคต ยอ่ มรพู้ รอ้ มเฉพาะ ยอ่ มถงึ พรอ้ มเฉพาะ ซงึ่ ธรรมธาตนุ นั้ ครนั้ รพู้ รอ้ มเฉพาะแลว้ ถงึ พรอ้ มเฉพาะแลว้ ยอ่ มบอก ยอ่ มแสดง ยอ่ มบญั ญตั ิ ยอ่ มตง้ั ขน้ึ ไว้ ยอ่ มเปดิ เผย ยอ่ มจ�ำแนกแจกแจง ยอ่ มท�ำใหเ้ ปน็ เหมอื นการหงายของทค่ี วำ�่ และไดก้ ลา่ วแลว้ ในบดั นวี้ า่ “ภกิ ษทุ งั้ หลาย !  ทา่ นทง้ั หลาย จงมาดู เพราะชาตเิ ป็นปจั จัย ชรามรณะยอ่ มมี” ดังน.ี้ ภกิ ษทุ งั้ หลาย !  เพราะเหตดุ งั นแ้ี ล ธรรมธาตใุ ด ในกรณีนั้น อันเป็น ตถตา คือ ความเป็นอย่างนั้น เปน็ อวติ ถตา คอื ความไมผ่ ดิ ไปจากความเปน็ อยา่ งนนั้ เป็น อนัญญถตา คอื ความไม่เปน็ ไปโดยประการอื่น เปน็ อทิ ปั ปจั จยตา คอื ความทเี่ มอื่ มสี ง่ิ นส้ี งิ่ นเ้ี ปน็ ปจั จยั สิ่งนส้ี งิ่ นจ้ี งึ เกิดขนึ้ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   ธรรมนเ้ี ราเรยี กวา่ ปฏจิ จสมปุ บาท (คือธรรมอันเปน็ ธรรมชาติ อาศัยกันแลว้ เกิดข้นึ ). (๒)  ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   เพราะภพเปน็ ปจั จยั ชาติ ยอ่ มมี. ...ฯลฯ…1 1 การละเปยยาล ...ฯลฯ... เช่นน้ี หมายความว่า ข้อความในข้อ (๒) เป็นตน้ ไปจนกระทัง่ ถงึ ขอ้ (๑๐) น้ี ซ้�ำกันโดยตลอดกบั ในขอ้ (๑) ตา่ งกันแต่ เพยี งปัจจยาการแต่ละปจั จยาการเทา่ น้นั สำ� หรบั ขอ้ สดุ ท้าย คือขอ้ (๑๑) จะ พิมพ์ไว้เต็มเหมอื นขอ้ (๑) อกี ครง้ั หนึง่ . 163

พุทธวจน - หมวดธรรม (๓)  ภิกษุท้ังหลาย !   เพราะอปุ าทานเปน็ ปจั จยั ภพยอ่ มมี. ...ฯลฯ… (๔)  ภิกษุท้ังหลาย !   เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน ย่อมม.ี ...ฯลฯ… (๕)  ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตณั หายอ่ มมี. ...ฯลฯ... (๖)  ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนายอ่ มมี. ...ฯลฯ… (๗)  ภกิ ษทุ ง้ั หลาย !   เพราะสฬายตนะเปน็ ปจั จยั ผสั สะยอ่ มมี. ...ฯลฯ… (๘)  ภิกษุท้ังหลาย !   เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมม.ี ...ฯลฯ… (๙)  ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะวญิ ญาณเปน็ ปจั จยั นามรปู ยอ่ มมี. ...ฯลฯ... (๑๐) ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณยอ่ มม.ี ...ฯลฯ… (๑๑) ภิกษุทั้งหลาย !   เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี.  ภิกษุท้ังหลาย !   เพราะเหตุที่ พระตถาคตทง้ั หลาย จะบงั เกดิ ขนึ้ กต็ าม จะไมบ่ งั เกดิ ขนึ้ กต็ าม 164

เปดิ ธรรมที่ถกู ปิด : แกก้ รรม ? ธรรมธาตนุ น้ั ยอ่ มตงั้ อยแู่ ลว้ นน่ั เทยี ว คอื ความตง้ั อยแู่ หง่ ธรรมดา  คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา  คือ ความทเี่ มื่อสิ่งนส้ี ่ิงนี้เปน็ ปัจจยั สงิ่ นสี้ ิ่งนจ้ี ึงเกดิ ขึน้ . ตถาคตยอ่ มรู้พร้อมเฉพาะ ยอ่ มถงึ พรอ้ มเฉพาะ ซงึ่ ธรรมธาตนุ นั้ ครนั้ รพู้ รอ้ มเฉพาะแลว้ ถงึ พรอ้ มเฉพาะแลว้ ยอ่ มบอก ยอ่ มแสดง ยอ่ มบญั ญตั ิ ยอ่ มตง้ั ขนึ้ ไว้ ยอ่ มเปดิ เผย ยอ่ มจ�ำแนกแจกแจง ยอ่ มท�ำใหเ้ ปน็ เหมอื นการหงายของทคี่ วาํ่ และไดก้ ลา่ วแลว้ ในบดั นวี้ า่ “ภกิ ษทุ งั้ หลาย !  ทา่ นทงั้ หลาย จงดู  เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  สังขารทั้งหลายย่อมมี” ดังน้ี. ภกิ ษทุ ั้งหลาย !   เพราะเหตดุ งั นแ้ี ล ธรรมธาตใุ ด ในกรณนี ้นั อนั เป็น ตถตา คือความเปน็ อยา่ งน้ัน เปน็ อวิตถตา คอื ความไม่ผิดไปจากความเปน็ อยา่ งนนั้ เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึน้ ภกิ ษุทง้ั หลาย !   ธรรมนเ้ี ราเรยี กวา่ ปฏจิ จสมปุ บาท. 165



ขอนอบนอ้ มแด่ ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพทุ ธะ พระองค์นน้ั ด้วยเศยี รเกลา้ (สาวกตถาคต) คณะงานธมั มะ วดั นาปา พง (กลมุ่ อาสาสมคั รพุทธวจน-หมวดธรรม)

มลู นธิ พิ ทุ ธโฆษณ์ มูลนิธิแห่งมหาชนชาวพทุ ธ ผซู้ งึ่ ชดั เจน และมั่นคงในพุทธวจน เรม่ิ จากชาวพทุ ธกลมุ่ เลก็ ๆ กลมุ่ หนง่ึ ไดม้ โี อกาสมาฟงั ธรรมบรรยายจาก ทา่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ โสตถฺ ผิ โล ทเี่ นน้ การนา� พทุ ธวจน (ธรรมวนิ ยั จากพทุ ธโอษฐ์ ทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงยนื ยนั วา่ ทรงตรสั ไวด้ แี ลว้ บรสิ ทุ ธบิ์ รบิ รู ณส์ นิ้ เชงิ ทง้ั เนอื้ ความและ พยญั ชนะ) มาใชใ้ นการถา่ ยทอดบอกสอน ซงึ่ เปน็ รปู แบบการแสดงธรรมทต่ี รงตาม พุทธบญั ญตั ิตามท่ี ทรงรบั ส่งั แกพ่ ระอรหันต์ ๖๐ รปู แรกที่ปาอสิ ิปตนมฤคทายวัน ในการประกาศพระสัทธรรม และเปน็ ลกั ษณะเฉพาะทภี่ กิ ษใุ นครง้ั พทุ ธกาลใชเ้ ปน็ มาตรฐานเดยี ว หลกั พทุ ธวจนนี้ ไดเ้ ขา้ มาตอบคา� ถาม ตอ่ ความลงั เลสงสยั ไดเ้ ขา้ มาสรา้ ง ความชดั เจน ต่อความพร่าเลอื นสับสน ในขอ้ ธรรมต่างๆ ทม่ี ีอยู่ในสงั คมชาวพทุ ธ ซง่ึ ท้งั หมดนี้ เป็นผลจากสาเหตเุ ดียวคือ การไมใ่ ช้คา� ของพระพุทธเจา้ เป็นตัวต้งั ต้น ในการศกึ ษาเลา่ เรยี น ดว้ ยศรทั ธาอยา่ งไมห่ วน่ั ไหวตอ่ องคส์ มั มาสมั พทุ ธะ ในฐานะพระศาสดา ทา่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ ไดป้ ระกาศอยา่ งเปน็ ทางการวา่ “อาตมาไมม่ คี า� สอนของตวั เอง” และใช้เวลาท่ีมีอยู่ ไปกับการรับสนองพุทธประสงค์ ด้วยการโฆษณาพุทธวจน เพื่อความตั้งมนั่ แหง่ พระสทั ธรรม และความประสานเป็นหน่ึงเดยี วของชาวพุทธ เมอื่ กลบั มาใชห้ ลกั พทุ ธวจน เหมอื นทเี่ คยเปน็ ในครง้ั พทุ ธกาล สงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ คือ ความชัดเจนสอดคล้องลงตัว ในความรู้ความเข้าใจ ไม่ว่าในแง่ของหลักธรรม ตลอดจนมรรควธิ ที ต่ี รง และสามารถนา� ไปใชป้ ฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ ผล รเู้ หน็ ประจกั ษไ์ ดจ้ รงิ ดว้ ยตนเองทนั ที ดว้ ยเหตนุ ้ี ชาวพทุ ธทเ่ี หน็ คณุ คา่ ในคา� ของพระพทุ ธเจา้ จงึ ขยายตวั มากขึ้นเรอ่ื ยๆ เกิดเป็น “กระแสพทุ ธวจน” ซง่ึ เปน็ พลงั เงียบท่กี �าลงั จะกลายเป็น คลนื่ ลกู ใหม่ ในการกลบั ไปใชร้ ะบบการเรยี นรพู้ ระสทั ธรรม เหมอื นดงั ครง้ั พทุ ธกาล

ด้วยการขยายตวั ของกระแสพทุ ธวจนน้ี ส่อื ธรรมที่เปน็ พุทธวจน ไม่ว่า จะเป็นหนังสือ หรือซีดี ซ่ึงแจกฟรีแก่ญาติโยมเร่ิมมีไม่พอเพียงในการแจก ทั้งน้ี เพราะจ�านวนของผู้ท่ีสนใจเห็นความส�าคัญของพุทธวจน ได้ขยายตัวมากขึ้นอย่าง รวดเร็ว ประกอบกับว่าท่านพระอาจารย์คึกฤทธ์ิ โสตฺถิผโล เคร่งครัดในข้อวัตร ปฏิบัติท่ีพระศาสดาบัญญัติไว้ อันเป็นธรรมวินัยท่ีออกจากพระโอษฐ์ของตถาคต โดยตรง การเผยแผ่พุทธวจนที่ผ่านมา จึงเป็นไปในลักษณะสันโดษตามมีตามได้ เมือ่ มีโยมมาปวารณาเป็นเจา้ ภาพในการจดั พิมพ์ ไดม้ าจ�านวนเท่าไหร่ ก็ทยอยแจก ไปตามทมี่ เี ทา่ นน้ั เมอ่ื มมี า กแ็ จกไป เมอื่ หมด กค็ อื หมด เนอ่ื งจากวา่ หนา้ ทใ่ี นการดา� รงพระสทั ธรรมใหต้ ง้ั มน่ั สบื ไป ไมไ่ ดผ้ กู จา� กดั อย่แู ตเ่ พยี งพทุ ธสาวกในฐานะของสงฆ์เทา่ นนั้ ฆราวาสกลมุ่ หนึ่งซึ่งเห็นความส�าคญั ของพทุ ธวจน จงึ รวมตวั กนั เขา้ มาชว่ ยขยายผลในสงิ่ ทที่ า่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ โสตถฺ ผิ โล ทา� อยแู่ ลว้ นน่ั คอื การนา� พทุ ธวจนมาเผยแพรโ่ ฆษณา โดยพจิ ารณาตดั สนิ ใจจดทะเบยี น จัดตัง้ เปน็ มลู นธิ อิ ย่างถูกตอ้ งตามกฏหมาย เพือ่ ใหก้ ารด�าเนนิ การตา่ งๆ ทง้ั หมด อยใู่ นรปู แบบทโี่ ปรง่ ใส เปดิ เผย และเปดิ กวา้ งตอ่ สาธารณชนชาวพทุ ธทวั่ ไป สา� หรับผู้ท่ีเหน็ ความสา� คัญของพุทธวจน และมคี วามประสงค์ทจี่ ะด�ารง พระสทั ธรรมใหต้ ง้ั มนั่ ดว้ ยวธิ ขี องพระพทุ ธเจา้ สามารถสนบั สนนุ การดา� เนนิ การตรงนไ้ี ด้ ดว้ ยวิธงี า่ ยๆ น่ันคอื เขา้ มาใส่ใจศึกษาพทุ ธวจน และนา� ไปใช้ปฏิบตั ดิ ้วยตนเอง เม่ือรู้ประจักษ์ เห็นได้ด้วยตนแล้ว ว่ามรรควิธีท่ีได้จากการท�าความเข้าใจ โดย ใช้ค�าของพระพุทธเจ้าเป็นตัวต้ังต้นน้ัน น�าไปสู่ความเห็นที่ถูกต้อง ในหลักธรรม อันสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล และเช่ือมโยงเป็นหน่ึงเดียว กระทั่งได้ผลตามจริง ทา� ใหเ้ กดิ มีจติ ศรทั ธา ในการช่วยเผยแพรข่ ยายส่ือพทุ ธวจน เพียงเท่านี้ คุณก็คอื หนง่ึ หนว่ ยในขบวน “พทุ ธโฆษณ”์ แลว้ น่คี อื เจตนารมณ์ของมูลนิธิพทุ ธโฆษณ์ นน่ั คอื เปน็ มลู นิธิแหง่ มหาชน ชาวพทุ ธ ซง่ึ ชดั เจน และมน่ั คงในพทุ ธวจน

ผูท้ ีส่ นใจรับสือ่ ธรรมทเี่ ปน็ พุทธวจน เพอ่ื ไปใชศ้ กึ ษาส่วนตัว หรือน�าไปแจกเปน็ ธรรมทาน แกพ่ ่อแมพ่ ีน่ ้อง ญาติ หรือเพื่อน สามารถมารบั ไดฟ้ รี ที่วดั นาปาพง หรือตามที่พระอาจารย์คกึ ฤทธ์ไิ ด้รบั นมิ นต์ไปแสดงธรรมนอกสถานที่ สา� หรบั รายละเอยี ดกจิ ธรรมต่างๆ ภายใตเ้ ครอื ข่ายพุทธวจนโดยวัดนาปาพง คน้ หา ขอ้ มลู ไดจ้ าก www.buddhakos.org หรือ www.watnapp.com หากมคี วามจ�านงทจ่ี ะรับไปแจกเปน็ ธรรมทานในจา� นวนหลายสิบชดุ ขอความกรุณาแจง้ ความจ�านงไดท้ ี่ มลู นธิ พิ ทุ ธโฆษณ์ ประสานงานและเผยแผ่ : เลขที่ ๒๙/๓ หมูท่ ่ี ๗ ถนนเลียบคลอง ๑๐ ฝ่ังตะวันออก ตา� บลบึงทองหลาง อา� เภอลา� ลูกกา จงั หวัดปทุมธานี ๑๒๑๕๐ โทรศพั ท์ ๐๘ ๒๒๒๒ ๕๗๙๐-๙๔, ๐๘ ๕๐๕๘ ๖๘๘๘, ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑ โทรสาร ๐ ๒๑๕๙ ๐๕๒๖ เวบ็ ไซต์ : www.buddhakos.org อเี มล์ : [email protected] สนบั สนนุ การเผยแผ่พุทธวจนไดท้ ี่ ชอื่ บญั ชี “มลู นธิ พิ ทุ ธโฆษณ”์ ธนาคารไทยพาณชิ ย์ สาขา คลอง ๑๐ (ธญั บรุ )ี ประเภท บัญชีออมทรัพย์ เลขทีบ่ ัญชี ๓๑๘-๒-๔๗๔๖๑-๐ วธิ ีการโอนเงนิ จากต่างประเทศ ย่นื แบบฟอร์ม คา� ขอโอนได้ท่ี ธนาคารไทยพาณชิ ย์ Account name: “Buddhakos Foundation” SWIFT CODE : SICOTHBK Branch Number : 318 Siam Commercial Bank PCL, Khlong 10(Thanyaburi) Branch, 33/14 Mu 4 Chuchat Road, Bung Sanun Sub District, Thanyaburi District, Pathum Thani 12110, Thailand Saving Account Number : 318-2-47461-0

ขอกราบขอบพระคุณแด่ พระอาจารยค์ กึ ฤทธิ์ โสตถฺ ผิ โล และคณะสงฆว์ ดั นาปา่ พง ท่กี รณุ าให้ค�าปรกึ ษาในการจดั ทา� หนังสือเลม่ น้ี ติดตามการเผยแผ่พระธรรมคา� สอนตามหลกั พทุ ธวจน โดย พระอาจารยค์ ึกฤทธ์ิ โสตฺถิผโล ไดท้ ่ี เวบ็ ไซต์ • http://www.watnapp.com : หนงั สอื และสื่อธรรมะ บนอินเทอร์เนต็ • http://media.watnapahpong.org : ศูนยบ์ ริการมลั ตมิ เี ดียวัดนาปา พง • http://www.buddha-net.com : เครือขา่ ยพุทธวจน • http://etipitaka.com : โปรแกรมตรวจหาและเทยี บเคยี งพุทธวจน • http://www.watnapahpong.com : เว็บไซตว์ ัดนาปา พง • http://www.buddhakos.org : มลู นิธิพุทธโฆษณ์ • http://www.buddhawajanafund.org : มูลนธิ ิพทุ ธวจน ดาวนโ์ หลดโปรแกรมตรวจหาและเทยี บเคยี งพทุ ธวจน (E-Tipitaka) ส�าหรบั คอมพวิ เตอร์ • ระบบปฏบิ ัตกิ าร Windows, Macintosh, Linux http://etipitaka.com/download หรอื รบั แผน่ โปรแกรมได้ทว่ี ดั นาปาพง ส�าหรับโทรศพั ทเ์ คลอ่ื นทแ่ี ละแทบ็ เลต็ • ระบบปฏิบตั กิ าร Android ดาวน์โหลดได้ท่ี Play Store โดยพิมพค์ �าวา่ พทุ ธวจน หรอื e-tipitaka • ระบบปฏบิ ัตกิ าร iOS (ส�าหรับ iPad, iPhone, iPod) ดาวน์โหลดไดท้ ่ี App Store โดยพมิ พ์คา� ว่า พุทธวจน หรอื e-tipitaka ดาวนโ์ หลดโปรแกรมพุทธวจน (Buddhawajana) เฉพาะโทรศัพทเ์ คลือ่ นทีแ่ ละแทบ็ เล็ต • ระบบปฏบิ ตั กิ าร Android ดาวนโ์ หลดไดท้ ่ี Google Play Store โดยพิมพ์คา� วา่ พุทธวจน หรอื buddhawajana • ระบบปฏบิ ตั ิการ iOS (ส�าหรับ iPad, iPhone, iPod) ดาวน์โหลดได้ท่ี App Store โดยพมิ พ์คา� ว่า พทุ ธวจน หรอื buddhawajana ดาวน์โหลดโปรแกรมวทิ ยวุ ดั นาป่าพง (Watnapahpong Radio) เฉพาะโทรศพั ทเ์ คลื่อนทีแ่ ละแท็บเลต็ • ระบบปฏิบัติการ Android ดาวน์โหลดได้ท่ี Google Play Store โดยพิมพ์ค�าว่า พทุ ธวจน หรือ วทิ ยุวดั นาปาพง • ระบบปฏิบตั ิการ iOS (สา� หรับ iPad, iPhone, iPod) ดาวนโ์ หลดไดท้ ่ี App Store โดยพมิ พค์ �าว่า พทุ ธวจน หรือ วทิ ยุวัดนาปาพง วทิ ยุ • คล่ืน ส.ว.พ. FM ๙๑.๐ MHz ทุกวนั พระ เวลา ๑๗.๔๐ น.

บรรณานกุ รม พระไตรปฎิ กฉบับสยามรัฐ พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบบั หลวง หนงั สอื ธรรมโฆษณ์ ชุดจากพระโอษฐ์ (ผลงานแปลพทุ ธวจน โดยทา่ นพุทธทาสภิกขุในนามกองตา� ราคณะธรรมทาน) รว่ มสนับสนุนการจดั ท�าโดย คณะงานธัมมะ วดั นาปา พง (กลมุ่ อาสาสมัครพทุ ธวจน-หมวดธรรม), คณะศิษยว์ ัดนาปาพง, มูลนิธิพุทธวจน, พุทธวจนสถาบันภาคกลาง, พุทธวจนสถาบันภาคเหนือ, พุทธวจนสถาบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, พุทธวจนสถาบันภาคตะวันออก, พุทธวจนสถาบันภาคใต้, พุทธวจนสถาบันภาคตะวันตก, กลุ่มศิษย์ตถาคต, กลุ่มสมณะศากยะปุตติยะ, กลุ่มชวนม่วนธรรม, กลุ่มละนันทิ, กลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัทการบินไทย, กลุ่มมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่, ชมรมพุทธวจนอุดรธานี, บจก. สยามคูโบต้า คอร์ปอเรช่ัน, บจก. สยามรักษ์, บจก. เซเว่นสเต็ปส์, บจก. ห้างพระจันทร์โอสถ, สถานกายภาพบ�าบัด คิดดีคลินิค, บจก. ดีเทลส์ โปรดักส์

ลงสะพานคลอง ๑๐ ไปยูเทิร์นแรกมา แผนท่ีวัดนาป่าพง แล้วเล้ียวซ้ายก่อนข้ึนสะพาน แนวทิวสน วัดนาป่าพง โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑, ๐๘ ๔๐๙๖ ๘๔๓๐, ๐๘ ๒๒๒๒ ๕๗๙๐-๔, ๐๘ ๖๕๕๒ ๒๔๕๙ ลงสะพานคลอง ๑๐ เล้ียวซ้ายคอสะพาน

๑๐ พระสตู รของความสา� คญั ทชี่ าวพทุ ธตอ้ งศกึ ษา แตค่ า� สอนจากพระพทุ ธเจา้ เทา่ นน้ั ผา่ นมา ๒,๕๐๐ กวา่ ปี คา� สอนทางพระพทุ ธศาสนาเกดิ ความหลากหลายมากขน้ึ มสี า� นกั ตา่ งๆ มากมาย ซง่ึ แตล่ ะหมคู่ ณะกม็ คี วามเหน็ ของตน หามาตรฐานไมไ่ ด้ แมจ้ ะกลา่ วในเรอ่ื งเดยี วกนั ทง้ั นไ้ี มใ่ ชเ่ พราะคา� สอนของพระพทุ ธเจา้ ไมส่ มบรู ณ์ แลว้ เราควรเชอ่ื และปฏบิ ตั ติ ามใคร ? ลองพจิ ารณาหาคา� ตอบงา่ ยๆ ไดจ้ าก ๑๐ พระสตู ร ซง่ึ พระตถาคตทรงเตอื นเอาไว้ แลว้ ตรสั บอกวธิ ปี อ้ งกนั และแกไ้ ขเหตเุ สอ่ื มแหง่ ธรรมเหลา่ น.ี้ ขอเชญิ มาตอบตวั เองกนั เถอะวา่ ถงึ เวลาแลว้ หรอื ยงั ? ทพ่ี ทุ ธบรษิ ทั จะมมี าตรฐานเพยี งหนงึ่ เดยี ว คอื “พทุ ธวจน” ธรรมวนิ ยั จากองคพ์ ระสงั ฆบดิ าอนั วญิ ญชู นพงึ ปฏบิ ตั แิ ละรตู้ ามไดเ้ ฉพาะตน ดงั น.ี้ ๑. พระองคท์ รงสามารถกา� หนดสมาธ ิ เมอ่ื จะพดู ทกุ ถอ้ ยคา� จงึ ไมผ่ ดิ พลาด -บาลี มู. ม. ๑๒/๔๕๘/๔๓๐. อคั คเิ วสนะ ! เรานน้ั หรอื จา� เดมิ แตเ่ รมิ่ แสดง กระทง่ั คา� สดุ ทา้ ยแหง่ การกลา่ วเรอ่ื งนนั้ ๆ ยอ่ มตงั้ ไวซ้ งึ่ จติ ในสมาธนิ มิ ติ อนั เปน็ ภายในโดยแท ้ ใหจ้ ติ ดา� รงอย ู่ ใหจ้ ติ ตง้ั มน่ั อย ู่ กระทา� ใหม้ จี ติ เปน็ เอก ดงั เชน่ ทค่ี นทง้ั หลาย เคยไดย้ นิ วา่ เรากระทา� อยเู่ ปน็ ประจา� ดงั น.้ี

๒. แตล่ ะคา� พดู เปน็ อกาลโิ ก คอื ถกู ตอ้ งตรงจรงิ ไมจ่ า� กดั กาลเวลา -บาลี ม.ู ม. ๑๒/๔๘๕/๔๕๑. ภิกษุท้ังหลาย ! พวกเธอทงั้ หลายเปน็ ผทู้ เี่ รานา� ไปแลว้ ดว้ ยธรรมน้ี อนั เปน็ ธรรมทบ่ี คุ คลจะพงึ เหน็ ไดด้ ว้ ยตนเอง (สนทฺ ฏิ โิ ก) เปน็ ธรรมให้ ผลไมจ่ า� กดั กาล (อกาลโิ ก) เปน็ ธรรมทคี่ วรเรยี กกนั มาด ู (เอหปิ สสฺ โิ ก) ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว (โอปนยิโก) อันวิญญูชนจะพึงรู้ได้เฉพาะตน (ปจจฺ ตตฺ � เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ หู )ิ . ๓. คา� พดู ทพ่ี ดู มาทง้ั หมดนบั แตว่ นั ตรสั รนู้ น้ั สอดรบั ไมข่ ดั แยง้ กนั -บาลี อิติว.ุ ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓. ภิกษุท้ังหลาย ! นับต้ังแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมา- สัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรีที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส นิพพานธาตุ ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่�าสอน แสดงออก ซง่ึ ถอ้ ยคา� ใด ถอ้ ยคา� เหลา่ นนั้ ทงั้ หมด ยอ่ มเขา้ กนั ไดโ้ ดย ประการเดยี วทงั้ สนิ้ ไมแ่ ยง้ กนั เปน็ ประการอน่ื เลย. อ๔. ทรงบอกเหตแุ หง่ ความอนั ตรธานของคา� สอนเปรยี บดว้ ยกลองศกึ -บาลี นทิ าน. สํ. ๑๖/๓๑๑/๖๗๒-๓. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! เรอ่ื งนเี้ คยมมี าแลว้ กลองศกึ ของกษตั รยิ พ์ วกทสารหะ เรยี กวา่ อานกะ มอี ยู่ เมอื่ กลองอานกะน้ี มแี ผลแตกหรอื ลิ พวกกษตั รยิ ์ ทสารหะไดห้ าเนอื้ ไมอ้ น่ื ทา� เปน็ ลมิ่ เสรมิ ลงในรอยแตกของกลองนนั้ (ทกุ คราวไป). ภิกษุทั้งหลาย ! เม่ือเชื่อมปะเข้าหลายคร้ังหลายคราวเช่นนั้น นานเขา้ กถ็ งึ สมยั หนง่ึ ซง่ึ เนอื้ ไมเ้ ดมิ ของตวั กลองหมดสนิ้ ไป เหลอื อยแู่ ต่ เนอื้ ไมท้ ที่ า� เสรมิ เขา้ ใหมเ่ ทา่ นน้ั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ ในกาลยดื ยาวฝา่ ยอนาคต จกั มภี กิ ษุ ทงั้ หลาย สตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทเ่ี ปน็ คา� ของตถาคต เปน็ ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซง้ึ เปน็ ชนั้ โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะดว้ ยเรอ่ื งสญุ ญตา เมอ่ื มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ นน้ั

มากลา่ วอยู่ เธอจกั ไมฟ่ งั ด้วยดี จกั ไมเ่ งี่ยหฟู งั จกั ไมต่ ั้งจิตเพอ่ื จะรู้ท่ัวถงึ และจกั ไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น สว่ นสตุ ตนั ตะเหลา่ ใดที่ นกั กวแี ตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว เปน็ คา� กลา่ วของสาวก เมอ่ื มผี นู้ า� สุตตันตะท่ีนักกวีแต่งข้ึนใหม่เหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักฟังด้วยดี จัก เงย่ี หฟู งั จกั ตงั้ จติ เพอ่ื จะรทู้ วั่ ถงึ และจกั สา� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทตี่ นควรศกึ ษา เลา่ เรยี นไป. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! ความอนั ตรธานของสตุ ตนั ตะเหลา่ นนั้ ทเี่ ปน็ คา� ของ ตถาคต เปน็ ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซงึ้ เปน็ ชน้ั โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะดว้ ย เรอื่ งสญุ ญตา จกั มไี ดด้ ว้ ยอาการอยา่ งนี้ แล. ๕.ทรงกา� ชับให้ศกึ ษาปฏิบัติเฉพาะจากคา� ของพระองคเ์ ท่านน้ั อย่าฟังคนอื่น -บาลี ทกุ . อํ. ๒๐/๙๑-๙๒/๒๙๒. ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! พวกภกิ ษบุ รษิ ทั ในกรณนี ้ี สตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทก่ี วี แตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย มี พยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว เปน็ คา� กลา่ วของสาวก เมอื่ มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ นน้ั มากลา่ วอยู่ เธอจกั ไมฟ่ งั ดว้ ยดี ไมเ่ งย่ี หฟู งั ไมต่ งั้ จติ เพอ่ื จะรทู้ วั่ ถงึ และจกั ไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สว่ นสตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทเ่ี ปน็ คา� ของตถาคต เปน็ ขอ้ ความลกึ มคี วามหมายซงึ้ เปน็ ชนั้ โลกตุ ตระ วา่ เฉพาะดว้ ยเรอ่ื งสญุ ญตา เมอ่ื มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ นน้ั มากลา่ วอยู่ เธอยอ่ มฟงั ดว้ ยดี ยอ่ มเงยี่ หฟู งั ยอ่ มตง้ั จติ เพอ่ื จะรทู้ ว่ั ถงึ และยอ่ มสา� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทตี่ นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น จงึ พากนั เลา่ เรยี น ไตถ่ าม ทวนถามแกก่ นั และกนั อยวู่ า่ “ขอ้ นเี้ ปน็ อยา่ งไร มคี วามหมายกน่ี ยั ” ดงั น้ี ดว้ ยการทา� ดงั นี้ เธอยอ่ มเปดิ ธรรมทถี่ กู ปดิ ไวไ้ ด้ ธรรมทยี่ งั ไมป่ รากฏ เธอกท็ า� ใหป้ รากฏได้ ความสงสยั ในธรรมหลายประการ ทนี่ า่ สงสยั เธอกบ็ รรเทาลงได.้

ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! บรษิ ทั ชอ่ื อกุ กาจติ วนิ ตี า ปรสิ า โน ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! ในกรณนี คี้ อื ภกิ ษทุ ง้ั หลายในบรษิ ทั ใด เมอื่ สตุ ตนั ตะ ทงั้ หลาย อนั เปน็ ตถาคตภาษติ (ตถาคตภาสติ า) อนั ลกึ ซง้ึ (คมภฺ รี า) มี อรรถอันลึกซึ้ง (คมฺภีรตฺถา) เป็นโลกุตตระ (โลกุตฺตรา) ประกอบด้วย เรอ่ื งสญุ ญตา (สญุ ญฺ ตปฏสิ ย� ตุ ตฺ า) อนั บคุ คลนา� มากลา่ วอยู่ กไ็ มฟ่ งั ดว้ ยดี ไมเ่ งย่ี หฟู งั ไมเ่ ขา้ ไปตงั้ จติ เพอื่ จะรทู้ ว่ั ถงึ และไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นควร ศกึ ษาเลา่ เรยี น. สว่ นสตุ ตนั ตะเหลา่ ใด ทก่ี วแี ตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภท กาพยก์ ลอน มอี กั ษรสละสลวย มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว เปน็ คา� กลา่ วของสาวก เมอื่ มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ นมี้ ากลา่ วอยู่ พวกเธอยอ่ มฟงั ดว้ ยดี เงย่ี หฟู งั ตงั้ จติ เพอื่ จะรทู้ ว่ั ถงึ และสา� คญั ไป วา่ เปน็ สง่ิ ทตี่ นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น พวกเธอเลา่ เรยี นธรรมอนั กวแี ตง่ ใหม่ นัน้ แล้ว ก็ไม่สอบถามซงึ่ กันและกัน ไมท่ า� ใหเ้ ปิดเผยแจม่ แจ้งออกมาวา่ ขอ้ นพ้ี ยญั ชนะเปน็ อยา่ งไร อรรถเปน็ อยา่ งไร ดงั น้ี เธอเหลา่ นน้ั เปดิ เผย สง่ิ ทย่ี งั ไมเ่ ปดิ เผยไมไ่ ด้ ไมห่ งายของทค่ี วา�่ อยใู่ หห้ งายขนึ้ ได้ ไมบ่ รรเทา ความสงสยั ในธรรมทงั้ หลายอนั เปน็ ทต่ี งั้ แหง่ ความสงสยั มอี ยา่ งตา่ งๆ ได.้ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! นเี้ ราเรยี กวา่ อกุ กาจติ วนิ ตี า ปรสิ า โน ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า. ภกิ ษทุ งั้ หลาย! บรษิ ทั ชอื่ ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า ปรสิ า โน อกุ กาจติ วนิ ตี า เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? ภกิ ษทุ ง้ั หลาย! ในกรณนี คี้ อื ภกิ ษทุ งั้ หลายในบรษิ ทั ใด เมอื่ สตุ ตนั ตะ ทง้ั หลาย ทก่ี วแี ตง่ ขน้ึ ใหม่ เปน็ คา� รอ้ ยกรองประเภทกาพยก์ ลอน มอี กั ษร สละสลวย มพี ยญั ชนะอนั วจิ ติ ร เปน็ เรอื่ งนอกแนว เปน็ คา� กลา่ วของสาวก อนั บคุ คลนา� มากลา่ วอยู่ กไ็ มฟ่ งั ดว้ ยดี ไมเ่ งย่ี หฟู งั ไมเ่ ขา้ ไปตงั้ จติ เพอ่ื จะ รทู้ วั่ ถงึ และไมส่ า� คญั วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นควรศกึ ษาเลา่ เรยี น สว่ น สตุ ตนั ตะ เหลา่ ใด อนั เปน็ ตถาคตภาษติ อนั ลกึ ซง้ึ มอี รรถอนั ลกึ ซง้ึ เปน็ โลกตุ ตระ ประกอบดว้ ยเรอ่ื งสญุ ญตา เมอ่ื มผี นู้ า� สตุ ตนั ตะเหลา่ น ี้ มากลา่ วอย ู่ พวก

เธอยอ่ มฟงั ดว้ ยด ี ยอ่ มเงย่ี หฟู งั ยอ่ มเขา้ ไปตง้ั จติ เพอ่ื จะรทู้ วั่ ถงึ และ ยอ่ มสา� คญั วา่ เปน็ สงิ่ ทคี่ วรศกึ ษาเลา่ เรยี น พวกเธอเลา่ เรยี นธรรมทเ่ี ปน็ ตถาคตภาษติ นน้ั แลว้ กส็ อบถามซง่ึ กนั และกนั ทา� ใหเ้ ปดิ เผยแจม่ แจง้ ออก มาวา่ ขอ้ นพ้ี ยญั ชนะเปน็ อยา่ งไร อรรถะเปน็ อยา่ งไร ดงั น้ี เธอเหลา่ นนั้ เปดิ เผยสง่ิ ทยี่ งั ไมเ่ ปดิ เผยได้ หงายของทคี่ วา่� อยใู่ หห้ งายขนึ้ ได้ บรรเทา ความสงสยั ในธรรมทง้ั หลายอนั เปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ ความสงสยั มอี ยา่ งตา่ งๆ ได.้ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! นเี้ ราเรยี กวา่ ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า ปรสิ า โน อกุ กาจติ วนิ ตี า. ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! เหลา่ นแี้ ลบรษิ ทั ๒ จา� พวกนน้ั . ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! บรษิ ทั ทเี่ ลศิ ในบรรดาบรษิ ทั ทง้ั สองพวกนนั้ คอื บรษิ ทั ปฏปิ จุ ฉาวนิ ตี า ปรสิ า โน อกุ กาจติ วนิ ตี า (บรษิ ทั ทอ่ี าศยั การสอบสวนทบทวนกนั เอาเอง เปน็ เครอื่ งนา� ไป ไมอ่ าศยั ความเชอ่ื จากบคุ คลภายนอกเปน็ เครอ่ื งนา� ไป) แล. ๖. ทรงหา้ มบัญญัติเพ่ิมหรือตดั ทอนสงิ่ ท่บี ัญญัตไิ ว้ -บาลี มหา. ท.ี ๑๐/๙๐/๗๐. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ภกิ ษทุ งั้ หลาย จกั ไมบ่ ญั ญตั สิ งิ่ ทไี่ มเ่ คยบญั ญตั ิ จกั ไมเ่ พกิ ถอนสงิ่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ วแ้ ลว้ จกั สมาทานศกึ ษาในสกิ ขาบททบี่ ญั ญตั ไิ ว้ แลว้ อยา่ งเครง่ ครดั อยเู่ พยี งใด ความเจรญิ กเ็ ปน็ สง่ิ ทภ่ี กิ ษทุ ง้ั หลายหวงั ได้ ไมม่ คี วามเสอ่ื มเลย อยเู่ พยี งนนั้ . ๗. ส�านึกเสมอว่าตนเองเปน็ เพียงผู้เดินตามพระองคเ์ ท่านนั้ ถงึ แม้จะเปน็ อรหันตผ์ ู้เลศิ ทางปัญญากต็ าม -บาลี ขนธฺ . ส.ํ ๑๗/๘๒/๑๒๖. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ตถาคตผอู้ รหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะ ไดท้ า� มรรคทยี่ งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ไดท้ า� มรรคทย่ี งั ไมม่ ใี ครรใู้ หม้ คี นรู้ ไดท้ า� มรรคทย่ี งั ไมม่ ี ใครกลา่ วใหเ้ ปน็ มรรคทก่ี ลา่ วกนั แลว้ ตถาคตเปน็ ผรู้ มู้ รรค (มคคฺ ญญฺ )ู เปน็ ผรู้ แู้ จง้ มรรค (มคคฺ วทิ )ู เปน็ ผฉู้ ลาดในมรรค (มคคฺ โกวโิ ท). ภิกษุทั้งหลาย ! สว่ นสาวกทงั้ หลายในกาลน ้ี เปน็ ผเู้ ดนิ ตามมรรค (มคคฺ านคุ า) เปน็ ผตู้ ามมา ในภายหลงั .