Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวัดสายลำโพงใต้ 2564 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

เอกสารประกอบหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวัดสายลำโพงใต้ 2564 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

Description: เอกสารประกอบหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนวัดสายลำโพงใต้ 2564 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

Search

Read the Text Version

97 - การประเมนิ ผลการศึกษาคน้ ควา้ ทางสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม 1) กาหนดเกณฑก์ ารประเมินผลการศกึ ษาคน้ คว้าทางคณิตศาสตร์ด้านทฤษฎี เปน็ 4 ระดบั ดังนี้ ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพจิ ารณา 4 - การวางแผนชัดเจนและทางานเป็นระบบ (ดมี าก) - แสดงขอ้ มลู ทล่ี ะเอียดชดั เจน - แสดงความเชอ่ื มโยงระหว่างเนอื้ หาวชิ าไดช้ ดั เจน 3 - ลงขอ้ สรุปที่ถูกต้องชัดเจน (ดี) - นาเสนอผลงานอย่างเหมาะสม 2 - การวางแผนชดั เจน (พอใช้) - แสดงข้อมูลทีล่ ะเอียดชดั เจน - แสดงความเช่อื มโยงระหว่างเนื้อหาวิชาไดช้ ัดเจน 1 - ลงข้อสรุปที่ถกู ต้องชัดเจน (ต้องปรับปรุง) - นาเสนอผลงานไดย้ งั ไม่ชดั เจน - การวางแผนไมช่ ัดเจน - แสดงข้อมลู บางส่วนผดิ พลาด - แสดงความเช่อื มโยงระหว่างเนือ้ หาวิชาได้ไมช่ ดั เจน - ลงขอ้ สรุปบางส่วนผิดพลาด - นาเสนอผลงานได้ไมช่ ดั เจน - การวางแผนไม่ชดั เจน - แสดงข้อมลู ทไ่ี มถ่ ูกต้อง - แสดงความเชอ่ื มโยงระหวา่ งเนื้อหาวิชาได้ไม่ชัดเจน - ลงขอ้ สรปุ ท่ีไมถ่ ูกต้อง - นาเสนอผลงานได้ไม่ถกู ต้อง

98 2) กาหนดเกณฑ์การประเมินผลการศกึ ษาค้นคว้าทางสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ท่ีมีผลงานเปน็ สิ่งประดิษฐ์ เป็น 4 ระดับ ดงั นี้ ระดบั คุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา 4 - มคี วามคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์และแปลกใหม่ (ดมี าก) - แกป้ ัญหาและตอบสนองตามความตอ้ งการ - วางแผนการสร้างโดยใชเ้ ทคนิคระดับสูงและมีคณุ ภาพ พรอ้ มทงั้ แสดงรายละเลยี ด 3 (ด)ี ของชิ้นงานในแตล่ ะส่วนชดั เจนสมบรู ณ์ - เลือกและใช้เครื่องมือวัดพร้อมระบหุ น่วยวัดได้เหมาะสม 2 - ดึงดูดความสนใจและมปี ระสิทธภิ าพในการทางารนสงู สุด ตลอดจนปลอดภัย (พอใช้) ประหยดั แขง็ แรงและน่าเชอ่ื ถือ 1 - ใชง้ านไดต้ ามความคาดหวงั (ต้องปรับปรุง) - สร้างและเกบ็ รักษาง่าย - คูม่ อื แนะนาการใชม้ ีความชดั เจนและเข้าใจงา่ ย - มคี วามคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรคแ์ ละแปลกใหม่ - แกป้ ญั หาและตอบสนองตามความตอ้ งการ - วางแผนการสรา้ งและแสดงรายละเลียดของแต่ละสว่ นชัดเจน - เลือกและใช้เคร่ืองมือวดั พร้อมระบุหนว่ ยวัดไดเ้ หมาะสม - ดึงดดู ความสนใจ - ใช้งานไดต้ ามความคาดหวงั - สร้างและเกบ็ รักษาง่าย - มคี วามคิดรเิ ริ่มสร้างสรรค์ - แก้ไขปัญหาและตอบสนองตามความต้องการ - วางแผนการสร้างและแสดงรายละเลยี ดของแต่ละส่วนได้ชดั เจนสมบูรณ์เปน็ สว่ นใหญ่ - เลือกและใชเ้ คร่ืองมือวัดพร้อมระบหุ นว่ ยวัดได้เหมาะสม - ดึงดดู ความสนใจ - ใชง้ านได้ตามความคาดหวัง - สรา้ งและเก็บรักษาง่าย - ขาดความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ - ไม่ตอบสนองต่อแก้ไขปญั หาและความต้องการ - วางแผนการสรา้ งได้ชดั เจนเพียงบางส่วน - เลือกและใชเ้ ครื่องมือวัดพร้อมระบหุ น่วยวดั ได้ไม่เหมาะสม - ช้ินงานขัดข้อง ใช้งานไม่ได้ตามความคาดหวงั

99 - การประเมินผลการร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ การรว่ มกิจกรรมการเรียนรู้ส่วนใหญจ่ ะมอบหมายภาระงานเปน็ กลุ่ม กาหนดเกณฑ์การประเมนิ ผลการ รว่ มกจิ กรรมการเรยี นรู้ ดังน้ี รายการประเมิน ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา 1. การวางแผน 3(ด)ี - วางแผนและมอบหมายหนา้ ท่ีความรบั ผดิ ชอบให้สมาชกิ 2. ความร่วมมือในกลุ่ม 2 (พอใช)้ ไมช่ ัดเจน 3. ทักษะการปฏิบตั กิ าร 1 (ต้องปรับปรุง) - วางแผน แต่มอบหมายหน้าท่ีความรับผดิ ชอบให้สมาชกิ 3.1 การสงั เกต 3 (ด)ี ไม่ชัดเจน 3.2 การสร้างข้อความ คาดการณ์ 2 (พอใช)้ - ไม่มกี ารวางแผน 3.3 การสารวจ 1 (ต้องปรบั ปรุง) ตรวจสอบ - ทุกคนทางานตามหน้าทร่ี ับผดิ ชอบ 3.4 การแปลความและ 3 (ดี) - สมาชกิ สว่ นมากทางานตามหน้าที่ ประเมินผล 2 (พอใช้) - สมาชกิ ไมท่ างานตามหน้าที่ 3.5 การลงขอ้ สรปุ 1 (ตอ้ งปรบั ปรุง) - ปฏิบตั ิได้ครบทุกอย่างถูกต้องเหมาะสม 4. การเขียนรายงาน - ปฏิบตั ไิ ดค้ รบทุกข้อแตย่ ังมีขอ้ ผดิ พลาดเป็นบางสว่ น - ไม่สามารถปฏิบัติได้ครบทุกขอ้ ด้วยตนเองและมีความ 5. เวลา ผิดพลาดในการลงข้อสรุป 3 (ดี) - เขยี นรายงานด้วยรปู แบบที่ถูกต้องเหมาะสมและนาเสนอ ไดส้ มบรู ณ์ 2 (พอใช)้ 1 (ต้องปรบั ปรุง) - เขยี นรายงานได้ไม่สมบูรณ์ - รายงานมขี อ้ ผดิ พลาด หรอื ไม่เขียนรายงาน 3 (ด)ี 2 (พอใช)้ - ปฏิบตั งิ านเสรจ็ สมบูรณต์ ามเวลาทกี่ าหนด 1 (ต้องปรบั ปรุง) - ปฏบิ ัตงิ านเสรจ็ ตามเวลาทีก่ าหนดแต่ไม่สมบูรณ์ - ปฏบิ ตั ิงานไม่เสร็จสมบรู ณ์ตามเวลาที่กาหนด

100 2.2 แฟ้มสะสมงานสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม การประเมนิ ผลแฟม้ สะสมงานสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กาหนดเกณฑ์การประเมิน ดงั นี้ ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา 4 - ผลงานมีรายละเอียดอย่างเพียงพอท่ีแสดงถึงระดับความรู้และพฒั นาการของผู้เรียน (ดมี าก) และแสดงถึงความเขา้ ใจในเรื่องที่ศึกษา การนาเสนอข้อมลู แสดงถึงการบูรณาการ หรือเชื่อมโยงมโนทัศนต์ า่ ง ๆ เขา้ ด้วยกัน 3 (ดี) - ผลงานมรี ายละเอียดอยา่ งเพียงพอทีแ่ สดงถึงระดับความรู้และพัฒนาการของผเู้ รียน ไมม่ ีขอ้ ผดิ พลาดที่แสดงว่าไมเ่ ข้าใจ แตก่ ารนาข้อมลู ไมแ่ สดงถึงการบรู ณาการ 2 ระหวา่ งข้อมูลหรอื มโนทัศน์ในเรื่องที่ศกึ ษา (พอใช้) - ผลงานมรี ายละเอียดแสดงไวใ้ นบันทกึ ให้เห็นถึงระดบั ความร้แู ละพัฒนาการของ 1 ผูเ้ รยี น แต่พบวา่ บางส่วนมีความผดิ พลาดหรือไมช่ ัดเจนหรือแสดงถึงความไมเ่ ข้าใจ (ต้องปรับปรุง) ในเร่อื งท่ีศกึ ษาของผู้เรียน - ผลงานมขี อ้ มลู นอ้ ย ไม่มีรายละเอยี ดแสดงไว้ในบนั ทกึ หรือแสดงให้เห็นถงึ ระดบั ความรแู้ ละพฒั นาการของผู้เรยี น

101 2.3 โครงงานสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม การประเมินผลโครงงานสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ดังนี้ ระดับคุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา 4 - แสดงถงึ ความเขา้ ใจปัญหาอย่างชดั เจน (ดมี าก) - มคี วามคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการออกแบบโครงงาน - ใช้เทคนคิ วธิ กี ารต่าง ๆ ในการจัดทาโครงงานจนประสบผลสาเร็จ 3 - การนาเสนอรายงานเปน็ ลาดับขั้นตอนดมี ากและใช้เปน็ แบบอยา่ งได้ (ดี) - มกี ารวางแผนการทางานเปน็ ระบบและทางานเสรจ็ ตามกาหนดเวลาที่กาหนด - มีการศึกษาคน้ ควา้ ข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ทน่ี ่าเชอื่ ถือและหลากหลาย 2 (พอใช้) - แสดงถงึ ความเข้าใจปัญหา - การออกแบบโครงงานถกู ต้องเป็นบางสว่ น 1 - ใช้เทคนคิ วธิ ีการในการจัดทาโครงงานให้ประสบผลสาเรจ็ เพียงบางสว่ น (ต้องปรับปรุง) - การนาเสนอรายงานเปน็ ลาดับข้ันตอน - มกี ารวางแผนการทางานและทางานเสร็จตามกาหนดเวลาท่ีกาหนด - มกี ารศึกษาคน้ คว้าข้อมลู จากแหล่งการเรยี นรทู้ ี่หลากหลาย - เข้าใจปัญหาแตใ่ ช้เวลานานมาก - ต้องอาศยั การแนะนาในการออกแบบโครงงาน - ต้องได้รับคาแนะนาเกีย่ วกบั เทคนิควธิ กี ารในการจดั ทาโครงงาน - ตอ้ งไดร้ ับคาแนะนาในการเขียนรายงาน - มีการวางแผนการทางาน แตไ่ ม่ชัดเจนและทางานเสรจ็ ช้ากว่าท่กี าหนดไว้ - มีการศึกษาคน้ คว้าข้อมลู น่าเชือ่ ถอื ไดเ้ พยี งบางส่วน - ไม่เข้าใจปญั หา - การออกแบบโครงงานและการทดลองไม่ถูกต้อง - ตอ้ งไดร้ ับคาแนะนาเกี่ยวกบั เทคนคิ วิธีการในการจดั ทาโครงงานทกุ ข้ันตอน - การเขียนรายงานยังมขี ้อบกพรอ่ ง - มีการวางแผนการทางาน ไม่เป็นระบบและทางานเสรจ็ ชา้ กวา่ ทก่ี าหนดไว้ - มีการศึกษาคน้ คว้าข้อมูลน้อยมากไมส่ ัมพนั ธก์ ับโครงงานทีจ่ ัดทา

102 2.4 ทักษะกระบวนการทางสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม และสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน - การประเมินผลสมรรถนะด้านสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กาหนดเกณฑ์การประเมนิ ดังนี้ รายการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ เกณฑ์การพิจารณา 1. การแก้ปญั หา 3(ดี) - ใชย้ ทุ ธวิธีดาเนินการแกป้ ัญหาได้สาเร็จอย่างมี 2. การให้เหตุผล 2 (พอใช้) ประสิทธภิ าพและอธบิ ายข้ันตอนของวิธีการได้อย่าง 1 (ต้องปรับปรุง) ชดั เจน 3. การส่ือสารความหมาย ทางสังคมศึกษา ศาสนา 3 (ด)ี - มยี ุทธวธิ ีดาเนินการแก้ปัญหาได้สาเร็จแต่ไม่สามารถ และวัฒนธรรม 2 (พอใช้) อธบิ ายขั้นตอนของวธิ ีการไดอ้ ย่างชัดเจน 1 (ต้องปรับปรุง) - มีหลกั ฐานหรือร่องรอยการดาเนินการแกป้ ญั หา 3 (ด)ี บางสว่ นแตแ่ กป้ ัญหาไม่สาเรจ็ 2 (พอใช้) - มีการอา้ งองิ ท่ีถกู ต้องและเสนอแนวคดิ ประกอบการ ตดั สนิ ใจอย่างสมเหตุสมผล 1 (ต้องปรับปรุง) - มีการอ้างอิงท่ีถูกต้องบางสว่ นและเสนอแนวคิด ประกอบการตัดสินใจแต่อาจไมส่ มเหตุสมผลบางกรณี - มกี ารเสนอแนวคิดท่ีไมส่ มเหตสุ มผลในการตดั สนิ ใจ และไม่บรรลุการอา้ งองิ - ใชภ้ าษาและสัญลกั ษณ์ การสื่อความหมายทางสงั คม ศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมทถ่ี กู ต้อง นาเสนอโดยใช้กราฟ แผนภมู ิ หรือ ตารางแสดงข้อมลู ประกอบตามลาดับขนั้ ตอนชดั เจนและมรี ายละเอียด สมบรู ณ์ - ใช้ภาษาและสญั ลักษณ์ การสื่อความหมายทางสงั คม ศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมนาเสนอโดยใช้ กราฟ แผนภูมิ หรอื ตารางแสดงขอ้ มูลประกอบ ตามลาดบั ข้ันตอนได้ชดั เจนบางส่วน แต่ขาด รายละเอียดที่สมบูรณ์ - ใช้ภาษาและสญั ลักษณ์ การสื่อความหมายทางสังคม ศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมอย่างงา่ ย ๆ ไม่ไดใ้ ชก้ ราฟ แผนภมู ิ หรอื ตารางและการนาเสนอ ขอ้ มลู ไมช่ ดั เจน

103 รายการประเมิน ระดับคุณภาพ เกณฑก์ ารพจิ ารณา 4. การเชือ่ โยงความรู้ 3 (ดี) - นาความรู้ หลักการและวีธีการทางสังคมศึกษา ศาสนา ต่าง ๆ และวัฒนธรรมในการเชอื่ มโยงกับสาระสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมหรือสาระอ่ืนในชวี ติ ประจาวัน เพอ่ื ช่วยในการแก้ปัญหาหรือ ประยุกต์ใชไ้ ด้อยา่ งสอดคล้องและเหมาะสม 2 (พอใช)้ - นาความรู้ หลักการ และวิธกี ารทางสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมในการเช่อื มโยงกับสาระได้ บางส่วน 1 (ต้องปรบั ปรุง) - นาความรู้ หลกั การ และวิธีการทางสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ไปเชอ่ื มโยงไม่เหมาะสม - การประเมินผลสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น การประเมินผลสมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน ประเมนิ โดยใช้แบบประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน โดยกาหนดเกณฑ์ในการประเมิน ดังน้ี ระดบั คุณภาพ ความหมาย (3) ผเู้ รียนปฏิบตั ิตนตามสมรรถนะจนเปน็ นิสัย และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันเพ่ือ ดีเยย่ี ม ประโยชน์สุขของตนเองและสังคม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมนิ ระดับดีเยี่ยม จานวน 3-5 สมรรถนะ และไมม่ สี มรรถนะใดได้ผลการประเมินต่ากวา่ ระดับดี (2) ดี ผเู้ รียนมีสมรรถนะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพ่อื ให้เปน็ การยอมรบั ของสงั คม โดยพิจารณาจาก 1. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับดเี ยยี่ ม จานวน 1-2 สมรรถนะ และไม่มี สมรรถนะใดไดผ้ ลการประเมินตา่ กวา่ ระดับดี หรือ 2. ได้ผลการประเมินระดบั ดีเยย่ี ม จานวน 2 สมรรถนะ และไมม่ ีสมรรถนะ ใดไดผ้ ลการประเมนิ ต่ากว่าระดบั ผ่าน หรือ 3. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดบั ดี จานวน 4-5 สมรรถนะ และไมม่ ีสมรรถนะใด ไดผ้ ลการประเมินตา่ กวา่ ระดับผา่ น ผเู้ รียนรับร้แู ละปฏบิ ตั ติ ามกฎเกณฑ์และเง่ือนไขท่ีสถานศึกษากาหนด โดย พิจารณาจาก (1) 1. ได้ผลการประเมินระดบั ผ่าน จานวน 4-5 สมรรถนะ และไมม่ ีสมรรถนะ ผา่ น ใดได้ผลการประเมนิ ต่ากว่าระดบั ผ่าน หรอื 2. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับดี จานวน 2 สมรรถนะ และไมม่ ีสมรรถนะใด ได้ผลการประเมินตา่ กวา่ ระดับผ่าน (0) ผู้เรียนรับรแู้ ละปฏบิ ตั ิได้ไมค่ รบตามเกณฑ์และเงื่อนไขทก่ี าหนด โดยพจิ ารณา ไม่ผ่าน จากผลการประเมินระดับต้องปรบั ปรุง ตั้งแต่ 1 สมรรถนะ

104 เกณฑ์กำรให้คะแนน ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติสมา่ เสมอ ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมท่ีปฏบิ ตั ิบ่อยคร้งั ให้ 1 คะแนน พฤติกรรมทปี่ ฏิบตั บิ างครั้ง ให้ 0 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบตั ิน้อยครง้ั เกณฑ์กำรตดั สินระดับคณุ ภำพตำมสมรถนะรำยข้อ ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภำพ 13 - 15 ดีเย่ยี ม (3) 9 - 12 ดี (2) 5-8 ผา่ น (1) ตา่ กวา่ 5 ไม่ผา่ น (0)

105 แบบประเมินสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น ชอ่ื .......................................................นามสกลุ ....................................................เลขท.่ี .............ชน้ั ................... คาชี้แจง : ใหผ้ ้สู อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียน และขีด  ลงในชอ่ งที่ตรงกับคะแนน สมรรถนะดา้ น รายการประเมนิ ระดับคณุ ภาพ ดีเย่ยี ม ดี ผ่าน ไมผ่ ่าน (3) (2) (1) (0) 1. ความสามารถ 1.1 มีความสามารถในการรบั -ส่งสาร ในการส่อื สาร 1.2 มีความสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ ของตนเอง โดยใชภ้ าษาอยา่ งเหมาะสม 1.3 ใชว้ ิธีการสอ่ื สารทเี่ หมาะสม มีประสทิ ธภิ าพ 1.4 เจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแยง้ ตา่ ง ๆ ได้ 1.5 เลือกรบั และไม่รบั ขอ้ มลู ข่าวสารดว้ ยเหตุผลและถูกตอ้ ง สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ............... 2. ความสามารถ 2.1 มีความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ สังเคราะห์ ในการคิด 2.2 มีทักษะในการคดิ นอกกรอบอยา่ งสรา้ งสรรค์ 2.3 สามารถคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ 2.4 มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ 2.5 ตดั สินใจแก้ปัญหาเกย่ี วกบั ตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ............... 3. ความสามารถ 3.1 สามารถแก้ปญั หาและอุปสรรคตา่ ง ๆ ท่ีเผชิญได้ ในการแกป้ ญั หา 3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา 3.3 เขา้ ใจความสัมพันธแ์ ละการเปล่ียนแปลงในสังคม 3.4 แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามรูม้ าใชใ้ นการปอ้ งกนั และแกไ้ ข ปัญหา 3.5 สามารตดิ สินใจได้เหมาะสมตามวัย สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ............... 4. ความสามารถ 4.1 เรียนรูด้ ว้ ยตนเองได้เหมาะสมตามวยั ในการใช้ทักษะ 4.2 สามารถทางานกลุ่มร่วมกบั ผอู้ นื่ ได้ ชีวติ 4.3 นาความรูท้ ี่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน 4.4 จดั การปญั หาและความขดั แย้งได้เหมาะสม 4.5 หลกี เลย่ี งพฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์ท่สี ่งผลกระทบตอ่ ตนเอง สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ............... 5. ความสามารถ 5.1 เลอื กและใชเ้ ทคโนโลยไี ด้เหมาะสมตามวัย ในการใช้ 5.2 มีทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เทคโนโลยี 5.3 สามารถนาเทคโนโลยไี ปใช้พัฒนาตนเอง 5.4 ใชเ้ ทคโนโลยีในการแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ 5.5 มีคุณธรรม จรยิ ธรรมในการใช้เทคโนโลยี สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ............... ระดบั คุณภำพตำมเกณฑก์ ำรประเมนิ ในหลกั สตู รรายช้ัน ลงช่อื ...................................................ผูป้ ระเมิน

106 3. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ การประเมนิ ผลคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ประเมินโดยใชแ้ บบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ โดยกาหนดเกณฑใ์ นการประเมนิ ดังน้ี ระดับคุณภาพ ความหมาย (3) ผเู้ รียนปฏบิ ัติตนตามคณุ ลักษณะจนเป็นนสิ ยั และนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั เพอ่ื ดีเยย่ี ม ประโยชน์สุขของตนเองและสังคม โดยพจิ ารณาจากผลการประเมนิ ท้ัง 8 คุณลักษณะ คือ ไดร้ ะดับ 3 จานวน 5-8 คุณลักษณะ และไม่มีคณุ ลักษณะใดไดผ้ ล (2) การประเมินต่ากว่าระดบั 2 ดี ผู้เรยี นมีคุณลกั ษณะในการปฏบิ ตั ิตามเกณฑ์ เพื่อใหเ้ ป็นที่ยอมรับของสังคม (1) โดยพิจารณาจาก ผา่ น 1. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดบั 3 จานวน 1-4 คณุ ลกั ษณะ และไม่มีคุณลกั ษณะใด (0) ได้ผลการประเมินต่ากว่าระดับ 2 หรือ ไม่ผา่ น 2. ไดผ้ ลการประเมนิ ระดับ 3 จานวน 4 คณุ ลกั ษณะ และไม่มีคุณลักษณะใด ได้ผลการประเมินตา่ กว่าระดับ 1 หรือ 3. ได้ผลการประเมนิ ระดบั 2 จานวน 5-8 คณุ ลกั ษณะ และไม่มีคุณลักษณะใด ไดผ้ ลการประเมินต่ากว่าระดับ 1 ผู้เรียนรบั รู้และปฏิบตั ิตามกฎเกณฑ์ และเงื่อนไขท่ีสถานศึกษากาหนด โดยพิจารณาจาก 1. ได้ผลการประเมินระดับ 1 จานวน 5-8 คณุ ลักษณะ และไม่มีคณุ ลักษณะใด ไดผ้ ลการประเมินตา่ กวา่ ระดับ 1 หรอื 2. ได้ผลการประเมนิ ระดบั 2 จานวน 4 คุณลักษณะ และไม่มีคุณลกั ษณะใด ได้ผลการประเมนิ ต่ากวา่ ระดับ 1 ผเู้ รยี นรบั รแู้ ละปฏบิ ัติได้ไมค่ รบตามกฎเกณฑ์และเง่ือนไขที่สถานศกึ ษากาหนด โดย พิจารณาจากผลการประเมนิ ระดับ 0 ต้งั แต่ 1 คณุ ลักษณะขึ้นไป เกณฑก์ ำรใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมทปี่ ฏิบตั ิสม่าเสมอ ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบตั ิบ่อยครงั้ ให้ 1 คะแนน พฤติกรรมทีป่ ฏบิ ัติบางครั้ง ให้ 0 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบตั ิน้อยครง้ั

107 แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ชือ่ .......................................................นามสกุล....................................................เลขที่..............ช้ัน................... คาชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียน และขดี  ลงในช่องท่ตี รงกบั คะแนน สมรรถนะด้าน รายการประเมิน ระดบั คุณภาพ ไมผ่ ่าน (0) ดเี ยย่ี ม ดี ผ่าน (3) (2) (1) 1. รักชาติ ศาสน์ - ยนื ตรงเคารพธงชาติ และรอ้ งเพลงชาติได้ กษตั ริย์ - เข้าร่วมกจิ กรรมทส่ี รา้ งความสามคั คี ปรองดอง และเป็น ประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น - เขา้ รว่ มกจิ กรรมทางศาสนาที่ตนนบั ถือ ปฏิบตั ิตามหลกั ศาสนา - เข้ารว่ มกจิ กรรมท่ีเกย่ี วกบั สถาบันพระมหากษตั ริยต์ ามที่ โรงเรียนจัดขึน้ 2. ซ่ือสัตย์ สจุ รติ - ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง และเปน็ จรงิ - ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง 3. มีวนิ ัย รับผดิ ชอบ - ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบงั คบั ของ ครอบครวั มคี วามตรงตอ่ เวลาในการปฏิบตั ิกจิ กรรม ต่าง ๆ ในชีวติ ประจาวนั 4. ใฝ่เรยี นรู้ - รู้จักใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ปน็ ประโยชน์ และนาไปปฏบิ ตั ิได้ - ร้จู กั จัดสรรเวลาใหเ้ หมาะสม - เช่อื ฟังคาสง่ั สอนของบิดา - มารดา โดยไม่โตแ้ ย้ง - ต้ังใจเรียน 5. อยอู่ ย่างพอเพียง - ใช้ทรัพย์สนิ และส่งิ ของของโรงเรียนอยา่ งประหยดั - ใช้อุปกรณก์ ารเรยี นอยา่ งประหยดั และรคู้ ณุ ค่า - ใชจ้ ่ายอย่างประหยดั และมกี ารเกบ็ ออมเงิน 6. มุ่งม่นั ในการทางาน - มีความตัง้ ใจและพยายามในการทางานทีไ่ ด้รบั มอบหมาย - มีความอดทนและไมท่ อ้ แทต้ อ่ อุปสรรคเพอ่ื ให้งานสาเร็จ 7. รกั ความเปน็ ไทย - มีจติ สานกึ ในการอนรุ ักษ์วฒั นธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย - เห็นคณุ คา่ และปฏิบตั ติ นตามวฒั นธรรมไทย 8. มจี ติ สาธารณะ 1. รู้จกั ช่วยพอ่ แม่ ผูป้ กครอง และครทู างาน 2. ร้จู กั การดแู ลรักษาทรัพย์สมบตั แิ ละสงิ่ แวดล้อมของ ห้องเรยี นและโรงเรียน ระดับคณุ ภำพตำมเกณฑ์กำรประเมินในหลกั สูตรรายช้ัน ลงชอ่ื ...................................................ผ้ปู ระเมนิ

108 4. เกณฑก์ ารตดั สนิ ผลการเรียน 4.1 เกณฑ์การตัดสนิ ระดับผลการเรยี น ระดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนน 0 ผลการเรยี นดเี ยี่ยม 0 - 49 1 ผลการเรยี นดีมาก 50 - 54 1.5 55 - 59 2 ผลการเรยี นดี 60 - 64 2.5 ผลการเรียนค่อนข้างดี 65 - 69 3 ผลการเรียนปานกลาง 70 - 74 3.5 75 - 79 4 ผลการเรยี นพอใช้ 80 - 100 ผลการเรียนผ่านเกณฑข์ ้ันตา่ ผลการเรียนตา่ กวา่ เกณฑ์ 4.2 เกณฑ์การตดั สนิ ผลการเรียน ร และ มส. 4.2.1 ตัดสนิ ผลการเรียน ร หมายถึง รอการตดั สินและยังตัดสินผลการเรยี นไม่ได้เน่ืองจาก ผู้เรยี นไม่มีข้อมูลผลการเรียน ในรายวิชาครบถ้วน ได้แก่ ไม่ได้วดั ผลกลางภาคเรยี น/ปลายภาคเรยี น ไม่ไดส้ ง่ งาน ท่มี อบหมายใหท้ า ซ่ึงงานน้ันเป็นสว่ นหนึ่งของการตัดสินผลการเรียน หรอื มเี หตุ สุดวิสยั ท่ที าให้ประเมินผลการเรยี นไมไ่ ด้ 1.2.2 ตัดสนิ ผลการเรียน มส. หมายถงึ ผู้เรยี นไม่มีสิทธิเข้ารับการวัดผลปลายภาคเรยี น เนื่องจากผ้เู รียนมเี วลาเรียนไมถ่ ึง ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด และไม่ไดร้ บั การผ่อนผนั ใหเ้ ข้ารับการวดั ผล ปลายภาคเรยี น 5. การประเมินการอ่าน คดิ วิเคราะห์และการเขยี น เกณฑ์การประเมินการอา่ น คิดวิเคราะห์และการเขียน คะแนนเตม็ 20 คะแนน ระดับคณุ ภาพ ความหมาย ช่วงคะแนน ดเี ยี่ยม 16 - 20 ดี มผี ลงานทแ่ี สดงถึงความสามารถในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ 13 - 15 ผ่าน และเขียน ท่ีมีคณุ ภาพดีเลศิ อยเู่ สมอ 10 - 12 ไม่ผ่าน มีผลงานทแ่ี สดงถึงความสามารถในการอ่าน คดิ วิเคราะห์ 0–9 และเขียน ที่มคี ณุ ภาพเป็นทย่ี อมรับได้ มผี ลงานท่ีแสดงถึงความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี น ที่มคี ณุ ภาพเป็นทีย่ อมรับได้ แต่ยงั มีข้อบกพรอ่ ง บางประการ ไม่มผี ลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียน หรอื ถา้ มผี ลงาน ผลงานน้นั ยังมขี ้อบกพร่องที่ ต้องการได้รบั การปรับปรงุ แก้ไขหลายประการ

ภาคผนวก

110 วิสยั ทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่งึ เป็นกาลงั ของชาตใิ ห้เปน็ มนุษย์ทีม่ ีความสมดลุ ท้ังดา้ นรา่ งกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ิตสานึกในความเปน็ พลเมืองไทยและเปน็ พลโลก ยึดม่นั ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข มีความร้แู ละทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ทจ่ี าเป็นตอ่ การศกึ ษาต่อ การประกอบอาชพี และการศกึ ษาตลอดชวี ิต โดยมงุ่ เน้นผเู้ รยี นเปน็ สาคญั บนพ้นื ฐานความเช่ือว่า ทุกคนสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ จุดหมาย 1. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มที่พงึ ประสงค์ เหน็ คณุ คา่ ของตนเอง มวี ินัยและปฏบิ ัตติ นตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ตี นนบั ถอื ยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 2. มคี วามร้อู ันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคดิ การแกป้ ญั หา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะชีวติ 3. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตทดี่ ี มสี ุขนสิ ยั และรักการออกกาลงั กาย 4. มคี วามรกั ชาติ มจี ติ สานกึ ในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมัน่ ในวถิ ีชวี ิตและการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมี พระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข 5. มีจติ สานึกในการอนุรักษว์ ฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาไทย การอนุรักษแ์ ละพัฒนาสง่ิ แวดลอ้ ม มจี ติ สาธารณะทีม่ ุ่งทาประโยชนแ์ ละสรา้ ง สง่ิ ทด่ี งี ามในสงั คม และอยู่ร่วมกนั ในสังคมอยา่ งมคี วามสุข สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. รกั ชาติศาสน์ กษัตริย์ 2. ความสามารถในการคดิ 2. ซอ่ื สตั ย์สจุ รติ 3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา 3. มวี ินยั 4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ 4. ใฝ่เรยี นรู้ 5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งม่ันในการทางาน 7. รักความเปน็ ไทย 8. มจี ิตสาธารณะ มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชีว้ ัด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1. ภาษาไทย 2. คณติ ศาสตร์ 3. วทิ ยาศาสตร์ 1. กิจกรรมแนะแนว 4. สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม 5. สุขศึกษาและพลศกึ ษา 6. ศิลปะ 2. กิจกรรมนกั เรยี น 3. กิจกรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ คุณภาพของผเู้ รยี นระดับการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน

111 อภิธานศัพท์ กตัญ ูกตเวที ผูรูอุปการะที่ทานทาแลวและตอบแทน แยกออกเปน 2 ขอ 1. กตัญ ู รูคุณทาน 2. กตเวทีตอบแทนหรือสนองคุณทาน ความกตัญ ูกตเวทีวาโดยขอบเขต แยกได เปน 2 ระดับ คือ 2.1 กตัญ ูกตเวทีตอบุคคลผูมีคุณความดีหรืออุปการะตอตนเปนสวนตัว 2.2 กตัญ ูกตเวทีตอบุคคลผูไดบาเพ็ญคุณประโยชนหรือมีคุณความดี เก้ือกูลแกสวนรวม (พ.ศ. หนา 2-3) กตัญ ูกตเวทตี ออาจารย โรงเรียน ในฐานะท่เี ปนศิษย พงึ แสดงความเคารพนับถืออาจารยผูเปรียบเสมือน ทิศเบื้องขวา ดังนี้ 1. ลูกตอนรับ แสดงความเคารพ 2. เขาไปหา เพ่ือบารุงรับใชปรึกษา ซักถาม รับคาแนะนา เปนตน 3. ฟงดวยดี ฟงเปน รูจักฟง ใหเกิดปญญา 4. ปรนนิบัติ ชวย บรกิ าร 5. เรียนศลิ ปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจังถอื เปนกจิ สาคัญดวยดี กรรม การกระทา หมายถึง การกระทาท่ีประกอบดวยเจตนา คือ ทาดวยความจงใจ ประกอบดวยความจงใจ หรือจงใจทาดีก็ตาม ช่ัวก็ตาม เชน ขุดหลุมพรางดักคนหรือสัตวในตกลงไปตายเปนกรรมแตขุด บอน้าไวกินไวใช สัตวตกลงไปตายเองไมเปนกรรม (แตถารูอยูวาบอน้าที่ตนขดุ ไวอยูในทีซ่ ึ่งคนจะ พลัดตกไดงายแลวปลอยปละละเลย มีคนตกลงไปก็ไมพนกรรม) การกระทาท่ีดีเรียกวา “กรรมด”ี ที่ชวั่ เรียกวา “กรรมชั่ว” (พ.ศ. หนา 4) กรรม 2 กรรมจาแนกตามคณุ ภาพ หรอื ตามธรรมท่ีเปนมูลเหตมุ ี 2 คือ 1. อกุศลกรรม กรรมทเ่ี ปนอกุศล กรรมชั่ว คือเกิดจากอกุศลมลู 2. กุศลกรรม กรรมทเ่ี ปนกุศล กรรมดี คือกรรมที่เกดิ จากกุศลมลู กรรม 3 กรรมจาแนกตามทวารคอื ทางทกี่ รรมมี 3 คอื 1. กายกรรม การกระทาทางกาย 2. วจีกรรม การกระทาทางวาจา 3. มโนกรรม การกระทาทางใจ กรรมฐาน ท่ีต้งั แหงการงาน อารมณเปนท่ีต้งั แหงการงานของใจ อบุ ายทางใจ วิธีฝกอบรมจิต มี 2 ประเภท คอื สมถกรรมฐาน คอื อบุ ายสงบใจ วปิ สสนากรรมฐาน อุบายเรืองปญญา (พ.ศ. หนา 10) กุลจริ ฏั ตธรรม 4 ธรรมสาหรบั ดารงความม่ันคงของตระกลู ใหย่งั ยืน เหตทุ ีท่ าใหตระกูลมงั่ ค่ังต้ังอยูไดนาน (พ.ธ. หนา 134) 1. นัฏฐคเวสนา คือ ของหายของหมด รูจกั หามาไว 2. ชณิ ณปฏิสังขรณา คือ ของเก าของชารุด รูจักบูรณะซอมแซม 3. ปริมิตปานโภชนา คือ รูจักประมาณในการกินการใช 4. อธิปจจสีลวันต สถาปนา คอื ตงั้ ผูมศี ลี ธรรมเปนพอบานแมเรอื น (พ.ธ. หนา 134) กุศล บุญ ความดี ฉลาด สิ่งท่ีดี กรรมดี (พ.ศ. หนา 21) กุศลกรรม กรรมดี กรรมท่เี ปนกศุ ล การกระทาท่ีดคี อื เกดิ จากกศุ ลมลู (พ.ศ. หนา 21) กศุ ลกรรมบถ 10 ทางแหงกรรมดี ทางทาดี กรรมดอี นั เปนทางนาไปสูสคุ ติมี 10 อยางไดแก ก. กายกรรม 3 (ทางกาย) 1. ปาณาติปาตา เวรมณี เวนจากการทาลายชีวิต 2. อทินนาทานา เวรมณี เวนจากถือเอาของที่เขามิไดให 3. กาเมสมุ จิ ฉาจารา เวรมณี เวนจากประพฤตผิ ิดในกาม ข. วจีกรรม 4 (ทางวาจา) ไดแก 4. มสุ าวาทา เวรมณี เวนจากพดู เท็จ 5. ปสณุ ายวาจาย เวรมณี เวนจากพูดสอเสยี ด 6. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เวนจากพูดคาหยาบ 7. สัมผปั ปลาปา เวรมณี เวนจากพดู เพอเจอ ค. มโนกรรม 3 (ทางใจ) 8. อนภชิ ฌา ไมโลกคอยจองอยากไดของเขา 9. อพยาบาท ไมคดิ ราย เบียดเบยี นเขา 10. สมั มาทิฏฐิ เหน็ ชอบตามคลองธรรม (พ.ศ. หนา 21) กศุ ลมลู รากเหงาของกศุ ล ตนเหตขุ องกศุ ล ตนเหตุของความดี 3 อยาง 1. อโลภะ ไมโลภ (จาคะ) 2. อโทสะ ไมคิดประทุษราย (เมตตา) 3. อโมหะ ไมหลง (ปญญา) (พ.ศ. หนา 22)

112 กศุ ลวติ ก ความตรึกท่ีเปนกุศล ความนึกคิดท่ีดีงาม 3 คอื 1. เนกขมั มวติ ก ความตรกึ ปลอดจากกาม 2. อพยาบาทวติ ก ความตรกึ ปลอดจากพยาบาท 3. อวิหสิ าวติ ก ความตรึกปลอดจากการ เบียดเบยี น (พ.ศ. หนา 22) โกศล 3 ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ มี 3 อยาง 1. อายโกศล คอื ความฉลาดในความเจริญ รอบรูทางเจริญ และเหตขุ องความเจริญ 2. อปายโกศล คือ ความฉลาดในความเสอ่ื ม รอบรทู างเสื่อมและเหตุของ ความเส่ือม 3. อปุ ายโกศล คือ ความฉลาดในอุบาย รอบรูวธิ แี กไขเหตุการณและวิธที จี่ ะทาใหสาเรจ็ ท้งั ในการปองกันความเสือ่ มและในการสรางความเจริญ ขันธ กอง พวก หมวด หมู ลาตวั หมวดหนึ่ง ๆ ของรปู ธรรมและนามธรรมทัง้ หมดทแี่ บงออกเปนหากอง ไดแก รปู ขันธ คอื กองรปู เวทนาขนั ธ คือ กองเวทนา สญั ญาขนั ธ คือ กองสญั ญา สงั ขารขันธ คือ กองสังขาร วญิ ญาณขันธ คือ กองวิญญาณ เรยี กรวมวา เบญจขันธ (พ.ศ. หนา26 - 27) คารวธรรม 6 ธรรม คือ ความเคารพ การถือเปนสิ่งสาคัญท่จี ะพึงใสใจและปฏบิ ัตดิ วย ความเอ้อื เฟอ หรอื โดยความหนกั แนนจรงิ จงั มี 6 ประการ คอื 1. สัตถุคารวตา ความเคารพในพระศาสดา หรอื พุทธคารว ตา ความเคารพในพระพุทธเจา 2. ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรม 3. สงั ฆคารวตา ความ เคารพในพระสงฆ 4. สิกขาคารวตา ความเคารพในการศกึ ษา 5. อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไมประมาท 6. ปฏสิ ันถารคารวตา ความเคารพในการปฏสิ ันถาร (พ.ธ. หนา 221) คหิ ิสขุ (กามโภคีสุข 4) สุขของคฤหัสถ สขุ ของชาวบาน สขุ ทีช่ าวบานควรพยายามเขาถงึ ใหไดสมา่ เสมอ สุขอันชอบธรรมที่ผูครองเรอื นควรมี 4 ประการ 1. อัตถสิ ุข สขุ เกิดจากความมีทรัพย 2. โภคสขุ สุขเกิดจากการใชจายทรัพย 3. อนณสุข สขุ เกดิ จากความไมเปนหน้ี 4. อนวัชชสุข สุขเกิดจากความ ประพฤตไิ มมีโทษ (ไมบกพรองเสยี หายท้ังทางกาย วาจา และใจ) (พ.ธ. หนา 173) ฆราวาสธรรม 4 ธรรมสาหรับฆราวาส ธรรมสาหรับการครองเรือน หลกั การครองชวี ติ ของคฤหสั ถ 4 ประการ ไดแก 1. สจั จะ คือ ความจริง ซ่อื ตรง ซ่อื สตั ย จริงใจ พูดจริง ทาจรงิ 2. ทมะ คือ การฝกฝน การขม ใจ ฝกนิสยั ปรบั ตวั รจู กั ควบคุมจิตใจ ฝกหัด ดัดนิสัย แกไขขอบกพรองปรับปรงุ ตนใหเจริญกาวหนา ดวยสตปิ ญญา 3. ขนั ติ คอื ความอดทน ตั้งหนาทาหนาทกี่ ารงานดวยความขยันหมั่นเพยี ร เขมแข็ง ทนทาน ไมหว่นั ไหว มนั่ ในจดุ หมาย ไมทอถอย 4. จาคะ คือ เสียสละ สละกิเลส สละความสุขสบาย และผลประโยชนสวนตนได ใจกวาง พรอมท่จี ะรับฟงความทุกข ความคิดเหน็ และความตองการของ ผอู ื่น พรอมที่จะรวมมอื ชวยเหลอื เอื้อเฟอเผ่ือแผไมคับแคบเห็นแกตัวหรือ เอาแตใจตวั (พ.ธ. หนา 43) จติ ธรรมชาตทิ รี่ ูอารมณ สภาพทนี่ กึ คดิ ความคิด ใจ ตามหลกั ฝายอภธิ รรม จาแนกจิตเปน 89 แบงโดย ชาตเิ ปนอกุศลจติ 12 กุศลจติ 21 วิปากจติ 36 และกริ ยิ าจิต 8 (พ.ศ. หนา 43) เจตสกิ ธรรมท่ีประกอบกับจิต อาการหรือคณุ สมบัตติ าง ๆ ของจิต เชน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศรัทธา เมตตา สติ ปญญาเปนตน มี 52 อยาง จดั เปนอญั ญสมานาเจตสกิ 13 อกุศลเจตสกิ 14 โสภณเจตสิก 25 (พ.ศ. หนา 49) ฉนั ทะ 1. ความพอใจ ความชอบใจ ความยนิ ดี ความตองการ ความรักใครในส่งิ นัน้ ๆ 2. ความยินยอม ความยอมใหที่ประชุมทากิจนนั้ ๆ ในเม่ือตนมิไดรวมอยูดวย เปนธรรมเนียมของภกิ ษุทีอ่ ยูในวดั ซึง่ มี สีมารวมกนั มีสิทธิที่จะเขาประชุมทากจิ ของสงฆ เวนแตภกิ ษุนน้ั อาพาธ จะเขารวมประชมุ ดวยไมได ก็มอบฉนั ทะคือ แสดงความยินยอมใหสงฆทากจิ นั้น ๆ ได (พ.ศ. หนา 52) ฌาน การเพง การเพงพนิ จิ ดวยจิตท่ีเปนสมาธแิ นวแน มี 2 ประเภท คอื 1. รปู ฌาน 2. อรูปฌาน (พ.ศ. หนา 60) ฌานสมบตั ิ การบรรลฌุ าน การเขาฌาน (พทุ ธธรรม หนา 964)

113 ดรุณธรรม ธรรมท่ีเปนหนทางแหงความสาเร็จ คือ ขอปฏิบัติท่ีเปนดุจประตูชัยอันเปดออกไปสูความสุขความ เจริญกาวหนาแหงชีวิต 6 ประการ คือ 1. อาโรคยะ คือ รักษาสุขภาพดี มิใหมีโรคทั้งจิตและกาย 2. ศีล คือ มรี ะเบยี บวนิ ัย ไมกอเวรภัยแกสังคม 3. พุทธานมุ ตั ิ คอื ไดคนดีเปนแบบอยางศึกษาเยี่ยง นิยมแบบอยางของมหาบุรุษพุทธชน 4. สุตะ คือ ต้ังเรียนรูใหจริง เลาเรียนคนควาใหรู เช่ียวชาญ ใฝสดับเหตุการณใหรเู ทาทัน 5. ธรรมานุวัติ คือ ทาแตสิ่งที่ถูกตองดีงาม ดารงมั่นใน สุจริต ท้ังชีวิต และงานดาเนินตามธรรม 6. อลีนตา คือ มีความขยันหมั่นเพียร มีกาลังใจแข็งกลา ไมทอแทเฉื่อย ชา เพยี รกาวหนาเรอ่ื ยไป (ธรรมนญู ชวี ิต บทที่ 15 คนสบื ตระกูล ขอ ก. หนา55) หมายเหตุ หลักธรรมขอน้ีเรียกชือ่ อีกยางหนึ่งวา “วัฒนมุข” ตรงคาบาลวี า “อตั ถทวาร” ประตูแหง ประโยชน ตณั หา (1) ความทะยานอยาก ความดนิ รน ความปรารถนา ความแสหา มี 3 คือ 1. กามตัณหา ความทะยาน อยากในกาม อยากไดอารมณอนั นารักนาใคร 2. ภวตณั หา ความทะยานอยากในภพ อยากเปนน่ัน เปนน่ี 3. วภิ วตณั หา ความทะยานอยากในวิภพ อยากไมเปนนน่ั ไมเปนนี่ อยากพรากพนดบั สญู ไปเสีย ตนั หา (2) ธดิ ามารนางหน่งึ ใน 3 นาง ที่อาสาพระยามารผูเปนบดิ า เขาไปประโลมพระพุทธเจาดวยอาการ ตางๆ ในสมัยที่พระองคประทับอยูที่ตนอชปาลนโิ ครธ ภายหลังตรสั รใู หม ๆ (อีก 2 นางคือ อรดกี ับ ราคา) (พ.ศ. หนา 72) ไตรลกั ษณ ลกั ษณะสาม คือ ความไมเท่ียง ความเปนทุกข ความไมใชตวั ตน 1. อนจิ จตา (ความเปนของไม เที่ยง) 2. ทุกขตา (ความเปนทุกข 3. อนตั ตา (ความเปนของไมใชตน) (พ.ศ. หนา 104) ไตรสกิ ขา สิกขาสาม ขอปฏิบัตทิ ีต่ องศึกษา 3 อยาง คือ 1. อธศิ ีลสกิ ขา หมายถงึ สิกขา คือ ศลี อนั ย่งิ 2. อธิจติ ตสกิ ขา หมายถงึ สิกขา คือ จติ อันยิ่ง 3. อธปิ ญญาสิกขา หมายถึง สิกขา คือ ปญญา อนั ย่งิ เรยี กกันงาย ๆ วา ศีล สมาธิ ปญญา (พ.ศ. หนา 87) ทศพิธราชธรรม 10 ธรรม สาหรบั พระเจาแผนดิน คณุ สมบตั ิของนักปกครองที่ดี สามารถปกครองแผนดิน โดยธรรม และยังประโยชนสุขใหเกิดแกประชาชน จนเกิดความชื่นชมยินดี มี 10 ประการ คือ 1. ทาน การใหทรพั ยสนิ สง่ิ ของ 2. ศีล ประพฤติดีงาม 3. ปรจิ จาคะ ความเสยี สละ 4. อาชชวะ ความซื่อตรง 5. มทั ทวะ ความออนโยน 6. ตบะ ความทรงเดช เผากิเลสตัณหา ไมหมกมุนใน ความสขุ สาราญ 7. อักโกธะความไมกริ้วโกรธ 8. อวหิ ิงสา ความไมขมเหงเบียดเบยี น 9. ขันติ ความอดทนเขมแข็ง ไมทอถอย 10. อวิโรธนะ ความไมคลาดธรรม (พ.ศ. หนา 250) ทฏิ ธัมมกิ ตั ถสังวตั ตนิกธรรม 4 ธรรมทีเ่ ปนไปเพ่อื ประโยชนในปจจบุ นั คือ ประโยชนสุขสามญั ท่มี องเห็น กนั ในชาติน้ี ทคี่ นทั่วไปปรารถนา เชน ทรพั ย ยศ เกียรติ ไมตรี เปนตน มี 4 ประการ คอื 1.อุฏฐานสมั ปทา ถึงพรอมดวยความหมนั่ 2. อารักขสัมปทา ถึงพรอมดวยการรักษา 3. กลั ปย์ าณมติ ตตา ความมเี พือ่ นเปนคนดี 4. สมชีวิตา การเลยี้ งชพี ตามสมควรแกกาลังทรัพยที่หาได (พ.ศ. หนา 95) ทกุ ข 1. สภาพที่ทนอยูไดยาก สภาพท่คี งทนอยูไมได เพราะถูกบีบค้ันดวยความเกดิ ขึ้นและดับสลาย เนื่องจาก ตองไปตามเหตุปจจยั ท่ไี มข้ึนตอตวั มันเอง 2. สภาพทีท่ นไดยาก ความรูสึกไมสบาย ไดแก ทุกขเวทนา (พ.ศ. หนา 99) ทุกรกริ ยิ า กริ ยิ าที่ทาไดยาก การทาความเพียรอนั ยากท่ีใคร ๆ จะทาได เชน การบาเพญ็ เพยี รเพื่อบรรลุธรรม วเิ ศษ ดวยวธิ ที รมานตนตาง ๆ เชน กล้ันลมอสั สาสะ (ลมหายใจเขา) ปสสาสะ (ลมหายใจออก) และ อดอาหาร เปนตน (พ.ศ. หนา 100)

114 ทจุ ริต 3 ความประพฤตไิ มดี ประพฤติช่วั 3 ทาง ไดแก 1. กายทจุ รติ ประพฤติชั่วทางกาย 2. วจที ุจรติ ประพฤติชัว่ ทางวาจา 3. มโนทจุ รติ ประพฤตชิ ว่ั ทางใจ (พ.ศ. หนา 100) เทวทตู 4 ทตู ของยมเทพ ส่ือแจงขาวของมฤตยู สัญญาณที่เตอื นใหระลึกถึงคติธรรมดาของชีวติ มใี หมีความ ประมาท ไดแก คนแก คนเจบ็ คนตาย และสมณะ 3 อยางแรกเรียกเทวทูต สวนสมณะเรียกรวมเปน เทวทตู ไปดวยโดยปริยายเพราะมาในหมวดเดียวกัน แตในบาลที านเรยี กวานิมิต 4 ไมไดเรยี กเทวทูต (พ.ศ. หนา 102) ธาตุ 4 สงิ่ ท่ีทรงภาวะของมนั้ อยูเองตามธรรมดาของเหตุปจจยั ไดแก 1. ปฐวีธาตุ หมายถึง สภาวะที่แผไปหรือ กนิ เน้อื ท่ี เรียกช่ือสามัญวา ธาตเุ ขมแขง็ หรือธาตุดิน 2. อาโปธาตุ หมายถงึ สภาวะทเ่ี อบิ อาบดูดซึม เรียกสามัญวา ธาตเุ หลว หรอื ธาตํนุ า้ 3. เตโชธาตุ หมายถึง สภาวะท่ีทาใหรอน เรียกสามัญวา ธาตุไฟ 4. วาโยธาตุ หมายถึง สภาวะท่ที าใหเคลื่อนไหว เรียกสามญั วา ธาตลุ ม (พ.ศ. หนา 113) นาม ธรรมทรี่ ูจักกนั ดวยชื่อ กาหนดรูดวยใจเปนเร่ืองของจิตใจ ส่ิงท่ไี มมรี ูปราง ไมมีรปู แตนอมมาเปนอารมณ ของจติ ได (พ.ศ. หนา 120) นิยาม 5 กาหนดอันแนนอน ความเปนไปอนั มรี ะเบยี บแนนอนของธรรมชาติ กฎธรรมชาติ 1. อตุ นุ ยิ าม (กฎธรรมชาตเิ ก่ียวกับอุณหภูมิ หรอื ปรากฏการณธรรมชาติตาง ๆ โดยเฉพาะ ดนิ นา้ อากาศ และฤดูกาล อันเปนสิ่งแวดลอมสาหรับมนุษย 2. พีชนยิ าม (กฎธรรมชาติเกยี่ วกับการสืบพนั ธุ มพี นั ธกุ รรมเปนตน) 3. จิตตนยิ าม (กฎธรรมชาตเิ กี่ยวกับการทางานของจติ ) 4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาตเิ กยี่ วกับพฤติกรรมของมนุษย คือ กระบวนการใหผลของการกระทา) 5. ธรรมนยิ าม (กฎธรรมชาติเกยี่ วกบั ความสัมพันธและอาการทีเ่ ปนเหตุ เปนผลแกกนั แหงสิง่ ทงั้ หลาย (พ.ธ. หนา 194) นิวรณ 5 ส่ิงท่ีกน้ั จติ ไมใหกาวหนาในคณุ ธรรม ธรรมที่ก้นั จิตไมใหบรรลคุ ุณความดี อกุศลธรรมท่ีทาจติ ให เศราหมองและทาปญญาใหออนกาลัง 1. กามฉนั ทะ (ความพอใจในกาม ความตองการกามคณุ ) 2. พยาบาท (ความคิดราย ความขดั เคืองแคนใจ) 3. ถนี มทิ ธะ (ความหดหูและเซื่องซมึ ) 4. อทุ ธจั จ กกุ กุจจะ (คามฟงุ ซานและรอนใจ ความกระวนกระวายกลุมกังวล) 5. วิจิกจิ ฉา (ความลงั เลสงสยั ) (พ.ธ. หนา 195) นิโรธ ความดับทุกข คือดบั ตัณหาไดส้นิ เชิง ภาวะปลอดทุกข เพราะไมมีทุกขทีจ่ ะเกิดขึ้นได หมายถึง พระนพิ พาน (พ.ศ. หนา 127) บารมี คุณความดีที่บาเพญ็ อยางยิ่งยวด เพือ่ บรรลุจุดหมายอนั สงู ยงิ่ มี 10 คอื ทาน ศลี เนกขัมมะ ปญญา วิริยะ ขนั ติ สัจจะ อธษิ ฐาน เมตตา อุเบกขา (พ.ศ. หนา 136) บญุ กิริยาวตั ถุ 3 ทตี่ ้ังแหงการทาบญุ เร่ืองทีจ่ ดั เปนการทาความดี หลักการทาความดี ทางความดมี ี 3 ประการ คือ 1. ทานมัย คอื ทาบุญดวยการใหปนสิง่ ของ 2. ศีลมัย คอื ทาบญุ ดวยการรกั ษาศีล หรือประพฤตดิ ี มีระเบยี บวินัย 3. ภาวนมยั คือ ทาบุญดวยการเจริญภาวนา คอื ฝกอบรมจิตใจ (พ.ธ. หนา 109) บญุ กิริยาวตั ถุ 10 ทต่ี ง้ั แหงการทาบุญ ทางความดี 1. ทานมยั คือทาบุญดวยการใหปนส่งิ ของ 2. สีลมยั คือ ทาบุญดวยการรกั ษาศีล หรือประพฤตดิ ี 3. ภาวนมยั คอื ทาบญุ ดวยการเจริญภาวนา คอื ฝกอบรม จติ ใจ 4. อปจายนมยั คอื ทบุญดวยการประพฤติออนนอมถอมตน 5. เวยยาวจั จมยั คอื ทาบุญดวย การชวยขวนขวาย รับใช 6. ปตติทานมัย คอื ทาบุญดวยการเฉล่ียสวนแหงความดีใหแกผูอ่ืน 7. ปตตานุโมทนามัย คือ ทาบุญดวยการยินดีในความดขี องผูอ่ืน 8. ธัมมสั สวนมัย คอื ทาบุญดวย การฟงธรรม ศึกษาหาความรู 9. ธมั มเทสนามยั คือทาบญุ ดวยการส่ังสอนธรรมใหความรู 10. ทิฏ ุชกุ รรม คอื ทาบุญดวยการทาความเห็นใหตรง (พ.ธ. หนา 110)

115 บพุ นิมิตของมชั ฌิมาปฏิปทา บพุ นมิ ติ แปลวา สงิ่ ที่เปนเครือ่ งหมายหรือสง่ิ บงบอกลวงหนา พระพุทธองคตรสั เปรียบเทียบวา กอนที่ดวงอาทิตยจะขน้ึ ยอมมแี สงเงินแสงทองปรากฏใหเห็นกอนฉันใด กอนที่ อรยิ มรรคซึ่งเปนขอปฏบิ ัตสิ าคญั ในพระพุทธศาสนาจะเกดิ ขึน้ กม็ ธี รรมบางประการปรากฏขน้ึ กอน เหมือนแสงเงินแสงทองฉันนั้น องคประกอบของธรรมดงั กลาว หรือบุพนิมติ แหงมัชฌิมาปฏิปทา ไดแก 1. กลั ปยาณมิตตตา ความมีกลั ยาณมิตร 2. สีลสมั ปทา ถงึ พรอมดวยศีล มีวินัย มีความเปน ระเบียบในชวี ิตของตนและในการอยูรวมในสงั คม 3. ฉนั ทสมั ปทา ถึงพรอมดวยฉันทะ พอใจใฝรกั ในปญญา สัจธรรม ในจริยธรรม ใฝรใู นความจรงิ และใฝทาความดี 4. อัตตสัมปทา ความถึงพรอม ดวยการที่จะฝกฝน พฒั นาตนเอง เห็นความสาคญั ของการท่ีจะตองฝกตน 5. ทฏิ ฐิสปั ทา ความถึง พรอมดวยทิฏฐิ ยึดถือ เชื่อถือในหลักการ และมีความเห็นความเขาใจพ้ืนฐานท่ีมองส่ิงทั้งหลาย ตามเหตปุ จจัย 6. อปั ปมาทสมั ปทา ถงึ พรอมดวยความไมประมาท มีความกระตอื รือรนอยเู สมอ เห็นคุณคาของกาลเวลา เหน็ ความเปลยี่ นแปลงเปนสิง่ กระตนุ เตอื นใหเรงรดั การคนหาใหเขาถึง ความจริงหรือในการทาชวี ติ ท่ดี งี ามใหสาเร็จ 7. โยนิโสมนสิการ รจู ัดคดิ พจิ ารณา มองส่งิ ทงั้ หลาย ใหไดความรแู ละไดประโยชนทจ่ี ะเอามาใชพัฒนาตนเองย่ิง ๆ ขึ้นไป (แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ ดี งาม:พระธรรมปฎก) (ป.อ. ปยุตโฺ ต) เบญจธรรม ธรรม 5 ประการ ความดี 5 อยาง ทค่ี วรประพฤติคูกนั ไปกับการรักษาเบญจศีลตามลาดับขอ ดังน้ี 1. เมตตากรุณา 2. สมั มาอาชวี ะ 3. กามสังวร (สารวมในกาม) 4. สัจจะ 5. สตสิ มั ปชญั ญะ (พ.ศ. หนา 140 – 141) เบญจศลี ศลี 5 เวนฆาสตั ว เวนลกั ทรัพย เวนประพฤติผดิ ในกาม เวนพดู ปด เวนของเมา (พ.ศ. หนา 141) ปฐมเทศนา เทศนาคร้งั แรก หมายถึง ธัมมจักรกปั ปวตั ตนสตู รที่พระพุทธเจาทรงแสดงแกพระปญจวัคคียในวัน ขึน้ 15 ํคา่ เดือน 8 หลังจากวันตรัสรูสองเดอื น ที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน เมอื งพาราณสี (พ.ศ. หนา 147) ปฏิจจสมุปบาท สภาพอาศัยปจจัยเกิดข้ึน การที่สิ่งท้ังหลายอาศัยกันจึงมีข้ึน การท่ีทุกขเกิดข้ึนเพราะอาศัย ปจจยั ตอเนอื่ งกนั มา (พ.ศ. หนา 143) ปรยิ ัติ พทุ ธพจนอนั จะพงึ เลาเรียน ส่ิงท่ีควรเลาเรยี น การเลาเรียนพระธรรมวินยั (พ.ศ. หนา 145) ปธาน 4 ความเพยี ร 4 อยาง ไดแก 1. สงั วรปธาน คือ การเพียรระวงั หรือเพยี รปดกั้น (ยับยั้งบาปอกศุ ลธรรมท่ี ยงั ไมเกิด ไมใหเกดิ ข้นึ ) 2. ปหานปธาน คือ เพยี รละบาปอกศุ ลท่ีเกดิ ข้ึนแลว 3. ภาวนาปธาน คือ เพยี รเจรญิ หรอื ทากุศลธรรมท่ยี ังไมเกดิ ใหเกดิ ขึน้ 4. อนรุ ักขนาปธาน คอื เพยี รรักษากุศลธรรมท่ี เกดิ ขน้ึ แลวไมใหเส่อื มไปและทาใหเพม่ิ ไพบูลย (พ.ศ. หนา 149) ปปญจธรรม 3 กิเลสเครอื่ งเนน่ิ ชา กิเลสทเ่ี ปนตวั การทาใหคดิ ปรุงแตงยดึ เยอ้ื พิสดาร ทาใหเขาหางออกไปจาก ความเปนจรงิ งาย ๆ เปดเผย กอใหเกิดปญหาตาง ๆ และขดั ขวางไมใหเขาถงึ ความจรงิ หรือทาให ไมอาจแกปญหาอยางถูกทางตรงไปตรงมา มี 3 อยาง คือ 1. ตัณหา (ความทะยานอยาก ความ ปรารถนาท่ีจะบารุงบาเรอ ปรนเปรอตน ความยากไดอยากเอา) 2. ทิฏฐิ (ความคิดเห็น ความเช่ือถือ ลักธิ ทฤษฎีอุดมการณตาง ๆ ท่ียึดถือไวโดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูวาอยางนี้เทาน้ันจริงอยางอ่ืน เท็จทั้งนั้นเปนตน ทาใหปดตัวแคบ ไมยอมรับฟงใคร ตัดโอกาสท่ีจะเจริญปญญา หรือคิดเตลิดไปขาง เดียวตลอดจนเปนเหตุแหงการเบียดเบียนบีบค้ันผูอ่ืนท่ีไมถืออยางตน ความยึดติดในทฤษฎี ฯลฯ คือ ความคิดเห็นเปนความจริง) 3. มานะ (ความถือตัว ความสาคัญตนวาเปนนั่นเปนน่ี ถือสูง ถือต่า ยง่ิ ใหญเทาเทยี มหรอื ดอยกวาผูอนื่ ความอยากเดนอยากยกชูตนใหยิง่ ใหญ (พ.ธ. หนา 111) ปฏเิ วธ เขาใจตลอด แทงตลอด ตรสั รู รทู ะลุปรุโปรง ลลุ วงดวยการปฏิบัติ (พ.ศ. หนา 145)

116 ปฏิเวธสัทธรรม สัทธรรม คอื ผลอนั จะพงึ เขาถึงหรือบรรลุดวยการปฏบิ ตั ิไดแก มรรค ผล และนิพพาน (พ.ธ. หนา 125) ปญญา 3 ความรอบรู เขาใจ รซู ้งึ มี 3 อยาง คือ 1. สตุ มยปญญา (ปญญาเกดิ แตการสดับการเลาเรื่อง) 2. จิน ตามนปญญา (ปญญาเกดิ แตการคิด การพิจารณาหาเหตผุ ล) 3. ภาวนามยปญญา (ปญญาเกดิ แต การฝกอบรมลงมอื ปฏิบัติ) (พ.ธ. หนา 113) ปญญาวุฒิธรรม ธรรมเปนเคร่ืองเจรญิ ปญญา คุณธรรมที่กอใหเกิดความเจริญงอกงามแหงปญญา 1. สปั ปุ รสิ สงั เสวะ คบหาสตั บุรษุ เสวนาทานผูทรง 2. สัทธัมมสั สวนะ ฟงสทั ธรรม เอาใจใส เลาเรยี นหา ความรจู รงิ 3. โยนิโสมนสิการ ทาในใจโดยแยบคาย คดิ หาเหตุผลโดยถูกวธิ ี 4. ธัมมานุธัมมปฏิบตั ิ ปฏบิ ัตธิ รรมถูกตองตามหลกั คือ ใหสอดคลองพอดี ขอบเขตความหมาย และวัตถปุ ระสงคทส่ี มั พันธ กบั ธรรมขออ่ืน ๆ นาสิ่งทีไ่ ดเลาเรียนและตรติ รองเหน็ แลวไปใชปฏิบัติใหถกู ตองตามความมุงหมาย ของสิ่งน้ัน ๆ (พ.ธ. หนา 162 – 163) ปาปณกิ ธรรม 3 หลักพอคา องคคุณของพอคามี 3 อยาง คือ 1 จักขมุ า ตาดี (รจู ักสนิ คา) ดูของเปน สามารถ คานวณราคา กะทุน เกง็ กาไร แมนยา 2. วธิ ูโร จดั เจนธรุ กิจ (รแู หลงซ้ือขาย รูความเคล่ือนไหว ความตองการของตลาด สามารถในการจดั ซื้อจัดจาหนาย รใู จและรจู ักเอาใจลกู คา) 3. นสิ สยสัม ปนโน พรอมดวยแหลงทนุ อาศยั (เปนทเี่ ชื่อถือไววางในในหมูแหลงทนุ ใหญ ๆ หาเงนิ มาลงทุนหรือ ดาเนินกิจการโดยงาย ๆ) (พ.ธ. หนา 114) ผสั สะ หรอื สมั ผสั การถกู ตอง การกระทบ ความประจวบกนั แหงอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วญิ ญาณ มี 6 คอื 1. จักขสุ มั ผัส (ความกระทบทางตา คือ ตา + รูป + จกั ขุ - วญิ ญาณ) 2. โสต สัมผสั (ความกระทบทางหู คือ หู + เสยี ง + โสตวิญญาณ) 3. ฆานสัมผัส (ความกระทบทางจมกู คือ จมกู +กลน่ิ + ฆานวญิ ญาณ) 4. ชิวหาสมั ผัส (ความกระทบทางลิ้น คือ ลนิ้ + รส + ชวิ หาวิญญาณ) 5. กายสัมผสั (ความกระทบทางกาย คือ กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) 6. มโนสัมผสั (ความ กระทบทางใจ คือ ใจ + ธรรมารมณ มโนวญิ ญาณ) (พ.ธ. หนา 233) ผวู ิเศษ หมายถึง ผูสาเร็จ ผูมวี ิทยากร (พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525) พระธรรม คาสัง่ สอนของพระพทุ ธเจาทง้ั หลักความจริงและหลักความประพฤติ (พ.ศ. หนา 183) พระอนุพุทธะ ผูตรสั รูตาม คือ ตรสั รูดวยไดสดับเลาเรียนและปฏบิ ัติตามที่พระสัมมาสมั พทุ ธเจาทรงสอน (พ.ศ. หนา 374) พระปจเจกพุทธะ พระพุทธเจาประเภทหนง่ึ ซ่งึ ตรสั รูเฉพาะตวั มิไดสัง่ สอนผูอ่ืน (พ.ศ. หนา 162) พระพุทธคณุ 9 คุณของพระพุทธเจา 9 ประการ ไดแก อรห เปนผูไกลจากกิเลส 2. สมมฺ าสัมฺพทุ ฺโธ เปนผูตรัสรชู อบไดโดยพระองคเอง 3. วิชชฺ าจรณสมฺปนฺโน เปนผูถึงพรอมดวยวชิ ชาและ จรณะ 4. สคุ โต เปนผูเสดจ็ ไปแลวดวยดี 5. โลกวิทู เปนผูรูโลกอยางแจมแจง 6. อนุตฺตโร ปรุ สิ ทมฺมสารถิ เปนผูสามารถฝกบรุ ุษท่สี มควรฝกไดอยางไมมใี ครย่ิงกวา 7. สตถฺ า เทวมนุสสฺ าน เปนครผู ูสอนเทวดา และมนษุ ยท้ังหลาย 8. พทุ โฺ ธ เปนผรู ู ผูตน่ื ผูเบกิ บาน 9. ภควา เปนผูมีโชค มคี วามเจริญ จาแนก ธรรมสง่ั สอนสัตว (พ.ศ. หนา 191) พระพทุ ธเจา ผูตรสั รูโดยชอบแลวสอนผูอ่นื ใหรตู าม ทานผูรดู ี รชู อบดวยตนเองกอนแลว สอนประชุมชนให ประพฤตชิ อบดวยกาย วาจา ใจ (พ.ศ. หนา 183) พระภิกษุ ชายผูไดอุปสมบทแลว ชายทบี่ วชเปนพระ พระผูชาย แปลตามรปู ศพั ทวา ผูขอหรือผูมองเห็นภยั ในสงั ขารหรือผูทาลายกิเลส ดบู ริษัท 4 สหธรรมิก บรรพชติ อุปสัมบัน ภิกษุสาวกรปู แรก ไดแก พระอญั ญาโกณฑัญญะ (พ.ศ. หนา 204)

117 พระรตั นตรัย รัตนะ 3 แกวอันประเสรฐิ หรอื ส่งิ ล้าคา 3 ประการ หลักท่ีเคารพบูชาสูงสดุ ของ พุทธศาสนิกชน 3 อยาง คอื 1 พระพทุ ธเจา (พระผตู รัสรูเอง และสอนใหผูอ่ืนรูตาม) 2.พระธรรม (คาสั่งสอนของ พระพทุ ธเจา ท้ังหลกั ความจรงิ และหลักความประพฤติ) 3. พระสงฆ หมูสาวกผูปฏิบตั ิตามคาสัง่ สอนของพระพุทธเจา) (พ.ธ.หนา 116) พระสงฆ หมชู นท่ฟี งคาสั่งสอนของพระพทุ ธเจาแลวปฏบิ ตั ิชอบตามพระธรรมวินยั หมูสาวกของพระพุทธเจา (พ.ศ. หนา 185) พระสัมมาสัมพทุ ธเจา หมายถงึ ทานผูตรัสรูเอง และสอนผูอื่นใหรตู าม (พ.ศ. หนา 189) พระอนพุ ทุ ธะ หมายถึง ผูตรัสรูตาม คอื ตรสั รูดวยไดสดบั เลาเรียนและปฏบิ ัติตามทพี่ ระสมั มาสมั พุทธเจาทรง สอน ไดแก พระอรหนั ตสาวกทัง้ หลาย (พ.ศ. หนา 374) พระอรยิ บุคคล หมายถงึ บคุ คลผูเปนอรยิ ะ ทานผูบรรลุธรรมวเิ ศษ มโี สดาปตตผิ ล เปนตน มี 4 คือ 1. พระโสดาบนั 2. พระสกทาคามี (หรอื สกิทาคามี) 3. พระอนาคามี 4. พระอรหนั ต แบงพสิ ดารเปน 8 คอื พระผตู ง้ั อยใู นโสดาปตติมรรค และพระผูตง้ั อยูในโสดาปตตผิ ลคู 1 พระผูต้ังอยใู นสกทาคามิมรรค และพระผูตง้ั อยูในสกทาคามผี ลคู 1 พระผูตง้ั อยูในอนาคามิมรรค และพระผูตง้ั อยูในอนาคามิผลคู 1 พระผูต้ังอยูในอรหัตตมรรค และพระผูตัง้ อยูในอรหัตตผลคู 1 (พ.ศ. หนา 386) พราหมณ หมายถึง คนวรรณะหนง่ึ ใน 4 วรรณะ คอื กษตั ริย พราหมณ แพศย ศูทร ; พราหมณเปนวรรณะ นกั บวชและเปนเจาพิธี ถอื ตนวาเปนวรรณะสูงสุด เกิดจากปากพระพรหม (พ.ศ. หนา 185) พละ 4 กาลงั พละ 4 คอื ธรรมอันเปนพลังทาใหดาเนนิ ชวี ติ ดวยความม่นั ใจ ไมตองหวาดหวัน่ ภยั ตาง ๆ ไดแก 1. ปญญาพละ กาลงั คอื ปญญา 2. วิริยพละ กาลังคือความเพยี ร 3. อนวัชชพละ กาลังคือการ กระทาท่ีไมมีโทษ 4. สงั คหพละ กาลังการสังเคราะห คอื เกื้อกลู อยรู วมกับผูอื่นไดดี (พ.ศ. หนา 185 – 186) พละ 5 พละ กาลัง พละ 5 คือ ธรรมอนั เปนกาลัง ซง่ึ เปนเครือ่ งเก้อื หนนุ แกอรยิ มรรค จัดอยูในจาพวก โพธิปกขิยธรรม มี 5 คือ สัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญญา (พ.ศ. หนา 185 – 186) พุทธกจิ 5 พระพุทธองคทรงบาเพ็ญพุทธกิจ 5 ประการ คือ 1. ปุพฺพณเฺ ห ปณฺฑปาต ฺจ ตอนเชาเสดจ็ ออก บณิ ฑบาต เพื่อโปรดสัตว โดยการสนทนาธรรมหรือการแสดงหลักธรรมใหเขาใจ 2. สายณเฺ ห ธมมฺ เทสน ตอนเย็น แสดงธรรมแกประชาชนท่ีมาเฝาบรเิ วณทป่ี ระทับ 3. ปโทเส ภกิ ฺขโุ อวาท ตอนํคา่ แสดงโอวาทแกพระสงฆ 4. อฑฺฒรตฺเต เทวป ฺหน ตอนเทยี่ งคืนทรงตอบปญหาแกพวก เทวดา 5. ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วโิ ลกน ตอนเชามดื จวนสวาง ทรงตรวจพิจารณาสตั วโลก วาผูใดมีอุปนสิ ยั ทีจ่ ะบรรลุธรรมได (พ.ศ. หนา 189 - 190) พุทธคุณ คุณของพระพุทธเจา คือ 1. ปัญญาคุณ (พระคุณ คือ ปญญา) 2. วสิ ทุ ธิคุณ (พระคณุ คือ ความ บรสิ ุทธ์ิ) 3. กรณุ าคุณ (พระคุณ คอื พระมหากรุณา) (พ.ศ. หนา 191) ภพ โลกเปนทอี่ ยูของสตั ว ภาวะชวี ติ ของสัตว มี 3 คือ 1. กามภพ ภพของผูยงั เสวยกามคุณ 2. รปู ภพ ภพของผูเขาถึงรูปฌาน 3. อรปู ภพ ภพของผูเขาถงึ อรปู ฌาน (พ.ศ. หนา 198)

118 ภาวนา 4 การเจริญ การทาใหมขี น้ึ การฝกอบรม การพัฒนา แบงออกเปน 4 ประเภท ไดแก 1. กายภาวนา 2. สีลภาวนา 3. จติ ตภาวนา 4. ปญญาภาวนา (พ.ธ. หนา 81 – 82) ภูมิ 31 1.พื้นเพ พนื้ ชนั้ ทดี่ นิ แผนดิน 2. ชัน้ แหงจิต ระดับจิตใจ ระดับชีวติ มี 31 ภมู ิ ไดแก อบายภมู ิ 4 (ภมู ิ ทป่ี ราศจากความเจริญ) - นริ ยะ (นรก) – ติรจั ฉานโยนิ (กาเนิดดริ จั ฉาน) – ปตติ วิสัย (แดนเปรต) - อสรุ กาย (พวกอสูร) กามสุคตภิ ูมิ 7 (กามาวจรภูมทิ ่ีเปนสุคติ ภูมทิ เี่ ปนสุคตซิ ึ่ง ยงั เกี่ยวของกบั กาม) - มนษุ ย ชาวมนุษย – จาตมุ หาราชกิ า (สวรรคชัน้ ที่ทาวมหาราช 4 ปกครอง) - ดาวดึงส แดน แหงเทพ 33 มีทาวสกั กะเปนใหญ -ยามา (แดนแหงเทพผูปราศจากความทุกข - ดุสติ (แดนแหงผู เอบิ อ่ิมดวยสิรสิ มบัติของตน) - นมิ มานรดี (แดนแหงเทพผูยนิ ดีในการเนรมติ ) - ปรนิมมติ วสวตั ตี (แดนแหงเทพผู้ยังอานาจใหเปนไปในสมบตั ิท่ผี ูอืน่ นริ มิตให (พ.ธ. หนา 316-317) โภคอาทยิ ะ 5 ประโยชนท่คี วรถอื เอาจากโภคทรัพย ในการทจี่ ะมีหรือเหตุผลในการท่ีจะมหี รือครอบครองโภค ทรัพย 1. เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา และคนในปกครองท้ังหลายใหเปนสขุ 2. บารุงมติ ร สหายและรวมกจิ กรรมการงานใหเปนสุข 3. ใชปองกันภยนั ตราย 4. ทาพลี คือ ญาตพิ ลี สงเคราะห ญาติ อติถิพลี ตอนรบั แขก ปุพพเปตพลี ทาบุญอทุ ศิ ใหผูลวงลบั ราชพลี บารุงราชการ เสียภาษี เทวตาพลี สกั การะบารุงสง่ิ ทเ่ี ชื่อถือ 5. อปุ ถัมภบารงุ สมณพราหมณ ผูประพฤติชอบ (พ.ธ. หนา 202 -203) มงคล สิ่งท่ีทาใหมโี ชคดตี ามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง ธรรมทน่ี ามาซึ่งความสุข ความเจริญ มงคล 38 ประการ หรือ เรยี กเตม็ วา อดุ มมงคล (มงคลอันสูงสดุ ) 38 ประการ (ดรู ายละเอยี ดมงคลสตู ร) (พ.ศ. หนา 211) มจิ ฉาวณิชชา 5 การคาขายทีผ่ ิดศลี ธรรมไมชอบธรรม มี 5 ประการ คือ 1. สัตถวณชิ ชา คาอาวธุ 2. สัตตวณิชชา คามนุษย 3. มงั สวณชิ ชา เลีย้ งสัตวไวขายเนอ้ื 4. มัชชวณิชชา คาขายน้าเมา 5. วสิ วณิชชา คาขายยาพิษ (พ.ศ. หนา 233) มรรคมีองค 8 ขอปฏบิ ตั ใิ หถึงความดับทุกข เรยี กเต็มวา “อริยอฏั ฐงั คกิ มรรค” ไดแก 1. สัมมาทฎิ ฐิ เห็นชอบ 2. สัมมาสงั กัปปะ ดารชิ อบ 3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมนั ตะ ทาการชอบ 5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชพี ชอบ 6. สัมมาวายามะ เพียรชอบ 7.สมั มาสติ ระลึกชอบ 8. สมั มาสมาธิ ต้งั จิตม่ันชอบ (พ.ศ. หนา 215) มจิ ฉัตตะ 10 ภาวะทผ่ี ดิ ความเปนสงิ่ ทผ่ี ดิ ไดแก 1. มจิ ฉทิฏฐิ (เห็นผิด ไดแก ความเหน็ ผดิ จากคลองธรรมตาม หลักกศุ ลกรรมบถ และความเห็นท่ีไมนาไปสูความพนทุกข 2. มิจฉาสังกัปปะ (ดารผิ ิด ไดแก ความดาริท่ีเปนอกศุ ลทัง้ หลาย ตรงขามจากสัมมาสงั กัปปะ) 3. มิจฉาวาจา (วาจาผดิ ไดแก วจี ทุจริต4) 4. มิจฉากัมมนั ตะ (กระทาผดิ ไดแก กายทจุ รติ 3) 5. มจิ ฉาอาชวี ะ (เล้ียงชีพผิด ไดแก เลี้ยงชีพในทางทุจริต) 6. มจิ ฉาวายามะ (พยายามผดิ ไดแก ความเพยี รตรงขามกับสัมมาวายามะ) 7. มิจฉาสติ (ระลกึ ผิด ไดแก ความระลกึ ถึงเรื่องราวทลี่ วงแลว เชน ระลกึ ถึงการไดทรัพย การไดยศ เปนตน ในทางอกุศล อันจัดเปนสติเทียม) เปนเหตุชกั นาใจใหเกิดกิเลส มโี ลภะ มานะ อสสา มัจฉรยิ ะ เปนตน 8. มิจฉาสมาธิ (ต้ังใจผิด ไดแก ต้ังจติ เพงเลง็ จดจอปกใจแนวแนในกามราคะ พยาบาท เปนตน หรอื เจริญสมาธแิ ลว หลงเพลิน ติดหมกมนุ ตลอดจนนาไปใชผิดทาง ไมเปนไป เพ่ือญาณทัสสนะ และความหลดุ พน) 9. มจิ ฉาญาณ (รผู ดิ ไดแก ความหลงผิดท่ีแสดงออกในการ คดิ อุบายทาความช่ัวและในการพิจารณาทบทวน วาความช่วั นน้ั ๆ ตนกระทาไดอยางดีแลว เปนตน) 10. มจิ ฉาวิมุตติ (พนผดิ ไดแก ยังไมถึงวิมุตติ สาคญั วาถึงวมิ ุตติ หรอื สาคญั ผดิ ในส่ิงที่ มิใชวมิ ตุ ต(พ.ธ. หนา 322)

119 มิตรปฏิรูป คนเทียมมติ ร มิตรเทยี ม มิใชมติ รแท มี 4 พวก ไดแก 1. คนปอกลอก มีลกั ษณะ 4 คือ 1.1 คิดเอา ไดฝายเดยี ว 1.2 ยอมเสียแตนอย โดยหวงั จะเอาให มาก 1.3 ตวั เองมภี ัย จึงมาทากจิ ของเพ่ือน 1.4 คบเพ่อื นเพราะเห็นแกประโยชนของตวั 2. คนดีแตพูด มีลักษณะ 4 คือ 2.1 ดแี ตยกเรอ่ื งท่ผี านมาแลวมาปราศรัย 2.2 ดแี ตอางส่ิงท่ยี ังมดี ี แตอางสงิ่ ที่ยังไมมมี าปราศรัย 2.3 สงเคราะหดวยสงิ่ ทีไ่ รประโยชน 2.4 เม่ือเพ่ือนมีกจิ อางแตเหตุ ขัดของ 3. คนหวั ประจบมลี ักษณะ 4 คือ 3.1 จะทาชัว่ ก็คลอยตาม 3.2 จะทาดีก็คลอยตาม 3.3 ตอหนา สรรเสรญิ 3.4 ลบั หลังนินทา 4. คนชวนฉิบหายมลี ักษณะ 4 4.1 คอยเปนเพ่อื นดม่ื ํน้าเมา 4.2 คอยเปนเพอ่ื นเท่ียวกลางคนื 4.3 คอยเปนเพื่อนเทยี่ วดูการเลน 4.4 คอยเปนเพ่อื นไปเลนการพนนั (พ.ธ. หนา 154 – 155) มิตรน้าใจ 1. เพื่อนมีทุกขพลอยทกุ ขดวย 2. เพือ่ นมีสขุ พลอยดใี จ 3. เขาตเิ ตยี นเพ่ือน ชวยยับยง้ั แกไข ให 4. เขาสรรเสรญิ เพื่อน ชวยพดู เสริมสนบั สนุน (พ.ศ. หนา 234) รปู 1. ส่งิ ทต่ี องสลายไปเพราะปจจยั ตาง ๆ อันขดั แยง สิง่ ท่ีเปนรูปรางพรอมท้งั ลักษณะอาการของมนั สวน รางกาย จาแนกเปน 28 คอื มหาภูตรปู หรือธาตุ 4 และอปุ าทายรปู 2. อารมณทรี่ ูไดดวยจักษุ ส่งิ ท่ี ปรากฏแกตา ขอ 1 ในอารมณ 6 หรอื อายตนะภายนอก 3. ลกั ษณนามใชเรยี กพระภิกษุสามเณร เชน ภิกษุรูปหนงึ่ (พ.ศ. หนา 253) วัฏฏะ 3 หรอื ไตรวฎั ฎ การวนเวียน การเวยี นเกดิ เวยี นตาย การเวยี นวายตายเกดิ ความเวียนเกดิ หรือวนเวยี น ดวยอานาจกเิ ลส กรรม และวบิ าก เชน กเิ ลสเกิดขึ้นแลวใหทากรรม เม่ือทากรรมแลวยอมไดผลของ กรรม เมอื่ ไดรบั ผลของกรรมแลว กเิ ลสก็เกิดอกี แลว ทากรรมแลวเสวยผลกรรมหมุนเวียนตอไป (พ.ธ. หนา 266) วาสนา อาการกายวาจา ทเ่ี ปนลกั ษณะพเิ ศษของบุคคล ซึ่งเกดิ จากกเิ ลสบางอยาง และไดสั่งสมอบรมมาเปน เวลานานจนเคยชินตดิ เปนพน้ื ประจาตวั แมจะละกิเลสนน้ั ไดแลว แตกอ็ าจจะละอาการกายวาจาที่ เคยชินไมได เชน คาพดู ตดิ ปาก อาการเดนิ ท่เี รว็ หรือเดนิ ตวมเตย้ี ม เปนตน ทานขยายความวา วาสนา ท่เี ปนกศุ ลก็มี เปนอกุศลกม็ ี เปนอพั ยากฤต คอื เปนกลาง ๆ ไมดีไมชั่วกม็ ี ที่เปนกศุ ลกบั อัพยากฤต นัน้ ไมตองละ แตทเี่ ปนอกุศลซึ่งควรจะละนัน้ แบงเปน 2 สวน คือ สวนทจ่ี ะเปนเหตใุ หเขาถงึ อบาย กับสวนทีเ่ ปนเหตุใหเกดิ อาการแสดงออกทางกายวาจาแปลก ๆ ตาง ๆ สวนแรก พระอรหนั ตทุกองค ละได แตสวนหลังพระพุทธเจาเทาน้ันละได พระอรหันตอนื่ ละไมได จึงมคี ากลาววาพระพุทธเจาเทา นนั้ ละกิเลสทั้งหมดได พรอมทัง้ วาสนา; ในภาษาไทย คาวาวาสนามคี วามหมายเพ้ยี นไป กลายเปน อานาจบญุ เกา หรือกุศลทที่ าใหไดรับลาภยศ วปิ สสนาญาณ 9 ญาณในวิปสสนา ญาณท่ีนับเขาในวิปสสนา เปนความรูทีท่ าใหเกดิ ความเห็นแจง เขาใจ สภาวะของส่ิงทัง้ หลายตามเปนจรงิ ไดแก 1. อุทยัพพยานปุ สสนาณาณ คือ ญาณอันตามเห็นความ เกิดและดับของเบญจขนั ธ 2. ภงั คานปุ สสนาญาณ คอื ญาณอันตามเห็นความสลาย เมอ่ื เกดิ ดบั ก็ คานงึ เดนชัด ในสวนดับของสงั ขารทงั้ หลาย ตองแตกสลายทง้ั หมด 3. ภยตปู ฏฐานญาณ คือ ณาณ อันมองเหน็ สงั ขาร ปรากฏเปนของนากลัว 4. อาทีนวานปุ สสนาญาณ คือ ญาณอนั คานงึ เหน็ โทษ ของสังขารทั้งหลาย วาเปนโทษบกพรองเปนทุกข 5. นพิ พิทานุปสสนาญาณ คือ ญาณอนั คานึง เหน็ ความหนายของสังขาร ไมเพลินเพลิน ติดใจ 6. มญุ จติ กุ ัมยตาญาณ คือ ญาณอันคานึงดวย ใครพนไปเสยี คือ หนายสังขารท้งั หลาย ปรารถนาที่จะพนไปเสยี 7. ปฏสิ งั ขานุปสสนาญาณ คือ ญาณอนั คานงึ พิจารณาหาทาง เมื่อตองการจะพนไปเสยี เพื่อมองหาอบุ ายจะปลดเปลอ้ื งออกไป

120 8. สังขารุเปกขาณาณ คอื ญาณอันเปนไปโดยความเปนกลางตอสังขาร คือ พิจารณาสงั ขารไมยินดี ยินรายในสงั ขารท้ังหลาย 9. สัจจานุโลมกิ ญาณ หรอื อนุโลมญาณ คือ ณาณอันเปนไปโดยอนโุ ลก แกการหย่ังรูอริยสัจ แลวแลวมรรคญาณใหสาเร็จความเปนอริยบุคคลตอไป (พ.ศ. หนา 276 – 277) วิมตุ ติ 5 ความหลดุ พน ภาวะไรกิเลส และไมมีทกุ ข มี 5 ประการ คือ 1. วิกขัมภนวมิ ตุ ติ ดบั โดยขมไว คือ ดบั กเิ ลส 2. ตทังควมิ ุตติ ดบั กิเลสดวยธรรมท่ีเปนคปู รบั ธรรมท่ตี รงกนั ขาม 3. สมจุ เฉทวิมุตติ ดบั ดวยตดั ขาด ดบั กิเลสเสรจ็ สน้ิ เด็ดขาด 4. ปฏิปสสัทธวิ มิ ุตติ ดบั ดวยสงบระงบั โดยอาศัย โลกตุ ตรมรรคดับกเิ ลส 5. นิสรณวิมุตติ ดบั ดวยสงบระงับ คือ อาศยั โลกตุ ตรธรรมดับกเิ ลสเด็ดขาด เสรจ็ ส้ิน (พ.ธ. หนา 194) โลกบาลธรรม ธรรมคุมครองโลก ไดแก ปกครองควบคมุ ใจมนษุ ยไวใหอยูในความดี มใิ หละเมดิ ศีลธรรม และใหอยูกนั ดวยความเรยี บรอยสงบสุข ไมเดือดรอนสบั สนวุนวาย มี 2 อยางไดแก 1. หริ ิ111 ความอายบาป ละอายใจตอการทาความชว่ั 2. โอตตปั ปะ ความกลวั บาปเกรงกลัวตอความช่ัว และ ผลของกรรมช่ัว (พ.ศ. หนา 260) ฤาษี หมายถึง ผูแสวงธรรม ไดแก นักบวชนอกพระศาสนาซงึ่ อยูในปา ชีไพร ผูแตงคัมภรี พระเวท(พ.ศ. หนา 256) สติปฏฐาน 4 ทต่ี ง้ั ของสติ การตงั้ สติกาหนดพจิ ารณาสง่ิ ท้ังหลายใหรเู หน็ ตามความเปนจรงิ คือ ตามสง่ิ น้นั ๆ มันเปนของมนั เอง มี 4 ประการ คอื 1. กายานปุ สสนาสติปฏฐาน (การตั้งสติกาหนดพิจารณากายใหรเู หน็ ตามเปนจรงิ วา เปนแตเพยี ง กาย ไมใชสตั วบคุ คล ตวั ตนเราเขา) ทานจาแนกวธิ ีปฏิบัตไิ ดหลายอยาง คือ อานาปานสติ กาหนด ลมหายใจ 1 อริ ิยาบถ กาหนดรูทนั อิรยิ าบถ 1) สัมปชญั ญะ สรางสมั ปชัญญะในการกระทาความ เคลือ่ นไหวทุกอยาง 1) ปฏกิ ูลมนสกิ าร พิจารณาสวนประกอบอนั ไมสะอาดท้ังหลายทีป่ ระชุมเขา เปนรางกายนี้ 1) ธาตุมนสิการ พจิ ารณาเห็นรางกายของตน โดยสักวาเปนธาตแุ ตละอยางๆ 2. เวทนานปุ สสาสตปิ ฏฐาน (การตง้ั สตกิ าหนดพิจารณาเวทนาใหรเู หน็ ตามเปนจริงวา เปนแตเพียง เวทนา ไมใชสัตวบคุ คลตัวตนเราเขา) คือ มีสติรูชดั เวทนาอันเปนสุขก็ดี ทุกขกด็ ี เฉย ๆ กด็ ี ท้งั ท่ี เปนสามสิ และเปนนริ ามสิ ตามทเ่ี ปนไปอยูขณะน้นั ๆ 3. จติ ตานุปสสนาสติปฏฐาน (การต้ังสตกิ าหนดพิจารณาจติ ใหรเู ห็นตามเปนจริงวาเปนแตเพยี งจิต ไมใชสตั วบคุ คลตวั ตนเราเขา) คือ มสี ตริ ูชัดจิตของตนที่มีราคะ ไมมรี าคะ มโี ทสะ ไมมโี ทสะ มีโมหะ ไมมีโมหะ เศราหมองหรอื ผองแผว ฟงุ ซานหรือเปนสมาธิ ฯลฯ อยางไร ๆ ตามทเี่ ปนไป อยใู นขณะนน้ั ๆ 4. ธัมมานุปสสนาสตปิ ฏฐาน (การตั้งสตกิ าหนดพจิ ารณาธรรม ใหรเู ห็นตามเปนจริงวา เปนแต เพยี งธรรม ไมใชสัตวบุคคลตัวตนของเรา) คือ มีสตริ ูชัดธรรมท้ังหลาย ไดแก นิวรณ 5 ขันธ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค 7 อริยสัจ 4 วาคืออะไร เปนอยางไร มใี นตนหรือไม เกิดขน้ึ เจรญิ บรบิ รู ณและดบั ไดอยางไร เปนตน ตามท่ีเปนจรงิ ของมนั อยางน้นั ๆ (พ.ธ. หนา 165) สมณะ หมายถึง ผูสงบ หมายถงึ นักบวชท่ัวไป แตในพระพุทธศาสนา ทานใหความหมายจาเพาะ หมายถึง ผรู ะดบั บาป ไดแก พระอริยบุคคล และผูปฏบิ ตั เิ พ่อื ระงับบาป ไดแก ผูปฏบิ ัตธิ รรมเพ่ือเปน พระอรยิ บุคคล (พ.ศ. หนา 299) สมบัติ 4 คือ ความเพยี บพรอมสมบูรณแหงองคประกอบตาง ๆ ซง่ึ ชวยเสริมสงอานวยโอกาสใหกรรมดี ปรากฏผล และไมเปดชองใหกรรมชว่ั แสดงผล มี 4 อยาง คือ 1. คตสิ มบัติ สมบตั ิแหงคติ ถึงพรอม ดวยคติ หรอื คติให คอื เกิดอยูในภพ ภมู ิ ถน่ิ ประเทศทเ่ี จรญิ เหมาะหรอื เก้อื กูล ตลอดจนในระยะ สั้น คอื ดาเนนิ ชวี ติ หรือไปในถิ่นท่ีอานวย 2. อุปธิสมบตั ิ สมบัตแิ หงรางกาย ถึงพรอมดวยรางกาย

121 คือ มรี ูปรางสวย รางกายสงางาม หนาตาทาทางดี นารัก นานยิ มเลือ่ มใส สุขภาพดี แข็งแรง 3. กาล สมบตั สิ มบัตแิ หงกาล ถงึ พรอมดวยกาลหรือกาลให คือ เกิดอยูในสมัยท่บี านเมืองมีความสงบสุข ผปู กครองดี ผูคนมีคุณธรรมยกยองคนดี ไมสงเสรมิ คนช่วั ตลอดจนในระยะเวลาส้นั คือ ทาอะไรถกู กาลเวลา ถูกจงั หวะ 4. ปโยคสมบตั ิ สมบตั แิ หงการประกอบ ถงึ พรอมดวยการประกอบกิจ หรอื 112 กิจการให เชน ทาเร่ืองตรงกับทเี่ ขาตองการ ทากิจตรงกบั ความถนัดความสามารถของตน ทาการถึง ขนาดถูกหลกั ครบถวน ตามเกณฑหรือเต็มอตั รา ไมใชทาครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือเหยาะแหยะ หรือไม ถกู เร่อื งกัน รจู ักจัดทา รจู ักดาเนนิ การ (พ.ธ. หนา 161 – 162) สมาบัติ ภาวะสงบประณตี ซึง่ พง่ึ เขาถงึ ; สมาบตั ิมีหลายอยาง เชน ณานสมบตั ิ ผลสมาบัติ อนุปุพพวหิ าร สมาบตั ิ (พ.ศ. หนา 303) สติ ความระลึกได นึกได ความไมเผลอ การคุมใจไดกับกจิ หรือคุมจติ ใจไวกับสิ่งทเ่ี ก่ียวของ จาการที ทาและคาพูดแมนานได (พ.ศ. หนา 327) สังฆคณุ 9 คุณของพระสงฆ 1. พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเปนผูปฏิบตั ิดี 2. เปนผูปฏบิ ตั ิตรง 3. เปนผูปฏิบตั ถิ กู ทาง 4. เปนผูปฏิบัติสมควร 5. เปนผูควรแกการคานับ คือ ควรกบั ของที่เขา นามาถวาย 6. เปนผูควรแกการตอนรบั 7. เปนผูควรแกทักษณิ า ควรแกของทาบุญ 8. เปนผูควร แกการกระทาอญั ชลี ควรแกการกราบไหว 9. เปนนาบุญอันยอดเย่ยี มของโลก เปนแหลงปลกู ฝง และเผยแพรความดีทย่ี อดเย่ียมของโลก(พ.ธ. หนา 265-266) สังเวชนียสถาน สถานที่ตัง้ แหงความสงั เวช ทีท่ ่ใี หเกดิ ความสังเวช มี 4 คือ 1. ทีพ่ ระพุทธเจาประสตู ิ คือ อทุ ยานลุมพนิ ี ปจจุบนั เรียกลุมพินีหรือรมุ มินเด (Lumbini หรอื Rummindei) 2. ทพ่ี ระพุทธเจา ตรัสรู คอื ควงโพธิ์ ท่ตี าบลพุทธคยา (Buddha Gaya หรือ Bodh – Gaya) 3. ทีพ่ ระพทุ ธเจาแสดง ปฐมเทศนา คือปาอิสปิ ตนมฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี ปจจุบันเรียกสารนาถ 4. ท่ีพระพุทธเจา ปรินพิ พาน คอื ที่สาลวโนทยาน เมอื งกสุ นิ ารา หรือกุสนิ คร บัดนี้เรียกกาเซีย (Kasia หรือ Kusinagara) (พ.ศ. หนา 317) สนั โดษ ความยนิ ดี ความพอใจ ยินดดี วยปจจยั 4 คือ ผานุงหม อาหารท่นี อนที่นงั่ และยาตามมตี ามได ยนิ ดี ของของตน การมีความสขุ ความพอใจดวยเครอื่ งเล้ียงชีพที่หามาไดดวยเพียรพยายามอันชอบธรรม ของตน ไมโลภ ไมรษิ ยาใคร (พ.ศ. หนา 324) สัปปุริสธรรม 7 ธรรมของสตั บรุ ุษ ธรรมที่ทาใหเปนสัตบุรุษ คณุ สมบตั ิของคนดี ธรรมของผูดี 1. ธัมมญั ุตา คือ ความรูจกั เหตุ คือ รหู ลักความจรงิ 2. อตั ถญั ุตา คอื ความรูจักผล คือรูความมุงหมาย 3. อัตตัญ ุตา คอื ความรูจักตน คือ รวู าเราน้นั วาโดยฐานะ ภาวะ เพศ กาลังความรู ความสามารถ ความถนัด และคณุ ธรรม เปนตน 4. มตั ตญั ุตา คือ ความรูจักประมาณ คือ ความพอดี 5. กาลญั ุตา คือ ความ รจู ักกาล คอื รจู ักกาลเวลาอนั เหมาะสม 6. ปริสญั ุตา คอื ความรูจกั บรษิ ัทคือรูจักชมุ ชนและรูจกั ที่ ประชมุ 7. ปคุ คลญั ุตา หรอื ปุคคลปโรปรัญ ุตา คือ ความรูจักบุคคล คือความแตกตางแหงบุคคล (พ.ธ. หนา 244) สัมปชัญญะ ความรูตวั ทั่วพรอม ความรูตระหนกั ความรูชดั เขาใจชดั ซึง่ สิง่ นึกได มักมาคูกบั สติ (พ.ศ. หนา 244) สาราณียธรรม 6 ธรรมเปนที่ต้ังแหงความใหระลึกถึง ธรรมเปนเหตใุ หระลึกถงึ กนั หลักการอยูรวมกัน เรยี กอีก อยางวา “สาราณยี ธรรม” 1. เมตตากายกรรม มีเมตตากายกรรมทั้งตอหนาและลบั หลัง 2. เมตตาวจีกรรม มเี มตตาวจกี รรมทั้งตอหนาและลับหลัง 3. เมตตา มโนกรรม มีเมตตา มโนกรรม ทงั้ ตอหนาและลบั หลงั 4. สาธารณโภคี แบงปนส่งิ ของท่ีไดมาไมหวง แหน ใชผูเดยี ว 5. สลี สามัญญ ตา มีความประพฤติรวมกนั ในขอที่เปนหลักการสาคัญทจ่ี ะนาไปสูความหลุดพนส้ิน

122 ทกุ ขหรือขจดั ปญหา 6.ทฏิ ฐิสามัญญตา มีความเหน็ ชอบดงี าม เชนเดียวกบั หมูคณะ (พ.ธ. หนา 233-235) ศรทั ธา ความเช่ือ ความเชอ่ื ถือ ความเชอื่ ม่ันในสิ่งท่ีดีงาม (พ.ศ. หนา 290) สงเคราะห การชวยเหลอื การเออื้ เฟอเก้ือกลู (พ.ศ. หนา 228) สงั คหวตั ถุ 4 เรือ่ งสงเคราะหกัน คุณธรรมเปนเคร่อื งยดึ เหนยี่ วใจของผูอ่ืนไวได หลกั การสงเคราะห คือ ชวยเหลอื กนั ยึดเหน่ยี วใจกันไว และเปนเครอื่ งเกาะกุมประสานโลก ไดแก สงั คมแหงหมูสัตวไว ดุจสลักเกาะยึดรถทกี่ าลังแลนไปใหคงเปนรถ และว่งิ แลนไปไดมี 4 อยางคือ 1. ทาน การแบงปน เออ้ื เฟอเผื่อแผกัน 2. ปยวาจา พดู จานารกั นานิยมนับถือ 3. อัตถจริยา บาเพ็ญประโยชน 4.สมานตั ตนา ความมตี นเสมอ คือ ทาตวั ใหเขากนั ได เชน ไมถอื ตัว รวมสขุ รวมทกุ ขกนั เปนตน (พ.ศ. หนา 310) สมั มตั ตะ ความเปนถูก ภาวะที่ถูก มี 10 อยาง 8 ขอตน ตรงกบั องคมรรคทั้ง 8 ขอ เพิ่ม 2 ขอทาย คอื 9. สัมมาญาณ รูชอบไดแกผลญาณ และปจจเวกขณญาณ 10. สมั มาวมิ ุตติ พนชอบไดแก อรหัตตผลวมิ ตุ ติ; เรียกอีกอยาง อเสขธรรม 10 (พ.ศ. หนา 329) อนตั ตา ไมใชอตั ตา ไมใชตัวตน (พ.ศ. หนา 366) อบายมขุ ชองทางของความเส่ือม เหตเุ ครื่องฉบิ หาย เหตุยอยยบั แหงโภคทรัพย ทางแหงความพนิ าศ (พ.ศ. หนา 377) อบายมขุ 4 1. อติ ถีธตุ ตะ (เปนนักเลงหญิง นกั เทย่ี วผูหญงิ ) 2. สุราธตุ ตะ (เปนนกั เลงสุรา นักดื่ม) 3. อักขธตุ ตะ (เปนนกั การพนนั ) 4. ปาปมิตตะ (คบคนชว่ั ) (พ.ศ. หนา 377) อบายมขุ 6 1. ตดิ สุราและของมึนเมา 1.1 ทรัพยหมดไป ๆ เหน็ ชัด ๆ 1.2 กอการทะเลาะวิวาท 1.3 เปนบอเกิดแหงโรค 1.4 เสยี เกยี รติ เสียชอ่ื เสียง 1.5 ทาใหไมรูอาย 1.6 ทอนกาลงั ปญญา 2. ชอบเทีย่ วกลางคืน มโี ทษ 6 อยางคือ 2.1 ชอื่ วาไมรักษาตน 2.2 ชอ่ื วาไมรักษาลูกเมีย 2.3 ชอื่ วาไมรักษาทรัพยสมบตั ิ 2.4 เปนทีร่ ะแวงสงสยั 2.5 เปนเปาใหเขาใสความหรอื ขาวลือ 2.6 เปนท่มี าของเร่ืองเดือดรอนเปนอันมาก 3. ชอบเทีย่ วดกู ารละเลน มโี ทษ โดยการงานเสื่อม เสียเพราะมีใจกังวลคอยคิดจอง กับเสยี เวลาเมื่อไปดูสิ่งนั้น ๆ ทั้ง 6 กรณี คอื 3.1 ราทไ่ี หนไปท่ีนนั่ 3.2 – 3.3 ขับรอง ดนตรี เสภา เพลงเถิดเทิงท่ีไหนไปท่นี นั่ 4. ติดการพนนั มโี ทษ 6 คือ 4.1 เมอ่ื ชนะยอมกอเวร 4.2 เม่อื แพก็เสยี ดายทรพั ยท่ีเสยี ไป 4.3 ทรพั ยหมดไป ๆ เห็นชดั ๆ 4.4 เขาท่ี ประชมุ เขาไมเชื่อถือถอยคา 4.5 เปนท่ีหมนิ่ ประมาทของเพ่ือนฝูง 4.6 ไมเปนที่ พึงประสงคของผู ทจี่ ะหาคูครองใหลกู ของเขา เพราะเหน็ วาจะเลย้ี งลกู เมยี ไมได 5. คบคนช่วั มโี ทษโดยนาใหกลาย เปนคนชว่ั อยางท่ีตนคบทง้ั 6 ประเภท คือ ไดเพอ่ื นท่จี ะนาใหกลายเปน 5.1 นกั การพนัน 5.2 นักเลงหญงิ 5.3 นกั เลงเหลา 5.4 นกั ลวงของปลอม 5.5 นักหลอกลวง 5.6 นักเลงหัวไม 6. เกยี จครานการงาน มโี ทษโดยทาใหยกเหตตุ าง ๆ เปนขออางผิดเพี้ยน ไมทา การงานโภคะใหม ก็ไมเกดิ โภคะท่มี ีอยูก็หมดสน้ิ ไป คือ ใหอางไปทง้ั 6 กรณวี า 6.1 – 6.6 หนาวนัก รอนนกั เยน็ ไป แลว ยังเชานัก หิวนัก อ่ิมนัก แลวไมทาการงาน (พ.ธ. หนา 176 – 178) อธปิ ไตย 3 ความเปนใหญ มี 3 อยาง คือ 1. อตั ตาธปิ ไตย ความมีตนเปนใหญ ถอื ตนเปนใหญ กระทาการ ดวยปรารภตนเปนประมาณ 2. โลกาธปิ ไตย ความมีโลกเปนใหญ ถือโลกเปนใหญ กระทาการ ดวยปรารภนิยมของโลกเปนประมาณ 3. ธัมมาธปิ ไตย ความมธี รรมเปนใหญ ถือธรรมเปนใหญ, กระทาการดวยปรารภความถูกตอง เปนจริง สมควรตามธรรมเปนประมาณ (พ.ธ. หนา 127-128) อรยิ สัจ 4 ความจรงิ อนั ประเสรฐิ ความจริงของพระอรยิ ะ ความจริงที่ทาใหผูเขาถงึ กลายเปนอรยิ ะมี 4 คือ 1. ทกุ ข ความทุกข สภาพที่ทนไดยาก สภาวะท่ีบีบค้นั ขดั แยง บกพรอง ขาดแกนสารและความ

123 เทีย่ งแท ไมใหความพึงพอใจแทจริง ไดแก ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิง่ อนั ไมเปนท่ีรกั การพลัดพรากจากสิง่ ทรี่ กั ความปรารถนาไมสมหวัง โดยยอวา อปุ าทานขันธ 5 เปนทกุ ข 2. ทกุ ขสมทุ ัย (เหตุเกดิ แหงทุกข สาเหตุใหทกุ ขเกิด ไดแก ตณั หา 3 คือ กามตัณหา ภวตณั หา และ วิภวตัณหา) กาจดั อวชิ ชา สารอกตัณหา สนิ้ แลว ไมถูกยอม ไมติดขัด หลดุ พน สงบ ปลอดโปรง เปนอิสระ คือ นิพพาน) 3. ทุกขนโิ รธ (ความดับทกุ ข ไดแก ภาวะทีต่ ัณหาดับส้ินไป ภาวะที่เขาถึง เมื่อกาจัดอวิชชา สารอก ตณั หาสิน้ แลว ไมถกู ยอม ไมตดิ ของ หลดุ พน สงบ เปนอิสระ คือ นพิ พาน) 4. ทุกขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา (ปฏิปทาท่ีนาไปสูความดับแหงทุกข ขอปฏบิ ัติใหถึงความดับ ทุกข ไดแก อริยอัฏฐงั คกิ มรรค หรอื เรียกอีกอยางหน่ึงวา มัชฌิมปฏปิ ทา แปลวา ทางสายกลาง มรรคมี องค 8 นี้ สรปุ ลงในไตรสิกขา คอื ศลี สมาธิ ปญญา) (พ.ธ. หนา 181) สงั คมศาสตร การศึกษาความสมั พันธของมนษุ ย โดยใชกระบวนการวิทยาศาสตร สังคมศกึ ษา การเรียนรูเพ่ือพัฒนาตนใหอยูรวมในสงั คมไดอยางมีคุณภาพ คุณธรรม (virtue) และจรยิ ธรรรม(moral or morality or ethics) คณุ ธรรม หมายถงึ สภาพคุณงามความดี จริยธรรมมคี วามหมายเชนเดียวกบั ศีลธรรม หมายถึง ธรรมทเี่ ปนขอประพฤติกรรมปฏบิ ตั ิความ ประพฤติหรือหนาท่ที ่ชี อบ ที่ควรปฏบิ ัตใิ นการครองชวี ติ ดังน้ันคณุ ธรรมจริยธรรม จงึ หมายถงึ สภาพคุณงามความดที ่ปี ระพฤติปฏบิ ัตหิ รอื หนาทีท่ คี่ วรปฏิบตั ิในการครองชวี ิต หรอื คุณธรรมตาม กรอบจริยธรรม สวนศีลธรรมและจรยิ ธรรม มีความหมายใกลเคียงกัน คุณธรรมจะมีความหมายที่ เนนสภาพ ลกั ษณะ หรอื คุณสมบตั ทิ ี่แสดงออกถึงความดีงาม สวนจรยิ ธรรม มีความหมายเนนท่ี ความประพฤติหรือการปฏบิ ัตทิ ่ีดีงาม เปนท่ยี อมรบั ของสังคม นักวชิ าการมกั ใชคาทัง้ สองคานีใ้ น ความหมายนยั เดียวกันและมักใชคาสองคาดังกลาวควบคูกนั ไป เปนคาวา คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ซ่งึ รวมความหมายของคุณธรรมและจรยิ ธรรม นัน่ คอื มีความหมายเนนทงั้ สภาพ ลกั ษณะหรือ คณุ สมบัติ และความประพฤติอนั ดงี าม เปนทีย่ อมรบั ของสงั คม (โครงการเรงสรางคณุ ลักษณะที่ดขี องเดก็ และเยาวชนไทย ศนู ยคุณธรรม หนา 11 -12) การเมอื ง ความรูเกีย่ วกับความสมั พนั ธระหวางอานาจในการจดั ระเบยี บสังคมเพ่ือประโยชนและความสงบ สุขของสังคม มคี วามสัมพันธตอกนั โดยรวมทง้ั หมดในสวนหน่งึ ของชีวติ ในพน้ื ที่หน่ึงท่เี ก่ยี วของ กบั อานาจ อานาจชอบธรรม หรืออิทธิพล และมีความสามารถในการดาเนินการได ขอมูล สิ่งทีไ่ ดรบั รูและยังไมมีการจดั ประมวลใหเปนระบบ เมื่อจัดระบบแลวเรียกวา สารสนเทศ คานยิ ม การกาหนดคุณคาและพฒั นาจนเปนบุคลิกภาพประจาตวั คุณคา ลกั ษณะที่พงึ ประสงค เชน ความดี ความงาม ความดเี ปนคุณคาของจริยธรรม ความงามเปนคุณคา ทางสนุ ทรียศาสตร ส่งิ ท่ตี อบสนองความตองการไดเปนส่งิ ที่มีคุณคา คุณคาเปนส่ิงเปลี่ยนแปลงได คุณคาเปลีย่ นไปไดตามเวลา และคณุ คามักเปลี่ยนแปลงไปตามวิวฒั นาการของความเจรญิ บทบาท การกระทาทีส่ ังคมคาดหวงั ตามสถานภาพท่บี ุคคลครองอยู หนาท่ี เปนความรบั ผิดชอบทางศีลธรรมของปจเจกชนซึง่ สังคมยอมรับ สถานภาพ ตาแหนงทแี่ ตละคนครองอยูในสถานที่หนง่ึ ในชวงเวลาหนึ่ง บรรทดั ฐาน ขอตกลงของสังคมทกี่ าหนดใหสมาชิกประพฤติ ปฏิบัติ บางทเี รยี กปทสั ถาน สามารถใชบรรทดั ฐานของสงั คม (social norms) เปนมาตรฐานความประพฤตใิ นทางจรยิ ธรรมได ซงึ่ แยกออกเปน ก. วิถีประชา (folkways) ไดแก แบบแผนพฤตกิ รรมในชีวติ ประจาวันทส่ี งั คมยอมรบั และ ไดประพฤตปิ ฏบิ ตั สิ ืบตอกันมา มักเกยี่ วของกบั เรื่องการดาเนินชีวติ และในสวนทเี่ กี่ยวของกับ จริยธรรมจะไมมีกฎเกณฑเครงครัดแนนอนตายตัวข. กฎศลี ธรรมหรอื จารีต (mores) เปนมาตรฐาน

124 ความประพฤติของสังคมทม่ี ีการกาหนดเก่ยี วกับจริยธรรมทเ่ี ขมข้นึ ในกรณีมีผูฝาฝนอาจมีการ ลงโทษ แมวาในบางครัง้ จะไมมีการเขียนไวเปนลายลกั ษณอกั ษรกต็ าม เชน การลวนลามสตรใี น ชนบท ตองลงโทษดวยการเสยี ผี ค. กฎหมาย (law) เปนมาตรฐานความประพฤตทิ ่รี ฐั กาหนดใหสมาชิกของรัฐพงึ ปฏิบตั ิหรือ ละเวนการปฏบิ ตั ิ และกาหนดวิธีการปฏบิ ัตกิ ารลงโทษสาหรบั ผูฝาฝน สิทธิ ขอเรียกรองของปจเจกชนซ่ึงสังคมยอมรบั สทิ ธิทางศีลธรรม เปนขอเรียกรองทางศีลธรรมของปจเจกชนซง่ึ สังคมยอมรบั ประเพณี เปนความประพฤติของคนหมูหนง่ึ อยูในท่แี หงหน่งึ ถือเปนแบบแผนกันมาอยางเดียวกัน และสืบกันมานาน ประเพณี คือ กจิ กรรมที่มรี ูปแบบของชมุ ชนหรือสังคมหนึ่งทจ่ี ดั ขึ้นมาดวยจดุ ประสงคใด จุดประสงคหนึง่ และ กาหนดการจดั กิจกรรมในชวงเวลาแนนอนสํมา่ เสมอ กิจกรรทเี่ ปนประเพณี อาจมองไดอีกประการหนงึ่ วาเปนแบบแผนการปฏิบัติของกลุมเฉพาะหรือทางศาสนา ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights sinv UDHR) คอื การ ประกาศ เจตนารมณ ในการรวมมือระหวางประเทศทม่ี ีความสาคัญในการวางกรอบเบ้ืองตนเก่ียวกับ สทิ ธมิ นษุ ยชนและเปนเอกสารหลักดานสิทธมิ นษุ ยชนฉบบั แรก ซ่ึงท่ีประชุมสมัชชาใหญแหง สหประชาชาติ ใหการรับรองตามขอมตทิ ่ี 217 A (III) เมอ่ื วนั ที่ 10 ธนั วาคม 2491 โดยประเทศไทย ออกเสยี งสนนั สนุน วัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย เปนการศึกษา วิเคราะหเก่ียวกบั วฒั นธรรมและภมู ปิ ญญาในเรอ่ื งเก่ียวกับ ความเปนมา ปจจยั พ้ืนฐานและผลกระทบจากภายนอกท่ีมอี ิทธพิ ลตอการสรางสรรควฒั นธรรมไทย วัฒนธรรมทองถน่ิ ภมู ิปญญาไทย รวมท้ังวฒั นธรรมและภูมปิ ญญาของมนุษยชาตโิ ลก ความสาคัญ และผลกระทบที่มีอิทธิพลตอการดาเนินชีวติ ของคนไทยและมนุษยชาติ ต้งั แตอดตี ถงึ ปจจบุ นั สัมมาชพี การประกอบอาชพี สจุ รติ และเหมาะสมในสังคม ประสทิ ธภิ าพ ความสามารถในการทางานจนสาเร็จ หรือผลการกระทาท่ีไดผลออกมาดีกวาเดมิ รวมทง้ั การใชทรพั ยากรตางๆ อยางคมุ คา โดยไมใหเกิดความสูญเปลาหรือความสญู เสีย ทรพั ยาการตางๆ พจิ ารณาไดจากเวลา แรงงาน วตั ถุดบิ เครื่องจักร ปริมาณและคณุ ภาพ ฯลฯ ประสทิ ธผิ ล ระดับความสาเร็จของวตั ถปุ ระสงค หรือ ผลสาเร็จของงาน สินคา หมายความวาสิ่งของท่ีสามารถซื้อขาย แลกเปล่ียน หรอื โอนกนั ได ไมวาจะเกิดโดยธรรมชาตหิ รอื เปนผลติ ผลทางการเกษตร รวมตลอดถงึ ผลิตภณั ฑทางหตั ถกรรมและอุตสาหกรรม ภูมิปญญา สวนหนงึ่ ของประเพณี หรือเปนกิจกรรมเฉพาะตัวก็ได เชน พิธีถวายสังฆทาน พิธีบวชนาค พธิ บี วชลกู แกว พิธขี อฝน พิธไี หวครู พธิ แี ตงงาน มนษุ ยชาติ การเกดิ เปนมนุษยมาจาก มนุษย ผูมจี ิตใจสงู กับชาติ = เกิด โดยปกตหิ มายถงึ มนษุ ยทวั่ ๆ ไป มรรยาท พฤตกิ รรมทส่ี งั คมกาหนดวาควรประพฤติเปนวฒั นธรรม วัดจากความเหมาะสมและไมเหมาะสม ระบบ การนาสวนตาง ๆ มาปรับเรียงตอใหทางานประสานตอเน่ืองกนั จนดเู ปนสิง่ เดียวกัน กระบวนการ กรรมวธิ ีหรอื ลาดับการกระทาซ่ึงดาเนนิ การตอเน่อื งกนั ไปจนสาเรจ็ ลง ณ ระดับหน่งึ วิเคราะห การแยกแยะใหเห็นคณุ ลักษณะของแตละองคประกอบ เศรษฐกิจ ความรูเกยี่ วกบั การกนิ การอยูของมนุษยในสังคม วาดวยทรัพยากรท่ีมจี ากัดการผลติ การกระจายผลผลติ และการบริโภค

125 สหกรณ แปลวาการทางานรวมกัน การทางานรวมกนั นี้ลึกซึ้งมาก เพราะวาตองรวมมือกนั ในทกุ ดาน ท้ังใน ดานงานทท่ี าดวยรางกาย ท้งั ในดานงานท่ีทาดวยสมอง และงานการที่ทาดวยใจ ทุกอยางนี้ขาดไมได ตองพรอม (พระราชดารัสพระราชทานแกผูนาสหกรณการเกษตร สหกรณนิคมและสหกรณประมงทั่ว ประเทศ ณ ศาลาดุสติ ดาลัย 11 พฤษภาคม 2526) ทรพั ยสินทางปญญา หมายถึง ผลงานอนั เกิดจากการประดษิ ฐคดิ คน หรอื สรางสรรคของมนุษย ซง่ึ เนนท่ี ผลผลติ ของสติปญญาและความชานาญ โดยไมคานึงถึงชนิด ของการสรางสรรคหรอื วธิ ีในการ แสดงออก ทรัพยสินทางปญญา อาจเปนส่งิ ท่จี ับตองได เชนสินคา ตาง ๆ หรือ เปนส่งิ ทจ่ี ับตอง ไมได เชน บรกิ าร แนวความคดิ กรรมวธิ แี ละทฤษฎีตาง ๆ เปนตน ทรพั ยสนิ ทางปญญามี 2 ประเภท ทรัพยสินทางอตุ สาหกรรม (Industrial property) และลิขสิทธ์ิ (Copyright) 1. ทรพั ยสนิ ทางอุตสาหกรรม มสี ทิ ธบิ ตั ร แบบผงั ภูมขิ องวงจรรวม เคร่ืองหมายการคา ความลับ ทางการคา ช่ือทางการคา สิง่ บงชท้ี างภมู ิศาสตร สิง่ บงชี้ทางภมู ศิ าสตร หมายความวา ชื่อ สัญลกั ษณ หรอื สิง่ อืน่ ใดทีใ่ ชเรยี กหรอื ใชแทนแหลง ภมู ิศาสตร และทีสามารถบงบอกวาสนิ คาที่เกดิ จากแหลงภูมศิ าสตรนั้นเปน สินคาที่มีคุณภาพ ช่ือเสียง หรอื คุณลกั ษณะเฉพาะของแหลงภมู ศิ าสตร ดงั กลาว 2. ลิขสิทธิ์ คอื งานหรือความคิดสรางสรรคในสาขาวรรณกรรม ศลิ ปกรรม ดนตรกี รรม งาน ภาพยนตร หรืองานอืน่ ใดในแผนกวรณคดี หรือแผนกศิลปะ แผนกวิทยาศาสตร ลขิ สทิ ธ์ยิ ัง รวมทัง้ สิทธขิ างเคียง (Neighbouring Right) เหตุ ภาวะเงอ่ื นไขทีจ่ าเปนที่ทาใหส่ิงหนึ่งเกดิ ขึ้น ตามมา เรยี กวา ผล เหตุการณ ปรากฏการณทีเ่ กิดขึน้ อานาจ ความสามารถในการบีบบงั คบั ใหสง่ิ หน่งึ (คนหนงึ่ ...) กระทาตามที่ปรารถนา อทิ ธพิ ล อานาจบังคับท่กี อใหเกดิ ความสาเรจ็ ในสง่ิ ใดส่งิ หนึ่ง เอกลักษณ ลกั ษณะท่ีมีความเปนหนึง่ เดยี ว ไมมที ี่ใดเหมือน ตานาน เปนเรอ่ื งเลาตอกันมาและถูกบนั ทกึ ขน้ึ ภายหลงั พงศาวดาร คือ การบนั ทึกเหตกุ ารณทเ่ี กดิ ขึ้นตามลาดบั เวลา ซง่ึ สวนใหญจะเปนเร่อื งราวทกี่ ับ พระมหากษตั รยิ และราชสานกั อดีต คอื เวลาที่ลวงมาแลว ความสาคัญของอดีต คือ อดตี จะครอบงาความคดิ และความรูของเราอยาง กวางขวางลึกซึง้ อดตี ทเี่ กี่ยวของกับกลุมคน/ความสาคัญท่ีมตี อเหตุการณและกลุมคนจะถกู นามา เช่อื มโยงเขาดวยกนั นกั ประวัตศิ าสตร เปนผูบนั ทึกเหตกุ ารณที่เกิดข้นึ ผูสรางประวตั ิศาสตรขึน้ จากหลกั ฐานประเภทตาง ๆ ตามจดุ มงุ หมายและวธิ ีการคดิ ซึ่งงานเขียนอาจนาไปสูการเปนวชิ าประวัติศาสตรไดในท่สี ดุ ความมุงหมายในการเขยี นประวตั ศิ าสตร - นกั ประวัติศาสตรรนุ เกา มงุ สูการรวมชาติ/รับใชการเมือง - นกั ประวัติศาสตรรนุ ใหม มงุ ทจ่ี ะหาความจริง (truth) จากอดีตและตคี วามโดยปราศจากอคติ (bias) หลักฐานประเภท ตาง ๆ จะใหขอเทจ็ จรงิ บางประการ ซ่งึ จะนาไปสูความจรงิ ในท่สี ุดโดยมีวิธีการแบง ประเภทของหลกั ฐานหลายแบบ เชน หลักฐานสมยั กอนประวัติศาสตรและหลักฐานสมัย ประวตั ิศาสตรแบบหน่งึ หลกั ฐานประเภทลายลกั ษณอักษรและหลกั ฐานที่ไมใชลายลกั ษณแบบ หนึ่ง หรอื หลักฐานชน้ั ตนและหลกั ฐานชน้ั รอง (หรือหลักฐานชั้นทหี่ นึง่ ชัน้ ทีส่ อง ช้นั ที่สาม)

126 อกี แบบหน่ึง หลกั ฐานทีจ่ ะถูกประเมินวานาเชอ่ื ถอื ท่ีสดุ คือ หลกั ฐานทเี่ กิดรวมสมัยหรือเกิดโดยผูท่ี รเู ห็นเหตุการณนั้น ๆ แตกระนน้ั นักประวัติศาสตรก็จะตองวเิ คราะหท้ังภายในและภายนอกกอน ดวยเชนกัน เนื่องจากผูท่อี ยูรวมสมยั ก็ยอมมจี ุดมงุ หมายสวนตัวในการบนั ทึก ซึ่งอาจทาใหเลอื ก บันทึกเฉพาะเรอ่ื งบางเรือ่ งเทานน้ั อคติ คือ ความลาเอียง ไมตรงตามความเปนจริง เปนธรรมชาตขิ องมนุษยทุกคน ซึ่งผูท่ีเปนนัก ประวตั ศิ าสตรจะตองตระหนกั และควบคุมใหได ความเปนกลาง คือ การมองดวยปราศจากความรูสึกอคติจะเกดิ ขน้ึ ไดหากเขาใจธรรมชาติของหลักฐานแต ละประเภท เขาใจปรัชญาและวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร เขาใจจดุ มุงหมายของผูเรียน ผบู ันทึก ประวัติศาสตร น่นั คอื เขาใจวาบันทกึ เพื่ออะไร เพราะเหตุใด) ความจริงแท real truth) คือ ความจริงท่ีคงอยูแนนอนนิรันดร เปนจดุ หมายสงู สดุ ทน่ี กั ประวตั ิศาสตร มุงแสวงหาซงึ่ จะตองอาศยั ความเขาใจและความจรงิ ทอ่ี ยูเบ้ืองหลงั การเกิดพฤตกิ รรมและ เหตุการณ ตาง ๆ (ที่มนษุ ยเปนผูสราง) ซึ่งการแสวงหาความจรงิ แท ตองอาศยั ความสมบูรณของ หลกั ฐานและกระบวนการทางประวัติศาสตรท่ีละเอยี ด ถี่ถวน กนิ เวลายาวนาน แตน้ีคือ ภาระหนา ท่ีของนักประวัตศิ าสตร ผสู อนวิชาประวตั ิศาสตร คือ ผูนาความรูทางประวัตศิ าสตรมาพัฒนาใหผูเรียนเกิดความรู เจตคตแิ ละ ทักษะในการใชกระบวนการวทิ ยาศาสตรในการแสวงหาความจรงิ และความจริงแทจะตองศึกษา ผลงานของนกั ประวัตศิ าสตรและเลือกเนื้อหาประวัติศาสตรทีเ่ หมาะสมกับวยั ของผูเรยี น โดยตอง เปนไปตามจดุ ประสงคของหลกั สูตรและสอดคลองธรรมชาตขิ องประวัติศาสตร เวลาและยุคสมัยทางประวตั ิศาสตร เปนการศึกษาเร่ืองการนบั เวลา และการแบงชวงเวลาตามระบบตาง ๆ ทงั้ แบบไทย สากล ศักราชทีส่ าคญั ๆ ในภูมภิ าคตาง ๆ ของโลก และการแบงยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร ทั้งน้ีเพ่อื ใหผูเรยี นมที กั ษะพืน้ ฐานสาหรับการศกึ ษาหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร สามารถเขาเหตุการณทางประวัติศาสตรทสี่ มั พันธกับอดีต ปจจุบัน และอนาคต ตระหนกั ถึง ความสาคัญในความตอเน่ืองของเวลา อิทธิพลและความสาคญั ของเวลาท่ีมีตอวถิ ีการดาเนินชีวติ ของมนษุ ย วิธกี ารทางประวัติศาสตร หมายถึงกระบวนการในการแสวงหาขอเท็จจริงทางประวตั ิศาสตร ซง่ึ เกดิ จากวธิ ี วิจัยเอกสารและหลักฐานประกอบอ่ืนๆ เพื่อใหไดมาซ่งึ องคความรใู หมทางประวัติศาสตรบน พืน้ ฐานของความเปนเหตเุ ปนผล และการวิเคราะหเหตุการณตาง ๆ อยางเปนระบบ ประกอบดวย ข้ันตอนตอไปนี้ หน่ึง การกาหนดเปาหมายหรอื ประเดน็ คาถามท่ตี องการศึกษา แสวงหาคาตอบดวยเหตุ และผล (ศกึ ษาอะไร ชวงเวลาไหน สมยั ใด และเพราะเหตุใด) สอง การคนหาและรวบรวมหลักฐานประเภทตาง ๆ ทง้ั ท่ีเปนลายลกั ษณอักษร และไมเปนลาย ลกั ษณอักษร ซึง่ ไดแก วตั ถโุ บราณ รองรอยถิน่ ท่ีอยูอาศัยหรอื การดาเนนิ ชีวติ สาม การวเิ คราะหหลกั ฐาน (การตรวจสอบ การประเมินความนาเชอ่ื ถือ การประเมินคุณคาของ หลกั ฐาน) การตีความหลกั ฐานอยางเปนเหตุเปนผล มคี วามเปนกลาง และปราศจากอคติ ส่ี การสรุปขอเท็จจริงเพอ่ื ตอบคาถาม ดวยการเลือกสรรขอเทจ็ จริงจากหลักฐานอยางเครงครัดโดย ไมใชคานยิ มของตนเองไปตดั สินพฤตกิ รรมของคนในอดตี โดยพยายามเขาใจความคิดของคนในยคุ น้ันหรอื นาตัวเขาไปอยูในยุคสมัยท่ีตนศึกษา หา การนาเสนอเร่ืองท่ีศกึ ษาและอธบิ ายไดอยางสมเหตสุ มผล โดยใชภาษาทเ่ี ขาใจงาย มีความ

127 ตอเนอ่ื ง นาสนใจ ตลอดจนมีการอางอิงขอเท็จจริง เพ่อื ใหไดงานทางประวัตศิ าสตรที่มีคณุ คาและมี ความหมาย พฒั นาการของมนษุ ยชาติจากอดตี ถึงปจจบุ นั เปนการศกึ ษาเรื่องราวของสงั คม มนุษยในบริบทของเวลา และสถานที่ โดยท่ัวไปจะแยกเรือ่ งศกึ ษาออกเปนดานตาง ๆ ไดแก การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม เทคโนโลยี และความสมั พันธระหวางประเทศ โดยกาหนดขอบเขตการศึกษาใน กลุมสงั คม มนษุ ยกลุมใดกลุมหนงึ่ เชน ในทองถิน่ /ประเทศ/ภมู ิภาค/โลก โดยมุงศึกษาวาสังคม นั้น ๆ ได เปลีย่ นแปลงหรอื พัฒนาตามลาดบั เวลาไดอยางไร เพราะเหตุใด จงึ เกดิ ความเปลี่ยนแปลง มีปจจัยใดบาง ทง้ั ทางดานภูมิศาสตรและปจจยั แวดลอมทางสังคม ที่มีผลตอพัฒนาการหรือการ สรางสรรควฒั นธรรม และผลกระทบของการสรางสรรคของมนุษยในดานตาง ๆ เปนอยางไร ท้ังนี้ เพ่อื ใหเขาใจอดีตของสงั คมมนษุ ยในมิติของเวลาและความตอเนื่อง ภมู ิศาสตร เปนคาท่ีมาจากภาษากรีก (Geography) หมายถึงการพรรณนาลกั ษณะของโลกเปนศาสตรทาง พน้ื ที่ เปนความรูที่วาดวยปฏสิ ัมพนั ธของสง่ิ ตาง ๆ ในขอบเขตหน่ึง ลกั ษณะทางกายภาพของภมู ิศาสตร หมายถึง ลกั ษณะที่มองเห็นเปนรปู ราง รปู ทรง โดยสามารถมองเห็น และวเิ คราะหไปถึงกระบวนการเปล่ียนแปลงตาง ๆ ที่เกิดข้นึ ในสภาพแวดลอมตาง ๆ ซึ่งเกย่ี วของ กับลกั ษณะของธรณีสัณฐานวิทยาภูมิอากาศวิทยา ภูมศิ าสตรดนิ ชวี ภมู ิศาสตรพชื ภมู ศิ าสตรสัตว ภูมิศาสตรสง่ิ แวดลอมตาง ๆ เปนตน ปฏิสัมพันธระหวางกนั หมายถงึ วิธีการศกึ ษา หรอื วธิ กี ารวิเคราะห พจิ ารณาสาหรบั ศาสตรทางภมู ิศาสตร ไดใชสาหรับการศึกษาพจิ ารณา คิดวเิ คราะห สังเคราะหถงึ สงิ่ ตาง ๆ ท่มี ีผลตอกันระหวาง สง่ิ แวดลอมกบั มนุษย Environment) ทางกายภาพ ดวยวธิ ีการศกึ ษา พจิ ารณาถงึ ความแตกตาง ความเหมอื นระหวางพน้ื ที่หนง่ึ ๆ กับอีกพ้ืนทหี่ นึ่ง หรือระหวางภูมิภาคหนง่ึ กับ ภูมภิ าคหนง่ึ โดย พยายามอธบิ ายถึงความแตกตาง ความเหมอื น รูปแบบของภมู ิภาค และพยายามขดี เสนสมมตุ ิ แบงภมู ิภาคเพือ่ พิจารณาวิเคราะห ดูสมั พันธภาพของภมู ิภาคเหลานั้นวาเปนอยางไร ภูมิศาสตร คอื ภาพปฏสิ ัมพันธของธรรมชาติ มนษุ ย และวฒั นธรรม รูปแบบตาง ๆ ถาพิจารณาเฉพาะปจจัย ทางธรรมชาติ จะเปนภูมิศาสตรกายภาพ (Physical Geography) ถาพจิ ารณาเฉพาะปจจัยทเี่ ก่ียวของกบั มนุษย เชน ประชากร วถิ ชี วี ิต ศาสนา ความเชือ่ การ เดนิ ทาง การอพยพจะเปนภมู ิศาสตรมนุษย Human Geography) ถาพจิ ารณาเฉพาะปจจยั ทเี่ ปนส่งิ ที่มนุษยสรางขึ้น เชน การตง้ั ถนิ่ ฐาน การคมนามคม การคา การเมอื ง จะเปนภูมศิ าสตรวฒั นธรรม (Cultural Geography) ภมู ิอากาศ คือ ภาพปฏิสัมพันธขององคประกอบอุตนุ ยิ มวทิ ยา รูปแบบตาง ๆ เชน ภูมอิ ากาศ แบบรอนช้ืน ภูมิอากาศแบบอบอุนชื้น ภมู อิ ากาศแบบรอนแหงแลง ฯลฯ ภูมปิ ระเทศ คอื ภาพปฏิสมั พันธขององคประกอบแผนดิน เชน หนิ ดนิ ความตางระดับ ทาใหเกิดภาพ ลกั ษณะรูปแบบตาง ๆ เชน พืน้ ทีแ่ บบภูเขา พน้ื ท่ีระบบลาด เชิงเขา พื้นท่รี าบ พ้ืนทลี่ ุม ฯลฯ ภมู ิพฤกษ คือ ภาพปฏสิ ัมพันธของพืชพรรณ อากาศ ภูมปิ ระเทศ ดนิ สัตวปา ในรปู แบบตาง ๆ เชน ปาดบิ ปาเต็งรงั ปาเบญจพรรณ ปาทงุ หญา ฯลฯ124 ภมู ธิ รณี คอื ภาพปฏิสมั พันธของแร หิน โครงสรางทางธรณี ทาใหเกิดรูปแบบทางธรณีชนิดตาง ๆ เชน ภูเขาแบบทบตวั ภเู ขาแบบยกตัว ที่ราบํน้าทวมถงึ ชายฝงแบบยบุ ตวั ฯลฯ

128 ภูมปิ ฐพี คือ ภาพปฏสิ ัมพันธของแร หนิ ภูมปิ ระเทศลักษณะอากาศ พืชพรรณ ทาใหเกิดดนิ รูปแบบ ตาง ๆ เชน แดนดินดา มอดนิ แดง ดนิ ทรายจดั ดินกรด ดินเค็ม ดนิ พรุ ฯลฯ ภมู อิ ทุ ก คือ ภาพปฏิสัมพันธของแผนดนิ ภูมปิ ระเทศ ภมู อิ ากาศ ภมู ิธรณี พืชพรรณ ทาใหเกดิ รูปแบบ แหลงนา้ ชนิดตาง ๆ เชน แมนา้ ลาคลอง หวย หนอง บึง ทะเล ทะเลสาบ มหาสมทุ ร นา้ ใตดนิ น้าบาดาล ฯลฯ ภมู ดิ ารา คือ ภาพปฏิสัมพนั ธของดวงดาว กลุมดาว เวลา การเคล่อื นการโคจรของ ดาวฤกษ ดาวเคราะห ทาใหเกิดรปู แบบปรากฏการณตาง ๆ เชน การเกดิ กลางวันกลางคนื ขางข้ึน-ขางแรม สรุ ิยุปราคา ตะวันออมเหนือ ตะวันออมใต ฯลฯ ภยั พบิ ตั ิ เหตุการณที่กอใหเกิดความเสียหายและสญู เสยี อยางรนุ แรง เกิดขน้ึ จากภยั ธรรมชาติและกระทา ของมนษุ ย จนชุมชนหรอื สังคมทเ่ี ผชญิ ปญหาไมอาจรับมือ เชนดนิ ถลม สนึ ามิ ไฟปา ฯลฯ แหลงภมู ศิ าสตร หมายความวา พ้นื ท่ีของประเทศ เขต ภูมิภาคและทองถน่ิ และใหหมายความรวมถึง ทะเล ทะเลสาบ แมน้า ลานา้ เกาะ ภูเขา หรอื พน้ื ที่อื่นทานองเดยี วกนั ดวย เทคนิคทางภูมิศาสตร หมายถึง แผนที่ แผนภูมิ แผนภาพ และกราฟ ภายถายทางอากาศ และภาพถายจาก ดาวเทยี ม เทคโนโลยภี ูมสิ ารสนเทศ สอื่ ที่สามารถคนขอมลู ทางภูมิศาสตรได มิติทางพ้นื ที่ หมายถงึ การวิเคราะห พจิ ารณาในเรื่องขององคประกอบทางภมู ิศาสตรทเ่ี ก่ียวของกบั เวลา สถานที่ ปจจัยแวดลอม และการกระจายของพืน้ ท่ีในรปู แบบตาง ๆ ท้ังความกวาง ยาว สงู ตาม ขอบเขตทกี่ าหนด หรือสมมตุ ิพนื้ ท่ีข้ึนมาพจิ ารณา การศกึ ษารปู แบบทางพ้ืนที่ หมายถงึ การศกึ ษาเรือ่ งราวเก่ียวกบั พื้นที่หรือมิติทางพนื้ ท่ีของ สงั คมมนษุ ย ท่ตี ้ังถน่ิ ฐานอยู มีการใชและกาหนดหนวยเชิงพ้ืนท่ี ท่ีชดั เจน มีการอาศยั เสนท่เี ราสมมุติขึ้น อาศัย หนวยตาง ๆ ข้ึนมากาหนดขอบเขต ซ่ึงมีองคประกอบลกั ษณะทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม การเมือง และลกั ษณะทางพฒั นาการของมนุษยที่เดนชดั สอดคลองกนั เปนพนื้ ฐานใน การศกึ ษา แสวงหาขอมลู ภูมศิ าสตรกายภาพ หมายถงึ ศาสตรทศ่ี ึกษาเร่ืองเก่ยี วกับระบบธรรมชาติ ถึงความเปนมา ความเปลีย่ นแปลง และพัฒนาการไปตามยุคสมัย โดยมขี อบเขตทกี่ ลาวถึง ลักษณะภมู ิประเทศ ลักษณะภมู ิอากาศ ภูมปิ ฐพี (ดนิ ) ภูมิอากาศ (ลมฟาอากาศ บรรยากาศ) และภูมิพฤกษ พืชพรรณ ปาไม ธรรมชาติ) รวมทงั้ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติ การเปลีย่ นแปลงของธรรมชาตทิ ่ีมผี ลตอ ชวี ติ และความเปนอยขู องมนุษย ส่ิงแวดลอม ส่ิงที่อยูรอบ ๆ สง่ิ ใดส่งิ หน่ึงและมอี ิทธพิ ลตอสิง่ น้นั อาทิ อากาศ น้า ดนิ ตนไม สัตว ซ่งึ สามารถถกู ทาลายไดโดยการขาดความระมัดระวัง ส่ิงแวดลอมทางภายภาพ หมายถงึ ทกุ สิง่ ทกุ อยาง ยกเวนตัวมนุษยและผลงาน และมนุษย สงิ่ แวดลอมทาง กายภาพ ไดแก ภมู ิอากาศ ดนิ พืชพรรณ สตั วปา ธรณสี ัณฐาน (ภเู ขาและท่รี าบ) บรรยากาศ มหาสมุทร แรธาตุ และนา้ อนรุ กั ษ การรักษา จดั การ ดูแลทรพั ยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม หรอื การรักษาปองกันบางส่งิ ไมให เปลยี่ นแปลง สญู หายหรอื ถกู ทาลาย ภูมิศาสตรมนุษยและสิ่งแวดลอม หมายถงึ ศาสตรท่ศี ึกษาเรอ่ื งราวเกย่ี วกับมนุษย วิถีชีวิตและ ความเปนอยู กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสงั คม ส่ิงแวดลอมดานสังคมทัง้ ในเมืองและทองถนิ่ การเปล่ยี นแปลงทาง สง่ิ แวดลอม สาเหตุและผลกระทบทมี่ ีตอมนุษย ปญหาและแนวทางแกปญหาทางสังคม

129 กรอบทางพ้นื ที่ (Spatial Framework) หมายถงึ การวางขอกาหนดหรือขอบเขตของพน้ื ที่ในการศึกษาเรอ่ื งใด เรอื่ งหนงึ่ หรือแบบรปู แบบกระจายของสง่ิ ตาง ๆ บนผิวโลกสวนใดสวนหนง่ึ เพ่ือใหเราเขาใจ ลกั ษณะโลกของมนษุ ยดีขนึ้ เชน การกาหนดใหมนุษย และวัฒนธรรมของมนุษยดขี ้ึน เชน การ กาหนดใหมนุษยและวัฒนธรรมของมนุษยกรอบพน้ื ทีข่ องโลกท่ีมีลักษณะเปนภูมภิ าค ประเทศ จงั หวดั เมอื ง ชมุ ชนทองถนิ่ ฯลฯ สาหรับการวิเคราะห หรือศกึ ษาองคประกอบใดองคประกอบหนึ่ง เฉพาะเร่ือง รปู แบบทางพ้นื ท่ี (Spatial Form) หมายถงึ ขอเทจ็ จริง เคร่ืองมือ หรือวิธกี าร โดยเฉพาะกลุมของขอมูลที่ ไดมา เปนตนวา ความสัมพนั ธทางพื้นทแี่ บบรูปแบบของการกระจาย การกระทาระหวางกัน เคร่อื งมอื ท่ีใช ไดแก แผนท่ี ภาพถาย ฯลฯ พ้ืนทห่ี รือระวางท(่ี Space) หมายถงึ ขอบเขตทางพนื้ ท่ใี นการวเิ คราะหทางภูมศิ าสตร เปนการศกึ ษาพ้นื ท่ี ในมติ ิตาง ๆ ตามระวางท่ี (Spatiak study) ที่กาหนดขน้ึ มีขอบเขตชัดเจน อาจจะมกี ารกาหนดเปน เขตบรเิ วณ สถานที่ นามิตขิ องความกวาง ความลกึ ความสงู ความยาว รวมท้ังมติ ิทางเวลา ในเขต พน้ื ท่ตี าง ๆ ตามที่เรากาหนด ขอบเขตระหวางที่ ดวยเครอ่ื งมือ เสนสมมติและเทคนิคทางภูมิ ศาสตรตาง ๆ เชน แผนที่ ภาพถาย ฯลฯ อาจจะจาแนกเปนเขต ภมู ภิ าค ประเทศ จงั หวัด เมอื ง ชุมชน ทองถิน่ ฯลฯ ที่เฉพาะเจาะจงไป มีการพิจารณา วิเคราะหถงึ การกระจายและสมั พันธภาพ ของมนษุ ย บนผิวโลก และลักษณะทางพ้ืนทีข่ องการตงั้ ถิ่นฐานของมนษุ ย และการทีใ่ ชประโยชน จากพ้นื โลกสมั พันธจากถิน่ ฐานของมนษุ ย และการทใ่ี ชประโยชนจากพน้ื โลก สมั พนั ธภาพระหวาง สงั คมมนษุ ยกบั ส่ิงแวดลอมทางกายภาพ ซง่ึ ถือวาเปนสวนหน่ึงในการศึกษาความแตกตางเชิงพน้ื ที่ (Area difference) มติ สิ มั พนั ธเชงิ ทาเลท่ีต้ัง หมายถึง การศึกษาความแตกตางหรอื ความเหมือนกันของสังคมมนษุ ยในแตละ สถานที่ ในฐานะท่ีความแตกตางและเหมือนกันนัน้ อาจมคี วามเกย่ี วเน่ืองกบั ความแตกตางและความ เหมือนกันในสิ่งแวดลอมทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางการเมือง และ การศึกษาภูมิทัศนทแ่ี ตกตางกันในเรื่ององคประกอบ ปจจยั ตลอดจนแบบรูปการกระจายของมนุษย บนพื้นโลก และการทีม่ นุษยใชประโยชนจากพ้นื โลก เหตุไรมนษุ ยจึงใชประโยชนจากพนื้ โลก แตกตางกันในสถานท่ีตางกัน และในเวลาท่ีตางกัน มผี ลกระทบอยางไร ภาวะประชากร รายละเอียดขอเท็จจรงิ เก่ยี วกับประชากรในเรือ่ งสาคญั 3 ดาน คือขนาดประชากร การ กระจายตัวเชิงพ้ืนท่ี และองคประกอบของประชากร ขนาดของประชากร จานวนประชากรทัง้ หมด ของเขตพื้นท่หี น่ึงพืน้ ท่ี ณ เวลาทีก่ ลาวถึง การกระจายตวั เชิงพ้ืนท่ี การท่ีประชากรกระจายตวั กนั อยูในสวนตางๆ ของพน้ื ท่ีหน่งึ พื้นที่ ณ เวลาที่กลาวถงึ องคประกอบของประชากร ลกั ษณะตาง ๆ ที่มสี วนผลกั ดันใหเกดิ การเปลย่ี นแปลงขนาดหรือจานวนประชากร องคประกอบของประชากร เปนดัชนีอยางหนง่ึ ทชี่ ี้ใหเห็นถึงคุณภาพของประชากร องคประกอบประชากรท่ีสาคัญ ไดแก เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ การสมรส การเปล่ียนแปลงประชากร องคประกอบสาคัญทีท่ าใหเกดิ การ เปลีย่ นแปลงประชากร คือ การเกดิ การตายและการยายถน่ิ

1. นางจันทนา เกิดบุญมา คณะผู้จดั ทำ 2. นางสาวชริดา เหลี่ยมดี 3. นางสริ ิภัสสร ปานกล่ำ ประธานกรรมการ 4. นางจไุ ร พรพนม กรรมการ 5. นายจิรายุ คงเพช็ รศักด์ิ กรรมการ 6. นางสาวจินต์จฑุ า อว่ มทร กรรมการ 7. นายคฑามาศ บำรงุ อินทร์ กรรมการ 8. นางชญาณท์ ิพย์ จันทอง กรรมการ กรรมการ กรรมการและเลขานกุ าร

โรงเรียนวัดสายลาโพงใต้ สงั กดั สำนกั งำนเขตพ้นื ทกี่ ำรศกึ ษำประถมศกึ ษำนครสวรรค์ เขต ๓ สังกัดสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขน้ั พ้นื ฐำน กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร