1
2 รายงานนวตั กรรมการจดั การเรยี นรูเ้ ชิงรุก (Active Learning) เพ่ือส่งเสริมพหุปัญญา กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบบรู ณาการนอกหอ้ งเรยี น “เสน้ สายลายไหมมดั หมี่” สำหรับนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ โรงเรียนบา้ นยางนอ้ ย(พรหมพิทยา) สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต ๑ โดย นายจักรพล สรอ้ ยสิงห์ ตำแหน่ง ครูผูช้ ่วย โรงเรียนบ้านยางน้อย(พรหมพทิ ยา) ตำบลกอ่ เอ้ อำเภอเขื่องใน จงั หวัดอุบลราชธานี สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต ๑ สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
3 คำนำ แบบรายงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปญั ญา ด้วยกิจกรรม การเรียนรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ โรงเรยี นบ้านยางน้อย(พรหมพทิ ยา) สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาอุบลราชธานี เขต ๑ จัดทำขึ้นเพื่อ เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาคัดเลือกครูตน้ แบบการจดั การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ระดับเขตพื้นที่ การศกึ ษา ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ซ่ึงข้อมูลประกอบไปด้วย ๖ สว่ น ได้แก่ สว่ นท่ี ๑ สว่ นนำ สว่ นที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม ส่วนที่ ๓ ขั้นตอนการออกแบบนวัตกรรม ส่วนที่ ๔ ขั้นตอนการใช้ นวัตกรรม ส่วนที่ ๕ ผลการใช้นวัตกรรม และส่วนที่ ๖ สรุปผล อภิปรายผล ข้อเสนอแนะและแนวทางการนำ นวตั กรรมไปใช้ นอกจากนี้เอกสารฉบับนี้สามารถเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรกุ (Active Learning) เพือ่ ส่งเสริมพหปุ ญั ญาของผูเ้ รียน โดยเปน็ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ นอกหอ้ งเรียนศนู ยศ์ ลิ ปาชพี อุบลราชธานี โครงการสง่ เสริมศิลปาชีพฯบ้านยางนอ้ ย กลมุ่ ทอผา้ ไหม ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง นวัตกรรมทจ่ี ะช่วยพัฒนาศกั ยภาพของผู้เรยี นทมี่ ีความหลากหลายและความแตกต่างกนั ของผู้เรียนแต่ละบุคคลได้ เป็นอย่างดี และกจิ กรรมดังกล่าวทำให้ผเู้ รียนมีทักษะทจี่ ำเปน็ ในศตวรรษท่ี ๒๑ หวังเป็นอย่างยิง่ ว่า เอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แกผู้ที่ได้ศึกษา และทางผู้จัดทำต้องขอขอบพระคุณ ท่านผูอ้ ำนวยการโรงเรียน คณะครู บุคลากร นกั เรียน รวมไปถงึ ผทู้ ี่มีสว่ นเก่ยี วข้องทุกท่าน ท่ใี หค้ ำปรึกษา แนะนำ ช้ีแนะแนวทางต่าง ๆ จนเอกสารเล่มน้ีสำเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี ทางผู้จดั ทำตอ้ งขอขอบพระคุณมา ณ ท่ีน้ดี ว้ ย นายจกั รพล สร้อยสิงห์ ผ้จู ัดทำ
4 สารบัญ เรอื่ ง หน้า แบบรายงานนวตั กรรมการจัดการเรยี นร้เู ชิงรกุ (Active Learning)…………………………………………..…………….. ๑ ส่วนที่ ๑ สว่ นนำ……………………………………………………………………………………………………………………………………. ๑ ความสำคญั ของนวตั กรรม………………………………………………………….…………………………………………………๑ วตั ถปุ ระสงค์………………………………………………………………………………………………………………………………. ๒ ขอบเขตในการสรา้ งนวัตกรรม……………………………………………………………………………………………………… ๒ ส่วนที่ ๒ แนวคดิ ทฤษฎีทเ่ี กยี่ วข้องกบั การพฒั นานวัตกรรม………………………………………………………………………๓ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พ.ศ. 2551………………………………………………………………………๓ การจดั การเรียนรู้เชงิ รุก (Active Learning)……………………………………………………………………………………๕ การจดั กิจกรรมการเรียนรูต้ ามทฤษฎีพหปุ ญั ญา……………………………………………………………………………… ๘ การจัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการ…………………………………………………………………………………………………๑๓ การจดั การเรยี นรู้นอกห้องเรยี น…………………………………………………………………………………………………..๑๕ ส่วนท่ี ๓ ข้ันตอนการออกแบบนวตั กรรม………………………………………………………………………………………………. ๑๘ ส่วนท่ี ๔ ขน้ั ตอนการใช้นวตั กรรม………………………………………………………………………………………………………… ๒๖ ส่วนที่ ๕ ผลการใชน้ วัตกรรม……………………………………………………………………………………………………………….. ๒๘ สว่ นท่ี ๖ สรุปผล อภปิ รายผล ขอ้ เสนอแนะและแนวทางการนำนวัตกรรมไปใช้………………………………………. ๓๓ บรรณานกุ รม………………………………………………………………………………………………………………………………………. ๓๖ ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓๘ การจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้…………………………………………………………………………………… ๓๙ การนเิ ทศและตดิ ตามการดำเนินงาน……………………………………………………………………………………………๔๕ แบบสอบถามความพงึ พอใจของนกั เรยี นทม่ี ีตอ่ การจัดการเรียนรู้…………………………………………………….๔๖
๑ แบบรายงานนวัตกรรมการจดั การเรยี นรูเ้ ชงิ รกุ (Active Learning) ชือ่ นวตั กรรม : กิจกรรมการเรยี นรู้แบบบูรณาการนอกหอ้ งเรยี น “เส้นสายลายไหมมัดหม”่ี ระดับ : ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ – ๖ กลมุ่ สาระ : สง่ เสรมิ พหุปัญญา ชอื่ -นามสกุล (เจ้าของนวตั กรรม) : นายจกั รพล สร้อยสิงห์ ตำแหน่ง : ครูผู้ช่วย โรงเรยี น : บ้านยางนอ้ ย(พรหมพิทยา) สังกดั : สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต ๑ สว่ นท่ี ๑ ส่วนนำ ความสำคัญของนวัตกรรม การดำเนินชวี ติ ทีม่ ีการแขง่ ขันสูงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเรว็ บุคคลต้องเรียนรู้ พัฒนาตนเองและตอ้ งปรับตัวอยู่ตลอดเวลา การดำเนินชีวิตและการแก้ปัญหาจึงจำเปน็ ต้องเชือ่ มโยง ประยุกตใ์ ช้ ความรู้ที่หลากหลายสัมพันธ์เข้าด้วยกัน ทำให้การเรียนรู้แบบแยกเนื้อหาแต่ละวิชาออกจากกันไม่สอดคล้องกับ ความเป็นจริงของการดำเนินชีวิต มาเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่มีลักษณะเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ท้ัง ภายในกลุ่มสาระการเรยี นรู้ ระหว่างกลุม่ สาระการเรยี นรู้และสัมพนั ธ์กบั ชีวติ จริง ทำให้ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรู้อย่างมี ความหมาย เข้าใจและเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ให้สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิต ความรู้ ประสบการณ์และ คณุ ลักษณะทีเ่ กิดจากการเรยี นร้จู ะช่วยใหผ้ ู้เรยี นสามารถประยกุ ตใ์ ช้ความรู้ไดใ้ นชีวติ จรงิ Howard Gardner เจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา ได้ระบุถึงความสามารถของคนว่า “บุคคลแต่ละคนมี ความสามารถหลากหลายทแ่ี ตกต่างกนั ” (Gardner, ๑๙๙๓) ซง่ึ ครคู วรจดั ให้ผ้เู รยี นได้เรยี นรู้จากการศึกษาค้นคว้า ในสภาพจริงอย่างหลากหลายตามความต้องการของตนเอง โดยมีครูคอยชี้แนะ ส่วนกิจกรรมการเรียนรู้ควรเน้น การเรียนรูใ้ นสภาพจริง เพราะจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการทีจ่ ะเรียนรู้มากยิ่งขึน้ ในการออกแบบการจัดการ เรยี นรู้ ซ่งึ สามารถทำได้ดว้ ยการจดั การสอนเป็นทมี เพ่ือพฒั นาความสามารถทางสติปญั ญาของผู้เรียนในหลายด้าน โดยครูครผู ูส้ อนแต่ละคนจะเปน็ ผู้ทีม่ คี วามสามารถแตกต่างกันในแตล่ ะดา้ น จึงทำให้มีการบูรณาการเนือ้ หาสาระ ในการจดั การเรียนรูใ้ นลกั ษณะของสหสาขาวิชา (Guignon, ๒๐๐๙ : ๒) การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่พหุปัญญา เป็นการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในลักษณะ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสาระการเรียนรู้และความสามารถทางการเรียนรู้ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนตามทฤษฎี พหุปัญญาของ Howard Gardner ซึ่งจำแนกไว้ ๘ ด้าน โดยมุ่งให้ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาศักยภาพและ ความสามารถในการแกป้ ัญหา รวมถงึ การสร้างผลงานและเกดิ ผลลัพธก์ ารเรยี นร้อู ย่างมีความสขุ และย่ังยืน จากเหตุผลที่กล่าวมา ทำให้ครูผู้สอนมีแนวคิดที่จะสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพอ่ื ส่งเสริมพหปุ ญั ญาของผูเ้ รียน โดยใชก้ จิ กรรมการเรียนรแู้ บบบรู ณาการนอกห้องเรียน ซึ่งการเรียนรู้ นอกห้องเรียนจะช่วยให้ผ้เู รียนไดร้ ับประสบการณ์ตรง ไดเ้ รยี นรู้ สัมผัสสภาพความเป็นจรงิ ก่อให้เกิดการเช่ือมโยง ระหวา่ งการเรียนรใู้ นห้องเรยี นและสภาพความเปน็ จรงิ เปน็ การเปลี่ยนบรรยากาศของกระบวนการเรียนรู้ ส่งผลให้ ผู้เรียนตื่นตวั สนใจ สนุกสนานกับการเรียนรู้ ผู้เรียนมีทักษะด้านต่าง ๆ เช่น ความรับผิดชอบ ทักษะการวางแผน การทำงานกลมุ่ การทำงานเป็นทมี ทกั ษะการส่อื สาร เป็นตน้ ซง่ึ ทักษะเหลา่ นี้มีความจำเปน็ อย่างยิ่งในการเรียนรู้ สำหรับผู้เรยี นในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยครูผู้สอนในระดับชว่ งชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๔ - ๖ รว่ มกนั วางแผนและออกแบบ กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชแ้ หลง่ เรียนรู้ภายนอกหอ้ งเรียน คอื ศนู ย์ศิลปาชพี อบุ ลราชธานี โครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ บ้านยางน้อย กลมุ่ ทอผ้าไหม ซ่ึงผู้เรียนจะได้เรียนร้ตู ามฐานการเรียนรู้ของกิจกรรม “เส้นสายลายไหมมดั หม่”ี
๒ วตั ถุประสงค์ ๑) เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปัญญา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ แบบบูรณาการนอกหอ้ งเรยี น “เสน้ สายลายไหมมดั หม”ี่ ๒) เพอื่ ศกึ ษาความพงึ พอใจของกจิ กรรมการเรียนรู้แบบบรู ณาการนอกห้องเรียน “เสน้ สายลายไหมมัดหมี”่ ขอบเขตในการสรา้ งนวตั กรรม ๑) กลมุ่ เป้าหมาย ๑.๑ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๔ – ๖ ศนู ยเ์ รียนรวมสมเดจ็ พระมหาธีราจารย์ โรงเรยี นบา้ นยางนอ้ ย (พรหมพทิ ยา) ภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศึกษา 256๕ จำนวน ๖๓ คน ๑.๒ ครผู ูส้ อนในระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ จำนวน ๖ คน ๒) ระยะเวลาทใ่ี ช้ นวตั กรรมการเรยี นรู้ (Active Learning) เพ่อื สง่ เสรมิ พหุปัญญา โดยใชก้ จิ กรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ นอกหอ้ งเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหม่ี” เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีสร้างข้นึ ตามโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เชิงพ้นื ทบ่ี ูรณาการแหลง่ เรยี นรู้เป็นห้องเรยี นมีชีวิต Active Learning ที่ใชท้ ำการสอนในภาคเรียนท่ี ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕ (ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖)
๓ สว่ นที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวขอ้ งกบั การพฒั นานวตั กรรม ในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียน ในครั้งน้ี ครูผู้สอนได้ศกึ ษาค้นคว้าเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีท่ีเกี่ยวขอ้ ง ดังนี้ ๑) หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พ.ศ. 2551 ๒) การจัดการเรยี นรู้เชิงรกุ (Active Learning) ๓) การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ตามทฤษฎพี หปุ ญั ญา ๔) การจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการ ๕) การจัดการเรยี นรู้นอกห้องเรียน 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พ.ศ. 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ได้จัดทำขึ้นเพือ่ ใช้เป็นกรอบและทศิ ทางใน การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้น พ้นื ฐานในด้านความรู้ ด้านทกั ษะท่จี ำเป็นตอ่ การดำรงชีวติ ในสังคมทมี่ กี ารเปลี่ยนแปลง เพอื่ พฒั นาคุณภาพผู้เรียน ให้มีคุณภาพชวี ติ ที่ดี สอดคล้องกบั พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 นอกจากนัน้ แผนพฒั นาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร ฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ไดแ้ สดงให้ เหน็ ถึงความสำคญั ในการเตรยี มพรอ้ มผู้เรียน เพอ่ื เขา้ สูศ่ ตวรรษท่ี 21 สามารถก้าวทนั การเปล่ยี นแปลง เพอ่ื นำไปสู่ การพัฒนาอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ทั้งด้านความรู้ การดำรงชีวิต พร้อมทั้งมีสมรรถนะ และทักษะที่จำเป็นใน ศตวรรษท่ี 21 (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2560: 65) โดยมงุ่ เน้นส่งเสริมให้ผู้เรยี นมีทกั ษะอาชีพ สามารถอยู่ร่วมกับ ผอู้ น่ื ในสังคมโลกได้อยา่ งสงบสขุ วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมอื งไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจต คติ ท่จี ำเป็นตอ่ การศึกษาต่อการประกอบอาชพี และการศกึ ษาตลอดชีวติ โดยมุ่งเนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐาน ความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรียนรแู้ ละพฒั นาตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ หลกั การ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มหี ลักการทสี่ ำคญั ดงั นี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรีย นรู้ เป็น เป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทย ควบคู่กับความเปน็ สากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมี คุณภาพ 3. เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาที่สนองการกระจายอำนาจ ใหส้ งั คมมสี ว่ นร่วมในการจดั การศึกษาใหส้ อดคล้อง กับสภาพและความต้องการของท้องถ่นิ 4. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษาทม่ี โี ครงสรา้ งยดื หยนุ่ ท้งั ด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลกั สตู รการศึกษาทเี่ น้นผู้เรียนเป็นสำคญั 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กล่มุ เป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
๔ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพใน การศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเปน็ จุดหมายเพื่อให้เกดิ กบั ผู้เรยี น เมอ่ื จบการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ดังน้ี 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มคี วามรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคิด การแกป้ ญั หา การใช้เทคโนโลยี และมที ักษะชวี ติ 3. มีสขุ ภาพกายและสุขภาพจติ ทีด่ ี มีสุขนสิ ยั และรักการออกกำลงั กาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตาม ระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข ๕. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะทม่ี งุ่ ทำประโยชน์และสร้างสง่ิ ทดี่ ีงามในสังคม และอยรู่ ว่ มกันในสงั คมอยา่ งมีความสขุ สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรยี นให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานทก่ี ำหนด ซง่ึ จะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเกดิ สมรรถนะสำคัญและคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ดงั นี้ สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน มุ่งใหผ้ เู้ รียนเกิดสมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาตอ่ รองเพ่ือขจัดและลดปัญหา ความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับขอ้ มูลขา่ วสารดว้ ยหลักเหตผุ ลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้ วิธกี ารสือ่ สาร ท่ีมปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสงั คม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่าง สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคดิ เปน็ ระบบ เพอื่ นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพ่ือ การตัดสนิ ใจเกี่ยวกับตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ท่เี ผชิญได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการ เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรูม้ าใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมกี ารตัดสินใจทีม่ ีประสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบทีเ่ กดิ ข้ึนตอ่ ตนเอง สงั คมและสง่ิ แวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ ง ๆ ไปใชใ้ นการดำเนิน ชีวิตประจำวนั การเรียนรูด้ ้วยตนเอง การเรยี นรอู้ ย่างตอ่ เนื่อง การทำงาน และการอย่รู ว่ มกันในสังคมด้วยการสร้าง เสรมิ ความสัมพันธอ์ นั ดรี ะหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรับตัวให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ ม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ท่ีส่งผลกระทบ ต่อตนเองและผูอ้ ืน่ 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมี ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรยี นรู้ การสื่อสารการทำงาน การ แกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมคี ุณธรรม คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพฒั นาผูเ้ รียนให้มีคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เพื่อให้สามารถ อยรู่ ่วมกับผ้อู ืน่ ในสงั คมได้อย่างมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังน้ี
๕ 1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 2. ซอ่ื สัตยส์ ุจริต 3. มีวนิ ยั 4. ใฝ่เรยี นรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มงุ่ มั่นในการทำงาน 7. รักความเปน็ ไทย 8. มจี ิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและ จดุ เน้นของตนเอง ๒. การจัดการเรยี นรเู้ ชิงรุก (Active Learning) ความหมายของการจัดการเรียนรเู้ ชิงรกุ คำว่า “Active Learning” มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทยที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น (ราชบัณฑิตยสถาน, 2551, น. 8) การเรียนรเู้ ชงิ รุก (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2555, น. 10) การเรยี นแบบมีสว่ นร่วม (ช่ืนชนก โควินท์, 2561, น. 11) ซ่ึงนักวชิ าการหลายท่านไดใ้ ห้ความหมายของการเรยี นรู้เชงิ รุกไวด้ ังน้ี ราชบัณฑิตยสถาน (2555, น. 10) ได้ให้ความหมายว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่นักเรียนมีบทบาทใน กิจกรรมการเรียนรอู้ ย่างมชี วี ิตชวี าและอย่างตืน่ ตวั สถาพร พฤฑฒิกุล (2555, น. 5) ได้ให้ความหมายว่า เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการ สร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) โดยเน้นที่กระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา ซึ่งช่วยให้นักเรียน สามารถเชื่อมโยงความรู้หรือสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติกิจกรรมหรือผ่านสือ่ ต่าง ๆ โดยมคี รูผู้สอนเป็นผู้แนะนำ กระตนุ้ หรืออำนวยความสะดวกให้นกั เรยี นเกดิ การเรยี นรู้ และมีกระบวนการคิดข้ันสูง มีการวเิ คราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมนิ ค่า ซงึ่ ทำใหเ้ กิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถนำไปใช้ ในสถานการณอ์ นื่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2561, น. 35) ได้ให้ความหมายว่า เป็นกิจกรรมการเรยี นรู้ที่ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมผ่านการฟัง พูด อ่าน เขียน และแสดงความคิดเห็นขณะเดียวกันน้ัน นักเรยี นต้องใช้กระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดขั้นสูง คือ การวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมนิ คา่ จากการศึกษาความหมายของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สรุปได้ว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิด โอกาสให้นักเรียนมีส่วนรว่ มในกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏบิ ัตกิ ิจกรรมโดยใช้การพูด ฟงั อา่ น เขียน และ สะท้อนคิด ซึ่งนักเรียนได้รับการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงทั้งการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า อันจะนำไปสู่การเชื่อมโยงความรูห้ รือสร้างความรู้ด้วยตนเองอย่างมีความหมาย โดยครูผู้สอนเลือกใช้กลวิธีและ เทคนิคที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มี ปฏสิ ัมพันธท์ างสังคมกบั ครูผู้สอนและระหว่างนกั เรยี นดว้ ยกนั หลกั การและแนวคิดการจดั การเรียนรู้เชงิ รุก การจัดการเรียนรู้เชิงรุก เป็นวิธีการที่สนับสนุนให้ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับนักเรียน เพื่อให้ นักเรียนเป็นผู้สรา้ งความรู้โดยอาศัยประสบการณ์ด้วยวธิ ีต่าง ๆ เพราะเช่ือว่าการเรียนรู้มิใช่การนั่งชมกีฬา ดังน้นั นกั เรียนไมส่ ามารถเกดิ การเรียนร้ไู ด้จากการนั่งฟังหรือจดจำเนื้อหาจากการบรรยายของครูผสู้ อนในชั้นเรียนเท่าน้ัน หรอื ทเี่ รยี กวา่ การเรียนรเู้ ชงิ รับ ( Passive Learning) แตก่ ารเรียนรเู้ ชิงรุก (Active Learning) เป็นการจดั กิจกรรม ทเ่ี ปดิ โอกาสให้นักเรียนมสี ว่ นร่วมในการเรยี นรู้อยา่ งกระตอื รือรน้ และมีชีวิตชวี า สามารถวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และ ประเมินค่าจากการฟัง พูด อ่าน เขียน และสะท้อนคิด เกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ เชื่อมโยงความรู้ที่ได้รับใหม่กับ
๖ ประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ จนสร้างเป็นองค์ความรู้และสามารถประยุกต์สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ (Chickering; & Gamson, 1987, 3 as cited in Bonwell & Eison, 1991; Lorenzen, 2001, p. 19; ศกั ดิ์ศรปี าณะกุล และคณะ, 2559, น. 260-261) การเรียนรเู้ ชงิ รุกมีตัง้ แตใ่ นยุค 80 ซงึ่ นกั การ ศึกษาจำนวนมากให้ความสำคัญและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการเรียนรู้จากแบบดั้งเดิมสู่การ จดั การเรยี นร้เู ชิงรกุ โดยมกี ารเปลยี่ นแปลงธรรมชาตขิ ององคค์ วามรแู้ ละการจดั เรยี นการสอน หลักการของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิดของนักทฤษฎีสรรคนิยม สรุปได้ 4 ประการ ดังน้ี 1) นักเรียนเปน็ ผสู้ ร้างและแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเองเพ่ือให้องค์ความรู้ทไ่ี ด้น้ันมีความหมาย 2) นักเรียนสามารถ เรียนรู้และสร้างความเข้าใจได้โดยผ่านการทำกิจกรรม เพื่อให้เกิดประสบการณ์และสร้างความเข้าในบทเรียน 3) การจัดการเรยี นร้เู ชิงรุกนนั้ เนน้ นกั เรยี นเป็นสำคัญ และเป็นรายบคุ คล และ 4) การมปี ฏสิ ัมพนั ธ์ทางสงั คม โดย นักเรียนทำงานแบบร่วมมือ ใช้กระบวนการกลุ่มในชั้นเรียน การจัดการเรียนรู้เชิงรุกยังสอดคล้องกับแนวคิดด้าน ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม ซึ่งมีแนวคิดมาจากนักปรัชญาการศึกษาคนสำคัญคือ จอห์น ดิวอ้ี (John Dewey) ซึ่งเชอ่ื ว่า การเรียนรู้ที่เน้นใหน้ ักเรียนไดร้ ับประสบการณต์ รง เรียนรจู้ ากการลงมือปฏิบัติ (Learning by Doing) ได้รับอิสระในการคิดและลงมือปฏิบัติตามทีค่ ิด แล้วสร้างเป็นองค์ความรู้ขึ้นมาใหม่ จะส่งผลให้นักเรยี น ค้นพบความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ (Cambridge Assessment International Education, 2017; Pardjono, 2002, pp. 163-178; ทิศนา แขมมณี, 2555, น. 90-91; พมิ พันธ์ เดชะคปุ ตแ์ ละพเยาว์ ยนิ ดสี ขุ , 2561, น. 32-33; สนุ ยี ์ เหมะประสทิ ธ์ิ, 2543, น. 91-96) นอกจากน้ี มีเยอร์และโจนส์ (Meyers, 1993, p. 20) ไดก้ ลา่ วถึง แนวทางการจดั การเรียนรเู้ ชิงรุกว่า เกิดขึน้ ภายใต้กรอบสมมติฐาน 2 ประการ คือ 1) การเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่เป็นไปตามธรรมชาติ 2) นักเรียนแต่ละคนมวี ิธีการเรียนรู้ที่ต่างกัน ในการเรียนรู้นักเรียนจะมี กระบวนการพัฒนาตนเองและเกิดการเรยี นรู้ที่มีความหมายอย่างแท้จริง เมื่อนักเรียนได้ใช้ความรู้ และนำความรู้ นั้นปรับมาเป็นของตนเอง มีเยอร์และโจนส์ เชื่อว่านักเรียนสามารถสร้างความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ กระบวนการทางการรูค้ ิดในตัวบคุ คลของเพียเจต์ ทนี่ กั เรียนจะค้นพบและสามารถสรา้ งความรู้ผ่านการทำกิจกรรม เมอ่ื นักเรยี นมีปฏสิ มั พันธก์ ับสภาพแวดล้อม นอกจากน้ี ไมว่ า่ นกั เรียนจะมีอายเุ ท่าไร กต็ ้องการโอกาสในการมีส่วน ร่วมทำกิจกรรมกับครูผู้สอนและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน (Meyers, 1993, p. 20 citing Piaget, 1976) การ จดั การเรียนรเู้ ชงิ รกุ เปน็ การจดั การเรยี นรูท้ ี่เน้นกระบวนการเรียนรมู้ ากกว่าเน้อื หาวิชา ชว่ ยนักเรยี นในการเช่ือมโยง ความรู้หรือสร้างความรู้ให้เกิดข้ึนในตนเองจากการลงมอื ปฏิบตั ิจริงโดยผ่านทางสือ่ หรอื กจิ กรรมการเรียนรู้ทีม่ คี รู เป็นผู้แนะนำ อำนวยความสะดวกให้นกั เรียนเกิดการเรียนรู้ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2555, น. 6) สอดคล้องกับคำ กล่าวของซลิ เบอร์แมน (Silberman, 1996, p. 1) ทีด่ ัดแปลงมาจากขงจื้อว่า “เม่อื ฉนั ไดย้ ิน ฉนั ลืม เม่อื ฉนั ได้ยิน และเห็น ฉันจำไดเ้ ลก็ น้อย เมื่อฉันได้ยนิ ได้เห็น และตั้งคำถามหรืออภิปรายให้คนอืน่ ฟัง ฉันเริม่ จะเขา้ ใจ เม่ือฉันได้ ยิน ได้เห็น และอภิปรายและลงมือทำ ฉันได้รับความรู้และทักษะ เมื่อฉันสอนคนอื่น ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญ” กระบวนการเรียนรู้แบบการเรียนรู้เชิงรุก สอดคล้องกับการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ นักเรียน สามารถเก็บและจดจำสิ่งที่นักเรียนไดม้ ีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ครูและสิ่งแวดล้อม การเรียนรูเ้ ชิงรุกเปน็ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ โดยการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้หรือเกิดการเปลี่ยนทั้งด้าน ความรู้ ความเขา้ ใจ ทกั ษะและเจตคตขิ องนักเรียน (Keyser, 2000, pp. 35-44) กลวธิ กี ารสอนและเทคนิคการจัดการเรียนรูเ้ ชงิ รุก ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีหลากหลายกลวิธีและเทคนิคทีช่ ่วยกระตุ้นให้นกั เรียนเกิดการเรียนรู้ แต่ไม่มี วิธีการใดที่ดีที่สุด ครูสามารถเลือกใช้กลวิธีและเทคนิคต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของนักเรียนและ เหมาะสมกับเนื้อหา มาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสฝึกทักษะการคิดขั้นสูง เข้าใจสาระ องค์ความรู้ มากข้นึ เกดิ แรงบนั ดาลใจในการศกึ ษาคน้ คว้าหาความรู้ มีการสงั เกตอยา่ งมีความหมาย สามารถตัง้ คำถามได้อย่าง หลากหลาย สืบค้นข้อมูลไดต้ รงตามวัตถุประสงค์ สามารถออกแบบวิธกี ารสำรวจตรวจสอบด้วยตนเอง รวมไปถงึ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน กระตือรือร้น นักเรียนมีความสนใจ
๗ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างวทิ ยาศาสตรก์ ับชวี ิตจริง และมปี ฏสิ มั พนั ธ์กบั ผู้อ่ืน (สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และ เทคโนโลยี, 2555, น. 79) ไดม้ ีนักการศึกษาหลายท่าน อาทิ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, น. 15-38) ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548, น. 210-220) ชยั วฒั น์ สุทธิรัตน์ (2558) สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555, น. 114) วฒั นา หงสกุล (2561, น. 483-484) บอนเวล และ ไอสนั (Bonwell & Eison, 1991, pp. 33-66) มีเยอร์และ โจนส์ (Meyers, 1993, pp. 59-119) ซิลเบอร์แมน (Silberman, 1996, pp. 16-18) เสนอกลวธิ กี ารสอนและเทคนคิ เพ่อื การจัดการเรียนร้เู ชิงรกุ ไว้อย่างสอดคล้องกนั ดังนี้ 1. การอภิปรายกลุ่ม (Group discussion) เป็นวิธีที่ให้นักเรียนร่วมกันพิจารณาแสดงความ คิดเห็น เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นปัญหาหรือแนวคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เปิดโอกาสให้นักเรียนตั้งคำถามและ ตอบคำถามภายในกลุ่ม โดยไม่ตอ้ งมโี ครงสร้าง การอภิปรายกลุ่มแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คือ 1.1 การอภิปรายกล่มุ ยอ่ ย (Small group discussions) โดยแยกนกั เรยี นออกเป็นกลมุ่ ยอ่ ย ๆ ครูใชก้ ารอภิปรายกลุ่มย่อย เมื่อตอ้ งใช้เวลาในกระบวนการตอบคำถามและประเด็นต่าง ๆ วธิ ีน้ีทำใหท้ ุกคน มีปฏสิ ัมพันธร์ ่วมกัน โดยใหน้ ักเรยี นทุกคนมสี ว่ นรว่ มในการพูดแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทยี มกันไม่แยกออกเป็น ผพู้ ดู กบั ผู้ฟงั 1.2 การอภิปรายทั้งช้ันเรียน (Whole class discussion) ครูจะเป็นผูน้ ำการอภิปราย กระตุ้นความสนใจ เพื่อให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นในเรื่องน้ัน ๆ หรืออาจเป็นขั้นนำเข้าสู่บทเรยี นหรือขั้นสรุป บทเรียน 2. การทำงานกลุ่มเล็ก (Small group work) โดยจัดให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มย่อยพูดคุย แลกเปล่ียนความคดิ เหน็ และพัฒนาทกั ษะการทำงานรว่ มกับผอู้ ืน่ เพ่ือใหน้ กั เรียนได้แสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับส่ิงท่ี เรยี นรปู้ ระสบการณท์ ี่ได้รบั 3. การระดมความคิด (Brainstorming) เป็นวิธีการสอนที่ใช้เพื่อดึงความรู้ความเข้าใจ ความ คิดเหน็ และประสบการณ์ของนักเรยี นแตล่ ะคนออกมาใหผ้ อู้ ืน่ ทราบ โดยใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนแสดงความคิดเหน็ ของ ตนอย่างอิสระเกยี่ วกับประเด็นนน้ั ๆ ซง่ึ นักเรียนจะตอ้ งมขี ้อมูลท่ีเช่ือถือได้มาประกอบ ทุกความคิดเห็นท่ีนักเรียน เสนอจะไม่ถูกวพิ ากษ์วิจารณว์ ่าผิดหรอื ถูก และได้รบั การยอมรับโดยไมม่ ีข้อโตแ้ ยง้ วิธนี ี้ใชเ้ มอ่ื ตอ้ งการความคิดเห็น ที่หลากหลายมุมมอง หรือต้องการค้นหาหัวขอ้ ปญั หา กิจกรรมใหม่ ๆ แนวทางการทำงาน การแก้ปัญหาและการ วิเคราะห์ ปัญหาร่วมกนั หรือประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจ ความคิดเห็นประกอบการวางแผนหรือต้องการให้ กลุ่มช่วยกันกำหนดขั้นตอนการทำงาน เหมาะสำหรับการนำเข้าสู่บทเรียนและขณะดำเนินกิจกรรม ช่วยพัฒนา ทักษะการพดู การฟงั และการคดิ ฝึกการยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผู้อื่น กระตุน้ ใหเ้ กดิ ความคดิ สร้างสรรค์ เปิด โอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นเท่าเทียมกัน ไม่มีการผูกขาดความคิด การระดมความคิดสามารถทำได้ทั้ง ชั้นเรียนหรือกลุม่ ย่อย และจะต้องบนั ทึกทกุ ความคดิ เหน็ เพือ่ นำมาสรุปเปน็ ความเหน็ ของกลมุ่ 4. คคู่ ิด แลกเปลีย่ นความคิด (Think pair share) วิธกี ารน้มี วี ัตถปุ ระสงค์เพ่ือให้นักเรียนทุกคนมี ส่วนร่วมในการคิด โดยครูเป็นผู้ตั้งคำถามหรอื กำหนดประเด็นปัญหาให้แก่นักเรยี น ให้นักเรียนคดิ เป็นรายบุคคล แลว้ จับค่อู ภปิ รายเพื่อแลกเปล่ียนความคิดเห็นกัน และอาจจะขยายขนาดกลมุ่ โดยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มขึ้น ทีละคู่ ในตอนทา้ ยใหน้ กั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายแสดงความคดิ เหน็ ร่วมกนั ทั้งช้ันเรียน วิธีนใ้ี ช้เม่ือต้องการให้นักเรียนมี ทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดอย่างมีเหตุผล ทักษะการสื่อสาร การแสดงออกและการยอมรับฟังความ คิดเห็นของผอู้ ่นื ครสู ามารถนำไปใช้คกู่ บั วิธีการสอนแบบต่าง ๆ ๕. สถานการณ์จำลอง (Simulation) เป็นวิธีการสอนที่เลียนแบบเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับ เหตุการณ์ในชีวิตจริงและสอดคล้องกับบทเรียน ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามแนวคิดหลักการ ปรากฏการณ์ทาง วิทยาศาสตร์ หรือ การทดลอง ซึ่งไม่สามารถอธบิ ายหรือสาธิตให้เข้าใจได้ในห้องปฏิบัติการได้ หรือ การสาธิตนน้ั อาจจะเป็นอันตราย หรือ เปลี่ยนสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ แสดงความคิดเห็นหรือตดั สินใจเลือกแนวทางแกป้ ัญหาจากเหตุการณ์นั้น ช่วยนักเรียนมปี ระสบการณ์ท่ีใกล้เคียง
๘ กับความจริงมากที่สุด โดยครูใช้สื่อคอมพิวเตอร์สร้างสถานการณ์จำลองและให้นักเรียนเรียนรู้จากโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะคล้ายการเล่นเกม วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กประถมศึกษาซึ่งชอบทำกิจกรรมที่มีการ เคล่ือนไหว ๖. กรณีศึกษา (Case study) เป็นวิธีการที่ส่งเสริมให้นักเรียนวิเคราะห์จากสถานการณ์เฉพาะ เรอื่ งอาจเป็นเร่อื งสมมติข้นึ หรอื ชีวิตจริงท่ีเปน็ ปญั หา วิธนี ีเ้ พ่ือเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นร่วมวิเคราะห์และแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น เพ่ือสรปุ ปัญหาและแนวทางแกป้ ญั หาภายในกลมุ่ แลว้ นำเสนอความคิดเหน็ ต่อนักเรียนทง้ั หมด ๗. การจัดระบบความคิดโดยใช้แผนผัง (Graphic organizer) ใช้เพื่อประเมินความเข้าใจความ ถกู ต้องของเน้อื หาการเรียนรู้ ช่วยฝึกและเพ่อื พฒั นากระบวนการคิด แผนผงั มีหลายรูปแบบ เชน่ แผนผังความคิด (Concept map) แผนผงั เวนน์ (Venn diagram) แผนผงั กา้ งปลา (fish bone) และแผนผังความคิด (Mind map) แตล่ ะรูปแบบจะมีลักษณะเฉพาะ แผนผังความคิดเปน็ เครื่องมอื ที่ใช้ตรวจสอบแนวความคดิ หลกั ของนักเรียนก่อน เรียนหรือประเมินหลังจากทำกจิ กรรม นกั เรียนได้เรยี นร้อู ะไร เขา้ ใจเน้ือหาถกู ต้องหรอื ไม่ แผนผังนำเสนอความคิด รวบยอดและความเชอ่ื มโยงกนั ของกรอบแนวคิด โดยใชเ้ ส้นเป็นตัวเช่ือม โดยใช้คำเชือ่ มอยา่ งมลี ำดบั และเป็นระบบ เริ่มจากแนวคิดหลักที่กว้างไปแคบหรือเฉพาะเจาะจงทำให้เห็นความสัมพันธ์ในภาพรวม เข้าใจเนื้อหา ทำให้เกิด การเรยี นรูอ้ ย่างมีความหมายถูกต้อง และครอบคลุมเปน็ การฝกึ คิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์และสร้างสรรค์ ๘. การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative learning Group) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี แบ่งนักเรยี นออกเป็นกลุม่ ยอ่ ย โดยคละความสามารถของสมาชิกในกลุ่ม มีกิจกรรมการแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ ชว่ ยเหลือสนับสนุนและรับผิดชอบรว่ มกันทงั้ ในสว่ นของตนเองและของส่วนรวม เพ่ือสำเร็จตามเปา้ หมายท่ีกำหนด ไว้ ๙. กลุ่มสืบค้น (Group investigation: GI) เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมือที่แบ่งนักเรียนออกเป็น กลุ่ม เพื่อเตรยี มทำงานหรือทำโครงงานทไี่ ด้รับมอบหมาย เทคนิคนีเ้ หมาะสำหรับฝกึ นักเรียนให้รู้จักสืบค้นความรู้ หรือวางแผนเพื่อแก้ปัญหาในประเด็นที่สนใจ ก่อนทำกิจกรรมทุกครั้งครูควรจะฝึกทักษะการสื่อสารการคิด ตลอดจนทกั ษะทางสังคมให้แก่นักเรียนกอ่ น จากการศึกษาข้างต้นนั้น สรุปได้ว่า กลวิธีการสอนและเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีมีลักษณะข้อดีที่แตกต่างกัน วิธีที่ครูนำมาใช้สำหรับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกนั้นไม่มีรูปแบบที่ตายตวั ครูสามารถเลือกใช้เทคนิคการเรียนรหู้ รอื กลวธิ ีต่าง ๆ มาผสมผสานกนั เช่น การแบ่งกลมุ่ เพ่ือใหน้ กั เรียนทุกคนใน ชั้นเรียนได้มีโอกาสปรกึ ษาหารือเกี่ยวกับข้อคำถามหรือปัญหาที่ครูกำหนดให้ หรือนักเรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ กนั เองภายในกลุ่มเพ่อื น รวมถงึ การที่นกั เรียนสามารถคน้ คว้าหาความรู้เพมิ่ เติมจากสื่อการสอนและประสบการณ์ ต่าง ๆ แล้วจึงนำมาอภิปราย นำความรู้มาแบ่งปัน อธิบาย เล่าสู่กันฟัง เสนอความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นแนวคิด รว่ มกันของกลมุ่ ๓. การจดั กิจกรรมการเรียนร้ตู ามทฤษฎีพหุปญั ญา ความหมายของพหปุ ญั ญา มผี ู้ให้ความหมายของพหปุ ัญญาไวว้ ่า พีระ รัตนวิจิตร (2544 : 2 กล่าวว่า พหุปัญญา หมายถึง ศักยภาพความสามารถของมนุษย์ในการ แกป้ ญั หา หรอื ออกแบบงานและผลงานชนิดต่าง ๆ ในสถานการณ์ธรรมชาติ ชูศรี การเกษ (2546 : 35) ไดส้ รปุ ว่า พหุปัญญา หมายถงึ ความสามารถทางสติปัญญาของบุคคล ทัง้ 8 ดา้ น ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ตา่ ง ๆ หรือการผลติ ผลงานที่มีประสทิ ธิภาพ เนาวรัตน์ ฆารสมบูรณ์ (2546 : 9) ได้สรุปว่า พหุปัญญา หมายถึง ศักยภาพความสามารถของมนุษย์ที่ หลากหลายในการแกป้ ัญหา ออกแบบผลงานชนดิ ต่าง ๆ ได้เปน็ อยา่ งดตี ามสถานการณ์ธรรมชาติ Gardner (1983 : 25) ได้ให้คำนิยามของคำว่า พหุปัญญา ว่าเป็นความสามารถเชิงจิตชีววิทยา (Biopsychological Potential) นั่นคือ คนทุกคนสามารถแสดงออกซึ่งองค์แห่งปัญญาที่เขาสามารถและพัฒนา
๙ ความสามารถนั้นกับบริบทต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมของตน เขามองสติปัญญาในหลายลักษณะ และเชื่ออีกว่า สติปัญญาของแต่ละคนจะเป็นกระบวนการทางจิตใจ หรือความสามารถที่จะคน้ หาแก้ปัญหา และสร้างผลผลิตที่มี คุณค่าต่อตนเองและเป็นที่ยอมรับของสังคม การ์ดเนอร์ (Gardner, 1983 : 108) ได้ให้ความหมายของคำว่า พหปุ ัญญา ซึ่งประกอบ ด้วยหลกั 3 ประการ คือ 1) ความสามารถในการแกป้ ญั หา 2) ความสามารถในการสร้างสรรค์ และค้นพบสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือผลผลิตอันมี ประสทิ ธิภาพ 3) ความสามารถในการพบเห็นปญั หาใหม่ การ์ดเนอร์ (Gardner, 1983 : 108) ให้นิยามคำว่า “เชาวน์ปัญญา” (Intelligence) ไว้ว่า หมายถึง ความสามารถในการแก้ปญั หาในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ หรือการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กบั บรบิ ททางวัฒนธรรมในแต่ละแห่ง รวมทง้ั ความสามารถในการตั้งปัญหาเพื่อจะหาคำตอบและเพิม่ พูนความรู้ สรุปได้ว่า พหุปัญญา หมายถึง ศักยภาพของบุคคลที่มีความสามารถทางปัญญาในด้านใดด้าน หนึง่ หรือหลาย ๆ ด้าน ท่แี สดงออกเป็นที่ประจักษแ์ ละยอมรบั ของบุคคลอ่ืน องค์ประกอบของทฤษฎีพหปุ ัญญา โฮเวริ ด์ การด์ เนอร์ (Gardner, 1983) ได้จำแนกความสามารถหรอื สตปิ ญั ญาของคนเอาไว้ 8 ด้าน ดังนี้ 1) สติปัญญาด้านภาษา (Verbal/linguistic intelligence) คือ ผู้มีความสามารถทางด้าน ภาษาสูง เช่น นักเล่านิทาน นักพูด นักการเมือง หรือด้านการเขียน เช่น กวี นักเขียนบทละครบรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ ซึ่งปัญญาด้านนี้ยังรวมถึงความสามารถในการจัดกระทำเกี่ยวกับโครงสร้างของภาษา เสียง ความหมาย และเร่ืองทเ่ี กีย่ วกบั ภาษา เช่น ความสามารถใชภ้ าษาในการหวา่ นล้อม การอธบิ าย 2) สติปัญญาด้านตรรกะ/คณิตศาสตร์ (Logical/mathematical intelligence) คือ ผู้ที่มี ความสามารถสูงในการใช้ตัวเลข เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์ นักสถิติ และผู้ให้เหตุผลทีด่ ี เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ นักจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ปัญญาด้านนี้ยังรวมถึงความไวในการมองเห็น ความสัมพันธ์ แบบแผน ตรรกวิทยา การคิดเชิงนามธรรม และการคิดที่มีเหตุผล (Cause-effect) และการคิด คาดการณ์ (If-then) วิธีการทใ่ี ชใ้ นการคิด ได้แก่ การจำแนกประเภท การจัดหมวดหมู่ การสนั นษิ ฐาน สรปุ การคิด คำนวณ การตั้งสมมติฐาน 3) สติปัญญาดา้ นมิติสัมพนั ธ์ (Visual/spatial intelligence) คือ ความสามารถในการมองเหน็ พ้ืนที่ ไดแ้ ก่ นายพราน ลกู เสอื ผนู้ ำทาง และความสามารถปรับปรุงวิธกี ารใช้เน้อื ท่ีได้ดี เช่น สถาปนิก มัณฑนากร ศิลปิน นักประดิษฐ์ ปัญญาด้านน้ีรวมไปถึงความไวต่อสี เส้น รูปร่าง เนื้อที่และความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งเหล่านัน้ นอกจากนี้ยังหมายถงึ ความสามารถทีจ่ ะมองเห็น และแสดงออกเป็นรูปรา่ งถึงสิง่ ท่เี หน็ และความคิดเก่ยี วกับพื้นที่ 4) สติปัญญาด้านร่างกาย/การเคล่ือนไหว (Bodily/kinesthetic intelligence) คือ ความสามารถในการใช้ร่างกายของตนแสดงความคิด ความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นาฏกร นักฟ้อนรำ และความสามารถในการใชม้ อื ประดษิ ฐ์ เช่น นักป้นั ชา่ งแกร้ ถยนต์ ศลั ยแพทย์ ปัญญาดา้ นนี้ยังรวมถึง ทักษะทางกาย เช่น ความคล่องตัว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทาง ประสาทสมั ผสั 5) สตปิ ญั ญาด้านดนตรี/จังหวะ (Musical/rhythmic Intelligence) คือ ความสามารถทางด้าน ดนตรี ได้แก่ นักแต่งเพลง นักดนตรี นักวิจารณ์ดนตรี ปัญญานี้ยังรวมถึงความไวในเรื่องจังหวะ ทำนองเสียง ตลอดจนความสามารถในการเขา้ ใจและการวเิ คราะหด์ นตรี 6) สติปัญญาด้านการเข้าใจบุคคลอื่น (Interpersonal intelligence) คือ ความสามารถทางใน การเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ความคิดและเจตนาของผู้อ่ืน ทั้งนี้ยังรวมถึงความไวในการสังเกตน้ำเสียงใบหน้า
๑๐ ท่าทาง ทั้งยังมีความมีความสามารถสูงในการรู้ถึงลักษณะต่าง ๆ ของสัมพันธภาพของมนุษย์และความสามารถ ตอบสนองได้อยา่ งเหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ เชน่ ความสามารถทำให้บุคคลหรอื กล่มุ ชนปฏบิ ัตติ าม 7) สตปิ ญั ญาดา้ นการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal intelligence) คือ ความสามารถในการรู้จัก ตนเอง และสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้ด้วยตนเอง มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความคิดความปรารถนาของตน มี ความสามารถในการฝึกฝนตนเองและเขา้ ใจตนเอง 8) สติปญั ญาด้านรอบรู้ธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) คอื การเข้าใจการเปล่ียนแปลงของ ธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เข้าใจความสำคัญของตนเองกับสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึง ความสามารถของตนทจ่ี ะมีสว่ นชว่ ยในการอนุรกั ษธ์ รรมชาติ เขา้ ใจถึงพัฒนาการของมนุษย์ และการดำรงชีวิตของ มนษุ ย์ต้ังแตเ่ กิดจนตาย เขา้ ใจและจำแนกความเหมอื นกนั ของส่ิงของ เข้าใจการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของสสาร สรุปได้ว่า องค์ประกอบของทฤษฎีพหุปัญญา มีองค์ประกอบ 8 ประการ คือ ความสามารถด้านภาษา ด้านตรรกะคณติ ศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านดนตรี ด้านร่างกายและการเคล่ือนไหว ด้านการรับรูแ้ ละเข้าใจผู้อื่น ด้านการรู้จักตนเอง และดา้ นการรอบรูธ้ รรมชาติ แนวคดิ สำคัญเกีย่ วกับพหปุ ัญญา อารี สณั หฉวี (2543 : 11 – 12) กลา่ ววา่ ทฤษฎีพหุปญั ญา มคี วามสำคัญเกีย่ วกับปัญญา ดังนี้ 1) ทุกคนมีปัญญา เพียงแต่จะมีมากน้อยเพียงใด แต่คนส่วนใหญ่มกั จะมีหนึ่งหรอื สองด้าน ส่วน ดา้ นอ่ืนจะไมม่ สี ูงนัก 2) ทุกคนสามารถพัฒนาแตล่ ะด้านให้สงู ขึน้ ถงึ ระดบั ทีใ่ ช้ได้ แม้บางคนจะมีความรสู้ กึ ว่าตนด้อยใน บางด้าน ถ้ามกี ารให้กำลงั ใจ ฝกึ ฝน อบรม โดยมีส่ิงแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสม 3) ปัญญาด้านต่าง ๆ ทำงานร่วมกันในวิธีที่ซับซ้อน ปัญญาแต่ละด้านที่กล่าวมานั้นเป็นการ อธิบายลักษณะแต่ละชนดิ เทา่ นน้ั ที่จริงแลว้ ปญั ญาหลายดา้ นทำงานปฏิสัมพนั ธ์รว่ มกัน 4) ปัญญาแต่ละด้านจะมีการแสดงความสามารถหลายทาง บางคนไม่มีความสามารถด้านการ อ่าน แต่มิได้หมายความว่าด้อยปัญญาทางภาษา อาจจะเป็นคนเล่านิทานและเล่าเร่ืองได้เก่ง ใช้ภาษาพูดได้ คลอ่ งแคล่ว จะเห็นไดว้ ่าแม้ปญั ญาด้านหนึ่ง ๆ กจ็ ะมกี ารแสดงออกถงึ ความสามารถหลากหลาย โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ( Gardner, 1983) เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านระบบประสาทแห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายของสติปัญญา โดยคิดทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligence : MI) ขึ้น และจำแนกปัญญาของคนไว้ในหนังสือ “โครงสร้างของจิตใจ” (Frames of Mind) และ หนงั สือเรื่อง “พหุปญั ญา” (Multiple Intelligence, 1993) ไดก้ ล่าววา่ ผูท้ ่ีมีสมองบกพร่องในบางสว่ นและพบว่า ผทู้ ถี่ ูกศกึ ษายงั มคี วามสามารถในสว่ นทเ่ี หลืออยู่ ซงึ่ เป็นการพิสูจนว์ า่ สมองของมนษุ ย์ ไดแ้ บง่ เป็นสว่ นต่าง ๆ แต่ละ ส่วนได้กำหนดความสามารถเป็นเรื่อง ๆ หรือมีปัญญาหลาย ๆ อย่างถือกำเนดิ มาจากสมองเฉพาะส่วนที่แตกตา่ ง กัน การด์ เนอร์ ได้ใชฐ้ านความคิดจากศาสตร์ทางการรับรู้ (Cognitive Science) และศาสตรก์ ารทำงานของสมอง (Neuro Science) และให้คำจำกัดความคำวา่ “ปญั ญา” วา่ เปน็ ความสามารถเชิงจติ ชีววิทยา (Biopsychological) นั่นคือ คนทุกคนสามารถแสดงออกซึ่งองค์แห่งปญั ญาที่เขาสามารถและพัฒนาความสามารถนั้นกับบริบทต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมของตน เขามองสติปัญญาในหลาย ๆ ลักษณะ เขาช่ือว่าสติปัญญาแต่ละด้านจะเป็น กระบวนการทางจิตใจ หรอื ความสามารถท่ีจะคน้ หา แก้ปญั หา และสรา้ งผลผลิตท่ีมีคุณค่าเป็นท่ยี อมรับของสังคม สรุปได้ว่า แนวคิดพืน้ ฐานของทฤษฎีพหปุ ญั ญา เกิดจากความเชื่อในเรื่องศักยภาพและความสามารถของ มนษุ ยท์ ี่มอี ยา่ งหลากหลายอันเกิดจากสมองที่แบง่ เปน็ สว่ น ๆ ซงึ่ แตล่ ะสว่ นจะกำหนดความสามารถเป็นเร่ือง ๆ ไว้ จงึ ทำใหม้ นษุ ยม์ ปี ญั ญาหลาย ๆ อย่างในคน ๆ เดียวกนั
๑๑ กระบวนการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎพี หุปญั ญา วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2545 : 7–15) กล่าวว่า แนวคิดทฤษฎีพหุปัญญาแบ่งความเก่งหรือ ความสามารถพิเศษของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้าน ครูผู้สอนหรือผู้ที่จัดการเรียนรู้จะต้องค้นหาความเก่งของผู้เรยี น ตลอดจนหาวิธกี ารส่งเสริมพฒั นาผู้เรียนใหเ้ ก่งหลาย ๆ ดา้ นดังน้ี 1) ความสามารถด้านภาษา โดยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลายตามความ เหมาะสม ได้แก่ การฝึกเขียน อ่านโคลงกลอน การฝึกอภิปราย สัมภาษณ์ การฝึกพูดในที่สาธารณะ โต้วาที การ ระดมความคิดเหน็ การเขยี นบนั ทึกประจำวนั ทำจดหมายข่าว การสรุปบทความการฝกึ เล่านิทาน เร่ืองสน้ั เป็นต้น 2) ความสามารถดา้ นตรรกศาสตร์และคณติ ศาสตร์ โดยการออกแบบการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การฝกึ คิด แกป้ ญั หาและฝกึ คิดเชงิ วิทยาศาสตร์ การฝกึ ออกแบบและการทดลอง การฝกึ อุปมาอุปมยั การฝึกเปล่ียนข้อความ จากโจทยเ์ ลขปญั หาเปน็ ภาษาคณิตศาสตร์หรือประโยคสญั ลักษณ์ การฝกึ คำนวณและสมการ การฝึกจัดหมวดหมู่ และแยกประเภท การฝึกสร้างและหารปู แบบ 3) ความสามารถด้านภาพมิติสัมพันธ์ โดยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกแปล ขอ้ ความหรอื เน้อื หาเป็นภาพ การฝกึ ให้เด็กหลับตาและจินตนาการภาพตามเรื่องราวเพ่งิ เรยี นร้จู บไปใหม่ ๆ การฝึก ใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การให้ผู้เรียนใช้ความคิดอิสระ การสร้างภาพ ด้วยรปู ทรง รูปภาพ ศิลปวตั ถุ การแสดงภาพถ่าย ภาพศิลปห์ รอื สญั ลกั ษณ์กราฟิก เป็นตน้ 4) ความสามารถดา้ นรา่ งกายและความเคลื่อนไหว โดยการออกแบบการเรียนรใู้ หผ้ ู้เรยี นได้มีการ ฝกึ เคลอื่ นไหวทางร่างกาย การฝกึ ประสาทสมั ผสั กลา้ มเนือ้ การฝึกสื่อสารโดยใชภ้ าษากาย การฝึกกีฬา เปน็ ต้น 5) ความสามารถดา้ นดนตรี โดยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผเู้ รียนได้มีการฝึกแต่งกลอน แต่งเพลง การขับร้อง การเล่นดนตรี การแสดงและการสาธิต การทำอุปกรณ์ดนตรี การแต่งเนื้อร้องและทำนอง ดนตรีทีส่ อดคล้องกบั เนื้อหาและวยั ของเดก็ เปน็ ต้น 6) ความสามารถดา้ นมนษุ ยส์ มั พันธ์ โดยการออกแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรยี นได้มกี ารฝกึ ทำงานกลุ่ม การสร้างทีม การฝึกแลกเปลีย่ นประสบการณ์ การฝึกแบ่งปัน การใชส้ ถานการณ์จำลอง การฝึกจดั ประชุมสัมมนา การจดั กจิ กรรมให้บริการชมุ ชน เป็นต้น 7) ความสามารถในการเข้าใจตนเอง โดยการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้มีการจดั กิจกรรมส่งเสริมต่าง ๆ เชน่ การเขา้ คา่ ย การตง้ั ชมรม การตง้ั ชุมนุม กลมุ่ สนใจ การทำโครงงาน โครงการเดย่ี ว การ ฝึกสมาธิ ไตร่ตรอง การฝึกระบายความรู้สึกนึกคิด เช่น ความสามารถการพูด การวาดภาพ การปั้น การบันทึก ประจำวัน การประเมินผลงานตนเอง เป็นตน้ 8) ความสามารถดา้ นความเข้าใจสภาพธรรมชาติ โดยการออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้ให้ผู้เรียน ได้มีการจัดกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชน เช่น การรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติ การลด ปริมาณขยะ การปลูกตน้ ไมย้ นื ต้น การประหยัดพลังงาน การจดบนั ทกึ ทำรายงานจากการสงั เกตพืช สัตว์ สภาวะ แวดลอ้ มทเี่ ปลยี่ นแปลงไปการปลกู และดูแลต้นไม้ การเลยี้ งและดูแลสัตว์ การเขียนภาพ ถา่ ยภาพ เป็นตน้ นิราศ จันทรจิตร (2553 : 150–153) กล่าวว่า ในการวิเคราะห์พหุปัญญาของผู้เรียนเพ่ือนำไป ประยุกต์ใช้เป็นกิจกรรมการเรียนสำหรับใช้กับผู้เรียน สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนได้ในลักษณะที่ หลากหลายตามบริบทของเนื้อหาวิชาและระดับชั้นของผู้เรียนได้ ดังตัวอย่างของการประยุกต์แนวคิดด้าน พหุปญั ญามาปรบั เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ ดงั ตัวอย่างตอ่ ไปน้ี 1) การประยกุ ตป์ ญั ญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) เปน็ กิจกรรมท่ีสนับสนุนให้ผู้เรียน แสดงออกและใชค้ วามสามารถด้านภาษาเพ่ือจดจำข้อมลู นั้น ๆ ในด้านการพดู การเขียน รวมถึงความสามารถใน การจัดกระทำเกี่ยวกับโครงสร้างภาษาได้แก่ ความสามารถใช้ภาษาเพื่อส่ือสาร รวมทั้งการพูด อ่าน เขียน ชี้นำ อธิบายและให้ข้อมลู เชงิ วิเคราะห์ วพิ ากษว์ จิ ารณ์
๑๒ 2) การประยุกต์ปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical Mathematical Intelligence) เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้ผูเ้ รียนใช้ความสามารถด้านความเข้าใจหลักเหตุผล การใช้ตัวเลข การคิดเชิงนามธรรม และการคิดคาดการณ์เพ่ือนำไปสกู่ ารเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ไดแ้ ก่ การจดั หมวดหมู่ จดั กลุ่ม การวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บ สันนิษฐาน การสรปุ คิดคำนวณ และการต้ังสมมุติฐาน 3) การประยุกต์ปัญญาด้านมิติ (Visual -Spatial Intelligence) เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้ ผเู้ รียนใช้ความสามารถในการคิดจนิ ตนาการในรูปแบบ รูปร่างโครงสร้างของวตั ถุสิง่ ของสถานการณใ์ นลักษณะการ รับรู้ ขนาด ความยาว คำนวณ ปริมาณ การกะประมาณ การคาดคะเนหรือพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ สถานการณ์ในมิติต่าง ๆ เพ่ือนำไปสู่การคิดออกแบบวิธีหรือกระบวนการปฏิบัติงานและแก้ปัญหาในการเรียนรู้ที่ เหมาะสมและบรรลุผล 4) การประยุกต์ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้ผู้เรียน ปรับใช้ความสามารถทั้งด้านดนตรที ี่เชื่อมโยงเกี่ยวกับการคิดออกแบบงาน การปฏิบัติกิจกรรมและการแสดงออก ทางด้านเนือ้ ร้อง จังหวะ ทำนอง ความคล้องจองในการประพันธ์เป็นบทร้อยกรองท่ีกลมกลืนเหมาะสมกับบริบท สถานการณ์ เพื่อใหเ้ กดิ การเรยี นรูข้ องผเู้ รียน 5) การประยุกต์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้ผู้ใช้ความสามารถด้านการใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตนเองอย่างมีทักษะ เพ่ือ ปฏิบัติตามแบบหรือตัวอย่างภายใต้เง่ือนไขที่กำหนด สามารถปรับเปลี่ยนควบคุมการใช้อวัยวะร่างกายอย่างมี ทักษะให้สัมพนั ธ์สอดคล้องกบั บริบทเหตุการณ์ ใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้ของตนและเพื่อน รว่ มเรยี นทีเ่ หมาะสมมปี ระสทิ ธิภาพ 6) การประยุกต์ปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) เป็นกิจกรรมที่ สนับสนุนให้ผู้เรียนใช้ความสามารถด้านการรับรู้เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และเจตนาของผู้อ่ืน รวมท้ัง ความไวในการสังเกตพฤติกรรม การแสดงออกของบุคคลอื่น เพ่ือนำไปสู่การเสริมสร้าง สัมพันธภาพกับผู้อื่น สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์และการแสดงออกของผู้อ่ืนได้อย่างเหมาะสมและบรรลุผลในการติดต่อส่ือสาร การปฏิบัตงิ านรว่ มกบั ผอู้ ื่นเพื่อสง่ ผลให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรู้ 7) การประยุกต์ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) เป็นกิจกรรมท่ี สนบั สนนุ ใหผ้ ู้เรียนใช้ความสามารถในการรู้จักตนเองตามความเปน็ จริง รู้จดุ อ่อน จุดแข็งของตน รู้เท่าทันอารมณ์ ความคิดความปรารถนาของตนเอง ฝึกตนเองได้เพื่อนำไปสูก่ ารวิเคราะห์ ตัดสินใจเลือกปฏิบัติหรือการแสดงออก ในสถานการณห์ รอื เหตุการณอ์ ยา่ งมีคุณค่าสอดคล้องกับศักยภาพความตอ้ งการ อารมณ์ จติ ใจและความสนใจของ ตนเองในทุกด้านและการบรรลุผลในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองอย่างเข้าใจ อีกทั้งวิเคราะห์ใช้จุดออ่ น จดุ แขง็ ของตนเองในการปฏิบตั ติ นและปฏิบตั งิ านให้บรรลุจดุ หมายอย่างมปี ระสิทธภิ าพง่ายขน้ึ 8) การประยุกตป์ ัญญาด้านธรรมชาตวิ ิทยา (Naturalist Intelligence) เปน็ กิจกรรมที่สนับสนุน ให้ผู้เรียนใช้ความสามารถในการรับรู้เข้าใจธรรมชาติแวดล้อมและนำไปใช้ประโยชน์เพ่ือให้เกิดความรัก มองเห็น คุณค่าความสำคญั ประโยชน์ของส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาติ รวมท้งั สามารถนำไปปรับใชเ้ พ่ือแก้ปญั หาและเกิดการ เรยี นร้ใู นสิง่ ทีม่ ีความหมายในโอกาสตอ่ ไป กระบวนการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีพหุปัญญา ครูผู้สอนจะต้องค้นหาความเก่งของผู้เรียน ตลอดจนหา วธิ กี ารสง่ เสรมิ พฒั นาผู้เรยี นใหเ้ ก่งหลาย ๆ ดา้ น โดยออกแบบกิจกรรมการเรยี นในลักษณะท่ีหลากหลายตามบริบท ของเนอื้ หาวชิ าและระดบั ชน้ั ของผู้เรียน
๑๓ ๔. การจัดการเรียนร้แู บบบูรณาการ การจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้มีการจดั การ เรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยเน้นความสำคัญของความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับ การศึกษา และความเหมาะสม วธิ ีการสอนท่ีมเี นอ้ื หาวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตรและทักษะสามารถเชอ่ื มโยงให้เป็นสิ่ง เดียวกันไดท้ ำให้กระบวนการถ่ายทอดความรู้มีความชัดเจน ด้วยการประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของหัวข้อกิจกรรม โครงการหรือหัวเรื่องเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ โดยองค์รวมทั้งด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย มีความ สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาที่เน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรมกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตาม ความเหมาะสม และเป็นไปตามสภาพจริงของสังคม การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียน เปน็ สำคัญ เป็นการเรียนรู้ท่เี ชื่อมโยงเน้ือหาสาระทงั้ หลายเข้าด้วยกันอยา่ งมีความหมาย นำความคิดรวบยอดหรือ ปญั หาที่เกดิ ขนึ้ ในชีวติ จรงิ ของผเู้ รียนมาใช้ เพื่อใหผ้ ้เู รยี นได้เห็นความสมั พันธ์ เกิดความคดิ รวบยอดในการแก้ปัญหา และการตดั สนิ ใจรู้จกั ใช้ทกั ษะต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสม รวมทัง้ สามารถเลอื กหรือพัฒนาโครงงานและวิธีการเรียนรู้ท่ี สัมพนั ธก์ บั การเรียนไดอ้ ยา่ งอสิ ระด้วยตนเอง (พูนสุข อดุ ม, 2546 : 35) การเรียนการสอนแบบบูรณาการ จะให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและ เป้าหมายสงู สุด คือ การพัฒนาผูเ้ รียนให้มคี วามสำคญั ของการบรู ณาการไวว้ ่าการบูรณาการนั้นครูผูส้ อนสามารถจัด กจิ กรรมการเรียนการสอนได้หลากหลาย เพราะวา่ ความคดิ รวบยอดในแตล่ ะเรือ่ งท่ีครูผู้สอนจะเปลี่ยนแปลงไปตาม ความสนใจของผู้เรยี นแต่ละคน การเรียนแบบบูรณาการจะทำให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียนและมีความ เขา้ ใจมากขน้ึ การบรู ณาการมีความสำคญั เนื่องจากเป็นแนวทางทส่ี ่งเสริมใหเ้ กิดการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองที่สอดคล้อง กับวถิ ีชวี ิตและสามารถเชือ่ มโยงองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรบั ใช้ เพือ่ การแก้ไขการดำเนินชวี ติ แห่งตน การแก้ไขปัญหา ตา่ ง ๆ ที่เกิดขนึ้ อย่างเปน็ องค์รวม การจัดการเรียนการสอนแบบบรู ณาการ การจดั การเรยี นการสอนแบบบูรณาการทมี่ ีประสทิ ธิภาพนนั้ ต้องคำนึงถงึ ผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ การเรยี นรู้อยู่ท่ี ความต้องการของผู้เรียนและการจัดประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่ต้องคำนึงถึง 3 องค์ประกอบ คือ เนื้อหาวิชา (Subject Matter Unit) เป็นการเนน้ เนื้อหาหรือหัวข้อเรื่องท่ีนำมาบูรณาการกับวิชาอื่นความสนใจ (Center of Interest) การเรียนรจู้ ะต้องมาจากความสนใจของผเู้ รียนเปน็ พืน้ ฐานและการบรู ณาการประสบการณ์ (Integrative Experience Unit) เปน็ การรวบรวมประสบการณม์ ีจุดเน้นอยทู่ ่ีผลการเรยี นรแู้ ละความสามารถทนี่ ำไปสูพ่ ฤติกรรม การปรบั ตวั ของผู้เรียนโดยนำประสบการณ์เดิมมาผสมผสานกับประสบการณ์ท่ีเกิดขึน้ จากการเรียนรู้ใหม่ลักษณะ สำคัญของการสอนแบบบูรณาการ คือ การเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันประมวลความรู้หลากหลายและ ประสบการณ์ทแ่ี ตกต่างมารอ้ ยเรียง เพือ่ สรา้ งประเด็นหลกั และหวั ข้อเรือ่ งและนำความรู้จากหน่วยตา่ ง ๆ ท่ีสัมพนั ธ์ กับหัวข้อนั้น ๆ มาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนและลงมอื กระทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการมี 4 แนวทาง (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2543 : 56) 1) การเรียนการสอนแบบสอดแทรก (Infusion Instruction) เปน็ การสอนแบบสอดแทรกซึ่งวาง แผนการสอนโดยครูผู้สอนคนเดียวในรูปแบบนี้ผู้สอนคนเดยี วในวิชาหนึง่ จะสอดแทรกเนื้อหาวิชาอื่น ๆ เข้าไปใน การเรยี นการสอนได้อยา่ งอิสระตามทผี่ สู้ อนวางแผน 2) การเรยี นการสอนแบบคณะ (Parallel Instruction) เปน็ การสอนท่ีผู้สอนต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป สอนวิชาต่างกันต่างคนต่างสอน แต่ต้องวางแผนการสอนร่วมกันสำหรับงานที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบตั ินั้นอาจ แตกต่างกันไปในแตล่ ะวิชาแตท่ ้งั หมดนจ้ี ะต้องมหี ัวเรอ่ื งความคิดรวบยอดและปญั หารว่ มกัน 3) การเรียนการสอนแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary) เป็นการสอนที่ผู้สอนตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปสอนต่างวิชากันตา่ งคนต่างสอน แต่ต้องวางแผนร่วมกันสำหรบั งานที่มอบหมายใหผ้ ู้เรยี นปฏิบตั ิหรอื การทำ
๑๔ โครงงานนั้นจะต้องทำร่วมกันซึ่งจะช่วยเชือ่ มโยงสาขาวชิ าต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งผูส้ อนต้องวางแผนร่วมกันในการ มอบหมายให้ผู้เรยี นได้ทำโครงงานดว้ ยกัน 4) การเรียนการสอนแบบข้ามวิชา (Tran – Disciplinary Instruction) เป็นการสอนที่ผู้สอน แต่ละวิชาต้องมาร่วมกันวางแผนเป็นคณะหรือเป็นทีม เพื่อปรึกษาหารือในการกำหนดหัวเรื่องความคิดรวบยอด ปญั หาต่างรว่ มกนั แลว้ ร่วมกันดำเนินการสอนนักศึกษากลุ่มเดยี วกนั การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการนี้ ในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดไว้ 4 หลักการ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2545 : 43) คอื 1) การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดยี ว เปน็ การบรู ณาการที่ผู้สอนคนเดยี วทำการจัดการเรียนการ สอนโดยเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับหัวเรื่องที่สอดคล้องกับชีวิตจริงหรือสาระที่กำหนดขึ้น เช่น การ เช่ือมโยงสิง่ แวดลอ้ มเกีย่ วกบั ผสู้ อน สามารถเชอื่ มโยงเรอ่ื งนำกบั สาระอนื่ ๆ ในการจัดการเรียนการสอน 2) การบูรณาการแบบคู่ขนาน ทำการจัดการเรียนการสอนท่ีตอ้ งอาศัยผู้สอนต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป รว่ มกันจัดการเรียนการสอน โดยอาจยึดหัวข้อเดียวกบั เร่ืองใดเร่อื งหน่ึง แล้วบรู ณาการเชื่อมโยงแบบคู่ขนาน 3) การบูรณาการแบบสหวิทยาการ เป็นการบูรณาการในลักษณะการนำเนือ้ หาจากหลายกลมุ่ สาระตา่ ง ๆ มาเชอื่ มโยง เพ่ือจัดการเรยี นรู้โดยให้ผู้สอนนำหวั เร่ืองท่ีสามารถวางแผนการสอนในทุกกลุ่มสาระวิชา มารว่ มกนั จดั ทำแผนการเรียนรู้ 4) การบรู ณาการแบบโครงงาน เปน็ การจัดการเรียนการสอนโดยผเู้ รียนและผ้สู อนร่วมสร้างสรรค์ โครงงานข้ึน โดยใชเ้ วลาเรยี นต่อเนื่องหลายชว่ั โมงด้วยการนำเอาจำนวนชวั่ โมงของรายวิชาต่าง ๆ ท่ีผู้สอนเคยแยก สอนมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกันในลักษณะการสอนเป็นทีมเรียนเป็นทีม ในกรณีที่ต้องการเน้น ทกั ษะใดเปน็ พิเศษผสู้ อนสามารถแยกกนั สอนได้ เชน่ กจิ กรรมค่ายภาษา กิจกรรมดนตรี เป็นตน้ นอกจากน้แี ล้วการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนแบบบูรณาการ ควรสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมด้วยซึ่ง มีแนวทาง 4 แนวทาง (อมร ปรางค์นอ้ ย, 2542 : 43) คือ 1) การสอดแทรกกิจกรรมด้านวิชาการลงในหน่วยการเรียน เพื่อก่อให้เกิดการใฝ่รู้ความ รบั ผิดชอบ การมีวิจารญาณด้วยการให้ผเู้ รียนคน้ ควา้ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ เช่น การศกึ ษาคตินิยมไทยในงานประติมากรรม ท่เี ปน็ มรดกตกทอดมาจากบรรพบรุ ุษถงึ ปัจจุบันแลว้ นำเสนอให้ทกุ คนฟงั 2) สอดแทรกกิจกรรมด้านศาสนา โดยมีความเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี เพื่อให้เกิด ความศรทั ธาความมีสติและความรับผิดชอบ เชน่ การศึกษาและปฏบิ ตั ิงานในรปู แบบประติมากรรมด้วยเอกลักษณ์ หรอื สัญลักษณต์ ่าง ๆ 3) การสอดแทรกกิจกรรมดา้ นศิลปวัฒนธรรม เพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี ความสุภาพออ่ นโยน ความมวี นิ ัย เช่น การใหผ้ ้เู รยี นศึกษาประเพณีต่างๆ ของแตล่ ะภาคของประเทศไทย ตลอดจนศึกษาภูมิปัญญาไทย วันสำคญั ทางศาสนา แล้วนำมาประยุกตก์ ับการออกแบบเขยี นแบบและสร้างงานประตมิ ากรรมด้วยรูปแบบไทย ๆ รว่ มกันเปน็ กลุม่ การเสนอและตอบคำถามในลักษณะท่เี ป็นทีม 4) การสอดแทรกกิจกรรมด้านการอนุรกั ษ์ เพอ่ื ให้เกดิ ความรับผดิ ชอบต่องานศิลปะไทยตลอดจน การรกั ษาธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม เชน่ การนำนักศึกษาไปศึกษาดูงานทางด้านศิลปะไทยตามโบราณสถานต่าง ๆ เป็นตน้ กล่าวโดยสรุป การจัดการเรียนสอนแบบบูรณาการ เป็นกระบวนการจัดเรียนรู้ตามความสนใจ ความสามารถ โดยเชื่อมโยงเนื้อหาสาระของศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ให้ผู้เรียนการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนที่ใช้วิธีสอนหลายวิธี จัดกจิ กรรมตา่ ง ๆ ในการสอนการเรียนรแู้ บบบูรณาการในหลักสูตรจะเชื่อมโยง ใหค้ รูในสาขาวิชาต่าง ๆ หนั หนา้ เขา้ หากันเพื่อร่วมกนั พัฒนาแผนการสอน เพ่อื ให้หลักสูตรบรรลเุ ป้าหมาย แทนที่ จะต่างคนตา่ งสอนเหมือนเดิม วธิ กี ารเช่นนีจ้ ะสง่ เสรมิ ให้ครทู ำงานกันอย่างใกล้ชิดมากขนึ้ และสามารถแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน จากรูปแบบการเรียนรูแ้ บบบูรณาการนั้น คือ การที่ครูกับนกั เรยี นจะมีปฏิสมั พันธ์กัน
๑๕ มากกว่าการเรยี นรู้ในรปู แบบเดมิ ๆ ครจู ะรจู้ กั นักเรียนเป็นรายบคุ คล และสามารถส่งเสริมศักยภาพของเด็กแต่ละ คนที่มีแตกต่างหลากหลาย นอกจากนั้นแล้วการเรียนการสอนแบบบูรณาการยังกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความกระตือรือร้นในเรื่องของการวิเคราะห์ การถ่ายทอดความคิดของตนเองและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการ ดำเนินชวี ิต ๕. การจัดการเรยี นรนู้ อกหอ้ งเรยี น ความหมายและความสำคัญของการเรยี นร้นู อกห้องเรยี น การเรียนรู้นอกห้องเรียน หมายถึง การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์นอกห้องเรียน ซึ่งเป็นประสบการณ์ท่ี น่าสนใจ ไม่แบ่งแยกสาขาวิชา ในบรรยากาศที่เรียบง่าย ประสบการณ์นอกห้องเรียนเป็นเสมือนห้องปฏิบัติการ โดยตรง ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาพชีวิตจริง นอกจากนี้ผู้เรียนจะได้รับทักษะที่สนุกสนานและสรา้ งสรรค์ ผู้เรียนจะมีมโนทศั น์และไดร้ บั ความเขา้ ใจอย่างลกึ ซง้ึ เกี่ยวกบั มนุษย์และแหลง่ ข้อมูลทางธรรมชาติ (Smith et al. , 1963:19) การเรยี นรู้นอกห้องเรียน หมายถงึ วธิ กี ารทน่ี ำไปสกู่ ารบรรลุเป้าหมายและจุดประสงค์ของหลักสูตร ซ่ึงใช้ นอกห้องเรียนเป็นห้องปฏิบัติการของชั้นเรียน ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ในทุกขั้นตอนของหลักสูตร รวมทั้ง ข้อเท็จจริงทางธรรมชาติในสภาพธรรมชาติที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการเพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการ ดำรงชีวิตให้แก่ผู้เรียน รวมทั้งเป็นการร่วมมือกันในการวางแผนและการทำงานร่วมกันระหว่างครู นักเรียนและ แหลง่ เรียนรู้บุคคลนอกหอ้ งเรียนในการพฒั นาบรรยากาศการเรยี นการสอนทไ่ี ดผ้ ลดีทส่ี ดุ (Hammermen, 1994) การเรียนรู้นอกห้องเรียน หมายถึง การเรียนรู้นอกชั้นเรียนใช้สถานที่นอกห้องเรียนที่เปรียบเสมือน ห้องปฏิบัติการสำหรับการศึกษาสิ่งแวดล้อม สถานที่นอกห้องเรียนไม่จำเป็นต้องไกล และแพง สถานที่นอก ห้องเรียนอาจจะอยู่ในตัวอาคาร ในสนามหญ้าของโรงเรียน หรืออาจจะเป็นบริเวณใกล้เคียงโรงเรียน ซึ่งจะให้ ประสบการณ์ที่กา้ วหน้า และเป็นประสบการณโ์ ดยตรงเก่ียวกับส่ิงแวดล้อมท่ีให้ความรู้แก่ผู้เรียนผ่านบุคคล ปัญหา และความสำเร็จ ซึ่งการเรียนรนู้ อกหอ้ งเรียนจะสนับสนนุ ให้ผู้เรียนพฒั นาทกั ษะและเทคนิคทงั้ หมดและพัฒนานิสัย การทำงานรว่ มกนั กบั ผอู้ ่ืน (Palmer and Neal, 1990: 134) การเรียนรู้นอกห้องเรียน คือ การนำผู้เรียนออกไปเรียนนอกห้องเรียน ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับ สง่ิ แวดลอ้ ม หรือระบบนเิ วศได้โดยตรง และยงั ทำให้ผูเ้ รยี นได้สนุกสนานเพลิดเพลินทไ่ี ด้สังเกตเห็นความเป็นไปใน สิง่ แวดล้อม การศึกษานอกหอ้ งเรียนไม่จำเปน็ ต้องพาผเู้ รยี นออกไปไกลเสมอไป อาจนำผู้เรยี นออกไปแค่สนามหญ้า โรงเรียน ปา้ ละเมาะหลงั โรงเรยี น หรือถนนหนา้ โรงเรยี น ฯลฯ ผ้เู รียนก็สามารถเรียน เร่ือง \"ระบบนิเวศ\" ได้มากมาย (วนิ ยั วีระวฒั นานนท์, 2533: 70) จากความหมายทีก่ ลา่ วมาข้างตน้ สรปุ ไดว้ ่า การเรยี นร้นู อกห้องเรียน หมายถงึ การนำผู้เรียนไปเรียนนอก หอ้ งเรียน เพื่อศกึ ษาสภาพความเป็นจริง ทำใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ตามสภาพทีเ่ ป็นจรงิ ไดป้ ระสบการณต์ รง ไดล้ ง มือปฏบิ ัติดว้ ยตนเอง ได้พฒั นาทักษะตา่ ง ๆ ได้บรรยากาศที่เป็นธรรมชาตแิ ละไดส้ ัมผสั กบั สงิ่ แวดล้อม ความสำคญั ของการเรยี นรู้นอกหอ้ งเรยี น นกั การศกึ ษาหลายท่านได้กล่าวถงึ ความสำคัญของการเรยี นรนู้ อกหอ้ งเรยี น ไว้ดังนี้ smith et a. (1963: 21) กล่าวถงึ ความสำคญั ของการเรียนร้นู อกห้องเรียน ไว้ดงั น้ี ๑) เป็นการสอนที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้นอกห้องเรียนเป็น ห้องปฏิบัติการผ่านประสบการณ์ตรงนำไปสู่ความซาบซึ้ง การตีความหมายอย่างชัดเจน การใช้สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติอยา่ งฉลาด ซึง่ นำไปสกู่ ารบรรลุเป้าหมายของหลกั สตู ร 2) เป็นการเรียนการสอนทพี่ ัฒนาในเชงิ สรา้ งสรรค์ นำไปสปู่ ระสิทธภิ าพ ความรูไ้ ม่จำเป็นตอ้ งเกิด ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมเท่าน้ัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นล้วนมีความหมาย และก่อให้เกิดความรู้ได้ทั้งสิ้น ประสบการณ์ การศึกษานอกห้องเรียนเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการการศึกษา ซึ่งผู้เรียนจะได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะ
๑๖ ความซาบซ้ึง และทัศนคติตา่ ง ๆ จากประสบการณก์ ารเรยี นรู้นอกห้องเรียน และสามารถนำไปใชใ้ หอ้ ย่างฉลาดใน การมีชีวิตท่ดี ขี น้ึ นอกห้องเรียน Haigh (1974: 2-7) กล่าวถึง ความสำคญั ของการเรยี นร้นู อกห้องเรียน วา่ 1) ช่วยใหเ้ ด็กมโี ลกทศั น์ทก่ี วา้ งและมีประสบการณ์เพ่ิม 2) ชว่ ยให้เด็กมีพัฒนาการและพฤติกรรมทีด่ ี 3) ชว่ ยใหป้ ฏิสัมพันธ์ หรอื ความสมั พนั ธ์ระหว่างเด็กกบั ครู ทเี่ กิดจากการร่วมกันทำกิจกรรมนอก หอ้ งเรียนเปน็ ไปอยา่ งเปน็ กันเองและเปน็ ไปด้วยดี Swan (1995: 2) ใหช้ ี้ใหเ้ หน็ ถึงความสำคญั ของการจดั การเรียนรนู้ อกห้องเรียน วา่ ไม่เป็นการเพียงพอที่ เด็กจะเรียนอยู่ในห้องเรียนมองออกมายังโลกภายนอก เด็กต้องการประสบการณ์ตรงทตี่ ื่นเต้น ไดล้ งมอื กระทำด้วย ตนเอง ค้นพบปัญหา คำตอบในโลกของความเป็นจริง ครูสามารถที่จะให้เด็กได้สัมผัส ได้ประสบการณ์ตรง จาก การเรยี นรนู้ อกห้องเรียน ซง่ึ สอนได้ให้เหตุผลของการนำการเรียนรู้นอกห้องเรยี นมาใช้ประโยชน์ ดงั น้ี 1) เพอ่ื กระต้นุ ความอยากรูอ้ ยากเหน็ เป็นการเตรยี มเด็กให้สนใจสิง่ ใหม่ หรือเรอ่ื งใหม่ 2) เพื่อสง่ เสรมิ ความสนใจเพม่ิ ขึ้นในส่งิ ท่เี รียน เพราะเดก็ มพี น้ื ฐานบางอย่างมาแล้วจึงมีคำถามที่ หลกั แหลมมากมาย 3) เพื่อให้บรรลุสูงสุดของหน่วยที่ศึกษา กิจกรรมที่เฉพาะ เช่น การทัศนศึกษา อาจจะช่วยให้ ผเู้ รยี นเกิดความกระจา่ งชดั ในความคิด และแมแ้ ต่ความสนใจทเี่ กิดขนึ้ มาใหม่ ๔) เพื่อฝึกฝนให้เด็กเป็นนักสำรวจ นักสะสม เก็บตัวอย่างที่อยู่นอกห้องเรียนในสภาพจริงมา ศึกษาเพมิ่ เตมิ 5) เพือ่ ให้เด็กได้สงั เกต จดบนั ทกึ และรวบรวมข้อมูลจากการศกึ ษาในภาคสนาม ๖) เพื่อให้เด็กเข้าใจในความสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ ในสังคมที่ได้จากกิจกรรมนอกห้องเรียน เป็นการเรยี นรู้เกย่ี วกบั โลกของงาน ๗) เพื่อให้เด็กเกิดความซาบซึ้งในสุนทรียภาพเกี่ยวกับ ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเหตุการณ์ในแง่ ประวัตศิ าสตร์ หรือแม้แตเ่ ม่อื เดก็ ไปศกึ ษาในสถานทใ่ี ดที่หนึ่งในสภาพจรงิ 8) เพอ่ื ให้เดก็ ใช้เวลาวา่ งอย่างมคี ่าและให้เปน็ ประโยชน์ในการศกึ ษา 9) เพอื่ ชว่ ยให้เดก็ เขา้ ใจได้ดีขนึ้ ในโลกและสิง่ ท้ังหลายทง้ั หมดท่ีมอี ยรู่ อบ ๆ ตวั หลกั ในการจัดการเรยี นรนู้ อกห้องเรียน หลักการจัดการเรยี นรูน้ อกหอ้ งเรียน Palmer and Neal (1990: 140) ไดก้ ลา่ วไว้ ดังต่อไปนี้ 1) การจัดการเรียนรนู้ อกหอ้ งเรยี น ควรจัดให้ผ้เู รียนได้ศกึ ษาเกย่ี วกับเรื่องท่ีอยู่บนพ้ืนที่ในบริบท รอบ ๆ โรงเรียน ในท้องถน่ิ หรือเมืองใกล้โรงเรียน 2) การจดั การเรียนร้นู อกหอ้ งเรยี น ควรเน้นการศึกษาลกั ษณะเฉพาะ หรอื เรื่องเฉพาะที่กำลังเป็น ปัญหา ทีม่ ีผลตอ่ คุณภาพชวี ิตในชมุ ชน 3) การจดั การเรยี นรู้ควรจดั ให้สมั พันธ์กบั วตั ถปุ ระสงค์ของการศกึ ษาสง่ิ แวดล้อม 4) การจัดการเรียนรู้ ถ้าเป็นไปได้ควรจัดประสบการณ์ที่ที่สัมพันธ์กับประเด็นหรือปัญหา สิ่งแวดลอ้ มของท้องถน่ิ ของชาติ 5) การจดั การเรยี นรคู้ วรจัดใหน้ กั เรียนเป็นบุคคลที่เปน็ นกั สำรวจโดยตรง ไดร้ บั ประสบการณ์ตรง ไดส้ ังเกตในสภาพเหตกุ ารณจ์ ริง 6) การจัดการเรียนรู้ ควรจัดให้นักเรียนได้พัฒนาเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ เกี่ยวกับบุคคล เกี่ยวกับการวางแผน การจดั การ และเก่ยี วกบั การเปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ขึ้นรอบ ๆ ตวั ของนกั เรยี น
๑๗ 7) การจัดการเรียนรู้ ควรจัดให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เรียนรู้ เกี่ยวกับการบริการทางเทคนิคที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับสวนสาธารณะ สถาปัตยกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับ สำนักงาน ความปลอดภยั ต่าง ๆ เป็นตน้ 8) การจดั การเรยี นรคู้ วรสนบั สนนุ ส่งเสริมนักเรยี นเกย่ี วกบั ความซาบซ้งึ ความสำคญั การจัดการ รวมทั้งการพัฒนาคณุ ภาพสิ่งแวดลอ้ ม ๙) การจัดการเรียนรู้ควรสอนเกี่ยวกับทักษะเฉพาะ เทคนิค และมโนทัศน์ และส่งเสริมการใช้ ทักษะพื้นฐาน โดยเฉพาะในดา้ นภาษา 10) การจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน ควรคำนึงถึงนโยบายการศึกษาสิ่งแวดล้อมทั้งหมดของ โรงเรยี น หลกั การของการเรียนรนู้ อกหอ้ งเรยี น Hammerman et al. (1994: 27) 1) การจดั การเรยี นรู้ เนน้ ให้เดก็ ได้ประสบการณ์ตรงโดยใช้ การฟัง การดู การดมกลิ่น การชิมรส และการสัมผัสกับสิง่ แวดลอ้ มที่เปน็ สภาพการณ์ท่ีแท้จรงิ นอกหอ้ งเรยี น ควบคู่กับการเรียนรู้จากแหลง่ ความรู้อื่น ๆ ในห้องเรยี น เพื่อเปน็ การเพิ่มเตมิ ความรู้ ทไี่ ม่อาจศึกษาไดจ้ ากนอกห้องเรยี นเพียงอยา่ งเดยี ว 2) การสอนท่ีสำคญั ทีน่ ำมาใช้ คอื การสอนโดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ใช้คำพูด คำถาม ชนี้ ำเปน็ แบบอย่าง และสนับสนนุ การเรยี นรู้ของเดก็ ซ่ึงจะนำไปส่ผู ลทเี่ กดิ ข้ึนโดยผ่านประสบการณ์ตรง 3) จัดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสพบปัญหาในสภาพการณ์ที่แท้จริงแล้วนำไปสู่การเก็บรวบรวม ข้อมูลท้ังในและนอกห้องเรยี น และสรปุ บนั ทึก ซึง่ เป็นการฝกึ ฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และสร้างองค์ ความรูใ้ หม่ใหแ้ กต่ นอยา่ งสมำ่ เสมอ การจดั การเรยี นรู้นอกห้องเรยี น มขี น้ั ตอนดังนี้ 1) วิธีการการเรียนรนู้ อกหอ้ งเรยี นที่ใช้สำหรับการสอน มี 3 ข้ันตอน ดังน้ี (1) ขนั้ ศึกษาหัวขอ้ หรอื หัวเรื่องเกย่ี วกับส่งิ แวดล้อมในชน้ั เรยี น โดยครูพูด หรอื ศึกษาจากต้นฉบับ หนังสอื ตา่ ง ๆ จากสไลด์ จากวดิ ีโอ (2) ขั้นลงภาคสนาม การสงั เกตในสนาม การบนั ทึกขอ้ มูลในสนาม และมีการแปลความหมาย (3) กลบั สู่ห้องเรยี น มกี ารสรปุ แปลความหมายและอภปิ ราย หรือการรายงานตอ่ ชั้นเรยี น 2) วธิ กี ารการเรยี นรนู้ อกห้องเรยี นทใ่ี ชส้ ำหรับการวิจยั มี ๕ ข้ันตอน ดังนี้ (1) ขั้นตอนที่ 1. กำหนดหัวเรื่อง เป็นการกำหนดหาปัญหา โดยการตั้งคำถามเพื่อค้นหาปัญหา ซึ่งเป็นปญั หา หรือเรื่องทีจ่ ะนำไปศึกษา อาจจะได้มาจากการสงั เกตโดยตรง จากการทำงานในชัน้ เรียน หรือจาก ความสนใจของผู้เรียน (2) ข้นั ตอนที่ 2. ตั้งสมมติฐาน ครอู าจจะชว่ ยกระตุน้ ให้ผเู้ รยี นคิดแล้วหาคำตอบ (3) ขั้นตอนท่ี 3. ปฏบิ ัตกิ ารภาคสนาม เป็นการรวบรวมขอ้ มลู เพอ่ื จะตอบสมมตฐิ าน (4) ข้ันตอนท่ี 4. สรุปผลจากภาคสนาม เปน็ การสรุปผลทไ่ี ด้จากการปฏบิ ัตกิ ารในภาคสนามและ เปน็ การตรวจสอบผลทไี่ ด้ว่าสามารถตอบคำถามที่ตัง้ ไวไ้ ด้หรอื ไม่ เพราะอะไร หรือเปน็ การตรวจสอบสมมติฐาน (5) ขนั้ ตอนท่ี 5. ข้ันนำเสนอ ขัน้ น้ีเป็นการนำเสนอผลการยอมรับหรือไม่ยอมรบั สมมติฐาน และ เสนอผลที่ได้จากการลงภาคสนามท้ังหมด วิธีการเรียนรูน้ อกห้องเรียนท่ีใช้สำหรบั การวจิ ัย เป็นการศึกษาที่เริ่มต้นจากปัญหาเพือ่ ใหผ้ ู้เรียนได้เรียนรู้ จากสภาพทเ่ี ป็นปัญหาท่ีแทจ้ ริง (Law. 1989 างถึงใน UNESCO, n.d.) ที่กล่าวมาข้างต้น อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน ต้องคำนึงถึงผู้เรียน สถานท่ที ีจ่ ัดประสบการณน์ อกหอ้ งเรียนให้แก่ผูเ้ ขียน วิธกี ารจัดประสบการณ์นอกห้องเรียน และต้องคำนึงถึงการ จดั ประสบการณ์ให้ผู้เรยี นไดพ้ ฒั นาทกั ษะต่าง ๆ ทงั้ ท่เี ป็นทกั ษะภาคสนาม ทกั ษะการใช้ชีวติ อยู่ในสังคม สิ่งสำคัญ ตอ้ งคำนงึ ถึงวตั ถุประสงค์ของโรงเรยี นหรอื เปา้ หมายของการศกึ ษา
๑๘ ส่วนที่ ๓ ขั้นตอนการออกแบบนวัตกรรม ขนั้ ตอนการออกแบบนวัตกรรม ครูผสู้ อนมกี ารดำเนนิ การ เป็น ๒ ตอน ดงั น้ี ตอนที่ ๑ สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปัญญา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ บูรณาการนอกห้องเรยี น “เสน้ สายลายไหมมัดหม่”ี ๑) วเิ คราะห์ผู้เรียน ครูผู้สอนได้ทำการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยมีการวัดแววความสามารถพิเศษของผู้เรียน ผา่ นระบบอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ทส่ี ำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. เป็นผู้จดั ทำขน้ึ จากน้นั ผลท่ีได้มาแปลผล และสรุป ซง่ึ พลว่านักเรยี นในระดับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๔ - ๖ ส่วนใหญ่มีความสามารถในด้านศิลปะ แสดงให้เห็น การท่ีผ้เู รียนชอบวาดเขียน ระบาย และมีจติ นาการ รองลงมา คือ ความสามารถด้านการเคลื่อนไหว แสดงให้เห็น ว่านักเรียนชอบการเล่น การออกกำลัง หรือมองในแง่มุมหนึ่ง คือ ผู้เรียนชอบทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตื่นเต้นที่ได้ เคลื่อนไหวมากกว่าอยู่นิ่ง ๆ และรองลงมาอีก คือ ความสามารถด้านสังคม แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนชอบการเรยี นรู้ หรือทำงานร่วมกันมากกวา่ ทำงานคนเดยี ว นอกจากน้คี วามสามารถในดา้ นอื่น ๆ ของผูเ้ รยี นมแี สดงใหเ้ หน็ บาง ซ่ึง แสดงวา่ ครูผสู้ อนต้องออกแบบและจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีหลากหลาย เพือ่ พฒั นาศักยภาพของผู้เรยี นในหลาย ๆ ด้านทเ่ี หมาะสมกบั วัย ๒) ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเกีย่ วกับการสร้างนวัตกรรมการเรยี นรู้เชิงรุก ที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการสู่พหุปญั ญา ๓) ครูผู้สอนรา่ งแบบกจิ กรรมและฐานการเรยี นรู้ ซึ่งฐานการเรียนรู้ทค่ี รผู ูส้ อนได้ออกแบบเป็นกจิ กรรมท่ีทำให้ ผ้เู รยี นได้ลงมือปฏบิ ัตดิ ้วยตนเองมากท่ีสดุ มลี กั ษณะของกจิ กรรมทห่ี ลากหลายรูปแบบ และเป็นกิจกรรมท่ีสามารถ ใหแ้ หลง่ เรยี นรู้ใกลโ้ รงเรยี นหรือภูมปิ ญั ญาทอ้ งทอ้ งได้ ซง่ึ ครูผสู้ อนสามารถออกแบบฐานการเรียนรู้ ได้ดังนี้ ฐานท่ี ๑ ภาพเก่าเลา่ เร่ืองราวตำนานผา้ ทอมือ ฐานท่ี 2 กวา่ จะเป็นเส้นไหม (การปลูกหม่อน, การเลย้ี งไหม, การสาวไหม) ฐานที่ ๓ สร้างสรรคล์ ายผา้ ภูมิปัญญาไทย ฐานท่ี ๔ สืบสานงานมดั หมี่ ฐานที่ ๕ ผ้าทอมอื ไทยสตู่ ลาดการขาย ฐานท่ี ๖ ทตู นอ้ ยสบื สานภมู ปิ ัญญาไทยงานผา้ ไหมมัดหม่ี ๔) ครูผู้สอนร่วมกันวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) จากน้นั กำหนดมาตรฐานและตวั ชว้ี ัดทสี่ อดคล้องกับฐานการเรียนรู้ ได้ดงั น้ี แหลง่ เรียนรู้ การบรู ณาการกบั หลกั สูตรฯ ชน้ั เวลา ศูนย์ศิลปาชีพบลราชธานี วิชา มาตรฐาน/ตวั ชีวดั ป.4-6 2 (บ้านยางนอ้ ย) ชั่วโมง สงั คม สาระท่ี 4 ประวตั ศิ าสตร์ ฐานที่ 1 ภาพเกา่ เลา่ ศึกษา ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคญั ของเวลา และยคุ สมัย เรือ่ งราวตำนานผา้ ทอมอื ศาสนา ทางประวตั ิศาสตร์ สามารถใช้วิธกี ารทางประวัตศิ าสตรม์ า (แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1) และ วเิ คราะห์เหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ อยา่ งเปน็ ระบบ สาระการเรียนรู้ วัฒนธรรม ส 4.1 ป.4/3 แยกแยะประเภทหลักฐานท่ใี ช้ในการศกึ ษา 1. ศึกษาประวัติ ความ ความเป็นมาของทอ้ งถิ่น เปน็ มา และต้นกำเนิดของผ้า ส 4.1 ป.5/1 สบื ค้นความเปน็ มาของท้องถ่ินโดยใช้ ทอมอื ในประเทศไทย หลกั ฐานทห่ี ลากหลาย 2. ผ้าทอมือในยคุ ปจั จบุ นั
๑๙ แหล่งเรียนรู้ การบูรณาการกบั หลกั สตู รฯ ศนู ย์ศิลปาชพี บลราชธานี วิชา มาตรฐาน/ตัวชวี ัด ชน้ั เวลา (บ้านยางนอ้ ย) 3. การอนุรกั ษผ์ ้าทอมอื ของ ส 4.1 ป.6/1 อธบิ ายความสำคัญของวิธีการทาง ไทย ประวัติศาสตร์ในการศกึ ษาเรือ่ งราวทางประวัตศิ าสตรอ์ ยา่ ง งา่ ย ๆ ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิ ปัญญา มีความรกั ความภมู ใจและธำรงความเป็นไทย ส 4.3 ป.6/4 อธบิ ายภมู ิปญั ญาไทยท่ีสำคัญสมยั รตั นโกสนิ ทรท์ ่นี า่ ภาคภูมิใจ และควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ ภาษาไทย สาระที่ 2 การเขยี น ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขยี นเขียนส่ือสาร เขยี นเรียงความ ยอ่ ความ และเขียนเรอื่ งราวในรูปแบบตา่ ง ๆ เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ ท 2.1 ป.4/2 เขียนส่ือสารโดยใชค้ ำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม ท 2.1 ป.5/2 เขียนสอื่ สารโดยใชค้ ำได้ถกู ตอ้ ง ชัดเจน และเหมาะสม ท 2.1 ป.6/2 เขียนส่อื สารโดยใช้คำไดถ้ ูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพูด ท 3.1 สามารถเลือกฟงั และดอู ย่างมวี จิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคดิ และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์ ท 3.1 ป.4/2 พูดสรุปความจากการฟงั และดู ท 3.1 ป.4/3 พูดแสดงความรู้ ความคดิ เห็นและความรู้สึกเกย่ี วกบั เรอ่ื งที่ฟังและดู ท 3.1 ป.5/1 พูดแสดงความรู้ ความคดิ เหน็ และความรสู้ ึกเกยี่ วกับเรื่องท่ีฟงั และดู ท 3.1 ป.6/1 พูดแสดงความรู้ ความเขา้ ใจจุดประสงค์ของเรอื่ งทีฟ่ งั และดู ท 3.1 ป.6/2 พูดโน้มนา้ วอย่างมเี หตุผลและน่าเชอ่ื ถือ ฐานที่ 2 กว่าจะเปน็ เส้นไหม ป.4-6 4 สาระการเรยี นรู้ ชว่ั โมง 1. การปลกู หมอ่ น 2. การเล้ยี งไหม 3. การสาวไหม กิจกรรมย่อยท่ี 1 การงาน สาระที่ 1 การดำรงชวี ติ และครอบครัว ป.4-6 2 การปลูกหมอ่ น อาชพี ง 1.1 เขา้ ใจการทำงาน มีความสรา้ งสรรค์ ช่วั โมง (แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 2) มที ักษะกระบวนการทำงาน ทกั ษะ การจดั การทักษะ กระบวนการการแก้ปญั หา ทกั ษะการทำงานรว่ มกนั และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคณุ ธรรม และลักษณะนิสยั ในการทำงาน มจี ิตสำนกึ ในการใชพ้ ลังงาน ทรัพยากรและสงิ่ แวดลอ้ มเพ่ือดำรงชวี ติ และครอบครัว
๒๐ แหลง่ เรียนรู้ วิชา การบรู ณาการกบั หลักสูตรฯ ชน้ั เวลา ศนู ยศ์ ิลปาชีพบลราชธานี มาตรฐาน/ตัวชีวดั ป.4-6 1 (บา้ นยางน้อย) ชั่วโมง ง 1.1 ป.4/1 ธบิ ายเหตุผลในการทำงานใหบ้ รรลุเปา้ หมาย กิจกรรมยอ่ ยท่ี 2 การงาน ง 1.1 ป.4/2 ทำงานบรรลุเปา้ หมายท่ีวางไวอ้ ยา่ งเป็น ขั้นตอนด้วยความขยนั อดทน รับผิดชอบ และซ่ือสตั ย์ การเลยี้ งไหม อาชพี ง 1.1 ป.5/1 อธบิ ายเหตุผลในการทำงานแต่ละขั้นตอน ถกู ตอ้ งตามกระบวนการทำงาน (แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 3) ง 1.1 ป.6/1 อภิปรายแนวทางในการทำงานและปรับปรงุ การทำงานแตล่ ะข้นั ตอน วทิ ยา ง 1.1 ป.6/2 ใช้ทกั ษะการจัดการในการทำงานและมี ศาสตร์ ทักษะการทำงานร่วมกัน สาระท่ี 1 การดำรงชวี ิตและครอบครวั ง 1.1 เข้าใจการทำงาน มีความสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะ การจดั การทักษะ กระบวนการการแกป้ ัญหา ทักษะการทำงานร่วมกัน และทกั ษะการแสวงหาความรู้ มคี ุณธรรม และลักษณะนิสยั ในการทำงาน มีจติ สำนึกในการใช้พลังงาน ทรพั ยากรและสง่ิ แวดล้อมเพอ่ื ดำรงชวี ติ และครอบครวั ง 1.1 ป.4/1 อธบิ ายเหตุผลในการทำงานใหบ้ รรลุ เป้าหมาย ง 1.1 ป.4/2 ทำงานบรรลุเป้าหมายท่ีวางไวอ้ ยา่ งเป็น ข้ันตอน ด้วยความขยนั อดทน รับผดิ ชอบและซื่อสตั ย์ ง 1.1 ป.5/1 อธบิ ายเหตผุ ลในการทำงานแต่ละขั้นตอน ถกู ต้องตามกระบวนการทำงาน ง 1.1 ป.5/2 ใชท้ กั ษะการจัดการในการทำงานอย่าง เปน็ ระบบ ประณตี และมคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ ง 1.1 ป.6/1 อภปิ รายแนวทางในการทำงานและปรับปรงุ การทำงานแตล่ ะขั้นตอน ง 1.1 ป.6/2 ใช้ทักษะการจดั การในการทำงานและทกั ษะ การทำงานรว่ มกัน ง 1.1 ป.6/3 ปฏิบัติตติ นอย่างมีมารยาทในการทำงานกบั ครอบครัวและผอู้ น่ื สาระที่ 1 สิ่งมีชีวติ กบั กระบวนการดำรงชวี ติ ว 1.1 เขา้ ใจหนว่ ยพื้นฐานของส่ิงมีชวี ิตความสมั พนั ธ์ของโครงสรา้ ง และหน้าทข่ี องระบบต่าง ๆ ของส่ิงมชี วี ิตท่ที ำงานสมั พนั ธ์กัน มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ สอ่ื สารสงิ่ ท่ีเรียนรูแ้ ละนำความร้ไู ปใชใ้ นการดำรงชวี ิตของตนเ องและดแู ลสง่ิ มีชีวิต ว 1.1 ป.5/5 อภปิ รายวัฏจกั รของสตั ว์บางชนิด และนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
๒๑ แหลง่ เรียนรู้ การบรู ณาการกบั หลักสตู รฯ ศนู ยศ์ ิลปาชพี บลราชธานี วิชา มาตรฐาน/ตวั ชีวดั ชน้ั เวลา (บา้ นยางน้อย) สงั คม สาระที่ 2 หน้าทพ่ี ลเมอื ง วัฒนธรรม ศกึ ษา และการดำเนินชีวติ ในสงั คม ศาสนา ส 2.1 เขา้ ใจและปฏิบตั ติ นตามหนา้ ท่ีของพลเมอื งดี และ มีคา่ นยิ มทดี่ ีงาม และธำรงรักษาประเพณีและวฒั นธรรมไทย วฒั นธรรม ดำรงอยู่ร่วมกันในสงั คมไทยและสังคมโลกอย่างสนั ตสิ ขุ ส 2.1 ป.4/2 ปฏบิ ัตติ นในการเปน็ ผนู้ ำและผู้ตามท่ดี ี กิจกรรมยอ่ ยท่ี 3 การงาน สาระที่ 1 การดำรงชีวติ และคอบครวั ป.4-6 1 การสาวไหม อาชพี ง 1.1 เขา้ ใจการทำงาน มีความสร้างสรรค์ ชว่ั โมง (แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3) มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะ การจดั การทักษะ กระบวนการการแกป้ ญั หา ทักษะการทำงานรว่ มกัน และทกั ษะการแสวงหาความรู้ มีคณุ ธรรม และลักษณะนสิ ยั ในการทำงาน มีจิตสำนึกในการใช้พลงั งาน ทรัพยากรและสง่ิ แวดลอ้ มเพอ่ื ดำรงชีวติ และครอบครัว ง 1.1 ป.4/1 อธิบายเหตุผลในการทำงานใหบ้ รรลุ เปา้ หมาย ง 1.1 ป.4/2 ทำงานบรรลุเปา้ หมายทว่ี างไว้อย่าง เป็นขนั้ ตอน ด้วยความขยัน อดทน รบั ผิดชอบและซ่ือสัตย์ ง 1.1 ป.5/2 ใช้ทกั ษะการจัดการในการทำงาน อย่างเป็นระบบ ประณตี และมคี วามคิดสร้างสรรค์ วทิ ยา สาระท่ี 3 สารและสมบตั ขิ องสาร ศาสตร์ ว 3.2 เขา้ ใจหลักธรรมชาตขิ องการเปลยี่ นแปลง และ สถานะของสาร การเกดิ สารละลาย การเกิดปฏกิ ริ ิยา เทคโนโลยี มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรแู้ ละจติ วทิ ยาศาสตร์ สื่อสารสง่ิ ทีเ่ รยี นรู้ แลำนำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ว 3.2 ป.6/2 วิเคราะห์และอธิบายการเปลยี่ นแปลงทท่ี ำ ใหเ้ กดิ สารใหม่และสมบัติเปล่ียนแปลงไป สังคม สาระท่ี 2 หนา้ ทพ่ี ลเมอื ง วฒั นธรรม ศึกษา และการดำเนนิ ชวี ิตในสังคม ศาสนา ส 2.1 เข่า้ ใจและปฏิบัติตนตามหน้าทขี่ องการเปน็ และ พลเมอื งดี ค่านยิ มทด่ี ีงาม และธำรงรักษาประเพณีและ วัฒนธรรม วัฒนธรรมไทย ดำรงอยรู่ ่วมกันในสังคมไทยและสงั คมโลก อยา่ งสันตสิ ุข ส 2.1 ป.5/4 มีสว่ นรว่ มในการอนรุ กั ษแ์ ละเผยแพร่ ภมู ิปญั ญาท้องถนิ่ ของชุมชน ฐานท่ี 3 สรา้ งสรรคล์ ายผา้ การงาน สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว ป.4-6 2 ภมู ปิ ัญญาไทย อาชพี ง 1.1 เขา้ ใจการทำงาน มีความสร้างสรรค์ มีทักษะ ช่วั โมง (แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 4) กระบวนการทำงาน ทักษะ การจดั การทักษะ สาระการเรียนรู้ กระบวนการการแกป้ ญั หา ทักษะการทำงานรว่ มกนั และ 1. การออกแบบลวดลายผา้ ทกั ษะการแสวงหาความรู้ มีคณุ ธรรม และลกั ษณะนิสยั ในการ มดั หม่ี ทำงาน มีจิตสำนึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากรและ ส่ิงแวดล้อมเพือ่ ดำรงชวี ิตและครอบครัว
๒๒ แหล่งเรียนรู้ การบรู ณาการกับหลักสูตรฯ ศนู ย์ศลิ ปาชพี บลราชธานี วชิ า มาตรฐาน/ตัวชีวัด ชน้ั เวลา (บา้ นยางน้อย) ง 1.1 ป.4/1 อธบิ ายเหตผุ ลในการทำงานให้บรรลุ เป้าหมาย ง 1.1 ป.4/2 ทำงานบรรลุเป้าหมายทว่ี างไว้อย่างเป็น ขัน้ ตอน ด้วยความขยัน อดทน รับผดิ ชอบและซื่อสตั ย์ ง 1.1 ป.5/1 อธิบายเหตุผลในการทำงานแต่ละข้ันตอน ถูกตอ้ งตามกระบวนการทำงาน ง 1.1 ป.5/2 ใช้ทกั ษะการจดั การในการทำงานอยา่ งเปน็ ระบบ ประณตี และมีความคดิ สร้างสรรค์ ง 1.1 ป.6/1 อภิปรายแนวทางในการทำงานและปรับปรงุ การทำงานแต่ละขั้นตอน ง 1.1 ป.6/2 ใช้ทกั ษะการจดั การในการทำงานและทักษะ การทำงานร่วมกนั ง 1.1 ป.6/3 ปฎิบัติตนอย่างมีมารยาทในการทำงานกับ ครอบครวั และผู้อื่น ศลิ ปะ สาระท่ี 1 ทัศนศิลป์ ศ 1.1 สร้างสรรค์งานทัศนศลิ ปต์ ามจนิ ตนาการ และ ความคดิ สรา้ งสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คณุ คา่ งาน ทศั นศลิ ป์ ถ่ายทอดความรสู้ กึ ความคดิ ตอ่ งานศิลปะอยา่ ง อสิ ระ ชนื่ ชมและประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจำวัน ศ 1.1 ป.6/5 สรา้ งสรรคง์ านทศั นศลิ ปโ์ ดยใช้หลักการของ รปู และพน้ื ที่วา่ ง ศ1.1 ป.5/7 บรรยายประโยชน์ และคุณคา่ ของงาน ทศั นศิลป์ ทม่ี ผี ลต่อชีวิตของคนในสงั คม คณติ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต ศาสตร์ ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดบั และอนกุ รม และนำไปใช้ ค 1.2 ป.6/1 แสดงวธิ คี ดิ และหาคำตอบของปญั หา เกีย่ วกับแบบรปู ฐานท่ี 4 สืบสานงานมัดหม่ี ศลิ ปะ สาระที่ 1 ทศั นศิลป์ ป.4-6 4 (แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 4) สาระการเรยี นรู้ ศ 1.1 สรา้ งสรรคง์ านทัศนศลิ ปต์ ามจนิ ตนาการ และ ชว่ั โมง 1.การมดั หมี่ลายผา้ ความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณคา่ งาน ทศั นศิลป์ ถา่ ยทอดความรู้สกึ ความคิดต่องานศลิ ปะอย่าง อิสระ ชน่ื ชม และประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจำวัน ศ 1.1 ป.4/3 จำแนกทัศนธาตุของสง่ิ ต่าง ๆ ในธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ มและงานทัศนศลิ ปโ์ ดยเน้นเร่อื งเส้น สี รูปร่าง รูปทรงพื้นผิว และพน้ื ท่วี า่ ง ศ 1.1 ป.4/8 เปรยี บเทียบความคิดความรู้สึกทถ่ี า่ ยทอด ผ่านงานทศั นศลิ ป์ของตนเองและบคุ คลอน่ื ศ 1.1 ป.5/6 ระบุปัญหาในการจัดองคป์ ระกอบศิลปแ์ ละ การสื่อความหมายในงานทัศนศลิ ปข์ องตนเอง และบอกวิธีการ ปรบั ปรงุ งานให้ดีข้ึน
๒๓ แหลง่ เรยี นรู้ การบูรณาการกับหลกั สูตรฯ ศนู ย์ศลิ ปาชีพบลราชธานี วิชา มาตรฐาน/ตวั ชวี ดั ชน้ั เวลา (บ้านยางนอ้ ย) ศ 1.1 ป.6/2 อธิบายหลักการจดั ขนาดสดั ส่วนความสมดุล ในการสรา้ งงานทศั นศลิ ป์ ศ 1.1 ป.6/5 สร้างสรรคง์ านทศั นศลิ ปโ์ ดยใชห้ ลักการ ของ รปู และพื้นทวี่ ่าง การงาน สาระท่ี 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว อาชีพ ง 1.1 เขา้ ใจการทำงาน มีความสรา้ งสรรค์ มีทักษะ กระบวนการทำงาน ทักษะ การจัดการทักษะ กระบวนการการแกป้ ัญหา ทกั ษะการทำงานรว่ มกัน และ ทกั ษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนสิ ยั ในการ ทำงาน มจี ติ สำนกึ ในการใช้พลงั งาน ทรพั ยากรและ สิ่งแวดล้อมเพ่ือดำรงชวี ิตและครอบครวั ง 1.1 ป.4/๒ ทำงานบรรลุเปา้ หมายทีว่ างไวอ้ ยา่ งเป็น ข้นั ตอน ด้วยความขยนั อดทนรบั ผดิ ชอบ และซอื่ สตั ย์ ง 1.1 ป.4/3 ปฏบิ ัติตนอยา่ งมมี ารยาทในการทำงาน ง 1.1 ป.5/1 อธิบายเหตุผลการทำงานแต่ละขนั้ ตอน ถูกตอ้ งตามกระบวนการทำงาน ง 1.1 ป.5/2 ใชท้ กั ษะการจดั การในการทำงาน อยา่ งเป็น ระบบ ประณตี และมคี วามคิดสรา้ งสรรค์ ง 1.1 ป.6/1 อภปิ รายแนวทางในการทำงานและปรับปรุง การทำงานแตล่ ะขน้ั ตอน ง 1.1 ป.6/2 ใช้ทักษะการจัดการในการทำงาน และมี ทักษะการทำงานรว่ มกนั ง 1.1 ป.6/3 ปฏบิ ัติตนอย่างมีมารยาทในการทำงานกับ ครอบครวั และผู้อนื่ คณิต สาระที่ 1 จำนวนและพชี คณติ ศาสตร์ ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟงั กช์ ัน ลำดบั และอนุกรม และนำไปใช้ ค 1.2 ป.6/1 แสดงวธิ คี ิดและหาคำตอบของปัญหา เก่ียวกบั แบบรูป ฐานที่ 5 ผ้าทอมอื ไทย สังคม สาระท่ี 3 เศรษฐศาสตร์ ป.4-6 2 สตู่ ลาดการขาย ศึกษา ส 3.1 เข้าใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรพั ยากรในการผลติ ชว่ั โมง (แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 5) ศาสนา และการบรโิ ภค การใช้ทรัพยากรทม่ี ีอยูอ่ ยา่ งจำกัดได้อย่างมี และ ประสทิ ธภิ าพและคุม้ ค่า รวมทัง้ หลกั การของเศษรฐกจิ สาระการเรียนรู้ วฒั นธรรม พอเพียง เพ่ือการดำรงชวี ติ อยา่ งมดี ลุ ภาพ 1. ศึกษาและเรียนรเู้ สน้ ทาง ส 3.1 ป.4/2 บอกสทิ ธพิ ้ืนฐานและรักษาผลประโยนช์ของ การคา้ ขายผ้าทอมือของไทย ตนเองในฐานะผบู้ รโิ ภค 2. การคดิ คำนวณต้นทุน ส 3.1 ป.5/1 อธิบายปัจจยั การผลติ สนิ คา้ และบริการ และการกำหนดราคาขายผา้ ส 3.1 ป.6/1 อธิบายบทบาทของผู้ผลติ ทม่ี ีคสาม ทอมอื รบั ผิดชอบ ส 3.1 ป.6/3 บอกวิธีและประโยชนข์ องการใช้ทรพั ยากร อยา่ งย่ังยนื
๒๔ แหล่งเรียนรู้ การบูรณาการกบั หลกั สตู รฯ ศูนย์ศลิ ปาชีพบลราชธานี วชิ า มาตรฐาน/ตวั ชีวดั ชน้ั เวลา (บ้านยางนอ้ ย) คณติ สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ ศาสตร์ ค 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบ จำนวน การดำเนนิ การของจำนวน ผลทีเ่ กดิ ขึ้นจากการ ดำเนินการสมบัติของการดำเนนิ การ และนำไปใช้ ค 1.1 ป.4/7 ประมาณผลลัพธ์ของการบวก การลบ การ คณู การหาร จากสถานการณ์ตา่ ง ๆ อยา่ งสมเหตสุ มผล ค 1.1 ป.5/9 แสดงวธิ ีหาคำตอบของโจทย์ปญั หา ร้อยละ ไม่เกนิ 2 ขน้ั ตอน ค 1.1 ป.6/11 แสดงวิธีหาคำตอบของโจทย์ปัญหา อตั ราสว่ น ค 1.1 ป.6/12 แสดงวิธีหาคำตอบของโจทย์ปัญหา ร้อยละ 2 - 3 ขนั้ ตอน ภาษาไทย สาระที่ 2 การเขียน ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขยี นส่ือสาร เขียงเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่อื งราวในรูปแบบตา่ ง ๆ เขยี นรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าอย่างมีประสทิ ธิ ท 2.1 ป.4/2 เขยี นสื่อสารโดยใช้คำไดถ้ กู ต้อง ชัดเจน และ เหมาะสม ท 2.1 ป.5/2 เขยี นส่ือสารโดยใชค้ ำไดถ้ ูกต้อง ชัดเจน และ เหมาะสม ท 2.1 ป.6/2 เขยี นสอ่ื สารโดยใชค้ ำได้ถกู ตอ้ ง ชัดเจน และ เหมาะสม ฐานท่ี 6 ทตู น้อยสืบสานภูมิ สังคม สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร์ ป.4-6 2 ปัญญาไทยงานผ้าไหมมดั หมี่ ศกึ ษา ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมยั ช่ัวโมง (แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 5) ศาสนา ทางประวัตศิ าสตร์ สามารถใช้วธิ กี ารทางประวัติศาสตรม์ า สาระการเรยี นรู้ และ วิเคราะหเ์ หตุการณต์ า่ ง ๆ อย่างเปน็ ระบบ 1. สรุปผลการเรียนรทู้ ไ่ี ดร้ ับ วฒั นธรรม ส 4.1 ป.6/1 อธบิ ายความสำคญั ของวิธกี ารทาง เปน็ องคค์ วามรใู้ หม่ทีส่ ามารถ ประวัติศาสตร์ในการศึกษาเรือ่ งราวทางประวตั ิศาสตร์อยา่ ง นำไปประยุกต์ใชไ้ ด้จรงิ งา่ ย ๆ ส 4.3 เขา้ ใจความเป็นมาของชาติไทย วฒั นธรรม ภูมิ ปญั ญา มีความรกั ความภมู ใจและธำรงความเป็นไทย ส 4.3 ป.6/4 อธบิ ายภูมิปญั ญาไทยทส่ี ำคัญสมยั รัตนโกสินทรท์ ีน่ า่ ภาคภูมิใจ และควรคา่ แก่การอนุรักษไ์ ว้ ภาษาไทย สาระท่ี 2 การเขียน ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขียน เขยี นสอื่ สาร เขียน เรยี งความ ยอ่ ความ และเขียนเรอ่ื งราวในรูปแบบตา่ ง ๆ เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นคว้า อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ท 2.1 ป.4/2 เขยี นสื่อสารโดยใชค้ ำไดถ้ กู ตอ้ ง ชัดเจน และ เหมาะสม ท 2.1 ป.5/2 เขยี นสือ่ สารโดยใช้คำได้ถูกตอ้ ง ชดั เจน และ เหมาะสม
๒๕ แหลง่ เรียนรู้ การบูรณาการกับหลกั สูตรฯ ศูนย์ศิลปาชีพบลราชธานี วชิ า มาตรฐาน/ตัวชวี ัด ชน้ั เวลา (บ้านยางน้อย) ท 2.1 ป.6/2 เขียนสือ่ สารโดยใช้คำได้ถกู ต้อง ชัดเจน และ เหมาะสม สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพดู ท 3.1 สามารถเลอื กฟงั และดอู ย่างมวี ิจารณญาณ และ พดู แสดงความรู้ ความคดิ ความรู้สึกในโอกาสตา่ ง ๆ อย่างมี วิจารณญาณ และสรา้ งสรรค์ ๕) ครูผู้สอนออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการนอกหอ้ งเรียน “เส้นสายลายไหมมดั หม่ี” ซ่ึง ครผู สู้ อนได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรเู้ ป็น ๕ แผนการเรียนรู้ รวมเวลา ๑๖ ชวั่ โมง ที่สอดคลอ้ งกบั ฐานการเรียนรู้ ได้ดงั นี้ แผนการจัดการเรียนรู้ ฐานการเรยี นรูท้ ่ใี ช้ จำนวน แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑ (ชัว่ โมง) เรอื่ ง ภาพเก่าเลา่ เรื่องราวตำนานผ้าทอมอื ฐานที่ ๑ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒ ภาพเก่าเลา่ เรื่องราวตำนานผ้าทอมอื ๒ เรื่อง กวา่ จะเปน็ เส้นไหม “การปลกู หม่อน” ฐานที่ ๒ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๓ กวา่ จะเป็นเส้นไหม ๒ เรื่อง กว่าจะเป็นเสน้ ไหม “การเลยี้ งไหมและการสาวไหม” ๒ แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๔ เรอื่ ง สร้างสรรคล์ ายผ้าภมู ปิ ญั ญางานมดั หม่ี ฐานที่ ๓ ๖ สร้างสรรค์ลายผา้ ภมู ิปัญญาไทย ๔ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๕ ฐานที่ ๔ ๑๖ เรื่อง ทูตน้อยสบื สานภมู ิปัญญาผ้าไหมมดั หม่ี สืบสานงานมัดหม่ี รวม ฐานท่ี ๕ ผ้าทอมือไทยสู่ตลาดการขาย ฐานที่ ๖ ทตู น้อยสบื สานภมู ิปัญญาไทย งานผา้ ไหมมัดหม่ี ๖) ครผู สู้ อนนำแผนการจดั การเรยี นรทู้ อี่ อกแบบได้ทั้ง ๕ แผน เสนอผูบ้ รหิ าร ตอนที่ ๒ เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจของกิจกรรมการเรียนรู้แบบบรู ณาการนอกห้องเรยี น “เส้นสายลายไหมมัดหม”ี่ ๗) ครูผู้สอนสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการนอก ห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” ซึ่งแบบสอบถามเกี่ยวกับด้านกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านสื่อประกอบกิจกรรม การเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรยี นรู้ และดา้ นประโยชน์ท่ีได้รบั จากกิจกรรมการเรียนรู้
๒๖ สว่ นท่ี ๔ ข้ันตอนการใช้นวัตกรรม การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรูเ้ ชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียน ด้วย กิจกรรมการเรียนร้แู บบบรู ณาการนอกหอ้ งเรยี น “เสน้ สายลายไหมมดั หม”่ี ใชก้ บั นกั เรยี นศนู ยเ์ รียนรวมสมเด็จพระ มหาธรี าจารย์ โรงเรยี นบา้ นยางน้อย(พรหมพิทยา) ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ ภาคเรยี นที่ ๒ ปีการศกึ ษา 256๕ จำนวน ๖๓ คน โดยมขี ้นั ตอนการใชน้ วัตกรรม ดงั ต่อไปน้ี ๑. ประชุมวางแผนกำหนดปฏิทนิ การจดั การเรยี นรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ได้ดังนี้ วัน/เดอื น/ปี กจิ กรรมการเรยี นรู้ ฐานการเรยี นรู้ เวลา (ชั่วโมง) 16 ธ.ค. ๖๕ แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ ๑ ฐานที่ ๑ ๒ เรอื่ ง ภาพเก่าเลา่ เร่อื งราวตำนาน ภาพเกา่ เลา่ เรอื่ งราวตำนานผา้ ๒ ผา้ ทอมือ ทอมอื ๒ ๒๐ ธ.ค. ๖๕ แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๒ ฐานท่ี ๒ ๖ เร่อื ง กว่าจะเป็นเสน้ ไหม กว่าจะเปน็ เสน้ ไหม ๔ “การปลกู หมอ่ น” ๑๘ ม.ค. ๖๖ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๓ ฐานท่ี ๒ เรื่อง กวา่ จะเป็นเสน้ ไหม กวา่ จะเป็นเสน้ ไหม “การเลี้ยงไหมและการสาวไหม” ๒๗ ม.ค. ๖๖ แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๔ ฐานที่ ๓ เร่ือง สรา้ งสรรคล์ ายผ้าภมู ปิ ญั ญา สร้างสรรค์ลายผา้ ภมู ิปัญญาไทย งานมัดหม่ี ฐานที่ ๔ สบื สานงานมดั หมี่ ๓ ก.พ. ๖๖ แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๕ ฐานท่ี ๕ เร่อื ง ทูตนอ้ ยสืบสานภูมปิ ัญญา ผ้าทอมอื ไทยสู่ตลาดการขาย ผา้ ไหมมดั หมี่ ฐานที่ ๖ ทตู นอ้ ยสบื สานภูมิปญั ญาไทย งานผา้ ไหมมัดหม่ี ๒. ประสานงานกบั ศูนย์ศลิ ปาชีพอบุ ลราชธานี โครงการส่งเสริมศลิ ปาชีพฯบ้านยางนอ้ ย กล่มุ ทอผ้าไหม เพ่อื ขอความรว่ มมือดำเนินกจิ กรรมการเรยี นรู้
๒๗ ๓. ดำเนนิ การใช้แผนการจัดการเรยี นร้ตู ามปฏิทินการจดั การเรียนรู้ ๔. ประเมนิ ผเู้ รียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ๕. สรปุ ผลการเรียนและบันทกึ ผลหลงั การสอน ๖. เสนอผู้บริหารให้รับทราบหลังจากจดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ สรจ็ ในแต่ละแผน ๗. แบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรยี นทมี่ ตี อ่ การจัดการเรียนรแู้ บบบรู ณาการนอกหอ้ งเรยี น “เสน้ สายลายไหมมดั หม”ี่ ๘. สรุปผลการใช้นวัตกรรม
๒๘ สว่ นที่ ๕ ผลการใช้นวัตกรรม การดำเนินงานสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของ ผู้เรยี น ดว้ ยกิจกรรมการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการนอกห้องเรียน “เสน้ สายลายไหมมดั หม”ี่ ได้เสนอผลสำเร็จของการ สร้างนวตั กรรม 2 ตอน ดังน้ี ตอนที่ 1 ผลการสรา้ งนวตั กรรมการเรียนรู้ (Active Learning) เพื่อส่งเสรมิ พหุปญั ญา โดยใชก้ ิจกรรมการ เรียนรู้แบบบรู ณาการนอกห้องเรยี น “เส้นสายลายไหมมดั หมี”่ ตอนท่ี 2 ผลการประเมินกจิ กรรมการเรยี นรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรยี น “เสน้ สายลายไหมมดั หม่ี” ตอนที่ 1 ผลการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ (Active Learning) เพื่อสง่ เสรมิ พหปุ ญั ญา โดยใช้กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบบรู ณาการนอกห้องเรยี น “เสน้ สายลายไหมมดั หมี่” ๑) ฐานการเรียนรตู้ ามแหลง่ เรยี นรู้นอกหอ้ งเรียน : ศนู ย์ศลิ ปาชีพบา้ นยางนอ้ ย (กลมุ่ ทอผา้ ไหม)
๒๙ ๒) แผนการจัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการนอกหอ้ งเรียน “เสน้ สายลายไหมมัดหม่ี” แผนการจดั การเรียนรู้ ฐานการเรยี นรู้ที่ใช้ จำนวน (ชัว่ โมง) แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑ ฐานที่ ๑ ๒ เรื่อง ภาพเกา่ เล่าเร่ืองราวตำนานผ้าทอมือ ภาพเกา่ เลา่ เรอ่ื งราวตำนานผา้ ทอมือ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒ ฐานที่ ๒ ๒ เรื่อง กวา่ จะเปน็ เส้นไหม “การปลกู หม่อน” กว่าจะเปน็ เสน้ ไหม แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๓ ๒ เรื่อง กว่าจะเปน็ เส้นไหม “การเล้ยี งไหมและการสาวไหม”
แผนการจดั การเรยี นรู้ ฐานการเรียนรู้ท่ีใช้ ๓๐ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๔ ฐานที่ ๓ จำนวน (ช่วั โมง) เรอื่ ง สรา้ งสรรค์ลายผ้าภมู ปิ ญั ญางานมดั หมี่ สรา้ งสรรค์ลายผา้ ภูมิปญั ญาไทย ๖ ฐานท่ี ๔ สบื สานงานมัดหมี่ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๕ ฐานที่ ๕ ๔ เรื่อง ทตู นอ้ ยสบื สานภูมิปัญญาผา้ ไหมมัดหม่ี ผ้าทอมือไทยสู่ตลาดการขาย ฐานท่ี ๖ ทตู นอ้ ยสบื สานภมู ปิ ญั ญาไทย งานผ้าไหมมดั หมี่ รวม ๑๖ ตอนท่ี 2 ผลการประเมนิ กิจกรรมการเรยี นรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรยี น “เส้นสายลายไหมมัดหม”ี่ ๑) ตารางวเิ คราะห์สภาพและข้อมลู ทัว่ ไปของนักเรียน สภาพและขอ้ มูลทัว่ ไป จำนวน (คน) คดิ เป็นรอ้ ยละ เพศ ชาย ๓๗ ๕๘.๗๓ หญงิ ๒๖ ๔๑.๒๗ รวม ๑๐๐.๐๐ ป.๔ 2๓ ๓๖.๕๑ ระดับช้ัน ป.๕ ๑๗ ๒๖.๙๘ ป.๖ ๒๓ ๓๖.๔๑ รวม ๑๐๐.๐๐
๓๑ ๒) ตารางวิเคราะห์ความพึงพอใจของนกั เรยี นท่ีมตี ่อการจดั การเรยี นรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรยี น “เสน้ สายลายไหมมัดหม”่ี ความพึงพอใจของนกั เรียน ระดับความพงึ พอใจ ค่าเฉล่ีย แปลผล 54321 ด้านกิจกรรมการเรยี นรู้ 1. กิจกรรมการเรียนรู้ “เส้นสายลายไหมมดั หมี่” ๕๐ ๘ ๕ ๔.๗๑ ดมี าก จัดกิจกรรมการเรียนรู้ มคี วามเหมาะสมและสอดคลอ้ ง ๓ ๔.๘๓ ดมี าก กบั ความต้องการของผเู้ รียน ๖ ๔.๖๗ ดีมาก ๓ ๔.๗๓ ดีมาก 2. กิจกรรมการเรยี นรู้ “เสน้ สายลายไหมมดั หมี”่ ๕๕ ๕ ๙ ๔.๕๔ ดีมาก จดั กจิ กรรมการเรียนร้ตู ามความถนัด และความสนใจ เพอ่ื สง่ เสริมพหุปญั ญาของผเู้ รยี น 3. กจิ กรรมการเรียนรู้ “เสน้ สายลายไหมมดั หม่ี” ๔๘ ๙ สง่ เสริมให้ผู้เรยี นเกิดทกั ษะทีจ่ ำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ 4. กิจกรรมการเรยี นรู้ “เส้นสายลายไหมมัดหมี”่ ๔๙ ๑๑ ส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นเกิดความตระหนักและเหน็ คุณค่าของ ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิน่ งานผา้ ไหมมัดหมี่ 5. กิจกรรมการเรียนรู้ “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” ๔๗ ๖ ใชเ้ วลาในการจดั กจิ กรรมเหมาะสม ความพงึ พอใจด้านกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.๗๐ ดีมาก ด้านสอ่ื ในการจัดการเรียนรู้ 6. กิจกรรมการเรียนรู้ “เสน้ สายลายไหมมัดหมี”่ ๕๑ ๙ ๓ ๔.๗๖ ดีมาก จดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยมกี ารใช้สอ่ื การสอนที่ ๖ ๔.๖๘ ดมี าก หลากหลาย ๙ ๔.๖๐ ดมี าก ๔.๖๘ ดีมาก 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ “เสน้ สายลายไหมมดั หม”่ี ๔๙ ๘ จดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยมีวทิ ยากรที่มีความรู้ ความ เช่ียวชาญ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ “เสน้ สายลายไหมมดั หมี”่ ๔๗ ๗ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้โดยมกี ารใชส้ ่ือท่กี ระตุน้ ผ้เู รียน ใหเ้ กดิ ความสนใจ ความพงึ พอใจดา้ นส่อื ในการจดั การเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ๔๙ ๕ ๙ ๔.๖๓ ดมี าก ๔๘ ๑๐ ๕ ๔.๖๘ ดีมาก 9. กจิ กรรมการเรยี นรู้ “เสน้ สายลายไหมมัดหม”่ี จัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยมีการวดั และประเมินผลที่ หลากหลาย 10. กิจกรรมการเรยี นรู้ “เสน้ สายลายไหมมัดหมี่” จดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใหต้ นเอง เพื่อน ปราชญ์ ชาวบา้ น ผู้ปกครองและสถานประกอบการมีส่วนรว่ ม ในการวดั และประเมินผล
๓๒ ความพึงพอใจของนักเรยี น ระดับความพึงพอใจ ค่าเฉลย่ี แปลผล 54321 ๔.๖๖ ดีมาก ความพงึ พอใจดา้ นการวดั และประเมินผลการจัดการเรียนรู้ ๔.๗๐ ดมี าก ๔.๖๗ ดีมาก ดา้ นประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการเรียนรู้ ๔.๖๗ ดีมาก 11. กจิ กรรมการเรยี นรู้ “เสน้ สายลายไหมมดั หม่ี” ๕๐ ๗ ๖ ๔.๖๘ ดีมาก ทำให้ผู้เรียนร้คู ณุ ค่าของภูมิปัญญาทอ้ งถ่นิ ๔.๖๘ ดีมาก 12. กจิ กรรมการเรยี นรู้ “เส้นสายลายไหมมัดหม่ี” ๔๘ ๙ ๖ ทำให้ผเู้ รียนเกดิ ทกั ษะที่จำเป็นในศตวรรษท่ี ๒๑ 13. กจิ กรรมการเรียนรู้ “เส้นสายลายไหมมดั หมี่” ๔๙ ๗ ๗ ทำให้ผู้เรียนเกดิ ทักษะอาชีพในงานผ้าไหมมัดหม่ี สามารถนำไปประยุกตใ์ ช้ในการประกอบอาชีพได้ ความพงึ พอใจดา้ นประโยชนท์ ่ไี ด้รบั จากการเรียนรู้ สรปุ ความพงึ พอใจภาพรวม เกณฑ์การแบ่งช่วงคะแนนคา่ เฉลี่ย เกณฑก์ ารแบง่ ชว่ งคะแนนค่าเฉล่ยี ได้กำหนดเกณฑ์ประเมินไว้ ดงั น้ี ค่าเฉลยี่ 4.51 – 5.00 หมายถึงระดับความพงึ พอใจในระดับดมี าก ค่าเฉลยี่ 3.51 – 4.50 หมายถงึ ระดับความพงึ พอใจในระดบั ดี ค่าเฉลย่ี 2.51 – 3.50 หมายถงึ ระดับความพงึ พอใจในระดบั ปานกลาง คา่ เฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึงระดับความพึงพอใจในระดับนอ้ ย ค่าเฉลย่ี 1.00 – 1.50 หมายถึงระดับความพงึ พอใจในระดบั นอ้ ยทีส่ ุด
๓๓ สว่ นท่ี ๖ สรุปผล อภิปรายผล ข้อเสนอแนะและแนวทางการนำนวัตกรรมไปใช้ การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรูเ้ ชิงรุก (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียน ด้วย กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑) เพื่อสร้าง นวัตกรรมการเรียนรู้ (Active Learning) เพื่อส่งเสริมพหุปัญญา โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการนอก ห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” ๒) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการนอก ห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” ครูผู้สอนสามารถสรุปผล อภิปรายผล และให้ข้อเสนอแนะแนวทางการนำ นวัตกรรมไปใช้ไดด้ งั นี้ สรุปผลการพฒั นา 1. ผลการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ (Active Learning) เพือ่ ส่งเสริมพหุปัญญา โดยใช้กิจกรรมการ เรยี นรู้แบบบูรณาการนอกหอ้ งเรียน “เสน้ สายลายไหมมดั หม”่ี มฐี านการเรยี นรู้ ท้งั หมด ๖ ฐาน ไดแ้ ก่ ฐานที่ ๑ ภาพเก่าเล่าเรื่องราวตำนานผ้าทอมือ ฐานท่ี 2 กว่าจะเป็นเส้นไหม (การปลูกหม่อน, การเลี้ยงไหม, การสาวไหม) ฐานที่ ๓ สรา้ งสรรคล์ ายผา้ ภมู ปิ ัญญาไทย ฐานท่ี ๔ สืบสานงานมัดหม่ี ฐานท่ี ๕ ผา้ ทอมอื ไทยสตู่ ลาดการขาย ฐาน ท่ี ๖ ทตู นอ้ ยสบื สานภมู ปิ ัญญาไทยงานผา้ ไหมมดั หม่ี และมแี ผนการจัดการเรียนรู้ท้งั ๕ แผน ได้แก่ แผนการจัดการ เรียนรทู้ ี่ ๑ เรอ่ื ง ภาพเกา่ เลา่ เรอื่ งราวตำนานผ้าทอมือ แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๒ เร่ือง กว่าจะเป็นเส้นไหม “การ ปลูกหม่อน” แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๓ เรื่อง กวา่ จะเป็นเสน้ ไหม “การเลี้ยงไหมและการสาวไหม”แผนการจัดการ เรยี นรทู้ ่ี ๔ เร่อื ง สร้างสรรคล์ ายผา้ ภูมปิ ญั ญางานมดั หม่ี แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๕ เร่ือง ทูตนอ้ ยสืบสานภูมปิ ญั ญา ผ้าไหมมัดหม่ี รวมเวลาการจดั การเรยี นร้ทู ง้ั ส้นิ ๑๖ ชว่ั โมง 2. ผลการประเมนิ กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบบูรณาการนอกห้องเรยี น “เส้นสายลายไหมมัดหมี”่ ซึ่งการ ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหม มดั หม”ี่ มผี ลการประเมินความพึงพอใจเฉลย่ี รวมอยใู่ นระดับดมี าก (ค่าเฉล่ยี ๔.๖๘) อภิปรายผล ๑. ผลการสรา้ งนวัตกรรมการเรยี นรู้ (Active Learning) เพอื่ สง่ เสริมพหุปญั ญา โดยใชก้ ิจกรรมการเรียนรู้ แบบบูรณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ตามโครงการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาเชิงพื้นที่บูรณาการแหล่งเรียนรู้เป็นห้องเรียนมีชีวิต Active Learning ตามนโยบายของ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ – ๖ ซึ่ง ใช้แหล่งเรยี นภายนอก คือ ศูนย์ศิลปาชีพอบุ ลราชธานี กลุ่มทอผ้าไหม โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้ตามฐานการเรียนรู้ ซึ่งนวตั กรรมการเรียนรู้แบบบรู ณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหม่ี” มฐี านการเรยี นรู้ ท้ังหมด ๖ ฐาน ไดแ้ ก่ ฐานท่ี ๑ ภาพเก่าเล่าเรอื่ งราวตำนานผ้าทอมอื ฐานท่ี 2 กว่าจะเปน็ เส้นไหม (การปลกู หม่อน, การเล้ียงไหม, การสาวไหม) ฐานที่ ๓ สรา้ งสรรคล์ ายผา้ ภมู ิปญั ญาไทย ฐานท่ี ๔ สบื สานงานมดั หม่ี ฐานท่ี ๕ ผา้ ทอมือไทยสู่ตลาด การขาย ฐานที่ ๖ ทูตน้อยสืบสานภูมิปัญญาไทยงานผ้าไหมมดั หมี่ และมีแผนการจัดการเรียนรู้ทัง้ ๕ แผน ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๑ เรอื่ ง ภาพเก่าเลา่ เรอื่ งราวตำนานผ้าทอมือ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒ เรื่อง กว่าจะเป็น เส้นไหม “การปลกู หม่อน” แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๓ เรอ่ื ง กวา่ จะเปน็ เสน้ ไหม “การเล้ยี งไหมและการสาวไหม” แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๔ เรอ่ื ง สร้างสรรคล์ ายผ้าภูมิปญั ญางานมัดหม่ี แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๕ เรื่อง ทูตน้อย สบื สานภมู ิปญั ญาผา้ ไหมมัดหมี่ รวมเวลาการจดั การเรียนรู้ท้งั สิ้น ๑๖ ช่วั โมง กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” มีความยืดหยุ่นของเนื้อหา การจัดกระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล เน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความถนดั ของผเู้ รยี น การจัดกระบวนการเรยี นรู้เน้นใหผ้ ู้เรยี นได้ลงมอื ปฏบิ ัติไดจ้ ริง เพื่อให้ผู้เรียน
๓๔ มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดทักษะตามการพัฒนาผู้เรียนของรูปแบบ 4H (ด้านHand กิจกรรมพัฒนาทักษะการ ปฏบิ ัต)ิ และเกิดทกั ษะท่ีจำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ ได้แก่ ทักษะในการคดิ วิเคราะห์และสามารถแก้ปัญหาได้ ทักษะ ในการสื่อสาร ทกั ษะอาชีพและการเรียนรู้ มคี วามเขา้ ใจในความแตกต่างของวฒั นธรรม มคี วามร่วมมือ การทำงาน เปน็ ทมี และมคี วามเมตตากรุณา มีคณุ ธรรม และมรี ะเบยี บวนิ ยั 2. ผลการประเมินกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” ข้อมูล ท่ัวไปของผูต้ อบแบบสอบถามจำแนกตามเพศและระดับชั้น พบวา่ เป็นเพศชายตอบแบบสอบถามมากกวา่ เพศหญิง ซงึ่ เพศชายคิดเป็นร้อยละ ๕๘.๗๓ ทต่ี อบแบบสอบถาม และถ้าจำแนกตามระดบั ช้นั พบวา่ ระดับช้ันประถมศึกษา ปีที่ ๔ กับช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๖ ตอบแบบสอบถามมากท่ีสุดและมีจำนวนเท่ากัน คิดเป็นรอ้ ยละ ๓๖.๕๑ สำหรับ การประเมินความพึงพอใจเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย๔.๖๘) และรายการที่มีผลการประเมินความพึง พอใจสูงท่สี ุด ได้แก่ กจิ กรรมการเรยี นรู้ “เส้นสายลายไหมมดั หมี”่ จัดกจิ กรรมการเรยี นร้ตู ามความถนดั และความ สนใจเพื่อส่งเสริมพหุปัญญาของผู้เรียน มีระดับความพึงพอใจในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย๔.๘๓) รองลงมา คือ กิจกรรมการเรยี นรู้ “เสน้ สายลายไหมมัดหมี”่ จดั กิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยมกี ารใช้สอ่ื การสอนท่ีหลากหลาย มรี ะดับ ความพึงพอใจในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย๔.๗๖) ส่วนในด้านที่มีผลการประเมินความพึงพอใจสูงที่สุด ได้แก่ ด้าน กจิ กรรมการเรยี นรู้ ระดับความพึงพอใจในระดับดมี าก (คา่ เฉลย่ี ๔.๗๐) ในทางกลบั กันยงั มีรายการที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุด คอื กิจกรรมการเรยี นรู้ “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมเหมาะสม มีระดับความพึงพอใจในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย๔.๕๔) ซึ่งครูผู้สอนได้สอบถาม นกั เรยี นเปน็ รายบุคคลเกยี่ วกบั เวลาในการจัดกจิ กรรม พบว่าเวลาการจัดกิจกรรมค่อยขา้ งน้อย มีเวลาในการลงมือ ปฏิบัตินอ้ ย ทำให้บางกิจกรรมทำไมท่ ันเวลาหรือผลงานท่ไี ดไ้ มด่ เี ท่าทคี่ วร ข้อเสนอแนะ ๑. ขอ้ เสนอแนะแนวทางการนำนวัตกรรมไปใช้ เพอ่ื ให้สามารถนำกิจกรรมการเรยี นรู้แบบบรู ณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมดั หม่”ี ท่ีไดส้ ร้าง ข้ึนไปใชอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ ครผู ู้สอนมีมขี อ้ เสนอแนะแนวทางบางประการเกย่ี วกับนำไปใช้ ดังน้ี ๑) จากผลการสร้างนวัตกรรมการจดั การเรียนรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning) เพ่อื สง่ เสริมพหปุ ัญญา ของผู้เรียน ด้วยกิจกรรมการเรยี นรู้แบบบรู ณาการนอกห้องเรยี น “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” และได้นำไปใช้แลว้ พบว่าบางกิจกรรมท่ีเปน็ การบรรยายนกั เรียนไม่ให้ความร่วมมือเท่าทีควร ดงั นั้น ควรมีการจัดกจิ กรรมท่ีนักเรียนมี สว่ นร่วมมากข้ึน เชน่ การใหน้ กั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ หรอื อภิปรายบางชว่ งที่มีการบรรยาย หรอื จัดกิจกรรมท่ีให้ นักเรียนเกิดทักษะการคดิ แทนทจี่ ะใหน้ ักเรยี นน่ังฟงั อย่างเดียว ๒) จากผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการนอก หอ้ งเรยี น “เส้นสายลายไหมมัดหมี”่ พบวา่ นกั เรยี นมีความสุข สนกุ สนาน กระตือรือร้นในการทำกิจกรรม ดังนั้น โรงเรียนจึงควรสง่ เสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพือ่ เปล่ียนบรรยายการเรียนรู้และ เปน็ การกระตนุ้ ให้นักเรยี นอยากเรยี นรู้เม่อื พบเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ๓) ระยะเวลาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ควรผสู้ อนควรคำนึกถึงความเหมาะสมของกิจกรรมการ เรียนรู้ที่ได้ออกแบบมากขึ้น เนื่องจากเวลาบางกิจกรรมน้อยเกินไป แต่ในการลงปฏิบัติต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน หรือบางกิจกรรมต้องใช้ทักษะการคิดที่ละเอียดอ่อน ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพมากยิ่งข้ึน
๓๕ ๒. ขอ้ เสนอแนะเพื่อการพัฒนานวัตกรรมครงั้ ต่อไป ครผู สู้ อน มีขอ้ เสนอแนะสำหรบั ผู้ท่สี นใจในการพัฒนากิจกรรมการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการนอกห้องเรียน “เสน้ สายลายไหมมัดหมี่” ตอ่ ไป โดยมีรายละเอยี ด ดงั น้ี 1) ควรขยายการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สู่ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา อาจเป็นในรูปแบบของ รายวิชาเพ่ิม ทมี่ ีการตัดสนิ ผลการเรียน เพอื่ พฒั นาศักยภาพผู้เรียนและการนำไปประกอบอาชีพในอนาคต ๒) ในการเรียนของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาอาจมีการเพิ่มกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อพัฒนา ทักษะด้านต่าง ๆ ที่สูงขึ้น เช่น กิจกรรมการทำสบู่จากรงั ใหม่ กิจกรรมการสร้างผลิตภัณฑ์จากหม่อน เป็นต้น ซ่ึง กิจกรรมดงั กลา่ วจะสามารถทำให้ผูไ้ ดเ้ กดิ ทักษะการคดิ และไดล้ งมอื ปฏิบัติมากย่ิงขึ้น ลงชอ่ื ........................................................ผู้รายงาน (นายจกั รพล สร้อยสิงห์) ตำแหน่ง ครูผชู้ ่วย ลงชื่อ.........................................................ผูร้ บั รองผลงาน (นายปรชั ญา ฤๅชา) ตำแหน่ง ผ้อู ำนวยการโรงเรียนบ้านยางน้อย(พรหมพิทยา)
๓๖ บรรณานกุ รม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย จำกัด. ชศู รี การเกษ. (๒๕๔๖). การพฒั นากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎพี หุปัญญา วชิ าคณติ ศาสตร์ เรอ่ื งการ บวกลบระคน ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ชาญชยั ยมดิษฐ.์ (2548). เทคนคิ และวธิ กี ารสอนร่วมสมยั . กรงุ เทพฯ: หลกั พมิ พ์ ชยั วัฒน์ สทุ ธริ ัตน์. (2558). 80 นวัตกรรมการจัดการเรยี นรูท้ ี่เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สำคญั (พิมพ์ครงั้ ที่ 6 ed.). นนทบุร:ี พี บาลานซด์ ไี ซดแ์ อนปรน้ิ ติ้ง. ชน่ื ชนก โควนิ ท.์ (2561). พจนานุกรมศึกษาศาสตร์. กรงุ เทพฯ: พรกิ หวานกราฟฟิค. ทศิ นา แขมมณี. (2555). ศาสตรก์ ารสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรยี นรู้ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ (พิมพค์ รัง้ ท่ี 15 ed.). กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. นิราศ จนั ทรจิตร. (2553). การเรียนรูด้ า้ นการคิด. มหาสารคาม : ภาควชิ าหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. เนาวรัตน์ ฆารสมบรณู ์. (2546). การประยกุ ตท์ ฤษฎีพหุปญั ญาเพอ่ื การเรยี นรภู้ าษาอังกฤษ ชนั้ ประถมศึกษา ปที ี่ 6. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญาศึกษาศาสตรม์ หาบณั ฑิต คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พีระ รัตนวิจติ ร และคณะ. (2544). การประยกุ ต์ทฤษฎพี หปุ ัญญาสูก่ ารปฏิรูปกระบวนการเรยี นรู้. กรุงเทพ ฯ : ธรรมสาร. พมิ พนั ธ์ เดชะคุปต์และพเยาว์ ยินดีสขุ . (2561). การเรียนรูเ้ ชิงรุกแบบรวมพลงั กับ PLC เพ่อื การพัฒนา. กรุงเทพฯ: ส านกั พมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั พนู สขุ อุดม. (2546). การพฒั นาหลกั สูตรวทิ ยาศาสตร์แบบพหุวิทยาการร่วมกบั วชิ าคณิตศาสตรแ์ ละ ภาษาองั กฤษสาหรบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนจฬุ าภรณราชวิทยาลยั ตรัง. ปรญิ ญานพิ นธ์ การศกึ ษาดษุ ฎีบัณฑิต (วิทยาศาสตรศ์ ึกษา). บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ. ราชบัณฑิตยสถาน. (2551). พจนานุกรมศพั ทศ์ กึ ษาศาสตร์ อักษร A - L ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน. กรงุ เทพฯ: อรุณการพิมพ์. ราชบณั ฑิตยสถาน. (2555). พจนานุกรมศพั ทศ์ ึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน. กรุงเทพฯ: อรุณการพมิ พ์. วัฒนา หงสกุล. (2561). การจัดการเรยี นร้เู ชิงรุกในยคุ ไทยแลนด์ 4.0. รายงานการประชุมเสนอผลงานวจิ ัย ระดบั ชาติ Graduate school Conference 2018, 1, 479-486. วัฒนาพร ระงบั ทกุ ข์. (2542). การจัดการเรียนการสอนที่เนน้ ผู้เรียนเปน็ ศนู ย์กลาง. กรงุ เทพฯ: เลฟิ แอนดเ์ ลฟิ เพรส. วิมลรัตน์ สนุ ทรโรจน.์ (2549). เอกสารประกอบการเรยี นนวตั กรรมเพือ่ การเรียนรู.้ มหาสารคาม : ภาควิชาหลักสตู รและการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. ศักด์ศิ รี ปาณะกลุ และคณะ. (2559). หลักสตู รและการจดั การเรียนร(ู้ พ. 4 Ed.). กรงุ เทพฯ: สำนักพมิ พ์ มหาวิทยาลยั รามคำแหง. สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2555). ครวู ิทยาศาสตรม์ อื อาชพี แนวทางสู่การ เรยี นการสอนท่ีมีประสทิ ธผิ ล: กรุงเทพฯ : อนิ เตอรเ์ อ็ดดเู คชั่น ซัพพลายส.์ สถาพร พฤฑฒกิ ุล. (2555). คณุ ภาพผูเ้ รยี นเกดิ จากกระบวนการเรียนรู้. การบรหิ ารการศึกษา มหาวทิ ยาลยั บูรพา, 6(2), 1-13.
๓๗ สุนียเ์ หมะประสทิ ธ์.ิ (2543). เอกสารคำสอนวชิ า ปถ 421 : วทิ ยาศาสตรส์ ำหรบั ครปู ระถม EL 421 Science for elementary school teachers. กรุงเทพฯ: ภาควิชาหลกั สตู รและการสอน มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ. อมร ปรางคน์ ้อย. (2542). การสอดแทรกคุณธรรมและจรยิ ธรรมในการสอนวชิ าชพี ทางดา้ นศิลปะประจำชาติ. ปทุมธาน:ี คณะศิลปกรรมสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล. อารี สณั หฉวี. (254๓). พหปุ ญั ญาในหอ้ งเรียน : วิธกี ารสอนเพอื่ พัฒนาปัญญาหลายด้าน. กรุงเทพฯ : ศนู ยพ์ ัฒนาหนงั สือกรมวิชาการ. Gardner, H. (1983). Frames of Mind. The Theoty of Multiple Intelligences. New York. Basic Books. Gardner, Howard. (๑๙๙๓). Multiple intelligences: the theory in practice. New York, N.Y. : Basic Books. Keyser, M. W. (2000). Active learning and cooperative learning: understanding the difference and using both styles effectively. Research Strategies, 17(1), 35-44. Doi : https://doi.org/10.1016/S0734-3310(00)00022-7 Meyers, C. (1993). Promoting active learning : strategies for the college classroom : San Francisco, Calif. : Jossey-Bass Silberman, M. L. (1996). Active learning: 101 strategies to teach any subject: Boston : Allyn and Bacon.
๓๘ ภาคผนวก
๓๙ การจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ ❖ ภาพกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑ ลงิ ค์วิดีโอการจดั การเรยี นการสอน แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑ (มีการบนั ทกึ หลังแผน)
๔๐ ❖ ภาพกจิ กรรมการเรียนรู้ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี ๒ ลงิ ค์วิดีโอการจดั การเรยี นการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๒ (มีการบนั ทึกหลังแผน)
๔๑ ❖ ภาพกจิ กรรมการเรียนรู้ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี ๓ ลงิ ค์วิดีโอการจดั การเรยี นการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๓ (มีการบนั ทึกหลังแผน)
๔๒ ❖ ภาพกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๔
๔๓ ❖ ภาพกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๕
๔๔ การจดั การเรยี นรู้ “เส้นสายลายไหมมัดหม่ี”
๔๕ การนิเทศและตดิ ตามการดำเนนิ งาน จากสำนกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต ๑
๔๖ แบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรียนทมี่ ตี อ่ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการนอกห้องเรยี น “เส้นสายลายไหมมดั หม่”ี คำชแ้ี จง แบบสอบถามฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจในการจั ดกิจกรรมการเรียนรู้แ บบ บรู ณาการนอกห้องเรียน “เส้นสายลายไหมมัดหมี่” ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ - ๖ ศนู ยเ์ รียนรวมสมเด็จ พระมหาธรี าจารย์ โรงเรียนบ้านยางน้อย(พรหมพทิ ยา) เพอ่ื เป็นข้อมลู ในการปรบั ปรงุ การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ให้ มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อนักเรียนและโรงเรยี น โปรดให้ข้อมูลตามความเป็นจริง ครูผู้สอนจะนำ ข้อมลู ทไี่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชนใ์ นการวิจัยเท่านัน้ แบบสอบถามฉบบั นป้ี ระกอบด้วย 2 ตอน ดงั นี้ ตอนท่ี 1 สถานภาพและขอ้ มูลท่ัวไปของนกั เรียน จำนวน 2 ขอ้ ตอนที่ 2 ความพึงพอใจของนกั เรยี นท่ีมีตอ่ กจิ กรรมการเรียนรู้แบบบรู ณาการนอกหอ้ งเรียน “เสน้ สายลาย ไหมมัดหม”ี่ สำหรบั นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๔ - ๖ จำนวน 13 ข้อ ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม จำนวน 1 ข้อ จงใส่เคร่อื งหมาย (√) ลงในช่องระดับความพึงพอใจของนักเรียนไดร้ ับจากการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ รายวชิ าเพมิ่ เตมิ ตามความเป็นจริง โดยความพงึ พอใจระดับตา่ ง ๆ มีความหมาย ดงั น้ี 5 หมายถงึ พึงพอใจระดับมากท่ีสดุ 4 หมายถงึ พงึ พอใจระดับมาก 3 หมายถึง พงึ พอใจระดับปานกลาง 2 หมายถงึ พงึ พอใจระดับนอ้ ย 1 หมายถงึ พึงพอใจระดับน้อยทส่ี ุด
Search