ครุกรรมในฝ่ ายอกศุ ล ได้แก่ อนนั ตริยกรรม ๕ ครุกรรมในฝ่ ายกศุ ล ได้แก่ สมาบตั ิ ๘ ประการ ฯ (ปี 2554) ครุกรรม คืออะไร ? อนนั ตริยกรรมกบั สมาบตั ิ ๘ เป็ นครุกรรมฝ่ ายกศุ ล หรืออกศุ ล ? ตอบ คือ กรรมหนกั ฯ อนนั ตริยกรรม เป็ นครุกรรมฝ่ ายอกศุ ล สมาบตั ิ ๘ เป็ นครุกรรมฝ่ ายกศุ ล ฯ (ปี 2545) วิญญาณฐิติตา่ งจากสตั ตาวาสอยา่ งไร ? สญั ญาเวทยติ นิโรธกบั นโิ รธสมาบตั ิตา่ งกนั หรือเหมอื นกนั ? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้ ภมู ิเป็ นทตี่ งั้ แหง่ วิญญาณเรียกวา่ วญิ ญาณฐิติ ภพเป็ นทอี่ ยแู่ หง่ สตั ว์ เรียกวา่ สตั ตาวาส ฯ ตา่ งกนั โดยพยญั ชนะ โดยอรรถเป็ นอยา่ งเดยี วกนั คือทา่ นผ้เู ข้าถึงสมาบตั ชิ นิดนแี ้ ล้วยอ่ มไมม่ ีสญั ญาและเวทนา ฯ หมวด ๙ พุทธคุณ ๙ คณุ ความดขี องพระพทุ ธเจ้า ๑. อรห เป็ นพระอรหนั ต์ (มคี วามหมายหลายประการ ๑.เป็ นผ้เู ว้นไกลจากกเิ ลสและบาปธรรม ๒.เป็ นผ้หู ักกา แห่งสงั สารจักร ๓.เป็ นผู้ควรแนะนาส่ังสอนเขา ๔.เป็ นผ้คู วรรับความเคารพนับถอื ของเขา ๕.เป็ นผ้ไู ม่มี ข้อลับ ไม่ได้ทาความเสยี หายอันจะพึงซ่อนเพ่อื มใิ ห้คนอ่ืนร)ู้ ๒. สมมฺ าสมพฺ ุทฺโธ เป็ นผ้ตู รัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ๓. วิชชฺ าจรณสมฺปนฺโน เป็ นผ้ถู งึ พร้อมด้วยวชิ ชาและจรณะ (วชิ ชา ๓ และจรณะ ๑๕) ๔. สุคโต เป็ นผ้เู สดจ็ ไปดแี ล้ว ๕. โลกวทิ ู เป็ นผ้รู ู้แจ้งโลก ๖. อนุตตฺ โร ปุริสทมฺมสารถิ เป็ นผ้ฝู ึกบรุ ุษทีส่ มควรฝึกได้อยา่ งไมม่ ใี ครยิง่ กวา่ ๗. สตถฺ า เทวมนุสฺสาน เป็ นครูผ้สู อนของเทวดาและมนษุ ย์ทงั้ หลาย ๘. พุทโฺ ธ เป็ นผ้รู ู้ ผ้ตู ื่น ผ้เู บกิ บาน ๙. ภควา ๑.เป็ นผ้มู โี ชค ๒.เป็ นผ้จู าแนกธรรม (ปี 2562 และ 2544) พระพทุ ธคณุ บทวา่ อรห แปลวา่ อยา่ งไรได้บ้าง ? ตอบ แปลวา่ เป็ นผ้เู ว้นไกลจากกิเลสและบาปกรรม เป็ นผ้หู กั กาแหง่ สงั สารจกั ร เป็ นผ้คู วรแนะนาสง่ั สอนเขา เป็ นผ้คู วรรับความเคารพนบั ถือของเขา เป็ นผ้ไู มม่ ขี ้อลบั ไมไ่ ด้ทาความเสยี หายอนั จะพงึ ซอ่ นเพ่อื มิให้คนอ่นื รู้ ฯ (ปี 2560 และ 2545) พระพทุ ธคณุ บทวา่ อรห ที่แปลวา่ เป็ นผ้หู กั กาแหง่ สงั สารจกั รนนั้ กาแหง่ สงั สารจกั ร ได้แก่อะไร ? ตอบ ได้แก่ อวิชชา ตณั หา อปุ าทาน และกรรม ฯ (ปี 2559) พระพทุ ธคณุ บทวา่ อรห เป็ นพระอรหนั ต์ มคี วามหมายอยา่ งไรบ้าง ? เลอื กตอบมา ๒ อยา่ ง 36 | P a g e
ตอบ มคี วามหมายได้ ๔ อยา่ ง ฯ คือ ๑. ชื่อวา่ เป็ นพระอรหนั ต์ เพราะเป็ นผ้ไู กลจากกิเลสและบาปธรรม กลา่ วคอื เป็ นผ้บู ริสทุ ธ์ิ ๒. ช่ือวา่ เป็ นพระอรหนั ต์ เพราะเป็ นผ้หู กั กาสงั สารจกั ร คอื อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม ได้ ๓. ชื่อวา่ เป็ นพระอรหนั ต์ เพราะเป็ นผ้คู วรแนะนาสง่ั สอนเขา หรือเป็ นผ้คู วรรับความเคารพนบั ถือ ๔. ช่ือวา่ เป็ นพระอรหนั ต์ เพราะเป็ นผ้ไู มม่ ีความลบั คือมิได้ทาความเสยี หายอนั ใดท่จี ะพงึ ซอ่ นเร้น ฯ (ปี 2556) พทุ ธคณุ ๒ ก็มี พทุ ธคณุ ๓ ก็มี พทุ ธคณุ ๙ ก็มี จงแจกแจงแตล่ ะอยา่ งวา่ มีอะไรบ้าง? ตอบ พทุ ธคณุ ๒ คือ อตั ตสมบตั ิ และ ปรหิตปฏิบตั ิ พทุ ธคณุ ๓ คือ พระปัญญาคณุ พระวสิ ทุ ธิคณุ และพระกรุณาคณุ พทุ ธคณุ ๙ คือ อรห, สมมฺ าสมพฺ ทุ ฺโธ, วิชฺชาจรณสมฺปนโฺ น, สคุ โต,โลกวทิ ,ู อนตุ ฺตโร ปรุ ิสทมมฺ สารถิ, สตถฺ า เทวมนสุ สฺ าน, พทุ ฺโธ,ภควา ฯ (ปี 2554) พระพทุ ธคณุ วา่ อรห ใช้เป็ นคณุ บทของพระสาวกได้ด้วยหรือไม?่ ถ้าได้ จะมคี าอะไรมาประกอบร่วมด้วย เป็ นเครื่องหมาย ให้รู้วา่ เป็ นคณุ บทของพระศาสดาหรือของพระสาวก? ตอบ ได้ ฯ สาหรับพระศาสดา ใช้วา่ อรห สมฺมาสมฺพทุ โฺ ธ แปลวา่ พระอรหนั ต์ ผ้ตู รัสรู้ชอบเอง สาหรับพระสาวกใช้วา่ อรห ขีณาสโว แปลวา่ พระอรหนั ต์ผ้มู ีอาสวะสนิ ้ แล้ว ฯ (ปี 2553) พระพทุ ธคณุ ๙ บท คอื อะไรบ้าง? บทไหนจดั เป็ นอตั ตหิตสมบตั ิและปรหิตปฏิบตั ิ ? ตอบ คือ อรห, สมฺมาสมพฺ ทุ โฺ ธ, วชิ ฺชาจรณสมฺปนโฺ น, สคุ โต, โลกวทิ ,ู อนตุ ตฺ โร ปรุ ิสทมฺมสารถิ, สตฺถา เทวมนสุ สฺ าน, พทุ ฺโธ, ภควา ฯ ๕ บทเบอื ้ งต้นเป็ นอตั ตหิตสมบตั ิ ๔ บทเบอื ้ งปลายเป็ นปรหติ ปฏบิ ตั ิ ฯ (ปี 2552) พระพทุ ธคณุ บทหนงึ่ วา่ เป็ นผ้หู กั กาแหง่ สงั สารจกั ร ถามวา่ กาได้แกอ่ ะไร สงั สารจกั รได้แกอ่ ะไร? ตอบ กา ได้แก่ อวิชชา ตณั หา อปุ าทาน กรรม สงั สารจกั ร ได้แก่ กิเลส กรรม วบิ าก ฯ (หมายเหตุ \" กิเลส กรรม วิบาก \" เรียกว่า วัฏฏะ ๓) (ปี 2548) พระพทุ ธคณุ บทวา่ “อนตุ ตฺ โร ปรุ ิสทมมฺ สารถิ เป็ นสารถีฝึกบรุ ุษท่ีควรฝึกได้ไมม่ ีใครยง่ิ กวา่ ” คาวา่ “บรุ ุษท่ีควรฝึกได้” นนั้ หมายถงึ บคุ คลเชน่ ไร ? ตอบ หมายถงึ บคุ คลผ้มู อี ปุ นิสยั ทอ่ี าจฝึกให้ดไี ด้และตงั้ ใจจะเข้าใจพระธรรมเทศนา แม้ฟังด้วยตงั้ ใจจะจบั ข้อบกพร่องขนึ ้ ยกโทษเชน่ เดียรถีย์ก็ตาม ฯ (ปี 2545) พระพทุ ธคณุ ตอ่ ไปนมี ้ ีคาแปลวา่ อยา่ งไร ? ก) สคุ โต ข) อนตุ ตฺ โร ปรุ ิสทมฺมสารถิ ตอบ ก) เป็ นผ้เู สด็จไปดีแล้ว ฯ ข) เป็ นสารถีแหง่ บรุ ุษพงึ ฝึกได้ ไมม่ ีบรุ ุษอืน่ ย่งิ ไปกวา่ ฯ (ปี 2544) พระพทุ ธคณุ บทวา่ อรห แปลวา่ อยา่ งไรได้บ้าง ? พระสงฆ์ดอี ยา่ งไร จงึ จดั วา่ เป็ นนาบญุ ของโลก ? ตอบ แปลวา่ เป็ นผ้เู ว้นไกลจากกิเลสและบาปธรรม เป็ นผ้หู กั กาแหง่ สงั สารจกั ร เป็ นผ้คู วรแนะนาสง่ั สอนเขา เป็ นผ้คู วรรับความเคารพนบั ถือของเขา 37 | P a g e
เป็ นผ้ไู มม่ ีข้อลบั ไมไ่ ด้ทาความเสยี หายอนั จะพงึ ซอ่ นเพ่ือมิให้คนอน่ื รู้ ฯ พระสงฆ์เป็ นผ้บู ริสทุ ธ์ิ ทกั ขณิ าทีบ่ ริจาคแกท่ า่ น ยอ่ มมีผลานสิ งส์ ดจุ นาท่มี ีดินดแี ละไถดี พชื ที่หวา่ นทป่ี ลกู ลงยอ่ มเผลด็ ผลไพบลู ย์ จึง ช่ือวา่ นาบญุ ของโลก ฯ (ปี 2543) จงให้ความหมายของคาตอ่ ไปนี ้ ก. ภควา ข. โอปนยโิ ก ตอบ ก. ภควา คอื พระผ้มู พี ระภาคเจ้า ทรงเป็ นผ้มู ีโชค คือจะทรงทาการใด ก็ ลลุ ว่ งปลอดภยั ทกุ ประการ อีกอยา่ งหนงึ่ เป็ นผ้จู าแนก แจกธรรม ข. โอปนยิโก คือพระธรรมมีคณุ ควรน้อมเข้ามาในใจของตนหรือควรน้อมใจเข้าไปหาพระธรรมนนั้ ด้วยการปฏบิ ตั ิให้เกิดมขี นึ ้ ในใจ สังฆคุณ ๙ คณุ ความดีองพระสงฆ์ผ้เู ป็ นสาวกของพระพทุ ธเจ้า ๑. สุปฏปิ นฺโน เป็ นผ้ปู ฏบิ ตั ดิ แี ล้ว ๒. อุชุปฏิปนฺโน เป็ นผ้ปู ฏบิ ตั ติ รงแล้ว ๓. ญายปฏปิ นฺโน เป็ นผ้ปู ฏิบตั เิ ป็ นธรรม ๔. สามจี ิปฏิปนฺโน เป็ นผ้ปู ฏบิ ตั ิสมควร ๕. อาหุเนยโฺ ย เป็ นผ้คู วรของคานบั ๖. ปาหุเนยโฺ ย เป็ นผ้คู วรของต้อนรับ ๗. ทกฺขเิ ณยโฺ ย เป็ นผ้คู วรของทาบญุ ๘. อญฺชลกิ รณีโย เป็ นผ้คู วรทาอญั ชลี (ประณมมือไหว้) ๙. อนุตตฺ ร ปุญฺญกเฺ ขตฺต โลกสสฺ เป็ นนาบญุ ของโลก ไมม่ ีนาบญุ อน่ื ย่งิ กวา่ (ปี 2562) คาวา่ พระสงฆ์ ในบทสงั ฆคณุ นนั้ ทา่ นประสงค์บคุ คลเช่นไร ? จงจาแนกมาดู ตอบ ทา่ นประสงค์พระอริยบคุ คล ๔ คู่ ๘ บคุ คล ซงึ่ ล้วนแตท่ า่ นผ้ทู ีต่ งั้ อยใู่ นมรรคผลทงั้ สนิ ้ คอื พระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล คู่ ๑ พระสกทาคามิมรรค พระสกทาคามิผล คู่ ๑ พระอนาคามมิ รรค พระอนาคามิผล คู่ ๑ พระอรหตั มรรค พระอรหตั ผล คู่ ๑ ฯ (ปี 2561) คาวา่ \"อชุ ปุ ฏิปนฺโน เป็ นผ้ปู ฏิบตั ิตรง\" คอื ปฏบิ ตั เิ ช่นไร ? ตอบ คอื ไมป่ ฏบิ ตั ิลวงโลก ไมม่ ีมายาสาไถย ประพฤติตรงตอ่ พระศาสดา และเพอ่ื นสาวกด้วยกนั ไมอ่ าพรางความในใจ ฯ (ปี 2560 และ 2546) พระสงฆ์ ในบทสงั ฆคณุ ๙ ทา่ นหมายถงึ พระสงฆ์เชน่ ไร? คาวา่ \"อชุ ปุ ฏปิ นโฺ น เป็ นผ้ปู ฏบิ ตั ติ รง\"คือปฏบิ ตั เิ ช่นไร? ตอบ หมายถึง พระสาวกผ้ไู ด้บรรลธุ รรมวิเศษตงั้ แตโ่ สดาปัตตมิ รรคเป็ นต้น ฯ คือไมป่ ฏบิ ตั ลิ วงโลก ไมม่ ีมายาสาไถย ประพฤติตรง ตรงตอ่ พระศาสดาและเพ่อื นสาวกด้วยกนั ไมอ่ าพรางความในใจ ไมม่ ีแงง่ อน ฯ (ปี 2555) สงั ฆคณุ ๙ มอี ะไรบ้าง จะยน่ ให้เหลอื เพยี ง ๒ ได้อยา่ งไร? ตอบ มี ๑) สปุ ฏิปนโฺ น เป็ นผ้ปู ฏิบตั ดิ ีแล้ว 38 | P a g e
๒) อชุ ปุ ฏิปนโฺ น เป็ นผ้ปู ฏิบตั ิตรงแล้ว ๓) ญายปฏิปนฺโน เป็ นผ้ปู ฏบิ ตั ิเป็ นธรรม ๔) สามจี ิปฏิปนโฺ น เป็ นผ้ปู ฏิบตั สิ มควร ๕) อาหเุ นยฺโย เป็ นผ้คู วรของคานบั ๖) ปาหเุ นยโฺ ย เป็ นผ้คู วรของต้อนรับ ๗) ทกฺขิเณยฺโย เป็ นผ้คู วรของทาบญุ ๘) อญฺชลกิ รณีโย เป็ นผ้คู วรทาอญั ชลี (ประณมมือไหว้) ๙) อนตุ ฺตร ปญุ ฺญกฺเขตฺต โลกสสฺ เป็ นนาบญุ ของโลก ไมม่ ีนาบญุ อน่ื ย่งิ กวา่ ฯ ข้อ ๑ ถงึ ข้อ ๔ เป็ นอตั ตหติ คณุ คอื คณุ เกือ้ กลู แกต่ นเอง ข้อ ๕ ถงึ ข้อ ๙ เป็ นปรหิตคณุ คอื คณุ เกือ้ กลู แก่ผ้อู ื่น ฯ (ปี 2544) พระพทุ ธคณุ บทวา่ อรห แปลวา่ อยา่ งไรได้บ้าง ? พระสงฆ์ดีอยา่ งไร จึงจดั วา่ เป็ นนาบญุ ของโลก ? ตอบ แปลวา่ เป็ นผ้เู ว้นไกลจากกิเลสและบาปธรรม เป็ นผ้หู กั กาแหง่ สงั สารจกั ร เป็ นผ้คู วรแนะนาสง่ั สอนเขา เป็ นผ้คู วรรับความเคารพนบั ถือของเขา เป็ นผ้ไู มม่ ีข้อลบั ไมไ่ ด้ทาความเสยี หายอนั จะพงึ ซอ่ นเพ่อื มใิ ห้คนอ่นื รู้ ฯ พระสงฆ์เป็ นผ้บู ริสทุ ธิ์ ทกั ขณิ าที่บริจาคแกท่ า่ น ยอ่ มมผี ลานิสงส์ดจุ นาทีม่ ดี นิ ดีและไถดี พชื ที่หวา่ นท่ีปลกู ลงยอ่ มเผลด็ ผลไพบลู ย์ จึง ช่ือวา่ นาบญุ ของโลก ฯ มานะ ๙ (ความถือตวั ) ความสาคญั ตวั วา่ เป็ นนนั่ เป็ นนี่ ๑. เป็ นผ้เู ลิศกว่าเขา สาคัญตวั ว่า เลิศกว่าเขา ๒. เป็ นผู้เลศิ กว่าเขา สาคญั ตัวว่า เสมอเขา ๓. เป็ นผู้เลิศกว่าเขา สาคญั ตวั ว่า เลวกว่าเขา ๔. เป็ นผู้เสมอกว่าเขา สาคญั ตัวว่า เลิศกว่าเขา ๕. เป็ นผ้เู สมอกว่าเขา สาคัญตวั ว่า เสมอเขา ๖. เป็ นผ้เู สมอกว่าเขา สาคญั ตัวว่า เลวกว่าเขา ๗. เป็ นผ้เู ลวกว่าเขา สาคญั ตัวว่า เลิศกว่าเขา ๘. เป็ นผ้เู ลวกว่าเขา สาคัญตัวว่า เสมอเขา ๙. เป็ นผู้เลวกว่าเขา สาคญั ตวั ว่า เลวกว่าเขา (ปี 2551) มานะ คอื อะไร ? วา่ โดยยอ่ ๓ อยา่ ง ได้แก่อะไรบ้าง ? ตอบ คอื ความสาคญั ตวั วา่ เป็ นนน่ั เป็ นนี่ ฯ ได้แก่ ๑. สาคญั ตวั วา่ เลศิ กวา่ เขา 39 | P a g e
๒. สาคญั ตวั วา่ เสมอเขา ๓. สาคญั ตวั วา่ เลวกวา่ เขา ฯ หมวด ๑๐ มจิ ฉัตตะ ๑๐ ความเป็ นสง่ิ ท่ีผิด ๑. มิจฉาทิฏฐิ เหน็ ผิด ๒. มจิ ฉาสังกปั ปะ ดาริผดิ ๓. มจิ ฉาวาจา วาจาผิด ๔. มจิ ฉากัมมันตะ การงานผิด ๕. มจิ ฉาอาชีวะ เลยี ้ งชีพผิด ๖. มิจฉาวายามะ พยายามผดิ ๗. มิจฉาสติ ระลกึ ผิด ๘. มิจฉาสมาธิ ตงั้ จิตผิด ๙. มิจฉาญาณะ รู้ผดิ ๑๐. มจิ ฉาวมิ ุตติ พ้นผิด (ปี 2552) มิจฉตั ตะคอื อะไร มีอะไรบ้าง มจิ ฉาวายามะได้แก่พยายามผิดอยา่ งไร? ตอบ ความเป็ นสงิ่ ที่ผิด มี ๑.มิจฉาทฏิ ฐิ ๒.มิจฉาสงั กปั ปะ ๓.มจิ ฉาวาจา ๔.มจิ ฉากมั มนั ตะ ๕.มิจฉาอาชีวะ ๖.มจิ ฉาวายามะ ๗.มจิ ฉาสติ ๘.มิจฉาสมาธิ ๙.มจิ ฉาญาณะ ๑๐.มิจฉาวมิ ตุ ติ มิจฉาวายามะ ได้แก่ พยายามในทางยงั บาปธรรมให้เกิดขนึ ้ และให้เจริญ และในทางยงั กศุ ลธรรมไมใ่ ห้เกิดขนึ ้ และให้เสอ่ื มสนิ ้ ฯ (ปี 2543) จงอธิบายคาตอ่ ไปนี ้ ก. มจิ ฉาสมาธิ ข. สมั มาสมาธิ ตอบ ก. มจิ ฉาสมาธิ คือการตงั้ จิตไว้ผดิ โดยนาสมาธิท่ไี ด้นนั้ ไปใช้ในผดิ ทาง เชน่ สะกดจิตในทางหาลาภให้แก่ตนเอง ในทางหา ผลประโยชน์ ทาให้ผ้อู น่ื หลงงมงายในวิชาความรู้ ในทางให้ร้ายผ้อู นื่ และในทางนาให้หลง ฯ ข. สมั มาสมาธิ คอื การตงั้ จิตไว้ชอบในองค์ฌาน ๔ หรือมีนยั ตรงกนั ข้ามกบั มิจฉาสมาธิข้างต้น บารมี ๑๐ ปฏปิ ทาอนั ยิง่ ยวด หรือคณุ ธรรมทป่ี ระพฤตอิ ยา่ งย่ิงยวด ได้แก่ ความดีทีบ่ าเพ็ญอยา่ งพเิ ศษ เพอื่ บรรลเุ ป้ าหมาย สงู สดุ ฯ ๑. ทานบารมี การให้ 40 | P a g e
๒. สีลบารมี การรักษาศลี ให้เป็ นปกติ ๓. เนกขมั มบารมี การออกจากกาม ๔. ปัญญาบารมี ความรอบรู้ ๕. วิริยบารมี ความเพียร ๖. ขนั ติบารมี ความอดทนอดกลนั้ ๗. สัจจบารมี ความตงั้ ใจจริง การทาจริง พดู จริงและความจริงใจ ๘. อธิษฐานบารมี ความตงั้ ใจมนั่ ๙. เมตตาบารมี ความรักใคร่ ความปรารถนาดี ๑๐. อุเบกขาบารมี ความวางเฉย (ปี 2562, 2560 และ 2549) บารมี คืออะไร ? อธิษฐานบารมี คือการทาอยา่ งไร ? ตอบ ปฏิปทาอนั ยง่ิ ยวด หรือคณุ ธรรมที่ประพฤติอยา่ งยิง่ ยวด ได้แก่ ความดีที่บาเพ็ญอยา่ งพิเศษ เพ่อื บรรลเุ ป้ าหมายสงู สดุ ฯ คอื ความตงั้ ใจมนั่ ตดั สนิ ใจเดด็ เดี่ยว วางจดุ หมายแหง่ การกระทาของตนไว้แนน่ อนและดาเนินตามนนั้ อยา่ งแนว่ แน่ ฯ (ปี 2557) ผ้บู ริจาคทานระดบั ใดจดั เป็ นทานบารมี ทานอปุ บารมี และทานปรมตั ถบารม?ี ตอบ บริจาคพสั ดภุ ายนอก จดั เป็ นทานบารมี บริจาคอวยั วะ จดั เป็ นทานอปุ บารมี บริจาคชีวติ จดั เป็ นทานปรมตั ถบารมี ฯ (ปี 2543) บารมีคอื อะไร ? มกี ี่อยา่ ง ? อะไรบ้าง ? สงั โยชน์อะไรเรียกวา่ โอรัมภาคิยสงั โยชน์ ? มอี ะไรบ้าง ? ตอบ คือคณุ สมบตั หิ รือปฏิปทาอนั ยวดยิง่ มี ๑๐ อยา่ ง คือ ทาน ๑ ศลี ๑ เนกขมั มะ ๑ ปัญญา ๑ วิริยะ ๑ ขนั ติ ๑ สจั จะ ๑ อธิษฐาน ๑ เมตตา ๑ อเุ บกขา ๑ ฯ สงั โยชน์เบอื ้ งต่าคืออยา่ งหยาบเรียกวา่ โอรัมภาคิยสงั โยชน์ มี ๕ อยา่ งคือ สกั กายทฏิ ฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สลี พั พตปรามาส ๑ กามราคะ ๑ ปฏิฆะ ๑ ฯ หมวด ๑๒ ปฏิจจสมุปบาท หรือ ปัจจยาการ ๑๒ ธรรมท่อี งิ อาศยั กนั และกนั เกิดขนึ ้ ๑. อวิชชา ความไมร่ ู้ ๒. สังขาร สภาพท่ปี รุงแตง่ ได้แก่ อภิสงั ขาร ๓ ๓. วิญญาณ ปฏิสนธิวญิ ญาณ วิญญาณท่จี ะไปถือกาเนดิ ใหมอ่ ยา่ งหนงึ่ หมายถึง วญิ ญาณ ๖ ๔. นามรูป ได้แก่ การประกอบกนั ของนามรูปเป็ นอตั ภาพ ๕. สฬายตนะ ได้แก่ อายตนะ ๖ ๖. ผัสสะ การสมั ผสั การกระทบกนั ระหวา่ งอายตนะภายในอายตนะภายนอกและวิญญาณ ๗. เวทนา ความรู้สกึ การเสวยอารมณ์ทเี่ กิดจากผสั สะ สขุ ทกุ ข์ เฉยๆ ๘. ตณั หา ความทะยานอยาก 41 | P a g e
๙. อุปาทาน ความยดึ มน่ั ถือมน่ั ๑๐. ภพ ได้แก่ กรรมภพ(กรรมทนี่ าสตั ว์ให้ไปอบุ ตั ิในภพตา่ งๆ อนั ได้แก่ อภสิ งั ขาร ๓) และอปุ ัตตภิ พ(สถานทท่ี ่ีสตั ว์ไป เกิดและดารงชีวิตอยู่ อนั ได้แก่ ภพ ๓) ๑๑. ชาติ การเกิด ๑๒. ชรามรณะ ความเสอ่ื มสลาย (ปี 2551) สมทุ ยั วาร กบั นิโรธวาร ในปฏจิ จสมปุ บาท ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ สมทุ ยั วาร คือการแสดงความเกิดแหง่ ผล เพราะเกิดแหง่ เหตุ สว่ นนิโรธวาร คือการแสดงความดบั แหง่ ผล เพราะดบั แหง่ เหตุ ฯ หมวด ๑๓ ธุดงค์ ๑๓ (องค์คณุ เป็ นเครื่องฆา่ หรือกาจดั กิเลส) วตั ตจริยาพเิ ศษอยา่ งหนง่ึ พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติไว้เพ่ือเป็ น อุบายขัดเกลากิเลส และเป็ นไปเพ่ือความมกั น้อยสันโดษ หมวด ๑ จีวรปฏิสงั ยตุ ต์ ธุดงค์ท่เี ก่ยี วกับจวี ร ๑. ปังสุกูลิกังคะ ถือการใช้ผ้าบงั สกุ ลุ เป็ นวตั ร ๒. เตจีวริกงั คะ ถือการใช้ผ้าไตรจีวรเป็ นวตั ร หมวด ๒ ปิ ณฑปาตปฏิสังยตุ ต์ ธุดงค์ท่เี ก่ยี วกับบณิ ฑบาต ๓. ปิ ณฑปาติกังคะ ถือการเท่ียวบิณฑบาตเป็ นวตั ร ๔. สปทานจาริกงั คะ ถือการเทีย่ วบณิ ฑบาตไปตามลาดบั บ้านเป็ นวตั ร ๕. เอกาสนิกังคะ ถือการนงั่ ฉนั อาสนะเดียวเป็ นวตั ร ๖. ปัตตปิ ณฑิกงั คะ ถือการฉนั ในบาตรเป็ นวตั ร ๗. ขลุปัจฉาภตั ติกังคะ ถือการไมฉ่ นั ปัจฉาภตั เป็ นวตั ร หมวด ๓ เสนาสนปฏสิ ังยุตต์ ธุดงค์ท่เี ก่ยี วกับเสนาสนะ ๘. อรัญญิกังคะ ถือการอยปู่ ่ าเป็ นวตั ร ๙. รุกขมูลกิ งั คะ ถือการอยโู่ คนต้นไม้เป็ นวตั ร ๑๐. อพั โภกาสิกังคะ ถือการอยกู่ ลางแจ้งเป็ นวตั ร ๑๑. โสสานิกังคะ ถือการอยปู่ ่ าช้าเป็ นวตั ร ๑๒. ยถาสนั ถติกังคะ ถือการอยเู่ สนาสนะตามทไ่ี ด้เป็ นวตั ร หมวด ๔ วิริยปฏิสังยุตต์ ธุดงค์ท่เี ก่ยี วกบั ความเพียร ๑๓. เนสัชชิกงั คะ ถือการนง่ั เป็ นวตั ร (ปี 2556) ธุดงค์ คอื อะไร? มีกี่หมวด? หมวดไหนวา่ ด้วยเร่ืองอะไร? ตอบ คอื วตั ตจริยาพเิ ศษอยา่ งหนง่ึ เป็นอบุ ายขดั เกลากิเลส และเป็นไปเพ่อื ความมกั น้อยสนั โดษ ฯ มี ๔ หมวด ฯ ดงั นี ้ 42 | P a g e
หมวดท่ี ๑ วา่ ด้วยเรื่องจีวร หมวดที่ ๒ วา่ ด้วยเร่ืองบิณฑบาต หมวดท่ี ๓ วา่ ด้วยเร่ืองเสนาสนะ หมวดท่ี ๔ วา่ ด้วยเรื่องความเพียร ฯ (ปี 2553) ธดุ งค์ทา่ นบญั ญตั ไิ ว้เพอื่ ประโยชน์อะไร ? ธุดงค์ทีภ่ ิกษุถือได้มีกาหนดเฉพาะกาล คอื ข้อใด ? เพราะเหตใุ ด ฯ ตอบ เพอ่ื เป็ นอบุ ายขดั เกลากิเลส และเป็ นไปเพือ่ ความมกั น้อยสนั โดษ ฯ ข้อ รุกขมลู กิ งั คะ และ อพั โภกาสกิ งั คะ ฯ ธดุ งค์ ๒ ข้อนภี ้ ิกษุถือได้เฉพาะกาลนอกพรรษา เพราะในพรรษาภิกษุต้องถือเสนาสนะเป็ นทอ่ี ยอู่ าศยั ประจา ตามพระวินยั นิยม ฯ (ปี 2552) ธุดงค์ได้แก่อะไร การสมาทานธุดงค์ด้วยการฉนั มอื ้ เดยี วเป็ นวตั รท่ีเรียกกนั ทวั่ ไปวา่ “ฉนั เอกา” จดั เข้าในธดุ งค์ข้อไหน? ตอบ ได้แก่ วตั ตจริยาพเิ ศษอยา่ งหนงึ่ เป็ นอบุ ายขดั เกลากิเลสและเป็ นไปเพ่ือความมกั น้อยสนั โดษ จดั เข้าในข้อ เอกาสนกิ งั คะ คือถือนงั่ ฉนั ณ อาสนะเดยี วเป็ นวตั ร ฯ (ปี 2551) ธุดงค์ คอื อะไร ? ข้อใดของปัจจยั ๔ ไมม่ ีในธดุ งค์ ? ตอบ คอื วตั ตจริยาพิเศษอยา่ งหนงึ่ บญั ญตั ขิ นึ ้ ด้วยหมายจะให้เป็ นอบุ าย ขดั เกลากิเลส และเป็ นไปเพอ่ื ความมกั น้อยสนั โดษ ฯ ข้อ ยารักษาโรค ฯ (ปี 2549) ธุดงค์ ทา่ นบญั ญตั ไิ ว้เพอ่ื ประโยชน์อะไร ? อารัญญิกงั คธดุ งค์ คือการถือปฏบิ ตั ิอยา่ งไร ? ตอบ เพอื่ เป็ นอบุ ายขดั เกลากิเลส และเป็ นไปเพ่อื ความมกั น้อยสนั โดษ ฯ คอื การถืออยปู่ ่ าเป็ นวตั ร หมายถงึ การพกั อาศยั ปฏบิ ตั ธิ รรมอยใู่ นป่ าหรือ บริเวณป่ าและจะต้องหา่ งจากบ้านคนอยา่ งน้อย ๒๕ เส้น หรือ ๕๐๐ ชวั่ ธนู ฯ (ปี 2548) คาวา่ “วตั ร” ในธดุ งควตั ร หมายถงึ อะไร ? ผ้ถู ือธดุ งค์ข้อเตจีวริกงั คะอยา่ งเคร่ง มวี ธิ ีปฏบิ ตั ิอยา่ งไร ? ตอบ หมายถึงข้อปฏบิ ตั พิ เิ ศษอยา่ งหนงึ่ ตามแตใ่ ครจะสมคั รถือ บญั ญตั ขิ นึ ้ ด้วยหมายจะให้เป็ นอบุ ายขดั เกลากิเลส และเป็ นไปเพอื่ ความมกั น้อยสนั โดษ ฯ มวี ธิ ีปฏิบตั อิ ยา่ งนี ้ใช้เฉพาะไตรจีวรของตนเทา่ นนั้ แม้จะซกั หรือจะย้อมอนั ตรวาสก ยอ่ มใช้อตุ ตราสงค์นงุ่ และใช้สงั ฆาฏหิ ม่ ฯ (ปี 2547) อตั ตกิลมถานโุ ยค กบั การบาเพญ็ ธุดงควตั ร ตา่ งกนั อยา่ งไร ? เตจีวริกงั คธดุ งค์ หมายความวา่ อยา่ งไร ? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้ อตั ตกิลมถานโุ ยค การทรมานตนให้ลาบากเพอ่ื ให้บาปกรรมหมดไป เพราะการทรมานนนั้ หรือเพือ่ บชู าพระเจ้า ซง่ึ เมอ่ื ทราบแล้วจะทรงโปรดให้ประสบผลท่ีนา่ ปรารถนา สว่ นการบาเพ็ญธุดงควตั ร บญั ญตั ิขนึ ้ เพือ่ จะให้เป็ นอบุ ายขดั เกลากิเลสและ เป็ นไปเพอ่ื ความมกั น้อยสนั โดษ ฯ เตจีวริกงั คธุดงค์ หมายถึง ธุดงค์ของภิกษุผ้ถู ือเตจีวรกิ งั คะ ยอ่ มไมใ่ ช้จีวรผืนที่ ๔ นงุ่ หม่ เฉพาะไตรจีวรอนั เป็ นผ้าอธิษฐาน ฯ (ปี 2546) ปังสกุ ลู กิ งั คะ องค์แหง่ ผ้ถู ือผ้าบงั สกุ ลุ เป็ นวตั ร คืออยา่ งไร ? ธุดงค์ข้อใด ท่ีภกิ ษุสมาทานสาเร็จด้วยอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดนิ นง่ั ? ตอบ คอื ไมร่ ับจีวรจากทายก เทีย่ วแสวงหาและใช้เฉพาะแตผ่ ้าบงั สกุ ลุ มาเย็บย้อมทาจีวรใช้เอง ฯ คอื เนสชั ชิกงั คะ องค์แหง่ ภิกษุผ้ถู ือการนงั่ เป็ นวตั ร ถือเฉพาะอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดนิ และนงั่ เทา่ นนั้ ฯ (ปี 2545) ในธุดงค์ ๑๓ นนั้ ธุดงค์ทถี่ ือได้เฉพาะกาลมีอะไรบ้าง ? การถือธดุ งค์ ยอ่ มสาเร็จด้วยอาการอยา่ งไร ? 43 | P a g e
ตอบ ๑) รุกขมลู กิ งั คะ ถืออยโู่ คนไม้เป็ นวตั ร ๒) อพั โภกาสกิ งั คะ ถืออยใู่ นที่แจ้งๆ เป็ นวตั ร ฯ สาเร็จด้วยการสมาทาน คอื ด้วยอธิษฐานใจหรือแม้ด้วยเปลง่ วาจา ฯ (ปี 2543) ธดุ งค์ ๑๓ ทา่ นกลา่ ววา่ เป็ นวตั รจริยาพิเศษอยา่ งหนง่ึ ไมใ่ ชศ่ ีลนนั้ คืออยา่ งไร ? ธดุ งค์นนั้ ทา่ นบญั ญตั ิไว้เพื่ออะไร ? ตอบ คือการสมาทานหรือข้อทีถ่ ือปฏบิ ตั ิจาเพาะผ้สู มคั รใจจะพงึ สมาทานประพฤตไิ มม่ โี ทษ มแี ตใ่ ห้คณุ แกผ่ ้ถู ือปฏบิ ตั ิ ฯ เพือ่ เป็ นอบุ ายบรรเทาขดั เกลาและกาจดั กิเลส เป็ นไปเพอ่ื ความมกั น้อยและสนั โดษ เป็ นต้น ฯ หมวด ๑๕ จรณะ ๑๕ (ความประพฤติ) ข้อปฏิบตั ทิ จ่ี ะนาไปสกู่ ารบรรลวุ ิชชาหรือนิพพาน อนั ประกอบด้วย สลี สัมปทา ๑, อปัณณกปฏิปทา ๓, สปั ปุริสธรรม ๗ และ ฌาณ ๔ ๑. สลี สัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล ความเป็ นผ้มู ีศีลบริสทุ ธ์ิ สีลสมั ปทา ๑ ๒. อินทรีย์สงั วร การสารวมในอินทรีย์ ๖ อปัณณกปฏิปทา ๓ ๓. โภชเนมตั ตญั ญุตา ความรู้จกั ประมาณในการบริโภคอาหาร ๔.ชาคริยานุโยค หมน่ั ประกอบความเพยี รด้วยการต่นื อยเู่ สมอ ๕. สัทธา ความเชื่อ สปั ปุริสธรรม ๗ ๖. หิริ ความละอายแกใ่ จ ๗. โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั ผดิ ๘. พาหุสจั จะ ความเป็ นผ้ไู ด้ฟังมาก ๙, วริ ิยะ ความเพยี ร ๑๐. สติ ความระลกึ ได้ ๑๑. ปัญญา ความรอบรู้ ๑๒. ปฐมฌาน ฌาณ ๔ ๑๓, ทุตยิ ฌาน ๑๔. ตตยิ ฌาน ๑๕. จตุตถฌาน (ปี 2557 และ 2553) บคุ คลผ้ไู ด้รับการยกยอ่ งวา่ เป็ นพหสู ตู เพราะประกอบด้วยคณุ สมบตั อิ ะไรบ้าง ? ตอบ ประกอบด้วย ๑. พหสุ สฺ ตุ า ได้ยินได้ฟังมาก ๒. ธตา ทรงจาได้ ๓. วจสา ปริจิตา ทอ่ งไว้ด้วยวาจา 44 | P a g e
๔. มนสานเุ ปกฺขิตา เอาใจจดจ่อ ๕. ทฏิ ฺฐิยา สปุ ฏิวทิ ธฺ า ขบด้วยทฏิ ฐิ ฯ (ปี 2544) สทั ธรรมในจรณะ ๑๕ คอื อะไรบ้าง ? พาหสุ จั จะ ความเป็ นผ้ไู ด้ฟังมาก หมายถึงฟังอะไร ? ประกอบด้วยองค์เทา่ ไร ? อะไรบ้าง ? ตอบ คือ สทั ธา ความเช่ือ หิริ ความละอายแกใ่ จ โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั ผิด พาหสุ จั จะ ความเป็ นผ้ไู ด้ฟังมาก วิริยะ ความเพยี ร สติ ความระลกึ ได้ ปัญญา ความรอบรู้ ฯ หมายถงึ ฟังธรรม ซงึ่ ไพเราะในเบอื ้ งต้น ไพเราะในทา่ มกลาง ไพเราะในท่สี ดุ ประกอบด้วยอรรถ ด้วยพยญั ชนะ ประกาศพรหมจรรย์ บริสทุ ธ์ิบริบรู ณ์สนิ ้ เชิง ฯ ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ๑) พหสุ สฺ ตุ า ได้ยินได้ฟังมาก ๒) ธตา ทรงจาได้ ๓) วจสา ปริจิตา ทอ่ งไว้ด้วยวาจา ๔) มนสานเุ ปกฺขติ า เอาใจจดจ่อ ๕) ทิฏฺฐิยา สปุ ฏิวทิ ธฺ า ขบด้วยทฏิ ฐิ ฯ 45 | P a g e
ทบทวน อนุพทุ ธประวัติ นักธรรมชัน้ โท ประโยชน์และความสาคญั ของอนุพุทธะ (ปี 2562 และ 2557) พระอรหนั ต์ ๖๐ องค์ ทพี่ ระพทุ ธเจ้าทรงสง่ ไปประกาศพระศาสนา ครัง้ แรกมีใครบ้าง ? ตอบ มีพระปัญจวคั คีย์ ๕ พระยสะ ๑ สหายของพระยสะท่ีปรากฏนาม ๔ และที่ไมป่ รากฏนามอีก ๕๐ ฯ (ปี 2561 และ 2556) อนพุ ทุ ธบคุ คล คือใคร ? มคี วามสาํ คญั อยา่ งไร ? ตอบ คือ สาวกผ้ตู รัสรู้ตามพระพทุ ธเจ้า ฯ อนพุ ทุ ธบคุ คลเป็ นสงั ฆรัตนะในรัตนะ ๓ เป็ นพยานยนื ยนั ความตรัสรู้ของพระพทุ ธเจ้า และเป็ นกําลงั สาํ คญั ชว่ ยพระองค์ประกาศ พระพทุ ธศาสนา อนั เป็ นประโยชน์สขุ แก่ชนเป็ นอนั มาก จนแพร่หลายมาถึงปัจจบุ นั ฯ (ปี 2559 และ 2548) ประวตั อิ นพุ ทุ ธบคุ คลมคี วามสาํ คญั ตอ่ ผ้ศู กึ ษาอยา่ งไร? ตอบ ทาํ ให้ผ้ศู กึ ษาได้รับความรู้ในจริยาวตั รและคณุ ความดที ีท่ า่ นได้บาํ เพญ็ มา ตลอดจนถงึ ผลงานในการชว่ ยเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา อนั ทาํ ให้เจริญสบื มาถงึ ทกุ วนั นี ้นาํ ให้เกิดความเลอ่ื มใสและความนบั ถือ เป็ นทิฏฐานคุ ติอนั ดี สามารถน้อมนํามาปฏิบตั ิตามได้ ฯ (ปี 2557) พระสาวกที่พระพทุ ธองค์ทรงสง่ ไปประกาศพระศาสนาครัง้ แรก มีจํานวนเทา่ ไร? ประกอบด้วยใครบ้าง? ตอบ มี ๖๐ องค์ ฯ ประกอบด้วยพระปัญจวคั คยี ์ พระยสะ สหายพระยสทป่ี รากฏนาม ๔ องค์ และไมป่ รากฏนามอีก ๕๐ องค์ ฯ (ปี 2550) สมั มาสมั พทุ ธะ ปัจเจกพทุ ธะ และอนพุ ทุ ธะ ตา่ งกนั อยา่ งไร? การเรียนอนพุ ทุ ธประวตั ิสาํ เร็จประโยชน์อยา่ งไร? ตอบ สมั มาสมั พทุ ธะ ตรัสรู้เองโดยชอบ และสอนผ้อู ืน่ ให้รู้ตามได้ด้วย ปัจเจกพทุ ธะ ตรัสรู้เฉพาะตน แตไ่ มส่ ามารถสอนผ้อู ืน่ ให้รู้ตามได้ อนพุ ทุ ธะ ตรัสรู้ตาม คอื มพี ระพทุ ธเจ้าสง่ั สอนจึงรู้ตามได้ และสามารถสอนผ้อู ื่นให้กระทาํ ตามด้วย ฯ เพื่อจะได้ทราบความเป็ นไปและปฏิปทาของทา่ น ที่ได้ช่วยประกาศพระศาสนาในทน่ี นั้ ๆ จนเป็ นเหตเุ จริญแพร่หลายและมน่ั คง แล้วจกั ได้ถือเป็ นทิฏฐานคุ ติ บําเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ทา่ นโดยควรแก่ฐานะของตน ทงั้ ให้สาํ เร็จเป็ นสงั ฆานสุ ติมนั่ คงอีกด้วย ฯ (ปี 2545) การศกึ ษาอนพุ ทุ ธประวตั มิ ปี ระโยชน์อยา่ งไร? เมือ่ ครัง้ ท่ีพระอรหนั ต์ ๖๑ องค์ เกิดขนึ ้ ในโลก มีใครบ้าง? ตอบ นาํ ให้เกิดความเลอ่ื มใสและความนบั ถือ กําหนดและจดจําวตั รปฏิบตั ิอนั งดงามของทา่ นมาเป็ นปฏิปทาเคร่ืองดาํ เนนิ ชีวติ ของตน และเมื่อความดขี องพระสาวกปรากฏแล้วจะเชิดชเู กียรติคณุ ของพระศาสดาให้ย่งิ ขนึ ้ ฯ มีพระพทุ ธองค์ ๑ พระปัญจวคั คยี ์ ๕ พระยสะ ๑ สหายของพระยสะท่ปี รากฏนาม ๔ และทีไ่ มป่ รากฏนามอกี ๕๐ ฯ (ปี 2543) การศกึ ษาอนพุ ทุ ธประวตั ิให้ประโยชน์อยา่ งไรตอ่ เจ้าของประวตั ?ิ การศกึ ษาอนพุ ทุ ธประวตั ใิ ห้คณุ คา่ อยา่ งไรตอ่ ผ้ศู กึ ษา? ตอบ เป็ นการประกาศเกียรติคณุ พระสาวกผ้เู ป็ นอปุ การะแกพ่ ระศาสนา ได้เชิดชพู ระคณุ ทา่ น นําเพ่อื นร่วมศาสนาให้เกิดปสาทะและ นบั ถือ ความดขี องพระสาวกปรากฏแล้วจกั เชิดชพู ระเกียรติคณุ ของพระศาสดายิง่ ขนึ ้ ฯ ให้คณุ คา่ ในด้านกําหนดและจดจําวตั รปฏบิ ตั ิอนั งดงามของทา่ นมาเป็ นปฏิปทาเครื่องดาํ เนนิ ชีวติ ของตน ฯ พุทธบุคคล มี ๓ ประเภท คอื ๑. สมั มาสัมพุทธะ ตรัสรู้เองโดยชอบ และสอนผ้อู นื่ ให้รู้ตามได้ด้วย ๒. ปัจเจกพุทธะ ตรัสรู้เฉพาะตน แตไ่ มส่ ามารถสอนผ้อู ื่นให้รู้ตามได้ ๓. อนุพุทธะ ตรัสรู้ตาม คอื มพี ระพทุ ธเจ้าสงั่ สอนจงึ รู้ตามได้ และสามารถสอนผ้อู น่ื ให้กระทําตามด้วย 1|Page
(ปี 2562 และ 2547) อนพุ ทุ ธบคุ คล คือใคร ? เป็ นได้เฉพาะบรรพชิตหรือเฉพาะคฤหสั ถ์ ? ตอบ คอื สาวกของพระพทุ ธเจ้า ท่ที า่ นได้ตรัสรู้มรรคผลตามพระพทุ ธเจ้า ฯ เป็ นได้ทงั้ บรรพชิตและคฤหสั ถ์ ฯ (ปี 2560) สมั มาสมั พทุ ธะ ปัจเจกพทุ ธะ และอนพุ ทุ ธะ ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ สมั มาสมั พทุ ธะ ตรัสรู้เองโดยชอบ และสอนผ้อู น่ื ให้รู้ตาม ปัจเจกพทุ ธะ ตรัสรู้เฉพาะตน ไมส่ อนผ้อู ืน่ ให้รู้ตาม อนพุ ทุ ธะ ตรัสรู้ตามท่พี ระพทุ ธเจ้าทรงสงั่ สอน และสามารถสอนผ้อู น่ื ให้รู้ตาม ฯ (ปี 2552) พระสาวกสงฆ์ผ้ไู ด้ชื่อวา่ อนพุ ทุ ธะมีความสาํ คญั อยา่ งไร? ตอบ มีความสาํ คญั คอื พระสาวกสงฆ์จดั เป็ นรัตนะประการหนง่ึ ในรัตนะ ๓ ซงึ่ เป็ นผ้มู ีศีลและทฏิ ฐิเสมอกนั ถ้าไมม่ ีพระสาวกสงฆ์เป็ น ผ้รู ู้ธรรมและรับปฏบิ ตั ธิ รรม ความตรัสรู้ของพระพทุ ธเจ้าก็ไมส่ าํ เร็จประโยชน์และพระสาวกสงฆ์นนั้ ได้เป็ นกําลงั ใหญ่ของพระศาสนา ในอนั ช่วยประกาศพระธรรม ประดิษฐานพระพทุ ธศาสนาขนึ ้ เพอ่ื ประโยชน์สขุ แก่ชนเป็ นอนั มาก (ปี 2551) พทุ ธบคุ คล มกี ่ีประเภท? อะไรบ้าง? ตอบ มี ๓ ประเภท ฯ คือ ๑. พระสมั มาสมั พทุ ธะ ๒. พระปัจเจกพทุ ธะ ๓. พระอนพุ ทุ ธะ ฯ (ปี 2549) อนพุ ทุ ธบคุ คล คือใคร? ทา่ นเหลา่ นนั้ มคี วามสาํ คญั ตอ่ พระศาสดาอยา่ งไร ? ตอบ คอื สาวกผ้ตู รัสรู้ตามพระพทุ ธเจ้า ฯ มคี วามสาํ คญั อยา่ งนี ้แม้พระศาสดาได้ตรัสรู้และทรงแสดงธรรม แตเ่ ม่ือขาดผ้รู ู้ธรรมและรับปฏิบตั ิ ความตรัสรู้ของพระองค์ก็ไมส่ าํ เร็จ ประโยชน์ ฯ (ปี 2543) อนพุ ทุ ธบคุ คลคือบคุ คลพวกไหน? ได้ช่ือวา่ อยา่ งนนั้ เพราะเหตไุ ร? อนพุ ทุ ธบคุ คล เป็ นนกั บวชหรือบคุ คลทวั่ ไป? ตอบ คือบคุ คลผ้เู ป็ นสาวกของพระพทุ ธเจ้า ได้ช่ืออยา่ งนนั้ เพราะเป็ นผ้รู ู้ตามพระพทุ ธเจ้า ฯ เป็ นนกั บวชก็มี เป็ นบคุ คลทว่ั ไปกม็ ี ฯ พระเจ้าพมิ พิสาร ปกครองเมอื งราชคฤห์ แคว้นมคธ บรรลโุ สดาบนั เพราะได้ฟัง อนปุ พุ พกี ถาและอริยสจั ๔ ทรงถวายพระราชอทุ ยาน เพอ่ื สร้างวดั แหง่ แรกของพระพทุ ธศาสนา ชื่อวา่ “วดั เวฬวุ นั ” ทรงถวายด้วยวิธีการทรงจบั พระเต้า ทองเต็มด้วยนาํ ้ หลงั่ ลงถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั นนั้ แก่พระภกิ ษุสงฆ์มีพระพทุ ธเจ้าเป็ นประธาน (ปี 2555) การทพี่ ระเจ้าพิมพิสารเข้าเฝ้ าพระพทุ ธเจ้า เป็ นเหตใุ ห้พระองค์ได้รับอนตุ ตริยะอะไรบ้าง? ตอบ ได้อนตุ ตริยะ ๓ อยา่ ง คอื พระองค์ได้เฝ้ า เป็ นทสั สนานตุ ตริยะ ได้ทรงสดบั ธรรม เป็ นสวนานตุ ตริยะ ได้ธรรมจกั ษุเห็นธรรมนนั้ เป็ นลาภานตุ ตริยะ ฯ (ปี 2552) พระเจ้าพิมพสิ ารทรงถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั แดพ่ ระภิกษุสงฆ์มีพระพทุ ธเจ้าเป็ นประธาน เพราะทรงพิจารณาเห็น อยา่ งไรและทรงถวายด้วยวิธีการอยา่ งไร? 2|Page
ตอบ เพราะทรงเห็นวา่ พระราชอทุ ยานเวฬวุ นั เป็ นทีไ่ มไ่ กลไมใ่ กล้นกั แตบ่ ้านบริบรู ณ์ด้วยทางเป็ นทีไ่ ปและเป็ นทม่ี า ควรท่ีผ้มู ธี ุระจะพงึ ไปถงึ กลางวนั ไมเ่ กลอ่ื นกลน่ ด้วยหมคู่ น กลางคืนเงียบเสยี งท่ีจะออื ้ องึ กกึ ก้อง ปราศจากลมแตช่ นท่เี ดินเข้าออกสมควรเป็ นท่ีประกอบ กิจของผ้ตู ้องการทสี่ งดั และควรเป็นท่หี ลกี ออกเร้นอยตู่ ามวสิ ยั สมณะ ควรเป็ นท่เี สด็จอยขู่ องพระศาสดาดงั นี ้และทรงถวายด้วยวธิ ีการ ทรงจบั พระเต้าทองเต็มด้วยนาํ ้ หลงั่ ลงถวายพระราชอทุ ยานเวฬวุ นั นนั้ แกพ่ ระภกิ ษุสงฆ์มพี ระพทุ ธเจ้าเป็ นประธาน ฯ (ปี 2547) ในคราวทเี่ สด็จไปโปรดพระเจ้าพมิ พิสาร ณ ลฏั ฐิวนั มีพระสาวกตามเสดจ็ ไปเป็ นจํานวนมาก ผ้ทู เ่ี ป็ นหวั หน้าของพระสาวก เหลา่ นนั้ คอื ใคร? และทา่ นมสี ว่ นสาํ คญั ในการประกาศพระศาสนาในครัง้ นนั้ อยา่ งไร? ตอบ คือ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ ทา่ นเป็ นทีเ่ คารพนบั ถือของมหาชน ได้ประกาศความไมม่ ีแก่นสารแหง่ ลทั ธิเก่าของตน และความท่ีตนเป็ นสาวกของพระพทุ ธองค์ ทาํ ให้พระเจ้าพมิ พสิ ารพร้อมด้วยบริวาร ๑๒ สว่ น น้อมจิตลงสดบั พระธรรมเทศนาเรื่องอนปุ พุ พีกถาและอริยสจั ๔ พระเจ้าพมิ พสิ าร พร้อมด้วยบริวาร ๑๑ สว่ น ได้ดวงตาเห็นธรรม อีก ๑ สว่ น ตงั้ อยใู่ นไตรสรณคมน์ ฯ มูลเหตุขอบวช พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ได้ดวงตาเหน็ ธรรมเป็ นพระโสดาบนั จึงขอบวช พระอรุ ุเวลกสั สปะ เหน็ วา่ ลทั ธิของตนหาแก่นสารไมไ่ ด้ ได้ความสลดใจ จงึ ขอบวช พระรัฐบาล บวชเพราะศรัทธา พระนนั ทะ บวชเพราะจําใจ พระวกั กลิ บวชเพราะหลงไหลในรูป พระมหากจั จายนะ ทา่ นได้รับมอบหมายจากพระเจ้าจณั ฑปัชโชตให้ไปทลู เชิญพระพทุ ธเจ้าเสดจ็ กรุงอชุ เชนี จึงทลู ลาบวช ด้วย ครัน้ ได้เข้าเฝ้ าฟังธรรมแล้ว บรรลพุ ระอรหตั จึงทลู ขอบวช บวชเพราะเบอื่ หนา่ ย คอื พระยสะ พระมหากสั สปะ บวชเพราะเพ่ือน คอื พระภทั ทิยศากยะ พระวิมละ พระสพุ าหุ พระปณุ ณชิ พระควมั ปติ และเพ่อื นชาวชนบทอกี ๕๐ คน ฯ (ปี 2561) จงระบชุ ่ือพระสาวกผ้ทู ่บี วชเพราะเหตตุ อ่ ไปนี ้? ๑. บวชเพราะศรัทธา ๒. บวชเพราะจําใจ ๓. บวชเพราะหลงใหลในรูป ตอบ ๑. บวชเพราะศรัทธา คือ พระรัฐบาล ๒. บวชเพราะจําใจ คอื พระนนั ทะ ๓. บวชเพราะหลงใหลในรูป คือ พระวกั กลิ ฯ (ปี 2556) พระสาวกผ้บู วชเพราะเบื่อหนา่ ย บวชเพราะเพือ่ น คอื ใคร? ตอบ บวชเพราะเบ่อื หนา่ ย คอื พระยสะ พระมหากสั สปะ ฯ บวชเพราะเพ่อื น คือ พระภทั ทยิ ศากยะ พระวมิ ละ พระสพุ าหุ พระปณุ ณชิ พระควมั ปติ และเพอ่ื นชาวชนบทอีก ๕๐ คน ฯ (ตอบองค์ใดองค์หนง่ึ ก็ให้ และตอบองค์อื่น ถ้าถกู ก็ควรให้) 3|Page
เอตทคั คะ แปลว่า ผ้เู ลศิ (ให้ท่องไปสอบ สรุปนีเ้ อามาเฉพาะท่ีเคยออกข้อสอบเท่านัน้ ) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ผ้รู ัตตญั ญู พระอรุ ุเวลกสั สปะ ผ้มู บี ริวารมาก พระมหากสั สปะ ผ้เู ลศิ ในทางถือธดุ งค์ พระปณุ ณมนั ตานีบตุ ร ผ้เู ลศิ ในทางธรรมกถึก พระสารีบตุ ร ผ้เู ลศิ ในทางมีปัญญามาก พระโมคคลั ลานะ ผ้มู ฤี ทธ์ิมาก พระโสณกฏุ กิ ณั ณะ ผ้แู สดงธรรมด้วยถ้อยคาํ อนั ไพเราะ (ผ้มู วี าจาไพเราะ) พระราหลุ ผ้ใู คร่ในการศกึ ษา พระราธะ ผ้มู ปี ฏภิ าณ คอื มีญาณแจ่มแจ้งในธรรมเทศนา พระโมฆราช ผ้ทู รงจีวรเศร้าหมอง พระอบุ าลี ผ้ทู รงพระวนิ ยั พระอานนท์ ผ้เู ลศิ ในทางพหสู ตู มี ๕ ด้าน คอื เป็ นพหสู ตู มสี ติ มคี ติ มีความเพยี ร และเป็ นพทุ ธอปุ ัฏฐาก พระอนรุ ุทธะ ผ้เู ลศิ ในทางทิพยจกั ขญุ าณ (ตาทิพย์) พระมหากจั จายนะ ผ้เู ลศิ ในทางผ้อู ธิบายเนอื ้ ความยอ่ ให้พสิ ดาร พระรัฐบาล ผ้เู ลศิ ในทางผ้บู วชด้วยศรัทธา พระวกั กลิ ผ้เู ลศิ ในทางสทั ธาธิมตุ คือ ผ้พู ้นกิเลสด้วยศรัทธา พระโสณโกฬวิ ิสะ ผ้เู ลศิ ในทางมีความเพียรปรารภแล้ว กิสาโคตมีเถรี ในทางทรงไว้ซงึ่ จีวรอนั เศร้าหมอง (ภกิ ษุณี) กณุ ฑลเกสเี ถรี ในทางขิปปาภิญญา หรือ ตรัสรู้เร็ว (ภกิ ษุณี) ภทั ทกาปิ ลานเี ถรี ในทางระลกึ ได้ซงึ่ ปพุ เพนิวาส (ภิกษุณี) ภทั ทากจั จานาเถรี ในทางถึงซง่ึ อภิญญาอนั ใหญ่แล้ว (ภกิ ษุณี) โสณาเถรี ในทางมคี วามเพยี รปรารภแล้ว (ภกิ ษุณี) พระนางมหาปชาบดี ผ้รู ัตตญั ญู (ภิกษุณี) นางธรรมทนิ นาเถรี ในทางธรรมกถึก (ภิกษุณี) อบุ ลวรรณาเถรี ผ้เู ลศิ ในทางมฤี ทธ์ิ (ภิกษุณี) ปฏาจาราเถรี ผ้เู ลศิ ในทางทรงวินยั (ภิกษุณี) (ปี 2562) พระโมฆราช และ พระอบุ าลี ได้รับการยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางไหน ? ตอบ พระโมฆราช ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงจีวรเศร้าหมอง พระอบุ าลี ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงพระวนิ ยั ฯ 4|Page
(ปี 2558) พระเถระและพระเถรีผ้มู ีชื่อตอ่ ไปนี ้ได้รับเอตทคั คะในทางไหน ? ก. พระมหากจั จายนะ ข. พระโมฆราช ค. พระราหลุ ง. ปฏาจาราเถรี จ. อบุ ลวรรณาเถรี ตอบ ก. พระมหากจั จายนะ เป็ นเอตทคั คะในทางอธิบายคายอ่ ให้พสิ ดาร ข. พระโมฆราช เป็ นเอตทคั คะในทางทรงจีวรเศร้าหมอง ค. พระราหลุ เป็ นเอตทคั คะในทางผ้ใู ฝ่ ใจศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั ง. ปฏาจาราเถรี เป็ นเอตทคั คะในทางทรงวนิ ยั จ. อบุ ลวรรณาเถรีเป็ นเอตทคั คะในทางมีฤทธ์ิ ฯ (ปี 2557) ภกิ ษุ ภกิ ษุณี ผ้เู อตทคั คะในทางเป็ นพระธรรมกถกึ คือใคร? ตอบ ภกิ ษุ คือพระปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร ฯ ภกิ ษุณี คือนางธรรมทนิ นาเถรี ฯ พระพุทธเจ้าอุปสมบทให้ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ พระพทุ ธเจ้าตรัสวา่ “จงเป็ นภิกษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดแี ล้ว จงประพฤตพิ รหมจรรยเ์ ถิด เพ่ือ ทาท่สี ุดทุกข์โดยชอบ” เพราะทา่ นเป็ นโสดาบนั อยู่ พระยสะ พระพทุ ธเจ้าตรัสวา่ “จงเป็ นภกิ ษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดแี ล้ว จงประพฤตพิ รหมจรรย์เถิด” เพราะทา่ นบรรลพุ ระ อรหตั ต์แล้ว พระมหากสั สปะ อปุ สมบทด้วยวิธีพิเศษ คอื อปุ สมบทด้วยวธิ ีรับพระโอวาท ๓ ข้อ พระนางมหาปชาบดโี คตมี อปุ สมบทด้วยวธิ ีพิเศษ คือ อปุ สมบทด้วยวธิ ีรับครุธรรม ๘ บรรลุ เพราะฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า พระอญั ญาโกณฑญั ญะ บรรลพุ ระอรหตั ต์เพราะฟัง อนตั ตลกั ขณสตู ร ยสกลุ บตุ ร บรรลพุ ระอรหตั ต์เพราะฟัง อนุปุพพีกถา ๕ (ทาน ศลี สวรรค์ โทษแหง่ กาม อานสิ งส์ของการออกบวช) และ อริยสัจ ๔ ณ ป่ าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี ชฎิล ๓ (พระอรุ ุเวลกสั สปะ พระนทกี สั สปะ พระคยากสั สปะ) บรรลพุ ระอรหตั ต์เพราะฟัง อาทิตตปริยายสตู ร พระมหากสั สปะได้รับอปุ สมบทแล้วนาน ๘ วนั จึงบรรลพุ ระอรหตั ต์ พระสตู ร / พระธรรมคาสอน ธัมมจักรกัปปวัตตนสตู ร วา่ ด้วยสงิ่ ทบ่ี รรพชิตไม่ควรเสพหรือส่วนสุด ๒ อย่าง คอื ๑.กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค ๒.อตั ตกิลม ถานโุ ยค ,มัชฌิมาปฏปิ ทา ข้อปฏิบตั ิอนั เป็ นทางสายกลางอริยมรรคมอี งค์ 8 และอริยสัจ ๔ => แสดงแก่ พระปัญจวคั คีย์ อนัตตลักขณสูตร วา่ ด้วยเรื่อง ขนั ธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไมเ่ ทยี่ ง เป็ นทกุ ข์ เป็ นอนตั ตา ไมค่ วรยดึ มน่ั ถือมนั่ => แสดงแก่ พระปัญจวคั คยี ์ 5|Page
อาทิตตปริยายสตู ร วา่ ด้วยเรื่อง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วญิ ญาณ ผสั สะ และเวทนาซง่ึ เกิดตามลาํ ดบั เป็ น ของร้อน ร้อนเพราะไฟคอื ความกําหนดั ความโกรธ ความหลง และร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ร่ํา ไร รําพนั ความคบั แค้นใจ => แสดงแก่ ชฎิล ๓ พ่นี ้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน เวทนาปริคคหสูตร มใี จความวา่ “ให้พิจารณาร่างกาย ซงึ่ มคี วามแตกทําลายไมย่ งั่ ยนื และแสดงผลเสยี ของการยดึ มนั่ พร้อมกบั ตรัสให้ละเลกิ ทิฏฐิอยา่ งนนั้ เสยี ” => แสดงแก่ ทฆี นขปริพาชก ณ ถํา้ สกุ รขาตา เขาคิชฌกฏู แขวงเมอื งราชคฤห์ ฯ (ปี 2558) พระธรรมเทศนาที่ได้ชื่อวา่ อาทติ ตปริยายสตู ร เพราะเหตไุ ร ? พระพทุ ธองค์ทรงแสดงแก่ใคร ? ตอบ เพราะแสดงสภาวธรรมเป็ นของร้อน อนั เหมาะแกบ่ รุ พจรรยาของผ้ฟู ัง ฯ แกพ่ วกปรุ าณชฎิล ฯ (ปี 2556) พระศาสดาทรงแสดงอาทิตตปริยายสตู รโปรดพวกปรุ าณชฎิลเพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะเป็ น พระสตรู ท่ีเหมาะแกบรุ่ พจรรยาของพวกปรุ าณชฎิล ผ้อู บรมมาในการบชู าเพลงิ ฯ (ปี 2551) อนตั ตลกั ขณสตู ร และ อาทติ ตปริยายสตู ร วา่ ด้วยเรื่องอะไร? ทรงแสดงแก่ใคร? ตอบ อนตั ตลกั ขณสตู ร วา่ ด้วยเรื่อง ขนั ธ์ ๕ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ไมเ่ ทยี่ ง เป็ นทกุ ข์ เป็ นอนตั ตา ไมค่ วรยดึ มน่ั ถือมน่ั ทรงแสดงแก่พระปัญจวคั คีย์ อาทติ ตปริยายสตู ร วา่ ด้วยเรื่อง สง่ิ ทงั้ ปวงเป็ นของร้อน ร้อนเพราะไฟคอื ราคะโทสะโมหะ ฯ ทรงแสดงแก่ชฎิล ๓ พน่ี ้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน ฯ (ปี 2548) คาํ ที่มีอยใู่ นธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู รตอ่ ไปนี ้ได้แกอ่ ะไร? ก. สว่ นสดุ ๒ อยา่ ง ข. มชั ฌิมาปฏปิ ทา ตอบ ก. สว่ นสดุ ๒ อยา่ ง คอื ๑. กามสขุ ลั ลกิ านโุ ยค ความหมกมนุ่ อยใู่ นกาม ๒. อตั ตกิลมถานโุ ยค ความทาํ ตนให้ลาํ บาก ข. มชั ฌิมาปฏิปทา ได้แก่ข้อปฏิบตั สิ ายกลาง คือ มรรคมีองค์ ๘ ฯ พระปัญจวัคคยี ์ (โกณฑญั ญะ วัปปะ ภทั ทยิ ะ มหานามะ อสั สช)ิ (ปี 2562, 2560 และ 2544) พระปัญจวคั คีย์ได้สาํ เร็จเป็ นพระอรหนั ต์ ด้วยพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ความยอ่ วา่ อยา่ งไร ? ตอบ ชื่อ อนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ ความยอ่ วา่ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ไมเ่ ที่ยง เป็ นทกุ ข์ เป็ นอนตั ตา ฯ (ปี 2554) ภิกษุผ้รู ัตตญั ญู ยอ่ มมคี ณุ สมบตั เิ ช่นไร จึงพ้นจากคําตําหนิวา่ โตเพราะกินข้าว เฒา่ เพราะบวชนาน? ตอบ ยอ่ มเป็ นผ้เู ก่าแก่ ได้พบเหน็ และสนั ทดั ในกิจการของคณะ ยอ่ มอาจจดั อาจทาํ ให้สาํ เร็จด้วยตนเองหรือบอกเลา่ แนะนําผ้อู ืน่ เป็ น เจ้าแบบเจ้าแผนดจุ ผ้รู ักษาคลงั พสั ดุ (ปี 2552) เอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทาท่ีประทานแก่พระปัญจวคั คยี ์ และพระยสะตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? ตอบ ตา่ งกนั คือทปี่ ระทานแก่พระปัญจวคั คยี ์มคี ําวา่ เพอ่ื ทาํ ที่สดุ ทกุ ข์โดยชอบ สว่ นทปี่ ระทานแกพ่ ระยสะไมม่ คี ําวา่ เพ่อื ทาํ ท่สี ดุ ทกุ ข์โดยชอบ เพราะพระยสะได้ถงึ ทสี่ ดุ ทกุ ข์แล้ว ฯ (ปี 2552) พระปัญจวคั คีย์องค์ไหนบ้างได้ศษิ ย์ดีมีความสาํ คญั ตอ่ พระศาสนา ศษิ ย์นนั้ ชื่ออะไรและเป็ นผ้เู ลศิ ในทางด้านใด? ตอบ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ได้พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ รเป็ นศิษย์เป็ นผ้เู ลศิ ในทางธรรมกถึก พระอสั สชิได้พระสารีบตุ รเป็ นศิษย์ เป็ นผ้เู ลศิ ในทางมปี ัญญามาก ฯ 6|Page
(ปี 2552) พระปัญจวคั คยี ์ได้บรรลเุ ป็ นพระอรหนั ต์พร้อมกนั แตพ่ ระอญั ญาโกณฑญั ญะได้รับยกยอ่ งเป็ นปฐมสาวก เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะพระอญั ญาโกณฑญั ญะเป็ นผ้ไู ด้ดวงตาเหน็ ธรรมก่อนและได้รับอปุ สมบทก่อนองค์อืน่ (ปี 2551) ปัญจวคั คยี ์ทงั้ ๕ ทา่ น ได้ดวงตาเหน็ ธรรมกอ่ นหลงั กนั อยา่ งไร? ตอบ ทา่ นโกณฑญั ญะ ได้ดวงตาเหน็ ธรรมเป็ นองค์แรก ตอ่ มาทา่ นวปั ปะและทา่ นภทั ทิยะจงึ ได้ และตอ่ มาทา่ นมหานามะและทา่ นอสั ส ชิจงึ ได้ตามลาํ ดบั ฯ (ปี 2547) พระวาจาวา่ ทา่ นจงเป็ นภิกษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดีแล้ว ทา่ นจงประพฤติพรหมจรรย์ เพ่ือทําท่ีสดุ ทกุ ข์โดยชอบเถิด ดงั นี ้ คาํ วา่ ท่ีสดุ ทกุ ข์ คอื อะไร? ผ้ทู าํ ท่สี ดุ ทกุ ข์ได้ก่อนกวา่ ผ้อู ืน่ คือใคร? ด้วยพระธรรมเทศนาอะไร? ตอบ คอื พระอรหตั ผล ฯ คือ พระภิกษุปัญจวคั คยี ์ ฯ ด้วยพระธรรมเทศนาช่ือวา่ อนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ พระอัญญาโกณฑญั ญะ (ปี 2561) พระอนพุ ทุ ธองค์แรก คอื ใคร ? ได้ดวงตาเห็นธรรมเพราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ คือพระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ เพราะฟังธรรมจกั กปั ปวตั ตนสตู ร ฯ (ปี 2559) เอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทาท่ปี ระทานแก่พระโกณฑญั ญะ และพระยสะตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? ตอบ ตา่ งกนั คือท่ีประทานแก่พระโกณฑญั ญะมีคําวา่ เพอ่ื ทําทส่ี ดุ ทกุ ข์โดยชอบ สว่ นท่ีประทานแกพ่ ระยสะไมม่ ีคําวา่ เพ่ือทาํ ที่สดุ ทกุ ข์โดยชอบ เพราะพระยสะได้ถึงทส่ี ดุ ทกุ ข์แล้ว ฯ (ปี 2558) อนพุ ทุ ธองค์แรก คือใคร ? สาํ เร็จเป็ นพระอรหนั ต์เพราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ คือ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ ช่ืออนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 2555) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ กบั พระอรุ ุเวลกสั สปะทลู ขอบวชในพระศาสนาโดยมีมลู เหตคุ วามเป็ นมาตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้พระอญั ญาโกณฑฑญั ญะได้ธรรมจกั ษุ คอื ดวงตาเหน็ ธรรม ทีท่ า่ นกลา่ ววา่ เป็ นพระโสดาบนั มศี รัทธาในพระศาสนา มนั่ คงแล้ว จงึ ขอบวช ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะได้ปรีชาหยงั่ เห็นวา่ ลทั ธิของตนหาแก่นสารไมไ่ ด้หลงถือตนวา่ เป็ นผ้วู ิเศษ แตห่ าเป็ นเช่นนนั้ ไม่ ได้ความสลดใจจึง ลอยบริขารชฏิลของตนเสยี แล้วจงึ ขอบวช ฯ (ปี 2555) พระวาจาที่ตรัสให้อปุ สมบทแกพ่ ระอญั ญาโกณฑญั ญะ และพระยสะเหมือนกนั หรือตา่ งกนั ? เพราะเหตไุ ร? ตอบ เหมอื นกนั ตรงทีท่ รงรับเข้าสพู่ รหมจรรย์ วา่ “จงเป็ นภกิ ษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดแี ล้ว จงประพฤตพิ รหมจรรย์เถิด” ตา่ งกนั ทีพ่ ระอญั ญาโกณฑญั ญะ มพี ระพทุ ธดาํ รัสตอ่ ท้ายวา่ “เพ่ือทาํ ท่สี ดุ ทกุ ข์โดยชอบ” เพราะทา่ นยงั ไมบ่ รรลพุ ระอรหตั ต์ สว่ นพระยสะ ไมม่ ีคาํ วา่ “เพ่ือทาํ ทสี่ ดุ ทกุ ข์โดยชอบ” เพราะทา่ นบรรลพุ ระอรหตั ต์แล้ว ฯ (ปี 2554) พระอญั ญาโกณฑญั ญะสาํ เร็จเป็ นพระอรหนั ต์หลงั จากบวชเป็ นพระภิกษุแล้วกี่วนั ? สาํ เร็จเพราะฟังพระธรรมเทศนาชื่อ อะไร ? ตอบ ๕ วนั ฯ ชื่อ อนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 2553) พระอญั ญาโกณฑญั ญะมีมลู เหตจุ งู ใจอะไร จงึ ได้ออกบวชตามอปุ ัฏฐากพระมหาบรุ ุษขณะบาํ เพ็ญทกุ รกิริยา? ตอบ เพราะได้เคยเข้าร่วมทํานายพระลกั ษณะของพระมหาบรุ ุษโดยเชื่อมน่ั วา่ จะตรัสรู้เป็ นพระพทุ ธเจ้า จึงตามอปุ ัฏฐากด้วยหวงั วา่ เมอ่ื พระมหาบรุ ุษตรัสรู้ จกั ทรงเทศนาโปรด ฯ (ปี 2550) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ช่ือเดมิ วา่ อะไร? เกิดทีไ่ หน? เรียนจบอะไร ? ทําไมจึงได้ช่ืออญั ญาโกณฑญั ญะ ? ตอบ ชื่อเดมิ วา่ โกณฑญั ญะ ฯ เกิดทบี่ ้านพราหมณ์ช่ือโทณวตั ถุ อยไู่ มห่ า่ งจากกรุงกบลิ พสั ด์ุ ฯ 7|Page
เรียนจบไตรเพทและรู้ตําราทํานายลกั ษณะ ฯ เพราะอาศยั พระอทุ านวา่ อญฺญาสิ ทแ่ี ปลวา่ ได้รู้แล้ว ทพี่ ระผ้มู ีพระภาคเจ้าทรงเปลง่ เมอื่ ทา่ นโกณฑญั ญะได้ดวงตาเห็นธรรม ฯ (ปี 2549) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ใคร่ครวญดตู ามประวตั ิ ความเชื่อถือของทา่ นหนกั ไปทางไหน ในตําราทายลกั ษณะหรือในอตั ตกิ ลมถานโุ ยคปฏบิ ตั ?ิ ขอฟังเหตผุ ล ตอบ เห็นวา่ หนกั ไปในอตั ตกิลมถานโุ ยคปฏบิ ตั ิ เหตผุ ลคือ เดิมทา่ นเช่ือตําราแนใ่ จ จึงบวชตามและเฝ้ าอปุ ัฏฐาก ครัน้ เห็นทรงเลกิ ทกุ ร กิริยา ก็สนิ ้ หวงั นกี่ ็เพราะเชื่อมนั่ ในอตั ตกิลมถานโุ ยคปฏบิ ตั ิวา่ เลกิ เสยี เป็ นอนั ไมส่ าํ เร็จ เมือ่ พระองค์ตรัสบอกวา่ สาํ เร็จแล้ว ก็คดั ค้านไม่ เช่ือถือ อาการทค่ี ดั ค้านและพดู ถ้อยคําท่ีแสดงอคารวะนนั้ เป็ นเคร่ืองยืนยนั ความเห็นดงั กลา่ ว ฯ (ปี 2546) อนพุ ทุ ธองค์แรกสาํ เร็จเป็ นพระภกิ ษุด้วยพระพทุ ธดํารัสวา่ อยา่ งไร? อนพุ ทุ ธองค์นนั้ ได้เป็ นพระโสดาบนั และได้เป็ นพระอรหนั ต์ เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนาอะไร? ตอบ ด้วยพระพทุ ธดาํ รัสวา่ “ ทา่ นจงเป็ นภิกษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดีแล้ว ทา่ นจงประพฤตพิ รหมจรรย์ เพอ่ื ทําทีส่ ดุ ทกุ ข์โดยชอบ เถิด ” ฯ ได้เป็ นพระโสดาบนั เพราะได้ฟังธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร และได้เป็ นพระอรหนั ต์ เพราะได้ฟังอนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 2543) พระโกณฑญั ญะได้เกิดความรู้เห็นอยา่ งไรกอ่ น จึงนบั วา่ เป็ นปฐมอริยสาวก? ทา่ นได้รับเกียรตยิ ศเป็ นพิเศษเพราะเหตนุ อี ้ ยา่ งไรบ้าง? ตอบ ได้เกิดความรู้เหน็ วา่ สงิ่ ใดสง่ิ หนง่ึ มคี วามเกิดขนึ ้ เป็ นธรรมดา สงิ่ นนั้ ทงั้ มวลมคี วามดบั ไปเป็ นธรรมดา คือได้ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจกั ษุ) แล้วทลู ขอบวชกบั พระพทุ ธองค์ จงึ นบั ได้วา่ เป็ นปฐมอริยสาวกในพระศาสนา ฯ เมื่อทา่ นเกิดความรู้เห็นดงั นี ้ พระบรมศาสดาจึงทรงเปลง่ อทุ าน วา่ \"อญฺญาสิ วต โภ โกณฑฺ ญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ” แปลวา่ โกณฑญั ญะได้รู้แล้วหนอๆ แตน่ นั้ มา ทา่ นมนี ามวา่ อญั ญาโกณฑญั ญะ ข้อนเี ้ป็ นเกียรตยิ ศพิเศษสาํ หรับทา่ นผ้เู ป็ นปฐมอริย สาวก ฯ พระอสั สชิ (ปี 2557) พระอสั สชิได้แสดงธรรมแกอ่ ปุ ติสสปริพาชก มีใจความยอ่ วา่ อยา่ งไร? ตอบ มีใจความยอ่ วา่ “ธรรมใดเกิดแตเ่ หตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตแุ หง่ ธรรมนนั้ และความดบั แหง่ ธรรมนนั้ พระศาสดาตรัสสอน อยา่ งน”ี ้ ฯ (ปี 2553) มารยาทดมี คี วามสาํ รวมยอ่ มเป็ นศรีของสมณะ สามารถจะปลกู ศรัทธา เลอื่ มใสให้เกิดแก่ผ้พู บเห็น นี่เป็ นปฏิปทาจริยาวตั ร ของพระสาวกรูปใด? จงเลา่ ประวตั ขิ องทา่ นโดยยอ่ ตอบ ของพระอสั สชิเถระ ฯ ทา่ นเป็ นหนง่ึ ในพระปัญจวคั คีย์ ได้ฟังพระธรรมเทศนาจนได้บรรลพุ ระอรหตั แล้ว ได้เป็ นกําลงั ในการ ประกาศพระศาสนา อปุ ตสิ สปริพาชกพบเห็นแล้วเกิดความเลอื่ มใส ขอฟังธรรมจากทา่ น แล้วได้เข้ามาบวชในพระพทุ ธศาสนา ฯ (ปี 2551) อปุ ตสิ สปริพาชกเลอื่ มใสในพระพทุ ธศาสนาเพราะได้ฟังธรรมจากใคร? มีใจความวา่ อยา่ งไร? ตอบ จากพระอสั สชิ ฯ มใี จความวา่ พระศาสดาทรงแสดงความเกิดแหง่ ธรรมทงั้ หลาย เพราะเป็ นไปแหง่ เหตุ และความดบั แหง่ ธรรม เหลา่ นนั้ เพราะดบั แหง่ เหตุ พระศาสดาตรัสอยา่ งนี ้ฯ (ปี 2548) ความเป็ นผ้สู าํ รวมกิริยาอาการให้เรียบร้อยดีงามสมความเป็ นสมณะ เป็ นการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาได้ทางหนง่ึ ในข้อนมี ้ ี ปฏิปทาของพระสาวกองค์ใดเป็ นตวั อยา่ ง? จงเลา่ ประวตั ิโดยสงั เขปมาประกอบ 8|Page
ตอบ พระอรหนั ตสาวกทกุ รูปล้วนเป็ นผ้สู าํ รวมกิริยาอาการเรียบร้อยดีงามทงั้ สนิ ้ แตท่ ่ีได้รับยกยอ่ งเป็ นพิเศษคอื พระอสั สชิเถระ ทา่ นมี กิริยาอาการทน่ี า่ เลอ่ื มใส เป็ นเหตใุ ห้อปุ ติสสปริพาชกเห็นแล้วเกิดศรัทธา เข้าไปหา ขอฟังธรรมจนได้บรรลโุ สดาปัตติผล ภายหลงั ยงั ชกั ชวนสหายของตนเข้ามาบวชในพระธรรมวินยั ได้เป็ นกําลงั สาํ คญั ชว่ ยพระศาสดาเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองกว้างขวาง และมน่ั คงอยา่ งรวดเร็ว ฯ (ปี 2544) คาํ ถามวา่ \" ผ้มู ีอายุ อนิ ทรีย์ของทา่ นหมดจดผอ่ งใส ทา่ นบวชจําเพาะใคร ใครเป็ นศาสดาผ้สู อนของทา่ น ทา่ นชอบใจธรรม ของใคร \" เป็ นคาํ ถามของใคร? ใครเป็ นผ้ตู อบ? ตอบวา่ อยา่ งไร? ตอบ อปุ ตสิ สปริพาชก ฯ พระอสั สชิเป็ นผ้ตู อบ ตอบวา่ \" ผ้มู อี ายุ เราบวชจําเพาะพระมหาสมณะ ผ้เู ป็นโอรสศากยราชออกจากศากย สกลุ ทา่ นเป็ นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของทา่ น \" ยสกุลบุตร (ปี 2562 และ 2553) ยสกลุ บตุ รได้ฟังธรรมจากพระศาสดาเป็ นครัง้ แรก ณ ที่ไหน ? ธรรมนนั้ มีชื่อวา่ อะไร ? ตอบ ณ ป่ าอิสปิ ตนมฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี ฯ อนปุ พุ พกี ถาและอริยสจั ๔ ฯ (ปี 2560 และ 2546) อนปุ พุ พีกถา คืออะไร ? ทรงยกขนึ ้ แสดงด้วยพระพทุ ธประสงค์อยา่ งไร ? พระสาวกผ้ไู ด้ฟัง อนปุ พุ พีกถา ครัง้ แรกคือใคร? ณ ที่ไหน? ตอบ คอื ถ้อยคําทีก่ ลา่ วโดยลาํ ดบั ฯ ด้วยพระพทุ ธประสงค์เพอื่ ฟอกจิตกลุ บตุ รให้หา่ งไกลจากความยินดใี นกาม ควรรับพระธรรม เทศนาให้เกิดธรรมจกั ษุ เหมือนผ้าทปี่ ราศจากมลทิน ควรรับนาํ ้ ย้อมได้ ฉะนนั้ ฯ คอื ยสกลุ บตุ ร ฯ ณ ป่ าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ฯ (ปี 2559) เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทาท่ีประทานแก่พระโกณฑญั ญะ และพระยสะตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? ตอบ ตา่ งกนั คือทปี่ ระทานแกพ่ ระโกณฑญั ญะมคี ําวา่ เพอื่ ทาํ ทีส่ ดุ ทกุ ข์โดยชอบ สว่ นท่ีประทานแกพ่ ระยสะไมม่ คี าํ วา่ เพอื่ ทําท่ีสดุ ทกุ ข์โดยชอบ เพราะพระยสะได้ถึงท่ีสดุ ทกุ ข์แล้ว ฯ (ปี 2558) “ที่นว่ี นุ่ วายหนอ ทนี่ ข่ี ดั ข้องหนอ” เป็ นคาํ อทุ านของใคร ? เพราะเหตใุ ดจงึ อทุ านอยา่ งนนั้ ? ตอบ ของยสกลุ บตุ ร ฯ เพราะเหน็ หมชู่ นบริวารนอนหลบั มีอาการพกิ ลตา่ ง ๆ ดจุ ซากศพท่ีทงิ ้ อยใู่ นป่ าช้า เกิดความสลดใจ คิดเบือ่ หนา่ ย ฯ (ปี 2555) พระวาจาทีต่ รัสให้อปุ สมบทแกพ่ ระอญั ญาโกณฑญั ญะ และพระยสะเหมือนกนั หรือตา่ งกนั ? เพราะเหตไุ ร? ตอบ เหมอื นกนั ตรงทีท่ รงรับเข้าสพู่ รหมจรรย์ วา่ “จงเป็ นภกิ ษุมาเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” ตา่ งกนั ทพ่ี ระอญั ญาโกณฑญั ญะ มพี ระพทุ ธดาํ รัสตอ่ ท้ายวา่ “เพอ่ื ทาํ ที่สดุ ทกุ ข์โดยชอบ” เพราะทา่ นยงั ไมบ่ รรลพุ ระอรหตั ต์ สว่ นพระยสะ ไมม่ คี ําวา่ “เพ่ือทําทีส่ ดุ ทกุ ข์โดยชอบ” เพราะทา่ นบรรลพุ ระอรหตั ต์แล้ว ฯ (ปี 2554) พระพทุ ธองค์ทรงแสดงอนปุ พุ พีกถาแกใ่ ครเป็ นคนแรก? อนปุ พุ พกี ถานนั้ กลา่ วถึงเรื่องอะไร ? ตอบ แสดงแกย่ สกลุ บตุ รเป็ นคนแรก ฯ กลา่ วพรรณนาทานการให้ แล้วพรรณนาศลี ความรักษากายวาจาเรียบร้อย พรรณนาสวรรค์ คือกามคณุ ทบ่ี คุ คลใคร่ ซง่ึ จะพงึ ได้พงึ ถงึ ด้วยกรรมอนั ดคี ือทานและศลี พรรณนาโทษแหง่ กาม และพรรณนาอานิสงส์แหง่ ความ ออกไปจากกาม ฯ (ปี 2552) เอหิภกิ ขอุ ปุ สมั ปทาทป่ี ระทานแก่พระปัญจวคั คยี ์ และพระยสะตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตไุ ร? 9|Page
ตอบ ตา่ งกนั คอื ท่ีประทานแก่พระปัญจวคั คีย์มีคาํ วา่ เพ่ือทาํ ท่ีสดุ ทกุ ข์โดยชอบ สว่ นทีป่ ระทานแก่พระยสะไมม่ คี ําวา่ เพอื่ ทาํ ทส่ี ดุ ทกุ ข์ โดยชอบ สว่ นทีป่ ระทานแกพ่ ระยสะไมม่ คี ําวา่ เพือ่ ทําทส่ี ดุ ทกุ ข์โดยชอบ เพราะพระยสะได้ถึงทีส่ ดุ ทกุ ข์แล้ว ฯ (ปี 2551) พระสาวกผ้สู าํ เร็จเป็ นพระอริยบคุ คลเพราะฟังธรรมเทศนาเร่ืองเดยี วซํา้ ๒ ครัง้ คอื ใคร? ธรรมเทศนาเร่ืองอะไร? ตอบ คือ พระยสะ ฯ เร่ือง อนปุ พุ พีกถาและอริยสจั ๔ ฯ (ปี 2550) เศรษฐีบิดาพระยสะออกตดิ ตามหาพระยสะให้กลบั บ้าน แตเ่ หตไุ ฉนเม่อื พบแล้วจงึ มิได้นํากลบั ไปตามความประสงค์เดิม? ตอบ เพราะได้ทราบวา่ พระยสะบรรลเุ ป็ นพระอรหนั ต์แล้ว ไมค่ วรเพ่ือจะกลบั ไปครองเรือนอีกตอ่ ไป ควรจะออกบวชเป็ นพระภกิ ษุ ฯ (ปี 2549) พระยสะมมี ารดาบดิ าตงั้ ภมู ลิ าํ เนาอยทู่ ไ่ี หน? ออกบวชเพราะเหตไุ ร? ตอบ อยทู่ ่ีเมืองพาราณสี ใกล้ป่ าอิสปิ ตนมฤคทายวนั ฯ เพราะมคี วามเบอื่ หนา่ ยในการครองฆราวาส เนอื่ งจากได้เหน็ อาการของพวกชนบริวารอนั วปิ ริตไปโดยอาการตา่ งๆ ไมเ่ ป็ นท่ีตงั้ แหง่ การ ยงั จิตให้เพลดิ เพลนิ จึงได้เดินออกจากเรือนไปพบพระพทุ ธองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลเุ ป็ นพระอรหนั ต์ จึงได้ออกบวช ฯ (ปี 2547) พระพทุ ธเจ้าทรงทําอทิ ธาภิสงั ขารแก่ใครเป็ นครัง้ แรก? ทรงทําเชน่ นนั้ ด้วยพระพทุ ธประสงค์อยา่ งไร? ตอบ ทรงทําแก่ ยสกลุ บตุ รและบดิ าของยสกลุ บตุ รเป็ นครัง้ แรก ฯ ด้วยพระพทุ ธประสงค์เพ่อื ให้ยสกลุ บตุ รพจิ ารณาภมู ธิ รรมอนั ตนได้เห็นแล้ว จนถงึ ได้บรรลพุ ระอรหตั และให้บดิ าได้ฟังธรรมแล้วบรรลุ พระโสดาปัตตผิ ล ฯ ชฎิล ๓ (พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทกี ัสสปะ พระคยากสั สปะ) (ปี 2561) ชฎลิ ๓ พ่นี ้อง ตงั้ อาศรมบชู าไฟอยู่ ณ สถานทใ่ี ด ? ตอบ ๑. อรุ ุเวลกสั สปะ ตงั้ อาศรมอยทู่ ่ตี าํ บลอรุ ุเวลา ๒. นทีกสั สปะ ตงั้ อาศรมอยลู่ าํ นาํ ้ อ้อมหรือค้งุ แหง่ แมค่ งคา ๓. คยากสั สปะ ตงั้ อาศรมอยทู่ ีต่ ําบลคยาสสี ะ ฯ (ปี 2556) พระศาสดาทรงแสดงอาทติ ตปริยายสตู รโปรดพวกปรุ าณชฎลิ เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะเป็ น พระสตู รท่เี หมาะแกบ่ รุ พจรรยาของพวกปรุ าณชฎลิ ผ้อู บรมมาในการบชู าเพลงิ ฯ (ปี 2555) ชฎิล ๓ พน่ี ้อง มีช่ืออะไรบ้าง? ได้บรรลพุ ระอรหตั ต์เพราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ พระนทีกสั สปะ พระคยากสั สปะฯ ฟังอาทิตตปริยายสตู ร ฯ (ปี 2552) ชฎิล ๓ พีน่ ้องตา่ งละลทั ธิของตน บวชเป็ นภิกษุในพระพทุ ธศาสนาเพราะเหตใุ ด? ตอบ อรุ ุเวลกสั สปะ ถือตวั วา่ เป็ นผ้วู ิเศษ แตพ่ ระพทุ ธเจ้าทรงใช้อทิ ธิปาฏหิ าริย์และอาเทสนาปาฏหิ าริย์ทรมานจนถอนทิฏฐิมานะ ได้ ปรีชาหยง่ั เห็นวา่ ลทั ธิของตนหาแกน่ สารมไิ ด้ ตนมไิ ด้เป็ นผ้วู เิ ศษแตป่ ระการใด ได้ความสลดใจ จงึ ทลู ขออปุ สมบท สว่ นนทีกสั สปะ และคยากสั สปะ เห็นพ่ชี ายถือเพศเป็ นภกิ ษุ ถามทราบความวา่ พรหมจรรย์นปี ้ ระเสริฐ จงึ เข้าไปเฝ้ าพระพทุ ธเจ้าทลู ขออปุ สมบท ฯ (ปี 2551) อนตั ตลกั ขณสตู ร และ อาทติ ตปริยายสตู ร วา่ ด้วยเรื่องอะไร? ทรงแสดงแกใ่ คร? ตอบ อนตั ตลกั ขณสตู ร วา่ ด้วยเรื่อง ขนั ธ์ ๕ คอื รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ไมเ่ ที่ยง เป็ นทกุ ข์ เป็ นอนตั ตา ไมค่ วรยดึ มน่ั ถือมนั่ ทรงแสดงแก่พระปัญจวคั คีย์ อาทติ ตปริยายสตู ร วา่ ด้วยเร่ือง สง่ิ ทงั้ ปวงเป็ นของร้อน ร้อนเพราะไฟคือราคะโทสะโมหะ ฯ 10 | P a g e
ทรงแสดงแก่ชฎลิ ๓ พีน่ ้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน ฯ (ปี 2546) ชฎิล ๓ พีน่ ้อง ช่ืออะไรบ้าง? ใครได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้มู บี ริวารมาก? ทา่ นเหลา่ นนั้ พร้อมบริวารได้บรรลอุ รหตั เพราะฟังพระธรรมเทศนาอะไร? ใจความยอ่ วา่ อยา่ งไร? ตอบ ชื่อ อรุ ุเวลกสั สปะ นทกี สั สปะ และคยากสั สปะ ฯ อรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะฟังอาทิตตปริยายสตู ร ฯ ใจความยอ่ วา่ อายตนะภายใน อายตนะภายนอก วิญญาณ ผสั สะ และเวทนาซง่ึ เกิดตามลาํ ดบั เป็ นของร้อน ร้อนเพราะไฟคอื ความกําหนดั ความโกรธ ความหลง และร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศกรํ่าไร รําพนั ความคบั แค้นใจ ฯ พระอุรุเวลกัสสปะ (ปี 2562 และ 2549) ความเป็ นผ้มู ีบริวารมาก เป็ นผลมาจากอะไร ? พระสาวกองค์ใดได้รับการยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางนี ้? ตอบ เป็ นผลมาจากความรู้จกั เอาใจบริษัท รู้จกั สงเคราะห์ด้วยอามสิ บ้าง ด้วยธรรมบ้าง ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ (ปี 2560) พระสาวกผ้ไู ด้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้มู ีบริวารมาก คอื ใคร ? ทา่ นทาํ อยา่ งไร จึงมีบริวารมากอยา่ งนนั้ ? ตอบ คอื พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ ทา่ นรู้จกั สงเคราะห์บริวารด้วยอามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง จึงเป็ นท่ีรักใคร่นบั ถือ สามารถยดึ เหน่ยี วน้าใจบริวารไว้ได้ ฯ (ปี 2559) พระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งใครวา่ เป็ นผ้มู บี ริวารมาก ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะเหตทุ ี่ทา่ นเป็ นผ้รู ู้จกั เอาใจบริวาร ร้จู กั สงเคราะห์ด้วยธรรมบ้าง ด้วยอามิสบ้าง ผ้ปู ระกอบด้วย คณุ สมบตั นิ ี ้ยอ่ มเป็ นผ้สู ามารถควบคมุ บริวารใหญ่ไว้ได้ ฯ (ปี 2555) พระอญั ญาโกณฑญั ญะ กบั พระอรุ ุเวลกสั สปะทลู ขอบวชในพระศาสนาโดยมีมลู เหตคุ วามเป็ นมาตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้พระอญั ญาโกณฑฑญั ญะได้ธรรมจกั ษุ คอื ดวงตาเหน็ ธรรม ท่ที า่ นกลา่ ววา่ เป็ นพระโสดาบนั มีศรัทธาในพระ ศาสนามนั่ คงแล้ว จึงขอบวช ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะได้ปรีชาหยง่ั เหน็ วา่ ลทั ธิของตนหาแก่นสารไมไ่ ด้หลงถือตนวา่ เป็ นผ้วู ิเศษ แตห่ าเป็ นเช่นนนั้ ไม่ ได้ความสลดใจจึง ลอยบริขารชฏลิ ของตนเสยี แล้วจงึ ขอบวช ฯ (ปี 2553) พระสาวกผ้ไู ด้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้มู ีบริวารมากคือใคร? ทา่ นมบี ริวารมากเพราะเหตไุ ร ? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะทา่ นรู้จกั เอาใจบริษัท รู้จกั สงเคราะห์ด้วยอามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง ฯ (ปี 2550) พระอรุ ุเวลกสั สปะบวชเป็ นพระภกิ ษุในพระพทุ ธศาสนา เพราะเหตใุ ด? พระพทุ ธองค์ทรงพาทา่ นไปกรุงราชคฤห์ด้วย เพราะ ทรงมพี ทุ ธประสงค์อยา่ งไร? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะเหน็ อภินหิ ารของพระพทุ ธองค์หลายประการ จนถอนทฏิ ฐิมานะของตน เห็นวา่ ลทั ธิของตนหาแก่นสารมิได้ และตนก็มิได้เป็ นผ้วู เิ ศษ ได้ความสลดใจ จงึ ทลู ขออปุ สมบท ฯ ทรงมีพทุ ธประสงค์จะปลกู ศรัทธาแกม่ หาชน เพราะทา่ นเป็ นทน่ี บั ถือของมหาชนมานาน ฯ (ปี 2549) ความเป็ นผ้มู ีบริวารมาก เป็ นผลมาจากอะไร? และดีอยา่ งไร? พระสาวกองค์ใดได้รับการยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางน?ี ้ ตอบ เป็ นผลมาจากความรู้จกั เอาใจบริษัท รู้จกั สงเคราะห์ด้วยอามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง ฯ ดอี ยา่ งนคี ้ ือ ภิกษุผ้ปู ระกอบด้วยคณุ สมบตั เิ ห็นปานนี ้ยอ่ มเป็ นผ้อู นั บริษัทรักใคร่นบั ถือ สามารถควบคมุ บริษัทไว้อยู่ เป็ นผ้อู นั จะพงึ ปรารถนาในสาวกมณฑล ฯ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ (ปี 2548) พระสาวกผ้ไู ด้รับการยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้มู บี ริวารมาก คอื ใคร? เพราะทา่ นมีคณุ ธรรมอะไร? 11 | P a g e
ตอบ คอื พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เพราะทา่ นรู้จกั สงเคราะห์บริวารด้วยอามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง จึงเป็ นทร่ี ักใคร่นบั ถือ สามารถยดึ เหนีย่ ว นาํ ้ ใจบริวารไว้ได้ ฯ (ปี 2544) พระสาวกรูปใดที่ได้รับยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เป็ นยอดแหง่ ภิกษุผ้มู ีบริวารมาก? ความเป็ นผ้มู ีบริวารมากนนั้ เป็ นผลเกิดจากอะไร? ตอบ พระอรุ ุเวลกสั สปะ ฯ เกิดจากเหตุ คอื ความรู้จกั เอาใจบริษัท รู้จกั สงเคราะห์ด้วยอามสิ บ้าง ด้วยธรรมบ้าง ฯ พระสารีบุตร (อุปติสสะ) / พระโมคคลั ลานะ(โกลิตะ) พระสารีบุตร เกิดท่ีหมบู่ ้านอปุ ติสคาม ตําบลนาลนั ทา กรุงราชคฤห์ แขวงมคธ บรรลโุ สดาปัตติผล เพราะฟังธรรมจากพระอสั สชิ หลงั บวชได้ ๑๕ วนั บรรลอุ รหตั ตผล เพราะฟังเวทนาปริคคหสตู ร ณ ถํา้ สกุ รขาตา ภเู ขาคชิ ฌกฏู กรุงราชคฤห์ ทา่ นนพิ พานท่บี ้านเกิด ตาํ บลนาลนั ทา กรุงราชคฤห์ แขวงมคธ อฐั ิธาตขุ องทา่ นบรรจไุ ว้ทเ่ี จดยี ์ใกล้ซุ้มประตแู หง่ วดั เชตวนั พระโมคคลั ลานะ เกิดที่หมบู่ ้านโกลติ คาม ตาํ บลโกลติ คาม กรุงราชคฤห์ แขวงมคธ บรรลโุ สดาปัตติผล เพราะฟังธรรมจากอปุ ตสิ สะ หลงั บวชได้ ๗ วนั บรรลอุ รหตั ตผล ณ บ้านกลั ลวาลมตุ ตคาม แขวงมคธ(กอ่ นพระสารีบตุ ร ๘ วนั ) ทา่ นนพิ พานหลงั พระสารีบตุ ร ๑๕ วนั ณ ตําบลกาฬศลิ า แขวงมคธ อฐั ิธาตขุ องทา่ นบรรจไุ ว้ทเ่ี จดยี ์ใกล้ซุ้มประตแู หง่ วดั เวฬวุ นั (ปี 2562, 2560 และ 2548) ธรรมเสนาบดี และ นวกมั มาธิฏฐายี เป็ นนามของพระสาวกองค์ใด ? เพราะเหตไุ รจึงมนี ามเชน่ นนั้ ? ตอบ ธรรมเสนาบดี เป็ นนามของพระสารีบตุ รเถระ เพราะทา่ นเป็ นกําลงั สาํ คญั ย่งิ ในการประกาศพระพทุ ธศาสนา ฯ นวกมั มาธิฏฐายี เป็ นนามของพระโมคคลั ลานเถระ เพราะทา่ นเป็ นผ้สู ามารถกํากบั ดแู ลการก่อสร้าง ฯ (ปี 2561) พระสาวกองค์ใด เมอื่ ทราบวา่ พระอาจารย์ของตนอยใู่ นทิศใด ก็นอนหนั ศีรษะไปทางทิศนนั้ ? การปฏิบตั เิ ชน่ นนั้ จดั เป็ น คณุ ธรรมอะไร ? ตอบ พระสารีบตุ ร ฯ จดั เป็ นกตญั ญู ฯ (ปี 2560 และ 2552) “คนเหลา่ นที ้ งั้ หมดยงั ไมท่ นั ถึง ๑๐๐ ปี ก็จกั ไมม่ ีเหลอื จกั ลว่ งไปหมด ดกู ารเลน่ ไมม่ ีประโยชน์อะไร ควร ขวนขวายหาธรรมเคร่ืองพ้นดกี วา่ ” น่ีเป็ นคาํ พดู ของใครพดู กะใคร? ตอบ ของอปุ ตสิ สมาณพ พดู กะโกลติ มาณพ ฯ (ปี 2559) พระพทุ ธองค์ทรงยกยอ่ งพระสารีบตุ รคกู่ บั พระโมคคลั ลานะโดยอปุ มาไว้อยา่ งไร? ตอบ พระพทุ ธองค์ตรัสอปุ มาวา่ พระสารีบตุ รเปรียบเหมอื นมารดาผ้ใู ห้ทารกเกิด พระโมคคลั ลานะเปรียบเหมือนนางนมผ้เู ลยี ้ งทารกนนั้ ท่ีเกิดแล้ว ฯ (ปี 2558) โกลติ ะถามอปุ ตสิ สะวา่ “ดทู า่ นไมส่ นกุ เหมือนในวนั อน่ื วนั นดี ้ ใู จเศร้า ทา่ นเป็ นอยา่ งไรหรือ ?” อปุ ติสสะตอบวา่ อยา่ งไร ? ตอบ ตอบวา่ “โกลติ ะ อะไรทค่ี วรดใู นการเลน่ นมี ้ หี รือ ? คนเหลา่ นที ้ งั้ หมดยงั ไมท่ นั ถึง ๑๐๐ ปี ก็จกั ไมม่ ีเหลอื จกั ลว่ งไปหมด ดกู ารเลน่ ไมม่ ปี ระโยชน์อะไร ควรขวนขวายหาธรรมเคร่ืองพ้นดีกวา่ ” ฯ (ปี 2558) พระโอวาทวา่ “เราจกั ไมช่ งู วง เข้าไปสสู่ กลุ ” พระพทุ ธองค์ตรัสแก่พระสาวกองค์ใด ? ที่ไหน ? ตอบ แก่พระมหาโมคคลั ลานะ ฯ ท่บี ้านกลั ลวาลมตุ ตคาม แคว้นมคธ ฯ 12 | P a g e
(ปี 2556) พระสาวกรูปใดได้รับยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เป็ นผ้กู ตญั ญกู ตเวท?ี จงแสดงตวั อยา่ งมาสกั ๒ เร่ือง ตอบ พระสารีบตุ รเถระ ฯ เรื่องท่ี ๑ พระสารีบตุ รนบั ถือพระอสั สชิเป็ นอาจารย์ เมอื่ อาจารย์อยใู่ นทิศใด กอ่ นจะนอน ทา่ นจะนมสั การและนอนหนั ศีรษะไปทางทศิ นนั ้ เรื่องที่ ๒ พระสารีบตุ รระลกึ ถึงอปุ การะของราธพราหมณ์ทีเ่ คยถวายภกิ ษาแกท่ า่ นทพั พหี นงึ่ ฯ (ปี 2554) พระสารีบตุ รได้รับการสรรเสริญวา่ เป็ นผ้กู ตญั ญกู ตเวที จงเลา่ เร่ืองมาประกอบสกั ๑ เรื่อง เพือ่ ยืนยนั คํากลา่ วนี ้(ให้ตอบ เพยี ง ๑ เร่ือง) ตอบ เร่ืองที่ ๑ พระสารีบตุ รนบั ถือพระอสั สชิเป็ นอาจารย์ เมื่ออาจารย์อยใู่ นทิศใด กอ่ นจะนอน ทา่ นจะนมสั การและนอนหนั ศรี ษะไป ทางทิศนนั้ ฯ เรื่องที่ ๒ ราธพราหมณ์เสยี ใจมรี ่างกายซูบซดี เพราะไมไ่ ด้อปุ สมบทตามปรารถนาพระศาสดาทรงทราบความแล้วตรัสถามภกิ ษุ ทงั้ หลายวา่ มีใครระลกึ ถึงอปุ การะของราธะได้บ้าง, พระสารีบตุ รทลู วา่ ราธพราหมณ์เคยถวายภิกษาแกท่ า่ นทพั พีหนง่ึ พระศาสดาตรัส สรรเสริญวา่ เป็ นผ้กู ตญั ญดู นี กั อปุ การะเพยี งเทา่ นกี ้ ็ยงั จําได้ ฯ (ปี 2554) ความเห็นวา่ พระขีณาสพตายแล้วดบั สญู เป็ นความเห็นผดิ ความเหน็ ทถ่ี กู ต้องเป็ นอยา่ งไร? ตอบ ความเหน็ ท่ถี กู ต้องวา่ พระขีณาสพตายแล้ว รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ท่ีไมเ่ ที่ยงดบั ไป ฯ (ปี 2549) เมื่อเอย่ ถึง พระสารีบตุ ร ทําให้นกึ ถึงพระสาวกอีกองค์หนงึ่ คอื ใคร? ทา่ นได้บรรลพุ ระอรหตั และนิพพานทีไ่ หน? กอ่ นหรือหลงั พระสารีบตุ รก่ีวนั ? ตอบ คือพระโมคคลั ลานะ ฯ ทา่ นได้บรรลพุ ระอรหตั ทบ่ี ้านกลั ลวาลมตุ ตคาม แขวงมคธ ก่อนพระสารีบตุ ร ๘ วนั และนิพพานท่ีตําบลกาฬศลิ า แขวงมคธ หลงั พระ สารีบตุ ร ๑๕ วนั ฯ (ปี 2547) เมือ่ ครัง้ พระพทุ ธเจ้าประทบั อยทู่ ่ีเมอื งเทวทหะ รับสง่ั กบั พระภิกษุผ้เู ข้าเฝ้ าเพือ่ ทลู ลาไปปัจฉาภมู ิชนบท ให้ไปลาพระเถระรูป ใด? และทรงยกยอ่ งพระเถระรูปนนั้ วา่ อยา่ งไร? ตอบ รับสง่ั ให้ไปลาพระสารีบตุ รเถระ ฯ ทรงยกยอ่ งทา่ นวา่ เป็ นผ้มู ปี ัญญา อนเุ คราะห์เพือ่ นบรรพชิต ฯ (ปี 2547) บคุ คลประเภทท่ีวา่ ธมั มปั ปมาณิกา ผ้ถู ือธรรมเป็ นประมาณ มีอธิบายอยา่ งไร? ในข้อนมี ้ ีตวั อยา่ งแสดงไว้อยา่ งไร? ตอบ มีอธิบายวา่ บคุ คลประเภทนถี ้ ือธรรมเป็ นสาํ คญั ชอบใจเฉพาะข้อปฏิบตั ิ เห็นผ้ทู ตี่ งั้ อยใู่ นสงั วรมมี รรยาทเรียบร้อย และได้ฟัง ธรรมอนั ทา่ นแสดงมงุ่ กลา่ วเฉพาะข้อปฏบิ ตั ิ ยอ่ มเลอ่ื มใส ฯ ตวั อยา่ งเชน่ พระสารีบตุ รได้เห็นพระอสั สชิ และได้ฟังธรรมของทา่ นแล้ว จงึ เกิดความเลอ่ื มใส ฯ (ปี 2546) พระสารีบตุ รได้บรรลอุ รหตั ผลช้ากวา่ บริวาร เพราะเหตไุ ร? พระโมคคลั ลานะ นพิ พานทไ่ี หน? อฐั ิธาตขุ องทา่ นบรรจไุ ว้ทไี่ หน? ตอบ เพราะทา่ นเป็ นผ้มู ปี ัญญามาก ต้องใช้บริกรรมใหญ่ ซงึ่ เปรียบด้วยการเสดจ็ ไปข้างไหน ๆ แหง่ พระราชา ต้องตระเตรียมราช พาหนะและราชบริพารทีจ่ ําเป็ น จึงช้ากวา่ การไปของคนสามญั ฯ นพิ พานท่ีตาํ บลกาฬศิลา แขวงมคธ ฯ อฐั ิธาตขุ องทา่ นบรรจไุ ว้ทเี่ จดีย์ใกล้ซุ้มประตแู หง่ เวฬวุ นาราม ฯ (ปี 2545) พระพทุ ธองค์ทรงสง่ สาวกออกไปประกาศพระศาสนา เพราะทรงเห็นประโยชน์อะไร? พระอสั สชิได้แสดงธรรมแก่อปุ ตสิ สปริพาชก มีใจความยอ่ วา่ อยา่ งไร? 13 | P a g e
ตอบ ทรงเหน็ ประโยชน์เกือ้ กลู แกม่ หาชน เพ่ือให้เหน็ ธรรมและตงั้ อยใู่ นสมั มาปฏิบตั อิ นั เป็ นปัจจยั แหง่ ความสขุ ความสงบ ฯ มใี จความ ยอ่ วา่ \"พระศาสดาทรงแสดงความเกิดแหง่ ธรรมทงั้ หลาย เพราะเป็ นไปแหง่ เหตุ และความดบั แหง่ ธรรมเหลา่ นนั้ เพราะดบั แหง่ เหตุ พระ ศาสดาตรัสอยา่ งน\"ี ้ ฯ (ปี 2545) ปัญหาวา่ \"พระขณี าสพตายแล้วเป็ นอะไร\" ใครเป็ นผ้ถู าม? ใครเป็ นผ้ตู อบ? และตอบวา่ อยา่ งไร? ข้อความวา่ \"ทา่ นควรสาํ เหนียกใจอยา่ งนวี ้ า่ เราจกั ไมพ่ ดู คาํ อนั เป็ นเหตุ เถียงกนั ถือผดิ ตอ่ กนั \" ใครพดู กบั ใคร? ที่ไหน? ตอบ พระสารีบตุ รเป็ นผ้ถู าม พระยมกะเป็ นผ้ตู อบ และตอบวา่ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ ทไ่ี มเ่ ทย่ี ง ดบั ไปแล้ว ฯ พระผ้มู พี ระภาคเจ้าตรัสแกพ่ ระโมคคลั ลานะ ทบี่ ้านกลั ลวาลมตุ ตคาม แขวงมคธ ฯ (ปี 2543) พระพทุ ธองค์ทรงยกยอ่ งพระสารีบตุ รคกู่ บั พระโมคคลั ลานะโดยอปุ มาไว้อยา่ งไร? ทตี่ รัสอปุ มาไว้อยา่ งนนั้ เพราะเหตไุ ร? ตอบ พระพทุ ธองค์ตรัสอปุ มาวา่ พระสารีบตุ รเปรียบเหมอื นมารดาผ้ใู ห้ทารกเกิด พระโมคคลั ลานะเปรียบเหมือนนางนมผ้เู ลยี ้ งทารกที่ เกิดแล้วนนั้ ฯ ที่ตรัสอปุ มาไว้อยา่ งนนั้ เพราะพระสารีบตุ รยอ่ มแนะนาํ ให้ตงั้ อยใู่ นโสดาปัตตผิ ล พระโมคคลั ลานะยอ่ มแนะนาํ ให้ตงั้ อยใู่ นคณุ เบอื ้ งบนท่ี สงู กวา่ นนั้ ฯ (ปี 2543) การพบกนั ของพระอสั สชิและอปุ ตสิ สปริพาชกมผี ลตอ่ พระพทุ ธศาสนาอยา่ งไร ? พระสารีบตุ รมีปัญญาเลศิ กวา่ พระสาวกทงั้ หลายนนั้ มีอะไรเป็ นเคร่ืองยืนยนั ? ตอบ มผี ลเกิดขนึ ้ ดงั นคี ้ อื ๑) อปุ ติสสปริพาชกได้ความเลอ่ื มใสในวตั รของพระอสั สชิ ๒) อปุ ติสสปริพาชกได้ฟังธรรมแล้วได้ดวงตาเหน็ ธรรม ๓) อปุ ตสิ สปริพาชกได้ชกั ชวนเพ่ือนไปบวช ฟังธรรมแล้วได้บรรลธุ รรม ๔) พระพทุ ธองค์ได้อคั รสาวกเบอื ้ งซ้ายเบอื ้ งขวา ฯ มพี ระพทุ ธดาํ รัสตรัสยกยอ่ งพระสารีบตุ รวา่ เป็ นยอดแหง่ พระสาวกผ้มู ีปัญญาและตรัสสรรเสริญวา่ พระสารบี ตุ รสามารถแสดง ธรรมจกั ร และจตรุ าริยสจั ได้กว้างขวางพสิ ดารแม้นกบั พระองค์ ประกอบกบั พระธรรมเทศนาทที่ า่ น ได้แสดงไว้ในโอกาสนนั้ ๆ สอ่ งให้ เห็นถึงอจั ฉริยภาพอยา่ งแท้จริงของทา่ นในด้านนี ้ฯ พระมหากสั สปะ (ปี 2562 และ 2548) พระโอวาทท่ีพระศาสดาทรงประทานในการให้อปุ สมบทแก่พระมหากสั สปะมีกี่ข้อ ? อะไรบ้าง ? ตอบ มี ๓ ข้อ ฯ คอื ๑. เราจกั เข้าไปตงั้ ความละอาย และความยําเกรงอยา่ งแรงกล้าไว้ในภิกษุทงั้ ทเี่ ป็ นเถระปานกลาง และผ้ใู หม่ ๒. เราจกั เงี่ยหลู งฟังธรรม อนั ประกอบด้วยกศุ ล และพจิ ารณาเนอื ้ ความแหง่ ธรรมนนั้ ๓. เราจกั ไมล่ ะสติท่ีไปในกาย ฯ (ปี 2561) พระมหากสั สปะโดยปกตถิ ือธดุ งค์ก่ีอยา่ ง ? อะไรบ้าง ? ตอบ ถือธดุ งค์ ๓ อยา่ ง ฯ คอื ๑. ใช้ผ้าบงั สกุ ลุ จีวรเป็ นวตั ร ๒. ถือเท่ียวบณิ ฑบาตเป็ นวตั ร ๓. ถือการอยปู่ ่ าเป็ นวตั ร ฯ (ปี 2560 และ 2551) พระมหากสั สปเถระเป็ นประธานในการทําสงั คายนาครัง้ แรกทีไ่ หน? ใช้เวลานานเทา่ ไร? ตอบ ท่ถี ํา้ สตั ตบณั ณคหู า เวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ ฯ ใช้เวลา ๗ เดอื น ฯ 14 | P a g e
(ปี 2559) พระสาวกองค์ใด เป็ นผ้มู กั น้อยสนั โดษอยา่ งยิง่ ? ทา่ นทําใจอยา่ งไร ? ตอบ พระมหากสั สปะ ฯ ทาํ ใจอยา่ งนี ้คอื เมื่อแสวงหาไมไ่ ด้ ก็ไมส่ ะด้งุ ตกใจ เม่ือแสวงหาได้แล้วก็ไมก่ ําหนดั ยินดีในปัจจยั ๔ นนั้ ฯ (ปี 2558) พระมหากสั สปเถระ ชกั ชวนภิกษสุ งฆ์ทาํ สงั คายนารวบรวมพระธรรมวนิ ยั ตงั้ ไว้เป็ นแบบฉบบั เพ่ือสมกบั พระพทุ ธพจน์ทไี่ ด้ ประทานไว้เมอื่ ครัง้ ปรินพิ พาน พระพทุ ธพจน์นนั้ ใจความวา่ อยา่ งไร ? ตอบ วา่ ธรรมก็ดี วนิ ยั ก็ดี อยา่ งใด อนั เราได้แสดงไว้แล้ว ได้บญั ญตั ไิ ว้แล้ว ธรรมวินยั นนั้ จกั เป็ นศาสดาของทา่ นทงั้ หลาย ในเมอ่ื เรา ลว่ งไปแล้ว ฯ (ปี 2556) การทาํ สงั คายนาก่อให้เกิดคณุ ประโยชน์แก่พระศาสนาอยา่ งไรบ้าง? ตอบ ให้เกิดคณุ ประโยชน์อยา่ งนี ้ กําจดั และป้ องกนั อลชั ชีได้ ทําความเห็นพทุ ธศาสนิกให้ถกู ต้องและปฏิบตั ิถกู ต้องได้ และทาํ ให้พระศาสนามนั่ คงและแพร่หลายย่ิงขนึ ้ ฯ (ปี 2556) อปุ สมบทวิธีพิเศษด้วยการรับพระโอวาท ๓ ข้อ และด้วยการรับครุธรรม ๘ ข้อ ทรงประทานให้แกใ่ คร? และทา่ นนนั้ ๆ ได้รับ การยกยอ่ งเป็ นเอตทคั คะในทางไหน? ตอบ การรับพระโอวาท ๓ ข้อ ทรงประทานแกพ่ ระมหากสั สปะ การรับครุธรรม ๘ ข้อ ทรงประทานแก่พระนางมหาปชาบดโี คตมี ฯ พระมหากสั สปะได้รับยกยอ่ งเป็ นเอตทคั คะในทางทรงธดุ งคคณุ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้รับยกยอ่ งเป็ นเอตทคั คะในทางรัตตญั ญู ฯ (ปี 2555) อนพุ ทุ ธท่ีเป็ นสาวกสาวกิ าของพระศาสดา ซงึ่ ได้รับการอปุ สมบทด้วยวธิ ีพเิ ศษมบี ้างหรือไม?่ ถ้ามี คอื ใคร? อปุ สมบทด้วยวธิ ี ใด ตอบ มี ฯ คอื พระมหากสั สปะ อปุ สมบทด้วยวธิ ีรับพระโอวาท ๓ ข้อ, พระนางมหาปชาบดโี คตมี อปุ สมบทด้วยวธิ ีรับครุธรรม ๘ ประการ ฯ (ปี 2554) พระมหากสั สปะได้รับอปุ สมบทแล้วนานเทา่ ไรจึงบรรลพุ ระอรหตั ? พระโอวาทข้อวา่ “เราจะไมล่ ะสติท่ีไปในกาย คอื พจิ ารณาร่างกายเป็ นอารมณ”์ สงเคราะห์เข้าในธรรมข้อใดบ้าง? ตอบ ๘ วนั ฯ สงเคราะห์เข้าใน กายคตาสติ และ วิปัสสนาญาณ เป็ นต้น ฯ (ปี 2553) พระพทุ ธโอวาทวา่ เราจะไมล่ ะสตทิ ีไ่ ปในกาย คือพจิ ารณาร่างกายเป็ นอารมณ์ ดงั นี ้ พระองค์ตรัสกะสาวกรูปใด? พระสาวกรูปนนั้ เป็ นเอตทคั คะในทางใด? ตอบ พระมหากสั สปะ ฯ เป็ นเอตทคั คะในทางถือธดุ งค์ ฯ (ปี 2549) พระสาวกผ้ปู รารภเหตวุ า่ “ผ้อู ยคู่ รองเรือนต้องคอยนงั่ รับบาป เพราะการงานท่ีผ้อู น่ื ทาํ ไมด่ ”ี แล้วมใี จเบอื่ หนา่ ยสละทรัพย์ สมบตั อิ อกบวชคอื ใคร? ทา่ นได้รับยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เป็ นผ้เู ลศิ ในทางไหน? เพราะเหตใุ ด? ตอบ คอื พระมหากสั สปะ ฯ ทา่ นได้รับยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เป็ นผ้เู ลศิ ในทางถือธดุ งค์ เพราะทา่ นถือธุดงค์ ๓ อยา่ งเป็ นประจํา คือ ทรงผ้าบงั สกุ ลุ จีวรเป็ นวตั ร ๑ เท่ยี วบณิ ฑบาตเป็ นวตั ร ๑ อยปู่ ่ าเป็ นวตั ร ๑ ฯ (ปี 2547) พระมหากสั สปะออกบวชเพราะมคี วามเห็นอยา่ งไร? ทา่ นได้รับยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางไหน? ตอบ เพราะมีความเหน็ วา่ ผ้อู ยคู่ รองเรือนต้องคอยนงั่ รับบาปเพราะการงานที่ผ้อู ืน่ ทําไมด่ ี และเห็นวา่ ฆราวาสคบั แคบ เป็ นทางมาแหง่ กิเลสธุลี จึงมีใจเบื่อหนา่ ยสละสมบตั ิ ออกบวชอทุ ศิ พระอรหนั ต์ในโลก ฯ ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นเลศิ แหง่ ภกิ ษุผ้ทู รงธุดงค์ ฯ 15 | P a g e
(ปี 2545) พระมหากสั สปะได้รับการอปุ สมบทด้วยวธิ ีใด? พระมหากสั สปะโดยปกตถิ ือธุดงค์อะไรบ้าง? ตอบ ด้วยวิธีรับพทุ ธโอวาท ๓ ข้อ ฯ ถือธดุ งค์ ๓ อยา่ ง คอื ๑) ทรงผ้าบงั สกุ ลุ จีวรเป็ นวตั ร ๒) ถือเท่ยี วบิณฑบาตเป็ นวตั ร ๓) ถือการอยปู่ ่ าเป็ นวตั ร ฯ (ปี 2544) พระศาสดาทรงยกยอ่ งพระสาวกรูปใดวา่ มธี รรมเครื่องอยเู่ สมอด้วยพระองค?์ พระองค์ทรงปฏบิ ตั ิตอ่ พระสาวกรูปนนั้ โดยพระอาการอยา่ งไร ? ตอบ พระมหากสั สปะ ฯ ทรงรับผ้าสงั ฆาฏิของทา่ นไปทรง และประทานผ้าสงั ฆาฏิของพระองค์ให้แก่ทา่ น ฯ พระอานนท์ บวชพร้อมกนั กบั พระเจ้าภทั ทิยราช เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภคุ เจ้าชายกมิ พิละ เจ้าชายเทวทตั และอุบาลี รวมแล้วทงั้ หมด ๗ คน (ปี 2550) พรข้อวา่ ถ้าจกั ไมโ่ ปรดให้ข้าพระองค์อยใู่ นท่ปี ระทบั ของพระองค์ และข้อวา่ ถ้าพระองค์จะเสดจ็ ไปสทู่ น่ี มิ นต์ที่ข้าพระองค์รับ ไว้ พระอานนท์ทลู ขอเพอื่ ประโยชน์อะไร? ตอบ ข้อต้น เพ่ือป้ องกนั คําตเิ ตยี นวา่ พระอานนท์บํารุงพระศาสดาเพราะเห็นแก่ลาภ ข้อหลงั เพือ่ ป้ องกนั คนกลา่ ววา่ พระอานนท์บํารุงพระศาสดาไปทาํ อะไร เพราะพระองค์ไมท่ รงอนเุ คราะห์แม้ด้วยกิจเทา่ นี ้ฯ (ปี 2546) พระอานนท์ได้บรรลโุ สดาปัตติผลเพราะได้ฟังโอวาทจากใคร? และได้บรรลอุ รหตั ผลเมอื่ ไร? ทา่ นบรรลอุ รหตั ผลและนพิ พาน ตา่ งจากพระสาวกองค์อน่ื อยา่ งไร? ตอบ จากพระปณุ ณมนั ตานีบตุ ร ฯ บรรลอุ รหตั ผลก่อนวนั รุ่งขนึ ้ จะทําปฐมสงั คายนา ฯ การบรรลอุ รหตั ผลของทา่ นในขณะทก่ี ําลงั เอนกายศีรษะยงั ไมถ่ งึ หมอนเท้ายกขนึ ้ ในระหวา่ งอิริยาบถ ๔ ทา่ นนิพพานบนอากาศ กลางแมน่ าํ ้ โรหิณีแล้วอธิษฐานให้สรีระของทา่ นแยกเป็ น ๒ ภาค ให้ตกลงที่ฝ่ังแมน่ าํ ้ ฝั่งละภาค ฯ พระอนุรุทธเถระ (ปี 2546) จงตอบคาํ ถามเกี่ยวกบั พระอนรุ ุทธเถระ ดงั ตอ่ ไปนี ้ ก) ทา่ นเป็ นโอรสของใคร? ข) เก่ียวเน่ืองกบั พระบรมศาสดาอยา่ งไร? ค) ทา่ นออกบวชพร้อมกบั ใครบ้าง? ง) ได้รับยกยอ่ งจากพระบรมศาสดาอยา่ งไร? ตอบ ก) ของพระเจ้าศากยะพระนามวา่ อมโิ ตทนะ พระมารดาไมป่ รากฏพระนาม ฯ ข) เป็ นพระโอรสของพระเจ้าอาของพระบรมศาสดา จงึ นบั เป็ นพระอนชุ าของพระบรมศาสดา ฯ ค) พร้อมกบั พระอบุ าลี พระภทั ทิยะ พระภคุ พระกิมพิละ พระอานนท์ และพระเทวทตั ฯ ง) เป็ นผ้เู ลศิ ในทางมจี กั ษุทิพย์ ฯ 16 | P a g e
กลุ่มศษิ ย์ของพราหมณ์พาวรีมี ๑๖ คน (เข้าไปทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจ้า) พระอชิตะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจ้า เป็ นคนที่ ๑ พระปุณณกะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจ้า เป็ นคนท่ี ๓ พระอุทยะ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจ้า เป็ นคนที่ ๑๓ พระโมฆราช ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจ้า เป็ นคนท่ี ๑๕ ปิ งคยิ มาณพ ทลู ถามปัญหาพระพทุ ธเจ้า เป็ นคนท่ี ๑๖ (ปี 2561) ปิ งคิยมาณพฟังพยากรณ์ปัญหาจากพระบรมศาสดาแล้ว ได้บรรลธุ รรมชนั้ ไหน ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ ได้ดวงตาเห็นธรรม ฯ เพราะความฟ้ งุ ซา่ นด้วยความคิดถงึ อาจารย์ในขณะฟังพระธรรมเทศนา จึงไมอ่ าจทาํ จิตให้สนิ ้ อาสวะ ฯ (ปี 2558) บรรดาศษิ ย์ ๑๖ คน ศษิ ย์คนใดนําพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธองค์ไปบอกแกพ่ ราหมณ์ พาวรีผ้เู ป็ นอาจารย์ ? พราหมณ์พาวรี ฟังพระธรรมเทศนานนั้ แล้ว ได้บรรลธุ รรมชนั้ ไหน ? ตอบ ปิ งคิยมาณพ ฯ ชนั้ เสขภมู ิ ฯ (ปี 2557) มาณพทงั้ ๑๖ คนผ้ทู ลู ถามโสฬสปัญหากะพระพทุ ธองค์ เป็ นศิษย์ของใคร? ทา่ นตงั้ สาํ นกั อยทู่ ่ีไหน? ตอบ ของพราหมณ์พาวรี ฯ อยทู่ ่ฝี ั่งแมน่ าํ ้ โคธาวารี ระหวา่ งเมืองอสั สกะและเมืองอาฬกะ ฯ (ปี 2556) ปัญหาวา่ โลกคอื หมสู่ ตั ว์อนั อะไรปิ ดบงั ไว้จึงหลงอยใู่ นทมี่ ืด ดงั นี ้ใครเป็ นผ้ถู าม? และพระศาสดาทรงพยากรณ์วา่ อยา่ งไร? ตอบ อชิตมาณพเป็ นผ้ถู าม ฯ ทรงพยากรณ์วา่ โลกคือหมสู่ ตั ว์ อนั อวชิ ชาคือความไมร่ ู้แจ้งปิ ดบงั ไว้ จึงหลงดจุ อยใู่ นทีม่ ดื ฯ (ปี 2555) “หมมู่ นษุ ย์ในโลกนี ้อาศยั อะไรจงึ บชู ายญั บวงสรวงเทวดา” นีเ่ ป็ นปัญหาของใคร? และได้รับพทุ ธพยากรณ์วา่ อยา่ งไร? ตอบ เป็ นปัญหาของปณุ ณกมาณพ ฯ ได้รับพทุ ธพยากรณ์วา่ หมมู่ นษุ ย์เหลา่ นนั้ อยากได้ของทตี่ นปรารถนาอาศยั ของท่มี ีชราทรุดโทรม จึง บชู ายญั บวงสรวงเทวดา ฯ (ปี 2554) อาจารย์ผ้ผู กู ปัญหาให้ศษิ ย์ ๑๖ คนไปทลู ถามพระพทุ ธเจ้า ชื่ออะไร? ทงั้ อาจารย์และศษิ ย์ฟังพทุ ธพยากรณ์แล้วได้บรรลผุ ลอะไร? ตอบ พราหมณ์พาวรีฯ ปิ งคิยมาณพได้ดวงตาเห็นธรรม ฯ ศษิ ย์อกี ๑๕ คน ได้บรรลเุ ป็ นพระอรหนั ต์ฯ สว่ นอาจารย์ได้บรรลเุ สขภมู ฯิ (ปี 2553) พระพทุ ธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดพระโมฆราชด้วยเร่ืองอะไร? มีความหมายอยา่ งไร? ตอบ ด้วยเร่ืองสญุ ญตานปุ ัสสนา ฯ มคี วามหมายวา่ ให้พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็ นของวา่ งเปลา่ ถอนความเห็นวา่ เป็ นตวั ตนของ เราเสยี ฯ (ปี 2552) คาํ ถามวา่ “ข้าพเจ้าจกั พิจารณาเหน็ โลกอยา่ งไร มจั จรุ าชจึงจกั ไมแ่ ลเห็น” ใครเป็ นผ้ถู าม พระศาสดาทรงพยากรณ์ไว้ อยา่ งไร? ตอบ พระโมฆราชเป็ นผ้ทู ลู ถาม พระศาสดาทรงพยากรณ์วา่ ทา่ นจงเป็ นคนมีสติ พจิ ารณาเหน็ โลกโดยความเป็ นของวา่ ง เปลา่ ถอนความตามเห็นวา่ ตวั ของเราเสยี ทกุ เมอ่ื เถิด ทา่ นจกั ข้ามลว่ งมจั จรุ าชเสยี ได้ด้วยอบุ ายอยา่ งนี ้ทา่ นพิจารณาเหน็ โลกอยา่ งนี ้ แล มจั จรุ าชจึงไมแ่ ลเหน็ ฯ (ปี 2551) “โลกมีอะไรผกู พนั ไว้ อะไรเป็ นเคร่ืองสญั จรของโลกนนั้ ทา่ นกลา่ วกนั วา่ นิพพานๆ ดงั นี ้เพราะละอะไรได้?” ปัญหานใี ้ ครทลู ถาม? ตอบ อทุ ยมาณพเป็ นผ้ทู ลู ถาม ฯ (**หมายเหตุ พระพทุ ธเจ้าได้พยายากรณ์ไว้วา่ ความเพลิดเพลินผกู พนั ไว้ ความตรึกเป็ นเครื่องสญั จร เพราะละตัณหา) 17 | P a g e
(ปี 2550) พระโมฆราชทลู ถามปัญหาพระพทุ ธองค์เป็ นคนทเ่ี ทา่ ไร? เพราะเหตไุ ร? ตอบ เป็ นคนท่ี ๑๕ ฯ เพราะครัง้ แรกเหน็ วา่ ทา่ นอชิตมาณพเป็ นผ้ใู หญ่กวา่ จึงยอมให้ถามกอ่ น แตเ่ มอื่ ปรารภจะทลู ถามเป็ นคนที่ ๒ และคนที่ ๙ ถกู พระพทุ ธองค์ทรงห้ามไว้ให้รอก่อน จึงได้โอกาสทลู ถามเป็ นคนที่ ๑๕ ฯ (ปี 2544) พระรัฐบาล และพระนนั ทะ ออกบวชเพราะเหตใุ ด? พระโมฆราช และพระอบุ าลี ได้รับการยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางไหน? ตอบ พระรัฐบาล ออกบวชเพราะศรัทธา พระนนั ทะ ออกบวชเพราะจําใจ ฯ พระโมฆราช ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงจีวรเศร้าหมอง พระอบุ าลี ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงพระวนิ ยั ฯ พระมหากจั จายนะ (ปี 2559 และ 2549) พระสาวก ผ้อู ธิบายภทั เทกรัตตสตู รทีท่ รงแสดงโดยยอ่ ให้พิสดาร คอื ใคร? ทา่ นได้รับการสรรเสริญจากพระ ศาสดาวา่ อยา่ งไร? ตอบ คอื พระมหากจั จายนะ ฯ ทา่ นได้รับสรรเสริญจากพระศาสดาวา่ เป็ นผ้ฉู ลาดในการอธิบายคาํ ทีย่ อ่ ให้พิสดาร ฯ (ปี 2556) พระมหากจั จายนะได้รับมอบหมายจากพระพทุ ธเจ้าให้ไปเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาแทนพระองค์ ณ เมืองใด และได้ผลเป็ น อยา่ งไร? ตอบ ณ เมอื งอชุ เชนี ฯ ได้รับผล คอื พระเจ้าจณั ฑปัชโชตและชาวพระนครเลอื่ มใสในพระพทุ ธศาสนา ฯ (ปี 2554) พระสาวกผ้แู สดงความไมต่ า่ งกนั แหง่ วรรณะ ๔ เหลา่ คอื ใคร? แสดงแก่ใคร? ที่ไหน? พระสตู รนนั้ ชื่ออะไร ? ตอบ พระมหากจั จายนะเป็ นผ้แู สดง ฯ แก่พระเจ้ามธรุ ราช อวนั ตีบตุ ร ฯ ท่คี นุ ธาวนั แขวงมธุรราชธานี ฯ สตู รนนั้ ชื่อวา่ มธรุ สตู ร ฯ (ปี 2553) พระมหากจั จายนะเคยได้รับมอบหมายจากพระพทุ ธเจ้าให้ไปเผยแผพ่ ระศาสนาแทนพระองค์เม่ือครัง้ ไหน? ได้ผลอยา่ งไร? ตอบ เมอื่ ครัง้ ทท่ี า่ นบรรลพุ ระอรหตั และอปุ สมบทเป็ นภกิ ษุแล้ว ได้ทลู เชิญพระพทุ ธเจ้าให้เสดจ็ ไปกรุงอชุ เชนี เพ่อื ประกาศพระศาสนา ตามพระราชประสงค์ ของพระเจ้าจณั ฑปัชโชต แตพ่ ระพทุ ธเจ้ารับสงั่ ให้ทา่ นไปแทน ฯ พระเจ้าจณั ฑปัชโชตและชาวพระนครเลอื่ มใสในพระพทุ ธศาสนา ฯ (ปี 2551) การบวชของพระมหากจั จายนะ มคี วามเป็ นมาอยา่ งไร? ตอบ มีความเป็ นมาอยา่ งนี ้ทา่ นได้รับมอบหมายจากพระเจ้าจณั ฑปัชโชตให้ไปทลู เชิญพระพทุ ธเจ้าเสดจ็ กรุงอชุ เชนี จึงทลู ลาบวชด้วย ครัน้ ได้เข้าเฝ้ าฟังธรรมแล้ว บรรลพุ ระอรหตั จึงทลู ขอบวช ฯ (ปี 2548) พระมหากจั จายนะ นพิ พานก่อนหรือหลงั พระพทุ ธเจ้า? มอี ะไรเป็ นข้ออ้าง? ตอบ พระมหากจั จายนะ นพิ พานหลงั พระพทุ ธเจ้า มีมธุรสตู รเป็ นข้ออ้าง โดยมใี จความ ตอนหนง่ึ ในพระสตู รนนั้ วา่ พระเจ้ามธุรราช ตรัสถามวา่ เดีย๋ วนี ้พระผ้มู ีพระภาคเจ้านนั้ เสด็จอยู่ ณ ทีไ่ หน พระมหากจั จายนะทลู วา่ พระผ้มู พี ระภาคเจ้าปรินพิ พานแล้ว ฯ พระรัฐบาล (ปี 2560 และ 2550) ธรรมเุ ทศ มีอะไรบ้าง ? ใครแสดงแก่ใคร? ตอบ มี ๑. โลกคือหมสู่ ตั ว์ อนั ชรานาํ เข้าไปใกล้ ไมย่ ง่ั ยนื ๒. โลกคอื หมสู่ ตั ว์ ไมม่ ผี ้ปู ้ องกนั ไมเ่ ป็ นใหญ่จําเพาะตน 18 | P a g e
๓. โลกคือหมสู่ ตั ว์ ไมม่ อี ะไรเป็ นของ ๆ ตน จําต้องละทงิ ้ สงิ่ ทงั้ ปวงไป ๔. โลกคอื หมสู่ ตั ว์ พร่องอยเู่ ป็ นนิตย์ ไมร่ ู้จกั อ่ิม เป็ นทาสแหง่ ตณั หา ฯ พระรัฐบาลแสดงถวายพระเจ้าโกรัพยะ (ปี 2555) จงระบชุ ่ือพระสาวกผ้ทู ่บี วชเพราะเหตตุ อ่ ไปนี ้ ๑. บวชเพราะศรัทธา ๒. บวชเพราะจําใจ ๓. บวชเพราะหลงไหลในรูป ฯ ตอบ ๑.บวชเพราะศรัทธา คอื พระรัฐบาล ๒.บวชเพราะจําใจ คือ พระนนั ทะ ๓.บวชเพราะหลงไหลในรูป คอื พระวกั กลิ ฯ (ปี 2555) ข้อธรรมวา่ “โลกคือหมสู่ ตั ว์อนั ชรานําเข้าไปใกล้ ไมย่ ง่ั ยืน” เรียกวา่ ธรรมอะไร? ใครแสดงวา่ ใคร? ตอบ เรียกวา่ ธรรมเุ ทศ ฯ พระรัฐบาลแสดงถวายแก่พระเจ้าโกรัพยะ ฯ (ปี 2544) พระรัฐบาล และพระนนั ทะ ออกบวชเพราะเหตใุ ด? พระโมฆราช และพระอบุ าลี ได้รับการยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางไหน? ตอบ พระรัฐบาล ออกบวชเพราะศรัทธา พระนนั ทะ ออกบวชเพราะจําใจ ฯ พระโมฆราช ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงจีวรเศร้าหมอง พระอบุ าลี ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงพระวนิ ยั ฯ (ปี 2543) ธรรมเุ ทศคืออะไรบ้าง? ใครแสดงแก่ใคร? ตอบ ธรรมเุ ทศ คอื ๑) โลกคอื หมสู่ ตั ว์อนั ชรานาํ เข้าไปใกล้ ไมย่ งั่ ยืน ๒) โลกคอื หมสู่ ตั ว์ไมม่ ผี ้ปู ้ องกนั ไมเ่ ป็ นใหญ่จําเพาะตน ๓) โลกคอื หมสู่ ตั ว์ไมม่ ีอะไรเป็ นของ ๆ ตน จําต้องละสง่ิ ทงั้ ปวงไป ๔) โลกคอื หมสู่ ตั ว์พร่องอยเู่ ป็ นนิตย์ ไมร่ ู้จกั อม่ิ เป็ นทาสแหง่ ตณั หา พระรัฐบาลแสดงถวายพระเจ้าโกรัพยะ พระราหุล (ปี 2561) พระสาวกองค์ใด กอบทรายเตม็ มอื แล้วปรารถนาวา่ \"ขอให้เราได้รับโอวาทคาํ สงั่ สอนแตส่ าํ นกั พระทศพล และพระอปุ ัชฌาย์ อาจารย์ เทา่ เม็ดทรายในกํามือนเี ้ถิด\" ? และทา่ นเป็ นเลศิ ในด้านใด ? ตอบ พระราหลุ ฯ เป็ นเลศิ ในด้านเป็ นผ้ใู คร่ในการศกึ ษา ฯ (ปี 2546) การศกึ ษาเป็ นการพฒั นาชีวิตและสงั คมให้ก้าวหน้าและก้าวไกล จงึ อยากทราบวา่ พระเถระองค์ใด ได้รับการยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ใู ฝ่ ใจในการศกึ ษา? ทา่ นได้รับการยกยอ่ งเชน่ นนั้ เพราะมีปฏิปทาอยา่ งไร? ตอบ พระราหลุ เถระ ฯ มีปฏิปทาอยา่ งนคี ้ ือ ทา่ นตน่ื ขนึ ้ แตเ่ ช้าแล้วกอบเอาทรายมาเตม็ กํามือแล้วปรารถนาวา่ ขอให้เราได้รับโอวาท คาํ สงั่ สอนแตส่ าํ นกั พระทศพลและพระอปุ ัชฌาย์อาจารย์เทา่ เม็ดทรายในกํามอื เถิด แล้วตงั้ ใจศกึ ษา ตงั้ ใจปฏบิ ตั อิ ยา่ งจริงจงั ด้วย ปฏิปทาเชน่ นแี ้ ล จึงได้รับการยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ใู ฝ่ ใจในการศกึ ษา ฯ (ปี 2545) ราหลุ กมุ าร ได้บรรพชาเป็ นสามเณรเพราะเหตใุ ด? พระราหลุ ได้รับยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางใด? 19 | P a g e
ตอบ เพราะพระมารดาให้ไปขอราชสมบตั กิ บั พระพทุ ธองค์ ซง่ึ เป็ นพระราชบิดา ดงั นนั้ พระองค์จึงทรงประทานทรัพย์อนั เป็ นโลกตุ ตระ โดยมอบหมายให้พระสารีบตุ ร เป็ นพระอปุ ัชฌาย์ บรรพชาให้ราหลุ กมุ าร ด้วยการรับสรณคมน์ ๓ ฯ ได้รับยกยอ่ งวา่ เลศิ กวา่ ภกิ ษุทงั้ หลายผ้ใู คร่ศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั ฯ พระราธะ (ปี 2545) พระสาวกผ้ไู ด้รับการอปุ สมบทด้วยญตั ติจตตุ ถกรรมวาจาเป็ นองค์แรกคือใคร? ทา่ นได้รับยกยอ่ งจากพระศาสดาวา่ เลศิ กวา่ ภิกษุทงั้ หลาย อยา่ งไร? ตอบ พระราธะ ฯ ได้รับยกยอ่ งวา่ เลศิ กวา่ ภกิ ษุทงั้ หลายผ้มู ปี ฏิภาณ คือญาณแจม่ แจ้งในธรรมเทศนา ฯ (ปี 2543) พระสาวกรูปใดได้รับการบวชด้วยญตั ติจตตุ ถกรรมเป็ นรูปแรก? พระสาวกรูปนนั้ ได้รับยกยอ่ งเป็ นเลศิ ในทางไหน? ตอบ พระราธะ ฯ ในทางมีปฏิภาณ คือญาณแจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา ฯ พระนันทะ / พระวักกลิ / พระอุบาลี พระอบุ าลี บวชพร้อมกนั กบั พระเจ้าภทั ทยิ ราช เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายเทวทตั และอุบาลี รวมแล้วทงั้ หมด ๗ คน (ปี 2557) การท่เี จ้าศากยะทลู ขอให้พระอบุ าลผี ้เู ป็ นชา่ งกลั บกบวชกอ่ น เพราะเหตไุ ร? ตอบ เพราะประสงค์จะละมานะของตน ฯ (ปี 2555) จงระบชุ ่ือพระสาวกผ้ทู ่ีบวชเพราะเหตตุ อ่ ไปนี ้ ๑. บวชเพราะศรัทธา ๒. บวชเพราะจําใจ ๓. บวชเพราะหลงไหลในรูป ตอบ ๑.บวชเพราะศรัทธา คอื พระรัฐบาล ๒.บวชเพราะจําใจ คือ พระนนั ทะ ๓.บวชเพราะหลงไหลในรูป คือ พระวกั กลิ ฯ (ปี 2544) พระรัฐบาล และพระนนั ทะ ออกบวชเพราะเหตใุ ด? พระโมฆราช และพระอบุ าลี ได้รับการยกยอ่ งวา่ เลศิ ในทางไหน? ตอบ พระรัฐบาล ออกบวชเพราะศรัทธา พระนนั ทะ ออกบวชเพราะจําใจ ฯ พระโมฆราช ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงจีวรเศร้าหมอง พระอบุ าลี ได้รับยกยอ่ งวา่ เป็ นผ้ทู รงพระวินยั ฯ พระโสณโกฬิวสิ ะ (ผ้เู ลศิ ในทางมีความเพียรปรารภแล้ว) (ปี 2559) พระพทุ ธเจ้าทรงแสดงธรรมอปุ มาด้วยพิณ ๓ สาย แก่ใคร ? ด้วยทรงพระประสงค์ใด ? ตอบ แกพ่ ระโสณโกฬวิ สิ ะ ฯ ด้วยทรงพระประสงค์จะให้ทา่ นทําความเพยี รพอประมาณ เพราะทา่ นทําความเพยี รอยา่ งย่งิ เดินจงกรมจนเท้าแตก ฯ 20 | P a g e
(ปี 2557) พระพทุ ธองค์ทรงแสดงโทษแหง่ ความเพียรทีต่ งึ เกินไปและหยอ่ นเกินไปแกพ่ ระโสณโกฬิวิสะวา่ อยา่ งไร? ตอบ ทรงแสดงวา่ ความเพยี รที่ตงึ เกินไปเป็ นไปเพื่อความฟ้ งุ ซา่ น ทห่ี ยอ่ นเกินไปเป็ นเพ่อื ความเกียจคร้าน ฯ เป็ นศษิ ย์เป็ นอาจารย์กัน (ปี 2550) ในอสตี ิมหาสาวก มีองค์ไหนบ้างมคี วามสมั พนั ธ์เป็ นศิษย์และอาจารย์กนั ? จงบอกมาสกั ๒ คู่ ตอบ (ตอบเพยี ง ๒ ค)ู่ พระอญั ญาโกณฑญั ญะกบั พระปณุ ณมนั ตานบี ตุ ร พระอสั สชิกบั พระสารีบตุ ร พระสารีบตุ รกบั พระราธะ พระสารีบตุ รกบั พระราหลุ พระมหากจั จายนะกบั พระโสณกฏุ กิ ณั ณะ ฯ ภกิ ษุณี (ปี 2555) อนพุ ทุ ธท่ีเป็ นสาวกสาวิกาของพระศาสดา ซงึ่ ได้รับการอปุ สมบทด้วยวธิ ีพิเศษมบี ้างหรือไม?่ ถ้ามี คือใคร? อปุ สมบทด้วยวธิ ี ใด? ตอบ มี ฯ คือ พระมหากสั สปะ อปุ สมบทด้วยวิธีรับพระโอวาท ๓ ข้อ, พระนางมหาปชาบดีโคตมี อปุ สมบทด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ประการ ฯ (ปี 2545) พระนางปชาบดีโคตมี ยนิ ดีรบั ครุธรรม ๘ ข้อมาปฏิบตั ิ อปุ มาเหมือนอะไร? พระเถรีผ้มู ีช่ือตอ่ ไปนไี ้ ด้รับเอตทคั คะในทางไหน? ก) กิสาโคตมเี ถรี ข) กณุ ฑลเกสเี ถรี ค) ภทั ทกาปิ ลานีเถรี ง) ภทั ทากจั จานาเถรี จ) โสณาเถรี ตอบ เปรียบเหมอื นหญิงหรือชายทย่ี งั รุ่นสาวรุ่นหนมุ่ กําลงั รักแตง่ กาย อาบนาํ ้ สระเกล้าแล้วได้พวงดอกอบุ ล พวงมะลิ หรือพวงลาํ ดวน แล้ว จะพงึ รับด้วยมือทงั้ ๒ แล้วตงั้ ไว้บนศีรษะด้วยความยินดฉี นั นนั้ ฯ ก) ในทางทรงไว้ซงึ่ จีวรอนั เศร้าหมอง ข) ในทางขิปปาภญิ ญา หรือ ตรัสรู้เร็ว ค) ในทางระลกึ ได้ซงึ่ ปพุ เพนิวาส ง) ในทางถงึ ซงึ่ อภิญญาอนั ใหญ่แล้ว จ) ในทางมคี วามเพยี รปรารภแล้ว ฯ พระโสณกุฏกิ ณั ณะ (ปี 2544) พระศาสดาทรงทราบความขดั ข้องจากพระสาวกรูปใด จงึ ได้ทรงพระอนญุ าตให้สงฆ์ปัญจวรรคทาํ การอปุ สมบทในปัจจนั ต ชนบทได้? ทา่ นได้รับยกยอ่ งวา่ เลศิ ทางไหน? ตอบ พระโสณกฏุ กิ ณั ณะ ฯ เป็ นผ้มู วี าจาไพเราะ ฯ 21 | P a g e
ปริพาชกทฆี นขะ (ปี 2544) ทิฏฐิแสดงความเห็นวา่ \" สง่ิ ทงั้ ปวงไมค่ วรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไมช่ อบใจทงั้ หมด \" ใครพดู กบั ใคร? ตามทฏิ ฐิแสดงความเห็นนนั้ มคี ํากลา่ วตอบวา่ อยา่ งไร ? ตอบ ปริพาชกทีฆนขะ อคั คเิ วสสนโคตร ทลู กบั พระศาสดา ฯ มีพระดาํ รัสตอบวา่ \" อคั คิเวสสนะ ถ้าอยา่ งนนั้ ความเหน็ อยา่ งนนั้ ก็ต้องไมค่ วรแกท่ า่ น ทา่ นก็ต้องไมช่ อบความเห็นอยา่ งนนั้ \" ฯ คนแรก/คนสุดท้าย ผ้ถู ึงรัตนะ ๒ คอื ตปสุ สะ และภลั ลกิ ะ ผ้ถู ึงรัตนะ ๓ คือบิดาของยสะ ฯ พระพทุ ธองค์ทรงแสดงอนปุ พุ พีกถาแก่ใครเป็ นคนแรก คือ ยสกลุ บตุ ร ผ้ทู ่ีถวายผ้าวสั สกิ สาฎก (ผ้าอาบนาํ ้ ฝน) เป็ นคนแรก คอื นางวสิ าขา สามเณรรูปแรกในพระพทุ ธศาสนา คือ สามเณรราหลุ ได้บรรลพุ ระอรหตั เพราะฟังธรรมจากพระพทุ ธองค์ ภกิ ษุณีรูปแรกพระพทุ ธศาสนา คอื พระนางมหาปชาบดโี คตมี (ปี 2561) พระอนพุ ทุ ธองค์แรก คอื ใคร ? ได้ดวงตาเห็นธรรมเพราะฟังพระธรรมเทศนาชื่ออะไร ? ตอบ คือพระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ เพราะฟังธรรมจกั กปั ปวตั ตนสตู ร ฯ (ปี 2559) สตรีคนแรกท่ไี ด้อปุ สมบทในพทุ ธศาสนาคอื ใคร ? อปุ สมบทด้วยวิธีใด ? ตอบ คือ พระมหาปชาบดโี คตมี ฯ ด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ประการ ฯ (ปี 2558) อนพุ ทุ ธองค์แรก คอื ใคร ? สาํ เร็จเป็ นพระอรหนั ต์เพราะฟังพระธรรมเทศนาช่ืออะไร ? ตอบ คอื พระอญั ญาโกณฑญั ญะ ฯ ชื่ออนตั ตลกั ขณสตู ร ฯ (ปี 2557) อบุ าสกผ้ปู ระกาศตนถงึ รัตนะ ๒ และรัตนะ ๓ วา่ เป็ นสรณะคนแรก คือใคร? ตอบ ผ้ถู ึงรัตนะ ๒ คอื ตปสุ สะ และภลั ลกิ ะ ผ้ถู ึงรัตนะ ๓ คือบิดาของยสะ ฯ (ปี 2557) สามเณรรูปแรกในพระพทุ ธศาสนา คือใคร? ได้บรรลพุ ระอรหตั เพราะฟังธรรมจากใคร? ตอบ สามเณรราหลุ ฯ จากพระพทุ ธองค์ ฯ (ปี 2553) พทุ ธบริษัท ๔ ผ้เู ป็ นอริยสาวก มีลาํ ดบั การเกิดขนึ ้ ก่อนหลงั กนั อยา่ งไร? บคุ คลแรกของแตล่ ะบริษัทนนั้ คอื ใคร? ตอบ มีลาํ ดบั อยา่ งนี ้คอื ภิกษุ อบุ าสก อบุ าสกิ า และภกิ ษุณี ฯ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ เป็ นคนแรกของภกิ ษุบริษัท บิดาของพระยสะ เป็ นคนแรกของอบุ าสกบริษัท มารดาและภรรยาของพระยสะ เป็ นคนแรกของอบุ าสกิ าบริษัท พระนางปชาบดโี คตมี เป็ นคนแรกของภกิ ษุณีบริษัท ฯ 22 | P a g e
ความหมายและความสาคญั ของศาสนพิธี (ปี 2562, 2549 และ 2545) ศาสนพิธี คืออะไร? การศกึ ษาศาสนพธิ ีให้เข้าใจ มีประโยชน์อยา่ งไร? ตอบ คอื พธิ ีทางศาสนา ฯ มีประโยชน์คอื ๑. ทําให้เข้าใจเรื่องของศาสนพธิ ีได้โดยถกู ต้อง ๒. ทาํ ให้เห็นเป็ นเร่ืองสาํ คญั ไมไ่ ร้สาระ ๓. ทําให้ปฏบิ ตั ิได้ถกู ต้องไมผ่ ิดเพยี ้ นจากขนบธรรมเนียมประเพณี ฯ (ปี 2544) กศุ ลพธิ ี และบญุ พิธี คือพิธีเช่นไร? ตอบ กศุ ลพิธี คือพิธีกรรมตา่ งๆอนั เกี่ยวด้วยการอบรมความดีงามทางพระพทุ ธศาสนาเฉพาะตวั บคุ คล เชน่ พธิ ีรักษาอโุ บสถศีลเป็ นต้น บญุ พิธี คือพิธีทาํ บญุ งานมงคล และงานอวมงคล ฯ ทานพธิ ี ได้แก่ พิธีถวายผ้าวสั สกิ สาฎก (ผ้าอาบนาํ ้ ฝน) พิธีถวายเสนาสนะกฎุ วี ิหาร พิธีทอดผ้าป่ า พิธีถวายผ้าอจั เจกจีวร ผ้า จํานาํ พรรษา (ปี 2559 และ 2555) การถวายผ้าวสั สกิ สาฎกนนั้ มีมลู เหตมุ าจากอะไร? ใครเป็ นผ้ถู วายคนแรก? ตอบ มีมลู เหตมุ าจากเดมิ ยงั ไมม่ ีพทุ ธานญุ าตให้ภิกษุมีผ้าวสั สกิ สาฎก ภกิ ษุทงั้ หลายจึงเปลอื ยกายอาบนาํ ้ นางวิสาขามหาอบุ าสกิ า ทราบเร่ืองนนั้ แล้วเหน็ วา่ ไมส่ มควรแกเ่ พศสมณะ จึงทลู ขอพระพทุ ธานญุ าต เพ่ือถวายผ้าอาบนาํ ้ ฝนแก่ภิกษุทงั้ หลาย ฯ (ปี 2558) จงให้ความหมายของคาตอ่ ไปนี ้ ก. ปาฏิปคุ คลกิ ทาน ข. เภสชั ทาน ค. สลากภตั ง. ผ้าวสั สกิ สาฎก จ. ผ้าอจั เจกจีวร ฯ ตอบ ก. ปาฏิปคุ คลกิ ทาน คอื ทานทถ่ี วายเจาะจงเฉพาะรูปนนั้ รูปนี ้ ข. เภสชั ทาน คอื การถวายเภสชั ๕ ได้แก่ เนยใส เนยข้น นาํ ้ มนั นาํ ้ ผงึ ้ นาํ ้ อ้อย ค. สลากภตั คือภตั ตาหารท่ที ายกทายกิ าถวายตามสลาก ง. ผ้าวสั สกิ สาฎก คอื ผ้าท่ีอธิษฐานสาํ หรับใช้นงุ่ ในเวลาอาบนาํ ้ ฝน หรืออาบนาํ ้ ทว่ั ไป จ. ผ้าอจั เจกจีวร คือผ้าจํานําพรรษาท่ที ายกรีบดว่ นถวายกอ่ นวนั ออกพรรษา (ปี 2554) วิหารทานคาถา ซง่ึ เป็ นบทอนโุ มทนาพิเศษ เร่ิมต้นด้วย สตี ํ อณุ หฺ ํ ปฏิหนฺติ ฯลฯ นยิ มใช้สวดเมือ่ ใด? ตอบ เมอ่ื ทายกถวายเสนาสนะมี โบสถ์ วิหาร กฎุ ี เป็ นต้น ฯ (ปี 2548) ผ้าป่ าคอื ผ้าอะไร ? คาํ พจิ ารณาผ้าป่ าวา่ อยา่ งไร ? ตอบ คือ ผ้าบงั สกุ ลุ จีวร ได้แกผ่ ้าเปื อ้ นฝ่ นุ ที่ไมม่ เี จ้าของหวงแหน ทงิ ้ อยตู่ ามป่ าดงบ้าง ตามป่ าช้าบ้าง ตามถนนหนทางและห้อยอยู่ ตามก่ิงไม้บ้าง ทสี่ ดุ จนกระทงั่ ทเี่ ขา อทุ ศิ ไว้แทบเท้า รวมเรียกวา่ “ผ้าป่ า” ฯ คาํ พิจารณาผ้าป่ าวา่ อมิ ํ ปํ สกุ ลู จีวรํ อสสฺ ามกิ ํ มยฺหํ ปาปณุ าติ หรือวา่ อิมํ วตถฺ ํ อสสฺ ามกิ ํ ปํ สกุ ลู จีวรํ มยฺหํ ปาปณุ าติ ฯ (ปี 2548) จงให้ความหมายของคาํ ตอ่ ไปนี ้? ก. ปาฏปิ คุ คลกิ ทาน ข. เภสชั ทาน ค. สลากภตั ต์ ง. ผ้าวสั สกิ สาฎก จ. ผ้าอจั เจกจีวร ตอบ ก. คือทานทถี่ วายเจาะจงเฉพาะรูปนนั้ รูปนี ้ 23 | P a g e
ข. คือการถวายเภสชั ๕ ได้แก่ เนยใส เนยข้น นาํ ้ มนั นาํ ้ ผงึ ้ นาํ ้ อ้อย ค. คอื ภตั ตาหารท่ีทายกทายกิ าถวายตามสลาก ง. คือผ้าท่ีอธิษฐานสาํ หรับใช้นงุ่ ในเวลาอาบนาํ ้ ฝน หรืออาบนาํ ้ ทวั่ ไป จ. คือผ้าจํานาํ พรรษาท่ที ายกรีบดว่ นถวายก่อนกําหนดกาล ฯ (ปี 2547) สลากภตั หมายถึงอะไร? ตอบ หมายถึง ภตั ตาหารที่ทายก ทายกิ าถวายตามสลาก ฯ (ปี 2545) ผ้าวสั สกิ สาฎก ใครเป็ นผ้ถู วายคนแรก? การถวายผ้าวสั สกิ สาฎกนนั้ มีมลู เหตมุ าจากอะไร? ตอบ นางวสิ าขา มหาอบุ าสกิ า ฯ มมี ลู เหตมุ าจากเดิมยงั ไมม่ ีพทุ ธานญุ าตให้ภกิ ษุมผี ้าอาบนาํ ้ ฝน ภิกษุทงั้ หลายจงึ เปลอื ยกายอาบนาํ ้ นางวิสาขามหาอบุ าสกิ าทราบ เรื่องนนั้ แล้ว เห็นวา่ ไมส่ มควรแก่เพศสมณะจงึ ทลู ขอพระพทุ ธานญุ าต เพื่อถวายผ้าอาบนาํ ้ ฝนแกภ่ ิกษุทงั้ หลาย ฯ (ปี 2544) ผ้าป่ า และผ้าอจั เจกจีวร ได้แก่ผ้าเชน่ ไร? การทอดผ้าป่ ากําหนดกาลเวลาทอดไว้หรือไม?่ ตอบ ผ้าป่ า หมายถึง ผ้าเปื อ้ นฝ่ นุ ทไ่ี มม่ ีเจ้าของหวงเเหน ทงิ ้ อยตู่ ามป่ าดงบ้าง ตามป่ าช้าบ้าง ตามถนนหนทางและห้อยย้อยอยตู่ ามก่ิง ไม้บ้าง ฯ ผ้าอจั เจกจีวร หมายถึง ผ้าจํานาํ พรรษาท่ที ายกรีบดว่ นถวายกอ่ นกําหนดกาล คือถวายก่อนออกพรรษา ฯ ไมม่ กี ําหนดกาลเวลา มศี รัทธาเมอื่ ไรก็ถวายได้ ฯ (ปี 2543) ผ้าวสั สกิ สาฎกคอื ผ้าเช่นไร? ผ้าจํานําพรรษาคอื ผ้าเชน่ ไร? ตอบ คอื ผ้าสาํ หรับภกิ ษุใช้นงุ่ ในเวลาอาบนาํ ้ ฝนหรืออาบนาํ ้ ทว่ั ไป เรียกกนั วา่ ผ้าอาบนาํ ้ ฝนบ้าง ผ้าอาบบ้าง ผ้านเี ้กิดขนึ ้ เฉพาะฤดกู าล ที่ทรงอนญุ าตเป็ นบริขารพิเศษชวั่ คราว อธิษฐานไว้ใช้ได้ตลอด ๔ เดือนฤดฝู น พ้นจากเขตนนั้ เป็ นธรรมเนียมให้วิกปั ฯ คอื ผ้าท่ที ายกถวายแก่ภกิ ษุผ้อู ยจู่ ําพรรษาครบ ๓ เดอื น เว้นผ้ากฐิน ฯ บุญพิธี ได้แก่ พิธีทําบญุ ตกั บาตรเทโวโรหณะ งานมงคล และงานอวมงคล พธิ ีแสดงธรรมเทศนา (เทศน์มหาชาต)ิ พิธีสวด แจง พิธีสวดพระอภธิ รรม พิธีสวดมาตกิ า สามญั อนโุ มทนา วิเสสอนโุ มทนา งานมงคล ได้แก่ งานทําบญุ ตอ่ นามหรือตอ่ อายุ งานอวมงคล ได้แก่ การทําบญุ อฐั ิ (ปี 2560) วนั ท่ีพระพทุ ธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์ เรียกวา่ วนั อะไร ? ตรงกบั วนั อะไร ? ตอบ เรียกวา่ วนั เทโวโรหณะ ฯ ตรงกบั วนั มหาปวารณา เพ็ญเดอื น ๑๑ ฯ (ปี 2554) วนั เทโวโรหณะ คอื วนั อะไร? เนื่องด้วยวนั นนั้ มีบญุ พธิ ีอะไรท่ีทํากนั มาจนถึงบดั น?ี ้ ตอบ คือ วนั ที่พระพทุ ธเจ้าเสดจ็ ลงจากเทวโลก หลงั จากทเ่ี สดจ็ ขนึ ้ ไปจําพรรษาในดาวดงึ สพิภพถ้วนไตรมาส โบราณเรียกอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ วนั พระเจ้าเปิ ดโลก ฯ มกี ารทําบญุ ตกั บาตรแดพ่ ระพทุ ธเจ้าพร้อมทงั้ พระสงฆ์ จนเป็ นประเพณีทําบญุ ตกั บาตรทเ่ี รียกวา่ ตกั บาตรเท โวโรหณะ มาจนถึงปัจจบุ นั นี ้ฯ (ปี 2553) คาํ วา่ เจริญพระพทุ ธมนต์กบั สวดพระพทุ ธมนต์ใช้ตา่ งกนั อยา่ งไร? การทาํ บญุ ฉลองอฐั ิจดั เข้าในอยา่ งไหนใน ๒ อยา่ งข้างต้น? ตอบ เจริญพระพทุ ธมนต์ใช้ในงานมงคล สวดพระพทุ ธมนต์ใช้ในงานอวมงคล ฯ จดั เข้าในการสวดพระพทุ ธมนต์ ฯ (ปี 2553) งานทาํ บญุ ตอ่ นามหรือตอ่ อายุ คืองานทําบญุ เชน่ ไร? 24 | P a g e
ตอบ คอื งานทําบญุ ท่ีคณะญาตขิ องผ้กู ําลงั ป่ วยหนกั จดั ขนึ ้ เพ่ือให้ผ้ปู ่ วยหายป่ วย และเพอ่ื ให้ผ้ปู ่ วยได้มโี อกาสบําเพ็ญกศุ ลในบนั้ ปลายแหง่ ชีวติ ของตน หรือ เป็ นความประสงค์ของผ้จู ะทาํ บญุ ตอ่ อายเุ องเพอื่ ความเป็ นสริ ิมงคลแก่ชีวิต ฯ (ปี 2551) ในงานมงคลที่ทํากนั อยา่ งสามญั ทวั่ ไป นิยมเจริญพระพทุ ธมนต์ด้วย บทสวดมนต์ทีร่ วมเรียกสนั้ ๆ วา่ อะไร? และต้องมีบท อ่ืนมาประกอบอกี เรียกวา่ อะไร? ตอบ เรียกวา่ เจ็ดตํานาน ฯ เรียกวา่ ต้นตาํ นาน และท้ายตํานาน ฯ (ปี 2551) เทศน์มหาชาติ คอื การเทศน์เร่ืองอะไร? มกี ่ีกณั ฑ์? จบเทศน์มหาชาตแิ ล้ว นิยมเทศน์ตอ่ ด้วยเร่ืองอะไร? ตอบ เร่ืองเวสสนั ดรชาดก ฯ มี ๑๓ กณั ฑ์ ฯ เร่ือง จตรุ าริยสจั จกถา ฯ (ปี 2550) วนั เทโวโรหณะ คือวนั อะไร? เน่ืองด้วยวนั นนั้ มีบญุ พิธีอะไรทีท่ าํ กนั มาจนถึงบดั น?ี ้ ตอบ คอื วนั ทพี่ ระพทุ ธเจ้าเสดจ็ ลงจากเทวโลก หลงั จากทเ่ี สด็จขนึ ้ ไป จําพรรษาในดาวดงึ สพิภพถ้วนไตรมาส โบราณเรียกอกี อยา่ ง หนง่ึ วา่ วนั พระเจ้าเปิ ดโลก ตรงกบั วนั ขนึ ้ ๑๕ คาํ่ เดอื น ๑๑ ฯ มกี ารทําบญุ ตกั บาตรแดพ่ ระพทุ ธเจ้าพร้อมทงั้ พระสงฆ์ในวนั รุ่งขนึ ้ จนเป็ นประเพณีทาํ บญุ ตกั บาตรทเี่ รียกวา่ ตกั บาตรเทโวโรหณะ มา จนถึงปัจจบุ นั นี ้ฯ (ปี 2547) คําตอ่ ไปนหี ้ มายถึงอะไร? ก. เทศน์มหาชาติ ข. ทําบญุ อฐั ิ ค. สามญั อนโุ มทนา ง. วเิ สสอนโุ มทนา จ. สลากภตั ตอบ ก. หมายถงึ เทศนาเรื่องพระเวสสนั ดรชาดก ข. หมายถึง ทําบญุ หลงั จากการปลงศพปรารภผ้ลู ว่ งลบั แล้ว ค. หมายถึง การอนโุ มทนาทน่ี ยิ มใช้ปฏิบตั ิกนั ทวั่ ไปเป็ นปกติ ง. หมายถงึ การอนโุ มทนาด้วยบทสวดสาํ หรับอนโุ มทนาเป็ นพิเศษ เฉพาะทาน เฉพาะกาล เฉพาะเรื่อง จ. หมายถงึ ภตั ตาหารท่ีทายก ทายกิ าถวายตามสลาก ฯ (ปี 2547) ประเพณีการเทศน์แจงและการสวดแจงอาศยั เค้ามลู มาจากเรื่องอะไร? นยิ มเทศน์ในงานอะไร? ตอบ อาศยั เค้ามลู มาจากเร่ืองการทําปฐมสงั คายนา ซง่ึ เป็ นการรวบรวมพระธรรมวินยั จดั ไว้เป็ นหมวดหมู่ เรียกวา่ พระไตรปิ ฎก ดงั นนั้ การเทศน์แจงจึงเป็ นการแสดงธรรมแจกแจงวตั ถแุ ละหวั ข้อในพระไตรปิ ฎก ในการทําปฐมสงั คายนา มีการกสงฆ์จํานวน ๕๐๐ รูป การ สวดแจงจึงนยิ มนมิ นต์พระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ให้เทา่ จํานวนการกสงฆ์ในครัง้ นนั้ ฯ นิยมเทศน์ในงานฌาปนกิจศพ ฯ (ปี 2545) งานทําบญุ ตอ่ นามคอื งานทาํ บญุ เชน่ ไร? ตอบ คอื งานทําบญุ ทีค่ ณะญาติของผ้กู ําลงั ป่ วยหนกั จดั ขนึ ้ เพ่อื ให้ผ้ปู ่ วยหายป่ วย และเพือ่ ให้ผ้ปู ่ วยได้มโี อกาสบาํ เพ็ญกศุ ลในบนั้ ปลายแหง่ ชีวติ ของตน ฯ (ปี 2545) ในพธิ ีทาํ บญุ ตกั บาตรเทโวโรหณะ พระพทุ ธรูปทจ่ี ะประดิษฐานบนรถทรงหรือคานหาม นิยมพระพทุ ธรูปปางอะไร? ตอบ นยิ มพระพทุ ธรูปปางอ้มุ บาตร ถ้าไมม่ ีจะเป็นพระพทุ ธรูปปางอะไรก็ได้ ฯ (ปี 2544) วนั เทโวโรหณะ คอื วนั อะไร? มีชื่อเรียกอีกอยา่ งหนง่ึ วา่ วนั อะไร? ตอบ คอื วนั ท่พี ระองค์เสดจ็ ลงจากเทวโลก เรียกอีกอยา่ งหนง่ึ วา่ วนั พระเจ้าเปิ ดโลก ฯ (ปี 2544) พธิ ีสวดพระอภิธรรมมีกี่อยา่ ง? อะไรบ้าง? การสวดมาติกาคือการสวดเร่ืองอะไร? ตอบ มี ๒ อยา่ งคือ ๑) สวดประจํายามหน้าศพ ๒) สวดหน้าไฟในขณะฌาปนกิจ ฯ 25 | P a g e
คือการสวดบทมาติกาของพระอภธิ รรมเจ็ดคมั ภรี ์หรือท่เี รียกวา่ \" สตั ตปั ปกรณาภธิ รรม \" ซงึ่ มกี ารบงั สกุ ลุ เป็ นทส่ี ดุ เป็ นประเพณีนิยมจดั ให้พระสงฆ์สวดในงานทําบญุ หน้าศพอยา่ งหนงึ่ เรียกโดยโวหารทางราชการในงานหลวงวา่ \" สดบั ปกรณ์ \" แตร่ าษฎรสามญั ทว่ั ไป เรียกวา่ \" สวดมาตกิ า \" ฯ (ปี 2543) คําวา่ สวดมาตกิ าหรือสดบั ปกรณ์ หมายถึงอะไร? คาํ ทงั้ สองนนั้ ใช้ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ หมายถงึ การสวดบทมาตกิ าของพระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี ์ หรือท่ีเรียกวา่ สตั ตปั ปกรณาภธิ รรม ซง่ึ มีการบงั สกุ ลุ เป็ นทส่ี ดุ เป็ น ประเพณีนยิ มจดั ให้พระสงฆ์สวดในงานทาํ บญุ หน้าศพอยา่ งหนงึ่ ฯ คาํ วา่ สวดมาตกิ า ใช้ในงานศพราษฎรสามญั ทว่ั ไป สว่ นคําวา่ สดบั ปกรณ์ ใช้เรียกโดยโวหารทางราชการในงานหลวง(ศพหรืออฐั ิของ เจ้านายตงั้ แตช่ นั้ หมอ่ มเจ้าขนึ ้ ไป) ฯ กุศลพธิ ี คือ พธิ ีบําเพ็ญกศุ ล ได้แก่ พิธีอาราธนาศลี อโุ บสถ พิธีกรรมวนั ธรรมสวนะ พิธีทําวตั รสวดมนต์ พิธีสงั ฆอโุ บสถ พิธี เข้าพรรษา พธิ ีออกพรรษา พธิ ีทาํ สามีจิกรรม (ปี 2562 และ 2549) การทาํ วตั รสวดมนต์ มีประโยชน์อยา่ งไร ? จงอธิบาย ตอบ เป็ นอบุ ายสงบใจ ไมใ่ ห้คดิ วนุ่ วายตามอารมณ์ได้ชวั่ ขณะท่ีทาํ เม่ือทําประจําวนั ละ ๒ เวลา ทงั้ เช้าเย็น ครัง้ ละครึ่งชว่ั โมง หรือ ๑ ชว่ั โมงเป็ นอยา่ งน้อย ก็เทา่ กบั ได้ใช้เวลาสงบจิตได้ วนั ละไมต่ ํ่ากวา่ ๑ ใน ๒๔ ชว่ั โมง ฯ (ปี 2561, 2557 และ 2548) วนั ธรรมสวนะ คือวนั อะไร? ทรงอนญุ าตให้มีในวนั ใดบ้าง? ตอบ คือวนั กําหนดประชมุ ฟังธรรม หรือทเ่ี รียกวา่ \"วนั พระ\" ฯ ในวนั ๘ คํา่ และวนั ๑๔ คา่ํ หรือ ๑๕ คา่ํ ของปักษ์ทงั้ ข้างขนึ ้ และข้างแรมฯ (ปี 2561) สามีจิกรรม หมายถึงอะไร ? มกี ี่แบบ ? อะไรบ้าง ? ตอบ หมายถงึ การขอขมาโทษกนั ให้อภยั กนั ทกุ โอกาส ไมว่ า่ จะมโี ทษขดั ข้องหมองใจกนั หรือไมก่ ็ตาม ถึงโอกาสท่ีควรทาํ สามีจิกรรม กนั แล้ว ทกุ รูปไมพ่ งึ ละโอกาสเสยี ฯ มี ๒ แบบ ฯ คอื ๑. แบบขอขมาโทษ ๒. แบบถวายสกั การะ ฯ (ปี 2560) กศุ ลพธิ ี คอื อะไร ? พธิ ีทําสามีจิกรรม หมายถึงอะไร ? ตอบ คอื พิธีบําเพญ็ กศุ ล ฯ หมายถึง การขอขมาโทษกนั ให้อภยั กนั ทกุ โอกาส ไมว่ า่ จะมีโทษขดั ข้องหมองใจกนั หรือไมก่ ็ตาม ถึง โอกาสที่ควรทําสามจี กิ รรมกนั แล้ว ทกุ รูปไมพ่ งึ ละโอกาสเสยี ฯ (ปี 2559) ธรรมเนยี มของสงฆ์ทีพ่ งึ ปฏิบตั ชิ อบตอ่ กนั เพอื่ ความสามคั คี เรียกวา่ อะไร ? หมายถงึ อะไร ? ตอบ เรียกวา่ สามีจิกรรม ฯ หมายถงึ การขอขมาโทษ และการให้อภยั กนั ฯ (ปี 2556) ศาสนพธิ ีเลม่ ๒ แสดงอโุ บสถกรรมไว้ก่ีประเภท? อะไรบ้าง? ตอบ ๓ ประเภท ฯ คอื สงั ฆอโุ บสถ ๑ ปาริสทุ ธิอโุ บสถ ๑ อธิษฐานอโุ บสถ ๑ ฯ (ปี 2556) จงให้ความหมายของคําตอ่ ไปนี ้การเข้าพรรษา การออกพรรษา ฯ ตอบ การเข้าพรรษา หมายถึง การท่ีภกิ ษุผกู ใจวา่ จะอยู่ ณ ท่ใี ดท่ีหนง่ึ ตลอดเวลา ๓ เดือนในฤดฝู น ไมไ่ ปค้างแรมให้ลว่ งราตรีในทแี่ หง่ อนื่ ระหวา่ งผกู ใจนนั้ เว้นแตไ่ ปด้วยสตั ตาหกรณียะ ฯ การออกพรรษา หมายถึง กาลทส่ี นิ ้ สดุ กําหนดอยจู่ ําพรรษาของภิกษุตามพระวนิ ยั บญั ญตั ิ มพี ธิ ีเป็ นสงั ฆกรรมพเิ ศษโดยเฉพาะ เรียก โดยภาษาพระวนิ ยั วา่ ปวารณากรรม คือการทาํ ปวารณาของสงฆ์ผ้อู ยรู่ ่วมกนั ตลอดเวลา ๓ เดือน ฯ (ปี 2549) การทาํ วตั ร คืออะไร? ทาํ วตั รสวดมนต์ เพอ่ื ความมงุ่ หมายใด? 26 | P a g e
ตอบ คอื การทาํ กิจวตั รของภกิ ษุสามเณรและอบุ าสกอบุ าสกิ า เป็ นการทาํ กิจทตี่ ้องทําประจําจนเป็ นวตั ร-ปฏบิ ตั ิ เรียกสนั้ ๆ วา่ ทําวตั ร ฯ ความมงุ่ หมายของการทาํ วตั รสวดมนต์นี ้บณั ฑิตถือวา่ เป็ นอบุ ายสงบจิต ไมใ่ ห้คดิ วนุ่ วายตามอารมณ์ได้ชวั่ ขณะที่ทํา เม่ือทําประจําวนั ละ ๒ เวลา ทงั้ เช้าเย็นครัง้ ละครึ่งชวั่ โมง หรือ ๑ ชวั่ โมงเป็ นอยา่ งน้อย ก็เทา่ กบั ได้ ใช้เวลาสงบจิตได้วนั ละไมต่ ่าํ กวา่ ๑ ใน ๒๔ ชวั่ โมง ฯ (ปี 2549) ในวนั อโุ บสถ พระธรรมกถกึ ให้ศีล ๘ เป็ นอโุ บสถศลี แตม่ ผี ้ศู รัทธาจะรักษาเพยี งศลี ๕ เทา่ นนั้ พงึ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร? ตอบ พงึ ปฏบิ ตั ิอยา่ งนี ้สมาทานเพียง ๕ ข้อ ในระหวา่ งข้อที่ ๓ ซง่ึ พระธรรมกถึกให้ด้วยบทวา่ อพรฺ หฺมจริยา ... พงึ รับสมาทานวา่ กาเม สุ มิจฺฉาจารา... และรับตอ่ ไปจนครบ ๕ ข้อเมือ่ ครบแล้วก็กราบ ๓ ครัง้ ลดลงนง่ั ราบไมต่ ้องรับตอ่ ไป ฯ (ปี 2547) การทําวตั ร และการสวดมนต์ ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ การทาํ วตั ร คือ การทํากิจวตั รทต่ี ้องทาํ ประจํา วนั ละ ๒ เวลา คือ เช้า-เยน็ จนเป็ นวตั รปฏบิ ตั ิ มกี ารสวดบชู าพระรัตนตรัย และ สวดพจิ ารณาปัจจยั ท่ีบริโภคเป็ นต้น สว่ นการสวดมนต์คือ การสวดพระพทุ ธมนต์ตา่ งๆ นอกเหนือจากบทสวดทําวตั รทเ่ี ป็ นสว่ นพระ สตู รก็มี ทีเ่ ป็ นสว่ นพระปริตรก็มี ท่ีเป็ นสว่ นเฉพาะคาถาอนั นยิ มกําหนดให้นํามาสวดประกอบในการสวดมนต์เป็ นประจําก็มี ฯ (ปี 2546) ศาสนพิธีเลม่ ๒ แสดงอโุ บสถกรรมไว้กี่ประเภท? อะไรบ้าง? แตล่ ะประเภทตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ แสดงไว้ ๓ ประเภทคือ สงั ฆอโุ บสถ ๑ ปาริสทุ ธิอโุ บสถ ๑ อธิษฐานอโุ บสถ ๑ ฯ มคี วามแตกตา่ งกนั ดงั นี ้ ๑) สงั ฆอโุ บสถ คอื อโุ บสถกรรมทพี่ ระภกิ ษุตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ ้ ไปประชมุ สวดพระปาฏิโมกข์ ๒) ปาริสทุ ธิอโุ บสถ คอื อโุ บสถกรรมทพ่ี ระภิกษุน้อยกวา่ ๔ รูป มีเพียง ๓ รูป หรือ ๒ รูป ร่วมกนั ทําเป็ นการคณะ ให้แตล่ ะรูปบอกความ บริสทุ ธ์ิของตน ๆ ๓) อธิษฐานอโุ บสถ คือ อโุ บสถกรรมทพี่ ระภกิ ษุรูปเดยี วทาํ เป็ นการบคุ คล ด้วยการอธิษฐานความบริสทุ ธ์ิใจของตนเอง ฯ (ปี 2546) จงให้ความหมายของคาํ ตอ่ ไปนี ้ ก. การเข้าพรรษา ข. การออกพรรษา ตอบ ก. การเข้าพรรษา หมายถงึ การทภ่ี ิกษุผกู ใจวา่ จะอยปู่ ระจําเสนาสนะในวดั ใดวดั หนงึ่ ตลอดเวลา ๓ เดอื นในฤดฝู น ไมไ่ ปค้าง แรมให้ลว่ งราตรีในทแ่ี หง่ อ่ืน ระหวา่ งผกู ใจนนั้ เว้นแตไ่ ปด้วยสตั ตาหกรณียะ ฯ ข. การออกพรรษา หมายถงึ กาลท่ีสนิ ้ สดุ กําหนดอยจู่ ําพรรษาของภกิ ษุตามพระวินยั บญั ญตั ิ มีพธิ ีเป็ นสงั ฆกรรมพิเศษโดยเฉพาะ เรียก โดยภาษาพระวนิ ยั วา่ ปวารณากรรม คือการทําปวารณาของสงฆ์ผ้อู ยรู่ ่วมกนั ตลอดเวลา ๓ เดอื น ฯ (ปี 2546) สามีจิกรรม หมายถึงอะไร? มีเทา่ ไร? อะไรบ้าง? การเทศน์ในปัจจบุ นั นิยมทํากนั กี่ลกั ษณะ? อะไรบ้าง? ตอบ หมายถึง การขอขมาโทษกนั ให้อภยั กนั ทกุ โอกาสไมว่ า่ จะมโี ทษขดั ข้องหมองใจกนั หรือไมก่ ็ตาม ถึงโอกาสทคี่ วรทาํ สามจี ิกรรม กนั แล้ว ทกุ รูปไมพ่ งึ ละโอกาสเสยี ฯ มี ๒ แบบ คือ ๑) แบบขอขมาโทษ ๒) แบบถวายสกั การะ ฯ นิยมทาํ กนั ๔ ลกั ษณะ คอื ๑) เทศน์ในงานทําบญุ ๒) เทศน์ตามกาลนิยม ๓) เทศน์พเิ ศษ ๔) เทศน์มหาชาติ ฯ (ปี 2543) ศาสนพธิ ีเลม่ ๒ แสดงอโุ บสถกรรมไว้กี่ประเภท? อะไรบ้าง? แตล่ ะประเภทมคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ มี ๓ ประเภท คือ สงั ฆอโุ บสถ ๑ ปาริสทุ ธิอโุ บสถ ๑ อธิษฐานอโุ บสถ ๑ มีความแตกตา่ งกนั ดงั นี ้ ๑) สงั ฆอโุ บสถ คอื อโุ บสถกรรมทพ่ี ระภกิ ษุตงั้ แต่ ๔ รูปขนึ ้ ไป ประชมุ สวดพระปาฏิโมกข์ 27 | P a g e
๒) ปาริสทุ ธิอโุ บสถ คอื อโุ บสถกรรมท่ีพระภิกษุน้อยกวา่ ๔ รูป มีเพียง ๓ รูป หรือ ๒ รูป ร่วมกนั ทาํ เป็ นการคณะ ให้แตล่ ะรูปบอกความ บริสทุ ธิ์ของตน ๆ ๓) อธิษฐานอโุ บสถ คอื อโุ บสถกรรมทีพ่ ระภิกษุรูปเดียวทาํ เป็ นการบคุ คลด้วยการอธิษฐานความบริสทุ ธ์ิใจของตนเอง ปกิณกพธิ ี ได้แก่ บงั สกุ ลุ เป็ น (ปี 2550) บงั สกุ ลุ เป็ น คืออะไร? คาถาทใ่ี ช้บงั สกุ ลุ เป็ น วา่ อยา่ งไร? ตอบ บงั สกุ ลุ เป็ น คือบญุ กิริยาทเี่ จ้าภาพประสงค์จะบริจาควตั ถเุ นอ่ื งด้วยกายของตน โดยเฉพาะผ้าอทุ ศิ สงฆ์ให้เป็ นผ้าบงั สกุ ลุ ปกติ นิยมทาํ เมอ่ื ป่ วยหนกั เป็ นการกําหนดมรณานสุ สติวธิ ีหนงึ่ ฯ วา่ อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวึ อธิเสสสฺ ติ ฉฑุ ฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ นิรตฺถํว กลงิ ฺครํ ฯ บทอนุโมทนาคาถา (ปี 2552) บท อทาสิ เม อกาสิ เม… และบท อยญฺจ โข ทกฺขณิ า ทนิ นฺ า… ใช้ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ อทาสิ เม อกาสิ เม… ใช้ในกรณีท่ีศพยงั อยู่ อยญฺจ โข ทกฺขณิ า ทนิ นฺ า… ใช้ในกรณีทําบญุ อฐั ิ ฯ สามัญอนุโมทนา / วิเสสอนุโมทนา (ปี 2552) สามญั อนโุ มทนากบั วิเสสอนโุ มทนา ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้สามญั อนโุ มทนา คอื การอนโุ มทนาที่นิยมใช้ปฏบิ ตั ิกนั ทว่ั ไปเป็ นปกติ ไมว่ า่ งานใดก็ใช้อนโุ มทนาอยา่ งนนั้ สว่ นวิเส สอนโุ มทนา คอื การอนโุ มทนาด้วยบทสวดสาํ หรับอนโุ มทนาเป็ นพเิ ศษเฉพาะทาน เฉพาะกาล และเฉพาะเรื่อง *** บทสวดต้องท่องไปสอบ ให้ฝึ กเขยี นให้ถกู ต้อง อุโบสถศลี ๑.ปาณาติปาตา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทิยามิ ๒.อทินนฺ าทานา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ ๓.อพฺรหมฺ จริยา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทิยามิ ๔.มสุ าวาทา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทิยามิ ๕.สรุ าเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ ๖.วิกาลโภชนา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทิยามิ ๗.นจฺจคตี วาทติ วิสกู ทสสฺ นา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฑฺ นวิภสู นฏฺฐานา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ ๘.อจุ ฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทิยามิ (ปี 2558) จงเขียนอโุ บสถศลี ข้อท่ี ๓ มาดู ฯ ตอบ อพฺรหมฺ จริยา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทยิ ามิ ฯ (ปี 2557) จงเขยี นคาถาท่ใี ช้ในการบงั สกุ ลุ เป็ น และบงั สกุ ลุ ตาย มาดู 28 | P a g e
ตอบ คาถาทีใ่ ช้ในการบงั สกุ ลุ เป็ น วา่ อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวึ อธิเสสสฺ ติ ฉฑุ โฺ ฑ อเปตวญิ ฺญาโณ นริ ตถฺ ํว กลงิ ฺครํ คาถาที่ใช้ในการบงั สกุ ลุ ตายวา่ อนจิ ฺจา วต สงฺขารา อปุ ปฺ าทวยธมมฺ โิ น อปุ ปฺ ชฺชิตวฺ า นริ ุชฺฌนฺติ เตสํ วปู สโม สโุ ข ฯ (ปี 2555) จงเขยี นอโุ บสถศลี เฉพาะข้อท่ี ๗ มาดู ตอบ นจฺจคตี วาทติ วสิ กู ทสสฺ นา มาลาคนฺธวเิ ลปนธารณมณฺฑนวภิ สู นฏฺฐานา เวรมณี สกิ ฺขาปทํ สมาทิยามิฯ (ปี 2550) คาถาทีใ่ ช้บงั สกุ ลุ เป็ น วา่ อยา่ งไร? ตอบ อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวึ อธิเสสสฺ ติ ฉฑุ โฺ ฑ อเปตวิญฺญาโณ นริ ตฺถํว กลงิ ฺครํ ฯ (ปี 2548) คาํ พิจารณาผ้าป่ าวา่ อยา่ งไร ? ตอบ อมิ ํ ปํ สกุ ลู จีวรํ อสสฺ ามิกํ มยฺหํ ปาปณุ าติ หรือวา่ อิมํ วตถฺ ํ อสสฺ ามิกํ ปํ สกุ ลู จีวรํ มยฺหํ ปาปณุ าติ ฯ (ปี 2545) จงเขยี นคาํ บงั สกุ ลุ เป็ น มาดู ตอบ อจิรํ วตยํ กาโย ปฐวึ อธิเสสสฺ ติ ฉฑุ โฺ ฑ อเปตวิญฺญาโณ นริ ตถฺ ํว กลงิ ฺครํ 29 | P a g e
ทบทวน วินัยมุข นักธรรมชัน้ โท วนิ ัย แบง่ ออกเป็ น ๑. อาทพิ รหมจริยกาสกิ ขา สกิ ขาบทอนั มาในพระปาตโิ มกข์ ๒. อภสิ มาจาริกาสกิ ขา หรือ อภสิ มาจาร คอื ธรรมเนยี มของภกิ ษุ (สกิ ขาบทนอกพระปาติโมกข)์ ภกิ ษุผ้ไู มเ่ ออื ้ เฟือ้ ใน อภิสมาจารมโี ทษปรับอาบัตถิ ุลลัจจัยเป็ นอยา่ งสงู แตม่ นี ้อย สว่ นมากปรับอาบัตทิ ุกกฏเป็ นพนื ้ (ปี 2562 และ 2560) สกิ ขาบทนอกพระปาฏิโมกข์เรียกวา่ อะไร ? ทรงบญั ญตั ไิ ว้ เพ่อื ประโยชน์อะไร ? ตอบ เรียกวา่ อภิสมาจาร ฯ ทรงบญั ญตั ิไว้เพ่อื ความเป็ นระเบียบเรียบร้อยของภกิ ษุ และเพอื่ ความงามของพระศาสนา เชน่ เดยี วกบั ตระกลู ใหญ่ จาต้องมขี นบธรรมเนียม และระเบียบไว้รักษาเกียรติ และความเป็ นผ้ดู ขี องตระกลู ฯ (ปี 2561 และ 2559) อภิสมาจาร คืออะไร ? ภิกษุผ้ไู มเ่ ออื ้ เฟือ้ ในอภสิ มาจาร มีโทษอยา่ งไรบ้าง? (ข้อสอบบางปี ก็ถามวา่ ท่านปรับ อาบตั ิอะไรบ้าง ให้ตอบเหมือนข้างลา่ ง) ตอบ คอื ธรรมเนียมหรือมารยาททด่ี งี ามของภกิ ษุ ฯ ปรับอาบตั ิถลุ ลจั จยั เป็ นอยา่ งสงู แตม่ ีน้อย สว่ นมากปรับอาบตั ิทกุ กฏเป็ นพนื ้ ฯ (ปี 2558) ภิกษุผ้ปู ฏิบตั พิ ระวนิ ยั สว่ นอภิสมาจารให้ดงี าม จะต้องปฏิบตั อิ ยา่ งไร ? ตอบ ต้องปฏบิ ตั โิ ดยสายกลาง คอื ไมถ่ ือเคร่งครัดอยา่ งงมงาย จนเป็ นเหตทุ าตนให้ลาบากเพราะเหตธุ รรมเนียมเลก็ ๆ น้อยๆ อนั ขดั ตอ่ กาลเทศะ และไมส่ ะเพร่ามกั งา่ ย ละเลยตอ่ ธรรมเนยี มของภกิ ษุ จนถึงทาตนให้เป็ นคนเลวทราม ฯ (ปี 2558) ภิกษุผ้ลู ะเมิดสกิ ขาบทนอกพระปาติโมกข์ ต้องอาบตั อิ ะไรได้บ้าง ? ตอบ ต้องอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั และ ทกุ กฏ ฯ (ปี 2557) พระวินยั แบง่ ออกเป็ นกี่อยา่ ง? อะไรบ้าง? ตอบ แบง่ ออกเป็ น ๒ อยา่ งคอื อาทิพรหมจริยกาสกิ ขา๑ อภิสมาจาริกาสกิ ขา๑ ฯ (ปี 2556) อภิสมาจาร คืออะไร? เป็ นเหตใุ ห้ต้องอาบตั อิ ะไรได้บ้าง? ตอบ คอื ขนบธรรมเนียมของภิกษุ ฯ อาบตั ถิ ลุ ลจั จยั และอาบตั ิทกุ กฏ ฯ (ปี 2554) ภกิ ษุผ้ปู ฏิบตั พิ ระวนิ ยั สว่ นอภสิ มาจารให้ได้ชื่อวา่ เป็ นผ้ปู ฏบิ ตั ดิ ีงาม จะต้องปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร? ตอบ จะช่ือวา่ เป็ นผ้ปู ฏบิ ตั ิดีงาม ต้องปฏิบตั โิ ดยสายกลาง คอื ไมถ่ ือเคร่งครัดอยา่ งงมงาย จนเป็ นเหตทุ าตนให้ลาบากเพราะเหตธุ รรม เนียมเลก็ ๆ น้อย ๆ อนั ขดั ตอ่ กาลเทศะ และไมส่ ะเพร่ามกั งา่ ย ละเลยตอ่ ธรรมเนียมของภกิ ษุ จนถงึ ทาตนให้เป็ นคนเลวทราม ฯ (ปี 2553) อาทิพรหมจริยกาสกิ ขา กบั อภสิ มาจาริกาสกิ ขา ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ตา่ งกนั ดงั นี ้ อาทิพรหมจริยกาสกิ ขา ได้แก่ข้อศกึ ษาอนั เป็ นเบอื ้ งต้นแหง่ พรหมจรรย์ อนั ได้แกพ่ ระพทุ ธบญั ญตั ิทีท่ รงตงั้ ไว้ให้เป็ นพทุ ธอาณา เป็ น สกิ ขาบทอนั มาในพระปาตโิ มกข์ เป็ นข้อบงั คบั โดยตรงท่ีภกิ ษุจะต้องประพฤติปฏิบตั โิ ดยเคร่งครัด สว่ นอภิสมาจาริกาสกิ ขา ได้แกข่ ้อศกึ ษาอนั เนอ่ื งด้วยอภสิ มาจาร คอื มารยาทอนั ดี ทีท่ รงบญั ญตั หิ รืออนญุ าตไว้ อนั มานอกพระ ปาติโมกข์ เป็ นขนบธรรมเนยี มอนั ดงี ามของหมคู่ ณะทคี่ วรประพฤติ (ปี 2552) สกิ ขาบทนอกพระปาตโิ มกข์ที่เรียกวา่ อภสิ มาจารแบง่ เป็ น ๒ คอื เป็ นข้อห้าม ๑ เป็ นข้ออนญุ าต ๑ นนั้ คืออยา่ งไร? ปรับโทษแก่ผ้ลู ว่ งละเมดิ ไว้อยา่ งไร? ตอบ ทีเ่ ป็ นข้อห้ามคอื กิริยาบางอยา่ งหรือบริขารบางประเภทไมเ่ หมาะแกส่ มณสารูป จึงทรงห้ามไมใ่ ห้กระทาหรือใช้บริขารเชน่ นนั้ เชน่ ห้ามไมใ่ ห้ไว้ผมยาว ไมใ่ ห้ไว้หนวดเครายาว ไมใ่ ห้ใช้บาตรไม้ เป็ นต้น ทเ่ี ป็ นข้ออนญุ าต คอื เป็ นการประทานประโยชน์พเิ ศษแก่พระภิกษุ เช่น ทรงอนญุ าตวสั สกิ าสาฎกในฤดฝู น เป็ นต้น ฯ 1|Page
ปรับโทษโดยตรงมีเพียง ๒ คือ ถลุ ลจั จยั ๑ ทกุ กฏ ๑ แม้ในข้อทท่ี รงอนญุ าต เมื่อไมท่ าตาม ก็เป็ นอาบตั ทิ กุ กฏ เพราะไมเ่ ออื ้ เฟือ้ ฯ (ปี 2551) อภสิ มาจาร คอื อะไร? ปรับอาบตั ิได้กี่อยา่ ง? อะไรบ้าง? ตอบ คอื ธรรมเนยี มของภิกษุ ฯ ปรับอาบตั ไิ ด้ ๒ อยา่ ง ฯ คือ ถลุ ลจั จยั และทกุ กฏ ฯ (ปี 2550) อภสิ มาจาร มรี ูปเป็ น ๒ อยา่ ง อยา่ งหนง่ึ เป็ นข้ออนญุ าต อกี อยา่ งหนง่ึ คอื อะไร? และปรับอาบตั ิอะไรได้บ้าง? ตอบ อีกอยา่ งหนงึ่ คือ ข้อห้าม ฯ ปรับอาบตั ิถลุ ลจั จยั และอาบตั ิทกุ กฏ ฯ (ปี 2549) อภิสมาจาร คืออะไร? ภกิ ษุลว่ งละเมิดจะเกิดความเสยี หายอยา่ งไร? ตอบ คือ ธรรมเนียมของภกิ ษุ ฯ ถ้าลว่ งละเมิดแตบ่ างอยา่ งหรือบางครัง้ ก็เสยี หายน้อย แตถ่ ้าลว่ งละเมดิ มากอยา่ งหรือเป็ นนติ ย์ ธรรม เนียมยอ่ มกลายไปหรือเสอื่ มไป ภกิ ษุจะแตกเป็ น ๒ พวก คอื เคร่งและไมเ่ คร่ง ฯ (ปี 2548) ภกิ ษุผ้ลู ะเมิดสกิ ขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ต้องอาบตั อิ ะไรได้บ้าง? ตอบ ต้องอาบตั ิถลุ ลจั จยั และ ทกุ กฏ ฯ (ปี 2546) สกิ ขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ เรียกวา่ อะไร? มีกี่อยา่ ง? อะไรบ้าง? ภกิ ษุลว่ งละเมดิ สกิ ขาบทนอกพระปาฏโิ มกข์นนั้ ต้องอาบตั โิ ดยตรงอยา่ งไรบ้าง? ตอบ เรียกวา่ อภิสมาจาร ฯ มี ๒ อยา่ ง คอื เป็ นข้อห้าม ๑ เป็ นข้ออนญุ าต ๑ ฯ ต้องอาบตั ิโดยตรง ๒ อยา่ ง คือ ถลุ ลจั จยั ๑ ทกุ กฏ ๑ ฯ (ปี 2545) อภิสมาจารคืออะไร?แบง่ เป็ นก่ีประเภท?อะไรบ้าง? ขนั ธ์แหง่ จีวรประกอบด้วยอะไรบ้าง? ทรงมีพระพทุ ธานญุ าตไว้อยา่ งไร? ตอบ คอื ธรรมเนียมของภิกษุ แบง่ เป็ น ๒ ประเภทคือ เป็ นข้อห้าม ๑ เป็ นข้ออนญุ าต ๑ ฯ ประกอบด้วยมณฑล อฑั ฒมณฑล และอฑั ฒกสุ ิ ฯ ทรงมีพระพทุ ธานญุ าตไว้วา่ จีวรผนื หนงึ่ ให้มขี นั ธ์ไมน่ ้อยกวา่ ๕ เกินกวา่ นนั้ ใช้ได้ แตใ่ ห้เป็ นขนั ธ์ทเี่ ป็ นคี่ คือ ๗, ๙, ๑๑ เป็ นต้น ฯ (ปี 2544) พระวนิ ยั แบง่ ออกเป็ นก่ีอยา่ ง? อะไรบ้าง? จะปฏบิ ตั พิ ระวินยั อยา่ งไร จึงจะเรียกได้วา่ พอดพี องาม? ตอบ แบง่ ออกเป็ น ๒ อยา่ งคอื อาทิพรหมจริยกาสกิ ขาบท ๑ อภสิ มาจาร ๑ ฯ ต้องปฏบิ ตั ิพระวนิ ยั โดยสายกลาง คือไมถ่ ือเคร่งครัดอยา่ งงมงาย จนเป็ นเหตตุ ้องทาตนให้เป็ นคนลาบาก เพราะเหตธุ รรมเนียมเลก็ ๆ น้อย ๆ อนั ขดั ตอ่ กาลเทศะ และไมส่ ะเพร่ามกั งา่ ย ละเลยตอ่ ธรรมเนียมของภิกษุ จนถึงทาตนให้เป็ นคนเลวทราม จึงจะเรียกได้วา่ พอดี พองาม (ปี 2544) ภิกษุผ้ไู มเ่ ออื ้ เฟือ้ ในอภสิ มาจารมโี ทษอยา่ งไรบ้าง? ภิกษุเปลอื ยกายด้วยอาการอยา่ งไรบ้าง ทีเ่ ป็ นเหตใุ ห้ต้องอาบตั แิ ละไมต่ ้องอาบตั ?ิ ตอบ มีโทษปรับอาบตั ิถลุ ลจั จยั เป็ นอยา่ งสงู แตม่ นี ้อย สว่ นมากปรับอาบตั ิทกุ กฏเป็ นพนื ้ ถ้าเปลอื ยกายเป็ นวตั รอยา่ งเดียรถีย์ ต้องอาบตั ิถลุ ลจั จยั ถ้าเปลอื ยกายทากิจแกก่ นั คือไหว้ รับไหว้ ทาบริกรรม ให้ของ รับของ เปลอื ยกายในเวลาฉนั และด่มื ต้องอาบตั ิทกุ กฏ แตใ่ นเรือนไฟและในนา้ ไมต่ ้องอาบตั ิ 2|Page
ล่วงละเมิดพระวินัยแล้วไม่ต้องอาบตั ิ (ปี 2555) ภิกษุแม้ลว่ งละเมดิ พระวินยั แล้วไมต่ ้องอาบตั ิ ได้รับยกเว้นทกุ สกิ ขาบท ได้แกภ่ ิกษุประเภทไหนบ้าง? ตอบ ได้แก่ ภกิ ษุบ้าคลง่ั จนไมม่ สี ตสิ มั ปชญั ญะ ภิกษุเพ้อจนไมร่ ู้สกึ ตวั ภกิ ษุกระสบั กระสา่ ย เพราะมีเวทนากล้าจนถงึ ไมม่ สี ติ ฯ น่ังลงบนอาสนะ (ปี 2556) ภิกษุเม่ือจะนง่ั ลงบนอาสนะ ทรงให้ปฏบิ ตั ิอยา่ งไรก่อน? ที่ทรงให้ปฏบิ ตั อิ ยา่ งนนั้ เพื่อประโยชน์อะไร? ตอบ ทรงให้พิจารณาก่อน อยา่ ผลนุ ผลนั นงั่ ลงไป ฯ เพือ่ วา่ ถ้ามีของอะไรวางอยบู่ นนนั้ จะทบั หรือกระทบของนนั้ ถ้าเป็ นขนั นา้ ก็จะหก เสยี มารยาท พงึ ตรวจดดู ้วยนยั น์ตา หรือด้วยมอื ลบู ก่อน ตามแตจ่ ะรู้ได้ด้วยอยา่ งไร แล้วจึงคอ่ ยนง่ั ลง ฯ สงั ฆกรรม ๓ ๑. การสวดปาฏิโมกข์ ต้องการสงฆ์จตวุ รรค คือ ๔ รูป เป็ นอยา่ งน้อย ๒. อุปสมบทกรรมในปัจจันตประเทศ ต้องการสงฆ์ปัญจวรรค คอื ๕ รูป เป็ นอยา่ งน้อย อุปสมบทกรรมในมธั ยมประเทศ ต้องการสงฆ์ทสวรรค คือ ๑๐ รูป เป็ นอยา่ งน้อย ๓. อพั ภาณกรรม ต้องการสงฆ์วีสตวิ รรค คอื ๒๐ รูปเป็ นอยา่ งน้อย (ปี 2555) สงั ฆกรรม ๓ อยา่ งนี ้คือ การสวดปาฏิโมกข์ อปุ สมบทกรรมและอพั ภาณกรรม มจี ากดั จานวนสงฆ์อยา่ งน้อยเทา่ ไรจึงจะ ถกู ต้องตามพระวินยั ? ตอบ การสวดปาฏิโมกข์ ต้องการสงฆ์จตวุ รรค คือ ๔ รูป เป็ นอยา่ งน้อย อปุ สมบทกรรมในปัจจนั ตประเทศ ต้องการสงฆ์ปัญจวรรค คอื ๕ รูป เป็ นอยา่ งน้อย อปุ สมบทกรรมในมธั ยมประเทศ ต้องการสงฆ์ท สวรรค คอื ๑๐ รูป เป็ นอยา่ งน้อย อพั ภาณกรรมต้องการสงฆ์วีสติวรรค คือ ๒๐ รูปเป็ นอยา่ งน้อย ฯ กายบริหาร ๑๔ ธรรมเนียมการดแู ลรักษาร่างกายของภกิ ษุให้สะอาดถกู สขุ อนามยั (ในสรุปนเี ้อามาเฉพาะท่เี คยออกข้อสอบเทา่ นนั้ ) อยา่ พงึ ไว้ผมยาว จะไว้ได้เพียง ๒ เดือน หรือ ๒ นวิ ้ อยา่ พงึ ไว้เลบ็ ยาว พงึ ตดั เสยี ด้วยมีดเลก็ พอเสมอเนอื ้ และอยา่ พงึ ขดั เลบ็ ให้เกลยี ้ งเกลา แตเ่ ลบ็ เปื อ้ น จะขดั มลทนิ หรือจะ แคะมลู เลบ็ ได้อยู่ นเี ้ป็ นกิจท่คี วรทา อยา่ พงึ เปลอื ยกายในทห่ี รือเวลาไมส่ มควร ถ้าเปลอื ยกายเป็ นวตั รเอาอยา่ งเดียรถีย์ ต้องอาบตั ถิ ลุ ลจั จยั ถ้าเปลอื ยกายทากิจ แก่กนั เชน่ ไหว้ รับไหว้ ทาบริกรรม ให้ของ รับของ และเปลอื ยกายในเวลาฉนั ในเวลาดม่ื ต้องอาบตั ิทกุ กฏ แตเ่ ปลอื ยกายใน เรือนไฟและในนา้ ไมต่ ้องอาบตั ิ 3|Page
อยา่ พงึ นงุ่ หม่ ผ้าอยา่ งคฤหสั ถ์ ห้ามนงุ่ หม่ เครื่องนงุ่ หม่ ของคฤหสั ถ์ เชน่ กางเกง เสอื ้ ผ้าโพก หมวก ผ้านงุ่ ผ้าหม่ สตี า่ ง ๆ ชนิด ตา่ ง ๆ และห้ามอาการนงุ่ หม่ ตา่ ง ๆ ทไ่ี มใ่ ช่ของภิกษุ อยา่ พงึ ผดั หน้า อยา่ พงึ ไล้หน้า อยา่ งพงึ ทาหน้า อยา่ พงึ ย้อมหน้า อยา่ พงึ เจิมหน้า อยา่ พงึ ย้อมตวั เว้นไว้แตอ่ าพาธ. อยา่ พงึ ไว้หนวดไว้เครา คอื ต้องโกนเสมอ ห้ามไมใ่ ห้แตง่ หนวด และห้ามไมใ่ ห้ตดั หนวดด้วยกรรไกร (ปี 2562 และ 2554) เปลอื ยกายอยา่ งไรต้องอาบตั ิถลุ ลจั จยั ? อยา่ งไรต้องอาบตั ทิ กุ กฎ? ตอบ เปลอื ยกายเป็ นวตั รเอาอยา่ งเดียรถีย์ ต้องอาบตั ิถลุ ลจั จยั ฯ เปลอื ยกายทากิจแกก่ นั เชน่ ไหว้ รับไหว้ ทาบริกรรม ให้ของ รับของ และเปลอื ยกายในเวลาฉนั ในเวลาด่มื ต้องอาบตั ทิ กุ กฏ ฯ (ปี 2559) ในกายบริหาร มขี ้อปฏบิ ตั ิเก่ียวกบั หนวดและควิ ้ ไว้ยา่ งไร ? ตอบ เก่ียวกบั หนวด มขี ้อปฏิบตั ไิ ว้วา่ อยา่ พงึ ไว้หนวดไว้เครา คือต้องโกนเสมอ ห้ามไมใ่ ห้แตง่ หนวด และห้ามไมใ่ ห้ตดั หนวดด้วย กรรไกร ฯ เกี่ยวกบั ควิ ้ ไมไ่ ด้วางหลกั ปฏิบตั ิไว้ แตพ่ ระสงฆ์ไทยนิยมโกนพร้อมกบั ผม ฯ (ปี 2557) การผดั หน้า ไล้หน้า ทาหน้า ทรงห้ามและทรงอนญุ าตไว้ในกรณ๊ใด? ตอบ ทรงห้ามในกรณีทท่ี าเพ่อื ให้สวยงาม ทรงอนญุ าตในกรณีท่อี าพาธ เชน่ เป็ นโรคผวิ หนงั เป็ นต้น ฯ (ปี 2557) ภกิ ษุเปลอื ยกายในกรณีตอ่ ไปนี ้ต้องอาบตั อิ ะไรหรือไม?่ ก. เปลอื ยเป็ นวตั รอยา่ งเดยี รถีย์ ข. เปลอื ยทากิจแกก่ นั เชน่ ไหว้ รับไหว้ ค. เปลอื ยในเวลาฉนั ในเวลาด่ืม ง. เปลอื ยในเรือนไฟ จ. เปลอื ยในนา้ ตอบ ก. ต้องอาบตั ิถลุ ลจั จยั ข. และ ค. ต้องอาบตั ิทกุ กฏ ง. และ จ. ไมต่ ้องอาบตั ิ ฯ (ปี 2556) ข้อวา่ อยา่ พงึ นงุ่ หม่ ผ้าอยา่ งคฤหสั ถ์ นนั้ มอี ธิบายอยา่ งไร? ตอบ มอี ธิบายวา่ ห้ามนงุ่ หม่ เคร่ืองนงุ่ หม่ ของคฤหสั ถ์ เชน่ กางเกง เสอื ้ ผ้าโพก หมวก ผ้านงุ่ ผ้าหม่ สตี า่ ง ๆ ชนิดตา่ ง ๆ และห้ามอาการ นงุ่ หม่ ตา่ ง ๆ ที่ไมใ่ ช่ของภกิ ษุ ฯ (ปี 2552) มพี ระบญั ญตั ิข้อหนงึ่ วา่ อยา่ พงึ นงุ่ ผ้าอยา่ งคฤหสั ถ์ อยา่ พงึ หม่ ผ้าอยา่ งคฤหสั ถ์ ในกรณีท่ีภิกษุถกู โจรชงิ ผ้านงุ่ หม่ ไปหมด พงึ ปฏิบตั ิอยา่ งไรจงึ จะถกู ต้องตามพระวนิ ยั ? ตอบ พงึ ปิ ดกายด้วยวตั ถอุ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ เป็ นการชว่ั คราว โดยที่สดุ แม้ใบไม้ก็ใช้ได้ ห้ามมิให้เปลอื ยกาย ฯ (ปี 2551) มขี ้อกาหนดในการไว้ผมยาวของพระภกิ ษุอยา่ งไร? ในการโกนผม ภิกษุใช้กรรไกรแทนมดี โกนได้หรือไม?่ ตอบ ไว้ได้เพียง ๒ เดอื น หรือ ๒ นวิ ้ เป็ นอยา่ งยิง่ ฯ ไมไ่ ด้ เว้นไว้แตอ่ าพาธ ฯ (ปี 2550) ภิกษุใช้เครื่องนงุ่ หม่ ของคฤหสั ถ์ปกปิ ดกายแทนจีวร จะผดิ หรือไม่ อยา่ งไร? ตอบ อาจจะผดิ หรือไมผ่ ดิ แล้วแตก่ รณี ในกรณีทไี่ มม่ จี ีวร เช่นจีวรถกู ไฟไหม้ ถกู โจรชิงไปหมด นงุ่ หม่ ผ้าของคฤหสั ถ์ได้ ห้ามมใิ ห้เปลอื ย กาย ถ้าไมป่ กปิ ด ต้องอาบตั ิทกุ กฏ แตถ่ ้าไมม่ เี หตแุ ล้วนงุ่ หม่ ต้องอาบตั ทิ กุ กฏ ฯ (ปี 2549) ภกิ ษุพงึ ปฏิบตั ิเก่ียวกบั เลบ็ มอื เลบ็ เท้าของตนอยา่ งไร จงึ จะถกู ต้องตามวินยั แผนกอภสิ มาจาร? 4|Page
ตอบ พงึ ปฏิบตั อิ ยา่ งนี ้คอื ไมพ่ งึ ไว้เลบ็ ยาว พงึ ตดั พอเสมอเนอื ้ ไมพ่ งึ ขดั เลบ็ ให้เกลยี ้ งเกลาด้วยมงุ่ หมายให้เกิดความสวยงาม แตเ่ ลบ็ เปื อ้ น จะขดั มลทินหรือแคะมลู เลบ็ ได้อยู่ นเี ้ป็ นกิจควรทา ฯ (ปี 2548) พระพทุ ธองค์ทรงอนญุ าตให้ภิกษุไว้ผมได้ยาวทสี่ ดุ เทา่ ไร? ไว้ได้นานท่สี ดุ เทา่ ไร? ตอบ ไมเ่ กิน ๒ นวิ ้ ฯ ไมเ่ กิน ๒ เดือน ฯ (ปี 2547) ในพระวินยั สว่ นอภสิ มาจาร มีพระพทุ ธบญั ญตั ิให้รักษาความสะอาดเก่ียวกบั ร่างกายไว้อยา่ งไร? การเคยี ้ วไม้ชาระฟันมี ประโยชน์อยา่ งไร ? ตอบ มพี ระพทุ ธบญั ญตั วิ า่ ด้วยกายบริหารไว้วา่ ห้ามไว้ผมยาว ๑ ห้ามไว้หนวดเครา ๑ ห้ามไว้เลบ็ ยาว ๑ ห้ามไว้ขนจมกู ยาว ๑ เมือ่ ถ่ายอจุ จาระแล้ว นา้ มีอยไู่ มช่ าระไมไ่ ด้ ๑ อนญุ าตให้ใช้ไม้ชาระฟัน ๑ นา้ ด่มื ให้กรองกอ่ น ๑ ฯ มีประโยชน์ คือ ๑. ฟันไมส่ กปรก ๒. ปากไมเ่ หม็น ๓. เส้นประสาทรับรสหมดจดดี ๔. เสมหะไมห่ ้มุ อาหาร ๕. ฉนั อาหารมีรส ฯ บริขาร บริขารบริโภค สงิ่ ของจาเป็ นทภ่ี ิกษุจะต้องมี เช่น ไตรจีวร(จีวร สงั ฆาฏิ สบง) บาตร ประคตเอว ผ้าปนู อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้า เช็ดปาก ผ้านสิ ที นะ บริขารอุปโภค สง่ิ ของเครื่องใช้สอยเลก็ ๆ น้อย ๆ สาหรับภิกษุ เช่น เข็ม(รวมถงึ กลอ่ งเข็ม) มีดโกน(รวมถงึ หนิ สาหรับลบั กบั เครื่องสะบดั ) เครื่องกรองน้า(หรือผ้ากรองนา้ ) ร่ม รองเท้า บริขารเสนาสนะ เคร่ืองใช้นงั่ และนอนในท่อี ยอู่ าศยั ของภิกษุ เชน่ ฟกู เตียง(ที่นอน) หมอนหนนุ ศรี ษะ เตยี ง ฟกู ตง่ั (เบาะ) (ปี 2562 และ 2556) บริขาร ๘ อยา่ งไหนจดั เป็ นบริขารบริโภค อยา่ งไหนจดั เป็ นบริขารอปุ โภค ? ตอบ ไตรจีวร บาตร ประคตเอว รวม ๕ อยา่ ง จดั เป็ นบริขารบริโภค ฯ เขม็ มดี โกน และผ้ากรอกนา้ จดั เป็ นบริขารอปุ โภค ฯ (ปี 2561) บาตรทท่ี รงอนญุ าต มกี ี่ชนดิ ? อะไรบ้าง? บาตรแสตนเลสจดั เข้าในชนดิ ไหน? ตอบ มี ๒ ชนดิ ฯ คอื ๑. บาตรดนิ เผา ๒. บาตรเหลก็ ฯ บาตรแสตนเลสจดั เข้าในบาตรเหลก็ ฯ (ปี 2559) สงั ฆาฏิ บาตร ประคตเอว เข็ม มีดโกน อยา่ งไหนจดั เป็ นบริขารบริโภค อยา่ งไหนจดั เป็ นบริขาร อปุ โภค ? ตอบ สงั ฆาฏิ บาตร ประคตเอว จดั เป็ นบริขารบริโภค เขม็ มีดโกน จดั เป็ นบริขารอปุ โภค ฯ (ปี 2557) บาตรทท่ี รงอนญุ าตให้ใช้มกี ี่ชนดิ และกี่ขนาด? อะไรบ้าง? ตอบ มี ๒ ชนดิ คอื บาตรดินเผาและบาตรเหลก็ ฯ มี ๓ ขนาด คือขนาดเลก็ ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ฯ (ปี 2556) บริขาร ๘ มีอะไรบ้าง? ที่จดั เป็ นบริขารบริโภคและบริขารอปุ โภคมอี ะไรบ้าง? ตอบ มี ไตรจีวร คอื ผ้านงุ่ ผ้าหม่ และผ้าทาบ บาตร ประคดเอว เขม็ มีดโกนและผ้ากรองนา้ ฯ ไตรจีวร บาตร ประคดเอว รวม ๕ อยา่ ง จดั เป็ นบริขารบริโภค เขม็ มีดโกน และผ้ากรองนา้ จดั เป็ นบริขารอปุ โภค ฯ (ปี 2549) ภิกษุพงึ ใช้บริขารบริโภคและเคร่ืองอปุ โภคอยา่ งไร จึงจะดนู า่ เลอ่ื มใสของประชาชน? 5|Page
ตอบ การใช้บริขารบริโภคและเคร่ืองอปุ โภคนนั้ ภิกษุควรรู้ต้นเค้าคือนิสยั ๔ วา่ ภิกษุยอ่ มนยิ มใช้สอยบริขารทเ่ี ป็ นของปอนหรือของ เรียบๆ ไมใ่ ช้ของดที ีก่ าลงั ตื่นกนั ในสมยั อนั จะพงึ เรียกวา่ โอโ่ ถง ความประพฤตปิ อนของภกิ ษุนยี ้ อ่ มทาให้เกิดความเลอื่ มใสแกค่ นบาง พวกทเ่ี รียกวา่ ลขู ประมาณ แปลวา่ มีของปอนเป็ นประมาณ คือมีของปอนเป็ นเหตนุ บั ถือ ฯ (ปี 2549) ผ้าสงั ฆาฏิ คอื ผ้าอะไร? มีหลกั ฐานความเป็ นมาอยา่ งไร? ตอบ คอื ผ้าสาหรับหม่ กนั หนาวหรือหม่ ซ้อนนอก ทรงอนญุ าตเพอ่ื ใช้ในฤดหู นาว ฯ มีเรื่องเลา่ วา่ ในฤดหู นาวจดั ทรงทดลองหม่ จีวรผนื เดยี วอยใู่ นทแ่ี จ้ง สามารถกนั ความหนาวได้ยามหนง่ึ ถ้าอยตู่ ลอดราตรี ต้องผ้า ๓ ชนั้ จึงพอกนั ความหนาวได้ จงึ ทรงอนญุ าตสงั ฆาฏิ ๒ ชนั้ เข้ากบั อตุ ตราสงค์ชนั้ เดียว จะได้เป็ น ๓ ชนั้ พอกนั ความหนาวดงั กลา่ วได้ ฯ (ปี 2547) บริขารเหลา่ นคี ้ อื ไตรจีวร ฟกู เตยี ง (ทนี่ อน) หมอนหนนุ ศรี ษะ เตยี ง ผ้าปนู อน ผ้าเช็ดหน้า ฟกู ตงั่ (เบาะ) ผ้านสิ ที นะ อยา่ งไหนจดั เป็ นบริขารเครื่องบริโภค อยา่ งไหนจดั เป็ นบริขารเคร่ืองเสนาสนะ? ตอบ ไตรจีวร ผ้าปนู อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้านิสที นะ จดั เป็ นบริขารเครื่องบริโภค ฟกู เตียง (ทีน่ อน) หมอนหนนุ ศรี ษะ เตียง ฟกู ตง่ั (เบาะ) จดั เป็ นบริขารเครื่องเสนาสนะ ฯ (ปี 2546) บริขารตอ่ ไปนไี ้ ด้แกอ่ ะไรบ้าง? ก. บริขารเครื่องบริโภค ข. บริขารเครื่องอปุ โภค ตอบ ก. ได้แก่ ไตรจีวร ผ้าปนู อน ผ้าเช็ดหน้าเช็ดปาก ผ้านิสที นะ บาตร ฯ ข. ได้แก่ กลอ่ งเข็ม เคร่ืองกรองนา้ มดี โกนพร้อมทงั้ ฝัก หินสาหรับลบั กบั เครื่องสะบดั ร่ม รองเท้า ฯ ผ้าสาหรับทาจวี ร ทรงอนุญาตไว้ ๖ ชนิด (ปี 2558) ผ้าสาหรับทาจีวรนงุ่ หม่ นนั้ ทรงอนญุ าตไว้กี่ชนิด ? อะไรบ้าง ? ตอบ ๖ ชนดิ ฯ คือ ๑. โขมะ ผ้าทาด้วยเปลอื กไม้ ๒. กปั ปาสกิ ะ ผ้าทาด้วยฝ้ าย ๓. โกเสยยะ ผ้าทาด้วยใยไหม ๔. กมั พละ ผ้าทาด้วยขนสตั ว์ ยกเว้นผมและขนมนษุ ย์ ๕. สาณะ ผ้าทาด้วยเปลอื กป่ าน ๖. ภงั คะ ผ้าท่ีทาด้วยของ ๕ อยา่ งนนั้ แตอ่ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ปนกนั ฯ (ปี 2552) ผ้าสาหรับทาจีวรนงุ่ หม่ นนั้ ทรงอนญุ าตไว้กี่ชนิด อะไรบ้าง? ตอบ ทรงอนญุ าตไว้ ๖ ชนดิ คอื ๑) โขมะ ผ้าทาด้วยเปลอื กไม้ ๒) กปั ปาสกิ ะ ผ้าทาด้วยฝ้ าย ๓) โกเสยยะ ผ้าทาด้วยใยไหม ๔) กมั พละ ผ้าทาด้วยขนสตั ว์ ยกเว้นผมและขนมนษุ ย์ ๕) สาณะ ผ้าทาด้วยเปลอื กป่ าน ๖) ภงั คะ ผ้าทีท่ าด้วยของ ๕ อยา่ งนนั้ อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ปนกนั ฯ 6|Page
(ปี 2544) พระพทุ ธองค์ทรงอนญุ าตผ้าสาหรับทาจีวรไว้กี่ชนดิ ? อะไรบ้าง? วสั สกิ สาฎกได้แก่ผ้าเช่นไร? มจี ากดั ประมาณ กว้าง ยาว ไว้อยา่ งไร? ตอบ ทรงอนญุ าตไว้ ๖ ชนดิ คือ ๑) โขมะ ผ้าทาด้วยเปลอื กไม้ ๒) กปั ปาสกิ ะ ผ้าทาด้วยฝ้ าย ๓) โกเสยยะ ผ้าทาด้วยไหม ๔) กมั พละ ผ้าทาด้วยขนสตั ว์ ๕) สาณะ ผ้าทาด้วยเปลอื กป่ าน ๖) ภงั คะ ผ้าทาด้วยของ ๕ อยา่ งนนั้ แตอ่ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ปนกนั ได้แก่ผ้าอาบนา้ ฝน มีจากดั ประมาณยาว ๖ คบื กว้าง ๒ คืบคร่ึง แหง่ คืบพระสคุ ต รูปแบบการตัดเยบ็ จีวร (ปี 2551) จีวรผนื หนงึ่ มกี าหนดจานวนขณั ฑ์ไว้อยา่ งไร? ใน ๑ ขณั ฑ์ประกอบด้วยอะไรบ้าง? ตอบ กาหนดจานวนไว้ไมน่ ้อยกวา่ ๕ ขณั ฑ์ แตใ่ ห้เป็ นขณั ฑ์ค่ี คอื ๗, ๙, ๑๑ เป็ นต้น ฯ ประกอบด้วยมณฑล อฑั ฒมณฑล อฑั ฒกสุ ิ ฯ (ปี 2545) อภิสมาจารคอื อะไร? แบง่ เป็ นกี่ประเภท? อะไรบ้าง? ขนั ธ์แหง่ จีวรประกอบด้วยอะไรบ้าง? ทรงมีพระพทุ ธานญุ าตไว้อยา่ งไร? ตอบ คอื ธรรมเนยี มของภิกษุ แบง่ เป็ น ๒ ประเภทคอื เป็ นข้อห้าม ๑ เป็ นข้ออนญุ าต ๑ ฯ ประกอบด้วยมณฑล อฑั ฒมณฑล และอฑั ฒกสุ ิ ฯ ทรงมพี ระพทุ ธานญุ าตไว้วา่ จีวรผนื หนง่ึ ให้มีขนั ธ์ไมน่ ้อยกวา่ ๕ เกินกวา่ นนั้ ใช้ได้ แตใ่ ห้เป็ นขนั ธ์ทเ่ี ป็ นค่ี คอื ๗, ๙, ๑๑ เป็ นต้น ฯ ข้อกาหนดในการใช้ผ้า ไตรจวี ร ประกอบด้วย ๑.ผ้าสังฆาฏิ (ผ้าคลมุ ) ๒.ผ้าอุตตราสงค์ (จีวร หรือ ผ้าหม่ ) ๓.อนั ตรวาสก (สบง หรือ ผ้านงุ่ ) (ปี 2554) ผ้าตอ่ ไปนี ้คอื สงั ฆาฏิ อนั ตรวาสก นสิ ที นะ ผ้าอาบนา้ ฝน ผ้าเช็ดปาก ผ้าถงุ บาตร ผนื ใดทท่ี รงอนญุ าตให้อธิษฐานได้เพยี ง ผนื เดียว? ตอบ สงั ฆาฏิ นิสที นะ อนั ตรวาสก และผ้าอาบนา้ ฝน ฯ วธิ ีอธิษฐาน ๑. การอธิษฐานด้วยกาย การใช้มือจบั หรือลบู บริขารที่จะอธิษฐานแล้วทาความผกู ใจตามคาอธิษฐานนนั้ ๆ ๒. การอธิษฐานด้วยวาจา การเปลง่ คาอธิษฐานนนั้ ๆ ไมถ่ กู ของด้วยกายก็ได้ (ปี 2557) ภกิ ษุจะเปลยี่ นไตรครอง พงึ ปฏบิ ตั ติ ามลาดบั อยา่ งไรบ้าง? ตอบ ต้องปัจจธุ รณ์คือถอนอธิษฐานผนื เก่ากอ่ น แล้วทาพินทแุ ละอธิษฐานผนื ใหม่ ฯ (ปี 2554) ผ้าบริขารโจล ได้แกผ่ ้าเช่นไร? การอธิษฐานด้วยกายกบั การอธิษฐานด้วยวาจาตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ได้แก่ ผ้าที่ไมใ่ ชข่ องใหญ่ถึงกบั นงุ่ หม่ ได้ เช่นผ้ากรองนา้ ถงุ บาตร ยา่ ม ฯ การอธิษฐานด้วยกาย คอื การใช้มือจบั หรือลบู บริขารท่ีจะอธิษฐานแล้วทาความผกู ใจตามคาอธิษฐานนนั้ ๆ สว่ นการอธิษฐานด้วยวาจา คอื การเปลง่ คาอธิษฐานนนั้ ๆ ไมถ่ กู ของด้วยกายก็ได้ ฯ 7|Page
(ปี 2549) คาวา่ อธิษฐานในวินยั กรรม คืออะไร? ผ้าสงั ฆาฏผิ นื เดิมเกา่ ขาดใช้ไมไ่ ด้จะเปลยี่ นใหม่ พงึ ปฏิบตั ิอยา่ งไร? ตอบ คอื การตงั้ บริขารที่ทรงอนญุ าตสาหรับภกิ ษุเอาไว้ใช้สาหรับตวั (เชน่ การตงั้ ใจใช้จีวรผืนนนั้ ไมใ่ ช้ผนื อื่น) ฯ พงึ ทาพินทผุ ้าสงั ฆาฏผิ ืนใหมว่ า่ อิม พนิ ทฺ กุ ปปฺ กโรมิ เราทาหมายด้วยจดุ นี ้แล้วปัจจทุ ธรณ์คอื ยกเลกิ ผ้าสงั ฆาฏิเดมิ วา่ อิม สงฺฆาฏึ ปจฺ จทุ ธฺ รามิ เรายกเลกิ ผ้าสงั ฆาฏิผืนนี ้ตอ่ จากนนั้ อธิษฐานผ้าสงั ฆาฏิผนื ใหมว่ า่ อิม สงฺฆาฏึ อธิฏฺฐามิ เราตงั้ เอาไว้ซงึ่ ผ้าสงั ฆาฏิผนื นี ้ฯ วิธีใช้วธิ ีรักษาบาตร (ปี 2550) วิธีใช้วิธีรักษาบาตรท่ีถกู ต้อง คืออยา่ งไร? ตอบ คือ ห้ามไมใ่ ห้ใช้บาตรตา่ งกระโถน คือทงิ ้ ก้างปลา กระดกู เนอื ้ หรืออืน่ ๆ อนั เป็ นเดนลงในบาตร ห้ามไมใ่ ห้ล้างมือหรือบ้วนปากลงในบาตร จะเอามอื เปื อ้ นจบั บาตรก็ไมค่ วร ฉนั แล้วให้ล้างบาตร ห้ามไมใ่ ห้เก็บไว้ทงั้ ยงั เปี ยก ให้ผงึ่ แดดก่อน ห้ามไมใ่ ห้ผงึ่ ทงั้ ยงั เปี ยก ให้เช็ดจนหมดนา้ กอ่ นจึงผงึ่ ห้ามไมใ่ ห้ผงึ่ ไว้นาน ให้ผง่ึ สกั ครู่หนง่ึ ฯ (ปี 2547) ในพระวนิ ยั ทรงอนญุ าตบาตรไว้ก่ีชนดิ ? อะไรบ้าง? และมีธรรมเนยี มระวงั รักษาบาตรอยา่ งกวดขนั ไว้อยา่ งไร? ตอบ ทรงอนญุ าตไว้ ๒ ชนดิ คอื บาตรดนิ เผา (สมุ ดาสนิท) ๑ บาตรเหลก็ ๑ ฯ มธี รรมเนียมระวงั รักษาบาตรอยา่ งกวดขนั คือ ห้ามไมใ่ ห้วางบาตร เก็บบาตรไว้ในที่ๆบาตรจะตกแตก และในท่ีจะประทษุ ร้ายบาตร ห้ามควา่ บาตรไว้ท่พี นื ้ คมแข็งอนั จะประทษุ ร้ายบาตร ห้ามไมใ่ ห้แขวนบาตร และ ห้ามไมใ่ ห้ใช้บาตรตา่ งกระโถน ห้ามไมใ่ ห้เก็บไว้ทงั้ ยงั เปี ยก มีบาตรอยใู่ นมอื ห้ามไมใ่ ห้ผลกั บานประตู เป็ นต้น ฯ นิสัย ความหมายของคา (ปี 2557) จงให้ความหมายของคาตอ่ ไปนี ้ ก. อปุ สมั ปทาจารย์ ข. อทุ เทสาจารย์ ค. สทั ธิวหิ าริก ง. อนั เตวาสกิ จ. นสิ สยั มตุ ตกะ ตอบ ก. อาจารย์ผ้ใู ห้อปุ สมบท ข. อาจารย์ผ้สู อนธรรม 8|Page ค. ภกิ ษุผ้พู งึ่ พงิ อปุ ัชฌาย์ ง. ภกิ ษุผ้อู งิ อาศยั อาจารย์ จ. ภิกษุผ้พู ้นนสิ สยั แล้ว ฯ (ปี 2556) คาวา่ ถือนิสยั หมายความวา่ อยา่ งไร? ภกิ ษุผ้เู ป็ นนวกะจะต้องถือนิสยั เสมอไปหรือไมป่ ระการไร?
ตอบ หมายความวา่ ยอมตนอยใู่ นความปกครองของพระเถระผ้มู คี ณุ สมบตั คิ วรปกครองตนได้ ยอมตนให้ทา่ นปกครอง พง่ึ พิงพานกั อาศยั ทา่ น ฯ ต้องถือนสิ ยั เสมอไป แตม่ ีข้อยกเว้น ภิกษุผ้ยู งั ไมต่ งั้ ลงเป็ นหลกั แหลง่ คือภกิ ษุเดินทาง ภิกษุผ้เู ป็ นไข้ ภิกษุผ้พู ยาบาลผ้ไู ด้รับขอของ คนไข้เพ่ือให้อยู่ ภิกษุผ้เู ข้าป่ าเพือ่ เจริญสมณธรรมชว่ั คราว และกรณีท่ใี นท่ีใด หาทา่ นผ้ใู ห้นสิ ยั มิได้ และมีเหตขุ ดั ข้องทีจ่ ะไปอยใู่ นทอี่ ่ืน ไมไ่ ด้ จะอยใู่ นท่นี นั้ ด้วยผกู ใจวา่ เมอ่ื ใดมีทา่ นผ้ใู ห้นิสยั ได้มาอยู่ จกั ถือนิสยั ในทา่ น ก็ใช้ได้ ฯ (ปี 2555) จงให้ความหมายของคาตอ่ ไปนี ้อปุ ัชฌายะ สทั ธิวหิ าริก นสิ สยั ตอบ อปุ ัชฌายะ เป็นช่ือเรียกภิกษุผ้รู ับให้พง่ึ พงิ แปลวา่ ผ้ฝู ึกสอนหรือผ้ดู แู ล, สทั ธิวหิ าริก เป็ นช่ือเรียกภกิ ษุผ้พู ง่ึ พงิ แปลวา่ ผ้อู ยดู่ ้วย, นิสสยั เป็ นชื่อเรียกกิริยาทพ่ี ง่ึ พงิ ฯ (ปี 2549) พระอปุ ัชฌาย์และสทั ธิวิหาริก พงึ ปฏบิ ตั ติ อ่ กนั อยา่ งไร จึงจะเกิดความเจริญงอกงามในพระธรรมวนิ ยั ? ตอบ พงึ ปฏิบตั ิตามทสี่ มเด็จพระบรมศาสดาตรัสสงั่ ไว้วา่ ให้พระอปุ ัชฌาย์และสทั ธิวหิ าริกตงั้ จิตสนิทสนมในกนั และกนั ให้พระอปุ ัชฌาย์สาคญั สทั ธิวหิ าริกฉนั บตุ ร ให้สทั ธิวหิ าริกนบั ถือพระอปุ ัชฌาย์ฉนั บิดา เม่อื เป็ นเชน่ นี ้ตา่ งจะมคี วามเคารพเชื่อฟังถกู กนั อยู่ ยอ่ มจะถงึ ความเจริญงอกงามไพบลู ย์ในพระธรรมวินยั ฯ (ปี 2547) จงให้ความหมายของคาดงั ตอ่ ไปนี ้ ก. นสิ สยั ข. วตั ร ค. อปุ ัชฌายะ ง. อาจารย์ จ. สทั ธิวิหาริกวตั ร ตอบ ก. นิสสยั คือ กิริยาท่ีพงึ่ พิง ข. วตั ร หมายถึง ขนบคือแบบอยา่ ง อนั ภิกษุควรประพฤตใิ นกาลนนั้ ๆ ในท่นี นั้ ๆ ในกิจนนั้ แกบ่ คุ คลนนั้ ๆ ค. อปุ ัชฌายะ คือ ภิกษุผ้รู ับให้สทั ธิวิหาริกพงึ่ พิง ง. อาจารย์ คือ ภิกษุผ้รู ับให้อนั เตวาสกิ พง่ึ พงิ จ. สทั ธิวิหาริกวตั ร คอื หน้าท่ีอนั อปุ ัชฌายะจะพงึ ทาแกส่ ทั ธิวิหาริก ฯ อาจารย์มี ๔ ประเภท ๑. ปัพพัชชาจารย์ อาจารย์ในบรรพชา ๒. อุปสัมปทาจารย์ อาจารย์ในอปุ สมบท ๓. นิสสยาจารย์ อาจารย์ผ้ใู ห้นสิ สยั ๔. อุทเทสาจารย์ อาจารย์ผ้บู อกธรรม (ปี 2557) จงให้ความหมายของคาตอ่ ไปนี ้ ก. อปุ สมั ปทาจารย์ ข. อทุ เทสาจารย์ ค. สทั ธิวหิ าริก ง. อนั เตวาสกิ จ. นสิ สยั มตุ ตกะ ตอบ ก. อาจารย์ผ้ใู ห้อปุ สมบท ข. อาจารย์ผ้สู อนธรรม 9|Page ค. ภกิ ษุผ้พู งึ่ พิงอปุ ัชฌาย์ ง. ภิกษุผ้อู งิ อาศยั อาจารย์
จ. ภกิ ษุผ้พู ้นนสิ สยั แล้ว ฯ (ปี 2553) ตามนยั แหง่ อรรถกถาอาจารย์มีกี่ประเภท? อะไรบ้าง? คาขอนสิ สยั อาจารย์วา่ อยา่ งไร? ตอบ มี ๔ ประเภท ฯ คอื ๑. ปัพพชั ชาจารย์ อาจารย์ในบรรพชา ๒. อปุ สมั ปทาจารย์ อาจารย์ในอปุ สมบท ๓. นสิ สยาจารย์ อาจารย์ผ้ใู ห้นสิ สยั ๔. อทุ เทสาจารย์ อาจารย์ผ้บู อกธรรม ฯ วา่ อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ อายสมฺ โต นิสสฺ าย วจฺฉามิ ฯ (ปี 2544) อาจารย์ทางพระวนิ ยั ตามนยั อรรถกถามเี ทา่ ไร? อะไรบ้าง? อาจารย์เหลา่ นนั้ ทาหน้าทตี่ า่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ มี ๔ คือ ปัพพชาจารย์ ๑ อปุ สมั ปทาจารย์ ๑ นสิ สยาจารย์ ๑ อทุ เทสาจารย์ ๑ ทาหน้าท่ีตา่ งกนั คอื ปัพพชาจารย์ ทาหน้าท่ีให้สรณคมน์เมอื่ บรรพชา อปุ สมั ปทาจารย์ ทาหน้าทส่ี วดกรรมวาจาเมอ่ื อปุ สมบท นสิ สยาจารย์ ทาหน้าทใ่ี ห้นสิ ยั อทุ เทสาจารย์ ทาหน้าท่ีสอนธรรม (ปี 2544) คาวา่ ถือนิสยั หมายความวา่ อะไร? จงเขียนคาขอนิสยั อาจารย์พร้อมทงั้ คาแปล ตอบ หมายความวา่ ยอมตนอยใู่ นความปกครองของพระเถระผ้มู ีคณุ สมบตั คิ วรปกครองตนได้ ยอมตนให้ทา่ นปกครองพง่ึ พิงพานกั อาศยั ทา่ น ฯ คาขอนิสยั อาจารย์วา่ ดงั นี ้\" อาจริโย เม ภนเฺ ต โหหิ , อายสมฺ โต นิสสฺ าย วจฺฉามิ \" ซง่ึ แปลวา่ \" ขอทา่ นจงเป็ นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจกั อยอู่ าศยั ทา่ น \" การประณาม (ปี 2552) การประณาม ในพระวินยั หมายความวา่ อยา่ งไร? มีพระพทุ ธานญุ าตให้อปุ ัชฌาย์ทาการประณามสทั ธิวิหาริกผ้ปู ระพฤติ อยา่ งไร? ตอบ หมายความวา่ การไลส่ ทั ธิวหิ าริก หรืออนั เตวาสกิ ผ้ปู ระพฤติมิชอบ ผ้ปู ระพฤติดงั นี ้ ๑) หาความรักใคร่ในอปุ ัชฌาย์มิได้ ๒) หาความเลอื่ มใสมิได้ ๓) หาความละอายมไิ ด้ ๔) หาความเคารพมิได้ ๕) หาความหวงั ดตี อ่ มไิ ด้ ฯ (ปี 2545) อปุ ัชฌาย์ประณามสทั ธิวหิ าริกผ้ปู ระพฤตมิ ชิ อบด้วยเหตอุ ะไรบ้าง? อาการทีอ่ ปุ ัชฌาย์ประณามสทั ธิวหิ าริกพงึ ทาอยา่ งไร? 10 | P a g e
ตอบ ด้วยเหตดุ งั นี ้คือ หาความรักใคร่ในอปุ ัชฌาย์มิได้ ๑ หาความเลอ่ื มใสมไิ ด้ ๑ หาความละอายมไิ ด้ ๑ หาความเคารพมิได้ ๑ หา ความหวงั ดีตอ่ มไิ ด้ ๑ ฯ พงึ พดู ให้รู้วา่ ตนไลเ่ ธอเสยี ในบาลแี สดงไว้วา่ เราประณามเธอ เธออยา่ เข้ามา ณ ทีน่ ี ้จงขนบาตรจีวรของเธอออกไปเสยี หรือเธอไมต่ ้อง อปุ ัฏฐากเราดงั นี ้หรือแสดงอาการทางกายให้รู้อยา่ งนนั้ ก็ได้ ฯ นิสยั ระงบั / นิสยั มุตตกะ (ปี 2562 และ 2560) ภกิ ษุเชน่ ไรควรได้นิสยั มตุ ตกะ ? ตอบ ภกิ ษุผ้คู วรได้นสิ ยั มตุ ตกะ คอื ๑. เป็ นผ้มู ศี รัทธา หริ ิ โอตตปั ปะ วิริยะ สติ ๒. เป็ นผ้ถู งึ พร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยนิ ได้ฟังมามาก มปี ัญญา ๓. รู้จกั อาบตั ิ มิใช่อาบตั ิ อาบตั ิเบา อาบตั ิหนกั จาพระปาฏิโมกข์ได้ แมน่ ยา ทงั้ มพี รรษาพ้น ๕ ฯ (ปี 2559 และ 2551) นิสยั ระงบั กบั นิสยั มตุ ตกะ มอี ธิบายอยา่ งไร? ตอบ นิสยั ระงบั หมายถงึ การทภี่ ิกษุผ้ถู ือนสิ ยั ขาดจากปกครอง เช่น อปุ ัชฌาย์มรณภาพ เป็ นต้น นสิ ยั มตุ ตกะ หมายถงึ ภิกษุผ้ไู ด้พรรษา ๕ แล้ว และมีคณุ สมบตั พิ อรักษาตนได้เม่อื อยตู่ ามลาพงั ทรงพระอนญุ าตให้พ้นจากนิสยั ฯ (ปี 2558) ในบาลแี สดงเหตนุ สิ สยั ระงบั จากอปุ ัชฌายะไว้ ๕ ประการ มีอะไรบ้าง ? ตอบ มอี ปุ ัชฌายะหลกี ไปเสยี ๑ สกึ เสยี ๑ ตายเสยี ๑ ไปเข้ารีตเดยี รถีย์เสยี ๑ สง่ั บงั คบั ๑ ฯ (ปี 2554) ในบาลแี สดงเหตนุ ิสยั จะระงบั จากอปุ ัชฌาย์ไว้เทา่ ไร? อะไรบ้าง? ตอบ แสดงไว้ ๕ ประการ ฯ คอื อปุ ัชฌาย์หลกี ไปเสยี ๑ สกึ เสยี ๑ ตายเสยี ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑ สงั่ บงั คบั ๑ ฯ (ปี 2545) ในบาลแี สดงเหตนุ สิ ยั จะระงบั จากอปุ ัชฌาย์ไว้เทา่ ไร? อะไรบ้าง? ภกิ ษุผ้คู วรจะได้นิสยั มตุ ตกะต้องมีคณุ สมบตั ิอยา่ งไรบ้าง? ตอบ แสดงไว้ ๕ ประการคือ อปุ ัชฌาย์หลกี ไปเสยี ๑ สกึ เสยี ๑ ตายเสยี ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑ สงั่ บงั คบั ๑ ฯ มคี ณุ สมบตั ิ คอื ๑) เป็ นผ้มู ีศรัทธา มหี ิริ มีโอตตปั ปะ มวี ิริยะ มีสติ ๒) เป็ นผ้ถู งึ พร้อมด้วยศีล อาจาระ ความเห็นชอบ เคยได้ยนิ ได้ฟังมาก มีปัญญา ๓) รู้จกั อาบตั ิ มใิ ชอ่ าบตั ิ อาบตั ิเบา อาบตั ิหนกั จาปาฏโิ มกข์ได้แมน่ ยา ทงั้ มพี รรษาได้ ๕ หรือยิ่งกวา่ ฯ ชนั้ ภมู ิของภกิ ษุ (ปี 2560) ภิกษุเช่นไร ช่ือวา่ นวกะ มชั ฌิมะ เถระ ? ตอบ ภิกษุมีพรรษาไมถ่ งึ ๕ ช่ือวา่ นวกะ ภกิ ษุมีพรรษาตงั้ แต่ ๕ ขนึ ้ ไป แตย่ งั ไมถ่ ึง ๑๐ ต้องประกอบด้วยคณุ ธรรมตามพระวนิ ยั ช่ือวา่ มชั ฌิมะ ภิกษุมพี รรษาตงั้ แต่ ๑๐ ขนึ ้ ไป ต้องประกอบด้วยคณุ ธรรมตามพระวินยั ช่ือวา่ เถระ ฯ (ปี 2544) ภกิ ษุเชน่ ไร ช่ือวา่ นวกะ มชั ฌิมะ เถระ? วตั รอนั ภกิ ษุควรประพฤติในคาวา่ วตฺตสมปฺ นโฺ น นนั้ คอื อะไรบ้าง? ตอบ ภิกษุมีพรรษาไมถ่ งึ ๕ เรียกวา่ นวกะ ภิกษุมพี รรษาตงั้ แต่ ๕ ขนึ ้ ไป แตย่ งั ไมถ่ งึ ๑๐ เรียกวา่ มชั ฌิมะ ภิกษุมีพรรษาตงั้ แต่ ๑๐ ขนึ ้ ไป เรียกวา่ เถระ ฯ คือ ๑) กิจวตั ร วา่ ด้วยกิจอนั ควรทา 11 | P a g e
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121