1๑0๐1๑ วชิ า ธรรมวิภาค วญิ ญาณฐิติ ๗ ภมู เิ ปน ทตี่ ้งั แหงวิญญาณ เรียกวา วิญญาณฐิติ แจกเปน ๗ ดังน้ี เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 วิญญาณฐิติ แปลวา ภูมิเปนที่ต้ังแหงวิญญาณ หมายถึง เหตุแหงปฏิสนธิวิญญาณ ซ่ึงเปนการจัดแยกประเภทสัตวตาง ๆ ตามกายภาพและสัญญาที่เหมือนและตางกัน คือชีวิต หลังจากตายไปแลว สัตวเหลาน้ัน ถายังมีกิเลสอยู ยังมีกรรมอยู กิเลสกับกรรมก็ทําหนาท่ีสราง ปฏิสนธิวิญญาณใหไปถือปฏิสนธิในกําเนิดนั้น ๆ ตางกันกับสัตตาวาส ซึ่งหมายถึง ภพเปนท่ีอยู แหงสัตว แรงกรรมที่บุคคลทําไวมีความแตกตางกัน กรรมจึงจําแนกใหคนสัตวไปเกิดในภพภูมิ เหลานัน้ ตา งกนั ออกไป 101
1๑0๐๒2 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท วิสทุ ธิ ๗ ๑. สลี วิสุทธิ ความหมดจดแหง ศีล ๒. จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแหงจิต ๓. ทิฏฐวิ สิ ุทธิ ความหมดจดแหงทิฏฐิ ๔. กังขาวิตรณวิสทุ ธิ ความหมดจดแหงญาณ เปนเครื่อง ขามพน ความสงสยั ๕. มคั คามัคคญาณทัสสนวสิ ทุ ธิ ความหมดจดแหงญาณเปน เครือ่ งเห็น วาทางหรอื มิใชท าง ๖. ปฏิปทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความหมดจดแหง ญาณเปน เครือ่ งเห็น ทางปฏบิ ตั ิ ๗. ญาณทสั สนวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณทัสสนะ วิสุทธิ แปลวา ความหมดจด หมายถึง ทางแหงความหมดจดดวยปญญาที่อุดหนุน สงเสริมกันใหสูงขนึ้ ไปเปนข้ัน ๆ ไปตามลําดับ มี ๗ ประการ ดังน้ี ๑. สีลวิสทุ ธิ ความหมดจดแหง ศลี หมายถงึ การรักษาศีลตามภูมิช้ัน (ระดับศีล) ของตน ใหบริสุทธ์ิและใหเปนไปเพ่ือสมาธิ ในคัมภีรวิสุทธิมรรคระบุวา ไดแก ปาริสุทธิศีล ๔ คือศีลเปน เคร่ืองใหบ ริสุทธ์ิ หรอื ความประพฤตบิ ริสทุ ธิทพ่ี ระพุทธองคทรงกาํ หนดใหเปนศลี สําหรับพระภิกษุ ๒. จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแหงจิต หมายถึง ความหมดจดที่เกิดจากฌานสมาบัติ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 102
1๑0๐3๓ วชิ า ธรรมวิภาค คือความมีจิตมั่นคงในการประพฤติธรรม หรือการฝกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิเพื่อเปนบาทฐาน แหงวปิ สสนาปญญา ไดแกสมาบัติ ๘ คือรปู ฌาน ๔ กบั อรูปฌาน ๔ ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแหงทิฏฐิ หมายถึง ความหมดจดท่ีเกิดจากความรู ความเขาใจสามารถมองเห็นนามรูปหรือเบญจขันธตามสภาวะท่ีเปนจริง ไดแก ความรูเห็น นามรูปพรอ มทั้งเหตุปจจัยจดั เปนขั้นแรกของการเจริญวิปสสนา ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณเปน เครอ่ื งขามพน ความสงสยั หมายถึง ความหมดจดบริสุทธ์ิของปญญาข้ันที่ทําใหกําจัดความสงสัยเสียได คือภาวะจิตท่ีกําหนดรูปจจัย แหงนามรูปไดแ ลว จึงสิ้นคือละความสงสัยสกั กายทฏิ ฐิ ความเหน็ วาเปนตวั ตนในนามรปู ๕. มคั คามัคคญาณทสั สนวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณเปนเคร่ืองเห็นวาทางหรือ มใิ ชทาง หมายถงึ ความหมดจดดว ยการเรม่ิ เจริญวิปส สนาตอไปดว ยการพิจารณากลาป (สิ่งที่อยู กันเปนหมวดหมูกลุมกอน หรือพิจารณาโดยภาพรวม) จนมองเห็นความเกิดข้ึนและความเส่ือม ไปแหงสังขารท้ังหลาย ซึ่งเรียกวา อุทยัพพยานุปสสนา จัดเปน ตรุณวิปสสนา คือวิปสสนาญาณ ออ น ๆ แลววปิ สสนปู กิเลสเกดิ ขึ้น กาํ หนดวา มใิ ชท าง สวนวปิ สสนาทเ่ี ร่มิ ดําเนินเขาสวู ถิ ีน่นั แหละ เปนทางถูกตองแลว เตรียมที่จะประคองจติ ไวใ นวิปส สนาญาณขั้นตอไป ๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณเปนเคร่ืองเห็นทางปฏิบัติ หมายถึง ความหมดจดดวยการประกอบกุศลกิจบําเพ็ญความเพียรในวิปสสนาญาณท้ังหลาย โดยเร่ิมต้ังแตอุทยัพพยานุปสสนาญาณท่ีพนจากอุปกิเลสดําเนินเขาสูวิถีทางแลวน้ันเปนตนไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณอันเปนที่สุดแหงวิปสสนา ตอแตน้ันก็จะเกิดโคตรภู ญาณเขามาค่ันระหวางวิสุทธิขอนี้กับขอสุดทายเปนหัวตอแหงความเปนปุถุชนกับความเปน อรยิ บคุ คล ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแหงญาณทัสสนะ หมายถึง ความหมดจดที่เกิด จากความรูเห็นดวยปญญาในอริยมรรค ๔ หรือมรรคญาณอันเกิดถัดจากโคตรภูญาณเปนตนไป เมื่อมรรคจิตเกิดแลว ผลจิตแตละอยางยอมเกิดข้ึน เปนอันบรรลุผลที่เปนจุดหมายสูงสุดแหง วสิ ทุ ธหิ รอื ไตรสิกขาอันเปน กระบวนการศกึ ษาปฏบิ ตั ธิ รรมในพระพุทธศาสนาท้งั ส้นิ วิสุทธิท้ัง ๗ ประการน้ี เปนหลักความหมดจด หรือความบริสุทธ์ิที่สูงขึ้นไปเปนข้ัน ๆ โดยเปนหลักธรรมท่ีชําระตนใหบริสุทธิ์หรือยังไตรสิกขาใหบริบูรณเปนขั้น ๆ ไปโดยลําดับ จน บรรลุจดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน ทานเปรียบประดุจรถ ๗ ผลัดสงตอกันใหบุคคลถึงท่ีหมาย ปลายทางฉะนนั้ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 103
1๑0๐๔4 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 อฏั ฐกะ หมวด ๘ อรยิ บคุ คล ๘ อริยบุคคล หมายถึง บคุ คลผูป ระเสริฐ หรือผูบรรลุธรรมพิเศษต้ังแตโสดาปตติมรรคขึ้นไป ซึ่งไดแก พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต ถานับเปนคูตามความสัมพันธ แหงมรรคและผลท่ีไดบรรลุ ก็จะไดคูแหงพระอริยบุคคล ๔ คู ในท่ีนี้ เปนการนับเรียงองคหรือ ตวั บุคคลที่กาํ ลังปฏิบัติเพอื่ บรรลุมรรคผล เรยี กวาอริยบคุ คล ๘ ดงั น้ี ๑. พระผตู ้ังอยใู นโสดาปตตมิ รรค หมายถึง ทา นผูปฏิบตั ิเพอื่ ทาํ ใหแ จง โสดาปตติผล ดว ยการละสังโยชน ๓ ประการ คือสักกายทิฏฐิ วิจกิ ิจฉา และสีลัพพตปรามาส ๒. พระผูตั้งอยูในโสดาปตติผล หมายถึง ทานผูบรรลุโสดาปตติผลแลว เพราะไดทํากิจ คือการละสังโยชนท้ัง ๓ อยางน้ันไดเด็ดขาด ซึ่งเรียกวาสําเร็จเปนพระโสดาบัน และจัดเปนคูแหง พระอรยิ บุคคลที่ ๑ ๓. พระผูต้ังอยูในสกทาคามิมรรค หมายถึง ทานผูปฏิบัติเพื่อทําใหแจงสกทาคามิผล ดวยการละสงั โยชนทัง้ ๓ อยางนั้นกับทําราคะ โทสะ และโมหะ ใหเ บาบางลงอกี ดว ย ๔. พระผูตั้งอยูใ นสกทาคามิผล หมายถึง ทา นผูบรรลุสกทาคามิผลแลว เพราะไดทํากิจ 104
1๑0๐5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค คือการละสงั โยชน ๓ อยา งน้ันไดเด็ดขาด กับทําราคะ โทสะ และโมหะใหเบาบางลง ซึ่งเรียกวาสําเร็จ เปนพระสกทาคามี และจดั เปนคแู หงพระอรยิ บคุ คลที่ ๒ ๕. พระผูต้ังอยูในอนาคามิมรรค หมายถึง ทานผูปฏิบัติเพื่อทําใหแจงอนาคามิผล ดวยการละสังโยชนเบ้ืองตน ๕ อยาง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และ ปฏิฆะ อันเปน สังโยชนอยา งหยาย ๖. พระผตู งั้ อยใู นอนาคามผิ ล หมายถึง ทา นผบู รรลุอนาคามิผลแลว เพราะไดทํากิจคือ การละสังโยชนเบ้ืองตน ๕ อยางน้ันไดเด็ดขาด ซ่ึงเรียกวาสําเร็จเปนพระอนาคามี และจัดเปนคู แหงพระอริยบคุ คลท่ี ๓ ๗. พระผตู ัง้ อยใู นอรหัตตมรรค หมายถงึ ทา นผูป ฏิบัตเิ พอ่ื ทาํ ใหแจงอรหัตตผลดวย การละสังโยชนเบ้ืองตํ่า ๕ อยาง และสังโยชนเบ้ืองสูง ๕ อยาง คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อทุ ธจั จะ และอวชิ ชา ๘. พระผูต้ังอยูในอรหัตตผล หมายถึง ทานผูบรรลุอรหัตตผลแลว เพราะไดทํากิจ คือละสังโยชนทั้งเบ้ืองต่ําและเบื้องสูง รวม ๑๐ อยางไดอยางเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งเรียกวาสําเร็จ เปน พระอรหันต และจัดเปน คแู หง อรยิ บุคคลคทู ี่ ๔ อวิชชา ๘ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 อวชิ ชา ๔ ขอ ขางตน พึงดูอธบิ ายใน อวชิ ชา ๔ แหง จตุกะ ๕. ไมรูจักอดีต (ปุพฺพนฺเต อฺญาณํ) หมายถึง ภาวะจิตที่ไมรูในสวนอดีต คือไมรูจัก พิจารณาหาตน เคา ถึงส่งิ ทีเ่ กิดขนึ้ ในขณะปจจบุ นั นัน้ วา มอี ะไรเปน เหตุ หรอื เม่อื พบเห็นผลในปจจุบัน ไมรจู ักสาวหาตน เคา วา อะไรเปน เหตใุ หเกิดมีข้นึ เชนนัน้ 105
1๑0๐6๖ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๖. ไมรูจักอนาคต (อปรนฺเต อฺญาณํ) หมายถึง ภาวะจิตที่ไมรูในสวนอนาคต คือ ไม รูจ ักคาดการณล วงหนาวา จะเกิดผลอะไรขน้ึ ในอนาคตจากเหตใุ นปจ จบุ ัน ๗. ไมรูจักทั้งอดีตทั้งอนาคต (ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อฺญาณํ) หมายถึง ภาวะจิตที่ไมรูทั้ง สวนอดีตและสว นอนาคต คอื ไมรจู กั เชอื่ มโยงเหตใุ นอดีตและผลในอนาคตใหเ น่ืองถึงกัน ๘. ไมรจู กั ปฏิจจสมุปบาท (อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อฺญาณํ) หมายถึง ภาวะจติ ที่ไมรูจักกําหนดสภาวะนั้น ๆ โดยความเปนเหตุเปนผลแหงกันและกันเนื่องกันไปดุจลูกโซ เกย่ี วกันเปนสายฉะนั้น วชิ ชา ๘ ๑. วปิ ส สนาญาณ ญาณอันนบั เขา ในวิปสสนา ๒. มโนมยทิ ธิ ฤทธ์ทิ างใจ ๓. อทิ ธวิ ิธิ แสดงฤทธไ์ิ ด ๔. ทพิ พโสต หูทพิ ย ๕. เจโตปรยิ ญาณ รจู ักกําหนดใจผอู นื่ ๖. ปพุ เพนิวาสานุสสติญาณ ระลกึ ชาติได ๗. ทิพพจักขุ ตาทพิ ย ๘. อาสวักขยญาณ รจู ักทําอาสวะใหส้นิ วิชชา แปลวา ความรแู จง หมายถึง ความรพู เิ ศษ ๘ ประการ คอื ๑. วิปสสนาญาณ ญาณอันนับเขาในวิปสสนา หมายถึง ปญญาท่ีพิจารณาเห็นสังขาร เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 106
1๑0๐7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค คือนามรูปโดยไตรลักษณ เรียกอีกอยางหนึ่งวา ญาณทัสสนะ วาโดยองคธรรม ไดแก วิสุทธิ ๕ ขอ ขา งทา ยแหงวิสทุ ธิ ๗ คอื ต้งั แตท ฏิ ฐวิ ิสุทธขิ อท่ี ๓ ไปจนถึงญาณทสั สนวสิ ุทธิขอ ที่ ๗ ๒. มโนมยิทธิ ฤทธ์ิทางใจ หมายถึง ฤทธ์ิท่ีสําเร็จดวยใจ คือความสามารถแหงจิต ที่นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ไดเพียงแตนึกเทานั้น ดุจชักงูออกจากคราบฉะน้ัน เปรียบไดกับ การคิดทําอะไรตาง ๆ ไดส าํ เรจ็ โดยงาย สว นขอ ที่ ๓ - ขอท่ี ๘ มีอธิบายเหมือนใน อภิญญา ๖ แหงฉกั กะ หมวด ๖ สมาบัติ ๘ สมาบัติ แปลวา ภาวะท่ีพระอริยบุคคลทั้งหลายพึงเขาถึงได หมายถึงคุณธรรมวิเศษท่ี ควรเขาถึง หรือการบรรลุขั้นสูง คือการเขารูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ รวมถึงการเขาสูภาวะท่ีดับ สญั ญาและเวทนาของพระอริยบุคคล หรือผูไ ดฌาน (พึงดรู ายละเอยี ดใน อรูป ๔ และฌาน ๔ แหง จตุกกะ) เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 107
1๑0๐๘8 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 นวกะ หมวด ๙ อนปุ พุ พวิหาร ๙ อนุปุพพวิหาร ๙ คือ ธรรมเปน เครอ่ื งอยูโ ดยลําดับ หมายถึง ธรรมเปนเคร่ืองอยูแหงจิต ท่พี ึงเขาถึงไดต ามลําดับแหงความประณตี ท่ีสูงขนึ้ ตอ เนือ่ งกันไป ๙ ขนั้ ดงั น้ี สัญญาเวทยิตนโิ รธ หมายถงึ สมาบัติท่ีดับสัญญาและเวทนา เปนภาวะจิตท่ีละเอียดมี ความประณีตลึกซึ้งกวาเนวสัญญานาสัญญายตนะข้ึนไปอีกช้ันหนึ่ง โดยผูเขาสมาบัติน้ีจะไมมี สัญญาและไมมเี วทนา อนุปุพพวหิ าร ทช่ี อื่ วา ธรรมเปน เครื่องอยูท่ีประณีตตอกันข้ึนไปโดยลําดับนั้น เนื่องจาก ในขณะที่เขา หรือในขณะท่ีออกตอ งเปนไปตามลําดับ ในชั้นแรก เมื่อเขาก็ตองเขาปฐมฌานกอน ออกจากปฐมฌานแลว เขาทตุ ยิ ฌาน ฯลฯ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแลวเขาสัญญา เวทยิตนิโรธ เม่ือออกก็เหมือนกัน ตองออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ เปนลําดับมาจนถึงปฐมฌาน เปรยี บเหมือนขึ้นบันได ๙ ขน้ั เวลาข้ึน กต็ องขึน้ ไปตามลาํ ดบั ช้นั เวลาลง ก็ตอ งลงตามลาํ ดบั ช้ัน 108
1๑0๐9๙ วชิ า ธรรมวภิ าค อติ ปิ โส ภควา แมเพราะอยางนี้ ๆ พระผมู ีพระภาคเจา น้ัน ๑. อรหํ เปน พระอรหันต ๒. สมฺมาสมพฺ ุทฺโธ เปนผตู รสั รชู อบเอง ๓. วชิ ชฺ าจรณสมฺปนโฺ น เปน ผถู งึ พรอมดวยวชิ ชาและจรณะ ๔. สคุ โต เปนผูเสด็จไปดแี ลว ๕. โลกวทิ ู เปนผูรแู จงโลก ๖. อนุตตฺ โร ปรุ ิสทมมฺ สารถิ เปน สารถีแหงบรุ ุษพึงฝก ได ไมม บี รุ ุษอ่นื ยง่ิ ไปกวา ๗. สตถฺ า เทวมนุสฺสานํ เปน ศาสดาของเทวดาและมนษุ ยทั้งหลาย ๘. พุทโฺ ธ เปน ผตู ื่นแลวเปน ผูเบิกบานแลว ๙. ภควา เปน ผมู โี ชค พุทธคุณ แปลวา พระคุณของพระพุทธเจา ซ่ึงจัดเปนเนมิตตกนาม คือพระนามที่ เกิดขึ้นตามพระคุณสมบัติเฉพาะของพระองคเอง มิไดมีผูหน่ึงผูใดตั้งให ทานจําแนกไว ๙ บท หรอื ๙ ประการ ดงั น้ี ๑. อรหํ เปนพระอรหันต มีความหมาย ๕ ประการ คือ (๑) เปนผูเวนไกลจากกิเลสและ บาปธรรมโดยสิ้นเชงิ (๒) เปนผทู าํ ลายขาศกึ คอื กิเลสไดหมดส้ิน (๓) เปนผูหกั กงกาํ แหงการเวียน วายตายเกิดไดเด็ดขาด (๔) เปนผูควรรับทักษิณาอยางย่ิง คือ พระองคทรงเปนผูควรซ่ึงปจจัย ทั้งหลายและควรซ่ึงการบูชาพิเศษ เพราะทรงเปนพระทักขิไณยบุคคลช้ันยอด ซึ่งทวยเทพและ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 109
1๑1๑๐0 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 มวลมนุษยตางบูชาพระองคดวยการบูชาอยางยิ่ง (๕) เปนผูมีพฤติกรรมโปรงใส คือไมมีท่ีลับ ในการทําบาป ๒. สมฺมาสมฺพุทฺโธ เปนผูตรัสรูชอบเอง (เปนผูตรัสรูเองโดยชอบ) หมายถึง ทรงเปน พระสัมมาสัมพุทธเจาผูตรัสรูโดยชอบดวยพระองคเอง กลาวโดยสรุป คือตรัสรูอริยสัจ ๔ โดยชอบดว ยพระองคเอง ๓. วิชฺชาจรณสมปนฺโน เปนผถู งึ พรอมดวยวชิ ชาและจรณะ หมายถึง พระองคทรงมีท้ัง วิชชา คือพระญาณหย่ังรู หรือพระปรชี าสามารถอยา งลกึ ซ้ึง และแจมแจง ท่ีจําแนกเปนวิชชา ๓ และ วิชชา ๘ และทรงมีท้ังจรณะ คือทรงประกอบดวยคุณธรรมอันเปนเครื่องประพฤติปฏิบัติใหลุถึง วิชชาหรอื นพิ พาน พระพทุ ธคณุ บทวา วชิ ฺชาจรณสมปฺ นฺโน นี้ตรงกับคํากลาวในปจจบุ ันที่วา มีความรู คูคุณธรรม หรือ มีคุณธรรมนําความรู โดยอนุโลม ซ่ึงเปนหลักปรัชญาการจัดการศึกษาของ สังคมมนุษยปจจุบัน อนึ่งแมคํากลาวที่วา “วิชาเปนอํานาจ มารยาทเปนเสนห” ก็สงเคราะห (จดั เขา ) ไดในพระพทุ ธคณุ บทน้ี ๔. สคุ โต เปน ผเู สด็จไปดีแลว คําวา สุคโต หรือพระสุคต มีความหมาย ๔ ประการคือ (๑) เสด็จไปอยางสงางามดวยอริยมรรค (๒) เสด็จไปสูอมตสถานที่ดีงาม กลาวคือ พระนิพพาน (๓) เสด็จรุดหนาไปดีโดยชอบ กลาวคือ ทรงดําเนินรุดหนาไปไมหวนกลับคืนมาสูกิเลสท่ีละได แลว ทรงดาํ เนินในทางอันถูกตอ งคอื มชั ฌมิ าปฏิปทา (๔) ทรงมีพระวาจาดี กลาวคือ ทรงเปลงพระ วาจาโดยชอบ ตรสั แตคําจริงแท ประกอบดว ยประโยชน ในกาลทคี่ วรตรัส และแกบ คุ คลที่ควรตรสั ๕. โลกวิทู เปนผูรูแจงโลก มีอธิบายเปน ๒ นัย คือ (๑) ทรงรูแจงโลกภายในคือ รางกายทีย่ าวเพียงวา ซ่ึงมีสัญญา มีใจครองนี้ โดยทรงรูถึงสภาวะ เหตุเกิดขึ้น ความดับ และวิธี ปฏิบัติใหลุถึงความดับอยางถองแท (๒) ทรงรูแจงโลกภายนอก ๓ คือ ๑) สังขารโลก โลกคือ สังขาร ๒) สัตวโลก โลกคือหมูสัตว ๓) โอกาสโลก โลกอันกําหนดดวยโอกาส คือโลกอันมีใน อวกาศ จกั รวาล โดยทรงรูแ จง ดวยพระพทุ ธญาณอันกวา งไกลหาทีส่ ดุ มไิ ด ๖. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เปนสารถีแหงบุรุษพึงฝกได ไมมีบุรุษอื่นย่ิงไปกวา หมายถึง พระองคทรงเปนผูฝกคนไดดีเย่ียม ไมมีผูใดเทียมเทา กลาวคือ พระองคทรงทําหนาท่ี ดุจสารถีฝกฝนผูท่ีควรฝก หรือผูท่ีไมไดฝกก็ควรใหไดรับการฝกท้ังเทวดา มนุษย อมนุษย และ สตั วดิรจั ฉานโดยถว นหนา ดวยอบุ ายแหง การฝก ฝนตาง ๆ ๗. สตฺถา เทวมนสุ สฺ านํ เปน ศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท ัง้ หลาย หมายถงึ วา พระองค ทรงมีคุณสมบตั ิสมควรเปนครู ทรงทําหนาท่ีเปนครูคือส่ังสอนบุคคลทั้งช้ันสูง และชั้นต่ําดวยพระ มหากรุณาหวังใหไดรับความรู และประโยชนท่ีพึงไดรับอยางแทจริงทั้งประโยชนในโลกน้ี ประโยชนใ นโลกหนา และประโยชนอ ยางสงู สดุ คอื พระนพิ พาน ๘. พุทฺโธ เปนผูต่ืนแลวเปนผูเบิกบานแลว หมายถึงพระองคทรงสําเร็จเปน 110
1๑1๑1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค พระพุทธเจาอยางสมบูรณเพราะทรงรูสรรพสิ่งที่ควรรูท้ังหมด และทรงสอนผูอ่ืนใหรูตาม อีกนัย หน่ึง พระองคทรงต่ืนเองจากความเช่ือถือและขอปฏิบัติท้ังหลายท่ีถือกันมาผิดๆ ดวย ทรงปลุก ผูอ ืน่ ใหพ นจากความหลงงมงายดวย ๙. ภควา เปนผูมีโชค หมายความวา พระองคทรงทําการใดๆ ก็ลุลวงปลอดภัย ทกุ ประการ หรอื หมายถงึ พระองคเ ปนผจู าํ แนกแจกธรรม เปน ผูกําจัดกิเลส และบาปธรรม เปนผูคบ คอื สองเสพสนั ติธรรมเปน ตน พระคุณของพระพุทธเจา เมื่อยอกลาวใหสั้นที่สุดสามารถยอได ๒ ประการ คือ พระปญ ญาคณุ กับ พระกรุณาคณุ (ตามพระมตขิ องสมเดจ็ พระมหาสมณเจา ฯ) พระปญญาคณุ หมายถึง พระปรชี าญาณทรี่ อบรทู ั่วไปในสภาวธรรมท่ีจริง และสภาวธรรม ที่ไมจริง คือส่ิงสมมติวาสัตว บุคคล เปนตน ทรงละสภาวธรรมที่ไมจริง ทรงนําสภาวธรรมที่จริงน้ัน มาเปนอารมณพิจารณาเห็นวาไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตาจนกิเลสกับท้ังวาสนาขาดจากสันดาน เปนสมุจเฉทปหาน พระกรุณาคุณ (หรือพระมหากรุณาคุณ) หมายถึง พระคุณที่เปนสวน พระกรุณาสงั่ สอนสรรพสัตวใหพน จากสรรพทุกข นอกจากน้ี พระเถราจารยของไทยยังนิยมกําหนดพระพุทธคุณโดยยอเปน ๒ ประการคือ (๑) อัตตหิตคุณ พระคุณท่ีเปนประโยชนเก้ือกูลสวนพระองค (๒) ปรหิตคุณ พระคุณท่ีเปน ประโยชนเ กอื้ กูลแกผ อู ื่น อัตตหิตคุณ หรือ อัตตหิตสมบัติ เทียบไดกับ พระปญญาคุณ สวนปรหิต สมบตั ิ กเ็ ทียบไดกับ พระกรณุ าคุณ มานะ ๙ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 111
1๑1๑๒2 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 มานะ แปลวา ความถือตัว หมายถึง ความสําคัญตนเปนอยางน้ันอยางน้ีโดยกําหนด เอาฐานะ ชาติ ตระกูล ทรัพยสมบัติ และวิชาความรูเปนหลัก มี ๙ ลักษณะ ซึ่งมีความหมาย ชัดเจนแลว โดยสมเด็จพระมหาสมณเจา ฯ ทรงจัดมานะขอ ๑ ขอ ๔ และขอ ๗ เขาในลักษณะ ของความทะนงตน ทําใหเปนคนหยิ่งผยอง ทําใหใจกระดาง แสดงออกมาทางกายและวาจา ทรงจดั มานะขอ ที่ ๒ ขอ ๕ และขอ ๘ เขาในลักษณะตีตนเสมอเขา และทรงจัดมานะขอ ๓ ขอ ๖ และขอ ๙ เขาในลักษณะถอ มตน และทรงวิจารณม านะขอที่ ๓ วา ไมน า จัดเปนมานะ แตขึ้นช่ือวา ความสาํ คัญตน จะสําคญั โดยประการใดก็ตาม ก็จัดวาเปน มานะแท โลกกุตตรธรรม แปลวา ธรรมอันเหนือโลก หมายถึง ธรรมอันมิใชวิสัยของโลก หรือ สภาวะท่ีพนจากโลก ไดแก ธรรมของพระอริยบุคคลผูปฏิบัติเพ่ือความหลุดพน ในพระพุทธศาสนา จําแนกออกเปน ๙ ประการ คือ มรรค ๔ หมายถึง ทางหรือขอปฏิบัติเพื่อเขาถึงความเปนอริยบุคคล หรือญาณท่ีทําให ละสังโยชนไดขาด ๔ ประการ คือโสดาปตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และ อรหัตตมรรค ผล ๔ หมายถึง วบิ าก หรือสภาวะที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสไดดวยมรรค ที่เปนผล เกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปดวยอํานาจมรรคนั้น ๆ มี ๔ ประการตามชื่อมรรค คือโสดาปตติผล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล และอรหัตตผล นิพพาน ๑ ในที่น้ีหมายถึง อนุปาทิเสสนิพพาน นิพพานธาตุไมมีอุปาทิเหลือ ไดแก ภาวะท่ีดับกิเลสไมมีเบญจขันธเหลือ คือส้ินกิเลสและชีวิต ดุจประทีปสิ้นเชื้อฉะน้ัน หรือเรียกวา ขนั ธปรินพิ พาน หมายถงึ ภาวะทสี่ น้ิ ชวี ิตของพระอรหนั ต 112
1๑1๑3๓ วชิ า ธรรมวิภาค วิปสสนาญาณ ๙ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 คําวา วิปสสนาญาณ แปลวา ญาณในวิปสสนา หมายถึงญาณที่นับเขาในวิปสสนา หรือที่จัดเปนวิปสสนา คืออาการของจิตท่ีเกิดปญญารูเห็นแจงหรือเขาใจสภาวะของส่ิงท้ังหลาย ตามเปน จริง จดั เปนขน้ั ๆ สูงขึ้นไปตามลําดบั ๙ ช้ัน ดังนี้ ๑. อุทยัพพยานุปสสนาญาณ ปรีชาคํานึงเห็นท้ังความเกิดทั้งความดับ หรือ อุทยัพพยญาณญาณตามเห็นความเกิดและความดับ หมายถึงภาวะจิตที่พิจารณาความเกิดขึ้น และความดบั ไปแหง สงั ขารหรอื เบญจขนั ธ จนเห็นชัดวาสงั ขารทั้งหลายเกดิ ขน้ึ แลวกต็ อ งดบั ไป ๒. ภังคานุปสสนาญาณ ปรชี าคํานึงเห็นความดับ หรือ ภังคญาณ ญาณอันตามเห็น ความเสื่อมสลาย หมายถึงปญญาอันปลอยวางความเกิดขึ้นเสีย ไมพิจารณาเหตุคือความเกิดขึ้น มาพจิ ารณาแตผลคือความแตกดับไปของสังขารอยา งเดยี ว ๓. ภยตูปฏฐานญาณ ปรีชาคํานึงเห็นสังขารปรากฏเปนของนากลัว หรือญาณ อันมองเห็นสังขารปรากฏเปนของนากลัว หมายถึง ปญญาของโยคาวจรบุคคลน้ันหย่ังรู ความแตกดับแหงสงั ขารอยา งแจมชดั จนสังขารเหลานั้นปรากฏเปน ภัยใหญนากลวั ๔. อาทีนวานุปสสนาญาณ ปรีชาคํานึงเห็นโทษ หรือ อาทีนวญาณ ญาณอันคํานึง เห็นโทษ หมายถึง ปญญาที่สืบเนื่องมาจากญาณท่ี ๓ จึงเห็นโทษในสังขารเหลาน้ันยิ่งนัก ไมมี ความอภิรมยย นิ ดีในสังขารเหลา นั้นเลย ๕. นิพพิทานุปสสนาญาณ ปรีชาคํานึงถึงดวยความหนาย หรือนิพพิทาญาณ ญาณอันคํานึงเห็นความหนาย หมายถึง ปญญาท่ีสืบเนื่องมาจากญาณที่ ๔ ซึ่งมีกําลังกลาจนเกิด 113
1๑1๑๔4 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท นิพพทิ า คอื ความเหนอ่ื ยหนายชงิ ชังในสงั ขารทัง้ สิน้ นน้ั ๖. มุญจิตุกัมยตาญาณ ปรีชาคํานึงดวยใครจะพนไปเสีย หรือญาณอันคํานึงดวยใคร จะพนไปเสีย หมายถึง ปญญาที่ทําใหสภาพจิตของโยคาวจรบุคคลไมพัวพันของอยูแมในสังขาร อันใดอนั หนง่ึ มคี วามคดิ อยากจะพนปลดเปลื้องออกจากสังขารเหลานน้ั ดวยความเหน่อื ยหนา ย ๗. ปฏิสังขานุปสสนาญาณ ปรีชาคํานึงพิจารณาหาทาง หรือปฏิสังขาญาณ ญาณ อันคํานึงพิจารณาหาทาง หมายถึง ปญญาท่ีสืบเนื่องมาจากญาณที่ ๖ ท่ีทําใหจิตคิดอยากจะพนออก จากสงั ขารเหลา น้ัน จึงยกสังขารเหลา น้นั ขน้ึ สูไตรลักษณเพอื่ มองหาอุบายทีจ่ ะปลดเปล้ืองออกไป ๘. สังขารุเปกขาญาณ ปรีชาคํานึงดวยความวางเฉยเสีย หรือญาณอันเปนไปโดย ความเปนกลางตอสังขาร คือเมื่อจิตพิจารณาสังขารตอไป ยอมเกิดความรูเห็นสภาวะของสังขารตาม ความเปนจริง จึงวางใจเปนกลางไดโดยไมยินดียินราย หลังจากนั้นก็มองเห็นนิพพานเปนสันติบท ญาณจึงแลนมงุ ไปยังนิพพาน เลกิ ละความเกย่ี วเกาะกบั สังขารเสียได ๙. สัจจานุโลมิกญาณ ปรีชาเปนไปโดยสมควรแกการกําหนดรูอริยสัจหรือ อนุโลมญาณ ญาณอันเปนไปโดยอนุโลมแกการหยั่งรูอริยสัจ หมายถึง เมื่อโยคาวจรบุคคลมีภาวะจิตที่เปนกลาง ตอสังขารท้ังหลายและญาณแลนมุงตรงไปสูนิพพานแลว ญาณอันคลอยตอการตรัสรูอริยสัจยอม เกิดขึ้นในลําดับถัดไป และจะเกิด โคตรภูญาณ ญาณครองโคตร คือปญญาท่ีอยูในลําดับจะถึง อริยมรรคหรืออยูในขั้นหัวตอจะขามพนภาวะปุถุชนข้ึนสูภาวะอริยบุคคลมาค่ัน แลวเกิดมรรคญาณ ใหส ําเร็จความเปน พระอรยิ บคุ คลตอไป ภควโต สาวกสงฺโฆ สงั ฆคณุ ๙ ๑. สุปฏปิ นฺโน ๒. อชุ ุปฏปิ นฺโน พระสงฆส าวกของพระผมู พี ระภาคเจา ๓. ญายปฏปิ นโฺ น เปน ผปู ฏบิ ตั ิดีแลว ๔. สามจี ิปฏปิ นฺโน เปน ผูปฏิบตั ิตรงแลว เปนผปู ฏบิ ตั เิ ปนธรรม ยทิทํ เปน ผปู ฏิบตั สิ มควร นีค้ ือใคร จตตฺ าริ ปุริสยคุ านิ คือคแู หงบรุ ุษ ๔ บุรษุ บุคคล ๘ อฏฐ ปรุ ิสปุคฺคลา นคี่ อื พระสงฆสาวกของพระผมู พี ระภาคเจา เปน ผูค วรของคาํ นบั เอส ภควโต สาวกสงโฺ ฆ เปน ผคู วรของตอ นรบั ๕. อาหเุ นยโฺ ย เปนผคู วรของทําบุญ ๖. ปาหเุ นยฺโย เปน ผคู วรทาํ อญั ชลี (ประณมมือไหว) ๗. ทกขฺ ิเณยฺโย ๘. อฺชลกิ รณีโย เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 114
1๑1๑5๕ วชิ า ธรรมวิภาค ๙. อนุตตฺ รํ ปฺุญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เปนนาบุญของโลก ไมม นี าบญุ อ่ืนย่งิ กวา สังฆคุณ แปลวา คุณของพระสงฆ ในท่ีนี้หมายเอาพระอริยสงฆ คือผูซ่ึงบรรลุ โลกุตตรธรรมตง้ั แตโสดาปตตผิ ลเปนตน ไป พระอรยิ สงฆม คี ุณความดีท่ที านจําแนกไว ๙ ประการ คอื ๑. สุปฏิปนฺโน เปนผูปฏิบัติดีแลว หมายถึง พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาน้ัน เปนผูปฏิบัติสมควรแกพระนิพพาน ปฏิบัติธรรมสมควรแกธรรม กลาวโดยสรุป ไดแกการเปน ผูปฏบิ ตั ิตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา คอื ทางสายกลางท่ีไมต ึงนัก ไมย อ หยอนนกั ๒. อุชปุ ฏิปนโฺ น เปนผปู ฏบิ ัติตรงแลว หมายถึง พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา นั้นเปนผูปฏิบัติจริงๆ ไมปฏิบัติลวงโลก ไมมีมายาสาไถย คือ ประพฤติปฏิบัติตรงตามหลัก พระธรรมวนิ ัย ๓. ญายปฏปิ นฺโน เปน ผปู ฏิบตั ิธรรม หมายถึง พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจานั้น เปนผูปฏิบัติมุงธรรมเปนใหญ ปฏิบัติถูกทาง ปฏิบัติโดยถือความถูกตองชอบธรรมเปนประมาณ อีกนัยหน่ึง เปนผูปฏิบัติในทางอันจะใหเกิดความรู ปฏิบัติเพื่อธรรมที่ควรรูหรือเปนผูปฏิบัติเพื่อ ออกไปจากวฏั ฏทุกข ๔. สามีจิปฏปิ นฺโน เปน ผูปฏบิ ัตสิ มควร หมายถึง พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา นั้นเปนผูปฏิบัตินานับถือ สมควรไดรับสามีจิกรรม (การตอนรับเคารพนับถือเปนตน) จากเหลาคน ทุกจําพวก ๕. อาหุเนยโฺ ย เปนผคู วรของคํานบั หมายถึง พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจา นั้น เปนผูควรรับวัตถุที่เขานํามาบูชาที่เรียกวา อาหุนะ (เคร่ืองสักการบูชา) ซึ่งเปนของที่เขาต้ังใจ นาํ มาถวายทานผูมีศีลดว ยความเชอื่ ม่ันวา มอี านิสงสม าก ๖. ปาหุเนยฺโย เปนผูควรของตอนรับ หมายถงึ พระสงฆ์สาวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ นนั เป็นผคู้ วรรบั ของตอ้ นรบั ทเี รยี กวา่ ปาหนุ ะ (ของตอ้ นรบั แขก) ทเี ขาจดั ไวอ้ ยา่ งดเี พือประโยชน์ แกพ่ วกญาตแิ ละมติ รผเู้ ป็นทรี กั ทชี อบใจซงึ จะมาจากทศิ ตา่ งๆ ๗. ทกฺขิเณยฺโย เปน ผูค วรของทําบุญ หมายถงึ พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ นันเป็นผู้ควรรบั ของทําบุญทเี รยี กว่า ทกั ขณิ า (หรอื ทกั ษิณา หมายถงึ ไทยธรรม) มอี าหาร และ เครอื งนุ่งหม่ เป็นตน้ ทเี ขาจะพงึ บรจิ าคในพระศาสนาโดยฐานเป็นการบญุ กศุ ล ๘. อชฺ ลิกรณีโย เปนผคู วรทาํ อญั ชลี (ประณมมอื ไหว)้ หมายถงึ พระสงฆส์ าวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้านัน เมือผู้ใดผู้หนึงนําเครืองสักการะไปถวายถึงสํานัก ก็สามารถทํา ความเลอื มใสใหเ้ กดิ ไดโ้ ดยทผี นู้ นั ไมต่ อ้ งมาเสยี ใจในภายหลงั วา่ ไมส่ มควรคาํ นบั กราบไหว้ ๙. อนุตฺตรํ ปฺุ กฺเขตฺตํ โลกสฺส เปนนาบุญของโลก ไมมีนาบุญอื่นย่ิงกวา หมายถงึ พระสงฆส์ าวกของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ นนั เป็นผบู้ รสิ ทุ ธเิ พราะการปฏบิ ตั ดิ ี ทกั ษณิ าทาน ทบี รจิ าคแด่พระสงฆ์จงึ มผี ลานิสงฆม์ าก เปรยี บเหมอื นทนี าซงึ มดี นิ ดพี ชื ทหี ว่านหรอื ปลูกลงไป เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 115
1๑1๑๖6 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ย่อมเผลด็ ผลไพบูลย์ ดงั นัน พระสงฆ์จงึ เป็นนาบุญคอื ทบี ําเพญ็ บุญอย่างดเี ยยี มของประชาชน ชาวโลก ไมม่ นี าบุญอนื ยงิ กวา่ ในสงั ฆคณุ ทงั ๙ บทนี ๔ บทแรก จดั เป็นอตั ตหติ คณุ ๕ บทหลงั จดั เป็นปรหติ คณุ สตั ตาวาส ๙ ภพเปน ทอี่ ยแู หงสัตว เรยี กวา สตั ตาวาส แจกเปน ๙ คอื ๑. สัตวเหลาหน่ึง มีกายตางกัน มีสัญญาตางกัน เชน พวกมนุษย พวกเทวดา บางหมู พวกวินปิ าติกะ (เปรต) บางหมู ๒. สัตวเหลาหน่ึง มีกายตางกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน เชน พวกเทพผูอยูใน จาํ พวกพรหมผูเ กิดในภมู ิปฐมฌาน ๓. สตั วเหลาหนง่ึ มกี ายอยา งเดียวกัน มสี ัญญาตาง เชน พวกเทพอาภัสสระ ๔. สัตวเหลาหน่ึง มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน เชน พวกเทพ สภุ กณิ หะ ๕. สัตวเ หลา หน่งึ ไมม ีสัญญา ไมเ สวยเวทนา เชน พวกเทพผเู ปนอสัญญสี ัตว ๖. สตั วเหลาหนง่ึ ผูเ ขาถงึ ช้ันอากาสานญั จายตนะ ๗. สตั วเ หลาหน่ึง ผเู ขา ถงึ ชน้ั วิญญาณญั จายตนะ ๘. สตั วเ หลา หนึ่ง ผเู ขา ถึงชัน้ อากิญจัญญายตนะ ๙. สัตวเ หลาหน่ึง ผเู ขาถงึ ชน้ั เนวสญั ญานาสัญญายตนะ สตั ตาวาส แปลว่า ภพเป็นทอี ย่แู หง่ สตั ว์ หรอื ภูมสิ ถานทอี ยขู่ องสตั วท์ งั หลาย หมายถงึ การจําแนกประเภทของสตั ว์ทงั หลายตามภูมสิ ถานทอี ยู่ออกเป็น ๙ ประเภท โดยประเภทที ๑ - ๔ และประเภทที ๖ - ๘ ตรงกบั วิญญาณฐิติ ๗ ส่วนประเภทที ๕ และประเภทที ๙ มี ความหมายดงั นี ๕. สัตวเหลาหนึ่ง ไมมีสัญญา ไมเสวยเวทนา เช่น พวกเทพผูเปนอสัญญีสัตว หมายถงึ พวกเทพทเี กดิ อยใู่ นรปู พรหม (พรหมโลก) ชนั ที ๑๑ (รปู พรหมมี ๑๖ ชนั ) ซงึ เป็น ๑ ใน ชนั จตุตถฌานภมู ิ ๒ ชนั (เวหปั ผลา กบั อสญั ญสี ตั ว)์ จดั เป็นพวกพรหมผมู้ แี ต่รปู ขนั ธอ์ ย่างเดยี ว เรยี กว่า เอกโวการภพ ภพทปี ระกอบด้วยขนั ธ์เดยี ว คอื รูปขนั ธ์ ไม่มนี ามขนั ธ์ (๔ คือเวทนา สญั ญา สงั ขาร และวญิ ญาณ) จงึ ไม่มสี ญั ญา ไม่เสวยเวทนา หรอื ไม่มผี สั สะ มอี ตั ภาพเพยี งรูป เทา่ นนั หรอื เรยี กวา่ พรหมลกู ฟก ๙. สัตวเหลาหนึ่ง ผูเขาถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ หมายถึง พวกเทพใน อรปู พรหมชนั ที ๔ อนั เป็นชนั สงู สดุ ของไตรภพ (กามภพ รปู ภพ และอรปู ภพ) ซงึ เป็นพวกเทพที มสี ญั ญากม็ ใิ ช่ เพราะไมม่ สี ญั ญาทหี ยาบ ทวี า่ ไมม่ สี ญั ญากม็ ใิ ช่ เพราะยงั มสี ญั ญาทลี ะเอยี ดอยู่ 116
11๑๑7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค ทสกะ หมวด ๑๐ อนั ตคาหกิ ทิฏฐิ ๑๐ ความเห็นอันถือเอาที่สุด คือแลนเขาไปถึงท่ีสุด ในอยางหน่ึง ๆ เรียก อันตคาหิกทฏิ ฐิ แจกออกไปเปน ๑๐ คอื ๑. โลกเทีย่ ง ๒. โลกไมเทีย่ ง ๓. โลกมที ี่สุด ๔. โลกไมมที ่ีสุด ๕. ชีพก็อนั นน้ั สรีระกอ็ ันน้ัน ๖. ชพี เปน อื่น สรีระก็เปน อ่ืน ๗. สัตวเ บ้อื งหนาแตตายแลว ยอ มเปนอีก (เกิดอีก) ๘. สัตวเ บอื้ งหนาแตต ายแลว ยอ มไมเ ปน อีก ๙. สัตวเ บ้ืองหนา แตต ายแลว ยอมเปน อีกกม็ ี ยอมไมเ ปน อีกกม็ ี ๑๐. สัตวเ บ้ืองหนา แตตายแลว ยอ มเปน อกี หามิได ยอ มไมเปนอีกก็หามไิ ด อันตคาหิกทิฏฐิ แปลวา ความเห็นอันถือเอาที่สุด หมายถึง ความเห็นผิดเก่ียวกับโลก และชีวติ ทแ่ี ลน ไปสดุ โตง โดยไมสนใจเหตผุ ลหรอื ปจจัยอ่ืน ๆ ทเี่ กี่ยวของ มี ๑๐ อยาง คอื ๑. โลกเทย่ี ง หมายถึง การมคี วามเห็นเปนประเดน็ เดียววาโลกเท่ียง คือเห็นวาในโลก น้ี ไมมีอะไรสูญ แมคนและสัตวตายแลว รางกายเทาน้ันทรุดโทรมไป สวนมนัสท่ีเรียกวาอาตมัน บาง อัตตาบาง ชีโวบาง หาไดสญู ไม ยอ มถือปฏสิ นธิในกาํ เนิดอื่น จัดเปนสสั สตทฏิ ฐิ ๒. โลกไมเ ทีย่ ง หมายถงึ การมีความเห็นเปนประเด็นเดียววาโลกไมเท่ียง คือปฏิเสธ ภาวะในขอที่ ๑ โดยเห็นวาคนและสัตวจุติจากอัตภาพนั้นแลวก็เปนวาขาดสูญ ไมมีการถือ ปฏิสนธิในกาํ เนดิ อน่ื อกี จัดเปนอุจเฉททิฏฐิ ๓. โลกมีทส่ี ดุ หมายถึง การมีความเห็นเปนประเด็นเดียววาโลกมีที่สุด คือเห็นวาคน หรือสัตวที่สรางความดีไวในโลกน้ี ทายท่ีสุดก็จะไปบังเกิดในกายทิพยที่ยั่งยืน ไมแปรผันไป บังเกิดเปนอยา งอื่นอีก หรือเห็นวาคนหรือสัตวตายแลว ก็เปนอนั ส้นิ สดุ ลง ๔. โลกไมม ีที่สุด หมายถึง การมีความเหน็ เปนประเด็นเดียววาโลกไมมีที่สุด คือ เห็น แยงตรงกนั ขา มกบั ขอที่ ๓ วา คนหรอื สตั วย อ มมกี ารเวียนเกดิ เวยี นตายอยางไมม ีที่สุด ๕. ชพี กอ็ ันนนั้ สรรี ะกอ็ นั นนั้ หมายถงึ การมีความเห็นเปนประเด็นเดียววา ชีพหรือ วิญญาณ กบั สรีระ หรอื รา งกายเปนอยางเดยี วกนั โดยมีการเกดิ และดบั พรอ มๆ กนั เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 117
1๑1๑๘8 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๖. ชพี เปนอืน่ สรรี ะกเ็ ปนอนื่ หมายถึง การมีความเห็นเปนประเด็นเดียววา ชีพหรือ วิญญาณกับสรีระ หรือรางกายเปนส่ิงที่แยกกัน โดยไมมีการเกิดและดับพรอมๆ กัน เวลาตาย ชีพนกี้ ็จะออกจากสรีระไปถือปฏสิ นธใิ หม สวนสรีระก็เสอ่ื มสลายไป ๗. สัตวเบ้ืองหนาแตตายแลว ยอมเปนอีก (เกิดอีก) หมายถึง การมีความเห็นเปน ประเด็นเดียววา สตั วท กุ ประเภท ภายหลังจากตายแลว ยอมกลับมาเกิดอีกแนนอน ๘. สัตวเบ้ืองหนาแตตายแลว ยอมไมเปนอีก หมายถึง การมีความเห็นประเด็น เดียววา คนหรอื สตั วหลังจากตายแลวยอ มไมเกิดอีก คลา ยกับความเหน็ วาขาดสูญ (อุจเฉทฏิ ฐ)ิ ๙. สัตวเบ้ืองหนาแตตายแลว ยอมเปนอีกก็มี ยอมไมเปนอีกก็มี หมายถึง การมี ความเห็นเปนประเด็นเดียววาสัตวหลังจากตายแลวยอมเกิดอีก ก็มิใช ไมเกิดอีก ก็มิใช คือ มคี วามเหน็ ทไี่ มอาจชี้ชดั ลงไปใหแนนอน จงึ กลา ววาสตั วโลกบางพวกอาจจะเกดิ อกี กไ็ ด บางพวก อาจจะไมเกดิ อีกก็ได ๑๐. สัตวเบ้ืองหนาแตตายแลว ยอมเปนอีกหามิได ยอมไมเปนอีกก็หามิได หมายถึง การมีความเห็นเปนประเด็นเดียววาสัตวหลังจากตายยอมเกิดอีก ก็มิใช ไมเกิดอีก กม็ ิใช เปน ความเห็นท่ีปฏิเสธทั้งหมด ปฏิเสธท้ังภาวะที่เที่ยง ทั้งภาวะที่ขาดสูญ เปนความเห็นที่ เลื่อนลอยของลทั ธลิ น่ื ไหลเหมอื นปลาไหล (อมราวิกเขปวาท) อันตคาหิกทิฏฐิทั้ง ๑๐ อยางนี้ วาตามหลักพระพุทธศาสนา แมไมจัดเปนความชั่วราย นักไมถึงกับหามสวรรคเปนแตหามอริยมรรค คือทําใหผูมีทิฏฐิประเภทนี้หมดโอกาสท่ีจะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ทสพลญาณ ๑๐ พระญาณเปน พระกําลงั ของพระตถาคตเจา ๑๐ เรยี ก ทสพลญาณ มวี ภิ าคดังน้ี ๑. ฐานาฐานญาณ ปรีชากําหนดรูฐานะและอฐานะ ๒. วปิ ากญาณ ปรีชากําหนดรูผลแหง กรรม ๓. สพั พตั ถคามินีปฏิปทาญาณ ปรชี ากาํ หนดรูทางไปสูภ มู ทิ ั้งปวง ๔. นานาธาตุญาณ ปรชี ากาํ หนดรูธาตตุ า งๆ ๕. นานาธิมตุ ตกญาณ ปรีชากําหนดรูอธิมุตติคืออัธยาศัยของสัตว ทัง้ หลายอนั เปนตางๆ กนั ๖. อนิ ทริยปโรปริยัตตญาณ ปรีชากําหนดรูความหยอนและย่ิงแหงอินทรีย ของสัตวท้งั หลาย ๗. ฌานาทิสังกิเลสาทญิ าณ ปรชี ากาํ หนดรูอ าการมคี วามเศรา หมองเปนตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 118
1๑1๑9๙ วชิ า ธรรมวิภาค แหง ธรรม มฌี านเปน ตน ๘. ปพุ เพนิวาสานุสสติญาณ ปรชี ากาํ หนดระลกึ ชาติหนหลังได ๙. จตุ ูปปาตญาณ ปรีชากําหนดรูจุติและอุบัติของสัตวทั้งหลาย ผเู ปน ตา งๆ กันโดยกรรม ๑๐. อาสวักขยญาณ ปรีชารจู ักทําอาสวะใหสิ้น ทสพลญาณ (หรือทศพลญาณ) แปลวา พระญาณอันเปนพระกําลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ หมายถึง พระญาณท่ีทําใหพระองคสามารถบันลือสีหนาทประกาศพระศาสนาได องอาจมั่นคง มีอธบิ ายดังน้ี ๑. ฐานาฐานญาณ ปรีชากําหนดรูฐานะและอฐานะ หมายถึง พระญาณที่หยั่งรูฐานะ คือเหตุท่คี วรเปนได (เชน สงิ่ ใดมีความเกิดข้ึน ส่ิงน้ันมีความดับเปนธรรมดา เปนตน) และอฐานะ คือมิใชเหตุที่ควรเปนได (เชน สิ่งใดมีความเกิดขึ้น ส่ิงนั้นจักไมดับเลย เปนตน) เปนพระญาณท่ี ทาํ ใหพระองคสามารถรคู วามสมั พันธร ะหวา งเหตกุ ับผล ๒. วิปากญาณ ปรีชากําหนดรูผลแหงกรรม (หรือกัมมวิปากญาณ) หมายถึง พระญาณท่ีหยั่งรูผลกรรมของสตั วท ง้ั หลายผทู าํ กรรมท้ังท่ีเปนกุศลหรือเปนอกศุ ล ๓. สัพพัตถคามนิ ีปฏิปทาญาณ ปรีชากําหนดรูทางไปสูภูมิทั้งปวง หมายถึง พระญาณ ที่หย่ังรูกรรมหรือขอปฏิบัติที่จะนําไปสูคติท้ังปวง คือสุคติ ทุคติ หรือพนจากคติ หรือปรีชาหยั่งรู ขอปฏิบัติที่จะนําไปสูประโยชนทั้งปวง คือประโยชนในปจจุบัน ประโยชนในภายหนา และ ประโยชนสงู สดุ คอื พระนพิ พาน ๔. นานาธาตุญาณ ปรีชากําหนดธาตุตาง ๆ หมายถึง พระญาณที่หย่ังรูสภาวะของโลก อันประกอบดวยธาตุตาง ๆ เปนอเนก โดยทรงรูจักแยกสมมติออกเปนขันธ อายตนะ และธาตุ ตาง ๆ รูจักแยกสวนประกอบของชีวิต สภาวะของสวนประกอบเหลาน้ัน พรอมท้ังลักษณะ และ หนาทข่ี องมนั แตละอยา ง ๕. นานาธิมุตตกญาณ ปรีชากําหนดรูอธิมุตติ คืออัธยาศัยของสัตวท้ังหลายอันเปน ตาง ๆ กัน หมายถึง พระญาณหยั่งรูอธิมุตติคืออัธยาศัย ความโนมเอียง แนวความคิด แนว ความสนใจ เปนตน ของสตั วท ้ังหลายทเ่ี ปน ไปตางกนั ๖. อินทริยปโรปริยัตตญาณ ปรีชากําหนดรูความหยอนและย่ิงแหงอินทรียของสัตว ท้งั หลาย หมายถึง พระญาณหยั่งรูความความย่ิงและหยอนแหงอินทรียของสัตวทั้งหลาย โดยทรงรู วาสตั วน ัน้ ๆ มศี รัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปญ ญาแคไ หน มีความพรอ มท่จี ะตรสั รบู รรลุธรรมหรอื ไม ๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชากําหนดรูอาการมีความเศราหมองเปนตนแหงธรรม เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 119
1๑๒2๐0 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 มีฌานเปนตน หมายถึง พระญาณหยั่งรูความเศราหมอง ความผองแผว การออกจากฌาน วโิ มกข สมาธิ และสมาบัตทิ ั้งหลายวาเกดิ มขี ึ้นไดเพราะเหตนุ น้ั ๆ ๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปรีชากําหนดระลึกชาติหนหลังได หมายถึง พระญาณ หยง่ั รูอ ันทําใหระลกึ ภพที่เคยอยูในหนหลงั ได ๙. จุตูปปาตญาณ ปรีชากําหนดรูจุติและอุบัติของสัตวทั้งหลายผูเปนตาง ๆ กัน โดยกรรม หมายถึงพระญาณหยง่ั รูจตุ ิและอุบตั ขิ องสัตวทั้งหลายที่เปน ไปตามกรรม ๑๐. อาสวกั ขยญาณ ปรีชารูจักทาํ อาสวะใหส ิ้น หมายถึง พระญาณท่ีหยั่งรูความสิ้นไป แหง อาสวะทัง้ หลาย บารมี แปลวา สิ่งท่ีทําอยางยิ่ง หมายถึง ปฏิปทาอันยวดยิ่ง หรือการบําเพ็ญคุณธรรม ที่ประพฤติปฏิบัติอยางยิ่งยวด คือความดีที่บําเพ็ญอยางพิเศษ เพ่ือบรรลุซ่ึงจุดหมายอันสูงสุด เชน ความเปนพระพุทธเจา เปนตน ดังนั้น การบําเพ็ญคุณความดีที่จะถึงขั้นเปนบารมีไดน้ัน ผบู ําเพญ็ ตองทาํ อยา งยิ่งยวดดวยเจตนาที่มุงมั่น ทานจัดไว ๑๐ ประการ เรียกวา ทศบารมี หรือ บารมี ๑๐ ทศั ดังน้ี ๑. ทาน หมายถึง การให การเสียสละบริจาคตั้งแตทรัพยพัสดุส่ิงของภายนอกเปนทาน เพ่อื เกอ้ื กูลผอู น่ื การสละอวยั วะแหง รางกายตนเปน ทานเพื่อเปลื้องทุกขของผูอ่ืน 120
1๑2๒1๑ วชิ า ธรรมวิภาค ๒. ศีล หมายถึง การรักษากายวาจาใหอยูในหลักความประพฤติท่ีเปนแบบแผนแหง ภาวะของตน ความประพฤติดงี าม ความถกู ตองตามระเบียบวินัย ไมย อมลวงละเมิดศลี ที่ตนรักษา ๓. เนกขัมมะ หมายถึง ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม คือมีความต้ังใจแนวแนในการทํา ตนใหปลอดพนจากอารมณท่ีกอใหเกิดความกําหนัดยินดีในกามคุณ ซ่ึงวิธีท่ีจะทําตนใหปลอดพน จากอารมณดงั กลา วไดด ที ่ีสุด กค็ อื การออกบวชบําเพญ็ สมณธรรม ๔. ปญญา หมายถึง ปญญาความรอบรู ความหยั่งรูเหตุผล ความเขาใจสภาวะของส่ิง ท้งั หลายตามความเปน จรงิ และรจู ักแกไขปฏิบัตกิ ารตาง ๆ กลาวอยางสูงสุด คือการพิจารณาเห็นโทษ ในนามรูปแลว หาทางปฏิบัติท่จี ะสามารถทําตนใหหลุดพน จากวัฏฏทุกขได ๕. วิริยะ หมายถึง ความเพียรอยางย่ิงยวด คือมีความแกลวกลา ไมเกรงกลัวอุปสรรค มีความบากบ่นั อตุ สาหะกา วหนาเร่ือยไป เพยี รพยายามในกุศลธรรมอยูเรื่อยไปอยา งสมํา่ เสมอ ๖. ขันติ หมายถึง ความอดทนอยางยิ่งยวด คือมีความทนทานของจิตใจ สามารถใช สติปญญาควบคุมตนใหอยูในอํานาจเหตุผล และแนวทางความประพฤติที่ต้ังไวเพื่อจุดหมายอันชอบ ไมลอุ าํ นาจแหงกเิ ลสทฟ่ี ุงหรือจรเขา มาชักนาํ ใจใหอยากประพฤติทุจรติ แมเพราะเหตุแหงชีวติ ๗. สจั จะ หมายถึง ความมสี ัตย ยดึ ถอื สจั จะอยางย่ิงยวด คอื พดู จรงิ ทําจรงิ และ จริงใจ ๘. อธิษฐาน หมายถึง ความตั้งใจมั่นอยางย่ิงยวด คือมีความมุงมั่นตอการบําเพ็ญบารมี อ่ืน ๆ อยางแนวแนและเด็ดเด่ียว โดยวางจุดหมายแหงการกระทําของตนไวแนนอน และดําเนิน ตามนน้ั อยางแนว แน ๙. เมตตา หมายถึง ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลใหผูอ่ืนและเพื่อนรวมโลกทั้งปวง มีความสขุ ความเจรญิ อยา งย่ิงยวดเสมอหนากนั โดยปราศจากอคติ ๑๐. อุเบกขา หมายถึง ความวางใจเปนกลางอยางย่ิงยวด คือความวางใจสงบราบเรียบ สม่าํ เสมอเท่ียงธรรมและดํารงอยูในธรรม ไมเอยี งเอนเหมือหว่ันไหวไปดว ยความยนิ ดี ยนิ ราย ในการบําเพ็ญบารมี ๑๐ ประการนใี้ หบ รบิ ูรณ ตอ งบาํ เพญ็ ใหค รบ ๓ ข้ัน คอื ๑. ขั้นบารมี หมายถึง การบําเพ็ญคุณความดีระดับตน หรือระดับสามัญท่ัวไป เชน เม่อื บาํ เพญ็ ทาน ก็ใหจ าํ กัดอยแู ตท รัพยส นิ เงนิ ทอง เชนน้ีเรียกวา ทานบารมี ๒. ขั้นอุปบารมี หมายถึง การบําเพ็ญคุณความดีระดับกลาง หรือระดับรองจวนจะ สงู สุด เชน เม่อื บําเพ็ญทาน กส็ ามารถสละอวัยวะของตนใหได เชนนี้เรียกวา ทานอปุ บารมี ๓. ขั้นปรมัตถบารมี หมายถึง การบําเพ็ญคุณความดีระดับสูงสุด เชน เมื่อบําเพ็ญ ทาน กส็ ามารถสละชวี ิตของตนใหไ ด เชน นี้เรียกวา ทานปรมตั ถบารมี เมือ่ บําเพญ็ บารมี ๑๐ ครบบริบรู ณทั้ง ๓ ขั้นดังกลาวมานี้ ก็จะไดบารมี ๓๐ ประการ ซ่ึง เรียกวา สมตงิ สปารมี แปลวา บารมี ๓๐ ทัศ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 121
1๑2๒๒2 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ตัวอยางการบําเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ โดยพิเศษคือถึงข้ันอุปบารมีและปรมัตถบารมี ของพระโพธิสัตวกอนที่จะตรัสรูเปนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ไดรับการประมวลไวใน พระบาลีสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย ชาดก(พระไตรปฎกเลมท่ี ๒๘) ซึ่งจัดเรียงตามที่ถือวาได บําเพ็ญในทศชาติ คือพระชาติที่ทรงบําเพ็ญพระบารมี ๑๐ ชาติสุดทายกอนที่จะตรัสรูเปน พระพุทธเจา ซ่ึงเรียกวา มหาชาติ ดังน้ี ๑. พระเตมีย เนกขมั มะ (๓) ๒. พระมหาชนก วริ ยิ ะ (๕) ๓. พระสุวรรณสาม เมตตา (๙) ๔. พระเนมริ าช อธิษฐาน (๘) ๕. พระมโหสถ ปญญา (๔) ๖. พระภรู ิทัตต ศีล (๒) ๗. พระจนั ทกุมาร ขนั ติ (๖) ๘. พระมหานารทะ อเุ บกขา (๑๐) ๙. พระวิธรุ ะ สัจจะ (๗) ๑๐. พระเวสสันดร ทาน (๑) ๑. มิจฉาทฏิ ฐิ เห็นผดิ ๒. มจิ ฉาสังกปั ปะ ดาํ รผิ ิด ๓. มิจฉาวาจา วาจาผิด ๔. มิจฉากัมมันตะ การงานผดิ ๕. มิจฉาอาชีวะ เล้ยี งชีพผิด ๖. มจิ ฉาวายามะ พยายามผิด ๗. มจิ ฉาสติ ระลึกผดิ ๘. มจิ ฉาสมาธิ ตัง้ จติ ม่ันผิด ๙. มิจฉาญาณะ รผู ดิ ๑๐. มจิ ฉาวมิ ุตติ พนผิด เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 122
1๑2๒3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค มิจฉัตตะ แปลวา ภาวะท่ีผิด หมายถึง ความเปนส่ิงที่ผิดตรงกันขามกับพระสัทธรรม คาํ สอนอนั ประเสรฐิ ของพระพุทธเจา มี ๑๐ อยาง ดงั น้ี ๑. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด หมายถึง ความเห็นผิดจากคลองธรรมตามหลักกุศลกรรมบถ และความเห็นทไี่ มนาํ ไปสูค วามพน ทกุ ข เชน เห็นวาทําดไี มไดด ี ทาํ ชัว่ ไมไ ดช ั่ว เปน ตน ๒. มจิ ฉาสังกัปปะ ดาํ รผิ ิด หมายถึง ความดํารทิ ี่แสไปในทางท่ีผิด คือความดําริท่ีเปน อกศุ ลวิตก โดยเกิดความคิดในทางวัตถุกาม ความพยาบาทปองรายผูอื่น และเกิดความคดิ ในทาง เบยี ดเบยี นผอู ่ืน ๓. มิจฉาวาจา วาจาผิด หมายถึง การประพฤติวจีทุจริต ๔ เปนอาจิณ คือพูดเท็จ พูด สอเสียด พูดคําหยาบ และพูดเพอเจอ ๔. มิจฉากัมมันตะ การงานผิด หรือกระทําผิด หมายถึง การประพฤติกายทุจริต ๓ เปน อาจิณ คือฆา สัตว ลกั ทรพั ย และประพฤตผิ ิดในกาม ๕. มิจฉาอาชีวะ เล้ียงชีพผิด หมายถึง การประกอบอาชีพในทางที่ผิด เชน การหลอกลวง การปลอมแปลงสินคา ตา งๆ ตลอดจนขายสินคาท่ีไมควรขาย เชน ขายอาวุธ ขาย ส่งิ เสพติดใหโ ทษ เปนตน ๖. มิจฉาวายามะ พยายามผิด หมายถึง ความพยายามกระทําในลักษณะที่เพิ่มพูน บาปท่ียงั ไมเ กิดใหเ กดิ ข้ึน หรอื เพียรพยายามใหบ าปที่เกิดขึ้นแลวเจริญมากข้ึน ไมเพียรพยายาม ระวังบาปทยี่ ังไมเกดิ ใหเ กิดขนึ้ หรือไมเพยี รละบาปท่เี กดิ ขึน้ แลว ใหเ ส่อื มไป ๗. มิจฉาสติ ระลึกผิด หมายถึง ความระลึกถึงการอันจะย่ัวใหเกิดราคะ โทสะ โมหะ หรือระลึกถึงเร่ืองราวท่ีลวงแลว เชน ระลึกถึงการไดทรัพย การไดยศ เปนตน ในทางอกุศล อัน จดั เปนสตเิ ทยี ม เปนเหตุชักนาํ ใจใหเ กดิ กเิ ลสตา ง ๆ ตามมาอยางมริ ูจบ ๘. มจิ ฉาสมาธิ ตั้งจิตม่ันผิด หมายถงึ ความตั้งจิตเพงเล็ง เจริญสมาธิภาวนาสะกดใจ ในทางหาลาภ ในทางใหรา ยผอู ่นื จดจอ ปกใจแนว แนใ นกามราคะ พยาบาท วิหิงสาเปนตน ๙. มิจฉาญาณะ รูผิด หมายถึง ความหลงผิดท่ีแสดงออกในการคิดอุบายทําความช่ัว และในการพจิ ารณาทบทวนวา ความชั่วนัน้ ๆ ตนกระทําไดอ ยา งดแี ลว เปนตน ๑๐. มิจฉาวิมุตติ พนผิด หมายถึง ภาวะจิตที่ยังไมถึงวิมุตติ สําคัญวาถึงวิมุตติ หรือ สําคัญผิดในสงิ่ ทีม่ ิใชวมิ ุตติวา เปนวิมุตติ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 123
1๑2๒๔4 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. สัมมาทฏิ ฐิ เหน็ ชอบ ๒. สมั มาสงั กัปปะ ดาํ รชิ อบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สมั มากัมมันตะ การงานชอบ ๕. สมั มาอาชีวะ เล้ียงชีพชอบ ๖. สมั มาวายามะ พยายามชอบ ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ ๘. สมั มาสมาธิ ต้ังจิตม่ันชอบ ๙. สมั มาญาณะ รชู อบ ๑๐. สมั มาวิมุตติ พนชอบ สัมมัตตะ แปลวา ภาวะท่ถี กู หมายถึง ความเห็นท่ีถูกตองตรงตามหลักพุทธธรรม หรือ เรียกวา อเสขธรรม คือธรรมของพระอเสขะ (พระอรหันต) มี ๑๐ ประการ ซึ่งมีความหมาย ตรงกันขาม (เปนปฏิปกขนัย) กับมิจฉัตตะ ๑๐ ดังกลาว และ ๘ ประการแรกก็ตรงกับอริยมรรค มีองค ๘ (ซึ่งไดศกึ ษามาแลว ในวิชาธรรม นกั ธรรมชั้นตร)ี สัมมาญาณะ รูชอบ ไดแก ผลญาณและปจจเวกขณญาณ สัมมาวิมุตติ พนชอบ ไดแ ก อรหัตตผลวิมตุ ติ โดยทงั้ สองนี้เปน ผลท่ตี อเน่ืองมาจากความสมบูรณของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปญญา เมื่อสัมมาญาณะคือความรูชอบเกิดขึ้น ก็ทําใหจิตของผูรูหลุดพนจากอํานาจกิเลส เปนสัมมาวมิ ตุ ิ คือความหลุดพน ในทางทช่ี อบ ทํานองเดียวกับอรยิ มรรคและอริยผลน่ันเอง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 124
1๑2๒5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นเปนเหตุถอื ตัวถอื ตน ๒. วิจกิ ิจฉา ความลังเลเปนเหตไุ มแ นใ จ ๓. สีลพั พตปรามาส ความเช่อื ถือศักดส์ิ ทิ ธ์ิดวยอาํ นาจศลี พรต ๔. กามราคะ ความกาํ หนัดดวยอํานาจกเิ ลสกาม ๕. ปฏฆิ ะ ความกระทบกระท่งั แหง จติ ๖. รปู ราคะ ความติดใจอยใู นรปู ธรรม ๗. อรูปราคะ ความติดใจอยใู นอรปู ธรรม ๘. มานะ ความสําคัญตัววาเปนนัน่ เปน น่ี ๙. อุทธจั จะ ความคดิ พลา น ๑๐. อวชิ ชา ความเขลาอนั เปนเหตุไมรจู รงิ สังโยชน แปลวา สภาวะทป่ี ระกอบไว หมายถงึ กิเลสอันผูกใจสัตวอยู กิเลสท่ีมัดสัตวไว กับวัฏฏทกุ ข หรอื ผูกกรรมไวก ับผล มี ๑๐ อยา ง จดั แบง เปน ๒ ประเภท ดังน้ี ก. โอรัมภาคิยสังโยชน สังโยชนเบื้องต่ํา หมายถึงกิเลสอันผูกใจสัตวอยูในภพเบ้ือง ตาํ่ คอื เปน ชั้นหยาบ เปน ไปในภพอันต่ํา (กามภพ) มี ๕ อยาง คอื ๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นเปนเหตุถือตัวถือตน หมายถึง ความเห็นวาเปนตัว ของตน เชน เห็นตนเปน รปู เปนเวทนา เปน วิญญาณ เปนตน ๒. วจิ ิกิจฉา ความลังเลเปน เหตุไมแ นใ จ หมายถงึ ความสงสัยไมแ นใ จในปฏปิ ทา เครอ่ื งดาํ เนนิ ชวี ิตของตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 125
1๑2๒๖6 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ๓. สีลัพพตปรามาส ความเช่ือถือศักดิ์สิทธิ์ดวยอํานาจศีลพรต หมายถึง ความถอื มั่นศลี พรต โดยสักวาทําตามๆ กนั ไปอยางงมงาย เหน็ วา จะบริสุทธ์ิหลุดพนไดเพียงดวย ศลี และวตั รเทาน้ัน หรอื ความเชอื่ ถอื ศักดิ์สทิ ธ์ดิ ว ยเขาใจวามีไดด ว ยศลี หรอื พรตอยา งน้นั อยางนี้ ๔. กามราคะ ความกําหนัดดวยอํานาจกิเลสกาม หมายถึง ความติดใจในกามคุณ เรยี กเพียงสน้ั ๆ วา ราคะ ๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งแหงจิต หมายถึง ความหงุดหงิดขัดเคืองดวย อํานาจโทสะ ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน สังโยชนเบื้องสูง หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตวอยูในภพ เบ้อื งสูง คือเปน ช้ันละเอียดเปน ไปในภพเบ้อื งสงู (รปู ภพและอรูปภพ) มี ๕ อยา ง คอื ๖. รูปราคะ ความติดใจอยูในรูปธรรม หมายถึง ความติดใจในอารมณแหงรูป ฌานในรูปธรรมอันประณีต หรือความปรารถนาอยากอยูในรูปภพนาน ๆ เชน ชอบใจในบุคคล บางคนหรอื ในพัสดบุ างส่ิง ๗. อรูปราคะ ความติดใจอยูในอรูปธรรม หมายถึง ความติดใจในอารมณแหง อรูปฌาน ในอรปู ธรรม หรือความปรารถนาอยากอยูในอรูปภพนานๆ ๘. มานะ ความสําคัญตัววา เปนนน่ั เปนน่ี ซ่งึ เปน เหตใุ หถ ือตนอยา งแรงกลา ๙. อทุ ธจั จะ ความคดิ พลาน หรอื ความฟุงซา น ๑๐. อวิชชา ความเขลาอันเปน เหตไุ มรจู รงิ หรอื ความหลงไมรูสภาพจริง 126
12๑๒7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. อนิจจสญั ญา กาํ หนดหมายความไมเ ท่ียงแหงสังขาร ๒. อนตั ตสัญญา กําหนดหมายความเปนอนัตตาแหงธรรม ๓. อสุภสญั ญา กําหนดหมายความไมงามแหงกาย ๔. อาทนี วสัญญา กาํ หนดหมายโทษแหงกาย คือมีอาพาธตา งๆ ๕. ปหานสัญญา กาํ หนดหมายเพ่ือละอกศุ ลวิตกและบาปธรรม ๖. วิราคสัญญา กําหนดหมายวริ าคะวาเปนธรรมละเอียดประณีต ๗. นิโรธสัญญา กาํ หนดหมายนิโรธวาเปนธรรมละเอียดประณตี ๘. สพั พโลเก อนภิรตสญั ญา กําหนดหมายความไมนาเพลิดเพลินในโลก ท้งั ปวง ๙. สพั พสังขาเรสุ อนฏิ ฐสัญญา กําหนดหมายความไมนาปรารถนาในสังขาร ท้งั ปวง ๑๐. อานาปานสติ สติกําหนดลมหายใจเขา ออก สัญญา แปลวา ความกําหนดหมาย หรือ ความจําไดหมายรู ในท่ีนี้หมายถึงแนวความคิด ความเขาใจสาํ หรับใชก าํ หนดพิจารณาในการเจรญิ กัมมฏั ฐาน ๑. อนิจจสัญญา กําหนดหมายความไมเท่ียงแหงสังขาร หมายถึง การกําหนด พิจารณาเห็นความไมเที่ยงแหงสังขารทั้งหลาย โดยเปนของแปรปรวน ไมดํารงอยู เกิดขึ้นแลว กม็ ีอนั ดับไปในที่สดุ หรือพจิ ารณาเหน็ ความไมเที่ยงแหงเบญจขันธห รอื นามรูป ๒. อนัตตสัญญา กําหนดหมายความเห็นอนัตตาแหงธรรม หมายถึง การกําหนด พจิ ารณาเหน็ สภาวธรรมทงั้ หลาย ท้ังที่เปน กุศล อกศุ ล และอพั ยากฤต วาวางเปลา หาตัวตนไมไ ด ๓. อสุภสัญญา กําหนดหมายความไมงามแหงกาย หมายถึง การกําหนดพิจารณา เหน็ รางกายวาไมงาม ไมนาดู โดยแยกออกไปเปน ๓๒ สวน มีผม ขน เล็บ ฟน เปนตน ซ่ึงลวน เต็มไปดว ยของไมส ะอาด มกี ลิน่ เหม็น ๔. อาทีนวสญั ญา กําหนดหมายโทษแหงกาย คือมีอาพาธตาง ๆ หมายถึง การกําหนด พิจารณาเห็นโทษทกุ ขของกายอันมคี วามเจ็บไขต า งๆ วา เปนรังแหง โรคท้งั หลาย ๕. ปหานสัญญา กําหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม หมายถึง การกําหนด พิจารณาหาทางละอกุศลวิตก คือกามวิตก ความตรึกถึงกาม พยาบาทวิตก ความตรึกถึง การผูกพยาบาท วหิ งิ สาวติ ก ความตรึกถึงการเบียดเบียนผูอื่น รวมถึงบาปธรรมทั้งปวง ๖. วิราคสัญญา กําหนดหมายวิราคะว่าเป็ นธรรมละเอียดป ระณีต หมายถึง การกําหนดพจิ ารณาวิราคธรรม (ความคลายกําหนัดจากกาม ได้แก่ อรยิ มรรค) ว่าเป็นธรรม อนั ละเอยี ด เป็นธรรมประณตี และเป็นธรรมทลี ว่ งพน้ วสิ ยั ของปุถชุ น เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 127
1๑2๒๘8 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ๗. นิโรธสญั ญา กาํ หนดหมายนโิ รธว่าเป็นธรรมละเอยี ดประณตี หมายถงึ การกาํ หนด พจิ ารณานิโรธ คอื ความดบั ตณั หา วา่ เป็นธรรมอนั ละเอยี ดยงิ เป็นธรรมล่วงพน้ วสิ ยั ของปุถุชน ๘. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กําหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทงั ปวง หมายถงึ การกาํ หนดพจิ ารณาความไมน่ ่ายนิ ดี ความไมน่ ่าเพลดิ เพลนิ ในโลกทงั ปวง คอื รจู้ กั ยงั ใจ ไมป่ ล่อยใจใหเ้ ป็นไปตามอาํ นาจแหง่ ตณั หา ๙. สัพพสังขาเรสุ อนิฎฐสัญญา กาํ หนดหมายความไมน่ ่าปรารถนาในสงั ขารทงั ปวง หมายถงึ การกาํ หนดพจิ ารณาความไมน่ ่าปรารถนาในสงั ขารทงั ปวงว่าเป็นของไม่เทยี งเกดิ ขนึ แลว้ กด็ บั ไป เป็นทกุ ขเ์ พราะทนไดย้ าก เป็นอนตั ตาเพราะว่างจากตวั ตน ๑๐. อานาปานสติ สตกิ าํ หนดลมหายใจเขา้ ออก หมายถงึ ความมสี ตกิ าํ หนดลมหายใจ เขา้ - ออกทกุ ๆ ขณะจติ คอื เมอื หายใจเขา้ ยาว กร็ ชู้ ดั ว่าหายใจเขา้ ยาว เมอื หายใจ ออกยาว ก็ รชู้ ดั วา่ หายใจออกยาว เมอื หายใจเขา้ สนั กร็ ชู้ ดั วา่ หายใจเขา้ สนั เป็นตน้ สัทธรรม ๑๐ แปลวา่ ธรรมอนั ดี หมายถงึ ธรรมในความม่งุ หมายอนั แทจ้ รงิ เป็นธรรม ของสตั บุรษุ คอื พระพทุ ธเจา้ ซงึ จดั เป็นหลกั ธรรมหรอื แก่นของพระพุทธศาสนา มี ๑๐ ประการ โดย ๙ ประการแรก พงึ ดูความหมายในโลกุตตรธรรม ๙ ส่วนปรยิ ตั ธิ รรม หมายถงึ ธรรมคอื คาํ สงั สอนของพระพทุ ธเจา้ อนั จะตอ้ งเล่าเรยี น ไดแ้ ก่ พระพทุ ธพจน์ทจี ารกึ ไวใ้ นพระไตรปิฎก 128
129 129 เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2
1๑3๓๐0 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ดวยจตุตถฌานสมาธิ ไดแก เจตนาในอรูปฌานจิต ๔ ดวง ๓. วิญญาณ ธรรมชาติที่รูแจงอารมณ ในที่นี้หมายถึง ความท่ีจิตรับรูอารมณ ๖ ทาง อายตนะภายใน ๖ ซ่ึงเรียกวาวิญญาณ ๖ หมวด คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวญิ ญาณ กายวญิ ญาณ และมโนวิญญาณ ๔. นามรปู แยกเปน ๒ คาํ คอื นาม และรูป คําวา นาม คือ สภาวะที่มีอยูจริงซ่ึงรูจักกัน ไดดวยช่ือ เพราะเปนสภาวะท่ีนอมนําสรางช่ือตนขึ้นเอง เปนส่ิงไมมีรูปราง แตนอมมาเปนอารมณ ของจิตได ไดแ ก อรูปขันธ ๔ คือ เวทนาขนั ธ สัญญาขนั ธ สงั ขารขนั ธ วิญญาณขันธ และนิพพาน ๑ คําวา รูป คือ สภาวะที่จะตองสลายผันแปรไปเพราะปจจัยตาง ๆ อันขัดแยง หรือ ส่ิงท่ีเปนรูปรางพรอมทั้งลักษณะและอาการที่เก่ียวของ ไดแก รูปขันธ ๒๘ ซึ่งจําแนกเปน มหาภูตรปู ๔ และอุปาทายรปู ๒๔ ๕. สฬายตนะ อายตนะ ๖ คําวา อายตนะ หมายถึง อวัยวะเครื่องตอรับรูอารมณของจิต และนําไปสูสังสารทกุ ขอยางตอเน่ือง จําแนกเปนสองฝาย เรียกวา อายตนะภายใน ๖ คือตา หู จมูก ลิน้ กาย ใจ และอายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ และธรรมารมณ ๖. ผัสสะ ความกระทบหรือสัมผัสถูกตอง หมายถึง ความกระทบกันระหวางอายตนะ ภายใน อายตนะภายนอกและวญิ ญาณ (ตัวจติ รับรู) ซึง่ ทาํ ใหเ กิดเวทนา (ความรสู กึ ) ๗. เวทนา ความเสวยอารมณ หมายถึง ความทจ่ี ติ เกิดความรสู ึกตออารมณในลักษณะ ท่ีท้ังยินดี ท้ังยินราย หรือเปนกลาง ๆ เมื่อตาเห็นรูป (จักขุสัมผัส) หูไดยินเสียง (โสตสัมผัส) จมูกไดกล่ิน (ฆานสัมผัส) ล้ินรับรส (ชิวหาสัมผัส) กายถูกตองเย็นรอนออนแข็ง (กายสัมผัส) ใจคดิ นกึ (มโนสมั ผสั ) ๘. ตัณหา ความทะยานอยาก หมายถึง ความปรารถนา ความแสหาอารมณ ในที่น้ี ไดแ ก ตัณหาในอารมณ ๖ ไดแ ก ตัณหาในรูป เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ ๙. อุปาทาน ความถือมั่น หมายถึง ภาวะจิตท่ีเขาไปยึดม่ันถือมั่นผูกพันเอาตัวตน เปนที่ต้ัง ดวยอํานาจกิเลส มี ๔ อยาง คือ กามุปาทาน ความถือมั่นกาม ทิฏุปาทาน ความถือม่ัน ทิฏฐิ สลี ัพพตุปาทาน ความถอื มน่ั ศีลพรต และ อัตตาวาทปุ าทาน ความถือมน่ั วาทะวา ตวั ตน ๑๐. ภพ ภาวะชีวิต หมายถึง กรรมท่ีนําเหลาสัตวใหเขาถึงโลกอันเปนสถานที่อยู ซ่ึงมี ๓ ประเภท คือกามภพ ภพทเ่ี ปนกามาวจร รูปภพ ภพทีเ่ ปนรปู าวจร และอรปู ภพ ๑๑. ชาติ ความเกิด หมายถึง ความปรากฏข้นึ แหงขันธท ้ังหลาย ๑๒. ชรา ความแก คือความเส่ือมอายุ ความหงอมแหงอินทรีย มรณะ ความตาย ความสลายแหงขันธ ความขาดแหงอินทรีย โสกะ ความโศก ปริเทวะ ความครํ่าครวญ ทุกขะ ความไมสบายกาย โทมนัส ความไมสบายใจ อุปายาส ความคับแคนใจ (ท้ังหมดน้ีนับเปนองคธรรม อนั เดยี วกัน ชรา + มรณะ นิยมใชคกู นั เปน ชรามรณะ) 130
1๑3๓1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค องคธรรมท้ัง ๑๒ ประการน้ี เปนปจจัยตอเนื่องกันไป หมุนเวียนเปนวงจร ไมมีตน ไมม ปี ลาย ฉะน้ันจึงเรยี กวา ภวจกั ร คอื วงลอหรอื วงจรแหง ภพ มีขอควรทราบเกีย่ วกับภวจักร ก. อัทธา ๓ คือ กาล ๓ ไดแก ๑) อดีต = อวิชชา สังขาร ๒) ปจจุบัน = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อปุ าทาน ภพ ๓) อนาคต = ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ข. สงั เขป หรอื สงั คหะ ๔ คอื ชว ง หมวด หรือกลมุ ๔ ไดแก ๑) อดีตเหตุ = อวิชชา สงั ขาร ๒) ปจจุบันผล = วญิ ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา ๓) ปจจุบนั เหตุ = ตัณหา อุปาทาน ภพ ๔) อนาคตผล = ชาติ ชรา มรณะ (+ โสกะ ฯลฯ) ค. สนธิ ๓ คอื ขั้วตอระหวางสงั เขปหรอื ชวงทั้ง ๔ ไดแก ๑) ขวั้ ตอ ระหวา งอดตี เหตุกับปจจบุ ันผล ๒) ข้ัวตอระหวางปจ จุบนั ผลกบั ปจจุบันเหตุ ๓) ขั้วตอระหวางปจ จบุ ันเหตกุ ับอนาคตผล ง. วัฏฏะ ๓ ไดแก กเิ ลส กรรม วิบาก จ. อาการ ๒๐ คือ องคประกอบแตละอยาง อันเปนดุจกําของลอ จําแนกตาม สว นเหตุ และสวนผล ไดแ ก ๑) อดีตเหตุ ๕ = อวิชชา สังขาร ตัณหา อปุ าทาน ภพ ๒) ปจ จุบันผล ๕ = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา ๓) ปจจุบันเหตุ ๕ = อวิชชา สงั ขาร ตณั หา อปุ าทาน ภพ ๔) อนาคตผล ๕ = วญิ ญาณ นามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา อาการ ๒๐ นี้ ก็คือ หัวขอ ทีก่ ระจายใหเตม็ ในทกุ ชวงของสงั เขป ๔ นน่ั เอง ฉ. มูล ๒ คือ กิเลสท่ีเปนตัวมูลเหตุ ซ่ึงกําหนดเปนจุดเร่ิมตนในวงจรแตละชวง ไดแ ก ๑) อวิชชา เปนจดุ เรมิ่ ตนในชว งอดีต สงผลถึงชรามรณะในชวงปจ จบุ ัน ๒) ตัณหา เปน จุดเรมิ่ ตน ในชวงปจจุบนั สงผลถึงชรามรณะในชว งอนาคต เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 131
1๑3๓๒2 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ทวาทสกะ หมวด ๑๒ กรรม ๑๒ หมวดท่ี ๑ ใหผ ลตามกาล ๑. ทฏิ ฐธรรมเวทนียกรรม กรรมใหผ ลในภพน้ี ๒. อปุ ปช ชเวทนยี กรรม กรรมใหผลตอเม่ือเกดิ แลว ในภพหนา ๓. อปราปริยเวทนยี กรรม กรรมใหผลในภพสืบๆ ไป ๔. อโหสิกรรม กรรมใหผ ลสําเร็จแลว หมวดท่ี ๒ ใหผลตามกจิ ๕. ชนกกรรม กรรมแตงใหเ กดิ ๖. อปุ ตถมั ภกกรรม กรรมสนับสนนุ ๗. อุปปฬ กกรรม กรรมบีบคนั้ ๘. อุปฆาตกกรรม กรรมตดั รอน หมวดที่ ๓ ใหผ ลตามลําดับ ๙. ครกุ กรรม กรรมหนกั ๑๐. พหลุ กรรม กรรมชิน ๑๑. อาสนั นกรรม กรรมเม่ือจวนเจียน ๑๒. กตัตตากรรม กรรมสักวา ทํา เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 132
1๑3๓3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค กรรม แปลวา การกระทํา หมายถึง การกระทําท่ีประกอบดวยเจตนา ดีก็ตาม ช่ัวก็ตาม ในท่ีน้ี ทานจําแนกประเภทของกรรมท้ังฝายกุศลและอกุศลตามลักษณะการใหผล ออกเปน ๓ หมวด หมวดละ ๔ รวม ๑๒ ประเภท จงึ เรียกวา กรรม ๑๒ ประเภท ดังน้ี หมวดท่ี ๑ วา โดยปากกาล คอื จําแนกตามเวลาท่ีใหผล มี ๔ ประเภท ดงั นี้ ๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมใหผลในภพนี้ หมายถึง กรรมใหผลในปจจุบันคือ ในภพนี้ จัดเปนกรรมแรงใหผลทันตาเห็น ผูทํายอมเสวยผลกรรมท่ีตนทําในอัตภาพน้ี เชน คนรายถกู ตดั สนิ ประหารชีวิต แตถาผทู าํ ตายเสียกอ น กรรมนั้นไมทนั ใหผล ยอ มเปน อโหสกิ รรมไป ๒. อปุ ปชชเวทนียกรรม กรรมใหผลตอเม่ือเกิดแลวในภพหนา หมายถึง กรรมใหผล ในภพที่จะไปเกิด คือในภพหนา หมายความวา ใหผลตอเมื่อผูทําเกิดในภพตอไป เรียกวาเสวย ผลกรรมในชาตหิ นา เมอ่ื พน จากนัน้ ไปแลวยอมเปน อโหสิกรรม ๓. อปราปริยเวทนียกรรม กรรมใหผลในภพสืบๆ ไป หมายถึงกรรมใหผลในภพ ตอๆไป กรรมน้ีจดั เปน กรรมเบาทสี่ ดุ จักใหผ ลตอ เมื่อพนภพหนาไปแลว ไดชองเมื่อใด ใหผลเม่ือ นั้น จนกวาจะเลกิ ใหผ ล เปรียบเหมอื นสนุ ัขไลเ นือ้ ตามเนอ้ื ทนั ในท่ใี ด กย็ อ มเขา กดั เอาในทนี่ ้ัน ๔. อโหสกิ รรม กรรมใหผ ลสําเร็จแลว หมายถึง กรรมเลิกใหผล ไมมีผลอีก เปนกรรม ทีล่ ว งกาลแลว เลกิ ใหผ ล เปรยี บเหมอื นพืชส้ินยางแลว เพราะปลูกไมขนึ้ อนงึ่ อโหสกิ รรม ท่ใี ชใ นคําวา “รดนํ้าศพอโหสิกรรมแกผูตาย” มีความหมายวา ผูพูด ใหอ ภัยไมจ องเวรตอ ผูต าย มิใชใหผตู ายนน้ั หมดกรรมของตนหรอื ไมตองรับผลกรรมท่ที าํ หมวดท่ี ๒ วาโดยกจิ คอื จาํ แนกการใหผ ลตามหนา ที่ มี ๔ ประเภท ดงั น้ี ๕. ชนกกรรม กรรมแตงใหเ กิด หมายถึง กรรมที่เปนตัวนําไปเกิด กรรมนี้สามารถยัง ผูท าํ ท่เี คลือ่ นจากภพหนึ่งแลวใหถือปฏิสนธิในอีกภพหนึ่ง ซึ่งแลวแตกรรมดีกรรมชั่วใหไปเกิดใน สคุ ติ หรือทุคติ กรรมนใ้ี นท่อี ืน่ เรยี กวา กมมฺ โยนิ กรรมเปนกําเนิด คือทําหนาท่ีเพียงแตงปฏิสนธิ ใหเกิดมา ตอจากน้นั ไปก็เปน อันหมดหนา ที่ ๖. อุปตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน หมายถึง กรรมนี้ไมสามารถแตงปฏิสนธิไดเอง ตอ เม่ือชนกกรรมแตงปฏิสนธิแลวจึงเขาสนับสนุนสงเสริม เปรียบเหมือนแมนมผูเลี้ยงทารกที่คน อ่ืนใหเกิดแลว กรรมน้ีมีลักษณะทั้งสงเสริมและซ้ําเติมใหตํ่าลง โดยในท่ีอ่ืน เรียกวา กมฺมพนฺธุ กรรมเปน พวกพอง ๗. อุปปฬกกรรม กรรมบีบค้ัน กรรมน้ีขัดแยงหรือตรงกันขามกับชนกกรรม คอยเขา บีบคั้นผลแหงชนกกรรมไมใหเผล็ดผลเต็มท่ี กลาวคือ ถาชนกกรรมเปนกุศล แตงปฏิสนธิมาดี กรรมน้ีก็เขาขัดขวางใหทรุดลง ถาชนกกรรมเปนอกุศลแตงปฏิสนธิขางเลว กรรมนี้ก็เขากีดกัน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 133
1๑3๓๔4 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 บัน่ ทอนวบิ ากใหทเุ ลาลง ๘. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน กรรมนี้มีสว นเหมอื นกันกับอุปปฬกกรรม แตรุนแรงกวา ยอมตัดรอนผลแหงชนกกรรมและอุปตถัมภกกรรมใหขาดเสียทีเดียว แลวใหผลแทนท่ี จึงเปน ตรงกันขา มกับชนกกรรม คนทปี่ ระสบอุบัติเหตุตายกอนอายุขัย หรือ กอนวัยอันควร เชนน้ีช่ือวา อปุ ฆาตกกรรมใหผล หมวดท่ี ๓ วาโดยปากทานปริยาย หรอื จาํ แนกตามลาํ ดับความแรงในการใหผ ล มี ๔ ประเภท คือ ๙. ครุกกรรม กรรมหนัก หมายถึง กรรมหนักที่สุดในลําดับแหงการใหผล ในฝาย อกศุ ล ไดแ ก อนันตรยิ กรรม ๕ สวนในฝายกุศล ไดแก สมาบัติ ๘ โดยถาครุกรรมน้ีมีอยูแลวยอม ใหผลกอนกรรมอืน่ ๆ ๑๐. พหุลกรรม กรรมชิน หรือเรียกวา อาจิณณกรรม หมายถึง กรรมที่ทํามาก หรือ ทําจนคุนชิน กรรมน้ีเปนอาเสวนปจจัย คือการสองเสพคุน (ทําจนชิน) เปนเหตุ ใหผลรองจาก ครุกรรม เมอ่ื ครกุ รรมไมม ี กรรมนีย้ อมใหผ ลกอ นกรรมอืน่ ๆ ๑๑. อาสันนกรรม กรรมเมอื่ จวนเจยี น หมายถึง กรรมท่ที าํ เมื่อใกลตายหรือเม่ือจวนจะ ตาย กรรมนี้แมจะออนกําลัง แตเพราะจับใจอยูใหมๆ ถาไมมีครุกรรมและพหุลกรรม ก็จะใหผล กอ นกรรมอน่ื ๑๒. กตัตตากรรม กรรมสักวาทํา หรือ กตัตตาวาปนกรรม หมายถึง กรรมท่ีทําไป ดวยเจตนาอันออน หรือมิใชมีเจตนาจะทําอยางน้ันโดยตรง เชน คนเดินเหยียบมดตายโดยไม ตั้งใจโดยผทู ําไมร ูวาเปน บญุ หรือเปนบาป ตอเมอื่ กรรมอืน่ ไมมี กรรมน้ีจงึ ถึงวาระใหผล เม่ือศึกษาเรื่องกรรม ๑๒ น้ีโดยละเอียด ยอมสามารถช้ีชัดไดวา คนบางคนทํากรรมช่ัว แตยังคงไดรับความสุขความเจริญอยู น่ันเปนเพราะกรรมดีท่ีเคยทํากําลังใหผลอยู หรือเพราะ กรรมชัว่ ทที่ ํานัน้ ยังไมไดช องใหผล (อปราปริยเวทนียกรรม) หรือเพราะกรรมดยี งั มีกาํ ลังมากกวา 134
1๑3๓5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค เตรสกะ หมวด ๑๓ ธุดงค ๑๓ หมวดที่ ๑ ปฏสิ ังยุตดว ยจวี ร (เกย่ี วกบั เครื่องนุงหม) ๑. ปง สุกลู กิ งั คะ ถอื ทรงผาบังสุกลุ เปน วตั ร ๒. เตจีวริกงั คะ ถือทรงเพียงไตรจีวรเปนวัตร หมวดท่ี ๒ ปฏิสงั ยุตดว ยบิณฑบาต (เกี่ยวกบั การฉันอาหาร) ๓. ปณ ฑปาตกิ งั คะ ถือเท่ยี วบิณฑบาตเปน วัตร ๔. สปทานจาริกังคะ ถือเที่ยวบณิ ฑบาตไปตามแถวเปนวัตร ๕. เอกาสนกิ งั คะ ถือนัง่ ฉัน ณ อาสนะเดยี วเปน วัตร ๖. ปต ตปณฑกิ ังคะ ถอื ฉนั เฉพาะในบาตรเปนวัตร ๗. ขลปุ จ ฉาภตั ตกิ ังคะ ถือหา มภัตอนั นาํ มาถวายเมือ่ ภายหลังเปน วัตร เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 135
1๑3๓6๖ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท หมวด ๓ ปฏิสังยตุ ดวยเสนาสนะ (เกย่ี วกับท่อี ยอู าศัย) ๘. อารัญญิกงั คะ ถอื อยูปาเปนวัตร ๙. รุกขมลู กิ ังคะ ถอื อยูโคนไมเปนวัตร ๑๐. อัพโภกาสกิ ังคะ ถืออยใู นทแ่ี จงเปน วัตร ๑๑. โสสานกิ ังคะ ถืออยใู นปาชา เปนวัตร ๑๒. ยถาสันถติกงั คะ ถอื การอยูใ นเสนาสนะอนั ทา นจดั ใหอยางไร หมวดที่ ๔ ปฏิสงั ยตุ ดวยวริ ิยะ (เก่ยี วกับความเพยี ร) ๑๓. เนสัชชิกังคะ ถอื การนงั่ เปนวัตร ธุดงค แปลวา องคคุณกําจัดกิเลส หมายถึง องคคุณเครื่องสลัดหรือกําจัดกิเลส หรือ คุณสมบัติของผูประพฤติกําจัดกิเลส จัดเปนขอปฏิบัติประเภทวัตร เพ่ือเปนอุบายขัดเกลากิเลส ชวยสงเสริมความมักนอ ยและสนั โดษ มี ๑๓ ขอ ๔ หมวด ดงั น้ี หมวดที่ ๑ ปฏสิ ังยุตดว ยจีวร (เกีย่ วกับเครอ่ื งนุง หม) ๑. ปงสุกูลิกังคะ ถือทรงผาบังสุกุลเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูไมรับคฤหบดี จวี ร คอื ผา ทีช่ าวบา นญาตโิ ยมจดั มาถวาย เท่ียวแสวงหาเฉพาะผาบังสุกุลคือผาเปอนฝุนที่เขาทอดทิ้ง ไมมเี จา ของตามปาดงหรอื ปา ชา เปนตน เอามาทาํ จีวรใช ๒. เตจีวริกังคะ ถือทรงเพียงไตรจีวรเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรขอภิกษุผูไมใชจีวรผืนที่ ๔ นงุ หม เฉพาะไตรจวี รที่เปน ผานุง ผา หม และสงั ฆาฏิ เทานน้ั หมวดที่ ๒ ปฏิสงั ยุตดว ยบิณฑบาต (เกี่ยวกบั การฉันอาหาร) ๓. ปณ ฑปาตกิ ังคะ ถอื เทย่ี วบณิ ฑบาตเปน วัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูไมรับอาหาร หรอื ปจจยั อ่นื ทเี่ ขานํามาถวาย ฉันเฉพาะอาหารท่ีเทยี่ วบิณฑบาตไดมา ๔. สปทานจาริกังคะ ถอื เที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเปน วัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผู ประพฤติวัตรเหมือนภิกษุผูถือปณฑปาติกังคะ แตเครงครัดกวา คือรับบิณฑบาตตามแถวเดียว ขางขวามือหรอื ซายมือ ไมรบั ขา มแถวหรอื ไมรบั ขา มรายในแถวเดียวกนั ๕. เอกาสนิกังคะ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูถือน่ัง ฉนั ทแ่ี หง เดียว ลกุ จากทีแ่ ลว ไมฉ นั อาหารอีกในวนั น้ัน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 136
1๑3๓7๗ วชิ า ธรรมวิภาค ๖. ปตตปณฑิกังคะ ถือฉันเฉพาะในบาตรเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูไมใช บาตรหรือภาชนะรองของฉันต้ังแต ๒ ใบขนึ้ ไป ฉนั เฉพาะของในบาตรเทา นน้ั ๗. ขลุปจฉาภัตติกังคะ ถือหามภัตอันนํามาถวายเมื่อภายหลังเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูเมื่อลงมือฉันแลว แมมีผูนําอาหาร มาถวายก็ไมรับ คือเมื่อไดปลงใจกําหนดอาหาร ที่เปนสวนของตน ซ่ึงเรียกวาหามภัต ดวยการลงมือฉันเปนตนแลว ไมรับอาหารที่เขานํามาถวายอีก แมจะเปนของประณตี หมวด ๓ ปฏสิ ังยุตดวยเสนาสนะ (เกย่ี วกบั ท่อี ยูอาศัย) ๘. อารัญญิกังคะ ถืออยูปาเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูไมอยูแรมคืนในบาน อยแู รมคนื เฉพาะในปาทหี่ า งบา นคนอยางนอย ๕๐๐ ชว่ั ธนู คือ ๒๕ เสน ๙. รุกขมูลิกังคะ ถืออยูโคนไมเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูไมทํากุฏิอยู อยเู ฉพาะโคนไม ๑๐. อัพโภกาสิกังคะ ถืออยูในที่แจงเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูไมทํากุฏิอยูและ ไมอ ยทู โ่ี คนไม อยูเฉพาะในท่ีโลง แจง (เทยี่ วหลบแดดอยูตามเงาแหงภเู ขาและชายไมเปนตน) ๑๑. โสสานิกังคะ ถืออยูปาชาเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูอยูแรมคืนเฉพาะ ในปาชา ๑๒. ยถาสันถติกังคะ ถือการอยูในเสนาสนะอันทานจัดใหอยางไร หมายถึง ขอวัตรของ ภิกษุผูไมทําความอาลัยในเสนาสนะที่อยูอันเปนที่สะดวกสบายหรือถูกใจ ไดเสนาสนะท่ีภิกษุผู ทําหนาทีจ่ ดั แจกเสนาสนะจดั แจกใหอยางไร จะถูกใจหรือไมถูกใจก็ตาม ก็ยินดอี ยอู ยา นั้น หมวดท่ี ๔ ปฏสิ ังยตุ ดว ยวิริยะ (เก่ยี วกับความเพียร) ๑๓. เนสัชชิกังคะ ถือการน่ังเปนวัตร หมายถึง ขอวัตรของภิกษุผูไมยอมเอนหลังลงนอน แตผลดั เปล่ยี นอิรยิ าบถในชวี ติ ประจําวนั อยูเพยี ง ๓ อริ ิยาบถ คอื นัง่ ยนื หรือเดินเทา นั้น ขอ สรุปเก่ียวกับธุดงค ๑๓ ๑. ธุดงค วาโดยยอ มี ๘ ขอเทาน้ัน คือ (๑) สีสังคะ องคหลัก ๓ ขอ คือเมื่อถือ สปทานจาริกังคะ ก็เทากับไดถือปณฑปาติกังคะดวย เม่ือถือเอกาสนิกังคะ ก็เทากับไดถือ ปตตปณฑปาติกังคะ และขลุปจฉาภัตติกังคะดวย เม่ือถืออัพโภกาสิกังคะ มีผลทําใหรุกขมูลิกังคะ และยถาสันถติกังคะหมดความจําเปนไป (๒) อสัมภินนังคะ องคเดี่ยวไมคาบเกี่ยวขออ่ืน ๕ ขอ คือ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 137
1๑3๓๘8 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 อารัญญกิ งั คะ ปงสุกุลิกังคะ เตจวี รกิ งั คะ เนสัชชลิกังคะ และโสสานกิ งั คะ ๒. ธุดงค วาโดยนิสสัยคือท่ีอาศัย มี ๒ อยาง คือปจจยนิสิต อาศัยปจจัย ๑๒ ขอ และ วริ ิยนสิ ติ อาศัยความเพียร ๑ ขอ (เนสัชชิกังคะ) ๓. ธุดงค วา โดยบคุ คลผถู อื มดี ังนี้ (๑) ภกิ ษุ ถือไดครบท้งั ๑๓ ขอ (๒) ภกิ ษุณีถือได ๘ ขอ (คือขอ ๑ – ๒ – ๓ – ๔ -๕ – ๖, ๑๒ – ๑๓) (๓) สามเณรถือได ๑๒ ขอ (เวนขอ ๒ คือ เตจีวริกังคะ) (๔) สิกขมานาและสามเณรี ถือได ๗ ขอ (เหมือนภิกษุณี โดยลดขอ ๒ ที่ภิกษุณี ถือไดออก ๑ ขอ) (๕) อุบาสกอบุ าสกิ า ถอื ได ๒ ขอ (คอื ขอ ๕ และขอ ๖) ๔. ธุดงค วาโดยระดับการถือ แตละขอถือได ๓ ระดับ คือ (๑) ระดับอุกฤษฏ หรือ อยา งเครงครดั (๒) มัธยม หรืออยา งกลาง (๓) อยางออ น หรืออยา งเพลา ๕. ธุดงค ๑๓ ขอ ๙ รุกขมูลิกังคะ และขอ ๑๐ อัพโภกาสิกังคะ ถือไดเฉพาะนอกพรรษา เพราะพระวินยั กาํ หนดใหภิกษุตองถือเสนาสนะในพรรษา ๖. ธุดงค ไมใชบทบัญญัติทางพระวินัย ข้ึนอยูกับความสมัครใจของภิกษุ โดยมีหลัก ทั่วไปในการถือวา ถาถือแลวชวยใหกัมมัฏฐานเจริญ หรือชวยใหกุศลธรรมเจริญ อกุศลธรรมเสื่อม ควรถอื แตถ าถือแลวทาํ ใหกัมมฏั ฐานเสอื่ ม หรอื ทาํ ใหก ุศลธรรมเส่อื ม อกุศลธรรมเจริญ ไมค วรถือ 138
1๑3๓9๙ วชิ า ธรรมวภิ าค ปณณรสกะ หมวด ๑๕ จรณะ ๑๕ ๑. สีลสมั ปทา หมวดท่ี ๑ ถึงพรอ มดว ยศีล ๒. อินทรยิ สงั วร สํารวมอินทรยี ๓. โภชเนมัตตัญุตา รูค วามพอดใี นการกนิ อาหาร ๔. ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรของผูต่ืนอยู หมวดท่ี ๒ (สัทธรรม ๗) ๕. สัทธา ความเชือ่ ๖. หริ ิ ความละอายแกใ จ ๗. โอตตปั ปะ ความเกรงกลวั ผิด ๘. พาหุสจั จะ ความเปนผูไดฟ ง มามาก ๙. วิรยิ ะ ความเพียร ๑๐. สติ ความระลึกได ๑๑. ปญ ญา ความรอบรู เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 139
1๑4๔0๐ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑๒. ปฐมฌาน หมวดท่ี ๓ (รปู ฌาน ๔) ฌานทีห่ น่ึง ๑๓. ทตุ ยิ ฌาน ฌานทส่ี อง ๑๔. ตตยิ ฌาน ฌานท่ีสาม ๑๕. จตตุ ถฌาน ฌานทีส่ ่ี จรณะ แปลวา ความประพฤติ ในที่นี้หมายถึง ปฏิปทา หรือขอปฏิบัติอันเปนเคร่ือง ดําเนนิ ใหบ รรลุถึงวิชชาหรือพระนพิ พาน จาํ แนกเปน ๑๕ ประการ โดยจัดเปน ๓ หมวด ดังนี้ ๑. สีลสมั ปทา ถึงพรอ มดวยศลี หมายถึง ความสํารวมในศีลคือพระปาติโมกข เวนขอ ท่พี ระพุทธเจา ทรงหาม ทาํ ตามขอ ท่ที รงอนญุ าต มีมารยาทเรียบรอย ประพฤติเครงครัดสมาทาน ศึกษาอยใู นสิกขาบททง้ั หลาย ๒. อินทริยสังวร สํารวมอินทรีย หมายถึง การระวังอินทรียท้ัง ๖ คือตา หู จมูก ล้ิน กาย และใจ ไมใ หค วามยนิ ดียนิ รา ยครอบงําไดใ นเมื่อตาเห็นรปู เปน ตน ๓. โภชเนมัตตัญุตา รูความพอดีในการกินอาหาร หมายถึง ความเปนผูรูจัก ประมาณในการบริโภค คือบริโภคอาหารแตพอสมควร ไมใหมากจนเกินไป หรือไมใหนอย จนเกินไป พิจารณาแลวจงึ บรโิ ภคอาหารโดยคาํ นึงถงึ ประโยชนอนั เกดิ จากอาหารนนั้ ๔. ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรของผูต่ืนอยู หมายถึง ความหม่ันประกอบ ความเพียรโดยไมเ ห็นแกหลบั นอนจนเกนิ ไป หมน่ั ทําจติ ใหปราศจากนวิ รณ ๕ อยปู ระจํา ๕. สัทธา ความเช่ือ หมายถึง ความเช่ือในพระปญญาตรัสรูของพระพุทธเจา ความเชือ่ กรรมและผลของกรรม ความเชือ่ ที่ประกอบดวยปญ ญาพจิ ารณาตามเหตผุ ล ๖. หิริ ความละอายแกใจ หมายถึง ความละอายตอการประพฤติทุจริต ๗. โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผิด หมายถึง ความสะดุงกลัวตอบาปทุจริต กลัวผล แหงบาปทุจริตเหมือนคนขลาดไมกลา เขา ใกลอ สรพิษ ๘. พาหุสจั จะ ความเปนผไู ดฟ ง มามาก หมายถึง ความเปน ผไู ดฟง ธรรมท่งี าม หรือไพเราะ ในเบื้องตน ทามกลาง และที่สุด ซ่ึงประกอบดวยอรรถและพยัญชนะประกาศพรหมจรรยบริสุทธ์ิ บรบิ ูรณส ิน้ เชิง ๙. วิรยิ ะ ความเพียร หมายถึง การปรารภความเพยี ร คอื เรงระดมเพียรละอกุศลธรรม และยังกุศลธรรมใหเกิด ใชก ําลงั บากบั่น ไมทอดธรุ ะในกุศลธรรม ๑๐. สติ ความระลึกได หมายถึง ความระลึกไดโดยชอบกอนทํา กอนพูด กอนคิด มีสติ รักษาตัว ระลกึ ถงึ กิจทท่ี ําและคําพูดทีพ่ ูดแลวแมนานได ๑๑. ปญญา ความรอบรู หมายถึง ความรูชัดตามเปนจริง คืออริยปญญาที่รูความเกิด- ดบั แหงนามรปู ซ่ึงสามารถชําแรกกเิ ลสทําใหส ้ินทุกขไ ด ๑๒-๑๕, วา ดว ยฌาน ๔ พึงดอู ธบิ ายใน ฌาน ๔ แหง จตกุ กะ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 140
1๑4๔1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค ¢ÍŒ Êͺ¸ÃÃÁʹÒÁËÅǧ ËÅÑ¡Êμ٠ù¡Ñ ¸ÃÃÁª¹éÑ â· ÇÔªÒ¸ÃÃÁ : ¸ÃÃÁÇÀÔ Ò¤ »ÃÔà©··èÕ ò »‚ ¾.È. òõõö - òõõø เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 141
1๑4๔๔2 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 »Þ˜ ËÒáÅÐà©ÅÂÇÔªÒ¸ÃÃÁ ¹¡Ñ ¸ÃÃÁª¹éÑ â· Êͺã¹Ê¹ÒÁËÅǧ ÇѹàÊÒà ·èÕ òø ¾ÄȨ¡Ô Ò¹ ¾.È. òõõø ๑. สมถกรรมฐาน และวปิ สั สนากรรมฐาน ม่งุ ผลแหง่ การปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร ? เฉลย สมถกรรมฐานมงุ่ ผลคือความสงบใจ สว่ นวปิ สั สนากรรมฐานมงุ่ ผลคือความเรอื ง ปญั ญา ฯ ๒. ปาพจน์ ๒ คอื ธรรมและวนิ ยั นันทราบแลว้ อยากทราบว่าความปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรจดั เป็นธรรม ความปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรจดั เป็นวนิ ัย ? เฉลย ความปฏิบตั ิเป็นทางนาํ ความประพฤติและอธั ยาศยั ใหป้ ระณีตขนึ จดั เป็นธรรม ความปฏิบตั ิเนืองดว้ ยระเบียบอนั ทรงตงั ไวด้ ว้ ยพุทธอาณา เป็นสิกขาบทหรือ อภสิ มาจาร เป็นทางนาํ ความประพฤติใหส้ มาํ เสมอกนั หรอื เป็นเครอื งบรหิ ารคณะ จดั เป็นวนิ ยั ฯ ๓. โลกตั ถจรยิ า ทพี ระพทุ ธองคท์ รงประพฤตเิ ป็นประโยชน์แกโ่ ลกนนั มอี ธบิ ายอยา่ งไร ? เฉลย มอี ธบิ ายวา่ ทรงประพฤตเิ ป็นประโยชนแ์ ก่มหาชนทนี บั ว่าสตั วโลกทวั ไป เช่น ทรงแผ่ พระญาณตรวจดูสตั วโลกทุกเชา้ คาํ ผูใ้ ดปรากฏในข่ายพระญาณ เสดจ็ ไปโปรดผูน้ นั สรุปคอื ทรงสงเคราะหค์ นทงั หลายโดยฐานเป็นเพอื นมนุษยด์ ว้ ยกนั ฯ ๔. วเิ วก ๓ คอื อะไรบา้ ง ? จงอธบิ ายแตล่ ะอย่างพอเขา้ ใจ เฉลย คือกายวเิ วก สงดั กาย ไดแ้ ก่อยู่ในทสี งดั จิตตวิเวก สงดั จิต ไดแ้ ก่ทาํ จิตใหส้ งบ ดว้ ยสมถภาวนา อปุ ธวิ เิ วก สงดั กเิ ลส ไดแ้ ก่ทาํ ใจใหบ้ รสิ ุทธจิ ากกเิ ลสดว้ ยวปิ สั สนา ภาวนา ฯ 142
1๑4๔3๕ วชิ า ธรรมวิภาค ๕. ในสงั ขาร ๓ อะไรชือวา่ กายสงั ขารและวจสี งั ขาร ? เพราะเหตไุ รจงึ ไดช้ ืออยา่ งนัน ? เฉลย ลมอสั สาสะปสั สาสะ ไดช้ อื ว่ากายสงั ขาร เพราะปรนปรอื กายใหเ้ ป็นอยู่ วติ ก กบั วจิ าร ไดช้ อื วา่ วจสี งั ขาร เพราะตรแิ ลว้ ตรองแลว้ จงึ พดู ไมเ่ ช่นนนั วาจานนั จกั ไม่เป็น ภาษา ฯ ๖. อปสั เสนธรรมขอ้ ว่า “พจิ ารณาแลว้ บรรเทาของอย่างหนึง” ของอย่างหนึงนัน คอื อะไร ? เฉลย คอื อกศุ ลวติ กอนั สมั ปยุตดว้ ยกาม พยาบาท วหิ งิ สา ฯ ๗. อปุ าทาน คอื อะไร ? การถอื เราถอื เขาดว้ ยอาํ นาจมานะ จนเป็นเหตถุ อื พวก จดั เป็น อปุ าทานอะไร ในอปุ าทาน ๔ ? เฉลย คอื การถอื มนั ขา้ งเลว ไดแ้ ก่ถอื รนั ฯ จดั เป็นอตั ตวาทปุ าทาน ฯ ๘. ธรรมมจั ฉรยิ ะ ความตระหนีธรรม มอี ธิบายอยา่ งไร ? เฉลย มอี ธบิ ายวา่ ความหวงธรรม หวงศิลปวทิ ยา ไมป่ รารถนาจะแสดงจะบอกแก่คนอนื เกรงวา่ เขาจะรูเ้ทยี มตน ฯ ๙. ชิวหาวญิ ญาณ และกายวญิ ญาณ เกดิ ขนึ ไดเ้ พราะอาศยั อะไรบา้ ง ? เฉลย ชวิ หาวญิ ญาณเกดิ ขนึ เพราะอาศยั ลนิ กบั รส (กระทบกนั ) และกายวญิ ญาณเกดิ ขนึ เพราะอาศยั กายกบั โผฏฐพั พะ (กระทบกนั ) ฯ ๑๐. อปุ ฆาตกกรรม คอื กรรมตดั รอน ทาํ หนา้ ทอี ะไร ? เฉลย ทาํ หนา้ ทีตดั รอนผลแห่งชนกกรรมและอุปตั ถมั ภกกรรมใหข้ าดแลว้ เขา้ ใหผ้ ล แทนที (ชนกกรรมและอปุ ตั ถมั ภกกรรมนนั ) ฯ ขบดว้ ยทฏิ ฐิ (ทฏิ ฐยิ า สุปฏวิ ทิ ธา) ฯ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 143
1๑4๔๔4 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 »Þ˜ ËÒáÅÐà©ÅÂÇÔªÒ¸ÃÃÁ ¹Ñ¡¸ÃÃÁªÑé¹â· Êͺã¹Ê¹ÒÁËÅǧ Ç¹Ñ ÍÒ·Ôμ ·Õè ù ¾ÄȨ¡Ô Ò¹ ¾.È. òõõ÷ 144
1๑4๔5๕ วิชา ธรรมวิภาค เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2145
1๑4๔๔6 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 146
14๑๔7๕ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑๔๒ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ปญหาและเฉลยวิชาธรรม นกั ธรรมช้นั โท สอบในสนามหลวง วันพุธ ท่ี ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๖ ๑. ทฏิ ฐิ ทห่ี มายถึงความเห็นผิด ๒ อยา ง มีอะไรบาง ? ๑. มี ๑. สสั สตทฏิ ฐิ ความเหน็ วา่ เทยี ง ๒. อจุ เฉททฏิ ฐิ ความเหน็ ว่าขาดสญู ฯ ๒. กศุ ลวติ ก มีอะไรบาง ? สงเคราะหเ ขา ในมรรคมีองค ๘ ขอไหนได ? ๒. มี ๑. เนกขมั มวติ ก ความตรใิ นทางพรากจากกาม ๒. อพยาบาทวติ ก ความตรใิ นทางไมพ่ ยาบาท ๓. อวหิ งิ สาวติ ก ความตรใิ นทางไมเ่ บยี ดเบยี น ฯ สงเคราะหเ์ ขา้ ในขอ้ สมั มาสงั กปั ปะ ฯ ๓. การฆา สตั ว อยางไรเกิดทางกายทวาร อยางไรเกดิ ทางวจีทวาร ? ๓. ฆา่ ดว้ ยตนเองเกดิ ทางกายทวาร ใชใ้ หผ้ อู้ นื ฆา่ เกดิ ทางวจที วาร ฯ ๔. ญาณ ๓ ท่เี ปน ไปในทกุ ขสมุทยสจั มอี ธิบายอยางไร ? ๔. มอี ธบิ ายวา่ ๑. ปรชี าหยงั รวู้ ่า นีทกุ ขสมทุ ยั เป็นเหตุใหท้ กุ ขเ์ กดิ จรงิ จดั เป็นสจั ญาณ ๒. ปรชี าหยงั รวู้ า่ นีทกุ ขสมทุ ยั ควรละ จดั เป็นกจิ ญาณ ๓. ปรชี าหยงั รวู้ ่า นีทกุ ขสมทุ ยั ละไดแ้ ลว้ จดั เป็นกตญาณ ฯ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 147
1๑4๔๖8 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๑๔๓ วชิ า ธรรมวิภาค ๕. ในพระพุทธศาสนาพูดเร่ืองมารไวมาก อยากทราบวา คําวา มาร หมายถึงอะไร ? กเิ ลสไดช ือ่ วามาร เพราะเหตไุ ร ? ๕. หมายถงึ สงิ ทลี า้ งผลาญทาํ ลายความดี ชกั นําใหท้ าํ บาปกรรม ปิดกนั ไม่ใหท้ าํ ความดี จนถงึ ปิดกนั ไมใ่ หเ้ ขา้ ใจสรรพสงิ ตามความเป็นจรงิ ฯ เพราะผทู้ ตี กอยใู่ นอาํ นาจของกเิ ลสแลว้ ยอ่ มจะถกู ผกู มดั ไวบ้ า้ ง ถกู ทาํ ใหเ้ สยี คนบาง ฯ ๖. คําวา พระธรรม ในธรรมคุณบทวา “พระธรรมอันพระผูมีพระภาคเจาตรัสดีแลว” หมายถงึ อะไร ๖. หมายถงึ ปรยิ ตั ธิ รรม กบั ปฏเิ วธธรรม (หรอื โดยพสิ ดารไดแ้ ก่ สทั ธรรม ๑๐ คอื โลกุตรธรรม ๙ กบั ปรยิ ตั ธิ รรม ๑) ฯ ๗. ทกั ขณิ าวิสุทธิ มีอะไรบา ง ? อยา งไหนใหอานิสงสม ากที่สุด ? ๗. ทกั ขณิ าบางอยา่ ง บรสิ ทุ ธฝิ า่ ยทายก ไมบ่ รสิ ทุ ธฝิ า่ ยปฏคิ าหก ทกั ขณิ าบางอยา่ ง บรสิ ทุ ธฝิ า่ ยปฏคิ าหก ไมบ่ รสิ ทุ ธฝิ า่ ยทายก ทกั ขณิ าบางอยา่ ง ไมบ่ รสิ ทุ ธทิ งั ฝา่ ยทายก ทงั ฝา่ ยปฏคิ าหก ทกั ขณิ าบางอยา่ ง บรสิ ทุ ธทิ งั ฝา่ ยทายก ทงั ฝา่ ยปฏคิ าหก ฯ อยา่ งที ๔ คอื ทกั ขณิ าทบี รสิ ทุ ธทิ งั ฝา่ ยทายก ทงั ฝา่ ยปฏคิ าหก ฯ ๘. อนสุ ยั หมายถงึ กิเลสประเภทไหน ? ไดชื่อเชน นน้ั เพราะเหตไุ ร ? ๘. หมายถงึ กเิ ลสอยา่ งละเอยี ดทนี อนเนืองอยใู่ นสนั ดาน ฯ เพราะกเิ ลสชนดิ นี บางทไี มป่ รากฏ แตเ่ มอื มอี ารมณ์มายวั ยอ่ มเกดิ ขนึ ในทนั ใด ฯ ๙. พทุ ธคณุ ๒ กม็ ี พุทธคุณ ๓ กม็ ี พุทธคณุ ๙ กม็ ี จงแจกแจงแตละอยา งวา มีอะไรบาง ? ๙. พทุ ธคณุ ๒ คอื อตั ตสมบตั ิ และ ปรหติ ปฏบิ ตั ิ พทุ ธคณุ ๓ คอื พระปญั ญาคณุ พระวสิ ทุ ธคิ ณุ และพระกรณุ าคณุ พทุ ธคณุ ๙ คอื อรห,ํ สมฺมาสมฺพทุ ฺโธ, วชิ ฺชาจรณสมฺปนฺโน, สคุ โต, โลกวทิ ,ู อนุตฺตโร ปุรสิ ทมฺมสารถ,ิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ, พทุ ฺโธ, ภควา ฯ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 148
คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท 1๑4๔9๕ ๑๔๔ วชิ า ธรรมวิภาค ๑๐. ธุดงค คืออะไร ? มีกีห่ มวด ? หมวดไหนวาดว ยเรือ่ งอะไร ? ๑๐. คอื วตั ตจรยิ าพเิ ศษอยา่ งหนึง เป็นอบุ ายขดั เกลากเิ ลส และเป็นไปเพอื ความมกั น้อยสนั โดษ ฯ มี ๔ หมวด ฯ ดงั นี หมวดที ๑ วา่ ดว้ ยเรอื งจวี ร หมวดที ๒ วา่ ดว้ ยเรอื งบณิ ฑบาต หมวดที ๓ วา่ ดว้ ยเรอื งเสนาสนะ หมวดที ๔ ว่าดว้ ยเรอื งความเพยี ร ฯ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 149
1๑5๔๖0 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 150
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150