5๕1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. เมตตา ความรัก หมายถึง ความรักท่ีเวนจากราคะ เปนความปรารถนาดีอยากให ผูอนื่ สตั วอ ื่นมีความสขุ ดว ยจติ อนั ไมตรี และคิดทาํ ประโยชนแกม นุษยและสตั วทัว่ หนา ๒. กรุณา ความสงสาร หมายถึง ความคิดชวยใหพนจากทุกขเมื่อเห็นผูอื่นตกทุกข เดอื ดรอน โดยใฝใจในอันจะปลดเปล้อื งบําบดั ความทกุ ขยากเดือดรอ นของปวงสตั ว ๓. มุทิตา ความพลอยยินดี หมายถึง ความพลอยมีใจแชมช่ืนเบิกบาน เม่ือผูอื่นอยูดี มีสขุ และเจรญิ งอกงามประสบความสําเรจ็ ย่งิ ขึ้นไป ตรงกันขา มกบั ความมีจิตริษยา ๔. อุเบกขา ความวางเฉย หมายถึง ความวางตนเปนกลางในเม่ือจะแผเมตตากรุณา ไปก็ไมบังควร เชน กรณีที่เห็นคนรายถูกตํารวจจับ หรือในเมื่อจะพลอยยินดีดวยสมบัติของอีก ฝา ยหนงึ่ ก็จะเปนเหตุกระทบกระเทือนความวบิ ตั ขิ องอกี ฝา ยหนึ่ง ภกิ ษหุ รือบคุ คลเมอ่ื จะเจริญคือแผคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ใหเปนอัปปมัญญา พึงเจริญ คือแผออกไปในมนุษย หรือสัตวท้ังหลายอยางมีจิตใจสมํ่าเสมอท่ัวกัน ไมมีประมาณ ไมจํากัด ขอบเขต ๑. สุกขฺ วปิ สฺสโก ผเู จริญวิปสสนาลวน ๒. เตวชิ โฺ ช ผไู ดวชิ ชาสาม ๓. ฉฬภิ โฺ ญ ผไู ดอภิญญาหก ๔. ปฏิสมฺภิทปปฺ ตโฺ ต ผถู งึ ปฏสิ ัมภิทา พระอรหันต หมายถึง ผูสําเร็จอรหัตตผลเปนพระอริยบุคคลช้ันสูงสุด ใน พระพุทธศาสนาคาํ วา อรหันต มคี วามหมาย ๕ ประการ คือ (๑) ผูไ กลจากกเิ ลสโดยสิ้นเชงิ (๒) ผูกาํ จดั ขาศกึ คอื กเิ ลสไดหมดสน้ิ (๓) ผูหกั กงกาํ แหง การเวยี นวา ยตายเกดิ ไดเด็ดขาด (๔) ผคู วรรับทักษิณาอยางยงิ่ (๕) ผูม พี ฤตกิ รรมอยา งโปรงใส คือไมม ที ี่ลับในการทําบาป เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 51
5๕2๒ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท พระอรหันต เมื่อวาโดยประเภทคือตามอาการท่ีไดบรรลุอรหัตตผล ทานจําแนกเปน ประเภทตางๆ กัน ในที่นี้ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดประเภท ของพระอรหันตต ามคุณวิเศษที่ไดบรรลไุ ด ๔ ประเภท คอื ๑. สกุ ขฺ วิปสสฺ โก ผเู จริญวิปส สนาลว น หมายถึง พระอริยบุคคลผูมิไดเจริญสมถะเพ่ือ บรรลุฌานสมาบัติมากอน แตบรรลุอรหัตตผลสําเร็จเปนพระอรหันตดวยการเจริญแตวิปสสนา ลวนๆ จึงไมทรงคุณวิเศษแตอยางใด พระอรหันตประเภทนี้เรียกทับศัพทในภาษาไทยวา สุกข- วิปสสกะ หรือเรียกอีกอยางหน่ึงวา วิปสสนายานิก หรือ สุทธวิปสสนายานิก ผูมีวิปสสนาลวนๆ เปน ญาน จัดเปน ปญญาวิมตุ ตบุคคล คือ ผหู ลุดพนดวยปญญา ๒. เตวิชฺโช ผูไดวิชชาสาม (เตวิชชะ) หมายถึง พระอริยบุคคลผูเจริญสมถะเปนบาท ฐานแลวเจริญวิปสสนาจนบรรลุอรหัตตผลสําเร็จเปนพระอรหันตพรอมดวยบรรลุคุณวิเศษคือ วชิ ชา ๓ อันไดแ ก ปุพเพนิวาสานสุ สตญิ าณ จุตปู ปาตญาณ และอาสวกั ขยญาณ ๓. ฉฬภิโฺ ญ ผไู ดอภิญญาหก (ฉฬภญิ ญะ) หมายถึง พระอรยิ บคุ คลผเู จริญสมถะเปน บาทฐานแลวเจริญวิปสสนาจนบรรลุอรหัตตผลสําเร็จเปนพระอรหันต พรอมดวยบรรลุคุณวิเศษ คอื อภญิ ญา ๖ อนั ไดแ ก อิทธิวิธี แสดงฤทธ์ิได ทิพพโสต มีหูทิพย เจโตปริยญาณ รูจักกําหนดใจ ผอู ืน่ ได และวชิ ชา ๓ ดงั กลา ว ๔. ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ผูถึงปฏิสัมภิทา (ปฏิสัมภิทัปปตตะ) หมายถึง พระอริยบุคคล ผเู จริญสมถะเปนบาทฐานแลว เจริญวิปสสนาจนบรรลอุ รหตั ตผลสําเร็จเปนพระอรหันตพรอมดวย คณุ วิเศษคอื ปฏิสมั ภทิ า ๔ พระอรหันตทั้ง ๔ ประเภทน้ี เรียกอีกอยางหนึ่งวา สมถยานิก ผูมีสมถะเปนยาน คือ ทานผูเจริญสมถะจนไดฌานสมาบัติแลวจึงเจริญวิปสสนาตอจนไดสําเร็จเปนพระอรหันต และ จัดเปน อุภโตภาควิมุตตบุคคล คือผูหลุดพนท้ังสองสวน หมายถึง ไดท้ังเจโตวิมุตติข้ันอรูป สมาบัติกอ นแลว จึงไดป ญญาวมิ ตุ ติ ๑. พระโสดาบัน ผแู รกถงึ กระแสพระนพิ พาน ๒. พระสกทาคามี ผูกลับมาเกดิ อกี ชาติเดยี ว ๓. พระอนาคามี ผไู มก ลับมาเกดิ อีก ๔. พระอรหันต ผูไกลจากกเิ ลสโดยสน้ิ เชงิ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 52
53 53 เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2
5๕4๔ คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. จีวรสันโดษ ความสนั โดษดว ยจีวร ๒. ปณ ฑปาตสันโดษ ความสนั โดษดว ยบณิ ฑบาต ๓. เสนาสนสันโดษ ความสันโดษดวยเสนาสนะ ๔. ภาวนาปหานารามตา ความยนิ ดีในการเจรญิ กศุ ลและละอกศุ ล อริยวงศ แปลวา วงศของพระอริยะ หมายถึง ปฏิปทาที่พระอริยบุคคลผูเปนสมณะ ทงั้ หลายปฏิบตั ิสืบกนั มาแตโ บราณไมขาดสาย หรือเรียกวา อรยิ ประเพณี จัดเปนหลักปฏิบัติของ พระภิกษุโดยเฉพาะ โดยมีแนวปฏิบัตดิ งั นี้ (๑) สันโดษดวยปจจัยใน ๓ ขอขางตน คือมีความยินดีพอใจดวยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะหรอื ทอ่ี ยูอ าศยั ตามทไ่ี ด (ยถาลาภสันโดษ) ตามกําลัง (ยถาพลสันโดษ) และตามสมควร (ยถาสารปุ ปสันโดษ) (๒) มปี กตกิ ลาวสรรเสรญิ คณุ ของความสันโดษใน ๓ ขอ นนั้ (๓) ไมประกอบอเนสนา คือการแสวงหาที่ผิดเพราะปจจัยทงั้ ๓ อยา งนัน้ เปนเหตุ (เพียร แสวงหาแตโดยชอบธรรม ไมเ กยี จคราน) (๔) เม่อื ไมไ ด ก็ไมเรา รอ น (๕) เมื่อไดก็ใชโดยไมติด ไมหมกมุน ไมสยบ รูเทาทัน เห็นโทษ มีปญญาใชส่ิงของน้ัน ตามประโยชนตามความหมายของมัน คือมีและใชดวยสติสัมปชัญญะ ดํารงตนเปนอิสระ ไมตก เปน ทาสของส่ิงน้นั (๖) ไมถือเอาอาการท่ีไดป ระพฤตธิ รรม ๔ ขอ นน้ั เปนเหตยุ กตนขม ผอู น่ื กลาวโดยสรุป คือเปนผูขยันไมเกียจคราน มีสติสัมปชัญญะในอริยวงศขอนั้นๆ เฉพาะ อรยิ วงศขอ ๔ ทรงสอนไมใหสันโดษ สวนอริยวงศ ๓ ขอแรก ทรงสอนใหทําความเพียรแสวงหา ในขอบเขตทชี่ อบดวยพระธรรมวินยั และมีความสันโดษตามนยั ที่แสดงขางตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 54
5๕5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. อากาสานัญจายตนะ ความกําหนดอากาศไรท่สี ดุ ๒. วญิ ญาณัญจายตนะ ความกาํ หนดวญิ ญาณไรท ่สี ุด ๓. อากญิ จญั ญายตนะ ความกาํ หนดภาวะไมม ีอะไรเลย ๔. เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ ความเขาถึงภาวะมีสัญญาก็ไมใช ไมมีสัญญาก็ ไมใ ช อรูป แปลวา ภาวะที่ไมใชรูป เปนชื่อของฌาน เรียกวา อรูปฌาน หมายถึง ฌานที่ กําหนดภาวะหรือสิ่งท่ีเปนนามธรรมเปนอารมณ หรือกัมมัฏฐานท่ีมีอรูปธรรม ๔ คือ อากาศ วิญญาณ ภาวะที่ไมมีอะไรๆ และภาวะท่ีกลาวไมไดวามีสัญญา หรือไมมีสัญญา เปนอารมณ มีความหมาย ดงั นี้ ๑. อากาสานัญจายตนะ ความกําหนดชองวางไรท่ีสุด หมายถึง ฌานท่ีเลิกเพงกสิณ ซง่ึ เรียกวา ลวงรปู สญั ญา (ภาวะจติ ที่กาํ หนดหมายรูปธรรมเปนอารมณ) แลวมากําหนดอากาศคือ ท่ีวาง หรือชองวางเปนอารมณโดยพิจารณาใหเห็นวาอากาศหาท่ีสุดมิไดหรือไรที่สุด ดวย มนสิการ (บรกิ รรมทําในใจ) วา “อนนโฺ ต อากาโส อากาศไมม ีทส่ี ดุ ” ๒. วิญญาณัญจายตนะ ความกําหนดวิญญาณไรท สี่ ดุ หมายถึง ฌานที่เลิกเพงอากาศ หรือท่ีวางน้ันแลวมากําหนดเพงดูวิญญาณจิตท่ีแผไปสูที่วางเปนอารมณโดยพิจารณาใหเห็นวา วญิ ญาณหาที่สุดมไิ ดหรอื ไรทส่ี ุด ดวยมนสกิ ารวา “อนนฺตํ วิญฺ าณํ วิญญาณไมมีที่สุด” ๓. อากิญจัญญายตนะ ความกําหนดภาวะไมมีอะไรเลย หมายถึง ฌานที่เลิกกําหนด เพงดูวิญญาณจิตที่แผไปสูท่ีวางนั้นแลวมากําหนดภาวะท่ีมีอยูแหงวิญญาณเปนอารมณโดย พิจารณาใหเ หน็ วา สักหนอยหนง่ึ นิดหน่งึ กไ็ มมี ดว ยมนสกิ ารวา “นตฺถิ กิฺจิ ไมม ีอะไรๆ” ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ความเขาถึงภาวะมีสัญญาก็ไมใชไมมีสัญญาก็ไมใช หมายถึง ฌานที่เลิกกําหนดภาวะท่ีไมมีแหงวิญญาณนั้นแลวเขาถึงภาวะท่ีมีสัญญา (ภาวะที่จิต กําหนดไดหมายรู คอื รูสึกตัว) ก็ไมใ ช ไมม สี ญั ญาก็ไมใช ทลี่ ะเอียดประณตี กวาอรปู ฌานที่ ๓ นั้น อรูป ๔ นีจ้ ัดเปน โลกิยะ เปน ช่อื ของภพหนึ่ง คือ อรูปภพ หมายถึง วาผูบําเพ็ญสมาธิจิต เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 55
5๕6๖ คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 จนไดรูปฌาน ๔ อันเปนโลกิยะ เมื่อจุติจากอัตภาพน้ัน (ตายจากมนุษยโลก) แลวยอมไปเกิดใน อรปู ภพ หรืออรูปพรหม คือภพของพรหมที่ไมม รี ูปปรากฏ ๔ ชนั้ อวิชชา แปลวา ความไมรูแจง ความไมรูจริง หมายถึง ความไมรูในสิ่งอันเปนรากฐาน ของกเิ ลสทง้ั ปวง ในท่ีน้ี ทา นจําแนกไว ๔ ประการ คือ ๑. ไมรูในทุกข (ทุกฺเข อฺญาณํ) ไดแก ความไมรูวาอะไรเปนตัวทุกข คือไมรูวา ขนั ธ ๕ อันไดแก รปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณ เปนทกุ ขเ พราะชาติ ชรา และมรณะ ๒. ไมร ูใ นทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อฺญาณํ) ไดแก ความไมรูในเหตุใหทุกขเกิด คือ ไมรูวาสาเหตุของทุกขนัน้ เกิดจากตณั หา ๓ อยาง อนั ไดแก กามตณั หา ภวตัณหา วภิ วตณั หา ท้ัง ไมรูว าตัณหา ๓ อยางนเ้ี ปน เหตุใหเ กดิ ทกุ ขไ ดอ ยางไร ๓. ไมร ใู นทกุ ขน ิโรธ (ทกุ ขฺ นโิ รเธ อฺญาณํ) ไดแ ก ความไมรูในความดับทุกข คือ ไมรู ภาวะของความดับทุกขว าเพราะตณั หาดับ ทุกขจึงดับ ๔. ไมรูในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาย อฺญาณํ) ไดแก ความไมรูในขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข คือไมรูทางท่ีใหถึงภาวะแหงความดับทุกขไดวาตอง ดําเนนิ ตามหลกั อริยมรรคมีองค ๘ 56
5๕7๗ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. กวฬงิ การาหาร อาหารคือคําขาว ๒. ผสั สาหาร อาหารคือผัสสะ ๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา ๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ อาหาร แปลวา สภาพที่นํามา ในท่ีนี้หมายถึง สภาพที่นํามาซึ่งผลโดยความเปนปจจัย ค้ําจุนรปู ธรรมและนามธรรม หรือเครื่องคํ้าจุนชีวิต ส่ิงใดๆ ก็ตามที่มีลักษณะเปนเหตุนํามาซึ่งผล ในทางธรรมเรียกวาอาหาร หรือกลาวใหชัดในที่น้ี อาหารก็คือเหตุปจจัย เพราะวาสภาวธรรม ทง้ั ปวงจะขาดเหตุปจจัยมไิ ด จําแนกเปน ๔ อยา ง คอื ๑. กวฬิงการาหาร อาหารคือคําขาว หมายถึง อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเขาไป หลอเล้ียงรางกายซึ่งคนท่ัวไปบริโภคกันอยูทุกวัน มีขาวสุกเปนตน อาหารชนิดนี้นําผลมาใหคือ บรรเทาความหิวเกาและปองกันความหิวใหม เมื่อกําหนดรูกวฬิงการาหารไดแลว ก็เปนอัน กําหนดรรู าคะทเี่ กดิ จากเบญจกามคุณไดด วย ๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ หมายถึง การบรรจบกันแหงอาสตนะภายในกับ อายตนะภายนอก และวญิ ญาณซึ่งเปน ปจ จยั ใหเกิดเวทนา ถาผัสสาหารนั้นเปนอิฏฐารมณ ก็เปน เหตุใหเกิดสุขเวทนา ถาเปนอนิฏฐารมณ ก็เปนเหตุใหเกิดทุกขเวทนา เปนตน เมื่อกําหนดรู ผัสสาหารไดแลว ก็เปนอันกําหนดรูเ วทนา ๓ ไดดว ย ๓. มโนสญั เจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา หมายถึง เจตนาคอื ความจงใจอันเปน ปจจัยแหงการทํา พูด คิด ซ่ึงเรียกวา กรรม เปนตัวชักนํามาซ่ึงภพ คือใหเกิดปฏิสนธิในภพ ทัง้ หลาย เมือ่ กาํ หนดรมู โนสญั เจตนาหารไดแ ลว กเ็ ปนอันกําหนดรูตณั หา ๓ ไดด ว ย ๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ หมายถึง วิญญาณอันเปนปจจัยใหเกิดนามรูป หรอื ปฏสิ นธิวญิ ญาณ เม่ือกาํ หนดวิญญาณาหารไดแ ลวก็เปนอันกําหนดรนู ามรูปไดดวย เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 57
5๕8๘ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. กามุปาทาน ถือมน่ั กาม ๒. ทฏิ ุปาทาน ถอื มัน่ ทิฏฐิ ๓. สีลัพพตุปาทาน ถอื มัน่ ศลี พรต ๔. อัตตวาทุปาทาน ถอื มั่นวาทะวา ตน อุปาทาน แปลวา ความถือม่ัน ความยึดม่ัน หมายถึง ความถือม่ันยึดม่ันในทางท่ีผิด ดวยอาํ นาจกิเลส หรือความยึดติดอันเน่ืองมาแตต ัณหาผกู พันเอาตัวตนเปนที่ต้งั มี ๔ อยา ง คือ ๑. กามุปาทาน ถือม่ันกาม หมายถึง ความยึดม่ันในกามคุณ ๕ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐพั พะ ทนี่ า ปรารถนา พาใจใหกาํ หนัด หรือความยดึ มน่ั วตั ถกุ ามดว ยอาํ นาจกามตัณหาท่ีเปน เหตุใหถอื ตัวถือตน หมกมุนอยูวาน่ันของเรา จนเปนเหตุใหเกิดอิสสาคือความริษยา หรือหึงหวง และเปน เหตใุ หกระทาํ การตางๆ ในทางท่ผี ดิ ๒. ทิฏุปาทาน ถือมั่นทิฏฐิ หมายถึง ความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือ ความคิดเห็น ลัทธิ ทัศนคติ หลักความเชื่อหรือหลักคําสอนตางๆ อยางเหนียวแนน เปนอาการ ของจิตท่ีมีความเห็นผิดดวยอํานาจความเปนคนหัวด้ือ ถือดี โดยไมยอมเชื่อถือความคิดเห็นที่ ถูกตอง ๓. สีลัพพตุปาทาน ถือม่ันศีลพรต หมายถึง ความยึดมั่นในศีลและพรต คือหลัก ความประพฤติ ขอปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบวิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีตางๆ ที่ถือวา จะตอ งเปน อยางนนั้ ๆ โดยสกั วา กระทาํ สืบๆ กนั มา หรือปฏิบตั ิตามๆ กนั ไปอยา งงมงาย หรือโดย นยิ มวาขลงั ศักดส์ิ ทิ ธิ์ มิไดเปนไปดว ยความรคู วามเขา ใจตามหลักความสัมพนั ธแ หงเหตุและผล ๔. อัตตวาทุปาทาน ถือมั่นวาทะวาตน หมายถึง ความยึดมั่นในวาทะวาตัวตน ความยึดติดในหลักการของคน คือความถือหรือสําคัญหมายอยูภายในวามีตัวตนที่จะได จะเปน จะสูญสลาย ถูกบีบค้ันทําลาย หรือเปนเจาของ เปนนายบังคับบัญชาส่ิงตางๆ ได ไมมองเห็น สภาวะของสง่ิ ทัง้ ปวงอันรวมทั้งตวั ตนวาเปนแตเพยี งสงิ่ ที่ประชุมประกอบกันเขา ไปตามเหตุปจจัย ทั้งหลายทีส่ มั พันธก ันลว นๆ เทา นน้ั เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 58
5๕9๙ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. กาโมฆะ โอฆะคือกาม ๒. ภโวฆะ โอฆะคอื ภพ ๓. ทฏิ โฐฆะ โอฆะคือทิฏฐิ ๔. อวิชโชฆะ โอฆะคืออวิชชา โอฆะ แปลวา หวงนํ้า ในที่น้ีเปนช่ือของกิเลส หมายถึง กิเลสดุจหวงน้ําท่ีหลากทวมใจ เหลา สตั วใ หจมอยูในวฏั ฏทุกข หรอื หวงวงั วนแหง กิเลส มี ๔ อยาง คือ ๑. กาโมฆะ หวงน้ําคือกาม หมายถึง ความพอใจยินดีในกามคุณ ๕ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ท่นี า ปรารถนา พาใจใหกําหนดั ๒. ภโวฆะ หวงนํ้าคือภพ หมายถึง ความพอใจยินดีในรูปภพหรืออรูปภพ และ ความตดิ ใจในฌานทไ่ี ดบ รรลุ ๓. ทิฏโฐฆะ หวงน้ําคือทิฏฐิ หมายถึง ทิฏฐิ ๖๒ ประการ คือลัทธิที่แสดงความเห็น ปรารภขันธสวนอดตี ๑๘ และลัทธทิ แี่ สดงความเห็นปรารภขนั ธสว นอนาคตและปจจุบนั ๔๔ ๔. อวชิ โชฆะ หวงนาํ้ คอื อวชิ ชา หมายถึง ความไมร ใู นอรยิ สจั ๔ ดังกลา วแลว ในอวชิ ชา ๔ สภาพท้ัง ๔ อยาง คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และ อวิชชา นอกจากจะเรียกวา โอฆะ ๔ แลว ยงั เรยี กวา โยคะ ๔ บาง หรอื เรียกวา อาสวะ ๔ บาง ซึง่ มีความหมายในการเรยี กแตละอยาง ดังน้ี ที่เรียกวา โอฆะ เพราะเปนดุจกระแสน้ําหลากทวมใจสัตว หรือกิเลสดุจนํ้าทวมพาผูตกไป ใหพินาศ ทาํ สตั วท ัง้ หลายใหห ลงติดอยู ประดุจหวงมหาสมุทรท่ีลึกหย่ังไมไดที่ไหลพัดเอาเหลาสัตว และสรรพสิง่ ตางๆ ใหห มุนเวียนรอบไปและหลงตดิ อยูฉ ะน้นั ทเ่ี รยี กวา โยคะ เพราะเปนกิเลสทที่ าํ หนาทป่ี ระกอบสัตวไ วในวฏั ฏทุกข คือทาํ ใหหลงติด อยใู นภพ ๓ จนไมส ามารถทีจ่ ะหลุดพน ไปจากวัฏฏทกุ ขไ ด ทีเ่ รียกวา อาสวะ เพราะเปน กิเลสเครอื่ งหมักหมมอยูในสันดานของสัตวทงั้ หลาย เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 59
6๖0๐ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๑. ปรญิ ญา กําหนดรูทกุ ขสจั ๒. ปหานะ ละสมทุ ัยสัจ ๓. สจั ฉกิ รณะ ทําใหแจงนโิ รธสัจ ๔. ภาวนา ทาํ มัคคสัจใหเกดิ กิจในอรยิ สัจ ๔ หมายถงึ หนา ที่อนั จะพึงทําหรือปฏบิ ัตติ ออริยสจั ๔ หรอื ขอทจี่ ะตอ งปฏิบตั ิ ใหถกู ตองและเสรจ็ สิ้นในอรยิ สัจ ๔ จึงจะชื่อวาอริยสัจ หรือ เปนผูตรสั รแู ลว มี ๔ อยาง คือ ๑. ปริญญา กําหนดรูทุกขสัจ เรียกวา ปริญญากิจ เปนกิจในทุกขตามหลักที่วา ทุกข ควรกําหนดรู คือ การกําหนดรูวาส่ิงน้ี ส่ิงนั้นเปนทุกข ถึงส่ิงนั้นๆ ก็เปนทุกขเชนเดียวกัน อุปมา เหมือนกบั การจดุ ประทีปโคมไฟขึ้นฉะนั้น ๒. ปหานะ ละสมุทัยสัจ เรียกวา ปหานกิจ เปนกิจในทุกขสมุทัย เหตุเกิดทุกข ตามหลัก ท่ีวา ทุกขสมุทัยควรละ คือการละตัณหาที่เปนเหตุกอใหเกิดทุกข อุปมาเหมือนไสของประทีป โคมไฟท่ีถกู เผาไหมหมดสิ้นไปทลี ะนอยๆ ฉะนั้น ๓. สัจฉิกรณะ ทําใหแจงนิโรธสัจ เรียกวา สัจฉิกิริยากิจ เปนกิจในทุกขนิโรธ ความดับทุกขหรือภาวะนิพพาน ตามหลักท่ีวา ทุกขนิโรธ ควรทําใหแจง คือ การบรรลุถึงภาวะที่ดับ ทกุ ขไ ด อปุ มาเหมือนแสงสวางทไี่ ดหรือเกิดจากการจุดประทีปโคมไฟฉะน้นั ๔. ภาวนา ทํามัคคสัจใหเกิด เรียกวา ภาวนากิจ เปนกิจในมรรคหรือทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ตามหลักที่วา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญคือควร ฝกอบรมลงมอื ปฏิบัติ กระทําตามวิธีการท่ีจะนําไปสูจุดหมาย คือ อริยมรรคมีองค ๘ อันเปนทางที่จะ ทําใหผูปฏิบัติลุถึงภาวะนิพพานซ่ึงเปนภาวะที่ทําใหทุกขท้ังปวงหมดเชื้อสิ้นไป โดยไมมีอะไรเหลือ อุปมาเหมือนเชื้อหรือน้าํ มันสําหรับประทีปโคมไฟท่ถี ูกจดุ ถูกเผาไหมใ หเ หือดแหงไปฉะนนั้ ๑. ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ ๒. ทุติยฌาน ฌานที่ ๒ ๓. ตติยฌาน ฌานท่ี ๓ ๔. จตตุ ถฌาน ฌานที่ ๔ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 60
6๖1๑ วชิ า ธรรมวิภาค ฌาน แปลวา การเพง หมายถึง ภาวะจิตท่ีเพงอารมณจนแนวแนและสามารถขมกิเลสคือ นิวรณ ๕ ไดตราบเทาท่ีฌานนั้นยังไมเสื่อมหรือยังไมออกจากฌาน กลาวคือฌานท่ีมีรูปธรรม เปนอารมณ โดยการนําสิ่งที่เปนรูปธรรมมาเพงเปนวัตถุจูงจิตใหเปนสมาธิขั้นอัปปนา จัดลําดับ เปน ๔ ขนั้ ตามความสงบประณตี แหงภาวะจติ คอื ๑. ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ หมายถึง ภาวะจิตที่แนบแนนเปนอัปปนาสมาธิข้ันตน โดยมีองค ธรรมเปนเคร่ืองประกอบในขณะจิตเปนสมาธิ ซึ่งทําใหจิตมีพลานุภาพสามารถระงับกิเลสกามและ อกุศลธรรมได มีองคฌาน ๕ คอื ๑) วิตก ความตรึกอารมณ คือภาวะของจิตท่ีกําลังเกาะเก่ียวอารมณ หรือจิตแรกคิด อารมณ ๒) วจิ าร ความไตรตรองอารมณ หรอื ภาวะของจิตท่กี าํ ลังคดิ พิจารณาอารมณ ๓) ปต ิ ความอิ่มใจหรอื ซาบซา นในอารมณ ๔) สุข ความสุขใจในอารมณ และ ๕) เอกัคคตา ความมีจติ แนว แนมั่นอยูในอารมณเดียว (หรือเรียกวา สมาธิจติ ) การที่จะบรรลุปฐมฌานน้ีไดก็ตอเม่ือพระโยคาวจร หรือผูบําเพ็ญเพียรฝกฝนปฏิบัติจนจิต สงบเขาสูภาวะมีสมาธิอยางแนวแนเปนอัปปนาวิถีท่ีตัดความรูสึกทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือตา หู จมูก ล้ิน กายได และเมื่อจิตบรรลุถึงปฐมฌาน ก็จะเปนจิตท่ีมีประสิทธิภาพเพราะมีองคธรรม หรือ องคฌ าน ๕ ดังกลา ว ที่สามารถระงับดับกิเลสที่เปนปฏิปกษท่ีเรียกวา นิวรณ คือ กิเลสท่ีกันจิตไมให บรรลุคณุ ความดี ๒. ทุติยฌาน ฌานที่ ๒ หมายถึง ภาวะจิตท่ีแนบแนนเปนสมาธิขั้นที่ ๒ ตอจาก ปฐมฌาน โดยจะเกิดข้ึนไดตอเม่ือพระโยคาวจรมี วสี คือความชํานาญในการนึก การเขา การรักษา การออก และการพิจารณาองคฌานแหงปฐมฌานน้ันดีแลว จึงเจริญสมาธิขั้นตอไป ก็จะไดบรรลุทุติยฌาน เม่ือบรรลุทุติยฌานน้ีท้ังวิตกและวิจารก็จะถูกละท้ิงไป จึงเหลืออยูแต องคฌ าน ๓ คอื ปติ สุข และ เอกคั คตา ๓. ตติยฌาน ฌานที่ ๓ หมายถึง ภาวะจิตที่แนบแนนเปนสมาธิข้ันที่ ๓ ตอจาก ทุติยฌาน โดยจะเกิดขึ้นไดตอเมื่อพระโยคาวจรมีวสีในทุติยฌานเหมือนกันท่ีมีวสีในปฐมฌาน แลวจงึ เจรญิ สมาธขิ ัน้ ตอ ไป ก็จะไดบรรลุตตยิ ฌาน เม่ือบรรลตุ ตยิ ฌานนี้ ปตกิ จ็ ะจางหายคลาดดับ ไป โดยภาวะจิตมีสติสัมปชัญญะมากมาแทนที่ ดังนั้น ตติยฌานจึงมีองคฌาน ๒ คือ สุข และ เอกัคคตา ๔. จตุตถฌาน ฌานที่ ๔ หมายถึง ภาวะจิตที่แนบแนนเปนสมาธิขั้นที่ ๔ ตอจาก ตติยฌาน โดยจะเกดิ ขึ้นไดต อเม่ือพระโยคาวจรมวี สีในตตยิ ฌาน แลวจึงเจรญิ สมาธิข้ันตอไป ก็จะ ไดบ รรลุจตตุ ถฌานอันเปน รปู ฌานขั้นสูงสุด เมื่อบรรลุจตตุ ถฌาน ภาวะจติ จะละเอียดประณีตมาก เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 61
6๖2๒ คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 เพราะเปนข้ันท่ีระงับดับเวทนาคือสุขโสมนัส ทุกขโทมนัส หรือ เรียกวาภาวะจิตที่ปราศจากสุข หรือทุกข มีแตอุเบกขา คือความวางจิตเปนกลางในอารมณ และสติอันบริสุทธ์ิอยู ดังนั้น จตุตถฌาน จงึ มีองค ๒ คอื อเุ บกขา และ เอกัคคตา คําวา ทกั ขณิ า (หรือใชวา ทักษิณา) หมายถึง ของทําบุญ ดังนั้น คําวา ทักขิณาวิสุทธิ จึงหมายถงึ ความบรสิ ทุ ธแิ์ หง ทกั ขิณาคือของทาํ บุญ ทา นจาํ แนกไว ๔ ลักษณะ คือ ๑. ทักขิณาบางอยาง บริสุทธ์ิฝายทายก มิใชฝายปฏิคาหก หมายถึง อาการที่ ทายก คอื ผูใหท าน เปน ผถู ือศีล มีกัลยาธรรม เสาะแสวงหาของทําบุญท่ีเรียกวาทักขิณานั้นโดย ทางท่ชี อบทีค่ วร สวนปฏิคาหกคือผูร บั ทานเปนผทู ุศลี ๒. ทักขิณาบางอยาง บริสุทธิ์ฝายปฏิคาหก มิใชฝายทายก หมายถึง อาการท่ี ทายกนน้ั ไดส่ิงของมาเพื่อทักขิณาโดยทางมิจฉาชีพ ทั้งเปนผูทุศีล ท้ังเปนผูมีบาปธรรม แลวจึง บรจิ าคทักขณิ า สวนปฏิคาหกเปนผูมศี ีล มกี ลั ยาณธรรม ๓. ทกั ขิณาบางอยา ง ไมบริสุทธิ์ท้ังฝายทายก ท้ังฝายปฏิคาหก หมายถึง อาการท่ี ท้ังทายกท้ังปฏิคาหกเปนผูทุศีลเชนกัน เปนผูมีบาปธรรมเหมือนกัน ทักขิณาท่ีทายกบริจาคแก ปฏิคาหกน้นั จัดวา ไมบริสุทธ์ิทง้ั สองฝา ย ๔. ทักขิณาบางอยาง บริสุทธ์ิทั้งฝายทายก ทั้งฝายปฏิคาหก หมายถึง อาการท่ี ท้ังทายก ทง้ั ปฏคิ าหกเปน ผมู ีศีลเชนกนั เปน ผูมีกัลยาณธรรมเหมือนกัน ทักขิณาท่ีทายกบริจาค แกป ฏิคาหกน้ันจดั วา บริสุทธิ์ท้งั สองฝาย 62
6๖3๓ วชิ า ธรรมวิภาค เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ธรรมสมาทาน แปลวา การถือปฏิบัติธรรม หมายถึง ขอที่บุคคลยึดเอาเปนหลัก ความประพฤตปิ ฏิบัติ หลกั การที่ทาํ หรอื การทาํ กรรม มี ๔ ลกั ษณะ คอื ๑. ธรรมสมาทานบางอยาง ใหทุกขในปจจุบัน และมีทุกขเปนวิบากตอไป หมายถงึ การทํากรรมอยางใดอยา งหน่งึ ทีเ่ ปนอกุศล คือ เปนความช่ัว เปนทุจริต โดยท่ีมิไดตั้งใจ คือมิไดมีใจสมัครท่ีจะทําเลย กระทําไปโดยความจํายอม หรือความจําเปนบางอยาง ไดแก ขอปฏบิ ัตขิ องพวกอเจลก คอื พวกนักบวชชีเปลอื ยนอกพระพทุ ธศาสนาที่ประพฤตวิ ัตรทรมานตน ๒. ธรรมสมาทานบางอยาง ใหทุกขในปจจุบัน แตมีสุขเปนวิบากตอไป หมายถึง การทํากรรมอยางใดอยางหน่ึงที่เปนกุศล คือ เปนสุจริต เปนสัมมาชีพ โดยที่ไดต้ังใจไว คือ โดยความสมคั รใจท่จี ะทําใหได ไดร บั ทกุ ขคอื ความยากลําบากในขณะท่ีทํา ครั้นในลําดับตอมาจึง ไดรับผลแหงการกระทําเปนท่ีพึงพอใจ ไดแก การประพฤติพรหมจรรยของผูมีกิเลสแรงกลา ซ่ึงฝนใจพยายามประพฤติพรหมจรรยใหบริสุทธิ์บริบูรณหรือประพฤติกุศลกรรมบถดวย ความยากลําบาก ๓. ธรรมสมาทานบางอยาง ใหสุขในปจจุบัน แตมีทุกขเปนวิบากตอไป หมายถึง การทาํ กรรมทเ่ี ปน อกศุ ลดงั ที่กลา วแลวในขอ ๑ นั่นแหละ แตโดยที่ต้ังใจไว คือโดยความสมัครใจ ที่จะทําใหได ไดรับความสุข คือความสะดวกสบายและพอใจในเบื้องตน คร้ันแลววิบากของ อกุศลกรรมบถนั้นแหละอํานวยผลใหไดรับความทุกขโทมนัสเสียใจตอไป ไดแก การหลงมัวเมา หมกมุนอยใู นกามท้ังหลาย หรอื การประพฤตอิ กศุ ลกรรมบถดว ยความสนกุ สนานพอใจ ๔. ธรรมสมาทานบางอยาง ใหสุขใจปจจุบัน และมีสุขเปนวิบากตอไป หมายถึง การทํากรรมท่ีเปนกุศลอยางใดอยางหนึ่งโดยความสมัครใจที่จะทําใหได ไดรับความสุขคือ ความสะดวกสบายและพอใจในเบื้องตน ครั้นแลววิบากของกุศลกรรมน้ันนั่นแหละอํานวยผลให 63
6๖4๔ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ไดรับความสุขเปนผลในเบ้ืองปลาย ไดแก การประพฤติพรหมจรรยในพระพุทธศาสนาของผูท่ี กิเลสมีกําลังนอย ซึ่งประพฤติพรหมจรรยดวยความพอใจแลวไดเสวยเนกขัมมสุข หรือ การประพฤตกิ ุศลกรรมบถดว ยความพอใจของบคุ คลทวั่ ไปแลว ไดเ สวยสขุ โสมนัสเปน ตน บริษัท แปลวา หมู หรือพวก หมายถึง ชุมนุม กลุมบุคคล ในท่ีนี้หมายเอาเฉพาะหมูแหง พุทธศาสนิกชน หรือชุมชนชาวพุทธ ท่ีประพฤติปฏิบัติตามหลักคําสอนในพระพุทธศาสนา ท่ีเรียกวา พุทธบริษัท ๔ คอื ๑. ภิกษุ หรือ ภิกษุบริษัท หมายถึง กลุมกุลบุตรท่ีสละชีวิตครองเรือนเขามาบวชเปน ภิกษุประพฤตพิ รหมจรรยมุงทําที่สุดแหงทุกขในพระพุทธศาสนา โดยปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือ อธศิ ีล อธิจิต อธิปญ ญา กลาวในปจจุบัน ไดแก พระสงฆ ที่ประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ถอื ศลี ๒๒๗ สิกขาบท (สามเณรผถู อื ศลี ๑๐ ก็อนุโลมเขาในภิกษบุ ริษทั ดว ย) ๒. ภิกษุณี หรือ ภิกษุณีบริษัท หมายถึง กลุมสตรีเพศ หรือกุลธิดาในสมัยพุทธกาล ท่ีมีศรัทธาเขามาบวชประพฤติพรหมจรรยในพระพุทธศาสนา ภิกษุณีมีสิกขาบทและ ขนบธรรมเนียมซ่ึงเรียกวาสาชีพทํานองเดียวกับภิกษุ แตถือสิกขาบทบางอยางตางจากภิกษุ รวมสิกขาบทที่ตองถือปฏิบัติอยางเครงครัดจํานวน ๓๑๑ สิกขาบท ในพิธีอุปสมบทภิกษุณีตอง ทําจากสงฆสองฝาย คืออุปสมบทจากภิกษุณีสงฆฝายหนึ่งกอนแลวจึงมารับการอุปสมบทจาก ภิกษุสงฆอีกฝายหนึ่ง ตอมาภิกษุณีสงฆไดสูญส้ินการสืบตอ จนในปจจุบันไมมีภิกษุณีสงฆ ในพระพทุ ธศาสนาฝายเถรวาทแลว ๓. อุบาสก หรือ อุบาสกบริษัท คําวา อุบาสก แปลวา ชายผูเขาถึงพระรัตนตรัย หมายถึง กลุมบุรุษเพศท่ีไดปฏิญาณตนขอเปนผูเขาถึงพระรัตนตรัย ยอมรับนับถือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆเปนสรณะท่ีพ่ึงที่ระลึกของตนตลอดชีวิต โดยสมาทานศึกษาปฏิบัติอยูใน ศลี ๕ หรอื ศลี ๘ อยา งเครงครัด ๔. อบุ าสิกา หรือ อุบาสกิ าบริษัท คําวา อุบาสิกา แปลวา หญิงผูเขาถึงพระรัตนตรัย 64
6๖5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค มีความหมายและคุณสมบัติเชนเดียวกับอุบาสก ตางแตเปนสตรีเพศเทาน้ัน (ในปจจุบัน มีสตรีท่ี นงุ ขาว หม ขาว ท่เี รียกวา แมช ี ก็อนุโลมเขา ในอุบาสิกาผถู อื ศลี ๘ โดยเครงครัด) พุทธบริษัท ๔ น้ี นับเปนบุคลากรทางพระพุทธศาสนาท่ีจะชวยกันดํารงรักษาสืบทอด หลักธรรมคําสอนของพระพทุ ธเจาใหคงอยูไดถึง ๕ พันป โดยมีหนาท่ีศึกษา ปฏิบัติ เผยแผ และ ปกปองพระสัทธรรม ยอลงเปนสองฝายคือ พุทธบริษัทฝายบรรพชิต ไดแก ภิกษุและภิกษุณี กบั พุทธบริษทั ฝา ยคฤหัสถ ไดแก อุบาสกและอบุ าสกิ า คําวา บริษัท ในที่น้ี หมายเอาหมู คณะ กลุมคน ที่ประชุม หรือชุมนุมชนทั่วๆ ไป ท่ีมี สถานะเดยี วกัน ซึ่งในสมยั พุทธกาล จาํ แนกไว ๔ ประเภท คือ ๑. กษัตริย หรือ ขัตติยบริษัท หมายถึง กลุมบุคคลชั้นสูง ซึ่งมีหนาท่ีปกครอง บา นเมอื ง ตางโดยเปนพระราชาพระมหากษัตริยบาง เปนพระบรมวงศานวุ งศบา ง ๒. พราหมณ หรือ พราหมณบริษัท หมายถึง กลุมบุคคลเจาลัทธิ ซึ่งพากันรวบรวม จารีตประเพณีเกาๆ เอาไวศึกษาเลาเรียนถายทอดในทางพธิ ีกรรมตางๆ ๓. คฤหบดี หรือ คหปติบริษัท หมายถึง กลุมคนท่ีอยูครองเรือนทั่วไป โดยความเปน ผูใหญในบานเมือง เปนผูม่ังค่ัง เปนเศรษฐี มีทรัพยสมบัติมาก ดําเนินชีวิตดวยอาชีพสวนตัวบาง ดวยการรวมหุน ตั้งเปน บรษิ ัทบาง หรอื เรียกวา กลุมพอ คาประชาชน ๔. สมณะ หรือ สมณบริษัท หมายถึง กลุมบุคคลผูสละบานเรือนออกบวชถือเพศเปน บรรพชิตไมติดท่ีอยูอาศัย ไมหมกมุนพัวพันอยูในวัตถุกาม มีหนาที่ศึกษาเลาเรียนในทาง พระศาสนา ประพฤติปฏิบัตธิ รรมมุง แสวงหาความสงบกายสบายใจอันแทจ ริง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 65
6๖6๖ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๑. อคุ ฆติตัญู ผูอ าจรูธ รรมพอทา นยกหวั ขอ ขนึ้ แสดง ๒. วปิ จติ ัญู ผอู าจรูธรรมตอเมอื่ ทา นอธิบายความแหง หวั ขอ น้นั ๓. เนยยะ ผพู อแนะนาํ ได ๔. ปทปรมะ ผูม บี ทเปน อยางยง่ิ บุคคล ๔ ในที่นี้ จัดตามความสามารถทางสติปญญาในการรับฟงพระธรรมเทศนา ซ่งึ จําแนกไวโ ดยอุปนิสยั และปฏภิ าณปญญาตามลาํ ดับกนั ไปเปน ๔ ประเภท คือ ๑. อุคฆติตัญู ผูอาจรูธรรมพอทานยกหัวขอขึ้นแสดง หมายถึง บุคคลผูมี ปฏิภาณปญญาไหวพริบดี พอทานผูแสดงธรรมยกเพียงหัวขอขึ้นแสดงเทาน้ัน ก็เขาใจสามารถ ตีความหมายของหัวขอ อรรถธรรมไดอยา งแจมแจง โดยฉับพลันทีเดียว เปรียบเหมือนบัวพนน้ําท่ีพอ ตองแสงอาทิตยก พ็ ลันเบงบานวันน้ี ๒. วิปจิตัญู ผูอาจรูธรรมตอเม่ือทานอธิบายความแหงหัวขอน้ัน หมายถึง บุคคลผูมปี ฏภิ าณปญ ญาปานกลาง หรือลดต่ําลงมาจากระดับอคุ ฆตติ ญั บู คุ คล ซงึ่ จะรูแจงเขา ใจ ธรรมไดก็ตอเม่ือทานผูแสดงอธิบายขยายความใหพิสดารออกไป เปรียบเหมือนบัวเสมอนํ้าที่รอ เบงบานในวนั พรุงนี้ ๓. เนยยะ ผูพอแนะนําได หมายถึง บุคคลผูท่ีพอจะช้ีแจงแนะนําใหเขาใจไดดวย วิธีการฝกฝนอบรมยิ่งขึ้นตอไป เชน พวกกัลยาณปุถุชนที่มีกัลยาณธรรม มีปญญาบารมีที่ได อบรมส่ังสอนไวโดยทั่วไป ซึ่งเปนผูไมด้ือรั้น ถือดี รับฟงโอวาทโดยเคารพ ทบทวนใชสติปญญา พนิ จิ พิจารณาในหัวขอธรรมท่ียังไมเขาใจแจมแจงจนเขาใจแจมแจง เปรียบเหมือนบัวจมน้ําท่ีจะ เบง บานในวนั มะรืนน้ี ๔. ปทปรมะ ผูมีบทเปนอยางยิ่ง หมายถึง บุคคลผูอับปญญา สอนใหรูไดแตเพียงตัวบท คอื พยัญชนะ หรอื ถอยคําเทานั้น ไมอาจเขาใจอรรถคือความหมาย ซ่ึงเปนไดแตผูสักวาฟงเฉยๆ เปรียบเหมอื นบวั มโี รคทไี่ มส ามารถเบงบานได ยอมเปน ภกั ษาแหง ปลาและเตา เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 66
6๖7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. ทกุ ขฺ า ปฏปิ ทา ทนธฺ าภิฺญา ปฏบิ ตั ลิ ําบาก ท้งั รไู ดช า ๒. ทุกฺขา ปฏิปทา ขปิ ปฺ าภิฺ า ปฏบิ ตั ลิ ําบาก แตร ไู ดเร็ว ๓. สขุ า ปฏปิ ทา ทนฺธาภิฺ า ปฏบิ ตั ิสะดวก แตรูไดช า ๔. สขุ า ปฏิปทา ขปิ ปฺ าภิ ฺ า ปฏิบตั สิ ะดวก ทั้งรูไดเรว็ ปฏิปทา แปลวา ทางเครื่องดําเนินถึงเฉพาะ หมายถึง ขอปฏิบัติ หรือแนวปฏิบัติ ในท่ีน้ี หมายถึง หลักปฏิบัติของภิกษุผูไดบรรลุธรรมพิเศษ คือโลกุตตรธรรมในพระพุทธศาสนา จาํ แนกเปน ๔ ลักษณะ คือ ๑. ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิฺญา ปฏิบัติลําบาก ท้ังรูไดชา หมายถึง แนวทางปฏิบัติ ของผูปฏบิ ตั ทิ มี่ ีราคะ โทสะ โมหะแรงกลา ตองเสวยทกุ ขโทมนสั อยเู นอื งๆ หรอื เจริญกัมมัฏฐานที่ มีอารมณไมนาช่ืนใจ เชน เจริญอสุภกัมมัฏฐานเปนตน อีกทั้งยังมีอินทรียธรรม ๕ ประการ คือ สัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ และปญ ญายงั ไมแกก ลา (นอย) จึงบรรลุ โลกุตตรธรรมลาชา ๒. ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิ ฺญา ปฏิบัติลําบาก แตรูไดเร็ว หมายถึง แนวทางปฏิบัติ ของผปู ฏิบตั ิที่มีราคะ โทสะ โมหะแรงกลา ตองเสวยทุกขโทมนัสอยเู นื่องๆ หรือเจริญกัมมัฏฐานที่ มีอารมณไมนาช่ืนใจ เชน เจริญอสุภกัมมัฏฐานเปนตน แตมีอินทรียธรรมทั้ง ๕ ประการนั้นแก กลา จงึ บรรลโุ ลกตุ ตรธรรมไดเร็ว ๓. สุขา ปฏิปทา ทนธฺ าภิ ฺญา ปฏบิ ตั ิสะดวก แตรไู ดช า หมายถึง แนวทางปฏบิ ัตขิ อง ผปู ฏบิ ัติทมี่ รี าคะ โทสะ โมหะไมแ รงกลา ไมตอ งเสวยทกุ ขโทมนสั อยูเนืองนิตย หรอื เจรญิ สมาธไิ ด ฌาน ๔ อนั เปนสุขประณตี แตม อี นิ ทรียธรรมท้ัง ๕ ประการนั้นออนจึงบรรลุโลกุตตรธรรมลา ชา ๔. สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิฺญา ปฏิบัติสะดวก ท้ังรูไดเร็ว หมายถึง แนวทางปฏิบัติ ของผูปฏิบัติท่ีมีราคะ โทสะ โมหะไมแรงกลา ไมตองเสวยทุกขโทมนัสอยูเนืองนิตย หรือ เจริญสมาธิไดฌาน ๔ อันเปนสุขประณีต อีกท้ังมีอินทรียธรรมทั้ง ๕ ประการน้ันแกกลา จึง บรรลโุ ลกุตตรธรรมเร็วไว เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 67
6๖8๘ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. อตั ถปฏิสมั ภทิ า ปญ ญาอนั แตกฉานในอรรถ ๒. ธมั มปฏิสัมภทิ า ปญญาอนั แตกฉานในธรรม ๓. นริ ตุ ตปิ ฏสิ มั ภิทา ปญ ญาอันแตกฉานในนริ ตุ ติ ๔. ปฏภิ าณปฏสิ ัมภทิ า ปญญาอันแตกฉานในปฏภิ าณ ปฏิสัมภิทา แปลวา ความแตกฉาน หมายถึง ปญญาหรือความรูที่แตกฉานใน ๔ ประการ คืออรรถ ธรรม นริ ุตติ (นริ กุ ติ หรือภาษา) และปฏิภาณปญญา มอี ธบิ ายดงั นี้ ๑. อัตถปฏสิ มั ภิทา ปญ ญาอันแตกฉานในอรรถ หมายถึง ความรูที่สามารถกําหนด ลักษณะเฉพาะ และความหมายของผลประเภทตางๆ ไดแก ความรูชัดแจงในความหมายเห็น ขอธรรม หรือความยอ ก็สามารถอธิบายขยายออกไปไดโดยพิสดาร หรือเห็นเหตุก็สามารถ เชือ่ มโยงไปหาผลได ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปญญาอันแตกฉานในธรรม หมายถึง ความรูท่ีสามารถกําหนด ลักษณะเฉพาะ และความหมายของเหตุประเภทตางๆ ไดแก ความรูแจงชัดในหลัก เห็นอรรถาธิบาย พสิ ดารก็สามารถจบั ใจความมาตั้งเปนอุทเทสหรอื หัวขอได หรอื เห็นผลก็สามารถสาวถงึ เหตไุ ด ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปญญาอันแตกฉานในนิรุตติ (หรือนิรุกติ) หมายถึง ความรูท่ี สามารถกําหนดลักษณะเฉพาะ และความหมายของโวหารแหงภาษาประเภทตางๆ ท่ีกลาวถึง อรรถและธรรมไดอยางแตกฉาน ไดแก ความรูแจงชัดในภาษาธรรม รูศัพทบัญญัติและภาษา ตางๆ สามารถใชค าํ พูดช้ีแจงอรรถและธรรมใหผูอื่นเขาใจและเหน็ ตามได ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปญญาอันแตกฉานในปฏิภาณ หมายถึง ความรูที่สามารถ กําหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของปฏิภาณประเภทตางๆ คือรูแจงชัดในปฏิสัมภิทาท้ัง ๓ ขางตน หรือรูแจงชัดในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซับในความรูท่ีมีอยู โดยสามารถเอามา บรู ณาการเชือ่ มโยงเขาสรางความคิดเหตุผลขึ้นใหม และสามารถนําความรูที่มีอยูมาปรับใชประโยชน อยา งเหมาะสม ทง้ั เขา กบั กรณีเขากับเหตุการณ และทําใหผฟู งเขา ใจอยางถูกตองตามความเปน จริง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 68
6๖9๙ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. กามาวจรภูมิ ชน้ั ทองเทย่ี วอยูใ นกาม ๒. รูปาวจรภูมิ ชัน้ ทอ งเท่ียวอยูในรปู ๓. อรูปาวจรภูมิ ชนั้ ทองเทีย่ งอยใู นอรูป ๔. โลกตุ ตรภมู ิ ชั้นพนจากโลก ภูมิ แปลวา ชั้น หรือพ้ืนเพ ในท่ีนี้หมายถึง ช้ันแหงจิต ระดับแหงจิต หรือระดับชีวิตอัน ประณตี ข้นึ ไปโดยลําดับ มี ๔ ชัน้ คือ ๑. กามาวจรภูมิ ชั้นทองเที่ยวอยูในกาม หมายถึง ระดับจิตใจที่ยังปรารภกาม เปน อารมณ คอื ยงั เก่ียวขอ งกบั กามคณุ เชน ระดบั จิตใจของมนุษยท่ัวไปที่ยังเสพกาม หรือระดับ จิตใจของสตั วในกามภพทง้ั ๑๑ ชัน้ (คอื อบาย ๔ มนุษย ๑ และเทวโลก ๖) ๒. รูปาวจรภูมิ ชั้นทองเท่ียวอยูในรูป หมายถึง ระดับจิตใจท่ีปรารภรูปธรรมเปน อารมณ ระดับจิตใจของทานผูไดฌานหรือผูอยูในรูปภพ (รูปพรหม) ๑๖ ช้ัน ซึ่งสามารถกาวลวง กเิ ลสกามและวัตถุกามเสยี ได แตย งั ปรารภคอื ตดิ ใจในรูปธรรมเปนอารมณอยู ๓. อรูปาวจรภูมิ ชั้นทองเท่ียวอยูในอรูป หมายถึง ระดับจิตใจท่ีปรารภอรูปธรรม เปนอารมณ ระดบั จิตใจของทานผไู ดอ รปู ฌานหรือผูอ ยใู นอรูปภพ (อรูปพรหม) ๔ ชั้น ซ่ึงสามารถ กา วลวงรปู ธรรมเสียได แตย งั ปรารภคือตดิ ใจในอรปู ธรรมเปนอารมณอยู ๔. โลกุตตรภูมิ ชั้นพนจากโลก หมายถึง ระดับจิตใจท่ีทําใหขามพนจากความเปน ปุถุชนกาวสูความเปนพระอริยบุคคล ไมมีการตกตํ่าอีกตอไป เปนช้ันแหงจิตและเจตสิกท่ีมี พระนพิ พานเปน อารมณ และสามารถละอกุศลธรรมไดอยางเดด็ ขาดเปนสมุจเฉทปหาน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 69
7๗๐0 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 มรรค แปลวา ทาง ในทน่ี ี้หมายถึง ทางเขาถึงความเปนพระอริยบุคคล ไดแก ญาณ คือ ความรทู ี่เปนเหตุใหผูป ฏิบัตสิ ามารถละสังโยชน (กิเลสที่ผูกมัดใจสัตวใหติดอยูในภพ) ไดเด็ดขาด จําแนกเปน ๔ อยาง ตามลาํ ดับขัน้ ของการบรรลุทถี่ ือการละสงั โยชนไดเปนเกณฑ คือ ๑. โสดาปตติมรรค หมายถึง มรรคอันใหถึงกระแสที่นําไปสูพระนิพพานทีแรก หรือ มรรคอันใหถึงความเปนพระโสดาบัน เปนเหตุใหละสังโยชนได ๓ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สลี พั พตปรามาส ๒. สกทาคามิมรรค หมายถึง มรรคอันใหถึงความเปนพระสกทาคามี เปนเหตุละ สังโยชนไ ด ๓ เหมอื นในโสดาปต ติมรรค แตส ามารถทาํ ราคะ โทสะ โมหะใหเบาบางลงมากกวา ๓. อนาคามิมรรค หมายถงึ มรรคอนั ใหถ งึ ความเปนพระอนาคามี เปนเหตุละสังโยชน เบ้อื งตํา่ ไดทั้ง ๕ คอื สกั กายทิฏฐิ วจิ กิ จิ ฉา สลี ัพพตปรามาส กามราคะ และปฏฆิ ะ ๔. อรหัตตมรรค หมายถึง มรรคอันใหถึงความเปนพระอรหันต เปนเหตุละสังโยชน ท้ังเบื้องต่ํา และเบื้องสงู ไดเด็ดขาดครบทั้ง ๑๐ อยาง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏฆิ ะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธจั จะ และอวชิ ชา คําวา ผล โดยทั่วไป หมายถึง ส่ิงท่ีพึงไดรับ หรือ สิ่งท่ีเกิดแตเหตุ ในที่นี้เปนชื่อของ โลกุตตรธรรม ที่ใชคูกับมรรค หมายถึง ธรรมารมณอันเกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสไดดวยมรรค หรือธรรมารมณอันพระอริยบุคคลพึงเสวยหรือไดรับ ท่ีเปนผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปดวย 70
7๗1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค อํานาจมรรคนัน้ ๆ มชี ือ่ ตามมรรค เรยี กวา อรยิ ผล ๔ คือ ๑. โสดาปตตผิ ล หมายถงึ ผลแหงการเขาถึงกระแสทีน่ ําไปสูพระนิพพาน ผลคือความ เปนพระโสดาบนั หรอื ผลอันพระโสดาบนั พึงเสวยหรอื ไดร ับ ๒. สกทาคามิผล หมายถึง ผลคือความเปนพระสกทาคามี หรือผลอันพระสกทาคามี พึงเสวยหรือไดร ับ ๓. อนาคามิผล หมายถึง ผลคือความเปนพระอนาคามี หรือผลอันพระสกทาคามี พงึ เสวย หรอื ไดรับ ๔. อรหัตตผล หมายถึง ผลคือความเปนพระอรหันต หรือผลอันพระอรหันตพึงเสวย หรือไดรับ สมเด็จพระมหาสมณเจาฯ ทรงแสดงขออุปมาเปรียบเทียบมรรคกับผลใหเขาใจชัดไว ดังน้ี สังโยชนท่ีมรรคกําจัดเสียไดนั้นเปรียบเหมือนโรคในรางกาย มรรคเปรียบเหมือน ยารกั ษาโรคใหหาย ผลเปรยี บเหมอื นความสุขอนั เกิดแตค วามหมดโรค ๑. ชลาพุชะ เกดิ ในครรภ ๒. อณั ฑชะ เกดิ ในไข ๓. สงั เสทชะ เกดิ ในเถาไคล ๔. โอปปาติกะ เกิดผดุ ขึ้น โยนิ แปลวา กําเนิด หมายถึง ลักษณะการถือกําเนิดของสัตวท้ังหลาย จําแนกเปน ๔ ชนดิ คอื ๑. ชลาพุชะ เกิดในครรภ หมายถงึ การถือกําเนดิ ของสัตวจําพวกท่ีคลอดออกเปนตัว แลวดดู นม เชน มนษุ ยทั่วไป และสัตวดิรัจฉานบางเหลา เชน โค กระบือ สุนัข แมว เปนตน ๒. อัณฑชะ เกดิ ในไข หมายถึง การถือกาํ เนดิ ของสตั วด ิรัจฉานทเ่ี กดิ ในไขก อ นแลวจึง ฟก เปน ตัวในกาลตอ มา เชน ไก เปด นก จ้ิงจก จระเข ตุก แก มด กบ เตา ฯลฯ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 71
7๗2๒ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ๓. สังเสทชะ เกิดในเถาไคล หมายถึง การถือกําเนิดของสัตวดิรัจฉานบางจําพวกท่ี เกิดในของโสโครก โสมม สกปรก เชน หมหู นอน ยงุ และแมลงตางๆ เปน ตน ๔. โอปปาติกะ เกิดผุดข้ึน หมายถึง การถือกําเนิดของเหลาเทวดา สัตวนรก และ เปรตบางพวก ท่ีเกิดผุดเต็มตัวในทันใด โตใหญเปนผูรูเดียงสา ไมตองเปนทารกมากอน เม่ือถึง คราวจตุ ิ หรือตายก็หายวบั ไปเฉยๆ ไมท อดทง้ิ ซากหรอื เช้ือไวใหป รากฏ คําวา วรรณะ ในที่น้ีแปลวา ชนช้ัน หมายถึง ชนชั้นในสังคมอินเดียที่กําหนดดวยชาติ กาํ เนดิ ตามหลักศาสนาพราหมณที่ มี ๔ วรรณะ คือ ๑. วรรณะกษัตริย ไดแก พวกเจา นักรบ นักปกครอง กําหดใหมีหนาท่ีในการบริหาร ปกครองบา นเมือง ๒. วรรณะพราหมณ ไดแก พวกนักบวช ครูอาจารย นักคิด นักการศึกษา กําหนดให มหี นาทใ่ี นการประกอบพธิ กี รรมและส่งั สอนศิลปวทิ ยา ๓. วรรณะแพศย ไดแก พวกพลเรือน หรือพวกพอคา นักธุรกิจ ประชาชนทั่วไป กาํ หนดใหมหี นา ที่ในการคา ขาย หรือทําการเกษตรเพ่ือหารายไดเ ขารัฐ ๔. วรรณะศูทร ไดแก พวกคนงาน กรรมกร ลูกจาง กําหนดใหมีหนาที่ในการรับใช หรอื เปน ขาทาสของวรรณะทัง้ ๓ โดยไมใ หสิทธใิ นการศึกษาเลาเรยี นเพื่อพฒั นาตน ในบรรดาวรรณะท้ัง ๔ จําพวกนี้ วรรณะกษัตริยและพราหมณจัดวาเปนชนชาติท่ีสูง วรรณะแพทยจัดเปนชนช้ันกลาง วรรณะศูทรจัดเปนชนช้ันตํ่า เพราะตามหลักศาสนาพราหมณ เช่ือกันวา กษัตริยเกิดจากพระพาหาคือแขนของพระพรหม พราหมณเกิดจากพระโอษฐคือปาก ของพระพรหม แพศยเ กิดจากพระชงฆคอื ขาของพระพรหม และศูทรเกดิ จากพระบาทคือเทาของ พระพรหม 72
7๗3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. สีลวบิ ัติ วบิ ัติแหงศีล ๒. อาจารวบิ ัติ วิบัติแหงอาจาระ ๓. ทิฏฐวิ ิบตั ิ วิบัติแหง ทฏิ ฐิ ๔. อาชวี วิบตั ิ วิบตั ิแหง อาชีวะ วบิ ตั ิ แปลวา ความถึงไปปราศ หมายถึง ความผิดพลาด เสื่อมเสียหาย หรือความบกพรอง ทีเ่ กดิ ข้ึนเพราะความประพฤติเปน เหตุ จําแนกเปน ๔ ประการ คือ ๑. สีลวิบัติ วิบัติแหงศีล หมายถึง กิริยาอาการท่ีเสียศีล หรือความขาดแหงศีล คือ การไมรูจักสํารวมระวังความประพฤติทางกายและวาจา จนเปนเหตุใหลวงละเมิดศีลที่ตนตอง รกั ษา หรือเรียกวาเปน คนทุศีล สําหรับพระภิกษุ ไดแก การตองอาบัติปาราชิก ซึ่งขาดจากการ เปนพระภิกษุ หรือตองอาบัติสังฆาทิเลสโดยอนุโลม สําหรับคฤหัสถ ไดแก การมีพฤติกรรมลวง ละเมดิ ศลี ๕ อยเู ปนนติ ย ๒. อาจารวิบัติ วิบัติแหงอาจาระ หมายถึง กิริยาอาการที่เสียความประพฤติ หรือ มีจรรยามารยาทไมดี คือมีความประพฤติเสื่อมเสีย ไมรักษากิริยามารยาท ไมมีคุณสมบัติผูดี ไมท ําตนใหอ ยูในกรอบแบบอยา งความประพฤติอันดีงาม สําหรับพระภิกษุ ไดแก การตองอาบัติ ลหุกาบัติ นับตั้งแตถุลลัจจัยไปจนถึงอาบัติทุพภาสิต สําหรับคฤหัสถ ไดแก การไมเคารพ กฎหมายทําลายกตกิ ามารยาทอันดงี ามของสังคม ๓. ทิฏฐิวิบัติ วิบัติแหงทิฏฐิ หมายถึง อาการของจิตท่ีมีความคิดเห็นคลาดเคลื่อน ผดิ ธรรมผิดวินัยแลว ประพฤติตนไปตามความคิดเห็นผดิ ของตน ทเ่ี รยี กวา เปน มิจฉาทิฏฐกิ บคุ คล ๔. อาชีววิบัติ วิบัติแหงอาชีวะ หมายถึง การประกอบมิจฉาชีพ หรือหาเล้ียงชีพ ในทางทจุ ริตผดิ ทางธรรมและกฎหมายบา นเมือง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 73
7๗๔4 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 เวสารชั ชญาณ ๔ ๑. ทา นปฏญิ ญาวาเปนสมั มาสัมพุทธะ ธรรมเหลา น้ีทา นยงั ไมร ูแ ลว ๒. ทานปฏิญญาวาเปนขีณาสพ อาสวะเหลา นีข้ องทานยงั ไมส้นิ แลว ๓. ทานกลาวธรรมเหลาใดวาทําอันตราย ธรรมเหลาน้ันไมอาจทําอันตราย แกผ ูส องเสพไดจ ริง ๔. ทา นแสดงธรรมเพ่ือประโยชนอยางใด ประโยชนอยางน้ันไมเปนทางสิ้นทุกข โดยชอบแหงผคู นผูท ําตาม เวสารัชชญาณ แปลวา ญาณคือความรูที่เปนเครื่องนําบุคคลใหกลาหาญ ในท่ีนี้ หมายถึง พระญาณอันเปนเหตุใหทรงแกลวกลาอาจหาญ ไมครั่นครานตอผูใดในไตรโลก เปน พระคณุ สมบตั ขิ องพระสมั มาสัมพทุ ธเจา กลา วคือพระตถาคตเจาไมทรงเล็งเห็นวา ใครๆ จักทวง พระองคไ ดโดยชอบธรรมในฐานะทงั้ ๔ ประการ คอื ๑. ทา นปฏญิ ญาวา เปน สมั มาสมั พทุ ธะ ธรรมเหลาน้ีทานยังไมรูแลว กําหนดเรียก งา ยๆ วา สมั มาสัมพทุ ธปฏิญญา ๒. ทา นปฏิญญาวา เปน ขีณาสพอาสวะเหลาน้ีของทานยังไมสิ้นแลว กําหนดเรียก งา ยๆ วา ขณี าสวปฏญิ ญา ๓. ทานกลาวธรรมเหลาใดวาทําอันตราย ธรรมเหลาน้ันไมอาจทําอันตรายแก ผสู อ งเสพไดจรงิ กาํ หนดเรียกงา ยๆ อันตรายิกธรรมวาทะ ๔. ทา นแสดงธรรมเพ่ือประโยชนอยางใด ประโยชนอยางน้ันไมเปนทางสิ้นทุกข โดยชอบแหงผูค นผทู าํ ตาม กําหนดเรียกงา ยๆ วา นิยยานิกธรรมเทศนา 74
7๗5๕ วชิ า ธรรมวิภาค ปญจกะ หมวด ๕ ๑. ทานกถา กลา วถงึ ทาน ๒. สีลกถา กลา วถึงศีล ๓. สคั คกถา กลา วถงึ สวรรค ๔. กามาทีนวกถา กลา วถึงโทษแหง กาม ๕. เนกขมั มานสิ งั สกถา กลาวถงึ อานสิ งสแ หง ความออกจากกาม อนุปุพพีกถา แปลวา กถาที่พรรณนาความโดยลําดับ หมายถึง พระธรรมเทศนา ที่พระพุทธองคทรงแสดงไปโดยลําดับเพื่อฟอกจิตใหหมดจดเปนช้ันๆ จากงายไปหายาก เพื่อเตรยี มจติ ของผฟู งใหพรอมท่จี ะรับฟงพระธรรมเทศนาชน้ั สงู คืออรยิ สัจตอไป มี ๕ ประการ คือ ๑. ทานกถา กลาวถึงทาน คือในเบ้ืองตน ทรงแสดงประโยชนของการใหเพ่ือละ ความเห็นแกตวั และความตระหนีม่ ใี จเผื่อแผเก้อื กลู ผูอื่นดวยกําลังทรัพยของตน โดยทรงกลาวถึง คุณของทาน เชน ทานเปนเหตแุ หงความสขุ เปนแหลงเกดิ โภคสมบัตทิ ง้ั หลาย เปนตน ๒. สีลกถา กลาวถึงศีล ทรงแสดงประโยชนของศีลโดยทรงกลาวถึงคุณของศีล เปนตนวา บุคคลจะมีความสุข ถาพรอมดวยโภคทรัพยท้ังหลาย และจะบรรลุพระนิพพานไดก็ เพราะมศี ีล เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 75
7๗6๖ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ๓. สคั คกถา กลา วถงึ สวรรค ทรงแสดงสมบตั ิคือความดีความงามอันบุคคลผูใหทาน และรักษาศีลจะพึงไดพึงถึงในมนุษยโลก ตลอดขึ้นไปจนถึงสวรรค โดยทรงกลาวถึงความสุขใน สวรรคว านาปรารถนา นา ใคร นา พอใจ เปนตน ซ่ึงการที่บุคคลจะเขาถึงไดน้ันตองใหทาน รักษา ศลี เพอื่ ใหเหน็ อานสิ งสแหง ทานและศลี ไดเ ดนชัดขึ้น ๔. กามาทีนวกถา กลาวถึงโทษแหงกาม พรรณนาโทษของกาม คือ ทรงแสดงถึง อาทีนพ คือโทษของกามวาแมจะใหสุขโดยประการตางๆ ถึงกระน้ัน ก็ยังเจือดวยทุกขตางๆ จึงไมควรจะเพลิดเพลินไปโดยสวนเดียว แตควรที่จะเบื่อหนาย โดยทรงกลาวถึงโทษ และ สว นเสียของกามวา กามสขุ ไมย ง่ั ยืน มชี ว งยินดีนอ ย มที กุ ข มีความคบั แคนมาก เปนตน ๕. เนกขัมมานิสังสกถา กลาวถึงอานิสงสแหงความออกจากกาม ทรงแสดงถึง ผลดีของการไมหมกมุนเพลิดเพลินติดอยูในกาม และใหมีฉันทะท่ีจะแสวงหาความงามและ ความสขุ อนั สงบท่ปี ระณีตยิ่งข้ึนไปกวานั้น โดยทรงกลาวถึงความมีจิตอิสระปลอดโปรงในการไม ตดิ ใจเพลดิ เพลนิ อยูในกามดว ยการออกบวชเพ่ือใหมีฉันทะที่จะแสวงหาความดีงามและความสุข อันสงบทป่ี ระณีตยิง่ ขึ้นไปกวานนั้ รูป เสยี ง กลิน่ รส โผฏฐพั พะ อนั นาปรารถนา นาใคร นาพอใจ คําวา กามคุณ ทานแยกความหมายเปน ๒ คํา คือคําวา กาม หมายถึง ส่ิงกอ ความใครอยาก และคําวา คุณ หมายถึง เครื่องผูกพัน หรือพันธนาการท่ีรัดแนน ดังน้ัน กามคุณ จึงหมายถึง สงิ่ ทผี่ ูกพันสัตวไวใ นกามคอื วัตถุกาม ๕ อยา ง ดงั น้ี 76
7๗7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. รูปอันนาปรารถนา นาใคร นาพอใจ หมายถึง ส่ิงท่ีเปนวิสัยอันตาจะพึงแลเห็นได หรือแสงสีท่ีตามองเห็น จะเปนรูปคน รูปสัตว หรือรูปพัสดุตางๆ เม่ือตาไดพบเห็นเขาแลวมี อาํ นาจจงู ใจใหเ กดิ ความรสู กึ รักใคร ยินดี พอใจ อยากเปนเจาของ อยากได อยากมี ๒. เสียงอันนาปรารถนา นาใคร นาพอใจ หมายถึง สิ่งท่ีเปนวิสัยอันหูจะพึงไดยิน ไดฟ ง เมือ่ หูไดย นิ ไดฟ งแลว มอี ํานาจจงู ใจใหเพลดิ เพลินหมกมุนอยูในเสียงน้ันๆ โดยไมอยากให เลอื นหายไป ๓. กลิ่นอันนาปรารถนา นาใคร นาพอใจ หมายถึง ส่ิงที่เปนวิสัยอันจมูกจะพึง สูดดมได เม่ือจมูกไดสูดดมกลิ่นแลว มีอํานาจจูงใจใหเพลิดเพลินหมกมุนอยูในกลิ่นน้ันๆ โดย ไมอยากใหจ างคลายไป ๔. รสอันนาปรารถนา นาใคร นาพอใจ หมายถึง สิ่งที่เปนวิสัยอันจะพึงลิ้มรสได เม่อื ลิน้ ไดล้ิมเขาแลว มีอาํ นาจจูงใจใหติดขอ งหมกมนุ อยูในรสน้นั ๆ โดยไมอยากใหจดื จางไป ๕. โผฏฐัพพะอันนาปรารถนา นาใคร นาพอใจ หมายถึง ส่ิงท่ีเปนวิสัยอันกายจะพึง ถูกตอ งสมั ผัสได หรอื สัมผัสทางกาย เมื่อกายไดถูกตองสัมผัสเขาแลว มีอํานาจจูงใจใหเกิดความรูสึก เพลดิ เพลิน ยนิ ดี พอใจ ตดิ ใจ หมกมุนอยูใ นกายสมั ผสั เหลานัน้ โดยไมอ ยากใหพ ลัดพรากจากไป ๑. มงั สจกั ขุ จักษุคอื ดวงตา ๒. ทพิ พจกั ขุ จักษทุ พิ ย ๓. ปญ ญาจกั ขุ จกั ษคุ อื ปญญา ๔. พทุ ธจกั ขุ จักษแุ หงพระพทุ ธเจา ๕. สมันตจักขุ จกั ษรุ อบคอบ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 77
7๗๘8 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 จักขุ แปลวา นัยนตา หรือใชวา จักษุ ในท่ีน้ีหมายถึง พระจักษุอันเปนสมบัติของ พระพุทธเจา ๕ อยา ง คือ ๑. มังสจักขุ จักษุคือดวงตา หรือตาเน้ือ หมายถึง ดวงตาธรรมดาของมวลมนุษย โดยทั่วไปน่ันเอง แตสําหรับพระพุทธองค พระมังสจักขุประกอบดวยเสนประสาทอันดีย่ิง ทําให ทรงทอดพระเนตรเหน็ ไดแจม ใส เห็นไดไกล ๒. ทิพพจักขุ จักษุทิพย หรือตาทิพย หมายถึง พระญาณที่สามารถรูเห็นหมูสัตว ผูเปน ไปตางๆ กนั ดว ยอํานาจกรรม คือทรงเล็งเห็นสรรพสตั วท่ีเปนไปดว ยอํานาจกรรมจําแนกให เปน สขุ บาง ทุกขบ าง เลวบาง ประณีตบาง ๓. ปญ ญาจักขุ จักษคุ อื ปญญา หรอื ตาปญญา หมายถึง พระญาณที่สามารถกําหนด รูแจงแทงตลอดอริยสัจ ๔ ได หรือทรงประกอบดวยพระปญญาคุณอันย่ิงใหญท่ีเปนเหตุให สามารถตรสั รอู ริยสจั จธรรมเปนตน ๔. พุทธจักขุ จักษุแหงพระพุทธเจา หรือตาพระพุทธเจา หมายถึงพระจักษุอันเปน คุณสมบัติเฉพาะของพระพุทธองค ซึ่งไดแก อาสยานุสยณาณ และ อินทรียปโรปริยัตตญาณ ที่เปน เหตใุ หท รงทราบอัธยาศยั และอปุ นสิ ยั ของเวไนยสตั วแลว ทรงส่ังสอนแนะนําใหบ รรลธุ รรม ๕. สมันตจักขุ จักษุรอบคอบ หรือตาเห็นโดยรอบ หมายถึง พระจักษุที่สามารถ รอบรูเห็นแจงธรรมท้ังปวง หรือสรรพส่ิงไดอยางกวางขวางลุมลึกเปนอเนกอนันต ไดแก พระสพั พัญตุ ญาณ คือพระญาณที่พระองคทรงไดหลังจากตรัสรูแลวซึ่งเปนเหตุใหพระองคทรง เปน พระสพั พัญซู ึ่งรูเอง เหน็ เอง 78
7๗9๙ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. สีลขนั ธ หมวดศลี ๒. สมาธขิ นั ธ หมวดสมาธิ ๓. ปญญาขันธ หมวดปญ ญา ๔. วิมุตตขิ ันธ หมวดวิมตุ ติ ๕. วมิ ุตตญิ าณทัสสนขันธ หมวดวมิ ุตติญาณทัสสนะ ธรรมขันธ แปลวา หมวดธรรม หรือ กองธรรม คือธรรมอันจะพึงสงเคราะหเขาหมวดกันได จัดเขา เปน ขนั ธหนึ่งๆ ไดแกการจดั หมวดหมหู ลักธรรมคําทรงสอนของพระพุทธเจา ทง้ั หมดในเชิงสาระ การศึกษาปฏิบัติ ตั้งแตตนไปจนถึงจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งเรียกวา สารธรรม ๕ หมายถงึ ธรรมอนั เปน แกน หรอื เปน สาระสําคญั ในพระพุทธศาสนา ๕ หมวด คอื ๑. สีลขันธ หมวดศีล คอื ประมวลหลักธรรมท่ีมีลกั ษณะวา ดว ยหลกั ควบคมุ ความประพฤติ ทางกายและวาจาของคนเราใหเปนปกติดีงามเขาเปนหมวดหมูเดียวกัน เชน จัดเบญจศีล อโุ บสถศลี ปาริสุทธิศีล ๔ สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ สมั มาอาชีวะ เปน ตน เขา เปน หมวดศลี ๒. สมาธขิ ันธ หมวดสมาธิ คอื ประมวลหลักธรรมที่มีลักษณะวาดวยหลักความประพฤติ ทางจิตใหสงบสุข หรือใหต้ังม่ันในกุศลธรรมอื่นๆ ยิ่งข้ึน เชน จัดหลักธรรมคือ อิทธิบาท ๔ สมาธิ ๒ สมั มาวายามะ สัมมาสติ สมั มาสมาธิ เปนตน เขาเปน หมวดสมาธิ ๓. ปญญาขันธ หมวดปญญา คือประมวลหลักธรรมท่ีมีลักษณะวาดวยหลักการพัฒนา ปญญา หรือเปนองคประกอบใหเกิดปญญา เชน จัดหลักธรรมคือโยนิโสมนสิการ สุตมยปญญา จนิ ตามยปญญา ภาวนามยปญ ญา สมั มาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เปน ตน เขา ในหมวดปญญา ๔. วิมุตติขันธ หมวดวิมุตติ คือประมวลหลักธรรมที่มีลักษณะวาดวยหลักการทําจิตให หลุดพนจากอาสวะกิเลส เชน จัดหมวดธรรมคือปญญาวิมุตติ เจโตวิมุตติ วิโมกข เปนตน เขาเปน หมวดวมิ ุตติ ๕. วิมุตติญาณทัสสนขันธ หมวดวิมุตติญาณทัสสนะ คือประมวลหลักธรรมที่มี ลักษณะวาดวยความรูความเห็นในวิมุตติ เชน จัดหลักธรรมคือผลญาณ ปจจเวกขณญาณ เปนตน เขาเปน หมวดหมูวิมตุ ติญาณทสั สนะ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 79
8๘0๐ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. ขุททกาปต ิ ปติอยางนอย ๒. ขณกิ าปติ ปต ชิ ัว่ ขณะ ๓. โอกกนั ติกาปต ิ ปต ิเปน พักๆ ๔. อุพเพงคาปติ ปต อิ ยา งโลดโผน ๕. ผรณาปต ิ ปติซาบซา น ปติ แปลวา ความอ่ิมใจ หมายถึง ภาวะท่ีจิตมีความซาบซาน และฟูข้ึนเมื่อประสบกับ อฏิ ฐารมณห รือบรรลผุ ลสําเร็จตามทมี่ ุง หมาย จําแนกตามลักษณะไว ๕ ประการ คอื ๑. ขุททกาปติ ปติอยางนอย หมายถึง ปติที่เกิดขึ้นเพียงสามารถทําใหขนลุกชัน หรือเพียงสามารถทําใหน ํา้ ตาไหล เรยี กงา ยๆ วา พอทําใหขนชูชนั นา้ํ ตาไหล ๒. ขณกิ าปต ิ ปต ชิ ่ัวขณะ หมายถึง ปติท่ีเมื่อเกิดขึ้น ทําใหเกิดความรูสึกแปลกๆ เปน ขณะๆ ดจุ ฟาแลบ ๓. โอกกันตกิ าปติ ปต เิ ปนพกั ๆ หรือปต ิเปน ระลอก หมายถึง ปติเมื่อเกิด ทําใหรูสึก ซูลงมาๆ ในกาย ซ่งึ แรงกวา เสียวแปลบๆ ดุจคลนื่ ซัดตอ งฝง หรือคล่นื กระทบฝง ฉะนน้ั ๔. อุพเพงคาปติ ปตอิ ยางโลดโผน หรือปติโลดลอย หมายถงึ ปติที่เม่ือเกิดขึ้น ทําให รสู ึกใจฟอู ยางแรง แสดงอาการหรือทําการบางอยางโดยมิไดต้ังใจ เชน เปลงคําอุทาน หรือทําให รูสกึ ตวั เบาลอยขน้ึ ไปในอากาศได ๕. ผรณาปติ ปติซาบซาน หมายถึง ปติท่ีเมื่อเกิดขึ้น ทําใหรูสึกเย็นซานแผเอิบอาบ ไปท่วั สรรพางค เปน ปตทิ ี่ประกอบดวยสมาธขิ น้ั ฌาน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 80
8๘1๑ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. อาวาสมจั ฉรยิ ะ ตระหนีท่ ่อี ยู ๒. กุลมัจฉริยะ ตระหน่ีสกลุ ๓. ลาภมจั ฉริยะ ตระหน่ีลาภ ๔. วณั ณมจั ฉรยิ ะ ตระหนี่วรรณะ ๕. ธมั มมัจฉรยิ ะ ตระหนีธ่ รรม มจั ฉริยะ แปลวา ความตระหนี่ หมายถึง ความหวงแหน หรอื ความคิดกีดกัน้ ไมใหผูอ่นื ไดดี ดวยอาการที่หวงแหนเหนยี วแนน โดยมคี วามโลภเปนสมุฏฐาน จําแนกไว ๕ ประเภท คอื ๑. อาวาสมัจฉรยิ ะ ตระหนที่ ่อี ยู หมายถึง ความหวงแหนถ่ินที่อยูอาศัยของตน ไมพอใจ ใหคนตางดาว ตางชาติ ตางศาสนา ตางหมู ตางคณะเขามาปะปนแทรกแซง โดยกีดกันผูอื่นหรือ ผูมใิ ชพ วกของตนใหเ ขาอยูอาศยั ในถน่ิ ฐานของตน เปน ตน ๒. กุลมัจฉริยะ ตระหนี่สกุล หมายถึง ความหวงแหนสกุลของตนเอง ไมยอมใหสกุล ภายนอกอ่ืนๆ มาเกีย่ วดองผูกพนั ดวย ๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหน่ีลาภ หมายถึง ความหวงแหนทรัพยสมบัติพัสดุส่ิงของตางๆ ซึง่ เปน ของตนอยา งเหนยี วแนน ไมตองการแบงปน ใหบคุ คลอน่ื หรอื การหวงผลประโยชน เชน กีดกัน ไมใหล าภหรอื รายไดเกิดขน้ึ แกผ อู ื่น เปน ตน เปนลักษณะของคนไมรูจ กั แบงปนหวงไวบรโิ ภคคนเดียว ๔. วัณณมัจฉริยะ ตระหน่ีวรรณะ แยกอธิบายเปน ๒ นัย คือหวงสรีรวรรณะ หมายถึง ความหวงผิวพรรณรางกายของตน ไมปรารถนาใหผูอื่นสวยงามกวา และหวงคุณวรรณะ หมายถึง ความหวงคําสรรเสรญิ คุณไมอยากใหใครมีคุณความดีมาแขงตน ๕. ธัมมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม หมายถึง ความหวงแหนธรรม หวงวิชาความรู และคุณ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 81
8๘2๒ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท พิเศษท่ีตนไมบรรลุ ไมมีความปรารถนาจะแสดง บอก กลาว หรือสั่งสอนใหแกบุคคลอื่นๆ ดวย เกรงวา เขาจะรูทัดเทียมตนหรือเกินตน เพราะตอ งการรูเฉพาะตนแตผูเดยี ว ๑. ขนั ธมาร มารคอื ปญ จขนั ธ ๒. กเิ ลสมาร มารคือกเิ ลส ๓. อภสิ ังขารมาร มารคอื อภสิ ังขาร ๔. มัจจมุ าร มีคอื มรณะ ๕. เทวปตุ ตมาร มารคือเทวบุตร มาร แปลวา สภาพที่ทําใหตาย หมายถึง สิ่งท่ีฆาบุคคลใหตายจากคุณความดี หรือส่ิงที่ ลางผลาญคุณความดี หรือตัวการทก่ี ําจัดหรือขัดขวางบุคคลมิใหบ รรลผุ ลสาํ เรจ็ อันดีงาม ๕ อยาง คือ ๑. ขันธมาร มารคือปญจขันธ หมายถึง ขันธ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ไดชื่อวาเปนมาร เพราะเปนสภาพอันปจจัยปรุงแตง มีความขัดแยงกันเองอยูภายใน ไมม นั่ คงนาน เปนภาระการบริหาร ทง้ั แปรปรวน เสื่อมโทรมไปเพราะความชราเจ็บปวย เปนตน ลวนตัดรอนบ่ันทอนโอกาส มิใหบุคคลทํากิจหนาที่หรือบําเพ็ญคุณความดีไดเต็มปรารถนา อีกนัยหน่ึง ขันธ ๕ ไดชื่อวาเปนมาร เพราะบางทีทําความลําบากให เชน เกิดโรคราย หรือมีความ พกิ ารทางรางกายจนเปน เหตใุ หเบือ่ หนาย คิดหรอื ลงมือฆา ตัวตายเสียเองก็มี เปนตน ๒. กิเลสมาร มารคือกิเลส หมายถึง กิเลสไดช่ือวามาร เพราะเปนตัวกําจัด และ ขัดขวางความดี ทําบคุ คลใหป ระสบความพินาศท้ังในปจ จบุ นั และอนาคต เม่ือตกอยูในอาํ นาจของ มันแลว มันยอมผูกมัดรัดพันไวใหอยูในอํานาจ เปนเหตุใหทําส่ิงที่ไมควรทํา พูดสิ่งที่ไมควรพูด เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 82
8๘3๓ วชิ า ธรรมวิภาค คิดส่งิ ท่ีไมควรคดิ ในท่สี ุดกท็ าํ ใหเสียผูเสียคนไป ๓. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขาร หมายถึงวา อภิสังขารไดช่ือวามาร เพราะเปน ตัวปรุงแตงกรรม นําใหเกิดชาติ ชรา เปนตน ขัดขวางมิใหหลุดพนไปจากสังสารทุกข เชน อภิสังขารคือกรรมฝายอกุศล ไดช่ือวามาร เพราะ ชักนําใหบุคคลทําบาป มีผลทําใหชีวิตตกต่ํา ถลาํ ลงไปเกิดในอบายภูมิ จงึ ยากท่ีจะพน จากความทุกขเพราะการเวียนวายตายเกิดในสังสารวฏั ๔. มัจจุมาร มารคือมรณะ หมายถึงวา มัจจุคือมรณะ หรือความตาย ไดชื่อวามาร เพราะเปน ตัวการตดั โอกาสของบุคคลทจ่ี ะกาวหนา ตอไปในคุณความดีทัง้ หลาย ๕. เทวปุตตมาร มารคือเทวบุตร หมายถึง ผูคอยขัดขวางเหนี่ยวร้ังเหลาสัตว ผูปฏิบัติไวมิใหลวงพนจากแดนอํานาจครอบงําของตน โดยชักใหหวงพะวงอยูในกามสุข ไมให อาจหาญเสียสละ ออกไปบําเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญข้ึนไป ซ่ึงเปนเทพย่ิงใหญระดับสูงแหง สวรรคชนั้ กามาวจรตนหนง่ึ ๑. จักขุวญิ ญาณ วิญญาณทางตา ๒. โสตวญิ ญาณ วิญญาณทางหู ๓. ฆาณวญิ ญาณ วิญญาณทางจมกู ๔. ชิวหาวญิ ญาณ วิญญาณทางล้ิน ๕. กายวิญญาณ วิญญาณทางกาย วิญญาณ แปลวา ความรูแจง ในที่น้ีหมายถึง อาการของจิตท่ีรับรูอารมณทางทวาร ท้งั ๕ มจี กั ขทุ วารเปนตน ดงั น้ี เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 83
8๘4๔ คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. จักขุวิญญาณ วิญญาณทางตา ความรูอารมณทางตา หมายถึง ภาวะจิตที่อาศัย ตากบั รูป เกดิ ความรทู างตา คือการเหน็ รปู หรอื แสงสตี างๆ ขน้ึ ๒. โสตวิญญาณ วิญญาณทางหู ความรูอารมณทางหู หมายถึง ภาวะจิตที่อาศัยหู กบั เสียง เกิดความรทู างหู คอื การไดย ินเสียงขน้ึ ๓. ฆาณวิญญาณ วิญญาณทางจมูก ความรูอารมณทางจมูก หมายถึง ภาวะจิตท่ี อาศัยจมูกกับกลนิ่ เกิดความรทู างจมกู คอื การดมกลน่ิ ขนึ้ ๔. ชิวหาวิญญาณ วิญญาณทางล้ิน ความรูอารมณทางลิ้น หมายถึง ภาวะจิตท่ี อาศัยลนิ้ กบั รส เกิดความรทู างล้นิ คอื การลิ้มรสขน้ึ ๕. กายวิญญาณ วิญญาณทางกาย ความรูอารมณทางกาย หมายถึง ภาวะจิตท่ี อาศยั กายกบั โผฏฐัพพะ เกิดความรทู างกาย คือการรูสกึ สัมผัสเยน็ รอ น ออ น แขง็ เปน ตน ๑. ตทงั ควิมตุ ติ พน ช่วั คราว ๒. วิกขัมภนวมิ ตุ ติ พนดว ยการสะกดไว ๓. สมุจเฉทวิมตุ ติ พน ดวยเด็ดขาด ๔. ปฏปิ ส สัทธิวมิ ตุ ติ พน ดว ยสงบ ๕. นิสสรณวิมุตติ พนดว ยออกไป วิมุตติ แปลวา ความหลุดพน หมายถงึ ภาวะจิตที่หลุดพนจากกิเลสาสวะโดยจัดลําดับ จากโลกยิ ะไปจนถงึ โลกุตตระเปนชั้นๆ ข้นึ ไป ๕ ชนั้ คือ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 84
8๘5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. ตทังควิมุตติ พนชั่วคราว หรือความหลุดพนดวยองคน้ันๆ หมายถึง ภาวะที่จิต พนจากกิเลสดวยอาศัยธรรมตรงกันขามท่ีเปนคูปรับกัน เชน เกิดเมตตา หายโกรธ เปนตน เปนความหลดุ พนช่วั คราวโดยระงับอกุศลเจตสิกไดเ ปน คราวๆ จดั เปน โลกิยวมิ ตุ ติ ๒. วิกขัมภนวิมุตติ พนดวยการสะกดไว หรือความหลุดพนดวยขมไว หมายถึง ความหลุดพนจากกิเลสกาม และอกุศลธรรมทั้งหลายไดดวยกําลังหรือองคฌาน ซึ่งอาจจะกดไว ไดนานกวา ตทงั ควมิ ุตติ แตเมอื่ ฌานน้นั เสื่อมแลวกเิ ลสอาจเกิดขนึ้ อกี จัดเปนโลกิยวิมุตติ ๓. สมุจเฉทวิมุตติ พนดวยเด็ดขาด หรือความหลุดพนดวยตัดขาด หมายถึง ความหลุดพนจากกิเลสดวยอริยมรรค หรือการตัดกิเลสไดอยางเบ็ดเสร็จเด็ดขาดดวยอริยมรรค โดยท่ีกิเลสเหลานั้นไมมที างทจ่ี ะกลบั มากําเรบิ ในจติ สันดานไดอกี ตอ ไป จัดเปน โลกตุ ตรวิมตุ ติ ๔. ปฏิปสสัทธิวิมุตติ พนดวยสงบ หรือความหลุดพนดวยสงบราบ หมายถึง ความหลดุ พนจากกเิ ลสดวยอริยผล เปน ความหลดุ พนทีย่ ่งั ยนื ไมตองขวนขวายเพ่ือละอีก เพราะ กเิ ลสนั้นสงบไปแลว จดั เปนโลกุตตรวิมตุ ติ ๕. นิสสรณวิมุตติ พนดวยออกไป หรือความหลุดพนดวยออกไปเสีย หมายถึง ภาวะที่จิตหลุดพนจากกิเลสเสร็จส้ินแลวดํารงอยูในภาวะที่หลุดพนจากกิเลสนั้นยั่งยืนตลอดไป จดั เปน โลกตุ ตรวิมุตติ ไดแก อมตธาตคุ อื พระนพิ พาน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 เวทนา แปลวา ความเสวยอารมณ หมายถึง ภาวะจิตที่เกิดความรูสึกเม่ือรับอารมณ ตา งๆ จําแนกโดยรวมท้ังกายและจติ ไว เปน ๕ ประการ ๑. สุข หรือ สุขเวทนา ความรูสึกสุข ในท่ีน้ีมาคูกับโสมนัส จึงหมายเอาเฉพาะ ความรูสกึ สุขกายหรอื ความรสู กึ สบายกายอยา งเดยี ว ๒. ทุกข หรือ ทุกขเวทนา ความรูสึกทุกข ในท่ีน้ีมาคูกับโทมนัส จึงหมายเอาเฉพาะ 85
8๘๖6 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ความรูสึกทุกขก าย หรอื ความรูสกึ ไมสบายกายอยา งเดียว ๓. โสมนัส หรอื โสมนัสสเวทนา ความรสู ึกสขุ ใจ หมายถงึ ความรูสึกสบายใจ ๔. โทมนสั หรอื โทมนสั สเวทนา ความรสู กึ ทกุ ขใ จ หมายถึง ความรูสกึ เสียใจ ๕. อุเบกขา หรือ อุเบกขาเวทนา ความรูสึกเฉยๆ หมายถึง ความท่ีจิตมีความรูสึก เปน กลางระหวา งสุขกับทุกข ไมดีใจไมเ สียใจ เปนไดเ ฉพาะทางใจ เพราะอุเบกขาทางกายไมม ี ๑. สีลสังวร สํารวมในศลี ๒. สติสงั วร สาํ รวมดวยสติ ๓. ญาณสงั วร สาํ รวมดว ยญาณ ๔. ขันติสังวร สํารวมดว ยขันติ ๕. วิรยิ สงั วร สาํ รวมดวยความเพียร สังวร แปลวา ความสํารวม หมายถึง อาการของจิตที่มีความระวังปดกั้นอกุศลมิให เกิดขนึ้ ในสนั ดานอยูเปนนติ ย ดวยหลกั การสาํ รวม ๕ ประการ คอื ๑. สีลสังวร สํารวมในศีล สําหรับคฤหัสถ ไดแก การระมัดระวังดวยการรักษากาย วาจาของตนใหเ รยี บรอยเปนปกติ ไมเบยี ดเบียนตน และผอู น่ื ใหเดือดรอ นตามหลักศีล ๕ เปนตน สําหรบั บรรพชิต ไดแ ก การเปนผูสํารวมในพระปาติโมกข ถึงพรอมดวยอาจาระและโคจร มีปกติ เห็นเปนภัยในโทษเพยี งเล็กนอ ย สมาทานศกึ ษาอยูใ นสกิ ขาบททง้ั หลาย ๒. สติสังวร สํารวมดวยสติ หมายถึง ความรูจักใชสติระมัดระวังอินทรีย ๖ คือตา หู จมูก ล้ิน กาย และใจ ไมใหเกิดความยินดียินราย หรือถูกกิเลสครอบงําเมื่อตาเห็นรูป หูไดยินเสียง จมูกไดดมกลิ่น ล้ินไดล มิ้ รส กายสัมผสั รอน หนาว และใจคิดเรื่องราวตางๆ เปนตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 86
8๘7๗ วชิ า ธรรมวิภาค ๓. ญาณสังวร สํารวมดวยญาณ หมายถึง การใชญาณหรือปญญาพิจารณาใหรู สภาวะจรงิ ของสรรพสงิ่ เพ่อื ตดั กระแสกเิ ลสตัณหาเปน ตน มใิ หเขาครอบงําจติ ๔. ขันติสังวร สํารวมดวยขันติ หมายถึง ความอดทนตอหนาว รอน หิว กระหาย ถอยคํารุนแรง และทุกขเวทนาตางๆ ได โดยไมแสดงความวิการผิดปกติแหงจิตใจ รูจักรักษา ปกตภิ าพของตนไวไ ด ในเมอื่ ถกู กระทบดวยส่ิงท่ไี มพึงปรารถนา ๕. วิริยสังวร สํารวมดวยความเพียร หมายถึง ความเพียรพยายามขับไล บรรเทา กําจัดอกุศลวิตกท่ีเกิดขึ้นแลวใหหมดไปเปนตน ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปจจัย ๔ เลี้ยงชวี ิตดว ยสมั มาชีพ ท่เี รียกวา อาชวี ปารสิ ทุ ธิ ความบรสิ ุทธิ์ดวยอาชีพที่ปราศจากโทษ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 สุทธาวาส แปลวา ที่อยูของทานผูบริสุทธ์ิ หมายถึง สถานท่ีอยูหรือท่ีเกิดอยูของทาน ผูบริสุทธ์ิ คือพระอนาคามี ซ่ึงเปนผูไมกลับมาเกิดในมนุษยโลกนี้อีก แตจะปรินิพพานในพรหมโลก ชนั้ สทุ ธาวาสนี้ ทา นจดั เปนพรหมโลกช้นั พิเศษ ๕ ช้ัน ดงั นี้ ๑. อวหิ า เหลาทานผไู มเสอื่ มจากสมบตั ิของตน หมายถึง พวกพรหมอนาคามีผูไมละ ไปเรว็ คือจะไมป รนิ ิพพานไปโดยเร็ว แตจ ะคงอยูนานแสนนานดวยอํานาจอินทรียธรรม คือศรัทธาที่ มีมากกวา อินทรยี ธรรมอืน่ ๆ ๒. อตัปปา เหลา ทานผูไมทําความเดือดรอนแกใคร หมายถึง พวกพรหมอนาคามีท่ี ไมเดือดรอนกับใคร มีแตความสงบเยือกเย็นใจคงอยูนานแสนนานดวยอํานาจอินทรียธรรม คือ วิรยิ ะทีม่ ีมากกวาอินทรียธรรมอน่ื ๆ ๓. สทุ ัสสา เหลาทานผูงดงามนาทัศนา หมายถึง พวกพรหมอนาคามีที่มีสรีระรูปทรง ผอ งใสสวยงามเกดิ ความสุขสบายใจแกผพู บเหน็ และมคี วามสามารถมองเหน็ สงิ่ ตางๆ ไดอ ยา งแจมชัด 87
8๘8๘ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 อนาคามบี คุ คลท่ีจะเกิดในสทุ ัสสาภูมนิ ไ้ี ด ทา นวา ตอ งมีอนิ ทรยี ธรรมคอื สตมิ ากกวาอินทรยี ธรรมอ่นื ๆ ๔. สุทัสสี เหลาทานผูเห็นชัดเจนดี หมายถึง พวกพรหมอนาคามีที่มีความไพบูลย ยง่ิ กวาสทุ สั สาพรหม โดยนอกจากจะสามารถมองเห็นส่ิงตางๆ ไดอยางแจมชัดแลว ยังสามารถเห็น ไดอยางสะดวก เพราะมีปสาทจักษุ ทิพพจักษุ และปญญาจักษุท่ีบริสุทธ์ิมีกําลังแรงกลากวา แตมี ธรรมจักษุเสมอกัน อนาคามีบุคคลท่ีจะเกิดในสุทัสสีภูมิน้ีได ทานวาตองมีอินทรียธรรม คือสมาธิ มากกวา อินทรยี ธรรมอืน่ ๆ ๕. อกนฏิ ฐา เหลา ทา นผไู มมคี วามดอ ย หรือเล็กนอยกวาใคร หรือพรหมผูย่ิงใหญ หมายถึง พวกพรหมอนาคามีที่มีความไพบูลยสูงสุด มีความอุดมสมบูรยดวยทิพยสมบัติที่จะหา ภูมิใดเสมอเหมือนมิได เรียกอีกอยางวา ภวัคคพรหม คือพรหมผูเปนยอดแหงภพของพรหม ท้ังหลาย อนาคามีบุคคลที่จะเกิดในอกนิฏฐาภูมินี้ได ทานวาตองมีอินทรียธรรม คือปญญามากกวา อินทรยี ธรรมอืน่ ๆ ๑. อนั ตราปรนิ ิพพายี ทานผจู ะปรินิพพานในระหวา งอายยุ ังไมท ันถึงกึง่ ๒. อุปหจั จปรินพิ พายี ทานผูจะปรินิพพานตอเมื่ออายุพนกึ่งแลวจวนถึง ท่ีสดุ ๓. สสงั ขารปรินพิ พายี ทานผูจ ะปรนิ พิ พานดวยตอ งใชความเพยี รเรี่ยวแรง ๔. อสงั ขารปรินิพพายี ทานผูจะปรินพิ พานดวยไมตองใชความเพียรมากนัก ๕. อุทธงั โสโตอกนฏิ ฐคามี ทา นผมู ีกระแสในเบ้อื งบนไปสูอกนิฏฐภพ 88
8๘9๙ วชิ า ธรรมวิภาค อนาคามี แปลวา ผูไมเวียนกลับมาอีก หมายถึง ทานผูสําเร็จเปนพระอนาคามี เม่อื ส้ินชวี ิตแลว กจ็ ะไปเกิดในพรหมโลกช้ันสุทธาวาส ๕ ชั้นดงั กลา วแลว ในท่นี ี้แบงตามความตาง แหงอนิ ทรียธรรมท่ีย่ิง หรอื หยอนกวา กันได ๕ ประเภท คอื ๑. อันตราปรินิพพายี ทานผูจะปรินิพพานในระหวางอายุยังไมทันถึงก่ึง หมายถึง พระอนาคามีผูเกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหน่ึงแลว เมื่ออายุยังไมทันถึงก่ึงหนึ่งของกาล กําหนดอายใุ นชั้นนั้นกป็ รนิ พิ พานเสยี กลางคนั ๒. อุปหัจจปรินิพพายี ทานผูจะปรินิพพานตอเม่ืออายุพนก่ึงแลวจวนถึงที่สุด หมายถึง พระอนาคามีผูเกิดในสุทธาวาสภูมิชั้นใดช้ันหนึ่ง มีอายุพนก่ึงคือครึ่งของกาลกําหนด อายใุ นชน้ั นน้ั จวนจะถึงกาลสิ้นอายจุ งึ ปรนิ พิ พาน ๓. สสังขารปรินิพพายี ทานผูจะปรินิพพานดวยตองใชความเพียรเรี่ยวแรง หมายถึง พระอนาคามีผูเ กิดในสุทธาวาสภูมชิ ั้นใดชัน้ หนึง่ จะบรรลุอรหัตตผลไดก็ตอเมื่อใชความ เพียรพยายามอยา งหนกั ๔. อสังขารปรินิพพายี ทานผูจะปรินิพพานดวยไมตองใชความเพียรมากนัก หมายถึง พระอนาคามีผูเกิดในสุทธาวาสภูมิชั้นใดชั้นหน่ึง สามารถบรรลุอรหัตตผลไดโดยงาย คือไมตองใชค วามเพยี รพยายามมากนัก ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ทานผูมีกระแสในเบื้องบนไปสูอกนิฏฐภพ หมายถึง พระอนาคามผี ูเกดิ ในสทุ ธาวาสภูมิช้ันใดช้ันหนึ่งแลวก็ดํารงอยูจนส้ินกาลกําหนดอายุ และจะเกิด เรื่อยตอ ข้นึ ไป จนถึงอกนิฏฐภพอนั เปนช้นั สูงสดุ ของสทุ ธาวาสภมู ิแลวจึงปรนิ ิพพาน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 89
9๙0๐ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ฉกั กะ หมวด ๖ ๑. อิทธวิ ิธิ แสดงฤทธ์ไิ ด ๒. ทิพพโสต หทู ิพย ๓. เจโตปริยญาณ รจู ักกําหนดใจผูอื่น ๔. ปุพเพนิวาสานสุ สติ ระลึกชาตไิ ด ๕. ทิพพจักขุ ตาทพิ ย ๖. อาสวกั ขยญาณ รจู กั ทําอาสวะใหส ิ้น อภิญญา แปลวา ความรูยิ่ง หมายถึง ความรูย่ิงยวด หรือความรูชั้นสูง จัดเปน คณุ สมบัตขิ องพระอรหนั ตขีณาสพ จาํ แนกไว ๖ ประการ คือ ๑. อิทธวิ ิธิ แสดงฤทธ์ิได (อิทธวิ ธิ า) หมายถึง ความรูท่ีทําใหแสดงฤทธิ์ตางๆ ไดซึ่ง ลวงวสิ ัยของสามัญมนุษย เชน จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกําแพงไปได ไมติดขัดเหมือน ไปในทว่ี างก็ได เปนตน ๒. ทิพพโสต หูทิพย หมายถึง ญาณท่ีทําใหมีหูทิพย ซ่ึงมีความสามารถไดยินเสียง เสียงทิพยแ ละเสยี งมนุษยท ัง้ ทีอ่ ยูไกลและใกลไ ดดวยทพิ พโสตธาตอุ ันบรสิ ทุ ธิ์ ๓. เจโตปริยญาณ รูจักกําหนดใจผูอื่น หมายถึง ญาณที่สามารถกําหนดใจผูอื่นได คือยอมกําหนดรูใจของสัตวบุคคลอ่ืนไดดวยใจ เชน จิตมีราคะก็รูวาจิตมีราคะ หรือจิตปราศจาก ราคะกร็ วู า จิตปราศจากราคะ เปนตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 90
9๙1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติได หมายถึง ญาณที่ทําใหระลึกชาติได คือมี ความสามารถระลกึ ชาติไดต ั้งแตหนึ่งชาติขึ้นไป โดยสามารถรูร ายละเอยี ดในแตละชาติได ๕. ทิพพจักขุ ตาทิพย หมายถึง ญาณที่ทําใหมีตาทิพย คือสามารถเห็นหมูสัตว ผูกําลงั จุติ กําลังอุบัติ ไดด ีหรอื ตกยาก ดว ยทิพยจักษุ อนั บริสุทธิ์ลว งจักษุวิสัยของมนษุ ย ๖. อาสวักขยญาณ รูจักทําอาสวะใหส้ิน หมายถึง ญาณท่ีทําใหอาสวะสิ้นไป คือ มีความสามารถทําใหแจงซ่ึงเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิไดเพราะอาสวะท้ังหลาย สิ้นไปดวยปญญาอันย่ิง โดยรูชัดตามความเปนจริงวา น้ีทุกข น้ีทุกขสมุทัย น้ีทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามนิ ปี ฏิปทา ๑. มาตุฆาต ฆามารดา ๒. ปตุฆาต ฆาบดิ า ๓. อรหนั ตฆาต ฆา พระอรหนั ต ๔. โลหติ ปุ บาท ทาํ รา ยพระพุทธเจา จนถงึ ยงั พระโลหติ ใหห อข้นึ ๕. สังฆเภท ยังสงฆใ หแ ตกจากกัน ๖. อัญญสัตถทุ เทส ถือศาสดาอ่นื อภฐิ าน แปลวา ฐานะทีห่ นกั หรอื ความผดิ พลาดสถานหนกั เรยี กเตม็ วา อภิฐานกรรม หมายถงึ กรรมทเี่ ดนยงิ่ กวากรรมอืน่ ๆ คอื เปน บาปท่หี นกั ท่สี ดุ หามสวรรค หามนิพพาน มีฐาน ๖ ๑ - ๒ มาตุฆาต ฆามารดา - ปตุฆาต ฆาบิดา หมายถึง ตนเองรูอยูแกใจวาผูน้ันเปน มารดา - บดิ า ผูใ หกาํ เนดิ แตกลับมีเจตนาฆาใหตายดวยตนเอง หรือสั่งใหคนอื่นฆาก็ตาม เม่ือทาน ตายลงเพราะการกระทําอันน้ัน บุตรผูฆามารดา - บิดานั้นจัดวาตั้งอยูในอภิฐานที่ ๑ และที่ ๒ คนท่ี เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 91
9๙2๒ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ฆามารดา - บิดาของตนเองไดแลว จักไมฆาคนอ่ืนในเม่ือตนเองขัดใจข้ึนมา เปนอันไมมี และช่ือวา ลา งผลาญสกุลของตนอกี ดวย ๓. อรหนั ตฆาต ฆาพระอรหันต โดยเหตุที่พระอรหันตน้ันเปนพระอริยบุคคลช้ันสูงสุด ในพระพุทธศาสนา เปนผูมีความประพฤติทางกาย วาจา และใจบริสุทธ์ิ ไมมีจิตคิดรายทําลาย ผูใ ดผหู น่ึง และเปน ทีน่ บั ถอื ของมหาชน ดังน้นั เม่อื ใครกต็ ามลงมอื ฆาพระอรหันตใ หสิน้ ชีวิตชอื่ วา ตัง้ อยใู นอภฐิ านท่ี ๓ และจกั ไมฆาคนอื่นผูยังไมสงบปราศจากกิเลสถึงขั้นเปนพระอรหันตเปนอัน ไมม ี ทงั้ ยังช่ือวาลางผลาญผูเปนทีน่ บั ถือของมหาชนอกี ดวย ๔. โลหิตุปบาท ทํารายพระพุทธเจาจนถึงยังพระโลหิตใหหอขึ้น หมายถึง ผูทําราย พระบรมศาสดา จนถึงพระโลหิตใหหอข้ึน ช่ือวาอยูในอภิฐานที่ ๔ เพราะคนผูทํารายพระศาสดา ของตนเองไดแลว เปนอันหมดหลักในทางพระศาสนาดุจเดียวกับคนคิดกบฏทํารายพระเจา แผน ดนิ ของตน ๕. สังฆเภท ยังสงฆใหแตกกัน หมายถึง การท่ีภิกษุยุแหยใหสงฆหมูเดียวกันแตกแยกกัน ภกิ ษุผทู าํ ลายสงฆใหแ ตกเปน พรรคเปน พวก ชอื่ วาต้ังอยูในอภิฐานท่ี ๕ ซึ่งแมแตหมูคณะของตน ยงั ทําลายไดแลวจกั ไมคดิ ทาํ ลายหมูคณะอน่ื เปนอันไมม ี ๖. อัญญสัตถุทเทส ถือศาสดาอ่ืน คือถือถูกอยูแลว กลับไพลท้ิงไปถือผิด เชน ภิกษุ ผูไปเขารีตเดียรถียท้ังยังเปนภิกษุอยู (เรียกวา ติตฺถิยปกฺกนฺโต) เชนนี้ชื่อวาต้ังอยูในอภิฐานที่ ๖ ซึ่งตองหามมิใหอุปสมบทเปนพระภิกษุในพระพุทธศาสนาอีก เพราะไดทําการดูหม่ินเหยียดหยาม หลักคําสอนอันบริสทุ ธ์บิ รบิ รู ณ อภิฐาน ๕ ขอแรก เรียกวา อนันตริยกรรม คือกรรมใหผลในลําดับไป จัดเปน ครุกรรม คือกรรมหนักฝายบาปอกุศล อภิฐาน ๖ น้ีเรียกอีกอยางวา อภัพพฐาน คือฐานะท่ีบุคคลผูถึง พรอมดวยทฏิ ฐิตง้ั แตพระโสดาบันขนึ้ ไป ไมอาจจะกระทาํ คือเปนไปไมไดท่ีจะกระทาํ 92
9๙3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. ราคจริต มรี าคะเปน ปกติ ๒. โทสจรติ มีโทสะเปนปกติ ๓. โมหจริต มโี มหะเปนปกติ ๔. วิตักกจริต มวี ิตกเปน ปกติ ๕. สทั ธาจริต มีศรทั ธาเปนปกติ ๖. พทุ ธิจริต มีความรูเปน ปกติ จริต หรือ จริยา แปลวา ความประพฤติ ในท่ีน้ีหมายถึง ความประพฤติปกติ หรือ ความประพฤติซึ่งหนักไปทางใดทางหน่ึงอันเปนปกติประจําอยูในสันดาน หรือเรียกวา พื้นเพ ของจิต คือ ลักษณะความประพฤติที่หนักไปทางใดทางหน่ึงตามสภาพจิตท่ีเปนปกติของบุคคลนั้นๆ กาํ หนดไว ๖ ประเภท คอื ๑. ราคจริต มีราคะเปนปกติ หรือมีราคะเปนเจาเรือน หมายถึง คนท่ีมีลักษณะนิสัย หนกั ไปทางราคะ รักสวยรกั งาม ละมนุ ละไม ชอบความเอาอกเอาใจ หรือความออ นโยน ๒. โทสจริต มีโทสะเปนปกติ หรือมีโทสะเปนเจาเรือน หมายถึง คนท่ีมีลักษณะนิสัย หนักไปทางโทสะประพฤติหนักไปทางใจรอน หงุดหงิดรุนแรง ฉุนเฉียวโกรธงาย ชอบ ความรนุ แรง และชอบการตอ สเู อาชนะคะคานผอู ่ืนดว ยกาํ ลัง ๓. โมหจริต มีโมหะเปนปกติ หรือมีโมหะเปนเจาเรือน หมายถึง คนที่มีลักษณะนิสัย หนกั ไปทางโมหะ ประพฤติหนักไปทางเขลา เล่ือนลอยไปตามกระแสสังคม ขาดเหตผุ ล ชอบเร่อื ง ไรสาระ ๔. วติ ักกจริต มีวิตกเปน ปกติ หรือมีความวิตกเปนเจาเรือน หมายถึง คนที่มีลักษณะ นิสัยความประพฤติหนักไปทางชอบครุนคิดวกวน นึกคิดฟุงซาน ยํ้าคิดยํ้าทํา ขาดความม่ันใจ ในตนเอง ชอบวติ กกังวลเรื่องไมเปน เรอ่ื ง คิดตรกึ ตรองไปเรือ่ ยๆ ไมคอยแนน อนอะไรนัก ๕. สัทธาจริต มีศรัทธาเปนปกติ หรือมีศรัทธาเปนเจาเรือน หมายถึง คนที่มีลักษณะ นิสัยมากดวยศรัทธา ประพฤติหนักไปทางถือมงคลตื่นขาว เช่ืองายโดยปราศจากเหตุผลและ วิจารณญาณ ไวใจทมุ เทใจใหผอู นื่ ไดง า ย ชอบเร่ืองไสยศาสตรห รืออาํ นาจลกึ ลบั ๖. พุทธิจริต (หรือ ญาณจริต) มีความรูเปนปกติ หรือมีพุทธิปญญาเปนเจาเรือน หมายถึง คนท่ีมีลักษณะนิสัยความประพฤติหนักไปทางใชความคิดพิจารณาไปตามความจริง มีปญ ญาเฉยี บแหลม วองไว ไดย ินไดฟงอะไรมกั จําไดเ รว็ คนราคจริต ควรแกด วยการใหเ จรญิ อสภุ กัมมฏั ฐาน ๑๐ และกายคตาสติ คนโทสจรติ ควรแกดว ยการใหเจริญกัมมฏั ฐานประเภทวณั ณกสณิ ๔ (เพงกสิณส)ี คนโมหจริต ควรแกดว ยการใหเจริญอานาปาณสตกิ มั มัฏฐาน (หรอื เพง กสิณก็ได) คนสัทธาจริต ควรแกดวยการใหเจริญกัมมัฏฐานประเภทอนุสสติ ๖ ประการ คือ พุทธานุสสติ ธมั มานสุ สติ สังฆานสุ สติ สลี านุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 93
9๙๔4 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท คนพุทธจริต ควรแกดวยการใหเจริญกัมมัฏฐาน ๔ ประการ คือ มรณัสสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏกิ ูลสญั ญา และจตญุ าตุววตั ถาน ๑. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอนั พระผูมพี ระภาคเจาตรัสดีแลว ๒. สนฺทิฏฐ ิโก อันผูไดบ รรลจุ ะพึงเห็นเอง ๓. อกาลิโก ไมป ระกอบดว ยกาล ๔. เอหปิ สสฺ โิ ก ควรเรยี กใหม าดู ๕. โอปนยโิ ก ควรนอมเขามา ๖. ปจฺจตตฺ ํ เวทติ พฺโพ วิฺูหิ อันวญิ ชู นพงึ รเู ฉพาะตน ธรรมคุณ แปลวา คุณของพระธรรม หมายถึง คําสอนในทางพระพุทธศาสนาที่บุคคล ประพฤติปฏิบตั ิดีแลว จะไดผ ลคือความดี ทานจําแนกไว ๖ ประการ คอื ๑. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผูมีพระภาคเจาตรัสดีแลว หมายถึง พระพุทธพจนท ่ีพระพุทธองคต รัสส่ังสอนซง่ึ รับการประมวลไวใ นพระไตรปฎกเปน พระดํารสั ที่ตรัส ไมวปิ ริต คือตรัสไวเปน ความจริงแท เพราะแสดงขอ ปฏบิ ัตโิ ดยลําดบั กนั ท่เี รยี กวางามหรือไพเราะ ในเบือ้ งตน ทามกลาง และท่ีสดุ พรอ มทงั้ อรรถพรอ มท้งั พยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย (หลักการ ครองชวี ติ อนั ประเสริฐ) บริสทุ ธิ์บริบูรณ ส้นิ เชิง ๒. สนฺทฏิ ฐโิ ก อันผไู ดบ รรลุจะพงึ เห็นเอง หมายความวา ผูใดปฏิบัติ ผูใดบรรลุ ผูนั้น ยอมเห็นประจักษดวยตนเอง ผูใดไมปฏิบัติ ไมบรรลุ แมผูอ่ืนจะบอก ก็เห็นแจงชัดตามคําบอก ไมไ ด ๓. อกาลิโก ไมประกอบดว ยกาล หมายความวา ไมขึ้นกบั กาลเวลา พรอมเม่ือใดบรรลุ ไดทันที บรรลุเม่ือใดเห็นผลไดทันที อีกนัยหน่ึงเปนจริงอยูอยางไรก็เปนอยางน้ัน ไมจํากัดดวย เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 94
9๙5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค กาลเวลา จึงสรุปวา พระธรรมคาํ สอนในทางพระพทุ ธศาสนาทันสมัยตลอดกาล ๔. เอหิปสฺสิโก ควรเรยี กใหมาดู หมายความวา ควรเชิญชวนใหมาชมและพิสูจน หรือ ทาทายตอการตรวจสอบ เพราะเปนของจริงและดีจริง อนึ่ง พระธรรมมีคุณเปนอัศจรรยดุจของ ประหลาดทค่ี วรปา วรอ งกนั มาดมู าชม ๕. โอปนยิโก ควรนอมเขามา หมายความวา ควรนอมเขามาไวในใจ หรือนอมใจ เขา ไปใหถึงดวยการปฏบิ ตั ใิ หเ กดิ มขี น้ึ ในใจ หรือใหใจบรรลถุ งึ อยา งนนั้ ๖. ปจจฺ ตฺตํ เวทติ พโฺ พ วิ ฺ ูหิ อนั วิญูชนพึงรูเฉพาะตน หมายความวา ผูใดไดบรรลุ ผูน ้ันยอมรูแจงเฉพาะตน กลาวคือ เปนวิสัยของวิญูชน หรือบัณฑิตจะพึงรูได เปนของจําเพาะ ตนตอ งทําคือปฏิบัติเอง จึงเสวยคือรับผลไดเฉพาะตัว ทําใหกันไมได และรูไดประจักษในใจของ ตนนเี้ ทา น้นั หมวดที่ ๑ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ซึ่งเปนท่ีเชื่อมตอใหเกิดความรับรู หมวดที่ ๒ หรอื เปน แดนตอความรบั รูฝายภายในของคนเรา รูป เสยี ง กล่ิน รส โผฏฐพั พะ ธรรม เปน แดนตอความรับรูฝายภายนอก ของคนเรา โดยเปนสิ่งท่ถี กู รับรูท่สี มั พันธกับอายตนะภายใน ๖ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 95
9๙6๖ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 หมวดที่ ๓ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กาย วิญญาณ มโนวิญญาณ ซงึ่ เปนสภาวะรูแ จง อารมณของคนเรา หมวดท่ี ๔ จักขสุ ัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ซึ่งเปนภาวะกระทบ ประจวบกันแหงอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวญิ ญาณของคนเรา หมวดท่ี ๕ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา ซ่ึงเปนการเสวยอารมณ (รูสึกเปนสุขยินดี เปนตนตอสิ่งท่ีมากระทบ) ท่ี เกดิ จากการสมั ผสั ทางตา หู จมกู ลิ้น กาย และใจของคนเรา หมวดท่ี ๖ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมม- สัญญา ซึ่งเปนความกําหนดได หรือความจําไดหมายรูในรูป เปนตนวา ดํา แดง เขยี ว ขาว หมวดท่ี ๗ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพ- สัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา ซ่ึงเปนความจงใจ ความต้ังใจ ความจํานง หรือความแสวงหาอารมณมีรปู เปนตนของคนเรา หมวดท่ี ๘ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมม- ตัณหา ซ่งึ เปน ความทะยานอยาก ดิ้นรนแสห าอารมณของคนเรา หมวดท่ี ๙ รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก ซึ่งเปน ความตริตรึกเก่ียวกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณท่ีเกิด ในลําดบั แหงตณั หาของคนเรา หมวดที่ ๑๐ รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร ซึ่ง เปนความตรองเกี่ยวกับรูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณท่ี เกดิ ในลาํ ดับแหงวิตกของคนเรา ปยรูป แปลวา รูปอันเปนท่ีรัก สาตรูป แปลวา รูปอันเปนที่ช่ืนใจ หมายถึง ส่ิงที่มี สภาวะนา รักนา ชืน่ ใจ โดยกลาวเนนในฝายอิฏฐารมณ เปนท่ีเกิดและเปนที่ดับของตัณหา ตัณหา เม่ือจะเกิดข้ึน ก็เกิดขึ้นในปยรูป - สาตรูปเหลาน้ี และเมื่อจะดับ ก็ดับในปยรูป - สาตรูปเหลานี้ เหมือนกนั มี ๑๐ หมวด หมวดละ ๖ อยาง โดยลาํ ดับตอ เนอ่ื งกนั 96
9๙7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 สวรรค แปลวา ภพที่มีอารมณอันเลิศ หมายถึง ภพภูมิอันมีแตความสุข เปนโลกท่ี ลํ้าเลิศอยางดีดวยสมบัติท้ังหลาย เรียกวา เทวโลก คือสถานที่เกิดอยูของพวกเทวดา ในที่นี้ หมายเอาเฉพาะสวรรคชั้นท่ียังเกี่ยวของกับกามซึ่งนับเขาในกามภพ มีทั้งหมด ๖ ชั้น เรียกชื่อ เตม็ วา ฉกามาพจรสวรรค หรอื กามาวจรสวรรค ๖ ชั้น คอื ๑. ชน้ั จาตมุ หาราชิกา สวรรคที่ทาวมหาราช ๔ ปกครอง จัดเปนสวรรคช้ันตํ่าท่ีสุดมี ทา วมหาราช ๔ องค หรือทาวจตโุ ลกบาลเปน ผปู กครองดแู ล ซึ่งมีนามปรากฏดังน้ี (๑) ทาวธตรฐ จอมคนธรรพ ปกครองทิศตะวันออก (๒) ทาววริ ุฬหก จอมกุมภัณฑ ปกครองทิศใต (๓) ทาววิรูปกข จอมนาค ปกครองทศิ ตะวนั ตก (๔) ทา วกเุ วร หรือทา วเวสวณั จอมยักษ ปกครองทศิ เหนือ ๒. ชั้นดาวดึงส แดนแหงเทพ ๓๓ เปนสวรรคที่รูจักกันดี เพราะมีทาวสักกะหรือ พระอินทรเ ปนจอมเทพ บางทีเรียกไตรตรงึ ษ เพราะเปนทอี่ ยูของทาวสักกเทวราชกับเทพผูสหจร รวม ๓๓ ไมมีพวกสัตวดิรัจฉาน แตจะมีพวกเทวดากับอสูร สวนใหญจะทําสงครามกันตลอด ระหวา งเทวดากบั อสรู ผลท่สี ดุ พวกอสรู กแ็ พส งคราม ๓. ชนั้ ยามา แดนแหงเทพผปู ราศจากทกุ ข เปน สวรรคท่ีมีทาวสยุ ามเปนผูปกครอง ๔. ชั้นดุสิต แดนแหงเทพผูเอิบอิ่มดวยสิริสมบัติของตน เปนสวรรคที่มีทาวสันดุสิต เปน ผปู กครอง ถือกันวาเปนท่ีอุบัติของพระบรมโพธิสัตวในพระชาติสุดทายกอนจะเสด็จปฏิสนธิ ในพระครรภมารดาอุบัติเปนมนุษยและตรสั รูเปนพระพทุ ธเจา ๕. ชั้นนิมมานรดี แดนแหงเทพผูยินดีในการเนรมิต เปนสวรรคที่มีทาวสุนิมมิต เปน จอมเทพผปู กครอง ถือกันวา เทวดาช้นั นี้ ปรารถนาส่งิ ใดสง่ิ หนงึ่ กน็ ิรมติ เอาเองได ๖. ช้ันปรนิมมิตวสวัตตี (หรือ วัตดี) แดนแหงเทพผูยังอํานาจใหเปนไปในกามสุข ที่ผูอื่นเนรมิตให คือเสวยสมบัติที่เทพพวกอื่นนิรมิตให เปนสวรรคท่ีมีทาวนิ มมิตวสวัตดี เปนผูปกครอง กลา วกนั วา เทวดาชน้ั นปี้ รารถนาสิ่งใดสง่ิ หน่ึง ไมต อ งนิรมติ เองเหมือนพวกเทวดา ช้ันนิมมานรดี แตม ีเทวดาอ่ืนนริ มติ ใหอกี ที 97
9๙8๘ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 สัตตกะ หมวด ๗ อนสุ ัย แปลวา ความนอนเนื่อง หมายถงึ กเิ ลสทีน่ อนเน่ืองอยูใ นจิตสนั ดาน จัดเปนกิเลส ข้นั ละเอยี ด โดยท่กี เิ ลสเครื่องเศราหมองนน้ั ทา นจัดลําดับเปน ๓ ข้ัน คือกิเลสขั้นหยาบท่ีเปนเหตุ ใหลวงละเมิดศีล เรียกวา วีติกกมกิเลส กิเลสขั้นกลางที่คอยกลุมรุมจิตมิใหสงบเปนสมาธิหรือ บรรลคุ ุณความดี เรยี กวา ปรยิ ุฏฐานกเิ ลส และกิเลสข้ันละเอียดทีฝ่ ง แนนอยูในจิตสันดานโดยจะ ปรากฏออกมาตอเมื่อมีอารมณภายนอกมากระทบ เรียกวาอนุสัยกิเลส ซ่ึงตองอาศัยวิปสสนา ปญ ญาจงึ ละได มี ๗ ชนดิ คือ ๑. กามราคะ หรอื กามราคานสุ ยั อนุสัยคือกามราคะ ความกําหนดั ในกาม หมายถึง ความยินดีตัดใจในเรื่องกามคุณ หรือกามารมณท่ีฝงแนนอยูในจิตสวนลึก เมื่อมีอารมณท่ีนา ปรารถนาเขามาปฏิสัมพันธย่ัวยวนชวนใหกําหนด ก็จะทําใหผูน้ันไมสามารถรูสึกผิดชอบช่ัวดี สามารถทจ่ี ะลวงอกศุ ลกรรมบถประพฤติกาเมสุมจิ ฉาจารได ๒. ปฏฆิ ะ หรอื ปฏฆิ านุสยั อนสุ ัยคือปฏิฆะ ความขัดใจ หมายถึง ความหงุดหงิดขัดเคือง ดวยอํานาจโทสะ คือความคิดประทุษรายท่ีฝงแนนอยูในจิตใจสวนลึกเมื่อถูกอารมณที่ไมนา ปรารถนาหรือไมนายินดีเขากระทบกระท่ังจิตใจ ก็เกิดความฉุนเฉียวขัดใจข้ึนมา หากขาดสติ ยับยั้งชั่งใจ ก็สามารถที่จะบันดาลโทสะลวงอกุศลกรรมบถ ประพฤติปาณาติบาตทําอันตรายแก ผูคนหรอื สตั วท่ตี นมุง รา ยใหต กตายหรอื บาดเจ็บได 98
9๙9๙ วชิ า ธรรมวิภาค ๓. ทิฏฐิ หรือ ทิฏฐานุสัย อนุสัยคือทิฏฐิ ความเห็นผิด หมายถึง ความคิดเห็นที่ผิด จากทาํ นองคลองธรรม เชน เห็นวาทําดี ไมไดดี ทําชั่ว ไมไดช่ัว คุณของมารดาบิดาไมดี เปนตน ความคิดเห็นผิดเชนนี้เมื่อครอบงําจิตของผูใดก็จะทําใหผูนั้นแสดงพฤติกรรมท่ีเปนไปในทางที่ ผิดๆ คอื ประพฤติอกศุ ลกรรมบถไดต ามใจทปี่ รารถนาอยเู ปนนิตย ๔. วิจิกิจฉา หรือ วิจิกิจฉานุสัย อนุสัยคือวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย หมายถึงความ สงสัยไมแนใจในเร่ืองคุณความดีเปนตนที่ฝงแนนอยูในจิตสวนลึก เม่ือครอบงําจิตของผูใดแลว ก็จะทําใหผูน้ันคิดวกวนไมม่ันใจในการประกอบกิจบําเพ็ญกุศลอันเปนประโยชนแกตน ไมส ามารถจะตัดสินใจใหแ นนอนได ๕. มานะ หรือ มานานุสยั อนสุ ัยคือมานะ ความถือตัว หมายถึง ความสําคัญตัว เชน ถือตัววาตนมีชาติตระกูลสูง มีความรูสูง มีทรัพยสมบัติมาก มีความดีเดนกวาผูอื่น เปนตน ผูมี มานะฝงแนนอยูในใจตนเชนนี้ยอมมีความหยิ่งจองหองอยูในใจ ไมสามารถท่ีจะประพฤติตน ตามมารยาทอันดงี ามในสังคมได ๖. ภวราคะ หรือ ภวราคานุสัย อนุสัยคือภวราคะ ความกําหนัดในภพ หมายถึง ความติดใจเพลิดเพลินใจอยูในภพคือภาวะชีวิตที่เปนอยูน้ัน ๆ ท่ีฝงแนนอยูในจิตใจสวนลึก จิตของผูที่ถูกราคะครอบงํายอมไมยอมรับสภาพความเปนจริงของสรรพส่ิงท่ีเปนไปตามกฎ ไตรลกั ษณหรอื โลกธรรม ทําใจไมไ ดเมอ่ื ประสบความเส่ือมลาภ เสอ่ื มยศ หรอื สญู เสยี สิง่ ใดส่งิ หน่ึง อันเปน ท่ีรกั ไมป รารถนาใหส่ิงอันเปน ท่ีรักเหลานน้ั อันตรธานเสอ่ื มสญู ไป ๗. อวชิ ชา หรือ อวชิ ชานุสยั อนุสัยคืออวิชชา ความไมรูสภาพจริง เปนชื่อของโมหะ หมายถึง สภาพจิตท่ีหลงไมรูจริงในส่ิงอันเปนความจริงแหงชีวิต ไดแก ความไมรูในอริยสัจ หรือ ปฏิจจสมุปบาท คืออวิชชาน้ีมีอยูในจิตสันดานของผูใด ยอมทําใหผูน้ันไมรูอรรถ ไมรูธรรม ไมร เู ทาทันสภาพความเปน จรงิ ของสรรพส่งิ ทั้งหลาย อนุสัยทั้ง ๗ นี้ เรียกอีกอยางวา สังโยชน ๗ (กิเลสท่ีประกอบสัตวไวไมใหหลุดพน จากสงสารทุกข) เปนกิเลสนอนเน่ืองในสันดาน สงบนิ่งอยูในสวนลึกของจิต แตเมื่อมีอารมณที่ ไมนา ยนิ ดี ไมนาปรารถนามากระทบเขาจึงแสดงอาการใหปรากฏ เมถุนสังโยค ๗ สมณะก็ดี พราหมณก็ดี บางคนปฏิญญาณตนวาเปนพรหมจารีจริง ๆ หาไดเสพ เมถุนกับดวยมาตุคามไมเลย แตยังยินดี ปลื้มใจ ช่ืนใจดวยเมถุนสังโยค คืออาการแหง เมถุน ๗ อยา งใดอยางหนึง่ คอื เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 99
1๑0๐0๐ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 พรหมจรรยของผูนั้นช่ือวาขาด ช่ือวาทะลุ ช่ือวาดาง ช่ือวาพรอย ผูน้ันประพฤติ พรหมจรรยไ มบ รสิ ุทธ์ิ ประกอบดวยเมถนุ สังโยค ยอ มไมพนไปจากทุกขไ ด เมถุนสังโยค คือ การประกอบกิริยาแหงเมถุน หมายถึง อาการท่ีเก่ียวของกับเมถุน (การประพฤติของคนคูที่มีความกําหนัดรักใครตอกัน) หรือความประพฤติพัวพันกับเมถุน ซึ่งมีความหมายเปนกิริยาที่ใกลตอการเสพเมถุนลดหลั่นกันมาโดยลําดับ ทานกลาววา สมณพราหมณหรือบรรพชิตผูเปนนักบวชปฏิญญาณตนวาประพฤติพรหมจรรย แมจะไมเสพ เมถุนโดยตรง แตถายังมีพฤติกรรมแสดงออกเปนความยินดีในเมถุนสังโยค ๗ อยาง เชนนี้ สมณพราหมณ หรือนักบวชผูน้ันช่ือวาประพฤติพรหมจรรยไมบริสุทธ์ิ ไมสามารถจะหลุดพน จากวฏั ฏทกุ ขได 100
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150