ปจั จัยดา้ นบุคลกิ ภาพและทศั นคติ ท่สี ่งผลตอ่ การกระทำผิดซำ้ ของผู้ต้องขงั หญงิ ท่ีกระทำผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพตดิ PERSONALITY AND ATTITUDE FACTORS AFFECTING RECIDIVISM IN DRUG ADDICTED FEMALE INMATES
พมิ พค์ รั้งท่ี 1 พ.ศ. 2566 E-book อา่ นฟรี ลิขสทิ ธิข์ อง มูลนิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริ สมเดจ็ พระเจ้าลกู เธอเจ้าฟ้าพชั รกิตยิ าภา นเรนทริ าเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสี ิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ข้อมูลทางบรรณานกุ รมของหอสมุดแหง่ ชาติ ชนัญชิดา ทมุ มานนท์ ปจั จัยด้านบคุ ลิกภาพและทศั นคตทิ ีส่ ่งผลตอ่ การกระทำผิดซำ้ ของผ้ตู อ้ งขังหญิงที่ กระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด.-- มูลนธิ ิ ณภาฯ ในพระราชดำริ สมเด็จพระเจา้ ลกู เธอเจา้ ฟา้ พัชรกติ ิยาภา นเรนทริ าเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณสี ิรพิ ชั ร มหาวชั ร ราชธิดา, 2566. 314 หนา้ . 1. นักโทษหญงิ -- วิจัย. I. ณัฐกานต์ จนั ทรศริ พิ ทุ ธ, ผ้แู ต่งร่วม. II. ช่ือเร่ือง. 364.374 ISBN (E-Book) 978-616-94245-0-5 ผูว้ ิจยั ชนัญชิดา ทุมมานนท์ ณัฐกานต์ จันทรศิรพิ ทุ ธ จดั พมิ พ์โดย มลู นิธิ ณภาฯ ในพระราชดำริ สมเดจ็ พระเจา้ ลกู เธอเจา้ ฟา้ พัชรกิติยาภา นเรนทริ าเทพยวดี กรมหลวงราชสารณิ ีสิรพิ ชั ร มหาวชั รราชธดิ า
ปจั จัยด้านบคุ ลิกภาพและทัศนคตทิ ี่ส่งผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | ก ของผู้ตอ้ งขังหญงิ ทก่ี ระทาผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพติด (ภาษาไทย) ชื่อโครงการ ปัจจัยด้านบคุ ลกิ ภาพและทัศนคตทิ ีส่ ่งผลต่อการกระทำผิดซ้ำของ ผูต้ อ้ งขงั หญงิ ทีก่ ระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด (ภาษาองั กฤษ) ชอ่ื โครงการ PERSONALITYAND ATTITUDEFACTORSAFFECTING RECIDIVISM IN DRUG ADDICTED FEMALE INMATES ผูว้ จิ ยั 1. นางสาวชนญั ชดิ า ทมุ มานนท์ 2. นางสาวณัฐกานต์ จันทรศิริพทุ ธ ผู้ช่วยผ้วู ิจยั 2. นางสาวกวติ า พรอ้ มเพราะ 4. นางสาวบุญจิรา ชลธารนที 1. นางสาวปยิ กฤตา เครอื หิรัญ 6. นางสาววิภาวี วรวุฒิวิทยารักษ์ 3. นางสาวนฤมล อินทหมน่ื 5. นางสาวดวงพร กิตติสนุ ทร คณะกรรมการตดิ ตามและประเมนิ ผล 1 อ.ดร. ทิพย์นภา หวนสรุ ิยา ภาควชิ าจติ วทิ ยาสงั คม คณะจิตวทิ ยา จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั 2. อ.ดร. กนษิ ฐ์ ศรเี คลอื บ ภาควชิ าวิจัยและจติ วทิ ยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย 3. นายชายนำ ภาววมิ ล นกั วิชาการอสิ ระ 4. นางสาวจติ ราภรณ์ วนัสพงศ์ นักวิชาการอิสระ เจา้ หน้าท่ปี ระจำโครงการฯ 1. นางสาวเหมอื นแพร กสุ สลานภุ าพ 2. นางสาวทิพยาพร ภาววมิ ล
ปัจจยั ดา้ นบคุ ลิกภาพและทศั นคตทิ ่สี ่งผลตอ่ การกระทาผิดซา้ ห น้ า | ค ของผูต้ อ้ งขังหญิงทก่ี ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด บทสรปุ ผบู้ รหิ าร ปญั หาการเสพยาเสพติดเกิดขึ้นในสงั คมไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน ก่อใหเ้ กิดผลกระทบท้ังใน ระดับบคุ คล ครอบครัว ไปจนถงึ สังคม สถติ ขิ อ้ มลู จากกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยตุ ธิ รรม พบว่า การกระทำผิด ประเภทพ.ร.บ.ยาเสพตดิ /สารระเหย มีสัดสว่ นสูงเป็นอนั ดบั แรกเม่อื เปรียบเทยี บกันกบั ลักษณ ะคว ามผิด ประเภทอน่ื ๆ ทง้ั น้ี การศกึ ษามูลเหตแุ ละปัจจัย รวมไปถึงวธิ ีการแก้ไขเยียวยาผู้กระทำผดิ ท่ีผา่ นมา มกั ม่งุ เน้น การศกึ ษาไปในเพศชายซึ่งมสี ัดสว่ นการกระทำผดิ สงู อย่างไรกต็ าม เพศหญงิ กม็ ีอตั ราการกระทำผิดเพิ่มสูง มากข้ึนจากในอดีตเชน่ กัน ทง้ั การกระทำผดิ คร้ังแรกและการกระทำผดิ ซ้ำ ดงั น้นั จึงมคี วามจำเป็นอย่างยิ่ง ท่ีจะตอ้ งใหค้ วามสำคัญกบั การศกึ ษาและการทำความเข้าใจถึงมูลเหตุและปจั จยั ของการกลบั ไปกระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะในคดกี ารเสพยาเสพตดิ ในเพศหญิง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการแสวงหาวธิ ีป้องกันไ ม่ให้ ผู้พน้ โทษหญงิ กลับไปเสพยาเสพตดิ หรือกระทำผดิ ซำ้ อกี การวิจัยครั้งน้ีเลอื กดำเนินการศกึ ษาผา่ นกรอบแนวความคดิ ทฤษฎจี ิตวทิ ยาทมี่ ่งุ เนน้ ไปยงั ปจั จัยภายใน คอื พฤติกรรมของบุคคล ทง้ั พฤติกรรมภายนอกท่แี สดงออก ให้เห็นเป็นการกระทำ และพฤตกิ รรมภายใน ทเี่ กี่ยวขอ้ งกับความคดิ อารมณ์ ความร้สู กึ แรงจงู ใจ และความปรารถนา กลา่ วอกี นัยหน่งึ วา่ การวิจัยครั้งน้ี ศึกษาลกั ษณะบคุ ลกิ ภาพและทัศนคติ ได้แก่ 1) ความเมตตากรุณาต่อตนเอง 2) บคุ ลกิ ภาพแบบต่อตา้ นสงั คม 3) ความรู้สึกผดิ และ 4) ความหวัง ท่ีมผี ลต่อการกระทำผดิ ซ้ำเพ่อื เป็นจดุ เร่ิมต้นใ นก ารพัฒ นาหลักสูตร การอบรมเพื่อป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขงั หญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ โดยคาดหวงั ว่าจะชว่ ยป้องกันการกระทำผดิ ซ้ำในคดกี ารเสพยาเสพตดิ ของเพศหญิงไดเ้ พ่ิมมากข้ึน วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั เพอ่ื ศึกษาความสมั พนั ธเ์ ชงิ สาเหตดุ า้ นบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำผดิ ซำ้ ของผ้ตู ้องขงั หญิง ท่ีกระทำผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด เพือ่ เปน็ แนวทางในการพัฒนาหลักสตู รการอบรม วธิ ีดำเนินการวจิ ยั การวิจัยนี้ผา่ นการพิจารณาจากคณะกรรมการพจิ ารณาจริยธรรมการวิจัยในคน กลุ่มสหสถาบัน ชดุ ที่ 1 จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย เลขท่ี COA NO 045/2561 โดยใชร้ ะเบยี บวิธีวิจยั ทง้ั เชิงปรมิ าณ ไดแ้ ก่ การสำรวจ ด้วยแบบสอบถาม และเชงิ คณุ ภาพ ได้แก่ การสมั ภาษณ์รายบคุ คล
ห น้ า | ง ปจั จยั ด้านบุคลิกภาพและทัศนคติท่สี ง่ ผลต่อการกระทาผิดซา้ ของผูต้ ้องขังหญิงทกี่ ระทาผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพตดิ ตัวแปรในการวิจัย การวจิ ัยนี้มีตวั แปรตามกรอบแนวคดิ การวจิ ยั ทง้ั หมด 5 ตวั แปร ดงั น้ี 1. ตัวแปรแฝงภายนอก (Exogenous latent variable) ไดแ้ ก่ 1) ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเอง และ 2) บุคลกิ ภาพแบบต่อตา้ นสงั คม 2. ตวั แปรสง่ ผา่ น (Mediator variables) ได้แก่ 1) ความรู้สกึ ผิด และ 2) ความหวงั 3. ตัวแปรแฝงภายใน (Endogenous latent variable) ได้แก่ 1) การกระทำผิดซ้ำ กลุ่มตวั อยา่ ง ผู้ต้องขังหญิง อายุระหวา่ ง 28-52 ปี ทไ่ี ด้รบั การพพิ ากษาจำคกุ คดคี วามเปน็ ท่สี ิน้ สดุ ในคดเี ก่ียวกับ ยาเสพตดิ จำนวน 646 คน มพี ้ืนท่ีเก็บข้อมูล คอื เรือนจำ/ทัณฑสถาน เขตกรงุ เทพมหานครและป ริมณฑล จำนวน 5 แห่ง ท้ังนี้ การเก็บข้อมลู ดังกลา่ วอยู่ภายใต้การกำกบั ดแู ลของเจ้าหนา้ ที่ประจำเรอื นจำ/ทณั ฑสถาน อย่างเคร่งครดั เคร่อื งมือที่ใช้ในงานวจิ ัย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจยั นี้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามขอ้ มลู ทว่ั ไป 1 ฉบับ และ 2) มาตรวัด 5 ฉบับ ทไี่ ด้รับการพัฒนาข้ึนจากมาตรวัดฉบบั ภาษาองั กฤษ และที่ได้รบั การสร้างแล ะพัฒ นาขึ้นให ม่ให้ เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย รวมทง้ั มคี วามเฉพาะเจาะจงในกลุ่มผู้กระทำผิดในคดีการเสพย าเสพติด ได้แก่ 1. มาตรวัดความเมตตากรุณาตอ่ ตนเอง (SCS-SF) ของ Raes, Pommier, Neff และ Van Gucht (2011) 2. มาตรวัดบุคลกิ ภาพแบบตอ่ ตา้ นสงั คมของ Frick และ Hare (2001) 3. มาตรวัดความรู้สกึ ผิด อ้างองิ จากมาตรวดั TOSCA-SD ของ Hanson และ Tangney (1995) 4. มาตรวดั ความหวงั อ้างอิงจากมาตรวัด The Adult State Hope Scale ของ Snyder และคณะ (1991) 5. มาตรวัดแนวโนม้ การกระทำผิดซ้ำ
ปัจจัยด้านบคุ ลกิ ภาพและทศั นคติท่ีส่งผลต่อการกระทาผิดซา้ ห น้ า | จ ของผตู้ อ้ งขงั หญิงท่ีกระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ข้อมูลทวั่ ไป ข้อมลู ทางประชากรศาสตร์ของกลมุ่ ตวั อยา่ งจำนวน 646 คน พบว่า มอี ายุระหวา่ ง 28-38 ปี มากทีส่ ุด คิดเป็นรอ้ ยละ 46.7 ระดับการศกึ ษาที่กำลังศึกษาอยู่หรอื สงู สุด คอื มธั ยมศกึ ษาตอนต้น คิดเปน็ ร้อยละ 40.9 มีอาชพี รบั จา้ งทั่วไปกอ่ นได้รับโทษมากทส่ี ดุ คิดเป็นรอ้ ยละ 36.6 ระดบั รายไดต้ ่อเดือนอยู่ระหวา่ ง 6 ,001- 12,000 บาท คดิ เป็นร้อยละ 51.4 สถานภาพแต่งงาน (รวมที่ไมไ่ ด้จดทะเบียนสมรส) มากท่สี ดุ คิดเปน็ ร้อยละ 41.3 พิจารณาดา้ นคดีความและพฤตกิ รรมการเสพยาเสพติด พบว่า ลกั ษณะความผิดครงั้ ปจั จบุ นั เป็นผู้เสพ และจำหนา่ ยยาเสพติด คิดเปน็ ร้อยละ 33.3 ประเภทของยาเสพติดส่วนมากท่เี คยเสพ คือ ยาไอซ์ คิดเป็น ร้อยละ 82.8 เหตผุ ลของการเสพยาเสพตดิ คือ ความอยากรอู้ ยากลอง คิดเป็นร้อยละ 86.6 เรม่ิ ใชย้ าเสพติด ครั้งแรกหลงั จากพ้นโทษทันที คดิ เป็นร้อยละ 10.5 และภายหลงั จากพน้ โทษไมเ่ กิน 1 ปี จงึ ถกู จับกุมอกี คร้ัง คิดเปน็ ร้อยละ 16.9 การทดสอบสมมติฐาน การวิจัยนด้ี ำเนนิ การทดสอบสมมติฐานดว้ ยวิธีการวิเค ราะหข์ ้อมลู ดว้ ยโมเดลสมการเชิงโค รงส ร้าง (Structural Equation Modeling หรอื SEM) โดยโปรแกรม Mplus ผลการทดสอบสมมตฐิ าน ดังภาพและ ตารางด้านล่าง โมเดลความสัมพนั ธ์เชงิ สาเหตขุ องแนวโนม้ การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขงั หญิงทีก่ ระทำผิดใ นคดีก ารเสพ ยาเสพตดิ เมอื่ วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646) หมายเหตุ : ***=p<.001 (สองหาง), **=p<.01 (สองหาง), *=p<.05 (สองหาง)
ห น้ า | ฉ ปัจจัยด้านบุคลกิ ภาพและทัศนคติทีส่ ่งผลตอ่ การกระทาผิดซา้ ของผตู้ ้องขังหญงิ ทกี่ ระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด ตารางสรุปผลการวเิ คราะห์ข้อมูลตามสมมตฐิ าน ขอ้ สมมติฐาน สนับสนุน ไ ่มสนับสนุน 1 ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองมสี หสัมพนั ธ์ทางลบ และมอี ทิ ธิพลทางตรงตอ่ การกระทำผดิ ซำ้ √ √ 2 ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองมอี ิทธพิ ลทางอ้อมตอ่ การกระทำผิดซำ้ โดยมีความรู้สึกผิด √ √ เปน็ ตวั แปรสง่ ผา่ น √ √ 2.1 ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองมสี หสัมพนั ธท์ างบวกกบั ความรสู้ กึ ผิด √ √ 2.2 ความร้สู กึ ผดิ มสี หสัมพันธ์ทางลบกบั การกระทำผดิ ซ้ำ √ √ 3 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมอี ทิ ธพิ ลทางอ้อมต่อการกระทำผดิ ซำ้ โดยมคี วามหวัง √ √ เป็นตัวแปรสง่ ผา่ น 3.1 ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองมสี หสัมพนั ธท์ างบวกกบั ความหวงั 3.2 ความหวังมสี หสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผดิ ซำ้ 4 บคุ ลกิ ภาพแบบตอ่ ต้านสงั คมมสี หสัมพันธท์ างบวก และมอี ทิ ธพิ ลทางตรงต่อการกระทำผิดซำ้ 5 บคุ ลกิ ภาพแบบต่อตา้ นสงั คมมอี ิทธพิ ลทางอ้อมต่อการกระทำผดิ ซำ้ โดยมคี วามรู้สกึ ผดิ เปน็ ตวั แปรส่งผา่ น 5.1 บุคลกิ ภาพแบบต่อต้านสงั คมมีสหสัมพนั ธท์ างลบกบั ความรูส้ ึกผดิ 6 บคุ ลิกภาพแบบตอ่ ตา้ นสงั คมมอี ิทธิพลทางอ้อมตอ่ การกระทำผดิ ซ้ำ โดยมคี วามหวงั เปน็ ตัวแปรสง่ ผ่าน 6.1 บุคลกิ ภาพแบบตอ่ ต้านสงั คมมสี หสัมพนั ธ์ทางลบกับความหวงั สรุปและอภิปรายผลขอ้ มูล การสรปุ และอภิปรายผลข้อมลู ท่วั ไปของกลุม่ ตัวอย่าง 1. ครอบครัว กล่มุ ตัวอยา่ งสว่ นใหญ่มีครอบครัวทไี่ ม่สมบูรณ์ ท้ังยังขาดองค์ประกอบของก ารเป็น ครอบครัวทอ่ี บอนุ่ ด้วย 2. การศึกษา กลุ่มตัวอย่างสว่ นใหญ่มีระดบั การศึกษาไมส่ ูงนกั โดยพบสาเหตทุ ่ที ำให้กลุ่มตัวอย่าง ออกจากระบบการศึกษา ได้แก่ ความเกเร ไม่อยากเรียนหนังสือ การย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่กบั คนรัก ความจำเปน็ บางประการ และเหตกุ ารณ์พลกิ ผันในชีวติ 3. สามี/คนรัก คนรกั มีอทิ ธิพลอยา่ งมากต่อการเสพและจำหน่ายยาเสพติด จนนำไปสูก่ ารถูกจับกุม เน่ืองจากการรับผดิ แทนคนรักหรือความตอ้ งการประชดประชัน ซ่ึงเป็นลกั ษณะการกระทำดว้ ยอารมณ์ชั่ววูบ และไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ทจ่ี ะตามมา
ปัจจัยด้านบคุ ลิกภาพและทศั นคติที่สง่ ผลต่อการกระทาผิดซา้ ห น้ า | ช ของผตู้ อ้ งขงั หญงิ ที่กระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด 4. สภาพสังคมและการไม่ได้รบั โอกาสดา้ นต่าง ๆ การตอ้ งกลบั ไปอย่ใู นชุมชนและสภาพแวดลอ้ มเดมิ การไมไ่ ดร้ บั การยอมรบั และการได้รบั การปฏบิ ัตไิ มเ่ ท่าเทยี มกบั คนทวั่ ไปในสังคมเปน็ อุปสรรคห นึ่งท่ีทำให้ ผพู้ น้ โทษกลับไปกระทำผดิ ซำ้ 5. ลักษณะส่วนบุคคล นอกจากความอยากรูอ้ ยากลองทเี่ ป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเสพยาเสพติดของ กลุ่มตวั อย่าง ยงั พบปัจจัยอ่นื ๆ ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการเสพยาเสพตดิ ได้แก่ การเห็นแบบอย่าง ความตอ้ งการเป็น ที่ยอมรบั ในกล่มุ เพ่ือน การให้นำ้ หนกั เฉพาะด้านดตี ่อยาเสพติด และการยอมจำนนตอ่ สถานการณ์ การสรุปและอภิปรายผลสมมตฐิ าน 1. สมมตฐิ านที่ 1 ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองไม่มอี ิทธพิ ลทางตรงตอ่ การกระทำผดิ ซ้ำ อาจเกิดจาก 1) กลุ่มตัวอย่างบางส่วนไม่ได้รู้สกึ ว่าการเสพยาเสพติดเปน็ ส่งิ ทผี่ ดิ มาตัง้ แตแ่ รก ทำให้ไม่เกิดความเมตตากรุณา ตอ่ ตนเองในมติ ขิ องการเสพยาเสพติด และ 2) เมอ่ื นำมาตรวดั ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองท่ีพัฒนาข้นึ มาใช้ใน กลมุ่ ผตู้ อ้ งขังหญงิ พบวา่ มคี ่าความเท่ยี งไมด่ นี กั เนอื่ งจากข้อคำถามบางขอ้ อาจยากตอ่ การทำความเขา้ ใจ 2. สมมติฐานท่ี 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมอี ิทธพิ ลทางลบตอ่ ความรู้สึกผดิ ซึ่งเป็นทิศทาง ตรงกันข้ามกบั คา่ สหสมั พันธ์ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ยังมปี ัจจยั อน่ื ทก่ี ารวิจยั นไี้ ม่ได้ดำเนินการศึกษาแล ะส่งผลต่อ ความร้สู กึ ผิด โดยปจั จยั ดังกลา่ วเขา้ มามีอทิ ธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างความเมตตากรุณ าต่อต นเองกับ ความรสู้ ึกผิด ทั้งนี้ ความรูส้ กึ ผดิ มสี หสมั พนั ธ์และมีอิทธพิ ลทางลบต่อการกระทำผิดซำ้ 3. สมมติฐานที่ 3 ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองไม่มีอทิ ธิพลต่อความหวงั แม้จะมสี หสัมพนั ธท์ างบวก ระหว่างกัน แสดงใหเ้ ห็นวา่ ยังมีปัจจยั อน่ื ท่กี ารวจิ ยั นี้ไม่ได้ดำเนินการศึกษาและส่งผลต่อความหวัง โดย ปัจจัย ดงั กลา่ วเข้ามามีอิทธพิ ลต่อความสัมพันธร์ ะหว่างความเมตตากรณุ าต่อตนเองกบั ความหวัง ทั้งน้ี ความหวังมี สหสมั พันธ์และมอี ิทธพิ ลทางลบต่อการกระทำผดิ ซำ้ 4. สมมติฐานท่ี 4 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีสหสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำ หากแต่ไมไ่ ด้ เปน็ เหตุผลโดยตรงทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ การกระทำผิดซำ้ โดยอาจมปี จั จยั อ่ืนเขา้ มาคนั่ กลางหรือสง่ ผา่ นอทิ ธิพลระหว่าง บคุ ลกิ ภาพแบบต่อต้านสงั คมกบั การกระทำผิดซ้ำ ซ่ึงควรไดร้ บั การศึกษาวิจัยตอ่ ไป 5. สมมติฐานที่ 5 บุคลกิ ภาพแบบต่อต้านสงั คมมีสหสมั พนั ธ์และอทิ ธิพลทางลบต่อความรูส้ ึกผิดและ ความรสู้ กึ ผิดมอี ิทธพิ ลทางลบต่อการกระทำผิดซ้ำ หากแต่บคุ ลกิ ภาพแบบต่อต้านสังคมไม่ได้เป็นปจั จยั กระตนุ้ ใหเ้ กิดความรู้สึกผิดทส่ี ่งผลต่อเนือ่ งไปยงั การกระทำผดิ ซ้ำ ดังน้นั จงึ มีความเปน็ ไปไดว้ า่ ตัวแปรความรู้สึกผิด อาจไม่ไดม้ ฐี านะเปน็ ตวั แปรค่ันกลางหรอื ตัวแปรสง่ ผ่าน แต่อาจเป็นปัจจยั หลักหรือปจั จยั สาเหตุโดยต รงท่ี ส่งผลไปยังการกระทำผดิ ซำ้ ซึ่งควรไดร้ บั การศึกษาวจิ ัยตอ่ ไป 6. สมมตฐิ านท่ี 6 บคุ ลกิ ภาพแบบต่อต้านสังคมมีอิทธพิ ลทางออ้ มต่อการกระทำผดิ ซ้ำ โดยมคี วามหวงั เปน็ ตวั แปรสง่ ผ่าน และบุคลกิ ภาพแบบตอ่ ตา้ นสงั คมมสี หสัมพนั ธท์ างลบกบั ความหวัง
ห น้ า | ซ ปัจจัยดา้ นบุคลกิ ภาพและทัศนคติทีส่ ่งผลต่อการกระทาผดิ ซ้า ของผู้ตอ้ งขังหญงิ ทก่ี ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด การสรุปและอภิปรายผลการสมั ภาษณ์ 1. บุคลิกภาพแบบต่อต้านสงั คม ความหุนหันพลันแล่น ความสามารถในการควบคุมตนเองและ ความเคารพกฎระเบยี บเปน็ ลกั ษณะเด่นของกลุ่มตวั อย่าง อย่างไรกต็ าม ไม่สามารถกล่าวได้ว่า การควบคุม ตนเองและความเคารพกฎระเบียบเป็นลกั ษณะภายในทแ่ี ทจ้ ริงของกล่มุ ตัวอย่าง เนือ่ งจากเป็นการกระทำเพียง เพอ่ื ไมใ่ ห้ถูกลงโทษหรือไดผ้ ลสะท้อนกลับในทิศทางลบในขณะท่อี ย่ใู นเรือนจำ/ทัณฑสถาน 2. ความรูส้ ึกผิด กลุ่มตวั อย่างรู้สึกผิดต่อบุคคลอื่นร่วมกับรู้สึกผิดต่อตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมิติ ทางวัฒนธรรมแบบคตริ วมหมู่ในสังคมไทย ทั้งน้ี ความรูส้ ึกผิดต่อบคุ คลอ่นื จะนำไปสูค่ วามพย าย ามแก้ไข พฤติกรรมก็ต่อเมอื่ บคุ คลรูส้ ึกผดิ ต่อตนเอง และรับรู้ว่าพฤตกิ รรมทต่ี นกระทำเป็นส่ิงทย่ี อมรับไมไ่ ด้ อย่างไร กต็ าม ความรู้สกึ ผดิ อาจเป็นเพยี งข้ออ้างของบคุ คลเพื่อให้ตนดดู หี รือเปน็ กลไกหนงึ่ ในก ารป้องกันต นจาก ความเจ็บปวด 3. ความหวงั ลักษณะความหวงั ทเี่ กิดข้ึนส่วนใหญ่ คือ การรับรู้ความสามารถของ ตนเอง ที่จะไปสู่ เปา้ หมาย หากแตย่ งั คงตอ้ งการการประคบั ประคอง การสนบั สนุนด้านเงินทุน และท่สี ำคัญคอื ความต้องการ กำลงั ใจจากครอบครัวและสงั คม 4. ความเข้มแขง็ ของจิตใจ (หนงึ่ ในผลทไี่ ด้รบั จากการมคี วามเมตตากรุณาต่อตนเอง) ปัจจัยหลัก ท่ที ำใหก้ ลุ่มตัวอยา่ งกลบั มากระทำผดิ ซ้ำ คอื การมจี ิตใจที่ไมเ่ ข้มแขง็ ถงึ แม้ว่ากลุม่ ตวั อย่างจะอยากมีจิตใจที่ เข้มแขง็ หากแต่ยงั ไม่ร้วู ิธีการปฏิบัตแิ ละการพฒั นาตนเองใหม้ ีจิตใจทีเ่ ข้มแข็ง ท้งั น้ี ส่ิงที่สามารถช่วยให้ กลุ่มตวั อยา่ งเพิ่มความเข้มแขง็ ของจิตใจได้ คือ การพัฒนาความเมตตากรุณาต่อตนเองเพอ่ื ใหก้ ลุ่มตัวอย่าง ยอมรับในความผิดพลาด และมองความผดิ พลาดวา่ เป็นเรอ่ื งธรรมดาที่ทุกคนตอ้ งประสบ ขอ้ จำกัดและข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย ข้อจากดั 1. จำนวนกล่มุ ตวั อยา่ งมีไม่เพยี งพอ จึงพิจารณาเกบ็ ข้อมูลจากผ้ตู ้องขงั หญิงท่ีเคยเสพย าเสพติด ก่อน ถูกจับกมุ จากการกระทำผดิ ซำ้ ถึงแมว้ า่ จะถกู จบั กุมในคดกี ารจำหนา่ ยหรือครอบครองยาเสพติด 2. การเกบ็ ข้อมูลเป็นไปตามการรบั ร้แู ละประเมินตนเองของผู้ต้องขงั หญิง ซงึ่ อาจได้รับอิทธิพลจาก กระบวนการปลกู ฝังอบรมในเรือนจำ 3. ผลการวิจัยไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปยงั กลุ่มประชากรอื่นได้ เนื่องจากเป็นการศึกษาวิจยั เฉพาะ กลมุ่ ผู้ต้องขังหญงิ ทก่ี ระทำผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ ข้อเสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะเชงิ วชิ าการ ดงั นี้ 1.1. การศกึ ษาวิจยั ครง้ั ตอ่ ไปควรพิจารณาการนำทฤษฎีตามแนวทางตะวันตกมาใช้ โดยตอ้ งปรบั ให้มี ความเหมาะสมกับบรบิ ทของสังคมไทย
ปจั จัยด้านบคุ ลิกภาพและทัศนคตทิ ่สี ่งผลต่อการกระทาผดิ ซ้า ห น้ า | ฌ ของผตู้ ้องขงั หญิงที่กระทาผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพติด 1.2. ตัวแปรหรอื ปัจจัยภายในอน่ื ๆ ท่ีควรได้รบั การศกึ ษาตอ่ ไป คือ ความเข้มแขง็ ของจิตใจ คำทำนาย ทเี่ ป็นจริง การศึกษาตามแนวคิดทฤษฎดี ้านทศั นคตโิ ดยตรง การยอมจำนนอันเกดิ จากการเรียนรู้ และตวั แปรดา้ นบุคลกิ ภาพอืน่ ๆ 1.3. ปัจจัยภายนอกที่ควรได้รับการศึกษาต่อไป เช่น สภาพส่ิงแวดลอ้ มหรอื สงั คม และความคาดหวัง ของบุคคลในสงั คมท่ีมีต่อเพศหญิง 1.4. ควรศกึ ษาเปรยี บเทยี บระหว่างกล่มุ บคุ คลท่ีพน้ โทษไปแลว้ และไมก่ ระทำผดิ ซ้ำกับกลุ่มบุค คล ทีพ่ ้นโทษแล้วและกลับมากระทำผิดซ้ำ 1.5. ควรศึกษาเพ่ิมเตมิ เรื่องทัศนคตติ อ่ ความรู้สึกผดิ 2. ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดทำหลักสูตรการอบรม ควรจดั ทำหลกั สตู รการอบรมเพ่ือลดลกั ษณะความหุนหันพลันแล่น ซ่งึ เป็นองคป์ ระกอบหนึ่งของ ตัวแปรบุคลกิ ภาพแบบตอ่ ต้านสงั คมเป็นลำดบั แรก ทง้ั นี้ เนอื้ หาภายในหลกั สตู รการอบรมท่ีมุ่งเน้นการลด ความหนุ หันพลันแล่นควรเกย่ี วข้องกบั การเพ่ิมความสามารถในการควบคมุ ตนเอง การสง่ เสริมทักษะการคิด และวางแผนลว่ งหน้า และการรู้จกั อดทนรอสิ่งท่ีดกี ว่าในอนาคต นอกจากนน้ั ควรสอดแทรกเนื้อหาด้าน ความหวัง ทั้งด้านการรับรคู้ วามสามารถของตนเองท่จี ะไปส่เู ปา้ หมายควบค่กู ับด้านการวางแผนแนวทางที่จะ นำตนเองไปสู่เป้าหมาย เมื่อสามารถลดระดบั ความหุนหันพลันแลน่ ลงได้แลว้ ควรเพมิ่ เตมิ เน้ือหาด้านองคป์ ระกอบอื่น ๆ ของบคุ ลิกภาพแบบตอ่ ตา้ นสังคมดว้ ย เชน่ 1) ด้านบคุ ลกิ ภาพแบบหลงตนเอง โดยสง่ เสรมิ การยอมรับตนเอง และการรบั รู้ตนเองตามความเป็นจริง และ 2) ด้านความใจดำ-ไร้ความรู้สกึ โดยสง่ เสริมความเหน็ อกเห็นใจ การเข้าใจมุมมองของผู้อื่น และสรา้ งการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม ลำดับตอ่ มา ควรพัฒนาหลักสูตรการอบรมด้านการเพ่ิมระดบั ความรสู้ กึ ผิด โดยม่งุ เน้นความรสู้ ึกผิดทมี่ ี ตอ่ การกระทำของตนเอง นอกจากนนั้ อาจมเี น้ือหาทส่ี อดแทรกเนอ้ื หาด้านศีลธรรม การรจู้ กั แยกแยะผดิ ชอบ ช่วั ดี เพื่อใหเ้ กดิ การควบคุมพฤตกิ รรมจากภายในตนเอง นอกจากน้ี หลกั สูตรการอบรมท่จี ดั ข้นึ ควรตอบสนองตอ่ ความแตกต่างหลากหลายของบคุ คลทง้ั ในแง่ บุคลกิ ภาพ อายุ ศาสนา และความตอ้ งการทส่ี อดคล้องกับความเปน็ จริง ด้านปจั จัยอื่น ๆ ท่อี าจสง่ เสริมให้ การอบรมมปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ขึน้ ได้แก่ การติดตามและประเมนิ ผลในระยะยาว บทบาทและความร่วมมอื ของ ผู้มีอำนาจในการสนบั สนนุ บุคลากรของเรอื นจำ/ทัณฑสถาน และผ้ทู ี่มีคณุ สมบัติพร้อมสำหรบั การปฏบิ ตั ิงาน ดังนัน้ จงึ อาจจัดใหม้ หี ลักสตู รการอบรมหรือพัฒนาบุคลากรควบคู่กนั เพื่อประสิทธภิ าพสูงสุดและการพัฒนา อย่างเป็นระบบ
ห น้ า | ญ ปัจจัยด้านบคุ ลิกภาพและทศั นคติทีส่ ง่ ผลต่อการกระทาผิดซ้า ของผ้ตู ้องขังหญงิ ทก่ี ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ
ปัจจยั ดา้ นบคุ ลิกภาพและทัศนคติทสี่ ่งผลต่อการกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | ฎ ของผตู้ ้องขังหญิงทกี่ ระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ บทคัดยอ่ การวิจยั นี้มีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือศึกษาความสัมพันธเ์ ชงิ สาเหตดุ ้านบคุ ลกิ ภ าพแล ะทัศ นค ติของ การกระทำผิดซ้ำของผ้ตู อ้ งขังหญิงทกี่ ระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ เพ่อื เปน็ แนวทางในการพัฒนาหลักสูตร การอบรม มีกลุ่มตวั อยา่ งเป็นผู้ต้องขงั หญิง อายุระหวา่ ง 28-52 ปี ทไ่ี ดร้ บั การพิพากษาจำคุก คดีความเป็น ที่สิ้นสุดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวน 646 คน มีพื้นที่เก็บข้อมูล คือ เรือนจำ/ทัณฑสถาน เขตกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑลจำนวน 5 แหง่ ตอบมาตรวัดจำนวน 5 ฉบับ คอื มาตรวัดความเมตตากรณุ า ตอ่ ตนเอง มาตรวัดบุคลกิ ภาพแบบตอ่ ต้านสังคม มาตรวัดความร้สู ึกผิด มาตรวัดความหวงั และมาตรวัด แนวโน้มการกระทำผดิ ซำ้ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้านบุคลิกภาพและทัศนคติของการกระทำผิดซำ้ ของ ผู้ตอ้ งขงั หญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดดว้ ยโมเดลสมการเชงิ โครงสรา้ ง พบวา่ บุคลกิ ภาพแบบตอ่ ตา้ น สังคมมอี ทิ ธิพลทางอ้อมต่อการกระทำผดิ ซ้ำ โดยมคี วามหวงั เป็นตวั แปรสง่ ผา่ น ความเมตตากรุณาต่อตนเอง มสี หสัมพนั ธ์ทางบวกกบั ความรสู้ กึ ผิดและความหวัง แต่มีสหสัมพันธท์ างลบกบั การกระทำผดิ ซำ้ บคุ ลกิ ภาพ แบบตอ่ ตา้ นสังคมมสี หสัมพันธท์ างลบกบั ความร้สู ึกผดิ และความหวงั แต่มีสหสัมพนั ธท์ างบวกกบั การกระทำ ผดิ ซ้ำ ความรู้สกึ ผดิ และความหวังมสี หสมั พนั ธท์ างลบกบั การกระทำผดิ ซำ้ งานวิจัยน้มี ขี ้อเสนอแนะในการพฒั นาหลกั สตู รการอบรมในระยะต่อไป คือ หลักสูตรการอบรม ควรประกอบดว้ ยเนอ้ื หาเพ่ือลดลักษณะความหุนหนั พลันแล่นซึ่งเปน็ องคป์ ระกอบหน่งึ ของตัวแปรบคุ ลิกภาพ แบบตอ่ ต้านสังคมเป็นลำดบั แรก และเนือ้ หาด้านความหวังและด้านความรู้สึกผดิ เปน็ ลำดบั ต่อไป
ห น้ า | ฏ ปัจจัยด้านบคุ ลิกภาพและทศั นคติทีส่ ง่ ผลต่อการกระทาผิดซ้า ของผ้ตู ้องขังหญงิ ทก่ี ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ
ปจั จยั ด้านบุคลกิ ภาพและทัศนคติทีส่ ง่ ผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | ฐ ของผตู้ ้องขังหญงิ ท่ีกระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด Abstract The main objective in this research was to study the causal effect of personality and attitude in recidivism of drug addicted female inmates as a guideline for developing a training curriculum. Samples were 646 drug addicted female inmates between 28-52 years old in 5 prisons or correctional Institutions located in Bangkok and Bangkok metropolitan region. The samples were asked to complete 5 scales including self-compassion, antisocial personality, guilt, hope, and recidivisim. Structural equation modelinganalysis revealedthat the antisocial personality indirectly effectedon recidivismthrough guilt. Self-compassion positively correlatedwith guilt and hope, it negatively correlated with recidivisism. The antisocial personality negatively correlates with guilt and hope, it positively correlates with recidivisism. The guilt and hope correlated with recidivisism. The research suggests that follow-up training curiculum should be conducted. Core contents in the curriculum should aim to reduce impulsivity characteristics in the antisocial personality and to enhance the hope and guilt in respectively.
ห น้ า | ฑ ปจั จัยด้านบคุ ลิกภาพและทศั นคตทิ ่สี ่งผลตอ่ การกระทาผิดซา้ ของผตู้ อ้ งขงั หญงิ ทีก่ ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยดา้ นบคุ ลกิ ภาพและทศั นคตทิ ่สี ่งผลตอ่ การกระทาผิดซา้ ห น้ า | ฒ ของผู้ต้องขงั หญงิ ที่กระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด สารบัญ บทสรปุ ผบู้ รหิ าร.......................................................................................................................................................ค บทคัดย่อ...................................................................................................................................................................ฎ Abstract .................................................................................................................................................................. ฐ สารบัญ.....................................................................................................................................................................ฒ สารบญั ตาราง...........................................................................................................................................................ด สารบญั ภาพ..............................................................................................................................................................ถ บทท่ี 1 บทนำ..........................................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ..........................................................................................................1 วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย...................................................................................................................................4 ขอบเขตของการวจิ ัย...........................................................................................................................................4 ตวั แปรในการวิจัย...............................................................................................................................................4 สมมติฐานการวจิ ยั ..............................................................................................................................................5 คำจำกดั ความในการวจิ ยั ...................................................................................................................................6 ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ.................................................................................................................................8 บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง..................................................................................................9 การกระทำผดิ ซำ้ .................................................................................................................................................9 ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเอง............................................................................................................................20 บุคลิกภาพแบบต่อตา้ นสงั คม...........................................................................................................................28 ความรูส้ กึ ผดิ ......................................................................................................................................................39 ความหวัง...........................................................................................................................................................44 บทท่ี 3 วิธดี ำเนินงานวิจัย.....................................................................................................................................51 ประชากร ........................................................................................................................................................... 51 กลมุ่ ตวั อยา่ ง......................................................................................................................................................51 พ้นื ท่ใี นการเกบ็ ข้อมลู .......................................................................................................................................52 เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในงานวจิ ัย...................................................................................................................................52 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมอื ...................................................................................................53 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ......................................................................................................................................85 การวเิ คราะห์ข้อมูล...........................................................................................................................................86 การพทิ ักษ์สิทธ์ิกล่มุ ตวั อยา่ ง............................................................................................................................86 การพิจารณาจรยิ ธรรมการวิจยั .......................................................................................................................86
ห น้ า | ณ ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติท่ีส่งผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ของผ้ตู ้องขงั หญงิ ทีก่ ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู .............................................................................................................................87 บทท่ี 5 สรุปและอภปิ รายผลข้อมูล...................................................................................................................109 การสรปุ และอภปิ รายผลขอ้ มูลทั่วไปของกลมุ่ ตวั อย่าง ...............................................................................109 การสรปุ และอภปิ รายผลสมมติฐาน ..............................................................................................................119 การสรปุ และอภปิ รายผลการสมั ภาษณ.์ ........................................................................................................123 ข้อจำกดั และขอ้ เสนอแนะ..............................................................................................................................131 รายการอา้ งองิ ......................................................................................................................................................137 ภาคผนวก.............................................................................................................................................................155 ภาคผนวก ก....................................................................................................................................................157 ภาคผนวก ข....................................................................................................................................................163 ภาคผนวก ค....................................................................................................................................................165 ภาคผนวก ง.....................................................................................................................................................311
ปจั จัยดา้ นบคุ ลกิ ภาพและทศั นคติท่สี ง่ ผลต่อการกระทาผดิ ซ้า ห น้ า | ด ของผู้ตอ้ งขังหญิงท่ีกระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ สารบญั ตาราง ตาราง 1 สถติ นิ กั โทษเดด็ ขาดท่ีตอ้ งโทษ 2-5 ครัง้ ขึน้ ไป ปีพ.ศ. 2555-2560.......................................................10 ตาราง 2 ข้อมูลพื้นฐานกลุ่มตัวอย่างขน้ั การสร้างและพฒั นาเครอื่ งมือ (N=136).................................................54 ตาราง 3 ข้อมลู พื้นฐานกลุ่มตัวอย่างขัน้ การสรา้ งและพฒั นาเครอ่ื งมอื เฉพาะกลุม่ ผูเ้ สพยาเสพตดิ (N=67)......56 ตาราง 4 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะหจ์ ำแนกขอ้ กระทงด้วยวิธกี ารตรวจสอบคา่ สหสัมพันธ์ระหวา่ ง ขอ้ กระทง และการแสดงค่าความเท่ยี งดว้ ยค่าสมั ประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟา่ มาตรวดั ความเมตตากรณุ า ต่อตนเอง......................................................................................................................................................................61 ตาราง 5 ค่าสถิตพิ ืน้ ฐานรายองคป์ ระกอบและขอ้ คำถามมาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง (N=136)........63 ตาราง 6 ค่าสหสัมพนั ธ์ระหวา่ งองคป์ ระกอบและข้อคำถามมาตรวดั ความเมตตากรุณาต่อตนเอง (N=136)...64 ตาราง 7 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะหจ์ ำแนกข้อกระทงด้วยวิธีการตรวจสอบค่าสหสัมพนั ธร์ ะหว่าง ขอ้ กระทง และการแสดงค่าความเท่ยี งดว้ ยคา่ สมั ประสิทธิค์ รอนบาคแอลฟ่ามาตรวดั บุคลกิ ภาพ แบบต่อตา้ นสงั คม........................................................................................................................................................67 ตาราง 8 แสดงคา่ สถิติพ้ืนฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวดั บคุ ลกิ ภาพแบบ ต่อตา้ นสังคม (N=136) ...............................................................................................................................................68 ตาราง 9 คา่ สหสมั พนั ธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบและข้อคำถามมาตรวัดบคุ ลกิ ภาพแบบต่อต้านสังคม (N=136)..69 ตาราง 10 รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยนื ยันมาตรวัดบุคลกิ ภาพแบบต่อต้านสังคม เม่อื วเิ คราะห์ ดว้ ยโปรแกรม Mplus (N=136) ................................................................................................................................70 ตาราง 11 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวธิ ีการตรวจสอบคา่ สหสัมพันธ์ระหวา่ ง ข้อกระทง และการแสดงค่าความเทย่ี งดว้ ยคา่ สมั ประสทิ ธคิ์ รอนบาคแอลฟา่ มาตรวดั ความรสู้ กึ ผิด..................72 ตาราง 12 แสดงคา่ สถติ พิ ืน้ ฐานรายองคป์ ระกอบและขอ้ คำถามตัวแปรความรู้สึกผดิ (N=136)........................73 ตาราง 13 คา่ สหสัมพันธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบและขอ้ คำถามตัวแปรความรู้สกึ ผดิ (N=136).............................74 ตาราง 14 การตรวจสอบอำนาจการวเิ คราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวธิ ีการตรวจสอบค่าสหสมั พนั ธ์ระหว่าง ข้อกระทง และการค่าความเทย่ี งด้วยคา่ สมั ประสทิ ธค์ิ รอนบาคแอลฟา่ มาตรวดั ความหวัง.................................76 ตาราง 15 แสดงค่าสถิตพิ ืน้ ฐานรายองคป์ ระกอบและขอ้ คำถามมาตรวัดความหวัง (N=136) ...........................77 ตาราง 16 คา่ สหสัมพนั ธ์ระหว่างองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวดั ความหวัง (N=136)................................78 ตาราง 17 รายละเอยี ดองคป์ ระกอบเชงิ ยนื ยันมาตรวัดความหวัง เมือ่ วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=136) .......................................................................................................................................................................79 ตาราง 18 การตรวจสอบอำนาจการวิเคราะห์จำแนกข้อกระทงด้วยวธิ กี ารตรวจสอบค่าสหสัมพันธ์ระหวา่ ง ขอ้ กระทง และการแสดงคา่ ความเทีย่ งดว้ ยคา่ สมั ประสิทธิค์ รอนบาคแอลฟา่ มาตรวัดแนวโนม้ การกระทำผดิ ซำ้ ..........................................................................................................................................................81
ห น้ า | ต ปจั จัยด้านบคุ ลิกภาพและทัศนคตทิ สี่ ง่ ผลตอ่ การกระทาผิดซ้า ของผตู้ อ้ งขงั หญงิ ท่ีกระทาผิดในคดีการเสพยาเสพติด ตาราง 19 แสดงคา่ สถติ ิพื้นฐานรายองค์ประกอบและข้อคำถามมาตรวัดแนวโน้มการกระทำผดิ ซำ้ (N=136) .......................................................................................................................................................................82 ตาราง 20 ค่าสหสัมพนั ธร์ ะหว่างองคป์ ระกอบและขอ้ คำถามมาตรวดั แนวโนม้ การกระทำผิดซำ้ (N=136) .....83 ตาราง 21 ข้อมูลท่ัวไปของกลุม่ ตัวอย่างทีใ่ ชว้ เิ คราะห์โมเดลความสมั พันธเ์ ชิงสาเหตขุ องบคุ ลกิ ภาพและทศั นคติ ของผตู้ อ้ งขงั หญงิ ทก่ี ระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ (N=646)............................................................................89 ตาราง 22 ค่าสถิติพื้นฐานของตัวแปรที่ใช้วิเคราะหใ์ นโมเดลความสมั พนั ธเ์ ชิงสาเหตุของบคุ ลกิ ภาพและทัศนคติ ของผู้ตอ้ งขงั หญงิ ท่กี ระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ (N=646)............................................................................98 ตาราง 23 คา่ สหสมั พันธข์ องตวั แปรแฝงท่ีใช้วิเคราะหใ์ นโมเดลความสัมพนั ธ์เชิงสาเหตขุ องบคุ ลกิ ภาพและ ทัศนคติของผตู้ ้องขงั หญิงทก่ี ระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ (N=646)...............................................................99 ตาราง 24 รายละเอียดองค์ประกอบเชิงยนื ยันของโมเดลความสัมพันธเ์ ชิงสาเหตแุ นวโน้มการกระทำผดิ ซำ้ ของผตู้ อ้ งขงั หญิงที่กระทำผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพตดิ เมอ่ื วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646)............100 ตาราง 25 ค่าสถติ ิ ผลการวเิ คราะห์อิทธพิ ล คา่ ประมาณพารามิเตอร์ และคา่ สถิติอิทธิพลของโมเดล ความสมั พันธเ์ ชงิ สาเหตุของแนวโนม้ การกระทำผดิ ซำ้ ของผู้ตอ้ งขงั หญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ เมื่อวิเคราะห์ดว้ ยโปรแกรม Mplus (N=646).......................................................................................................101 ตาราง 26 ผลการวิจยั ตามสมมตฐิ าน.....................................................................................................................108
ปจั จยั ดา้ นบคุ ลกิ ภาพและทศั นคติทีส่ ง่ ผลต่อการกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | ถ ของผตู้ ้องขังหญิงทก่ี ระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด สารบญั ภาพ ภาพ 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ยั .......................................................................................................................................5 ภาพ 2 การตรวจสอบค่าความตรงเชงิ ภาวะสนั นิษฐาน ตัวแปรบุคลิกภาพแบบต่อต้านสงั คมด้วยการวเิ คราะห์ องคป์ ระกอบเชิงยืนยันดว้ ยโปรแกรม Mplus..........................................................................................................70 ภาพ 3 การตรวจสอบคา่ ความตรงเชิงภาวะสนั นษิ ฐานตัวแปรความหวงั ดว้ ยการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบ เชิงยืนยันด้วยโปรแกรม Mplus.................................................................................................................................79 ภาพ 4 โมเดลความสมั พันธ์เชงิ สาเหตขุ องแนวโน้มการกระทำผดิ ซ้ำของผู้ตอ้ งขังหญิงท่กี ระทำผดิ ในคดี การเสพยาเสพตดิ เมอื่ วเิ คราะห์ด้วยโปรแกรม Mplus (N=646) ........................................................................102
ห น้ า | ท ปจั จัยด้านบคุ ลิกภาพและทศั นคตทิ ่สี ่งผลตอ่ การกระทาผิดซา้ ของผตู้ อ้ งขงั หญงิ ทีก่ ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด
ปัจจัยดา้ นบุคลกิ ภาพและทศั นคตทิ ส่ี ง่ ผลต่อการกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | 1 ของผู้ต้องขังหญงิ ท่กี ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ บทที่ 1 บทนำ ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา ปญั หาการเสพยาเสพติดเปน็ ปัญหาระดบั ชาติทเ่ี กิดขึน้ ในสงั คมไทยมาเปน็ ระยะเวลายาวนาน ส่งผล กระทบเปน็ วงกวา้ งในหลาย ๆ ดา้ น โดยเฉพาะผลกระทบต่อบคุ ลิกภาพและกระบวนการรับรู้ นอกจากน้ัน ยังสง่ ผลต่อความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ชุมชนและสงั คม และอาจตามมาด้วยปัญหาอาชญากรรมตา่ ง ๆ เช่น การทำรา้ ยร่างกายและชีวติ ความผิดทางเพศ การฉกชงิ วง่ิ ราว การปลน้ ทรัพย์ นอกจากนนั้ ในระดับมหภาค ปัญหาการเสพยาเสพตดิ ส่งผลต่อการบริหารจดั การภาครัฐ ประเทศชาตสิ ูญเสยี งบประมาณในการจดั การแก้ไข ปญั หา รวมถงึ การสญู เสียรายได้ และการขาดทรพั ยากรบุคคลทม่ี ีคณุ ภาพท่ีจะเปน็ กำลงั หลักในการขับเคลื่อน ประเทศชาตไิ ปข้างหนา้ ให้มีความม่ังค่งั อยา่ งย่งั ยืน ทั้งยงั ส่งผลตอ่ ภาพลักษณ์และชอื่ เสยี งของประเทศโดยรวม อีกดว้ ย เมื่อกล่าวถึงปัญหาการกระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติดในสังคมไทย บุคคลส่วนใหญ่มกั นกึ ถงึ เพศชาย และระบวุ ่าเพศชายมคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั การกระทำผดิ ในลกั ษณะดงั กลา่ วมากกวา่ เพศหญิง อย่างไรกต็ าม สถิติข้อมลู จากกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยตุ ิธรรม พบวา่ เพศหญงิ มีอัตราการกระทำผดิ ประเภทพ.ร.บ.ยาเสพตดิ / สารระเหยเพ่ิมมากข้ึน ทั้งการกระทำผดิ ครั้งแรกและการกระทำผดิ ซำ้ ไม่แตกตา่ งจากเพศชาย และมีสัดส่วนสูง เป็นอนั ดบั แรกเม่ือเปรยี บเทยี บกันกับลักษณะความผิดประเภทอ่นื ๆ ดังน้ัน จงึ มคี วามจำเป็นอย่างยิง่ ทจี่ ะต้อง ใหค้ วามสำคญั กบั ปัญหาการกระทำผดิ ในคดีการเสพยาเสพติดในเพศหญงิ และมุ่งแสวงหาวธิ ีการป้องกันไมใ่ ห้ เพศหญงิ ทเ่ี คยกระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ มาแลว้ หนั กลับไปเสพยาเสพติดและได้รับโทษซ้ำอกี ครั้ง มูลเหตหุ รอื ปัจจยั ท่ีสง่ ผลให้บคุ คลเสพยาเสพติดมีหลายประการ ทัง้ ปัจจยั ภายนอก ทเี่ กีย่ วข้องกับ สภาพสังคม สภาพแวดลอ้ มท่ีอยู่อาศัย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมภายในครอบครัวและสงั คมที่ไม่ดี และปัจจัย ภายใน ที่เกี่ยวข้องกบั ลักษณะส่วนบุคคลที่ส่งผลตอ่ การเสพยาเสพติด เช่น ความอยากรู้อยากลองตาม คำชักชวนของบุคคลอน่ื การถูกหลอกลวงด้วยความรู้เทา่ ไมถ่ งึ การณ์ โดยเพศหญงิ เป็นเพศท่มี อี ัตราการถูก หลอกลวงสูงกว่าเพศชาย นอกจากนั้น การเสพยาเสพตดิ อาจเกิดได้จากฤทธอ์ิ ันพงึ ประสงคข์ องยาเสพติด รวมถึงการเสพยาเสพตดิ เพราะความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ อยา่ งไรกต็ าม บางครัง้ การเสพยาเสพติด สามารถเกิดขึ้นได้จากความเจ็บป่วย การได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนต้องแสวงหาหนทางในการบรรเทา ความเจ็บปวดด้วยการไปซอ้ื ยามารบั ประทานเองโดยไมท่ ราบสรรพคุณที่แทจ้ ริงของยานั้น หรืออาจเกิดจาก การกระทำของแพทย์ทีใ่ หย้ าจนกระท่ังเสพติด รวมทั้งการทำงานเก่ยี วกับยาจนรสู้ รรพคุณและหยบิ นำมาใช้
ห น้ า | 2 ปัจจยั ดา้ นบคุ ลิกภาพและทัศนคตทิ สี่ ง่ ผลตอ่ การกระทาผิดซา้ ของผูต้ ้องขังหญิงทีก่ ระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด (กาญจนา คณุ ารักษ์, 2555; จิรา สงา่ พนั ธ์, 2549; ณัฐพล สุวรรณวงค์, 2556; ธาตรี สงวนถ้อย, 2556; นพรตั น์ หมอกมืด, 2556; ประภาพร ชวาฤทธิ์, 2558; เพชราภรณ์ หริ ัญบูรณะ, 2543; ไพลินฆฤน บญุ รอด, 2556; วรรณวิมล คงวชิ ัย, 2555; วภิ า ด่านธำรงกลู , 2532; สมบรู ณ์ เตชะวงศ์, 2545; สุรศักดิ์ โควสภุ ัทร์, 2541; สรุ ินทร์ ชาวศรที อง, 2539; สุวิจักขณ์ โฉมวงษ์, 2542; อภริ ัฐ ถนอมสิงห์, 2542) หลายหน่วยงานดำเนินการวจิ ัยเพ่อื แสวงหาหลักสตู รหรือแนวทางในการแกไ้ ข ฟนื้ ฟู เยียวยา เพอ่ื ให้ ผูพ้ ้นโทษในคดกี ารเสพยาเสพตดิ เหล่านนั้ สามารถกลับตัวกลับใจเป็นคนดี และไมก่ ลับมากระทำผิดซ้ำในคดี การเสพยาเสพตดิ อกี อย่างไรกต็ าม การศกึ ษาวจิ ยั เพอื่ แสวงหาแนวทางในการปอ้ งกนั การกระทำผิดซ้ำในคดี การเสพยาเสพตดิ ในประเทศไทยส่วนใหญ่มกั ศกึ ษาภายใตก้ รอบแนวความคิดทฤษฎอี าชญาวิทยาเชิงสังคม วิทยา ท่มี ีจุดเนน้ ทีโ่ ครงสร้างทางสังคมและกระบวนการทางสังคม ซึ่งถอื ไดว้ า่ เปน็ ปัจจัยภายนอกหรือปัจจัย สถานการณ์ ในขณะท่พี บสาเหตหุ ลักหนงึ่ ของการกระทำผิดซ้ำว่ามาจากความอ่อนแอหรือคว ามเจ็บป่วย ทางจิตใจ ซึ่งเปน็ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่อยู่ภายในตัวบคุ คล (Butorac, Gracin, & Stanić, 2017; Lovell, Gadliardi, & Peterson, 2002; เยาวมาลย์ พลรักษา, 2546; สมบูรณ์ เตชะวงศ์, 2545; อญั ชลิดา ดีพรม, 2551) ดังนน้ั การวิจยั ครง้ั นี้จงึ ม่งุ แสวงหาปัจจยั ภายในตัวบคุ คล คือ พฤตกิ รรมต่าง ๆ ท่ีสง่ ผลตอ่ การเสพ ยาเสพตดิ และการกระทำผดิ ซ้ำ เพอ่ื ขยายองคค์ วามรู้จากกรอบแนวความคิดทฤษฎอี าชญาวิทยาเชิงสังคม วิทยา โดยศกึ ษาผา่ นกรอบแนวความคิดทฤษฎีจิตวทิ ยาทมี่ ุ่งเน้นไปทพี่ ฤตกิ รรมของบุคคล ทั้งพฤติกรรม ภายนอกที่แสดงออกให้เห็นเปน็ การกระทำ เช่น บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม และพฤติกรรมภายใน ทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั ความคิด อารมณ์ ความรู้สกึ แรงจงู ใจ หรอื ความปรารถนา เชน่ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ความรูส้ กึ ผิด และความหวัง หรอื อาจกล่าวอกี นยั หน่ึงวา่ การวิจยั คร้ังน้ีศึกษาลักษณะบุคลิกภาพและทัศนคติ เพือ่ เปน็ แนวทางในการพัฒนาหลักสตู รการอบรม เพ่อื ปอ้ งกนั การกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังห ญิง ทก่ี ระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด โดยคาดหวงั วา่ จะช่วยปอ้ งกันการกระทำผดิ ซำ้ ในคดีการเสพยาเสพตดิ ของ เพศหญงิ ไดเ้ พ่ิมมากข้นึ ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเอง (Self-compassion) เปน็ ตวั แปรด้านทัศนคติที่มคี วามเกย่ี วข้องกับ ค ว าม ส าม ารถ ใ นก ารจั ด ก ารก ั บ ค ว าม ผ ิ ด พ ล าด ห รื อ ค ว าม ผ ิ ด ห ว ั ง ท ี ่ เ ก ิ ด ข ึ ้ นใ นช ี ว ิ ต ด ้ ว ย ค ว าม เ ข ้ าใจ มองความผิดพลาดทเ่ี กดิ ขึน้ ว่าเปน็ เรื่องธรรมดาท่ที ุกคนต้องประสบ โดยไมต่ ดั สิน หรอื ลงโทษตนเองเม่ือไม่ได้ ในสิง่ ท่ีตนเองคาดหวัง รวมถงึ การใหโ้ อกาสตนเองในการปรบั ปรุง เปล่ียนแปลง หรือเริ่มต้นใหม่ (Neff, 2003a, 2003b) ความเมตตากรุณาต่อตนเองจงึ เป็นปัจจัยท่ีสำคญั อย่างยิ่งตอ่ การให้อภยั ตนเอง และความพยายาม ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเอง (Breines & Chen, 2012; Morley, Terranova, Cunningham, & Kraft, 2016; Rainforth, Alexander, & Cavanaugh, 2003) ทั้งนี้ ระดับ ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบทั้งกับการเสพยาเสพติด การดืม่ เครื่องดืม่ แอลกอฮอล์ และการสบู บหุ รี่ (Brooks, Kay-Lambkin, Bowman, & Childs, 2012; Rendon, 2006) บุคคลที่มีปัญหา
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคตทิ ่ีส่งผลต่อการกระทาผิดซา้ ห น้ า | 3 ของผตู้ อ้ งขงั หญิงทกี่ ระทาผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพติด การเสพยาเสพตดิ ประเภทต่าง ๆ มกั เป็นบุคคลทีม่ รี ะดับความเมตตากรณุ าต่อตนเองตำ่ ดังนนั้ หากสามารถ เพิ่มระดับความเมตตากรณุ าต่อตนเอง จะส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ให้โอกาสตนเองในการปรับปรงุ แกไ้ ข ภายหลังจากการพน้ โทษ ใหอ้ ภยั ตนเองจากความผิดพลาดทงั้ หมดทผ่ี ่านมาในอดีต สามารถเลกิ เสพยาเสพติด และเรมิ่ ตน้ ชวี ติ ใหม่ได้อีกคร้ัง บุคลิกภาพแบบตอ่ ต้านสงั คม (Antisocial personality disorder) เป็นตัวแปรดา้ นบุคลิกภาพทม่ี ี ลกั ษณะของความหนุ หันพลนั แล่น การละเลยความรสู้ ึกของบุคคลอ่นื การควบคุมตนเองต่ำ ไม่สามารถกำกับ ตนเองได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ชอบแสวงหาความตื่นเต้นเรา้ ใจ รวมทงั้ มคี วามเกยี่ วขอ้ งกับพฤตกิ รรมของบคุ คล ท่ไี มเ่ ปน็ ไปตามความคาดหวังของวัฒนธรรมหรอื ของสังคมนน้ั ๆ มรี ูปแบบการแสดงพฤตกิ รรมทเี่ ป็นปรปักษ์ ตอ่ สงั คม และมคี วามเก่ยี วขอ้ งกับการเสพยาเสพตดิ (Cunningham & Reidy, 2002; Cunningham, Reidy, & Sorensen, 2008; Cunningham & Sorensen, 2007; DeShong & Kurtz, 2013; Edens, Kelley, Lilienfeld, Skeem, & Douglas, 2015; Hare, Hart, & Harpur, 1991; Hasin และคณะ, 2011; Larsen & Buss, 2012; Nolen-Hoeksema, Fredrickson, Loftus, & Lutz, 2014; American Psychiatric Association, 1968 อ้างถึงใน Rogers, Salekin, Sewell, & Cruise, 2000; Scheidell และคณะ, 2017; Scott และคณะ, 2013; American Psychiatric Association, 2013 อ้างถงึ ใน Shorey, Stuart, Anderson, & Strong, 2013) โดยมีการวจิ ยั หลายการวิจยั ที่สนบั สนนุ วา่ บคุ ลกิ ภาพแบบตอ่ ตา้ นสงั คมมคี วามเช่ือมโยงกบั การเสพยาเสพติดและการกระทำผิดซ้ำ (Fridell, Hesse, Jæger, & Kühlhorn, 2008; House, Laan, Molden, Ritchie, & Stowe, 2017; Long และคณะ, 2017; Randolph & Yates, 1993; Salekin, Rogers, Ustad, & Sewell, 1998) ความรสู้ ึกผิด (Guilt) เป็นอารมณ์ดา้ นลบของมนษุ ย์ ซึง่ อารมณ์ถือเป็นองคป์ ระกอบหนง่ึ ของตัวแปร ด้านทัศนคติท่ีช่วยประเมินว่าตนเองได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งยังเป็นอารมณ์ทีม่ ุ่งกอ่ ให้เกิดการแก้ไข พฤตกิ รรมทตี่ นเองกระทำผดิ พลาดไป (Tangney & Dearing, 2003b; Tangney, Miller, Flicker, & Barlow, 1996) ความรู้สกึ ผิดมสี หสมั พันธ์ทางลบกบั การตดั สินใจในการก่ออาชญากรรม สามารถทำนายแ นวโ น้ม ที่บุคคลจะแสดงพฤติกรรมทไ่ี มเ่ หมาะสมได้ (Cohen, Panter, & Turan, 2012; Stuewig และคณะ, 2015) รวมทั้งมสี หสมั พนั ธ์ทางลบกบั การกระทำผิดครง้ั แรก กระทำผดิ ซ้ำ และการเสพยาเสพติด (Hequembourg & Dearing, 2013; Hosser, Windzio, & Greve, 2008b; Tangney,Stuewig, & Martinez, 2014b; Tangney, Stuewig, Mashek, & Hastings, 2011) โดยความรู้สกึ ผิดช่วยใหบ้ ุคคลทม่ี ีประวตั ิการเสพยาเสพตดิ ตระหนกั รู้ ไดว้ ่าตนเองได้กระทำสงิ่ ท่ีผดิ พลาด จงึ มุง่ แกไ้ ขพฤติกรรมดงั กล่าวโดยการไมก่ ลบั ไปเสพยาเสพติดอกี ความหวัง (Hope) เป็นตัวแปรดา้ นทัศนคติที่มีความเกี่ยวขอ้ งกับเป้าหมาย (Goal) ที่บุคคลมี ความปรารถนา มคี วามตอ้ งการลงมอื ปฏิบตั ิ สรา้ งหรือพฒั นาขึ้นให้สำเรจ็ (Snyder, Lopez, Shorey, Rand, & Feldman, 2003) ประกอบไปด้วยองคป์ ระกอบ 2 ประการ คือ 1) ด้านอารมณ์ความรสู้ กึ (Emotional- based hope) และ 2) ดา้ นการรูค้ ดิ (Cognitive-based hope) ดังน้นั ความหวังต่อการเลิกเสพยาเสพติด
ห น้ า | 4 ปจั จัยดา้ นบุคลกิ ภาพและทศั นคตทิ ่สี ง่ ผลตอ่ การกระทาผิดซ้า ของผตู้ อ้ งขงั หญิงทก่ี ระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ จึงประกอบไปดว้ ย ความปรารถนาท่จี ะเลิกเสพยาเสพตดิ และการรับรู้ว่าตนเองมคี วามสามารถเพียงพอใน การเลกิ เสพยาเสพตดิ รวมท้งั การวางแผนวา่ จะปฏิบัตติ นในอนาคตอยา่ งไรเพอื่ หลกี เลย่ี งการเขา้ ไปเก่ียว ข้อง กับยาเสพติดอกี ทั้งน้ี ความหวงั มสี หสัมพันธท์ างบวกกบั การบำบัดอาการตดิ ยาเสพตดิ แ ละก ารเลิ กเสพ ยาเสพติด (Burnett, 1992 อา้ งถึงใน Burnett & Maruna, 2004; Law & Guo, 2012; Martin & Stermac, 2010; Mathis, Ferrari, Groh, & Jason, 2009) จะเหน็ ไดว้ ่า ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเอง บคุ ลกิ ภาพแบบตอ่ ตา้ นสงั คม ความรู้สึกผดิ และความหวงั ลว้ นเป็นตวั แปรท่ีเกยี่ วข้องกับการเสพยาเสพตดิ และการกระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะการกระทำผิดซ้ำใ นคดีท่ี เก่ียวข้องกบั การเสพยาเสพตดิ ทง้ั ส้ิน อยา่ งไรกต็ าม ยงั ไมพ่ บงานวจิ ัยท้งั ในประเทศไทยและต่างป ระเทศ ที่ดำเนนิ การศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างตวั แปรดังกล่าวพร้อมกัน และไมม่ กี ารศกึ ษาใดที่มีกลุ่มตัวอย่าง เปน็ ผตู้ ้องขงั หญงิ ท่กี ระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด งานวิจัยน้ีจงึ มุง่ แสวงหาความสมั พันธด์ ังกล่าว เพือ่ การทำ ความเข้าใจผู้กระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ ไดอ้ ย่างลึกซ้ึงมากข้ึน และเพอื่ เป็นแนวทางใ นก ารพัฒ นา หลกั สูตรการอบรมปอ้ งกนั การกลับมากระทำผิดซำ้ ของผูต้ อ้ งขงั หญิงในคดกี ารเสพยาเสพติด วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั การวิจยั นี้มีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อศกึ ษาความสมั พนั ธเ์ ชิงสาเหตดุ า้ นบุคลกิ ภาพและทศั นคติของการกระทำ ผิดซำ้ ของผตู้ ้องขงั หญิงที่กระทำผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพติด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาหลกั สูตรการอบรม ขอบเขตของการวจิ ยั การวจิ ยั นี้ใช้การสำรวจ (Survey research) และการสัมภาษณร์ ายบุคคล (One on one interview) เปน็ การวิจัยแบบรองรบั ภายใน (Embeded design) ที่มกี ารวิจัยยอ่ ยเชงิ คุณภาพทำหนา้ ที่สนบั สนุนการวิจัย เชิงปริมาณใหม้ คี ณุ ภาพดียง่ิ ข้นึ เพือ่ ศึกษาความสมั พนั ธเ์ ชิงสาเหตดุ ้านบุคลกิ ภาพและทัศนคตขิ องการกระทำ ผดิ ซำ้ ของผูต้ อ้ งขังหญิงทกี่ ระทำผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ มีตัวแปรท่ีเปน็ ขอบเขตการวิจัยจำนวน 5 ตัวแปร ได้แก่ 1) ความเมตตากรณุ าต่อตนเอง 2) บุคลกิ ภาพแบบต่อต้านสงั คม 3) ความรสู้ กึ ผิด 4) ความหวัง และ 5) การกระทำผดิ ซำ้ ตวั แปรในการวจิ ัย การวจิ ยั นมี้ ตี ัวแปรตามกรอบแนวคิดการวิจัยทั้งหมด 5 ตวั แปร ดงั น้ี 1. ตัวแปรแฝงภายนอก (Exogenous latent variable) 1.1. ความเมตตากรณุ าต่อตนเอง 1.2. บุคลกิ ภาพแบบต่อต้านสังคม
ปจั จยั ดา้ นบุคลิกภาพและทัศนคตทิ ่สี ่งผลต่อการกระทาผิดซา้ ห น้ า | 5 ของผู้ต้องขงั หญงิ ทกี่ ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพติด 2. ตวั แปรสง่ ผ่าน (Mediator variables) 2.1. ความรสู้ กึ ผิด 2.2. ความหวัง 3. ตัวแปรแฝงภายใน (Endogenous latent variable) 3.1. การกระทำผิดซ้ำ สมมตฐิ านการวจิ ยั การวจิ ยั น้มี สี มมตฐิ านหลัก 6 สมมติฐาน ได้แก่ 1. ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองมีสหสัมพนั ธ์ทางลบ และมอี ิทธพิ ลทางตรงตอ่ การกระทำผิดซ้ำ 2. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมอี ิทธพิ ลทางออ้ มตอ่ การกระทำผิดซ้ำ โดยมคี วามรสู้ ึกผดิ เป็นตัวแปร ส่งผา่ น 2.1. ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองมสี หสัมพนั ธ์ทางบวกกบั ความร้สู ึกผิด 2.2. ความรูส้ กึ ผดิ มสี หสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซำ้ 3. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมอี ทิ ธพิ ลทางออ้ มต่อการกระทำผิดซำ้ โดยมคี วามหวงั เปน็ ตวั แปรส่งผ่าน 3.1. ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับความหวัง 3.2. ความหวังมีสหสัมพันธท์ างลบกับการกระทำผิดซ้ำ 4. บคุ ลิกภาพแบบต่อตา้ นสังคมมีสหสัมพนั ธท์ างบวก และมีอทิ ธิพลทางตรงตอ่ การกระทำผดิ ซำ้ 5. บุคลกิ ภาพแบบต่อต้านสังคมมอี ทิ ธิพลทางอ้อมตอ่ การกระทำผิดซ้ำ โดยมีความร้สู ึกผดิ เป็นตัวแปร สง่ ผ่าน 5.1. บคุ ลกิ ภาพแบบต่อต้านสงั คมมสี หสมั พนั ธ์ทางลบกบั ความรูส้ กึ ผิด 6. บคุ ลิกภาพแบบตอ่ ตา้ นสงั คมมอี ทิ ธพิ ลทางออ้ มตอ่ การกระทำผิดซ้ำ โดยมีความหวงั เปน็ ตัวแปรสง่ ผา่ น 6.1. บคุ ลกิ ภาพแบบต่อตา้ นสงั คมมีสหสัมพันธ์ทางลบกบั ความหวงั กรอบแนวคิดการวจิ ัยแสดงในภาพท่ี 1 ดงั น้ี ภาพ 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
ห น้ า | 6 ปจั จัยด้านบคุ ลกิ ภาพและทัศนคตทิ ส่ี ง่ ผลตอ่ การกระทาผดิ ซ้า ของผตู้ อ้ งขังหญงิ ทีก่ ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ คำจำกดั ความในการวิจัย ผู้ต้องขงั หญิงที่กระทำผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ หมายถงึ บคุ คลเพศหญิงทม่ี ีอายุตัง้ แต่ 18 ปีขึ้นไป ท่ไี ดร้ บั การพพิ ากษาจำคุก คดีความเปน็ ทีส่ น้ิ สดุ ในคดกี ารเสพยาเสพตดิ ผ้พู ้นโทษ หมายถงึ บุคคลทพ่ี ้นจากสภาพการเป็นผ้ตู อ้ งขงั เปน็ บุคคลทไี่ ดร้ บั อิสรภาพจากการจำคุก ตามคำพิพากษา บคุ ลิกภาพ (Personality) หมายถึง หนว่ ยรวมหรือกลไกภายในตวั บคุ คลทมี่ ีการจดั ระบบระเบียบ ดีแล้วทงั้ คณุ ลักษณะทางกาย จติ ใจ และความรู้สึกนกึ คดิ มีความคงทนถาวรภายในตัวของบุคคล รวมทั้งมี อิทธพิ ลต่อคณุ ลกั ษณะภายนอก ทั้งพฤติกรรมการแสดงออก ปฏิสมั พันธ์ทางสังคม และการปรับตวั ทัศนคติ (Attitude) หมายถึง สภาพความคดิ ความเขา้ ใจ และความรู้สกึ เชิงประเมินทีเ่ ปน็ อัตวิสัย ที่มีตอ่ สงิ่ เรา้ ต่าง ๆ เชน่ วัตถุ บคุ คล สถาบนั หรือสถานการณ์ ฯลฯ ในทศิ ทางของความชอบหรือไม่ชอบ พึงพอใจหรอื ไมพ่ อใจ เหน็ ดว้ ยหรือไมเ่ หน็ ด้วย และส่งผลตอ่ แนวโนม้ ในการตอบสนองต่อสงิ่ เร้าตา่ ง ๆ เหลา่ นน้ั ทัศนคติเกิดจากการเรยี นรู้ผ่านประสบการณ์ที่บุคคลประสบ ดังนน้ั จงึ เป็นสิง่ ที่มคี วามม่ันคงและเปลี่ยนแปลง ไดย้ าก ความเมตตากรณุ าต่อตนเอง (Self-compassion) หมายถงึ ตวั แปรด้านทศั นคติท่ีมีความเกยี่ วข้อง ก ั บ ค ว าม ส าม ารถ ใ นการจั ด ก ารก ับ คว าม ผิ ด พล าด หรื อ คว าม ผิ ด หวั ง ที ่ เ กิ ด ขึ ้ นในช ี วิ ต ด้ ว ยค วาม เข้ าใจ มองความผิดพลาดท่เี กดิ ข้ึนว่าเปน็ เรือ่ งธรรมดาทีท่ ุกคนต้องประสบ โดยไม่ตัดสนิ หรือลงโทษตนเองเมอ่ื ไม่ได้ ในสิง่ ทต่ี นเองคาดหวงั รวมถึงการใหโ้ อกาสตนเองในการปรบั ปรุง เปลยี่ นแปลง หรือเริม่ ตน้ ใหม่ ในการวจิ ยั น้ี ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเอง หมายถึง คะแนนทีไ่ ด้รบั จากมาตรวดั ความเมต ตาก รุณา ตอ่ ตนเองทีพ่ ัฒนาขนึ้ จากมาตรวดั Self-Compassion Scale–Short Form (SCS-SF) ของ Raes, Pommier, Neff, และ Van Gucht (2011) เป็นมาตรประมาณคา่ แบบลเิ คริ ์ต 5 ช่วง ตั้งแต่ 1 คือ แทบไม่เคยทำ จนถึง 5 คอื ทำเป็นประจำ แบง่ เป็น 3 องค์ประกอบ คือ 1) การมเี มตตาตอ่ ตนเอง 2) การรบั รู้วา่ ประสบการณ์ที่มี เป็นสว่ นหนง่ึ ของความเป็นมนษุ ย์ และ 3) การมสี ติระลกึ รตู้ ัวอยู่เสมอ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (Antisocial personality disorder) หมายถึง ตัวแปรด้าน บุคลกิ ภาพที่มีความเกย่ี วข้องกับรปู แบบของพฤติกรรมท่ีมีลกั ษณะของความเป็นปรปกั ษ์ ความเห็นแก่ตัว ความใจดำอำมหิต ขาดความเหน็ อกเห็นใจบุคคลอื่น ไมต่ ระหนกั และมักละเมิดสทิ ธขิ องบุคคลอื่น ละเลย ความรู้สกึ ของบุคคลอ่ืน ขาดการไตรต่ รองไว้ก่อนล่วงหนา้ หุนหันพลันแล่น ไมส่ ามารถอดทนต่อความผิดหวัง เสียใจ มีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ ไม่สามารถกำกับตนเองได้อย่า งมีประสิทธิภาพ
ปจั จัยด้านบุคลกิ ภาพและทศั นคติที่สง่ ผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | 7 ของผู้ต้องขงั หญิงท่กี ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ ขาดความซื่อสตั ย์ ไม่รบั ผิดชอบ ไม่มเี หตุผล ขาดความสามารถในการแก้ไขปญั หาเมอื่ ประสบกับความเครียด มคี วามรสู้ ึกผิดนอ้ ย ชอบกลา่ วโทษบุคคลอนื่ ชอบแสวงหาความตน่ื เต้นเรา้ ใจ ส่งผลให้บคุ คลเข้าสงั คมไม่ได้ และมคี วามเกีย่ วข้องกับการตดิ ยาเสพติด ในการวจิ ยั นี้ บคุ ลกิ ภาพแบบตอ่ ตา้ นสังคม หมายถงึ คะแนนที่ได้รบั จากมาตรวดั บุคลิกภาพแบบ ต่อต้านสังคมทพี่ ฒั นาข้ึนจากมาตรวัด The Antisocial Process Screening Device (APSD) ของ Frick และ Hare (2001) เปน็ มาตรประมาณคา่ แบบลเิ คริ ต์ 5 ชว่ ง ต้งั แต่ 1 คอื ไมต่ รงกับตัวฉนั เลย จนถงึ 5 คือ ตรงกับ ตัวฉันที่สุด แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ คือ 1) บุคลิกภาพแบบหลงตนเอง 2) ความหุนหันพลันแล่น และ 3) ความใจดำ-ไร้ความรู้สกึ ความรสู้ กึ ผิด (Guilt) หมายถึง อารมณด์ า้ นลบของมนุษยท์ ีส่ ามารถตระหนักร้ไู ด้ ซ่งึ อารมณถ์ ือเป็น องคป์ ระกอบหนึง่ ของตวั แปรดา้ นทัศนคติ เกิดขน้ึ เมื่อบคุ คลกระทำผิดศลี ธรรมมีพฤติกรรมละเมิดบรรทัดฐาน ของสงั คม หรือเกิดความผดิ หวงั เสียใจตอ่ สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งทตี่ นเองมีส่วนเก่ียวข้อง และประเมิน ว่าตนเองได้กระทำส่ิงทผี่ ดิ พลาดและต้องการแก้ไขพฤติกรรมนั้น โดยความรูส้ กึ ผดิ จะไม่กระทบต่ออัตลักษณ์ ของบุคคล ในการวิจัยน้ี ความรู้สกึ ผิด หมายถงึ อารมณ์ดา้ นลบของบุคคลท่ีสามารถตระหนักร้ไู ด้ เกิดข้ึนเมื่อ บุคคลรู้สึกผิดภายหลงั จากการประเมินว่า พฤติกรรมการเสพยาเสพติดของตนในอดีตเป็นพฤตกิ รรมท่ี ผดิ ศีลธรรมและละเมิดบรรทดั ฐานของสงั คม และเกิดความต้องการแกไ้ ขพฤติกรรมนั้นโดยการไม่กลับไปเสพ ยาเสพติดอกี วดั ไดจ้ ากคะแนนทีไ่ ด้รบั จากมาตรวัดความร้สู กึ ผิดท่ีสร้างและพัฒนาข้นึ ใหม่ โดยอ้างอิงมาจาก มาตรวัด TOSCA-SD (Hanson & Tangney, 1995 อ้างถึงใน Tangney & Dearing, 2003) ของ Hanson และ Tangney (1995) เปน็ มาตรประมาณคา่ แบบลิเคิรต์ 5 ชว่ ง ต้ังแต่ 1 คอื ไม่ตรงกบั ตัวฉนั เลย จนถงึ 5 คอื ตรงกบั ตัวฉนั ท่สี ุด แบง่ เป็น 1 องค์ประกอบ คือ ความรสู้ กึ ผิด ความหวัง (Hope) หมายถึง ตัวแปรด้านทศั นคติที่บุคคลมีต่อเป้าหมาย มีความปรารถนาและ ความต้องการลงมือปฏิบตั ิ หรอื สรา้ งพัฒนาขึน้ ใหส้ ำเร็จ ประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบดา้ นอารมณค์ วามรู้สึก และด้านการรู้คิด ที่เก่ียวข้องกับการรับรูค้ วามสามารถของตนเองและการวางแผนแนวทางที่จะนำไป สู่เป้าหมาย ในการวจิ ยั น้ี ความหวัง หมายถึง ทัศนคติ ความปรารถนา และความตอ้ งการตอ่ การเลิกเสพยาเสพตดิ ของบคุ คล ประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบด้านอารมณ์ความรสู้ ึก คอื ความปรารถนาท่ีจะเลิกเสพย าเสพติด อยา่ งเด็ดขาด และดา้ นการรูค้ ิด คอื การรบั รู้ว่าตนเองมคี วามสามารถเพียงพอในการเลิกเสพยาเสพตดิ รวมท้งั การวางแผนถงึ แนวทางการปฏบิ ัติตนในอนาคตเพ่อื หลีกเลีย่ งการเกย่ี วข้องกบั ยาเสพตดิ วัดไดจ้ ากคะแนน ทไ่ี ด้รับจากมาตรวดั ความหวงั ที่สร้างและพัฒนาขึน้ ใหม่ โดยอา้ งองิ มาจากมาตรวัด The Adult State Hope Scale ของ Snyder และคณะ (1991) เป็นมาตรประมาณค่าแบบลเิ คิร์ต 5 ช่วง ตั้งแต่ 1 คือ ไม่ตรงกับ
ห น้ า | 8 ปจั จัยดา้ นบคุ ลิกภาพและทศั นคตทิ สี่ ่งผลต่อการกระทาผดิ ซ้า ของผูต้ อ้ งขงั หญงิ ทีก่ ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด ความคิดเห็นของฉันเลย จนถึง 5 คือ ตรงกับความคิดเห็นของฉนั ท่ีสุด แบ่งเป็น 2 องค์ประกอบ คือ 1) การรับรู้ความสามารถของตนเองทีจ่ ะไปสูเ่ ปา้ หมาย และ 2) การวางแผนแนวทางที่จะนำตนเอง ไปสเู่ ป้าหมาย การกระทำผิดซำ้ (Recidivism) หมายถึง การท่บี ุคคลกลับไปมีพฤติกรรมอาชญากรซำ้ หลงั จากเคย พ้นโทษจากการกระทำผิดมาแลว้ อย่างน้อยหน่งึ คร้งั โดยอาจเปน็ การถกู จบั กมุ ถกู ศาลพิพากษาว่ากระทำผิด หรือถูกตดั สนิ ใหจ้ ำคกุ ซ้ำ ไมว่ า่ จะในคดเี ดมิ หรือคดีใหม่กไ็ ด้ ในการวิจยั น้ี การกระทำผิดซำ้ หมายถงึ การที่บุคคลกลบั ไปเสพยาเสพติดจนเป็นเหตุให้ถูกคุมขัง ในคดีการเสพยาเสพตดิ ซำ้ ภายหลังจากเคยพน้ โทษจากการกระทำผิดในคดเี ดียวกันมาแลว้ อย่างนอ้ ยหน่งึ คร้งั วัดไดจ้ ากคะแนนทไ่ี ด้รับจากมาตรวัดแนวโนม้ การกระทำผดิ ซ้ำที่ได้รับการสร้างและพฒั นาขนึ้ ใหม่ โดยอา้ งองิ จากการสมั ภาษณ์ผู้เช่ียวชาญและอดตี ผ้ตู ้องขงั หญิง เปน็ มาตรประมาณค่าแบบลเิ คิรต์ 5 ชว่ ง ต้ังแต่ 1 คือ นอ้ ย จนถงึ 5 คอื มาก ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการวจิ ัยน้ีแบง่ เปน็ 3 ดา้ น ดังนี้ ประโยชนด์ า้ นวชิ าการ คือ องค์ความร้ใู หมท่ ี่สามารถนำไปใช้เพอ่ื ทำความเข้าใจปัจจัยเชิงส าเหตุ ด้านบุคลิกภาพและทัศนคติทม่ี ีผลตอ่ การกระทำผดิ ซำ้ ของผ้ตู อ้ งขงั หญิงที่กระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด ประโยชนเ์ ชิงปฏิบัตกิ าร คอื 1) รายงานผลการวิเคราะห์ความสมั พนั ธ์เชิงสาเหตุดา้ นบุคลกิ ภาพและ ทศั นคติของการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญงิ ที่กระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพติดฉบับสมบูรณ์ เพื่อเป็น แนวทางในการพัฒนาหลกั สตู รการอบรมเพอ่ื ป้องกันการกลับมากระทำผิดซ้ำของผตู้ อ้ งขงั หญิงท่ีกระทำผิด ในคดีการเสพยาเสพติด และ 2) มาตรวัดความเมตตากรุณาตอ่ ตนเอง มาตรวัดบุคลกิ ภาพแบบตอ่ ต้านสังคม มาตรวัดความร้สู ึกผดิ มาตรวัดความหวงั และมาตรวัดการกระทำผิดซ้ำ ทสี่ ามารถนำไปใช้ไดใ้ นบริบทของ ผตู้ อ้ งขังหญงิ ประโยชนเ์ ชงิ นโยบาย คือ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยตุ ธิ รรม หรอื หนว่ ยงานที่เกยี่ วข้องสามารถนำ ผลการวจิ ยั น้ไี ปใช้เพอ่ื วางแผนหรือจดั ทำนโยบายตา่ ง ๆ เพอื่ เตรยี มความพรอ้ มผูต้ อ้ งขังหญงิ ที่กระทำผิดในคดี การเสพยาเสพตดิ กอ่ นการพ้นโทษเพอื่ ป้องกันการกลบั มากระทำผดิ ซ้ำของผูต้ ้องขังหญงิ ทีก่ ระทำผิดใน คดี การเสพยาเสพติด
ปจั จัยด้านบุคลกิ ภาพและทัศนคตทิ ่ีส่งผลต่อการกระทาผิดซ้า ห น้ า | 9 ของผู้ต้องขงั หญิงทกี่ ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด บทท่ี 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ้ ง การวิจยั นี้มงุ่ ศกึ ษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตดุ ้านบุคลิกภาพและทัศนคตขิ องการก ระทำผิดซ้ำของ ผู้ตอ้ งขงั หญงิ ทกี่ ระทำผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพตดิ เพ่ือเป็นแนวทางในการพฒั นาหลกั สูตรการอบรมเพ่อื ป้องกัน การกลับมากระทำผิดซำ้ ของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดีการเสพยาเสพติด มีตัวแปรสำคัญท่ไี ด้จาก การทบทวนวรรณกรรมท้งั หมด 5 ตัวแปร ดงั น้ี 1. การกระทำผดิ ซำ้ (Recidivisim) 2. ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเอง (Self-compassion) 3. บคุ ลกิ ภาพแบบต่อตา้ นสงั คม (Antisocial personality disorder) 4. ความรู้สึกผิด (Guilt) 5. ความหวัง (Hope) การกระทำผดิ ซ้ำ ทฤษฎกี ารกระทำผิดซ้ำ การกระทำผดิ ซำ้ หมายถงึ การที่บคุ คลกลับไปมีพฤติกรรมอาชญากรซ้ำ หรือการกลับเข้าส่ขู ัน้ ตอนใด ขน้ั ตอนหนงึ่ ของกระบวนการยุตธิ รรมในฐานะผทู้ ถี่ กู ดำเนินคดคี วาม หลงั จากที่เคยกระทำผดิ กฎหมายและ พน้ โทษมาแลว้ อยา่ งน้อยครัง้ หนงึ่ โดยทั่วไปอาจวัดการกระทำผิดซำ้ ได้จากขอ้ มูล 4 แบบ ไดแ้ ก่ 1) การถูก จับกุมอีกคร้ัง (Rearrests) 2) การถูกศาลพิพากษาวา่ กระทำผดิ อีกครง้ั (Reconviction) 3) การถูกตดั สินให้ จำคกุ อกี ครั้ง (Resentencing) และ 4) การกลับสู่การคมุ ขงั จากคดเี ดิมหรือคดีใหม่ (Return to prison with or without a new prison sentence) โดยการกระทำผดิ ซ้ำอาจเป็นผลมาจากปัจจัยภายในของบุคคล ล้มเหลว เช่น สุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ ความรู้ ทักษะการทำงาน ซ่ึงนำไปสู่การแสด งพฤ ติก รรมที่ ไมเ่ ป็นไปตามความคาดหวงั ของสังคม หรือจากความลม้ เหลวของปัจจยั ภายนอกด้านโครงสร้างสังค มและ กระบวนการยตุ ิธรรม เช่น สภาวะเศรษฐกจิ การสนบั สนุนจากชมุ ชนทไ่ี มส่ ามารถชว่ ยเหลอื บคุ คลให้กลับคืน สู่สังคมได้ (Reintegration or reentry) (Fazel & Wolf, 2015; Maltz, 1984; Langan & Levin, 2002 อา้ งถึงใน Spjeldnes & Goodkind, 2009) กล่าวโดยสรปุ บุคคลทกี่ ระทำผิดซำ้ คือ บคุ คลทพ่ี น้ โทษและได้รบั การปลอ่ ยตัวใหก้ ลับคืนสู่สังคม แต่ยังย้อนกลับไปกระทำพฤตกิ รรมผดิ กฎหมาย โดยงานวจิ ยั น้มี ุ่งเนน้ การศกึ ษาการกระทำผิดซ้ำเฉพ าะใน คดีการเสพยาเสพติด ดังน้ัน การกระทำผดิ ซำ้ จึงหมายถึง การท่ีบคุ คลย้อนกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำอีกครั้ง ภายหลังจากพ้นโทษ จนเป็นเหตใุ หถ้ กู จบั และตอ้ งโทษคุมขังในคดีเดมิ
ห น้ า | 10 ปัจจยั ด้านบคุ ลกิ ภาพและทศั นคตทิ ่ีส่งผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ของผู้ต้องขังหญงิ ทกี่ ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพติด ปัญหาการกระทำผดิ ซำ้ และการกระทำผดิ ในคดที ีเ่ ก่ียวข้องกบั ยาเสพติดถอื เปน็ ปญั หาสำคัญทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จากผลสำรวจของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยตุ ิธรรม เม่อื วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560 ท่ผี ่านมา พบว่า นักโทษเดด็ ขาดในประเทศไทยมีจำนวนทง้ั สิ้น 226,379 คน แบ่งเปน็ เพศชายรอ้ ยละ 86.28 เพศหญิงรอ้ ยละ 13.72 สว่ นใหญ่ร้อยละ 41.13 มอี ายอุ ยใู่ นช่วงระหว่าง 25-35 ปี เมอื่ จำแนกตามลักษณะ ความผดิ พบว่า เป็นผู้กระทำความผดิ ตามพ.ร.บ.ยาเสพตดิ /สารระเหยสงู ถงึ ร้อยละ 74.11 ในจำนวนดังกล่าว เป็นเพศชาย คดิ เปน็ ร้อยละ 84.49 และเพศหญิง คดิ เป็นรอ้ ยละ 15.51 โดยผตู้ อ้ งขังทีก่ ระทำผิดในคดีพ.ร.บ. ยาเสพตดิ /สารระเหยมีสัดส่วนสงู ขึ้นมากเมอ่ื เปรยี บเทียบกับ 5 ปกี อ่ น หรือในชว่ งปพี .ศ. 2555 ทมี่ ีสัดส่วน ผู้กระทำความผิดในคดีพ.ร.บ.ยาเสพติด/สารระเหยเพียงร้อยละ 62.25 เท่านั้น เม่อื จำแนกตามจำนวนคร้ัง ท่ตี อ้ งโทษ พบวา่ ผตู้ ้องขงั ท่ีกระทำผิดซ้ำหรอื ต้องโทษตัง้ แต่ 2-5 ครัง้ ขน้ึ ไป คดิ เปน็ รอ้ ยละ 28.85 อตั ราส่วน ผู้ตอ้ งขังชายท่ีกระทำผดิ ซำ้ ต่อจำนวนผู้ต้องขังชายท้ังหมด คดิ เปน็ รอ้ ยละ 30.22 ส่วนอตั ราส่วนผู้ต้องขังหญิง ที่กระทำผิดซ้ำต่อจำนวนผู้ต้องขังหญิงทัง้ หมด คิดเป็นร้อยละ 20.17 ทั้งนี้ พบว่า นักโทษเด็ดขาดที่ กระทำผดิ ซำ้ มสี ัดส่วนสูงขน้ึ เรอ่ื ย ๆ โดยเพม่ิ สูงขน้ึ เป็นเท่าตัวจากปพี .ศ. 2555 ทมี่ ีสดั ส่วนเพยี งรอ้ ยละ 12.72 รายละเอียดปรากฏดังตาราง 1 จะเหน็ ไดว้ ่า ประเด็นปัญหาการกระทำผดิ ในคดียาเสพติดและกระทำผดิ ซำ้ เปน็ ปัญหาเรง่ ดว่ นทส่ี มควรไดร้ บั การแก้ไข ตาราง 1 สถติ ินักโทษเด็ดขาดทต่ี อ้ งโทษ 2-5 ครง้ั ขนึ้ ไป ปพี .ศ. 2555-2560 (กรมราชทณั ฑ์, 2560) นกั โทษเดด็ ขาดที่ต้องโทษ 2-5 คร้ังขนึ้ ไป (คน) พ.ศ. ชาย หญิง รวม นักโทษเด็ดขาดทั้งหมด (คน) (ร้อยละ) (รอ้ ยละ) (รอ้ ยละ) 2555 19,210 2,414 21,624 170,006 (13.27) (9.57) (12.72) 2556 - - - 210,744 239,881 2557 30,016 4,660 34,676 248,199 (14.61) (13.50) (14.46) 240,034 226,379 2558 50,880 5,482 56,362 (23.95) (15.34) (22.71) 2559 58,454 6,288 64,742 (28.32) (18.69) (26.97) 2560 59,044 6,264 65,308 (30.22) (20.17) (28.85) หมายเหตุ : ไม่พบสถิตนิ ักโทษเด็ดขาดแยกตามจำนวนครง้ั ในปพี .ศ. 2556
ปจั จัยด้านบุคลกิ ภาพและทศั นคติทีส่ ่งผลต่อการกระทาผิดซ้า ห น้ า | 11 ของผตู้ ้องขังหญิงทก่ี ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพติด การศึกษาวจิ ยั ที่ผา่ นมา พบว่า ผู้ตอ้ งโทษในคดียาเสพติดมแี นวโนม้ กลับไปกระทำผิดซ้ำสงู กว่า ผตู้ อ้ งโทษคดีอน่ื โดยส่วนใหญ่จะกลบั ไปกระทำผิดซ้ำในคดีเดมิ และมักเกดิ ข้ึนภายในชว่ ง 1-2 ปี ภายหลัง จากพน้ โทษ (Chiang และคณะ, 2006; Huebner, DeJong, & Cobbina, 2010; McCoy & Miller, 2013; Spohn & Holleran, 2002) การศกึ ษาจากขอ้ มลู สถิติในปคี .ศ. 1993 กบั ผู้ต้องขังจำนวน 1,077 คน ในรัฐ มิซซรู ี ประเทศสหรฐั อเมริกา พบว่า ผตู้ อ้ งขงั ที่กระทำผิดในคดียาเสพติดมีอตั ราการกระท ำผิดซ้ำสูงกว่า ผู้ต้องขังคดอี นื่ และยงั กระทำผิดซำ้ หลังจากพน้ โทษในระยะเวลาท่ีเรว็ กว่า ทั้งยงั พบว่าผทู้ ีถ่ ูก ต้องขังในคดี ยาเสพติดมีอัตราการกระทำผดิ ซำ้ คดิ เปน็ ร้อยละ 82 ซึ่งเปน็ อัตราทส่ี ูงกว่าผู้ที่ถูกคุมป ระพฤติท่ีมีอัต รา การกระทำผดิ ซ้ำ คิดเปน็ รอ้ ยละ 43 จงึ มคี วามเป็นไปไดว้ า่ การต้องขังอาจไมไ่ ด้ช่วยให้ผ้ตู อ้ งขังกลบั ตัวกลบั ใจ เป็นคนดีได้ ในทิศทางตรงกันข้าม กลับส่งผลให้ได้สร้างสัมพันธ์ใหม่หรือเปน็ ผลให้ถกู ตีตราและพบกับ ความยากลำบากเม่ือกลับคนื สู่สังคมจนทำใหก้ ลบั ไปกระทำผิดซ้ำอกี ครงั้ นอกจากน้ัน การเข้ารับการบำบัด ยาเสพติดหรือการอบรมผตู้ อ้ งขังในบางเรือนจำยงั มกี ารจำกัดโควต้าและต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ จึงมี โอกาสที่ผ้ตู ้องขงั บางส่วนจะไม่ได้เข้ารับการบำบัดที่เหมาะสม (Spohn & Holleran, 2002) McCoy และ Miller (2013) ดำเนินการศึกษาโดยมีกลมุ่ ตวั อย่างผู้ตอ้ งขังท่กี ระทำผิดในคดีไมร่ ุนแรง เชน่ คดยี าเสพตดิ และ คดที ่เี กีย่ วกบั ทรพั ย์ พบวา่ กลุ่มตัวอย่างรอ้ ยละ 49 กลบั ไปกระทำผิดซ้ำและส่วนใหญ่จะกระท ำผิดใ นคดี ทีค่ ลา้ ยคลึงกบั คดเี ดมิ ในขณะทีก่ ารศึกษาระยะยาวซงึ่ ดำเนนิ การตดิ ตามกลุ่มตัวอยา่ งเพศหญงิ จำนวน 506 คน หลังจากพ้นโทษแล้วเป็นระยะเวลา 8 ปี ระหว่างปีค.ศ. 1998-2006 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47 กระทำผดิ ซ้ำ และสว่ นใหญจ่ ะเกดิ ข้นึ ในช่วง 1-2 ปี หลังจากการพน้ โทษ โดยกลุ่มตัวอย่างท่เี สพยาเสพติด มีการศกึ ษาน้อย และมีประวตั อิ าชญากรรมมากจะมีแนวโน้มกลับไปกระทำผิดซำ้ สงู ทัง้ น้ี การเสพยาเสพติด อาจนำไปสู่การกระทำผดิ ในคดีอื่น ๆ ไดเ้ ชน่ กัน (Huebner และคณะ, 2010) ดา้ นการศึกษาของ Chiang และคณะ (2006) ดำเนินการศกึ ษากับกลุ่มตวั อย่างเพศชายท่กี ระทำผิดในคดยี าเสพติดในประเทศไ ต้หวัน จำนวน 794 คน โดยตดิ ตามผลหลงั จากเขา้ รับการบำบดั อบรมเป็นระยะเวลา 5 ปี พบวา่ ในภาพรวมอัตรา การกระทำผดิ ซำ้ ในคดยี าเสพตดิ มีสงู ถึงรอ้ ยละ 67.9 กลมุ่ ตวั อยา่ งทเ่ี สพเฮโรอนี มอี ัตรากระทำผิดซำ้ ที่ร้อยละ 80.1 มากกว่ากลมุ่ ตัวอย่างท่ีเสพเมทแอมเฟตามีนท่ีมีอตั รากระทำผิดซ้ำที่ร้อยละ 64.7 และกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่กระทำผิดซำ้ ในชว่ ง 2 ปี ภายหลงั จากการพ้นโทษ นอกจากนี้ งานวิจัยในประเทศไทยซึ่ง ดำเนิน การศกึ ษาในกลุ่มตัวอย่างผูต้ อ้ งขงั ที่กระทำผดิ ซำ้ ในคดียาเสพติด พบวา่ ระยะเวลาท่กี ล่มุ ตวั อย่างพ้นโทษและ กลับมาเสพยาเสพตดิ ซ้ำโดยสว่ นใหญ่ คือ 6 เดือน-1 ปี โดยประมาณ (จริ จุ จ์ พรหโมบล, 2530)
ห น้ า | 12 ปจั จัยด้านบคุ ลกิ ภาพและทศั นคตทิ ี่ส่งผลต่อการกระทาผดิ ซ้า ของผตู้ ้องขังหญงิ ท่ีกระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ การกระทำผิดซ้ำของอดตี ผู้ตอ้ งขังมักมาจากการตดั สนิ ใจทีค่ ำนงึ ถงึ ผลลัพธ์ในระยะส้ัน ซ่ึงอาจได้รับ อทิ ธพิ ลมาจากปจั จยั ทัง้ ภายในบคุ คลและปัจจยั ภายนอกดา้ นสภาพสังคมในขณะนน้ั (Sung & Richter, 2006) ดงั เช่นท่ี Halim และ Sabri (2013) ดำเนินการศึกษาวิจัย พบวา่ ผู้ท่ตี ดั สินใจกลบั ไปเสพยาเสพติดซำ้ อกี ครั้ง มกั มคี วามเชอื่ ว่าหลงั จากเลกิ ใชย้ าเสพตดิ มาได้ระยะหน่ึง หากหลีกเลย่ี งการใช้ยาเสพติดในปริมาณมากจะไมท่ ำให้ กลบั มาตดิ ยาเสพตดิ ซำ้ อีก โดยการศึกษาท่ผี า่ นมาแบง่ ปจั จยั ท่ีเกยี่ วข้องกบั การกระทำผดิ ซ้ำออกเปน็ 2 ด้าน ดังน้ี (Hanson และคณะ, 2007 อา้ งถึงใน Yesberg, Scanlan, Hanby, Serin, & Polaschek, 2015) 1. ปจั จัยคงทหี่ รือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (Static risk factors) เชน่ อายุ ประวัตกิ ารกอ่ อาชญากรรม 2. ปัจจัยท่ีเปลีย่ นแปลงได้ (Dynamic risk factors) แบง่ ออกเปน็ 2.1. ปัจจัยที่ค่อนข้างคงที่ (Stable dynamic risk factors) ซึ่งการเปล่ียนแปลงจะต้องใช้เวลา ยาวนาน เชน่ บุคลกิ ภาพ ความผกู พันกับบุคคลอ่นื 2.2. ปจั จยั ท่ีเปลี่ยนแปลงไดต้ ลอดเวลา (Acute risk factors) เช่น การเสพยาเสพติด อารมณ์ทางลบ สำหรับปัจจัยคงที่หรอื เปลย่ี นแปลงไม่ได้ การศกึ ษาวจิ ยั ท่ีผ่านมา พบว่า ประวัติการกอ่ อาชญากรรม เพศ และอายุ มสี หสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำท้ังในภาพรวมและในคดียาเสพติด โดยสว่ นใหญพ่ บวา่ ผู้ท่ีมี ประวัตกิ ารกอ่ อาชญากรรมจำนวนมากครั้งจะมีแนวโน้มกระทำผดิ ซ้ำสงู เพศชายมีแนวโนม้ ก ระท ำผิดซ้ำ มากกว่าเพศหญิง และยิ่งบุคคลมีอายุน้อยยิ่งมีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำมาก (Chiang และคณะ, 2006; Gendreau, Little, & Goggin, 1996; Huebner และคณะ, 2010) การศึกษาของ Chiang และคณะ (2006) ดำเนนิ การศึกษาในกลุ่มเพศชายท่ีกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด พบว่า ผู้ท่มี ีอายตุ ่ำกวา่ 30 ปี รวมถึงผู้ท่ีมี ประวตั อิ าชญากรรมอยู่ก่อนจะมีแนวโนม้ กระทำผดิ ซ้ำสงู และมักเกดิ ข้นึ หลังจากกลบั สู่สังคมเร็วกวา่ กลมุ่ อน่ื ๆ สว่ นการศกึ ษาของ Yang และคณะ (2015) พบว่า เพศชายท่ีกระทำผิดในคดที ี่เก่ียวขอ้ งกบั ยาเสพตดิ มแี นวโนม้ กระทำผิดซ้ำในเวลาทีส่ ้ันกว่าเพศหญงิ โดยมรี ะยะเวลาในการตดิ ตามผลประมาณ 2 ปี 6 เดอื น อย่างไรกต็ าม การวจิ ัยดงั กล่าวศกึ ษาในกลุม่ ตัวอย่างทเ่ี ป็นบคุ คลที่เคยเขา้ รับโปรแกรมอบรมฟ้นื ฟดู ้านยาเสพติด จึงเปน็ ไปได้ ทผ่ี ลของโปรแกรมจะมีประสทิ ธภิ าพในเพศหญิงมากกว่าในเพศชาย ในขณะทกี่ ารศกึ ษาในประเทศนิวซีแลนด์ พบผลท่ีแตกตา่ งกัน กลา่ วคอื เมอื่ เปรยี บเทยี บระยะเวลาในการกลบั ไปกระทำผดิ ซ้ำระหว่างเพศหญิงและ เพศชายจากการสุม่ กลมุ่ ตวั อย่างด้วยวธิ ีการจบั คู่ (Case-matched) โดยแตล่ ะคูม่ ปี จั จยั เชน่ อายุ เช้ือชาติ ไมแ่ ตกต่างกนั พบว่า เพศหญิงกระทำผดิ ซำ้ หลังออกจากเรอื นจำในเวลาทสี่ ัน้ กวา่ เพศชายในช่วงระยะเวล า 3 เดือน-1 ปี (Yesberg และคณะ, 2015) ท้ังน้ี มคี วามเป็นไปไดว้ า่ ระยะเวลาในการติดตามอาจเป็นปัจจัย ท่ีทำใหไ้ ดผ้ ลทไี่ ม่สอดคลอ้ งกับงานวิจยั อ่นื ๆ การศึกษาวจิ ยั ในประเทศไทยพบผลการศกึ ษาเป็นไปในทิศทาง เดียวกนั กบั การศกึ ษาในต่างประเทศ (มนตรี บุนนาค (2549 อา้ งถงึ ใน เศรษฐกิจ จันทศร, 2557) ดำเนิน การศกึ ษาเรอื่ งปัจจัยทีม่ ีผลตอ่ การกระทำผิดซ้ำของผูต้ อ้ งขังวัยหนุ่มสาวในคดียาเสพติด พบว่า การกระทำ ผิดซำ้ กับอายเุ มือ่ กระทำผิดครงั้ แรกมคี วามสมั พันธ์ระหวา่ งกนั กล่าวคือ ยง่ิ ผ้ตู ้องขงั กระทำผดิ ครั้งแรกในขณะท่ี มอี ายุน้อยก็มแี นวโนม้ ท่ีจะกระทำผดิ ซำ้ เมือ่ อายุมากขนึ้
ปจั จัยดา้ นบุคลิกภาพและทัศนคตทิ ส่ี ่งผลต่อการกระทาผิดซ้า ห น้ า | 13 ของผตู้ อ้ งขังหญงิ ทีก่ ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ เม่อื พจิ ารณาถงึ ปัจจยั ที่เปลย่ี นแปลงได้ การศกึ ษาสว่ นใหญ่มกั ศกึ ษาปจั จยั ทคี่ อ่ นข้างคงที่และปจั จัยที่ เปลยี่ นแปลงไดต้ ลอดเวลารว่ มกัน โดยพบวา่ มีปจั จยั หลายประการทีม่ สี หสัมพนั ธ์กบั การกระทำผิดซำ้ ดงั เช่น การศึกษาแบบวเิ คราะหอ์ ภิมาน (Meta-analysis) จากการทบทวนงานวจิ ยั จำนวน 131 งาน ซงึ่ สว่ นใหญ่เปน็ งานวิจยั ในประเทศแคนาดา พบวา่ นอกจากประวัติการกอ่ อาชญากรรมท่ีเป็นปัจจัยเส่ีย งท่ีมีอิทธิพล ใน การทำนายการกระทำผิดซำ้ แล้ว ความเครียด การเสพยาเสพติด บคุ ลิกภาพ กลุ่มเพ่ือน และปัญหาด้าน ความสัมพันธ์ (Gendreau และคณะ, 1996) กม็ ีผลตอ่ การทำนายการกระทำผดิ ซำ้ เชน่ กนั ในขณะที่การศึกษา ในประเทศไทยท่เี กย่ี วขอ้ งกบั การกระทำผดิ ซำ้ ในคดยี าเสพติดส่วนใหญเ่ ปน็ งานวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ และมักศกึ ษา ในกลมุ่ เพศชายเปน็ หลัก พบว่า ปจั จัยทเ่ี ปล่ียนแปลงได้ท่ีเกยี่ วข้องกบั การกระทำผดิ ในคดียาเสพติดไมแ่ ตกตา่ ง จากงานวจิ ยั ในตา่ งประเทศมากนกั เชน่ การกลบั ไปคบหาสมาคมกลมุ่ เพ่อื นทเี่ สพยาเสพตดิ การขาดแรงจงู ใจ ที่จะเลกิ เสพยาเสพติด การขาดโอกาสในการเข้ารับการรักษาหรือฟื้นฟูอย่างเหมาะสม การมีปัญหาใน การควบคมุ ตนเอง ความโกรธและฉนุ เฉียวง่าย และความวติ กกงั วลวา่ สงั คมจะไม่ให้การยอมรับ (สมชาติ สุทธิกาญจน์, มปป อ้างถงึ ใน กาญจนา คณุ ารักษ์, 2555; จิดาภา พวงเพ็ชร, 2541; ชยั พร บญุ เจริญ, 2541; ณัฎฐิณี ทองเรอื ง, 2555; ธำรง ทศั นาญชลี, ขนษิ ฐา บำเพ็ญผล, และ สาลิกา โค้วบญุ งาม, 2530; ปรีชา วงศ์พทุ ธา, 2543 อ้างถึงใน นิศากร อุบลสุวรรณ, 2557; นุชนาฏ มุกุระ, 2554; วิมลวรรณ ปัญญาวอ่ ง, กนกรตั น์ สขุ ะตงุ คะ, และ กอบหทัย คณุ ารักษ์, 2551; ศริ ิณา สมนึก, 2547; ชาญคณติ กฤตยา สรุ ิยะมณี, 2553 อา้ งถงึ ใน เศรษฐกิจ จันทศร, 2557; สมบรู ณ์ เตชะวงศ์, 2545; สธู รรม ชาญสวุ ิทยานันท์, 2556; ขตั ติยา รัตนดิลก, 2539 อ้างถงึ ใน สุธรรม ชาญสวุ ทิ ยานนั ท์, 2556; สวุ รรณา ใจคล่องแคล่ว, 2546) อกี ท้ังการดำเนิน การศกึ ษาในกลมุ่ ผ้ตู ้องขงั ชายที่กระทำผดิ ซำ้ ในคดยี าเสพตดิ ยงั พบวา่ กลุม่ ตวั อย่างบางสว่ นมที ัศนคติทางบวก ตอ่ ยาเสพติด กล่าวคอื มีความเชอื่ วา่ ยาเสพติดไม่ไดส้ ง่ ผลกระทบร้ายแรงตอ่ ร่างกาย แตช่ ว่ ยใหส้ ามารถทำงาน ได้มากข้นึ และช่วยคลายเครียดได้ (ชญาณ์นันท์ บวรสมสฤษดิ์, 2553) อย่างไรกต็ าม การศึกษาวจิ ยั ท่ีผ่านมา พบวา่ ปัจจยั ทมี่ ีอิทธพิ ลตอ่ การกระทำผดิ ซำ้ ในกลุ่มตัวอย่าง เพศหญิงและเพศชายอาจมีลักษณะแตกตา่ งกัน ดังเช่นงานวจิ ยั ทพี่ บว่า ปจั จัยทเี่ ปลี่ยนแปลงได้ เช่น การเสพ ยาเสพติด ปญั หาด้านความสัมพนั ธ์มีอทิ ธิพลในการทำนายการกระทำผิดซำ้ ในกลุม่ ตวั อย่างเพศหญิง กล่าวคือ หากคะแนนจากปัจจยั ทีเ่ ปล่ียนแปลงได้เพมิ่ ข้ึน 1 คะแนน แนวโน้มของการกระทำผิดซำ้ จะเพิ่ มข้ึนร้อยละ 22.6 โดยไมพ่ บอิทธพิ ลในการทำนายดังกล่าวนีอ้ ยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิตใิ นกลุ่มตัวอย่างเพศชาย (Yesberg และคณะ, 2015) ในขณะที่การศึกษากลุม่ ตัวอยา่ งทีเ่ คยเขา้ ร่วมโปรแกรมอบรมฟื้นฟูที่เกี่ยวขอ้ งกับยาเสพติด จำนวน 697 คน พบวา่ ในกลุ่มตวั อย่างเพศหญงิ ที่เหน็ คณุ ค่าในตนเองตำ่ จะมแี นวโนม้ กระทำผดิ สงู ซึ่งผลการวจิ ยั เช่นน้มี ีทิศทางตรงกันขา้ มกับกล่มุ ตัวอย่างเพศชายทพี่ บวา่ ยง่ิ มรี ะดับการเห็นคณุ ค่าในตัวเองสงู มากเท่ าไห ร่ ยงิ่ มีแนวโน้มกระทำผดิ ซำ้ สูงมากเทา่ นัน้ (Yang และคณะ, 2015) ดา้ นการศกึ ษาเปรียบเทียบระหว่างเพศหญิง กับเพศชายที่กระทำผิดในคดีท่ีไมเ่ กี่ยวข้องกับการใช้ความรนุ แรงและเขา้ รับการคุมประพฤติแบบคา่ ยฝึกทหาร (Boot camp) ภายหลงั ออกจากค่าย 5 ปี พบวา่ ปจั จยั เส่ยี งตอ่ การกระทำผิดซ้ำทมี่ ีอิท ธิพลกับ เพ ศหญิง มากกว่าเพศชาย ได้แก่ ทอี่ ย่อู าศยั การถูกละเมิดในวัยเดก็ หรอื ในปัจจุบนั การอาศัยอยู่กับคู่รักท่ีเปน็ อาชญากร
ห น้ า | 14 ปจั จยั ดา้ นบุคลิกภาพและทศั นคติทสี่ ง่ ผลตอ่ การกระทาผดิ ซ้า ของผตู้ อ้ งขงั หญงิ ท่ีกระทาผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพตดิ การค้ายาเสพตดิ ความเครียด และอารมณไ์ ม่พึงประสงค์ เช่น ความซึมเศรา้ ความกลวั และความคดิ ฆา่ ตัวตาย ในขณะท่ปี จั จัยที่มีอทิ ธพิ ลต่อการกระทำผิดซำ้ ในเพศชายมากกวา่ ได้แก่ เพอ่ื น การครอบครองอาวุธ การติด เครือ่ งดมื่ แอลกอฮอล์ และความก้าวร้าว (Benda, 2005) ส่วนการศกึ ษาในประเทศไทย พบว่า งานวิจัยท่ี ดำเนินการศกึ ษาเกีย่ วกับกระทำผิดซ้ำในคดยี าเสพตดิ ส่วนใหญ่มกั ไมไ่ ด้เปรยี บเทียบความแตกตา่ งระหวา่ งเพศ โดยการศกึ ษาท่เี ฉพาะเจาะจงในกลุม่ เพศหญิงมีจำนวนนอ้ ยมาก อังสนา ฉายศริ ิ (2543) ดำเนนิ การศึกษา ในกลุ่มผู้ต้องขังหญิงทกี่ ระทำผิดซ้ำจำนวน 160 คน โดยที่ร้อยละ 87 ของกลุ่มผู้ต้องขังหญิงมีความผิดท่ี เกี่ยวขอ้ งกบั ยาเสพติด พบวา่ ปจั จัยที่มีอทิ ธพิ ลตอ่ การกระทำผดิ ซำ้ ในผูต้ ้องขงั หญงิ ไดแ้ ก่ การเสพยาเสพติด การขาดความรคู้ วามสามารถ และการขาดความมน่ั ใจในการประกอบอาชพี รวมทง้ั การไม่ไดร้ ับการยอมรับ จากสังคม ในปัจจุบัน นักวจิ ยั หันมาสนใจศึกษาปัจจัยที่เปลีย่ นแปลงได้ ซึ่งมลี ักษณะปอ้ งกัน (Protective factors) หรือปจั จยั ทางบวกมากขน้ึ เช่น การสนบั สนนุ จากครอบครวั และสังคม ความหวงั ความเมตตากรุณา ตอ่ ตนเอง การพัฒนาการทางจรยิ ธรรม ซึ่งปัจจัยทางบวกเหลา่ นช้ี ่วยอธบิ ายไดว้ า่ ถึงแม้จะมปี จั จัยเส่ียงอืน่ ๆ ปรากฏอยู่ แต่เหตใุ ดบุคคลจำนวนหนึง่ จึงไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ (Yesberg และคณะ, 2015) ซึง่ การศึกษา ปัจจัยทางบวกน้ีเป็นไปตามแนวคิดอาชญาวิทยาเชิงบวก ( Positive Criminology) ที่ได้รับการพัฒนาขนึ้ ไดไ้ ม่นาน โดยพัฒนาต่อมาจากแนวความคิดจิตวทิ ยาเชงิ บวกท่ีมงุ่ เนน้ ไปยงั การสร้างความสุขและสขุ ภาวะท่ีดี ใหก้ บั บุคคล ผา่ นการปรบั เปล่ยี นมุมมองจากการเห็นว่าตนเองเป็นบคุ คลมปี ัญหาและต้องได้รับก ารแก้ไข เป็นการเสริมสร้างอารมณ์และประสบการณ์ทางบวก ซึ่งช่วยยับยั้งไม่ใหเ้ กิดพฤตกิ รรมที่เปน็ ปัญหา โดยจิตวิทยาเชงิ บวกมวี ธิ ีคดิ ท่ีตรงกนั ขา้ มกบั จิตวิทยาในยคุ สมยั เริ่มตน้ ทมี่ กั มุ่งเน้นไปยังการลดปัจจยั ทางลบ (Duckworth, Steen, & Seligman, 2005 อา้ งถงึ ใน Ronel & Segev, 2014) การศึกษาวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับ ปัจจยั ทางบวก เชน่ การวิจัยในกลุ่มผู้ตอ้ งขังทีก่ ระทำผดิ ในคดีไม่รนุ แรง เช่น คดีทเี่ ก่ยี วข้องกับยาเสพติด คดเี กีย่ วกบั ทรัพย์ พบวา่ การไดร้ ับแรงสนับสนนุ จากเพ่ือนหรือครอบครวั ซึ่งถอื เปน็ ปจั จัยทางบวกมสี หสัมพนั ธ์ ทางลบกบั การกระทำผดิ ซำ้ ในกลมุ่ ตัวอยา่ งเพศหญงิ กล่าวคอื เพศหญิงท่ไี ดร้ ับแรงสนบั สนนุ ทางบวกจากเพือ่ น หรือครอบครัวสูงจะมีแนวโน้มกลับไปกระทำผิดซ้ำนอ้ ย อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์ดังกลา่ วใน กลุ่มตัวอย่างเพศชาย (McCoy & Miller, 2013) การศึกษาของ Burnett และ Maruna (2004) พบว่า ผูต้ อ้ งขังท่ีมีความหวงั และตั้งเปา้ หมายไวว้ า่ ต้องการกลับตวั เป็นคนดมี โี อกาสกระทำผิดซำ้ นอ้ ยกว่าผู้ตอ้ งขังที่ ไม่มีความหวังและไม่แน่ใจว่าจะทำเช่นไรในอนาคต ขณะท่ี Spruit, Schalkwijk, van Vugt, และ Stams (2016) ดำเนนิ การวเิ คราะห์อภิมานจากงานวิจัยจำนวน 25 งาน ถึงปจั จัยดา้ นอารมณใ์ นสำนึกขอ งบุคคล (Self-conscious emotions) ได้แก่ ความรสู้ กึ ผิดและความละอายใจ พบว่า ปจั จยั ทัง้ สองมสี หสัมพันธ์ทางลบ กับการกระทำผิดกฎหมายซึ่งหมายรวมถึงการกระทำผิดซ้ำ โดยความรู้สึกผิดมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ การกระทำผิดที่ r=-.28 มากกว่าความละอายใจท่ี r=-.13
ปจั จัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติทีส่ ่งผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | 15 ของผู้ต้องขังหญงิ ทีก่ ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพติด การศึกษาในประเทศไทย พบว่า การกระทำผิดซำ้ ในคดีการเสพยาเสพติดมีความเกีย่ วข้องกับ ความอ่อนแอภายในจิตใจของบคุ คล กล่าวคือ ผู้ต้องขังสว่ นใหญ่มองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตนกลบั ไป ข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอีก คือ การมีจิตใจไม่เ ข้มแข็ง ไม่สามารถทนกับสิ่งยั่วยตุ ่าง ๆ ได้ เมื่อกลับสู่ สภาพแวดล้อมเดิมจึงมีโอกาสสงู ท่ีจะกลับเข้าสูว่ งจรของยาเสพติดซ้ำ (มนตรี บุนนาค, 2549 อ้างถงึ ใน เศรษฐกิจ จันทศร, 2557; โสฬส สวุ รรณโฉม, 2558) โดยความอ่อนแอทางจติ ใจดังกล่าวอาจมาจาก การที่ บุคคลขาดปจั จัยป้องกนั ไมว่ า่ จะเปน็ การมีความหวังหรือเป้าหมายในชีวิต สอดคล้องกบั การศกึ ษาท่ีพบว่า บคุ คลทีก่ ระทำผดิ ซ้ำมักไม่เหน็ คุณคา่ ในตนเอง ไม่มีเปา้ หมายในชีวติ มกี ารควบคุมตนเองต่ำ ตีความและจดั การ สถานการณต์ า่ ง ๆ อย่างผิวเผิน ถูกกระตุ้นไดง้ า่ ย กลวั สงั คมจะไม่ใหก้ ารยอมรับ เกดิ อารมณ์ความก ดดัน ทางจิตใจ และมสี ภาพจิตใจทไี่ ม่เขม้ แขง็ (กาญจนา คณุ ารกั ษ์, 2555; กรมราชทณั ฑ์, 2549 อ้างถงึ ใน กาญจนา คณุ ารักษ์, 2555; สมชาติ สุทธกิ าญจน์, มปป อา้ งถึงใน กาญจนา คณุ ารักษ์, 2555; วิมลวรรณ ปญั ญาว่อง, กนกรัตน์ สุขะตุงคะ และกอบหทัย คุณารักษ์ , 2551 อ้างถึงใน กาญจนา คุณารักษ์, 2555; นิศากร อุบลสุวรรณ, 2557; สุปรชี า วงศพ์ ทุ ธา, 2543 อ้างถึงใน นิศากร อุบลสวุ รรณ, 2557; นุชนาฏ มกุ รุ ะ, 2554; ชาญคณติ กฤตยา สรุ ิยะมณี, 2553 อ้างถงึ ใน เศรษฐกิจ จนั ทศร, 2557; โสฬส สุวรรณโฉม, 2558) การศกึ ษาวจิ ยั อิทธพิ ลหรอื ความสำคญั ของปจั จัยทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั การกระทำผดิ ซ้ำในคดีการเสพยาเสพตดิ ถอื ว่ามคี วามสำคัญในการนำไปประกอบเป็นข้อมูลเพ่ือพฒั นาผ้ตู อ้ งขงั โดยการวิจัยนี้มงุ่ เน้นก ารศึกษาทั้ง ปัจจยั เส่ยี งหรอื ปัจจัยทางลบ ไดแ้ ก่ ตัวแปรดา้ นบุคลกิ ภาพ คือ บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม และปัจจัยที่มี ลักษณะปอ้ งกันหรือปัจจัยทางบวก ไดแ้ ก่ ตวั แปรด้านทัศนคติ คือ ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเอง ความรสู้ ึกผิด และความหวัง ซึ่งเป็นการผสมผสานมมุ มองทางจิตวิทยาและอาชญาวทิ ยาท้ังในศาสตร์แบบด้ังเดิมและ การศึกษาปัจจัยเชงิ บวกเข้าด้วยกัน เพื่อใหง้ านวจิ ัยมีความครอบคลุมและสามารถนำไปสู่ จุดเร่ิมต้นใน การพัฒนาหลกั สตู รการอบรมอยา่ งมหี ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์มารองรบั เพือ่ ป้องกันการกลบั มากระทำผดิ ซำ้ ของ ผ้ตู ้องขงั หญงิ ทก่ี ระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด โดยคาดหวังวา่ จะชว่ ยปอ้ งกันการกระทำผดิ ซ้ำในคดกี ารเสพ ยาเสพติดของเพศหญงิ ได้เพม่ิ มากข้ึน แนวทางในการประเมนิ ความเสี่ยงของการกระทำผิดซ้ำ ในตา่ งประเทศประเมินความเสยี่ งของการกระทำผิดซำ้ ผ่านแบบประเมนิ ความเส่ยี งของการกระทำผิด และความจำเป็นต้องไดร้ ับการฟ้นื ฟู ซ่ึงมผี ลต่อการจัดโปรแกรมอบรมฟ้ืนฟูให้กับผตู้ ้องขงั โดยแบบประเมิน ที่ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา คือ มาตรวัด The Level of Service Inventory-Revised (LSI-R) ทีพ่ ัฒนาข้ึนมาต้ังแตป่ ีค.ศ. 1995 เป็นมาตรวดั ท่ีดำเนนิ การตามแนวทาง Risk- Need-Responsivity approach (RNR) เพอื่ เป้าหมายในการจัดโปรแกรมอบรมให้ตอบสนองต่อทั้งความเสยี่ ง ของการกระทำผดิ ความจำเปน็ และรปู แบบการเรียนรขู้ องปัจเจกบคุ คลท่แี ตกต่างกันไป (Andrews & Bonta, 1995 อ้างถึงใน Duwe & Rocque, 2016) มขี อ้ คำถามทงั้ หมดจำนวน 54 ขอ้ ประกอบดว้ ยการประเมิน
ห น้ า | 16 ปจั จยั ด้านบคุ ลิกภาพและทศั นคติทส่ี ่งผลต่อการกระทาผดิ ซ้า ของผู้ต้องขังหญิงทีก่ ระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ ปจั จัยย่อย ๆ 10 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1) ประวตั ิการกอ่ อาชญากรรม 2) การศกึ ษาและอาชีพ 3) การเงิน 4) ครอบครวั 5) สถานทพ่ี กั อาศัย 6) งานอดิเรก 7) กลมุ่ เพ่อื น 8) ปญั หาการใชย้ าเสพติดและการดมื่ สุรา 9) อารมณ์ และ 10) ทัศนคติและการปรับตวั โดยมีวิธกี ารเก็บขอ้ มลู คอื ใหเ้ จา้ หนา้ ทีซ่ งึ่ ผ่านการอบรมแล้วเปน็ ผู้สัมภาษณ์และ ดำเนนิ การเกบ็ ข้อมลู (Simourd, 2004) มาตรวดั LSI-R เป็นเครื่องมือทไ่ี ด้รับการยอมรบั และได้รบั การสนับสนุนจากงานวิจัยท่ีหลากหล าย รวมถงึ งานวิจัยทศี่ ึกษาในกลุ่มผู้กระทำผิดในคดที ่เี ก่ียวขอ้ งกบั ยาเสพติด Kelly และ Welsh (2008) ดำเนิน การวิจัยในกลมุ่ ตัวอย่างผตู้ ้องขงั ชาย พบวา่ ปัจจยั เส่ยี งจากมาตรวัด LSI-R โดยเฉพาะปัจจัยย่อยก ารใช้ ยาเสพติดสามารถทำนายการกระทำผดิ ซำ้ ในคดเี กย่ี วกบั ยาเสพตดิ ได้ แม้ว่าจะควบคุมตวั แปรแทรกซอ้ นอนื่ ๆ เช่น อายุ ประวัติอาชญากรรม ในขณะท่ีการศึกษาแบบวิเคราะห์อภิมานในกลุม่ อาชญากรวัยผู้ใหญ่ โดยการรวบรวมงานวจิ ยั 131 งาน (Gendreau และคณะ, 1996) พบว่า มาตรวัด LSI-R มีสหสัมพนั ธ์ทางบวก กับการกระทำผิดซ้ำที่ r=.35 มากกว่ามาตรวัดอื่น ๆ เช่น Salient Factor Score (SFS), Wisconsin Classification System (Gendreau และคณะ, 1996) รวมไปถึงมาตรวัด Psychopathy Checklist-Revised (PCL-R) ซึ่งนิยมใช้วัดการกระทำผิดซ้ำในคดีร้ายแรง (Gendreau, Goggin, & Smith, 2002) งานวิจัยใน เมืองกวางโจว ประเทศจนี ดำเนนิ การทดสอบมาตรวดั LSI-R มีกลมุ่ ตัวอย่างเปน็ เยาวชนชายท่ถี ูกคุมประพฤติ จำนวน 112 คน พบวา่ คะแนนจากมาตรวัด LSI-R สามารถจำแนกกลุ่มผูท้ ม่ี คี วามเสี่ยงต่ำ กลาง และสงู ได้ โดยแต่ละกลุ่มมีอตั ราการกระทำผดิ ซ้ำที่แตกต่างกนั กล่าวคือ ยงิ่ ไดค้ ะแนนความเสยี่ งจากมาตรวัดนี้สงู เท่าใด ก็จะมแี นวโน้มกระทำผิดซำ้ สูงเทา่ นนั้ (Zhang, 2016) นอกจากน้นั การศึกษาแบบวิเคราะหอ์ ภมิ านท่ีรวบรวม งานวิจยั ที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นผตู้ ้องขงั หญงิ จำนวน 25 งาน พบว่า ปัจจัยยอ่ ยตามมาตรวัด LSI-R มีสหสัมพันธ์ ทางบวกกบั การกระทำผดิ ซำ้ ในกลุ่มผู้ต้องขงั หญิงท่ี r=.35 โดยทีข่ นาดความสัมพนั ธ์นไี้ มแ่ ตกต่างจากการวิจัย ท่ีดำเนินการศกึ ษาในกลุ่มผตู้ ้องขงั ชาย (Smith, Cullen, & Latessa, 2009) จากทีก่ ล่าวมาทั้งหมด จึงเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์รองรับได้วา่ มาตรวัด LSI-R เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของการกระทำผดิ ที่มี ความนา่ เช่อื ถอื อยา่ งไรกต็ าม นอกจากปัจจัยย่อยที่ปรากฏอยู่ในมาตรวัด LSI-R แล้ว ยังมีปจั จยั อ่ืนอีกหลายประการ ท่ีมอี ทิ ธิพลและสามารถทำนายการกระทำผิดซำ้ ได้ โดยที่ผ่านมา นักสิทธสิ ตรีไดว้ ิพากษว์ จิ ารณ์การนำมาตรวัด LSI-R มาศึกษาในกล่มุ เพศหญิง เนื่องจากมาตรวดั LSI-R พัฒนามาจากการศกึ ษาในกลมุ่ เพศชายกอ่ นจะนำมา ทดสอบในกล่มุ เพศหญิงภายหลัง จงึ เปน็ ไปได้ว่า อาจละเลยปัจจยั บางประการในบรบิ ทการกระท ำผิดของ เพศหญิงที่มีความแตกต่างออกไป (Reisig, Holtfreter, & Morash, 2006) เช่น ประวัติการตกเป็นเหยอื่ การล่วงละเมิดในวัยเด็ก การกระทำผดิ ทมี่ กั เกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด (Covington, 2001 อ้างถงึ ใน Reisig และคณะ, 2006) ซ่ึงอาจไปลดทอนอทิ ธพิ ลในการทำนายการกระทำผดิ ซ้ำได้ แนวความคิดข้างต้นนี้สอดคลอ้ ง กบั ผลการศึกษาของ Van Voorhis, Wright, Salisbury, และ Bauman (2010) ทีพ่ บว่า การเพ่มิ ปัจจัยท่ีให้ ค ว าม ส ำค ั ญก ั บ ค ว าม แ ต ก ต ่ าง ระ ห ว ่ าง เ พ ศ ช ่ ว ย เ พ ิ ่ ม อ ิ ทธ ิ พ ล ใ นก ารท ำนาย ก ารก ระ ท ำผ ิ ด ซ ้ ำใ นกลุ่ม
ปจั จัยดา้ นบคุ ลิกภาพและทัศนคติทส่ี ่งผลตอ่ การกระทาผิดซา้ ห น้ า | 17 ของผ้ตู อ้ งขังหญงิ ทีก่ ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพติด เพศหญงิ ได้มากขึน้ นอกจากนน้ั การศกึ ษาวจิ ัยบางฉบบั ยังพบผลการวจิ ยั ทไี่ มส่ นับสนุนการนำมาตรวดั LSI-R มาใช้ในการเก็บข้อมูล โดยพบวา่ มาตรวดั ดังกลา่ วสามารถใชใ้ นการจัดกลมุ่ ผทู้ ี่มคี วามเส่ียงตอ่ การกระทำผดิ ซำ้ ถกู ต้องเพียงร้อยละ 59 จากกล่มุ ตวั อย่างผูต้ ้องขังที่พ้นโทษแล้วจำนวน 26,001 คน ในรัฐมิตโิ ซต้า ประเทศ สหรฐั อเมรกิ า ระหว่างปคี .ศ. 2003-2011 และเม่อื พจิ ารณาด้านการวดั ความจำเปน็ ต้องได้รับการอบรมฟื้นฟู พบว่า มาตรวดั LSI-R มคี ่าความตรงในการวัดหรอื เขา้ ถงึ ความจำเปน็ ได้เฉพาะด้านการศกึ ษา/อาชพี การใช้ ยาเสพตดิ และอารมณ์เทา่ นัน้ (Duwe & Rocque, 2016) ดังนนั้ การใช้มาตรวดั LSI-R ในกลุม่ เพศหญงิ จึงมี ความจำเป็นต้องศกึ ษาคน้ ควา้ ตอ่ ไป การวจิ ัยนจี้ งึ พจิ ารณาไม่ใชม้ าตรวดั ดงั กลา่ วนเี้ พ่อื วดั ระดบั การกระทำผิดซำ้ แนวทางการอบรมฟื้นฟผู ู้ตอ้ งขงั เพื่อลดการกระทำผดิ ซำ้ การจัดโปรแกรมอบรมฟื้นฟูท่ีมีประสทิ ธิภาพมีบทบาทช่วยเหลอื และสนบั สนุนบุคคลให้กลับคืน สูส่ งั คมได้อย่างปกติสุข โดยความสำเร็จในการกลบั คืนส่สู งั คมของอดีตผตู้ อ้ งขังสามารถ วัดไ ด้จากอัต รา การกระทำผิดซ้ำท่ีลดน้อยลงในภาพรวม รวมทัง้ วัดไดจ้ ากปัจจยั ทางความมั่นคงในครอบครวั กิจกรรม ทางสงั คมทเี่ ขา้ รว่ ม สุขภาวะทางร่างกายและจิตใจ และการประกอบอาชีพหลังพ้นโทษของแต่ล ะบุค คล (Spjeldnes & Goodkind, 2009) ดังนั้น การอบรมฟื้นฟูที่ดจี ึงต้องช่วยลดปจั จัยเสี่ยงที่อาจทำใหเ้ กิด การกระทำผิดซำ้ รวมทง้ั เพม่ิ ปัจจยั สนบั สนนุ ให้บคุ คลมีภูมิคมุ้ กนั หรอื แรงตา้ นทานตอ่ พฤตกิ รรมผิดกฎหมาย ตลอดจนสามารถช่วยให้บุคคลยอมรับตนเอง เขา้ ใจความรูส้ กึ และควบคุมพฤตกิ รรมของตนได้ โปรแกรมทีใ่ ชบ้ ำบดั อบรมผู้กระทำผิดในปจั จบุ ันมอี ยู่หลากหลายลกั ษณะ โดยมอี งค์ประกอบท่ีสำคัญ ที่ช่วยใหโ้ ปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพจำนวน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การช่วยเหลือตัง้ แต่เนิ่น ๆ 2) ความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของปัจเจกบคุ คล 3) ความครอบคลุมของเนื้อหา และ 4) การมพี นั ธะในการชว่ ยเหลือในระยะยาว (Graffam, Shinkfield, Lavelle, & McPherson, 2004, อ้างถึงใน Spjeldnes & Goodkind, 2009) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ Weiss, Hawkins, และ Despinos (2010) ที่ระบุว่าการออกแบบโปรแกรมให้มีประสิทธภิ าพจะต้องคำนึงถึงการเปล่ยี นแปลงของ บุคคลในระยะยาว ไม่ใชเ่ พยี งแค่การแก้ปญั หาหรือปรบั เปล่ียนความคดิ และพฤติกรรมเฉพาะตอนท่ถี ูกคุมขัง ดังนัน้ หากเปน็ ไปไดจ้ งึ ควรมีการตดิ ตามผลหลังผู้ตอ้ งขงั พ้นโทษไปแลว้ ในขณะทกี่ ารคำนึงถงึ การตอบสนองตอ่ ความแตกต่างระหวา่ งปจั เจกบุคคลกเ็ ปน็ ส่ิงทีไ่ มค่ วรละเลย โดยที่ผ่านมาพบวา่ โปรแกรมทส่ี ามารถตอบสนอง ตอ่ ความแตกต่างดังกล่าวได้มักจะใหผ้ ลลพั ธ์ท่ีดีและชว่ ยลดการกระทำผิดซ้ำได้มากกว่าโป รแก รมท่ัวไป (Andrews & Bonta, 2010 อา้ งถึงใน Van Stam และคณะ, 2014) พจิ ารณาเฉพาะโปรแกรมอบรมฟื้นฟูผูก้ ระทำผดิ ในคดที เ่ี กย่ี วข้องกับยาเสพตดิ พบวา่ บุคคลทีไ่ ด้รับ การอบรมตามแนวทางการใหก้ ารสนับสนุนจะมีอตั ราการกระทำผดิ ซำ้ น้อยกว่ากลมุ่ ท่ไี มไ่ ด้เข้าร่วมโปรแกรม โดยโปรแกรมลักษณะดงั กลา่ วน้ียังมีแนวโนม้ ท่ีจะสง่ ผลดีในระยะยาว ซงึ่ แตกต่างจากแนวทางที่มีลักษณะ การบงั คับซึง่ มกั จะไมม่ ีประสทิ ธภิ าพและอาจให้ผลในดา้ นลบ การศกึ ษาแบบวิเคราะห์อภิมานถงึ ประสิทธิภาพ
ห น้ า | 18 ปจั จยั ดา้ นบุคลิกภาพและทัศนคติทส่ี ง่ ผลต่อการกระทาผิดซ้า ของผ้ตู ้องขงั หญิงท่ีกระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ ของโปรแกรมอบรมฟื้นฟูผู้ต้องขงั ในคดีที่เกี่ยวขอ้ งกับยาเสพตดิ ท่ีรวบรวมจากงานวิจัยจำนวน 66 งาน ในประเทศสหรฐั อเมริกา พบวา่ ในภาพรวมผู้กระทำผิดที่เข้าร่วมโปรแกรมจะมีอัตราการกระทำผดิ ซำ้ รอ้ ยละ 28 ซึง่ น้อยกวา่ กล่มุ ทีไ่ มไ่ ด้เขา้ ร่วมโปรแกรมทมี่ ีอัตรากระทำผิดซ้ำรอ้ ยละ 35 ทั้งนี้ เม่ือแยกวเิ คราะห์ ตามลกั ษณะของโปรแกรม พบว่า โปรแกรมท่ีมีประสทิ ธิภาพจะมีแนวทางการบำบดั แบบการใหก้ ารสนบั สนุน เช่น แนวทางแบบชมุ ชนบำบดั (Therapeutic communities group; TC) ซึ่งจะใหค้ ำแนะนำกับผู้เข้ารบั การบำบัดภายใต้สภาพแวดล้อมท่ีเปน็ มิตร โปรแกรมการใหค้ ำปรึกษา (Counseling program) ซึง่ ใชแ้ นวทาง ความคิดและพฤตกิ รรมบำบัด (Cognitive-behavioral therapy) แบบกลุ่มและส่วนบคุ คล ในขณะที่โปรแกรม ซึ่งมีแนวทางแบบการบงั คบั มกั จะให้ผลทไี่ ม่มีประสทิ ธภิ าพ เชน่ การใช้วธิ คี ุมประพฤตแิ บบค่ายฝึกทหารซงึ่ เน้น การฝึกระเบียบและการฝึกทางรา่ งกายท่เี ข้มงวด รวมทง้ั มีการลงโทษหากไม่ปฏิบัตติ าม การบำบดั โดยใช้ยา (Narcotic maintenance programs) ทอ่ี าจลดการใช้ยาเสพติดได้ แต่กลบั ไม่ไดล้ ดการกลับไปกระทำผิดซ้ำ (Mitchell, MacKenzie, & Wilson, 2012) ด้าน Banks และ Gottfredson (2004) ดำเนินการศ ึก ษ า เปรียบเทยี บระหว่างกลุม่ ทดลองที่เขา้ รว่ มการอบรมตามโปรแกรมของศาลยาเสพติด (Drug treatment court) กบั กลุ่มควบคมุ โดยติดตามผลเป็นระยะเวลา 2 ปี ภายหลังกลับคืนสูส่ ังคม พบวา่ แนวโน้มการกระทำ ผดิ ซ้ำเฉพาะในกลมุ่ คดียาเสพตดิ ของทง้ั สองกล่มุ ในช่วง 6 เดอื นแรกไมแ่ ตกตา่ งกัน อยา่ งไรกต็ าม หลังจาก ช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มควบคมุ มอี ตั ราผู้กระทำผดิ ซำ้ เพิ่มมากขนึ้ กว่ากลุ่มทดลอง จนกระท่งั ความแตกต่างกัน ในชว่ ง 2 ปีสุดทา้ ย คือ ร้อยละ 12 ท้ังนี้ ผลขา้ งต้นอาจเปน็ ส่วนหนงึ่ ท่ีสนับสนุนแนวคิดของอ าช ญาวิทย า เชิงบวกทใ่ี ห้ความสำคญั กับการสร้างประสบการณท์ างบวก การสง่ เสริมสนบั สนุนทางสงั คม และการมีแนวทาง ปฏบิ ัตติ อ่ ผู้เขา้ ร่วมอบรมฟน้ื ฟโู ดยให้การยอมรับ ส่งเสรมิ จดุ เดน่ และความสามารถของบคุ คล สรา้ งความหวัง การมองโลกในแง่บวก และปรับมุมมองที่บคุ คลมตี ่อตนเองและบุคคลอืน่ ทำใหเ้ กิดการยอมรับตนเอง ผลักดนั ให้บคุ คลมเี ป้าหมายและสามารถสร้างหนทางไปสู่เปา้ หมายได้ ซึง่ จะนำไปสู่การเตบิ โตทางความคิดและจิตใจ สขุ ภาวะและการปรับตวั ท่ีดีขึน้ ได้ (Ronel & Segev, 2014) สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เปน็ หนว่ ยงานหลกั ในการวางแผน กำหนดเปา้ หมาย และดำเนินนโยบายแก้ไขปญั หายาเสพติด ทงั้ ในด้าน การป้องกัน ปราบปราม รวมถึงการบำบดั รกั ษาผตู้ ดิ ยาเสพตดิ โดยปัจจุบนั มีระบบการบำบัดรักษา 3 ระบบ ไดแ้ ก่ 1) ระบบสมัครใจ (Voluntary System) คอื ผู้เสพยาเสพตดิ สามารถขอเขา้ รับการบำบัดไดด้ ว้ ยตนเอง ในสถานพยาบาลตา่ ง ๆ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการคุมขัง 2) ระบบต้องโทษ (Correctional System) เปน็ การบำบดั กลุม่ ผกู้ ระทำผิดในคดยี าเสพตดิ ตามกฎหมาย มีหนว่ ยงานท่รี บั ผดิ ชอบคือ ทัณฑสถานบำบัดของ กรมราชทัณฑ์ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ และ 3) ระบบบังคับ (Compulsory System) ท่จี ะบังคับให้ผ้เู สพยาเสพติดเข้ารบั การบำบัดตามสถานที่ทจี่ ดั ต้ังข้ึน
ปัจจัยดา้ นบุคลิกภาพและทัศนคตทิ ่สี ่งผลต่อการกระทาผดิ ซ้า ห น้ า | 19 ของผตู้ ้องขังหญิงทีก่ ระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด ทั้งน้ี งานวิจัยที่ปรากฏในฐานข้อมลู ของ ป.ป.ส. พบว่า โปรแกรมอบรมฟื้นฟูผู้กระทำผิดในคดี ที่เก่ียวขอ้ งกบั ยาเสพติดท่มี ีประสทิ ธิภาพในประเทศไทยไม่ไดแ้ ตกต่างจากในต่างประเทศมากนกั กล่าวคือ เป็นแนวทางการอบรมแบบการให้การสนับสนนุ ที่มรี ูปแบบท่ีหลากหลาย สามารถปรับเปลี่ยนได้ตาม ความแตกต่างของปจั เจกบคุ คล รวมท้งั การมีความร่วมมอื ระหว่างกันในทกุ ภาคสว่ น มกี ารติดตามประเมินผล และมแี นวทางการดำเนนิ การบำบัดตา่ ง ๆ ที่มีความเปน็ มาตรฐาน อาภาศิริ สวุ รรณานนท์, ชาตชิ าย มหาคีตะ, กนั ณวัน ฟลิ ลปิ ส์, และ สุจิตรา ฉายปัญญา (2556) นกั วิจยั ของ ป.ป.ส. ดำเนนิ การศกึ ษารปู แบบการดำเนินการ ดา้ นการบำบดั รกั ษาผู้ติดยาเสพติดในประเทศไทย พบวา่ ปจั จยั ท่มี สี ว่ นช่วยใหก้ ารบ ำบัด เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 1) รปู แบบของการบำบัดที่มคี วามหลากหลาย ยืดหยุน่ เขา้ ใจง่าย มที ศิ ทางใน การเสริมแรงทางบวก และให้โอกาสผเู้ ข้ารับการบำบดั ได้เปลี่ยนแปลงตนเอง 2) ความเหมาะสมกับผู้เข้ารับ การบำบัดทแ่ี ตกต่างกนั 3) ารกำกับการดำเนนิ งานอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพตัง้ แต่ในระดบั ภาครฐั และการมีแผน ติดตามประเมนิ ผลควบคู่ 4) ความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน การบูรณาการชว่ ยเหลอื รว่ มกับชุมชน หรือหน่วยงานพ้นื ที่และครอบครวั ของผเู้ ข้ารับการบำบัด การใหค้ ำปรกึ ษากับครอบครัว และการแนะแนวทาง การดูแลใหก้ ำลังใจทเี่ หมาะสม และ 5) การใช้ระบบอาสาสมคั รในการทำงาน โดยอาสาสมัครควรเปน็ บุคคล ทม่ี ปี ระสบการณ์และสามารถใหค้ ำปรกึ ษาหรือแลกเปลย่ี นกับผเู้ ข้ารบั การบำบัดไดอ้ ย่างเขา้ ใจ มานพ คณะโต (2557) ดำเนนิ การศกึ ษาประสิทธภิ าพของการบําบดั รักษาและฟน้ื ฟสู มรรถภาพผู้เสพยาเสพติดใ นรูปแบบ ค่ายปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรม ในช่วงปงี บประมาณพ.ศ. 2555-2556 พบว่า ผู้ผ่านค่ายดังกล่าวมกี ารรบั รู้ตนเอง เรื่องทักษะชีวติ และแผนการดำเนนิ ชีวิตค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม บางส่วนล้มเหลวในการปฏิบัติภารกจิ ประจำวัน ในดา้ นการรบั รู้สมรรถนะของตนเองในการเลกิ เก่ียวข้องกับยาเสพติด พบวา่ ในภาพรวมอยู่ในระดบั ปานกลาง ทั้งนี้ การเขา้ ค่ายปรับเปล่ยี นพฤติกรรมอาจมีผลกระทบทางลบไดเ้ ช่นกัน กลา่ วคือ ผู้ที่ผา่ นค่ายนี้ มักถูกสงั คมตตี ราว่าเป็นพวกข้ียา ทำให้ใชช้ วี ิตได้ยากลำบากหรอื อาจไดเ้ ครือขา่ ยยาเสพตดิ เพิม่ ขนึ้ นอกจากนน้ั พบว่า รูปแบบค่ายปรับเปลยี่ นพฤติกรรมทม่ี ีในประเทศไทยยงั ขาดการบูรณาการใหเ้ ขา้ กับผทู้ มี่ ปี ัญหาแตกตา่ งกนั รวมทงั้ ยงั ขาดการติดตามผลท่ีมปี ระสิทธิภาพ อีกท้งั ผู้วิจยั ในงานดังกล่าวยังเสนอว่าแ นวท าง การดำเนิน การบำบดั ควรมคี วามเปน็ มาตรฐานและอา้ งองิ จากหลักฐานเชิงประจักษท์ ่ีนา่ เช่ือถอื เพอ่ื ให้การจดั และลำดับ กิจกรรมมคี วามเหมาะสมมากยิง่ ขึ้นดว้ ย
ห น้ า | 20 ปจั จัยด้านบุคลิกภาพและทศั นคตทิ ีส่ ง่ ผลต่อการกระทาผิดซ้า ของผู้ตอ้ งขงั หญิงท่ีกระทาผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพติด ความเมตตากรุณาต่อตนเอง ทฤษฎคี วามเมตตากรณุ าต่อตนเอง ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรด้านทัศนคติทางบวกที่มนุษย์มีต่อตนเอง หมายถงึ ค ว าม ส าม ารถ ใ นก ารจั ด ก ารก ั บ ค ว าม ผ ิ ด พ ล าด ห รื อ ค ว าม ผ ิ ด ห ว ั ง ท ี ่ เ ก ิ ด ข ึ ้ นใ นช ี ว ิ ต ด ้ ว ย ค ว าม เ ข ้ าใจ มองความผิดพลาดท่ีเกิดข้นึ ว่าเป็นเร่อื งธรรมดาทท่ี ุกคนตอ้ งประสบ โดยไมต่ ดั สิน ลงโทษตนเองเมื่อไมไ่ ด้ในสิง่ ทตี่ นเองคาดหวัง รวมถึงการใหโ้ อกาสตนเองในการปรับปรงุ เปลย่ี นแปลง หรือเร่ิมต้นใหม่ (Neff, 2003a, 2003b) Neff (2003a) จำแนกความเมตตากรุณาต่อตนเองออกเปน็ 3 องคป์ ระกอบ คอื 1. การมเี มตตาตอ่ ตนเอง (Self-kindness) หมายถึง การปฏิบตั ิต่อตนเองด้วยความมเี มตตา เข้าใจตนเอง และไม่ตดั สินตนเองเม่อื กระทำผดิ พลาด 2. การรับรู้วา่ ประสบการณท์ ี่มีเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ (Common humanity) หมายถึง การมองว่าความผิดพลาดท่ีเกิดข้ึนเป็นสิง่ ท่ีทุกคนต้องประสบ และเข้าใจว่าไม่มีใครบนโลกนีท้ ี่ สมบูรณแ์ บบ 3. การมีสตริ ะลกึ รตู้ วั อย่เู สมอ (Mindfulness) หมายถงึ การมีสติอยูก่ บั ปจั จุบนั รเู้ ท่าทันอารมณ์ของ ตนเองและไม่หมกม่นุ อย่กู ับอารมณต์ ่าง ๆ ท่ีเกดิ ขึน้ เกนิ ความจำเป็น ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองส่งผลต่อการเลกิ เสพยาเสพตดิ การศกึ ษาวิจยั ที่ผา่ นมา พบว่า บคุ คลท่ี พงึ่ พายาเสพติดสว่ นใหญ่มกั มีระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำ (Brooks และคณะ, 2012; Rendon, 2006) เน่อื งจากบุคคลทม่ี ีระดับความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองต่ำมักจะหมกมุน่ กับปัญหาต่าง ๆ ที่เขา้ มาในชีวิต เกินความจำเป็น มองวา่ ความผิดพลาดหรอื ปญั หาท่ีเกิดขึ้นเปน็ สาเหตทุ ำให้ชวี ติ ตนเองพังทลาย จงึ หนั ไปพงึ่ พา ยาเสพตดิ เพอ่ื หลกี หนปี ัญหา ความเมตตากรณุ าต่อตนเองยงั เป็นปัจจยั สำคั ญอยา่ งย่งิ ตอ่ การให้อภัยตนเอง และความพยายามในการเร่ิมต้นชีวิตใหมด่ ้วยวิธกี ารเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมทีผ่ ิดพลาดของตนเอง (Breines & Chen, 2012; Morley และคณะ, 2016; Rainforth และคณะ, 2003) ดงั นน้ั การเพ่ิมระดบั ความเมตตากรณุ า ต่อตนเองของผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดในคดกี ารเสพยาเสพตดิ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ ผูต้ อ้ งขังหญงิ เหล่านี้สามารถกลบั ตัวกลับใจเปน็ คนดี ใหอ้ ภัยตนเองจากการกระทำท่ีผดิ พลาดในอดตี ทีผ่ า่ นมา ทั้งเร่ืองการเสพยาเสพติดและการตอ้ งโทษในเรือนจำ สามารถเริ่มต้นชวี ิตใหม่ภายหลงั จากการพน้ โทษ โดยไมห่ นั กลบั ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ความแตกตา่ งกันของระดับความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองขึน้ อยู่กับหลายปจั จัย เชน่ การเลี้ยงดขู องบิดา มารดาหรือผปู้ กครอง อายุ สภาพสังคมและวัฒนธรรม และเพศ เด็กท่ีได้รบั การเลีย้ งดจู ากบดิ ามารด าหรือ ผ้ปู กครองด้วยความรกั ความอบอนุ่ และความเขา้ ใจมแี นวโนม้ ทจี่ ะเติบโตขึน้ มาเป็นผ้ใู หญ่ท่มี ีความเมตต า กรุณาตอ่ ตนเองสูง ในขณะทีเ่ ด็กทีบ่ ิดามารดาหรือผู้ปกครองปล่อยปละละเลย ชอบตำหนิ หรือเดก็ ท่เี ติบโตมา
ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคติทสี่ ่งผลตอ่ การกระทาผิดซ้า ห น้ า | 21 ของผตู้ ้องขังหญงิ ทีก่ ระทาผิดในคดกี ารเสพยาเสพติด ในครอบครัวที่มีการใช้ความรนุ แรงมกั มีแนวโน้มทีจ่ ะมีความเมตตากรุณาต่อตนเองต่ำ (Neff, 2003b) ช่วงอายุ ส่งผลตอ่ ระดับความเมตตากรุณาที่แตกต่างกนั ดว้ ย การศึกษาวจิ ัยของ Neff (2003b) กล่าวว่า ช่วงวัยรุ่นจะ เปน็ ช่วงทบี่ ุคคลมรี ะดบั ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองต่ำท่ีสุด เน่ืองจากวยั รุน่ เป็นช่วงวยั ท่ีฮอร์โมนแปรปรว น สง่ ผลให้อารมณ์ไมค่ งท่ี นอกจากน้นั ยงั เปน็ ช่วงวยั ทชี่ อบวพิ ากษ์วจิ ารณ์ตนเอง ชอบเปรียบเทียบตนเอง กับบคุ คลอ่ืน มักปรับเปลีย่ นตนเองเพือ่ ใหเ้ ป็นทย่ี อมรับของกล่มุ เพื่อน มีพฤติกรรมเรียกรอ้ งความสนใจจาก บคุ คลอืน่ หรอื อาจแยกตวั ออกจากบคุ คลอืน่ หรือสังคม อย่างไรกต็ าม เมอ่ื ผา่ นพน้ ช่วงวยั รุน่ และมีอายุเพ่ิม มากขนึ้ ระดับความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองของบคุ คลจะเปล่ยี นแปลงไป โดยข้นึ อยู่กับประสบการณ์ของแต่ละ บุคคล (Harter, 1993; Neff, 2003b) สภาพสงั คมและวฒั นธรรมก็ส่งผลตอ่ ระดบั ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเอง การศกึ ษาวิจัยของ Neff, Pisitsungkagarn, และ Hsieh (2008) พบว่า ประชากรจากประเทศในแถบทวีป เอเชีย โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ประเทศท่ีนับถอื พระพุทธศาสนามักมีระดบั ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองสูงกว่า ประชากรจากประเทศในแถบตะวันตก เน่ืองจากคนเอเชยี มักจะยืดหยุ่นกับตนเองมากกว่าช าวต ะวันตก ไมช่ อบการแข่งขนั เช่น ประเทศไทยที่มีคำสอนให้บุคคลรูจ้ ักการปล่อยวาง สวดมนต์นงั่ สมาธเิ พอื่ ฝึกสติให้อยู่ กบั ปจั จบุ ัน บุคคลเหล่านจ้ี ะมรี ะดบั ความเมตตากรณุ าต่อตนเองสูง นอกจากนน้ั เพศยงั เปน็ ปัจจัยท่ีสำคัญ อย่างยิ่งอีกประการหน่ึงท่สี ง่ ผลต่อระดบั ความเมตตากรุณาต่อตนเอง โดยเพศหญิงมีระดับความเมตตากรุณา ต่อตนเองตำ่ กว่าเพศชาย เนอื่ งจากเพศหญิงเป็นเพศท่ีมีระดบั การวจิ ารณต์ นเองสงู กว่าเพศชาย และมีแนวโนม้ ที่จะหมกมุน่ กับปญั หาหรือความทุกข์ของตนเองมากกว่า เพศชาย (Leadbeater, Kuperminc, Blatt, & Hertzog, 1999; Neff, 2003b; Nolen-Hoeksema, Larson, & Grayson, 1999; Tatum, 2012) ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองมีความคล้ายคลงึ กบั ตัวแปรการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) การศกึ ษาวิจยั ที่ผา่ นมา พบว่า ตัวแปรทั้งสองมีสหสมั พนั ธท์ างบวกระหว่างกัน การวิจยั ของ Neff และ Vonk (2009) พบวา่ ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองมีสหสัมพนั ธ์ทางบวกกบั การเห็นคณุ ค่าในตัวเองอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถติ ิท่ี r=.68 , p<.001 นอกจากนัน้ Morley และคณะ (2016) ดำเนนิ การศึกษาความสัมพันธ์นี้โดยมี กลมุ่ ตัวอย่างเปน็ ผูต้ ้องขังหญงิ พบวา่ ความเมตตากรณุ าต่อตนเองมสี หสัมพันธ์ทางบวกกับการเห็นคุณ ค่า ในตวั เองอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ r=.48, p<.01 อยา่ งไรกต็ าม ตัวแปรท้งั สองกลมุ่ มีความแต กต่างกัน บางประการท่คี ่อนข้างชัดเจน คอื 1) ระดับการเหน็ คณุ คา่ ในตนเองของบคุ คลสามารถเพิม่ ข้ึนห รือลดลงได้ งา่ ยกว่าระดับความเมตตากรุณาต่อตนเองเม่อื มปี ัจจัยภายนอกมากระทบ ในขณะทรี่ ะดับความเมตตากรุณาต่อ ตนเองมักไม่แปรผันตามปัจจัยภายนอก และ 2) ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับ การเปรยี บเทยี บทางสงั คม ความวิตกกังวลจากการประเมินตนเอง และความโกรธ มากกวา่ การเห็นคุณค่า ในตนเอง หมายความวา่ บคุ คลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองมกั ไมค่ ่อยเปรียบเทียบตนเองกบั ผ้อู ่นื รวมถึง ไม่วติ กกงั วลว่าบุคคลภายนอกจะประเมนิ ตนเองอย่างไร (Neff & Vonk, 2009) ซง่ึ แตกตา่ งจากการเห็นคณุ คา่ ในตนเองทีใ่ ชว้ ธิ ีการเปรยี บเทียบตนเองกบั บุคคลอื่น ๆ ท่ดี ้อยกว่าเพอื่ เพม่ิ ระดบั การเห็นคุณค่าใ นต นเอง และใหค้ วามสำคญั ตอ่ การประเมินทั้งจากตนเองและจากบุคคลรอบข้าง โดยการเห็นคณุ ค่าในตนเองมี สหสัมพันธท์ างบวกกับความกา้ วรา้ วและการใชค้ วามรุนแรงเมอื่ อัตลักษณ์ของตนเองถูกคกุ คาม (Baumeister,
ห น้ า | 22 ปัจจัยด้านบุคลิกภาพและทัศนคตทิ ่ีสง่ ผลตอ่ การกระทาผดิ ซ้า ของผตู้ อ้ งขงั หญิงที่กระทาผดิ ในคดกี ารเสพยาเสพตดิ Smart, & Boden, 1996) จากทีก่ ลา่ วมาท้งั หมด จะเห็นได้ว่า ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองเป็นตัวแปรที่มี ความเหมาะสมในการศึกษาตามวัตถปุ ระสงคแ์ ละกรอบแนวคิดการวิจัย เนอื่ งจากตัวแปรความเมตตากรุณา ต่อตนเองไมถ่ ูกกระทบจากปัจจัยภายนอกมากนกั และสามารถพัฒนาใหเ้ ป็นลักษณะท่ีคงทนภายในบุคคลได้ การศึกษาวจิ ัยทผี่ า่ นมา พบว่า ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองมสี หสัมพนั ธท์ างบวกกับตวั แปรสุขภาวะ ทางจติ (Psychological well-being) ดา้ นบวก โดยบุคคลทมี่ ีความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองในระดั บสูงมักมี ความพงึ พอใจในชวี ิต มอี ารมณท์ างบวก ความฉลาดทางอารมณ์ ความสุข และการมองโลกในแง่ดใี นระดบั สูง ในทิศทางตรงกนั ขา้ ม ความเมตตากรุณาต่อตนเองมสี หสมั พันธ์ทางลบกบั ตัวแปรสขุ ภาวะทางจิตดา้ นลบ เช่น การชอบตำหนิตนเอง การเก็บกดความคิด กลา่ วคือ ผ้ทู ม่ี รี ะดบั ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองต่ำมกั มีคว ามสุข น้อยกว่า วิตกกงั วลมากกว่า ชอบตำหนติ นเองเมือ่ ทำพลาด และมักไม่แสดงความคิดของตนเองให้คนอ่นื รับรู้ (Neff, 2003a, 2003b; Neff, Hsieh, & Dejitterat, 2005) นอกจากน้นั การศึกษาวิจยั ยังพบความสมั พันธ์ระหว่างความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองกับ ลักษณ ะ บุคลิกภาพด้วย โดย Neff, Kirkpatrick, และ Rude (2007) ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความเมตตากรุณาต่อ ตนเองกับบุคลกิ ภาพ 5 องค์ประกอบ (Big 5 personality) พบวา่ ความเมตตากรุณาต่อตนเองมสี หสัมพันธ์ ทางบวกกบั บคุ ลกิ ภาพแบบแสดงตัวที่ r=.32, p<.05 บคุ ลิกภาพแบบเปน็ มติ รท่ี r=.35, p<.05 และบคุ ลกิ ภาพ แบบมีจิตสำนึกที่ r=.42, p<.05 และมีสหสมั พันธท์ างลบกับบุคลิกภาพแบบหวั่นไหวที่ r=-.65, p<.05 อยา่ งไรก็ตาม ไมพ่ บสหสมั พันธอ์ ย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิตริ ะหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับบุคลิกภาพ แบบเปิดรับประสบการณ์ จากท่ีกล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้วา่ ความเมตตากรณุ าต่อตนเองสง่ ผลทางบวกต่อ ชวี ิตมนุษย์ ไม่วา่ จะเป็นดา้ นสุขภาวะทางจิตหรอื ดา้ นบคุ ลกิ ภาพ บุคคลท่มี รี ะดับความเมตตากรณุ าต่อตนเองสงู มีความสุขกับชวี ติ และมีสุขภาวะทางจิตทด่ี มี ากกว่าผูท้ ี่มีระดับความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองตำ่ แนวทางการศกึ ษาความเมตตากรณุ าต่อตนเอง เครื่องมอื ที่นิยมใช้วดั ระดบั ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเอง คอื มาตรวัดแบบรายงาน Self-Compassion Scale (SCS; Neff, 2003a) มขี ้อคำถามท้งั หมด 26 ขอ้ แบง่ เป็น 6 องคป์ ระกอบ คือ 1) ความมีเมตตาต่อ ตนเอง 2) การตดั สินและตำหนิตนเอง 3) การรับรวู้ ่าประสบการณท์ ม่ี ีเป็นสว่ นหนงึ่ ของ คว ามเป็นมนุษย์ 4) ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก 5) การมีสติระลึกรู้ตวั อยู่เสมอ และ 6) การจมอยู่กับอารมณ์ โดยองค์ประกอบความมีเมตตาตอ่ ตนเอง การรับร้วู ่าประสบการณท์ ี่มเี ป็นสว่ นหน่ึงของคว ามเป็นมนุษย์ และการมีสติระลึกรตู้ ัวอย่เู สมอ เปน็ 3 องคป์ ระกอบหลกั ตามทฤษฎีความเมตตากรุณาต่อตนเอง และอีก 3 องคป์ ระกอบทีเ่ พ่ิมเติมเข้ามาเป็นด้านตรงกนั ข้ามขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ การตัดสินและตำหนติ นเอ ง เป็นดา้ นตรงกันขา้ มกับความมเี มตตาตอ่ ตนเอง ความร้สู กึ โดดเดี่ยวและแปลกแยกเปน็ ด้านตรงกันข้ามกับ การรับรู้วา่ ประสบการณท์ ี่มีเป็นส่วนหน่ึงของความเป็นมนษุ ย์ และการจมอยูก่ ับอารมณเ์ ป็นด้านตรงกนั ขา้ มกับ การมสี ตริ ะลึกรูต้ ัวอยู่เสมอ ตอ่ มา Raes และคณะ (2011) ไดพ้ ัฒนามาตรวัด Self-Compassion Scale-
ปัจจัยด้านบคุ ลกิ ภาพและทัศนคตทิ ี่สง่ ผลต่อการกระทาผิดซ้า ห น้ า | 23 ของผตู้ ้องขงั หญิงท่ีกระทาผดิ ในคดีการเสพยาเสพตดิ Short Form (SCS-SF) ซงึ่ เป็นมาตรวดั ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองฉบบั ย่อ โดยมอี งคป์ ระกอบเชน่ เดยี วกนั กบั มาตรวัดฉบับเต็มทุกประการ การวิจัยนี้พิจารณาเลือกใช้มาตรวดั ความเมตตากรุณาต่อตนเองฉบับย่อ เนือ่ งจากให้ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลไม่แตกต่างจากมาตรวดั แบบรายงานตนเองฉบบั เต็ม รวมท้ังการมีขอ้ คำถ าม ทไี่ มม่ ากเกินไปสง่ ผลต่อประสิทธภิ าพและความตั้งใจในการตอบคำถามของกล่มุ ตัวอยา่ ง งานวิจัยทเี่ ก่ียวขอ้ งกับความเมตตากรณุ าต่อตนเอง ความเมตตากรณุ าต่อตนเองกับการกระทาผดิ ซ้าและการติดยาเสพตดิ งานวิจัยทเี่ ก่ียวข้องกับตัวแปรน้มี ีค่อนข้างจำกดั กล่มุ ตัวอย่างการวจิ ยั ไมห่ ลากหลาย และไม่พบ การศกึ ษาวจิ ัยใดท่ศี กึ ษาความสัมพันธร์ ะหว่างความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองกบั การกระทำผดิ ซ้ำของผู้ต้องขัง โดยตรง อยา่ งไรก็ตาม พบการศกึ ษาวิจยั ในบรบิ ทที่ใกลเ้ คียงกันและผลการวิจัยสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกนั รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงไดว้ ่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธ์ทางลบกับการกระทำผิดซ้ำ โดย Morley และคณะ (2016) ดำเนนิ การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหวา่ งความเมตตากรณุ าต่อตนเอ งกับ ตวั แปรทำนายการกอ่ อาชญากรรมต่าง ๆ มีกลมุ่ ตวั อย่างเป็นผตู้ ้องขังจำนวน 94 คน อายุ 18-54 ปี พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมสี หสมั พันธท์ างบวกกับการควบคมุ ตนเองอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ่ี r=.30, p<.05 และมสี หสมั พนั ธ์ทางลบอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิตกิ ับความหนุ หันพลันแล่นที่ r=-.44, p<.01 พฤติกรรม ชอบแสวงหาความเส่ียงที่ r=-.29, p<.05 การยดึ ตนเองเป็นศูนย์กลางที่ r=-.28, p<.05 และอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดที่ r=-.36, p<.01 จะเห็นไดว้ ่า ระดบั ความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงแปรผกผันกันกับ ตัวแปร ทำนายการกอ่ อาชญากรรมต่าง ๆ และแปรผันตามกนั กับตวั แปรยบั ยง้ั การก่ออาชญากรรมต่าง ๆ การศึกษาวิจัยของ Rainforth และคณะ (2003) ดำเนินการวิจัยเชิงทดลอง มีกลุม่ ตัวอย่างเป็น ผู้ตอ้ งขงั ทีก่ ำลงั จะพ้นโทษ โดยให้กลุม่ ตัวอยา่ งในเงือ่ นไขทดลองเข้าร่วมโปรแกรมฝกึ สติระลึกรตู้ วั พบวา่ การมี สตริ ะลึกรู้ตัวซึง่ เป็นองค์ประกอบหนึง่ ของตัวแปรความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองมีส่วนช่วยการลดการกลับมา กระทำผดิ ซำ้ ของกลุ่มตวั อย่าง โดยพบว่า หลงั จากผา่ นไป 15 ปี กล่มุ ตวั อยา่ งท่เี ขา้ รว่ มโปรแกรมฝกึ สตริ ะลึก ร้ตู วั กระทำผดิ ซ้ำเพียงร้อยละ 58.1 ในขณะที่กลุ่มควบคุมทีไ่ ม่ได้เขา้ ร่วมโปรแกรมการฝึกสตริ ะลกึ ร้ตู ัวกระทำ ผิดซ้ำสงู ถึงรอ้ ยละ 73.7 จะเหน็ ได้ว่า การเพม่ิ ระดบั การมีสติระลกึ รูต้ ัวสามารถช่วยลดโอก าสก ารกลับมา กระทำผดิ ซำ้ ได้ Breines และ Chen (2012) ดำเนินการวจิ ัยเชิงทดลอง 4 ครง้ั การทดลองแรกมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพ่อื ตรวจสอบวา่ ความเมตตากรุณาต่อตนเองส่งผลให้บุคคลมองเหน็ ขอ้ เสยี ของตนเองมากขึ้นและมแี รงจูงใจ ทจ่ี ะปรบั ปรงุ ขอ้ เสียดังกล่าวมากขึ้นหรือไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างในเง่อื นไขทดลอง คือ เงื่อนไขการเส ริม ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองรายงานวา่ ขอ้ เสียของตนเองสามารถเปลย่ี นแปลงและปรับปรุงให้ดีขน้ึ ได้ อีกทง้ั ยงั มแี รงจูงใจในการปรับปรุงข้อเสียของตนเอง การทดลองท่ี 2 มวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ตรวจสอบวา่ ความเมตตา กรุณาตอ่ ตนเองสง่ ผลให้บคุ คลเกดิ แรงจงู ใจในการพัฒนาตนเองใหด้ ีข้นึ และหลกี เล่ียงการกระทำผิดซำ้ แบบเดมิ หรอื ไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างในเงอ่ื นไขทดลองมแี รงจงู ใจในการพฒั นาตนเองใหด้ ขี ึ้นและพยายามหลีกเลี่ยง
ห น้ า | 24 ปัจจยั ดา้ นบุคลิกภาพและทัศนคติทส่ี ง่ ผลตอ่ การกระทาผดิ ซ้า ของผตู้ อ้ งขังหญิงทก่ี ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพติด การกระทำผดิ พลาดซ้ำแบบเดิม การทดลองที่ 3 มีวตั ถุประสงค์เพอ่ื ตรวจสอบว่า ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเอง ส่งผลให้บคุ คลเกดิ พฤตกิ รรมในการพัฒนาตนเองใหด้ ีขน้ึ ภายหลงั จากประสบกับความผดิ หวงั หรือไม่ พบว่า เมอื่ ประสบกบั ความผิดหวงั กลมุ่ ตัวอยา่ งในเง่อื นไขทดลองเกดิ พฤติกรรมท่จี ะชว่ ยพฒั นาตนเองใหด้ ขี น้ึ กว่าเดมิ และการทดลองที่ 4 เปน็ ผลสืบเนือ่ งมาจากการศกึ ษาวิจยั ของ(Colin (1996 อา้ งถึงใน Breines, & Chen, 2012) ท่ีพบว่า บุคคลที่มคี วามต้องการพฒั นาตนเองมกั ใช้วิธกี ารเปรียบเทียบกับบคุ คลอน่ื ท่เี หนือกวา่ เพื่อเพ่ิม แรงจงู ใจในการพฒั นาตนเอง ในขณะทบ่ี คุ คลทเ่ี ปรียบเทยี บตนเองกบั บคุ คลท่ดี ้อยกว่ามกั เพียงแค่ต้องการ กำลงั ใจและเพ่ิมระดับการเห็นคณุ คา่ ในตนเอง การทดลองนจี้ งึ มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอื่ ตรวจสอบวา่ ความเมตตา กรุณาต่อตนเองส่งผลเช่นไรกับการเปรียบเทยี บทางสงั คม พบว่า กลุ่มตัวอยา่ งในเงื่อนไขทดลองมกั เลือกวิธี การเปรยี บเทยี บตนเองกับบุคคลท่เี หนือกว่า ซงึ่ แสดงถงึ ความต้องการในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม จากการทดลองทั้งหมดขา้ งต้นสรุปได้ว่า บุคคลทมี่ ีความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองมักมีแรงจูงใจใ นการพัฒ นา ตนเองและปรับเปลีย่ นตนเองให้เปน็ คนที่ดีข้นึ พยายามพัฒนาข้อเสียของตนเอง และหลกี เลย่ี งการกระทำ ผิดพลาดซำ้ แบบเดมิ การศกึ ษาวิจัยทผ่ี ่านมายงั พบความสัมพนั ธ์ระหว่างความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองกบั การเสพยาเสพติด ประเภทต่าง ๆ โดยพบผลการวจิ ัยสอดคล้องไปในทศิ ทางเดยี วกนั คอื ความเมตตากรุณาต่อตนเองมสี หสมั พนั ธ์ ทางลบกับการเสพยาเสพติด ดังเชน่ การศกึ ษาวจิ ัยของ Rendon (2006) ที่ดำเนินการวิจัยเพื่อต รว จสอบ ความสัมพันธร์ ะหว่างความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองกับการติดแอลกอฮอล์ มกี ลุ่มตัวอยา่ งเปน็ นกั ศกึ ษาจำนวน 300 คน พบว่า ความเมตตากรณุ าต่อตนเองมสี หสัมพันธ์ทางลบกับการติดแอลกอฮอล์อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิตทิ ี่ r=-.16, p<.05 สอดคล้องกบั การวิจัยของ Miron, Orcutt, Hannan, และ Thompson (2014) ทีพ่ บว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมสี หสัมพนั ธท์ างลบกบั การติดแอลกอฮอล์ในกลุม่ นักศึกษาหญิงอย่าง มี นยั สำคัญทางสถิตทิ ่ี r=-.13, p<.01 โดยพบวา่ บุคคลทปี่ ระสบปญั หาการติดยาเสพติดประเภทแอลกอฮอล์ มกั เปน็ บคุ คลทีต่ ้องการหลีกเลี่ยงความวิตกกังวล ความเจบ็ ปวด หรอื ปัญหาตา่ ง ๆ ทีเ่ กดิ ขึ้นในชีวิต ดังน้ัน บุคคลท่มี ีระดบั ความเมตตากรุณาต่อตนเองสูงจึงเป็นผทู้ ี่มปี ัญหาการติดแอลกอฮอล์น้อยกว่าผู้ที่มีระดับ ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองต่ำ นอกจากนั้น การศึกษาของ Kelly, Zuroff, Foa, และ Gilbert (2010) ได้ดำเนินการวจิ ัยเชิงทดลองเพื่อตรวจสอบว่า ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองส่งผลอย่างไรตอ่ การเลิก สูบบุหร่ี มกี ลุ่มตัวอย่างเป็นบคุ คลทส่ี บู บุหร่จี ำนวน 126 คน พบวา่ ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ กลุม่ ตวั อยา่ งในเงอ่ื นไข ทดลองท่ไี ด้รับการเพ่มิ ระดบั ความเมตตากรุณาต่อตนเองสามารถลดจำนวนการสบู บุหรี่ในแต่ละวนั ได้เร็วกว่า กลุ่มควบคมุ ทง้ั นี้ การเพ่ิมระดับความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองของกลุ่มตวั อยา่ งในเง่อื นไขทดลองใช้วิธีการให้ กลุ่มตัวอย่างพดู คุยกับตนเอง ระบายความคับขอ้ งใจที่เกิดข้ึนจากความพยายามในการเลิกบุหรี่ รวมถึงให้ กำลงั ใจตนเองในการเลกิ บหุ รใ่ี ห้สำเร็จ
ปัจจยั ดา้ นบุคลกิ ภาพและทศั นคตทิ ีส่ ง่ ผลตอ่ การกระทาผดิ ซา้ ห น้ า | 25 ของผูต้ อ้ งขังหญิงทก่ี ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ จากข้อมลู ขา้ งตน้ สามารถกลา่ วโดยสรุปได้วา่ ความเมตตากรุณาต่อตนเองชว่ ยลดพฤติกรรมก ารก่ อ อาชญากรรม เพิม่ การมีสติระลกึ รู้ตัว และส่งเสริมใหบ้ คุ คลมีความตอ้ งการแก้ไขปรบั เปลยี่ นต นเอ งให้ดีข้ึน และหลกี เล่ยี งการกระทำผิดซำ้ รวมท้ังไมต่ ดิ ยาเสพติดประเภทตา่ ง ๆ อีกด้วย ดังนั้น ผูว้ จิ ัยจึงต้ังสมมติฐาน ข้อท่ี 1 ความเมตตากรณุ าต่อตนเองมีสหสัมพนั ธท์ างลบ และมีอทิ ธิพลทางตรงต่อการกระทำผิดซ้ำ ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองกบั ความรสู้ กึ ผดิ การวจิ ัยที่ตรวจสอบความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความเมตตากรณุ าต่อตนเองกบั ความรสู้ กึ ผิดทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับ อารมณ์ด้านลบของมนุษย์ พบผลการวจิ ยั สอดคล้องไปในทศิ ทางเดยี วกันวา่ ตวั แปรทัง้ สองน้ีมีสหสัมพันธ์ ทางบวกระหว่างกัน โดย Mosewich, Kowalski, Sabiston, Sedgwick, และ Tracy (2011) ดำเนินการ ศึกษาวิจยั มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อตรวจสอบวา่ ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองมีความสมั พันธ์กบั ความรู้สึกผิดและ ตัวแปรอ่นื ๆ อย่างไร มีกลมุ่ ตวั อย่างเป็นนักกีฬาหญิงจำนวน 151 คน ซง่ึ นกั กีฬาเปน็ กลมุ่ บคุ คลท่ีมักต้องเผชญิ กับความผิดพลาดหรอื ความผิดหวังจากการแข่งขันกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไมไ่ ด้ และนำไปสู่ความรู้สึกผดิ ความละอายใจ และความกลัวการถกู ประเมนิ ในแง่ลบ (Fear of negative evaluation) พบวา่ ความเมตตา กรุณาต่อตนเองมสี หสัมพันธท์ างบวกกับความรสู้ กึ ผิดอยา่ งมรี ะดบั นยั สำคัญทางสถติ ิท่ี r=.26, p<.01 เน่อื งจาก ระดับความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองเกยี่ วขอ้ งกบั ความสามารถในการจัดการกบั ความผดิ พลาด มองความผดิ พลาด ท่ีเกดิ ข้ึนด้วยความเข้าใจวา่ ทกุ คนสามารถกระทำผดิ ได้ จึงเกดิ เปน็ ความรสู้ ึกผดิ ตอ่ พฤติกรรมท่ตี นได้กระท ำ และมงุ่ แกไ้ ขพฤติกรรมทีผ่ ดิ พลาดที่เปน็ สาเหตุของความรูส้ ึกผดิ นั้น เป็นไปในทศิ ทางเดยี วกันกับการศึกษา วิจัยของ Woods และ Proeve (2014) ที่พบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีสหสัมพันธท์ างบวกกับ ความรู้สกึ ผดิ อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ r=.16, p<.05 ถึงแมว้ า่ จะเปน็ ระดบั ความสัมพั นธ์ท่ีไ ม่สูงมาก นัก แต่ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ดังกล่าวช่วยเสรมิ ความเข้าใจว่า ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองเปน็ ตัวแปรที่สามารถ นำไปสู่การแก้ไขพฤตกิ รรมไม่กลบั ไปกระทำผิดซำ้ ไดผ้ า่ นความรสู้ ึกผดิ ท่ีเป็นปัจจยั กระตุน้ ให้บคุ คลกลบั ไปแกไ้ ข พฤตกิ รรมอนั เปน็ สาเหตุของความรสู้ ึกผิด หากมองจากมมุ มองของบริบทผู้ต้องขังหญิงคดกี ารเสพยาเสพติด สามารถอนมุ านได้วา่ ผตู้ ้องขงั หญงิ ทมี่ ีความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองในระดบั สงู จะเปน็ บุคคลท่ใี หโ้ อกาสตนเอง ในการปรับปรุงแกไ้ ขสิ่งผดิ พลาดในชีวิตทีผ่ ่านมา เชน่ การเสพยาเสพติด การตอ้ งโทษในเรอื นจำ เมอื่ ได้รับ การปล่อยตัวและต้องเผชญิ กบั สถานการณ์ทอี่ าจนำมาสู่การเกดิ ความรู้สึกผดิ ซ้ำ ผู้ตอ้ งขังหญิงกลุ่มน้ีจะให้ โอกาสตนเองในการปรบั ปรงุ แกไ้ ขพฤตกิ รรมไปในทิศทางทีถ่ ูกต้อง และสามารถประเมินไดว้ า่ จะจัดการกับ ความรสู้ ึกผิดทเี่ กิดขึ้นอยา่ งไรจงึ จะไมต่ อ้ งกลบั ไปกระทำผิดซ้ำแบบเดิม ท้ังนี้ งานวิจยั จำนวนหนึ่งพบสหสัมพันธท์ างลบระหว่างความเมตตากรณุ าต่อตนเองกบั ความละอายใจ (Gilbert & Irons, 2009; Woods & Proeve, 2014) ซึง่ ความละอายใจเป็นตวั แปรทีม่ ักถูกกลา่ วถึงควบคกู่ ับ ความร้สู กึ ผิด เมอื่ เกิดความละอายใจจะสง่ ผลให้บุคคลมีความรู้สกึ ตอ่ ตนเองในดา้ นลบ กลา่ วโทษตนเองว่า เป็นคนเลว นำไปสู่ความตอ้ งการกำจดั ความรู้สึกด้านลบท่ีเกดิ ขึ้นโดยการใช้กลไกป้องกันต นเองมากก ว่า การแกไ้ ขพฤติกรรม (Tangney & Dearing, 2003b) หรืออาจกล่าวได้วา่ ความสัมพันธร์ ะหว่างความรสู้ ึกผิด
ห น้ า | 26 ปัจจัยด้านบคุ ลกิ ภาพและทศั นคติท่ีส่งผลต่อการกระทาผิดซ้า ของผู้ตอ้ งขังหญิงทก่ี ระทาผิดในคดีการเสพยาเสพตดิ และความละอายใจแปรผกผันกัน ท้งั น้ี มสี าเหตุมาจากองค์ประกอบหลกั ท้งั 3 องค์ประกอบของความเมตตา กรณุ าตอ่ ตนเองท่ีตรงกนั ข้ามกับคำจำกัดความของความละอายใจ ไดแ้ ก่ 1) องค์ประกอบที่ 1 การมเี มตตาต่อ ตนเองตรงกันขา้ มกบั การประเมินตนเองในทางลบเม่ือเกดิ ความละอ ายใจ 2) องค์ประกอบท่ี 2 การรับรู้ว่า ประสบการณท์ มี่ เี ปน็ สว่ นหน่ึงของความเป็นมนุษยต์ รงกันข้ามกับการกล่าวโทษหรอื ตำหนิต นเอง เมื่อ เกิด ความละอายใจ และ 3) องค์ประกอบที่ 3 การมีสติระลึกรู้ตวั ตรงกันขา้ มกับความละอายใจในมิติของ การเหมารวมความผิดพลาดของตนเอง จากท่ีกล่าวมาท้ังหมดจึงเป็นอนุมานได้ว่า ผู้ต้องขังหญิงทก่ี ระทำผิดในคดีการเส พยาเสพ ติดท่ีมี ความเมตตากรุณาต่อตนเองมแี นวโน้มที่จะเกดิ ความรู้สึกผดิ เม่ือกระทำผิด หรอื เกดิ ความรู้สึกผดิ ตอ่ พฤติกรรม ท่ผี า่ นมาในอดีต โดยผ้ตู ้องขงั หญิงดงั กลา่ วจะไมเ่ ลอื กการตำหนหิ รอื กลา่ วโทษตนเอง หากแต่มุ่งปรับปรงุ แกไ้ ข พฤตกิ รรมทเี่ ปน็ สาเหตุของความรู้สกึ ผิด เชน่ การเลกิ เสพยาเสพติด สง่ ผลให้ผู้ต้องขงั หญิงไม่กลบั มากระทำ ผิดซำ้ คดีการเสพยาเสพตดิ อกี ดงั นนั้ ผู้วิจัยจงึ ต้งั สมมตฐิ านขอ้ ท่ี 2 ความเมตตากรุณาต่อตนเองมีอิทธิพล ทางออ้ มต่อการกระทำผดิ ซำ้ โดยมีความรสู้ ึกผิดเป็นตัวแปรส่งผ่าน และสมมตฐิ านข้อที่ 2.1 ความเมตตา กรณุ าต่อตนเองมีสหสัมพนั ธ์ทางบวกกับความร้สู ึกผิด ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองกับความหวัง ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองมสี หสมั พนั ธ์ทางบวกกับความหวงั ซ่งึ เปน็ ตัวแปรด้านทัศนคตทิ บี่ ุคคลมตี อ่ เป้าหมาย ชว่ ยขับเคลอ่ื นบุคคลใหไ้ ปสู่เปา้ หมาย ประกอบไปดว้ ยการรับรู้ความสามารถของตนเองในการไปสู่ เปา้ หมาย และการวางแผนเพื่อนำตนเองไปสเู่ ป้าหมาย (Snyder และคณะ, 1991a) จากการศกึ ษาวจิ ยั ของ Yang, Zhang, และ Kou (2016) ดำเนนิ การศึกษาวจิ ยั ในกลุ่มตัวอยา่ งชาวจนี จำนวน 320 คน พบสหสัมพันธ์ ทางบวกระหว่างความเมตตากรุณาต่อตนเองกับความหวังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ r=.45, p<.001 เน่อื งจากระดบั ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองสงู ชว่ ยเพมิ่ ความเป็นไปไดใ้ นการระบเุ ป้าหมายท่ีบุคคลตอ้ งการใน ชีวิต และสง่ เสรมิ ให้บคุ คลเกิดความมัน่ ใจในการสร้างหนทางสู่เปา้ หมายไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและมปี ระสทิ ธิภาพ นอกจากนี้ การศึกษาวจิ ัยน้ยี ังพบดว้ ยว่า ความหวังเปน็ ตัวแปรส่งผา่ นระหว่างความเมตตากรณุ าต่อตนเองและ ความพึงพอใจในชวี ติ กลา่ วคือ ความเมตตากรณุ าตอ่ ตนเองทำใหบ้ คุ คลปราศจากทัศนคติแง่ลบ ต่อต นเอง จึงนำไปสกู่ ารมีความหวังท่ีเพ่มิ มากขน้ึ โดยไมเ่ กรงกลวั ท่จี ะตั้งเปา้ หมายและวางแผนเพือ่ นำไปสู่เป้าหมายท่ี ต้องการได้อย่างมีประสิทธภิ าพ เมื่อบคุ คลสามารถดำเนินตามเสน้ ทางดงั กล่าวไดก้ ็จะสง่ ผลใหบ้ ุคคลมีระดับ ความพึงพอใจในชวี ติ ที่เพิ่มสงู ขน้ึ ด้วยเชน่ กัน ความเมตตากรุณาตอ่ ตนเองและความหวงั เป็นตวั แปรทางบวกที่สำคัญต่อการดำเนินชีวติ ของบุคคล ทั้งสองตวั แปรดังกลา่ วต่างมีความสัมพนั ธ์กบั ตวั แปรเชิงบวกต่าง ๆ เช่น ความพึงพอใจในชวี ิต (Cotton Bronk, Hill, Lapsley, Talib, & Finch, 2009; Neff, 2003b) สุขภาวะทางจิตที่ดี ความสุข (Hollis-Walker & Colosimo, 2011) การเหน็ คุณค่าในตนเอง (Neff & Vonk, 2009) โดยความหวงั มสี หสัมพนั ธท์ างบวกกับ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352