Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรต้านทุจริต ป.5

หลักสูตรต้านทุจริต ป.5

Published by Yutthakan Chiatrakun, 2023-07-07 14:15:16

Description: หลักสูตรต้านทุจริต ป.5

Search

Read the Text Version

สารบญั หนา้ 1 โครงสรา้ งรายวิชา 2 หนว่ ยที่ 1 การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม 46 หนว่ ยที่ 2 ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจริต 81 หน่วยท่ี 3 STRONG / จติ พอเพยี งต่อต้านการทจุ รติ 110 หนว่ ยที่ 4 พลเมืองกบั ความรับผดิ ชอบต่อสังคม

โครงสร้างรายวชิ า ระดับประถมศกึ ษาชัน้ ปีท่ี 5 ลาดับ หนว่ ยการเรียนรู้ เรื่อง รวมช่ัวโมง - การคดิ แยกแยะ 14 1. การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ - ระบบคดิ ฐาน 2 ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม - ระบบคิดฐาน 10 10 6 - ความแตกต่างระหวา่ งจริยธรรม 10 และการทุจรติ 40 - ประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชน์ ส่วนรวม - การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วน ตนและผลประโยชน์สว่ นรวม - ผลประโยชนท์ บั ซ้อน 2. ความละอายและความไมท่ นต่อการ - การทาการบ้าน ทจุ ริต - การทาเวร - การสอบ - การแต่งกาย - กจิ กรรมนักเรียน (ในห้องเรียน โรงเรยี น ชุมชน) - การเข้าแถว - ความพอเพียง 3. STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการ - ความโปรง่ ใส ทุจริต - ความต่นื รู้ / ความรู้ - ตอ่ ตา้ นทุจรติ - มงุ่ ไปข้างหน้า - ความเอ้ืออาทร 4. พลเมืองกับความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม - เรือ่ งการเคารพสิทธหิ นา้ ที่ต่อตนเอง และผ้อู ื่น - ระเบียบ กฎ กติกา กฎหมาย - ความรบั ผิดชอบ (ต่อสงั คม) - ความเป็นพลเมือง รวม

-2- หนว่ ยที่ 1 การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตน กับผลประโยชน์ส่วนรวม

-3- แผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยที่ 1 ชอื่ หน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง การคิดแยกแยะ เวลา ๒ ชั่วโมง 1. ผลการเรยี นรู้ ๑.1 นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชน์ สว่ นรวม 2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 2.1 นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของผลประโยชนส์ ่วนตนได้ 2.2 นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของผลประโยชน์สว่ นรวมได้ 2.3 นักเรียนสามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม - ผลประโยชนส์ ่วนตน หมายถงึ ผลต่อบุคคลหรือกลุ่มในด้านของการงานหรือธุรกิจ รวมถึงการ ตดิ ตอ่ สมั พันธก์ บั เพื่อน ญาติ ทปี่ ระสงคใ์ ห้คนเหลา่ นไ้ี ด้ประโยชน์ - ผลประโยชน์ส่วนรวม หมายถึง ผลประโยชน์ของชุมชนโดยรวม ไม่ใช่ ผลประโยชน์ สว่ นบุคคล อาจได้มาโดยการเสยี สละประโยชน์สว่ นตน - การจาแนกแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมหมายถึงแยกได้ว่า การกระทาใดเปน็ ผลประโยชน์ส่วนตนและการกระทาใดเปน็ ผลประโยชน์สว่ นรวม 3.2 สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน 1) ความสามารถในการส่อื สาร 2) ความสามารถในการคิด 3.3 คณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค์ ซอ่ื สตั ย์สจุ รติ 4. กิจกรรมการเรียนรู้ 4.1 ข้นั ตอนการเรยี นรู้ ๑) ชวั่ โมงท่ี ๑ ๑) ครูใหน้ ักเรยี นชมวีดีทัศน์ข่าวเร่ือง แกไ้ มจ่ บสแี่ ยกกล้วยแขกทารถติด ผดิ กฎหมาย ๒) ครตู ้ังคาถาม ดังนี้ - อะไรเปน็ สาเหตุทที่ าใหแ้ มค่ ้าตอ้ งมาเร่ขายกล้วยแขกตามสแี่ ยกไฟแดง - การกระทาของแม่ค้ามผี ลกระทบอะไรบา้ ง ๓) ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 – ๕ คน

-4- ๔) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มไปแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับการกระทาท่ีแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ ส่วนตนหรือผลประโยชน์ส่วนรวม จากแหล่งเรียนรู้ต่าง เช่น ห้องสมุดโรงเรียน หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ๕) ครูให้นกั เรียนนาขอ้ มูลทไ่ี ดม้ าเขยี นแยกลงในใบงานที่กาหนดให้ถูกต้อง ๒) ชวั่ โมงที่ ๒ ๑. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการกระทาท่ีแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ส่วนตน กบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวมหนา้ ชั้นเรยี น ๒. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปการคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ดงั น้ี - ผลประโยชนส์ ว่ นตน หมายถึง ผลประโยชน์ท่ีทาแลว้ ตนเองเป็นผ้ไู ดร้ ับประโยชน์ - ผลประโยชน์ส่วนรวม หมายถงึ ผลประโยชนท์ ีท่ าแลว้ ส่วนรวมเป็นผู้ไดร้ บั ผลประโยชน์ ๓. ใหน้ กั เรียนแต่ละกลมุ่ จดั ทาปา้ ยนิเทศ เรื่อง การคดิ แยกแยะผลประโยชนส์ ่วนตนกบั ผลประโยชน์ สว่ นรวม แล้วนาไปติดภายในบรเิ วณโรงเรยี น เช่น ปา้ ยประชาสัมพนั ธข์ องโรงเรียน หนา้ หอ้ งสมดุ โรงอาหาร สนามเด็กเล่น ฯลฯ เพ่ือสร้างความตระหนักและให้เหน็ ความสาคัญ ของการคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม 4.2 สื่อการเรยี นรู้ / แหล่งการเรียนรู้ 1) วดี ิทัศน์ขา่ ว เร่ือง แกไ้ ม่จบสีแ่ ยกกลว้ ยแขกทารถตดิ ผิดกฎหมาย 2) ใบงาน เร่อื ง การแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม 3) หนงั สือพมิ พ์ ๔) ห้องสมุดโรงเรยี น ๕) อนิ เทอรเ์ นต็ 5. การประเมินผลการเรียนรู้ 5.1 วธิ กี ารประเมนิ ๑) ทดสอบ เร่ือง การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชนส์ ่วนรวม ๒) สังเกตพฤติกรรม ซื่อสัตย์สจุ ริต 5.2 เคร่อื งมือทีใ่ ชใ้ นการประเมิน ๑) แบบทดสอบ เร่ือง การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ๒) แบบสังเกตพฤติกรรม ซ่อื สัตยส์ จุ รติ 5.3 เกณฑก์ ารตดั สิน นกั เรยี นผา่ นเกณฑก์ ารประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ข้ึนไป ถอื ว่า ผ่าน 6. บนั ทึกหลังการจัดการเรียนรู้ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………….......................... ลงชอื่ ................................................ ครผู ูส้ อน (...............................................)

-5- 7. ภาคผนวก ใบงาน เรอื่ ง การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตน กบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ชื่อ............................................................................................................................ชั้น..............เลขท.่ี ............... คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนนาข้อมูลทส่ี บื ค้นมาแยกลงในตาราง ใหถ้ กู ต้อง การกระทาท่ีแสดงให้เหน็ ถึงผลประโยชนส์ ่วนตน การกระทาท่ีแสดงใหเ้ หน็ ถึงผลประโยชนส์ ่วนรวม ๑).............................................................................. ๑)............................................................................... .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. 2).............................................................................. 2)............................................................................... .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. 3).............................................................................. ๓)............................................................................... .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. 4).............................................................................. ๔)............................................................................... .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. 5).............................................................................. 5)............................................................................... .................................................................................. .................................................................................. .................................................................................. ..................................................................................

-6- แบบทดสอบ เร่อื ง การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตน กับผลประโยชนส์ ่วนรวม ชอ่ื .............................................................................................................ชั้น.....................เลขท.ี่ ................. คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนเขียนเครื่องหมาย √ หน้าข้อความที่เป็นการกระทาท่ีแสดงให้เหน็ ถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และเขยี นเคร่ืองหมาย x หน้าขอ้ ความทเ่ี ปน็ การกระทาท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงผลประโยชน์สว่ นตน ________ ๑. เดก็ ชายตณิ ขรี่ ถจักรยานยนตบ์ นทางเท้าสาธารณะ ________ ๒. เด็กชายกอ้ งช่วยเก็บขยะในบริเวณโรงเรยี น ________ ๓. เดก็ ชายตนู ไม่ตอ่ แถวซ้ืออาหาร ________ ๔. เด็กหญิงแพรวาชว่ ยรดน้าต้นไมภ้ ายในบริเวณโรงเรยี น ________ ๕. เด็กหญิงดารินสมคั รเปน็ คณะกรรมการโรงเรียน ________ ๖. นายโจน้ าอาหารข้ึนมารบั ประทานบนรถสาธารณะ ________ ๗. นายเรวัตนาโทรศทั พ์มือถอื มาชาร์จแบตเตอรร์ ใ่ี นสถานทร่ี าชการ ________ ๘. เด็กหญิงพลอยใสอาสาพาน้องอนุบาลไปส่งถึงหอ้ งเรยี น ________ ๙. นายแบงค์นาสุนัขของตนเองไปถา่ ยมูลในท่สี าธารณะ ________ ๑๐. นายพรเทพขับแท็กซ่นี าทรพั ยส์ นิ ทเ่ี ก็บได้ของผู้โดยสารไปสง่ ทส่ี ถานีตารวจ

-7- แบบสังเกตพฤตกิ รรม เรื่อง ซื่อสัตย์สจุ รติ คาชแี้ จง ให้นักเรยี นเขยี นเครื่องหมาย  ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั พฤตกิ รรมทเี่ กิดขึน้ จรงิ รายการ รู้จัก พูด แยกแยะ สรุปผล ความ ประโยชน์ เลขท่ี ชอื่ - สกลุ จรงิ ไม่ลกั ตรงไป ทาตวั สว่ นตน การประเมิน ขโมย ตรงมา น่าเช่ือถือ กบั ประโยชน์ ผ่าน ไม่ผ่าน สว่ นรวม เกณฑ์การประเมิน ลงชอ่ื ผปู้ ระเมิน ผ่านตัง้ แต่ ๓ รายการ ถอื วา่ ผา่ น ผา่ น ๒ รายการ ถอื ว่า ไมผ่ า่ น ( ) ///

-8- แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยท่ี 1 ช่อื หนว่ ย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๒ เรอ่ื ง ระบบคดิ ฐาน ๒ เวลา ๒ ชว่ั โมง 1. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวมได้ 2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถแยกผลประโยชน์ส่วนตนออกจากผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ๒.๒ นกั เรียนสามารถตระหนักถงึ ผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์สว่ นตน 3. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ “การปฏิบัติงานแบบใช้ระบบคิดฐาน๒ (Digital)” คือ การท่ีเจ้าหน้าท่ีของรัฐ มีระบบการคิด ทส่ี ามารถแยกเรื่องตาแหนง่ หนา้ ท่ีกบั เรื่องส่วนบุคคลออกจากกันได้อย่างชัดเจนส่ิงไหนถูกสิ่งไหนผิด สิ่งไหนทา ได้สิ่งไหนทาไม่ได้สิ่งไหนคือประโยชน์ส่วนบุคคลสิ่งไหน คือประโยชน์ส่วนรวม ไม่ นามาปะปนกัน ไม่นาบุคลากรหรือทรัพย์สินของราชการมาใช้เพื่อ ประโยชน์ส่วนบุคลไม่เบียดบังราชการ เห็นแก่ประโยชน์ ส่วนรวมหรือของหน่วยงานเหนือกว่าประโยชน์ส่วนบุคคล เครือญาติและพวกพ้องไม่แสวงหาประโยชน์จาก ตาแหน่งหน้าท่ีราชการ ไม่รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อ่ืนใดจากการปฏิบัติหน้าที่กรณีเกิดการขัดกันระหว่าง ประโยชนส์ ่วนบุคคลและประโยชน์สว่ นรวม ก็จะยดึ ประโยชนส์ ว่ นรวมเปน็ หลัก ๓.๒ สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น ๑) ความสามารถในการส่ือสาร ๒) ความสามารถในการคดิ ๓.๓ คุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ ๑) ซือ่ สตั ย์สจุ รติ 4. กจิ กรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ข้นั ตอนการเรียนรู้ ๑) ช่วั โมงที่ ๑ ๑. ครูนาข่าว “ทง้ิ หมัดเขา้ มุม คดีตัวอยา่ ง” และภาพแผนท่เี ปรียบเทียบป่าไม้ไทยปี ๒๕๐๖ – ปจั จุบนั ให้นกั เรยี นดู ๒. ครูถามนักเรยี นวา่ นกั เรยี นเหน็ อะไรบ้างในข่าว เมือ่ นักเรียนชว่ ยกนั ตอบเสรจ็ แลว้ ครูถาม นักเรยี นว่ารสู้ กึ อย่างไรต่อขา่ วนี้ให้ ๓. นักเรยี นแบ่งกลมุ่ ชว่ ยกันระดมสมองในประเด็นต่อไปนี้ 3.1 นกั เรียนคดิ ว่าสาเหตทุ ท่ี าใหเ้ กิดปัญหานข้ี ้นึ คอื อะไร 3.2 นกั เรียนคิดว่าตนเองมสี ว่ นรว่ มหรือเคยมสี ่วนทาใหเ้ กดิ เหตุการณ์ในภาพหรอื ไมอ่ ย่างไร 3.3 นักเรียนคดิ วา่ ปัญหาท่เี กิดขนึ้ จะแก้ไขได้อย่างไร ๔. ให้นักเรยี นบนั ทึกใบงาน เรือ่ ง ข่าว “ท้งิ หมัดเข้ามมุ คดตี วั อย่าง” ๕. ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานาเสนอหน้าชั้นเรียน และเปิดโอกาสให้คนอ่ืน แสดงความคิดเห็น ต่อประเดน็ ดว้ ย

-9- ๖. ครูเช่ือมโยงข่าวทิ้งหมัดเข้ามุม คดีตัวอย่าง และภาพแผนที่เปรียบเทียบป่าไม้ไทยปี ๒๕๐๖ - ปจั จุบนั ๒) ชว่ั โมงท่ี ๒ ๑. ครูอธิบายความรู้จากโรงเรียนสุจริตคดิ ฐาน ๒ ๒. ครูและนกั เรยี นสนทนาแนวทางการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมใหเ้ ปน็ ระบบการคิดฐาน ๒ ๓. นักเรียนสรปุ ความคดิ ในใบงาน เรอื่ ง สานกึ เพ่ือสว่ นรวม ๔.๒ ส่อื การเรียนรู้ / แหลง่ เรียนรู้ ๑) ใบความร้ขู า่ ว “ทิ้งหมัดเข้ามุม คดตี วั อยา่ ง” ๒) เอกสารโรงเรียนสจุ รติ คิดฐาน ๒ ๓) ภาพแผนทเ่ี ปรียบเทยี บป่าไมไ้ ทยปี ๒๕๐๖-ปัจจุบัน ๔) ใบงานท่ี ๑ เร่ือง ข่าว “ท้งิ หมัดเขา้ มุม คดตี ัวอย่าง” ๕) ใบงานท่ี ๒ เรือ่ ง สานกึ เพือ่ ส่วนรวม 1. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) สงั เกตการตอบคาถาม ๒) ตรวจผลงาน ๕.๒ เครื่องมือทใ่ี ช้ในการประเมิน ๑) แบบสังเกตตอบคาถาม ๒) แบบประเมินผลงาน ๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ ๑) นกั เรยี นผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ ๘๐ ข้ึนไป ถอื วา่ ผ่าน ๒) นักเรียนผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ ระดับดี ขนึ้ ไป ถอื วา่ ผ่าน 6. บนั ทึกหลงั การจัดการเรียนรู้ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………….......................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงช่อื .......................................ครผู สู้ อน (..........................................)

- 10 - 7. ภาคผนวก กล่มุ ท่ี............ ใบงานท่ี ๑ สมาชิกกลมุ่ เรอื่ ง ข่าว “ท้ิงหมดั เข้ามุม คดตี วั อยา่ ง” ๑............................................................................................................ ๒............................................................................................................ ๓............................................................................................................ ๔............................................................................................................ ๕............................................................................................................ ๖............................................................................................................ ๗........................................................................................................ .... ๘............................................................................................................ ๙............................................................................................................ ๑๐.......................................................................................................... ประเดน็ การวเิ คราะห์ ๑. นักเรยี นคิดว่าสาเหตุที่ทาให้เกิดปัญหาน้ขี นึ้ คอื อะไร ......................................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. ........................................... .................................................................................................................................................... .................... .............................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. ........................................... ๒. นกั เรียนคิดว่าตนเองมีส่วนร่วมหรือเคยมสี ว่ นทาใหเ้ กิดเหตุการณ์ในภาพหรือไม่ อย่างไร ............................................................................................................................. ........................................... .............................................................................................................................................................. .......... ........................................................................................................................ ................................................ ............................................................................................................................. ........................................... ............................................................................................................................. ........................................... ๓. นักเรยี นคิดวา่ ปัญหาทเี่ กดิ ขนึ้ จะแก้ไขได้อย่างไร .................................................................................................................................................................... .... ............................................................................................................................. ........................................... ............................................................................................................................. ........................................... ........................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ...........................................

- 11 - ใบความรู้ จาคุก 2 ปี 6 เดือน \"หมอชัยวัน\" ฐานใช้รถหลวงงานแต่งลูกสาว ศาลอาญาพิพากษาจาคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับหม่ืนบาท “นายแพทย์ชัยวัน เจริญโชคทวี อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล นารถหลวง-อุปกรณ์ไปใช้ในงานแต่ง สุดหรูท้ังที่บ้าน ท่ีโรงแรม โดยศาลยังปรานี ลดเหลือจาคุก 2 ปีคร่ึง ปรับ หนึ่งหมื่นบาท โดยโทษจาคุกให้รอลงอาญา 2 ปีศาลอาญารัชดา อ่านคาพิพากษา ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ย่ืน ฟอ้ งนายแพทยช์ ัยวัน เจรญิ โชคทวี อดตี คณบดคี ณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าท่ีซื้อ ทาจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ใช้อานาจในตาแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ี โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 จากกรณี เม่ือวันที่ 13 มกราคม 2554 ขณะจาเลย ดารงตาแหน่งคณบดี คณะแพทยศาสตร์ ได้ใช้อานาจหน้าท่ีโดยทุจริต ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าท่ีนา เก้าอี้ 100 ตัว พร้อมผ้าปลอกคุมเก้าอี้ / เครื่องถ่ายวิดีโอ 2 เครื่อง / เคร่ืองเล่นวิดีโอ / กล้องถ่ายรูป และผา้ เตน็ ทห์ ลายผืน เพอื่ นาไปใช้ในงานวิวาห์บุตรสาวจาเลยท่ีบ้านพักส่วนตัว รวมท้ังรถยนต์ รถตู้ ส่วนกลาง อีก 4 คัน เพื่อใช้รับส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิธี และขนย้ายอุปกรณ์ ทั้งท่ีบ้านพักและงานฉลองมงคลสมรส ทโ่ี รงแรมซ่งึ ล้วนเปน็ ทรพั ยส์ นิ ของทางราชการ การกระทาของจาเลยนับเป็นการใช้อานาจโดยทุจริต เพ่ือประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล ต่อมาเดือนกันยายน 2556 คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ได้ช้ีมูลความผิดวินัยและอาญากับจาเลย โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษ จาเลยตามความผิดด้วย ครั้งแรกจาเลยให้การปฏิเสธ แต่ต่อมา ให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดีศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานโจทก์แล้วเหน็ วา่ การกระทาของจาเลยเป็นการทุจริตต่อตาแหน่งหน้าท่ีตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ จาคกุ 5 ปี และปรับ 20,000 บาท คาใหก้ ารรบั สารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหน่ึง คงจาคกุ จาเลยไว้ 2 ปี 6 เดอื นและปรับ 10,000 บาท อย่างไรก็ดีจาเลยได้สานึกผิด และชดใช้ค่าเสียหายคืน ให้แก่รัฐทันที ประกอบกับเป็นแพทย์ทาคุณประโยชนต์ ่อสังคม และไม่เคยต้องโทษจาคุกมาก่อน ศาลจึงเห็นควรให้ รอลงอาญา

- 12 - ภาพเปรียบเทยี บแผนทป่ี ่าไมไ้ ทย ปี 2506 – ปัจจบุ ัน แผนท่ีปา่ ไม้ไทย ปี 2506 แผนทีป่ า่ ไม้ไทยปจั จบุ ัน แผนทีแ่ สดงป่าไม้ท่ีสบื คน้ ได้จากการคน้ คว้า กรมป่าไม้เม่อื ปี ๒๕๖๐ เปรียบเทยี บกับแผนท่พี ื้นท่ปี า่ ไม้ปัจจบุ นั

- 13 -

- 14 - ใบงานที่ ๒ เรอ่ื ง สานกึ เพอ่ื สว่ นรวม ช่ือ-สกุล.....................................................................ชัน้ ป.๕/.................. เลขท.่ี ....................... กรณศี ึกษา ขณะที่นักเรียนอยู่ในห้องสมุด นักเรียนชอบหนังสือเล่มหนึ่งมาก เพราะมีภาพการ์ตูนตัวโปรด เมอ่ื นักเรยี นเอาไปให้เพือ่ นดู เพ่ือนของนกั เรยี นแนะนาว่าใหฉ้ กี หน้าท่มี ีการต์ นู นี้ไปก็ได้ ไม่มใี ครรู้ ๑. นักเรียนเหน็ ดว้ ยกบั เพ่อื นหรือไม่ ………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ๒.หากนักเรยี นฉีกหนา้ หนงั สือไป จะสง่ ผลอยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ๓. นักเรียนเคยเห็นหนังสือในห้องสมุดที่ถกู ฉีกไปหรือไม่ นักเรยี นร้สู กึ อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………..… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ๔. หากทกุ คนท่ีอยากไดห้ นังสือ ตา่ งกฉ็ ีกหนังสอื กันหมด อะไรจะเกิดขึน้ ………………………………………………………………………………………………………………………... ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... ………………………………………………………………………………………………………………………………………….... …………………………………………………………………………………………………………………………………………....

- 15 - แบบสงั เกตพฤติกรรม เรอ่ื ง ซอื่ สัตย์สุจริต คาชแี้ จง ให้นักเรียนเขียนเครือ่ งหมาย  ลงในชอ่ งทต่ี รงกับพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ รายการ รู้จกั แยกแยะ พดู ประโยชน์ สรุปผล เลขท่ี ชอ่ื - สกลุ ความ ไม่ลกั ตรงไป ทาตัว สว่ นตน การประเมิน จริง ขโมย ตรงมา นา่ เชอื่ ถอื กบั ประโยชน์ ส่วนรวม ผา่ น ไมผ่ ่าน เกณฑ์การประเมนิ ผา่ นตัง้ แต่ ๔ รายการ ถือว่า ผ่าน ผ่าน ๑ - ๓ รายการ ถอื ว่า ไมผ่ ่าน ลงชอ่ื ผปู้ ระเมนิ ( ) ///

- 16 - แบบประเมินพฤติกรรมการทางานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... สมาชิกในกลุ่ม 1. 2....................................................................... ................................................................... 3. 4....................................................................... ...................................................................... 5. 6............................................................................................................................................. 7. 8....................................................................... ...................................................................... 9. 10....................................................................... ................................................................. คาชี้แจง: ใหน้ กั เรยี นเขียนเคร่ืองหมาย  ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั ความเปน็ จริง พฤติกรรมที่สังเกต คะแนน 1 32 1. มสี ่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็ 2. มีความกระตือรอื รน้ ในการทางาน 3. มีความรับผดิ ชอบในงานท่ไี ดร้ บั มอบหมาย 4. มขี ั้นตอนในการทางานอยา่ งเปน็ ระบบ 5. ใชเ้ วลาในการทางานอยา่ งเหมาะสม รวม เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมทท่ี าเปน็ ประจา ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมทีท่ าเป็นบางครง้ั ให้ 1 คะแนน พฤตกิ รรมทีท่ าน้อยครั้ง เกณฑ์การให้คะแนน ระดบั คุณภาพ ช่วงคะแนน ดี 13-15 ปานกลาง 8-12

- 17 - แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยที่ 1 ชือ่ หน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๓ เรื่อง ระบบคดิ ฐาน ๑๐ เวลา ๒ ชว่ั โมง ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรูค้ วามเขา้ ใจเก่ียวกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นกั เรียนสามารถแยกผลประโยชน์ส่วนตนออกจากผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๒.๒ นักเรียนตระหนักถงึ ผลประโยชน์สว่ นรวมมาก่อนผลประโยชน์สว่ นตนได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐยังมีระบบการคิดท่ีนาประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมมาปะปนกัน แยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนคือประโยชน์ส่วนตน ส่ิงไหนคือประโยชน์ส่วนรวม นาส่ิงของราชการมาใช้ เพื่อประโยชน์ส่วนตน เบียดบังราชการ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าประโยชน์ส่วนรวมหรือ ของหน่วยงาน จะคอยแสวงหาประโยชน์จากตาแหน่งหน้าที่ราชการเพื่อตนเอง เครือญาติ หรือพวกพ้อง กรณเี กดิ การขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์ส่วนตนและประโยชนส์ ว่ นรวมจะยดึ ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ๓.๒ สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน ๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร ๒) ความสามารถในการคดิ ๓.๓ คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ ซ่อื สตั ย์สุจรติ ๔. กิจกรรมในการเรยี นรู้ ๔.๑ ขน้ั ตอนการเรียนรู้ ๑) ชว่ั โมงที่ ๑ 1. ครูใหน้ ักเรยี นหาขา่ วหรอื เหตกุ ารณ์เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันหรือกลโกง มาคนละ 1 ข่าว โดยครูสั่งล่วงหนา้ ๑ สัปดาห์) 2. ครใู หน้ ักเรียนดสู ื่อวีดิทัศน์ ป.ป.ช. หน่วยท่ี ๓ เรื่อง ทุจริตถนน และจราจรเรียกเงิน จาก เว็บไซต์ https://youtube/inlY6znizw 3. ครแู ละนักเรยี นสนทนาเก่ยี วกบั เรอ่ื งทจุ รติ ถนน และจราจรเรยี กเงนิ 4. ครูใหน้ ักเรียนนาข่าวที่เตรยี มมาทาลงในใบงานท่ี ๑ เรอ่ื งวเิ คราะห์ข่าว แล้ววิเคราะห์ข่าว ตามประเด็นท่ีกาหนดให้ 5. ครูเลือกนักเรียนออกมานาเสนอข่าวหน้าช้ันเรียนเพ่ือเป็นการแลกเปล่ียนรู้กับเพื่อน ในช้ันเรียน

- 18 - ๒) ชวั่ โมงที่ ๒ ๑. ครแู บ่งกลุ่มนกั เรียน ตอบคาถาม ขอ้ ท่ี ๑-๔ ลงในใบงานที่ ๒ เรอื่ ง รว่ มรกั ษ์ชาติ ๑.๑ นกั เรยี นคิดวา่ เพราะเหตใุ ดคนจงึ คิดทจุ รติ ถ้าเป็นนักเรยี นจะคดิ เชน่ น้ันหรอื ไม่ เพราะเหตุใด ๑.๒ ใหน้ กั เรยี นเสนอแนวทางในการปอ้ งกันการทุจรติ ๑.๒ การทจุ รติ จะส่งผลต่อชาติ บา้ นเมืองอย่างไร ๑.๓ ในฐานะของนักเรียนควรปฏบิ ัติตนอย่างไรจงึ จะมสี ่วนร่วมในการดารงไวซ้ ึ่งชาตไิ ทย ๒. ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ เขียนคาขวัญเพ่ือรณรงคแ์ ละปลูกจิตสานกึ การป้องกันการทจุ ริต ๓. ให้นักเรียนสง่ ตัวแทนนาเสนอผลงาน แลว้ นาไปตดิ ป้ายนิเทศ ๔.๒ สอื่ การเรียนรู้ / แหล่งเรยี นรู้ ๑) ใบงานท่ี ๑ เรอื่ ง วิเคราะห์ขา่ ว ๒) ใบงานท่ี ๒ เร่อื ง ร่วมรกั ษ์ชาติ ๓) สอ่ื วดี ทิ ศั น์ ป.ป.ช. หน่วยท่ี ๓ ทุจรติ ถนน และจราจรเรียกเงนิ จากเวบ็ ไซต์ https://youtube/NwRuG_200Oc ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) ตรวจผลงาน ๒) สงั เกตพฤตกิ รรม ซือ่ สตั ย์สุจรติ ๕.๒ เครอื่ งมือท่ใี ช้ในการประเมนิ ๑) แบบประเมินผลงาน ๒) แบบสังเกตพฤติกรรม ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ 5.3 เกณฑ์การตดั สิน ๑) นกั เรยี นผ่านเกณฑก์ ารประเมินร้อยละ ๘๐ ขน้ึ ไป ถือว่า ผา่ น ๒) นกั เรยี นผ่านเกณฑ์การประเมิน ระดับดี ข้ึนไป ถือวา่ ผ่าน 6. บนั ทกึ หลงั การจัดการเรยี นรู้ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………….......................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงช่ือ.......................................ครผู ูส้ อน (.........................................)

7. ภาคผนวก - 19 - ใบงานที่ ๑ เร่ือง การวิเคราะห์ขา่ ว ชอื่ -สกลุ ......................................................................................ชนั้ ป๕/................. เลขท่ี................. ติด ติดข่าว ชื่อขา่ ว.................................................................................................................................................. แหล่งที่มา............................................................................................................................................. ประเดน็ วิเคราะห์ ๑. ข่าวทีน่ ักเรียนนามาสง่ ผลกระทบตอ่ ใครบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. นักเรยี นรสู้ ึกอยา่ งไรต่อข่าวท่ีนามา ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

- 20 - กลุ่มที่............ ใบงานที่ ๒ สมาชิกกลุ่ม เร่อื ง ร่วมรกั ษช์ าติไทย ๑............................................................................................................ ๒............................................................................................................ ๓............................................................................................................ ๔................................................................................................. ........... ๕............................................................................................................ ๖............................................................................................................ ๗............................................................................................................ ๘............................................................................................................ ๙............................................................................................................ ๑๐........................................................................................................... ๑. เพราะเหตใุ ดคนจงึ คิดทจุ ริต ถ้าเป็นนกั เรยี นจะคดิ เชน่ น้ันหรอื ไม่เพราะเหตใุ ด …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ใหน้ ักเรยี นเสนอแนวทางในการป้องกนั การทจุ ริต …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. การทุจรติ จะสง่ ผลต่อชาติ บา้ นเมืองอย่างไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. ในฐานะของนักเรียนควรปฏิบัติตนอยา่ งไรจึงจะมสี ว่ นรว่ มในการดารงไว้ซ่ึงชาติไทย …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

- 21 - แบบประเมนิ พฤติกรรมการทางานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... สมาชกิ ในกล่มุ 1. ...................................................... 2......................................................... 3. ................................................... 4......................................................... 5. ..................................................... 6......................................................... 7. ...................................................... 8. ....................................................... 9. .......................................................10....................................................... คาชีแ้ จง: ใหน้ ักเรียนเขยี นเครอ่ื งหมาย  ลงในช่องทีต่ รงกบั ความเปน็ จรงิ พฤตกิ รรมทส่ี ังเกต 3 คะแนน 1 2 1. มีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็ 2. มคี วามกระตอื รอื ร้นในการทางาน 3. รับผิดชอบในงานท่ีไดร้ บั มอบหมาย 4. มขี ัน้ ตอนในการทางานอยา่ งเปน็ ระบบ 5. ใช้เวลาในการทางานอย่างเหมาะสม รวม ให้ 3 คะแนน ให้ 2 คะแนน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 1 คะแนน พฤติกรรมทที่ าเปน็ ประจา พฤตกิ รรมทท่ี าเป็นบางครั้ง พฤติกรรมท่ีทาน้อยครั้ง เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ 13-15 ดี 8-12 ปานกลาง ๕-๗ ปรับปรุง

- 22 - แบบประเมนิ ผลงาน เรอ่ื ง ............................................................................................. คาชี้แจง : ทาเครื่องหมาย  ลงในช่องระดบั คะแนนพฤตกิ รรมที่นกั เรียนปฏิบัติได้ตามเกณฑ์การประเมนิ หวั ขอ้ ประเมิน ความ ความคดิ สรปุ การ เรยี บรอ้ ย สรา้ งสรรค์ ระดบั คะแนน ความถูกต้อง รวม ประเมิน ชอ่ื -สกุล 321 321 321 ลาดบั คะ ผล หมายเหตุ ท่ี แนน ไม่ ผ่าน ผ่าน 1. 2. - 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. เกณฑ์การตัดสิน คะแนน 8 - 9 = ดีมาก คะแนน 6 - 7 = ปานกลาง คะแนน 4 - 5 = พอใช้ คะแนนตา่ กวา่ 4 = ปรบั ปรุง

- 23 - เกณฑก์ ารประเมินผลงาน เรือ่ ง คาขวญั รณรงค์ และปลูกจติ สานกึ การปอ้ งกันการทุจรติ และการจัดป้ายนเิ ทศ ประเดน็ เกณฑ์การให้คะแนน การประเมนิ ความถูกตอ้ ง ๓๒ ๑ ๑. สะกดคาได้ถกู ต้อง ความเรียบร้อย ๑. สะกดคาได้ถูกต้อง ๑. สะกดคาได้ถูกต้อง ๒. เน้ือหาตรงตามหวั ข้อเร่อื ง ความคดิ ๒. เน้ือหาตรงตามหัวข้อเรอ่ื ง ๒. เน้อื หาตรงตามหวั ข้อเร่อื ง งานเสรจ็ ทนั เวลา สร้างสรรค์ ๓. รปู แบบเขยี นทถ่ี ูกต้อง ๑. ตกแตช่ น้ิ งานไดส้ วยงามดี มาก ตามกาหนด (คาขวัญ) ๒.ใช้สานวนภาษาสละสลวย นา่ สนใจ ทางานเป็นระเบยี บเรยี บร้อย ทางานเป็นระเบียบ งานเสร็จ สวยงาม งานเสร็จทนั เวลาที่ ทันเวลา กาหนด ๑. ตกแตช่ ้นิ งานได้สวยงามดี ๑. ตกแตช่ ิ้นงานได้สวยงามดี มาก มาก ๒.ใช้สานวนภาษาสละสลวย ๒.ใช้สานวนภาษาสละสลวย น่าสนใจ นา่ สนใจ ๓.มคี วามคดิ รเิ รม่ิ สร้างสรรค์

- 24 - แบบสังเกตพฤตกิ รรม เรือ่ ง ซอื่ สตั ย์สุจรติ คาช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นเขียนเครือ่ งหมาย  ลงในชอ่ งทต่ี รงกบั พฤตกิ รรมที่เกิดขน้ึ จรงิ รายการ รู้จัก แยกแยะ สรุปผล เลขท่ี ชอ่ื - สกลุ พูด ไม่ลกั ตรงไป ทาตวั ประโยชน์ การประเมิน ความ ขโมย ตรงมา นา่ เชอ่ื ถือ ส่วนตน จริง กบั ประโยชน์ ผา่ น ไมผ่ ่าน ส่วนรวม เกณฑก์ ารประเมิน ๓ รายการ ถอื วา่ ผ่าน ผา่ นตั้งแต่ ๒ รายการ ถอื วา่ ไมผ่ า่ น ผ่าน ลงชอื่ ผ้ปู ระเมิน ( ) ///

- 25 - แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยท่ี 1 ช่ือหน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๔ เรื่อง ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ ริต เวลา ๒ ชัว่ โมง 1. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ นกั เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถบอกความหมายของจริยธรรมได้ ๒.๒ นักเรียนสามารถบอกความหมายของการทุจรติ ได้ ๒.๓ นักเรียนสามารถบอกความแตกต่างระหวา่ งจริยธรรมและการทุจริตได้ 3. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ - จรยิ ธรรม หมายถงึ พฤติกรรมทแ่ี สดงออกเชงิ บวกปฏิบัติจนเปน็ นสิ ัย เปน็ ส่ิงที่ผู้อ่ืนและสังคมยอมรบั - การทุจริต หมายถึง สิ่งท่ีไม่ดี มีการแสวงหาหรือเอาผลประโยชน์ของส่วนรวมมาเป็นของส่วนตัว ทั้ง ที่ตนเองไม่ได้มีสิทธิ ในสิ่ง นั้น การยึดถือเอาดังกล่าวจะถือเป็นสิ่งท่ีผิด ทั้ง ในแง่ของกฎหมายและ ศีลธรรม ๓.๒ สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน ๑) ความสามารถในการสื่อสาร ๒) ความสามารถในการคดิ ๓) ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต ๓.๓ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ซ่ือสัตย์สจุ ริต 4. กจิ กรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ข้ันตอนการเรียนรู้ ๑) ชัว่ โมงท่ี ๑ ๑. ครใู หน้ ักเรยี นชมวดี ิทศั น์ เรื่อง “ หักเหลี่ยมคอร์รัปชัน เริม่ ท่ีคณุ จบท่คี ุณ ” ๒. ครใู ห้นักเรยี นแบ่งกลุ่มออกเป็น ๕ กลุ่ม แล้วให้นักเรียนต้ังคาถามจากการชมวีดิทัศน์ โดย ครกู าหนดคาถามใหใ้ ช้คาว่า “ทาไม” “เพราะเหตใุ ด” “ผลเป็นอยา่ งไร” เช่น เพราะเหตใุ ดโดมจึงพังลง เปน็ ตน้ ๓. ครูให้นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง “การทุจริต” จากนั้นครูอธิบายความหมายของการ ทุจริต ๒) ชวั่ โมงท่ี ๒ ๑. ครใู ห้นักเรียนยกตัวอยา่ งของเหตุการณห์ รือการกระทาที่แสดงถึงการทุจริตต่าง ในสังคมไทย ๒. ครใู ห้นักเรียนศึกษาใบความรู้ เร่ือง จริยธรรม จากนั้นครอู ธิบายความหมายของจรยิ ธรรม ๓. ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างของเหตุการณ์หรือการกระทาที่แสดงถึงจริยธรรมต่าง ใน สงั คมไทยเชน่ ข้าราชการไมร่ ับของขวัญจากผมู้ าติดตอ่ ราชการ ๔. ครูให้นักเรียนเขียนการกระทาที่แสดงให้เห็นถึงการมีจริยธรรมและการกระทาที่แสดงให้ เหน็ ถงึ การทจุ รติ ลงในใบงาน เร่ือง ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ รติ

- 26 - ๕. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรปุ ความแตกตา่ งระหว่างจริยธรรมและการทจุ ริต ดังน้ี จริยธรรม หมายถึง แนวทางซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ในการประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และเป็นลักษณะที่สังคมต้องการเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวม บุคคลท่ีมีจริยธรรมอยู่ ในตนเอง ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในสังคมและสามารถดาเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข เป็นคนท่ีมี คุณภาพและเป็นท่ียอมรับของสงั คมส่วนรวม การทุจรติ คือ การคดโกง ไม่ซือ่ สัตยส์ ุจรติ การกระทาทีผ่ ิดกฎหมาย เพ่ือใหเ้ กิดความ ไดเ้ ปรยี บในการแข่งขัน การใชอ้ านาจหนา้ ทีใ่ นทางท่ผี ิดเพ่ือแสวงหาประโยชน์หรอื ให้ได้รับสิง่ ตอบแทน การให้ หรือการรบั สนิ บน การกาหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์แกต่ นหรือพวกพอ้ งรวมถงึ การทุจริตเชงิ นโยบาย ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจรติ คือ จรยิ ธรรมเปน็ แนวทางซง่ึ เป็น กฎเกณฑใ์ นการประพฤตปิ ฏิบัตใิ นสิ่งท่ีถูกต้องดีงาม ส่วนการทจุ รติ คือ การคดโกง ไม่ซ่ือสตั ยส์ ุจริต การกระทาที่ ผิดกฎหมาย ๔.๒ สอ่ื การเรยี นรู้ /แหล่งการเรยี นรู้ ๑) วดี ิทศั น์ เรื่อง หักเหลยี่ มคอร์รัปชัน่ เริม่ ท่ีคุณ จบท่ีคุณ จากเวบ็ ไซต์ https://www.youtube.com/watech?v=ihlY๖zniZw ๒) ใบความรู้ เร่อื ง การทุจรติ ๓) ใบความรู้ เร่อื ง จรยิ ธรรม ๔) ใบงาน เรื่อง ความแตกตา่ งระหวา่ งจริยธรรมและการทจุ รติ 5. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมนิ ๑) ตรวจผลงานการทาใบงาน เรื่อง ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ ริต ๒) สงั เกตพฤติกรรมซือ่ สตั ยส์ ุจริต 5.2 เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้ในการประเมิน ๑) แบบใหค้ ะแนนการตรวจผลงาน เร่อื ง ความแตกตา่ งระหวา่ งจริยธรรมและการทจุ ริต ๒) แบบสังเกตพฤติกรรมซ่อื สัตยส์ ุจริต ๕.๓ เกณฑ์การตัดสนิ นักเรยี นผ่านเกณฑก์ ารประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ขนึ้ ไป ถือวา่ ผ่าน 6. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงชอื่ .......................................ครผู ู้สอน (.........................................)

- 27 - 7. ภาคผนวก ใบความรู้ เรื่อง การทุจรติ การทจุ รติ ปัญหาการทุจริต เป็นปัญหาที่สาคัญทั้งของประเทศไทยและประเทศอ่ืน ท่ัวโลก ปัญหาการทุจริต จะทาให้เกิดความเส่ือมในด้านต่าง เกิดข้ึน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และนับวันปัญหาดังกล่าวก็จะ รุนแรงมากขึ้น และมีรูปแบบการทุจริตที่ซับซ้อน ยากแก่การตรวจสอบมากข้ึน จากเดิมที่กระทาเพียงสองฝ่าย ปัจจุบันการทุจริตจะกระทากันหลายฝ่าย ท้ังผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และเอกชน โดย ประกอบด้วยสองส่วนใหญ่ คือ ผู้ให้ผลประโยชน์กับผู้รับผลประโยชน์ ซึ่งท้ังสองฝ่ายน้ีจะมีผลประโยชน์ ร่วมกัน ตราบใดท่ีผลประโยชน์สมเหตุสมผลต่อกัน ก็จะนาไปสู่ปัญหาการทุจริตได้ บางครั้งผู้ที่รับผลประโยชน์ก็ เป็นผ้ใู หป้ ระโยชน์ไดเ้ ชน่ กนั โดยผู้รบั ผลประโยชน์และผใู้ หผ้ ลประโยชน์ คือ ๑. ผู้รับผลประโยชน์ จะเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ซึ่งมีอานาจ หน้าที่ในการกระทา การดาเนินการต่าง และรบั ประโยชน์จะเป็นไปในรูปแบบต่าง เช่น การจัดซ้ือจัดจ้าง การเรียกรับประโยชน์โดยตรง การกาหนด ระเบียบหรือคุณสมบัติทเ่ี อือ้ ตอ่ ตนเองและพวกพ้อง ๒. ผใู้ หผ้ ลประโยชน์ เชน่ ภาคเอกชน โดยการเสนอผลตอบแทนในรูปแบบต่าง เช่น เงิน สิทธิพิเศษ อ่ืน เพ่ือจูงใจให้นักการเมือง เจ้าหน้าท่ีของรัฐ กระทาการหรือไม่กระทาการอย่างใดอย่างหน่ึงในตาแหน่ง หนา้ ที่ ซึ่งการกระทาดงั กลา่ วเป็นการกระทาท่ฝี ่าฝืนต่อระเบยี บหรือผดิ กฎหมาย เป็นต้น ทุจรติ คอื อะไร คาวา่ ทจุ ริต มีการใหค้ วามหมายได้มากมาย หลากหลาย ขึน้ อยูก่ ับวา่ จะมกี ารให้ความหมายดังกล่าวไว้ ว่าอย่างไร โดยที่คาว่าทุจริตนั้น จะมีการให้ความหมายโดยหน่วยงานของรัฐ หรือการให้ความหมายโดยกฎหมาย ซ่ึงไม่ว่าจะเป็นการให้ความหมายจากแหล่งใด เนื้อหาสาคัญของคาว่าทุจริตก็ยังคงมีความหมายท่ีสอดคล้องกันอยู่ นัน่ คอื การทจุ ริตเปน็ สงิ่ ทไ่ี ม่ดี มกี ารแสวหาหรอื เอาผลประโยชน์ของสว่ นรวม มาเป็นของส่วนตวั ทัง้ ท่ีตนเอง ไม่ได้มสี ทิ ธใิ นสงิ่ นั้น การยึดถือ เอามาดงั กลา่ วจงึ ถือเป็นส่งิ ที่ผดิ ทัง้ ในแง่ของกฎหมายและศีลธรรม ดังน้ัน การทจุ ริตคือ การคดโกง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต การกระทาท่ีผิดกฎหมาย เพ่ือให้เกิดความได้เปรียบ ในการแขง่ ขัน การใช้อานาจหน้าท่ีในทางท่ีผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์หรือให้ได้รับสิ่งตอบแทน การให้หรือการ รบั สินบน การกาหนดนโยบายที่เอือ้ ประโยชน์แกต่ นหรือพวกพ้องรวมถึงการทจุ รติ เชงิ นโยบาย

- 28 - ใบความรู้ เร่อื ง จริยธรรม ความดีงามทางสังคม ถือเป็นกฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทาง แหง่ ความประพฤติปฏบิ ตั ิให้มนุษยอ์ ยู่ร่วมกันในสงั คมอย่างเป็นสุข การศึกษาเร่ืองจริยธรรม จึงเป็นหนึ่งในวิชา ปรัชญาทศี่ กึ ษาเกี่ยวกับความดีงามทางสงั คมมนุษย์ ความหมายของ จรยิ ธรรม จริยธรรม หมายถึง ส่ิงท่ีทาได้ในทางวินัยจนเกิดความเคยชินมีพลังใจ มีความตั้งใจแน่วแน่จึงต้อง อาศยั ปัญญา และปญั ญาอาจเกิดจากความศรัทธาเช่ือถือผู้อื่น ในทางพุทธศาสนาสอนว่า จริยธรรมคือการนา ความรู้ ความจริงหรอื กฎธรรมชาตมิ าใช้ให้เปน็ ประโยชนต์ ่อการดาเนินชวี ติ ที่ดีงาม (พระราชวรมุนี) พจนานกุ รมไทยฉบับราชบณั ฑติ สถาน (๒๕๔๖ ) ให้ความหมายของจริยธรรมไว้ว่า หมายถึง ธรรมที่ เปน็ ข้อประพฤตปิ ฏิบัติ โคลเบิร์ก (Kohlberg ๑๙๗๒ : ๒๑๒) กล่าวถึงจริยธรรมว่า จริยธรรมเป็นความรู้สึกผิดชอบช่ัวดี เป็นกฎเกณฑ์และมาตรฐานของการประพฤติปฏิบัติในสังคมซึ่งบุคคลพัฒนาข้ึนจนกระทั่งมีพฤติกรรมเป็นของ ตนเอง โดยสังคมจะเป็นตัวตดั สนิ ผลของการกระทา นัน้ ว่าเปน็ การกระทา ที่ถูกหรอื ผดิ จากความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า จริยธรรม หมายถึงแนวทางซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ในการประพฤติ ปฏบิ ัติในสิ่งทถี่ กู ตอ้ งดงี าม และเป็นลกั ษณะทส่ี งั คมตอ้ งการเปน็ ส่งิ ที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมส่วนรวม บุคคลท่ีมีจริยธรรมอยู่ในตนเอง ย่อมเป็นท่ียอมรับนับถือของคนในสังคมและสามารถดาเนินชีวิตได้อย่างเป็น ปกติสขุ เป็นคนทม่ี ีคุณภาพและเปน็ ทย่ี อมรบั ของสงั คมสว่ นรวม

- 29 - ใบงาน เร่ือง ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทุจริต ชอื่ ......................................................................................................................ช้นั ....................เลขท.่ี ............... คาช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นเขยี นการกระทาท่ีแสดงให้เหน็ ถึงจรยิ ธรรมและการกระทาที่แสดงให้เห็นถงึ การทจุ รติ ลงในแผนผังทกี่ าหนดให้ การกระทา การทุจรติ จรยิ ธรรม

- 30 - แบบสังเกตพฤตกิ รรม เรื่อง ซื่อสตั ย์สจุ รติ คาชี้แจง ให้นักเรียนเขียนเครื่องหมาย  ลงในช่องทต่ี รงกับพฤตกิ รรมท่ีเกิดขึน้ จริง รายการ รจู้ ัก แยกแยะ สรุปผล การประเมนิ เลขที่ ช่อื - สกลุ พดู ไมล่ ัก ตรงไป ทาตัว ประโยชน์ ความ ขโมย ตรงมา น่าเช่ือถอื ส่วนตน จริง กบั ประโยชน์ ผา่ น ไม่ผา่ น ส่วนรวม เกณฑ์การประเมนิ ผา่ นตงั้ แต่ ๓ รายการ ถือว่า ผา่ น ผ่าน ๒ รายการ ถือว่า ไมผ่ ่าน ลงชอ่ื ผปู้ ระเมนิ ( ) ///

- 31 - แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยท่ี 1 ชอื่ หน่วย การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๕ เรอื่ ง ประโยชน์สว่ นตนกบั ประโยชน์สว่ นรวม เวลา ๒ ชว่ั โมง 1. ผลการเรียนรู้ ๑.1 นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรยี นสามารถบอกความหมายของผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ 2.2 นักเรียนสามารถบอกการกระทาท่ีเป็นผลประโยชน์ส่วนตนกับการกระทาที่เป็นผลประโยชน์ สว่ นรวมได้ 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ - ความหมายของประโยชนส์ ่วนตนกบั ประโยชน์สว่ นรวม ประโยชน์ส่วนตน หมายถึง การที่บุคคลทั่วไปในสถานะเอกชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทา กิจกรรมหรือได้กระทาการตา่ ง เพ่ือประโยชนส์ ว่ นตน ครอบครวั ญาติ เพอ่ื นหรือของกลมุ่ ในสังคม ประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะ หมายถึง การที่บุคคลใด ในสถานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ ของรฐั ได้กระทาการใด ตามหน้าท่ีหรอื ไดป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ที่ อนั เปน็ การดาเนินการในอีกส่วนหน่ึง ท่ีแยกออกมา จากการดาเนนิ การตามหนา้ ที่ในสถานะของเอกชน 3.2 สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น 1) ความสามารถในการสอ่ื สาร 2) ความสามารถในการคิด 3.3 คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ซ่อื สัตยส์ ุจรติ 4. กจิ กรรมการเรียนรู้ 4.1 ขนั้ ตอนการเรยี นรู้ ๑) ชวั่ โมงที่ ๑ ๑. ครูให้นักเรียนดูภาพเกี่ยวกับสาธารณะสมบัติ เช่น สวนสาธารณะ รถไฟสาธารณะ ห้องสมุดเป็น ตน้ ๒. ครูและนกั เรียนร่วมกนั สนทนาเกย่ี วกับภาพ ดงั นี้ - ภาพนเ้ี กี่ยวกับอะไร - ภาพนีม้ ีกิจกรรมอะไรบ้าง - สง่ิ ของในภาพนอี้ ะไรท่ีเป็นของสว่ นตวั - ส่ิงของในภาพน้ีอะไรทีเ่ ป็นของสว่ นรวม

- 32 - ๓. ครูสรปุ ความหมายของคาว่า “ผลประโยชนส์ ่วนตน” กบั “ผลประโยชน์สว่ นรวม” ๔. ครซู กั ถามนักเรียนเก่ียวกบั สิ่งของสว่ นรวม ดงั น้ี - สิง่ ของที่เปน็ ของส่วนรวมมีประโยชนอ์ ย่างไร - ใครเป็นผ้ไู ดร้ บั ประโยชน์จากสง่ิ ของสว่ นรวมน้ัน - ใครเป็นผู้ดูแลรกั ษาสง่ิ ของสว่ นรวม - มวี ิธกี ารดูแลรกั ษาสิ่งของสว่ นรวมอย่างไร ๕. ครูซักถามนกั เรียนเกยี่ วกับสง่ิ ของสว่ นตน ดงั นี้ - ส่ิงของทีเ่ ป็นของส่วนตนมีประโยชนอ์ ยา่ งไร - ใครเป็นผูไ้ ด้รบั ประโยชน์จากสิ่งของสว่ นตนนั้น - ใครเปน็ ผู้ดูแลรักษาส่งิ ของสว่ นตน - มีวธิ ีการดูแลรักษาสงิ่ ของสว่ นตนอยา่ งไร ๒) ช่ัวโมงท่ี ๒ ๑. ครใู หน้ กั เรียนทาใบงาน เรอ่ื ง ผลประโยชนส์ ่วนตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม ๒. ให้นกั เรยี นนาเสนอผลงานหนา้ ชัน้ เรยี น ๓. นกั เรียนนาผลงานไปติดท่ีปา้ ยประชาสมั พันธข์ องโรงเรียน 4.2 สอ่ื การเรยี นรู้ 1) รูปภาพเกยี่ วกับสาธารณะสมบัติ เช่น สวนสาธารณะ เปน็ ตน้ ๒) ใบงาน เรอ่ื ง ผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม 5. การประเมินผลการเรียนรู้ 5.1 วธิ กี ารประเมนิ ๑) ตรวจผลงาน เรอื่ ง ผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๒) สังเกตพฤตกิ รรม ซอื่ สตั ย์สุจรติ 5.2 เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการประเมิน ๑) แบบใหค้ ะแนนการตรวจผลงาน ๒) แบบสังเกตพฤติกรรม ซอื่ สตั ยส์ จุ ริต 5.3 เกณฑก์ ารตดั สนิ นกั เรยี นผ่านเกณฑ์การประเมนิ รอ้ ยละ ๘๐ ข้ึนไป ถือว่า ผ่าน 6. บันทกึ หลงั การจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงชอื่ .......................................ครผู ้สู อน (.........................................)

- 33 - 7. ภาคผนวก ใบงาน เรื่อง ผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ช่อื ......................................................................................................................ช้นั .....................เลขท่.ี .............. คาชี้แจง ให้นกั เรยี นดูภาพต่อไปน้ี แล้วเขียนกจิ กรรมท่ีเป็นผลประโยชน์สว่ นตนหรือผลประโยชน์สว่ นรวม ผลประโยชน์ส่วนตน หมายถึง การท่ีบุคคลท่ัวไปในสถานะเอกชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ทากิจกรรมหรือ ไดก้ ระทาการตา่ ง เพื่อประโยชน์ส่วนตน ไดแ้ ก่ ๑.______________________________________________________________________________ ๒.______________________________________________________________________________ ๓.______________________________________________________________________________ ๔.______________________________________________________________________________ ผลประโยชนส์ ่วนรวม หมายถงึ การท่ีบุคคลใด ในสถานะท่เี ปน็ เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ ไดก้ ระทาการใด ตาม หนา้ ทห่ี รือได้ปฏิบตั ิหนา้ ท่ี ได้แก่ ๑.______________________________________________________________________________ ๒.______________________________________________________________________________ ๓.______________________________________________________________________________ ๔.______________________________________________________________________________

- 34 - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม เรอ่ื ง ซ่อื สัตย์สจุ ริต คาช้ีแจง ให้นักเรยี นเขียนเครื่องหมาย  ลงในช่องท่ตี รงกบั พฤตกิ รรมที่เกดิ ขน้ึ จริง รายการ รู้จกั พูด แยกแยะ สรปุ ผล ความ ประโยชน์ การประเมิน เลขที่ ช่ือ - สกลุ จรงิ ไมล่ กั ตรงไป ทาตวั สว่ นตน ขโมย ตรงมา น่าเชือ่ ถือ กบั ประโยชน์ สว่ นรวม ผ่าน ไมผ่ า่ น เกณฑ์การประเมนิ ผปู้ ระเมิน ผ่านตั้งแต่ ๓ รายการ ถือวา่ ผา่ น ) ผ่าน ๒ รายการ ถือวา่ ไม่ผา่ น /// ลงช่ือ (

- 35 - แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยที่ 1 ชื่อหน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๖ เร่ือง การขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เวลา ๒ ชวั่ โมง 1. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ นักเรียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน กบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๑.๒ นกั เรียนสามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตน กบั ผลประโยชนส์ ่วนรวมได้ 2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 2.1 นักเรียนสามารถอธบิ ายความหมายของคาวา่ “ขดั แยง้ กนั ” ได้ 2.2 นกั เรยี นสามารถบอกผลกระทบจากการขดั แยง้ กนั ระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๒.๓ นักเรียนสามารถบอกวิธีการแก้ไขความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ สว่ นรวมได้ 3. สาระการเรียนรู้ 3.1 ความรู้ - ความหมายของการขดั แยง้ ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม หมายถึง สถานการณ์ หรือการกระทาที่บุคคลไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ พนักงานบริษัท หรือผู้บริหารเห็นผลประโยชน์ สว่ นตวั มากจนมีผลตอ่ การตัดสนิ ใจ หรือการปฏิบัตหิ นา้ ท่ใี นตาแหน่งหนา้ ท่ีที่บุคคลนั้นรับผิดชอบอยู่ และส่งผล กระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม ซ่ึงการกระทานั้นอาจจะเกิดขึ้นอย่างรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ทั้งเจตนาและไม่เจตนา และมีรูปแบบที่หลากหลาย จนกระท่ังกลายเป็นส่ิงท่ีปฏิบัติกันท่ัวไป โดยไม่เห็นว่าเป็นความผิด เช่น การรับ สินบน การจา่ ยเงินใตโ้ ต๊ะ การจา่ ยเงนิ ตอบแทนเจ้าหน้าท่ีของรฐั 3.2 สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3.3 คณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ ซ่ือสตั ยส์ ุจริต 4. กจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.1 ขน้ั ตอนการเรียนรู้ ๑) ชว่ั โมงที่ ๑ ๑. ครทู บทวนเรอื่ งผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชนส์ ่วนรวม ๒. ครเู ล่าเหตกุ ารณเ์ รื่อง “เทศกิจเตือนแม่ค้าขายของในท่หี า้ มขาย” เสียวคอแทน! เทศกิจเตือนแม่ค้าขายของในทีห่ ้ามขาย เจอแทงสวนดว้ ยไม้เสยี บขนม เมือ่ เจ้าหน้าท่ีเทศกิจเมอื งฉงชิ่งของประเทศจีน ถูกแม่ค้าวัย 45 ปี ท่ีอยู่ในอารมณ์โกรธเกร้ียวใช้ไม้แหลม สาหรับเสียบผลไม้เช่ือมแทงเข้าท่ีคอ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังเจ้าหน้าที่กาลังเดินเข้ามาเตือน ๓แเผ.มชค่คญิ ร้าหใูทหน่ีขน้า้ าแักยลเขระนใยี ชมนไ้ถมวัง้แพิ หหาูลลกู่ใมนษเทป์วี่หิจน็ า้อารมาวณขธุ าเ์ทยกา่ยี รแวา้ ตยก่แอับทีกกนฝาา่ทรย่ีเกธโรอชะจคทะดเาีทกข่เี ็บจอ้าขงหอแนงม้าหค่ทน้า่ีเีไทแปศลเกหะิจมเจไือมา้ น่ไหดแน้รมับา้ ่คทอ้าันเี่คทตนศรอาก่ืนยจิ ร้ายกแลรับงเลในือขกณที่จะทะี่ แมค่ ้าผกู้ อ่ เหตุถูกดาเนินคดีในขอ้ หาทารา้ ยร่างกายเจ้าหนา้ ท่ี

- 36 - ๔. ครอู ธบิ ายความหมายของคาว่าการขดั แย้งกนั - การขัดแย้งกัน หมายถึง ไม่ลงรอยกัน ไม่เห็นพ้องต้องกัน ทั้งในเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนกับ ผลประโยชน์ส่วนรวม ๒) ช่วั โมงท่ี ๒ ๑. ครูให้นักเรียนบอกผลกระทบจากการขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ สว่ นรวม ๒. ครูสนทนาซักถามนักเรียนว่า “ถ้านักเรียนพบเห็นการกระทาหรือเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกัน เช่น เหตุการณ์น้ี นกั เรียนจะมีวิธีการแก้ไขความขัดแย้งกันได้อย่างไร เช่น ไม่เห็นแก่ได้ ไม่โลภ ไม่อยากได้ของผู้อื่น เป็นของตนเอง เป็นต้น ๓. ครใู หน้ ักเรยี นทาใบงาน เร่ือง วินมอเตอร์ไซคเ์ จา้ ถิน่ ๔. นกั เรียนนาเสนอเพอื่ แลกเปล่ียนเรียนรู้และนาผลงานติดปา้ ยนิเทศ 4.2 ส่อื การเรยี นรู้ ๑) ใบงาน เร่ือง วนิ มอเตอรไ์ ซคเ์ จา้ ถ่นิ ๒) ขา่ ว “เทศกิจเตือนแม่ค้าขายของในทห่ี า้ มขาย” 5. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ 5.1 วธิ ีการประเมนิ ๑) ตรวจผลงาน เรื่อง วินมอเตอรไ์ ซค์เจ้าถนิ่ ๒) สงั เกตพฤติกรรม ซ่ือสัตยส์ จุ รติ 5.2 เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการประเมนิ ๑) แบบให้คะแนนการตรวจใบงาน เรอ่ื ง วินมอเตอร์ไซคเ์ จ้าถ่นิ ๒) แบบสังเกตพฤติรรม ซ่อื สัตย์สจุ รติ 5.3 เกณฑก์ ารตัดสิน นกั เรยี นผ่านเกณฑ์การประเมนิ ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ถอื วา่ ผา่ น 6. บนั ทึกหลงั การจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงช่อื .......................................ครผู ู้สอน (.........................................)

- 37 - 7. ภาคผนวก ใบงาน เรอ่ื ง วนิ มอเตอร์ไซค์เจา้ ถนิ่ ช่อื ....................................................................................................................ช้ัน. .................เลขท.ี่ ................. คาช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นอ่านข่าว แล้วตอบคาถามต่อไปน้ี นักศึกษาจุฬา เรียกใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น หรือ grab bike เนื่องจากหน้าหอพัก ขณะนั้นไม่มีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และเมื่อ grab bike มาถึงกลับถูกวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างประจา ซอย ขบั ไลแ่ ละดึงกุญแจรถออกจนทะเลาะวิวาทกนั เรียบเรยี ง PPTV ข่าว 1) นักเรยี นคดิ ว่าการกระทาของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างประจาซอยเป็นการกระทาทเี่ หมาะสมหรอื ไม่ เพราะเหตุใด _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ 2) ถ้านักเรยี นเป็น นักศึกษาดังกล่าว นกั เรยี นจะแก้ไขปัญหาท่ีเกดิ ขึ้นอย่างไร _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________

- 38 - แบบสังเกตพฤตกิ รรม เร่ือง ซ่ือสัตย์สุจริต คาชแี้ จง ให้นักเรียนเขยี นเครอ่ื งหมาย  ลงในชอ่ งที่ตรงกับพฤตกิ รรมทีเ่ กิดขนึ้ จรงิ รายการ รู้จัก พูด แยกแยะ สรปุ ผล ความ ประโยชน์ การประเมนิ เลขที่ ชอื่ - สกลุ จริง ไมล่ ัก ตรงไป ทาตัว สว่ นตน ขโมย ตรงมา น่าเชอ่ื ถอื กบั ประโยชน์ ส่วนรวม ผ่าน ไม่ผา่ น เกณฑ์การประเมนิ ผ่านตัง้ แต่ ๓ รายการ ถอื ว่า ผา่ น ผ่าน ๒ รายการ ถอื วา่ ไม่ผา่ น ลงช่ือ ผูป้ ระเมนิ ( ) ///

- 39 - แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยท่ี ๑ ช่ือหนว่ ย การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๕ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๗ เร่อื ง ผลประโยชนท์ บั ซ้อน เวลา ๒ ชว่ั โมง 1. ผลการเรียนรู้ 1.1 มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม 1.2 ตระหนักและเหน็ ความสาคัญของการต่อต้านและป้องกนั การทจุ รติ 2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 2.1 นักเรียนสามารถอธบิ ายความหมายของผลประโยชน์ทบั ซ้อนได้ 2.2 นักเรยี นสามารถยกตัวอย่างผลประโยชน์ทบั ซอ้ นได้ 3. สาระการเรยี นรู้ 3.1 ความรู้ ผลประโยชน์ทบั ซอ้ น คือ ผลประโยชนส์ ่วนตวั ของเจ้าหนา้ ทร่ี ัฐไปขดั แยง้ กบั ผลประโยชน์ส่วนรวมแล้วต้อง เลือกเอาอย่างใดอย่างหน่ึง ซ่ึงทาให้ตัดสินใจได้ยากในอันที่จะปฏิบัติหน้าท่ีให้เกิดความเป็นธรรมและปราศจากอคติ การท่ีเจา้ หนา้ ที่ของรัฐกระทาการใด ตามอานาจหนา้ ทเ่ี พ่อื ประโยชน์ส่วนรวม แต่กลบั เขา้ ไปมสี ว่ นได้เสียกับกิจกรรม หรือการดาเนินการท่ีเอ้ือผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง ทาให้การใช้อานาจหน้าท่ีเป็นไปโดยไม่สุจริต กอ่ ใหเ้ กดิ ผลเสียตอ่ ภาครัฐ สาเหตุการเกิด ผลประโยชน์ทับซ้อน เกดิ จากเจา้ หน้าทข่ี องรัฐมบี ทบาทท่ีขดั แย้งกัน 2 บทบาท ได้แก่ บทบาทที่ ๑ คือบทบาททตี่ ัดสินใจตามหนา้ ท่คี วามรับผดิ ชอบ บทบาทท่ี ๒ คือบทบาทที่ตัดสินใจตามผลประโยชน์ส่วนตัว ซ่ึงอาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อ ตัดสินใจไปแล้วจะมผี ลกระทบตอ่ การตัดสินใจตามหนา้ ทที่ าใหเ้ กดิ ปัญหาหรอื ความผิดได้ 3.2 สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถในการคิด 3.3 คณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ ๑) ซอื่ สัตยส์ ุจรติ ๒) มจี ติ สาธารณะ 4. กจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.1 ขนั้ ตอนการเรยี นรู้ ๑) ช่วั โมงที่ ๑ ๑. ใหน้ กั เรยี นดูวดี ิทัศน์ เรอื่ ง นิมนตย์ ิม้ เดลี่ คนดีไมค่ อรร์ ปั ชนั ตอน แยง่ ท่ี ซงึ่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การแย่งท่จี อดเรือโดยมีคนตดิ สนิ บนเจา้ หน้าท่ี ซงึ่ เจา้ หนา้ ที่ผนู้ นั้ ไม่ยอมรับสินบน และจบั ตวั คนทจ่ี ะให้สนิ บน ไปลงโทษ ๒. ใหน้ ักเรียนร่วมกันอภิปรายเร่ืองทีเ่ กิดขน้ึ จากการดูวดิ ิทัศน์ ตามประเด็นต่อไปนี้ ๒.๑ เกิดเหตกุ ารณ์อะไรขึ้น (เกดิ การแยง่ ทจี่ อดเรอื ระหวา่ งกลมุ่ คนขับเรือ) ๒.๒ คนขบั เรอื ทาอยา่ งไรเพื่อให้มีทีจ่ อดเรอื

- 40 - (จ่ายเงินสินบนให้เจ้าหน้าทีท่ ่ีดแู ลควบคมุ การจอดเรือ) ๒.๓ เจ้าหนา้ ท่ีทาอย่างไร (ไม่ยอมรบั เงนิ สนิ บน) ๒.๔ ผลสรุปของเหตุการณ์เป็นอยา่ งไร (คนขับเรือท่ีพยายามให้สินบนเจ้าหน้าทีถ่ ูกจับ) ๒.๕ นักเรียนคดิ วา่ เจา้ หน้าที่ทาถูกหรือไม่ เพราะเหตใุ ด (ทาถูกต้อง เพราะ สามารถแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวมได)้ ๒.๖ ถา้ นักเรยี นเป็นเจา้ หนา้ ที่นกั เรียนจะทาอย่างไร (ไมร่ ับเงนิ สนิ บนและจับคนขบั เรอื ไปดาเนนิ คดี เพราะการรบั เงนิ สินบนเปน็ เรือ่ งทีผ่ ิด และทาให้ผู้อืน่ เกดิ ความเดือดร้อน) ๒.๗ ผลสรุปการกระทาของเจ้าหน้าท่ีเป็นอย่างไร (เจา้ หน้าท่ีเล็งเหน็ ผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตวั และสามารถ แยกแยะสง่ิ สองสิง่ น้ีออกจากกันได้อย่างชดั เจน ทาให้การปฏบิ ตั หิ น้าท่ีเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม) ๓. ครูใหน้ ักเรยี นศกึ ษาใบความรู้ เร่ือง ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ๔. ครูอธิบายความหมายของผลประโยชน์ทับซ้อนว่าเกิดจากการเจ้าหน้าที่ของรัฐมีบทบาท ท่ีขดั แยง้ กนั 2 บทบาท ไดแ้ ก่ บทบาทท่ี ๑ คือบทบาททตี่ ดั สินใจตามหน้าทีค่ วามรับผดิ ชอบ บทบาทท่ี ๒ คอื บทบาททีต่ ดั สนิ ใจตามผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อ ตัดสนิ ใจไปแลว้ จะมผี ลกระทบตอ่ การตัดสินใจตามหน้าท่ีทาใหเ้ กดิ ปัญหาหรือความผิดได้ ๕. ครูมอบหมายให้นักเรยี นเขียนผงั มโนทศั น์ เร่อื ง ผลประโยชนท์ บั ซ้อน ๒) ชว่ั โมงที่ ๒ ๑. ครูยกตัวอยา่ งความขัดแย้งกนั ของบทบาทหน้าท่ขี องเจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ เชน่ ครสู ่ังใหน้ กั เรยี น ไปซ้อื ของสาหรับทางานประดิษฐใ์ นวชิ าของตนเองโดยของชิ้นนั้นหาซอื้ ไดท้ ่ีร้านค้าของตนเองเท่าน้นั บทบาทท่ี ๑ คอื สง่ั งานตามหนา้ ทขี่ องครู บทบาทท่ี ๒ คอื ตอ้ งการหารายไดเ้ ขา้ กิจการของตวั เอง ผลประโยชน์ทับซ้อน คือ ครูไดร้ บั ผลประโยชน์จากการสัง่ ใหน้ ักเรยี นซอ้ื ของทีร่ า้ นค้าของตนเอง ๒. ครูให้นักเรียนศึกษาเหตุการณ์ที่ทาให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนจากข่าวในหนังสือพิมพ์หรือ อนิ เทอร์เนต็ แล้วเขียนเหตุการณน์ ัน้ ลงในใบงาน เร่อื ง บทบาททขี่ ดั แย้ง ๓. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุปผลประโยชนท์ บั ซอ้ นร่วมกนั แลว้ นาผลงานไปตดิ ปา้ ยนิเทศ 4.2 สื่อการเรยี นรู้ / แหล่งการเรียนรู้ ๑) วีดิทัศน์ เรื่อง นิมนตย์ ้ิมเดลี่ คนดีไม่คอร์รัปชัน ตอน แย่งท่ี จากเวบ็ ไซต์ https://m.youtube.com>wach ๒) ใบความรู้ เรื่อง ผลประโยชน์ทับซอ้ น ๓) ใบงาน เรื่อง บทบาทที่ขดั แยง้ 5. การประเมินผลการเรยี นรู้ 5.1 วธิ ีการประเมนิ ๑) ตรวจผลงานการทาผังมโนทัศน์ เร่อื ง ผลประโยชน์ทับซ้อน ๒) ตรวจผลงานการทาใบงาน เร่อื ง บทบาททข่ี ดั แยง้

- 41 - ๕.๒ เคร่อื งมือท่ีใช้ในการประเมิน ๑) แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรอื่ ง ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ๒) แบบตรวจใบงาน เรอื่ ง บทบาทที่ขดั แย้ง 5.3 เกณฑก์ ารตดั สิน ๑) นกั เรียนผา่ นการประเมิน ร้อยละ ๘๐ ขน้ึ ไป 6. บันทกึ หลังการจดั การเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงชอ่ื .......................................ครูผู้สอน (.........................................)

7. ภาคผนวก - 42 - ใบความรู้ เรอื่ ง ผลประโยชนท์ ับซ้อน ผลประโยชน์ทบั ซ้อน คือ ผลประโยชนส์ ว่ นตวั ของเจา้ หน้าทรี่ ัฐไปขัดแยง้ กบั ผลประโยชน์ส่วนรวมแลว้ ต้องเลอื กเอาอย่างใดอยา่ งหน่ึง ซึง่ ทาให้ สาเหตกุ ารเกดิ ตัดสนิ ใไดย้ าก ผลประโยชน์ทบั ซ้อน ในอนั ท่ีจะปฏิบัติหนา้ ทใ่ี หเ้ กดิ ความเป็นธรรมและปราศจากอคติ การทเ่ี จา้ หน้าท่ีของรัฐกระทาการใด ตามอานาจหน้าท่ีเพ่ือ ประโยชนส์ ว่ นรวม แตก่ ลบั เขา้ ไปมสี ว่ นไดเ้ สียกบั กิจกรรมหรอื การดาเนนิ การที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง ทา ให้การใช้อานาจหน้าที่เป็นไปโดยไม่สุจริต ก่อให้เกิดผลเสียต่อ ภาครัฐ เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีบทบาทที่ขัดแย้งกัน 2 บทบาท ได้แก่ บทบาทท่ี ๑ คือบทบาทที่ตัดสินใจตามหน้าท่ีความรับผิดชอบ บทบาทที่ ๒ คือบทบาทที่ตัดสินใจตามผลประโยชน์ส่วนตัว ซ่ึงอาจจะไม่ผดิ กฎหมาย แตเ่ ม่ือตัดสินใจไปแล้วจะมีผลกระทบต่อ การตัดสนิ ใจตามหน้าท่ีทาให้เกิดปญั หาหรอื ความผิดได้ ครูสงั่ ใหน้ กั เรียนไปซ้ือของสาหรับทางานประดิษฐใ์ นวิชาของตนเอง โดยของชนิ้ นนั้ หาซื้อไดท้ ่ีรา้ นค้าของตนเองเทา่ นั้น บทบาทที่ ๑ คือ ส่ังงานตามหนา้ ทีข่ องครู บทบาทท่ี ๒ คือ ตอ้ งการหารายไดเ้ ขา้ กจิ การของตัวเอง ผลประโยชนท์ ับซอ้ น คอื ครไู ดร้ บั ผลประโยชนจ์ ากการสั่งให้นกั เรยี น ซอื้ ของที่ร้านคา้ ของตนเอง ปลัดอาเภอจัดงานเลี้ยงต้อนรับนายอาเภอที่มา รบั หน้าท่ใี หม่ โดยว่าจา้ งน้องชายของภรรยาเป็นผู้จดั การ บทบาทที่ ๑ คือ จัดงานตามหนา้ ท่ีที่ได้รบั มอบหมายบทบาทที่ ๒ คือ จัดหางานว่าจ้างให้กิจการภายในครอบครัวผลประโยชน์ทับซ้อนคือ อนุมัติโครงการท่ีมีประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองโดยท่ีโครงการนั้นอาจไม่ กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อส่วนรวม

- 43 - ใบงาน เร่ือง บทบาทท่ขี ัดแย้ง ชอ่ื ...........................................................สกุล.......................................................... .เลขท.่ี .............ชั้น................ ใหน้ กั เรยี นระบุบทบาทท่ี ๑ และสมมตบิ ทบาทที่ ๒ ท่ีมีโอกาสเกดิ ขึ้นในแต่ละอาชีพท่ีกาหนดให้ บทบาทท่ี ๑ บทบาทที่ ๒ (การทาตามหนา้ ท)่ี (การทาตามผลประโยชนส์ ว่ นตน) เช่น ผู้อานวยการโรงเรยี นมีหนา้ ที่พิจารณารับ ผู้อานวยการรับเงนิ จากผู้ปกครองเพื่อ นกั เรยี นเขา้ ศึกษาตอ่ แลกเปลี่ยนกับการเข้าเรียนของนกั เรียน …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………. …………………………………………………………. …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………. …………………………………………………………. …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………. …………………………………………………………. …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………. …………………………………………………………. …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………. ………………………………………………………….

ท่ี ช่อื -สกลุ - 44 - 5 5 5 5 5 5 5 5 40 ผ่าน ไม่ผา่ น เลือกใช้ผงั มโนทศั นเ์ หมาะสม แบบประเมนิ ผังมโนทัศน์ ความสวยงามประณตี ของผงั มโนทศั น์ คาชี้แจง การบันทกึ ให้ลงคะแนนในชอ่ งท่ีตรงกับพฤติกรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ จริง รายละเอยี ดเหมาะสม สาระถูกต้อง การสะกดคา เครื่องหมาย การใช้ภาษาถกู ต้อง องคป์ ระกอบของผังมโนทศั น์ครบถ้วนตามท่ีกาหนด การนาเสนอข้อมลู ดูง่ายนา่ สนใจ ข้อมูลทีน่ าเสนอชดั เจนถูกตอ้ ง รวม สรปุ ผลการ ประเมนิ

- 45 - แบบบนั ทึกคะแนนใบงาน ที่ ชื่อ-สกลุ จานวนข้อท่ี คะแนน ผลการประเมิน ถกู ตอ้ ง ผ่าน ไมผ่ ่าน

- 46 - หนว่ ยท่ี ๒ ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ

- 47 - ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๕ เวลา ๑ ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยที่ ๒ ชอ่ื หน่วย ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑ เรอื่ ง การทาการบ้าน ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มีความรูค้ วามเข้าใจ เก่ยี วกบั ความไม่ทนและความละอายต่อการทจุ รติ ๑.๒ ปฏบิ ัติตนเปน็ ผไู้ มท่ นและละอายต่อการทุจรติ ทกุ รูปแบบ ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถเรยี นรแู้ ละมีความเข้าใจเกี่ยวกับความไม่ทนและความละอายต่อการทจุ รติ ๒.๒ นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผู้ไมท่ นและละอายตอ่ การทุจริตทกุ รูปแบบ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ การทาการบา้ นถอื ว่าเป็นการฝึกฝนและการทบทวนบทเรียนท่ีได้เรียนมา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ทาขอ้ ตกลงร่วมกันในชั้นเรียน แต่ถ้าหากลอกการบ้านถือว่าเป็นการกระทาที่ไม่ถูกต้องเป็นการกระทาท่ีทุจริต ทก่ี ่อใหเ้ กิดผลเสียต่อตนเองและผูอ้ ื่น ๓.๒ สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น 1) ความสามารถในการคิด 2) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา ๓.๓ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ มุง่ ม่นั ในการทางาน ๔. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขัน้ การเรยี นรู้ ๑) ครใู หน้ กั เรียนดูวดี ิทศั น์ เรอ่ื ง สนิม เกยี่ วกบั การลอกการบ้านเพ่อื น ๒) ใหน้ กั เรียนคดิ วิเคราะห์ตามหวั ขอ้ ดงั ต่อไปนี้ ๑. พฤตกิ รรมของนักเรยี นหญิงในการชว่ ยเพือ่ นในแต่ละครงั้ ถกู ต้องหรอื ไม่ ๒. ถ้านักเรียนเป็นโจกบั ปอร์นจะแกป้ ญั หาการไมส่ ง่ การบ้านได้อยา่ งไร ๓) ครใู ห้นักเรียนสง่ ตวั แทนออกมานาเสนอการวิเคราะห์ของตนเองหน้าชัน้ เรียน ๔) ครูใหน้ กั เรียนทาข้อตกลงร่วมกันในการส่งการบ้านแต่ละวิชา แล้วนาข้อตกลงไปติดตามมุมต่าง ของ ห้องเรยี น ๕) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุป “การลอกการบ้านเป็นจุดเร่ิมต้นของการทุจริตซ่ึงเป็นการกระทา ที่ไม่ถูกต้อง ๔.๒ สือ่ การเรียนรู้ 1) วีดิทศั น์ เรอื่ ง สนิม เกี่ยวกบั การลอกการบา้ นเพ่ือน จากเว็บไซต์ https://youtube/g_mRPxeVhk8 2) ขอ้ ตกลงร่วมกันในการสง่ การบ้านแต่ละวิชา

- 48 - ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมิน สงั เกตการพฤติกรรม ๕.๒ เคร่ืองมอื ในการประเมิน แบบสงั เกตพฤติกรรม ๕.๓ เกณฑ์การตัดสิน ๑) เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมรายบุคคล ๑. การใหค้ ะแนน  ให้ ๑ คะแนน ๒. การสรุปผลการประเมินให้เป็นระดับคุณภาพ ๔, ๓, ๒, ๑ กาหนดเกณฑ์ได้ตามความเหมาะสมหรือ อาจใช้เกณฑ์ดังนี้ ๙–๑๐ คะแนน = ๔ (ดีมาก) ๗–๘ คะแนน = ๓ (ด)ี ๕–๖ คะแนน = ๒ (พอใช้) ๐–๔ คะแนน = ๑ (ควรปรับปรงุ ) ๒) นกั เรยี นผ่านเกณฑก์ ารประเมิน ระดับดี ขึน้ ไป ถอื ว่า ผ่าน 6. บันทกึ หลงั การจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………….................... ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงช่อื ................................................ ครูผู้สอน (...............................................)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook