39 อรนนั ท น่ิมนชุ (2550: 89) ใหความหมายของหลกั สตู รสถานศกึ ษาไวหมายถึง เน้ือหา กจิ กรรมประสบการณที่ไดก าํ หนดไว เพอื่ นาํ มาใชเปน แนวทางในการจดั กิจกรรมตามความเหมาะสม กบั วัยของเดก็ ซงึ่ เปนประสบการณท ไี่ ดร ับท้งั ภายในและภายนอกหอ งเรยี น ตอบสนองตอ ความ ตองการ ความสนใจ สอดคลอ งกับความตอ งการของทอ งถนิ่ และสงั คม สามารถอยใู นสังคมไดอ ยา ง มคี วามสุข วฒั นาพร ระงบั ทุกข (2545: 2-3) กลาวไวว า หลกั สตู รสถานศกึ ษาเปน แผนหรอื แนวทาง หรือขอกําหนดของการจัดการศึกษาท่ีจะพัฒนาใหผ เู รยี นมีความรู ความสามรถโดยสงเสริมใหแตละ บุคคลพฒั นาไปสศู ักยภาพสงู สดุ ของตน รวมถงึ ลําดบั ขน้ั ของมวลประสบการณท กี่ อ ใหเกิดการเรยี นรทู ่ี สะสม ซึง่ จะชว ยใหผ ูเรยี นนาํ ความรูไปสูการปฏบิ ตั ไิ ดป ระสบความสาํ เรจ็ ในการเรยี นรดู วยตนเอง รูจัก ตนเอง มชี วี ิตอยูในโรงเรยี น ชมุ ชน สงั คมและโลกอยา งมีความสขุ ธวธั ชยั ชยั จิรฉายากุล (2545: 16-17) กลา ววา หลักสตู รสถานศึกษาประกอบดว ยการ เรยี นรู ทง้ั มวลและประสบการณอ ่นื ๆ ทสี่ ถานศกึ ษาแตล ะแหงวางแผนเพ่ือพฒั นาผูเรียน โดยจะตอ ง จดั ทําสาระการเรยี นรูทง้ั รายวชิ าทีเ่ ปน พน้ื ฐานและรายวชิ าทตี่ อ งเรยี นเพม่ิ เติมเปน รายปหรอื รายภาค จักกิจกรรมพฒั นาผเู รยี นทกุ ภาคเรียนและกําหนดคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคจ ากมาตรฐานการศกึ ษา ขน้ั พนื้ ฐาน สถานศกึ ษาจะตองทาํ งานรว มกับครอบครวั และชุมชน ทอ งถิน่ วัด หนว ยงานทงั้ ภาครัฐ และเอกชนในทอ งถน่ิ อดศิ กั ดิ์ สิงหส โี ว (2549: 157) กลา วถงึ ความหมายของหลกั สตู รสถานศกึ ษาไวค ือ เปน แนวทางท่ีสถานศึกษาใชในการจดั ประสบการณ เพอ่ื พัฒนาผเู รียนใหสามารถสรา งความรไู ดด ว ย ตนเอง และสามารถประยกุ ตค วามรไู ปใชในการแกป ญ หาในชวี ิตประจาํ วนั ได จากความหมายทก่ี ลาวมาพอสรปุ ความหมายของหลกั สูตรสถานศกึ ษาคอื เปน แนวทาง หรอื ขอ กาํ หนดและประสบการณตางๆ การบูรณาการการเรียนรทู ี่สถานศกึ ษาจดั ใหก ับผูเรยี นไดเ รียนรู มีความสามารถ และมคี ุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงคของผเู รยี น มากาํ หนดเปน สาระและมาตรฐานการ เรียนรูโ ดยการจัดกระบวนการเรียนรใู หกับผูเรยี น และนําความรูทไ่ี ดร บั ไปประยุกตใ ชในการแกป ญ หา ในชวี ิตประจาํ วันได โดยอาศัยการมีสว นรว มของบุคลากรทุกฝา ย 2.2 ความสําคัญของหลกั สูตรสถานศกึ ษา หลักสตู รถอื วา มีความสําคญั ตอสถานศึกษา เปน แผนทที่ าํ งานแกบ ุคคลกรในโรงเรยี น เปน เครอ่ื งมือท่ีทาํ ใหก ารจัดการศึกษาประสบความสาํ เรจ็ ตามเปาหมายทกี่ าํ หนดไว กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2545: 5-6) กลาวไวว า หลกั สตู รสถานศึกษามี ความสาํ คญั ตอการพฒั นาผเู รียนในทกุ ๆ ดาน มีจุดมงุ หมายสําคญั 2 ประการคือ
40 1. สามารถพฒั นาผเู รยี นใหเ รยี นรอู ยางมคี วามสขุ ทาํ ใหม ีความรู ความสามารถ มี ทักษะการเรยี นรูท สี่ าํ คญั มีกระบวนการคิดอยางมเี หตผุ ล มโี อกาสใชข อสารสนเทศ ละเทคโนโลยี ส่ือสาร หลักสูตรสถานศึกษาชว ยสงเสรมิ จติ ใจทท่ีอยากรูอ ยากเหน็ สรา งความมนั่ ใจละใหก ําลงั ใจใน การเรยี นรูและเปนบคุ คลทีส่ ามารถเรยี นรไู ดต ลอดเวลา 2. ชวยสง เสรมิ การพฒั นาดา นจิตวิญญาณ จริยธรรม สังคมและวฒั นธรรม โดยเฉพาะ พัฒนาผเู รียนใหม คี วามเขาใจและศรัทธาในความเชอ่ื ของตน ความเชื่อและวัฒนธรรมท่ีแตกตา งกนั มี อิทธพิ ลตอ วัตถุ สถานศึกษาสามารถพฒั นาหลกั และคณุ ธรรมและความอิสระของผเู รียน มคี วาม พรอมในการเปน ผบู ริโภคทตี่ ดั สินใจแบบมขี อมลู และอสิ ระ เขา ใจความรบั ผิดชอบทีม่ ตี อ สงั คมโดยรวม สามารถชว ยพฒั นาสงั คมใหเ ปน ธรรม มคี วามสามารถ มีความตระหนกั เขาใจและยอมรบั สภาพ แวดลอ มที่ตนดํารงชีวิตอยู ยึดมน่ั ในขอตกลงรว มกนั ตอ การพฒั นาทยี่ ง่ั ยืนในระดบั สว นตน ระดับ ทอ งถน่ิ ระดบั ชาติและระดับโลก ฆนทั ธาตทุ อง (2550: 5) กลาววา หลกั สูตรมคี วามสาํ คญั ตอ การพฒั นาคนในสังคม เปน เคร่ืองมือที่จะทําใหก ารจัดการศึกษาบรรลุผลตามจดุ หมายทก่ี าํ หนดไว โดยมีสวนสาํ คัญในการ สงเสริมความเจรญิ งอกงามของบุคคล สามารถปลกู ฝง พฤติกรรม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม วางรากฐาน ความคิดที่เปน การสนบั สนนุ สอดคลอ งกบั สภาพสังคม เศรษฐกจิ การเมอื งการปกครอง ทาํ ให ผเู รียนคนพบความสามารถ ความสนใจ ความถนัด ท่ีแทจริงของตนเอง และพัฒนาตนเองไดเตม็ ตามศกั ยภาพ ปรียาพร วงศอ นุตรโรจน (2543: 23-24) ไดใ หความสาํ คัญของหลกั สตู รไวคอื หลักสตู ร เปนหลกั และหัวใจของการเรียนการสอนเพ่อื นาํ ไปสูเปาหมายของการศกึ ษา ความเขา ใจในเร่อื งของ หลกั สตู รและการเรยี นการสอนจะทําใหการจดั การศึกษาดําเนนิ ไปดว ยดีทัง้ แกต วั ผเู รยี นเอง และชว ย ใหค รูไดมีทศิ ทางและสง่ิ สําคญั ในการสอน มีความสาํ คญั ของหลักสูตรดงั น้ี 1. งานดานหลักสูตรและ การสอนทําใหก ารศึกษาดําเนินไปสทู วี่ างไว 2. งานดา นหลกั สูตรทําใหก ารศึกษามปี ระสิทธภิ าพและมี ประสทิ ธิผลตามเปาหมาย 3. หลกั สตู รเปรียบเสมอื นแบบแปลนการจัดการเรยี นการสอน การพัฒนา หลกั สูตรบอกไวว า วตั ถปุ ระสงคทีต่ องการมอี ะไรบา ง จะใชอะไรเปน วสั ดอุ ปุ กรณ จะสอนอยา งไร จดั เตรียมการสอนอยางไรบา งเพอื่ ชวยในดานการเรียนการสอน หลกั สตู รจึงมคี วามสาํ คัญ เปน แผน ยทุ ธศาสตรท ่จี ะนําไปสคู วามสําเร็จตามตองการ เปน แนวทางในการปฏิบตั ิงานของครูทจ่ี ะจดั ประสบการณ ใหผ ูเ รยี นไดม คี วามรู ทกั ษะ ความประพฤติ มีเจตคตทิ ี่ดตี อ วชิ าชพี
41 ความสาํ คญั ทกี่ ลา วมานน้ั สรปุ ไดวา หลักสตู รสถานศึกษามีความสาํ คญั ตอ การจัด การศกึ ษา เปน ขอกําหนดและแนวทางการดําเนินงานการศกึ ษาใหเปน ไปตามความมุงหมายทก่ี าํ หนด ไว หลักสตู รสามารถพฒั นาผเู รยี นในดา นทกั ษะการเรยี นรู ใหมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม เปน หวั ใจของ การจัดการเรียนการสอนใหผเู รยี นประสบความสาํ เรจ็ ไดต ามทีส่ ถานศึกษากําหนด 2.3 องคป ระกอบของหลกั สูตรสถานศกึ ษา หลักสตู รเปรียบเสมอื นเครือ่ งมอื ทกี่ ําหนดทิศทางในการเรียนการสอนและยงั เปน พน้ื ฐาน ในการพฒั นามนุษย หลักสตู รจงึ มอี งคประกอบทีส่ าํ คัญตอไปนี้ เอกรนิ ทร ส่ีมหาศาล (2545: 234-235) กลา วถงึ หลักสตู รสถานศึกษามอี งคประกอบทสี่ าํ คัญคอื 1. ทิศทางและเปา หมายของการจดั การศึกษา ของสถานศึกษา 2. จุดหมายของหลักสูตรสถานศึกษา 3. คุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน 4. โครงสรางหลักสตู รสถานศึกษา 5. มาตรฐานการเรยี นรแู ละสาระการเรยี นรู 6. กจิ กรรมพฒั นา ผูเรียน 7. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 8. ปจ จัยสง เสริมการเรยี นรแู ละแหลง เรยี นรูอ ื่นๆ ธํารง บัวศรี (2542: 8-9) กลา ววา องคประกอบที่สาํ คยั ของหลกั สูตรไวด งั น้ี 1. จดุ ประสงคและนโยบายการศึกษา หมายถึง ส่งิ ทรี่ ัฐตอ งการตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจ และสังคมแหง ชาตใิ นเรอื่ งเกย่ี วกับการศึกษา 2. จดุ หมายของหลกั สูตรหมายถงึ ผลสว นรวมทีต่ อ งการใหเกดิ แกผเู รยี นหลังจากท่เี รียน จบหลักสูตรไปแลว 3. รูปแบบและโครงสรางหลกั สตู รหมายถงึ ลักษณะและแผนผังทแ่ี สดงการแจกแจงวชิ า หรือกลุมวชิ าหรอื ประสบการณ 4. จดุ ประสงคข องวชิ าหมายถึง ผลท่ีตองการใหเ กดิ แกผูเรียนหลงั จากทไี่ ดเ รียนวิชานนั้ ไปแลว 5. เนอื้ หาหมายถึง ส่งิ ทต่ี อ งการใหผเู รียนไดเรียนรูทกั ษะและความสามารถท่ีตอ งการให มี รวมทงั้ ประสบการณทีต่ อ งการใหไดรับ 6. จุดประสงคข องการเรียนรูหมายถงึ สง่ิ ทต่ี อ งการใหผ เู รยี นไดเรยี นรู ไดม ที ักษะและ ความสามารถหลังจากทีไ่ ดเ รยี นรเู น้ือหาทก่ี ําหนดไว 7. ยุทธศาสตรก ารเรยี นการสอนหมายถึง กระบวนการและวิธกี ารจัดการเรียนการสอน รวมทงั้ กิจกรรมการเรียนการสอนเพือ่ ใหผเู รียนมพี ฒั นาการทางความรูและอนื่ ๆตามจดุ ประสงคแ ละ จดุ มงุ หมายทกี่ ําหนดไว 8. การประเมนิ ผลหมายถึงการประถะเมนิ ผลการเรยี นรูเพอื่ ใชในการปรับปรุงการเรยี น การสอน
42 9. วัสดหุ ลกั สตู รและสอื่ การเรยี นการสอนหมายถงึ เอกสารสิง่ พมิ พ แผนฟล ม แถบวดี ี ทัศน และวสั ดอุ ุปกรณต างๆรวมทงั้ อุปกรณโ สตทศั นศึกษา เทคโนโลยกี ารศึกษาและอน่ื ๆทช่ี ว ย สง เสริมคณุ ภาพประสทิ ธิภาพการเรยี นการสอน รุจิร ภสู าระ (2545: 8) กลา วถึงองคป ระกอบของหลกั สูตรมี 4 ประการคือ 1. จดุ มุงหมายที่ โรงเรียนตอ งการใหผ ูเรยี นเกดิ ผล 2. ประสบการณท ่โี รงเรียนจดั ใหเ พอื่ จดุ มงุ หมายบรรลุ 3. วธิ กี ารจัด ประสบการณเ พ่อื ใหการสอนเปน ไปอยา งมีประสทิ ธภิ าพ 4. วิธีการประเมินเพือ่ ตรวจสอบจุดมุงหมาย ทต่ี ง้ั ไว จากท่กี ลาวมาสรปุ ไดวาองคป ระกอบของหลักสตู รสถานศึกษาคอื ทศิ ทางและเปาหมาย การจดั การศึกษารวมทง้ั จุดมุงหมายของหลกั สูตร เนอ้ื หา รูปแบบและการพัฒนา การนาํ ไปใช และ การประเมนิ ผล ทุกสว นตองสอดคลอ งและสัมพนั ธก นั ทกุ ขัน้ ตอน เม่อื มาประกอบกนั จะเกิดผลสมบรู ณ 2.4 หลกั สตู รสถานศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2551: ออนไลน) จากรายละเอยี ดตางๆ ของหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานกลา ววา สถานศกึ ษาสามารถนาํ เปน แนวทางในการจดั ทาํ หลกั สตู รของสถานศกึ ษาที่ สนองตอบตอหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และเพมิ่ เตมิ ในสวนทเ่ี ปน ความตองการของทอ งถน่ิ โดยมอี งคประกอบดังน้ี 1. สวนนาํ (วสิ ยั ทัศน พนั ธกจิ จุดหมาย คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค สมรรถนะสําคัญ ของผูเรยี น) 2. การจดั ทําโครงสรา งหลกั สตู ร (รายวิชาพื้นฐาน รายวชิ าเพมิ่ เตมิ กจิ กรรมพัฒนา ผเู รียน เวลาเรยี น ระดับประถมศึกษา (ป.1 - ป.6) (รายป) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน (ม.1 - ม.3) (รายภาค) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4 - ม.6) (รายภาค) โครงสรา งหลกั สูตรเปนการนําเสนอโครงสรา งหลกั สูตรของโรงเรียนในแตละระดบั ชั้น สนองตอบตอหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และความเปน ทอ งถน่ิ ทง้ั ใน ระดับเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษา และระดบั สถานศกึ ษาที่สะทอ นการบรหิ ารจดั การหลักสตู ร เวลาเรียนใน แตละกลุมสาระการเรียนรู กจิ กรรมพฒั นาผเู รียน สาระการเรยี นรทู องถน่ิ เพิ่มเตมิ หรอื การจัด รายวิชาเพม่ิ เติมตามความตองการของโรงเรยี น
43 3. การจดั ทําคาํ อธบิ ายรายวชิ า (รหสั วชิ า ชอื่ รายวิชา กลมุ สาระการเรียนรรู ะดับชนั้ เวลาเรียน รายละเอียดคาํ อธบิ ายรายวชิ า 3.1 ศกึ ษามาตรฐานการเรยี นรู 3.2 ศึกษาตัวช้วี ดั ชัน้ ป (ป.1 - ม.3) 3.3 ศึกษาตวั ชว้ี ดั ชวงชนั้ (ม.4 - ม.6) 3.4 ศึกษาสาระการเรยี นรแู กนกลาง 3.5 ศึกษากรอบสาระการเรียนรทู องถน่ิ เพ่มิ เตมิ ของสํานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา นครปฐม เขต 2 และโรงเรยี น 3.6 ศกึ ษาการลงรหัสรายวชิ าทง้ั พนื้ ฐาน และเพม่ิ เตมิ ประมวลจัดทาํ คาํ อธบิ ายรายวชิ า แยกตามกลุมสาระการเรยี นรู อนั ประกอบไปดว ย สว นของสาระการเรียนรู กระบวนการจดั การเรียนรูและคณุ ลกั ษณะทเี่ กดิ (คุณภาพผเู รยี นตามหลักสูตร) 4. เกณฑก ารจบหลักสูตร 5. การจดั ทาํ หนวยการเรยี นรู 5.1 โครงสรา งหลักสตู รสถานศึกษา 5.2 มาตรฐานการเรยี นรู / ตวั ชว้ี ดั 5.3 สาระการเรยี นรู ดําเนนิ การจดั หนว ยการเรียนรูในแตละกลมุ สาระการเรียนรทู ี่ครอบคลมุ หลกั สูตร แกนกลางและสาระการเรียนรทู องถน่ิ เพม่ิ เติม 6. การออกแบบการเรยี นรูทอ่ี ิงมาตรฐาน 6.1 ตัวชวี้ ดั 6.2 สาระการเรยี นรูทงั้ แกนกลางและทอ งถ่นิ 6.3 ชิน้ งาน / ภาระงาน 6.4 เกณฑการประเมนิ 6.5 ชอ่ื หนว ยการเรยี นรู 6.6 เวลาเรียน ดาํ เนนิ การออกแบบการเรยี นรูทอี่ ิงมาตรฐานการเรียนรู (แผนการจัดการเรียนร)ู ประกอบ ไปดวย มาตรฐานการเรยี นรู ตวั ชี้วดั สาระสาํ คัญ สาระการเรียนรู (ความรู ทักษะ/กระบวนการ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค) ชน้ิ งาน/ภาระงาน เกณฑก ารประเมนิ ชนิ้ งาน กจิ กรรมการเรียนรู (นําเขา สูบทเรียน ชวยพัฒนาผเู รยี น รวบยอด สือ่ การเรยี นรู การวัดและประเมินผล บนั ทกึ ผลหลงั สอน)
44 7. คมู อื การวัดและประเมินผลระดับสถานศึกษา 7.1 การประเมนิ ในระดับชน้ั เรยี น ประเมินความกา วหนา โดยใชว ิธกี ารอยางหลากหลาย 7.2 การประเมนิ ในระดบั สถานศกึ ษา ตดั สนิ ผลการเรยี นรรู ายป / รายภาค การอาน คิดวิเคราะหและเขยี นตลอดจนคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคและกจิ กรรมพัฒนาผูเรยี น การดาํ เนินการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศึกษาตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ซ่ึงโรงเรยี นนาํ รอ งและพรอ มใชใ ชใ นปการศกึ ษา 2552 โรงเรียนทวั่ ไปใชในป การศกึ ษา 2553 จะเห็นไดว า เปน การทบทวนหลกั สตู รสถานศกึ ษาเดิม โดยจัดทาํ โครงสรา งหลกั สตู ร สถานศึกษา จัดทําคาํ อธิบายรายวิชา โดยประมวลจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 กรอบหลักสูตรระดับทองถน่ิ และสถานศึกษาพิจารณาเพ่มิ เตมิ ในสว นทเี่ ปน เอกลกั ษณข องชุมชน / ทอ งถ่ินทตี่ อ งการพัฒนาเปน พเิ ศษ ข้นั ตอนการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 2551 ของกระทรวงศกึ ษาธิการ โดยใชเปน แมแ บบให วทิ ยากรแกนนํา นาํ ไปใชในการอบรมการจดั ทําหลักสูตรสถานศกึ ษา มวี ธิ ีการดงั น้ีคอื 1. กระบวนการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา 1.1 แตง ตัง้ คณะกรรมการบริหารหลกั สตู รและงานวชิ าการของสถานศกึ ษา 1.2 ศกึ ษาขอมูลท่ีเกยี่ วขอ ง (หลักสูตรแกนกลาง กรอบหลักสูตรระดับทองถ่ิน บรบิ ท ความตอ งการของสถานศึกษา) 1.3 จัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาทีม่ อี งคประกอบที่สําคญั ไดแ ก - สวนนาํ (ความนาํ วิสยั ทศั น สมรรถนะสําคัญของผเู รยี น คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค ฯลฯ) - โครงสรา งเวลาเรียนของหลักสตู รโรงเรยี น/โครงสรา งหลักสตู รโรงเรยี น - คําอธบิ ายรายวิชา - กจิ กรรมพฒั นาผเู รียน - เกณฑก ารจบการศกึ ษา 1.4 นําเสนอคณะกรรมการสถานศึกษาใหความเหน็ ชอบ 1.5 ใชห ลกั สตู รสถานศกึ ษา (ระดับช้ันเรยี น) 1. 6 วิจัย ติดตาม ประเมนิ ผลการใชห ลกั สูตร การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาโดยทัว่ ไปนนั้ ดําเนินการโดยคณะกรรมการหรอื คณะทาํ งาน ซ่งึ มีข้นั ตอนการดําเนนิ การโดยสงั เขป ดังน้ี 1. แตง ตั้งคณะกรรมการ/ คณะทํางานและคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและงาน วชิ าการของสถานศกึ ษา ประกอบดว ย ผบู ริหารสถานศกึ ษา และครผู สู อน
45 2. วเิ คราะหข อ มูลจากแหลง ตางๆ : มีแหลงขอมูลสาํ คญั มากมายทเ่ี ปนประโยชนตอการ จัดทําหลักสตู รสถานศกึ ษา อาทิ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กรอบ หลักสูตรระดับทอ งถ่ิน ขอ มลู จากการวิเคราะห สภาพ ปญหา จดุ เนน ความตองการของชมุ ชน และ ของสถานศึกษาแตละแหง ตลอดจนความตองการของผเู รียน 3. จดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา : พิจารณาจดั ทําหลักสตู รสถานศึกษาซึ่งมอี งคป ระกอบ สาํ คัญไดแกว สิ ัยทัศน สมรรถนะสําคญั ของผูเรยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค โครงสรางหลกั สตู ร สถานศกึ ษา (เวลาเรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน/เพ่มิ เติม กจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น) คาํ อธิบายรายวชิ า และ เกณฑก ารจบหลกั สตู ร พรอ มกันน้ีสถานศึกษาจะตองจดั ทาํ เอกสารระเบยี บการวัดผลประเมนิ ผลเพอื่ ใชค วบคูก บั หลกั สูตรสถานศึกษา 4. คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาใหค วามเหน็ ชอบนําเสนอรางเอกสารหลกั สตู ร สถานศกึ ษา และระเบียบการวัดประเมนิ ผลตอ คณะกรรมการสถานศกึ ษาเพือ่ พิจารณาใหค วาม เหน็ ชอบ หากมีขอ เสนอแนะจากคณะกรรมการ กน็ าํ ขอ เสนอแนะดงั กลาวไปพิจารณาปรับปรุงรา ง หลักสูตรสถานศึกษาใหม ีความเหมาะสม ชดั เจนย่ิงขน้ึ การเขียนสวนนาํ ของหลกั สตู รสถานศกึ ษา 1. สวนนาํ ประกอบดว ย 1.1 ความนาํ แสดงใหเหน็ ความเชือ่ มโยง ระหวา งหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กบั กรอบหลกั สูตรระดบั ทองถิ่น จดุ เนน และความตองการของโรงเรียน 1.2 วิสยั ทัศนโ รงเรียน เปนเจตนารมณ อุดมการณ หลกั การ ความเชอื่ อนาคตท่ีพงึ ประสงค เอกลกั ษณ ของโรงเรยี นเพอื่ สรา งศรัทธา จุดประกายความคิดในการพัฒนาองคกร และคุณภาพผเู รียน ที่ สอดคลอ งกับหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กรอบหลกั สูตรระดบั ทอ งถนิ่ จุดเนน และความตอ งการของโรงเรียน 1.3 สมรรถนะสําคญั ของผเู รียน เปนสมรรถนะจําเปน พน้ื ฐาน 5 ประการทผ่ี เู รยี นพงึ มี ซง่ึ กาํ หนดไวใ นหลกั สูตร แกนกลาง การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 สมรรถนะสาํ คญั เหลา นี้ไดห ลอมรวมอยใู น มาตรฐานการเรียนรู และตวั ชวี้ ัดของกลมุ สาระการเรยี นรตู าง ๆ ทง้ั 8 กลมุ สาระการเรียนรู และ โรงเรยี นอาจจะเพ่มิ เตมิ ไดตามความเหมาะสม
46 1.4 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 8 ประการท่กี าํ หนดไวในหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา ข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551นน้ั เปน คณุ ลกั ษณะที่ตอ งการใหเกดิ แกผ เู รียนทุกคนในระดับการศกึ ษา ขั้นพน้ื ฐาน และโรงเรียนอาจจะเพิม่ เตมิ ตามจดุ เนน ของโรงงเรียนไดต ามความเหมาะสม 2. วิธกี ารกาํ หนดวสิ ยั ทัศน มีแนวทางการกําหนด ดงั น้ี 2.1 ศกึ ษาขอ มูล ตอไปน้ี 1) ศกึ ษา วเิ คราะห วสิ ยั ทศั นหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 2) ศกึ ษากรอบหลักสูตรระดบั ทอ งถน่ิ 3) ศกึ ษาขอมลู ความตอ งการ จดุ เนนของทองถนิ่ และโรงเรียน 2.2 กาํ หนดคาํ สาํ คญั ทมี่ งุ บอกถงึ เจตนารมณ อุดมการณ หลักการ ความเช่ือ อนาคตทพ่ี งึ ประสงคทีจ่ ะพฒั นาผเู รียนไปสจู ุดหมายของหลกั สูตร 2.3 ลักษณะของวสิ ัยทศั นท ่สี มบรู ณ ควรประกอบดว ยประเดน็ ตอ ไปนี้ 1) สอดคลองกับจดุ หมาย หลกั การของหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 2) สอดคลอ งกบั กรอบหลักสตู รระดับทอ งถ่นิ 3) แสดงภาพอนาคตของผเู รียนทค่ี รอบคลมุ สภาพความตอ งการของโรงเรยี น ชุมชน และทองถนิ่ 4) ใชภาษากะทัดรดั ชดั เจน สามารถปฏิบตั ไิ ด ตัวอยางวิสยั ทศั นโ รงเรียน แบบท่ี 1 หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน มงุ พฒั นาผูเรยี นทกุ คน ซงึ่ เปนกาํ ลงั ของชาติ ให เปนมนุษยท ่มี คี วามสมดุลทง้ั ดานรา งกาย ความรู คุณธรรม มจี ติ สาํ นึกในความเปนพลเมืองไทยและ เปน พลโลก ยดึ มั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมขุ มี ความรแู ละทกั ษะพน้ื ฐาน รวมท้งั เจตคติท่ีจาํ เปน ตอ การศกึ ษาตอ การประกอบอาชพี และการศึกษา ตลอดชีวิตโดยมุงเนน ผูเ รยี นเปนสาํ คญั บนพนื้ ฐานความเชื่อวา ทกุ คนสามารถเรยี นรแู ละพัฒนาตนเอง ไดเ ตม็ ตามศักยภาพ
47 แบบท่ี 2 หลักสูตรสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐานโรงเรียน .. ......... มุง พฒั นานกั เรยี นทกุ คนซง่ึ เปน กาํ ลงั ของ ชาติใหเ ปนมนษุ ย ท่มี คี วามสมดุลทง้ั ดานรา งกาย ความรู คณุ ธรรม รกั ทอ งถิ่น มจี ติ สาํ นกึ ใน การอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ และมคี วามเปนไทย ความเปน พลเมอื งไทย และเปน พลโลก ยดึ ม่ัน ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุข มคี วามรูและทกั ษะ พื้นฐาน รวมท้ังเจตคติทีจ่ าํ เปนตอการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวติ โดยมุงเนน ผูเ รยี น เปนสําคัญบนพน้ื ฐานความเช่ือวา ทกุ คนสามารถเรยี นรแู ละพฒั นาตนเองไดเตม็ ตามศักยภาพ แบบท่ี 3 โรงเรียน ........... มงุ พฒั นาผเู รยี นทกุ คนซงึ่ เปน กาํ ลงั ของชาตใิ หเ ปน มนษุ ยท ี่มคี วาม สมดลุ ท้ังดา นรา งกาย ความรู คณุ ธรรม มจี ิตสํานึกในความเปน พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมน่ั ใน การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุขมีความรแู ละทกั ษะพน้ื ฐาน รวมทงั้ เจตคติทีจ่ าํ เปน ตอ การศึกษาตอ การประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมุง เนน ผเู รยี นเปน สําคัญบนพนื้ ฐานความเชือ่ วา ทกุ คนสามารถเรียนรแู ละพัฒนาตนเองไดเ ตม็ ตามศกั ยภาพ มีความสามารถในการใชเทคโนโลยี มคี วามรแู ละทกั ษะพนื้ ฐานการประกอบอาชพี ดาํ รงชวี ติ ตาม หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง อนุรกั ษสงิ่ แวดลอ ม รวมสบื สานวฒั นธรรมประเพณแี ละภูมปิ ญ ญา ทอ งถนิ่ แบบท่ี 4 โรงเรียน ........... เปน องคกรผูนาํ การจดั การศกึ ษาใหผ เู รียน เปน เลศิ ดานคุณธรรม วชิ าการและพน้ื ฐานเทคโนโลยี มีมาตรฐานการศกึ ษาระดับชาติ หลกั สตู รโรงเรยี น ........................ มุงพฒั นาผูเรยี นทกุ คนซง่ึ เปน กาํ ลงั ของชาติใหเปนมนษุ ยท มี่ ีความสมดลุ ท้งั ดา นรา งกาย ความรู คุณธรรม มจี ติ สํานกึ ในความเปน พลเมอื งไทยและพลโลก ยดึ มนั่ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยท รงเปน ประมุข มีความรแู ละทกั ษะพื้นฐาน รวมทง้ั เจตคตทิ จ่ี าํ เปน ตอ การศึกษาตอ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมงุ เนน ผูเรียนเปนสาํ คัญบนพน้ื ฐานความเช่อื วา ทกุ คนสามารถเรยี นรแู ละพฒั นาตนเองไดเ ตม็ ตามศกั ยภาพ ผเู รยี นมคี วามตระหนกั รักทอ งถนิ่ และ ดําเนนิ ชวี ิตอยา งพอเพยี ง แบบที่ 5 ภายในป พ.ศ. .................... โรงเรยี น ................. มงุ เนน จดั การศกึ ษาใหม ี คณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา โดยพฒั นาผูเรยี นใหเปน มนษุ ยทมี่ ีความสมบูรณท ั้งดา นรา งกาย อารมณ สงั คม และจติ ใจ ตระหนกั ถึงการเปนพลเมอื งไทยและพลเมืองโลกทีด่ ี มคี ุณธรรม ยดึ ม่ัน ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข เปนผูนาํ ทางวชิ าการ
48 เกงการอาน คดิ วเิ คราะห เขียนเชยี่ วชาญการใชเ ทคโนโลยี สืบสานประเพณวี ัฒนธรรมไทย มใี จรัก ส่งิ แวดลอ ม นอมตามแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี งประเพณโี ดยยดึ หลกั การเรยี นรูท่ีเนนผูเรียนเปน สาํ คัญ 3. การกาํ หนดโครงสรางเวลาเรยี น โครงสรา งหลกั สูตรโรงเรยี น และรายวิชากลมุ สาระ การเรยี นรกู ารกาํ หนดรหัสวิชา เพื่อใหเกดิ ความสะดวกและความเขา ใจตรงกันในการส่อื สาร สถานศึกษา จําเปนตอ งกาํ หนดรหสั วิชาอยางเปน ระบบ ระบบรหสั วชิ า การกาํ หนดรหสั วชิ าควรใชตวั เลขอารบกิ เพ่อื ส่ือสารและการจัดทาํ เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา ระบบรหัสวิชา สาํ หรับรายวชิ าพน้ื ฐานและ รายวชิ าเพมิ่ เติมตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ประกอบดวยตัวอักษร และตัวเลข 6 หลกั ดังน้ี หลกั ท่ี 1 เปน รหัสตัวอักษรแสดงกลุมสาระการเรียนรู คือ ท หมายถงึ กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย ค หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ว หมายถงึ กลุม สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร ส หมายถงึ กลุมสาระการเรียนรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม พ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรสู ุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ศ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรูศลิ ปะ ง หมายถงึ กลุม สาระการเรยี นรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี หมายถงึ กลมุ สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศใหใ ชร หสั ของแตละภาษาตามรายการ หมายเหตุ รหสั ตวั อักษรกลุมสาระการเรยี นรูภ าษาตา งประเทศ
49 1) รายการรหสั ตัวอักษรกลมุ สาระการเรียนรภู าษาตา งประเทศท่ีจะนาํ ไปใสแ ทน มี ดังนี้ ก หมายถึง ภาษาเกาหลี ข หมายถงึ ภาษาเขมร จ หมายถึง ภาษาจนี ซ หมายถงึ ภาษารสั เซยี ญ หมายถงึ ภาษาญีป่ นุ ต หมายถงึ ภาษาเวียดนาม น หมายถงึ ภาษาลาติน บ หมายถึง ภาษาบาลี ป หมายถึง ภาษาสเปน ฝ หมายถึง ภาษาฝรง่ั เศส ม หมายถงึ ภาษามลายู ย หมายถงึ ภาษาเยอรมนั ร หมายถงึ ภาษาอาหรับ ล หมายถึง ภาษาลาว อ หมายถงึ ภาษาองั กฤษ ฮ หมายถึง ภาษาฮนิ ดู 2) กรณีท่มี ีสถานศึกษาใดจดั ทาํ รายวิชาภาษาตา งประเทศอ่นื ๆ นอกเหนือจากท่กี าํ หนด ไวใหส ถานศึกษาทาํ เรอ่ื งเสนอสาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน เพอ่ื กาํ หนดรหัสตวั อักษร กลุมสาระการเรยี นรูภาษาตางประเทศเพม่ิ เติมและประกาศใหส ถานศึกษาทัว่ ประเทศไดร ับทราบและ ใชใ หต รงกัน หลกั ที่ 2 เปนรหสั ตวั เลขแสดงระดับการศกึ ษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศกึ ษา ตอนตน และมธั ยมศึกษาตอนปลาย สะทอ นระดับความรูและทักษะในรายวิชาท่ีกาํ หนดไว คือ 1 หมายถงึ รายวิชาระดบั ประถมศึกษา 2 หมายถงึ รายวชิ าระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน 3 หมายถงึ รายวิชาระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย หลักที่ 3 เปน รหัสตัวเลขแสดงปท่ีเรียนของรายวิชา ซ่งึ สะทอนระดับความรแู ละทักษะใน รายวิชาทก่ี ําหนดไวใ นแตล ะป คอื 0 หมายถงึ รายวชิ าทไี่ มก าํ หนดปทเ่ี รียน จะเรยี นปใดก็ไดใ นระดบั ประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศึกษาตอนปลาย 1 หมายถงึ รายวชิ าท่เี รยี นในปท่ี 1 ของระดับประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ป.1 ม.1 และม.4) 2 หมายถงึ รายวชิ าทเ่ี รียนในปที่ 2 ของระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.2 ม.2 และม.5) 3 หมายถงึ รายวิชาที่เรียนในปท ่ี 3 ของระดับประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.3 ม.3 และ ม.6)
50 4 หมายถงึ รายวิชาท่ีเรยี นในปท่ี 4 ของระดับประถมศกึ ษา (ป.4) 5 หมายถงึ รายวชิ าที่เรียนในปที่ 5 ของระดับประถมศึกษา (ป.5) 6 หมายถงึ รายวชิ าทเี่ รียนในปท ่ี 6 ของระดับประถมศึกษา (ป.6) หลกั ที่ 4 เปน รหัสตวั เลขแสดงประเภทของรายวิชา คือ 1 หมายถงึ รายวิชาพนื้ ฐาน 2 หมายถงึ รายวิชาเพิม่ เติม หลกั ท่ี 5 และหลักท่ี 6 เปน รหัสตวั เลขแสดงลําดับของรายวิชาแตละกลมุ สาระการเรียนรู ในป/ ระดับการศึกษาเดียวกนั ในระดับประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน หรอื มัธยมศึกษาตอนปลาย มีจํานวนตงั้ แต 01-99 ดังนี้ รายวิชาทก่ี ําหนดปท่ีเรียน ใหนับรหัสหลกั ที่ 5-6 ตอเนอ่ื งในปเดียวกนั หากจดั รายวชิ า เปน รายภาค ใหก าํ หนดเรียงลําดบั รายวิชาในกลมุ สาระการเรียนรเู ดียวกนั ใหเ สรจ็ สิ้นในภาคเรยี นแรก กอ น แลวจึงกาํ หนดตอในภาคเรียนที่สองรายวชิ าท่ไี มก าํ หนดปท่ีเรียน ใหน บั รหสั หลกั ที่ 5-6 ตอเนอื่ งใน ระดบั ประถมศกึ ษา มัธยมศึกษาตอนตน และมธั ยมศกึ ษาตอนปลายทงั้ น้ี รหสั หลกั ที่ 5 และหลกั ที่ 6 ของรายวชิ าเพิ่มเติม ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร ให กาํ หนดรหัสวชิ า เปนชวงลาํ ดบั ดงั นี้ กลุมสาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร ลาํ ดับที่ 01 - 19 หมายถงึ รายวชิ าในกลุมฟส กิ ส ลาํ ดบั ท่ี 21 - 39 หมายถงึ รายวชิ าในกลุมเคมี ลาํ ดบั ท่ี 41 - 59 หมายถงึ รายวชิ าในกลุมชวี วทิ ยา ลาํ ดบั ที่ 61 - 79 หมายถงึ รายวิชาในกลุมโลกและอวกาศ ลําดบั ที่ 81 - 99 หมายถงึ รายวิชาในกลมุ วทิ ยาศาสตรอน่ื ๆ
51 โครงสรา งเวลาเรยี นตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ระดบั ประถมศึกษา กลมุ สาระการเรียนรู/ ป. 1 ป. 2 เวลาเรยี น ป. 5 ป. 6 กิจกรรม ระดบั ประถมศึกษา ป. 3 ป. 4 y กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาไทย 200 200 200 160 160 160 คณติ ศาสตร 200 200 200 160 160 160 วทิ ยาศาสตร 80 80 80 80 80 80 สงั คมศึกษา ศาสนา 120 120 120 120 120 120 และวัฒนธรรม ประวตั ศิ าสตร (40) (40) (40) (40) (40) (40) ศาสนาศีลธรรมจริยธรรม หนา ท่ีพลเมือง วฒั นธรรม และการดําเนินชวี ติ ในสงั คม (80) (80) (80) (80) (80) (80) เศรษฐศาสตร ภมู ิศาสตร สุขศกึ ษาและพลศึกษา 80 80 80 80 80 80 ศิลปะ 80 80 80 80 80 80 การงานอาชพี และ 40 40 40 80 80 80 เทคโนโลยี ภาษาตางประเทศ 40 40 40 80 80 80 รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน) 840 840 840 840 840 840 y รายวชิ า / กิจกรรม ท่ี ปละ 40 ชว่ั โมง สถานศกึ ษาจดั เพ่มิ เตมิ ตามความพรอมและจุดเนน y กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น กิจกรรมแนะแนว กจิ กรรมนักเรียน - ลูกเสือยวุ กาชาด 120 120 120 120 120 120 - ชมุ นุม กจิ กรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน รวมเวลา 120 120 120 120 120 120 กิจกรรมพฒั นาผเู รยี น รวมเวลาทั้งหมด ไมเกิน 1,000 ช่ัวโมง ไมเ กิน 1,000 ชั่วโมง หมายเหตุ ใหโ รงเรียนระบเุ วลาเรียนตามทโ่ี รงเรยี นกาํ หนด
52 ตัวอยางท่ี 1 โครงสรา งหลกั สตู รช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 1 รายวิชา/กิจกรรม เวลาเรียน(ชม./ป) รายวิชาพืน้ ฐาน 840 ท11101 ภาษาไทย 200 ค11101 คณิตศาสตร 200 ว11101 วทิ ยาศาสตร 80 ส11101 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม 80 ส11102 ประวัติศาสตร 40 พ11101 สุขศกึ ษาและพลศึกษา 80 ศ11101 ศิลปะ 80 ง11101 การงานอาชีพ และเทคโนโลยี 40 อ11101 ภาษาอังกฤษ 40 รายวิชา/กิจกรรมเพ่มิ เตมิ ท11201 ทักษะการเขยี น 40 กิจกรรมพัฒนาผเู รียน 120 y กจิ กรรมแนะแนว 30 y กิจกรรมนักเรยี น ลูกเสอื /เนตรนารี/ยวุ กาชาด 40 ชมรม/ชมุ นมุ 40 y กิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน 10 รวมเวลาเรยี นทัง้ สิ้น 1,000 4. การจดั ทําคาํ อธบิ ายรายวชิ า คาํ อธิบายรายวชิ าเปน กรอบองคความรทู ส่ี าํ คัญที่จะชว ยพัฒนาผูเ รียนใหม ีคณุ ภาพ ตาม มาตรฐานการเรยี นรูใ นแตล ะกลมุ สาระการเรียนรู ดงั นน้ั คาํ อธบิ ายรายวิชาควรมีองคประกอบทีส่ าํ คญั ไดแก รหัสวิชา ชื่อรายวชิ า กลุมสาระการเรยี นรู ชัน้ ป จํานวนชว่ั โมง หนว ยกิต ท่ีสอนตลอดทง้ั ปห รือ ตลอดภาคเรียน การเขียนคาํ อธิบายรายวชิ า เขยี นเปน ความเรียงโดยระบอุ งคค วามรู ทักษะกระบวนการ และคณุ ลักษณะทีต่ อ งการใหผ ูเรียนบรรลุตามตวั ช้ีวดั ในรายวิชาพนื้ ฐาน หรือผลการเรยี นรใู นรายวิชา เพ่มิ เติมและระบรุ หัสตัวชวี้ ดั หรือผลการเรียนรไู วส ว นทา ยของรายวชิ านน้ั ๆ
53 ลกั ษณะของคําอธบิ ายรายวชิ า 1. สะทอนตัวช้วี ัดและครอบคลุมทุกตัวชวี้ ดั ชนั้ ป 2. ผเู รยี นไดเรียนรอู ะไร 3. ผูเรียนสามารถทาํ อะไรได 4. ผเู รียนมีคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 วิธกี ารเขียนคาํ อธิบายรายวิชารายวชิ าพนื้ ฐาน 1. วเิ คราะหต วั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรูแกนกลางทกุ ตวั ช้วี ดั 2. กาํ หนดความรทู ่เี ปน สาระการเรยี นรู ทกั ษะ/กระบวนการ และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 3. จดั กลมุ ตวั ช้ีวดั และสาระการเรียนรทู ี่มคี วามสมั พนั ธ สอดคลองและเชอ่ื มโยงกนั 4. เรียบเรยี งเปนความเรยี งใหเ ปนคาํ อธบิ ายรายวิชา ตามรูปแบบของคาํ อธิบายรายวิชา 5. การจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู รียน ครตู องมีความรู ความเขา ใจในการจัดกจิ กรรมพฒั นา ผูเ รียนวา โรงเรยี นตองการทจ่ี ะจัดอยา งไร 6 การกําหนดเกณฑการจบการศกึ ษา มคี วามรู ความเขา ใจเก่ยี วกับเกณฑก ารจบ การศกึ ษา 7. การตรวจสอบหลักสูตรสถานศกึ ษา มคี วามรู ความเขาใจเกยี่ วกับแนวทางการ ตรวจสอบหลกั สตู รสถานศกึ ษา เฉลมิ ฟก ออน (2552: ออนไลน) กลาวถงึ การจัดทาํ หลกั สูตรของสถานศึกษาไวดังนี้ การจัดทาํ โครงสรางหลกั สูตรสถานศึกษา ตอ งพจิ ารณาขอ มลู จากหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เปาหมาย/จุดมงุ หมายในการพัฒนาผูเรียนระดบั ทอ งถนิ่ (หลกั สตู รระดับทองถ่ิน) แลวจึงดาํ เนนิ การจัดทาํ โครงสรางหลกั สตู รสถานศกึ ษาดงั นี้ (สําหรบั ความเปน ทอ งถนิ่ สถานศึกษาสามารถสอดแทรกในวิชาพ้ืนฐาน สอดแทรกหรือจดั ทําเปน รายวชิ าในวิชาเพมิ่ เติม และสามารถสอดแทรกในกิจกรรมพฒั นาผเู รียน) 1. รายวชิ าพน้ื ฐานทกุ กลมุ สาระการเรียนรู ตองใหจ าํ นวนหนวยกิต/ชัว่ โมงตามทหี่ ลกั สูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กําหนดการใหช่ือวิชาในโครงสรางหลักสูตร สถานศกึ ษา ระดบั ประถมศึกษา ใหช อ่ื วิชาตามกลมุ สาระการเรียนรู ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตนและตอนปลาย ใหชอื่ วชิ าตามกลมุ สาระการเรียนรู หรือใหช่ือ ตามเนื้อหาสาระของรายวชิ านนั้
54 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตนและตอนปลาย แตล ะกลมุ สาระการเรียนรูสามารถจดั แยก ไดม ากกวา 1 รายวิชา (1 รายวชิ าตอ งมหี นว ยกติ ไมนอ ยกวา 0.5 หนว ยกติ ) แตร วมจํานวนช่ัวโมง ของกลุมสาระฯ แลว ตอ งไมเ กนิ จาํ นวนชวั่ โมงทีก่ าํ หนดในโครงสรางเวลาเรียนของแตละกลมุ สาระการ เรยี นรู ที่กาํ หนดโดยหลกั สตู รแกนกลางฯ การจัดรายวชิ าตัวช้ีวดั ทกี่ าํ หนดในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 มาจดั วางในแตล ะป (ระดับประถมศกึ ษา) หรอื ภาคเรียน (ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน และตอน ปลาย) ใหเปนลําดับทเ่ี หมาะสมกบั การรบั รขู องผเู รียน สําหรบั ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาตอนตนและชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย แตล ะกลมุ สาระการ เรยี นรใู นโครงสรางเวลาเรยี นของหลกั สูตรสถานศกึ ษา สามารถแยกมากกวา 1 รายวชิ าได เชน กลมุ สาระการเรยี นรสู ุขศึกษาและพลศกึ ษา อาจจะแยกเปน 2 รายวชิ า เปนวชิ าสขุ ศกึ ษา และวิชาพลศึกษา วิชาการงานอาชพี และเทคโนโลยี อาจจะแยกเปน 2 รายวิชา คือ วิชาคอมพวิ เตอร และวชิ าการงาน และอาชพี เปนตน แตจาํ นวนหนว ยกติ หรือจํานวนชัว่ โมง/ปของ 2 รายวิชารวมกันแลว ตอ งไมเ กนิ จาํ นวนชวั่ โมงในโครงสรา งเวลาเรียนของกลมุ สาระการเรียนรูน น้ั ทกี่ าํ หนดในหลกั สตู รแกนกลางฯ 2. รายวชิ าเพม่ิ เตมิ 2.1 ระดับประถมศกึ ษา จดั รายวชิ าปละไมเ กิน 80 ชัว่ โมง และมัธยมศกึ ษาตอนตน จัดรายวชิ าปล ะไมเ กิน 240 ชวั่ โมง ใหช อื่ วชิ าที่สอดคลองกับเน้อื หาสาระของรายวิชา 2.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดรายวชิ าปล ะไมน อยกวา 1,680 ช่วั โมง ใหชือ่ วิชาท่ีสอดคลองกับเนอ้ื หาสาระของรายวชิ า รายวชิ าเพมิ่ เติม ผสู อนตอ งกําหนดเปา หมายการเรียนรูที่เรยี กวา “ผลการเรียนร”ู เองใหชดั เจน เน่อื งจากไมมตี วั ช้ีวัดรายป/ รายชว งชนั้ และใหใ ชค าํ วา “ผลการเรียนร”ู เทานน้ั ไมใ ช คํา วา ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั การกาํ หนดรหัสวชิ า มีหลกั เกณฑ ดงั นี้ หลักท่ี 1 หลกั ที่ 2 หลักท่ี 3 หลักที่ 4 หลักท่ี 5 และ หลักท่ี 6 กลุมสาระฯ ระดับปใ น ระดบั การศึกษา ประเภทของรายวิชา ลาํ ดบั ของรายวชิ าใชร หสั ตัวอักษรตามรายการรหสั ตัวอักษร กลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ เชน ภาษาองั กฤษ ใช อ ภาษาญ่ปี นุ ใช ญ ภาษาจีน ใช จ เปนตน หลกั ที่ 1 เปน รหสั ตวั อกั ษรแสดงกลมุ สาระการเรยี นรู คือ ท หมายถึง กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย ค หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรูค ณิตศาสตร
55 ว หมายถงึ กลุม สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร ส หมายถงึ กลมุ สาระการเรียนรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม พ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรูสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ศ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรศู ลิ ปะ ง หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี กลุม สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศ ใหใชร หัสของแตล ะภาษาตามรายการท่กี าํ หนด คอื ข หมายถงึ ภาษาเขมร จ หมายถงึ ภาษาจนี ซ หมายถงึ ภาษารัสเซีย ญ หมายถงึ ภาษาญ่ปี ุน ต หมายถงึ ภาษาเวยี ดนาม น หมายถงึ ภาษาลาตนิ บ หมายถงึ ภาษาบาลี ป หมายถงึ ภาษา สเปน ฝ หมายถงึ ภาษาฝร่ังเศส ม หมายถงึ ภาษามลายู ย หมายถงึ ภาษาเยอรมนั ร หมายถงึ ภาษาอาหรบั ล หมายถงึ ภาษาลาว อ หมายถงึ ภาษาอังกฤษ และ ฮ หมายถงึ ภาษาฮนิ ดู กรณีท่ีสถานศกึ ษาไดจ ดั รายวชิ าภาษาตางประเทศอน่ื ๆ นอกเหนอื จากท่ีกระทรวงกาํ หนดไว ใหสถานศกึ ษาทาํ เร่อื งเสนอ สพฐ. เพื่อกําหนดรหัสตวั อักษรกลมุ สาระการเรียนรตู างประเทศเพม่ิ เติม และประกาศใหส ถานศกึ ษาทวั่ ประเทศไดร บั ทราบและใชใ หต รงกนั หลกั ที่ 2 เปน รหัสตัวเลขแสดงระดับการศึกษา ไดแ ก 1 หมายถงึ รายวิชาระดบั ประถมศกึ ษา 2 หมายถึง รายวิชาระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน 3 หมายถึง รายวิชาระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย หลักท่ี 3 เปน รหัสตวั เลขแสดงปทเี่ รียนของรายวชิ า ไดแ ก 0 หมายถงึ รายวิชาไมก าํ หนดปท เ่ี รียน จะเรียนปใดก็ไดในระดบั ประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1 หมายถงึ รายวชิ าที่เรยี นในปท ่ี 1 ของระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย(ป.1 ม.1 และ ม.4) 2. หมายถงึ รายวชิ าท่เี รียนในปท ่ี 2 ของระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน และ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย(ป.2 ม.2 และ ม.5) 3. หมายถงึ รายวชิ าทเ่ี รียนในปท่ี 3 ของระดับประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย(ป.3 ม.3 และ ม.6) 4 หมายถึง รายวชิ าท่ีเรยี นในปท ่ี 4 ของระดบั ประถมศกึ ษา (ป.4) 5 หมายถึง รายวิชาทเ่ี รียนในปท ่ี 5 ของระดับประถมศกึ ษา (ป.5) 6 หมายถึง รายวิชาทเ่ี รียนในปท่ี 6 ของระดับประถมศกึ ษา (ป.6)
56 หลักที่ 4 เปน รหัสตัวเลขแสดงประเภทของรายวิชา ไดแ ก 1. หมายถงึ รายวชิ าพนื้ ฐาน 2. หมายถึง รายวชิ าเพม่ิ เติม หลกั ท่ี 5 เปน รหัสตวั เลขแสดงลําดบั ของรายวิชา ไดแก ลาํ ดบั วชิ าที่ 1- ลาํ ดบั วชิ าที่ 99
57 2.5 การเปรยี บเทียบหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2544 กับ หลักสตู รแกนกลาง การศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพุทธศักราช 2551 การเปรยี บเทยี บหลกั สูตรการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 กบั หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 หลักสตู รการศึกษาข้ันพื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2544 หลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 1. หลกั สูตรไมไ ดก ําหนดวิสยั ทศั นข องหลกั สตู ร 1. กําหนดวิสยั ทศั นข องหลกั สูตร สมรรถนะท่ีสําคัญ สมรรถนะท่สี าํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ของผเู รยี น และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค เพอ่ื เปน ประสงค แตไดก ําหนดเปน แนวทางไวในเอกสาร แนว ภาพรวมในการพฒั นาคุณภาพผูเรยี นทม่ี คี วาม ทางการจดั ทาํ หลักสตู รสถานศึกษา ใหส ถานศกึ ษา ชดั เจนมากข้ึนสําหรบั สถานศกึ ษาทุกแหง ใชเ ปน กาํ หนดคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค ตามบริบทของ กรอบทิศทางในการออกแบบหลักสูตรและการ สถานศกึ ษา จดั การเรยี นรใู หบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรูท ่ี หลกั สูตรแกนกลางไดก าํ หนดไว 2. กาํ หนดหลกั การของหลักสูตร ดงั นี้ 2. ปรับปรุงหลักการของหลักสตู ร เพื่อใหมคี วาม 1) เปนการศกึ ษาเพือ่ ความเปนเอกภาพของชาติ ชดั เจน สมบูรณย ่ิงขน้ึ โดยปรบั จากเดิม 5 ขอ เปน มุง เนน ความเปน ไทยควบคคู วามเปน สากล 6 ขอ ดังนี้ 2) เปนการศกึ ษาเพื่อปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนจะ ไดรบั การศกึ ษาอยา งเสมอภาพ และเทา เทยี มกนั โดย 1) เปน หลกั สตู รการศึกษาเพื่อความเปน เอกภาพ สงั คมมสี วนรวมในการจัดการศกึ ษา ของชาติ มมี าตรฐานการเรยี นรู เปน เปาหมาย 3) สงเสรมิ ใหผ เู รียนไดพัฒนาและเรยี นรดู วยตนเอง สาํ หรบั พฒั นาเยาวชนใหมคี วามรแู ละคุณธรรมบน อยางตอ เนื่องตลอดชวี ติ โดยถือวา ผเู รยี นมี พนื้ ฐานความเปนไทย ควบคกู บั ความเปน สากล ความสาํ คัญทส่ี ดุ สามารถพฒั นาตามธรรมชาติ และ 2) เปน หลกั สตู รการศึกษาเพ่อื ปวงชน ทป่ี ระชาชน เตม็ ตามศกั ยภาพ ทกุ คนมโี อกาสไดรบั การศกึ ษาอยา งเสมอภาคและมี 4) เปนหลกั สตู รทม่ี ีโครงสรางยดื หยนุ ทง้ั ดานสาระ คุณภาพอยา งเทาเทยี มกนั เวลา และการจดั การเรียนรู 3) เปน หลกั สตู รการศกึ ษาทต่ี อบสนองการกระจาย อํานาจใหส งั คมมสี วนรวมในการจัดการศึกษา ให สอดคลอ งกับสภาพและความตองการของทอ งถนิ่ 4) เปนหลกั สตู รการศกึ ษาทม่ี ีโครงสรา งยดื หยนุ ทง้ั ดานสาระการเรียนรู เวลา และการจัดการเรียนรู
58 หลกั สตู รการศึกษาข้นั พ้นื ฐานพุทธศกั ราช 254 หลกั สตู รการศึกษาข้ันพ้นื ฐานพุทธศักราช 2551 5) เปนหลกั สตู รที่จัดการศึกษาไดทุกรูปแบบ 5) เปนหลกั สตู รการศึกษาทเี่ นน ผเู รยี นมี ครอบคลุมทุกกลมุ เปาหมาย สามารถเทยี บโอนผลการ ความสาํ คัญทส่ี ุด เรียนรูและประสบการณ 6) เปนหลกั สตู รการศกึ ษาทจ่ี ดั การศึกษาไดทกุ รูปแบบ ครอบคลมุ ทกุ กลมุ เปาหมายสามารถเทยี บ โอนผลการเรียนรู และประสบการณ 3. กาํ หนดจุดหมายของหลกั สตู ร ดงั น้ี 3. ปรบั จุดหมายของหลักสตู ร เพอื่ ใหมคี วามชัดเจน สมบูรณย ง่ิ ขน้ึ โดยจากจดุ หมาย 9 ขอ เปน 5 ขอ 1) เหน็ คุณคา ของตนเอง มวี นิ ัยในตนเอง ปฏิบตั ติ าม ดังน้ี หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาทตี่ นนับถือ 1) มคี ณุ ธรรมจริยธรรม และคา นยิ มทพ่ี งึ ประสงค มีคุณธรรมจรยิ ธรรม และคา นยิ มทพี่ งึ ประสงค ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง เหน็ คุณคาของ 2) มีความคิดสรางสรรค ใฝรู ใฝเ รียน รักการอาน รัก ตนเอง มีวนิ ยั และปฏิบัติตนตามหลกั ธรรมของ การเขียน และรักการคน ควา พระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนบั ถอื 3) มคี วามรอู นั สากล รูเทา ทันการเปล่ียนแปลงและ 2) มคี วามรูอนั เปน สากล มที กั ษะในการจดั การ ความเจริญกา วหนาทางวทิ ยาการ มที กั ษะและ ทกั ษะกระบวนการคดิ ทักษะในการดาํ เนนิ ชีวิต ศกั ยภาพในการจัดการการสอื่ สาร และการใช ทกั ษะในการสอ่ื สาร และการใชเ ทคโนโลยี เทคโนโลยี ปรบั วิธกี ารคิด วธิ ีการทํางานไดเหมาะสม 3) มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ดี ี มสี ุขนิสยั และ กบั สถานการณ รกั การออกกาํ ลังกาย 4) มที ักษะและกระบวนการโดยเฉพาะทาง 4) มีจติ สาํ นกึ ในการเปน พลเมืองไทย และพลโลก คณติ ศาสตร วิทยาศาสตร ทกั ษะการคดิ การสราง ยดึ ม่ันในวิถีชวี ติ และการปกครองในระบอบ ปญ ญา และทกั ษะในการดาํ เนินชีวติ ประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข 5) รกั การออกกาํ ลังกาย ดแู ลตนเองใหม ีสขุ ภาพและ บคุ ลิกภาพที่
59 หลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2544 หลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551 6) มีประสทิ ธภิ าพในการผลติ และการบริโภคมี 5) มีจิตสํานกึ ในการอนุรักษว ฒั นธรรมและภูมิ คานิยมเปน ผผู ลติมากกวา เปนผูบริโภค ปญญาไทย การอนุรกั ษแ ละพัฒนาสิง่ แวดลอ ม มีจติ 7) เขาใจในประวัติศาสตรข องชาติไทย ภมู ใิ จในความ สาธารณะท่ีมงุ ทาํ ประโยชน และสรา งสิ่งทด่ี ีงามและ เปนไทย เปน พลเมืองดยี ดึ มน่ั ในวิถีชวี ติ และการ อยรู ว มกนั ในสงั คมอยา งมคี วามสุข ปกครองในระบบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมขุ 8) มีจติ สาํ นกึ ในการอนุรกั ษภ าษาไทย ศลิ ปะ วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภมู ิปญ ญาไทย ทรัพยากรธรรมชาติ และพฒั นาสงิ่ แวดลอ ม 9) รักประเทศชาติและทอ งถน่ิ มงุ ทาํ ประโยชนแ ละ สรา งสง่ิ ทด่ี ีงามใหส ังคม 4. โครงสรางหลกั สตู ร 4. โครงสรางหลกั สูตร 4.1 กาํ หนดเปน 4 ชวงชนั้ ดงั นี้ 4.1 กาํ หนดเปน 3 ระดับ ดังน้ี ชวงช้ันท่ี 1 ช้นั ประถมศึกษาปที่ 1-3 ชวงช้นั ท่ี 2 ช้ันประถมศึกษาปที่ 4-6 1) ระดบั ประถมศกึ ษา (ป.1-6) ชว งชัน้ ที่ 3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1-3 2) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน (ม.1-3) 3) ระดบั ชว งช้นั ท่ี 4 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 4-6 มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) 4.2 กาํ หนดเวลาเรียนของ 8 กลมุ สาระการเรียนรู 4.2 กาํ หนดเวลาเรยี นขนั้ ตา่ํ ของ 8 กลมุ สาระการ เปน เวลารวมไวเ ปนชว งกวา งๆ ในแตละชว งชนั้ เชน เรียนรูในแตล ะ ชั้นป และใหส ถานศกึ ษาเพิ่มเติมได ชว งชน้ั ที่ 1 (ป.1-3) กําหนดเวลาเรียนทงั้ 8 กลุม ปล ะ ตามความพรอ มและจดุ เนน เชน กาํ หนดเวลาเรยี น ประมาณ 800-1000 ชว่ั โมง โดยใหสถานศกึ ษา กลุมสารการเรียนรูภ าษาไทย ชนั้ ป.1 จาํ นวน 200 กาํ หนดเวลาเรยี นของแตละกลมุ สาระเองตามความ ชว่ั โมง เหมาะสม
60 หลักสตู รการศึกษาข้นั พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2544 หลกั สตู รการศึกษาขนั้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 5. กําหนดมาตรฐานการเรียนรู / มาตรฐานการเรียนรู 5. ปรับปรุงมาตรฐานการเรยี นรูและกําหนดตวั ชี้วดั ชวงชนั้ ชัน้ ป / ชวงชนั้ 5.1 กาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรู 76 มาตรฐาน 5.1 ปรับปรงุ มาตรฐานการเรยี นรใู หม ีความชัดเจน 5.2 กาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรชู ว งชั้นโดยกาํ หนด ลดความซํา้ ซอ น โดยปรับปรงุ จาก 76 มาตรฐาน ไวเปน ชว งๆ ละ 3 ป ซ่ึงเปน คุณภาพของผเู รยี นเมอ่ื จบ ลดลงเหลอื 67 มาตรฐาน ชนั้ ป.3 ซงึ่ เปน คุณภาพของผูเรยี นเม่ือจบชัน้ ป. 3 ป. 5.2 กําหนดตวั ชวี ิดชั้นปสาํ หรับการศกึ ษาภาค 6 ม.3 ม.6 และใหสถานศกึ ษานําไปเปน กาํ หนดผล บังคบั (ป.1- ม.3) และตัวชวี้ ดั ชวงชัน้ สาํ หรบั การเรียนรทู ่คี าดหวงั เพอื่ นใชเปน เปา หมายในการ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม. 4-6 ) เพอ่ื ชวยใหการ จัดการเรยี นรขู องแตละกลมุ สาระในแตล ะ ชนั้ ปเอง ซง่ึ จัดการเรียนรแู ละการวดั และประเมนิ ผลมเี ปา หมาย ทาํ ใหข าดเอกภาพ และมปี ญ หาในการเทยี บโอนผล ทชี่ ัดเจนในแตล ะระดับช้ัน รวมทง้ั ครผู ูส อนสามารถ การเรยี นรู นําไปใชในการออกแบบหนว ยการเรียนรูไดเลย ซึง่ เปน การชวยลดภาระของครู 6. กาํ หนดกจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น แบง เปน 2 ลกั ษณะ 6. ปรบั ปรุงกิจกรรมพัฒนาผเู รยี น โดยเพม่ิ กิจกรรม คือ เพอื่ สังคมและสาธารณประโยชนท ี่มงุ เนน ใหผเู รียน 1) กิจกรรมแนะแนว ทกุ คนทงั้ ในระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา ได 2) กจิ กรรมนกั เรยี น ทาํ กจิ กรรมทเ่ี ปน ประโยชนเพอื่ สวนรวม ซง่ึ เปนการ ปลูกฝงใหผเู รียนมคี ณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคท่ี กาํ หนด คือ การมจี ิตสาธารณะ อันจะชว ยใหส งั คม เกิดสนั ตสิ ุข อยูรว มกนั อยา งมีความสุข ดังนนั้ ในหลกั สตู รแกนกลางฯ จงึ ไดก าํ หนดกิจกรรม ผเู รียน เปน 3 ลกั ษณะดังน้ี 1) กจิ กรรมแนะแนว 4) กิจกรรมนกั เรยี น 3) กจิ กรรมเพือ่ นสงั คมและสาธารณประโยชน
61 หลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2544 หลกั สูตรการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานพุทธศกั ราช 2551 7. การวดั และประเมนิ ผล และการจบหลกั สตู ร 7. การวดั และประเมินผล และการจบหลักสูตร 7.1 หลกั สตู รกาํ หลดใหสถานศกึ ษากาํ หนดเกณฑ 7.1 หลกั สตู รแกนกลางฯ กาํ หนดเกณฑก ลางการ จบหลักสูตร การตัดสินผลการเรียน การใหระดับผล การจบหลกั สตู รเอง รวมทั้งจดั ทําแนวทาง การวัดและ การเรยี น การรายงานผลการเรียน และเอกสาร ประเมนิ ผลตามเกณฑท ีส่ ถานศึกษากําหนด หลกั ฐานการศึกษาทก่ี ระทรวงควบคุม เพ่อื ให 7.2 การตดั สินผลการเรียน สถานศกึ ษาจดั ทําแนวปฏิบตั กิ ารวัดและประเมินผล การเรียนทส่ี อดคลองกบั หลกั เกณฑท ห่ี ลกั สตู ร - ระดบั ประถมศกึ ษา และมัธยมศกึ ษาตอนตน แกนกลางกาํ หนด ตดั สนิ ผลการเรยี นเปน รายป 7.2 การตดั สินผลการเรยี น - ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ตดั สนิ ผลการ - ระดับประถมศกึ ษา ตดั สนิ ผลการเรยี นเปน เรยี นเปน รายภาค รายป - ระดับมัธยมศึกษาตอนตน และ ตอนปลาย ตัดสนิ ผลการเรยี นเปน รายภาค 3. การจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษา สงดั อุทรานนั ท (2532: 28 - 43) ไดเสนอความคดิ เกย่ี วกับการพฒั นาหลกั สูตร 7 ข้นั ตอน คือ ข้ันท่ี 1 การวิเคราะหข อมูลพืน้ ฐาน เปนกระบวนการท่มี ีความสาํ คัญและเปนขั้นตอนแรก ของการพฒั นาหลักสูตร เพอ่ื ใหทราบถึงสภาพปญ หาความตอ งการของสงั คมและผเู รยี น ซ่งึ จะชว ยให สามารถจัดหลกั สตู รไดส อนกับความตองการและสามารถแกไขปญ หาตา ง ๆ ได ข้ันที่ 2 การกําหนดจดุ มงุ หมายของหลกั สตู ร เปนขนั้ ตอนท่กี ระทาํ หลงั จากไดวเิ คราะหแ ละ ไดทราบถงึ สภาพปญหา ตลอดจนความตองการตาง ๆ การกําหนดจดุ หมายของหลกั สตู รนนั้ เปน การ มุง แกป ญ หาและสนองความตอ งการท่ีไดจากการวิเคราะหขอมลู ขน้ั ที่ 3 การคดั เลือกจัดเนอื้ หาสาระและประสบการณก ารเรียนรทู จี่ ะนํามาจดั ไวใ นหลกั สูตร จะตองผานการพิจารณากลน่ั กรองถงึ ความเหมาะสมและสอดคลอ งกบั จุดหมายของหลกั สูตรทไี่ ด กําหนดไว
62 ขัน้ ที่ 4 การกาํ หนดมาตรการวดั และประเมนิ ผล ขน้ั นี้มุงทีจ่ ะหาเกณฑมาตรฐานเพื่อใชใ น การวัดและประเมินผลวาจะจดั และประเมินผลอะไรบา ง จงึ จะสอดคลองกับเจตนารมณหรือจุดหมาย ของหลักสูตร ขั้นท่ี 5 การทดลองใชหลกั สตู ร ขน้ั ตอนน้ีมงุ ศึกษาหาจุดออนหรอื ขอ บกพรองตา ง ๆ ของ หลกั สูตร หลงั จากทีไ่ ดม ีการรางหลักสตู รเสรจ็ แลว ท้ังน้เี พ่ือหาวิธีแกไ ขและปรับปรงุ หลักสตู รใหด ี ย่ิงข้ึน ขั้นที่ 6 ขนั้ ประเมนิ ผลการใชหลกั สตู ร หลงั จากไดน าํ หลักสูตรไปทดลองใชแ ลว กค็ วรท่ีจะ ประเมินผลการใชว า หลกั สูตรท่สี รา งข้นึ นนั้ มคี วามเหมาะสมสอดคลองและมีจดุ ใดบา งทคี่ วรจะไดร ับ การปรับปรงุ แกไข ขั้นที่ 7 การปรบั ปรงุ แกไขหลกั สูตรกอ นท่ีจะนําไปใชห ลงั จากท่ีไดต รวจสอบและประเมนิ ผล เบื้องตนแลว หากพบวา มีขอ บกพรอ ง จะตอ งมกี ารปรบั ปรุงแกไ ขใหม ีความถกู ตองหรือเหมาะสม กอ นทจ่ี ะนําหลักสูตรไปใชใ นสถานการณจ รงิ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหก ารใชหลกั สตู รบรรลุผลตามเปาหมายที่ กาํ หนดไว กรมวิชาการ (2544: 5) ใหแนวทางในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษาจะตองดําเนินการจดั ทาํ สาระของหลกั สูตรสถานศึกษาดังน้ี 1. ศกึ ษาองคป ระกอบของหลักสูตรวา กาํ หนดสาระทีเ่ ปนแกนกลางและสาระของทอ งถนิ่ ไว อยางไร และมีความสอดคลอ งสัมพนั ธแ ละสมดุลอยา งไร 2. วเิ คราะหข อบขา ยเน้ือหาหรอื สาระการเรยี นรูทก่ี าํ หนดไวทั้งองคป ระกอบดานความรู ทกั ษะ/กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรมและคานยิ ม 3. ศกึ ษาสภาพปญหาของชมุ ชนและสงั คม ภูมิปญญาทอ งถน่ิ ความตองการของชมุ ชนและ สงั คม 4. ปรบั ปรุงสาระการเรียนรเู พ่มิ เติมในสว นที่ตอ งจดั ใหสอดคลอองกบั สภาพปญหาและความ ตอ งการของชมุ ชน 5. ตรวจสอบความสอดคลอ งของสาระการเรียนรเู พม่ิ เตมิ กบั มาตรฐานการเรียนรกู ลมุ วชิ า และมาตรฐานหลกั สตู ร 6. วางแผนการจดั การเรียนการสอนตามขอบขา ยสาระการเรียนรู มาตรฐานการเรียนรู สดั สวน เวลาและหนว ยกิตตามทห่ี ลักสตู รแกนกลางกาํ หนด 7. พัฒนาแนวการจัดการเรียนการสอนเพอ่ื นาํ ไปสกู ารจดั การเรยี นรใู นหอ งเรียน
63 ถวลั ย มาศจรสั ; และณชิ นันทน ประสงค (2449: 21-25) กลาววา การจัดทาํ หลกั สูตรควร พัฒนาใหผ เู รียนเกิดความสนกุ และความเพลิดเพลนิ ในการเรียนรู เปรยี บเสมือนเปน วิธกี ารสรา ง กาํ ลงั ใจทาํ ใหเ กืดความกาวหนา แกผเู รียน ควรใหผเู รยี นมที กั ษะการเรียนรู ไดร บั ขอมูลสารสนเทศ สง เสรมิ จิตใจและมีกระบวนการคดิ อยา งมเี หตุผล หลักสูตรสถานศกึ ษาควรสง เสริมการพัฒนาดา น จติ วญิ ญาณ จรยิ ธรรม สงั คม และวัฒนธรรม และโดยเฉพาะพฒั นาหลกั การในการจําแนกระหวา ถกู และผิด เขาใจและศรัทธาในความเชอ่ื ของตน ตองพฒั นาหลกั สูตรคณุ ธรรม ชวยใหเ ปน พลเมอื งมี ความรบั ผิดชอบสามารถชว ยสังคมพัฒนาสังคมใหเ ปน ธรรมมีความเสมอภาค สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน (2549: 13 - 20) มีแนวทางดาํ เนนิ งานการ จัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษาไวดังนคี้ ือ1. การศกึ ษาวเิ คราะหข อมลู ทเ่ี กย่ี วของกบั สถานศึกษา 2. กาํ หนด วสิ ัยทศั น ภารกจิ เปาหมาย และคุณลักษณะอันพึงประสงค 3. การกําหนดโครงสรา งของหลักสตู ร สถานศกึ ษาแตล ะชวง และสดั สว นเวลาเรยี น 4. การจดั ทาํ สาระของหลกั สูตร 5. การออกแบบการ เรยี นรู 6. การออกแบบกิจกรรมพฒั นาผเู รียน 7. กําหนดรปู แบบ วธิ ีการ เกณฑก ารตดั สิน เอกสาร หลักฐานการศึกษา 8. พฒั นาระบบการสง เสรมิ สนบั สนนุ เอกรนิ ทร ส่มี หาศาล (2545: 223) ไดใหแ นวทางการจดั ทําหลกั สูตรไวค ือ 1. วางแผนจัดการหลกั สตู รสถานศกึ ษา - มผี ลการวิเคราะหขอ มลู พน้ื ฐานทจี่ ําเปน สําหรบั การจัดทาํ สาระของหลักสูตร สถานศกึ ษา - มกี ารวางแผนและกระบวนการจดั ทําหลักสตู รสถานศกึ ษาที่ชัดเจน - มีปรัชญาและเปาหมายในการจัดการศกึ ษาและจุดเนน การพฒั นาคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงคของผเู รียน - มแี ผนการจดั การเรียนรแู ผนการจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นทีส่ อดคลอ งกบั สภาพและ ความตอ งการของผเู รยี น 2. จดั ทาํ สาระของหลักสตู รสถานศกึ ษา ใหส อดคลองกบั หลักสูตรการศกึ ษา - จดั ตง้ั คณะทาํ งานพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษา - วิเคราะหห ลกั สตู รแกนกลาง - สํารวจวเิ คราะหส ภาพและความตองการของผเู รียน และชมุ ชน - จัดทําสาระการเรยี นรู
64 3. พฒั นาหลกั สูตรและจัดแผนการเรยี นทหี่ ลากหลาย ใหสอดคลองกบั สภาพความพรอม ความตอ งการของผูเรยี นและชมุ ชน - วิเคราะหสภาพความตอ งการของผเู รียน - จดั ทาํ หลกั สตู รของสถานศกึ ษา - กําหนดแผนการเรยี นรทู ี่หลากหลาย กมล ภูประเสริฐ (2547: 9-10) กลา ววา การบรหิ ารหลกั สูตรในสถานศกึ ษาควรดําเนินงาน ตามทก่ี ําหนดไวด งั ตอไปน้ี 1. การวิเคราะหห ลกั สตู รแกนกลางระดับประเทศ ทไ่ี ดกําหนดเกย่ี วกับมาตรฐานการเรยี นรู และสาระการเรยี นรโู ดยการจดั เปน กลุม ๆ ไว เชน กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เปนตน การวิเคราะหห ลกั สตู รแกนกลางนม้ี ีประโยชนตอสถานศกึ ษาตรงที่ ชวยใหบ ุคลากรของสถานศกึ ษาไดศ กึ ษาหลกั สูตรแกนกลางโดยละเอยี ด เพื่อการจัดทาํ มาตรฐานการ เรยี นรแู ละสาระการเรยี นรรู ายปแ ละรายภาคเรียนตอ ไป นอกจากนจี้ ะชว ยใหเ กดิ แนวคิดวาสถานศึกษา จะมีแนวในการจัดทํามาตรฐานการเรียนรแู ละสาระการเรียนรทู ีเ่ หมาะสมกับชมุ ชนและทองถิน่ ของตน ในสว นใดบาง 2. การกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรู และสาระการเรียนรใู นสว นที่เกยี่ วกบั สภาพแวดลอ ม ทรพั ยากร สภาพการดํารงชวี ิตและปญ หาตาง ๆ ท่เี ก่ียวขอ งกบั ชมุ ชนและทองถน่ิ โดยตรง แตเ นอ่ื งจาก มาตรฐานการเรยี นรูในหลักสตู รแกนกลางจะเขยี นไดค รอบคลมุ คอ นขางมาก ถา สถานศึกษาเหน็ วา มาตรฐานการเรียนรมู อี ยูแ ลว ก็อาจกาํ หนดเฉพาะสาระการเรียนรเู ฉพาะทองถน่ิ ทจ่ี าํ แนกตามชว งชนั้ 3. การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาเปน การนาํ ผลงานในขอ 1 และขอ 2 มาจดั ทาํ หลกั สตู ร สถานศกึ ษา โดยการกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรู และสาระการเรียนรเู ปนรายป กาํ หนดเวลาเรียนให เหมาะสม สาํ หรับระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 1 ถึงชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 3 สวนชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 4-6 จะตองกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรูและสาระการเรยี นรเู ปน รายภาคและกําหนดหนว ยกติ ใหเ หมาะสม 4. การจดั ทาํ หนว ยการเรยี นรู โดยเฉพาะในระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 1 ถงึ ชน้ั มัธยมศึกษา ปท ี่ 3 ตอ งนาํ เอกสารสาระการเรยี นรูต ามขอ 3 ทเี่ กีย่ วของกนั มาบรู ณาการเปน หนว ยการเรยี นรูยอ ย ๆ เพือ่ สะดวกแกก ารจัดการเรยี นการสอนที่สมั พนั ธกนั แตล ะหนว ยการเรียนรูจะประกอบดวยมาตรฐาน การเรียนรู สาระการเรยี นรู และเวลาเรียน ซงึ่ เมือ่ รวมทุกหนว ยเขา ดว ยกนั จะสมบรู ณตามหลักสตู รที่ กาํ หนดไวเ ปน รายภาคหรือรายป แตใ นระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 4-6 ตองทําเปนรายวชิ า นอกจากนนั้ ยังตอ งดาํ เนนิ งานอื่น ๆ ตามท่กี าํ หนดดวย
65 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน (2550: 10) กลา วไววา การจดั ทาํ หลักสูตร สถานศึกษาน้ันสวนใหญจัดทําหลักสูตรโดยคณะครูในโรงเรียน และบางโรงเรียนจัดทําหลักสูตร สถานศึกษารว มกับโรงเรียนอน่ื จัดทาํ ในสหวทิ ยเขตเขต กลมุ โรงเรยี น มวี ทิ ยากรแกนนาํ ใหค วามรู นิ เทสและตดิ ตาม ใหช ุมชนเขา มามีสว นรว มในการจัดหาเงนิ ทนุ สนบั สนนุ วสั ดุอปุ กรณก ารเรยี นและ สิ่งกอสรา งตา งๆ โรงเรียนใหบ คุ ลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศกึ ษาและชมุ ชนเขามามีสว น รวมในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา จดั ทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา วางแผนการใชห ลกั สตู ร ทงั้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนและกจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น การนาํ ภูมปิ ญ ญาทอ งถน่ิ มาชว ยสอน มโี ครงการสง เสรมิ การวจิ ยั เพือ่ พฒั นาและสนุบสนนุ สง เสรมิ ใหครูพัฒนาหลกั สูตรทส่ี อดคลอ งกับความ ตองการของทอ งถิ่นมากท่สี ดุ โรงเรียนยงั จัดทาํ โครงสรา งหลกั สตู รสถานศึกษาใหไ ดสอดคลองกับ หลักสตู รการศกึ ษามกี ารกาํ หนดโครงสรา งของหลกั สูตรทคี่ ํานงึ ถงึ ความสอดคลองกบั วสิ ัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย ของสถานศึกษาและหลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน บรรจุวชิ าเรยี นและเวลาเรยี นครบตาม หลักสูตร กาํ หนดวชิ าเรียนในแตละคาบ กาํ หนดสัดสวนเวลาเรียนแตล ะชวงชน้ั กลมุ สาระ กาํ หนด คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค เพ่อื เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รียน กาํ หนดคาบเวลารายป การวดั ผล และประเมินผล วเิ คราะหม าตรฐานการเรยี นรูชวงชนั้ กาํ หนดผลการเรยี นรทู ่คี าดหวงั รายป กาํ หนด โครงสรา งหลกั สูตรแตละชว งชน้ั จดั ทาํ คาํ อธิบายรายวชิ า หนว ยการเรียนรู กําหนดสอื่ การเรียนรู จดั ทําแผนการเรียน และแผนกจิ กรรมพฒั นาผเู รียน การจัดทาํ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ประสบความสาํ เรจ็ ตามเปา หมายทค่ี าดหวังไดนนั้ ทกุ ฝา ยท่เี กย่ี วของจะตองรว มกนั รับผดิ ชอบ โดยรว มกนั ทํางานอยา งเปน ระบบ และตอ เนอ่ื ง ในการวางแผน ดาํ เนนิ การ สง เสรมิ และสนับสนนุ ตรวจสอบ ตลอดจนปรบั ปรุง แกไข จงึ ตองมีกระบวนการจดั ทาํ หลกั สูตรเพอ่ื ใหเ ปน ระบบการบรหิ ารจัดการ เพ่อื ใหส ถานศกึ ษาใช เปนแนวทางการดาํ เนนิ การของสถานศกึ ษาดวยตนเอง ในกระบวนการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา จุดเนน ไมไดอยูท ก่ี ารจดั ทาํ เอกสารหลกั สตู ร ข้นั ตอนท่สี าํ คญั ทส่ี ุดอยทู ก่ี ารใชห ลกั สตู รหรือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูในชน้ั เรยี น (ประยูร ลงั กาพนิ ธ.ุ 2550ข: ออนไลน) ผูบรหิ ารและครตู องทาํ หนา ทเี่ ปน ผบู ริหารหลกั สตู ร มกี ารเตรยี มการ การดําเนินงาน การปรับปรงุ หลักสตู รสถานศึกษา (สาํ นักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน. 2549ก: 12-22) เอกรนิ ทร สมี่ หาศาล (2545: 221-231) กลา ววาการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษามีภารกิจที่ สาํ คญั คือ 2. การเตรียมความพรอมของสถานศึกษาคอื การสรางความตระหนกั ใหแ กบ ุคลากร แตง ต้งั คณะกรรมการและคณะอนกุ รรมการของสถานศกึ ษาตามระเบียบของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารวา ดวย คณะกรรมการบริหารหลกั สตู รและงานวิชาการสถานศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน เผยแพรป ระชาสัมพนั ธ จดั ทํา
66 ขอ มลู สารสนเทศของสถานศกึ ษา จดั ทาํ แผนพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา พฒั นาบคุ คลกรของสถานศกึ ษาให มีความรูความเขา ใจ และสามารถนําไปใชใ นการจดั ทาํ หลักสูตรของสถานศกึ ษา 2. การดาํ เนนิ งานจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา คือ การวางแผนจัดทาํ หลกั สูตร จดั ทาํ สาระ ของหลกั สูตร พฒั นาหลักสตู รและจัดแผนการเรยี นรทู หี่ ลากหลาย ใหสอดคลองกบั สภาพความพรอ ม ความตอ งการของผูเรยี นและชมุ ชน 3. การวางแผนการบรหิ ารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษา คอื การบริหารการใชหลกั สตู ร บริหาร การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู 4. การพัฒนากระบวนการเรยี นการสอนคอื การจัดกระบวนการเรียนการสอนท่ยี ึดผเู รียนเปน ศูนย จดั ทาํ สาระการเรียนรใู หสอดคลองกับหลักสูตร การรจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น 5. การสงเสริมและสนับสนนุ การจดั การเรยี นรแู ละกจิ กรรมพัฒนาผูเ รยี น คือ การเสริมสราง ปจ จยั เออ้ื อํานวยตอการเรียนของผูเรียน การสง เสริมการมีสว นรวมใหบ คุ คลกร องคก ร และสถาบัน ในทองถนิ่ มสี ว นรวมในกจิ กรรมการเรยี นการสอน สง เสรมิ การทาํ วิจยั ในชนั้ เรยี น จดั ระบบการประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ 6. การบรหิ ารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษาคอื การใหผูเรยี นคน ควาไดด ว ยตนเองจากแหลง การเรยี นรตู างๆ จดั ระบบนิเทศ กาํ กบั ตดิ ตามผลการดําเนนิ การบรหิ ารจดั การหลักสูตร มีการ ประเมินคุณภาพภายในอยา งเปน ระบบ สถานศึกษามีการรายงานผลการเรียนรขู องผูเรียน ใหแก สาธารณชนทราบเปน ประจาํ (ป/ภาค) สรปุ ผลการดําเนินการบริหารจัดการหลักสตู รของสถานศกึ ษา ประชาสมั พนั ธหลกั สตู รและรปู แบบการเรยี นการสอนของสถานศกึ ษา กรมวิชาการ (2544: 1-22) ใหแ นวทางรายละเอยี ดกระบวนการจดั การหลักสูตรการศกึ ษา เพ่อื ใหสถานศึกษาไดใ ชเปนหลกั ในการจัดทําหลักสตู รสถานศกึ ษาใชเ อง และหลักสตู รสถานศกึ ษา เปน แผนหรือแนวทาง ขอ กาํ หนดของการจดั การศึกษาทจี่ ะพฒั นาใหผ เู รยี นมคี วามรูความสามารถ โดย สงเสรมิ ใหแตล ะบคุ คลพัฒนาไปสูศ กั ยภาพ การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศึกษามีกระบวนการใหก ารจดั ทํา ดังนคี้ อื 1. การเตรยี มความพรอ ม 2. การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา 3. การวางแผนดาํ เนนิ การใช หลักสูตร 4. การดําเนนิ การใชห ลักสตู ร 5. การนิเทศ กํากบั ติดตาม ประเมนิ ผล 6. การสรุปผลการ ดาํ เนนิ งาน 7. การปรับปรงุ พฒั นา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (2549: 27-29) ไดก าํ หนดตัวชี้วดั ความสาํ เรจ็ ของการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศึกษาไว 3 ประการคอื 1. การพรอมความพรอมของสถานศกึ ษา 2. การ จดั ทําสาระของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 3. กําหนดแผนการบรหิ ารหลกั สตู รสถานศึกษา
67 ธวัธชยั ชัยจิรฉายากุล (2545: 27-28) เสนอแนวทางการบริหารจัดการหลักสตู รทสี่ ถานศกึ ษา ตอ งจัดทาํ เปนระบบตอ เนือ่ งสมั พนั ธก นั ดงั นคี้ ือ 1. การเตรียมความพรอ มของสถานศึกษา 2. การ จดั ทาํ สาระของหลกั สตู รสถานศึกษา 3. การวางแผนบรหิ ารจดั การหลกั สูตร 4. การปฏบิ ตั กิ ารบรหิ าร จัดการหลักสตู ร 5. การนเิ ทศ กาํ กบั ติดตามและประเมินผล 6. การสรปุ ผลการดําเนนิ งานบริหาร จัดการหลักสตู รสถานศกึ ษา 7. ปรบั ปรุงและพฒั นากระบวนการบรหิ ารจัดการหลกั สตู รสถานศึกษา แนวคดิ ทกี่ ลา วมาสรุปไดว า การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา เปน การวางแผนกําหนดการ จัดการดาํ เนินการปฏิบัตงิ านตามภาระงานของสถานศกึ ษา โดยผบู รหิ ารและครูมสี วนรวมและสมั พนั ธ กันอยา งเปน ระบบและมขี น้ั ตอนการดาํ เนนิ งานในการจดั ทําเพือ่ ใหสาํ เร็จตามวตั ถุประสงคข องการจัด ทําหลักสตู รอยางสมบรู ณ ในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษาของโรงเรียนวดั ไผตันนนั้ ทางโรงเรยี นมีการ ดําเนนิ งานดงั นี้โรงเรยี นวัดไผตัน เปด ทําการสอนเม่ือวันที่ 10 พฤษภาคม 2476 โดยใชศาลาการ เปรียญของวดั ไผต นั เปนสถานที่เลา เรยี น พื้นที่ของโรงเรยี นจาํ นวน 3 งาน 12 ตารางวา พ.ศ. 2483 ไดย ายสถานทเ่ี รยี นจากศาลาการเปรียญมาเรยี นอาคารเรียนหลงั ใหม พ.ศ.2503 กระทรวงศกึ ษาการ ไดจ ัดสรรงบประมาณใหกอ สรา งอาคารเรยี นสําหรบั นกั เรียน พ.ศ.2506 โรงเรียนไดโอนจากกรมสามญั ศกึ ษากระทรวงศกึ ษาธิการ มาเปน โรงเรยี นเทศบาลสงั กดั กองการศกึ ษา ฝา ยการศกึ ษาและสวัสดิการ สงั คมตามมตขิ องคณะรฐั มนตรี พ.ศ.2507 เทศบาลนครกรุงเทพ ไดแ บง งบประมาณเสริมสรา งอาคาร เรียนใหอกี โดยเพิม่ รว้ั ขนึ้ อกี 1 ดาน รวมเปน 3 ดาน และเทคอนกรตี รอบอาคารเรียน พ.ศ.2512 เปด ทาํ การสอนตงั้ แตชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 1 ถึงชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 7 มี 2 ผลัด และเทศบาลได จดั สรรเงินงบประมาณ สรา งรั้วสงั กะสี ดานหลงั ซง่ึ เปน คลองจัดซอ มหอ งนา้ํ ซอ มรั้วทางทิศตะวันตก ทช่ี าํ รุด 1 ชอง พ.ศ.2514 ไดรบั งบประมาณอาคารเรยี น 3 ชน้ั มี 6 หองเรยี น พ.ศ.2518 กรุงเทพมหานครใหงบประมาณรอ้ื อาคารเรียน 1 หลัง และสราง อาคารเรยี นใหมเ ปนตึก 3 ช้นั ใต ถุนโปรง มี 15 หอ ง พ.ศ.2535 ไดรบั งบประมาณจากกรงุ เทพมหานครปรับปรุงเวทหี อ งประชมุ หอ งปฏิบัติการทางภาษาจัดการศึกษาเปด การสอนเดก็ เล็กถึงชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 6 พ.ศ.2536 ไดร บั งบประมาณสรางตกึ 6 ชั้นพรอ มลิฟตโ รงเรียนวดั ไผต ัน ตั้งอยเู ลขที่ 64/1 ซอยพหลโหธิน 15 ถนน พหลโยธนิ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ซ่งึ โรงเรยี นวดั ไผต ันเปนโรงเรียนสงั กัด กรุงเทพมหานคร ปจ จบุ นั เปดทาํ การสอนในระดับอนุบาลถึงชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 มีสายงานการ บรหิ าร ตามแผนภูมดิ งั น้ี
กรงุ เทพมหานคร สำนกั งานเขตพญาไท 68 คณะกรรมการมูลนธิ โิ รงเรียน ผูอ ํานวยการโรงเรียน สำนกั การศึกษา คณะกรรมการ Cluster คณะกรรมการการศึกษาโรงเรยี น คณะกรรมการเครือขา ยผูปกครอง หวั หนา ชว งชั้นและหวั หนา สายช้ัน ผูชว ยผอู ํานวยการฝายธรุ การ ผชู วยผอู าํ นวยการฝายวิชาการ ผชู วยผูอํานวยการฝายปกครอง คณะกรรมการสายชนั้ อนบุ าล คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรและ คณะกรรมการฝายปกครอง วิชาการสายช้ันอนุบาล คณะกรรมการกลมุ สาระการเรยี นรู งานวชิ าการชวงชนั้ ที่ 1 งานวชิ าการชว งช้นั ท่ี 2 คณะกรรมการสายช้นั ป.1-3 คณะกรรมการสายชัน้ ป.4-6 ภาพประกอบ 2 โครงสรา งการบริหารงานโรงเรียนวดั ไผต ัน ท่มี า: สารสนเทศของโรงเรยี นวดั ไผตัน. (2551). หนา 7. โรงเรียนวัดไผตัน เปน โรงเรียนทตี่ ง้ั อยูก ลางใจเมอื งหลวง การเดนิ ทางสะดวก เปนโรงเรยี น สงั กดั กรงุ เทพมหานครโรงเรยี นเดียวในสาํ นกั งานเขตพญาไท ดงั นน้ั ตอ งดําเนนิ กจิ กรรมตา งๆ ตาม นโยบายของกรุงเทพมหานครทุกเรื่องรวมท้ังกิจกรรมพิเศษจากหนวยงานอื่นๆ อีกเปนจาํ นวนมาก โรงเรียนวัดไผตันมีโครงการตางๆ จาํ นวนมากท้ังเปนโครงการที่เกิดจากแผนพัฒนาการศึกษาของ โรงเรยี นเอง โครงการตามแผนการศึกษาของกรงุ เทพมหานครหรอื โครงการหนว ยงานอน่ื ๆทเ่ี กี่ยวขอ ง กับกรงุ เทพมหานคร
69 ดังนนั้ โรงเรยี นจงึ ตอ งมกี ารแตง ตัง้ คณะกรรมการในแตละโครงการเพือ่ ดําเนนิ การใหบ รรลุ ตามวตั ถปุ ระสงค ซึ่งบางโครงการอาจเปน โครงการตอ เน่ืองระยะยาว บางโครงการกเ็ สรจ็ สนิ้ ภายใน ปการศึกษาหนึ่งๆ การแตงตัง้ คณะกรรมการในบางโครงการ ผบู รหิ ารอาจจะมอบหมายหรือแตง ตง้ั ให ทกุ ฝายทีด่ าํ เนนิ งานภายในโครงการ แตบ างโครงการผบู รหิ ารอาจแตงตัง้ เพยี งผรู ับผิดชอบโครงการ และใหผ รู บั ผดิ ชอบโครงการนั้นๆ ไปรวบรวมคณะกรรมการดาํ เนนิ การเอง และนําเสนอมายงั ฝา ย บรหิ าร ซงึ่ การดําเนนิ งานของแตล ะโครงการนั้นทําใหเ กดิ การรวมตวั กนั ของบุคคลากรเพ่ือดาํ เนนิ งาน ใหประสบความสําเร็จตามวตั ถุประสงคโดยตองมีการสรปุ ผลการปฏบิ ัตงิ าน การประเมินโครงการนนั้ ๆ หลังเสร็จสนิ้ โครงการหรืองานท่ีมอบหมาย นอกจากนโ้ี รงเรยี นยงั มีการกระจายอาํ นาจการบรหิ ารงานเปน สายชน้ั และกลุมสาระการ เรียนรู ในสว นของสายชนั้ จะมกี ารแตง ต้ังหวั หนาสายชนั้ ดูแล ประสานงานและรบั ผิดชอบ คัดเลือก โดยคณะกรรมการในสายนนั้ ๆ สวนหวั หนากลมุ สาระการเรียนรมู หี นา ทบี่ รหิ ารงานวชิ าการในแตล ะ กลุมสาระวชิ า ซง่ึ การคดั เลือกหวั หนากลมุ คณะกรรมการกลมุ เปน ผคู ัดเลอื ก ถงึ แมว า โรงเรยี นจะมี การกระจายอาํ นาจการบรหิ ารไปสูส ายชน้ั ไปสูก ลมุ สาระการเรียนรูแลวกต็ าม แตบ างคร้งั งานกย็ งั มี ปญ หาตอ งแกไ ข ความเขา อาจไมตรงกนั จงึ ทาํ ใหง านไมตรงตามเปา หมายทว่ี างไว จากการที่โรงเรียนไดมีการแตงต้ังคณะกรรมการเพื่อดาํ เนินงานตางๆ ดังนั้นกิจกรรมหรือ ภาระงานทโี่ รงเรียนไดรับ จงึ ตองอาศัยความรวมมอื ในการทาํ งาน ในกรณีจะจดั โครงการตางๆ จะตอ ง มีการวางแผนรว มกนั ติดตอประสานงานกนั แลกเปล่ียนความคดิ เหน็ กนั และมีการประเมนิ ผล รวมกนั เพ่อื ใหบรรลุวตั ถปุ ระสงคท ่ตี งั้ ไว ซง่ึ อาจเปน วตั ถุประสงคของคณะกรรมการเอง หรืออาจเปน วัตถปุ ระสงคท ถ่ี ูกกาํ หนดไวแ ลว จากฝา ยนโยบายกรงุ เทพมหานคร หรอื ฝายบริหารของโรงเรยี นเอง ซง่ึ ในการสรปุ ผลการดําเนนิ งานหลงั จากเสรจ็ สน้ิ กจิ กรรมหรือโครงการตา งๆ เมอ่ื มองในภาพรวมแลว ผลการปฏิบัติงานยงั ไมประสบความสาํ เรจ็ ในระดบั เปนทนี่ า พอใจ การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี นวัดไผตันตอ งมกี ารจดั ทําทกุ ปการศกึ ษา ตองมี การวเิ คราะหห ลักสูตรทกุ ปก ารศึกษา บุคคลกรทกุ คนในโรงเรียนตอ งทาํ งานรว มกนั เพ่ือใหห ลักสตู รมี ประสทิ ธิภาพและเหมาะสมกบั ผเู รียน หลกั สตู รสถานศกึ ษาจงึ มคี วามสาํ คญั มากตอสถานศกึ ษา เนือ่ ง ในปก ารศกึ ษา 2553 กระทรวงศกึ ษาธิการกาํ หนดใหโ รงเรียนทกุ โรงเรยี นตองใชห ลักสูตรแกนกลาง การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน 2551 ในระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1-6 โรงเรยี นวัดไผต ันเปน โรงเรยี นท่ีเปด ทํา การสอนในระดับประถมจึงตองจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาใหมโดยนาํ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เปนแมแ บบในการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาจงึ ตองใชก ระบวนการทํางาน เพื่อใหห ลกั สตู รสถานศกึ ษาเกิดประสทิ ธภิ าพทุกคนจงึ ตองรวมแรงรว มใจกนั จัดทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา
70 ในการจัดทําหลกั สตู รสถานศึกษาของโรงเรยี นวัดไผต นั มขี น้ั ตอนดังนี้ การเตรียมความพรอมของโรงเรียนวัดไผต นั ผูบรหิ ารไดม กี ารเตรียมความพรอ มในการจัดทํา หลักสตู รสถานศกึ ษาคอื 1. จัดใหม กี ารประชมุ รับทราบการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาโดยการกาํ หนดวัน เวลา สถานที่ ในการจัดทาํ หลักสตู รสถานศึกษาของโรงเรยี น ในครมู ีความตระหนกั เหน็ วา สาํ คัญของการจดั ทํา หลกั สตู รสถานศกึ ษา 2. จัดหาวทิ ยากรใหก ารอบรม 3. จดั ใหมีการจัดอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการเร่อื งหลักสตู รสถานศึกษาและการจัดทําหลกั สูตร สถานศกึ ษา 4. แตงต้งั คณะกรรมการจดั ทําหลกั สูตรสถานศกึ ษา เพ่อื ศึกษาวิเคราะหปญ หาและจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษา 5. จัดทาํ ระบบสารสนเทศของโรงเรียนใหเปน ปจ จุบนั โดยการจดั คณะกรรมการจัดทาํ 6. จดั ทําแผนพฒั นาการศึกษาของโรงเรยี นโดยคณะกรรมการของโรงเรียน 7. จัดเอกสารเกีย่ วกับหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ใหห วั หนา กลมุ สาระ การจดั ทาํ สาระหลกั สตู รสถานศึกษาของโรงเรียนมขี น้ั ตอนดงั นี้ 1. ประชมุ วางแผนการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศึกษาโดยครทู กุ คนมีสว นรว มแสดงความคิดเหน็ กอ นจะจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี น 2. ผบู รหิ ารและครรู ว มกนั วเิ คราะหสภาพแวดลอ มของโรงเรียนเพื่อใหร จู ดุ แข็งและจุดออ น ของโรงเรยี น 3. แบง ครอู อกตามสาระการเรียนรู 8 สาระแตละกลุมสาระมีสมาชกิ ประมาณ 4-5 คน เน่ือง แตครมู ปี ริมาณจํากดั แตล ะกลุมจงึ มสี มาชิกไมเ ทา กนั 4. ครทู กุ คนชว ยวเิ คราะห กาํ หนดวสิ ยั ทศั น สมรรถนะของผเู รียนและลกั ษณะอันพงึ ประสงค 5. เม่ือไดก าํ หนดวิสัยทัศน สมรรถนะของผูเรยี นและลักษณะอนั พงึ ประสงคของโรงเรยี น เรียบรอ ยแลวจงึ ชว ยกนั จัดทาํ โครงสรา งของหลักสตู ร 6. ครูทกุ กลุมสาระการเรียนรศู กึ ษาหลกั สตู รแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน 2551 โดยยดึ เปน แมแ บบในการจัดทําหลักสตู ร โดยเรมิ่ จาก จัดทาํ โครงสรางรายวชิ า คาํ อธิบายรายวชิ า หนวยการ เรียนรู คาบเวลาเรียน สมาชกิ ในกลมุ สาระการเรยี นรูแ บงกนั จดั ทาํ แตล ะสายชนั้
71 7. เม่อื แตละกลุมสาระการเรยี นรูจ ดั ทาํ หลกั สูตรในแตละกลุมสาระเรยี บรอยแลว จึงรวบรวม จัดทําเปน รปู เลม ของหลกั สตู รสถานศึกษาของโรงเรียนวดั ไผต นั เพ่อื เตรียมใหค ณะกรรมการ สถานศกึ ษา อนุมตั ิหลกั สตู รสถานศกึ ษาฉบบั นี้ใชใ นปก ารศกึ ษา 2553 การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาของโรงเรยี นวัดไผต ัน ไดรบั ความรว มมอื รว มใจจากคณะครู ทุกคนจงึ จะประสบความสาํ เรจ็ เมื่อโรงเรยี นมหี ลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี นเรยี บรอยแลว ในป การศึกษา 2553 จึงเร่ิมใชและหลังจากไดใ ชหลักสตู รน้แี ลว ปการศกึ ษาตอ ไปทางโรงเรยี นก็ตอ งนาํ หลักสตู รฉบบั นี้มาพฒั นาปรบั ปรงุ ตอไป 3.1 กระบวนการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาตอ งดาํ เนนิ งานไปอยา งมีระบบเพือ่ ใหผ เู รียนไดรับความรู อยา งครบท่วั ตามทหี่ ลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐานกาํ หนดไว จึงตอ งมกี ระบวนการจัดทํา หลักสูตรสถานศกึ ษาอยา งเปน ขน้ั ตอนดงั นี้ กรมวชิ าการ (2545: 30) มขี อเสนอแนะแนวทางกระบวนการจดั ทําหลกั สตู รสถานศึกษา ไวดังนี้ 1. กําหนดวสิ ัยทศั น ภารกิจ เปา หมาย และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 2. การจัดโครงสรา ง หลักสตู รสถานศึกษา 3. การจดั ทาํ สาระหลักสูตรสถานศึกษา 4. การออกแบบการเรียนรู 5. การ ออกแบบกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น 6. การกําหนดรูปแบบ วธิ กี ารและเกณฑก ารตดั สนิ การวดั ผลและ ประเมนิ ผลและเอกสารหลักฐานการศกึ ษา 7. การพฒั นาระบบการสงเสรมิ สนบั สนุน 8. การเรยี บ เรียงเปน หลกั สตู รสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2551: ออนไลน) การจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษา โดยทวั่ ไปนั้น ดาํ เนนิ การโดยคณะกรรมการ หรือคณะทาํ งาน ซง่ึ กระบวนการจักทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษามขี น้ั ตอน การดําเนนิ การโดยสงั เขป ดงั น้ี 1. แตง ตงั้ คณะกรรมการ/ คณะทาํ งาน : คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รและงานวิชาการ ของสถานศกึ ษา ประกอบดวย ผบู ริหารสถานศกึ ษา และครูผสู อน 2. วเิ คราะหขอมลู จากแหลงตางๆ : มีแหลง ขอ มลู สาํ คญั มากมายที่เปนประโยชนตอ การ จัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษา อาทิ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กรอบ หลกั สตู รระดับทองถนิ่ ขอ มลู จากการวเิ คราะห สภาพ ปญหา จดุ เนน ความตอ งการของชมุ ชน และ ของสถานศึกษาแตละแหง ตลอดจนความตอ งการของผเู รยี น 3. จดั ทาํ หลกั สตู รสถานศึกษา : พิจารณาจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษาซ่งึ มีองคประกอบ สําคญั ไดแ กว สิ ยั ทัศน สมรรถนะสําคัญ ของผเู รียน คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค โครงสรางหลกั สตู ร สถานศกึ ษา (เวลาเรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน/เพ่มิ เตมิ กจิ กรรมพัฒนาผูเรียน) คาํ อธิบายรายวิชา และ
72 เกณฑก ารจบหลกั สูตร พรอมกนั นีส้ ถานศึกษาจะตองจดั ทาํ เอกสารระเบยี บการวดั ผลประเมินผล เพื่อ ใชควบคกู บั หลักสตู รสถานศกึ ษา 4. คณะกรรมการสถานศกึ ษาพิจารณาใหความเหน็ ชอบ: นําเสนอรา งเอกสารหลักสตู ร สถานศกึ ษา และระเบยี บการวัดประเมินผลตอ คณะกรรมการสถานศกึ ษาเพือ่ พิจารณาใหค วาม เห็นชอบ หากมีขอ เสนอแนะจากคณะกรรมการ กน็ าํ ขอเสนอแนะดงั กลาวไปพิจารณาปรับปรงุ รา ง หลักสตู รสถานศกึ ษาใหม คี วามเหมาะสม ชดั เจนยงิ่ ขน้ึ สรปุ วากระบวนการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาตองดาํ เนินการอยา งเปน ข้นั ตอนโดยการ แตงต้ังคณะกรรมการ ศึกษาขอมลู จัดทาํ สาระหลกั สูตร นําเสนอคณะกรรมการสถานศกึ ษาพจิ ารณา ใชหลกั สูตรสถานศึกษา วิจยั ตดิ ตามประเมนิ ผลการใชห ลักสูตร ข้นั สดุ ทา ยคือการปรบั ปรุงและพัฒนา ตอ ไป การศึกษาการจดั ทําหลักสตู รสถานศึกษา ตองใชก ระบวนการจดั ทําหลักสูตรสถานศกึ ษา เปนแนวทางการจดั ทําใน 2 ดานดังนค้ี ือ 3.1.1 การเตรียมความพรอ มของสถานศึกษา ธวัธชัย ชัยจิรฉายากุล (2545: 27-28) กลาวถึงการเตรียมความพรอมของ สถานศกึ ษาไวว า ภารเปน ภารกจิ ที่ผบู รหิ ารและครผู ูสอนตลอดจนบุคลากรที่เกยี่ วของจะตอ งดาํ เนนิ การ เพื่อเตรียมความพรอ มของสถานศกึ ษา มดี งั น้ี 1. สรางความตระหนกั ใหแ กบ ุคลากรของสถานศกึ ษาประกอบดว ย คณะกรรมการ สถานศกึ ษา ผบู รหิ าร ครูผสู อน ผปู กครอง ชมุ ชน และผูนักเรยี น เพือ่ ใหเ หน็ ความสาํ คญั หรอื ความ จาํ เปนท่ตี อ งรว มมือกนั บริหารจดั การหลกั สตู รของสถานศกึ ษา 2. ดําเนินการแตง ต้งั คณะกรรมการและคณะอนกุ รรมการของสถานศกึ ษาตาม ระเบยี บกระทรวงศึกษาธิการ วา ดว ยคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและงานวชิ าการของสถานศกึ ษา 3. เผยแพรป ระชาสมั พันธใหน กั เรยี น ผปู กครอง ชมุ ชน หนว ยงาน/องคก รในชมุ ชน ทกุ ฝา ยไดร บั ทราบ และใหค วามรว มมอื ในการบรหิ ารจัดการหลกั สตู รของสถานศึกษา 4. จัดทําขอมลู สารสนเทศของสถานศึกษาใหเปน ระบบ 5. จดั ทําแผนพฒั นาคุณภาพการศึกษาหรือธรรมนญู สถานศกึ ษา 6. พฒั นาบคุ ลากรของสถานศึกษาใหมีความรู ความเขา ใจ และสามารถนาํ ความรู ไปใชจ ดั ทําสาระของหลกั สตู รสถานศึกษา
73 ประยูร ลงั กาพนิ ธ (2550: ออนไลน) กลา วถงึ ขอสังเกตในการจัดทาํ หลกั สตู รมีดงั นี้ การเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษามขี อ สงั เกตดงั นี้ 1. โรงเรยี นใหเวลากับการศึกษาหลกั สูตรสถานศกึ ษามาก ครมู คี วามเขาใจใน เจตนารมณข องหลกั สูตรเปน อยางดี 2. บคุ ลากรทีไ่ ดร ับการประชุมช้แี จงทาํ ความเขา ใจกระบวนการจัดทาํ หลักสูตรโดย ประชุมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารครทู ั้งโรงเรียน 3. โรงเรยี นใหค วามสาํ คัญกบั ขอมูลสารสนเทศของโรงเรียน กาํ หนดวิสยั ทัศน ภารกจิ เปา หมาย หลกั สตู รสถานศึกษาไดส อดคลองกบั สภาพความเปนจริงของโรงเรยี น 4. โรงเรียนมกี ารวางแผนการวิจยั เชงิ ประเมนิ ควบคูไปกบั การเตรียมความพรอมใน การจัดทาํ หลกั สตู ร มีระบบการจดั ทาํ หลักสตู รดีกวาโรงเรียนทไ่ี มไดเ ตรียมความพรอ ม 5. โรงเรยี นมศี นู ยส ืบคน ทางหลักสตู รและการสอนมเี อกสารหลกั สูตรอยางเพยี งพอ มีเวลาใหครศู กึ ษาลว งหนา มีประเด็นในการอภปิ รายกวา งขวาง ทาํ ใหการวางแผนการจัดทาํ หลกั สูตร เปนไปดวยดแี ละราบรื่น 6. โรงเรยี นสามารถนาํ ผูมสี ว นเกี่ยวของหลายๆฝา ยมารบั ฟงการประชาสมั พนั ธ หลกั สูตร ทําใหไดร ับความรว มมอื จากผเู กย่ี วขอ งเปน อยา งดี สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน (2550: 8-9) กลาวถงึ การเตรียมความ พรอ มของสถานศึกษาตอ งมคี วามพรอมดงั น้ี 1. การสรางความตระหนกั ผูบริหารโรงเรียนไดส รางความตระหนกั ใหแ กค รแู ละนกั เรยี น ใหเ หน็ ความสาํ คัญในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา พฒั นาบคุ ลากรใหมคี วามรคู วามเขาใจเกย่ี วกับ หลักสูตร ผบู ริหารกระตนุ ใหบคุ ลากรเหน็ ความสาํ คัญในการกาํ หนดวสิ ัยทศั นข องสถานศกึ ษา มกี าร แตง ต้ังคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐาน คณะกรรมการบริหารหลกั สตู ร และงานวชิ าการ มกี าร จดั ทําขอมลู สารสนเทศ จดั ทาํ ขอมูลนกั เรียน ผปู กครอง องคกรแลมกี ารประชาสัมพนั ธเ ผยแพร ความรเู กยี่ วกบั หลักสตู รใหผ ปู กครอง ชมุ ชน และนักเรียนไดร ับทราบ 2. การสงเสรมิ ความรคู วามเขา ใจแกบ คุ คลในสถานศึกษา ชมุ ชน ผูป กครอง และ หนว ยงานในชมุ ชน โดยการประชุมชีแ้ จงทาํ ความเขาใจเกีย่ วกบั หลกั สตู รและศกึ ษาหลกั สตู ร เอกสาร ประกอบหลักสูตร ในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสวนใหญจัดเตรียมและหาเอกสารท่ี เกี่ยวของกบั การจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษาและคมู ือในการจัดทําหลกั สูตรใหค รู และสงเสรมิ ใหเขารบั การอบรม ประชมุ สมั มนา
74 3. สนบั สนนุ สง เสริมใหค รูพฒั นาหลักสูตรทส่ี อดคลอ งกบั ความตอ งการของทอ งถนิ่ และมีการดําเนนิ การใหบุคลากรมสี วนรว มในการจดั ทําแผนพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาและธรรมนญู โรงเรยี น กําหนดนโยบายการจดั การเรยี นการสอน สง เสรมิ ใหครเู ขารว มประชุมอบรม สมั มนาเกยี่ วกับ การจัดหลกั สตู ร และฝก ปฏิบตั ิเกี่ยวกบั การจัดการทาํ หลกั สูตรสถานศึกษา สง เสรมิ ใหครูผสู อนจัด เวลาเรยี นใหย ดื หยุน ตามความเหมาะสมในแตล ะป จากทีก่ ลา วมาการเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษาสรปุ ไดว า ในการเตรยี มความ พรอมของสถานศกึ ษาผูบรหิ ารตอ งสรางความตระหนกั ใหก ับบุคลากรเพือ่ ใหบ ุคลากรมีความเขาใจ เก่ยี วกบั การทาํ หลกั สตู ร ต้งั แตง คณะกรรมการสถานศกึ ษาและจดั ทาํ สารสนเทศของโรงเรยี นใหเ ปน ระบบปจ จบุ ัน จดั ทาํ แผนพฒั นาคุณภาพการศึกษา และเผยแพรป ระชาสมั พนั ธห ลักสตู รใหผ ปู กครอง นักเรียน หนว ยงานท่เี กย่ี วขอ งรบั ทราบ 3.1.2 การจัดทาํ สาระหลักสตู รสถานศกึ ษา กรมวชิ าการ (2544: 5) ใหแ นวทางในการจดั ทําหลักสตู รสถานศกึ ษาจะตอ งดาํ เนนิ การ จัดทาํ สาระของหลกั สตู รสถานศกึ ษาดงั น้ี 1. ศึกษาองคป ระกอบของหลักสตู รวา กําหนดสาระท่เี ปน แกนกลางและสาระของ ทอ งถน่ิ ไวอ ยางไร และมีความสอดคลองสมั พันธและสมดลุ อยางไร 2. วิเคราะหข อบขายเนื้อหาหรอื สาระการเรียนรทู ่กี าํ หนดไวท ัง้ องคป ระกอบดา น ความรู ทกั ษะ/กระบวนการ คณุ ธรรม จริยธรรมและคานยิ ม 3. ศึกษาสภาพปญหาของชมุ ชนและสงั คม ภูมิปญญาทอ งถน่ิ ความตองการของ ชุมชนและสงั คม 4. ปรับปรงุ สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ ในสว นทต่ี อ งจัดใหสอดคลอ องกบั สภาพปญ หา และความตอ งการของชมุ ชน 5. ตรวจสอบความสอดคลอ งของสาระการเรยี นรเู พมิ่ เตมิ กบั มาตรฐานการเรียนรู กลุมวิชาและมาตรฐานหลกั สตู ร 6. วางแผนการจดั การเรียนการสอนตามขอบขา ยสาระการเรยี นรู มาตรฐานการ เรยี นรู สดั สว น เวลาและหนว ยกติ ตามทห่ี ลกั สตู รแกนกลางกําหนด 7. พัฒนาแนวการจัดการเรียนการสอนเพอื่ นําไปสกู ารจดั การเรยี นรูในหอ งเรียน ถวัลย มาศจรัส; และณชิ นันทน ประสงค (2449: 21-25) กลา ววา การจัดทาํ หลักสตู รควรพัฒนาใหผเู รยี นเกดิ ความสนกุ และความเพลิดเพลนิ ในการเรยี นรู เปรียบเสมอื นเปน วิธีการสรา งกาํ ลังใจทาํ ใหเกดื ความกา วหนา แกผเู รียน ควรใหผเู รยี นมที กั ษะการเรียนรู ไดรบั ขอ มูล
75 สารสนเทศ สงเสริมจติ ใจและมีกระบวนการคดิ อยางมเี หตุผล หลกั สูตรสถานศกึ ษาควรสง เสรมิ การ พฒั นาดานจติ วญิ ญาณ จรยิ ธรรม สงั คม และวัฒนธรรม และโดยเฉพาะพัฒนาหลกั การในการจําแนก ระหวา ถกู และผิด เขา ใจและศรัทธาในความเชื่อของตน ตองพัฒนาหลักสตู รคุณธรรม ชว ยใหเ ปน พลเมืองมีความรับผิดชอบสามารถชว ยสงั คมพฒั นาสงั คมใหเ ปนธรรมมีความเสมอภาค สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน (2549: 13-20) มีแนวทางดาํ เนินงาน การจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาไวด งั นี้คอื 1. การศึกษาวิเคราะหขอ มูลท่เี กย่ี วขอ งกับสถานศกึ ษา 2. กําหนดวสิ ยั ทศั น ภารกิจ เปาหมาย และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค 3. การกาํ หนดโครงสรา งของ หลกั สตู รสถานศกึ ษาแตล ะชว ง และสดั สว นเวลาเรยี น 4. การจัดทาํ สาระของหลกั สตู ร 5. การออกแบบ การเรียนรู 6. การออกแบบกิจกรรมพฒั นาผูเ รียน 7. กาํ หนดรูปแบบ วธิ กี าร เกณฑก ารตดั สิน เอกสาร หลกั ฐานการศึกษา 8. พัฒนาระบบการสง เสริมสนับสนนุ เอกรินทร สี่มหาศาล (2545: 223) ไดใหแ นวทางการจดั ทําสาระหลกั สูตรไวคือ 1. วางแผนจัดการหลกั สูตรสถานศกึ ษา - มผี ลการวเิ คราะหขอ มูลพน้ื ฐานทจ่ี ําเปน สาํ หรับการจดั ทําสาระของหลกั สตู ร สถานศกึ ษา - มีการวางแผนและกระบวนการจดั ทําหลกั สูตรสถานศกึ ษาทช่ี ดั เจน - มีปรชั ญาและเปาหมายในการจัดการศึกษาและจุดเนนการพัฒนาคณุ ลักษณะ ท่พี งึ ประสงคของผูเ รยี น - มีแผนการจดั การเรียนรแู ผนการจดั กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นทสี่ อดคลอ งกับสภาพ และความตอ งการของผเู รยี น 2. จดั ทําสาระของหลักสูตรสถานศกึ ษา ใหสอดคลอ งกบั หลกั สูตรการศึกษา - จดั ตงั้ คณะทาํ งานพัฒนาหลักสตู รสถานศกึ ษา - วิเคราะหหลกั สตู รแกนกลาง - สํารวจวเิ คราะหสภาพและความตอ งการของผเู รยี น และชมุ ชน - จดั ทําสาระการเรียนรู 3. พัฒนาหลกั สูตรและจัดแผนการเรยี นทหี่ ลากหลาย ใหส อดคลอ งกบั สภาพความ พรอม ความตอ งการของผูเรยี นและชุมชน - วเิ คราะหส ภาพความตองการของผเู รยี น - จัดทําหลักสตู รของสถานศกึ ษา - กาํ หนดแผนการเรียนรทู ี่หลากหลาย
76 สรุปไดว า การจัดทาํ หลักสตู รสถานศึกษาตองวิเคราะหข อ มลู พนื้ ฐานของสถานศกึ ษามี การวางแผน การกาํ หนดวิสยั ทัศน ภารกิจ ปรัชญา เปาหมาย ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ออกแบบการ เรยี นการสอน การจัดทาํ หนว ยการเรียนรู เอกสารหลักฐานการศกึ ษา การพัฒนาระบบการสง เสรมิ สนับสนนุ และรวบรวมกาํ หนดเปน หลักสตู รสถานศึกษา 3.2 ลักษณะการทาํ งานทมี่ ีประสิทธิภาพ วราภรณ ตระกลู สฤษดิ์ (2549: 36) มขี ั้นตอนของการดาํ เนนิ กจิ กรรมภายในองคการ เนื่องจากวา ในองคการทุกองคก ารจะประกอบไปดวยทมี การทาํ งานกลุมเล็กๆ ทเ่ี ปนสวนประกอบใน การดําเนินงานทงั้ สิ้น การทํางานเปนทมี จึงมคี วามสาํ คญั ในทกุ องคก ร การทาํ งานเปน ทมี เปน ส่ิงจําเปน สําหรับการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลของการบริหารงาน การทํางานเปน ทมี มีบทบาท สําคัญทจี่ ะนําไปสูค วามสาํ เรจ็ ของงานท่ีตอ งอาศัยความรว มมือของกลมุ สมาชกิ เปนอยางดี จงึ ควรมี ลกั ษณะของการทาํ งานเปน ทมี ทมี่ ีประสทิ ธิภาพ ดงั นี้ 1. สมาชิกในทมี มีเปา หมายรว มเปน หนึ่งเดียวกนั คือ มงุ ทคี่ วามสําเรจ็ ของทมี เปน สง่ิ สาํ คญั 2. มีการกําหนดบทบาท มอบหมายอาํ นาจ หนา ที่ ตลอดถงึ ความรับผดิ ชอบของสมาชกิ ไวใหชดั เจน 3. บรรยากาศในการทาํ งานทด่ี ีกลา วคอื มคี วามเปน กนั เอง อบอุนและเปน มิตร 4. สมาชกิ มสี ว นรวมในการแสดงความคดิ เหน็ อยา งเปน อิสระ 5. ทมี งานพยายามสงเสริมใหส มาชกิ มีความคิดสรางสรรคและเปน ประชาธปิ ไตย 6. มีการประชมุ พจิ ารณาผลการปฏบิ ตั งิ านเปนประจาํ 7. สมาชกิ มงุ ประโยชนของทมี เปน หลกั 8. สมาชิกใหความรวมมือรวมใจ มีความไวว างใจและบริสุทธใ์ิ จตอกัน 9. สมาชิกจะรว มมือกนั หาทางแกไขเมอ่ื เกดิ ปญหา 10. การตัดสินใจของทีมงานถือวา สมาชกิ ทกุ คนตองรว มกันรบั ผิดชอบ 11. สมาชิกทกุ คนพอใจทีไ่ ดทาํ งานรว มทมี กนั 12. สมาชกิ ทกุ คนมกี ารยอมรบั นับถอื กนั ใหเกียรติซงึ่ กนั และกัน 13. ทกุ คนในทมี มีความรับผิดชอบตอตนเองและงานทไ่ี ดรบั มอบหมาย
77 ปารคเกอร (สุนันทา เลาหนนั ทน. 2540: 114-121; อางองิ จาก Parker. n.d.) ไดอ ธบิ าย คุณลกั ษณะ 12 ประการ ของทมี งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพแนวใหม ไดแก 1) มคี วามชดั เจนของ วัตถปุ ระสงค สมาชกิ ของทีมงานจะตอ งกาํ หนดวสิ ยั ทศั นรว มกนั ซง่ึ เปน การอธบิ ายภาพอนาคตของ องคกรที่เขาสงั กัดอยู ท่ผี ูบริหารและทมี งานตอ งการใหเ ปนไปตามนน้ั ทาํ ใหส ามารถกําหนดแนวทาง ปฏิบัติซึ่งเหมาะสมท่ีสุด และจะทาํ ประโยชนสูงสุดใหแกองคกร/หนวยงานในสภาพแวดลอมที่ คาดการณไ ว วิสัยทัศนจะแตกตา งจากการพยากรณอนาคต ซง่ึ เปน การคาดคะเนวา จะเปนอยางไรใน อนาคตขางหนา 2) บรรยากาศการทาํ งานทปี่ ราศจากพธิ ีรตี อง การทาํ งานเปน ไปอยางเรยี บงา ยไมเปน ทางการบรรยากาศอบอนุ สบาย เปน กนั เอง ไมมที ีทา วาจะเบอ่ื หนา ยการทาํ งาน เมอื่ ถงึ เวลาประชมุ ทกุ คนมาพรอมเพรยี งกนั ดว ยใบหนาท่ีย้ิมแยม 3) การมสี ว นรว ม สมาชกิ ทีมงานเรยี กรอ งการมีสว นรวม ตอ งการเขา รว มในการอภปิ รายและกิจกรรมตางๆ ในทน่ี หี้ มายถงึ การมีสว นรว มทม่ี ีนํา้ หนกั กลา วคอื การเขารว มกิจกรรมตา งๆ ไมว า จะเปน การแสดงออกทางวาจา หรอื ทา ทางเปนไปอยา งมีคณุ ภาพสง ผล ตอความสาํ เรจ็ ในการทาํ งาน การมีสว นรว มไมจาํ กดั อยูเฉพาะการแสดงความคดิ เห็นหรอื อภปิ ราย อยางกวา งขวาง อาจมีสว นรวมโดยอวัจนะภาษากไ็ ด เชน การพยกั หนา การจดบันทกึ ตวั อยา งเชน การจัดประชมุ สมาชิกบางคนอาจเตรยี มรายงาน เอกสารการเสนอผลงาน ขณะทีบ่ างคนจัดหอ ง ประชุม เตรยี มเครือ่ งมือ ไมโครโฟน และเทปบนั ทกึ เสยี ง เปน ตน 4) การรับฟง ซง่ึ กันและกนั สมาชกิ ต้ังใจฟงการแสดงความคดิ เหน็ ของคนอ่นื อยางตง้ั ใจ คิดพจิ ารณาไตรต รองถึงส่งิ ที่ไดร บั ฟงและสงวน ทาทที จ่ี ะวพิ ากษว จิ ารณ 5) ความไมเ หน็ ดวยในทางบวก การรับรขู องสมาชกิ เปน ลกั ษณะการยอมรับ จุดตา งและแสดงจดุ รว ม 6) ความเหน็ พอ งกนั เปนเทคนิคการหาขอ ยตุ ิเก่ยี วกบั ปญ หา ความคดิ หรือ การตัดสนิ ใจซง่ึ แสดงออกถงึ ความมีสมานฉนั ทและความมีเอกภาพของทมี งาน แตต องไมไดมาจาก การออกคะแนนเสียง สมาชกิ ไมจ ําเปน ตอ งเหน็ พองดวยกบั เร่ืองตา งๆ อยางเปน เอกฉนั ท อาจจะมี สมาชกิ บางคนอาจไมเ หน็ ดว ยกบั ขอสรปุ สดุ ทาย แตส ามารถยอมรับไดและเต็มใจท่ีจะรบั กติกาปฏบิ ัติ ตามมตขิ องทมี งาน 7) การส่ือสารท่ีเปดเผยเปนการเจรจาติดตอระหวา งทีมงาน ท่ีบรรยากาศจะเต็มไป ดวยความเปด เผย จรงิ ใจตอกนั มคี วามเช่ือม่ันและไวว างใจซึ่งกนั และกนั 8) บทบาทและการมอบหมาย งานทีช่ ดั เจน เปน การมอบหมายงานท่รี ะบไุ วในคําพรรณนาลักษณะงาน บทบาทในท่ีนไ้ี มจ าํ กัดเฉพาะ ภารกจิ ของงานเทา น้นั แตจ ะรวมถงึ ความคาดหวังของบุคคลอน่ื ทม่ี ตี อ งานนนั้ ดวย เพอื่ หลกี เล่ยี ง ปญ หาของความขัดแยงดานบทบาท ทมี งานตอ งมีกระบวนการวิเคราะหความชดั เจนของบทบาท เพ่ือใหท กุ คนทกุ ฝา ยไดม ีความเขา ใจตรงกนั 9) ภาวะผนู ํารว ม ภาวะผนู ําของทมี งานจะไมจาํ กัดอยู เฉพาะผนู าํ ทีเ่ ปนทางการเทา นนั้ แตท กุ คนจะตองมีภาวะผนู าํ รว มกลา วคอื สมาชกิ จะตองแสดงออกซ่ึง พฤตกิ รรมทส่ี ง เสริมการทํางานและพฤตกิ รรมที่ธํารงรักษาความสัมพนั ธของทมี งาน 10) ความสมั พนั ธ กับภายนอก สมาชิกตองการความรวมมอื จากสมาชกิ ภายนอก เพราะบคุ คลภายนอก จะใหขอ มูล
78 ยอ นกลับดา นการปฏบิ ัติงานที่มคี ณุ คา ใหก บั ทมี งาน 11) รูปแบบการทาํ งานทห่ี ลากหลาย ทมี งานท่ีมี ประสทิ ธิภาพควรประกอบดวยสมาชกิ ท่มี คี วามสามารถ แนวคดิ ในการทาํ งานทแี่ ตกตางกนั ออกไป อยางนอ ย 4 รปู แบบ คือ สมาชกิ ทย่ี ดึ การทํางานเปน หลกั สมาชกิ ทยี่ ดึ เปา หมายเปน หลกั สมาชิกทเี่ นน กระบวนการเปนหลัก และสมาชิกที่มุงวิธีการเปนหลัก จุดเนนที่หลากหลายชวยเสริมสรางความ แขง็ แกรง ของทมี และ 12) การประเมนิ ผลตนเองเปน การตรวจสอบวา ผลการปฏิบตั ิงานอยใู นระดบั ใด และมีอะไรบา งที่เปน อปุ สรรคตอ ประสิทธผิ ลของงาน อาจดาํ เนนิ การโดยแบบทีเ่ ปน ทางการหรือไมเ ปน ทางการก็ได เปา หมายหลักเพอ่ื คนหาจุดแข็ง จุดออนและแสวงหาแนวทางปรับปรงุ เพือ่ เพ่มิ ประสทิ ธิภาพ การทาํ งาน พรรณราย ทรพั ยประภา (2540: 8-13) ไดกลาวถึงลกั ษณะของการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ วา ประกอบดว ยคุณสมบัตติ า ง ๆ ทางดานจติ วทิ ยาดงั นี้ 2.1 ความไวว างใจ (Trust) ในการมชี วี ติ อยูรว มกนั ไมวา จะในครอบครวั ในการทาํ งาน หรอื ในสงั คม ความไวว างใจซง่ึ กนั และกันคอื ความเชอื่ ถือหรอื ความเช่ือมนั่ ของคนแตละคนทีม่ ตี อ ตนเองและตอผูอน่ื ซงึ่ พฒั นามาจากประสบการณจ ากครอบครัวท่ีมีความรัก มีความเคารพนบั ถือซง่ึ กนั และกนั ในทางตรงกนั ขามถาเตบิ โตมาโดยไมม ีความรกั ไมม ีใครเช่ือถือความรสู กึ จะถกู พฒั นาเปน ความระแวง เมื่อทาํ งานรว มกับผอู ่ืนกจ็ ะขาดความไวว างใจผูอน่ื ความระแวงยอ มเปน อปุ สรรคขดั ขวาง การทมุ เทตนเองใหแ กก ารทาํ งานอยา งเตม็ กําลงั ความสามารถความขจัดความระแวงออกไปแลว พัฒนาความไววางใจซง่ึ กนั และกัน ผูเปน หวั หนาทีม มคี วามเช่อื วาสมาชกิ ในทมี มีความสามารถที่จะ ทํางานนน้ั ๆ ใหบรรลผุ ลสําเร็จตามเปาหมายทีต่ องการไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพ 2.2 ความอดทน (Endurance) ในการทํางานรว มกันความอดทนจะชว ยประคบั ประคอง ทมี งานไปสเู ปาหมายท่ีตอ งการได การมคี วามอดทนอดกลั้นตอ ปญหาตาง ๆ ทอี่ าจจะเกดิ ขนึ้ ตามมา หรืออดทนตออุปสรรคหรอื ความยากลาํ บากตาง ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนในระหวา งกระบวนการทํางาน และใช ความอดทนชว ยกนั แกไขปญหาและอุปสรรคตา ง ๆ ใหล ุลวงไปได 2.3 ความมีเหตุมผี ลและความถูกตอ ง (Accountability and accuracy) ในการทาํ งาน รวมกนั ถาปราศจากหลกั การและเหตุผล และความถูกตอ งแลวยอ มสรา งความระส่ําระสายความ วนุ วาย ความหวาดระแวง การแกงแยง แขง ขนั เลน พรรคพวก ซงึ่ เปน พฤตกิ รรมทาํ ลายความมน่ั คงของ ทีม ดงั นน้ั สมาชกิ ทกุ คนในทมี งานจึงจาํ เปนตองตระหนกั ถงึ หลกั การเหตุผลและความถกู ตองเทยี่ งตรง รวมทงั้ ความจริงแทจรงิ ใจทม่ี ตี อ การทาํ งานรว มกนั 2.4 การบรหิ ารจัดการ (Management) การทาํ งานเปน ทีมทมี่ ปี ระสิทธภิ าพสว นหนงึ่ ขน้ึ อยกู ับประสทิ ธภิ าพในการบริหารจัดการ ต้งั แตก ารบรหิ ารนโยบายที่ชัดเจน เปน จริงเปน ไปไดแ ละ ปฏิบัตไิ ด
79 นอกจากการบริหารนโยบายและบรหิ ารคนแลว ยงั ตอ งบริหารเงินหรอื คาใชจา ยอยา งเหมาะสมตอ การ สรางสรรคผ ลงานอยางมคี ณุ ภาพ หรอื สนับสนนุ การทํางานของทมี รวมไปถึงการบริหารกระบวนการ ทํางาน หรือจดั สรรเครอื่ งมือเครอ่ื งใชเ ออ้ื อาํ นวยตอ การทาํ งานอยา งมปี ระสิทธภิ าพดว ย 2.5 ความเตม็ ใจ (Willingness) ในการทํางานรว มกันเปน ทมี ถา สมาชกิ ถกู บงั คับใหเขา ทํางานในทีม ทมี จะไมประสบความสาํ เร็จ ดังนนั้ ความเตม็ ใจของสมาชกิ ในทมี ทจ่ี ะเขามารว มงานจึง เปนคณุ สมบตั ทิ ่จี ะผูกพนั ทีมงานเอาไวไ ด 2.6 การแนะนาํ (Orientation) ความยงุ ยากในการทาํ งานเปนทมี เนื่องจากความเขาใจ ไมตรงกันในวตั ถปุ ระสงคทต่ี องการ ดงั นน้ั เพ่ือขจดั ปญหาและอปุ สรรคของการทาํ งานตองมกี ารแนะนํา ใหค วามรู ใหความเขาใจในเบื้องตน หรอื ปฐมนเิ ทศ ทจ่ี ะชวยใหผูปฏิบตั ิงานในทมี ไดเขา ใจใน วตั ถุประสงคของการทาํ งาน 2.7 การยอมรับนบั ถอื (Respect) และความนาเชอ่ื ถือได (Reliability) สมาชกิ แตล ะคน ในทมี ยอ มมีบทบาทหนา ที่และความรบั ผดิ ชอบ การยอมรับนับถอื และการเคารพในสิทธิซง่ึ กันและกนั จะชวยสง เสรมิ ความรสู กึ ยกยอ งใหเกยี รตซิ งึ่ กนั และกนั การยอมรับนับถอื ซง่ึ กนั และกนั มีความจรงิ ใจ ตอกันและกนั ยอมสรางความผกู พนั ในทมี ไวไ ด 2.8 ความรู (Knowledge) และความชาํ นาญ (Keen) การเลอื กสมาชกิ มาปฏิบัติงานใน ทมี ตอ งเลือกบคุ คลทีม่ คี วามรู ความสามารถและความชํานาญทจี่ ะปฏบิ ตั ิงานทไี่ ดรบั มอบหมายได อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ คุณภาพ 2.9 เชาวปญ ญา (Intelligence) สมรรถภาพทางสมองหรอื ปญ หาเปน คุณสมบัตสิ าํ คัญที่ ของผูปฏิบัติงานที่จะเอื้ออาํ นวยตอการพฒั นาความสามารถในการทาํ งานของสมาชกิ 2.10 ความเมตตากรุณา (Nuturance) หลกั ธรรมะที่สง เสริมการทาํ งานรว มกนั หรอื การ มีชวี ติ อยูรวมกันอยา งมีความสุข คือ พรหมวหิ ารธรรม ประกอบดวย เมตตา กรณุ า มทุ ติ า อุเบกขา 2.11 ความออ นนอมถอมตน (Generosity) ความออนนอ มถอมตนสภุ าพเรยี บรอ ยการ ทํางานรวมกันก็ควรจะทาํ งานรวมกนั อยา งแทจรงิ ไมอ วดอางสรรพคณุ ของตนเองเพราะผรู ว มงานจะ รูส ึกวา โงทจ่ี ะตองทํางานกับคนประเภทนี้ สาคร (2546: 210-211) กลา ววา การทาํ งานรว มกันอยา งมปี ระสิทธภิ าพนนั้ ควรมี คณุ ลักษณะ 4 ประการเปน อยา งนอ ย คอื 1. มีเจตนาทีด่ แี ละต้ังใจทํางาน (The will to work) 2. มที ักษะในการทาํ งานนนั้ (The skill to work) 3. มีความรว มมือและประสานกนั อยา งดี (Cooperation and coordination) 4. มีมนุษยส มั พันธดี (Human relationship)
80 จอหน สนั ; และจอหน สนั (Johnson;& Johnson. 2000: 13-15) ไดกลาวถงึ ทมี งานทม่ี ี ประสิทธภิ าพไว ดังนี้ 1. เปา หมายของสมาชิกกบั ทมี งานเขา กนั ได เปา หมายนนั้ สนบั สนนุ และเออื้ ตอการ รว มมอื กนั ระหวางสมาชกิ 2. มกี ารสื่อสารแบบ 2 ทาง บรรยากาศการทาํ งานเปน แบบเปด เผยสอื่ สารไดท้ัง ความคดิ และความรสู กึ 3. สมาชิกมสี ว นรว มและมีโอกาสเปน ผนู าํ 4. มกี ารกระจายอํานาจใหกบั สมาชกิ 5. สง เสริมการตดั สนิ ใจโดยกลมุ กระบวนการตัดสนิ ใจยดื หยุนตามสถานการณแ ละ ความคิดเหน็ สว นใหญข องกลุม 6. ยอมรบั ความขดั แยงเพอ่ื ชว ยในการปรบั ปรงุ ทมี งาน 7. สนบั สนนุ เชอื่ ใจกัน 8. สมาชกิ ในทมี มสี ว นรว มในการตดั สนิ ใจ ประเมนิ ประสทิ ธิภาพของทีม เลือกกลยทุ ธใน การปฏิบตั ิงานเพือ่ ใหบรรลุเปา หมายและพฒั นาทมี งานใหมีประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ข้ึน 9. สมาชกิ ในทีมทกุ คนสง เสรมิ ใหมมี นษุ ยสมั พนั ธท ่ีดรี ะหวา งบุคคล การพฒั นาศกั ยภาพ ของตนเองและสนับสนุนใหม ีความคดิ รเิ รมิ่ ดายเยอร (Dyer. 1995: 15-16) ไดกลาวถงึ ลักษณะของทีมงานท่ีมีประสิทธิภาพ ไวด งั นี้ 1. มเี ปาหมายและประโยชนท ีช่ ดั เจน 2. สมาชกิ ทกุ คนเขา ใจในหนา ทีแ่ ละบทบาทการปฏบิ ัตงิ าน 3. มีความเชอ่ื ถอื วางใจกนั 4. มกี ารตดิ ตอ สอ่ื สารอยา งเปดเผย 5. สมาชกิ ยอมรับการตัดสนิ ใจของคนอนื่ 6. ทุกคนมสี วนรว มในการตดั สินใจดําเนนิ งาน 7. ผนู าํ ทมี ใหก ารสนับสนนุ ผูอน่ื 8. ยอมรบั และจัดการความขัดแยง อยา งเฉลยี วฉลาด 9. มโี ครงสรา งและกระบวนการของทมี มน่ั คงและสอดคลอ งกบั งาน เปาหมายและ สมาชิกทีม
81 วูดค็อก (สุนนั ทา เลาหนนั ทน. 2549: 98; อางองิ จาก Woodcock. 1989: 75-116) ได กลา วถงึ ลกั ษณะของการทาํ งานท่ีมีประสทิ ธภิ าพไว 11 ดาน ดงั น้ี 1. บทบาทตา งๆ ทีส่ มดลุ (balanced roles) ในทมี ท่ีทาํ งานจะผสมผสานทกั ษะความ สามารถที่ตางกันของแตละบคุ คลดาํ เนนิ บทบาทของแตล ะงานไดอยา งเหมาะสมตามสถานการณท ี่ แตกตางกนั 2. วัตถปุ ระสงคท ี่ชดั เจนและสอดคลอ งกบั เปา หมาย (clear objectives and agreed goals) ทีมทที่ าํ งานมวี ตั ถปุ ระสงคและเปาหมายสอดคลองกัน สมาชกิ ทกุ คนในทมี ูยอมรบั วัตถปุ ระสงค และเปา หมายน้ัน 3. การเปดเผยและเผชญิ หนา (openness and confrontation) บรรยากาศในการ ทาํ งานเปน ทมี เปนไปอยา งเปดเผย สมาชกิ แสดงความรสู กึ ความคิดเหน็ ตอ การทาํ งานได มกี ารสอ่ื สาร กนั โดยตรง รว มกันแกไขปญ หา สรา งความเขา ใจกนั 4. การสนับสนุนและไวว างใจกนั (support and trust) สมาชกิ ในทมี ใหค วามรวมมอื กนั ทาํ งาน พรอมที่จะชว ยเหลอื สนบั สนนุ ซงึ่ กนั และกนั มคี วามจริงใจตอกนั พดู อยางตรงไปตรงมา เกย่ี วกับปญหาท่ีเกิดขึ้นและพรอมทจ่ี ะรว มมือกันแกไขปญ หา 5. ความรวมมอื และความขัดแยง (co-operation and conflict) สมาชิกในทีมใหค วาม รว มมอื กนั ในการทาํ งาน พรอ มท่จี ะชว ยเหลอื สนับสนุน ชว ยเสรมิ สรา งทกั ษะความรู ความสามารถ ใหแ กกนั สนับสนุนแลกเปลย่ี นขอ มูลขาวสารทีเ่ ปน ประโยชนตอการทาํ งาน ใชค วามขัดแยงในทาง สรา งสรรคเ พอ่ื รว มมอื กนั แกไ ขปญ หา 6. กระบวนการทาํ งานท่ีถูกตอ ง (sound procedures) การทาํ งานของทีมมกี ารประชุม ปรึกษาหารือและหาแนวทางปฏิบตั ริ วมกนั การตัดสินจะใชข อ มลู และความเหน็ ของสมาชกิ ในทมี ทกุ คน 7. ภาวะผนู าํ ทเี่ หมาะสม (appropriate leadership) ในการทาํ งานเปน ทีม จะตอ งมผี ูน ํา ที่มคี วามสามารถและเหมาะสมในสถานการณนนั้ ๆ โดยสมาชกิ ทกุ คนสามารถจะเปนผนู าํ ทมี ได ซง่ึ ขึ้นอยูก ับสถานการณใ นขณะนน้ั 8. การตรวจสอบทบทวนการทาํ งานอยางสมํ่าเสมอ (regular review) การติดตามผล การปฏบิ ัติงานของทมี อยา งสมํา่ เสมอ วา มีปญหาใดบา งท่ีตอ งรว มกนั แกไ ขปรบั ปรงุ 9. การพฒั นาตนเอง (individual development) การพฒั นาทักษะ ความรคู วามสามารถ ของสมาชกิ ในทีม ใหโอกาสสมาชกิ ไดใชท กั ษะความสามารถทมี่ ใี นการทาํ งานอยางเต็มที่ 10. สมั พนั ธท ดี่ ีระหวางกลมุ (sound inter-group relations) การทาํ งานท่ีมีสมั พนั ธภาพ ทด่ี ี มกี ารรว มมือใหค วามชวยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั
82 11. การติดตอสอื่ สารที่ดี (good communications) การตดิ ตอสือ่ สารในทมี เปนไปอยาง ถกู ตองชัดเจน เหมาะสม สมาชกิ ในทมี มกี ารสื่อสารแลกเปลีย่ นขอมูลขาวสาร ความคดิ เห็นทจี่ ําเปน ตอการทาํ งาน ประภาพร ซอ่ื สทิ ธกิ ลุ (2545: 39-40) กลา วถงึ ลกั ษณะการทาํ งานเปนทมี ทีม่ ีประสทิ ธิภาพ ไวว า จะตองประกอบดว ยปจ จัยท่ีสาํ คญั คอื 1. ความไวเ นอื้ เชอ่ื ใจ เปนหวั ใจสาํ คัญของการทาํ งานเปนทมี ในการทาํ งานเปนทมี ควร ขจดั ความหวาดระแวงออกไป และสรา งความไวว างใจบนพน้ื ฐานของความสมั พนั ธท ่ดี ตี อ กนั 2. ความเปน อนั หน่งึ อนั เดยี วกันของเปา หมาย ทีมงานจะตอ งมีความเขาใจในเปา หมาย ทีร่ ว มกนั กาํ หนดไวอ ยางชดั เจน มีความเขา ใจทีต่ รงกนั เปน ทย่ี อมรบั ของทุกคน สามารถสนองความ ตอ งการของทมี งานได 3. การยอมรบั นบั ถอื ในการทาํ งานรว มกนั สมาชกิ แตล ะคนยอมมบี ทบาทและความ รับผดิ ชอบแตกตา งกันไป ทกุ คนควรยกยอ งใหเกยี รตกิ นั รบั ฟง ความคิดเห็นของกนั และกนั สราง บรรยากาศการทํางานใหใ กลช ิดและเปนกนั เอง 4. การมีสวนรวม การมสี ว นกอ ใหเ กดิ ความรกั และความผกู พนั ตอ องคก ร ซ่ึงจะสรา ง ผลการทาํ งานท่ีมีประสทิ ธภิ าพมากทส่ี ดุ 5. ความมเี หตผุ ลและความถูกตอ ง เพื่อสรางความยตุ ธิ รรมในการทาํ งาน ดงั นนั้ สมาชิกตอ งตระหนักถงึ หลกั การ เหตุผล และความถกู ตอ ง เท่ยี งตรง ไมปลอ ยใหค วามถกู ใจมามี อทิ ธิพลเหนือความถกู ตอง 6. การบรหิ ารจดั การ การทาํ งานเปน ทีมทมี่ ปี ระสิทธิภาพสว นหนงึ่ ขนึ้ อยูกบั นโยบายใน การบรหิ ารทชี่ ดั เจน เปน จรงิ และปฏบิ ัติได รวมท้งั เลอื กสรรบุคคลใหตรงกบั ลักษณะงาน เพ่อื ใหเกิด การประสานงานทด่ี ีรว มกนั 7. ความเต็มใจ สมาชิกในทมี ตอ งทาํ งานดวยจิตทมี่ งุ มนั่ และยินดที ่ีไดเ ขา รว มเปน สว น หนง่ึ ของทีม มีการชว ยเหลอื และสนบั สนนุ ซ่งึ กนั และกนั เพ่ือใหทมี ปฏบิ ตั ิงานบรรลเุ ปา หมาย 8. ระบบรางวลั พฤตกิ รรมการทาํ งานเปน ทีมจะถกู ควบคมุ ดวยรางวลั จากการทาํ งาน เปนทมี ดังนน้ั ควรสนบั สนนุ การใหรางวลั ทีบ่ นพืน้ ฐานของการใหรางวัลกับกลมุ แทนท่จี ะใหก บั บคุ คล ควรคํานึงถงึ รางวลั ทางดา นจิตใจดวย 9. บทบาท สมาชกิ ควรเขาใจในบทบาทของตนและผอู น่ื ในทมี อยา งชดั เจนรวมทงั้ อาํ นาจในการทาํ งานซงึ่ ควรจะมคี ําบรรยายลักษณะงานที่ชดั เจน เพ่อื ปอ งกนั การกา วกา ยงานท่ี กอใหเกดิ ความขดั แยง ได
83 โฉมยง โตะทอง (2540: 31-32) กลา วถงึ แนวคดิ ในการทาํ งานเปน ทีมใหม ปี ระสิทธภิ าพ คือ การทํางานจะสาํ เร็จไดตอ งมีความเชอ่ื ถือกัน มพี ันธะสัญญา มกี ารสือ่ สารอยา งท่วั ถึง จะตองมี เปาหมายท่ชี ัดเจนและสามารถกระตนุ ใหส มาชกิ มีสว นรว มในการทํางานใหส าํ เร็จ ตอ งมีทกั ษะในการ ยอมรับและปรบั ตัว มบี รรยากาศในการทาํ งานท้ังภายในและภายนอก ศิณยี สงั ขรศั มี (2544: 34-36) ไดก ลา วถงึ ลกั ษณะของทมี งานทม่ี ีประสิทธิภาพไววา การสรางทีมงานท่ีมีประสิทธิภาพ สามารถกระทําไดโดยการสรางกิจกรรมและการทาํ งานรวมกัน ควบคกู บั การสรางจติ สํานึกดา นความรับผิดชอบรวมกนั ใหค วามรว มมือกัน มีความรูสกึ ทด่ี ีตอ กันและ กระตุน ใหรูจกั ใชการระดมสมองรวมกนั การทาํ งานรว มกนั ใหมปี ระสทิ ธภิ าพนั้นจําเปน ที่สมาชกิ ของ ทมี งานตอ งมคี วามสัมพนั ธท ด่ี ตี อ กัน มที กั ษะการอยูรว มกนั และทกั ษะการทาํ งานรว มกัน ทมี งานทม่ี ี วุฒภิ าวะและมปี ระสทิ ธภิ าพ สมาชกิ ทกุ คนตองเขาใจความสาํ คัญและหลกั การทาํ งานเปน ทีมงานทม่ี ี ประสิทธภิ าพ ซ่ึงมีปจ จยั สนบั สนุน ดงั ตอ ไปน้ี 1. ลกั ษณะภาวะความเปน ผูน ําท่ีเหมาะสม ผูนําตองมีความรับผดิ ชอบ มีหนาทแี่ ละ บทบาทความเปน ผูนาํ ทส่ี มบรู ณ คอื สามารถมอบหมายงานและแบง สันงานใหผ อู ่ืนดําเนนิ การโดย ทาํ งานเปน ทีมหัวหนา ทมี หรอื ผูนําจาํ เปน ตอ งมที กั ษะดา นการงาน การขจดั ปญ หาความขดั แยง สรา ง แรงจงู ใจ ผลจากการวิจยั พบวา คา ความเปนผนู าํ ขน้ึ อยูกับคณุ สมบตั ิสวนบคุ คลและพฤตกิ รรม ขอ สําคัญคอื ผนู าํ ตองมคี วามคดิ รเิ รม่ิ ความคดิ สรางสรรค และมีความยดื หยนุ สงู เพือ่ ปรับองคการให เปล่ียนแปลง มศี ักยภาพการเพิม่ ผลผลติ และมีความสามารถดา นการแขง ขนั สงู เพ่ือใหส อดคลอ งกบั สภาวะแวดลอมโลก ซง่ึ แปรปรวนอยา งรวดเร็ว 2. เปาหมาย ผูนาํ ตองวางแผนงาน กําหนดเปา หมายเพอ่ื การดาํ เนินนโยบายและ ประเมนิ ผลงานการวางแผนมอี งคป ระกอบสําคัญ 2 ประการ คือ (1) การกําหนดเปาหมายหรือผลลัพธ ที่ตองการใหงานสําเร็จโดยมีเงื่อนไขขอกําหนดเกี่ยวกับระยะเวลา ปริมาณและคุณภาพ เปนตน (2) การตัดสินใจลวงหนาเก่ียวกับทางเลือกหรือกิจกรรมท่ีจะนําไปสูวัตถุประสงคหรือผลลัพธท่ีตองการ ไดแก มีทางเลือกอะไร มีขอดีขอเสียอยางไร มีขั้นตอนวิธีการอยางไร จะทําเมื่อใดใครรับผิดชอบ ตอง ใชเครื่องมืออุปกรณและทรัพยากรอะไรบางและการตัดสินใจเลือกทางใดการประเมินผลงานโดย เปรียบเทียบกบั เปา หมาย เปนเครอื่ งชช้ี ัดความสามารถของผูนาํ และทีมงานท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ ศักยภาพ การผลิตและการแขงขันสูง สามารถทํารายไดและความสําเร็จใหกับองคการ และถาจะใหยอดเย่ียม ยิ่งขนึ้ ตอ งทะลุเปาหมายเพิม่ ขนึ้ ในปตอๆ ไปอยางตอ เนื่อง
84 3. ความสามคั คี ชวยใหสมาชกิ ทมี งานมีความเหน็ และความสาํ นกึ ท่เี หน็ แกตัว ทมี งาน ยดึ เหนยี่ วแนน ดวยเหตุผลคอื ขอดขี องความสามัคคีประการแรก สมาชกิ ทีมงานเกิดความรูสกึ ยินดี และมีสว นรว มกบั ความสาํ เรจ็ ขององคการ ประการทสี่ อง สมาชกิ ทมี งานมแี รงรวมใจและตองการให งานสาํ เร็จตามเปาหมายทอ่ี งคก ารกาํ หนดไว 4. มนษุ ยสมั พันธท ีด่ ี ทมี งานท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพผนู ําตอ งสรา งมนษุ ยสมั พนั ธท่ีดีภายใน ทมี งาน โดยเรม่ิ จากผนู ํา เชน ใหความเอาใจใสค วามทกุ ขส ขุ ความเขา ใจ ความเหน็ อกเหน็ ใจ ฯลฯ พฤตกิ รรมผูนาํ ดงั กลา วสามารถเอาชนะจติ ใจผใู ตบงั คบั บญั ชาและเปน ตัวอยา งใหผใู ตบ งั คบั บัญชา หรอื สมาชกิ ทมี งานปฏบิ ตั ิตาม เพม่ิ ความสมั พนั ธภายในทีมงาน จงู ใจสมาชกิ ทีมงาน รวมใจกันทํางาน ในที่สดุ จะไดผ ลงานและนา้ํ ใจคน และเพิ่มความสมั พันธท ี่ดีภายในทีมงาน เปน ตน 5. ความคดิ สรา งสรรค ไดแก ความคดิ แปลกใหมแ ละสามารถปฏิบัตไิ ดใ หประโยชนต อ การสรางทมี งานทีมงานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ คอื (1) เปนการเปลย่ี นแปลงไปสสู ง่ิ ท่ดี กี วา (2) เพ่มิ คณุ คา และคณุ ภาพชวี ติ (3) แกปญ หาตา งๆ หมดส้นิ ไป และ (4) สงเสรมิ ทัศนคติวิสยั ทัศนแ ละการยอมรับ วิทยาการใหมๆ ควบคูกับการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพ และศกั ยภาพบุคลากร เทคนิคทนี่ ยิ มใชค อื การระดม สมอง กระตนุ ใหสมาชกิ ทมี งานเสนอความคดิ ใหมๆ โดยไมปดกั้น ยดึ หลักการความคิดสรา งสรรคจ าก หลายหวั ดีกวา หวั เดียว มุมมองขอดขี อเสีย อนาคต ฯลฯ กวางไกลกวา ความคิดเพยี งคนเดียว 6. แรงจงู ใจ การจูงใจเปน สง่ิ ทท่ี ําใหสมาชิกทีมงานทํางานอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ นนั่ คอื ทีมงานไดร ับประโยชนด า นเศรษฐกิจทง้ั ทางตรงและทางออ ม สาํ หรบั ประโยชนท างตรง ไดแก คา ตอบแทน ในรูปของคา จา งและเงินเดือน รางวลั สิ่งตอบแทนอืน่ ทเี่ ปน ตัวเงนิ และทางออม ไดแก ประโยชนแ ละ บริการ การสรา งความปลอดภยั ในการทาํ งาน 7. การพฒั นาทักษะและเพม่ิ ความรู เน่ืองจากในโลกปจ จบุ นั อิทธิพลของเทคโนโลยีกอ ให เกดิ การเปล่ยี นแปลงอยา งมากมายการประดิษฐค ดิ คนส่งิ ใหมๆ ทาํ ใหสภาวะแวดลอ มขององคก ารทง้ั ภาครัฐและภาคเอกชนแปรเปลย่ี นไปอยา งรวดเรว็ อยา งทีไ่ มเคยปรากฏมากอ น การบริหารองคก ารให สามารถอยรู อดและเตบิ โตในภาวะเชน นนี้ บั เปนส่ิงทที่ า ทายความสามารถของผบู รหิ าร และการทํางาน เปน ทมี อยา งมปี ระสิทธภิ าพ การพฒั นาทกั ษะและเพิ่มพูนความรบู ุคลากรมคี วามสาํ คญั และจาํ เปนยง่ิ น่นั คอื ผนู าํ ตองสามารถสอนงานหรือแนะนาํ วิธกี ารทาํ งาน การฝกอบรมเพ่ือพฒั นาทกั ษะและเพม่ิ พนู ความรูบ คุ ลากรองคก าร ชว ยใหท ีมงานตา งๆ เพม่ิ ผลผลติ ทีม่ ีคณุ ภาพ ประสิทธิภาพสงู ลดตนทนุ และมี ศักยภาพดา นการแขง ขันสงู สรุปไดวา ลกั ษณะการทาํ งานทมี่ ีประสทิ ธภิ าพนน้ั สมาชิกทุกคนจะตอ งมีเปา หมายท่ี ชดั เจน มคี วามไววางใจเชอ่ื ใจกนั สมาชกิ ทุกคนตอ งยอมรับท้ังความคิดเหน็ ของกนั และกนั มมี นุษย สัมพนั ธทด่ี ตี อ กัน
85 ตองรว มมอื รว มใจกันแกไ ขปญ หาโดยการตดิ ตอสอ่ื สารอยางเปดเผย เพือ่ จะไดทําใหการทาํ งานรว มกัน ประสบความสาํ เรจ็ จากลกั ษณะการทํางานทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพตามแนวคิดของนกั วิชาการหลายทา น ท่ี กลาวมาเหน็ ไดว า มแี นวคดิ สอดคลองกันมาก โดยประเดน็ ทก่ี ารมเี ปา หมายท่ีชดั เจน การมคี วาม ไวว างใจ การติดตอสื่อสารแบบเปด การมสี ว นรว ม การยอมรบั นบั ถือซ่งึ กนั และกันและการมมี นุษย สัมพันธท ีด่ ีตอกนั จงึ ทําใหผวู ิจยั ไดวเิ คราะหและสงั เคราะหแ ลว จึงเหน็ วา การทาํ งานเปน ทีมท่มี ี ประสิทธภิ าพนน้ั จะเกย่ี วขอ งกบั ลกั ษณะตา งๆ ทสี่ าํ คัญ 6 ดา น ซ่งึ เปน ประเด็นทจ่ี ะศกึ ษาการทาํ งานที่ มปี ระสิทธภิ าพ รายละเอยี ดในตาราง 1 ตาราง 1 แสดงการวิเคราะหแ ละสงั เคราะหการทาํ งานทม่ี ีประสิทธภิ าพ นกั การศึกษา วราภรณ ตระ ูกลสฤษ ์ิด (2549) ิศณี ย ัสงข ัรศ ีม (2544) พรรณราย ท ัรพยประภา (2540) ผลการวิเคราะหและ โฉมยง โ ็ตะทอง (2540) สังเคราะหของผูวจิ ัย จอหน ัสน และจอหน ัสน (2000) ลักษณะ ปา รคเกอ ร (1990X ของการทํางาน ประภาพร ซื่อ ิสทธิ ุกล (2545) ทมี่ ีประสิทธภิ าพ ดายเยอ ร (1995) วูด ็คอค (1989) 1. การมเี ปาหมายท่ี 9 9 9 9 9 9 9 9 9 ความคดิ เห็นสอดคลอง ชัดเจน กนั 2. การไววางใจเชือ่ ใจกนั 9 9 9 9 9 9 9 ความคดิ เหน็ สอดคลอ ง กนั 3. การติดตอส่อื สาร 9 9 9 9 9 ความคิดเหน็ สอดคลอ ง แบบเปด กัน 4. การยอมรับนับถอื ซงึ่ 9 99 9 9 9 9 ความคดิ เห็นสอดคลอง กันและกัน กัน 5. การมสี วนรวมในการ 9 9 9 9 9 9 9 9 ความคิดเหน็ สอดคลอง ทาํ งาน กนั 6. การมมี นุษยสัมพนั ธ 9 9 99 ความคดิ เหน็ สอดคลอ ง กัน
86 จากการวเิ คราะหและสังเคราะหล กั ษณะของการทํางานทีม่ ีประสทิ ธภิ าพจากแนวคดิ ของ นกั การศกึ ษาดงั กลาว พบวา นกั การศึกษาสว นใหญไดใหแ นวคดิ ลักษณะของการทาํ งานท่ีมปี ระสิทธภิ าพ สอดคลองกันมีแนวทางเดยี วกัน ซง่ึ แสดงใหเหน็ วา การทาํ งานทมี่ ปี ระสิทธิภาพ สามารถนาํ ไปใชใ หเ กดิ ประโยชนไดใ นทกุ องคก ร และคาดวา จะเกดิ ประโยชนต อผูบริหารและครูโรงเรยี นวัดไผตัน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร บุคลากรทุกคนในโรงเรียนทมี่ ีความแตกตางกนั มาปฏิบัตงิ านรวมกนั ซง่ึ จงึ จาํ เปน อยา งยงิ่ ทีจ่ ะตอ งมีลักษณะการทาํ งานที่มีประสทิ ธิภาพ เพื่อใหเ กดิ การพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาใหม ี ประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขนึ้ จากลักษณะการทํางานท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพนผ้ี วู ิจยั ไดวิเคราะหและสังเคราะหม าเปนตัวแปรที่ การศกึ ษาเกี่ยวขอ งกับการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี นวัดไผตนั ป2553 ดังนน้ั ผูวจิ ยั จึงได แบง ลกั ษณะการทํางานทม่ี ปี ระประสิทธภิ าพ 6ลักษณะ คอื 1. การมเี ปาหมายทช่ี ัดเจน 2. การมคี วาม ไววางใจเชอ่ื ใจกัน 3. การตดิ ตอ ส่อื สารแบบเปด 4. การยอมรบั นับถือซึ่งกนั และกัน 5.การมีสว นรว ม ในการทาํ งาน 6. การมมี นษุ ยสมั พนั ธ จากลักษณะการทํางานทมี่ ีประสิทธภิ าพทกี่ ลา วไวแ ตล ะดา นจงึ ไดใ หค วามเขา ใจไวด งั น้ี การมเี ปา หมายที่ชัดเจน วราภรณ ตระกูลสฤษด์ิ (2549: 31) กลา ววา ทุกคนในทีมแตล ะคนจะตองรแู ละเขาใจใน เปาหมายของทมี งานรวมทั้งจะตอ งทมุ เทความพยายามเพ่ือใหบ รรลผุ ลสําเร็จ เปา หมายนบั เปน เรื่อง สําคัญ การทาํ งานรวมกับเปาหมายเปน สง่ิ ท่ีจาํ เปน อันขาดไมได เปาหมายทท่ี ุกคนมสี วนรว มนน้ั มักจะ ทําใหพ ัฒนาการข้นึ เปนทีมงานท่ี “มีนาํ้ หนงึ่ ใจเดียวกัน” โฉมยง โตะ ทอง (2540: 31) กลา วถงึ ทมี ทปี่ ระสบความสําเรจ็ ตอ งมจี ุดมงุ หมายทชี่ ัดเจน และจุดมงุ หมายนตี้ องสามารถกระตุน ใหรายบุคคลรสู ึกวา ตนเองมีสว นรวมในการทาํ ใหสําเร็จใหท กุ คน มพี ันธะสัญญามีสํานักวา จะตอ งทาํ งานใหส าํ เรจ็ ตามเปา หมาย วิเชียร วทิ ยอดุ ม (2550: 224-225) กลาววาทมี งานทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู นน้ั จะตอ งมี เปา หมายท่ีเขา ใจไดงายเพือ่ ใหส ามารถบรรลแุ ละเช่อื ถือไดวา เปาหมายเปนสง่ิ ท่สี าํ คญั ท่สี ุด ยงิ่ มากไป กวา นน้ั สิง่ ที่สาํ คัญของการบรรลุเปา หมายจะตอ งมกี ารกระตุนแตล บุ คุ คลทมี่ คี วามผูกพนั ของสมาชิกใน ทมี งานใหสามารถใชความรขู องสมาชกิ ในทมี งานในการทาํ งานรวมกนั เพอื่ ใหง านทท่ี ําบรรลคุ วามสาํ เร็จ ตามเปา หมายของทมี งานได สรุปไดว าลกั ษณะการทาํ งานเปนทมี สมาชกิ ในทีมตองรแู ละเขาใจเปา หมายไดอ ยา ง ชดั เจน เพื่อใหส มาชิกทกุ คนในทมี งานปฏบิ ตั หิ รอื ดาํ เนนิ งานใหเปน ไปตามเปาหมายอยางถูกตอง
87 การมคี วามไววางใจเชือ่ ใจกัน ณัฏฐพนั ธ เขจรนันท และคณะ (2545 : 25) กลา วไดวา ความไวว างใจ (Trust) จะเปน พน้ื ฐานสาํ คญั ของความรักและความสามคั ครี ะหวางหมคู ณะ ดงั นนั้ สมาชกิ ในทมี งานจะตองเช่อื ใจ และไวว างใจกนั ซง่ึ กันและกนั เพ่อื จะไดท มุ เทใหก บั การทาํ งานอยา งเต็มท่ี เพราะสมาชิกทุกคนตาง แนใ จและมนั่ ใจวาเขาจะมีเพอ่ื นชว ยทมี คอยใหก ารสนบั สนุนในการตัดสินใจ และรวมมอื ในการปฏิบตั งิ าน ใหส าํ เรจ็ ซึ่งจะชวยใหทมี งานมีผลงานความคดิ สรางสรรค นวตั กรรมใหม ๆ และพัฒนาการทกี่ า วไป ขา งหนา อยา งรวดเร็ว พรรณราย ทรพั ยประภา (2540: 8) กลา ววา ความไวว างใจ (Trust) ในการมชี วี ติ อยู รว มกนั ไมว าจะในครอบครวั ในการทํางานหรือในสงั คม ความไวว างใจซง่ึ กนั และกนั คอื ความเช่ือถือ หรอื ความเชอื่ มน่ั ของคนแตล ะคนทมี่ ีตอตนเองและตอผอู น่ื ซึ่งพฒั นามาจากประสบการณจากครอบครัวที่ มคี วามรัก มีความเคารพนบั ถอื ซึง่ กนั และกัน แทป็ เพน็ (เปรมวดี คฤหเดช. 2540; อา งองิ จาก Tappen. 1995) กลาวถงึ ความไวว างใจ (Trust) ซ่ึงเปน ลกั ษณะของการทาํ งานเปน ทีมที่ดวี า สมาชกิ จะตองมคี วามซอ่ื สัตยในหนา ที่ มรี ะเบยี บ วนิ ยั ในการทาํ งาน มีความสัมพนั ธท ีด่ ตี อกัน มลี กั ษณะเปดเผยใหความเคารพและเหน็ คุณคา ของกนั และกัน ยอมรบั ในบทบาทและหนา ท่ีของกันและกนั รวมทง้ั ไดรับการยอมรบั จากสมาชิกในทมี งาน สรปุ วา ความไวว างใจเชอื่ ใจกันเปน ความรกั และศรทั ธาตอ ตนเองและผูอ่นื เมอื่ เกดิ ความ ไวว างใจเช่อื ใจกนั ทุกคนจะรสู กึ เช่อื มั่น และเตม็ ใจตอบคุ คลทีท่ าํ งานรว มกนั โดยเปดใจยอมรับเพื่อน รวมงานดวยความเตม็ ใจ การติดตอสอ่ื สารแบบเปด การติดตอส่ือสารจะชว ยใหท มี สามารถรวมตัวกนั ไดอยา งมนั่ คงและมเี อกภาพ ซ่ึงจะ สงเสริมใหก ารทํางานเปน ทมี สามารถบรรลเุ ปา หมายไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ วราภรณ ตระกลู สฤษดิ์ (2549: 33) กลา ววา ปจจยั สคู วามสาํ เรจ็ ของทมี งานตอ งมีการ สอ่ื สารแบบเปดเผยตรงไปตรงมาสามารถตรวจสอบความเขา ใจไดอยา งตรงกนั ไมว า จะเปน การสือ่ สาร จากระดับผบู รหิ ารไปสรู ะดับปฏิบตั ิ หรอื ระดบั ปฏบิ ัตไิ ปสรู ะดบั บรหิ ารหรือสอ่ื สารระดับเดียวกนั จะทาํ ให สมาชิกของทมี ไดรบั รูป ญ หาการทาํ งาน รบั ทราบถงึ นโยบายในการปฏิบัติงานตลอดจนการเปลย่ี นแปลง ตา ง ๆ เกย่ี วกบั งานไดอ ยางถกู ตอ ง
88 นอรตัน (อมรา รตั ตากร. 2544: 1081; อา งอิงจาก Norton. 1983) กลา วถงึ รูปแบบการ ส่ือสารแบบเปด เผย (Open) วา ผสู ่ือสารแบบเปด เผยจะทาํ การสื่อสารเชิงการสนทนา ไมซ อนเรน ไม ปดบงั สามารถพดู ไดอยา งเปดเผยใจกวา ง ยอมรับความคดิ ผูอ น่ื ในขณะเดยี วกนั ผสู ื่อสารแบบเปดเผย ยงั มพี ฤตกิ รรมที่พรอ มท่ีจะเปด เผยตนเอง เม่อื มกี ารสอ่ื สารปะทะสมั พนั ธกับบุคคลอน่ื เอกชยั ก่สี ุขพนั ธ (2538: 145) กลาววา การสื่อสารแบบเปด (open communication) ไม วาจะเปน การสอ่ื สารจากระดบั บรหิ ารไปสูระดับปฏบิ ัตหิ รือระดบั ปฏบิ ัติไปสรู ะดับบริหาร หรอื เปน การ ส่อื สารในระดับเดยี วกนั จะทาํ ใหสมาชกิ ของทมี ไดรบั รปู ญ หาการทาํ งาน นโยบายการปฏบิ ตั งิ าน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงตา ง ๆ เกย่ี วกับงานไดอ ยา งทว่ั ถึง เนตรพณั ณา ยาวริ าช (2546: 119) ใหค วามเหน็ วา การทาํ งานในลกั ษณะทมี งานจะ ประสบความสาํ เรจ็ ได ถา มีการส่อื สารระหวา งสมาชกิ ในทีมงาน เปน การสื่อสารแบบสองทาง (two- way communication) มีการส่อื สารแบบเปด เผยตรงไปตรงมา ทกุ คนรบั ทราบขอ มูลขา วสารอยาง ทว่ั ถงึ กนั สรปุ ไดว า การส่ือสารไมว าจะเปน การส่อื สารแบบใดหรอื ประเภทใดก็ตามหากใชร ะบบ การสอ่ื สารแบบเปด เผยไมซ อ นเรนปด บงั ทกุ คนรับทราบขอมูลขา วสารอยา งทว่ั ถงึ ไดรบั รูปญ หาการ ทํางานนโยบาย การปฏิบัตงิ านตลอดจนการเปลย่ี นแปลงตาง ๆ เกย่ี วกับงานจะทาํ ใหท มี งานประสบ ความสาํ เรจ็ ได การยอมรบั นับถอื ซ่งึ กันและกนั การทาํ งานเปน ทมี ในทุกองคก รสมาชกิ ตอ งรับฟง ความคิดเหน็ เพราะความคิดเหน็ ของทุก คนคดิ วา มคี ณุ คา สทิ ธวิ รรณ ตนั ติรจนาวงศ (2541: 57) กลา วไวว า ถา ทกุ คนยอมรบั กันและรับฟง กนั การยอมรับในความเปน ตัวเองของกนั และกนั รวมทง้ั ใชค วามรูค วามสามารถและจดุ เดนของกนั และกัน อยา งเตม็ ทีจ่ ะทําใหมบี รรยากาศใกลช ิดและเปนกนั เอง มคี วามรูสึกกลาที่จะใหเพ่อื นรว มงานรูทง้ั สิ่งท่ีดี และไมดขี องตนเองดว ยความสบายใจสามารถพูดอยา งตรงไปตรงมาและกลา ทจ่ี ะรบั และใหความ ชว ยเหลอื โฉมยง โตะ ทอง (2540: 32) กลาวถงึ ผูร ว มทมี จะประสบความสาํ เร็จ เมือ่ ทกุ คนในทีมมี ความเช่ือถอื ในความสามารถของกนั และกนั แตอยา งไรกต็ ามความเชือ่ นั้นเปราะบางตองใชเ วลานาน ในการสรางความเชือ่ ถือแตงา ยตอ การทาํ ลาย การรดความเชอ่ื ถอื ใหค งอยนู ้นั ตอ งใชความตง้ั ใจจริง ดวย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154