Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

Published by parinyapast, 2020-08-19 03:08:32

Description: การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

Keywords: การพัฒนาหลักสููตร,หหลักสูตรสถานศึกษา

Search

Read the Text Version

39 อรนนั ท น่ิมนชุ (2550: 89) ใหความหมายของหลกั สตู รสถานศกึ ษาไวหมายถึง เน้ือหา กจิ กรรมประสบการณที่ไดก าํ หนดไว เพอื่ นาํ มาใชเปน แนวทางในการจดั กิจกรรมตามความเหมาะสม กบั วัยของเดก็ ซงึ่ เปนประสบการณท ไี่ ดร ับท้งั ภายในและภายนอกหอ งเรยี น ตอบสนองตอ ความ ตองการ ความสนใจ สอดคลอ งกับความตอ งการของทอ งถนิ่ และสงั คม สามารถอยใู นสังคมไดอ ยา ง มคี วามสุข วฒั นาพร ระงบั ทุกข (2545: 2-3) กลาวไวว า หลกั สตู รสถานศกึ ษาเปน แผนหรอื แนวทาง หรือขอกําหนดของการจัดการศึกษาท่ีจะพัฒนาใหผ เู รยี นมีความรู ความสามรถโดยสงเสริมใหแตละ บุคคลพฒั นาไปสศู ักยภาพสงู สดุ ของตน รวมถงึ ลําดบั ขน้ั ของมวลประสบการณท กี่ อ ใหเกิดการเรยี นรทู ่ี สะสม ซึง่ จะชว ยใหผ ูเรยี นนาํ ความรูไปสูการปฏบิ ตั ไิ ดป ระสบความสาํ เรจ็ ในการเรยี นรดู วยตนเอง รูจัก ตนเอง มชี วี ิตอยูในโรงเรยี น ชมุ ชน สงั คมและโลกอยา งมีความสขุ ธวธั ชยั ชยั จิรฉายากุล (2545: 16-17) กลา ววา หลักสตู รสถานศึกษาประกอบดว ยการ เรยี นรู ทง้ั มวลและประสบการณอ ่นื ๆ ทสี่ ถานศกึ ษาแตล ะแหงวางแผนเพ่ือพฒั นาผูเรียน โดยจะตอ ง จดั ทําสาระการเรยี นรูทง้ั รายวชิ าทีเ่ ปน พน้ื ฐานและรายวชิ าทตี่ อ งเรยี นเพม่ิ เติมเปน รายปหรอื รายภาค จักกิจกรรมพฒั นาผเู รยี นทกุ ภาคเรียนและกําหนดคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคจ ากมาตรฐานการศกึ ษา ขน้ั พนื้ ฐาน สถานศกึ ษาจะตองทาํ งานรว มกับครอบครวั และชุมชน ทอ งถิน่ วัด หนว ยงานทงั้ ภาครัฐ และเอกชนในทอ งถน่ิ อดศิ กั ดิ์ สิงหส โี ว (2549: 157) กลา วถงึ ความหมายของหลกั สตู รสถานศกึ ษาไวค ือ เปน แนวทางท่ีสถานศึกษาใชในการจดั ประสบการณ เพอ่ื พัฒนาผเู รียนใหสามารถสรา งความรไู ดด ว ย ตนเอง และสามารถประยกุ ตค วามรไู ปใชในการแกป ญ หาในชวี ิตประจาํ วนั ได จากความหมายทก่ี ลาวมาพอสรปุ ความหมายของหลกั สูตรสถานศกึ ษาคอื เปน แนวทาง หรอื ขอ กาํ หนดและประสบการณตางๆ การบูรณาการการเรียนรทู ี่สถานศกึ ษาจดั ใหก ับผูเรยี นไดเ รียนรู มีความสามารถ และมคี ุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงคของผเู รยี น มากาํ หนดเปน สาระและมาตรฐานการ เรียนรูโ ดยการจัดกระบวนการเรียนรใู หกับผูเรยี น และนําความรูทไ่ี ดร บั ไปประยุกตใ ชในการแกป ญ หา ในชวี ิตประจาํ วันได โดยอาศัยการมีสว นรว มของบุคลากรทุกฝา ย 2.2 ความสําคัญของหลกั สูตรสถานศกึ ษา หลักสตู รถอื วา มีความสําคญั ตอสถานศึกษา เปน แผนทที่ าํ งานแกบ ุคคลกรในโรงเรยี น เปน เครอ่ื งมือท่ีทาํ ใหก ารจัดการศึกษาประสบความสาํ เรจ็ ตามเปาหมายทกี่ าํ หนดไว กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2545: 5-6) กลาวไวว า หลกั สตู รสถานศึกษามี ความสาํ คญั ตอการพฒั นาผเู รียนในทกุ ๆ ดาน มีจุดมงุ หมายสําคญั 2 ประการคือ

40 1. สามารถพฒั นาผเู รยี นใหเ รยี นรอู ยางมคี วามสขุ ทาํ ใหม ีความรู ความสามารถ มี ทักษะการเรยี นรูท สี่ าํ คญั มีกระบวนการคิดอยางมเี หตผุ ล มโี อกาสใชข อสารสนเทศ ละเทคโนโลยี ส่ือสาร หลักสูตรสถานศึกษาชว ยสงเสรมิ จติ ใจทท่ีอยากรูอ ยากเหน็ สรา งความมนั่ ใจละใหก ําลงั ใจใน การเรยี นรูและเปนบคุ คลทีส่ ามารถเรยี นรไู ดต ลอดเวลา 2. ชวยสง เสรมิ การพฒั นาดา นจิตวิญญาณ จริยธรรม สังคมและวฒั นธรรม โดยเฉพาะ พัฒนาผเู รียนใหม คี วามเขาใจและศรัทธาในความเชอ่ื ของตน ความเชื่อและวัฒนธรรมท่ีแตกตา งกนั มี อิทธพิ ลตอ วัตถุ สถานศึกษาสามารถพฒั นาหลกั และคณุ ธรรมและความอิสระของผเู รียน มคี วาม พรอมในการเปน ผบู ริโภคทตี่ ดั สินใจแบบมขี อมลู และอสิ ระ เขา ใจความรบั ผิดชอบทีม่ ตี อ สงั คมโดยรวม สามารถชว ยพฒั นาสงั คมใหเ ปน ธรรม มคี วามสามารถ มีความตระหนกั เขาใจและยอมรบั สภาพ แวดลอ มที่ตนดํารงชีวิตอยู ยึดมน่ั ในขอตกลงรว มกนั ตอ การพฒั นาทยี่ ง่ั ยืนในระดบั สว นตน ระดับ ทอ งถน่ิ ระดบั ชาติและระดับโลก ฆนทั ธาตทุ อง (2550: 5) กลาววา หลกั สูตรมคี วามสาํ คญั ตอ การพฒั นาคนในสังคม เปน เคร่ืองมือที่จะทําใหก ารจัดการศึกษาบรรลุผลตามจดุ หมายทก่ี าํ หนดไว โดยมีสวนสาํ คัญในการ สงเสริมความเจรญิ งอกงามของบุคคล สามารถปลกู ฝง พฤติกรรม คณุ ธรรม จรยิ ธรรม วางรากฐาน ความคิดที่เปน การสนบั สนนุ สอดคลอ งกบั สภาพสังคม เศรษฐกจิ การเมอื งการปกครอง ทาํ ให ผเู รียนคนพบความสามารถ ความสนใจ ความถนัด ท่ีแทจริงของตนเอง และพัฒนาตนเองไดเตม็ ตามศกั ยภาพ ปรียาพร วงศอ นุตรโรจน (2543: 23-24) ไดใ หความสาํ คัญของหลกั สตู รไวคอื หลักสตู ร เปนหลกั และหัวใจของการเรียนการสอนเพ่อื นาํ ไปสูเปาหมายของการศกึ ษา ความเขา ใจในเร่อื งของ หลกั สตู รและการเรยี นการสอนจะทําใหการจดั การศึกษาดําเนนิ ไปดว ยดีทัง้ แกต วั ผเู รยี นเอง และชว ย ใหค รูไดมีทศิ ทางและสง่ิ สําคญั ในการสอน มีความสาํ คญั ของหลักสูตรดงั น้ี 1. งานดานหลักสูตรและ การสอนทําใหก ารศึกษาดําเนินไปสทู วี่ างไว 2. งานดา นหลกั สูตรทําใหก ารศึกษามปี ระสิทธภิ าพและมี ประสทิ ธิผลตามเปาหมาย 3. หลกั สตู รเปรียบเสมอื นแบบแปลนการจัดการเรยี นการสอน การพัฒนา หลกั สูตรบอกไวว า วตั ถปุ ระสงคทีต่ องการมอี ะไรบา ง จะใชอะไรเปน วสั ดอุ ปุ กรณ จะสอนอยา งไร จดั เตรียมการสอนอยางไรบา งเพอื่ ชวยในดานการเรียนการสอน หลกั สตู รจึงมคี วามสาํ คัญ เปน แผน ยทุ ธศาสตรท ่จี ะนําไปสคู วามสําเร็จตามตองการ เปน แนวทางในการปฏิบตั ิงานของครูทจ่ี ะจดั ประสบการณ ใหผ ูเ รยี นไดม คี วามรู ทกั ษะ ความประพฤติ มีเจตคตทิ ี่ดตี อ วชิ าชพี

41 ความสาํ คญั ทกี่ ลา วมานน้ั สรปุ ไดวา หลักสตู รสถานศึกษามีความสาํ คญั ตอ การจัด การศกึ ษา เปน ขอกําหนดและแนวทางการดําเนินงานการศกึ ษาใหเปน ไปตามความมุงหมายทก่ี าํ หนด ไว หลักสตู รสามารถพฒั นาผเู รยี นในดา นทกั ษะการเรยี นรู ใหมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม เปน หวั ใจของ การจัดการเรียนการสอนใหผเู รยี นประสบความสาํ เรจ็ ไดต ามทีส่ ถานศึกษากําหนด 2.3 องคป ระกอบของหลกั สูตรสถานศกึ ษา หลักสตู รเปรียบเสมอื นเครือ่ งมอื ทกี่ ําหนดทิศทางในการเรียนการสอนและยงั เปน พน้ื ฐาน ในการพฒั นามนุษย หลักสตู รจงึ มอี งคประกอบทีส่ าํ คัญตอไปนี้ เอกรนิ ทร ส่ีมหาศาล (2545: 234-235) กลา วถงึ หลักสตู รสถานศึกษามอี งคประกอบทสี่ าํ คัญคอื 1. ทิศทางและเปา หมายของการจดั การศึกษา ของสถานศึกษา 2. จุดหมายของหลักสูตรสถานศึกษา 3. คุณลักษณะอันพึงประสงคของผูเรียน 4. โครงสรางหลักสตู รสถานศึกษา 5. มาตรฐานการเรยี นรแู ละสาระการเรยี นรู 6. กจิ กรรมพฒั นา ผูเรียน 7. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 8. ปจ จัยสง เสริมการเรยี นรแู ละแหลง เรยี นรูอ ื่นๆ ธํารง บัวศรี (2542: 8-9) กลา ววา องคประกอบที่สาํ คยั ของหลกั สูตรไวด งั น้ี 1. จดุ ประสงคและนโยบายการศึกษา หมายถึง ส่งิ ทรี่ ัฐตอ งการตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจ และสังคมแหง ชาตใิ นเรอื่ งเกย่ี วกับการศึกษา 2. จดุ หมายของหลกั สูตรหมายถงึ ผลสว นรวมทีต่ อ งการใหเกดิ แกผเู รยี นหลังจากท่เี รียน จบหลักสูตรไปแลว 3. รูปแบบและโครงสรางหลกั สตู รหมายถงึ ลักษณะและแผนผังทแ่ี สดงการแจกแจงวชิ า หรือกลุมวชิ าหรอื ประสบการณ 4. จดุ ประสงคข องวชิ าหมายถึง ผลท่ีตองการใหเ กดิ แกผูเรียนหลงั จากทไี่ ดเ รียนวิชานนั้ ไปแลว 5. เนอื้ หาหมายถึง ส่งิ ทต่ี อ งการใหผเู รียนไดเรียนรูทกั ษะและความสามารถท่ีตอ งการให มี รวมทงั้ ประสบการณทีต่ อ งการใหไดรับ 6. จุดประสงคข องการเรียนรูหมายถงึ สง่ิ ทต่ี อ งการใหผ เู รยี นไดเรยี นรู ไดม ที ักษะและ ความสามารถหลังจากทีไ่ ดเ รยี นรเู น้ือหาทก่ี ําหนดไว 7. ยุทธศาสตรก ารเรยี นการสอนหมายถึง กระบวนการและวิธกี ารจัดการเรียนการสอน รวมทงั้ กิจกรรมการเรียนการสอนเพือ่ ใหผเู รียนมพี ฒั นาการทางความรูและอนื่ ๆตามจดุ ประสงคแ ละ จดุ มงุ หมายทกี่ ําหนดไว 8. การประเมนิ ผลหมายถึงการประถะเมนิ ผลการเรยี นรูเพอื่ ใชในการปรับปรุงการเรยี น การสอน

42 9. วัสดหุ ลกั สตู รและสอื่ การเรยี นการสอนหมายถงึ เอกสารสิง่ พมิ พ แผนฟล ม แถบวดี ี ทัศน และวสั ดอุ ุปกรณต างๆรวมทงั้ อุปกรณโ สตทศั นศึกษา เทคโนโลยกี ารศึกษาและอน่ื ๆทช่ี ว ย สง เสริมคณุ ภาพประสทิ ธิภาพการเรยี นการสอน รุจิร ภสู าระ (2545: 8) กลา วถึงองคป ระกอบของหลกั สูตรมี 4 ประการคือ 1. จดุ มุงหมายที่ โรงเรียนตอ งการใหผ ูเรยี นเกดิ ผล 2. ประสบการณท ่โี รงเรียนจดั ใหเ พอื่ จดุ มงุ หมายบรรลุ 3. วธิ กี ารจัด ประสบการณเ พ่อื ใหการสอนเปน ไปอยา งมีประสทิ ธภิ าพ 4. วิธีการประเมินเพือ่ ตรวจสอบจุดมุงหมาย ทต่ี ง้ั ไว จากท่กี ลาวมาสรปุ ไดวาองคป ระกอบของหลักสตู รสถานศึกษาคอื ทศิ ทางและเปาหมาย การจดั การศึกษารวมทง้ั จุดมุงหมายของหลกั สูตร เนอ้ื หา รูปแบบและการพัฒนา การนาํ ไปใช และ การประเมนิ ผล ทุกสว นตองสอดคลอ งและสัมพนั ธก นั ทกุ ขัน้ ตอน เม่อื มาประกอบกนั จะเกิดผลสมบรู ณ 2.4 หลกั สตู รสถานศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2551: ออนไลน) จากรายละเอยี ดตางๆ ของหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานกลา ววา สถานศกึ ษาสามารถนาํ เปน แนวทางในการจดั ทาํ หลกั สตู รของสถานศกึ ษาที่ สนองตอบตอหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และเพมิ่ เตมิ ในสวนทเ่ี ปน ความตองการของทอ งถน่ิ โดยมอี งคประกอบดังน้ี 1. สวนนาํ (วสิ ยั ทัศน พนั ธกจิ จุดหมาย คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค สมรรถนะสําคัญ ของผูเรยี น) 2. การจดั ทําโครงสรา งหลกั สตู ร (รายวิชาพื้นฐาน รายวชิ าเพมิ่ เตมิ กจิ กรรมพัฒนา ผเู รียน เวลาเรยี น ระดับประถมศึกษา (ป.1 - ป.6) (รายป) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน (ม.1 - ม.3) (รายภาค) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4 - ม.6) (รายภาค) โครงสรา งหลกั สูตรเปนการนําเสนอโครงสรา งหลกั สูตรของโรงเรียนในแตละระดบั ชั้น สนองตอบตอหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และความเปน ทอ งถน่ิ ทง้ั ใน ระดับเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษา และระดบั สถานศกึ ษาที่สะทอ นการบรหิ ารจดั การหลักสตู ร เวลาเรียนใน แตละกลุมสาระการเรียนรู กจิ กรรมพฒั นาผเู รียน สาระการเรยี นรทู องถน่ิ เพิ่มเตมิ หรอื การจัด รายวิชาเพม่ิ เติมตามความตองการของโรงเรยี น

43 3. การจดั ทําคาํ อธบิ ายรายวชิ า (รหสั วชิ า ชอื่ รายวิชา กลมุ สาระการเรียนรรู ะดับชนั้ เวลาเรียน รายละเอียดคาํ อธบิ ายรายวชิ า 3.1 ศกึ ษามาตรฐานการเรยี นรู 3.2 ศึกษาตัวช้วี ดั ชัน้ ป (ป.1 - ม.3) 3.3 ศึกษาตวั ชว้ี ดั ชวงชนั้ (ม.4 - ม.6) 3.4 ศึกษาสาระการเรยี นรแู กนกลาง 3.5 ศึกษากรอบสาระการเรียนรทู องถน่ิ เพ่มิ เตมิ ของสํานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา นครปฐม เขต 2 และโรงเรยี น 3.6 ศกึ ษาการลงรหัสรายวชิ าทง้ั พนื้ ฐาน และเพม่ิ เตมิ ประมวลจัดทาํ คาํ อธบิ ายรายวชิ า แยกตามกลุมสาระการเรยี นรู อนั ประกอบไปดว ย สว นของสาระการเรียนรู กระบวนการจดั การเรียนรูและคณุ ลกั ษณะทเี่ กดิ (คุณภาพผเู รยี นตามหลักสูตร) 4. เกณฑก ารจบหลักสูตร 5. การจดั ทาํ หนวยการเรยี นรู 5.1 โครงสรา งหลักสตู รสถานศึกษา 5.2 มาตรฐานการเรยี นรู / ตวั ชว้ี ดั 5.3 สาระการเรยี นรู ดําเนนิ การจดั หนว ยการเรียนรูในแตละกลมุ สาระการเรียนรทู ี่ครอบคลมุ หลกั สูตร แกนกลางและสาระการเรียนรทู องถน่ิ เพม่ิ เติม 6. การออกแบบการเรยี นรูทอ่ี ิงมาตรฐาน 6.1 ตัวชวี้ ดั 6.2 สาระการเรยี นรูทงั้ แกนกลางและทอ งถ่นิ 6.3 ชิน้ งาน / ภาระงาน 6.4 เกณฑการประเมนิ 6.5 ชอ่ื หนว ยการเรยี นรู 6.6 เวลาเรียน ดาํ เนนิ การออกแบบการเรยี นรูทอี่ ิงมาตรฐานการเรียนรู (แผนการจัดการเรียนร)ู ประกอบ ไปดวย มาตรฐานการเรยี นรู ตวั ชี้วดั สาระสาํ คัญ สาระการเรียนรู (ความรู ทักษะ/กระบวนการ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค) ชน้ิ งาน/ภาระงาน เกณฑก ารประเมนิ ชนิ้ งาน กจิ กรรมการเรียนรู (นําเขา สูบทเรียน ชวยพัฒนาผเู รยี น รวบยอด สือ่ การเรยี นรู การวัดและประเมินผล บนั ทกึ ผลหลงั สอน)

44 7. คมู อื การวัดและประเมินผลระดับสถานศึกษา 7.1 การประเมนิ ในระดับชน้ั เรยี น ประเมินความกา วหนา โดยใชว ิธกี ารอยางหลากหลาย 7.2 การประเมนิ ในระดบั สถานศกึ ษา ตดั สนิ ผลการเรยี นรรู ายป / รายภาค การอาน คิดวิเคราะหและเขยี นตลอดจนคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคและกจิ กรรมพัฒนาผูเรยี น การดาํ เนินการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศึกษาตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ซ่ึงโรงเรยี นนาํ รอ งและพรอ มใชใ ชใ นปการศกึ ษา 2552 โรงเรียนทวั่ ไปใชในป การศกึ ษา 2553 จะเห็นไดว า เปน การทบทวนหลกั สตู รสถานศกึ ษาเดิม โดยจัดทาํ โครงสรา งหลกั สตู ร สถานศึกษา จัดทําคาํ อธิบายรายวิชา โดยประมวลจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 กรอบหลักสูตรระดับทองถน่ิ และสถานศึกษาพิจารณาเพ่มิ เตมิ ในสว นทเี่ ปน เอกลกั ษณข องชุมชน / ทอ งถ่ินทตี่ อ งการพัฒนาเปน พเิ ศษ ข้นั ตอนการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 2551 ของกระทรวงศกึ ษาธิการ โดยใชเปน แมแ บบให วทิ ยากรแกนนํา นาํ ไปใชในการอบรมการจดั ทําหลักสูตรสถานศกึ ษา มวี ธิ ีการดงั น้ีคอื 1. กระบวนการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา 1.1 แตง ตัง้ คณะกรรมการบริหารหลกั สตู รและงานวชิ าการของสถานศกึ ษา 1.2 ศกึ ษาขอมูลท่ีเกยี่ วขอ ง (หลักสูตรแกนกลาง กรอบหลักสูตรระดับทองถ่ิน บรบิ ท ความตอ งการของสถานศึกษา) 1.3 จัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาทีม่ อี งคประกอบที่สําคญั ไดแ ก - สวนนาํ (ความนาํ วิสยั ทศั น สมรรถนะสําคัญของผเู รยี น คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค ฯลฯ) - โครงสรา งเวลาเรียนของหลักสตู รโรงเรยี น/โครงสรา งหลักสตู รโรงเรยี น - คําอธบิ ายรายวิชา - กจิ กรรมพฒั นาผเู รียน - เกณฑก ารจบการศกึ ษา 1.4 นําเสนอคณะกรรมการสถานศึกษาใหความเหน็ ชอบ 1.5 ใชห ลกั สตู รสถานศกึ ษา (ระดับช้ันเรยี น) 1. 6 วิจัย ติดตาม ประเมนิ ผลการใชห ลกั สูตร การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาโดยทัว่ ไปนนั้ ดําเนินการโดยคณะกรรมการหรอื คณะทาํ งาน ซ่งึ มีข้นั ตอนการดําเนนิ การโดยสงั เขป ดังน้ี 1. แตง ตั้งคณะกรรมการ/ คณะทํางานและคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและงาน วชิ าการของสถานศกึ ษา ประกอบดว ย ผบู ริหารสถานศกึ ษา และครผู สู อน

45 2. วเิ คราะหข อ มูลจากแหลง ตางๆ : มีแหลงขอมูลสาํ คญั มากมายทเ่ี ปนประโยชนตอการ จัดทําหลักสตู รสถานศกึ ษา อาทิ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กรอบ หลักสูตรระดับทอ งถ่ิน ขอ มลู จากการวิเคราะห สภาพ ปญหา จดุ เนน ความตองการของชมุ ชน และ ของสถานศึกษาแตละแหง ตลอดจนความตองการของผเู รียน 3. จดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา : พิจารณาจดั ทําหลักสตู รสถานศึกษาซึ่งมอี งคป ระกอบ สาํ คัญไดแกว สิ ัยทัศน สมรรถนะสําคญั ของผูเรยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค โครงสรางหลกั สตู ร สถานศกึ ษา (เวลาเรยี น รายวิชาพ้นื ฐาน/เพ่มิ เติม กจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น) คาํ อธิบายรายวชิ า และ เกณฑก ารจบหลกั สตู ร พรอ มกันน้ีสถานศึกษาจะตองจดั ทาํ เอกสารระเบยี บการวัดผลประเมนิ ผลเพอื่ ใชค วบคูก บั หลกั สูตรสถานศึกษา 4. คณะกรรมการสถานศึกษาพิจารณาใหค วามเหน็ ชอบนําเสนอรางเอกสารหลกั สตู ร สถานศกึ ษา และระเบียบการวัดประเมนิ ผลตอ คณะกรรมการสถานศกึ ษาเพือ่ พิจารณาใหค วาม เหน็ ชอบ หากมีขอ เสนอแนะจากคณะกรรมการ กน็ าํ ขอ เสนอแนะดงั กลาวไปพิจารณาปรับปรุงรา ง หลักสูตรสถานศึกษาใหม ีความเหมาะสม ชดั เจนย่ิงขน้ึ การเขียนสวนนาํ ของหลกั สตู รสถานศกึ ษา 1. สวนนาํ ประกอบดว ย 1.1 ความนาํ แสดงใหเหน็ ความเชือ่ มโยง ระหวา งหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กบั กรอบหลกั สูตรระดบั ทองถิ่น จดุ เนน และความตองการของโรงเรียน 1.2 วิสยั ทัศนโ รงเรียน เปนเจตนารมณ อุดมการณ หลกั การ ความเชอื่ อนาคตท่ีพงึ ประสงค เอกลกั ษณ ของโรงเรยี นเพอื่ สรา งศรัทธา จุดประกายความคิดในการพัฒนาองคกร และคุณภาพผเู รียน ที่ สอดคลอ งกับหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กรอบหลกั สูตรระดบั ทอ งถนิ่ จุดเนน และความตอ งการของโรงเรียน 1.3 สมรรถนะสําคญั ของผเู รียน เปนสมรรถนะจําเปน พน้ื ฐาน 5 ประการทผ่ี เู รยี นพงึ มี ซง่ึ กาํ หนดไวใ นหลกั สูตร แกนกลาง การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 สมรรถนะสาํ คญั เหลา นี้ไดห ลอมรวมอยใู น มาตรฐานการเรียนรู และตวั ชวี้ ัดของกลมุ สาระการเรยี นรตู าง ๆ ทง้ั 8 กลมุ สาระการเรียนรู และ โรงเรยี นอาจจะเพ่มิ เตมิ ไดตามความเหมาะสม

46 1.4 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 8 ประการท่กี าํ หนดไวในหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษา ข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551นน้ั เปน คณุ ลกั ษณะที่ตอ งการใหเกดิ แกผ เู รียนทุกคนในระดับการศกึ ษา ขั้นพน้ื ฐาน และโรงเรียนอาจจะเพิม่ เตมิ ตามจดุ เนน ของโรงงเรียนไดต ามความเหมาะสม 2. วิธกี ารกาํ หนดวสิ ยั ทัศน มีแนวทางการกําหนด ดงั น้ี 2.1 ศกึ ษาขอ มูล ตอไปน้ี 1) ศกึ ษา วเิ คราะห วสิ ยั ทศั นหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 2) ศกึ ษากรอบหลักสูตรระดบั ทอ งถน่ิ 3) ศกึ ษาขอมลู ความตอ งการ จดุ เนนของทองถนิ่ และโรงเรียน 2.2 กาํ หนดคาํ สาํ คญั ทมี่ งุ บอกถงึ เจตนารมณ อุดมการณ หลักการ ความเช่ือ อนาคตทพ่ี งึ ประสงคทีจ่ ะพฒั นาผเู รียนไปสจู ุดหมายของหลกั สูตร 2.3 ลักษณะของวสิ ัยทศั นท ่สี มบรู ณ ควรประกอบดว ยประเดน็ ตอ ไปนี้ 1) สอดคลองกับจดุ หมาย หลกั การของหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 2) สอดคลอ งกบั กรอบหลักสตู รระดับทอ งถ่นิ 3) แสดงภาพอนาคตของผเู รียนทค่ี รอบคลมุ สภาพความตอ งการของโรงเรยี น ชุมชน และทองถนิ่ 4) ใชภาษากะทัดรดั ชดั เจน สามารถปฏิบตั ไิ ด ตัวอยางวิสยั ทศั นโ รงเรียน แบบท่ี 1 หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน มงุ พฒั นาผูเรยี นทกุ คน ซงึ่ เปนกาํ ลงั ของชาติ ให เปนมนุษยท ่มี คี วามสมดุลทง้ั ดานรา งกาย ความรู คุณธรรม มจี ติ สาํ นึกในความเปนพลเมืองไทยและ เปน พลโลก ยดึ มั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมขุ มี ความรแู ละทกั ษะพน้ื ฐาน รวมท้งั เจตคติท่ีจาํ เปน ตอ การศกึ ษาตอ การประกอบอาชพี และการศึกษา ตลอดชีวิตโดยมุงเนน ผูเ รยี นเปนสาํ คญั บนพนื้ ฐานความเชื่อวา ทกุ คนสามารถเรยี นรแู ละพัฒนาตนเอง ไดเ ตม็ ตามศักยภาพ

47 แบบท่ี 2 หลักสูตรสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐานโรงเรียน .. ......... มุง พฒั นานกั เรยี นทกุ คนซง่ึ เปน กาํ ลงั ของ ชาติใหเ ปนมนษุ ย ท่มี คี วามสมดุลทง้ั ดานรา งกาย ความรู คณุ ธรรม รกั ทอ งถิ่น มจี ติ สาํ นกึ ใน การอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติ และมคี วามเปนไทย ความเปน พลเมอื งไทย และเปน พลโลก ยดึ ม่ัน ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุข มคี วามรูและทกั ษะ พื้นฐาน รวมท้ังเจตคติทีจ่ าํ เปนตอการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวติ โดยมุงเนน ผูเ รยี น เปนสําคัญบนพน้ื ฐานความเช่ือวา ทกุ คนสามารถเรยี นรแู ละพฒั นาตนเองไดเตม็ ตามศักยภาพ แบบท่ี 3 โรงเรียน ........... มงุ พฒั นาผเู รยี นทกุ คนซงึ่ เปน กาํ ลงั ของชาตใิ หเ ปน มนษุ ยท ี่มคี วาม สมดลุ ท้ังดา นรา งกาย ความรู คณุ ธรรม มจี ิตสํานึกในความเปน พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมน่ั ใน การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุขมีความรแู ละทกั ษะพน้ื ฐาน รวมทงั้ เจตคติทีจ่ าํ เปน ตอ การศึกษาตอ การประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมุง เนน ผเู รยี นเปน สําคัญบนพนื้ ฐานความเชือ่ วา ทกุ คนสามารถเรียนรแู ละพัฒนาตนเองไดเ ตม็ ตามศกั ยภาพ มีความสามารถในการใชเทคโนโลยี มคี วามรแู ละทกั ษะพนื้ ฐานการประกอบอาชพี ดาํ รงชวี ติ ตาม หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง อนุรกั ษสงิ่ แวดลอ ม รวมสบื สานวฒั นธรรมประเพณแี ละภูมปิ ญ ญา ทอ งถนิ่ แบบท่ี 4 โรงเรียน ........... เปน องคกรผูนาํ การจดั การศกึ ษาใหผ เู รียน เปน เลศิ ดานคุณธรรม วชิ าการและพน้ื ฐานเทคโนโลยี มีมาตรฐานการศกึ ษาระดับชาติ หลกั สตู รโรงเรยี น ........................ มุงพฒั นาผูเรยี นทกุ คนซง่ึ เปน กาํ ลงั ของชาติใหเปนมนษุ ยท มี่ ีความสมดลุ ท้งั ดา นรา งกาย ความรู คุณธรรม มจี ติ สํานกึ ในความเปน พลเมอื งไทยและพลโลก ยดึ มนั่ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยท รงเปน ประมุข มีความรแู ละทกั ษะพื้นฐาน รวมทง้ั เจตคตทิ จ่ี าํ เปน ตอ การศึกษาตอ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมงุ เนน ผูเรียนเปนสาํ คัญบนพน้ื ฐานความเช่อื วา ทกุ คนสามารถเรยี นรแู ละพฒั นาตนเองไดเ ตม็ ตามศกั ยภาพ ผเู รยี นมคี วามตระหนกั รักทอ งถนิ่ และ ดําเนนิ ชวี ิตอยา งพอเพยี ง แบบที่ 5 ภายในป พ.ศ. .................... โรงเรยี น ................. มงุ เนน จดั การศกึ ษาใหม ี คณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา โดยพฒั นาผูเรยี นใหเปน มนษุ ยทมี่ ีความสมบูรณท ั้งดา นรา งกาย อารมณ สงั คม และจติ ใจ ตระหนกั ถึงการเปนพลเมอื งไทยและพลเมืองโลกทีด่ ี มคี ุณธรรม ยดึ ม่ัน ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข เปนผูนาํ ทางวชิ าการ

48 เกงการอาน คดิ วเิ คราะห เขียนเชยี่ วชาญการใชเ ทคโนโลยี สืบสานประเพณวี ัฒนธรรมไทย มใี จรัก ส่งิ แวดลอ ม นอมตามแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี งประเพณโี ดยยดึ หลกั การเรยี นรูท่ีเนนผูเรียนเปน สาํ คัญ 3. การกาํ หนดโครงสรางเวลาเรยี น โครงสรา งหลกั สูตรโรงเรยี น และรายวิชากลมุ สาระ การเรยี นรกู ารกาํ หนดรหัสวิชา เพื่อใหเกดิ ความสะดวกและความเขา ใจตรงกันในการส่อื สาร สถานศึกษา จําเปนตอ งกาํ หนดรหสั วิชาอยางเปน ระบบ ระบบรหสั วชิ า การกาํ หนดรหสั วชิ าควรใชตวั เลขอารบกิ เพ่อื ส่ือสารและการจัดทาํ เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา ระบบรหัสวิชา สาํ หรับรายวชิ าพน้ื ฐานและ รายวชิ าเพมิ่ เติมตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ประกอบดวยตัวอักษร และตัวเลข 6 หลกั ดังน้ี หลกั ท่ี 1 เปน รหัสตัวอักษรแสดงกลุมสาระการเรียนรู คือ ท หมายถงึ กลุมสาระการเรยี นรูภาษาไทย ค หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร ว หมายถงึ กลุม สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร ส หมายถงึ กลุมสาระการเรียนรสู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม พ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรสู ุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ศ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรูศลิ ปะ ง หมายถงึ กลุม สาระการเรยี นรูการงานอาชพี และเทคโนโลยี หมายถงึ กลมุ สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศใหใ ชร หสั ของแตละภาษาตามรายการ หมายเหตุ รหสั ตวั อักษรกลุมสาระการเรยี นรูภ าษาตา งประเทศ

49 1) รายการรหสั ตัวอักษรกลมุ สาระการเรียนรภู าษาตา งประเทศท่ีจะนาํ ไปใสแ ทน มี ดังนี้ ก หมายถึง ภาษาเกาหลี ข หมายถงึ ภาษาเขมร จ หมายถึง ภาษาจนี ซ หมายถงึ ภาษารสั เซยี ญ หมายถงึ ภาษาญีป่ นุ ต หมายถงึ ภาษาเวียดนาม น หมายถงึ ภาษาลาติน บ หมายถึง ภาษาบาลี ป หมายถึง ภาษาสเปน ฝ หมายถึง ภาษาฝรง่ั เศส ม หมายถงึ ภาษามลายู ย หมายถงึ ภาษาเยอรมนั ร หมายถงึ ภาษาอาหรับ ล หมายถึง ภาษาลาว อ หมายถงึ ภาษาองั กฤษ ฮ หมายถึง ภาษาฮนิ ดู 2) กรณีท่มี ีสถานศึกษาใดจดั ทาํ รายวิชาภาษาตา งประเทศอ่นื ๆ นอกเหนือจากท่กี าํ หนด ไวใหส ถานศึกษาทาํ เรอ่ื งเสนอสาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน เพอ่ื กาํ หนดรหัสตวั อักษร กลุมสาระการเรยี นรูภาษาตางประเทศเพม่ิ เติมและประกาศใหส ถานศึกษาทัว่ ประเทศไดร ับทราบและ ใชใ หต รงกัน หลกั ที่ 2 เปนรหสั ตวั เลขแสดงระดับการศกึ ษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศกึ ษา ตอนตน และมธั ยมศึกษาตอนปลาย สะทอ นระดับความรูและทักษะในรายวิชาท่ีกาํ หนดไว คือ 1 หมายถงึ รายวิชาระดบั ประถมศึกษา 2 หมายถงึ รายวชิ าระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน 3 หมายถงึ รายวิชาระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย หลักที่ 3 เปน รหัสตัวเลขแสดงปท่ีเรียนของรายวิชา ซ่งึ สะทอนระดับความรแู ละทักษะใน รายวิชาทก่ี ําหนดไวใ นแตล ะป คอื 0 หมายถงึ รายวชิ าทไี่ มก าํ หนดปทเ่ี รียน จะเรยี นปใดก็ไดใ นระดบั ประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศึกษาตอนปลาย 1 หมายถงึ รายวชิ าท่เี รยี นในปท่ี 1 ของระดับประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ป.1 ม.1 และม.4) 2 หมายถงึ รายวชิ าทเ่ี รียนในปที่ 2 ของระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.2 ม.2 และม.5) 3 หมายถงึ รายวิชาที่เรียนในปท ่ี 3 ของระดับประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ป.3 ม.3 และ ม.6)

50 4 หมายถงึ รายวิชาท่ีเรยี นในปท่ี 4 ของระดับประถมศกึ ษา (ป.4) 5 หมายถงึ รายวชิ าที่เรียนในปที่ 5 ของระดับประถมศึกษา (ป.5) 6 หมายถงึ รายวชิ าทเี่ รียนในปท ่ี 6 ของระดับประถมศึกษา (ป.6) หลกั ที่ 4 เปน รหัสตวั เลขแสดงประเภทของรายวิชา คือ 1 หมายถงึ รายวิชาพนื้ ฐาน 2 หมายถงึ รายวิชาเพิม่ เติม หลกั ท่ี 5 และหลักท่ี 6 เปน รหัสตวั เลขแสดงลําดับของรายวิชาแตละกลมุ สาระการเรียนรู ในป/ ระดับการศึกษาเดียวกนั ในระดับประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน หรอื มัธยมศึกษาตอนปลาย มีจํานวนตงั้ แต 01-99 ดังนี้ รายวิชาทก่ี ําหนดปท่ีเรียน ใหนับรหัสหลกั ที่ 5-6 ตอเนอ่ื งในปเดียวกนั หากจดั รายวชิ า เปน รายภาค ใหก าํ หนดเรียงลําดบั รายวิชาในกลมุ สาระการเรียนรเู ดียวกนั ใหเ สรจ็ สิ้นในภาคเรยี นแรก กอ น แลวจึงกาํ หนดตอในภาคเรียนที่สองรายวชิ าท่ไี มก าํ หนดปท่ีเรียน ใหน บั รหสั หลกั ที่ 5-6 ตอเนอื่ งใน ระดบั ประถมศกึ ษา มัธยมศึกษาตอนตน และมธั ยมศกึ ษาตอนปลายทงั้ น้ี รหสั หลกั ที่ 5 และหลกั ที่ 6 ของรายวชิ าเพิ่มเติม ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร ให กาํ หนดรหัสวชิ า เปนชวงลาํ ดบั ดงั นี้ กลุมสาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร ลาํ ดับที่ 01 - 19 หมายถงึ รายวชิ าในกลุมฟส กิ ส ลาํ ดบั ท่ี 21 - 39 หมายถงึ รายวชิ าในกลุมเคมี ลาํ ดบั ท่ี 41 - 59 หมายถงึ รายวชิ าในกลุมชวี วทิ ยา ลาํ ดบั ที่ 61 - 79 หมายถงึ รายวิชาในกลุมโลกและอวกาศ ลําดบั ที่ 81 - 99 หมายถงึ รายวิชาในกลมุ วทิ ยาศาสตรอน่ื ๆ

51 โครงสรา งเวลาเรยี นตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ระดบั ประถมศึกษา กลมุ สาระการเรียนรู/ ป. 1 ป. 2 เวลาเรยี น ป. 5 ป. 6 กิจกรรม ระดบั ประถมศึกษา ป. 3 ป. 4 y กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาไทย 200 200 200 160 160 160 คณติ ศาสตร 200 200 200 160 160 160 วทิ ยาศาสตร 80 80 80 80 80 80 สงั คมศึกษา ศาสนา 120 120 120 120 120 120 และวัฒนธรรม  ประวตั ศิ าสตร (40) (40) (40) (40) (40) (40)  ศาสนาศีลธรรมจริยธรรม  หนา ท่ีพลเมือง วฒั นธรรม และการดําเนินชวี ติ ในสงั คม (80) (80) (80) (80) (80) (80)  เศรษฐศาสตร  ภมู ิศาสตร สุขศกึ ษาและพลศึกษา 80 80 80 80 80 80 ศิลปะ 80 80 80 80 80 80 การงานอาชพี และ 40 40 40 80 80 80 เทคโนโลยี ภาษาตางประเทศ 40 40 40 80 80 80 รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน) 840 840 840 840 840 840 y รายวชิ า / กิจกรรม ท่ี ปละ 40 ชว่ั โมง สถานศกึ ษาจดั เพ่มิ เตมิ ตามความพรอมและจุดเนน y กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น  กิจกรรมแนะแนว  กจิ กรรมนักเรียน - ลูกเสือยวุ กาชาด 120 120 120 120 120 120 - ชมุ นุม  กจิ กรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน รวมเวลา 120 120 120 120 120 120 กิจกรรมพฒั นาผเู รยี น รวมเวลาทั้งหมด ไมเกิน 1,000 ช่ัวโมง ไมเ กิน 1,000 ชั่วโมง หมายเหตุ ใหโ รงเรียนระบเุ วลาเรียนตามทโ่ี รงเรยี นกาํ หนด

52 ตัวอยางท่ี 1 โครงสรา งหลกั สตู รช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 1 รายวิชา/กิจกรรม เวลาเรียน(ชม./ป) รายวิชาพืน้ ฐาน 840 ท11101 ภาษาไทย 200 ค11101 คณิตศาสตร 200 ว11101 วทิ ยาศาสตร 80 ส11101 สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม 80 ส11102 ประวัติศาสตร 40 พ11101 สุขศกึ ษาและพลศึกษา 80 ศ11101 ศิลปะ 80 ง11101 การงานอาชีพ และเทคโนโลยี 40 อ11101 ภาษาอังกฤษ 40 รายวิชา/กิจกรรมเพ่มิ เตมิ ท11201 ทักษะการเขยี น 40 กิจกรรมพัฒนาผเู รียน 120 y กจิ กรรมแนะแนว 30 y กิจกรรมนักเรยี น ลูกเสอื /เนตรนารี/ยวุ กาชาด 40 ชมรม/ชมุ นมุ 40 y กิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน 10 รวมเวลาเรยี นทัง้ สิ้น 1,000 4. การจดั ทําคาํ อธบิ ายรายวชิ า คาํ อธิบายรายวชิ าเปน กรอบองคความรทู ส่ี าํ คัญที่จะชว ยพัฒนาผูเ รียนใหม ีคณุ ภาพ ตาม มาตรฐานการเรยี นรูใ นแตล ะกลมุ สาระการเรียนรู ดงั นน้ั คาํ อธบิ ายรายวิชาควรมีองคประกอบทีส่ าํ คญั ไดแก รหัสวิชา ชื่อรายวชิ า กลุมสาระการเรยี นรู ชัน้ ป จํานวนชว่ั โมง หนว ยกิต ท่ีสอนตลอดทง้ั ปห รือ ตลอดภาคเรียน การเขียนคาํ อธิบายรายวชิ า เขยี นเปน ความเรียงโดยระบอุ งคค วามรู ทักษะกระบวนการ และคณุ ลักษณะทีต่ อ งการใหผ ูเรียนบรรลุตามตวั ช้ีวดั ในรายวิชาพนื้ ฐาน หรือผลการเรยี นรใู นรายวิชา เพ่มิ เติมและระบรุ หัสตัวชวี้ ดั หรือผลการเรียนรไู วส ว นทา ยของรายวชิ านน้ั ๆ

53 ลกั ษณะของคําอธบิ ายรายวชิ า 1. สะทอนตัวช้วี ัดและครอบคลุมทุกตัวชวี้ ดั ชนั้ ป 2. ผเู รยี นไดเรียนรอู ะไร 3. ผูเรียนสามารถทาํ อะไรได 4. ผเู รียนมีคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 วิธกี ารเขียนคาํ อธิบายรายวิชารายวชิ าพนื้ ฐาน 1. วเิ คราะหต วั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรูแกนกลางทกุ ตวั ช้วี ดั 2. กาํ หนดความรทู ่เี ปน สาระการเรยี นรู ทกั ษะ/กระบวนการ และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 3. จดั กลมุ ตวั ช้ีวดั และสาระการเรียนรทู ี่มคี วามสมั พนั ธ สอดคลองและเชอ่ื มโยงกนั 4. เรียบเรยี งเปนความเรยี งใหเ ปนคาํ อธบิ ายรายวิชา ตามรูปแบบของคาํ อธิบายรายวิชา 5. การจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู รียน ครตู องมีความรู ความเขา ใจในการจัดกจิ กรรมพฒั นา ผูเ รียนวา โรงเรยี นตองการทจ่ี ะจัดอยา งไร 6 การกําหนดเกณฑการจบการศกึ ษา มคี วามรู ความเขา ใจเก่ยี วกับเกณฑก ารจบ การศกึ ษา 7. การตรวจสอบหลักสูตรสถานศกึ ษา มคี วามรู ความเขาใจเกยี่ วกับแนวทางการ ตรวจสอบหลกั สตู รสถานศกึ ษา เฉลมิ ฟก ออน (2552: ออนไลน) กลาวถงึ การจัดทาํ หลกั สูตรของสถานศึกษาไวดังนี้ การจัดทาํ โครงสรางหลกั สูตรสถานศึกษา ตอ งพจิ ารณาขอ มลู จากหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เปาหมาย/จุดมงุ หมายในการพัฒนาผูเรียนระดบั ทอ งถนิ่ (หลกั สตู รระดับทองถ่ิน) แลวจึงดาํ เนนิ การจัดทาํ โครงสรางหลกั สตู รสถานศกึ ษาดงั นี้ (สําหรบั ความเปน ทอ งถนิ่ สถานศึกษาสามารถสอดแทรกในวิชาพ้ืนฐาน สอดแทรกหรือจดั ทําเปน รายวชิ าในวิชาเพมิ่ เติม และสามารถสอดแทรกในกิจกรรมพฒั นาผเู รียน) 1. รายวชิ าพน้ื ฐานทกุ กลมุ สาระการเรียนรู ตองใหจ าํ นวนหนวยกิต/ชัว่ โมงตามทหี่ ลกั สูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กําหนดการใหช่ือวิชาในโครงสรางหลักสูตร สถานศกึ ษา ระดบั ประถมศึกษา ใหช อ่ื วิชาตามกลมุ สาระการเรียนรู ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตนและตอนปลาย ใหชอื่ วชิ าตามกลมุ สาระการเรียนรู หรือใหช่ือ ตามเนื้อหาสาระของรายวชิ านนั้

54 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตนและตอนปลาย แตล ะกลมุ สาระการเรียนรูสามารถจดั แยก ไดม ากกวา 1 รายวิชา (1 รายวชิ าตอ งมหี นว ยกติ ไมนอ ยกวา 0.5 หนว ยกติ ) แตร วมจํานวนช่ัวโมง ของกลุมสาระฯ แลว ตอ งไมเ กนิ จาํ นวนชวั่ โมงทีก่ าํ หนดในโครงสรางเวลาเรียนของแตละกลมุ สาระการ เรยี นรู ที่กาํ หนดโดยหลกั สตู รแกนกลางฯ การจัดรายวชิ าตัวช้ีวดั ทกี่ าํ หนดในหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 มาจดั วางในแตล ะป (ระดับประถมศกึ ษา) หรอื ภาคเรียน (ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน และตอน ปลาย) ใหเปนลําดับทเ่ี หมาะสมกบั การรบั รขู องผเู รียน สําหรบั ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาตอนตนและชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย แตล ะกลมุ สาระการ เรยี นรใู นโครงสรางเวลาเรยี นของหลกั สูตรสถานศกึ ษา สามารถแยกมากกวา 1 รายวชิ าได เชน กลมุ สาระการเรยี นรสู ุขศึกษาและพลศกึ ษา อาจจะแยกเปน 2 รายวชิ า เปนวชิ าสขุ ศกึ ษา และวิชาพลศึกษา วิชาการงานอาชพี และเทคโนโลยี อาจจะแยกเปน 2 รายวิชา คือ วิชาคอมพวิ เตอร และวชิ าการงาน และอาชพี เปนตน แตจาํ นวนหนว ยกติ หรือจํานวนชัว่ โมง/ปของ 2 รายวิชารวมกันแลว ตอ งไมเ กนิ จาํ นวนชวั่ โมงในโครงสรา งเวลาเรียนของกลมุ สาระการเรียนรูน น้ั ทกี่ าํ หนดในหลกั สตู รแกนกลางฯ 2. รายวชิ าเพม่ิ เตมิ 2.1 ระดับประถมศกึ ษา จดั รายวชิ าปละไมเ กิน 80 ชัว่ โมง และมัธยมศกึ ษาตอนตน จัดรายวชิ าปล ะไมเ กิน 240 ชวั่ โมง ใหช อื่ วชิ าที่สอดคลองกับเน้อื หาสาระของรายวิชา 2.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดรายวชิ าปล ะไมน อยกวา 1,680 ช่วั โมง ใหชือ่ วิชาท่ีสอดคลองกับเนอ้ื หาสาระของรายวชิ า รายวชิ าเพมิ่ เติม ผสู อนตอ งกําหนดเปา หมายการเรียนรูที่เรยี กวา “ผลการเรียนร”ู เองใหชดั เจน เน่อื งจากไมมตี วั ช้ีวัดรายป/ รายชว งชนั้ และใหใ ชค าํ วา “ผลการเรียนร”ู เทานน้ั ไมใ ช คํา วา ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั การกาํ หนดรหัสวชิ า มีหลกั เกณฑ ดงั นี้ หลักท่ี 1 หลกั ที่ 2 หลักท่ี 3 หลักที่ 4 หลักท่ี 5 และ หลักท่ี 6 กลุมสาระฯ ระดับปใ น ระดบั การศึกษา ประเภทของรายวิชา ลาํ ดบั ของรายวชิ าใชร หสั ตัวอักษรตามรายการรหสั ตัวอักษร กลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ เชน ภาษาองั กฤษ ใช อ ภาษาญ่ปี นุ ใช ญ ภาษาจีน ใช จ เปนตน หลกั ที่ 1 เปน รหสั ตวั อกั ษรแสดงกลมุ สาระการเรยี นรู คือ ท หมายถึง กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย ค หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรูค ณิตศาสตร

55 ว หมายถงึ กลุม สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร ส หมายถงึ กลมุ สาระการเรียนรูสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม พ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรูสุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ศ หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรศู ลิ ปะ ง หมายถงึ กลมุ สาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี กลุม สาระการเรียนรูภาษาตา งประเทศ ใหใชร หัสของแตล ะภาษาตามรายการท่กี าํ หนด คอื ข หมายถงึ ภาษาเขมร จ หมายถงึ ภาษาจนี ซ หมายถงึ ภาษารัสเซีย ญ หมายถงึ ภาษาญ่ปี ุน ต หมายถงึ ภาษาเวยี ดนาม น หมายถงึ ภาษาลาตนิ บ หมายถงึ ภาษาบาลี ป หมายถงึ ภาษา สเปน ฝ หมายถงึ ภาษาฝร่ังเศส ม หมายถงึ ภาษามลายู ย หมายถงึ ภาษาเยอรมนั ร หมายถงึ ภาษาอาหรบั ล หมายถงึ ภาษาลาว อ หมายถงึ ภาษาอังกฤษ และ ฮ หมายถงึ ภาษาฮนิ ดู กรณีท่ีสถานศกึ ษาไดจ ดั รายวชิ าภาษาตางประเทศอน่ื ๆ นอกเหนอื จากท่ีกระทรวงกาํ หนดไว ใหสถานศกึ ษาทาํ เร่อื งเสนอ สพฐ. เพื่อกําหนดรหัสตวั อักษรกลมุ สาระการเรียนรตู างประเทศเพม่ิ เติม และประกาศใหส ถานศกึ ษาทวั่ ประเทศไดร บั ทราบและใชใ หต รงกนั หลกั ที่ 2 เปน รหัสตัวเลขแสดงระดับการศึกษา ไดแ ก 1 หมายถงึ รายวิชาระดบั ประถมศกึ ษา 2 หมายถึง รายวิชาระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน 3 หมายถึง รายวิชาระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย หลักท่ี 3 เปน รหัสตวั เลขแสดงปทเี่ รียนของรายวชิ า ไดแ ก 0 หมายถงึ รายวิชาไมก าํ หนดปท เ่ี รียน จะเรียนปใดก็ไดในระดบั ประถมศึกษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1 หมายถงึ รายวชิ าที่เรยี นในปท ่ี 1 ของระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน และมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย(ป.1 ม.1 และ ม.4) 2. หมายถงึ รายวชิ าท่เี รียนในปท ่ี 2 ของระดบั ประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน และ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย(ป.2 ม.2 และ ม.5) 3. หมายถงึ รายวชิ าทเ่ี รียนในปท่ี 3 ของระดับประถมศกึ ษา มัธยมศกึ ษาตอนตน และ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย(ป.3 ม.3 และ ม.6) 4 หมายถึง รายวชิ าท่ีเรยี นในปท ่ี 4 ของระดบั ประถมศกึ ษา (ป.4) 5 หมายถึง รายวิชาทเ่ี รียนในปท ่ี 5 ของระดับประถมศกึ ษา (ป.5) 6 หมายถึง รายวิชาทเ่ี รียนในปท่ี 6 ของระดับประถมศกึ ษา (ป.6)

56 หลักที่ 4 เปน รหัสตัวเลขแสดงประเภทของรายวิชา ไดแ ก 1. หมายถงึ รายวชิ าพนื้ ฐาน 2. หมายถึง รายวชิ าเพม่ิ เติม หลกั ท่ี 5 เปน รหัสตวั เลขแสดงลําดบั ของรายวิชา ไดแก ลาํ ดบั วชิ าที่ 1- ลาํ ดบั วชิ าที่ 99

57 2.5 การเปรยี บเทียบหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2544 กับ หลักสตู รแกนกลาง การศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพุทธศักราช 2551 การเปรยี บเทยี บหลกั สูตรการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 กบั หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 หลักสตู รการศึกษาข้ันพื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2544 หลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 1. หลกั สูตรไมไ ดก ําหนดวิสยั ทศั นข องหลกั สตู ร 1. กําหนดวิสยั ทศั นข องหลกั สูตร สมรรถนะท่ีสําคัญ สมรรถนะท่สี าํ คญั ของผเู รียนและคณุ ลักษณะอนั พงึ ของผเู รยี น และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค เพอ่ื เปน ประสงค แตไดก ําหนดเปน แนวทางไวในเอกสาร แนว ภาพรวมในการพฒั นาคุณภาพผูเรยี นทม่ี คี วาม ทางการจดั ทาํ หลักสตู รสถานศึกษา ใหส ถานศกึ ษา ชดั เจนมากข้ึนสําหรบั สถานศกึ ษาทุกแหง ใชเ ปน กาํ หนดคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค ตามบริบทของ กรอบทิศทางในการออกแบบหลักสูตรและการ สถานศกึ ษา จดั การเรยี นรใู หบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรูท ่ี หลกั สูตรแกนกลางไดก าํ หนดไว 2. กาํ หนดหลกั การของหลักสูตร ดงั นี้ 2. ปรับปรุงหลักการของหลักสตู ร เพื่อใหมคี วาม 1) เปนการศกึ ษาเพือ่ ความเปนเอกภาพของชาติ ชดั เจน สมบูรณย ่ิงขน้ึ โดยปรบั จากเดิม 5 ขอ เปน มุง เนน ความเปน ไทยควบคคู วามเปน สากล 6 ขอ ดังนี้ 2) เปนการศกึ ษาเพื่อปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนจะ ไดรบั การศกึ ษาอยา งเสมอภาพ และเทา เทยี มกนั โดย 1) เปน หลกั สตู รการศึกษาเพื่อความเปน เอกภาพ สงั คมมสี วนรวมในการจัดการศกึ ษา ของชาติ มมี าตรฐานการเรยี นรู เปน เปาหมาย 3) สงเสรมิ ใหผ เู รียนไดพัฒนาและเรยี นรดู วยตนเอง สาํ หรบั พฒั นาเยาวชนใหมคี วามรแู ละคุณธรรมบน อยางตอ เนื่องตลอดชวี ติ โดยถือวา ผเู รยี นมี พนื้ ฐานความเปนไทย ควบคกู บั ความเปน สากล ความสาํ คัญทส่ี ดุ สามารถพฒั นาตามธรรมชาติ และ 2) เปน หลกั สตู รการศึกษาเพ่อื ปวงชน ทป่ี ระชาชน เตม็ ตามศกั ยภาพ ทกุ คนมโี อกาสไดรบั การศกึ ษาอยา งเสมอภาคและมี 4) เปนหลกั สตู รทม่ี ีโครงสรางยดื หยนุ ทง้ั ดานสาระ คุณภาพอยา งเทาเทยี มกนั เวลา และการจดั การเรียนรู 3) เปน หลกั สตู รการศกึ ษาทต่ี อบสนองการกระจาย อํานาจใหส งั คมมสี วนรวมในการจัดการศึกษา ให สอดคลอ งกับสภาพและความตองการของทอ งถนิ่ 4) เปนหลกั สตู รการศกึ ษาทม่ี ีโครงสรา งยดื หยนุ ทง้ั ดานสาระการเรียนรู เวลา และการจัดการเรียนรู

58 หลกั สตู รการศึกษาข้นั พ้นื ฐานพุทธศกั ราช 254 หลกั สตู รการศึกษาข้ันพ้นื ฐานพุทธศักราช 2551 5) เปนหลกั สตู รที่จัดการศึกษาไดทุกรูปแบบ 5) เปนหลกั สตู รการศึกษาทเี่ นน ผเู รยี นมี ครอบคลุมทุกกลมุ เปาหมาย สามารถเทยี บโอนผลการ ความสาํ คัญทส่ี ุด เรียนรูและประสบการณ 6) เปนหลกั สตู รการศกึ ษาทจ่ี ดั การศึกษาไดทกุ รูปแบบ ครอบคลมุ ทกุ กลมุ เปาหมายสามารถเทยี บ โอนผลการเรียนรู และประสบการณ 3. กาํ หนดจุดหมายของหลกั สตู ร ดงั น้ี 3. ปรบั จุดหมายของหลักสตู ร เพอื่ ใหมคี วามชัดเจน สมบูรณย ง่ิ ขน้ึ โดยจากจดุ หมาย 9 ขอ เปน 5 ขอ 1) เหน็ คุณคา ของตนเอง มวี นิ ัยในตนเอง ปฏิบตั ติ าม ดังน้ี หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาทตี่ นนับถือ 1) มคี ณุ ธรรมจริยธรรม และคา นยิ มทพ่ี งึ ประสงค มีคุณธรรมจรยิ ธรรม และคา นยิ มทพี่ งึ ประสงค ตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง เหน็ คุณคาของ 2) มีความคิดสรางสรรค ใฝรู ใฝเ รียน รักการอาน รัก ตนเอง มีวนิ ยั และปฏิบัติตนตามหลกั ธรรมของ การเขียน และรักการคน ควา พระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนบั ถอื 3) มคี วามรอู นั สากล รูเทา ทันการเปล่ียนแปลงและ 2) มคี วามรูอนั เปน สากล มที กั ษะในการจดั การ ความเจริญกา วหนาทางวทิ ยาการ มที กั ษะและ ทกั ษะกระบวนการคดิ ทักษะในการดาํ เนนิ ชีวิต ศกั ยภาพในการจัดการการสอื่ สาร และการใช ทกั ษะในการสอ่ื สาร และการใชเ ทคโนโลยี เทคโนโลยี ปรบั วิธกี ารคิด วธิ ีการทํางานไดเหมาะสม 3) มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ดี ี มสี ุขนิสยั และ กบั สถานการณ รกั การออกกาํ ลังกาย 4) มที ักษะและกระบวนการโดยเฉพาะทาง 4) มีจติ สาํ นกึ ในการเปน พลเมืองไทย และพลโลก คณติ ศาสตร วิทยาศาสตร ทกั ษะการคดิ การสราง ยดึ ม่ันในวิถีชวี ติ และการปกครองในระบอบ ปญ ญา และทกั ษะในการดาํ เนินชีวติ ประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข 5) รกั การออกกาํ ลังกาย ดแู ลตนเองใหม ีสขุ ภาพและ บคุ ลิกภาพที่

59 หลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2544 หลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551 6) มีประสทิ ธภิ าพในการผลติ และการบริโภคมี 5) มีจิตสํานกึ ในการอนุรักษว ฒั นธรรมและภูมิ คานิยมเปน ผผู ลติมากกวา เปนผูบริโภค ปญญาไทย การอนุรกั ษแ ละพัฒนาสิง่ แวดลอ ม มีจติ 7) เขาใจในประวัติศาสตรข องชาติไทย ภมู ใิ จในความ สาธารณะท่ีมงุ ทาํ ประโยชน และสรา งสิ่งทด่ี ีงามและ เปนไทย เปน พลเมืองดยี ดึ มน่ั ในวิถีชวี ติ และการ อยรู ว มกนั ในสงั คมอยา งมคี วามสุข ปกครองในระบบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ  ทรงเปน ประมขุ 8) มีจติ สาํ นกึ ในการอนุรกั ษภ าษาไทย ศลิ ปะ วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภมู ิปญ ญาไทย ทรัพยากรธรรมชาติ และพฒั นาสงิ่ แวดลอ ม 9) รักประเทศชาติและทอ งถน่ิ มงุ ทาํ ประโยชนแ ละ สรา งสง่ิ ทด่ี ีงามใหส ังคม 4. โครงสรางหลกั สตู ร 4. โครงสรางหลกั สูตร 4.1 กาํ หนดเปน 4 ชวงชนั้ ดงั นี้ 4.1 กาํ หนดเปน 3 ระดับ ดังน้ี ชวงช้ันท่ี 1 ช้นั ประถมศึกษาปที่ 1-3 ชวงช้นั ท่ี 2 ช้ันประถมศึกษาปที่ 4-6 1) ระดบั ประถมศกึ ษา (ป.1-6) ชว งชัน้ ที่ 3 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 1-3 2) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน (ม.1-3) 3) ระดบั ชว งช้นั ท่ี 4 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 4-6 มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) 4.2 กาํ หนดเวลาเรียนของ 8 กลมุ สาระการเรียนรู 4.2 กาํ หนดเวลาเรยี นขนั้ ตา่ํ ของ 8 กลมุ สาระการ เปน เวลารวมไวเ ปนชว งกวา งๆ ในแตละชว งชนั้ เชน เรียนรูในแตล ะ ชั้นป และใหส ถานศกึ ษาเพิ่มเติมได ชว งชน้ั ที่ 1 (ป.1-3) กําหนดเวลาเรียนทงั้ 8 กลุม ปล ะ ตามความพรอ มและจดุ เนน เชน กาํ หนดเวลาเรยี น ประมาณ 800-1000 ชว่ั โมง โดยใหสถานศกึ ษา กลุมสารการเรียนรูภ าษาไทย ชนั้ ป.1 จาํ นวน 200 กาํ หนดเวลาเรยี นของแตละกลมุ สาระเองตามความ ชว่ั โมง เหมาะสม

60 หลักสตู รการศึกษาข้นั พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2544 หลกั สตู รการศึกษาขนั้ พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551 5. กําหนดมาตรฐานการเรียนรู / มาตรฐานการเรียนรู 5. ปรับปรุงมาตรฐานการเรยี นรูและกําหนดตวั ชี้วดั ชวงชนั้ ชัน้ ป / ชวงชนั้ 5.1 กาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรู 76 มาตรฐาน 5.1 ปรับปรงุ มาตรฐานการเรยี นรใู หม ีความชัดเจน 5.2 กาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรชู ว งชั้นโดยกาํ หนด ลดความซํา้ ซอ น โดยปรับปรงุ จาก 76 มาตรฐาน ไวเปน ชว งๆ ละ 3 ป ซ่ึงเปน คุณภาพของผเู รยี นเมอ่ื จบ ลดลงเหลอื 67 มาตรฐาน ชนั้ ป.3 ซงึ่ เปน คุณภาพของผูเรยี นเม่ือจบชัน้ ป. 3 ป. 5.2 กําหนดตวั ชวี ิดชั้นปสาํ หรับการศกึ ษาภาค 6 ม.3 ม.6 และใหสถานศกึ ษานําไปเปน กาํ หนดผล บังคบั (ป.1- ม.3) และตัวชวี้ ดั ชวงชัน้ สาํ หรบั การเรียนรทู ่คี าดหวงั เพอื่ นใชเปน เปา หมายในการ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย (ม. 4-6 ) เพอ่ื ชวยใหการ จัดการเรยี นรขู องแตละกลมุ สาระในแตล ะ ชนั้ ปเอง ซง่ึ จัดการเรียนรแู ละการวดั และประเมนิ ผลมเี ปา หมาย ทาํ ใหข าดเอกภาพ และมปี ญ หาในการเทยี บโอนผล ทชี่ ัดเจนในแตล ะระดับช้ัน รวมทง้ั ครผู ูส อนสามารถ การเรยี นรู นําไปใชในการออกแบบหนว ยการเรียนรูไดเลย ซึง่ เปน การชวยลดภาระของครู 6. กาํ หนดกจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น แบง เปน 2 ลกั ษณะ 6. ปรบั ปรุงกิจกรรมพัฒนาผเู รยี น โดยเพม่ิ กิจกรรม คือ เพอื่ สังคมและสาธารณประโยชนท ี่มงุ เนน ใหผเู รียน 1) กิจกรรมแนะแนว ทกุ คนทงั้ ในระดบั ประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา ได 2) กจิ กรรมนกั เรยี น ทาํ กจิ กรรมทเ่ี ปน ประโยชนเพอื่ สวนรวม ซง่ึ เปนการ ปลูกฝงใหผเู รียนมคี ณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคท่ี กาํ หนด คือ การมจี ิตสาธารณะ อันจะชว ยใหส งั คม เกิดสนั ตสิ ุข อยูรว มกนั อยา งมีความสุข ดังนนั้ ในหลกั สตู รแกนกลางฯ จงึ ไดก าํ หนดกิจกรรม ผเู รียน เปน 3 ลกั ษณะดังน้ี 1) กจิ กรรมแนะแนว 4) กิจกรรมนกั เรยี น 3) กจิ กรรมเพือ่ นสงั คมและสาธารณประโยชน

61 หลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2544 หลกั สูตรการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานพุทธศกั ราช 2551 7. การวดั และประเมนิ ผล และการจบหลกั สตู ร 7. การวดั และประเมินผล และการจบหลักสูตร 7.1 หลกั สตู รกาํ หลดใหสถานศกึ ษากาํ หนดเกณฑ 7.1 หลกั สตู รแกนกลางฯ กาํ หนดเกณฑก ลางการ จบหลักสูตร การตัดสินผลการเรียน การใหระดับผล การจบหลกั สตู รเอง รวมทั้งจดั ทําแนวทาง การวัดและ การเรยี น การรายงานผลการเรียน และเอกสาร ประเมนิ ผลตามเกณฑท ีส่ ถานศึกษากําหนด หลกั ฐานการศึกษาทก่ี ระทรวงควบคุม เพ่อื ให 7.2 การตดั สินผลการเรียน สถานศกึ ษาจดั ทําแนวปฏิบตั กิ ารวัดและประเมินผล การเรียนทส่ี อดคลองกบั หลกั เกณฑท ห่ี ลกั สตู ร - ระดบั ประถมศกึ ษา และมัธยมศกึ ษาตอนตน แกนกลางกาํ หนด ตดั สนิ ผลการเรยี นเปน รายป 7.2 การตดั สินผลการเรยี น - ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ตดั สนิ ผลการ - ระดับประถมศกึ ษา ตดั สนิ ผลการเรยี นเปน เรยี นเปน รายภาค รายป - ระดับมัธยมศึกษาตอนตน และ ตอนปลาย ตัดสนิ ผลการเรยี นเปน รายภาค 3. การจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษา สงดั อุทรานนั ท (2532: 28 - 43) ไดเสนอความคดิ เกย่ี วกับการพฒั นาหลกั สูตร 7 ข้นั ตอน คือ ข้ันท่ี 1 การวิเคราะหข อมูลพืน้ ฐาน เปนกระบวนการท่มี ีความสาํ คัญและเปนขั้นตอนแรก ของการพฒั นาหลักสูตร เพอ่ื ใหทราบถึงสภาพปญ หาความตอ งการของสงั คมและผเู รยี น ซ่งึ จะชว ยให สามารถจัดหลกั สตู รไดส อนกับความตองการและสามารถแกไขปญ หาตา ง ๆ ได ข้ันที่ 2 การกําหนดจดุ มงุ หมายของหลกั สตู ร เปนขนั้ ตอนท่กี ระทาํ หลงั จากไดวเิ คราะหแ ละ ไดทราบถงึ สภาพปญหา ตลอดจนความตองการตาง ๆ การกําหนดจดุ หมายของหลกั สตู รนนั้ เปน การ มุง แกป ญ หาและสนองความตอ งการท่ีไดจากการวิเคราะหขอมลู ขน้ั ที่ 3 การคดั เลือกจัดเนอื้ หาสาระและประสบการณก ารเรียนรทู จี่ ะนํามาจดั ไวใ นหลกั สูตร จะตองผานการพิจารณากลน่ั กรองถงึ ความเหมาะสมและสอดคลอ งกบั จุดหมายของหลกั สูตรทไี่ ด กําหนดไว

62 ขัน้ ที่ 4 การกาํ หนดมาตรการวดั และประเมนิ ผล ขน้ั นี้มุงทีจ่ ะหาเกณฑมาตรฐานเพื่อใชใ น การวัดและประเมินผลวาจะจดั และประเมินผลอะไรบา ง จงึ จะสอดคลองกับเจตนารมณหรือจุดหมาย ของหลักสูตร ขั้นท่ี 5 การทดลองใชหลกั สตู ร ขน้ั ตอนน้ีมงุ ศึกษาหาจุดออนหรอื ขอ บกพรองตา ง ๆ ของ หลกั สูตร หลงั จากทีไ่ ดม ีการรางหลักสตู รเสรจ็ แลว ท้ังน้เี พ่ือหาวิธีแกไ ขและปรับปรงุ หลักสตู รใหด ี ย่ิงข้ึน ขั้นที่ 6 ขนั้ ประเมนิ ผลการใชหลกั สตู ร หลงั จากไดน าํ หลักสูตรไปทดลองใชแ ลว กค็ วรท่ีจะ ประเมินผลการใชว า หลกั สูตรท่สี รา งข้นึ นนั้ มคี วามเหมาะสมสอดคลองและมีจดุ ใดบา งทคี่ วรจะไดร ับ การปรับปรงุ แกไข ขั้นที่ 7 การปรบั ปรงุ แกไขหลกั สูตรกอ นท่ีจะนําไปใชห ลงั จากท่ีไดต รวจสอบและประเมนิ ผล เบื้องตนแลว หากพบวา มีขอ บกพรอ ง จะตอ งมกี ารปรบั ปรุงแกไ ขใหม ีความถกู ตองหรือเหมาะสม กอ นทจ่ี ะนําหลักสูตรไปใชใ นสถานการณจ รงิ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหก ารใชหลกั สตู รบรรลุผลตามเปาหมายที่ กาํ หนดไว กรมวิชาการ (2544: 5) ใหแนวทางในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษาจะตองดําเนินการจดั ทาํ สาระของหลกั สูตรสถานศึกษาดังน้ี 1. ศกึ ษาองคป ระกอบของหลักสูตรวา กาํ หนดสาระทีเ่ ปนแกนกลางและสาระของทอ งถนิ่ ไว อยางไร และมีความสอดคลอ งสัมพนั ธแ ละสมดุลอยา งไร 2. วเิ คราะหข อบขา ยเน้ือหาหรอื สาระการเรยี นรูทก่ี าํ หนดไวทั้งองคป ระกอบดานความรู ทกั ษะ/กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรมและคานยิ ม 3. ศกึ ษาสภาพปญหาของชมุ ชนและสงั คม ภูมิปญญาทอ งถน่ิ ความตองการของชมุ ชนและ สงั คม 4. ปรบั ปรุงสาระการเรียนรเู พ่มิ เติมในสว นที่ตอ งจดั ใหสอดคลอองกบั สภาพปญหาและความ ตอ งการของชมุ ชน 5. ตรวจสอบความสอดคลอ งของสาระการเรียนรเู พม่ิ เตมิ กบั มาตรฐานการเรียนรกู ลมุ วชิ า และมาตรฐานหลกั สตู ร 6. วางแผนการจดั การเรียนการสอนตามขอบขา ยสาระการเรียนรู มาตรฐานการเรียนรู สดั สวน เวลาและหนว ยกิตตามทห่ี ลักสตู รแกนกลางกาํ หนด 7. พัฒนาแนวการจัดการเรียนการสอนเพอ่ื นาํ ไปสกู ารจดั การเรยี นรใู นหอ งเรียน

63 ถวลั ย มาศจรสั ; และณชิ นันทน ประสงค (2449: 21-25) กลาววา การจัดทาํ หลกั สูตรควร พัฒนาใหผ เู รียนเกิดความสนกุ และความเพลิดเพลนิ ในการเรียนรู เปรยี บเสมือนเปน วิธกี ารสรา ง กาํ ลงั ใจทาํ ใหเ กืดความกาวหนา แกผเู รียน ควรใหผเู รยี นมที กั ษะการเรียนรู ไดร บั ขอมูลสารสนเทศ สง เสรมิ จิตใจและมีกระบวนการคดิ อยา งมเี หตุผล หลักสูตรสถานศกึ ษาควรสง เสริมการพัฒนาดา น จติ วญิ ญาณ จรยิ ธรรม สงั คม และวัฒนธรรม และโดยเฉพาะพฒั นาหลกั การในการจําแนกระหวา ถกู และผิด เขาใจและศรัทธาในความเชอ่ื ของตน ตองพฒั นาหลกั สูตรคณุ ธรรม ชวยใหเ ปน พลเมอื งมี ความรบั ผิดชอบสามารถชว ยสังคมพัฒนาสังคมใหเ ปน ธรรมมีความเสมอภาค สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน (2549: 13 - 20) มีแนวทางดาํ เนนิ งานการ จัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษาไวดังนคี้ ือ1. การศกึ ษาวเิ คราะหข อมลู ทเ่ี กย่ี วของกบั สถานศึกษา 2. กาํ หนด วสิ ัยทศั น ภารกจิ เปาหมาย และคุณลักษณะอันพึงประสงค 3. การกําหนดโครงสรา งของหลักสตู ร สถานศกึ ษาแตล ะชวง และสดั สว นเวลาเรยี น 4. การจดั ทาํ สาระของหลกั สูตร 5. การออกแบบการ เรยี นรู 6. การออกแบบกิจกรรมพฒั นาผเู รียน 7. กําหนดรปู แบบ วธิ ีการ เกณฑก ารตดั สิน เอกสาร หลักฐานการศึกษา 8. พฒั นาระบบการสง เสรมิ สนบั สนนุ เอกรนิ ทร ส่มี หาศาล (2545: 223) ไดใหแ นวทางการจดั ทําหลกั สูตรไวค ือ 1. วางแผนจัดการหลกั สตู รสถานศกึ ษา - มผี ลการวิเคราะหขอ มลู พน้ื ฐานทจี่ ําเปน สําหรบั การจัดทาํ สาระของหลักสูตร สถานศกึ ษา - มกี ารวางแผนและกระบวนการจดั ทําหลักสตู รสถานศกึ ษาที่ชัดเจน - มีปรัชญาและเปาหมายในการจัดการศกึ ษาและจุดเนน การพฒั นาคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงคของผเู รียน - มแี ผนการจดั การเรียนรแู ผนการจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นทีส่ อดคลอ งกบั สภาพและ ความตอ งการของผเู รยี น 2. จดั ทาํ สาระของหลักสตู รสถานศกึ ษา ใหส อดคลองกบั หลักสูตรการศกึ ษา - จดั ตง้ั คณะทาํ งานพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษา - วิเคราะหห ลกั สตู รแกนกลาง - สํารวจวเิ คราะหส ภาพและความตองการของผเู รียน และชมุ ชน - จัดทําสาระการเรยี นรู

64 3. พฒั นาหลกั สูตรและจัดแผนการเรยี นทหี่ ลากหลาย ใหสอดคลองกบั สภาพความพรอม ความตอ งการของผูเรยี นและชมุ ชน - วิเคราะหสภาพความตอ งการของผเู รียน - จดั ทาํ หลกั สตู รของสถานศกึ ษา - กําหนดแผนการเรยี นรทู ี่หลากหลาย กมล ภูประเสริฐ (2547: 9-10) กลา ววา การบรหิ ารหลกั สูตรในสถานศกึ ษาควรดําเนินงาน ตามทก่ี ําหนดไวด งั ตอไปน้ี 1. การวิเคราะหห ลกั สตู รแกนกลางระดับประเทศ ทไ่ี ดกําหนดเกย่ี วกับมาตรฐานการเรยี นรู และสาระการเรยี นรโู ดยการจดั เปน กลุม ๆ ไว เชน กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย กลมุ สาระการเรียนรู วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เปนตน การวิเคราะหห ลกั สตู รแกนกลางนม้ี ีประโยชนตอสถานศกึ ษาตรงที่ ชวยใหบ ุคลากรของสถานศกึ ษาไดศ กึ ษาหลกั สูตรแกนกลางโดยละเอยี ด เพื่อการจัดทาํ มาตรฐานการ เรยี นรแู ละสาระการเรยี นรรู ายปแ ละรายภาคเรียนตอ ไป นอกจากนจี้ ะชว ยใหเ กดิ แนวคิดวาสถานศึกษา จะมีแนวในการจัดทํามาตรฐานการเรียนรแู ละสาระการเรียนรทู ีเ่ หมาะสมกับชมุ ชนและทองถิน่ ของตน ในสว นใดบาง 2. การกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรู และสาระการเรียนรใู นสว นที่เกยี่ วกบั สภาพแวดลอ ม ทรพั ยากร สภาพการดํารงชวี ิตและปญ หาตาง ๆ ท่เี ก่ียวขอ งกบั ชมุ ชนและทองถน่ิ โดยตรง แตเ นอ่ื งจาก มาตรฐานการเรยี นรูในหลักสตู รแกนกลางจะเขยี นไดค รอบคลมุ คอ นขางมาก ถา สถานศึกษาเหน็ วา มาตรฐานการเรียนรมู อี ยูแ ลว ก็อาจกาํ หนดเฉพาะสาระการเรียนรเู ฉพาะทองถน่ิ ทจ่ี าํ แนกตามชว งชนั้ 3. การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาเปน การนาํ ผลงานในขอ 1 และขอ 2 มาจดั ทาํ หลกั สตู ร สถานศกึ ษา โดยการกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรู และสาระการเรียนรเู ปนรายป กาํ หนดเวลาเรียนให เหมาะสม สาํ หรับระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 1 ถึงชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 3 สวนชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 4-6 จะตองกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรูและสาระการเรยี นรเู ปน รายภาคและกําหนดหนว ยกติ ใหเ หมาะสม 4. การจดั ทาํ หนว ยการเรยี นรู โดยเฉพาะในระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 1 ถงึ ชน้ั มัธยมศึกษา ปท ี่ 3 ตอ งนาํ เอกสารสาระการเรยี นรูต ามขอ 3 ทเี่ กีย่ วของกนั มาบรู ณาการเปน หนว ยการเรยี นรูยอ ย ๆ เพือ่ สะดวกแกก ารจัดการเรยี นการสอนที่สมั พนั ธกนั แตล ะหนว ยการเรียนรูจะประกอบดวยมาตรฐาน การเรียนรู สาระการเรยี นรู และเวลาเรียน ซงึ่ เมือ่ รวมทุกหนว ยเขา ดว ยกนั จะสมบรู ณตามหลักสตู รที่ กาํ หนดไวเ ปน รายภาคหรือรายป แตใ นระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 4-6 ตองทําเปนรายวชิ า นอกจากนนั้ ยังตอ งดาํ เนนิ งานอื่น ๆ ตามท่กี าํ หนดดวย

65 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน (2550: 10) กลา วไววา การจดั ทาํ หลักสูตร สถานศึกษาน้ันสวนใหญจัดทําหลักสูตรโดยคณะครูในโรงเรียน และบางโรงเรียนจัดทําหลักสูตร สถานศึกษารว มกับโรงเรียนอน่ื จัดทาํ ในสหวทิ ยเขตเขต กลมุ โรงเรยี น มวี ทิ ยากรแกนนาํ ใหค วามรู นิ เทสและตดิ ตาม ใหช ุมชนเขา มามีสว นรว มในการจัดหาเงนิ ทนุ สนบั สนนุ วสั ดุอปุ กรณก ารเรยี นและ สิ่งกอสรา งตา งๆ โรงเรียนใหบ คุ ลากรในโรงเรียน คณะกรรมการสถานศกึ ษาและชมุ ชนเขามามีสว น รวมในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา จดั ทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา วางแผนการใชห ลกั สตู ร ทงั้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนและกจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น การนาํ ภูมปิ ญ ญาทอ งถน่ิ มาชว ยสอน มโี ครงการสง เสรมิ การวจิ ยั เพือ่ พฒั นาและสนุบสนนุ สง เสรมิ ใหครูพัฒนาหลกั สูตรทส่ี อดคลอ งกับความ ตองการของทอ งถิ่นมากท่สี ดุ โรงเรียนยงั จัดทาํ โครงสรา งหลกั สตู รสถานศึกษาใหไ ดสอดคลองกับ หลักสตู รการศกึ ษามกี ารกาํ หนดโครงสรา งของหลกั สูตรทคี่ ํานงึ ถงึ ความสอดคลองกบั วสิ ัยทัศน ภารกิจ เปาหมาย ของสถานศึกษาและหลกั สูตรการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน บรรจุวชิ าเรยี นและเวลาเรยี นครบตาม หลักสูตร กาํ หนดวชิ าเรียนในแตละคาบ กาํ หนดสัดสวนเวลาเรียนแตล ะชวงชน้ั กลมุ สาระ กาํ หนด คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค เพ่อื เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รียน กาํ หนดคาบเวลารายป การวดั ผล และประเมินผล วเิ คราะหม าตรฐานการเรยี นรูชวงชนั้ กาํ หนดผลการเรยี นรทู ่คี าดหวงั รายป กาํ หนด โครงสรา งหลกั สูตรแตละชว งชน้ั จดั ทาํ คาํ อธิบายรายวชิ า หนว ยการเรียนรู กําหนดสอื่ การเรียนรู จดั ทําแผนการเรียน และแผนกจิ กรรมพฒั นาผเู รียน การจัดทาํ หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ประสบความสาํ เรจ็ ตามเปา หมายทค่ี าดหวังไดนนั้ ทกุ ฝา ยท่เี กย่ี วของจะตองรว มกนั รับผดิ ชอบ โดยรว มกนั ทํางานอยา งเปน ระบบ และตอ เนอ่ื ง ในการวางแผน ดาํ เนนิ การ สง เสรมิ และสนับสนนุ ตรวจสอบ ตลอดจนปรบั ปรุง แกไข จงึ ตองมีกระบวนการจดั ทาํ หลกั สูตรเพอ่ื ใหเ ปน ระบบการบรหิ ารจัดการ เพ่อื ใหส ถานศกึ ษาใช เปนแนวทางการดาํ เนนิ การของสถานศกึ ษาดวยตนเอง ในกระบวนการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา จุดเนน ไมไดอยูท ก่ี ารจดั ทาํ เอกสารหลกั สตู ร ข้นั ตอนท่สี าํ คญั ทส่ี ุดอยทู ก่ี ารใชห ลกั สตู รหรือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูในชน้ั เรยี น (ประยูร ลงั กาพนิ ธ.ุ 2550ข: ออนไลน) ผูบรหิ ารและครตู องทาํ หนา ทเี่ ปน ผบู ริหารหลกั สตู ร มกี ารเตรยี มการ การดําเนินงาน การปรับปรงุ หลักสตู รสถานศึกษา (สาํ นักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน. 2549ก: 12-22) เอกรนิ ทร สมี่ หาศาล (2545: 221-231) กลา ววาการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษามีภารกิจที่ สาํ คญั คือ 2. การเตรียมความพรอมของสถานศึกษาคอื การสรางความตระหนกั ใหแ กบ ุคลากร แตง ต้งั คณะกรรมการและคณะอนกุ รรมการของสถานศกึ ษาตามระเบียบของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารวา ดวย คณะกรรมการบริหารหลกั สตู รและงานวิชาการสถานศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน เผยแพรป ระชาสัมพนั ธ จดั ทํา

66 ขอ มลู สารสนเทศของสถานศกึ ษา จดั ทาํ แผนพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา พฒั นาบคุ คลกรของสถานศกึ ษาให มีความรูความเขา ใจ และสามารถนําไปใชใ นการจดั ทาํ หลักสูตรของสถานศกึ ษา 2. การดาํ เนนิ งานจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา คือ การวางแผนจัดทาํ หลกั สูตร จดั ทาํ สาระ ของหลกั สูตร พฒั นาหลักสตู รและจัดแผนการเรยี นรทู หี่ ลากหลาย ใหสอดคลองกบั สภาพความพรอ ม ความตอ งการของผูเรยี นและชมุ ชน 3. การวางแผนการบรหิ ารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษา คอื การบริหารการใชหลกั สตู ร บริหาร การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู 4. การพัฒนากระบวนการเรยี นการสอนคอื การจัดกระบวนการเรียนการสอนท่ยี ึดผเู รียนเปน ศูนย จดั ทาํ สาระการเรียนรใู หสอดคลองกับหลักสูตร การรจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น 5. การสงเสริมและสนับสนนุ การจดั การเรยี นรแู ละกจิ กรรมพัฒนาผูเ รยี น คือ การเสริมสราง ปจ จยั เออ้ื อํานวยตอการเรียนของผูเรียน การสง เสริมการมีสว นรวมใหบ คุ คลกร องคก ร และสถาบัน ในทองถนิ่ มสี ว นรวมในกจิ กรรมการเรยี นการสอน สง เสรมิ การทาํ วิจยั ในชนั้ เรยี น จดั ระบบการประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ 6. การบรหิ ารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษาคอื การใหผูเรยี นคน ควาไดด ว ยตนเองจากแหลง การเรยี นรตู างๆ จดั ระบบนิเทศ กาํ กบั ตดิ ตามผลการดําเนนิ การบรหิ ารจดั การหลักสูตร มีการ ประเมินคุณภาพภายในอยา งเปน ระบบ สถานศึกษามีการรายงานผลการเรียนรขู องผูเรียน ใหแก สาธารณชนทราบเปน ประจาํ (ป/ภาค) สรปุ ผลการดําเนินการบริหารจัดการหลักสตู รของสถานศกึ ษา ประชาสมั พนั ธหลกั สตู รและรปู แบบการเรยี นการสอนของสถานศกึ ษา กรมวิชาการ (2544: 1-22) ใหแ นวทางรายละเอยี ดกระบวนการจดั การหลักสูตรการศกึ ษา เพ่อื ใหสถานศึกษาไดใ ชเปนหลกั ในการจัดทําหลักสตู รสถานศกึ ษาใชเ อง และหลักสตู รสถานศกึ ษา เปน แผนหรือแนวทาง ขอ กาํ หนดของการจดั การศึกษาทจี่ ะพฒั นาใหผ เู รยี นมคี วามรูความสามารถ โดย สงเสรมิ ใหแตล ะบคุ คลพัฒนาไปสูศ กั ยภาพ การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศึกษามีกระบวนการใหก ารจดั ทํา ดังนคี้ อื 1. การเตรยี มความพรอ ม 2. การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา 3. การวางแผนดาํ เนนิ การใช หลักสูตร 4. การดําเนนิ การใชห ลักสตู ร 5. การนิเทศ กํากบั ติดตาม ประเมนิ ผล 6. การสรุปผลการ ดาํ เนนิ งาน 7. การปรับปรงุ พฒั นา สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (2549: 27-29) ไดก าํ หนดตัวชี้วดั ความสาํ เรจ็ ของการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศึกษาไว 3 ประการคอื 1. การพรอมความพรอมของสถานศกึ ษา 2. การ จดั ทําสาระของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 3. กําหนดแผนการบรหิ ารหลกั สตู รสถานศึกษา

67 ธวัธชยั ชัยจิรฉายากุล (2545: 27-28) เสนอแนวทางการบริหารจัดการหลักสตู รทสี่ ถานศกึ ษา ตอ งจัดทาํ เปนระบบตอ เนือ่ งสมั พนั ธก นั ดงั นคี้ ือ 1. การเตรียมความพรอ มของสถานศึกษา 2. การ จดั ทาํ สาระของหลกั สตู รสถานศึกษา 3. การวางแผนบรหิ ารจดั การหลกั สูตร 4. การปฏบิ ตั กิ ารบรหิ าร จัดการหลักสตู ร 5. การนเิ ทศ กาํ กบั ติดตามและประเมินผล 6. การสรปุ ผลการดําเนนิ งานบริหาร จัดการหลักสตู รสถานศกึ ษา 7. ปรบั ปรุงและพฒั นากระบวนการบรหิ ารจัดการหลกั สตู รสถานศึกษา แนวคดิ ทกี่ ลา วมาสรุปไดว า การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา เปน การวางแผนกําหนดการ จัดการดาํ เนินการปฏิบัตงิ านตามภาระงานของสถานศกึ ษา โดยผบู รหิ ารและครูมสี วนรวมและสมั พนั ธ กันอยา งเปน ระบบและมขี น้ั ตอนการดาํ เนนิ งานในการจดั ทําเพือ่ ใหสาํ เร็จตามวตั ถุประสงคข องการจัด ทําหลักสตู รอยางสมบรู ณ ในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษาของโรงเรียนวดั ไผตันนนั้ ทางโรงเรยี นมีการ ดําเนนิ งานดงั นี้โรงเรยี นวัดไผตัน เปด ทําการสอนเม่ือวันที่ 10 พฤษภาคม 2476 โดยใชศาลาการ เปรียญของวดั ไผต นั เปนสถานที่เลา เรยี น พื้นที่ของโรงเรยี นจาํ นวน 3 งาน 12 ตารางวา พ.ศ. 2483 ไดย ายสถานทเ่ี รยี นจากศาลาการเปรียญมาเรยี นอาคารเรียนหลงั ใหม พ.ศ.2503 กระทรวงศกึ ษาการ ไดจ ัดสรรงบประมาณใหกอ สรา งอาคารเรยี นสําหรบั นกั เรียน พ.ศ.2506 โรงเรียนไดโอนจากกรมสามญั ศกึ ษากระทรวงศกึ ษาธิการ มาเปน โรงเรยี นเทศบาลสงั กดั กองการศกึ ษา ฝา ยการศกึ ษาและสวัสดิการ สงั คมตามมตขิ องคณะรฐั มนตรี พ.ศ.2507 เทศบาลนครกรุงเทพ ไดแ บง งบประมาณเสริมสรา งอาคาร เรียนใหอกี โดยเพิม่ รว้ั ขนึ้ อกี 1 ดาน รวมเปน 3 ดาน และเทคอนกรตี รอบอาคารเรียน พ.ศ.2512 เปด ทาํ การสอนตงั้ แตชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 1 ถึงชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 7 มี 2 ผลัด และเทศบาลได จดั สรรเงินงบประมาณ สรา งรั้วสงั กะสี ดานหลงั ซง่ึ เปน คลองจัดซอ มหอ งนา้ํ ซอ มรั้วทางทิศตะวันตก ทช่ี าํ รุด 1 ชอง พ.ศ.2514 ไดรบั งบประมาณอาคารเรยี น 3 ชน้ั มี 6 หองเรยี น พ.ศ.2518 กรุงเทพมหานครใหงบประมาณรอ้ื อาคารเรียน 1 หลัง และสราง อาคารเรยี นใหมเ ปนตึก 3 ช้นั ใต ถุนโปรง มี 15 หอ ง พ.ศ.2535 ไดรบั งบประมาณจากกรงุ เทพมหานครปรับปรุงเวทหี อ งประชมุ หอ งปฏิบัติการทางภาษาจัดการศึกษาเปด การสอนเดก็ เล็กถึงชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ 6 พ.ศ.2536 ไดร บั งบประมาณสรางตกึ 6 ชั้นพรอ มลิฟตโ รงเรียนวดั ไผต ัน ตั้งอยเู ลขที่ 64/1 ซอยพหลโหธิน 15 ถนน พหลโยธนิ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ซ่งึ โรงเรยี นวดั ไผต ันเปนโรงเรียนสงั กัด กรุงเทพมหานคร ปจ จบุ นั เปดทาํ การสอนในระดับอนุบาลถึงชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 มีสายงานการ บรหิ าร ตามแผนภูมดิ งั น้ี

กรงุ เทพมหานคร สำนกั งานเขตพญาไท 68 คณะกรรมการมูลนธิ โิ รงเรียน ผูอ ํานวยการโรงเรียน สำนกั การศึกษา คณะกรรมการ Cluster คณะกรรมการการศึกษาโรงเรยี น คณะกรรมการเครือขา ยผูปกครอง หวั หนา ชว งชั้นและหวั หนา สายช้ัน ผูชว ยผอู ํานวยการฝายธรุ การ ผชู วยผอู าํ นวยการฝายวิชาการ ผชู วยผูอํานวยการฝายปกครอง คณะกรรมการสายชนั้ อนบุ าล คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรและ คณะกรรมการฝายปกครอง วิชาการสายช้ันอนุบาล คณะกรรมการกลมุ สาระการเรยี นรู งานวชิ าการชวงชนั้ ที่ 1 งานวชิ าการชว งช้นั ท่ี 2 คณะกรรมการสายช้นั ป.1-3 คณะกรรมการสายชัน้ ป.4-6 ภาพประกอบ 2 โครงสรา งการบริหารงานโรงเรียนวดั ไผต ัน ท่มี า: สารสนเทศของโรงเรยี นวดั ไผตัน. (2551). หนา 7. โรงเรียนวัดไผตัน เปน โรงเรียนทตี่ ง้ั อยูก ลางใจเมอื งหลวง การเดนิ ทางสะดวก เปนโรงเรยี น สงั กดั กรงุ เทพมหานครโรงเรยี นเดียวในสาํ นกั งานเขตพญาไท ดงั นน้ั ตอ งดําเนนิ กจิ กรรมตา งๆ ตาม นโยบายของกรุงเทพมหานครทุกเรื่องรวมท้ังกิจกรรมพิเศษจากหนวยงานอื่นๆ อีกเปนจาํ นวนมาก โรงเรียนวัดไผตันมีโครงการตางๆ จาํ นวนมากท้ังเปนโครงการที่เกิดจากแผนพัฒนาการศึกษาของ โรงเรยี นเอง โครงการตามแผนการศึกษาของกรงุ เทพมหานครหรอื โครงการหนว ยงานอน่ื ๆทเ่ี กี่ยวขอ ง กับกรงุ เทพมหานคร

69 ดังนนั้ โรงเรยี นจงึ ตอ งมกี ารแตง ตัง้ คณะกรรมการในแตละโครงการเพือ่ ดําเนนิ การใหบ รรลุ ตามวตั ถปุ ระสงค ซึ่งบางโครงการอาจเปน โครงการตอ เน่ืองระยะยาว บางโครงการกเ็ สรจ็ สนิ้ ภายใน ปการศึกษาหนึ่งๆ การแตงตัง้ คณะกรรมการในบางโครงการ ผบู รหิ ารอาจจะมอบหมายหรือแตง ตง้ั ให ทกุ ฝายทีด่ าํ เนนิ งานภายในโครงการ แตบ างโครงการผบู รหิ ารอาจแตงตัง้ เพยี งผรู ับผิดชอบโครงการ และใหผ รู บั ผดิ ชอบโครงการนั้นๆ ไปรวบรวมคณะกรรมการดาํ เนนิ การเอง และนําเสนอมายงั ฝา ย บรหิ าร ซงึ่ การดําเนนิ งานของแตล ะโครงการนั้นทําใหเ กดิ การรวมตวั กนั ของบุคคลากรเพ่ือดาํ เนนิ งาน ใหประสบความสําเร็จตามวตั ถุประสงคโดยตองมีการสรปุ ผลการปฏบิ ัตงิ าน การประเมินโครงการนนั้ ๆ หลังเสร็จสนิ้ โครงการหรืองานท่ีมอบหมาย นอกจากนโ้ี รงเรยี นยงั มีการกระจายอาํ นาจการบรหิ ารงานเปน สายชน้ั และกลุมสาระการ เรียนรู ในสว นของสายชนั้ จะมกี ารแตง ต้ังหวั หนาสายชนั้ ดูแล ประสานงานและรบั ผิดชอบ คัดเลือก โดยคณะกรรมการในสายนนั้ ๆ สวนหวั หนากลมุ สาระการเรียนรมู หี นา ทบี่ รหิ ารงานวชิ าการในแตล ะ กลุมสาระวชิ า ซง่ึ การคดั เลือกหวั หนากลมุ คณะกรรมการกลมุ เปน ผคู ัดเลอื ก ถงึ แมว า โรงเรยี นจะมี การกระจายอาํ นาจการบรหิ ารไปสูส ายชน้ั ไปสูก ลมุ สาระการเรียนรูแลวกต็ าม แตบ างคร้งั งานกย็ งั มี ปญ หาตอ งแกไ ข ความเขา อาจไมตรงกนั จงึ ทาํ ใหง านไมตรงตามเปา หมายทว่ี างไว จากการที่โรงเรียนไดมีการแตงต้ังคณะกรรมการเพื่อดาํ เนินงานตางๆ ดังนั้นกิจกรรมหรือ ภาระงานทโี่ รงเรียนไดรับ จงึ ตองอาศัยความรวมมอื ในการทาํ งาน ในกรณีจะจดั โครงการตางๆ จะตอ ง มีการวางแผนรว มกนั ติดตอประสานงานกนั แลกเปล่ียนความคดิ เหน็ กนั และมีการประเมนิ ผล รวมกนั เพ่อื ใหบรรลุวตั ถปุ ระสงคท ่ตี งั้ ไว ซง่ึ อาจเปน วตั ถุประสงคของคณะกรรมการเอง หรืออาจเปน วัตถปุ ระสงคท ถ่ี ูกกาํ หนดไวแ ลว จากฝา ยนโยบายกรงุ เทพมหานคร หรอื ฝายบริหารของโรงเรยี นเอง ซง่ึ ในการสรปุ ผลการดําเนนิ งานหลงั จากเสรจ็ สน้ิ กจิ กรรมหรือโครงการตา งๆ เมอ่ื มองในภาพรวมแลว ผลการปฏิบัติงานยงั ไมประสบความสาํ เรจ็ ในระดบั เปนทนี่ า พอใจ การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี นวัดไผตันตอ งมกี ารจดั ทําทกุ ปการศกึ ษา ตองมี การวเิ คราะหห ลักสูตรทกุ ปก ารศึกษา บุคคลกรทกุ คนในโรงเรียนตอ งทาํ งานรว มกนั เพ่ือใหห ลักสตู รมี ประสทิ ธิภาพและเหมาะสมกบั ผเู รียน หลกั สตู รสถานศกึ ษาจงึ มคี วามสาํ คญั มากตอสถานศกึ ษา เนือ่ ง ในปก ารศกึ ษา 2553 กระทรวงศกึ ษาธิการกาํ หนดใหโ รงเรียนทกุ โรงเรยี นตองใชห ลักสูตรแกนกลาง การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน 2551 ในระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1-6 โรงเรยี นวัดไผต ันเปน โรงเรยี นท่ีเปด ทํา การสอนในระดับประถมจึงตองจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาใหมโดยนาํ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เปนแมแ บบในการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาจงึ ตองใชก ระบวนการทํางาน เพื่อใหห ลกั สตู รสถานศกึ ษาเกิดประสทิ ธภิ าพทุกคนจงึ ตองรวมแรงรว มใจกนั จัดทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา

70 ในการจัดทําหลกั สตู รสถานศึกษาของโรงเรยี นวัดไผต นั มขี น้ั ตอนดังนี้ การเตรียมความพรอมของโรงเรียนวัดไผต นั ผูบรหิ ารไดม กี ารเตรียมความพรอ มในการจัดทํา หลักสตู รสถานศกึ ษาคอื 1. จัดใหม กี ารประชมุ รับทราบการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาโดยการกาํ หนดวัน เวลา สถานที่ ในการจัดทาํ หลักสตู รสถานศึกษาของโรงเรยี น ในครมู ีความตระหนกั เหน็ วา สาํ คัญของการจดั ทํา หลกั สตู รสถานศกึ ษา 2. จัดหาวทิ ยากรใหก ารอบรม 3. จดั ใหมีการจัดอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการเร่อื งหลักสตู รสถานศึกษาและการจัดทําหลกั สูตร สถานศกึ ษา 4. แตงต้งั คณะกรรมการจดั ทําหลกั สูตรสถานศกึ ษา เพ่อื ศึกษาวิเคราะหปญ หาและจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษา 5. จัดทาํ ระบบสารสนเทศของโรงเรียนใหเปน ปจ จุบนั โดยการจดั คณะกรรมการจัดทาํ 6. จดั ทําแผนพฒั นาการศึกษาของโรงเรยี นโดยคณะกรรมการของโรงเรียน 7. จัดเอกสารเกีย่ วกับหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ใหห วั หนา กลมุ สาระ การจดั ทาํ สาระหลกั สตู รสถานศึกษาของโรงเรียนมขี น้ั ตอนดงั นี้ 1. ประชมุ วางแผนการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศึกษาโดยครทู กุ คนมีสว นรว มแสดงความคิดเหน็ กอ นจะจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี น 2. ผบู รหิ ารและครรู ว มกนั วเิ คราะหสภาพแวดลอ มของโรงเรียนเพื่อใหร จู ดุ แข็งและจุดออ น ของโรงเรยี น 3. แบง ครอู อกตามสาระการเรียนรู 8 สาระแตละกลุมสาระมีสมาชกิ ประมาณ 4-5 คน เน่ือง แตครมู ปี ริมาณจํากดั แตล ะกลุมจงึ มสี มาชิกไมเ ทา กนั 4. ครทู กุ คนชว ยวเิ คราะห กาํ หนดวสิ ยั ทศั น สมรรถนะของผเู รียนและลกั ษณะอันพงึ ประสงค 5. เม่ือไดก าํ หนดวิสัยทัศน สมรรถนะของผูเรยี นและลักษณะอนั พงึ ประสงคของโรงเรยี น เรียบรอ ยแลวจงึ ชว ยกนั จัดทาํ โครงสรา งของหลักสตู ร 6. ครูทกุ กลุมสาระการเรียนรศู กึ ษาหลกั สตู รแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน 2551 โดยยดึ เปน แมแ บบในการจัดทําหลักสตู ร โดยเรมิ่ จาก จัดทาํ โครงสรางรายวชิ า คาํ อธิบายรายวชิ า หนวยการ เรียนรู คาบเวลาเรียน สมาชกิ ในกลมุ สาระการเรยี นรูแ บงกนั จดั ทาํ แตล ะสายชนั้

71 7. เม่อื แตละกลุมสาระการเรยี นรูจ ดั ทาํ หลกั สูตรในแตละกลุมสาระเรยี บรอยแลว จึงรวบรวม จัดทําเปน รปู เลม ของหลกั สตู รสถานศึกษาของโรงเรียนวดั ไผต นั เพ่อื เตรียมใหค ณะกรรมการ สถานศกึ ษา อนุมตั ิหลกั สตู รสถานศกึ ษาฉบบั นี้ใชใ นปก ารศกึ ษา 2553 การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาของโรงเรยี นวัดไผต ัน ไดรบั ความรว มมอื รว มใจจากคณะครู ทุกคนจงึ จะประสบความสาํ เรจ็ เมื่อโรงเรยี นมหี ลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี นเรยี บรอยแลว ในป การศึกษา 2553 จึงเร่ิมใชและหลังจากไดใ ชหลักสตู รน้แี ลว ปการศกึ ษาตอ ไปทางโรงเรยี นก็ตอ งนาํ หลักสตู รฉบบั นี้มาพฒั นาปรบั ปรงุ ตอไป 3.1 กระบวนการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาตอ งดาํ เนนิ งานไปอยา งมีระบบเพือ่ ใหผ เู รียนไดรับความรู อยา งครบท่วั ตามทหี่ ลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐานกาํ หนดไว จึงตอ งมกี ระบวนการจัดทํา หลักสูตรสถานศกึ ษาอยา งเปน ขน้ั ตอนดงั นี้ กรมวชิ าการ (2545: 30) มขี อเสนอแนะแนวทางกระบวนการจดั ทําหลกั สตู รสถานศึกษา ไวดังนี้ 1. กําหนดวสิ ัยทศั น ภารกิจ เปา หมาย และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค 2. การจัดโครงสรา ง หลักสตู รสถานศึกษา 3. การจดั ทาํ สาระหลักสูตรสถานศึกษา 4. การออกแบบการเรียนรู 5. การ ออกแบบกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น 6. การกําหนดรูปแบบ วธิ กี ารและเกณฑก ารตดั สนิ การวดั ผลและ ประเมนิ ผลและเอกสารหลักฐานการศกึ ษา 7. การพฒั นาระบบการสงเสรมิ สนบั สนุน 8. การเรยี บ เรียงเปน หลกั สตู รสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2551: ออนไลน) การจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษา โดยทวั่ ไปนั้น ดาํ เนนิ การโดยคณะกรรมการ หรือคณะทาํ งาน ซง่ึ กระบวนการจักทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษามขี น้ั ตอน การดําเนนิ การโดยสงั เขป ดงั น้ี 1. แตง ตงั้ คณะกรรมการ/ คณะทาํ งาน : คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รและงานวิชาการ ของสถานศกึ ษา ประกอบดวย ผบู ริหารสถานศกึ ษา และครูผสู อน 2. วเิ คราะหขอมลู จากแหลงตางๆ : มีแหลง ขอ มลู สาํ คญั มากมายที่เปนประโยชนตอ การ จัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษา อาทิ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กรอบ หลกั สตู รระดับทองถนิ่ ขอ มลู จากการวเิ คราะห สภาพ ปญหา จดุ เนน ความตอ งการของชมุ ชน และ ของสถานศึกษาแตละแหง ตลอดจนความตอ งการของผเู รยี น 3. จดั ทาํ หลกั สตู รสถานศึกษา : พิจารณาจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษาซ่งึ มีองคประกอบ สําคญั ไดแ กว สิ ยั ทัศน สมรรถนะสําคัญ ของผเู รียน คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค โครงสรางหลกั สตู ร สถานศกึ ษา (เวลาเรียน รายวชิ าพน้ื ฐาน/เพ่มิ เตมิ กจิ กรรมพัฒนาผูเรียน) คาํ อธิบายรายวิชา และ

72 เกณฑก ารจบหลกั สูตร พรอมกนั นีส้ ถานศึกษาจะตองจดั ทาํ เอกสารระเบยี บการวดั ผลประเมินผล เพื่อ ใชควบคกู บั หลักสตู รสถานศกึ ษา 4. คณะกรรมการสถานศกึ ษาพิจารณาใหความเหน็ ชอบ: นําเสนอรา งเอกสารหลักสตู ร สถานศกึ ษา และระเบยี บการวัดประเมินผลตอ คณะกรรมการสถานศกึ ษาเพือ่ พิจารณาใหค วาม เห็นชอบ หากมีขอ เสนอแนะจากคณะกรรมการ กน็ าํ ขอเสนอแนะดงั กลาวไปพิจารณาปรับปรงุ รา ง หลักสตู รสถานศกึ ษาใหม คี วามเหมาะสม ชดั เจนยงิ่ ขน้ึ สรปุ วากระบวนการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาตองดาํ เนินการอยา งเปน ข้นั ตอนโดยการ แตงต้ังคณะกรรมการ ศึกษาขอมลู จัดทาํ สาระหลกั สูตร นําเสนอคณะกรรมการสถานศกึ ษาพจิ ารณา ใชหลกั สูตรสถานศึกษา วิจยั ตดิ ตามประเมนิ ผลการใชห ลักสูตร ข้นั สดุ ทา ยคือการปรบั ปรุงและพัฒนา ตอ ไป การศึกษาการจดั ทําหลักสตู รสถานศึกษา ตองใชก ระบวนการจดั ทําหลักสูตรสถานศกึ ษา เปนแนวทางการจดั ทําใน 2 ดานดังนค้ี ือ 3.1.1 การเตรียมความพรอ มของสถานศึกษา ธวัธชัย ชัยจิรฉายากุล (2545: 27-28) กลาวถึงการเตรียมความพรอมของ สถานศกึ ษาไวว า ภารเปน ภารกจิ ที่ผบู รหิ ารและครผู ูสอนตลอดจนบุคลากรที่เกยี่ วของจะตอ งดาํ เนนิ การ เพื่อเตรียมความพรอ มของสถานศกึ ษา มดี งั น้ี 1. สรางความตระหนกั ใหแ กบ ุคลากรของสถานศกึ ษาประกอบดว ย คณะกรรมการ สถานศกึ ษา ผบู รหิ าร ครูผสู อน ผปู กครอง ชมุ ชน และผูนักเรยี น เพือ่ ใหเ หน็ ความสาํ คญั หรอื ความ จาํ เปนท่ตี อ งรว มมือกนั บริหารจดั การหลกั สตู รของสถานศกึ ษา 2. ดําเนินการแตง ต้งั คณะกรรมการและคณะอนกุ รรมการของสถานศกึ ษาตาม ระเบยี บกระทรวงศึกษาธิการ วา ดว ยคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและงานวชิ าการของสถานศกึ ษา 3. เผยแพรป ระชาสมั พันธใหน กั เรยี น ผปู กครอง ชมุ ชน หนว ยงาน/องคก รในชมุ ชน ทกุ ฝา ยไดร บั ทราบ และใหค วามรว มมอื ในการบรหิ ารจัดการหลกั สตู รของสถานศึกษา 4. จัดทําขอมลู สารสนเทศของสถานศึกษาใหเปน ระบบ 5. จดั ทําแผนพฒั นาคุณภาพการศึกษาหรือธรรมนญู สถานศกึ ษา 6. พฒั นาบคุ ลากรของสถานศึกษาใหมีความรู ความเขา ใจ และสามารถนาํ ความรู ไปใชจ ดั ทําสาระของหลกั สตู รสถานศึกษา

73 ประยูร ลงั กาพนิ ธ (2550: ออนไลน) กลา วถงึ ขอสังเกตในการจัดทาํ หลกั สตู รมีดงั นี้ การเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษามขี อ สงั เกตดงั นี้ 1. โรงเรยี นใหเวลากับการศึกษาหลกั สูตรสถานศกึ ษามาก ครมู คี วามเขาใจใน เจตนารมณข องหลกั สูตรเปน อยางดี 2. บคุ ลากรทีไ่ ดร ับการประชุมช้แี จงทาํ ความเขา ใจกระบวนการจัดทาํ หลักสูตรโดย ประชุมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารครทู ั้งโรงเรียน 3. โรงเรยี นใหค วามสาํ คัญกบั ขอมูลสารสนเทศของโรงเรียน กาํ หนดวิสยั ทัศน ภารกจิ เปา หมาย หลกั สตู รสถานศึกษาไดส อดคลองกบั สภาพความเปนจริงของโรงเรยี น 4. โรงเรียนมกี ารวางแผนการวิจยั เชงิ ประเมนิ ควบคูไปกบั การเตรียมความพรอมใน การจัดทาํ หลกั สตู ร มีระบบการจดั ทาํ หลักสตู รดีกวาโรงเรียนทไ่ี มไดเ ตรียมความพรอ ม 5. โรงเรยี นมศี นู ยส ืบคน ทางหลักสตู รและการสอนมเี อกสารหลกั สูตรอยางเพยี งพอ มีเวลาใหครศู กึ ษาลว งหนา มีประเด็นในการอภปิ รายกวา งขวาง ทาํ ใหการวางแผนการจัดทาํ หลกั สูตร เปนไปดวยดแี ละราบรื่น 6. โรงเรยี นสามารถนาํ ผูมสี ว นเกี่ยวของหลายๆฝา ยมารบั ฟงการประชาสมั พนั ธ หลกั สูตร ทําใหไดร ับความรว มมอื จากผเู กย่ี วขอ งเปน อยา งดี สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน (2550: 8-9) กลาวถงึ การเตรียมความ พรอ มของสถานศึกษาตอ งมคี วามพรอมดงั น้ี 1. การสรางความตระหนกั ผูบริหารโรงเรียนไดส รางความตระหนกั ใหแ กค รแู ละนกั เรยี น ใหเ หน็ ความสาํ คัญในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา พฒั นาบคุ ลากรใหมคี วามรคู วามเขาใจเกย่ี วกับ หลักสูตร ผบู ริหารกระตนุ ใหบคุ ลากรเหน็ ความสาํ คัญในการกาํ หนดวสิ ัยทศั นข องสถานศกึ ษา มกี าร แตง ต้ังคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐาน คณะกรรมการบริหารหลกั สตู ร และงานวชิ าการ มกี าร จดั ทําขอมลู สารสนเทศ จดั ทาํ ขอมูลนกั เรียน ผปู กครอง องคกรแลมกี ารประชาสัมพนั ธเ ผยแพร ความรเู กยี่ วกบั หลักสตู รใหผ ปู กครอง ชมุ ชน และนักเรียนไดร ับทราบ 2. การสงเสรมิ ความรคู วามเขา ใจแกบ คุ คลในสถานศึกษา ชมุ ชน ผูป กครอง และ หนว ยงานในชมุ ชน โดยการประชุมชีแ้ จงทาํ ความเขาใจเกีย่ วกบั หลกั สตู รและศกึ ษาหลกั สตู ร เอกสาร ประกอบหลักสูตร ในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสวนใหญจัดเตรียมและหาเอกสารท่ี เกี่ยวของกบั การจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษาและคมู ือในการจัดทําหลกั สูตรใหค รู และสงเสรมิ ใหเขารบั การอบรม ประชมุ สมั มนา

74 3. สนบั สนนุ สง เสริมใหค รูพฒั นาหลักสูตรทส่ี อดคลอ งกบั ความตอ งการของทอ งถนิ่ และมีการดําเนนิ การใหบุคลากรมสี วนรว มในการจดั ทําแผนพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาและธรรมนญู โรงเรยี น กําหนดนโยบายการจดั การเรยี นการสอน สง เสรมิ ใหครเู ขารว มประชุมอบรม สมั มนาเกยี่ วกับ การจัดหลกั สตู ร และฝก ปฏิบตั ิเกี่ยวกบั การจัดการทาํ หลกั สูตรสถานศึกษา สง เสรมิ ใหครูผสู อนจัด เวลาเรยี นใหย ดื หยุน ตามความเหมาะสมในแตล ะป จากทีก่ ลา วมาการเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษาสรปุ ไดว า ในการเตรยี มความ พรอมของสถานศกึ ษาผูบรหิ ารตอ งสรางความตระหนกั ใหก ับบุคลากรเพือ่ ใหบ ุคลากรมีความเขาใจ เก่ยี วกบั การทาํ หลกั สตู ร ต้งั แตง คณะกรรมการสถานศกึ ษาและจดั ทาํ สารสนเทศของโรงเรยี นใหเ ปน ระบบปจ จบุ ัน จดั ทาํ แผนพฒั นาคุณภาพการศึกษา และเผยแพรป ระชาสมั พนั ธห ลักสตู รใหผ ปู กครอง นักเรียน หนว ยงานท่เี กย่ี วขอ งรบั ทราบ 3.1.2 การจัดทาํ สาระหลักสตู รสถานศกึ ษา กรมวชิ าการ (2544: 5) ใหแ นวทางในการจดั ทําหลักสตู รสถานศกึ ษาจะตอ งดาํ เนนิ การ จัดทาํ สาระของหลกั สตู รสถานศกึ ษาดงั น้ี 1. ศึกษาองคป ระกอบของหลักสตู รวา กําหนดสาระท่เี ปน แกนกลางและสาระของ ทอ งถน่ิ ไวอ ยางไร และมีความสอดคลองสมั พันธและสมดลุ อยางไร 2. วิเคราะหข อบขายเนื้อหาหรอื สาระการเรียนรทู ่กี าํ หนดไวท ัง้ องคป ระกอบดา น ความรู ทกั ษะ/กระบวนการ คณุ ธรรม จริยธรรมและคานยิ ม 3. ศึกษาสภาพปญหาของชมุ ชนและสงั คม ภูมิปญญาทอ งถน่ิ ความตองการของ ชุมชนและสงั คม 4. ปรับปรงุ สาระการเรยี นรเู พ่ิมเตมิ ในสว นทต่ี อ งจัดใหสอดคลอ องกบั สภาพปญ หา และความตอ งการของชมุ ชน 5. ตรวจสอบความสอดคลอ งของสาระการเรยี นรเู พมิ่ เตมิ กบั มาตรฐานการเรียนรู กลุมวิชาและมาตรฐานหลกั สตู ร 6. วางแผนการจดั การเรียนการสอนตามขอบขา ยสาระการเรยี นรู มาตรฐานการ เรยี นรู สดั สว น เวลาและหนว ยกติ ตามทห่ี ลกั สตู รแกนกลางกําหนด 7. พัฒนาแนวการจัดการเรียนการสอนเพอื่ นําไปสกู ารจดั การเรยี นรูในหอ งเรียน ถวัลย มาศจรัส; และณชิ นันทน ประสงค (2449: 21-25) กลา ววา การจัดทาํ หลักสตู รควรพัฒนาใหผเู รยี นเกดิ ความสนกุ และความเพลิดเพลนิ ในการเรยี นรู เปรียบเสมอื นเปน วิธีการสรา งกาํ ลังใจทาํ ใหเกดื ความกา วหนา แกผเู รียน ควรใหผเู รยี นมที กั ษะการเรียนรู ไดรบั ขอ มูล

75 สารสนเทศ สงเสริมจติ ใจและมีกระบวนการคดิ อยางมเี หตุผล หลกั สูตรสถานศกึ ษาควรสง เสรมิ การ พฒั นาดานจติ วญิ ญาณ จรยิ ธรรม สงั คม และวัฒนธรรม และโดยเฉพาะพัฒนาหลกั การในการจําแนก ระหวา ถกู และผิด เขา ใจและศรัทธาในความเชื่อของตน ตองพัฒนาหลักสตู รคุณธรรม ชว ยใหเ ปน พลเมืองมีความรับผิดชอบสามารถชว ยสงั คมพฒั นาสงั คมใหเ ปนธรรมมีความเสมอภาค สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน (2549: 13-20) มีแนวทางดาํ เนินงาน การจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษาไวด งั นี้คอื 1. การศึกษาวิเคราะหขอ มูลท่เี กย่ี วขอ งกับสถานศกึ ษา 2. กําหนดวสิ ยั ทศั น ภารกิจ เปาหมาย และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค 3. การกาํ หนดโครงสรา งของ หลกั สตู รสถานศกึ ษาแตล ะชว ง และสดั สว นเวลาเรยี น 4. การจัดทาํ สาระของหลกั สตู ร 5. การออกแบบ การเรียนรู 6. การออกแบบกิจกรรมพฒั นาผูเ รียน 7. กาํ หนดรูปแบบ วธิ กี าร เกณฑก ารตดั สิน เอกสาร หลกั ฐานการศึกษา 8. พัฒนาระบบการสง เสริมสนับสนนุ เอกรินทร สี่มหาศาล (2545: 223) ไดใหแ นวทางการจดั ทําสาระหลกั สูตรไวคือ 1. วางแผนจัดการหลกั สูตรสถานศกึ ษา - มผี ลการวเิ คราะหขอ มูลพน้ื ฐานทจ่ี ําเปน สาํ หรับการจดั ทําสาระของหลกั สตู ร สถานศกึ ษา - มีการวางแผนและกระบวนการจดั ทําหลกั สูตรสถานศกึ ษาทช่ี ดั เจน - มีปรชั ญาและเปาหมายในการจัดการศึกษาและจุดเนนการพัฒนาคณุ ลักษณะ ท่พี งึ ประสงคของผูเ รยี น - มีแผนการจดั การเรียนรแู ผนการจดั กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นทสี่ อดคลอ งกับสภาพ และความตอ งการของผเู รยี น 2. จดั ทําสาระของหลักสูตรสถานศกึ ษา ใหสอดคลอ งกบั หลกั สูตรการศึกษา - จดั ตงั้ คณะทาํ งานพัฒนาหลักสตู รสถานศกึ ษา - วิเคราะหหลกั สตู รแกนกลาง - สํารวจวเิ คราะหสภาพและความตอ งการของผเู รยี น และชมุ ชน - จดั ทําสาระการเรียนรู 3. พัฒนาหลกั สูตรและจัดแผนการเรยี นทหี่ ลากหลาย ใหส อดคลอ งกบั สภาพความ พรอม ความตอ งการของผูเรยี นและชุมชน - วเิ คราะหส ภาพความตองการของผเู รยี น - จัดทําหลักสตู รของสถานศกึ ษา - กาํ หนดแผนการเรียนรทู ี่หลากหลาย

76 สรุปไดว า การจัดทาํ หลักสตู รสถานศึกษาตองวิเคราะหข อ มลู พนื้ ฐานของสถานศกึ ษามี การวางแผน การกาํ หนดวิสยั ทัศน ภารกิจ ปรัชญา เปาหมาย ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ออกแบบการ เรยี นการสอน การจัดทาํ หนว ยการเรียนรู เอกสารหลักฐานการศกึ ษา การพัฒนาระบบการสง เสรมิ สนับสนนุ และรวบรวมกาํ หนดเปน หลักสตู รสถานศึกษา 3.2 ลักษณะการทาํ งานทมี่ ีประสิทธิภาพ วราภรณ ตระกลู สฤษดิ์ (2549: 36) มขี ั้นตอนของการดาํ เนนิ กจิ กรรมภายในองคการ เนื่องจากวา ในองคการทุกองคก ารจะประกอบไปดวยทมี การทาํ งานกลุมเล็กๆ ทเ่ี ปนสวนประกอบใน การดําเนินงานทงั้ สิ้น การทํางานเปนทมี จึงมคี วามสาํ คญั ในทกุ องคก ร การทาํ งานเปน ทมี เปน ส่ิงจําเปน สําหรับการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลของการบริหารงาน การทํางานเปน ทมี มีบทบาท สําคัญทจี่ ะนําไปสูค วามสาํ เรจ็ ของงานท่ีตอ งอาศัยความรว มมือของกลมุ สมาชกิ เปนอยางดี จงึ ควรมี ลกั ษณะของการทาํ งานเปน ทมี ทมี่ ีประสทิ ธิภาพ ดงั นี้ 1. สมาชิกในทมี มีเปา หมายรว มเปน หนึ่งเดียวกนั คือ มงุ ทคี่ วามสําเรจ็ ของทมี เปน สง่ิ สาํ คญั 2. มีการกําหนดบทบาท มอบหมายอาํ นาจ หนา ที่ ตลอดถงึ ความรับผดิ ชอบของสมาชกิ ไวใหชดั เจน 3. บรรยากาศในการทาํ งานทด่ี ีกลา วคอื มคี วามเปน กนั เอง อบอุนและเปน มิตร 4. สมาชกิ มสี ว นรวมในการแสดงความคดิ เหน็ อยา งเปน อิสระ 5. ทมี งานพยายามสงเสริมใหส มาชกิ มีความคิดสรางสรรคและเปน ประชาธปิ ไตย 6. มีการประชมุ พจิ ารณาผลการปฏบิ ตั งิ านเปนประจาํ 7. สมาชกิ มงุ ประโยชนของทมี เปน หลกั 8. สมาชิกใหความรวมมือรวมใจ มีความไวว างใจและบริสุทธใ์ิ จตอกัน 9. สมาชิกจะรว มมือกนั หาทางแกไขเมอ่ื เกดิ ปญหา 10. การตัดสินใจของทีมงานถือวา สมาชกิ ทกุ คนตองรว มกันรบั ผิดชอบ 11. สมาชิกทกุ คนพอใจทีไ่ ดทาํ งานรว มทมี กนั 12. สมาชกิ ทกุ คนมกี ารยอมรบั นับถอื กนั ใหเกียรติซงึ่ กนั และกัน 13. ทกุ คนในทมี มีความรับผิดชอบตอตนเองและงานทไ่ี ดรบั มอบหมาย

77 ปารคเกอร (สุนันทา เลาหนนั ทน. 2540: 114-121; อางองิ จาก Parker. n.d.) ไดอ ธบิ าย คุณลกั ษณะ 12 ประการ ของทมี งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพแนวใหม ไดแก 1) มคี วามชดั เจนของ วัตถปุ ระสงค สมาชกิ ของทีมงานจะตอ งกาํ หนดวสิ ยั ทศั นรว มกนั ซง่ึ เปน การอธบิ ายภาพอนาคตของ องคกรที่เขาสงั กัดอยู ท่ผี ูบริหารและทมี งานตอ งการใหเ ปนไปตามนน้ั ทาํ ใหส ามารถกําหนดแนวทาง ปฏิบัติซึ่งเหมาะสมท่ีสุด และจะทาํ ประโยชนสูงสุดใหแกองคกร/หนวยงานในสภาพแวดลอมที่ คาดการณไ ว วิสัยทัศนจะแตกตา งจากการพยากรณอนาคต ซง่ึ เปน การคาดคะเนวา จะเปนอยางไรใน อนาคตขางหนา 2) บรรยากาศการทาํ งานทปี่ ราศจากพธิ ีรตี อง การทาํ งานเปน ไปอยางเรยี บงา ยไมเปน ทางการบรรยากาศอบอนุ สบาย เปน กนั เอง ไมมที ีทา วาจะเบอ่ื หนา ยการทาํ งาน เมอื่ ถงึ เวลาประชมุ ทกุ คนมาพรอมเพรยี งกนั ดว ยใบหนาท่ีย้ิมแยม 3) การมสี ว นรว ม สมาชกิ ทีมงานเรยี กรอ งการมีสว นรวม ตอ งการเขา รว มในการอภปิ รายและกิจกรรมตางๆ ในทน่ี หี้ มายถงึ การมีสว นรว มทม่ี ีนํา้ หนกั กลา วคอื การเขารว มกิจกรรมตา งๆ ไมว า จะเปน การแสดงออกทางวาจา หรอื ทา ทางเปนไปอยา งมีคณุ ภาพสง ผล ตอความสาํ เรจ็ ในการทาํ งาน การมีสว นรว มไมจาํ กดั อยูเฉพาะการแสดงความคดิ เห็นหรอื อภปิ ราย อยางกวา งขวาง อาจมีสว นรวมโดยอวัจนะภาษากไ็ ด เชน การพยกั หนา การจดบันทกึ ตวั อยา งเชน การจัดประชมุ สมาชิกบางคนอาจเตรยี มรายงาน เอกสารการเสนอผลงาน ขณะทีบ่ างคนจัดหอ ง ประชุม เตรยี มเครือ่ งมือ ไมโครโฟน และเทปบนั ทกึ เสยี ง เปน ตน 4) การรับฟง ซง่ึ กันและกนั สมาชกิ ต้ังใจฟงการแสดงความคดิ เหน็ ของคนอ่นื อยางตง้ั ใจ คิดพจิ ารณาไตรต รองถึงส่งิ ที่ไดร บั ฟงและสงวน ทาทที จ่ี ะวพิ ากษว จิ ารณ 5) ความไมเ หน็ ดวยในทางบวก การรับรขู องสมาชกิ เปน ลกั ษณะการยอมรับ จุดตา งและแสดงจดุ รว ม 6) ความเหน็ พอ งกนั เปนเทคนิคการหาขอ ยตุ ิเก่ยี วกบั ปญ หา ความคดิ หรือ การตัดสนิ ใจซง่ึ แสดงออกถงึ ความมีสมานฉนั ทและความมีเอกภาพของทมี งาน แตต องไมไดมาจาก การออกคะแนนเสียง สมาชกิ ไมจ ําเปน ตอ งเหน็ พองดวยกบั เร่ืองตา งๆ อยางเปน เอกฉนั ท อาจจะมี สมาชกิ บางคนอาจไมเ หน็ ดว ยกบั ขอสรปุ สดุ ทาย แตส ามารถยอมรับไดและเต็มใจท่ีจะรบั กติกาปฏบิ ัติ ตามมตขิ องทมี งาน 7) การส่ือสารท่ีเปดเผยเปนการเจรจาติดตอระหวา งทีมงาน ท่ีบรรยากาศจะเต็มไป ดวยความเปด เผย จรงิ ใจตอกนั มคี วามเช่ือม่ันและไวว างใจซึ่งกนั และกนั 8) บทบาทและการมอบหมาย งานทีช่ ดั เจน เปน การมอบหมายงานท่รี ะบไุ วในคําพรรณนาลักษณะงาน บทบาทในท่ีนไ้ี มจ าํ กัดเฉพาะ ภารกจิ ของงานเทา น้นั แตจ ะรวมถงึ ความคาดหวังของบุคคลอน่ื ทม่ี ตี อ งานนนั้ ดวย เพอื่ หลกี เล่ยี ง ปญ หาของความขัดแยงดานบทบาท ทมี งานตอ งมีกระบวนการวิเคราะหความชดั เจนของบทบาท เพ่ือใหท กุ คนทกุ ฝา ยไดม ีความเขา ใจตรงกนั 9) ภาวะผนู ํารว ม ภาวะผนู ําของทมี งานจะไมจาํ กัดอยู เฉพาะผนู าํ ทีเ่ ปนทางการเทา นนั้ แตท กุ คนจะตองมีภาวะผนู าํ รว มกลา วคอื สมาชกิ จะตองแสดงออกซ่ึง พฤตกิ รรมทส่ี ง เสริมการทํางานและพฤตกิ รรมที่ธํารงรักษาความสัมพนั ธของทมี งาน 10) ความสมั พนั ธ กับภายนอก สมาชิกตองการความรวมมอื จากสมาชกิ ภายนอก เพราะบคุ คลภายนอก จะใหขอ มูล

78 ยอ นกลับดา นการปฏบิ ัติงานที่มคี ณุ คา ใหก บั ทมี งาน 11) รูปแบบการทาํ งานทห่ี ลากหลาย ทมี งานท่ีมี ประสทิ ธิภาพควรประกอบดวยสมาชกิ ท่มี คี วามสามารถ แนวคดิ ในการทาํ งานทแี่ ตกตางกนั ออกไป อยางนอ ย 4 รปู แบบ คือ สมาชกิ ทย่ี ดึ การทํางานเปน หลกั สมาชกิ ทยี่ ดึ เปา หมายเปน หลกั สมาชิกทเี่ นน กระบวนการเปนหลัก และสมาชิกที่มุงวิธีการเปนหลัก จุดเนนที่หลากหลายชวยเสริมสรางความ แขง็ แกรง ของทมี และ 12) การประเมนิ ผลตนเองเปน การตรวจสอบวา ผลการปฏิบตั ิงานอยใู นระดบั ใด และมีอะไรบา งที่เปน อปุ สรรคตอ ประสิทธผิ ลของงาน อาจดาํ เนนิ การโดยแบบทีเ่ ปน ทางการหรือไมเ ปน ทางการก็ได เปา หมายหลักเพอ่ื คนหาจุดแข็ง จุดออนและแสวงหาแนวทางปรับปรงุ เพือ่ เพ่มิ ประสทิ ธิภาพ การทาํ งาน พรรณราย ทรพั ยประภา (2540: 8-13) ไดกลาวถึงลกั ษณะของการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ วา ประกอบดว ยคุณสมบัตติ า ง ๆ ทางดานจติ วทิ ยาดงั นี้ 2.1 ความไวว างใจ (Trust) ในการมชี วี ติ อยูรว มกนั ไมวา จะในครอบครวั ในการทาํ งาน หรอื ในสงั คม ความไวว างใจซง่ึ กนั และกันคอื ความเชอื่ ถือหรอื ความเช่ือมนั่ ของคนแตละคนทีม่ ตี อ ตนเองและตอผูอน่ื ซงึ่ พฒั นามาจากประสบการณจ ากครอบครัวท่ีมีความรัก มีความเคารพนบั ถือซง่ึ กนั และกนั ในทางตรงกนั ขามถาเตบิ โตมาโดยไมม ีความรกั ไมม ีใครเช่ือถือความรสู กึ จะถกู พฒั นาเปน ความระแวง เมื่อทาํ งานรว มกับผอู ่ืนกจ็ ะขาดความไวว างใจผูอน่ื ความระแวงยอ มเปน อปุ สรรคขดั ขวาง การทมุ เทตนเองใหแ กก ารทาํ งานอยา งเตม็ กําลงั ความสามารถความขจัดความระแวงออกไปแลว พัฒนาความไววางใจซง่ึ กนั และกัน ผูเปน หวั หนาทีม มคี วามเช่อื วาสมาชกิ ในทมี มีความสามารถที่จะ ทํางานนน้ั ๆ ใหบรรลผุ ลสําเร็จตามเปาหมายทีต่ องการไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพ 2.2 ความอดทน (Endurance) ในการทํางานรว มกันความอดทนจะชว ยประคบั ประคอง ทมี งานไปสเู ปาหมายท่ีตอ งการได การมคี วามอดทนอดกลั้นตอ ปญหาตาง ๆ ทอี่ าจจะเกดิ ขนึ้ ตามมา หรืออดทนตออุปสรรคหรอื ความยากลาํ บากตาง ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนในระหวา งกระบวนการทํางาน และใช ความอดทนชว ยกนั แกไขปญหาและอุปสรรคตา ง ๆ ใหล ุลวงไปได 2.3 ความมีเหตุมผี ลและความถูกตอ ง (Accountability and accuracy) ในการทาํ งาน รวมกนั ถาปราศจากหลกั การและเหตุผล และความถูกตอ งแลวยอ มสรา งความระส่ําระสายความ วนุ วาย ความหวาดระแวง การแกงแยง แขง ขนั เลน พรรคพวก ซงึ่ เปน พฤตกิ รรมทาํ ลายความมน่ั คงของ ทีม ดงั นน้ั สมาชกิ ทกุ คนในทมี งานจึงจาํ เปนตองตระหนกั ถงึ หลกั การเหตุผลและความถกู ตองเทยี่ งตรง รวมทงั้ ความจริงแทจรงิ ใจทม่ี ตี อ การทาํ งานรว มกนั 2.4 การบรหิ ารจัดการ (Management) การทาํ งานเปน ทีมทมี่ ปี ระสิทธภิ าพสว นหนงึ่ ขน้ึ อยกู ับประสทิ ธภิ าพในการบริหารจัดการ ต้งั แตก ารบรหิ ารนโยบายที่ชัดเจน เปน จริงเปน ไปไดแ ละ ปฏิบัตไิ ด

79 นอกจากการบริหารนโยบายและบรหิ ารคนแลว ยงั ตอ งบริหารเงินหรอื คาใชจา ยอยา งเหมาะสมตอ การ สรางสรรคผ ลงานอยางมคี ณุ ภาพ หรอื สนับสนนุ การทํางานของทมี รวมไปถึงการบริหารกระบวนการ ทํางาน หรือจดั สรรเครอื่ งมือเครอ่ื งใชเ ออ้ื อาํ นวยตอ การทาํ งานอยา งมปี ระสิทธภิ าพดว ย 2.5 ความเตม็ ใจ (Willingness) ในการทํางานรว มกันเปน ทมี ถา สมาชกิ ถกู บงั คับใหเขา ทํางานในทีม ทมี จะไมประสบความสาํ เร็จ ดังนนั้ ความเตม็ ใจของสมาชกิ ในทมี ทจ่ี ะเขามารว มงานจึง เปนคณุ สมบตั ทิ ่จี ะผูกพนั ทีมงานเอาไวไ ด 2.6 การแนะนาํ (Orientation) ความยงุ ยากในการทาํ งานเปนทมี เนื่องจากความเขาใจ ไมตรงกันในวตั ถปุ ระสงคทต่ี องการ ดงั นน้ั เพ่ือขจดั ปญหาและอปุ สรรคของการทาํ งานตองมกี ารแนะนํา ใหค วามรู ใหความเขาใจในเบื้องตน หรอื ปฐมนเิ ทศ ทจ่ี ะชวยใหผูปฏิบตั ิงานในทมี ไดเขา ใจใน วตั ถุประสงคของการทาํ งาน 2.7 การยอมรับนบั ถอื (Respect) และความนาเชอ่ื ถือได (Reliability) สมาชกิ แตล ะคน ในทมี ยอ มมีบทบาทหนา ที่และความรบั ผดิ ชอบ การยอมรับนับถอื และการเคารพในสิทธิซง่ึ กันและกนั จะชวยสง เสรมิ ความรสู กึ ยกยอ งใหเกยี รตซิ งึ่ กนั และกนั การยอมรับนับถอื ซง่ึ กนั และกนั มีความจรงิ ใจ ตอกันและกนั ยอมสรางความผกู พนั ในทมี ไวไ ด 2.8 ความรู (Knowledge) และความชาํ นาญ (Keen) การเลอื กสมาชกิ มาปฏิบัติงานใน ทมี ตอ งเลือกบคุ คลทีม่ คี วามรู ความสามารถและความชํานาญทจี่ ะปฏบิ ตั ิงานทไี่ ดรบั มอบหมายได อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ คุณภาพ 2.9 เชาวปญ ญา (Intelligence) สมรรถภาพทางสมองหรอื ปญ หาเปน คุณสมบัตสิ าํ คัญที่ ของผูปฏิบัติงานที่จะเอื้ออาํ นวยตอการพฒั นาความสามารถในการทาํ งานของสมาชกิ 2.10 ความเมตตากรุณา (Nuturance) หลกั ธรรมะที่สง เสริมการทาํ งานรว มกนั หรอื การ มีชวี ติ อยูรวมกันอยา งมีความสุข คือ พรหมวหิ ารธรรม ประกอบดวย เมตตา กรณุ า มทุ ติ า อุเบกขา 2.11 ความออ นนอมถอมตน (Generosity) ความออนนอ มถอมตนสภุ าพเรยี บรอ ยการ ทํางานรวมกันก็ควรจะทาํ งานรวมกนั อยา งแทจรงิ ไมอ วดอางสรรพคณุ ของตนเองเพราะผรู ว มงานจะ รูส ึกวา โงทจ่ี ะตองทํางานกับคนประเภทนี้ สาคร (2546: 210-211) กลา ววา การทาํ งานรว มกันอยา งมปี ระสิทธภิ าพนนั้ ควรมี คณุ ลักษณะ 4 ประการเปน อยา งนอ ย คอื 1. มีเจตนาทีด่ แี ละต้ังใจทํางาน (The will to work) 2. มที ักษะในการทาํ งานนนั้ (The skill to work) 3. มีความรว มมือและประสานกนั อยา งดี (Cooperation and coordination) 4. มีมนุษยส มั พันธดี (Human relationship)

80 จอหน สนั ; และจอหน สนั (Johnson;& Johnson. 2000: 13-15) ไดกลาวถงึ ทมี งานทม่ี ี ประสิทธภิ าพไว ดังนี้ 1. เปา หมายของสมาชิกกบั ทมี งานเขา กนั ได เปา หมายนนั้ สนบั สนนุ และเออื้ ตอการ รว มมอื กนั ระหวางสมาชกิ 2. มกี ารสื่อสารแบบ 2 ทาง บรรยากาศการทาํ งานเปน แบบเปด เผยสอื่ สารไดท้ัง ความคดิ และความรสู กึ 3. สมาชิกมสี ว นรว มและมีโอกาสเปน ผนู าํ 4. มกี ารกระจายอํานาจใหกบั สมาชกิ 5. สง เสริมการตดั สนิ ใจโดยกลมุ กระบวนการตัดสนิ ใจยดื หยุนตามสถานการณแ ละ ความคิดเหน็ สว นใหญข องกลุม 6. ยอมรบั ความขดั แยงเพอ่ื ชว ยในการปรบั ปรงุ ทมี งาน 7. สนบั สนนุ เชอื่ ใจกัน 8. สมาชกิ ในทมี มสี ว นรว มในการตดั สนิ ใจ ประเมนิ ประสทิ ธิภาพของทีม เลือกกลยทุ ธใน การปฏิบตั ิงานเพือ่ ใหบรรลุเปา หมายและพฒั นาทมี งานใหมีประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ข้ึน 9. สมาชกิ ในทีมทกุ คนสง เสรมิ ใหมมี นษุ ยสมั พนั ธท ่ีดรี ะหวา งบุคคล การพฒั นาศกั ยภาพ ของตนเองและสนับสนุนใหม ีความคดิ รเิ รมิ่ ดายเยอร (Dyer. 1995: 15-16) ไดกลาวถงึ ลักษณะของทีมงานท่ีมีประสิทธิภาพ ไวด งั นี้ 1. มเี ปาหมายและประโยชนท ีช่ ดั เจน 2. สมาชกิ ทกุ คนเขา ใจในหนา ทีแ่ ละบทบาทการปฏบิ ัตงิ าน 3. มีความเชอ่ื ถอื วางใจกนั 4. มกี ารตดิ ตอ สอ่ื สารอยา งเปดเผย 5. สมาชกิ ยอมรับการตัดสนิ ใจของคนอนื่ 6. ทุกคนมสี วนรว มในการตดั สินใจดําเนนิ งาน 7. ผนู าํ ทมี ใหก ารสนับสนนุ ผูอน่ื 8. ยอมรบั และจัดการความขัดแยง อยา งเฉลยี วฉลาด 9. มโี ครงสรา งและกระบวนการของทมี มน่ั คงและสอดคลอ งกบั งาน เปาหมายและ สมาชิกทีม

81 วูดค็อก (สุนนั ทา เลาหนนั ทน. 2549: 98; อางองิ จาก Woodcock. 1989: 75-116) ได กลา วถงึ ลกั ษณะของการทาํ งานท่ีมีประสทิ ธภิ าพไว 11 ดาน ดงั น้ี 1. บทบาทตา งๆ ทีส่ มดลุ (balanced roles) ในทมี ท่ีทาํ งานจะผสมผสานทกั ษะความ สามารถที่ตางกันของแตละบคุ คลดาํ เนนิ บทบาทของแตล ะงานไดอยา งเหมาะสมตามสถานการณท ี่ แตกตางกนั 2. วัตถปุ ระสงคท ี่ชดั เจนและสอดคลอ งกบั เปา หมาย (clear objectives and agreed goals) ทีมทที่ าํ งานมวี ตั ถปุ ระสงคและเปาหมายสอดคลองกัน สมาชกิ ทกุ คนในทมี ูยอมรบั วัตถปุ ระสงค และเปา หมายน้ัน 3. การเปดเผยและเผชญิ หนา (openness and confrontation) บรรยากาศในการ ทาํ งานเปน ทมี เปนไปอยา งเปดเผย สมาชกิ แสดงความรสู กึ ความคิดเหน็ ตอ การทาํ งานได มกี ารสอ่ื สาร กนั โดยตรง รว มกันแกไขปญ หา สรา งความเขา ใจกนั 4. การสนับสนุนและไวว างใจกนั (support and trust) สมาชกิ ในทมี ใหค วามรวมมอื กนั ทาํ งาน พรอมที่จะชว ยเหลอื สนบั สนนุ ซงึ่ กนั และกนั มคี วามจริงใจตอกนั พดู อยางตรงไปตรงมา เกย่ี วกับปญหาท่ีเกิดขึ้นและพรอมทจ่ี ะรว มมือกันแกไขปญ หา 5. ความรวมมอื และความขัดแยง (co-operation and conflict) สมาชิกในทีมใหค วาม รว มมอื กนั ในการทาํ งาน พรอ มท่จี ะชว ยเหลอื สนับสนุน ชว ยเสรมิ สรา งทกั ษะความรู ความสามารถ ใหแ กกนั สนับสนุนแลกเปลย่ี นขอ มูลขาวสารทีเ่ ปน ประโยชนตอการทาํ งาน ใชค วามขัดแยงในทาง สรา งสรรคเ พอ่ื รว มมอื กนั แกไ ขปญ หา 6. กระบวนการทาํ งานท่ีถูกตอ ง (sound procedures) การทาํ งานของทีมมกี ารประชุม ปรึกษาหารือและหาแนวทางปฏิบตั ริ วมกนั การตัดสินจะใชข อ มลู และความเหน็ ของสมาชกิ ในทมี ทกุ คน 7. ภาวะผนู าํ ทเี่ หมาะสม (appropriate leadership) ในการทาํ งานเปน ทีม จะตอ งมผี ูน ํา ที่มคี วามสามารถและเหมาะสมในสถานการณนนั้ ๆ โดยสมาชกิ ทกุ คนสามารถจะเปนผนู าํ ทมี ได ซง่ึ ขึ้นอยูก ับสถานการณใ นขณะนน้ั 8. การตรวจสอบทบทวนการทาํ งานอยางสมํ่าเสมอ (regular review) การติดตามผล การปฏบิ ัติงานของทมี อยา งสมํา่ เสมอ วา มีปญหาใดบา งท่ีตอ งรว มกนั แกไ ขปรบั ปรงุ 9. การพฒั นาตนเอง (individual development) การพฒั นาทักษะ ความรคู วามสามารถ ของสมาชกิ ในทีม ใหโอกาสสมาชกิ ไดใชท กั ษะความสามารถทมี่ ใี นการทาํ งานอยางเต็มที่ 10. สมั พนั ธท ดี่ ีระหวางกลมุ (sound inter-group relations) การทาํ งานท่ีมีสมั พนั ธภาพ ทด่ี ี มกี ารรว มมือใหค วามชวยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั

82 11. การติดตอสอื่ สารที่ดี (good communications) การตดิ ตอสือ่ สารในทมี เปนไปอยาง ถกู ตองชัดเจน เหมาะสม สมาชกิ ในทมี มกี ารสื่อสารแลกเปลีย่ นขอมูลขาวสาร ความคดิ เห็นทจี่ ําเปน ตอการทาํ งาน ประภาพร ซอ่ื สทิ ธกิ ลุ (2545: 39-40) กลา วถงึ ลกั ษณะการทาํ งานเปนทมี ทีม่ ีประสทิ ธิภาพ ไวว า จะตองประกอบดว ยปจ จัยท่ีสาํ คญั คอื 1. ความไวเ นอื้ เชอ่ื ใจ เปนหวั ใจสาํ คัญของการทาํ งานเปนทมี ในการทาํ งานเปนทมี ควร ขจดั ความหวาดระแวงออกไป และสรา งความไวว างใจบนพน้ื ฐานของความสมั พนั ธท ่ดี ตี อ กนั 2. ความเปน อนั หน่งึ อนั เดยี วกันของเปา หมาย ทีมงานจะตอ งมีความเขาใจในเปา หมาย ทีร่ ว มกนั กาํ หนดไวอ ยางชดั เจน มีความเขา ใจทีต่ รงกนั เปน ทย่ี อมรบั ของทุกคน สามารถสนองความ ตอ งการของทมี งานได 3. การยอมรบั นบั ถอื ในการทาํ งานรว มกนั สมาชกิ แตล ะคนยอมมบี ทบาทและความ รับผดิ ชอบแตกตา งกันไป ทกุ คนควรยกยอ งใหเกยี รตกิ นั รบั ฟง ความคิดเห็นของกนั และกนั สราง บรรยากาศการทํางานใหใ กลช ิดและเปนกนั เอง 4. การมีสวนรวม การมสี ว นกอ ใหเ กดิ ความรกั และความผกู พนั ตอ องคก ร ซ่ึงจะสรา ง ผลการทาํ งานท่ีมีประสทิ ธภิ าพมากทส่ี ดุ 5. ความมเี หตผุ ลและความถูกตอ ง เพื่อสรางความยตุ ธิ รรมในการทาํ งาน ดงั นนั้ สมาชิกตอ งตระหนักถงึ หลกั การ เหตุผล และความถกู ตอ ง เท่ยี งตรง ไมปลอ ยใหค วามถกู ใจมามี อทิ ธิพลเหนือความถกู ตอง 6. การบรหิ ารจดั การ การทาํ งานเปน ทีมทมี่ ปี ระสิทธิภาพสว นหนงึ่ ขนึ้ อยูกบั นโยบายใน การบรหิ ารทชี่ ดั เจน เปน จรงิ และปฏบิ ัติได รวมท้งั เลอื กสรรบุคคลใหตรงกบั ลักษณะงาน เพ่อื ใหเกิด การประสานงานทด่ี ีรว มกนั 7. ความเต็มใจ สมาชิกในทมี ตอ งทาํ งานดวยจิตทมี่ งุ มนั่ และยินดที ่ีไดเ ขา รว มเปน สว น หนง่ึ ของทีม มีการชว ยเหลอื และสนบั สนนุ ซ่งึ กนั และกนั เพ่ือใหทมี ปฏบิ ตั ิงานบรรลเุ ปา หมาย 8. ระบบรางวลั พฤตกิ รรมการทาํ งานเปน ทีมจะถกู ควบคมุ ดวยรางวลั จากการทาํ งาน เปนทมี ดังนน้ั ควรสนบั สนนุ การใหรางวลั ทีบ่ นพืน้ ฐานของการใหรางวัลกับกลมุ แทนท่จี ะใหก บั บคุ คล ควรคํานึงถงึ รางวลั ทางดา นจิตใจดวย 9. บทบาท สมาชกิ ควรเขาใจในบทบาทของตนและผอู น่ื ในทมี อยา งชดั เจนรวมทงั้ อาํ นาจในการทาํ งานซงึ่ ควรจะมคี ําบรรยายลักษณะงานที่ชดั เจน เพ่อื ปอ งกนั การกา วกา ยงานท่ี กอใหเกดิ ความขดั แยง ได

83 โฉมยง โตะทอง (2540: 31-32) กลา วถงึ แนวคดิ ในการทาํ งานเปน ทีมใหม ปี ระสิทธภิ าพ คือ การทํางานจะสาํ เร็จไดตอ งมีความเชอ่ื ถือกัน มพี ันธะสัญญา มกี ารสือ่ สารอยา งท่วั ถึง จะตองมี เปาหมายท่ชี ัดเจนและสามารถกระตนุ ใหส มาชกิ มีสว นรว มในการทํางานใหส าํ เร็จ ตอ งมีทกั ษะในการ ยอมรับและปรบั ตัว มบี รรยากาศในการทาํ งานท้ังภายในและภายนอก ศิณยี  สงั ขรศั มี (2544: 34-36) ไดก ลา วถงึ ลกั ษณะของทมี งานทม่ี ีประสิทธิภาพไววา การสรางทีมงานท่ีมีประสิทธิภาพ สามารถกระทําไดโดยการสรางกิจกรรมและการทาํ งานรวมกัน ควบคกู บั การสรางจติ สํานึกดา นความรับผิดชอบรวมกนั ใหค วามรว มมือกัน มีความรูสกึ ทด่ี ีตอ กันและ กระตุน ใหรูจกั ใชการระดมสมองรวมกนั การทาํ งานรว มกนั ใหมปี ระสทิ ธภิ าพนั้นจําเปน ที่สมาชกิ ของ ทมี งานตอ งมคี วามสัมพนั ธท ด่ี ตี อ กัน มที กั ษะการอยูรว มกนั และทกั ษะการทาํ งานรว มกัน ทมี งานทม่ี ี วุฒภิ าวะและมปี ระสทิ ธภิ าพ สมาชกิ ทกุ คนตองเขาใจความสาํ คัญและหลกั การทาํ งานเปน ทีมงานทม่ี ี ประสิทธภิ าพ ซ่ึงมีปจ จยั สนบั สนุน ดงั ตอ ไปน้ี 1. ลกั ษณะภาวะความเปน ผูน ําท่ีเหมาะสม ผูนําตองมีความรับผดิ ชอบ มีหนาทแี่ ละ บทบาทความเปน ผูนาํ ทส่ี มบรู ณ คอื สามารถมอบหมายงานและแบง สันงานใหผ อู ่ืนดําเนนิ การโดย ทาํ งานเปน ทีมหัวหนา ทมี หรอื ผูนําจาํ เปน ตอ งมที กั ษะดา นการงาน การขจดั ปญ หาความขดั แยง สรา ง แรงจงู ใจ ผลจากการวิจยั พบวา คา ความเปนผนู าํ ขน้ึ อยูกับคณุ สมบตั ิสวนบคุ คลและพฤตกิ รรม ขอ สําคัญคอื ผนู าํ ตองมคี วามคดิ รเิ รม่ิ ความคดิ สรางสรรค และมีความยดื หยนุ สงู เพือ่ ปรับองคการให เปล่ียนแปลง มศี ักยภาพการเพิม่ ผลผลติ และมีความสามารถดา นการแขง ขนั สงู เพ่ือใหส อดคลอ งกบั สภาวะแวดลอมโลก ซง่ึ แปรปรวนอยา งรวดเร็ว 2. เปาหมาย ผูนาํ ตองวางแผนงาน กําหนดเปา หมายเพอ่ื การดาํ เนินนโยบายและ ประเมนิ ผลงานการวางแผนมอี งคป ระกอบสําคัญ 2 ประการ คือ (1) การกําหนดเปาหมายหรือผลลัพธ ที่ตองการใหงานสําเร็จโดยมีเงื่อนไขขอกําหนดเกี่ยวกับระยะเวลา ปริมาณและคุณภาพ เปนตน (2) การตัดสินใจลวงหนาเก่ียวกับทางเลือกหรือกิจกรรมท่ีจะนําไปสูวัตถุประสงคหรือผลลัพธท่ีตองการ ไดแก มีทางเลือกอะไร มีขอดีขอเสียอยางไร มีขั้นตอนวิธีการอยางไร จะทําเมื่อใดใครรับผิดชอบ ตอง ใชเครื่องมืออุปกรณและทรัพยากรอะไรบางและการตัดสินใจเลือกทางใดการประเมินผลงานโดย เปรียบเทียบกบั เปา หมาย เปนเครอื่ งชช้ี ัดความสามารถของผูนาํ และทีมงานท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพ ศักยภาพ การผลิตและการแขงขันสูง สามารถทํารายไดและความสําเร็จใหกับองคการ และถาจะใหยอดเย่ียม ยิ่งขนึ้ ตอ งทะลุเปาหมายเพิม่ ขนึ้ ในปตอๆ ไปอยางตอ เนื่อง

84 3. ความสามคั คี ชวยใหสมาชกิ ทมี งานมีความเหน็ และความสาํ นกึ ท่เี หน็ แกตัว ทมี งาน ยดึ เหนยี่ วแนน ดวยเหตุผลคอื ขอดขี องความสามัคคีประการแรก สมาชกิ ทีมงานเกิดความรูสกึ ยินดี และมีสว นรว มกบั ความสาํ เรจ็ ขององคการ ประการทสี่ อง สมาชกิ ทมี งานมแี รงรวมใจและตองการให งานสาํ เร็จตามเปาหมายทอ่ี งคก ารกาํ หนดไว 4. มนษุ ยสมั พันธท ีด่ ี ทมี งานท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพผนู ําตอ งสรา งมนษุ ยสมั พนั ธท่ีดีภายใน ทมี งาน โดยเรม่ิ จากผนู ํา เชน ใหความเอาใจใสค วามทกุ ขส ขุ ความเขา ใจ ความเหน็ อกเหน็ ใจ ฯลฯ พฤตกิ รรมผูนาํ ดงั กลา วสามารถเอาชนะจติ ใจผใู ตบงั คบั บญั ชาและเปน ตัวอยา งใหผใู ตบ งั คบั บัญชา หรอื สมาชกิ ทมี งานปฏบิ ตั ิตาม เพม่ิ ความสมั พนั ธภายในทีมงาน จงู ใจสมาชกิ ทีมงาน รวมใจกันทํางาน ในที่สดุ จะไดผ ลงานและนา้ํ ใจคน และเพิ่มความสมั พันธท ี่ดีภายในทีมงาน เปน ตน 5. ความคดิ สรา งสรรค ไดแก ความคดิ แปลกใหมแ ละสามารถปฏิบัตไิ ดใ หประโยชนต อ การสรางทมี งานทีมงานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ คอื (1) เปนการเปลย่ี นแปลงไปสสู ง่ิ ท่ดี กี วา (2) เพ่มิ คณุ คา และคณุ ภาพชวี ติ (3) แกปญ หาตา งๆ หมดส้นิ ไป และ (4) สงเสรมิ ทัศนคติวิสยั ทัศนแ ละการยอมรับ วิทยาการใหมๆ ควบคูกับการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพ และศกั ยภาพบุคลากร เทคนิคทนี่ ยิ มใชค อื การระดม สมอง กระตนุ ใหสมาชกิ ทมี งานเสนอความคดิ ใหมๆ โดยไมปดกั้น ยดึ หลักการความคิดสรา งสรรคจ าก หลายหวั ดีกวา หวั เดียว มุมมองขอดขี อเสีย อนาคต ฯลฯ กวางไกลกวา ความคิดเพยี งคนเดียว 6. แรงจงู ใจ การจูงใจเปน สง่ิ ทท่ี ําใหสมาชิกทีมงานทํางานอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ นนั่ คอื ทีมงานไดร ับประโยชนด า นเศรษฐกิจทง้ั ทางตรงและทางออ ม สาํ หรบั ประโยชนท างตรง ไดแก คา ตอบแทน ในรูปของคา จา งและเงินเดือน รางวลั สิ่งตอบแทนอืน่ ทเี่ ปน ตัวเงนิ และทางออม ไดแก ประโยชนแ ละ บริการ การสรา งความปลอดภยั ในการทาํ งาน 7. การพฒั นาทักษะและเพม่ิ ความรู เน่ืองจากในโลกปจ จบุ นั อิทธิพลของเทคโนโลยีกอ ให เกดิ การเปล่ยี นแปลงอยา งมากมายการประดิษฐค ดิ คนส่งิ ใหมๆ ทาํ ใหสภาวะแวดลอ มขององคก ารทง้ั ภาครัฐและภาคเอกชนแปรเปลย่ี นไปอยา งรวดเรว็ อยา งทีไ่ มเคยปรากฏมากอ น การบริหารองคก ารให สามารถอยรู อดและเตบิ โตในภาวะเชน นนี้ บั เปนส่ิงทที่ า ทายความสามารถของผบู รหิ าร และการทํางาน เปน ทมี อยา งมปี ระสิทธภิ าพ การพฒั นาทกั ษะและเพิ่มพูนความรบู ุคลากรมคี วามสาํ คญั และจาํ เปนยง่ิ น่นั คอื ผนู าํ ตองสามารถสอนงานหรือแนะนาํ วิธกี ารทาํ งาน การฝกอบรมเพ่ือพฒั นาทกั ษะและเพม่ิ พนู ความรูบ คุ ลากรองคก าร ชว ยใหท ีมงานตา งๆ เพม่ิ ผลผลติ ทีม่ ีคณุ ภาพ ประสิทธิภาพสงู ลดตนทนุ และมี ศักยภาพดา นการแขง ขันสงู สรุปไดวา ลกั ษณะการทาํ งานทมี่ ีประสทิ ธภิ าพนน้ั สมาชิกทุกคนจะตอ งมีเปา หมายท่ี ชดั เจน มคี วามไววางใจเชอ่ื ใจกนั สมาชกิ ทุกคนตอ งยอมรับท้ังความคิดเหน็ ของกนั และกนั มมี นุษย สัมพนั ธทด่ี ตี อ กัน

85 ตองรว มมอื รว มใจกันแกไ ขปญ หาโดยการตดิ ตอสอ่ื สารอยางเปดเผย เพือ่ จะไดทําใหการทาํ งานรว มกัน ประสบความสาํ เรจ็ จากลกั ษณะการทํางานทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพตามแนวคิดของนกั วิชาการหลายทา น ท่ี กลาวมาเหน็ ไดว า มแี นวคดิ สอดคลองกันมาก โดยประเดน็ ทก่ี ารมเี ปา หมายท่ีชดั เจน การมคี วาม ไวว างใจ การติดตอสื่อสารแบบเปด การมสี ว นรว ม การยอมรบั นบั ถือซ่งึ กนั และกันและการมมี นุษย สัมพันธท ีด่ ีตอกนั จงึ ทําใหผวู ิจยั ไดวเิ คราะหและสงั เคราะหแ ลว จึงเหน็ วา การทาํ งานเปน ทีมท่มี ี ประสิทธภิ าพนน้ั จะเกย่ี วขอ งกบั ลกั ษณะตา งๆ ทสี่ าํ คัญ 6 ดา น ซ่งึ เปน ประเด็นทจ่ี ะศกึ ษาการทาํ งานที่ มปี ระสิทธภิ าพ รายละเอยี ดในตาราง 1 ตาราง 1 แสดงการวิเคราะหแ ละสงั เคราะหการทาํ งานทม่ี ีประสิทธภิ าพ นกั การศึกษา วราภรณ ตระ ูกลสฤษ ์ิด (2549) ิศณี ย ัสงข ัรศ ีม (2544) พรรณราย ท ัรพยประภา (2540) ผลการวิเคราะหและ โฉมยง โ ็ตะทอง (2540) สังเคราะหของผูวจิ ัย จอหน ัสน และจอหน ัสน (2000) ลักษณะ ปา รคเกอ ร (1990X ของการทํางาน ประภาพร ซื่อ ิสทธิ ุกล (2545) ทมี่ ีประสิทธภิ าพ ดายเยอ ร (1995) วูด ็คอค (1989) 1. การมเี ปาหมายท่ี 9 9 9 9 9 9 9 9 9 ความคดิ เห็นสอดคลอง ชัดเจน กนั 2. การไววางใจเชือ่ ใจกนั 9 9 9 9 9 9 9 ความคดิ เหน็ สอดคลอ ง กนั 3. การติดตอส่อื สาร 9 9 9 9 9 ความคิดเหน็ สอดคลอ ง แบบเปด กัน 4. การยอมรับนับถอื ซงึ่ 9 99 9 9 9 9 ความคดิ เห็นสอดคลอง กันและกัน กัน 5. การมสี วนรวมในการ 9 9 9 9 9 9 9 9 ความคิดเหน็ สอดคลอง ทาํ งาน กนั 6. การมมี นุษยสัมพนั ธ 9 9 99 ความคดิ เหน็ สอดคลอ ง กัน

86 จากการวเิ คราะหและสังเคราะหล กั ษณะของการทํางานทีม่ ีประสทิ ธภิ าพจากแนวคดิ ของ นกั การศกึ ษาดงั กลาว พบวา นกั การศึกษาสว นใหญไดใหแ นวคดิ ลักษณะของการทาํ งานท่ีมปี ระสิทธภิ าพ สอดคลองกันมีแนวทางเดยี วกัน ซง่ึ แสดงใหเหน็ วา การทาํ งานทมี่ ปี ระสิทธิภาพ สามารถนาํ ไปใชใ หเ กดิ ประโยชนไดใ นทกุ องคก ร และคาดวา จะเกดิ ประโยชนต อผูบริหารและครูโรงเรยี นวัดไผตัน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร บุคลากรทุกคนในโรงเรียนทมี่ ีความแตกตางกนั มาปฏิบัตงิ านรวมกนั ซง่ึ จงึ จาํ เปน อยา งยงิ่ ทีจ่ ะตอ งมีลักษณะการทาํ งานที่มีประสทิ ธิภาพ เพื่อใหเ กดิ การพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาใหม ี ประสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขนึ้ จากลักษณะการทํางานท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพนผ้ี วู ิจยั ไดวิเคราะหและสังเคราะหม าเปนตัวแปรที่ การศกึ ษาเกี่ยวขอ งกับการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรยี นวัดไผตนั ป2553 ดังนน้ั ผูวจิ ยั จึงได แบง ลกั ษณะการทํางานทม่ี ปี ระประสิทธภิ าพ 6ลักษณะ คอื 1. การมเี ปาหมายทช่ี ัดเจน 2. การมคี วาม ไววางใจเชอ่ื ใจกัน 3. การตดิ ตอ ส่อื สารแบบเปด 4. การยอมรบั นับถือซึ่งกนั และกัน 5.การมีสว นรว ม ในการทาํ งาน 6. การมมี นษุ ยสมั พนั ธ จากลักษณะการทํางานทมี่ ีประสิทธภิ าพทกี่ ลา วไวแ ตล ะดา นจงึ ไดใ หค วามเขา ใจไวด งั น้ี การมเี ปา หมายที่ชัดเจน วราภรณ ตระกูลสฤษด์ิ (2549: 31) กลา ววา ทุกคนในทีมแตล ะคนจะตองรแู ละเขาใจใน เปาหมายของทมี งานรวมทั้งจะตอ งทมุ เทความพยายามเพ่ือใหบ รรลผุ ลสําเร็จ เปา หมายนบั เปน เรื่อง สําคัญ การทาํ งานรวมกับเปาหมายเปน สง่ิ ท่ีจาํ เปน อันขาดไมได เปาหมายทท่ี ุกคนมสี วนรว มนน้ั มักจะ ทําใหพ ัฒนาการข้นึ เปนทีมงานท่ี “มีนาํ้ หนงึ่ ใจเดียวกัน” โฉมยง โตะ ทอง (2540: 31) กลา วถงึ ทมี ทปี่ ระสบความสําเรจ็ ตอ งมจี ุดมงุ หมายทชี่ ัดเจน และจุดมงุ หมายนตี้ องสามารถกระตุน ใหรายบุคคลรสู ึกวา ตนเองมีสว นรวมในการทาํ ใหสําเร็จใหท กุ คน มพี ันธะสัญญามีสํานักวา จะตอ งทาํ งานใหส าํ เรจ็ ตามเปา หมาย วิเชียร วทิ ยอดุ ม (2550: 224-225) กลาววาทมี งานทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู นน้ั จะตอ งมี เปา หมายท่ีเขา ใจไดงายเพือ่ ใหส ามารถบรรลแุ ละเช่อื ถือไดวา เปาหมายเปนสง่ิ ท่สี าํ คญั ท่สี ุด ยงิ่ มากไป กวา นน้ั สิง่ ที่สาํ คัญของการบรรลุเปา หมายจะตอ งมกี ารกระตุนแตล บุ คุ คลทมี่ คี วามผูกพนั ของสมาชิกใน ทมี งานใหสามารถใชความรขู องสมาชกิ ในทมี งานในการทาํ งานรวมกนั เพอื่ ใหง านทท่ี ําบรรลคุ วามสาํ เร็จ ตามเปา หมายของทมี งานได สรุปไดว าลกั ษณะการทาํ งานเปนทมี สมาชกิ ในทีมตองรแู ละเขาใจเปา หมายไดอ ยา ง ชดั เจน เพื่อใหส มาชิกทกุ คนในทมี งานปฏบิ ตั หิ รอื ดาํ เนนิ งานใหเปน ไปตามเปาหมายอยางถูกตอง

87 การมคี วามไววางใจเชือ่ ใจกัน ณัฏฐพนั ธ เขจรนันท และคณะ (2545 : 25) กลา วไดวา ความไวว างใจ (Trust) จะเปน พน้ื ฐานสาํ คญั ของความรักและความสามคั ครี ะหวางหมคู ณะ ดงั นนั้ สมาชกิ ในทมี งานจะตองเช่อื ใจ และไวว างใจกนั ซง่ึ กันและกนั เพ่อื จะไดท มุ เทใหก บั การทาํ งานอยา งเต็มท่ี เพราะสมาชิกทุกคนตาง แนใ จและมนั่ ใจวาเขาจะมีเพอ่ื นชว ยทมี คอยใหก ารสนบั สนุนในการตัดสินใจ และรวมมอื ในการปฏิบตั งิ าน ใหส าํ เรจ็ ซึ่งจะชวยใหทมี งานมีผลงานความคดิ สรางสรรค นวตั กรรมใหม ๆ และพัฒนาการทกี่ า วไป ขา งหนา อยา งรวดเร็ว พรรณราย ทรพั ยประภา (2540: 8) กลา ววา ความไวว างใจ (Trust) ในการมชี วี ติ อยู รว มกนั ไมว าจะในครอบครวั ในการทํางานหรือในสงั คม ความไวว างใจซง่ึ กนั และกนั คอื ความเช่ือถือ หรอื ความเชอื่ มน่ั ของคนแตล ะคนทมี่ ีตอตนเองและตอผอู น่ื ซึ่งพฒั นามาจากประสบการณจากครอบครัวที่ มคี วามรัก มีความเคารพนบั ถอื ซึง่ กนั และกัน แทป็ เพน็ (เปรมวดี คฤหเดช. 2540; อา งองิ จาก Tappen. 1995) กลาวถงึ ความไวว างใจ (Trust) ซ่ึงเปน ลกั ษณะของการทาํ งานเปน ทีมที่ดวี า สมาชกิ จะตองมคี วามซอ่ื สัตยในหนา ที่ มรี ะเบยี บ วนิ ยั ในการทาํ งาน มีความสัมพนั ธท ีด่ ตี อกัน มลี กั ษณะเปดเผยใหความเคารพและเหน็ คุณคา ของกนั และกัน ยอมรบั ในบทบาทและหนา ท่ีของกันและกนั รวมทง้ั ไดรับการยอมรบั จากสมาชิกในทมี งาน สรปุ วา ความไวว างใจเชอื่ ใจกันเปน ความรกั และศรทั ธาตอ ตนเองและผูอ่นื เมอื่ เกดิ ความ ไวว างใจเช่อื ใจกนั ทุกคนจะรสู กึ เช่อื มั่น และเตม็ ใจตอบคุ คลทีท่ าํ งานรว มกนั โดยเปดใจยอมรับเพื่อน รวมงานดวยความเตม็ ใจ การติดตอสอ่ื สารแบบเปด การติดตอส่ือสารจะชว ยใหท มี สามารถรวมตัวกนั ไดอยา งมนั่ คงและมเี อกภาพ ซ่ึงจะ สงเสริมใหก ารทํางานเปน ทมี สามารถบรรลเุ ปา หมายไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ วราภรณ ตระกลู สฤษดิ์ (2549: 33) กลา ววา ปจจยั สคู วามสาํ เรจ็ ของทมี งานตอ งมีการ สอ่ื สารแบบเปดเผยตรงไปตรงมาสามารถตรวจสอบความเขา ใจไดอยา งตรงกนั ไมว า จะเปน การสือ่ สาร จากระดับผบู รหิ ารไปสรู ะดับปฏิบตั ิ หรอื ระดบั ปฏบิ ัตไิ ปสรู ะดบั บรหิ ารหรือสอ่ื สารระดับเดียวกนั จะทาํ ให สมาชิกของทมี ไดรบั รูป ญ หาการทาํ งาน รบั ทราบถงึ นโยบายในการปฏิบัติงานตลอดจนการเปลย่ี นแปลง ตา ง ๆ เกย่ี วกบั งานไดอ ยางถกู ตอ ง

88 นอรตัน (อมรา รตั ตากร. 2544: 1081; อา งอิงจาก Norton. 1983) กลา วถงึ รูปแบบการ ส่ือสารแบบเปด เผย (Open) วา ผสู ่ือสารแบบเปด เผยจะทาํ การสื่อสารเชิงการสนทนา ไมซ อนเรน ไม ปดบงั สามารถพดู ไดอยา งเปดเผยใจกวา ง ยอมรับความคดิ ผูอ น่ื ในขณะเดยี วกนั ผสู ื่อสารแบบเปดเผย ยงั มพี ฤตกิ รรมที่พรอ มท่ีจะเปด เผยตนเอง เม่อื มกี ารสอ่ื สารปะทะสมั พนั ธกับบุคคลอน่ื เอกชยั ก่สี ุขพนั ธ (2538: 145) กลาววา การสื่อสารแบบเปด (open communication) ไม วาจะเปน การสอ่ื สารจากระดบั บรหิ ารไปสูระดับปฏบิ ัตหิ รือระดบั ปฏบิ ัติไปสรู ะดับบริหาร หรอื เปน การ ส่อื สารในระดับเดยี วกนั จะทาํ ใหสมาชกิ ของทมี ไดรบั รปู ญ หาการทาํ งาน นโยบายการปฏบิ ตั งิ าน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงตา ง ๆ เกย่ี วกับงานไดอ ยา งทว่ั ถึง เนตรพณั ณา ยาวริ าช (2546: 119) ใหค วามเหน็ วา การทาํ งานในลกั ษณะทมี งานจะ ประสบความสาํ เรจ็ ได ถา มีการส่อื สารระหวา งสมาชกิ ในทีมงาน เปน การสื่อสารแบบสองทาง (two- way communication) มีการส่อื สารแบบเปด เผยตรงไปตรงมา ทกุ คนรบั ทราบขอ มูลขา วสารอยาง ทว่ั ถงึ กนั สรปุ ไดว า การส่ือสารไมว าจะเปน การส่อื สารแบบใดหรอื ประเภทใดก็ตามหากใชร ะบบ การสอ่ื สารแบบเปด เผยไมซ อ นเรนปด บงั ทกุ คนรับทราบขอมูลขา วสารอยา งทว่ั ถงึ ไดรบั รูปญ หาการ ทํางานนโยบาย การปฏิบัตงิ านตลอดจนการเปลย่ี นแปลงตาง ๆ เกย่ี วกับงานจะทาํ ใหท มี งานประสบ ความสาํ เรจ็ ได การยอมรบั นับถอื ซ่งึ กันและกนั การทาํ งานเปน ทมี ในทุกองคก รสมาชกิ ตอ งรับฟง ความคิดเหน็ เพราะความคิดเหน็ ของทุก คนคดิ วา มคี ณุ คา สทิ ธวิ รรณ ตนั ติรจนาวงศ (2541: 57) กลา วไวว า ถา ทกุ คนยอมรบั กันและรับฟง กนั การยอมรับในความเปน ตัวเองของกนั และกนั รวมทง้ั ใชค วามรูค วามสามารถและจดุ เดนของกนั และกัน อยา งเตม็ ทีจ่ ะทําใหมบี รรยากาศใกลช ิดและเปนกนั เอง มคี วามรูสึกกลาที่จะใหเพ่อื นรว มงานรูทง้ั สิ่งท่ีดี และไมดขี องตนเองดว ยความสบายใจสามารถพูดอยา งตรงไปตรงมาและกลา ทจ่ี ะรบั และใหความ ชว ยเหลอื โฉมยง โตะ ทอง (2540: 32) กลาวถงึ ผูร ว มทมี จะประสบความสาํ เร็จ เมือ่ ทกุ คนในทีมมี ความเช่ือถอื ในความสามารถของกนั และกนั แตอยา งไรกต็ ามความเชือ่ นั้นเปราะบางตองใชเ วลานาน ในการสรางความเชือ่ ถือแตงา ยตอ การทาํ ลาย การรดความเชอ่ื ถอื ใหค งอยนู ้นั ตอ งใชความตง้ั ใจจริง ดวย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook