Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 1. ประเภทและการเปลี่ยนแปลงสรีรวิทยาของทารกแรกเกิด

1. ประเภทและการเปลี่ยนแปลงสรีรวิทยาของทารกแรกเกิด

Published by หงษาวดี โยธาทิพย์, 2020-05-04 13:13:19

Description: 1. ประเภทและการเปลี่ยนแปลงสรีรวิทยาของทารกแรกเกิด

Search

Read the Text Version

การพยาบาลทารกแรกเกดิ By อาจารยห์ งษาวดี โยธาทพิ ย์ SRU

หวั ข้อ/สาระความรู้ ความหมายและการจาแนกประเภทของทารกแรกเกดิ การพยาบาลทารกแรกเกิดทันที หกลาังรเคปลลย่ี อนดแปลงดา้ นสรรี วิทยาในระบบตา่ งๆ ของทารกแรกเกดิ การประเมนิ สภาพทารกแรกเกดิ การพยาบาลทารกแรกเกดิ ทนั ทหี ลังคลอด

หัวขอ้ /สาระความรู้ การพยาบาลทารกแรกเกดิ ประจาวนั การพยาบาลทารกแรกเกิดทันทีหลังคลอด การประเมนิ และการดแู ลทารกแรกเกดิ ท่ีมีความผิดปกตเิ ล็กนอ้ ย การใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลทารกแรกเกิด

ความหมายและการจาแนกประเภทของทารกแรกเกิด Definition of Newborn >> ทารกแรกเกดิ ( new born baby or neonatal) หมายถึง ทารก ทีม่ ีอายตุ ้ังแต่แรกเกิดจนถงึ อายุ 28 วนั หลังคลอด จาแนกทารกแรกเกดิ ได้ 3 แบบ 1. ตามอายุครรภ์ (Gestational) 2. ตามนา้ หนักแรกเกิด (birth weight) 3. ตามความสมั พนั ธข์ องอายคุ รรภแ์ ละน้าหนักแรกเกิด

1. จาแนกตามอายุครรภ์ (Gestational age) 1.1 ทารกคลอดก่อนกาหนด (Preterm or Premature newborn) คลอดอายุครรภ์ < 37 สัปดาห์ 1.2 ทารกคลอดครบกาหนด (Term newborn) คลอดอายุครรภ์ 38-42 สัปดาห์ 1.3 ทารกคลอดเกินกาหนด (Postterm newborn) คลอดอายุครรภ์ > 42 สัปดาห์ ไม่คานึงถงึ นา้ หนักแรกเกดิ

2. จาแนกตามนา้ หนักแรกเกดิ (birth weight) 2.1 ทารกทม่ี นี ้าหนักปกติ (Normal birth weigth) นา้ หนกั ระหว่าง 2,500-4,000 กรมั 2.2 ทารกท่ีมนี ้าหนกั ตัวมากกว่าปกติ (High birth weigth or Over weigth) นา้ หนัก > 4,000 กรมั 2.3 ทารกที่มีน้าหนกั ตัวนอ้ ย (Low birth weight infant: LBW) น้าหนกั < 2,500 กรมั ไมค่ านงึ ถงึ อายคุ รรภ์

3. ตามความสัมพันธข์ องอายุครรภแ์ ละนา้ หนกั แรกเกดิ 3.1 ทารกตัวเล็กกวา่ อายุครรภ์ตามเกณฑ์ (Small for gestation age: SGA) หมายถึง ทารกมีน้าหนักตวั น้อยกว่าปกตเิ มื่อเปรียบกับอายุครรภ์ หรือเจริญเติบโตในครรภ์ช้ากว่าปกติ และมีน้าหนัก < percentile ที่ 10th (< 2,500 กรมั ) 3.2 ทารกน้าหนักตัวเหมาะสมกับอายุครรภต์ ามเกณฑ์ (Appropriate for gestation age: AGA) หมายถึง ทารกมนี ้าหนักตวั แรกเกิดเหมาะสมกบั อายุครรภห์ รือมนี า้ หนักอยูร่ ะหว่าง percentile ท่ี 10th – 90th (2,500 – 4,000 กรัม) 3.3 ทารกที่ตวั ใหญ่กวา่ อายคุ รรภ์ตามเกณฑ์ (Large for gestation age: LGA) หมายถงึ ทารกมีนา้ หนักตัว แรกเกดิ มากกว่าอายคุ รรภห์ รือมีนา้ หนกั ตวั > percentile ที่ 90th (> 4,000 กรมั )

กราฟประเมินการเจรญิ เตบิ โตของทารกแรกเกดิ

การจาแนกทารกแรกเกิดตามความสัมพนั ธข์ องอายุครรภแ์ ละนา้ หนกั แรกเกดิ Preterm Term Postterm (GA 0-37 wks.) (GA 38-42 wks.) (GA 42+ wks.) Preterm (Pr) SGA Full term (F) SGA Post term (Po) SGA Preterm (Pr) AGA Full term (F) AGA Post term (Po) AGA Preterm (Pr) LGA Full term (F) LGA Post term (Po) LGA นอกจากน้จี ะพบคาวา่ Intrauterine growth restriction (IUGR) จะพบได้ในกลุ่ม SGA ทีม่ ีปัญหา สขุ ภาพและอตั ราการตายสงู

การปรบั ตัวด้านสรีรวทิ ยาในระบบตา่ งๆ ของทารกแรกเกิด (Physiologic adaptations of the newborn)

การปรับตัวระยะเปลย่ี นผา่ น (Transitional period) ใน 6-8 ชม. แรกหลังคลอด ระยะเปลยี่ นผา่ นของ ใช้เวลา activity HR RR ลักษณะหายใจ ทารก 30 นาทแี รก alert 160-180 /min 80 /min -grunting 1. First period of 60-100 นาที -nasal flaring reactivity 4-8 ชวั่ โมง -retraction -periodic breathing 2. Period of sleep or deceased activity sleep 120-160 /min 40-60 /min - 3. second period of alert 120-160 /min 40-60 /min - reactivity หรอื เพ่ิมขนึ หรือเพมิ่ ขนึ เล็กนอ้ ย เล็กนอ้ ย

การเปลี่ยนแปลงดา้ นสรีรวิทยาในทารกแรกเกิด (physiology of Neonatal) Thermogenic system Cardiovascular system Gastrointestinal system Urinary system Immune system Hepatic system Nervous system Respiratory system http://www.mamaexpert.com/posts/content-2058 Endocrine system

สรีรวิทยาของระบบทางเดนิ หายใจ (Development and physiology of the respiratory system) ทารกในครรภ์

ระบบการหายใจ (Respiratory system) Bronchi สร้างเม่ืออายุครรภ์ 4 สปั ดาห์ Brochioles เมือ่ อายคุ รรภ์ 16-20 สัปดาห์ สร้าง alveoli (type I) และ Surfactant (type II) เม่ืออายุครรภ์ 24 สัปดาห์ ถุงลม (alveoli) และ Surfactant เพยี งพอต่อการหายใจ และแลกเปลี่ยนก๊าชเมอ่ื อายคุ รรภ์ 33-36 สัปดาห์ ขณะอยู่ในครรภ์แลกเปลี่ยนก๊าซและสารอาหารผ่านรก เมื่อคลอดแลกเปลยี่ นกา๊ ซที่ปอด

ระบบการหายใจ (Respiratory system) ปอดของทารกในครรภไ์ ม่มีหน้าท่ีแลกเปล่ยี น gas เนือ่ งจากใน alveoli มี fluid ชว่ ยทาใหถ้ ุงลมขยายตัวได้ตามปกติ ต่อมาในระยะ Transitional ในระยะ 2-3 Wks. ก่อนคลอด จะมีการหล่ังสาร catecholamines มากข้ึนโดยเฉพาะ epinephrine และ isoproterenol ช่วยกระตุ้นให้มีการดูด กลับของ fluid ผ่านทางเยื่อบผุ ิวทางเดินหายใจเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด ทา ให้ alveoli ในปอดของมีพ้นื ที่ในการแลกเปลีย่ นเพิ่มข้ึน การเจบ็ ครรภค์ ลอดกระต้นุ ให้ fluid ถูกดูดซึมมากขึ้นเชน่ กนั

การหายใจครั้งแรกระหวา่ งการคลอด 1. ปจั จัยดา้ นกลศาสตร์ (Mechanical factors) การเบ่งคลอด ทรวงอกบีบและปลอ่ ยเปน็ จงั หวะ ทาใหม้ ี การหลงั่ ออกของ Lung fluid (35 ml) เมื่อทารกคลอด ออกมาทง้ั ตวั ทรวงอกจะมีการขยายตวั และดูดอากาศ เขา้ ไปแทนที่ Lung fluid ในปริมาณทีเ่ ท่ากนั ทารกแรกเกิดจะหายใจ 2-3 ครัง้ เพ่อื ขบั fluid ทาใหป้ อดขยายตัว มากขึ้น

การกระตุ้นการหายใจครง้ั แรก 2. ปจั จยั การเปล่ียนแปลงทางเคมี (Chemical factors) Clamped cord >> O2 ลดลง CO2 เพ่ิม มีภาวะHypercapnia และ Hypoxia ทาให้เกดิ Acidosis ไปกระตุ้นตวั รบั ทางเคมี (Chemoreceptors) สง่ กระแสประสาทไปกระตนุ้ ศนู ย์ ควบคมุ การหายใจในสมองสว่ น medulla ควบคมุ กระบังลมให้มีการหดตวั ทาใหอ้ ากาศไหลเขา้ Clamped cord สปู่ อดจงึ เกดิ การหายใจคร้ังแรกและ หายใจตอ่ เน่อื งเพมิ่ ขึน้ “++ความดันเลือดสงู ขนึ้ กระตุ้นตัว รับความดนั เลอื ด (arotic baroreceptor) และระบบซิมพาเทตกิ (sympathetic) ทาให้หายใจเพ่ิมขน้ึ เชน่ กัน

การกระตนุ้ การหายใจคร้ังแรก 3. ปัจจยั ด้านอุณหภมู ิ (Thermal factors) >> การเปลี่ยนแปลงอณุ หภูมิอย่างรวดเร็ว จากภายในมดลูกสู่ภายนอกมดลูกซึ่งเป็น อุณหภูมิที่เย็น จะไปกระตุ้นตัวรับอุณหภูมิ (sensors) ที่ผิวหนังของทารก ส่งกระแส ประสาทไปยังศูนย์ควบคุมการหายใจใน สมองและทาใหม้ ีการหายใจเกดิ ข้ึน

การกระตนุ้ การหายใจครง้ั แรก 4. ปัจจัยด้านการรับความรู้สึก (Sensory factors) >> การสมั ผัส (Tactile stimulation) ที่ เกิดข้ึนในระยะแรกคลอด การสัมผัสแสง และเสียงภายในห้องคลอด จะกระตุ้นศูนย์ ควบคุมการหายใจในสมอง ทาให้ทารกมี การหายใจคร้ังแรกและตอ่ เนอ่ื ง

ภายหลงั การหายใจครง้ั แรกของทารกแรกเกดิ  หายใจไม่สม้่าเสมอช่วงแรก ใช้กลา้ มเนือหน้าท้อง อัตราการหายใจอาจเร็วถึง 80 ครัง/นาที แล้วค่อยลดลงจนถึงคา่ ปกติ 40-60 ครัง/นาที อาจมี apnea ระยะสนั ๆ (< 15 วินาที)  ระหว่างการคลอดถ้า Lung fluid ขับออกมาไม่หมด ทารกจะหายใจเร็วมากกว่า 60 ครัง/ นาทีเรยี กว่า Transient tachypnea มักพบใน C/S https://youtu.be/F0Sp6ysSA9I  ในบางรายอาจพบ Periodic breathing คือ มีการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ทุก 5-10 นาที โดยทีส่ ผี วิ หรอื อตั ราการเต้นของหัวใจไมเ่ ปลี่ยน https://youtu.be/yz3_VHPI_Og

ระบบหวั ใจและการไหลเวียนโลหิต (Cardiovascular system)

การไหลเวยี นโลหติ ทารกในครรภ์ (fetal circulation)

การไหลเวยี นโลหติ ทารกในครรภ์ (fetal circulation)

การไหลเวยี นโลหิตทารกแรกเกิด เลือดของทารกในครรภ์เป็นเลือดผสมระหว่างเลือดดาและแดง เม่ือทารกคลอดออกมา อวยั วะท่ชี ว่ ยหายใจเปล่ยี นจากรกไปเปน็ ปอด >>> เม่ือทารกหายใจคร้ังแรก ได้รับ O2 มากขึ้น เส้นเลือดในปอดขยายตัวได้รับ O2 เข้าไปทวั่ ถงุ ลม แรงต้านทานในปอดลดลง ทาใหเ้ ลือดจาก Right ventricle ผ่านไหล ผา่ น Pulmonary artery ไปสู่ปอดและไหลกลับเข้าสู่ Left atrium มากขึ้น ทาให้ Left atrium มีแรงดนั มากข้ึน

การไหลเวยี นโลหิตทารกแรกเกิด >>> เม่ือผูกตัดสายสะดือทาให้ Ductus venosus ปิดลง เลือดไหลกลับ Right atrium (หวั ใจห้องบนขวา) ลดลงเช่นกัน มแี รงดันลดลง (แรงดันของ Left atrium > Right atrium) จึงดันช่องทางลัด Foramen ovale ให้ปิดลง เลือดจึงไหลผา่ น Right atrium ไป Right ventricle มากข้ึน เพ่ือไปฟอกท่ีปอดเข้าสู่ระบบการไหลเวียนแบบ ปกตติ อ่ ไป >>> หากยังมีเลือดไหลผ่าน Left atrium ไปยัง Right atrium (left-to- right- shunt) จะทาให้ทารกมีความผิดปกติของโรคหัวใจตามมา

การไหลเวียนโลหติ ทารกแรกเกิด >>> ปอดของทารกท่ีไม่ขยายตัวหรือขยายตัวไม่ดีพอ ทาให้การระบายอากาศท่ีปอด (ventilation) และการกาซาบท่ีปอด (pulmonary perfusion) ไมด่ ี ทารกเริ่มขาด ออกซิเจน (hypoxemia) คาร์บอนไดออกไซค์สูง (hypercapnia) และเลือดเป็นกรด จากเมตาบอลิซมึ (metabolic acidosis) รวมเรียกวา่ ทารกมี ภาวะ asphyxia

การเปลีย่ นแปลงของช่องทางลัดภายหลังมีการไหลเวียนโลหิตของทารก ช่องทางลัด Foramen ovale เริ่มปิด 6 ชั่วโมงหลังคลอด และ ปิ ด ส นิ ท ภ า ย ใ น 3 เ ดื อ น กลายเป็น fossa ovale หากไม่มีการปิดลงถือว่ามีความ ผิ ด ป ก ติ ข อ ง หั ว ใ จ แ ต่ ก้ า เ นิ ด คื อ atrial septal defect (ASD)

การเปลย่ี นแปลงของชอ่ งทางลดั ภายหลังมีการไหลเวยี นโลหิตของทารก ชอ่ งทางลัด Ductus arteriosus จะ หดตัวและปิดลงภายใน 24 ชม.และ ปิดถาวร 2-3 สัปดาห์ กลายเป็น ligamentum arteriosum ห า ก ไ ม่ มี ก า ร ปิ ด ล ง ถื อ ว่ า มี ค ว า ม ผิดปกติของหัวใจแต่ก้าเนิดเรียกว่า patent ductus arteriosus (PDA)

การเปลย่ี นแปลงของชอ่ งทางลดั ภายหลังมีการไหลเวยี นโลหิตของทารก ช่องทางลัด Ductus venosus ปิด ทันทีเมื่อแรกเกิด จะกลายเป็น ผังผืด (fibrosis) ภายในสัปดาห์ แ ร ก เ รี ย ก ว่ า ligamentum venosum > Umbilical artery กลายเป็น lateral umbilical ligaments > Umbilical vein กลายเป็น ligamentum teres hepatis

สรุปได้ว่า ทารกในครรภ์มีความต้านทาน “ของเส้นเลือดที่รกต่้า แต่ความต้านทานของเส้น เลือดท่ีปอดมีสูง เลือดท่ีไหลออกจากหัวใจจึง ไหลมาแลกเปล่ียนก๊าซที่รกมากกว่าไหลไปสู่ ปอดและสภาพของปอดก็ไม่เหมาะสมท่ีจะท้า หน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซเพราะมีสารน้าอยู่เต็ม เ มื่ อ ท า ร ก ค ล อ ด จ ะ มี ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ก า ร ไหลเวยี นเลอื ดนันเอง

3. ระบบเลอื ด (Hematologic system) >> ปริมาณเลอื ด (blood volume) • ทารกครบก้าหนดจะมีปริมาณเลือดโดยเฉลี่ย 80-85 ml/Kg รกจะมีเลือดของทารกในครรภ์อยู่ประมาณ 100 ml ปริมาณเลือดและธาตุเหล็กของทารกจะเพ่ิมขึน ลดการเกิด ภาวะโลหิตจาง ถ้าผูกสายสะดือช้าลง (1-3 นาที) หากผูก สา ยส ะดื อช้ า > 3 น า ที หลั งค ล อ ด ท า ร กเ กิด ภ า ว ะ polycythemia (Hct > 65%) มีโอกาสเกดิ ภาวะตวั เหลอื งสูง

3. ระบบเลอื ด (Hematologic system) >>> เม็ดเลือดแดง (red blood cell) และ ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ทารก > ผู้ใหญ่ ชนิด Hb F = 14.5-22.5 mg/dl และลดลงเร่ือยๆ จนเหลอื 10 mg/dl ใน 2-3 เดือนหลงั คลอด และ เม่ืออายุ 8-12 สัปดาห์ hemoglobin จะเปลย่ี นจากชนิด Hb F เป็น Hb A จะมีประมาณ 4-6.6 ลา้ นเซลล์/ลบ.มม. และมีอายุ 80-100 วัน เม็ดเลอื ดแดงท่ีแตกตัวจะได้สารที่ท้าให้เกิดภาวะตัว เหลือง (jaundice) คอื บลิ ริ บู นิ (bilirubin) - ฮีมาโตคริต (hematocrit) คา่ ปกติมีประมาณร้อยละ 45-65 - เม็ดเลือดขาว (white blood cell) มีประมาณ 9,000-30,000 เซลล์/ลบ.มม. เฉลี่ย 18,000 เซลล์/ลบ.มม. ประมาณ 4-5 วันหลงั คลอดจะลดลงอย่างรวดเร็วจนถึงประมาณ 12,000 เซลล/์ ลบ.มม.ถอื ว่าปกติ

3. ระบบเลอื ด (Hematologic system) >>> เกร็ดเลือด (platelet) มี 150,000-300,000 เซลล์/ลบ.มม. - การแข็งตัวของเลือด (blood coagulation) ทารกยังสร้าง vit. K ไม่ได้ จนถึง 1 wk. หลังคลอดทารกจงึ จะการสงั เคราะห์ vit. K ได้เองท่ีส้าไส้ อาหารและแบคทเี รียใน สา้ ไส้จะเป็นตัวชว่ ยในขบวนการสรา้ งนี - vit. K กระตุ้นให้ตับสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (clotting factor) ได้แก่ prothombin , factor VII, IX, และ X ทารกในระยะหลังคลอดจงึ ยังมีปัจจัยการ แข็งตัวของเลือดน้อย ดังนัน ในทารกแรกเกิดจึงจ้าเป็นต้องฉีดวิตามิน K เข้ากล้ามเนือ เพ่ือปอ้ งกันภาวะเลอื ดออกงา่ ย

4. ระบบควบคุมอุณหภมู ิ (Thermogenic system)  อุณหภมู ริ า่ งกายปกตอิ ยรู่ ะหว่าง 36.5-37.5 C  มีความไวตอ่ อณุ หภูมเิ น่ืองจากศนู ยค์ วบคมุ อุณหภมู ิท่ี Hypothalamus และ Central nervous ยังเจรญิ เติบโต ไมเ่ ต็มท่ี ทารกแรกเกิดจงึ มโี อกาสสูญเสยี ความรอ้ นทาง ผวิ หนังได้ง่าย (อุณหภมู ทิ ี่เหมาะสมส้าหรับทารกคือ 32-34 C)

ทาไม! ทารกจึงสูญเสียความรอ้ นได้ง่าย - ผิวหนังบางทา้ ใหเ้ สน้ เลือดอยชู่ ิดกบั ผิวหนังไมม่ สี ิ่งห่อหุ้มรา่ งกาย - มีจ้านวนสารเมตาบอลกิ ในรา่ งกายน้อย ไดแ้ ก่ glycogen, fat - พีนท่ีผิวกายมากกว่าผู้ใหญ่ 3 เท่า เม่ือเทียบกับน้าหนักตัว และมีไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ซึง่ เปน็ ฉนวนกันความร้อน นอ้ ยกวา่ ผ้ใู หญ่ - กลไกการสั่นของทารก (shivering thermogenesis) ยังไม่สามารถสร้างความ ร้อนเพื่อรักษาหรือปรับอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติได้ด้วยกลไกการหดตัวของ กล้ามเนือและการหนาวส่ันเหมอื นผูใ้ หญ่ - ตอ่ มเหงอ่ื ยังทา้ หน้าทไี่ ดไ้ ม่ดีจนกว่าจะอายุ 4 เดือน

การสูญเสยี ความรอ้ นในทารกแรกเกดิ มี 4 วธิ ี ไดแ้ ก่

การควบคุมอุณหภูมขิ องทารกแรกเกดิ ในผูใ้ หญจ่ ะป้องกันการสญู เสียความร้อนไดม้ าจากการสลายตวั และการเผาผลาญ Glycogen จากตบั และกลา้ มเน้ือลาย โดยปล่อยพลงั งานจากการสลายตัวของ Glycogen ในกลา้ มเนอื้ โดยการสั่น (shivering) แตใ่ นทารกแรกเกิด Glycogen storage ในตับมจี ากดั และถูกใชห้ มดในเวลาที่ รวดเร็ว จึงไมส่ ามารถเผาผลาญ Glycogen จากกล้ามเน้ือโดยการสั่น (non- shivering) ได้ ดังนน้ั แหลง่ พลงั งานทสี่ ะสมของทารกที่สามารถใช้เพิ่มอณุ หภูมิ ร่างกายจะไดม้ าจากช้ันไขมนั ที่เรียกวา่ “ไขมนั สีนา้ ตาล (brown fat)” ซง่ึ มอี ยู่ เฉพาะท่บี ริเวณร่างกายของทารก

แหล่งสรา้ งไขมนั สีน้าตาล (brown fat) รอบคอ ระหว่างกระดกู สะบัก กระดกู หน้าอก รอบคอ รักแร้ รอบไต และรอบตอ่ มหมวกไต

การสร้างความร้อน (Heat production) แหลง่ สร้างความร้อนทสี่ าคัญของทารกแรกเกิดคือ สมอง หัวใจ ตับ ไขมนั สนี า้ ตาล  กา รส ร้า งค วา มร้ อน ด้ว ยข บว นก าร ทา งเ คมี ที่เ รีย กว่ า non-shivering thermogenesis ทารกแรกเกิดได้รับความเย็น >> ตัวรับอณุ หภูมิที่ผิวหนัง >> ส่งกระแสประสาท ผ่านสมองและระบบซิมพาเทติค (sympathetic nerve) >> ต่อมหมวกไต (adrenal grand) >> หล่ัง norepinephrine >> เผาผลาญไขมันสีน้าตาล (brown fat) >> กระบวนการน้สี ร้างความร้อนได้สูงถึง 2.5 cal/g/min.

ภาวะ Cold stress (hypothermia) Cold  เพิ่ม O2 Consumption  RR สูงขนึ Peripheral vasoconstriction Pulmonary vasoconstriction Tissues ไดร้ บั O2 น้อยลง Lung มี O2 น้อยลง ปลายมือปลายเทา้ เขียว (Acrocyanosis) ตัวเย็น (cool) ตวั ลาย (mottled) หรอื ผิวซดี (pale) ใช้พลังงานโดยเผาผลาญ Glycogen และ brown fat มากทาใหเ้ กิด Hypoglycemia ตามมา

ภาวะ Heat stress (hyperthermia)  อยู่ในสิง่ แวดล้อมทที่ ้าให้อณุ หภูมิร่างกายสูงขึน เช่น เครื่องให้ความอบอุ่นแบบแผ่ รงั สี (radiant warmer) หรอื ตอู้ บ (Incubator)  ทารกมกี ารตดิ เชอื หรือมีภาวะขาดน้าจนทา้ ให้มอี ณุ หภมู ริ ่างกาย > 37 C อาการที่พบคือ ผิวหนังแดง เหง่ือออก มือและเท้าอุ่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็วหรือ หยดุ หายใจได้

5. ระบบการเผาผลาญ (Body metabolism)  เมอ่ื อยูใ่ นครรภ์ทารกจะใช้นา้ ตาลเป็นหลัก แต่ภายหลงั คลอดทารกสามารถใช้ไขมนั และโปรตนี ได้  ทารกทค่ี รบก้าหนดจะมี metabolism สงู กวา่ ทารกที่ คลอดก่อนกา้ หนด  ทารกทค่ี ลอดก่อนกา้ หนดจึงมีอาการตัวเหลืองได้ง่าย เนือ่ งจากตับยังทา้ งานไมด่ ี จะพบได้ในวันที่ 2-3 หลงั คลอด และจะไมน่ านเกนิ 7 วนั  ทารกท่ี Term คา่ ระดับบินลริ บู ินท่ปี กติคอื 12 mg%  ทารกที่ preterm ค่าระดับบนิ ลิรูบินไมเ่ กนิ คอื 15 mg%

6. ระบบทางเดนิ อาหาร (Gastrointestinal system)

ระบบทางเดนิ อาหาร (Gastrointestinal system) ปาก  ต่อมน้าลายเร่มิ ทา้ งานมีน้าลายเพียงเลก็ น้อย กระเพาะอาหาร  กระเพาะมีความจุน้อย (30-90 ml.) แต่ส้าไส้มีการบีบ ตัวได้เรว็ จงึ ท้าใหท้ ารกหิวบ่อย กล้ามเนือหูรูด  กล้ามเนือหูรูดระหว่างกระเพาะอาหารยกับหลอดอาหาร ยังท้างานไม่สมบูรณ์ท้าให้มีการไหลย้อนกลับของอาหารจึงท้าให้ทารกส้ารอก บ่อย ลา้ ไส้  ยาวกวา่ ผใู้ หญ่เม่อื เปรยี บเทยี บตามความยาวของตัวท้าให้อาหารดูด ซึมได้มากกว่า

ระบบทางเดนิ อาหาร (Gastrointestinal system) >> ทารกต้องการพลังงาน 40-50 kcal/kg/day ภายหลัง 1 wks. เป็น 100-120 kcal/kg/day >> ทารกยังไม่สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะแป้งและไขมันได้ เนื่องจากยังไม่ สร้างน้าย่อย จนอายุประมาณ 3 เดือน แต่ในนมแม่จะมีแลคโตส (lactose) ซึ่งเป็น คารโ์ บไฮเดรตทย่ี อ่ ยง่ายและดูดซึมไดด้ อี ยแู่ ลว้ >> นมแม่จะไลเปส (lipase) ช่วยย่อยไขมนั ทดแทน >> นมแม่มีสารกระตุ้น gastrocolic hormone และ neuropeptides ในการสร้าง น้าย่อย ทารกควรได้รบั นมแม่ได้เร็วที่สดุ >> นมแมก่ จ็ ะกระตุน้ gastrocolic reflex ทา้ ให้ทารกถา่ ยอจุ จาระ

ระบบทางเดนิ อาหาร (Gastrointestinal system) ในสัปดาห์แรกทารกแรกเกดิ จะมีนา้ หนักตวั ลดลงได้ (7%) เชน่ แรกเกดิ หนกั 3,000 กรมั ในวนั ที่ 3 ชงั่ ได้ 2,800 กรมั (ปกติหรือไม่) **** สัปดาหแ์ รก ในกรณที ่ีน้าหนักลด 7% แต่ไม่เกิน 10% อาจเกิดจากจากการได้รับ สารอาหารไม่เพียงพอ สูญเสียน้า (หายใจ ขับถ่าย) จึงควรเพิ่มพลังงานเป็น 120 kcal/kg/day **** ในกรณที ี่ลดมากกว่า 10% ควรหาสาเหตเุ พอ่ื แกไ้ ขความผดิ ปกติ

ระบบทางเดนิ อาหาร (Gastrointestinal system) การขับถ่ายอุจจาระของทารกอุจจาระครังแรกเรียกว่า ขีเทา (meconium) ภายใน 24ชั่วโมงหลงั คลอด ไมถ่ ่ายภายใน 48 ชัว่ โมงหลงั คลอด สงสยั สา้ ไส้อดุ ตนั หรือ rectal atresia ขเ้ี ทา (meconium) transitional stool milk stool -breast fed stool 24 ชั่วโมงหลังคลอด transitional stool (2-3 วัน) -formula fed stool เหนยี วสีน้าตาลปนเขียว ถา่ ยวันละ 3-6 ครงั /วนั

7. ระบบปสั สาวะ (Urinary system)  ทารกแรกคลอดจะถา่ ยปัสสาวะภายใน 24 ชว่ั โมง ปัสสาวะครงั แรก อาจมีชมพูหรอื แดงอิฐ (Brick dust spots) เนือ่ งจากมผี ลึกสาร ยรู คิ (uric acid cryatals) ปนในปสั สาวะซ่ึงถอื ว่าเป็นปกติ ****ทารกแรกไม่ถ่ายปัสสาวะภายใน 24-48 ชั่วโมง (อาจเกดิ ไตฝ่อ ไตตีบ ไมม่ ไี ต )

ระบบปัสสาวะ (Urinary system) >>> ทารกจะมกี ารขับปสั สาวะ 6-8 ครัง/วนั ปรมิ าณของปสั สาวะปกติ คอื 2-5 ml/kg/hr มี ความถ่วงจ้าเพาะของปสั สาวะ 1.001-1.020 >>> ในช่วง 3-5 วัน ทารกอาจมนี ้าหนักลดลงไดร้ ้อยละ 7-10 ของน้าหนกั ตวั แรกคลอด เน่อื งจากมกี ารสญู เสยี น้าทางปสั สาวะอุจจาระ และการหายใจ >>> นา้ หนกั ที่ลดเกินรอ้ ยละ 7 ของน้าหนกั ตวั แรกคลอด (ไดร้ ับสารอาหารน้อย) >>> ถ้าในชว่ งสัปดาห์แรกทารกแรกเกดิ มนี ้าหนักลดลงร้อยละ 10 หรือมากกว่า ของน้าหนัก ตวั แรกคลอด ควรหาสาเหตุเพือ่ แก้ไข >>> ทารกควรมนี ้าหนกั เทา่ กับนา้ หนักตวั แรกคลอดภายใน 10-14 วันหลงั คลอด

8. ระบบการทางานของตับ (Hepatic system) - รกั ษาระดับน้าตาลในเลือด หลังคลอดทารกไม่ไดร้ ับ glucose จากมารดาแลว้ ระดับ glucose จะต่า้ ลง ระดับ น้าตาลปกติ 50-60 mg/dl อายุ 3 วนั จะมรี ะดับนา้ ตาลใน เลอื ด 60-70 mg/dl ตับจะสร้าง glucose 3-4 ชั่วโมง หลังคลอด ดังนัน การให้ทารกดูดนมมารดาหลังคลอด ภายใน 30-45 นาที จะชว่ ยรกั ษาระดับในน้าตาลในเลือดได้