Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้วิชาการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์

Published by Kaiori, 2021-08-14 06:34:48

Description: แผนการจัดการเรียนรู้วิชาการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์

Search

Read the Text Version

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน . สือสิงพิมพใ์ ดทีตอ้ งใชเ้ ทคนิคพิเศษและวสั ดุหลากหลายและใชเ้ กบ็ เป็นของสะสม ก.สือสิงพมิ พแ์ บบบรรจุภณั ฑ์ ข.สือสิงพมิ พร์ ูปแบบเครืองเขยี น ค.สือสิงพมิ พเ์ ชิงพาณิชย์ ง.สือสิงพมิ พ์รูปแบบของพรีเมียม . ขอ้ ใดไมใ่ ช่สือสิงพิมพร์ ูปแบบบตั รพลาสติก ก.บตั รเครดิต ข.ชิปการ์ด ค.การ์ดกญุ แจ ง.ไม้บรรทดั . กลอ่ งกระดาษเป็นสือสิงพิมพใ์ นรูปแบบใด ก.สือสิงพมิ พ์แบบบรรจุภณั ฑ์ ข.สือสิงพิมพแ์ บบเครืองเขียน ค.สือสิงพมิ พแ์ บบเชิงพาณิชย์ ง.สือสิงพมิ พร์ ูปแบบของพรีเมียม . ขอ้ ใดตอ่ ไปนีเป็ นสือสิงพิมพเ์ ชิงพาณิชย์ ก.นามบตั ร ข.บตั รประชาชน ค.กล่องใส่ปากกา ง.ปฏิทินแขวน . การจดั หนา้ สือสิงพิมพแ์ บบใดทีชิดซา้ ยและขวาไมเ่ ทา่ กนั ก.รูปแบบละครสตั ว์ ข.รูปแบบเนน้ กรอบ ค.รูปแบบอสมรูป ง.รูปแบบมอนเดรียน . การจดั หนา้ สือสิงพิมพแ์ บบใดเป็นทีนิยมใชก้ นั มาก ก.รูปแบบมอนเดรียน ข.รูปแบบการเน้นภาพ ค.รูปแบบเนน้ กรอบภาพ ง.รูปแบบตวั อกั ษรใหญ่

. ขอ้ ใดไม่ใช่การเตรียมขอ้ มูลเพือการจดั หนา้ สือสิงพมิ พ์ ก.การเตรียมส่วนประกอบต่าง ๆ ข.การจดั วางขอ้ ความและภาพ ค.การปรับแตง่ สือสิงพมิ พ์ ง.การจดั เรียงรูปเล่มเพือส่งงานพมิ พ์ . การจดั หนา้ สือสิงพมิ พท์ ีมีการจดั วางกระจดั กระจาย ระเกะระกะตามทีผอู้ อกแบบเห็นวา่ สวยงาม เป็นการจดั หนา้ สิงพิมพใ์ นรูปแบบใด ก.รูปแบบละครสัตว์ ข.รูปแบบเนน้ กรอบ ค.รูปแบบอสมรูป ง.รูปแบบมอนเดรียน . รูปแบบการจดั หนา้ สิงพิมพท์ ีมคี วามสมดุลเท่ากนั ทงั ดา้ นซา้ ยและดา้ นขวา เป็นการจดั หนา้ สือสิงพิมพ์ รูปแบบใด ก.รูปแบบสมส่วน ข.รูปแบบสมรูป ค.รูปแบบอสมรูป ง.รูปแบบมอนเดรียน . การจดั สือสิงพมิ พร์ ูปแบบใดทีมีการจดั หนา้ สือสิงพิมพท์ ีมีจุดเด่นตรงการใชภ้ าพทีมขี นาดใหญ่ เพียงภาพเดียว แลว้ มีขอ้ ความเลก็ นอ้ ยอยูเ่ บืองล่าง ก.รูปแบบการเน้นภาพ ข.รูปแบบเนน้ กรอบภาพ ค.รูปแบบอสมรูป ง.รูปแบบสมรูป

แผนผงั ความคิด การจดั การเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เหตุผล พอประมาณ 4. เตรียมวสั ดุอปุ กรณเ์ หมาะสมกบั 1. กาํ หนดการใชส้ ีกบั สือสิงพมิ พ์ หน่วยที 4 สีในสือสิงพิมพ์ การเรียน อยา่ งเหมาะสม 2. เลอื กใชส้ ีกบั งานออกแบบ ภูมคิ ุม้ กนั อยา่ งเหมาะสม 5. ปฏิบตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ 3. กาํ หนดคา่ การใชร้ ะบบสีเหมาะสม 6. ทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายไดด้ ว้ ย ตนเอง กบั งานพมิ พ์ ความรู+้ ทกั ษะ คุณธรรม 1. ความรู้เบืองตน้ เกียวกบั สี 1. ตรงตอ่ เวลา 2. ทฤษฎีสี 2. มีความรับผิดชอบ 3. ระบบสี 3. มคี วามรอบคอบในการปฏิบตั ิงาน

แผนการจดั การเรียนรู้บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง รหสั วิชา 2204 – 2104 วชิ า การผลติ สือสิงพมิ พ์ สอนครังที 7-8 เวลา 4 ชม. หน่วยที 4 ชือหน่วย สีในสือสิงพมิ พ์ . สาระสําคญั สีเป็นสิงทีปรากฏอยบู่ นโลก ทกุ ๆ สิงทีเรามองเห็นรอบ ๆ ตวั นนั ลว้ นแต่มสี ี โลกของเรา ถูกจรรโลงและแต่งแตม้ ดว้ ยสีสันหลายหลาก ทงั สีสันตามธรรมชาติ และสีทีมนุษยร์ ังสรรค์ขึน หากโลกนี ไม่มีสี หรือมนุษยไ์ ม่สามารถรับรู้เกียวกบั สีได้ สิงนนั อาจเป็นความพกพร่องทียิงใหญข่ องธรรมชาติ เพราะสีมี ความสาํ คญั ตอ่ วฏั จกั รแห่งโลก และเกียวขอ้ งกบั วิถีชีวิตมนุษยจ์ นแยกกนั ไม่ออก เพราะมนุษยไ์ ดต้ ระหนกั แลว้ ว่าสี นันส่งผลต่อความรู้สึ กนึกคิด อารมณ์ จินตนาการ การสื อความหมาย และความสุขสําราญใจ ในชีวิตประจาํ วนั มาชา้ นานแลว้ ดงั นนั จึงอาจกล่าวได้ว่าสีมีอิทธิพลต่อมนุษยเ์ ราเป็ นอย่างสูงและมนุษยก์ ็ใช้ ประโยชน์จากสีอยา่ งอเนกอนนั ต์ ในการสร้างสรรค์ สิงตา่ ง ๆ อยา่ งไม่มีทีสินสุด . สมรรถนะประจาํ หน่วย 1. แสดงความรูเ้ กียวกบั สี ทฤษฎีสี หลกั การใชส้ ี การใช้สีกบั งานออกแบบ และระบบสี 2. กาํ หนดการใชส้ ีกบั สือสิงพิมพอ์ ยา่ งเหมาะสม 3. เลือกใชส้ ีกบั งานออกแบบอยา่ งเหมาะสม 4. กาํ หนดค่าการใชร้ ะบบสีเหมาะสมกบั งานพิมพ์ 5. เตรียมวสั ดุอุปกรณ์เหมาะสมกบั การปฏิบตั ิงาน 6. แสดงพฤติกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดา้ นการตรงต่อเวลา ความรอบคอบ และมีความรับผดิ ชอบ . จุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์ทัวไป เพือใหผ้ เู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ เกียวกบั ความรู้เบืองตน้ เกียวกบั สี ทฤษฎีสี และระบบสี จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (นําทาง) 1. อธิบายความรูเ้ บืองตน้ เกียวกบั สีได้ 2. อธิบายเกียวกบั ทฤษฎีสีได้ 3. อธิบายเกียวกบั ระบบสีได้ . มีเจตคติทีดีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ นการตรงต่อเวลา ความรับผดิ ชอบ และความรอบคอบ

. เนือหาสาระการเรียนรู้ 1. ความรูเ้ บืองตน้ เกียวกบั สี 2. ทฤษฎีสี 3. ระบบสี 4.1 ความรู้เบืองต้นเกยี วกบั สี 1. ความหมายและการเกดิ สี คาํ ว่า สี (Color) ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ลกั ษณะของแสง ทีปรากฏแก่ สายตาเรา ให้เห็นเป็ นสีขาว ดํา แดง เขียว ฯลฯ หรือการสะท้อนรัศมีของแสงมาสู่ตาเรา สีทีปรากฏใน ธรรมชาติ เกิดจากการสะทอ้ นของแสงสว่างตกกระทบกบั วตั ถุแลว้ เกิดการหักเหของแสง ( Spectrum ) สีเป็ น คลืนแสงชนิดหนึง ซึงปรากฏให้เห็นเมือแสงผ่านละอองไอนําในอากาศหรือแท่งแก้วปริซึม ปรากฏเป็ นสี ต่าง ๆ รวม 7 สี ได้แก่ สีแดง ม่วง ส้ม เหลือง นาํ เงิน คราม และเขียว เรียกว่า สีรุ้ง ทีปรากฏบนทอ้ งฟ้า ตาม ธรรมชาติในแสงนัน มีสีต่าง ๆ รวมกนั อยู่อย่างสมดุลเป็ นแสงสีขาวใส เมือแสงกระทบกับสีของวตั ถุ ก็จะ สะท้อนสีวัตถุนันออกมาเข้าตาเรา วัตถุสีขาวจะสะท้อนได้ทุกสี ส่วนวตั ถุสีดาํ นันจะดูดกลืนแสงไว้ ไม่สะทอ้ นสีใดออกมาเลย ศิลปะการใชส้ ี อา้ งอิงจาก http://3.bp.blogspot.com/- MrEA907tQu0/VjoD324lmKI/AAAAAAAAAYY/Gy1HW7sAZPs/s1600/154644652_bc48ea53d0.jpg 2. ประเภทของสี สี มีอยทู่ วั ไปในสิงแวดลอ้ มรอบ ๆ ตวั เรา สีทีปรากฏอยใู่ นโลกสามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท ใหญ่ๆ คือ 2.1 สีทีเกิดในธรรมชาติ มีอยู่ 2 ชนิด คือ ก. สีทีเป็นแสง (Spectrum) คือ สีทีเกิดจากการหกั เหของแสง เช่น สีรุ้ง สีจากแท่งแกว้ ปริซึม

สีทีเป็ นแสง อา้ งอิงจาก : http://4.bp.blogspot.com/- 2z7Z3aQT50w/VjoHs5v3YhI/AAAAAAAAAYk/AiOGFtn_P7E/s1600/%25E0%25B8%2594%25E0%25B 8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%2 5B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594.jpg ข. สีทอี ยใู่ นวตั ถุหรือเนือสี ( Pigment ) คอื สีทีมอี ยู่ในวตั ถุธรรมชาตทิ วั ไป เช่น สีของพชื สตั ว์ หรือแร่ธาตุ ต่าง ๆ สีทีมนุษยส์ ร้างขึน อา้ งองิ จาก : http://2.bp.blogspot.com/-ThG- YORNNB0/VjoIbhxhOHI/AAAAAAAAAYs/RFUwmkehNm0/s1600/images.jpg · 2.2 สีทีมนุษย์สร้างขึน คือ สีทีได้จากการสังเคราะห์เพือใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ เช่น งานศิลปะ อุตสาหกรรม การพาณิชยแ์ ละในชีวิตประจาํ วนั โดยสังเคราะห์จากวสั ดุธรรมชาติและจากสารเคมี ทีเรียกว่า สี วิทยาศาสตร์ ซึงสี ทีได้จากการสังเคราะห์สามารถนํามาผสมกันให้เกิดเป็ นสี ต่าง ๆ อีกมากมาย

สีทีมนุษยส์ ร้างขึน อา้ งอิงจาก : http://2.bp.blogspot.com/-- aB4jwUWits/VjoIyfWL9MI/AAAAAAAAAY0/J5B9cs8xQGg/s1600/images%2B%25282%2529.jpg 3. การรับรู้เรืองสี (Color Perception) · การรับรู้ตอ่ สีของมนุษย์ เกิดจากการมองเห็นโดยใชต้ าเป็นอวยั วะรับสัมผสั ตาจะตอบสนองตอ่ แสงสี ต่าง ๆ โดยเฉพาะแสงสวา่ งจากดวงอาทิตยแ์ ละจากดวงไฟ ทาํ ใหม้ องเห็นโดยเริมจากแสงสะทอ้ นจากวตั ถุผา่ น เข้านัยน์ตา ความเขม้ ของแสงสว่าง มีผลต่อการเห็นสีและความคมชดั ของวตั ถุ หากความเขม้ ของแสงสว่าง ปกติ จะทําให้มองเห็นวตั ถุชัดเจน แต่หากความเข้มของแสงสว่างมีน้อยหรือมืด จะทําให้มองเห็นวตั ถุ ไม่ชดั เจน หรือพร่ามวั นกั วิทยาศาสตร์ไดเ้ คยทาํ การศึกษาเกียวกบั ความไวในการรับรู้ต่อสีตา่ ง ๆ ของมนุษย์ ปรากฏว่าประสาทสัมผสั ของมนุษยไ์ วต่อการรับรู้สีแดง สีเขียว และสีมว่ งมากกวา่ สีอืน ๆ ส่วนการรับรู้ของ เด็กเกียวกบั สีนนั เดก็ ส่วนใหญ่จะชอบภาพทีมีสีสะอาดสดใสมากกวา่ ภาพขาวดาํ ชอบภาพหลาย ๆ สี มากกวา่ สีเดียวและชอบภาพทีเป็นกลุ่มสีร้อนมากกวา่ สีเยน็ (โกสุม สายใจ, 2540) ตาของคนปกติจะสามารถแยกแยะ สีต่าง ๆ ได้ถูกตอ้ ง แต่หากมองเห็นสีนัน ๆ เป็ นสีอืนทีผิดเพียนไป เรียกวา่ ตาบอดสี เช่น เห็นวตั ถุสีแดง เป็ นสีอืนทีมิใช่สีแดง ก็แสดงว่า ตาบอดสีแดง หากเห็นสีนําเงินผิดเพียน แสดงว่าตาบอดสีนําเงิน เป็ นต้น ซึงตาบอดสีเป็นความบกพร่องทางการมองเห็นอยา่ งหนึง บุคคลใดทีตาบอดสีก็จะเป็นอปุ สรรคต่อการทาํ งาน บางประเภทได้ เช่น งานศิลปะ งานออกแบบ การขบั รถ ขบั เครืองบิน งานดา้ นวทิ ยาศาสตร์ เป็นตน้ 4. จิตวทิ ยาสีกบั ความรู้สึก (Psychology of Color) ในดา้ นจิตวิทยา สี เป็นตวั กระตุน้ ความรู้สึกและมีผลตอ่ จิตใจของมนุษย์ สีตา่ ง ๆ จะใหค้ วามรูส้ ึกทีแตกต่างกนั ดงั นนั เราจึงมกั ใชส้ ีเพือสือความรู้สึกและความหมายตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่  สีแดง ใหค้ วามรูส้ ึกเร่าร้อน รุนแรง อนั ตราย ตืนเตน้  สีเหลือง ใหค้ วามรู้สึก สวา่ ง อบอุ่น แจ่มแจง้ ร่าเริง ศรัทธา มงั คงั  สีเขยี ว ใหค้ วามรู้สึก สดใส สดชืน เยน็ ปลอดภยั สบายตา มุ่งหวงั  สีฟา้ ใหค้ วามรู้สึก ปลอดโปล่ง แจ่มใส กวา้ ง ปราดเปรือง  สีมว่ ง ใหค้ วามรู้สึก เศร้า หม่นหมอง ลึกลบั

 สีดาํ ใหค้ วามรู้สึก มืดมิด เศร้า น่ากลวั หนกั แน่น  สีขาว ใหค้ วามรู้สึก บริสุทธิ ผดุ ผอ่ ง วา่ งเปล่า จืดชืด  สีแสด ใหค้ วามรู้สึก สดใส ร้อนแรง เจิดจา้ มีพลงั อาํ นาจ  สีเทา ใหค้ วามรู้สึก เศร้า เงยี บขรึม สงบ แก่ชรา  สีนาํ เงิน ใหค้ วามรู้สึก เงียบขรึม สงบสุข จริงจงั มสี มาธิ  สีนาํ ตาล ใหค้ วามรู้สึก แหง้ แลง้ ไม่สดชืน น่าเบอื  สีชมพู ให้ความรู้สึก อ่อนหวาน เป็นผหู้ ญิง ประณีต ร่าเริง  สีทอง ใหค้ วามรู้สึก มงั คงั อุดมสมบรู ณ์ 5. คณุ ลกั ษณะของสี (Characteristics of Colors) ในงานศิลปะ สี นบั เป็นองคป์ ระกอบพืนฐานทีมีความสาํ คญั มาก โดยเฉพาะในงานจิตรกรรม สีถือเป็นปัจจยั สําคญั ทีช่วยให้ศิลปิ นสามารถสร้างสรรคผ์ ลงานไดต้ ามเจตนารมณ์ ซึงคณุ ลกั ษณะของสีในงานศิลปะทีตอ้ ง นาํ มาพจิ ารณามอี ยู่ 3 ประการ คือ 5.1 สีแท้ (Hue) หมายถึง ความเป็นสีนนั ๆ ทีมไิ ดม้ กี ารผสมใหเ้ ขม้ ขึน หรือจางลง สีแทเ้ ป็นสีในวงจรสี เช่น สีแดง นาํ เงิน เหลือง สม้ เขียว ม่วง ฯลฯ สีแท้ อา้ งอิงจาก : http://4.bp.blogspot.com/- 8jeK3PESFrs/VjoJA6CNZ0I/AAAAAAAAAY8/EXimtRhIH4c/s1600/%25E0%25B8%2594%25E0%25B8 %25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25 B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594%2B%25281%2529.jpg 5.2 นาํ หนกั ของสี (Value) หมายถึง คา่ ความอ่อนแก่หรือความสวา่ งและความมืดของสี โดย แบง่ เป็น 2 ลกั ษณะคือ 5.2.1 สีแทถ้ กู ทาํ ใหอ้ ่อนลงโดยผสมสีขาว เรียกว่า สีนวล (Tint) 5.2.2 สีแทถ้ กู ทาํ ใหเ้ ขม้ ขึนโดยผสมสีดาํ เรียกว่า สีคลาํ (Shade)

5.3 ความจดั หรือความเขม้ ของสี (Intensity) หมายถึง ความสดหรือความบริสุทธิของสี ๆ หนึง ทีมิไดถ้ กู ผสม ใหส้ ีหมน่ หรือออ่ นลง หากสีนนั อยทู่ า่ มกลางสีทีมนี าํ หนกั ตา่ งค่ากนั จะเห็นสภาพสีแทส้ ดใสมากขึน เช่น วงกลมสีแดง บนพืนสีนาํ เงนิ อมเทา ความจดั หรือความเขม้ ของสี อา้ งอิงจาก : http://3.bp.blogspot.com/- i4rcM7VlrfQ/VjoJPGq0RzI/AAAAAAAAAZE/uKFhElB30ww/s1600/Untitled.png 5.4 ค่าความเป็นสีกลาง (Neutral) หมายถึง การทาํ ให้สีแทท้ ีมีความเขม้ ของสีนนั หมน่ ลง โดยการผสมสี ตรงขา้ ม เรียกวา่ การเบรกสี เช่น สีแดงผสมกบั สีเขียว หรือผสมดว้ ยสีทีเป็นกลาง เชน่ สีเทา สีนาํ ตาลอ่อน สีครีมและขาว เพือลดความสดของสีแทล้ ง 6. หน้าทีของสี สีมคี ณุ ประโยชนต์ ่อโลก และมนุษยเ์ รารู้จกั การใชส้ ีมาชา้ นาน 6.1 สีทีมอี ยู่ในธรรมชาติเป็นปรากฏการณ์ทีธรรมชาตสิ ร้างขึนมาเพือแสดงถงึ ความเป็นไป ของสิงทีมีอยบู่ น โลก ซึงสีจะเป็นตวั บง่ บอก สิงต่าง ๆ ไดแ้ ก่ - ความเปลียนแปลง หรือวิวฒั นาการของธรรมชาติ หรือวตั ถุธาตุเมือกาลเวลาเปลียนไป สีอาจกลายสภาพ จากสีหนึงไปเป็นอีกสีหนึง เช่น การเปลียนสีของใบไม้ - ความแตกตา่ งของชนิด หรือประเภทของวตั ถุธาตุ ไดแ้ ก่ สีของอญั มณี เช่น แร่ไพลนิ มีสีนาํ เงิน แร่มรกต มสี ีเขยี ว แร่ทบั ทิมมสี ีแดง เป็ นตน้ - แบ่งแยกเผา่ พนั ธุ์ของสิงมีชีวติ ไดแ้ ก่ สีผวิ ของมนุษยท์ ีต่างกนั เช่น คนยุโรปผวิ ขาว คนเอเชียผวิ เหลือง และคนแอฟริกนั ผวิ ดาํ ดอกไมห้ รือแมลงมีสีหลากสีขึนอยกู่ บั ชนิดและเผา่ พนั ธุข์ องมนั 6.2 สีในงานศิลปะ ทาํ หนา้ ที เป็นองคป์ ระกอบสาํ คญั ทีทาํ ใหง้ านศลิ ปะชินนนั มีคุณค่าทางสุนทรียะ หนา้ ที หลกั ของสีในงานศิลปะ คอื - ใหค้ วามแตกต่างระหวา่ งรูปกบั พืน หรือรูปทรงกบั ทีวา่ ง - ใหค้ วามรู้สึกเคลือนไหวดว้ ยการนาํ สายตาของผดู้ ูบริเวณทีสีตดั กนั จะดึงดูดความสนใจ

- ให้ความเป็นมิติแก่รูปทรง และภาพดว้ ยนาํ หนกั ของสีทีตา่ งกนั - ให้อารมณ์ความรู้สึกไดด้ ว้ ยตวั มนั เอง 6.3 ดา้ นกายภาพ สีมกั นาํ มาใชเ้ พือส่งผลต่ออณุ หภมู ิ เช่น สีดาํ จะดูดความร้อนไดม้ ากกวา่ สีขาว และดา้ นความ ปลอดภยั สีทีสวา่ งจะช่วยในเรืองความปลอดภยั ไดด้ ีกวา่ สีมดื ทฤษฎสี ี ( Theory of Color) มนุษย์เราได้มีการศึกษาค้นควา้ และทดลองเกียวกับสีมานานแลว้ เพือคน้ หาคุณสมบตั ิทีแทจ้ ริง เพือนําสีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริมต้นจาก เมือประมาณปี คศ. 1731 เจ ซี ลี โบลน (J.C.Le Blon) ไดท้ าํ การศึกษาวเิ คราะห์ธรรมชาติหรือคุณลกั ษณะเฉพาะของสี และไดก้ าํ หนดสีขนั ตน้ เป็น แดง เหลือง และ นาํ เงิน แลว้ นาํ สีทังสามมาจบั คู่ผสมซึงกนั และกัน ทาํ ให้เกิดสีต่าง ๆ อีกมากมาย (โกสุม สายใจ, 2540) การ คน้ พบคุณสมบตั ิเกียวกบั สีนี ไดถ้ กู กาํ หนดเป็ น \"ทฤษฎีสี\" ขึนมา และตอ่ มาไดม้ ีผูน้ าํ หลกั ทฤษฎีสี นีไปศึกษา คน้ ควา้ ต่อ และไดค้ น้ พบคุณสมบตั ิของสีอีกหลายประการดว้ ยกนั ซึงความรู้เกียวกบั ทฤษฎีสี สามารถนาํ มา ประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้ เกิดประโยชน์ในงานดา้ นตา่ ง ๆ ไดอ้ ีกมากมายตามมา 1. วงจรสี (Color Wheel) วงจรสี คือ สีทีเกิดจากการผสมกนั เป็นคู่ เริมตงั แต่ แม่สี 3 สี แลว้ เกิดเป็นสีใหมข่ ึนมา จนครบวงจร จะไดส้ ีทงั หมด 12 สี ซึงแบง่ สีเป็น 3 ขนั คอื 1.1 สีขันที 1 (Primary Colors) คือ แมส่ ี 3สี ไดแ้ ก่ สีแดง เหลอื ง และนาํ เงิน 1.2 สีขันที 2 (Secondary Colors) คือ สีทีเกิดจากการผสมกนั เป็นคู่ ๆ ระหวา่ งแม่สี 3 สี จะไดส้ ีเพมิ ขนึ อกี 3สี 1.3 สีขันที 3 (Tertiary Colors) คอื สีทีเกิดจากการผสมกนั เป็นคู่ ๆ ระหวา่ งแม่สี 3 สี กบั สีขนั ที 2 จะไดส้ ีเพิมขนึ อกี 6สี วงจรสี อา้ งอิงจาก : http://3.bp.blogspot.com/- wRXFAtgUBJI/VjoqHpaGjnI/AAAAAAAAAaM/YlGGIqgTp14/s1600/shirt2.jpg

1.4 สีกลาง (Neutral Color) คือ สีทีเกิดการผสมสีทกุ สีในวงจรสี หรือแม่สี 3สี ผสมกนั จะไดส้ ีเทาแก่ สีทงั 3 ขนั เมือนาํ มาจดั อยเู่ ป็นวงจรจะไดล้ กั ษณะเป็นวงลอ้ สี 2. วรรณะของสี (Tone of Color) วรรณะสี คอื ความแตกตา่ งของสีแตล่ ะกลุ่ม ในวงจรสีโดยแบ่งตามความรู้สึกดา้ นอณุ หภูมิ โดยแบ่ง ออกเป็ น 2 วรรณะ คือ 2.1 สีวรรณะร้อน (Warm Tone) ประกอบดว้ ยสีเหลือง, ส้มเหลือง, สม้ , สม้ แดง, แดง และม่วงแดง 2.2 สีวรรณะเยน็ (Cool Tone) ประกอบดว้ ยสีมว่ ง, มว่ งนาํ เงิน, นาํ เงิน, เขียวนาํ เงนิ , เขียวและเขียว เหลือง 3. สีตรงข้าม (Complementary Color) สีตรงขา้ ม หมายถึง สีทีอยู่ในตาํ แหน่งตรงขา้ มกันในวงจรสี และมีการตดั กนั อย่างเด่นชัดซึงจะให้ ความรู้สึกทีขดั แยง้ กนั หากนาํ มาผสมกนั จะไดส้ ีกลาง (เทา) ซึงมีทงั หมด 6 คู่ ไดแ้ ก่ - สีเหลือง ตรงขา้ มกบั สีม่วง - สีแดง ตรงขา้ มกบั สีเขียว - สีนาํ เงิน ตรงขา้ มกบั สีสม้ - สีเขียวเหลือง ตรงขา้ มกบั สีม่วงแดง - สีสม้ แดง ตรงขา้ มกบั สีเขียวนาํ เงิน - สีมว่ งนาํ เงิน ตรงขา้ มกบั สีสม้ เหลือง สีตรงขา้ ม อา้ งอิงจาก : http://4.bp.blogspot.com/- UiQjPZeGFZM/VjorVWvYsyI/AAAAAAAAAaY/OqJcj6trG4I/s1600/slide_18.jpg 4. สีข้างเคียง (Analogous Color) สีขา้ งเคียง หมายถึง สีทีอยูเ่ คียงขา้ งกนั ทงั ซ้ายและขวาในวงจรสี มีความคลา้ ยคลึงกนั หากนาํ มาจดั อยู่ ดว้ ยกนั จะมีความกลมกลืนกนั หากอยู่ห่างกนั มากเท่าใดความกลมกลืนก็จะยิงนอ้ ยลงความขดั แยง้ ก็จะมีมาก ขึน ส่วนใหญจ่ ะเป็นสี ในวรรณะเดียวกนั (ภาพที 6) สีขา้ งเคยี งไดแ้ ก่

- สีแดง - สม้ แดง - ส้ม หรือ ม่วงแดง -แดง - สม้ แดง - สีส้มเหลือง - เหลือง - เขยี วเหลือง หรือ ส้มแดง - สม้ - ส้มเหลือง - สีเขียว - เขยี วนาํ เงิน - นาํ เงิน หรือ เขียวนาํ เงิน - เขียว - เขยี วเหลือง - สีม่วงนาํ เงิน - ม่วง - ม่วงแดง หรือ ม่วงนาํ เงิน- นาํ เงิน - เขยี วนาํ เงิน สีขา้ งเคียง อา้ งอิงจาก : http://4.bp.blogspot.com/- aNo3PxRDJ88/VjorkM6cS3I/AAAAAAAAAag/nSOX8vbLacE/s1600/ov.jpg 4.2 ทฤษฎสี ี 4.2.1 ความหมายของทฤษฎสี ี สี (COLOR) หมายถึง ลกั ษณะกระทบตอ่ สายตาให้เห็นเป็ นสีมีผลถึงจิตวิทยา คอื มีอาํ นาจให้เกิดความ เขม้ ของแสงทีอารมณ์และความรู้สึกได้ การทีไดเ้ ห็นสีจากสายตาสายตาจะส่งความรู้สึกไปยงั สมองทาํ ให้เกิด ความรู้สึกต่าง ๆ ตามอิทธิพลของสี เช่น สดชืน ร้อน ตืนเต้น เศร้า สีมีความหมายอย่างมากเพราะศิลปิ น ตอ้ งการใชส้ ีเป็นสือสร้างความประทบั ใจในผลงานของศิลปะและสะทอ้ นความประทบั ใจนันให้บงั เกิดแก่ผูด้ ู มนุษยเ์ กียวขอ้ งกบั สีต่าง ๆ อยตู่ ลอดเวลาเพราะทุกสิงทีอย่รู อบตวั นนั ลว้ นแต่มีสีสนั แตกต่างกนั มากมาย สีเป็ น สิงทีควรศึกษาเพือประโยชน์กับตนเองและ ผูส้ ร้างงานจิตรกรรมเพราะ เรืองราวองสีนันมีหลักวิชาเป็ น วิทยาศาสตร์จึงควรทาํ ความเข้าใจวิทยาศาสตร์ ของสีจะบรรลุผลสําเร็จในงานมากขึน ถา้ ไม่เขา้ ใจเรืองสีดี พอสมควร ถา้ ไดศ้ ึกษาเรืองสีดีพอแลว้ งานศิลปะกจ็ ะประสบความสมบูรณ์เป็นอยา่ งยิง คําจาํ กดั ความของสี 1. แสงทีมีความถีของคลืนในขนาดทีตามนุษยส์ ามารถรับสัมผสั ได้ 2. แมส่ ีทีเป็นวตั ถุ (PIGMENTARY PRIMARY) ประกอบดว้ ย แดง เหลือง นาํ เงิน 3. สีทีเกิดจากการผสมของแมส่ ี คุณลกั ษณะของสี สีแท้ (HUE) คือ สีทียงั ไมถ่ ูกสีอืนเขา้ ผสม เป็นลกั ษณะของสีแทท้ ีมีความสะอาดสดใส เช่น แดง เหลือง นาํ เงินสีออ่ นหรือสีจาง (TINT) ใชเ้ รียกสีแทท้ ถี ูกผสมดว้ ยสีขาว เช่น สีเทา, สีชมพู สีแก่ (SHADE) ใชเ้ รียกสีแทท้ ีถูกผสมดว้ ยสีดาํ เช่น สีนาํ ตาล

ประวตั ิความเป็ นมาของสี มนุษยเ์ ริมมีการใชส้ ีตงั แต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ มีทงั การเขียนสีลงบนผนังถาํ ผนังหิน บนพืนผิว เครื องปั นดินเผา และทีอืน ๆ ภาพเขียนสี บนผนังถํา (ROCK PAINTING) เริ ม ทําตังแต่ส มัยก่อน ประวตั ิศาสตร์ในทวีปยุโรป โดยคนก่อนสมยั ประวตั ิศาสตร์ในสมยั หินเก่าตอนปลาย ภาพเขียนสีทีมีชือเสียง ในยุคนีพบทีประเทศฝรังเศสและประเทศสเปนในประเทศไทย กรมศิลปากรได้สํารวจพบภาพเขียนสี สมัยก่อนประวตั ิศาสตร์บนผนังถาํ และเพิงหินในทีต่าง ๆ จะมีอายุระหว่าง 1500-4000 ปี เป็ นสมยั หินใหม่ และยุคโลหะไดค้ น้ พบตงั แต่ปี พ.ศ. 2465 ครังแรกพบบนผนังถาํ ในอา่ วพงั งา ต่อมาก็คน้ พบอีกซึงมีอยูท่ วั ไป เช่น จงั หวดั กาญจนบุรี อุทยั ธานี เป็ นตน้ สีทีเขียนบนผนงั ถาํ ส่วนใหญ่เป็ นสีแดง นอกนันจะมีสีส้ม สีเลือดหมู สีเหลือง สีนาํ ตาล และสีดาํ สีบนเครืองปันดินเผา ไดค้ น้ พบการเขียนลายครังแรกทีบา้ นเชียง จงั หวดั อุดรธานี เมือปี พ.ศ.2510 สีทีเขียนเป็นสีแดงเป็ นรูปลายกา้ นขดจิตกรรมฝาผนังตามวดั ต่าง ๆ สมยั สุโขทยั และอยธุ ยา มีหลกั ฐานว่าใชส้ ีในการเขียนภาพหลายสี แต่ก็อย่ใู นวงจาํ กดั เพียง 4 สี คือ สีดาํ สีขาว สีดินแดง และสีเหลือง ในสมยั โบราณนนั ช่างเขียนจะเอาวตั ถุต่าง ๆ ในธรรมชาติมาใชเ้ ป็ นสีสาํ หรับเขียนภาพ เช่น ดินหรือหินขาว ใช้ทาํ สีขาว สีดาํ ก็เอามาจากเขม่าไฟ หรือจากตวั หมึกจีน เป็ นชาติแรกทีพยายามคน้ ควา้ เรืองสีธรรมชาติได้ มากกวา่ ชาติอืน ๆ คือ ใชห้ ินนาํ มาบดเป็ นสีต่าง ๆ สีเหลืองนาํ มาจากยางไม้ รงหรือรงทอง สีครามก็นาํ มาจาก ตน้ ไมส้ ่วนใหญ่แลว้ การคน้ ควา้ เรืองสีก็เพือทีจะนาํ มาใช้ ยอ้ มผา้ ต่าง ๆ ไม่นิยมเขียนภาพเพราะจีนมีคติในการ เขี ย น ภ าพ เพี ยงสี เดี ยว คื อ สี ดําโด ยใช้ห มึ ก จี น เขี ย น สี ส าม ารถ แยกอ อ ก เป็ น 2 ป ระเภ ท คื อ 1. สีธรรมชาติ 2. สีทีมนุษยส์ ร้างขึน สีธรรมชาติ เป็นสีทีเกิดขึนเองธรรมชาติ เช่น สีของแสงอาทิตย์ สีของทอ้ งฟ้ายามเชา้ เยน็ สีของรุ้งกินนาํ เหตกุ ารณ์ทีเกิดขึนเองธรรมชาติ ตลอดจนสีของ ดอกไม้ ตน้ ไม้ พืนดนิ ทอ้ งฟ้า นาํ ทะเล สีทมี นุษย์สร้างขึน หรือไดส้ งั เคราะห์ขึน เช่น สีวทิ ยาศาสตร์ มนุษยไ์ ดท้ ดลองจากแสงต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า นาํ มาผสมโดยการทอแสงประสานกนั นาํ มาใชป้ ระโยชน์ในดา้ นการละคร การจดั ฉากเวที โทรทศั น์ การ ตกแตง่ สถานที แม่สี (PRIMARIES) สีต่าง ๆ นันมีอยู่มากมายแหล่งกาํ เนิดของสีและวิธีการผสมของสีตลอดจนรู้สึก ทีมีต่อสีของมนุษย์แต่ละกลุ่มย่อมไม่เหมือนกัน สีต่าง ๆ ทีปรากฏนันย่อมเกิดขึนจากแม่สีในลักษณะ ทีแตกต่างกันตามชนิดและประเภทของสีนัน แม่สี คือ สีทีนํามาผสมกนั แลว้ ทาํ ให้เกิดสีใหม่ ทีมีลกั ษณะ แตกต่างไปจากสีเดิม แม่สีมีอยู่ 2 ชนิด คือ 1. แม่สีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่งแกว้ ปริซึม มี 3 สี คือ สีแดงสีเหลืองและสีนาํ เงินอย่ใู นรูปของแสงรังสี ซึงเป็นพลงั งานชนิดเดียวทีมสี ีคุณสมบตั ิของแสง สามารถนาํ มาใชใ้ นการถ่ายภาพ ภาพโทรทศั น์ การจดั แสงสีในการแสดงต่าง ๆ เป็นตน้ 2. แม่สีวตั ถุธาตุ เป็นสี ทีไดม้ าจากธรรมชาติ และจากการสงั เคราะห์โดยกระบวนทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีนาํ เงนิ แม่สี วตั ถุธาตุเป็ นแม่สีทีนาํ มาใช้งานกนั อย่างกวา้ งขวางในวงการศิลปะ วงการอุตสาหกรรม ฯลฯ แม่สีวตั ถุธาตุ เมือนาํ มาผสมกนั ตามหลกั เกณฑจ์ ะทาํ ใหเ้ กิดวงจรสี ซึงเป็นวงสีธรรมชาติเกิดจากการผสมกนั ของแม่สีวตั ถุ ธาตุ เป็นสีหลกั ทีใชง้ านกนั ทวั ไปในวงจรสีจะแสดงสิงตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี

แม่สีวัตถธุ าตุ (PIGMENTARY PRIMARIES) แมส่ ีวตั ถธุ าตนุ นั หมายถึง “วตั ถุทีมีสีอยใู่ นตวั ” สามารถนาํ มาระบาย ทา ยอ้ ม และผสมไดเ้ พราะมีเนือสี และสีเหมือนตวั เอง เรียกอีกอยา่ งหนึงวา่ แม่สีของช่างเขยี นสีตา่ ง ๆ จะเกิดขึนมาอีกมากมาย ดว้ ยการผสมของ แมส่ ีซึงมีอยดู่ ว้ ยกนั 3 สี คอื 1. นาํ เงิน (PRUSSIAN BLUE) 2. แดง (CRIMSON LEKE) 3. เหลือง (GAMBOGE TINT) - สีแดง (CRIMSON LAKE) สะทอ้ นรังสีของสีแดงออกมาแลว้ ดึงดูดเอาสีนาํ เงินกบั สีเหลืองซึงต่าง ผสมกนั ในตวั แลว้ กลายเป็นสีเขียว อนั เป็ นคู่สีของสีแดง - สีเหลือง (GAMBOGE YELLOW) สะทอ้ นรงั สีของสีเหลืองออกมาแลว้ ดึงดูดเอาสีแดงกบั สีนาํ เงิน ซึงผสมกนั ในตวั แลว้ กลายเป็นสีม่วง อนั เป็นคู่สีของสีเหลือง - สีนาํ เงนิ (PRESSION BLUE) สะทอ้ นรงั สีของสีนาํ เงินออกมาแลว้ ดงึ ดูดเอาสีแดงกบั สีเหลือง เขา้ มาแลว้ ผสมกนั กจ็ ะกลายเป็นสีสม้ ซึงเป็นคู่สีของสีนาํ เงิน การผสมสี วัตถธุ าตุ แมส่ ีวตั ถธุ าตุ แดง เหลือง และสีนาํ เงนิ นนั ผสมกนั แลว้ เกิดสีขึนอกี หลายสีแม่สีวตั ถุธาตุ (PIGMEMPARY PRIMARIES) หรือเรียกอกี อยา่ งหนึงว่า สีขนั ทีหนึง คือสี 1. นาํ เงิน (PRUSSIAN BLUE) 2. แดง (CRIMSOM LEKE) 3. เหลือง (GAMBOGE TINT) แม่สีทงั สามถา้ นาํ มาผสมกนั จะไดเ้ ป็นสีกลาง (NEUTRAL TINT) สีขนั ที 2 (SECONDARY HUES) เกิดจาก การนาํ สีแท้ 2 สีมาผสมกนั ในปริมาณเทา่ กนั จะเกิดสีใหมข่ ึนนาํ เงิน ผสม แดง เป็ น ม่วง (VIOLET) นาํ เงิน “เหลือง” เขยี ว (GREEN) แดง “เหลือง” สม้ (ORANGE) สีขนั ที 3 (TERTIARY HUES) เกิดจากการ ผสมสีขนั ที 2 กบั แม่ (สีขนั ที 1) ไดส้ ีเพมิ ขนึ อีกคือ เหลือง ผสม เขียว เป็น เขียวอ่อน (YELLOW–GREEN) นาํ เงิน “เขยี ว” เขียวแก่ (BLUE – GREEN) นาํ เงิน “มว่ ง” ม่วงนาํ เงิน (BLUE – VIOLET) แดง “ม่วง” ม่วงแก่ (RED – VIOLET) แดง “สม้ ” แดงส้ม (RED – ORANGE) เหลอื ง “สม้ ” ส้มเหลือง (YELLOW–ORANGE)

แผนภาพสรุปวงจรสี การผสมกนั ของแมส่ ีช่างเขียนไดส้ ีอยู่ 3 ขนั ดงั นี สีขันที 1 แม่สีปฐมภูมิ (Primary color) ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีนาํ เงิน แม่สีปฐมภมู ิ อา้ งอิงจาก : http://4.bp.blogspot.com/-90fbDmSetLc/Vjol-ePo7TI/AAAAAAAAAZs/C1ldd2MkC- o/s1600/%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%2 5B9%258C%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2594%2B% 25282%2529.jpg สีขันที 2 แม่สีทุตยิ ภูมิ (Secondary Hues) เป็ นการนาํ เอาแม่สีมาผสมกนั ในปริมาณเท่า ๆ กนั จะได้สีใหม่ อกี 3 สี ดังนี สีแดง ผสมกบั สีเหลือง เป็น สีส้ม สีแดง ผสมกบั สีนาํ เงิน เป็น สีมว่ ง สีเหลืองผสมกบั สีนาํ เงิน เป็ น สีเขียว แม่สีทุติยภมู ิ อา้ งอิงจาก : http://4.bp.blogspot.com/- m377C6FV1Ks/VjomFK7WDBI/AAAAAAAAAZ0/P6a0xgRk7UI/s1600/3_11_2557_14_34_30.jpg สีขันที 3 สีตตยิ ภูมิ (Tertiary Hues) เกดิ จากนําเอาแม่สีมาผสมกบั สีขันที 2 โดยจะได้สีใหม่เพมิ อกี 6 สี ดังนี สีแดง ผสม สีมว่ ง เป็น สีม่วงแดง สีแดง ผสม สีสม้ เป็น สีส้มแดง

สีเหลือง ผสม สีสม้ เป็น สีส้มเหลอื ง สีเหลือง ผสม สีเขียว เป็น สีเขียวเหลือง สีนาํ เงิน ผสม สีมว่ ง เป็น สีมว่ งนาํ เงิน สีนาํ เงิน ผสม สีเขยี ว เป็น สีเขียวนาํ เงนิ สีตตยิ ภูมิ อา้ งอิงจาก : http://4.bp.blogspot.com/-K2- Jzg0N3WM/VjomWfvA7AI/AAAAAAAAAZ8/elxmy5TngXg/s1600/tertiary.gif วรรณะของสี วรรณะของสี คอื สีทีใหค้ วามรู้สึกร้อน-เยน็ ในวงจรสีจะมีสีรอ้ น 7 สี และสีเยน็ 7 สี ซึงแบง่ ทีสีม่วงกบั สีเหลือง ซึงเป็นไดท้ งั สองวรรณะ แบ่งออกเป็น 2 วรรณะ 1.วรรณะสีร้อน (WARM TONE) ประกอบดว้ ยสีเหลือง สีสม้ เหลือง สีสม้ สีสม้ แดง สีม่วงแดงและสี ม่วง สีใน วรรณะร้อนนีจะไมใ่ ช่สีสดๆ ดงั ทีเห็นในวงจรสีเสมอไป เพราะสีในธรรมชาติยอ่ มมีสีแตกตา่ งไป กว่าสีในวงจรสีธรรมชาติอีกมาก ถา้ หากวา่ สีใด ค่อนขา้ งไปทางสีแดงหรือสีส้ม เช่น สีนาํ ตาลหรือสีเทาอม ทอง ก็ถือวา่ เป็นสีวรรณะร้อน 2.วรรณะสีเยน็ (COOL TONE) ประกอบดว้ ย สีเหลือง สีเขยี วเหลือง สีเขยี ว สีเขียวนาํ เงิน สีนาํ เงิน สีมว่ งนาํ เงิน และสีม่วง ส่วนสีอืน ๆ ถา้ หนกั ไปทางสีนาํ เงินและสีเขียวก็เป็นสีวรรณะเยน็ ดงั เช่น สีเทา สีดาํ สีเขยี วแก่ เป็นตน้ จะสงั เกตไดว้ า่ สีเหลืองและสีม่วงอยทู่ งั วรรณะรอ้ นและวรรณะเยน็ ถา้ อยใู่ นกล่มุ สีวรรณะ ร้อนกใ็ หค้ วามรูสึกร้อนและถา้ อยใู่ นกลุม่ สีวรรณะเยน็ ก็ใหค้ วามรู้สึกเยน็ ไปดว้ ย สีเหลืองและสีมว่ งจึงเป็น สีไดท้ งั วรรณะร้อนและวรรณะเยน็

วรรณะรอ้ นและวรรณะเยน็ อา้ งอิงจาก : http://3.bp.blogspot.com/- Vomw2jN87Dk/VjoKMtgdmRI/AAAAAAAAAZU/ffNvBpRiUps/s1600/images.png 4.3 ระบบสี โดยทวั ไปสีในธรรมชาติและสีทีสร้างขึน จะมีรูปแบบการมองเห็นของสีทีแตกตา่ งกนั ซึงรูปแบบการ มองเห็นสี ทีใชใ้ นงานดา้ นกราฟิ กทวั ไปนนั มีอยดู่ ว้ ยกนั 4 ระบบ คือ 1. ระบบสีแบบ RGB ตามหลกั การแสดงสีของเครืองคอมพิวเตอร์ 2. ระบบสีแบบ CMYK ตามหลกั การแสดงสีของเครืองพมิ พ์ 3. ระบบสีแบบ HSB ตามหลกั การมองเห็นสีของสายตามนุษย์ 4. ระบบสีแบบ Lab ตามมาตรฐานของ CIE ซึงไมข่ ึนอยกู่ บั อปุ กรณใ์ ด ๆ 1. ระบบสีแบบ RGB เป็ นระบบสีทีประกอบดว้ ยแม่สี 3 สีคือ แดง (Red), เขียว (Green) และ นาํ เงิน (Blue) ในสดั ส่วนความ เขม้ ขน้ ทีแตกต่างกนั เมือนาํ มาผสมกนั ทาํ ใหเ้ กิดสีต่าง ๆ บนจอคอมพิวเตอร์ไดม้ ากถึง 16.7 ลา้ นสี ซึงใกลเ้ คียง กบั สีทีตาเรามองเห็นไดโ้ ดยปกติ และจุดทีสีทงั สามสีรวมกนั จะกลายเป็นสีขาว นิยมเรียกการผสมสีแบบนีวา่ แบบ “Additive” หรือการผสมสีแบบบวก ซึงเป็นการผสมสีขนั ที 1 หรือถา้ นาํ เอา Red Green Blue มาผสม ครังละ 2 สี ก็จะทาํ ใหเ้ กิดสีใหม่ เช่น Blue + Green = Cyan Red + Blue = Magenta Red + Green = Yellow แสงสี RGB มกั จะถูกใชส้ าํ หรับการส่องสวา่ งทงั บนจอทีวแี ละจอคอมพิวเตอร์ ซึงสร้างจากการใหก้ าํ เนิด แสง สีแดง สีเขียว และสีนาํ เงิน ทาํ ใหส้ ีดสู วา่ งกวา่ ความเป็ นจริง

ระบบสีแบบ RGB อา้ งอิงจาก : http://1.bp.blogspot.com/-Xa- 27_WUs2Y/Vjd9EBdx63I/AAAAAAAAAX4/IHTJz1OxfS4/s1600/99999.png 2.ระบบสีแบบ CMYK เป็นระบบสีทีใชก้ บั เครืองพมิ พท์ ีพมิ พอ์ อกทางกระดาษ ซึงประกอบดว้ ยสีพืนฐาน คอื สีฟ้า (Cyan), สีม่วง แดง (Magenta), สีเหลือง (Yellow), และเมือนาํ สีทงั 3 สีมาผสมกนั จะเกิดสีเป็น สีดํา (Black) แตจ่ ะไม่ดาํ สนิท เนืองจากหมึกพมิ พม์ ีความไม่บริสุทธิ โดยเรียกการผสมสีทงั 3 สีขา้ งตน้ วา่ “Subtractive Color” หรือการผสม สีแบบลบ หลกั การเกิดสีของระบบนี คอื หมึกสีหนึงจะดูดกลืนสีจากสีหนึงแลว้ สะทอ้ นกลบั ออกมาเป็นสี ตา่ ง ๆ เช่น สีฟ้าดดู กลืนสีม่วงแลว้ สะทอ้ นออกมาเป็นสีนาํ เงิน ซึงจะสงั เกตไดว้ า่ สีทีสะทอ้ นออกมาจะเป็นสี หลกั ของระบบ RGB การเกิดสีนีในระบบนีจึงตรงขา้ มกบั การเกิดสีในระบบ RGB 3. ระบบสีแบบ HSB เป็นระบบสีพืนฐานในการมองเห็นสีดว้ ยสายตาของมนุษย์ ประกอบดว้ ยลกั ษณะของสี 3 ลกั ษณะ คอื - Hue คือ สีต่าง ๆ ทีสะทอ้ นออกมาจากวตั ถเุ ขา้ มายงั ตาของเรา ทาํ ใหเ้ ราสามารถมองเห็นวตั ถุเป็นสีต่าง ๆ ได้ ซึงแตล่ ะสีจะแตกตา่ งกนั ตามความยาวของคลืนแสงทีมากระทบวตั ถุและสะทอ้ นกลบั ทีตาของเรา Hue ถูก วดั โดยตาํ แหน่งการแสดงสีบนStandard Color Wheel ซึงถูกแทนดว้ ยองศา 0 ถึง 360 องศา แต่โดยทวั ๆ ไป แลว้ มกั จะเรียกการแสดงสีนนั ๆ เป็ นชือของสีเลย เช่น สีแดง สีม่วง สีเหลือง - Saturation คือ ความสดของสี โดยค่าความสดของสีจะเริมที 0 ถึง 100 ถา้ กาํ หนด Saturation ที 0 สีจะมี ความสดนอ้ ย แตถ่ า้ กาํ หนดที 100 สีจะมีความสดมาก ถา้ ถกู วดั โดยตาํ แหน่งบน Standard Color Wheel ค่า Saturation จะเพิมขึนจากจุดกึงกลางจนถึงเส้นขอบ โดยค่าทีเส้นขอบจะมีสีทีชดั เจนและอิมตวั ทีสุด

- Brightness คือ ระดบั ความสวา่ งและความมืดของสี โดยคา่ ความสวา่ งของสีจะเริมที 0 ถึง 100 ถา้ กาํ หนด ที 0 ความสวา่ งจะนอ้ ยซึงจะเป็นสีดาํ แต่ถา้ กาํ หนดที 100 สีจะมีความสวา่ งมากทีสุด ยงิ มีค่า Brightness มากจะ ทาํ ใหส้ ีนนั สวา่ งมากขนึ ระบบสีแบบ HSB อา้ งอิงจาก : http://2.bp.blogspot.com/- dnmZnWLoakc/Vjd9eQKtjkI/AAAAAAAAAX8/nzbtyZFhY40/s1600/8888.png 4. ระบบสีแบบ Lab ระบบสีแบบ Lab เป็นค่าสีทถี กู กาํ หนดขึนโดย CIE (Commission International d’ Eclarirage) เพือใหเ้ ป็น สีมาตรฐานกลางของการวดั สีทกุ รูปแบบ ครอบคลมุ ทกุ สีใน RGB และ CMYK และใชไ้ ดก้ บั สีทีเกิดจาก อุปกรณ์ทกุ อยา่ งไมว่ า่ จะเป็นจอคอมพวิ เตอร์ เครืองพิมพ์ เครืองสแกนและอืน ๆ ส่วนประกอบของโหมดสีนี ไดแ้ ก่ L หรือ Luminance เป็นการกาํ หนดความสวา่ งซึงมีค่าตงั แต่ 0 ถึง 100 ถา้ กาํ หนดที 0 จะกลายเป็นสีดาํ แต่ถา้ กาํ หนดที100 จะกลายเป็นสีขาว A เป็ นค่าของสีทีไลจ่ ากสีเขียวไปสีแดง B เป็นคา่ ของสีทีไลจ่ ากสีนาํ เงินไปสีเหลือง

ระบบสีแบบ Lab อา้ งองิ จาก : http://3.bp.blogspot.com/-4Ejtk9O-2u8/Vjd9o3bx1- I/AAAAAAAAAYE/RR9MxhSCuMc/s1600/000000.png . กจิ กรรมการเรียนรู้ จัดการเรียนรู้โดยวิธสี อนแบบ MIAP ขันสนใจปัญหา 1. ใหน้ กั เรียนอา่ นจุดประสงคท์ วั ไป และจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมอยา่ งละเอียด เพือจะได้ ทราบวา่ เอกสารประกอบการเรียนในหน่วยที 4 มีจุดประสงคก์ ารเรียนรู้และความคาดหวงั เกียวกบั พฤติกรรม ของนกั เรียนอยา่ งไร 2. ใหน้ กั เรียนทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 4 เป็นขอ้ สอบปรนยั แบบเลือกตอบ จาํ นวน 10 ขอ้ คะแนน 10 คะแนน เพือวดั ความรู้พืนฐานของตนเอง 3. ครูเป็นผตู้ รวจแบบทดสอบก่อนเรียน ตามเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 4 ขันศึกษาข้อมูล 4. ผสู้ อนครูใหค้ วามรู้ในบทเรียน เรือง สีในสือสิงพิมพ์ โดยใหน้ กั เรียนใชเ้ อกสารประกอบการ เรียนในการเรียนรู้เนือหาในบทเรียน 5. ครูและนกั เรียนช่วยกนั สรุปเนือหาในบทเรียน ขันการนําข้อมูลมาใช้ 6. เมือนกั เรียนไดศ้ ึกษาเนือหาจบแลว้ ใหน้ กั เรียนทาํ แบบฝึกหดั 7. เมือนกั เรียนทาํ แบบฝึ กหดั เสร็จเรียบร้อยแลว้ ให้นกั เรียนทาํ ใบงานที 4 ชืองาน สีในสือ สิงพิมพ์

ขันประเมินผล 8. ครูตรวจแบบฝึกหดั ตามแบบเฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที 4 9. ครูประเมินใบงานที 4 ชืองาน สีในสือสิงพิมพ์ 10. ให้นกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที 4 เป็ นขอ้ สอบปรนยั แบบเลือกตอบ จาํ นวน 10 ขอ้ เวลาในการสอบ 15 นาที คะแนนสอบ 10 คะแนน 11. ครูเป็นผตู้ รวจแบบทดสอบหลงั เรียน ตามเฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที 4 การบูรณาการกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 15. ความพอประมาณ - ผูเ้ รียนเตรียมวสั ดุอุปกรณ์เหมาะสมกบั การเรียน 16. ความมีเหตผุ ล - ผูเ้ รียนกาํ หนดการใชส้ ีกบั สือสิงพมิ พ์ - ผเู้ รียน เลือกใชส้ ีกบั งานออกแบบอยา่ งเหมาะสม - ผเู้ รียนกาํ หนดค่าการใชร้ ะบบสีเหมาะสมกบั งานพมิ พ์ 17. การมภี ูมคิ ้มุ กนั - ผูเ้ รียนปฏิบตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ - ผูเ้ รียนทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายไดด้ ว้ ยตนเอง 18. เงือนไขความรู้ - ผเู้ รียนมีความรู้เกยี วกบั ความรู้เบืองตน้ เกียวกบั สี - ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั ทฤษฎีสี - ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั ระบบสี 19. เงือนไขคณุ ธรรม - ผูเ้ รียนปฏิบตั ิงานดว้ ยความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ และความรอบคอบ 6. สือและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนงั สือเรียนวิชาการผลิตสือสิงพมิ พ์ . สือการสอนเรืองสีในสือสิงพมิ พ์ . สือการสอนจากอินเทอร์เน็ต www.youtube.com 4. สือของจริงประเภทตา่ ง ๆ . เครืองคอมพิวเตอร์ . เครืองฉายวดี ิโอโปรเจคเตอร์

7. หลกั ฐาน หลกั ฐานความรู้ 1. ผลการสงั เกต 2. ผลการมอบหมายงาน 3. ผลการสอบ หลกั ฐานการปฏิบตั งิ าน 4. แบบบนั ทึกเนือหาการเรียน (สมดุ ของผเู้ รียน) 5. แบบประเมินพฤติกรรม 6. แบบประเมินผลการปฏิบตั ิงาน . วัดผลประเมนิ ผล . เครืองมือประเมนิ 1. แบบประเมินผลทีเกิดจากใบงาน 2. แบบประเมินพฤติกรรมในการเรียน 2. แบบทดสอบก่อนเรียน-หลงั เรียน . เกณฑก์ ารประเมิน 1. ใบงานที 4 ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ 8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน 2. แบบทดสอบหลงั เรียน ตอ้ งไดค้ ะแนนไม่นอ้ ยกวา่ 5 คะแนน จากคะแนนเตม็ 10 คะแนน 3. ตอ้ งผ่านเกณฑก์ ารประเมินพฤตกิ รรมอยใู่ นระดบั ดี

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน . ผคู้ ิดคน้ ทฤษฎี “วงลอ้ สี” คนแรกคือใคร ก.เซอร์ไอแซก นิวตนั ข.วิลเลียม ฮาร์วีย์ ค.ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน ง.ทอมสั ดาเวนพอร์ต . สีในขอ้ ใดเป็นสีตรงกนั ขา้ มเมือเปรียบเทียบความแตกต่างของสี ก.สีเหลือง-สีส้ม ข.สีเหลือง-สีม่วง ค.สีสม้ -สีเขียว ง.สีมว่ ง-สีสม้ . สีใดทีแสดงถึงความสะอาด บริสุทธิ ความวา่ งเปล่า ก.สีขาว ข.สีดาํ ค.สีเหลือง ง.สีฟ้า . แมส่ ีปฐมภูมิประกอบดว้ ยสีอะไรบา้ ง ก.สีแดง-สีนาํ เงิน-สีดาํ ข.สีแดง-สีเหลือง-สีขาว ค.สีแดง-สีนําเงิน-สีเหลอื ง ง.สีแดง-สีนาํ เงิน-สีขาว . สีทตุ ิยภมู ิเป็นขนั ทีนาํ สีปฐมภมู มิ าผสมกนั ทาํ ใหเ้ กิดสีใหม่จาํ นวน สี ไดแ้ ก่สีอะไรบา้ ง ก.สีส้ ม-สีม่วง-สีเขียว ข.สีแดง-สีมว่ ง-สีนาํ เงิน ค.สีแดง-สีม่วง-สีเขียว ง.สีส้ม-สีนาํ เงิน-สีเหลือง .ขอ้ ใดต่อไปนีเป็ นสีวรรณะเยน็ ทงั หมด ก.สีเขียว-สีสม้ -สีม่วง ข.สีเขียว-สีนําเงนิ -สีม่วง ค.สีส้ม-สีเหลือง-สีม่วง ง.สีเหลือง-สีสม้ -สีเขียว

. สีใดเป็นสีทีอยทู่ งั ในวรรณะรอ้ นและวรรณะเยน็ ก.สีส้ม ข.สีเขียว ค.สีนาํ เงิน ง.สีม่วง . สีทีอยตู่ รงขา้ มสีเหลืองในวรรณะสีคือสีใด ก.สีม่วง ข.สีเขียว ค.สีสม้ ง.สีนาํ เงิน . ขอ้ ใดต่อไปนีเป็ นสีกลาง ก.สีนาํ ตาล ข.สีทอง ค.สีนาํ เงินเขม้ ง.สีเหลืองอ่อน . ระบบสีใดแสดงสีตามหลกั การแสดงสีของเครืองพิมพ์ ก.ระบบสี RGB ข.ระบบสี CMYK ค.ระบบสี HSB ง.ระบบสี LAB

แผนผงั ความคิด การจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เหตผุ ล 1. แยกชนิดไฟลภ์ าพและคณุ สมบตั ิ พอประมาณ ของไฟลภ์ าพ 5. เตรียมวสั ดุอปุ กรณเ์ หมาะสมกบั 2. เลือกใชร้ ูปภาพในงานสือสิงพิมพ์ การเรียน ไดอ้ ย่างเหมาะสม 3. เลือกใชภ้ าพประกอบในการจดั ทาํ สือสิงพิมพอ์ ยา่ งเหมาะสม 4. ปรับภาพปกติเป็นภาพโปร่งแสง ให้ หน่วยที 5 ภูมิคุม้ กนั ภาพในสือสิงพิมพ์ 6. ปฏบิ ตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ 7. ทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายไดด้ ว้ ย ตนเอง ความรู+้ ทกั ษะ คณุ ธรรม 1. ไฟลภ์ าพและคุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ 1. ตรงตอ่ เวลา 2. รูปภาพในงานดา้ นสือสิงพมิ พ์ 2. มคี วามรับผิดชอบ 3. ภาพทีใชใ้ นการประกอบสือสิงพิมพ์ 3. มีความรอบคอบในการปฏิบตั ิงาน

แผนการจดั การเรียนรู้บูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง รหสั วชิ า 2204 – 2104 วิชา การผลติ สือสิงพมิ พ์ สอนครังที 9-10 เวลา ชม. หน่วยที 5 ชือหน่วย ภาพในสือสิงพมิ พ์ . สาระสําคัญ ภาพประกอบในสื อสิงพิมพ์ ทังทีเป็ นภาพวาดและภาพถ่ายต่างก็ใช้เพือสือความหมาย เช่นเดียวกบั ตวั อกั ษร แต่มีลกั ษณะพิเศษคือให้รายละเอียดไดม้ ากกว่าและยงั สามารถทาํ ใหเ้ ห็นภาพไดเ้ หมือน จริง การได้มองเห็นภาพจะทําให้เกิดความเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาตีความหรือทําความเข้าใจ นอกจากนีภาพยงั ถือว่าเป็ นภาษาสากล แมค้ นทีไม่รู้หนังสือก็สามารถดูรู้เรืองได้ การใช้ภาพประกอบจึงมี ความหมายและสาํ คญั ต่อสิงพมิ พไ์ ม่นอ้ ยไปกวา่ ตวั พิมพ์ . สมรรถนะประจําหน่วย 1. แสดงความรู้เกียวกบั ไฟลภ์ าพ คุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ รูปภาพในงานดา้ นสือสิงพิมพแ์ ละ ภาพทีใชใ้ นการประกอบสือสิงพิมพ์ 2. แยกชนิดไฟลภ์ าพและคุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ 3. เลือกใชร้ ูปภาพในงานสือสิงพิมพอ์ ยา่ งเหมาะสม 4. เลือกใชภ้ าพประกอบในการจดั ทาํ สือสิงพิมพอ์ ย่างเหมาะสม 5. ปรับภาพปกตเิ ป็นภาพโปร่งแสงใหม้ ีความใสเหมือนกบั กระจกเงา 6. เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์เหมาะสมกบั การปฏิบตั ิงาน 7. แสดงพฤตกิ รรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ นการตรงต่อเวลา ความรอบคอบ และมีความรับผดิ ชอบ . จุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์ทัวไป เพือใหผ้ เู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจเกียวกบั ไฟลภ์ าพ คุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ รูปภาพในงานดา้ นสือ สิงพมิ พ์ และภาพทีใชใ้ นการประกอบสือสิงพิมพ์ จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (นําทาง) 1. อธิบายเกียวกบั ไฟลภ์ าพ คุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ รูปภาพในงานดา้ นสือสิงพมิ พ์ และภาพทีใชใ้ นการประกอบสือสิงพิมพไ์ ด้ 2. อธิบายไฟลภ์ าพและคุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพได้ 3. อธิบายรูปภาพในงานดา้ นสือสิงพมิ พไ์ ด้

4. อธิบายการใชภ้ าพประกอบสือสิงพิมพไ์ ด้ 5. มีเจตคติทีดีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ นการตรงต่อเวลา ความรอบคอบ และความรับผิดชอบ . เนือหาสาระการเรียนรู้ 1. ไฟลภ์ าพและคุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ 2. รูปภาพในงานดา้ นสือสิงพมิ พ์ 3. ภาพทีใชใ้ นการประกอบสือสิงพิมพ์ 1. ไฟล์ภาพและคุณสมบตั ิของไฟล์ภาพ ความหมายของภาพ “ภาพ” ในความหมายตามพจนานุกรมไทย ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง ความมี ความเป็ น มกั ใชป้ ระกอบส่วนทา้ ยของคาํ สมาน เช่น ภาพ มรณภาพ เป็นตน้ รูปทีปรากฏเห็นหรือนึกเห็น เช่น ทิวทศั น์ ภาพในฝัน เป็นตน้ สิงทีวาดขึนเป็นรูปหรือสิงทีถ่ายแบบไว้ เช่น ภาพสีนาํ มนั ภาพถ่าย เป็นตน้ ภาพประกอบสือสิงพิมพ์ หมายถึง เนือหาส่วนทีเป็ นภาพทีปรากฏอยู่ในเอกสารสือสิงพิมพ์ต่าง ๆ นอกจากเนือหาและขอ้ ความตวั อกั ษร ภาพเหล่านีอาจเป็ นภาพวาดและภาพถ่ายก็ได้ และยงั รูปถึงภาพกราฟิ ก ตา่ ง ๆ เช่น จุดเส้นสี แถบกราฟิ ก และภาพเลขาคณิตอืน ๆ ทีใชใ้ นการตกแต่งสือสิงพมิ พ์ เป็นตน้ ความละเอยี ดของภาพ (Resolution) งานสือสิงพิมพส์ ่วนใหญ่แลว้ เป็ นงานทีดูในระยะใกล้ และเป็ นงานทีผ่านระบบการพิมพค์ ุณภาพสูง ดงั นัน จึงมคี วามละเอียดของภาพสูงกว่างานทีนาํ เสนอบนจอภาพ สือสิงพิมพค์ ุณภาพสูงส่วนใหญ่พิมพด์ ว้ ย ความละเอียด 300 DPI (Dot Per Inch = DPI ) แต่สิงพิมพ์บางประเภทอาจมีความละเอียดทีแตกต่างออกไป เช่น หนังสือพิมพ์ หรือป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่อาจใช้ความละเอียดภาพทีตาํ เพราะไม่ตอ้ งการคุณมากนัก ส่วนความละเอียดของจอภาพนนั ทวั ไปจะเป็ น 72 PPI (Pixels Per Inch = PPI) ดงั นัน การทาํ งานเพือแสดงผล บนจอภาพควรใชค้ ่าความชดั เจน 72 PPI เป็นตน้ คณุ สมบตั ขิ องไฟล์รูปภาพสําหรับงานนาํ เสนอจอภาพ การทาํ งานทุกครังตอ้ งคาํ นึงถึงคุณสมบตั ิของไฟลร์ ูปภาพทีตอ้ งการใช้ในการนาํ เสนอ เช่น ภาพทีจะ ปรากฏนันจะมีขนาดเท่าไร ต้องใช้ความละเอียดของภาพเท่าไร ควรใช้ระบบสีแบบใด และเลือกรูปแบบ (Format) ของรูปภาพใด เพือให้เหมาะสมในการนาํ ไปใช้งาน ทงั นี ขึนอยู่กบั ประเภทของงานทีจะนาํ ไปใช้ ดว้ ย เช่น ภาพทีใชท้ าํ เว็บ กบั ภาพทีใชท้ าํ โปสเตอร์กต็ อ้ งมีคุณภาพทีแตกตา่ งกนั โดยทวั ไปจะแบ่งลกั ษณะงาน ออกเป็ นสองสายตามรูปแบบของสือในการนาํ เสนอภาพทีปรากฏบนจอภาพคอมพิวเตอร์ เกิดจากการทาํ งาน ของโทนสีอาร์จีบี (RGB) ซึงประกอบดว้ ยสีแดง (RED) สีเขียว (GREEN) และสีนาํ เงิน (Blue) โดยใชห้ ลกั การ ยิงประจุไฟฟ้าให้เกิดการเปล่งแสงของสีทงั 3 สี มาผสมกนั ทาํ ให้เกิดเป็ นจุดเล็ก ๆ ทีเรียกว่า พิกเซล (Pixel)

โดยในหนึงพิกเซลประกอบด้วยหลายสี เมือนํามาวางต่อกันจะเป็ นรู ปภาพ ภาพทีนิยมใช้กับเครื อง คอมพวิ เตอร์มี 2 ประเภทคือ 1.ภาพกราฟิ กแบบบิตแมป (Bitmap Graphics) หรือแบบราสเตอร์ (Raster Graphics) เป็ นภาพกราฟิ กทีเกิดจากการเรียงตวั กนั ของสีเหลียมเลก็ ๆหลายสีคลา้ ยกบั การปูกระเบือง เรียกว่า พิกเซล ซึงในแต่ละพิกเซลถูกระบุดว้ ยขอ้ มูลสีขึนอยู่กบั ภาพนนั ๆ ว่าใชโ้ หมดสีแบบใดการสร้างภาพ แต่ละ พิกเซลจะมีค่าของตําแหน่งและค่าสีของตวั เอง ดว้ ยเหตุทีพิกเซลมีขนาดเล็ก จึงเห็นว่าภาพมีความละเอียด สวยงาม ไม่มีลกั ษณะของกรอบสีเหลียมให้เห็น แต่ถ้าขยายขนาดภาพก็จะเห็นกรอบเล็ก ๆหรือพิกเซล ทีประกอบกนั ขึนมาเป็ นภาพ ดงั นัน เมือทาํ งานกบั ภาพแบบมิตแมปหรือราสเตอร์เป็นภาพทีขึนอยกู่ บั ความ ละเอียด (Resolution) เมือทาํ งานกบั ภาพแบบมิตแมปหรือแบบราสเตอร์กาํ หนดจาํ นวนพิกเซลให้กับภาพ ทีตอ้ งการสร้าง ถา้ กาํ หนดจาํ นวนพิกเซลน้อยเมือทาํ การขยายภาพให้ใหญ่ขึนจะทาํ ให้มองเห็นภาพเป็ นจุด สีเหลียมเล็ก ๆ หรือถา้ กาํ หนดจาํ นวนพิกเซลมากก็จะทาํ ใหแ้ ฟ้มภาพมีขนาดใหญ่ ของดีของภาพแบบบิตแมป แบบราสเตอร์ คอื สามารถแกไ้ ข ปรับแต่งตกแต่งภาพไดง้ ่ายและสวยงาม ตารางชนิดของกราฟกไฟลประเภทบิตแมปหรือราสเตอร ชนดิ ของไฟล์ ลกั ษณะการใช้งาน บีเอม็ พี (Bitmap Sequence = BMP) ถกู สร้างขึนเพอื ใชแ้ สดงผลภาพกราฟิ กบนโปรแกรม วินโดวส์ เป็ นไฟล์ทีไม่มีประโยชน์ในด้านการใช้ งานมากนกั จะใช้เพือเก็บกราฟิ กไฟล์ทีเป็นตน้ แบบ และใชใ้ นการแสดงผลบนจอคอมพวิ เตอร์ ทิฟ (Tagged image file format = TIF ) เป็ นกราฟิ กไฟลท์ ีสร้างมาเพือโปรแกรมประเภท จดั หน้าห นังสื อ (Desktop Publlshing) ส าม ารถ เก็บ ขอ้ มูลรายละเอียดของภาพไดค้ ่อนขา้ งมาก ใช้ไดท้ งั ในอมค (Mac)และพีชีมีหลายเวอร?ทชนั แต่ทีนิยมใช้ กนั คอื เวอร์ชนั 4และ 5 กิฟ (Compuseve Graphic Interchange File = GIF ถูกสร้างขึนมาโดยบริ ษัทคอมพิวเชิร์ฟ (Compu Surve)ซึงเป็ นบริษัททีให้บริการด้านเครือข่ายของ สหรัฐ เหมาะกบั การเก็บไฟล์รูปภาพขนาดเล็กและ จาํ นวนสีน้อย มีขนาดไฟลเ์ ล็กเพราะสร้างขึนมาเพือ ใชใ้ นระบบเครือขา่ ย เจเปก (Joint Photographic Expers Group = JPG ) เป็ นไฟล์ทีถูกสร้างขึนมาเพือบีบอดั ขอ้ มูลภาพให้มี ข น าด ก ะ ทั ด รั ด เพื อ นํ าไ ป ใ ช้ ง าน ใ น ร ะ บ บ อินเตอร์เน็ต นิยมนาํ มาใชใ้ นการแสดงผลูปภาพบน เครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตเช่นเดยี วกบั กิฟ

ชนดิ ของไฟล์ ลกั ษณะการใช้งาน พิค (Picture = PICT) พเี อน็ จี (Portable Network Graphics = PNG สามารถเก็บองค์ประกอบของรูปภาพไดค้ รบ เป็ น ไฟลข์ องแมคโอเอส (OS) และไม่สามารถบนั ทึกใน อีพเี อส (Encapsulated Postscript = EPS โหมดซีเอม็ วายเคเพือนาํ มาใชง้ านดา้ นการพมิ พ์ เป็ นไฟลท์ ีเหมาะสมกบั การใช้ในเวบ็ สามารถบบี อดั ขนาดไฟลล์ งไดโ้ ดยทียงั รักษาคณุ ภาพของไฟลไ์ วไ้ ด้ และที สําคัญ ส าม ารถเลื อกระดับ สี ใช้งาน ได้ ถึง 16 ลา้ นสี เป็ นไฟล์นามสกุลทีใช้เปิ ดโปรแกรมในโปรแกรม อิลลสั เตรเตอร์ แต่สามารถบนั ทึกไดด้ ว้ ยโปรแกรม โพโตช็อป สนบั สนุนการสร้างภาพ (Path) บนั ทึกได้ ทงั แทบเวคเตอร์และราสเตอร์ 2. ภาพกราฟิ กแบบเวคเตอร์ (Vector Graphics) มีลกั ษณะการสร้างให้แต่ละส่วนเป็ นอิสระต่อกนั โดยแยกชินส่วนของภาพทงั หมด ออกเป็ นเส้นตรง รูปทรง ส่วนโคง้ โดยอา้ งอิงตามความสัมพนั ธ์ทางคณิตศาสตร์หรือคาํ นวณเป็ นตวั สร้างภาพ เป็ นการรวมเอา รูปทรงพืนฐาน ได้แก่ วงกลม เส้นตรง ทรงกลม ลูกบาศก์ และ อืน ๆ ต่างชนิดมาผสมกัน มีทิศทางการ ลากเส้นไปในแนวต่าง ๆ เพือสร้างภาพทีแตกต่างกนั โดยใชค้ าํ สังตา่ ง ๆ จึงเรียกภาพประเภทนีวา่ กราฟิ กแบบ เวคเตอร์ การสร้างโครงร่างภาพกราฟิ กแบบเวคเตอร์ เป็ นการคาํ นวณทางคณิตศาสตร์การกาํ หนดโครงร่าง และจดั เก็บไฟลภ์ าพในลกั ษณะของตวั แปรทางคณิตศาสตร์เป็ นผลทาํ ให้ไฟล์มีขนาดเล็ก อีกทังโครงร่าง ประกอบขึนจากเส้นตรงและเส้นโคง้ จึงถกู ขนานนามวา่ เป็ นภาพลายเส้น (Draw Type Graphics) และประการ สําคญั ของไฟลภ์ าพประกอบนี คือมีขอบภาพทีคมชดั เมือถูกพิมพอ์ อกทีเครืองพิมพ์ ดงั นนั จึงนิยมใชใ้ นการ ออกแบบโลโก้ ศิลปะตวั อกั ษร ศลิ ปะการเขยี น ขอ้ ดีอีกประการหนึงคอื คณุ ภาพของภาพไม่ขึนอยกู่ บั อตั ราการ ขยาย (Resolution – independent) หมายถึงภาพถูกขยายให้ใหญ่แค่ไหนก็ได้โดยไม่มีผลกระทบกับคุณภาพ ของภาพเลย ส่วนขอ้ เสียของไฟล์ภาพประเภทนีคอื ภาพทีดูจะเป็ นภาพวาดเมือเทียบกบั ไฟลภ์ าพแบบบิตแมป ทีมีลกั ษณะเป็นภาพถ่าย สาํ หรบั โปรแกรมทีใชส้ รา้ งหรือแกไ้ ขภาพเวคเตอร์ ไดแ้ ก่ โปรแกรม ฟรีแฮนด์ (Free Hand) คอเรลดรอว์ (CorelDraw) และอิลัสเตรเตอร์ (lllustator) ซึงพืนฐานของไฟล์ประเภทนี จัดเก็บใน รูปแบบของโพสตค์ ริปตไ์ ฟล์ (Postscript) โดยโพสตส์ คริปต์ไฟลเ์ ป็นภาษาทีใชใ้ นการสังการและควบคุมการ พิมพ์บนเครืองพิมพ์ โดยเป็ นมาตรฐานของอะโดบี ดงั นัน ผูท้ ีใช้โปรแกรมประเภทนีเครืองพิมพส์ นับสนุน โพสตส์ คริปตไ์ ฟล์ จึงจะพมิ พภ์ าพไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์

ตารางชนิดของไฟลเวคเตอร ชนดิ ของไฟล์ ลกั ษณะการใช้งาน อีพีเอส (Encapsulated Postscript = EPS) อพี ีเอสเป็นไฟลท์ ีถกู สร้างขึนมาเพือใชใ้ นงาน ออกแบบสือสิงพิมพเ์ ป็นไฟลเ์ วคเตอร์มาตรฐานใช้ งานไดก้ บั โปรแกรมหลายโปรแกรมสามารถทาํ การ แยกสีเพืองานพิมพไ์ ดน้ อกจากนียงั ใชใ้ นการ save เวคเตอร์ไฟลจ์ ากโปรแกรมหนึงเพือนาํ ไปโหลดใช้ งานในอกี โปรแกรมหนึง ไฟลช์ นิดนีจะมีโปรแกรม ขนาดใหญ่ไฟลเ์ วคเตอร์ชนิดอืน ๆ เอไอ (Adobe illustrator sequence =Al) เอไอเป็นไฟลข์ องอะโดบีอลิ ลสั เตรเตอร์ จึงควร แกไ้ ขไฟลเ์ อไอบนโปรแกรมอิลสั เตรเตอร์เท่านนั เอฟเอช (FreeHand =FH) เอฟเอชเป็ นไฟลโ์ ปรแกรมของเวคเตอร์ของค่าย มาโครมิเดีย(Macromedia) ทีมีชือวา่ ฟรี แฮนด์ (FreeHand) ดีดบั เบิลยจู ี (Drawing file = DWG) ดีดบั เบิลยจู ีเป็นดรอวอ์ ิงไฟล์ (Drawing file) ของ โปรแกรมออโตแคด (Auto CAD) เอฟแอลเอฟ (Flash =FLA) เป็ นไฟลเ์ วคเตอร์ของโปรแกรมมาโครมเิ ดยี มเฟลซ ใชใ้ นการสร้างแอนิมิชนั บนเวบ็ เพจ เอสดบั เบิลยูเอฟ (Shock wave flash =SWF ) เป็ นไฟลเ์ วคเตอร์ของโปรแกรมมาโครมเิ นียมเฟลซ ใชแ้ สดงผลเฟลซ (Flash) แอนิมิชนั บนเวบ็ 2. รูปภาพในงานด้านสือสิงพิมพ์ การทาํ งานกบั รูปภาพในสือสิงพิมพถ์ ือเป็นสิงทีสาํ คญั เพราะสามารถดึงดูดความน่าสนใจจากผูอ้ ่านและ ใชเ้ ป็ นสือขยายความหรือขอ้ ความใหเ้ กิดความเขา้ ใจมากยิงขึนโดยรูปภาพจะช่วยใหผ้ ูอ้ ่านสามารถตรวจสอบ เนือหาและพบสิงทีตอ้ งการสือความหมายของขอ้ ความไดร้ วดเร็วผอู้ ่านจะไดข้ อ้ มลู สรุปทีรวดเร็วกวา่ ขอ้ ความ มีความน่าสนใจพอทีจะอ่านตอ่ ไปหรือไม่ นอกจากนียงั ช่วยใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจความคิดทีซับซอ้ นไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว การขยายความดว้ ยรูปภาพ การสรา้ งหรือเลือกรูปภาพสาํ หรับสือสิงพิมพค์ วรทาํ ใหร้ ูปภาพมีคณุ สมบตั ิดงั นี 1. มีความเกียวขอ้ งกบั เนือหา การใช้รูปภาพเพืออธิบายแนวคิดหลกั และดึงดูดความสนใจเนืองจาก ผอู้ า่ นจะดเู นือหาแบบผา่ นๆโดยจะอา่ นเฉพาะหัวเรืองและอธิบายทีใชป้ ระกอบรูปภาพ ผอู้ า่ นสามารถรับทราบ ใจความทสี าํ คญั ทีสุดไดด้ ว้ ยรูปภาพและคาํ อธิบายสนั ๆ

2. ภาพมีความสอดคลอ้ งกันการจดั ทาํ สือสิงพิมพใ์ ห้เป็นเอกภาพดว้ ยการเลือกหรือแสดงรูปภาพ การ ทาํ ใหร้ ูปมีความสอดคลอ้ งกนั ทาํ ไดห้ ลายวธิ ี ไดแ้ ก่ ใชช้ ุดแถบสีหรือสีเด่นสีเดียวสไตลก์ ราฟิ กทวั ไป มมุ กลอ้ ง เดียวกนั การจดั แสงทีสอดคลอ้ งกนั และสามารถใชแ้ อฟเฟ็ กต์ของตวั กรองแบบเดียวกนั แตล่ ะรูปภาพ หรือใช้ ตวั บคุ คลเดียวกนั ในการดาํ เนินเรือง 3.เลือกใชภ้ าพบุคคลคนส่วนใหญ่มกั ดูรูปภาพของบุคคลอืน ๆ รูปของคนอืนจะมกั ดึงความสนใจของ ผูอ้ ่าน โดยเฉพาะภาพทีสอดคลอ้ งหรือบอกเรืองราวได้ การใชร้ ูปภาพแสดงรูปบุลทีใช้ผลิตภณั ฑ์หรือบริการ ทาํ ใหผ้ อู้ า่ นเห็นวธิ ีทาํ งานและนึกภาพตวั เองขณะใชง้ านดว้ ย 3. ภาพทีใช้ในการประกอบสือสิงพิมพ์ ภาพประกอบสือสิงพมิ พท์ งั ภาพวาดและภาพถา่ ยต่างกใ็ ชเ้ พือสือความหมายเช่นเดียวกบั ตวั อกั ษรแต่มี ลกั ษณะพิเศษคือให้ความหมายไดม้ ากกวา่ และสามารถทาํ ให้เห็นภาพไดเ้ หมือนจริง การได้มองเห็นภาพจะทาํ ให้เกิดความเข้าใจได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาตีความหรือทําความเข้าใจ นอกจากนีภาพยังถือว่าเป็ น ภาษาสากล แมค้ นไม่รู้หนังสือยงั สามารถดูรู้เรืองได้ การใชภ้ าพประกอบจึงมีความหมายและสําคญั ต่อสือ สิงพิมพไ์ ม่นอ้ ยกว่าตวั พิมพในอดีตทีผา่ นมาภาพประกอบสือสิงพิมพจ์ ะถูกนาํ มาใช้เพือวตั ถุประสงคต์ กแต่ง อธิบายและให้เป็ นหลกั ฐานอ้างอิงความสําคัญของภาพประกอบคือ แสดงสิงทีผูเ้ ขียนไม่สามารถอธิบาย ออกมาเป็นภาษาเขียนได้ นอกจากนีภาพประกอบสือสิงพิมพไ์ ดก้ ลายมาเป้นส่วนหนึงของชีวิตประจาํ วนั ของ ผคู้ น เพราะทุกสิงทุกอย่างไม่ว่าจะเป็ บรรจุภณั ฑ์ ปกเทป แผ่นพบั แผ่นปลิว หนงั สือพมิ พ์ นิตยสาร หนังสือ ทวั ไป ลว้ นตอ้ งใชภ้ าพประกอบทงั สิน 3.1 ความสําคัญของภาพประกอบสือสิงพมิ พ์ ภาพประกอบมีความสาํ คญั ต่อสือสิงพิมพม์ ากโดยเฉพาะในการสือความหมายของการถ่ายทอดความรู้ทางดา้ น วชิ าการเพราะภาพประกอบสามารถใหร้ ายละเอียด และความเหมือนจิงเหนือคาํ บรรยายให้ความสวยงามและ ความประทบั ใจหรือใชเ้ ป็ นหลกั ฐานอา้ งองิ ความสาํ คญั ของภาพประกอบสือสิงพมิ พม์ ีสาระสาํ คญั สรุปได้ ดงั นี 1. ใชส้ ร้างความเขา้ ใจในการอธิบายถึงสิงหนึงสิงใดบางครังตวั อกั ษรก็มีขอ้ จาํ กดั ทีจะบ่งบอกถึงสิง ทีอธิบายนนั วา่ เป็นอย่างไร ในบางกรณีแมผ้ บู้ รรยายจะมีความสามารถในการใชถ้ อ้ ยคาํ แต่ไม่อาจทาํ ใหเ้ กิด ความเขา้ ใจไดโ้ ดยง่าย เช่น การอธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งมา้ กบั ลาใหแ้ ก่คนทีไม่เคยเห็นสัตวท์ งั สองชนิดนี คงเป็นเรืองทีลาํ บากแต่ถา้ แสดงดว้ ยรูปภาพจะทาํ ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่ายขึน 2.ใชเ้ สริมความเขา้ ใจการนาํ ภาพประกอบมาใชใ้ นกรณีทีขอ้ ความสามารถสร้างความเขา้ ใจไดร้ ะดบั หนึงแลว้ แต่ไม่ชดั เจนจึงจาํ เป็ นตอ้ งใชภ้ าพประกอบเพือเสริมความเขา้ ใจใหช้ ดั เจนยิงขึน เช่น การอธิบายพุทธ ลกั ษณะพระพุทธเจา้ ในสมัยต่าง ๆ ถา้ มีภาพประกอบเพือเสริมความเขา้ ใจในรายละเอียดเพิมเติมก็จะทาํ ให้ เขา้ ใจมากยงิ ขนึ เป็ นตน้

3.ใช้เป็ นหลกั ฐานเพือบ่งบอกบุคคลในการบ่งบอกถึงบุคคลทีไม่อาจใช้ขอ้ ความอธิบายให้เหน้ ภาพ หรือเขา้ ใจไดว้ ่าบุคคลนีมีลกั ษณะเป็ นอย่างไร แต่ถา้ พมิ พภ์ าพแลว้ บอกชือ ผทู้ ีเห็นและรู้จกั ก็จะสามารถจดจาํ ไดท้ นั ที 4.ใชเ้ ป็นหลกั ฐานอา้ งอิงหรือแสดงเหตกุ ารณ์ ภาพประกอบสามารถนาํ มาใชเ้ ป็นหลกั ฐานประกอบคาํ บรรยายในกรณีนันสําคญั ขนาดตอ้ งบนั ทึกเป็ นประวตั ิศาสตร์ หรือเหตุการณ์นันต้องการความรวดเร็วเพือ นาํ เสนอเป็ นภาพขา่ วสือสารมวลชนต่าง ๆ เป็ นบอกเล่าเหตกุ ารณ์ใหเ้ ขา้ ใจโดยง่าย 5.ใช้ตกแต่งหน้าหนังสือ ภาพประกอบช่วยให้สวยงามน่าอ่านมากยิงขึนเทคโนโลยีการถ่าย การ ตกแต่งและการพิมพใ์ นปัจจุบนั เอืออาํ นวยให้กบั งานภาพประกอบสะดวกยิงขึน การถ่ายภาพทาํ ไดง้ ่ายขึน ลดขนั ตอนการตกแต่งลง ใชเ้ วลานอ้ ยง การจาํ ลองภาพอย่าง เช่น การถ่ายเอกสารหรือสแกนภาพ ทาํ ให้ได้ คณุ ภาพดีและรวดเร็วอกี ครังเทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ยงั ช่วยในการตกแต่ง และดดั แปลงภาพไดห้ ลายรูปแบ 3.2 ประเภทของภาพประกอบสือสิงพมิ พ์ การใชภ้ าพผลิตสือสิงพิมพน์ นั อาจกลา่ วไดว้ า่ สามารถใชก้ บั ภาพไดท้ กุ ประเภท เพราะเทคโนโลยดี า้ นการพิมพ์ ทาํ ให้สามารถถ่ายทอดภาพประเภทใด ๆ ก็ไดล้ งบนสือสิงพิมพ์ การแบ่งประเภทของภาพประเภทสือสิงพิมพ์ ตามสือทีใชใ้ นการผลิตสามารถแบง่ ไดด้ งั นี 1.ภาพถา่ ย เป็นภาพทีเกิดจากกรรมวธิ ีในการถ่ายภาพ ใชป้ ระโยชนไ์ ดด้ ีในงานพิมพ์ เพราะภาพถ่าย มีลกั ษณะเฉพาะตวั หลายอย่าง ทงั ความเหมือนจริงและความละเอียด สามารถสร้างสรรค์ไดต้ ามความรู้สึก การถ่ายภาพเพือนาํ มาประกอบสือสิงพิมพ์ ปัจจุบนั นิยมใชก้ ลอ้ งดิจิตอล ผลลพั ธ์ทีไดส้ ่วนใหญ่จึงเป็ นภาพสี (Color Print) แต่ตอ้ งการภาพขาวดาํ มกั ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยแปลงจากภาพสีใหเ้ ป็นภาพขาวดาํ 2.ภาพวาดลายเส้น เป็ นภาพทีใชป้ ระกอบสือสิงพิมพม์ าตงั แต่ยคุ แรกและยงั คงไดร้ ับความนิยมอยู่ จนถึงปัจจุบนั มีการใชเ้ ทคนิคการวาดภาพผสมผสานกนั หลายอยา่ ง เช่นการวาดลายเส้นแบบภาพการ์ตูนโดย การใชด้ ินสอ พู่กนั ปากกาหมึกดาํ รวมทงั การผสมสกรีนหรือการใชล้ วดลายตา่ ง ๆ ร่วมกบั ภาพลายเส้นเป็นตน้ 3.ภาพวาดนาํ หนักสีต่อเนืองและภาพวาดระบายสี ภาพสองชนิดนีมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกันคาํ ว่า ภาพวาดนําหนักสีต่อเนือง โดยใช้ภาพวาดสีเดียวทีมีนําหนักอ่อนแก่ลดหลนั กัน สําหรับภาพระบายสีจะ ประกอบดว้ ยต่าง ๆ มากมายหลายสี โดยการเขียนหรือระบายดว้ ยกรรมวิธีหรือเทคนิคตา่ งกนั ภาพวาดอาจเป็น ภาพวาดในมุมมองและรายละเอียดเหมือนกบั ภาพถ่ายไดแ้ ละยงั สามารถวาดในมุมทีภาพวาดไม่สามารถวาด ไดอ้ กี ดว้ ย ภาพวาดจึงเป็นภาพชนิดหนึงทีอาจใชเ้ ป็นถาพประกอบไดอ้ ยา่ งดี 4.ภาพพิมพ์ หมายถึงภาพทีผ่านการพิมพม์ าแลว้ มีทงั ชนิดทีพิมพเ์ ป็ นภาพลายเส้นและพิมพ์เป็ นภาพ เม็ดสกรีน ภาพทงั สองชนิดนีสามารถนาํ มาพิมพ์ซําได้ ถา้ เป็ นภาพลายเส้นจะเป็ นภาพไดค้ ุณภาพใกลเ้ คียง ของเดิม แตภ่ าพทีเป็นเมด็ สกรีนลายละเอียดอาจหายไป 5.ภาพดิจิตอล หมายถึง ภาพทีผ่านกระบวนการจดั การคอมพิวเตอร์ดว้ ยพฒั นาการของคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบนั ทาํ ให้ภาพทุกชนิดทีจะเขา้ สู่ระบบการพิมพต์ อ้ งผ่านกระบวนการแปลงรูปภาพในเป็นภาพดิจิตอล ก่อน เช่น การสแกนภาพ การถ่ายภาพดว้ ยกลอ้ งดิจติ อลและการสร้างภาพขึนใหม่ดว้ ยคอมพวิ เตอร์ เป็นตน้

3.3 การสร้างจดุ เด่นให้ภาพประกอบ การสร้างสรรคภ์ าพประกอบใหม้ ีสีสันฉูดฉาด สะดดุ ตา เป็นวิธีการทีดีสาํ หรับการสร้างความน่าสนใจ ใหก้ บั สือสิงพิมพ์ แต่สิงทีสาํ คญั ยงิ ไปกวา่ นนั คือการสือความหมายเรืองราวไปยงั ผอู้ า่ น 3.4 ภาพประกอบของสิงพมิ พ์ทนี ่าสนใจแบบคงทนถาวร การออกแบบภาพออกแบบใหผ้ สมผสานเขา้ ไปในสือสิงพมิ พแ์ ลว้ ทาํ ใหง้ านพิมพม์ ีจุดเดน่ ทีน่าสนใจ แบบคงทนถาวรมีวธิ ีการดงั นี 1.ใชภ้ าพบุคคลทีมชี ือเสียง เป็นทีรู้จกั นาํ มาเคารพนบั ถือ มาสร้างจุดดึงดูดใหก้ บั สือสิงพมิ พพ์ ร้อม ทงั เสนอรายละเอยี ดความคิดใหอ้ ยใู่ นลกั ษณะทีโดดเดน่ เช่นอศั เจรียต์ วั ใหญ่ๆ เครืองหมายคาํ พูดทีใหญ่เกิน จริ งหรื อกรอบทีมีรู ปร่างแปลกตาเป็ นตน้ 2. ใชภ้ าพทีน่าสะพรึงกลวั และเกินจริง การใชภ้ าพโครงกระดกู ซึงเป็นลกั ษณะของความตาย หรือ ภาพกลา้ มเนือจนเห็นชดั ทุกชินส่วนใหเ้ กิดความรู้สึกน่ากลวั 3. ลดรายละเอียดของภาพ ตดั รายละเอยี ดส่วนเกินอืน ๆ ออก เหลือไวเ้ ท่าทีจาํ เป็นเพอื เนน้ ใหผ้ อู้ า่ น ทุ่มเทความสนใจไปยงั จุดหมายทีตอ้ งการ 4. ใหภ้ าพทีมีผดิ เพียนไปจากความเป็นจริง สือสิงพิมพท์ ีมีการสอดสี การสร้างภาพประกอบใหม้ ีสีสนั ผิดเพียนหรือแปลกตาออกไปก็เป็นเรืองไมย่ าก คอมพวิ เตอร์สามารถช่วยตกแต่งใหม้ ีสีผดิ เพียนไปจาก ธรรมชาติได้ เช่น คนตวั เขยี วๆ หรือมา้ ลายสีรุ่ง เป็ นตน้ 5. ใหภ้ าพมีความแตกตา่ งกนั อยา่ งคาดไมถ่ ึง ภาพลอ้ เลียนแปลก แหวกแนว ไร้เหตุผลเหนือจริง มหศั จรรย์ ประหลาดใจ น่าตกใจซึงเป็นภาพทีคาดไม่ถึง ภาพต่าง ๆ ภาพต่าง ๆ เหล่านีมกั จะนาํ มาซึงความ แปลก ก่อให้เกิดความสงสยั ชวนใหน้ ่าตดิ ตามและหนา้ สนใจทงั สิน 6. สร้างความแตกต่างใหช้ ดั เจน การสรา้ งความแตกตา่ งใหป้ รากฏในสือสิงพมิ พจ์ ะตอ้ งแสดงให้ ชดั เจน เช่น ขนาดทีแตกตา่ งกนั ขององคป์ ระกอบในภาพ เป็นตน้ 7.สร้างภาพให้นาํ สายตา พืนทีสีขาวรอบ ๆ รูปภาพคือ พืนทีของคนอ่าน ส่วนเนือทีภายในรูปภาพ เป็ นพืนทีของบุคคลหรือวตั ถุทีอยู่ในขณะนัน จะต้องกาํ หนดขอบเขตสายตาของผูอ้ ่าน โดยทาํ การตกแต่ง ส่วนสาํ คญั ของภาพให้ดูเหมือนยนื ส่วนหนึงส่วนใดออกมานอกรูปภาพ เพือเชือมโยงพืนทีดา้ นนอกและดา้ น ในใหเ้ ป็นหนึงเดียวกนั 8.สร้างภาพมุมกวา้ งเพือขยายเขตการรับรู้ นาํ เสนอภาพมมุ กวา้ งเป็ นลกั ษณะของภาพแบบพาโนรามา เพือเป็ นการขยายการรับรู้ใหก้ วา้ งขวางยงิ ขึน การนาํ เสนอภาพพาโนราควรจะขยายให้อย่บู นหนา้ สือสิงพิมพ์ ทงั 2 หนา้ ถา้ จะให้ดียิงขึนควรขยายใหเ้ ป็ นภาพเตม็ หน้าแลว้ ตดั ตกทงั 2 ดา้ น หรือจะไม่น่าสนใจยงิ ขนึ ไปอีกก็ สามารถขยายหนา้ เพิมใหต้ ่อเนืองออกไปเป็น 3 หนา้ ในลกั ษณะของบานหนา้ ต่าง เปิ ก-ปิ ดได้ 3.5 การตกแต่งภาพเพือใช้กับสือสิงพิมพ์ โดยธรรมชาติแลว้ ตวั อกั ษรเป็นวรรณกรรม มีหนา้ ทีสร้างจินตนาการใหก้ บั ผอู้ า่ นส่วนภาพประกอบ เป็นตวั สร้างภาพ เพือเสริมใหจ้ ิตนาการนนั ปรากฏชดั เจน การตกแต่งภาพประกอบใหแ้ ปลกออกไปจากปกติ

ธรรมดา จะทาํ ใหส้ ิงพมิ พน์ นั น่าดูยิงขึนนกั ออกแบบสือสิงพมิ พแ์ ละผทู้ ีตกแตง่ ภาพประกอบสือสิงพมิ พ์ สามารถทาํ การตกแตง่ ภาพดงั ต่อไปนี 1. การพลิกภาพ การพลิกภาพจากซ้ายไปขวาในลกั ษณะภาพมายาของกระจกเงาทาํ ให้เกิดความรู้สึก ต่อเนืองแบบตรงกนั ขา้ มหรืออาจกลบั หวั ลงล่างแสดงออกคลา้ ยกบั ภาพทีสะทอ้ นบนผวิ นาํ 2. การทาํ ภาพให้แตกกระจาย การทาํ ภาพให้ดูเหมือนแผ่นกระจกทีถูกทุบทาํ ลาย จนแตกเป็ นริวรอย แหลมคม ทาํ ใหภ้ าพดูดุรา้ ยและน่าเกรงขามมากยงิ ขนึ 3.การทาํ ภาพเนกาทิฟ ภาพโดยทัวไปเป็ นภาพโพสิทิฟ โดยจะตัดสินความงานด้วยแสงสี และ รายละเอียดในความเหมือนจริงของภาพนัน ๆ ในการกลบั กนั ถา้ เปลียนการนําเสนอภาพเป็ นรูปแบบ ภาพ เนกาทิฟ ความรู้สึ กของการพบเห็นก็จะเปลียนไปในทันที สิ งทีได้รับคือความรู้สึ กแปลก ลึกลับ น่าสะพรึงกลวั อึดอดั ไม่สบายใจทีได้พบเห็น แต่ก็เป็ นอีกทางหนึงในการนําเสนอให้น่าสนใจด้วยความ แตกต่างจากปกติ 4.การแทรกภาพ การแทรกภาพในอีกภาพหนึงลงไปในภาพหลกั และถา้ เนือหาของภาพทงั สองนนั ทาํ งานร่วมกนั ไดอ้ ยา่ งผสมผสานก็จะไดภ้ าพทีมีความหมายสมบูรณ์ขึน การใชภ้ าพสีปะทบั ไปบนภาพขาวดาํ กจ็ ะทาํ ใหภ้ าพสีภาพนนั เป็ นจุดรวมความน่าสนใจ 5.การจาํ ลองรูปภาพ เป็นการตกแต่งภาพใหด้ ูเป็นภาพอีกทีหนึง ซึงทาํ ไดห้ ลายวธิ ี โดยทาํ ขอบใหเ้ ป็น รอยตดั ชิกแชกแบบรูปถ่ายสมยั โบราณแลว้ รองเงาใตพ้ ืนภาพเพือใหภ้ าพลอยเด่นขึนมา หรือฉีกขอบภาพที ชาํ รุด พบั มมุ หรือทาํ มุมพิเศษ สิงตา่ ง ๆ เหล่านีลว้ นแสดงถึงการทาํ ภาพใหเ้ ป็นรูปภาพไดอ้ ีกครังหนึง 6.การซอ้ นภาพ การซ้อนภาพใหม้ มุ ทบั เลือมกนั แสดงถึงความสัมพนั ธภ์ ายในของภาพนัน ๆ โดยทาํ ใหภ้ าพทีอยดู่ า้ นบนใหเ้ ป็นภาพสีเขม้ ภาพถดั ไปสีคอ่ ยๆ หรืออาจเป็นภาพลายเส้นก็ได้ 7.การทาํ ขอบภาพ ขอบภาพแบบตรง ๆ สีเหลียมผืนผา้ ทีมาแตอ่ ดีตมีใชก้ นั อยมู่ ากมายคุน้ ตาจนทาํ ให้ คิดว่าเป็ นหนทางเดียวทีตกแต่งขอบภาพประกอบ เพือนํามาใช้เพือสือสิงพิมพ์ แต่ความจริงการตกแต่ง ขอบภาพยงั มีวิธีอีกหลายวิธีทีแตกต่างออกไป เช่น ขอบยอกนุ่มๆแลว้ ค่อยๆจางหายไปให้ความรู้สึกเกียวกบั จินตนาการดงั ความฝัน เป็นความรู้สึกแบบชงั คราวไม่แน่นอน เป็ นตน้ ขอบภาพทีมรี ูปทรงอิสระส่งผลใหเ้ กิด ความรู้สึกหลากหลายบนหน้ากระดาและบริเวณว่าง เนือหาส่วนใหญ่อยู่ในกรอบภาพ ส่วนทียืนออกมามี ลกั ษณะเป็นภาพเป็นส่วนนอ้ ย เพือเป็นการเนน้ และนาํ สายตา . กจิ กรรมการเรียนรู้ จดั การเรียนรู้โดยวิธสี อนแบบ MIAP ขันสนใจปัญหา . ผสู้ อนเช็คชือผเู้ รียน เตรียมเครืองคอมพวิ เตอร์และโปรแกรมพร้อมสาํ หรับการเรียนรู้ . ใหน้ กั เรียนอา่ นจุดประสงคท์ วั ไป และจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมอยา่ งละเอียดเพือจะได้ ทราบวา่ เอกสารประกอบการเรียนในหน่วยที 5 มจี ุดประสงคก์ ารเรียนรู้และความคาดหวงั เกียวกบั พฤติกรรม ของนกั เรียนอยา่ งไร

. ใหน้ กั เรียนทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 5 เป็นขอ้ สอบปรนยั แบบเลือกตอบ จาํ นวน 10 ขอ้ คะแนน 10 คะแนน เพือวดั ความรู้พืนฐานของตนเอง 4. ครูตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน ตามเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 5 ขันศึกษาข้อมูล 5. ครูใหค้ วามรู้ในบทเรียน เรือง ภาพในสือสิงพมิ พ์ โดยใหน้ กั เรียนใชห้ นงั สือเรียนวชิ าการผลิตสือ สิงพิมพ์ 6. ครูเปิ ดไฟลภ์ าพตวั อยา่ งทีใชใ้ นงานสือสิงพิมพ์ 7. ครูและนกั เรียนช่วยกนั สรุปเนือหาในบทเรียน ขันการนําข้อมลู มาใช้ 8. เมือนกั เรียนไดศ้ ึกษาเนือหาจบแลว้ ใหน้ กั เรียนทาํ แบบฝึกหัด 9. เมือนกั เรียนทาํ แบบฝึกหัดเสร็จเรียบร้อยแลว้ ใหน้ กั เรียนทาํ ใบงานที 5 ชืองาน ภาพประกอบสือสิงพิมพ์ ขันประเมินผล 10. ครูเป็นผตู้ รวจแบบฝึกหัด ตามแบบเฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที 5 11. ครูประเมินใบงานที 5 ชืองาน ภาพประกอบสือสิงพิมพ์ 12. ให้นกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที 5 เป็นขอ้ สอบปรนยั แบบเลือกตอบ จาํ นวน 10 ขอ้ เวลาในการสอบ 15 นาที คะแนนสอบ 10 คะแนน 13. ครูตรวจแบบทดสอบหลงั เรียน ตามเฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที 5 การบูรณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 1. ความพอประมาณ - ผูเ้ รียนเตรียมวสั ดุอปุ กรณเ์ หมาะสมกบั การเรียน 2. ความมีเหตุผล - ผเู้ รียนแยกชนิดไฟลภ์ าพและคุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ - ผเู้ รียนเลือกใชร้ ูปภาพในงานสือสิงพมิ พอ์ ยา่ งเหมาะสม - ผเู้ รียนเลือกใชภ้ าพประกอบในการจดั ทาํ สือสิงพมิ พอ์ ย่างเหมาะสม - ผูเ้ รียนปรับภาพปกติเป็นภาพโปร่งแสงใหม้ ีความใสเหมือนกบั กระจกเงา 3. การมีภูมิคุ้มกนั - ผูเ้ รียนปฏิบตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ - ผเู้ รียนทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายไดด้ ว้ ยตนเอง 4. เงือนไขความรู้ - ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั ไฟลภ์ าพและคุณสมบตั ิของไฟลภ์ าพ - ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั รูปภาพในงานดา้ นสือสิงพมิ พ์

- ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั ภาพทีใชใ้ นการประกอบสือสิงพมิ พ์ 5. เงือนไขคณุ ธรรม - ผูเ้ รียนปฏิบตั ิงานดว้ ยดา้ นการตรงตอ่ เวลา ความรอบคอบ และมคี วามรับผิดชอบ 6. สือและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนงั สือเรียนวิชาการผลิตสือสิงพมิ พ์ . สือการสอนเรืองภาพในสือสิงพมิ พ์ . สือภาพของจริง . สือภาพจากอนิ เทอร์เนต็ . เครืองคอมพิวเตอร์ . เครืองฉายวดี ิโอโปรเจคเตอร์ 7. หลกั ฐาน หลกั ฐานความรู้ 1. ผลการสังเกต 2. ผลการมอบหมายงาน 3. ผลการสอบ หลกั ฐานการปฏิบตั ิงาน 4. แบบบนั ทึกเนือหาการเรียน (สมดุ ของผเู้ รียน) 5. แบบประเมินพฤตกิ รรม 6. แบบประเมินผลการปฏิบตั ิงาน . วดั ผลประเมินผล . เครืองมือประเมิน 1. แบบประเมินผลทีเกิดจากใบงาน 2. แบบประเมินพฤติกรรมในการเรียน 2. แบบทดสอบก่อนเรียน-หลงั เรียน . เกณฑก์ ารประเมิน 1. ใบงานที 5 ตอ้ งไดค้ ะแนนไมน่ อ้ ยกวา่ 8 คะแนน จากคะแนนเตม็ 15 คะแนน 2. แบบทดสอบหลงั เรียน ตอ้ งไดค้ ะแนนไม่นอ้ ยกวา่ 5 คะแนน จากคะแนนเตม็ 10 คะแนน 3. ตอ้ งผ่านเกณฑก์ ารประเมินพฤตกิ รรมอยู่ในระดบั ดี

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน .ลกั ษณะภาพในขอ้ ใดเป็ นภาพประเภทเวคเตอร์ ก.แต่ละส่วนของภาพจะเป็ นอสิ ระต่อกนั ข.ทุกส่วนของภาพจะรวมกนั เป็นหนึง ค.เกิดจากการเรียงตวั ของพิกเซล ง.เกิดจากการซอ้ นกนั ของภาพเลก็ ๆ แตล่ ะภาพ .ขอ้ ใดคือความหมายของภาพประกอบสือสิงพิมพ์ ก.ภาพวาดทีอยใู่ นเอกสารสือสิงพมิ พ์ ข.ภาพกราฟิ กทีอยเู่ อกสารสือสิงพิมพ์ ค.ภาพถา่ ยทีอยู่ในเอกสารสือสิงพิมพ์ ง.ถูกทกุ ข้อ .ชนิดของไฟลใ์ นขอ้ ใดเป็นไฟลป์ ระเภทเวคเตอร์ ก. FLA ข. SWF ค.BMP ง.EPS .ชนิดของไฟลป์ ระเภทบติ แมปตวั ใดทีเหมาะสมสําหรับใชใ้ นเวบ็ ไซต์ ก.FLA ข.PNG ค.BMP ง.SWF .ชนิดของไฟลข์ อ้ ใดเป็นไฟลป์ ระเภทบิตแมป ก.FLA ข.SWF ค.BMP ง.EPS .การลดรายละเอียดของภาพประกอบสือสิงพมิ พม์ ีวตั ถุประสงค์เพืออะไร ก.เพือประหยดั พืนทีแสดงภาพ ข.เพอื เนน้ ใหผ้ ูอ้ ่านมีจุดสนใจตามเป้าหมาย ค.เพือประหยดั พืนทีจัดเกบ็ ไฟล์ ง.เพือใหภ้ าพเป็ นเอกเทศมากขึน

.การจดั กล่มุ ภาพใหเ้ อียงทาํ มมุ องศาเดียวกนั ส่งผลใหภ้ าพเป็นอยา่ งไร ก.ภาพมีความสัมพนั ธ์กัน ข.ภาพมีความแปลกใหม่ ค.ประหยดั พืนทีการวาดภาพ ง.จดั ภาพใหเ้ ป็ นระเบยี บในทางเดียวกนั .การนาํ พนื ทีส่วนหนึงของภาพทีไม่ตอ้ งการออกไป เป็นการแกไ้ ขภาพไดด้ ว้ ยวธิ ีใด ก.การปรับขนาดภาพ ข.การพลกิ ภาพ ค.การครอบตดั ภาพ ง.การบีบอดั ขนาดภาพ .ภาพแบบพาโนรามา (Panorama) มีลกั ษณะภาพแบบใด ก.ภาพทีมีความต่างกนั อยา่ งชดั เจน ข.ภาพทมี ีมมุ กว้างมาก ค.ภาพทีมีสีขาวดาํ ง.ภาพถา่ ยทีเป็นธรรมชาติ .ภาพโพสิทฟั เป็นภาพแบบใด ก.ภาพสีทีมีหลายสีผสมกนั ข.ภาพขาวดาํ ค.ภาพทีรู้สึกแปลกลึกลบั ง.ภาพทีมีรายละเอยี ดเหมือนจริง

แผนผงั ความคดิ การจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เหตผุ ล พอประมาณ 1. แยกแยะลกั ษณะของโปรแกรม 3. เตรียมวสั ดุอปุ กรณเ์ หมาะสมกบั อะโดบี อนิ ดีไซน์ ซีเอส 5.5 การเรียน 2. บอกส่วนประกอบของหนา้ ตา่ ง โปรแกรมอะโดบีอินดไี ซน์ ซีเอส 5.5 หน่วยที 6 ภมู คิ ุม้ กนั การใช้ โปรแกรมสําเร็จรู ป ผลติ สือสิงพมิ พ์ 4. ปฏิบตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ 5. ใชว้ สั ดุอปุ กรณถ์ กู ตอ้ งเหมาะสมกบั งาน ความรู+้ ทกั ษะ 6. ทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายไดด้ ว้ ย 1. ลกั ษณะโปรแกรมอะโดบีอนิ ดีไซน์ ซีเอส 5.5 คุณธรรม 2. การเขา้ สู่โปรแกรมอะโดบีอินดีไซน์ ซีเอส 5.5 3. การออกจากโปรแกรมอะโดบีอินดีไซน์ ซีเอส 5.5 1. มีการตรงต่อเวลา 2. มีความรบั ผิดชอบ 4. ส่วนประกอบของหนา้ ตา่ งโปรแกรมอะโดบี 3. มีความรอบคอบ อินดีไซน์ ซีเอส 5.5

แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย บูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง รหัสวชิ า 2204 – 2104 วชิ า การผลติ สือสิงพมิ พ์ สอนครังที - เวลา ชม. หน่วยที 6 ชือหน่วย การใช้โปรแกรมสําเร็จรูปผลติ สือสิงพมิ พ์ . สาระสําคัญ สือสิงพิมพ์ประเภทต่าง ๆ ทีเราใช้กันทุกวนั นี ได้กลายเป็ นส่วนหนึงของชีวิตประจาํ วนั จน บางครังผูใ้ ชอ้ าจจะไม่เคยสังเกตว่าสิงนันเป็ นสือสิงพิมพ์ดว้ ยเช่นกนั งานดา้ นสือสิงพิมพ์ผลิตขึนมาให้มี หลากหลายประเภทเพือสนองตอบกบั ความตอ้ งการของผใู้ ช้ เช่น หนงั สือพมิ พ์ นิตยสาร วารสาร โบชวั ร์ แผ่น พับ และหนังสือประเภทต่าง ๆ โดยทีมาของสือสิงพิมพ์เหล่านีอาจจะมาจาก โรงพิมพ์ขนาดใหญ่ทีมี อุปกรณ์เครืองมือครบครัน หรือมาจากการผลิตด้วยเครืองคอมพิวเตอร์และเครืองพรินเตอร์แบบธรรมดา เรียกว่าเป็นการพิมพแ์ บบเดสกท์ อปพบั ลิชชิง ทีมีใชก้ นั โดยทวั ไป ทงั นีขึนอยู่กบั ความตอ้ งการคุณภาพ ขนาด และปริมาณของงานพิมพ์ ในการผลิตสือสิงพิมพไ์ ม่ว่าจะผลิตจากโรงพิมพ์ หรือการผลิตแบบเดสทอป พบั ลชิ ชิง ต่างตอ้ ง ใช้โปรแกรมสําเร็จรูปสําหรับการผลิตสือสิงพิมพ์ เช่น โปรแกรมอะโดบี เพจเมกเกอร์ โปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ โปรแกรมอะโดบี โฟโตชอป และโปรแกรมอะโดบี อิลลสั เตรเตอร์ เป็นตน้ . สมรรถนะประจาํ หน่วย 1. แสดงความรู้เกียวกบั ขนั ตอนการเขา้ สู่โปรแกรม ขนั ตอนการออกจากโปรแกรม และ ส่วนประกอบต่าง ๆ ของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 2. จาํ แนกลกั ษณะของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 3. เรียงลาํ ดบั ขนั ตอนการเขา้ สู่โปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 4. เรียงลาํ ดบั ขนั ตอนการออกจากโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 5. จาํ แนกส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของโปรแกรมอะโดบี อินดไี ซน์ ซีเอส 5.5 6. เตรียมวสั ดุอุปกรณเ์ หมาะสมกบั การปฏิบตั ิงาน 7. แสดงพฤติกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดา้ นการตรงต่อเวลา ความรอบคอบ และมีความรับผิดชอบ

. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงค์ทัวไป เพือใหผ้ เู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ เกียวกบั ขนั ตอนการเขา้ สู่โปรแกรม ขนั ตอนการออกจากโปรแกรม และส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (นําทาง) 1. อธิบายลกั ษณะของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 ได้ 2. อธิบายขนั ตอนการเขา้ สู่โปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 ได้ 3. อธิบายขนั ตอนการออกจากโปรแกรมอะโดบี อินดไี ซน์ ซีเอส 5.5 ได้ 4. อธิบายส่วนประกอบต่าง ๆ ของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5ได้ 5. มีเจตคติทีดีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ดา้ นการตรงตอ่ เวลา ความรอบคอบ . สาระการเรียนรู้ . ลกั ษณะโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 . การเขา้ สู่โปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 . การออกจากโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 . ส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 . กจิ กรรมการเรียนรู้ จดั การเรียนรู้โดยวธิ ีสอนแบบ MIAP ขันสนใจปัญหา 1. ผสู้ อนเชค็ ชือผเู้ รียน การเตรียมของอุปกรณ์การเรียน และการแตง่ กายนกั ศึกษา บนั ทึกลงใน แบบประเมินผลคุณธรรมจริยธรรม 2. ใหน้ กั เรียนอ่านจุดประสงคท์ วั ไป และจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมอยา่ งละเอียด เพือจะได้ ทราบวา่ เอกสารประกอบการเรียนในหน่วยที 6 มจี ุดประสงคก์ ารเรียนรู้และความคาดหวงั เกียวกบั พฤติกรรม ของนกั เรียนอยา่ งไร 3. ใหน้ กั เรียนทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 6 เป็นขอ้ สอบปรนยั แบบเลือกตอบจาํ นวน 10 ขอ้ คะแนน 10 คะแนน เพือวดั ความรู้พนื ฐานของตนเอง 4. ครูเป็นผูต้ รวจแบบทดสอบก่อนเรียน ตามเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 6

ขันศึกษาข้อมูล 5. ครูใหค้ วามรู้ในบทเรียน เรือง การใช้โปรแกรมสาํ เร็จรูปผลิตสือสิงพิมพ์ โดยใหน้ กั เรียนใช้ เอกสารประกอบการเรียนในการเรียนรู้เนือหาในบทเรียน 6. ครูและนกั เรียนช่วยกนั สรุปเนือหาในบทเรียน ขันการนําข้อมลู มาใช้ 7. เมือนกั เรียนไดศ้ ึกษาเนือหาจบแลว้ ใหน้ กั เรียนทาํ แบบฝึกหัด หน่วยที 6 มีจาํ นวน 3 ตอน ใช้ เวลาในการทาํ แบบฝึกหัดทงั หมด 30 นาที จาํ นวน 30 ขอ้ คะแนนทงั หมด 30 คะแนน แบง่ ไดเ้ ป็น 7.1 ตอนที 1 เป็นแบบฝึกหดั แบบถกู -ผดิ จาํ นวน 10 ขอ้ ใชเ้ วลาในการทาํ แบบฝึกหดั 10 นาที คะแนน 10 คะแนน 7.2 ตอนที 2 เป็นแบบฝึกหดั แบบจบั คู่ จาํ นวน 10 ขอ้ ใชเ้ วลาในการทาํ แบบฝึกหดั 10 นาที คะแนน 10 คะแนน 7.3 ตอนที 3 เป็นแบบฝึกหดั แบบอตั นยั จาํ นวน 10 ขอ้ ใชเ้ วลาในการทาํ แบบฝึกหดั 10 นาที คะแนน 10 คะแนน 8. เมือนกั เรียนทาํ แบบฝึกหดั ทงั 3 ตอนเสร็จเรียบร้อยแลว้ ใหน้ ักเรียนทาํ ใบงานที 6 ชืองาน ส่วนประกอบของหนา้ ตา่ งโปรแกรม อะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 ใชเ้ วลาในการทาํ ใบงาน 40 นาที คะแนน 20 คะแนน โดยใหน้ กั เรียนบนั ทึกลงในแบบบนั ทึกผลการปฏิบตั ิงาน ใบงานที 6 ขันประเมินผล 9. ครูเป็นผตู้ รวจแบบฝึกหดั ตามแบบเฉลยแบบฝึ กหัด หน่วยที 6 10. ครูเป็นผปู้ ระเมินใบงานที 6 ชืองาน ส่วนประกอบของหนา้ ต่างโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 11. ครูเป็นผตู้ รวจแบบทดสอบหลงั เรียน ตามเฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที 6 การบูรณาการกบั หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ความพอประมาณ - ผูเ้ รียนเตรียมวสั ดุอปุ กรณ์เหมาะสมกบั การปฏิบตั ิงาน ความมเี หตุผล - ผเู้ รียนจาํ แนกลกั ษณะของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 - ผเู้ รียนเรียงลาํ ดบั ขนั ตอนการเขา้ สู่โปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 - ผเู้ รียนเรียงลาํ ดบั ขนั ตอนการออกจากโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 - ผูเ้ รียนจาํ แนกส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5

การมีภูมิค้มุ กนั - ผูเ้ รียนปฏิบตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ - ผูเ้ รียนใชว้ สั ดุอุปกรณ์ถกู ตอ้ งเหมาะสมกบั งาน - ผูเ้ รียนทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายไดด้ ว้ ยตนเอง เงือนไขความรู้ - ผูเ้ รียนมีความรู้เกียวกบั ลกั ษณะโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 - ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั การเขา้ สู่โปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 - ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั การออกจากโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 - ผเู้ รียนมีความรู้เกียวกบั ส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของโปรแกรมอะโดบี อินดไี ซน์ ซีเอส 5.5 เงือนไขคุณธรรม - ผเู้ รียนปฏิบตั ิงานดว้ ยดา้ นการตรงต่อเวลา ความรอบคอบ และมีความรับผิดชอบ 6. สือและแหล่งการเรียนรู้ 1. หนงั สือเรียนวชิ าการผลิตสือสิงพิมพ์ . สือการสอนเรืองโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 . สือการสอนจากอินเทอร์เน็ต www.youtube.com 4. สือของจริงประเภทตา่ ง ๆ . เครืองคอมพิวเตอร์ . เครืองฉายวดี ิโอโปรเจคเตอร์ 7. หลกั ฐาน หลกั ฐานความรู้ 1. ผลการสังเกต 2. ผลการมอบหมายงาน 3. ผลการสอบ หลกั ฐานการปฏิบตั งิ าน 4. แบบบนั ทึกเนือหาการเรียน (สมุดของผเู้ รียน) 5. แบบประเมินพฤติกรรม 6. แบบประเมินผลการปฏิบตั ิงาน

. วดั ผลประเมินผล . เครืองมือประเมิน 1. แบบประเมินผลทีเกิดจากใบงาน 2. แบบประเมินพฤติกรรมในการเรียน 2. แบบทดสอบก่อนเรียน-หลงั เรียน . เกณฑก์ ารประเมิน 1. ใบงานที 6 ตอ้ งไดค้ ะแนนไม่นอ้ ยกวา่ 10 คะแนน จากคะแนนเตม็ 20 คะแนน 2. แบบทดสอบหลงั เรียน ตอ้ งไดค้ ะแนนไม่นอ้ ยกวา่ 5 คะแนน จากคะแนนเตม็ 10 คะแนน 3. ตอ้ งผ่านเกณฑก์ ารประเมินพฤติกรรมอยใู่ นระดบั ดี

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน - หลงั เรียน การใช้โปรแกรมสําเร็จรูปผลิตสือสิงพิมพ์ 1. สญั ลกั ษณใ์ นขอ้ ใดเป็นสัญลกั ษณ์การเขา้ สู่โปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 ก. ข. ค. ง. 2. ขอ้ ใดไมเ่ กียวขอ้ งกบั การออกจากโปรแกรม ก. ข. คาํ สงั Exit ค คอนโทรล + คิว (Ctrl + Q) ง. คอนโทรล + ดบั เบิลยู (Ctrl + W) 3. การสร้างไฟลง์ านแบบบุ๊ก (Book) เหมาะสาํ หรับเอกสารแบบใด ก. เอกสารทีมหี นา้ เดยี ว ข. เอกสารทีมหี ลายหนา้ ค. เอกสารหนา้ คู่ ง. เอกสารหนา้ คี 4. ขอ้ ใดคือหนา้ ทีของคอนโทรลพาเนลในโปรแกรมอะโดบีอินดีไซน์ซีเอส 5.5 ก. เก็บคาํ สังหลกั ข. เกบ็ คาํ สังยอ่ ย ค. กาํ หนดคณุ สมบตั ิของวตั ถุและขอ้ ความ ง. เกบ็ เครืองมือทีใชใ้ นการปรับแต่งแกไ้ ขภาพและขอ้ ความ 5. อาร์ตบอร์ดคือส่วนประกอบใดของโปรแกรมอะโดบอี ินดีไซนซ์ ีเอส 5.5 ก. พืนทีการทาํ งาน ข. พืนทีรวบรวมพาเนล ค. พืนทีรวบรวมเครืองมือ ง. พืนทีเก็บคาํ สังหลกั และคาํ สงั ยอ่ ย 6. เมือตอ้ งการทาํ งานเกียวกบั หนา้ กระดาษ ผใู้ ชโ้ ปรแกรมควรเลือกใชค้ าํ สังใด ก. คาํ สงั เอดิต (Edit) ข. คาํ สงั ออบเจก็ ต์ (Object) ค. คาํ สงั ไทป์ (Type) ง. คาํ สงั เลเอาต์ (Layout)

7. ขอ้ ใดคือลกั ษณะการทาํ งานของไอคอน (Gradient Swatch Tool) ก. ใชใ้ นการไลโ่ ทนสี ข. ใชใ้ นการไลเ่ ฉดสี ค. ใชใ้ นการเติมเงาให้วตั ถุ ง. ใชใ้ นการเติมสีและเงาใหก้ บั วตั ถุ 8. การผลิตสิงพิมพว์ ารสารควรเลือกใชโ้ ปรแกรมใดในการผลิตจึงเหมาะสมทีสุด ก. โปรแกรมไมโครซอฟตเ์ วริ ์ด ข. โปรแกรมอะโดบีโฟโตช็อป ค. โปรแกรมอะโดบีอิลลสั เตรเตอร์ ง. โปรแกรมอะโดบีอินดีไซน์ 9. ไอคอนใดใชส้ าํ หรับพลิกกลบั ดา้ นวตั ถุ ก. ข. ค. ง. 10. จากรูป เป็นไอคอนทีใชง้ านในลกั ษณะใดกบั วตั ถุ ก. เติมสีพนื วตั ถุ ข. เติมสีขอบวตั ถุ ค. เติมเงาใหก้ บั วตั ถุ ง. เติมลกั ษณะเสน้ ใหก้ บั วตั ถุ

แผนผังความคดิ การจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เหตผุ ล 1. สร้างไฟลง์ านตามทีกาํ หนด พอประมาณ 2. ตงั คา่ หนา้ เอกสารตามทีกาํ หนด 3. จดั การไฟลง์ านตามทีกาํ หนด 7. เตรียมวสั ดุอุปกรณ์เหมาะสมกบั การเรียน 4. กาํ หนดค่าการพิมพง์ านออกทาง เครืองพมิ พ์ 5. กาํ หนดจาํ นวนหนา้ กระดาษ ในการสร้างเอกสาร 6. ลาํ ดบั ขนั ตอนการยา้ ยหนา้ เอกสาร หน่วยที 7 ภูมิคุม้ กนั การสร้างไฟล์และ 8. ปฏิบตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ จัดการไฟล์งาน 9. ใชว้ สั ดุอุปกรณ์ถูกตอ้ งเหมาะสมกบั งาน ความรู+้ ทกั ษะ 10. ทาํ งานทีไดร้ ับมอบหมายไดด้ ว้ ย . การสรา้ งไฟลง์ าน คณุ ธรรม . การตงั คา่ หนา้ เอกสารจากหนา้ ตา่ ง นิวดอคอิวเมนท์ เซตอพั 1. มีการตรงต่อเวลา . การบนั ทึกไฟลง์ าน 2. มีความรับผิดชอบ . การเปิ ดไฟลง์ าน 3. มีความรอบคอบ . การปิ ดไฟลง์ าน . การพิมพง์ านออกทางเครืองพมิ พ์ . การเพิมเละลดจาํ นวนหนา้ . การลบจาํ นวนหนา้ เอกสารในไฟล์ . การยา้ ยหนา้ เอกสาร .มมุ มองเอกสาร

แผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วย บูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง รหสั วิชา 2204 – 2104 วิชา การผลติ สือสิงพมิ พ์ สอนครังที 15-17 เวลา ชม. หน่วยที 7 ชือหน่วย การสร้างไฟล์และจัดการไฟล์งาน . สาระสําคญั การเริมตน้ สร้างสิงพิมพด์ ว้ ยโปรแกรมอะโดบี อินดีไซน์ ซีเอส 5.5 ผูใ้ ชโ้ ปรแกรมตอ้ งเริมสร้างไฟล์ งานก่อนเป็นอนั ดบั แรก ก่อนจะเริมตน้ ทาํ อย่างอืนเพือเป็ นการเลือกรูปแบบทิศทางของงานพมิ พจ์ ะมีรูปแบบ เป็ นอย่างไร และเมือสร้างรูปแบบไฟล์งานแล้ว ผูใ้ ช้จาํ เป็ นต้องจดั การไฟล์งานให้เสร็จสินสมบูรณ์ตาม กระบวนการ ไดแ้ ก่ การเปิ ดไฟลง์ าน การบนั ทึกไฟลง์ าน การปิ ดไฟลง์ าน การเพิมและลดจาํ นวนหนา้ ซึงเป็น การจดั การขนั พนื ฐานเกียวกบั ไฟลง์ านทงั สิน . สมรรถนะประจําหน่วย 1. แสดงความรู้เกียวกบั การสร้างไฟล์งาน การตงั ค่า หน้าเอกสารจากหน้าต่างดอคอิวเมนท์ การ บนั ทึกไฟล์งาน การเปิ ดไฟลง์ าน การปิ ดไฟลง์ าน การพิมพ์งานออกทางเครืองพิมพ์ การเพิมและลดจาํ นวน หนา้ การยา้ ยเอกสาร และมมุ มองเอกสาร . สร้างไฟลง์ านตามทีกาํ หนด . ตงั คา่ หนา้ เอกสารตามทีกาํ หนด . จดั การไฟลง์ านตามทีกาํ หนด . กาํ หนดค่าการพมิ พง์ านออกทางเครืองพิมพ์ . กาํ หนดจาํ นวนหนา้ กระดาษในการสร้างเอกสาร 7. ลาํ ดบั ขนั ตอนการยา้ ยหนา้ เอกสาร 8. ปฏิบตั ิงานตามขนั ตอนทีวางไว้ 9. ใชว้ สั ดุอุปกรณ์ถูกตอ้ งเหมาะสมกบั งาน 10. ทาํ งานทีไดร้ บั มอบหมายไดด้ ว้ ยตนเอง 11. แสดงพฤติกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดา้ นการตรงต่อเวลา ความรอบคอบ และมีความรับผิดชอบ

. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ จดุ ประสงค์ทัวไป เพือใหผ้ เู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ เกียวกบั การสร้างไฟลง์ าน การตงั ค่า หนา้ เอกสารจากหนา้ ตา่ ง ดอคอิวเมนท์ การบนั ทึกไฟลง์ าน การเปิ ดไฟลง์ าน การปิ ดไฟลง์ าน การพมิ พง์ านออกทางเครืองพมิ พ์ การเพิม และลดจาํ นวนหนา้ การยา้ ยเอกสาร และมมุ มองเอกสาร จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม (นําทาง) 1. สร้างไฟลง์ านตามทีกาํ หนดได้ 2. ตงั คา่ หนา้ เอกสารตามทีกาํ หนดได้ 3. จดั การไฟลง์ านตามทีกาํ หนดได้ 4. พิมพง์ านออกทางเครืองพิมพไ์ ด้ 5. กาํ หนดจาํ นวนหนา้ กระดาษได้ 6. อธิบายการยา้ ยหนา้ เอกสารได้ 7. อธิบายการแสดงมุมมองเอกสารดว้ ยวิธีต่าง ๆ ไดม้ เี จตคติทีดีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ดา้ นการตรงต่อเวลา ความรอบคอบ . สาระการเรียนรู้ 1. การสร้างไฟลง์ าน 2. การตงั ค่าหนา้ เอกสารจากหนา้ ตา่ งนิวดอคอิวเมนท์ เซตอพั 3. การบนั ทึกไฟลง์ าน 4. การเปิ ดไฟลง์ าน 5. การปิ ดไฟลง์ าน 6. การพมิ พง์ านออกทางเครืองพมิ พ์ 7. การเพิมเละลดจาํ นวนหนา้ 8. การลบจาํ นวนหนา้ เอกสารในไฟล์ 9. การยา้ ยหนา้ เอกสาร 10. มุมมองเอกสาร . กจิ กรรมการเรียนรู้ จดั การเรียนรู้โดยวธิ ีสอนแบบ MIAP ขันสนใจปัญหา 1. ครูเช็คชือผเู้ รียน การเตรียมของอปุ กรณก์ ารเรียน และการแต่งกายนกั ศึกษา บนั ทึกลงใน แบบประเมินผลคุณธรรมจริยธรรม

2. ใหน้ กั เรียนอ่านจุดประสงคท์ วั ไป และจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมอยา่ งละเอียด เพือจะได้ ทราบวา่ เอกสารประกอบการเรียนในหน่วยที 7 มีจุดประสงคก์ ารเรียนรู้และความคาดหวงั เกียวกบั พฤตกิ รรม ของนกั เรียนอยา่ งไร 3. ใหน้ กั เรียนทาํ แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 7 เป็นขอ้ สอบปรนยั แบบเลือกตอบจาํ นวน 10 ขอ้ คะแนน 10 คะแนน เพือวดั ความรูพ้ นื ฐานของตนเอง 4. ครูเป็นผูต้ รวจแบบทดสอบก่อนเรียน ตามเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที 7 ขันศึกษาข้อมูล 5. ครูใหค้ วามรู้ในบทเรียน เรือง การสร้างไฟลแ์ ละจดั การไฟลง์ าน โดยใหน้ กั เรียนใชเ้ อกสาร ประกอบการเรียนในการเรียนรู้เนือหาในบทเรียน 6. ครูและนกั เรียนช่วยกนั สรุปเนือหาในบทเรียน ขันการนําข้อมลู มาใช้ 7. เมือนกั เรียนไดศ้ ึกษาเนือหาจบแลว้ ใหน้ กั เรียนทาํ แบบฝึกหดั หน่วยที 7 มีจาํ นวน 3 ตอน ใช้ เวลาในการทาํ แบบฝึกหัดทงั หมด 30 นาที จาํ นวน 30 ขอ้ คะแนนทงั หมด 30 คะแนน แบง่ ไดเ้ ป็น 7.1 ตอนที 1 เป็นแบบฝึกหดั แบบถูก-ผดิ จาํ นวน 10 ขอ้ ใชเ้ วลาในการทาํ แบบฝึกหดั 10 นาที คะแนน 10 คะแนน 7.2 ตอนที 2 เป็นแบบฝึกหดั แบบจบั คู่ จาํ นวน 10 ขอ้ ใชเ้ วลาในการทาํ แบบฝึกหัด 10 นาที คะแนน 10 คะแนน 7.3 ตอนที 3 เป็นแบบฝึกหดั แบบอตั นยั จาํ นวน 10 ขอ้ ใชเ้ วลาในการทาํ แบบฝึกหดั 10 นาที คะแนน 10 คะแนน 8. เมือนกั เรียนทาํ แบบฝึกหัดทงั 3 ตอนเสร็จเรียบร้อยแลว้ ใหน้ กั เรียนทาํ ใบงานหน่วยที 7 จาํ นวน 2 ใบงาน ดงั นี 8.1 ใหน้ กั เรียนทาํ ใบงานที 7.1 ชืองาน การสรา้ งไฟลง์ านจากไฟลต์ น้ แบบ ใชเ้ วลาในการทาํ ใบงาน 60 นาที คะแนน 20 คะแนน โดยทีนกั เรียนปฏิบตั ิตามใบงานจนเสร็จสินเรียบร้อย แลว้ นาํ ส่งครูตาม เวลาทีกาํ หนด 8.3 ใหน้ กั เรียนทาํ ใบงานที 7.2 ชืองาน การสร้างไฟลง์ านจากดอคอิวเมนท์ เซตอพั ใชเ้ วลา ในการทาํ ใบงาน 60 นาที คะแนน 20 คะแนน โดยทีนกั เรียนปฏิบตั ิตามใบงานจนเสร็จสินเรียบร้อย แลว้ นาํ ส่ง ครูตามเวลาทีกาํ หนด


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook