Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore (29)O-NET วิทย์ ป.6 58 - 62

(29)O-NET วิทย์ ป.6 58 - 62

Published by singburiprovin, 2020-11-07 02:43:55

Description: (29)O-NET วิทย์ ป.6 58 - 62

Search

Read the Text Version

แนวข้อสอบ O-NET วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ปีการศกึ ษา 2558 – 2562 ทจี่ ำแนกและจดั ตามระบบมาตรฐานและตัวชี้วดั แลว้ สำหรบั ครู นำไปจดั ใหน้ กั เรียนได้ฝกึ ทำเป็นแบบฝกึ หดั อย่างสอดคลอ้ งกับการสอนตามปกติ เอกสารลำดับท่ี 29 / 2563 สำนักงานศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั สิงห์บรุ ี



คำนำ ตามที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี และโรงเรียนเอกชนในจังหวัดสิงห์บุรี ได้จัดทำบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ (Memorandum of Understanding : MOU ) ร่วมกัน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การสอบระดับชาติ (O-NET) นั้นเรียนชั้น ป.6 และ ม.3 โดยมีข้อตกลง โดยสรุปว่าให้โรงเรียนดำเนินการพัฒนาการเรียนการสอน ตามแนวทางการพัฒนาที่ยง่ั ยนื เพ่อื ใหส้ ง่ ผลต่อการยกระดับผลสมั ฤทธ์ิการสอบระดับชาติ (O-NET) แบบยั่งยืน ตามที่ ระบุไว้ใน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(Memorandum of Understanding : MOU ) และในส่วนของสำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี มีหน้าที่สนับสนุนใหโ้ รงเรยี นดำเนนิ การให้บรรลตุ ามเปา้ หมายทีก่ ำหนดไว้ในบันทึกขอ้ ตกลง ความรว่ มมอื ดังกล่าว ในการดำเนินดังกล่าวขา้ งต้น ทีมศกึ ษานเิ ทศก์ และนกั วิชาการ สำนกั งานศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี และคณะ ครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมมือกันดำเนินการจัดทำวิเคราะห์ข้อสอบ O-NET ปี 2558-2562 วิชา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยจำแนกเป็นรายมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด สำหรับ ให้ครูผู้สอนนำไปใช้สอดแทรกอย่างกลมกลืน ในการจัดการเรียนการสอนตามปกติตามแผนการสอน โดยทำเป็น แบบฝึกหัด ครั้งละ 2 - 3 ข้อ อย่างสอดคล้องกับตัวชี้วัดในแผนการสอนนั้น ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ ฝึกอ่านโจทย์คำถาม แนว O-NET ทกุ วัน วันละเล็กวนั ละน้อย เพอ่ื สะสมความร้โู ดยไม่ให้นักเรยี นร้สู ึกเบ่ือหนา่ ยข้อสอบ O-NET บัดนี้การวิเคราะห์ รวบรวม และจัดพิมพ์ ข้อสอบ O-NET ปี 2558-2562 นักเรียนชั้น ป.6 และ ม.3 วิชา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอขอบคุณทีมงานศึกษานิเทศก์ นกั วชิ าการ และคณะครูผู้จดั ทำทุกทา่ น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารข้อสอบแนว O-NET ที่จัดทำขึ้นนี้จะเป็น ประโยชน์ ในการดำเนินการยกระดับผลสัมฤทธิ์การสอบระดับชาติ (O-NET) แบบยั่งยืน ของทุกโรงเรียน และขอให้ ครผู ูส้ อนในวชิ าที่เกี่ยวข้องดังกลา่ วนำไปใช้ใหเ้ กิดประโยชนแ์ กน่ ักเรยี น และบรรลเุ ปา้ หมายการการยกระดับผลสัมฤทธ์ิ การสอบระดบั ชาติ (O-NET) แบบยงั่ ยืน ตามทรี่ ะบไุ วใ้ นบันทกึ ขอ้ ตกลงความรว่ มมือ ( นายธนู อักษร ) ศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี พฤศจิกายน 2563

ชดุ ที่ 1 ปีการศกึ ษา 2558 - 2559

2 1. ว.1.1 ป5/1 ดสู ่วนประกอบต่าง ๆ ของดอก แล้วบันทึกเป็นตาราง ตาราง ส่วนประกอบของดอกไมช้ นดิ ต่าง ๆ ชนดิ ของ สว่ นประกอบของดอกไม้ ดอกไม้ กลบี เลยี้ ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมยี A✓ ✓ ✓ ✓ B✓ ✓ ✓  C✓ ✓ ✓ ✓ D✓ ✓  ✓ หมายเหตุ สญั ลักษณ์ ✓ = มี  = ไม่มี จากตาราง ข้อใดสรุปถกู ต้อง 1. ดอกไมท้ ม่ี ีสว่ นประกอบไม่ครบสว่ น แต่สมบรู ณ์เพศ คือ A และ B 2. ดอกไม้ทีม่ สี ว่ นประกอบครบสว่ น และสมบูรณ์เพศ คือ A และ C 3. ดอกไม้ทมี่ สี ว่ นประกอบไม่ครบสว่ น และไมส่ มบูรณ์เพศ คือ B และ C 4. ดอกไม้ทมี สี ่วนประกอบครบส่วน แต่ไมส่ มบูรณ์เพศ คือ C และ D 2. ว.1.1 ป.5/2 วธิ ีการเพิ่มจำนวนพืชที่เกย่ี วข้องกับการสบื พันธ์แุ บบอาศยั เพศคือข้อใด 1. การตอนก่ิงตน้ ส้ม 2. การติดตากหุ ลาบ 3. การปักชำสะระแหน่ 4. การเพาะเมล็ดมะม่วง 3. ว.1.1 ป.5/3 นักเรยี นปลูกพืชชนดิ หน่งึ ในกระถาง จนกระทง่ั เร่มิ ออกดอก กอ่ นทดี่ อกจะบานหนงึ่ วนั นกั เรียนเอาถุง กระดาษครอบดอกเอาไว้หนงึ่ ดอกปดิ ปากถุงดว้ ยคลปิ หลงั จากน้ันหนึ่งสปั ดาห์ เมื่อนกั เรียนนำถงุ กระดาษออก พบวา่ ภายในดอกนี้ ติดผลและภายในผลมเี มลด็ ใหพ้ จิ ารณาข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถาม ก. ดอกของพืชชนดิ น้ีเปน็ ดอกสมบรู ณ์เพศ ข. พชื ชนิดน้ีสบื พนั ธ์แุ บบอาศัยเพศ ค. พชื ชนิดนม้ี กี ารถ่ายเรณูเกิดขึ้น ข้อความในข้อใดท่ีอธิบายสิ่งที่เกิดขึน้ ได้ชดั เจนทส่ี ุดสำหรับพชื ชนิดน้ี 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 4. ว.1.1 ป.5/3 ป.5/4 ในการสำรวจพืชในโรงเรยี นแห่งหนง่ึ นกั เรียนไดม้ ีการแบ่งพืชออกเป็น 3 กลุ่ม ด้าน กลุ่มที่ 1 ได้แก่ หญา้ พุทธรกั ษา กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ทานตะวัน ถ่ัวลิสง กลมุ่ ท่ี 3 ได้แก่ เฟินขา้ หลวงหลังลาย มอส

3 ข้อใดคือเกณฑท์ ่ีใชใ้ นการจำแนกพชื เปน็ 3 กลุ่มข้างตน้ 1. พืชมีดอกหรือไมม่ ีดอก และการมีทอ่ ลำเลียงหรือไม่มที ่อลำเลยี ง 2. พืชมดี อกหรือไมม่ ดี อก และการเปน็ พืชใบเลยี งเดี่ยวหรือใบเล่ียงคู่ 3. พชื มดี อกหรือไม่มดี อก และการมีดอกสมบูรณ์เพศหรือไม่สมบรู ณเ์ พศ 4. การเปน็ พืชใบเล้ียงเด่ยี วหรือใบเล้ยี งคู่ และการมีท่อลำเลียงหรือไม่มที ่อลำเลียง 5. ว.1.1 ป.5/4 ตารางแสดงลักษณะบางประการของสัตว์ 4 ชนิด ชนดิ ของสตั ว์ การปฏสิ นธิ สภาพการออกลูก รูปร่างตัวออ่ นและตวั เตม็ วยั A ภายนอก เปน็ ไข่ ไมม่ ีเปลือกแข็งหุ้ม เหมือนกัน B ภายนอก เปน็ ไข่ ไม่มเี ปลือกแข็งหมุ้ ไมเ่ หมือนกนั C ภายใน เปน็ ไข่ มเี ปลือกแข็งห้มุ เหมือนกนั D ภายใน เป็นตัว เหมือนกนั พิจารณาจากตาราง ปลากัดมีลกั ษณะเหมือนกับสัตวช์ นิดใด 1. A 2. B 3. C 4. D 6. ว.1.1 ป.6/1 กราฟแสดงการเติบโตด้านความสงู ของเพศหญิงและเพศชายในชว่ งอายุต่าง ๆ ข้อใดอธิบายกราฟได้ถูกต้อง 1. อตั ราการเจริญเติบโตของเพศหญงิ และเพศชายไม่แตกต่างกัน 2. ช่วงอายุ 10-14 ปเี พศหญิงและเพศชายมกี ารเจริญเตบิ โตเท่าๆกัน 3. ช่วงอายุ 15-20 ปี เพศชายมีการเจรญิ เติบโตมากกว่าเพศหญิง 4. หลงั อายุ 20 ปที ้งั เพศหญิงและเพศชายหยุดการเจรญิ เติบโต 7. ว.1.1/ป.6/2 ในระบบนเิ วศ จะมคี วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมชี ีวติ กลมุ่ ต่าง ๆ และมคี วามสมั พันธร์ ะหวา่ งสง่ิ มีชวี ติ กบั สง่ิ แวดล้อมที่เกยี่ วข้องกับแหล่งทอ่ี ยู่อาศัย แหล่งอาหาร และแหล่งสบื พันธุ์ เปน็ ต้นแบบของความสมั พันธ์ระหวา่ งสงิ มี ชีวิตในขอ้ ใดท่ีแตกต่างกัน 1. ผึง้ ทำรงั บนตน้ ไม้ และ มดแดงกบั ตน้ มะมว่ ง 2. พยาธกิ บั คน และ แบคทีเรียในลำไสข้ องปลวก 3. ต้นขา้ วกับต้นหญา้ ในนา และ วชั พชื กบั ตน้ ถั่วเหลืองในไร่ 4. นกเอย้ี งกับควาย และ รากับสาหร่ายที่อยู่ร่วมกนั เปน็ ไลเคนส์

4 8. ว.1.1 ป.6/2 แผนภาพการหมนุ เวียนเลือดในร่างกายมนุษย์ กำหนดให้ A B C คือ อวยั วะ และ → คือทศิ ทางการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด หลอดเลอื ดซึ่งนำเลือดทมี่ ีออกซเิ จนสูง คือหมายเลขใด 1. 1 และ 2 2. 1 และ 4 3. 2 และ 3 4. 3 และ 4 9. ว.1.1 ป.6/3 จากรูป ธงโภชนาการท่รี ะบุสัดส่วน สำหรับเด็กหญิงอายุ 10 ปที ่มี รี ่างกายสมสว่ น ซึง่ การได้รับพลงั งานประมาณวนั ละ 1,600 กิโลแคลอรี A และ B ในธงโภชนาการควรเปน็ อาหารประเภทใด 1. A คือโปรตีน B คือไขมัน 2. A คือน้ำตาล B คือไขมัน 3. A คอื ข้าว B คือผลไม้ 4. A คือขา้ ว B คือนำ้ ตาล นา่ มนั เกลือ 10. ว.1.1 ป.6/3 ตารางปรมิ าณสารอาหารประเภทตา่ ง ๆ ในอาหาร 4 ชนิด ชนิดอาหาร โปรตนี (กรมั ) ปรมิ าณสารอาหาร ไขมัน (กรัม) คารโ์ บไฮเดรต (กรมั ) A2 1 3 B2 2 2 C1 1 4 D3 1 1 กำหนดให้ โปรตีน 1 กรัมให้พลงั งาน 4.5 กโิ ลแคลอรี คารโ์ บไฮเดรต 1 กรัมให้พลงั งาน 4.5 กิโลแคลอรี ไขมัน 1 กรมั ให้พลงั งาน 9.0 กโิ ลแคลอรี

5 อาหารชนิดใดให้พลงั งานสูงสุด 1. A 2. B 3. C 4. D 11. ว.1.1 ป.6/3 ชนิดอาหาร ปรมิ าณแร่ธาตุ(มิลลกิ รัม) แคลเซยี ม ฟอสฟอรัส เหลก็ A 126 30 4.6 B 141 27 0.9 C 49 165 2.0 D 7 63 2.5 จากตาราง ถ้านักเรยี นต้องการมรี ่างกายสมสว่ น กระดูกและฟันแขง้ แรง นักเรยี นจะเลือกรบั ประทานอาหารชนิดใด 1. A 2. B 3. C 4. D 12. ว.1.2 ป.5/2 แผนผังแสดงการถ่ายทอดลักษณะพนั ธุกรรมในแมว จากแผนผงั ข้อสรปุ ใดถูกต้อง 1. ลกั ษณะขนสีขาวของลูกเป็นลักษณะเดน่ แท้เหมอื นของพ่อ 2. ลกั ษณะขนด่างเป็นลักษณะดอ้ ย ลูกทีม่ ขี นดา่ งจงึ ตายหมด 3. ลักษณะขนด่างไม่ถ่ายทอดไปสลู่ ูก 4. ลกั ษณะขนสขี าวเปน็ ลกั ษณะเดน่ 14. ว.1.2 ป.5/5 แผนภูมกิ ารแบง่ กลุ่มสตั ว์โดยใชล้ กั ษณะบางอย่างเป็นเกณฑ์

6 สัตว์กล่มุ 3 และกลุ่ม 4 มลี ักษณะใดเหมือนกัน 1. เลอื ดเย็น และไมม่ ีเหงือก 2. เลือดเย็น และผิวหนงั มีเกล็ด 3. ไมม่ ีเหงือก และผิวหนังมีเกล็ด 4. ไม่มเี หงือก และผวิ หนังไม่มีเกล็ด ว.2.1 ป.6/1 15. นกั เรยี นทำการทดลองโดยใช้เชอื กผูกกอ้ นหนิ สีขาวหย่อนลงไปในสระนำทลี ะน้อยจนเริ่มมองไมเ่ ห็นก้อนหนิ แล้ว จงึ บันทกึ ผลโดยการวัดความยาวของเชอื กจากก้อนหนิ ถึงผวิ นำ้ นกั เรยี นทำการทดลองที่สระนำ้ 2 แห่งในบริเวณ ใกลเ้ คยี งกัน ไดผ้ ลการทดลองวัดความยาวเชือกได้เท่ากับ 64 และ 82 เซนติเมตร สำหรับสระนำแหง่ ท่ี1 และ 2 ตามลำดับ จากผลการทดลอง ในข้อใดกลา่ วได้ถกู ต้องเกยี่ วกบั สภาพของสระนำ้ 1. สระท่ี 2 ลกึ กวา่ สระที่ 1 2. น้ำในสระท่ี 1 ข่นุ กวา่ สระท่ี 2 3. น้ำในสระท่ี 2 ขุ่นกว่าสระท่ี 1 4. น้ำในสระท่ี 1 โปร่งใสกว่าสระที่ 2 ว.2.1 ป.6/2 16. แผนภาพสายใยอาหาร ข้อความทถ่ี ูกมี 2 ข้อ คือข้อใด (เลอื กคำตอบทถ่ี ูกต้อง 2 ข้อ) 1. ผู้บริโภคลำดับ 1 ท่สี ำคัญทส่ี ดุ คอื กวาง 2. งเู ปน็ ท้ังผู้บรโิ ภคลำดับ 2 และลำดบั 3 3. ผบู้ ริโภคลำดับ 2 มี 2 ชนิด คือ กบ และ งู 4. ผู้บริโภคลำดับ 3 มี 2 ชนดิ คือ งู และเหยีย่ ว 5. ถา้ กระต่ายถูกคนจบั ไปกนิ เปน็ อาหารจนหมด จะทำใหเ้ สือสญู พันธุ์ 6. สายใยอาหารน้ีมผี ู้บริโภคลำดบั สุดท้าย 2 ชนิด จึงประกอบดว้ ย 2 โซ่อาหาร

7 17. ว.2.2 ป.6/4 โครงการทางส่ิงแวดล้อมข้อใดชว่ ยลดมลพิษทางอากาศโดยตรง (เลือกคำตอบที่ถูกตอ้ ง 2 ข้อ) 1. ประหยัดพลงั งานไฟฟ้า โดยปิดเครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าทุกคร้ังเมื่อเลิกใช้ 2. การรณรงค์ให้คนใช้ระบบขนสง่ มวลชนแทนรถยนต์ส่วนบุคคล 3. ใชพ้ ลงั งานนำ้ แทนพลังงานจากถ่านหนิ ในการผลิตไฟฟ้า 4. ทำการเกษตรผสมผสานท่ีปลอดสารพิษ 5. ปลกู พืชหมุนเวียน โดยใช้พืชตระกูลถ่วั 6. นำขยะอนิ ทรียไ์ ปทำปยุ๋ หมัก 18. ว.2.2 ป.6/4 การรณรงค์ขอ้ ใดทสี่ ง่ ผลกระทบต่อคุณภาพส่งิ แวดล้อมตา่ งจากข้ออื่น 1. การปลกู ผักกางมุ้ง 2. การส่งเสริมการผลติ กระดาษรไี ซเคลิ 3. การใชป้ ยุ๋ เคมีทผ่ี ลติ ได้เองในประเทศไทย 4. การใช้สารชีวภาพในการกำจัดศัตรพู ืช 19. ว.2.2 ป.6/4 ตารางระยะเวลาที่ใชใ้ นการยอ่ ยสลายขยะบางชนดิ ชนดิ ขยะ ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการย่อยสลาย A 2-5 เดือน B 80-100 ปี C 450 ปี D ไม่ย่อยสลาย ควรจดั กระป๋องนมข้นหวานเป็นขยะชนิดใด 1. A 2. B 3. C 4. D 20. ว.3.1 ป.5/1 เครื่องใชไ้ ฟฟา้ ในครวั สองชนดิ ในข้อใดมีหลักการทำงานคล้ายกนั ท่สี ดุ 1. หมอ้ ตนุ๋ เตาถ่านย่างไก่ 2. หวดนง่ึ ขา้ วเหนยี ว หม้อตุ๋น 3. ซ้ึงหรอื ลังถึง หวดนึ่งข้าวเหนียว 4. เตาถา่ นยา่ งไก่ ซึ้งหรอื ลังถงึ 21. ว.3.1 ป.5/1 นำเทอร์โมมิเตอรไ์ ปแช่นำ้ ท่ีมีอุณหภมู ิ 30 องศาเซลเซียส แล้วใสว่ ตั ถุรอ้ นท่มี อี ุณหภูมิ 80 องศา เซลเซียส ชนดิ ต่าง ๆ ลงไป ดังภาพ วตั ถุร้อนชนิดใด ทท่ี ำใหอ้ ุณหภูมขิ องนำ้ สูงขน้ึ ได้รวดเร็วท่สี ุด 1. แกว้ 2. แท่งไม้ 3. ทองแดง 4. กระเบือ้ งดนิ เผา

8 22. ว.3.1 ป.5/1 พจิ ารณาอปุ กรณ์ท่ีประกอบด้วยโคมไฟ กระดาษ และเทอรโ์ มมิเตอร์ วางอยู่ในลกั ษณะต่าง ๆ ดังรูป กำหนดใหจ้ ดุ ศูนย์กลางของกระดาษอยหู่ า่ งจากโคมไฟเทา่ กน เม่อื เปิดโคมไฟแลว้ ทิง้ ไวส้ ักสองนาที เทอรโ์ มมิเตอร์ในรูป ใดจะมีอุณหภมู สิ งู ทีส่ ดุ 1. ก 2. ข 3. ค 4. ง 23. ว.3.1 ป.6/2 นำของผสม ซ่งึ ประกอบดว้ ยสาร 3 ชนดิ คือ สาร A, B และ C มาแยกดว้ ยวิธกี ารดงั น้ี สาร A, B และ C ควรเป็นสารใดตามลำดบั 1. ผงทองแดง น้ำตาลทราย ผงถ่าน 2. ผงทองแดง เกลอื แกง แป้งมัน 3. ผงตะไบเหล็ก เกลอื แกง ผงถ่าน 4. ผงตะไบเหล็ก น้ำตาลทราย เกลือแกง 24. ว.3.1 ป.6/3 ขวดแก้ว 3 ชัน้ ชัน้ กลางบรรจเุ กล็ดไอโอดีน (ดังรปู ) ถา้ ต้องการใหเ้ กดิ ผลึกไอโอดีนขน้ึ ทฝี่ าด้านบนของชน้ั กลางมาก ๆ จะต้องทำตามวธิ ีการใด 1. ชนั้ บนใสน่ ำ้ ร้อน ชน้ั ลา่ งใส่น้ำแขง็ 2. ช้ันบนใส่นำ้ แขง็ : ชัน้ ลา่ งใส่นำ้ รอ้ น 3. ชน้ั บนใส่นำ้ แขง็ ชน้ั ลา่ งใส่นำ้ แข็ง 4. ช้ันบนใส่น้ำร้อน ช้นั ล่างใสน่ ้ำรอ้ น

9 25. ว.3.1 ป.6/3 สารผสมประกอบดว้ ย สาร 4 ชนดิ ท่มี ลี กั ษณะและสมบตั แิ ตกตา่ งกันดังตาราง ตาราง ลักษณะและสมบตั ิของสาร 4 ชนิด ชนิดของสาร ลกั ษณะ การละลายนำ้ A ผงละเอียดเหมอื นแป้ง ได้ B ผงละเอยี ดเท่าเกลือป่น ไม่ได้ C เมด็ ขนาด 0.6 ซม. ได้ D เม็ดขนาด 0.4 ซม. ไม่ได้ เมอ่ื แยกสารผสมโดยการร่อนดว้ ยตะแกรงท่ีมรี ขู นาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง 0.5 ซม. นำสารทีผ่ ่านการร่อนแลว้ ไปผสม กบั นำ้ เปล่าให้เข้ากนั จากนั้นนำไปกรองดว้ ยกระดาษกรอง นำของเหลวทผ่ี ่านกระดาษกรองไประเหยแหง้ หลังจากใช้ กระบวนการแยกสารทุกขัน้ ตอนท่กี ำหนดให้ข้างตน้ แล้ว ตวั เลือกข้อใดกลา่ วไดถ้ ูกต้อง (มคี า่ ตอบถูก 2 ข้อ) 1. สารที่แยกออกจากสารผสมไดเ้ ป็นลำดบั แรกคือ A 2. สารที่แยกออกจากสารผสมไดเ้ ป็นลำดบั แรกคือ C 3. สาร A และ B ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ 4. สาร B และ C ไมส่ ามารถแยกออกจากกันได้ 5. สาร B และ D ไมส่ ามารถแยกออกจากกันได้ 6. สารทุกชนิดสามารถแยกออกเป็นอสิ ระได้ 26. ว.3.1 ป.6/3 สารผสมประกอบด้วย สาร 4 ชนดิ ทีม่ ีลกั ษณะและสมบตั แิ ตกตา่ งกันดังตาราง สมบตั ิสาร สาร A สาร B สาร C สาร D ความหนาแน่น (กรัม/ลบ.ซม.) 2.0 0.9 1.8 0.8 การละลายนำ้ ละลายได้ดี ละลายได้ดี ไมล่ ะลาย ไมล่ ะลาย ขนาดเกล็ด(มิลลเิ มตร) 0.8 1.0 1.2 1.5 เม่อื นำสารผสมของสาร 4 ชนดิ ไปกรองดว้ ยตะแกรงขนาดรู 0.9 มิลลิเมตร แลว้ เอาสารผสมทคี่ า้ งบนตะแกรงไปใส่ น้ำในอ่างนำ้ จากข้อมูลการแยกสารผสมขา้ งต้น ข้อความในข้อใดถูกต้อง (เลือกคำตอบท่ถี ูกต้อง 2 ข้อ) 1. แยกสาร A ออกจากสารผสมได้ เพราะมีความหนาแนน่ สูงสุด 2. แยกสาร A และสาร B ออกจากกันไม่ได้ เพราะมีสมบตั ิการละลายน้ำไดด้ เี หมือนกัน 3. แยกสาร A และสาร D ออกจากกันได้ เพราะมีสมบตั กิ ารละลายนำ้ ต่างกัน 4. แยกสาร B และสาร D ออกจากกันได้ เพราะมีสมบตั กิ ารละลายนำ้ ตา่ งกนั 5. แยกสาร C และสาร D ออกจากกันไม่ได้ เพราะมขี นาดเกล็ดใกลเ้ คยี งกันมาก 6. แยกสาร C และสาร D ออกจากกนั ได้ เพราะมคี วามหนาแน่นต่างกัน 27. ว.3.1 ป.6/4 ถ้าต้องการทดสอบความเปน้ กรด-เบส ของสาร โดยใช้นำ้ ค้ันจากดอกอญั ชนั เป็นอนิ ดิเคเตอร์ สารใน ข้อใดทำให้น้ำดอกอัญชนั เปลี่ยนเป็นสมี ่วงแดง 1. ผงฟู น้ำสบู่ 2. นำ้ เชอื่ ม น้ำเกลอื 3. นำ้ ส้มสายชู นำ้ มะนาว 4. น้ำมะนาว น้ำยาลา้ งจาน

10 28. ว.3.1 ป.6/4 จำแนกสารออกไดเ้ ปน็ 4 กลุ่ม ดังนี้ กลมุ่ A B CD ชนิดสาร นำ้ ตาล เกลอื ลกู เหม็น หนิ ปนู แอลกอฮอล์ น้ำสม้ สายชู ปรอท นำ้ มนั การจำแนกสารน้ีใชส้ มบตั ิในข้อใดเปน็ เกณฑ์ 1. สถานะ และ ความหนาแน่น 2. สถานะ และ การละลายในน้ำ 3. ความหนาแนน่ และ การละลายในน้ำ 4. สถานะ ความหนาแน่น และ การละลายในน้ำ 29. ว.3.2 ป.6/1 นำก้อนน้ำตาลทีม่ มี วลเท่ากนั ไปละลายในของเหลว 4 ชนดิ ที่มปี ริมาตรและอุณหภูมิเท่ากัน บันทกึ เวลาท่ีน้ำตาลละลายจนหมดกอ้ น ไดผ้ ลดงั แผนภูมิ ของเหลวชนดิ ใดเปน็ ตัวทำละลายท่ีดีท่ีสุด 1. A 2. B 3. C 4. D 30. ว.3.2 ป.6/2 แกส๊ ทเี่ กิดขึ้นในข้อใด ไม่ได้เกดิ มาจากการเปล่ยี นแปลงทางเคมี 1. แกส๊ ทีเ่ กดิ จากสิ่งมีชวี ติ ในคลอง 2. แก๊สทเ่ี กิดจากการท้ิงนำ้ แข็งแห้งลงไปในน้ำ 3. แก๊สทเี่ กดิ จากการเน่าของสง่ิ ปฏิกลู ในคลอง 4. แกส๊ ทีเ่ กดิ จากการสงั เคราะห์ด้วยแสงของพชื 31. ว.4.1 ป.5/2 เฮลิคอปเตอรส์ ามารถยกตวั เองขึน้ จากลานบินได้ เนอ่ื งจากสาเหตุใด 1. แรงดันอากาศใต้ใบพัด มากกว่าแรงดนั อากาศเหนือใบพัด 2. แรงดันอากาศใต้ใบพัดน้อยกว่าแรงดันอากาศเหนอื ใบพดั 3. แรงดันอากาศใต้ใบพดั เทา่ กับแรงดันอากาศเหนอื ใบพัด 4. กำลงั เครอ่ื งยนตท์ ีใ่ ชม้ ากกว่าแรงลมท่ีพัดผา่ นตวั เครอื่ ง 32. ว.4.1ป.5/2 นักเรยี นทำการทดลองโดยการนำขวดพลาสติกแข็งเจาะรูเลก็ ๆ ไวท้ ีข่ า้ งขวด ทีป่ ากขวดใส่ลูกโป่ง โดย พับปากลูกโปง่ ออกด้านนอก แล้วรัดปากลกู โป่งกับปากขวดใหแ้ นน่ จากนัน้ ดดู ลมออกจากขวดทางรูเล็ก ๆ แล้วใช้นิ้วปิด รไู ว้ทันที

11 ผลทจี่ ะเกิดกบั ลูกโปง่ ควรเป็นตามข้อใด 1. ลูกโป่งอยใู่ นสภาพเดมิ 2. ลกู โป่งแตกภายนอกขวด 3. ลกู โปง่ พองตวั ออกภายในขวด 4. ลูกโปง่ พองตวั ออกนอกปากขวด 33. ว.4.1 ป.5/3 ทำการทดลองโดยนำขวดที่เหมือนกนั 3 ใบ คอื ขวด A, B และ C มาเจาะรูเลก็ ๆ ขนาดเท่ากนั ที่ ดา้ นข้างของขวด ขวดละ 1 รู และแตล่ ะรูอย่สู ูงจากกน้ ขวดเท่าๆ กนั จากน้นั ปิดรูแตล่ ะรูไว้ดว้ ยเทป แล้วเทน้ำใสข่ วดแต่ ละใบจนท่วมตำแหน่งทเี่ จาะรูไว้ท้ัง 3 ขวด โดยมี ระดับความสงู ของนำ้ ที่อยู่ในขวดแตล่ ะขวดไมเ่ ท่ากนั แลว้ วางขวดทงั้ 3 ใบไว้ท่รี ะดับเดยี วกัน เมื่อดึงเทปทป่ี ิดรูไวอ้ อกพรอ้ ม ๆ กันท้ัง 3 รู พบวา่ นำ้ ในขวด B พ่งุ ออกไปในแนวระดับได้ไกล ท่สี ุด ถดั มาคือ C และ A ตามลำดบั จากขอ้ มูลขา้ งบนน้ี ข้อใดเปรียบเทียบระดบั ความสงู ของน้ำในขวด ก่อนท่จี ะดงึ เทปออกได้ถูกต้อง (เรียงจากสูงไปตำ่ ) 1. C>A>B 2. B>C>A 3. A>C>B 4. B>A> C 34. ว.4.1 ป.5/4 ชง่ั แทง่ ยางดิบด้วยตาชั่งสปรงิ เมื่อช่ังในอากาศ (รูป ก.) อ่านค่าแรงได้เท่ากับ 30 นวิ ตนั เมอ่ื ช่ังโดย หยอ่ นแท่งยางดิบลงในถงั นำ้ (รปู ข.) อ่านคา่ แรงไดเ้ ทา่ กับ 20 นวิ ตนั โดยถือว่าน้ำหนักของสปรงิ มีค่านอ้ ยมากจนไม่ ตอ้ งนำมาคดิ แรงพยุงทนี่ ้ำทำต่อท่งยางดบิ เทา่ กบั กนี่ วิ ตนั 1. 10 2. 20 3. 30 4. 50 35. ว.4.1 ป.5/4 ลกู เตา๋ พลาสตกิ 2 ชนดิ มสี เี ดียวกันชนดิ ละ 50 ลกู แตล่ ะลูกมขี นาดกวา้ ง ยาว สงู ดา้ นละ 1 เซนตเิ มตรเทา่ ๆ กนั ถา้ ต้องการแยกลกู เตา๋ พลาสติกเหล่าน้ีออกจากกัน โดยการเอาไปแช่ในอ่างน้ำ ลกู เตา๋ พลาสติกท้ัง สองชนดิ จะแยกจากกันไดเ้ ม่อื มวลของลกู เต๋าพลาสติกทง้ั สองชนดิ เป็นอย่างไร 1. ชนดิ ท่ี 1 มีมวลลกู ละ 0.6 กรัม ชนิดที่ 2 มีมวลลกู ละ 0.7 กรัม 2. ชนดิ ที่ 1 มีมวลลูกละ 0.7 กรัม ชนิดที่ 2 มีมวลลูกละ 0.9 กรมั 3. ชนิดท่ี 1 มีมวลลกู ละ 0.9 กรมั ชนดิ ท่ี 2 มีมวลลูกละ 1.2 กรัม 4. ชนดิ ท่ี 1 มมี วลลกู ละ 1.1 กรมั ชนดิ ท่ี 2 มมี วลลูกละ 1.5 กรัม

12 36. ว.4.1 ป.5/4 แท่งวัตถุตันสองชิ้นประกบตดิ กนั แน่นดว้ ยกาวดงั รปู ชน้ิ A ด้านบนมคี วามหนาแน่น 0.5 กรัม/ลบ.ซม. สว่ นชิ้น B ดา้ นลา่ ง มีความหนาแน่น 5.0 กรมั /ลบ.ซม. เม่ือนำไปใสใ่ นอา่ งน้ำ จะเกิดเหตกุ ารณ์ตามข้อใด 37. ว.4.1 ป.5/4 เม่ือนำวตั ถุ A มาใส่ในนำ้ จะลอยอยู่ใตผ้ วิ น้ำดงั รูป ก. และถา้ นำของเหลว B ซง่ึ ไม่ละลายน้ำค่อย ๆ เท ลงในนำ้ จะเหน็ แยกช้ันชดั เจนดังรูป ข. ถ้านำวัตถุ A ใส่ในของเหลว B ท่มี ปี ริมาตรเท่ากับนำ้ ในรูป ก. วัตถุ A จะอยู่ในสภาพตามข้อใด

13 38. ว.4.1 ป.5/4 ท้งิ หินกลมก้อนหนง่ึ ลงในของเหลวท่ีลึก หินกลมก้อนนี้จะคอ่ ย ๆ จมลงจนถงึ กน้ ภาชนะ ขณะทีก่ ้อนหินกลมอยทู่ ่ี 3 ตำแหน่ง คือ A B และ C ดังรปู เมอ่ื พิจารณาตำแหนง่ ของหินกลมท้งั 3 ตำแหน่ง ค่าแรงพยุงที่กระทำต่อหินกลมทง้ั สามตำแหนง่ ขอ้ ใดถูกตอ้ ง 1. A> B> C 2. A<B<C 3. A=B=C 4. A<B=C 39. ว.4.2 ป.5/1 การทดลองลากวัตถชุ นดิ หนง่ึ บนพื้นผิวตา่ งชนดิ กันได้ผลดงั ตาราง ตาราง ผลของแรงทใ่ี ช้ลากวตั ถุให้เริ่มเคล่ือนท่บี นพ้นื ผิวชนดิ ตา่ ง ๆ ชนิดของพ้ืนผวิ ขนาดของแรงทท่ี ำให้วัตถเุ ริ่มเคลื่อนท่ี (นวิ ตนั ) กระเบ้ือง 700 ยาง 900 ไม้ 800 ข้อคือตวั แปรต้นของการทดลองนี้ 1. มวลของวัตถุ 2. ชนิดของพนื้ ผิว 3. ขนาดของแรง 4. ระยะทางทีว่ ตั ถุเคล่อื นที่ 40. ว.4.2 ป.5/1 ทดลองออกแรงผลักวตั ถกุ ้อนหนึ่งให้เร่ิมเคล่ือนท่ีไปบนพ้นื ผิวที่แตกต่างกนั 3 ชนดิ คือ A B และ C ผลการทดลองพบวา่ บนพ้นื ผิว A B และ C ตอ้ งออกแรงผลักวัตถุ 10 15 และ 8 นิวตัน ตามลำดับ เปรียบเทียบพนื้ ผิวทม่ี ีค่าแรงเสยี ดทาน เป็นไปตามข้อใด 1. C<A < B 2. A< B<C 3. B<A<C 4. A<C<B 41. ว.5.1 ป.4/1 ทำการทดลองวดั อุณหภูมิจากสถานท่ี 3 แหง่ ภายใต้แหล่งกำเนิดแสงเดียวกันคือ ดวงอาทิตย์ เป็น ระยะเวลานานตา่ งกันไดผ้ ลดังตาราง ระยะเวลาในการวัด อณุ หภูมทิ ่ีวดั ได้ (องศาเซลเซยี ส) (นาที) สถานที่ A สถานที่ B สถานที่ C 10 34 26 21 20 46 32 23 30 51 36 24 พลังงานของแหลง่ กำเนิดแสงท่ีบรเิ วณ A B และ C เป็นตามข้อใด 1. A>B> C 2. A<B<C 3. A=B=C 4. A<C<B

14 42. ว.5.1 ป.4/3 ถา้ ต้องการปรับปรงุ หอ้ งน้ำให้มีความสว่างจากธรรมชาตเิ พ่ิมข้นึ โดยทำช่องแสงเพิ่มเตมิ และไมใ่ ห้ มองเหน็ ทะลุภายในห้องนำ้ วสั ดขุ อ้ ใดทเ่ี หมาะสมสำหรบั เลือกใช้ทำช่องแสง 1. แผน่ หนิ หยกสีเขียวบาง 2. แผ่นกระเบือ้ งปูพน้ื 3. แผน่ แกว้ ใส 4. แผน่ เหล็ก 43. ว.5.1 ป.4/6 แสงขาวประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ เมื่อผ่านปริซมึ จะเกดิ การกระจายของแสงเป็นแสงสตี ่าง ๆ เชน่ เดยี วกบั การเกิดรุ้ง ปจั จัยในข้อใดทีท่ ำใหเ้ กดิ รุ้ง 1. นำ้ และความร้อน 2. หมอกและอากาศแห้ง 3. แสงแดดและความร้อน 4. แสงแดดและละอองนำ้ 44. ว.5.1 ป.5/1 ขณะที่นักดนตรีดีดสายกีตาร์ด้วยตวั ดดี (ปิ๊ก) ผู้ฟังไดย้ นิ เสยี งกีตาร์ไดเ้ น่ืองจากเหตุใด 1. สายกีตาร์กระทบกบั ตัวกตี ารเ์ กดิ เสยี งออกมา 2. สายกีตารส์ ่ันเพราะถกู ดีดจึงทำให้เกิดเสียงออกมา 3. สายกีตารไ์ มท่ ำใหเ้ กิดเสยี ง แตต่ วั ดดี ทำใหเ้ กิดเสยี งออกมา 4. สายกีตารท์ ี่ถูกดดี สั่นแล้วกระทบสายกตี ารท์ ี่อย่ตู ดิ กนั ทำให้เกิดเสยี งออกมา 45. ว .5.1 ป.5/1 กีตารเ์ ปน็ เคร่อื งดนตรีที่ประกอบด้วยสายกีตาร์หลายเส้นทีม่ ีขนาดตา่ ง ๆ กนั เม่ือกดสายกตี าร์ท่ี ตำแหน่งเดียวกันแลว้ ดีด ข้อใดกลา่ วถูกต้อง 1. เสน้ ทห่ี นาสนั่ เรว็ กวา่ เส้นที่บาง 2. เสน้ ทีห่ นาสัน่ ชา้ กวา่ เสน้ ท่บี าง 3. เสน้ ที่หนาสน่ั เท่ากบั เสน้ ที่บาง 4. เสน้ ท่ีหนาไม่เกิดการส่นั แต่เส้นทบ่ี างเกดิ การสน่ั 46. ว.5.1 ป.6/2 วตั ถู A คือวตั ถุในข้อใดทเ่ี ม่ือต่อในวงจรแลว้ ทำให้หลอดไฟสวา่ ง 1. ตะปู เชอื ก 2. ไสด้ นิ สอ เข็มกลดั 3. ยางลบ ลวดเยบ็ กระดาษ 4. เขม็ เยบ็ ผ้า ไม้บรรทัดพลาสตกิ 47. ว.5.1 ป.6/2 วงจรไฟฟา้ อย่างง่ายซง่ึ ประกอบด้วยแบตเตอรี่ หลอดไฟ สายไฟ และวัสดุ A ถ้าตอ้ งการใหห้ ลอดไฟติด วัสดุ A ทใ่ี ช้ควรเป็นส่ิงของท้ังหมดในข้อใด 1. เขม็ เย็บผ้า กระดาษ 2. ยางรดั ของ เข็มกลัด 3. เข็มเยบ็ ผ้า ไส้ดนิ สอ 4. กระดาษ แผน่ อลูมนิ ัมฟอยล์

15 48. ว.5.1 ป.6/4 พิจารณาวงจรไฟฟา้ ดังรูป เมอ่ื สับสวิตชข์ องวงจรไฟฟ้าน้ีลง จะเกิดอะไรขน้ึ กับหลอดไฟท้งั สาม 1. หลอดไฟ 1 ดับ แตห่ ลอดไฟ 2 และหลอดไฟ 3 สว่าง 2. หลอดไฟ 1 สวา่ ง แตห่ ลอดไฟ 2 และหลอดไฟ 3 ดบั 3. หลอดไฟ 1 หลอดไฟ 2 และ หลอดไฟ 3 สว่างเท่ากนั หมด 4. หลอดไฟ 1 สว่างทสี่ ุด ส่วนหลอดไฟ 2 และหลอดไฟ 3 สวา่ งเท่ากนั แต่น้อยกวา่ หลอดไฟ 1 49. ว.5.1 ป.6/5 สนามแมเ่ หลก็ ทีเ่ กดิ ขณะกระแสไฟฟ้าไหลผา่ นสายไฟเปน็ อยา่ งไร 1. เกดิ สนามแมเ่ หล็กภายนอกสายไฟมีทิศทางชีเ้ ข้าหาสายไฟ 2. เกิดสนามแม่เหล็กภายนอกสายไฟมที ิศทางช้ีออกจากสายไฟ 3. เกิดสนามแมเ่ หล็กภายนอกสายไฟมลี กั ษณะเปน็ วงกลมรอบ ๆ สายไฟ 4. เกดิ สนามแมเ่ หล็กภายในเส้นลวดของสายไฟตามแนวยาวของเสน้ ลวด 50. ว.6.1 ป.4/2 ดินท่ีเหมาะสมตอ่ การปลูกพชื มากที่สุด คือข้อใด 1. ดนิ ชั้นบนสุด เนอ่ื งจากมีอินทรียวัตถุมาก และระบายอากาศไดด้ ี 2. ดินชัน้ บนสุด เนอื่ งจากมีเศษหนิ จำนวนมาก และระบายอากาศได้บ้าง 3. ดินชนั้ ลา่ งที่ตดิ กบั ชน้ั หิน เนือ่ งจากมอี นิ ทรียว์ ตั ถุมาก และระบายอากาศไดด้ ี 4. ดนิ ช้นั ล่างทตี่ ิดกับชนั้ หิน เนือ่ งจากมีเศษหินจำนวนมากและระบายอากาศไดด้ ี 51. ว.6.1 ป.4/2 ข้อใดไม่ใชว่ ธิ ีการบำรุงรกั ษาดนิ 1. การปลูกพชื คลมุ ดินสม่ำเสมอ 2. ทำทางระบายน้ำในพนื้ ที่ปลกู พชื 3. ปลูกพืชชนิดเดมิ ซ้ำ ๆ กันในพืน้ ท่เี ดิม 4. ปลกู พืชแบบขนั้ บนั ไดในบริเวณทล่ี าดชัน 52. ว.6.1 ป.4/2 ขอ้ ใดเป็นวิธกี ารปรบั ปรงุ คุณภาพดินให้ดขี ้ึน 1. ทำทางระบายนำ้ ในพืน้ ที่เพาะปลกู 2. ปลูกพชื ตระกูลถว่ั สลบั กับพืชเดิม 3. ปลูกพืชแบบขั้นบนั ไดในบรเิ วณที่ลาดชนั 4. ปลูกพืชชนิดเดมิ ทีใ่ ห้ผลผลติ ดีซ้ำ ๆ กนั ในพ้นื ท่เี ดิม 53. ว.6.1 ป.6/1 ใช้น้ำยาล้างสุขภัณฑ์ในห้องนำ้ เทลงบนหินกอ้ นหนงึ่ เกิดฟองแก๊สผดุ ขึ้นจากเนื้อหินกอ้ นหินนัน้ เปน็ หนิ ชนิดใด 1. หนิ บะซอลต์ 2. หนิ แกรนิต 3. หนิ ทราย 4. หินปูน

16 54. ว.6.1 ป.6/1 ตารางระดับความแข็งของแรช่ นิดต่าง ๆ ในหนิ เรยี งลำดบั จากนอ้ ยไปมาก(ระดบั 1 ไป ระดับ 10) ชนดิ แร่ ระดับความแขง็ 00 ชนดิ แร่ ระดบั ความแขง็ ทลั ค์ 1 หินฟนั มา้ 6 ยิปซมั 2 ควอตซ์ 7 แคลไซต์ 3 โทแพส 8 ฟลอู อไรด์ 4 คอรนั ดมั 9 อะพาไทต์ 5 เพชร 10 พจิ ารณาจากตาราง ข้อสรุปเกยี่ วกับความแข็งของแร่ ข้อใดถกู ต้อง 1. แร่หินฟนั มา้ และแร่อะพาไทตม์ รี ะดับความแข็งปานกลาง ขดู กนั ไมเ่ ป็นรอย 2. เเร่ทัลค์เเละเเรย่ ปิ ซัมขดู แร่แคลไซตเ์ ป็นรอย 3. แรฟ่ ลอู อไรด์ขูดแร่ยิปซมั ไมเ่ ปน็ รอย 4. แรท่ ลั ค์ขดู แร่ควอตซ์ไม่เป็นรอย 55.ว.6.1 ป.6/2 ข้อใดเปน็ ปจั จัยสำคญั ท่ีทำใหห้ นิ ตะกอนกลายเป็นหนิ แปร 1. การผพุ งั และการพดั พา 2. ความรอ้ นและความดนั 3. การกดั กร่อนและการตกผลึก 4. การหลอมละลายและการตกผลกึ 56. ว.6.1 ป.6/3 หลายเหตุการณ์ท่ีทำให้คาดการณ์ได้ลว่ งหนา้ วา่ อาจเกิดดินถลม่ ยกเวน้ ขอ้ ใด 1. ฝนตกหนักตดิ ต่อกนั หลายวนั 2. ลมพัดกรรโชกแรง ทำใหต้ ้นไมล้ ม้ หักโคน่ 3. มีเสียงน้ำปา่ ไหลมาหรือเสียงก้อนหินกล้ิงดงั ครนื ๆ 4. นำ้ ในลำห้วยหรือลำธารในห้องถิ่นเพมิ่ ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ ขนุ่ ข้นเป็นสโี คลน 57. ว.6.1 ป.6/3 การเปลยี่ นแปลงของสิง่ แวดลอ้ มและผลกระทบท่ีเกดิ ข้นึ ในขอใดท่ไี มส่ อดคล้องกนั 1. การเกดิ สนึ ามิ-พ้ืนท่ปี า่ ชายเลนลดลง 2. การปล่อยน้ำเสยี ลงคลอง-ปริมาณออกซเิ จนละลายน้ำลดลง 3. การตัดไม้ทำลายปา่ -จำนวนสัตว์ป่าลดลง 4. ฝุ่นละอองในอากาศทีเ่ พ่ิมขึ้นจากไฟป่า-โรคระบบทางเดินอาหาร 58. ว.6.1 ป.6/3 ภัยพบิ ตั ิใดท่ีไม่นา่ จะมโี อกาสเกิดขึ้นในประเทศไทย 1. ฝนตกหนักติดต่อกนั หลายวัน น้ำป่าไหลหลาก เกิดดินถลม่ ทับถมบา้ นเรอื นเสียหาย 2. ภเู ขาไฟระเบิดพ่นลาวา เกิดหมอกควันปกคลุมไปทว่ั กินบริเวณกวา้ งไปจนถงึ ประเทศอนิ โดนเี ซยี 3. เกดิ พายุไตฝ้ ุน่ รนุ แรง พดั เข้าฝัง่ ของประเทศไทย คลน่ื สงู เกินสองเมตร ทำความเสยี หายให้ผ้อู ยอู่ าศัยในพื้นที่ ชายฝ่ัง 4. ปริมาณน้ำในเข่ือนมีมากเกินความสามารถท่เี ขื่อนจะกักเกบ็ ไว้ จงึ เร่งปลอ่ ยน้ำออกทำให้นำ้ ท่วมบา้ นเรอื น เกิด ความเสียหายเป็นวงกวา้ ง

17 59. ว.7.1 ป.4/1 รปู แสดงระบบสรุ ยิ ะ (ขนาดของดาวในรูปและระยะวงโคจรไม่ใช่ขนาดและระยะจรงิ ) ดาวเคราะห์หมายเลขใด เปน็ ดาวเคราะหห์ ิน 1. 1 2 3 2. 3 4 5 3. 5 6 7 4. 7 8 9 60. ว.7.1 ป.4/1 ตารางแสดงระยะห่างจากดวงอาทติ ย์ เวลาทโ่ี คจรรอบดวงอาทติ ย์ 1 รอบ และเวลาทีห่ มนุ รอบตัวเอง 1 รอบ ของดาวเคราะหต์ า่ ง ๆ ระยะหา่ งจาก เวลาทโี่ คจรรอบ เวลาท่หี มนุ รอบ ดาวเคราะห์ ดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ 1 รอบ ตวั เอง 1 รอบ (ล้านกโิ ลเมตร) (วันของโลก) (วันของโลก) A 58 88 59 B 108 225 243 C 228 687 1.04 D 740 10,950 0.42 พจิ ารณาตารางที่กำหนดใหข้ ้อใดกล่าวถูกต้อง 1. ดาวเคราะหท์ ี่อยไู่ กลจากดวงอาทติ ย์ออกไปจะหมุนรอบตวั เองเรว็ ขน้ึ 2. เวลาทห่ี มนุ รอบตัวเอง 1 รอบของดาวเคราะห์จะน้อยลง เมอื่ ระยะห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น 3. เวลาทด่ี าวเคราะหใ์ ชใ้ นการโคจรรอบดวงอาทติ ย์ 1 รอบขึน้ กับระยะหา่ งจากดวง อาทิตย์ 4. เวลาทห่ี มนุ รอบตวั เอง 1 รอบของดาวเคราะห์ทุกดวงจะนอ้ ยกวา่ เวลาท่โี คจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบเสมอ

18 61. ว.7.1 ป.5/1 เดก็ หญิงนันทวรรณสงั เกตดูดาวหน่ึง พบว่าสามารถวตั ถุมุมเงยของดาวดวงนี้ได้โดยการกำมือเพื่อวดั ดังรูป ดาวดวงนอ้ี ยสู่ งู จากพ้นื เป็นมุมเงยประมาณเทา่ ใด 1. 20 องศา 2. 40 องศา 3. 60 องศา 4. 80 องศา 62. ว.7.1 ป.5/1 นกั เรียนกำลงั ยืนสังเกตดาวในคนื หนง่ึ โดยใชแ้ ผนทดี่ าว ดังรปู 1 ประกอบการสงั เกตซึ่งสามารถ จำลองครึง่ ทรงกลม ณ สถานที่ขณะทน่ี ักเรียนคนน้ยี นื อยู่ ดังรูป 2 นักเรยี นกำลังดูดาวดวงหนงึ่ ด้วยมมุ เงย B เมื่อดทู แ่ี ผนทีด่ าว มุมเงย B ตรงกับตวั อกั ษรใดในรูป 1 1. ก 2. ข 3. ค 4. ง 63. ว.7.1 ป.6/1 รูปแสดงการหมุนรอบตวั เองของโลกและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ตำแหนง่ ใดของวงโคจรที่ซีกโลกเหนอื อยู่ในชว่ งฤดูหนาว 1. A 2. B 3. C 4. D

19 64. ว.7.1 ป.6/1-6/8 ต้นพลูด่างทีป่ ลกู ลงดิน แล้วให้เจริญเติบโตเลอ้ื ยเกาะกำแพงหรือเกาะต้นไมใ้ หญ่ จะพบวา่ ใบพลู ด่างท่อี ยู่ใกลย้ อดมขี นาดใหญ่กว่าใบที่อยูไ่ กลจากยอดหรอื อยู่ใกล้โคนตน้ ซึง่ เปน็ ไปไดว้ า่ ตำแหนง่ ท่ีอยบู่ นตน้ และขนาด ของใบพลูดา่ งมคี วามสมพนั ธ์กัน หากนกั เรยี นจะทำการทดลองหรอื ทำโครงงานเพ่ือพิสจู น์ว่า \"ตำแหน่งของใบพลูดา่ งทีเ่ กาะบนตน้ ไมใ้ หญ่ และ ขนาดของใบพลดู า่ งมีความสัมพนั ธก์ นั \" การระบุตวั แปรตามขอ้ ใดถูกตอ้ ง 1. ตวั แปรตน้ คอื พันธ์ุของพลตู ่าง ตัวแปรตาม คือ ขนาดของใบพลูด่าง 2. ตัวแปรตน้ คอื ตำแหน่งของใบบนตน้ ตัวแปรตาม คือ พันธุ์ของพลดู ่าง 3. ตวั แปรต้น คอื ตำแหน่งของใบบนต้น ตัวแปรตาม คือ ขนาดของใบพลูด่าง 4. ตวั แปรตน้ คอื ขนาดของใบพลูดา่ ง ตวั แปรตาม คอื ตำแหน่งของใบบนต้น

20 เฉลยชดุ ท่ี 1 ข้อ ข้อถูก ข้อ ขอ้ ถกู ข้อ ข้อถกู 1. 2 26. 4,6 51. 3 2. 4 27. 3 52. 2 3. 4 28. 2 53. 4 4. 2 29. 1 54. 4 5. 1 30. 2 55. 2 6. 3 31. 1 56. 2 7. 2 32. 3 57. 4 8. 3 33. 2 58. 2 9. 4 34. 1 59. 2 10. 2 35. 3 60. 3 11. 2 36. 4 61. 2 12. 4 37. 4 62. 1 13. 2 38. 3 63. 3 14. 1 39. 2 64. 3 15. 2 40. 1 16. 2,4 41. 1,2,3,4 17. 2,3 42. 1 18. 3 43. 4 19. 2 44. 2 20. 3 45. 2 21. 3 46. 2 22. 1 47. 3 23. 3 48. 2 24. 2 49. 3 25. 2,5 50. 1

21 ชุดที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2560 - 2561

22 ว 1.1 ป.4/1 (61) 1. ตดั สว่ นประกอบของพืชชนดิ หนง่ึ ได้แก่ รากลำตน้ และใบ แลว้ แยกแตล่ ะสว่ นประกอบใส่ในภาชนะ A B และ C ภาชนะละ 1 ชิน้ จากน้นั บนั ทึกผลกรสังเกตลกั ษณะภายนอกและการทดสอบแป้งดว้ ยสารละลายไอโอดนี ดงั ตาราง ส่วนประกอบใน ผลการสงั เกตลักษณะภายนอก ผลการทดสอบแป้ง ภาชนะ สี ข้อ ปลอ้ ง และตา ปากใบ A สีน้ำตาลออ่ น พบ ไมพ่ บ เปลยี่ นเปน็ สนี ำ้ เงินเขม้ B สเี ขียว ไม่พบ พบ เปลย่ี นเปน็ สีน้ำเงนิ เข้ม C สีขาว ไม่พบ ไม่พบ ไม่เปลีย่ นแปลง หากตอ้ งการวาดส่วนประกอบทีม่ โี ครงสร้างทำหน้าทค่ี ายน้ำและทำหน้าทด่ี ูดนำ้ ของพชื ควรเลือกสว่ นประกอบใน ภาชนะใดมาวาด ตามลำดบั 1. A และ C 2. B และ A 3. B และ C 4. C และ B ว 1.1 ป.4/1 (61) 2. ขอ้ มูลแสดงโครงสร้างภายนอกของพชื 4 ชนิด เป็นดังตาราง โครงสร้างภายนอก ชนิดของพชื ราก ลำต้น ใบ จำนวนกลีบ ผล ดอก (กลีบ) A ✓✓✓  B ✓✓✓ 3 ✓ C ✓✓✓ 5 ✓ D ✓✓✓ 6 ✓ ✓ หมายถงึ มสี ่วนประกอบ และ  หมายถึงไมม่ สี ่วนประกอบ ขอ้ ใดกลา่ วถึงประเภทของพืชแต่ละชนดิ ได้ถกู ต้อง 1. พชื A เปน็ พชื ไม่มดี อก ส่วนพืช B เปน็ พชื ใบเลย้ี งเดยี่ ว 2. พืช B เปน็ พชื ใบล้ยี งเด่ยี ว ส่วนพชื D เปน็ พชื ใบเลี้ยงคู่ 3. พืช B เป็นพชื ใบเล้ยี งคู่ สว่ นพชื C เป็นพืชใบเลยี้ งเดี่ยว 4. พืช C เป็นพืชใบเล้ียงเด่ยี ว ส่วนพชื A เปน็ พชื ไมม่ ีดอก

23 ว 1.1 ป.4/1 (60) 3. นำพืชชนดิ เดยี วกัน 2 ตน้ มาจัดชุดการทดลอง ก และ ข จากนัน้ เด็ดใบพชื สเี ขยี วทม่ี ีขนาดและอายเุ ทา่ กนั จากการ ทดลองแตล่ ะชุด มาทดสอบด้วยสารละลายไอโอดนี ไดผ้ ลการทดสอบเปน็ ดังภาพ จากภาพ ผลการทดสอบเกิดจากการจัดชดุ การทดลองตามข้อใด 1. ชุดการทดลอง ก และ ข ไวใ้ นทีม่ ืด แตไ่ มไ่ ด้รดน้ำในชุดการทดลอง ข 2. ชดุ การทดลอง ก และ ข ไวใ้ นที่มีแสง แต่ไม่ไดร้ ดนำ้ ในชุดการทดลอง ก 3. ชดุ การทดลอง ก ไวใ้ นทีม่ ืด ชดุ การทดลอง ข ไว้ในท่ีมีแสง และรดน้ำทัง้ สองชดุ การทดลอง 4 ชดุ การทดลอง ก ไว้ในท่ีมแี สง ชุดการทดลอง ข ไว้ในท่มี ืด และรดนำ้ ทง้ั สองชุดการทดลอง ว 1.1 ป.4/4 (60) 4. ผลการศกึ ษาลักษณะพฤติกรรมการปกป้องถูกของแม่ไก่ตัวหนึ่งตอ่ สถานการณต์ ่าง ๆ เป็นดังตาราง สถานการณ์ ผลการสังเกตพฤติกรรมของแมไ่ ก่ แม่ไก่เหน็ ลูกไกแ่ ละไดย้ นิ เสยี งลูกไกร่ ้อง แม่ไกก่ างปีกปกป้องลูก แม่ไก่ไม่เห็นลกู ไก่แต่ได้ยนิ เสยี งลกู ไกร่ ้อง แมไ่ กก่ างปีกปกป้องลูก แม่ไกไ่ ม่เห็นลกู ไก่และไม่ได้ยินเสียงลกู ไก่ร้อง แมไ่ กห่ ุบปีก แม่ไกเ่ ห็นลกู ไกป่ ลอมท่ีไม่ส่งเสียงรอ้ ง แมไ่ กห่ ุบปกี แมไ่ กเ่ ห็นลูกไก่ปลอมท่สี ่งเสียงร้อง แมไ่ ก่กางปีกปกปอ้ งลูก จากข้อมูล พฤติกรรมของแม่ไกเ่ ปน็ การตอบสนองตอ่ สิง่ เร้าใด 1. ตัวของลูกไก่ 2. ตัวของลูกไกป่ ลอม 3. เสยี งรอ้ งของลกู ไก่ 4. การกางปีกของไก่

24 ว 1.1 ป.4/4(61) 5. การศึกษาจำนวนหอยทากในพ้นื ท่ี 1 ตารางเมตร จากบรเิ วณท่ีมีอุณหภูมิผิวดินและ ความช้ืนสมั พทั ธ์ของสงิ่ แวดล้อมแตกตา่ งกนั 4 บรเิ วณ ไดผ้ ลดังตาราง บริเวณ อณุ หภมู ผิ ิวดิน ความช้ืนสัมพทั ธ์ จำนวนหอยทากทพ่ี บ (องศาเซลเซียส) (รอ้ ยละ) (ตัว) 1 25 20 1 2 25 70 50 3 40 20 4 4 40 70 10 จากข้อมลู เม่อื สำรวจพนื้ ทบ่ี ริเวณหน่งึ ซ่งึ มอี ุณหภมู ผิ วิ ดนิ 30 องศาเซียส และมคี วามชนื้ สมั พทั ธร์ อ้ ยละ 50 พบหอย ทากจำนวน 20 ตวั ในพน้ื ท่ี 1 ตารางเมตร หากต้องการทำฟาร์มเลีย้ งหอยทากในบริเวณนี้ ควรปรับสภาพแวดล้อม อย่างไร เพอื่ ใหจ้ ำนวนหอยทากเพิ่มขน้ึ 1. เพม่ิ อุณหภมู ิ ลดความชื้น 2. เพมิ่ อุณหภูมิ เพมิ่ ความชื้น 3. ลดอณุ หภูมิ ลดความช้นื 4. ลดอุณหภมู ิ เพมิ่ ความชน้ื ว 1.1 ป.5/2(60) 6. ขอ้ ใดกล่าวถงึ การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมได้ถูกต้อง 1. ลกั ษณะทางพันรุกรรมบางอยา่ งของพ่อแม่อาจไม่ปรากฎในรนุ่ ลกู 2. ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของปู่ ยา่ ตา ยาย จะไม่ถา่ ยทอดใหร้ นุ่ หลาน 3. พอ่ ถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมใหล้ ูกชาย และแมถ่ ่ายทอดใหล้ ูกสาว 4. ลกั ษณะทางพันธุกรรมของพ่อแม่ท่ปี รากฏในลูกคนแรกแล้ว จะไม่ปรากฏในลูกคนถัดไป ว 1.1 ป.5/2(60) 7. แผนผงั แสดงการจัดกลมุ่ พืช 5 ชนิด ออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ จากแผนผงั พืชชนิดใดต่อไปนี้ควรจัดไว้ในกลมุ่ ก 1. เฟิน 2. บวั 3. มะลิ 4. ชวนชม

25 ว 1.1 ป.5/3(60) 8. ขอ้ มลู แสดงวฏั จักรชวี ติ ของพชื มดี อก 4 ชนดิ เปน็ ดงั น้ี วัฏจกั รชวี ติ ของพชื ชนิดของพชื เมล็ด ตน้ ออ่ น ตน้ โตเต็มท่ี ดอก     ตน้ ออ่ น ต้นโตเตม็ ท่ี ดอก เมลด็ ชนดิ ก 7 วนั 45 วัน 15 วนั 10 วัน ชนิด ข 15 วัน 30 วัน 15 วนั 7 วัน ชนดิ ค 7 วัน 40 วนั 7 วัน 15 วัน ชนดิ ง 15 วัน 20 วนั 14 วนั 14 วนั จากข้อมลู หากชาวสวนตอ้ งการปลูกพืช เพ่ือเกบ็ ดอกไปขายควรลือกปลูกพชื ชนดิ ใดเพื่อให้สามารถเก็บดอกได้เร็วท่สี ดุ 1. ชนิด ก 2. ชนดิ ข 3. ชนดิ ค 4. ชนดิ ง ว 1.1 ป.5/3(61) 9. พืชตน้ หน่งึ มีดอกไม่สมบูรณเ์ พศ โดยดอกเพศผแู้ ละดอกเพศเมียอย่บู นตน้ เดียวกนั เร่มิ มดี อกพร้อมกนั แตใ่ ชร้ ะยะเวลา ในการเจริญไปเปน็ ดอกท่ีพรอ้ มปฏสิ นธไิ มเ่ ทา่ กันดังแผนภาพ หากต้องการให้พืชต้นนีต้ ิดผลจากการผสมเกสรของดอกในต้นเดียวกนั นักเรยี นควรช่วยผสมเกสรหลงั จากเพาะเมล็ดกี่ วัน 1. 21 วัน 2. 35 วัน 3. 41 วนั 4. 50 วนั ว 1.1 ป.5/4(60) 10. ในการผสมเทยี มโคนมเพื่อให้ไดโ้ คนมลูกผสมท่ีสามารถใหน้ ำ้ นมได้มาก เกษตรกรต้องฉดี น้ำเช้อื ของโคพ่อพันธเุ์ ขา้ ไปในอวัยวะสืบพนั ธขุ์ องโคเพศเมยี ในระยะใดจึงจะทำใหก้ ารผสมเทยี มนีป้ ระสบความสำเรจ็ 1. ระยะที่ให้นม 2. ระยะท่เี ปน็ สัด 3. ระยะทีส่ รา้ งตวั ออ่ น 4 ระยะที่สรา้ งเซลล์ไข ว 1.1 ป.5/5(61) 11. ไสเ้ ดอื นฝอยเป็นศตั รูตามธรรมชาตขิ องแมลงหวขี่ าวเกษตรกรจึงใช้ไส้เดือนฝอยในการกำจัดแมลงหวขี่ าวในระยะตัว อ่อน กำหนดใหว้ ัฏจักรของแมลงหวขี่ าวเปน็ ดังแผนภาพ เกษตรกรควรเริม่ ใช้ไสเ้ ดือนฝอยในวันใด จึงจะกำจดั แมลงหวี่ขาวได้ 1. หลงั แมลงหว่ีขาววางไข่มาแล้ว 5 วนั 2. หลงั แมลงหว่ีขาววางไข่มาแลว้ 11 วนั 3. หลงั แมลงหวี่ขาวเป็นตวั ออ่ นมาแลว้ 8 วนั 4 หลงั แมลงหวี่ขาวเปน็ ตวั อ่อนมาแลว้ 12 วัน

26 ว 1.1 ป.5/5(60) 12. ข้อมลู แสดงลักษณะภายในและภายนอกของสัตวม์ กี ระดกู สันหลัง 4 ชนิด เป็นดงั ตาราง ลกั ษณะภายในและภายนอก ชนดิ ของสตั ว์ อวัยวะที่ใช้หายใจ การออกลูก ผวิ หนงั ปกคลุมลำตัว (ตวั เต็มวยั ) A ปอดและผวิ หนัง เปน็ ไขม่ ีว้นุ ใสหุม้ เรยี บ B ปอด เป็นไข่มเี ปลอื กแขง็ หุ้ม มขี นเป็นแผง C เหงือก เปน็ ไขม่ ีวุ้นใสห้มุ มเี กล็ด D ปอด เป็นไขม่ เี ปลือกแขง็ หุ้ม มเี กล็ด อณุ หภมู ใิ นร่างกายของสตั ว์ชนดิ ใดไม่เปล่ยี นแปลงตามสภาพแวดล้อม 1. A 2. B 3. C 4. D ว 1.1 ป.6/2(60) 13. เมื่อนักเรยี นรับประทานอาหารประเภท แป้งและโปรตีน จะเกิดการดูดซึมสารอาหารมากที่สดุ บริเวณใด 1. ปาก 2. ลำไสเ้ ล็ก 3. ลำไสใ้ หญ่ 4. กระเพาะอาหาร ว 1.1 ป.6/2(61) 14. เมอ่ื ปอดทำงานบกพรอ่ ง เหตกุ ารณ์ในข้อใดจะไมเ่ กิดขึ้น 1. การสูบฉีดเลือดของหัวใจเกดิ บอ่ ยขนึ้ 2. การสลายสารอาหารไปเป็นพลังงานของอวยั วะลดลง 3. กรเคลอ่ื นท่ีของแกส๊ ออกซิเจนจากปอดไปส่หู ลอดเลือดฝอยลดลง 4. การเคลอื่ นที่ของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์จากหลอดเลอื ดฝอยไปสูป่ อดเพ่ิมขน้ึ ว 1.1 ป.6/3(60) 15. ข้อมลู แสดงพลงั งานของอาหาร 6 ชนดิ เป็นดังน้ี อาหาร หน่วยบรโิ ภค พลงั งาน (กิโลแคลอร)ี ก๋วยเตย๋ี วเนอื้ สับ 1 จาน 370 ก๋วยเต๋ียวเส้นใหญร่ าดหน้าไก่ 1 จาน 397 เต้าหนู้ มสด 1 ถ้วย 150 กลว้ ยไข่ 1 ผล 40 สม้ เขยี วหวาน 1 ผล 32 มะม่วงสกุ 1 ผล 98

27 หากต้องการรบั ประทานอาหารให้ได้รบั พลงั งานมากท่สี ดุ ควรเลอื กรับประทานอาหารตามขอ้ ใด 1. ก๋วยเต๋ียวเนอ้ื สับ 1 จานและกล้วยไข่ 2 ผล 2. กว๋ ยเต๋ียวเนอ้ื สับ 1 ถ้วย และส้มเขียวหวาน 1 ผล 3. ก๋วยเต๋ยี วเสน้ ใหญร่ าดหน้าไก่ 1 จาน และเต้าหู้นมสด 1 ถ้วย 4. กว๋ ยเตีย๋ วเส้นใหญร่ าดหน้าไก่ 1 จาน ส้มเขยี วหวาน 1 ผล และมะม่วงสกุ 1 ผล ว 1.1 ป.6/3(61) 16. กำหนดให้ A B C D และ E คอื อาหาร 5 ชนดิ ซึ่งมีสารอาหารหลักและปรมิ าณพลังงานตอ่ หนึ่งหนว่ ยบริโภค ดงั ตาราง ชนดิ อาหาร สารอาหารหลกั พลงั งาน (กโิ ลแคลอร)ี A โปรตีน และ น้ำ 450 B ไขมัน 450 C คารโ์ บไฮเดรต 300 D แร่ธาตุ และ วิตามนิ 0 E ไขมัน และ คารโ์ บไฮเดรต 650 จากข้อมูล ควรเลือกรบั ประทานอาหารในข้อใด เพ่ือให้ได้พลังงานรวม 1,400 กโิ ลแคลอรี และได้รบั สารอหารครบทุก ประเภท 1. A B และ C 2. A C และ E 3. A B C และ D 4. A C D และE ว.1.2 ป.5/1(61) 17. ครอบครวั หนึ่งมลี ักษณะภายนอก แสดงดังตาราง ลักษณะภายนอก พอ่ แม่ ลกู ชาย ลูกสาว ลักยิม้ มี ไม่มี มี มี ติง่ หู มี มี มี มี นิว้ โป้ง งอน ไม่งอน งอน งอน การห่อลิน้ ไมไ่ ด้ ได้ ได้ ไมไ่ ด้ ทรงผม ผมสนั้ ผมยาว ผมส้ัน ผมยาว จากข้อมลู ข้อใดกล่าวถึงการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมในครอบครัวนไ้ี มถ่ กู ต้อง 1. ลูกชายมลี กั ษณะทางพันธุกรรมเหมือนพ่อ 3 ลกั ษณะ 2. ลูกสาวมีลักษณะทางพนั ธุกรรมเหมอื นแม่ 1 ลักษณะ 3. ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของลูกชายเหมือนแมม่ ากกว่าที่ลูกสาวเหมอื นแม่ 4. ลักษณะทางพนั ธุกรรมของลกู ชายเหมือนพอ่ มากกว่าทถี่ ูกสาวเหมอื นพ่อ

28 ว 1.2 ป.5/5(61) 18. การศึกษาลกั ษณะภายในและภายนอกของตัวอยา่ งสตั ว์มกี ระดูกสันหลงั 4 ชนิด ได้ข้อมลู ดงั ตาราง ลกั ษณะภายในและภายนอก ชนิดของสัตว์ อวยั วะทใี่ ช้หายใจ การออกลกู ผวิ หนังปกคลุมลำตวั (ตัวเต็มวัย) A ปอดและผวิ หนงั เปน็ ไขม่ วี ุน้ ใสหมุ้ เรียบ B ปอด เปน็ ตวั เรยี บ C ปอด เปน็ ไข่มเี ปลือกแข็งหุ้ม มเี กล็ด D เหงือก เปน็ ตวั มีเกล็ด \"โรคพษิ สุนขั บา้ เป็นโรคตดิ ต่อรา้ ยแรง มกั พบได้ในสัตวล์ ้ยี งลกู ดว้ ยนำ้ นม\" จากข้อมูล สัตวช์ นดิ ใดเสยี่ งต่อการเปน็ โรคพิษสนุ ขั บา้ 1. ชนิด A 2. ชนดิ B 3. ชนิด C 4. ชนิด D ว 2.1 ป.6/2 19. โซ่อาหารในนาขา้ วแห่งหนง่ึ เป็นดังน้ี หนู → หนู → งู → นกเค้าแมว ระหว่างฤดทู ำนา ถ้าชาวนาจับงูในนาขา้ วแห่งน้ีจนหมด เหตกุ ารณ์ในข้อใดมีโอกาสเกดิ ขน้ึ ได้มากทส่ี ดุ 1. หนเู พ่มิ จำนวนมากขึน้ 2. ต้นข้าวเพิ่มจำนวนมากขน้ึ 3. ตน้ ขา้ วถูกหนูทำลายน้อยลง 4. นกเดแ้ มวเพิ่มจำนวนมากข้ึน ว 2.1 ป.6/2 20. ปา่ ไม้ชว่ ยบรรเทาปญั หาภาวะเรอื นกระงกได้อย่างไร 1. ทำใหม้ ไี อน้ำในบรรยากาศเพม่ิ ขน้ึ 2. สะท้อนแสงอาทิตยอ์ อกไปจากโลก 3. ปล่อยแก๊สออกชเิ จนออกสู่บรรยากาศ 4. ดดู ซบั แกส๊ คาร์บอนไดออกไซดใ์ นบรรยากาศ

29 ว 2.1 ป.6/2 (61) 21. ต้นไมใ้ หญ่ต้นหนงึ่ เป็นที่อยอู่ าศัยของสงิ่ มีชีวติ 5 ชนดิ ไดแ้ ก่ พืชกาฝาก แมลง ก้งิ กา่ นกกินพืช และ เหยี่ยว ซึ่ง สงิ่ มีชีวติ เหล่านี้ มคี วามสมั พนั ธ์กัน ดังสายใยอาหาร จากข้อมลู ข้อความต่อไปน้ีถกู ต้องใช่หรือไม่ ข้อความ ใช่ หรอื ไม่ใช่ 21.1 พชื กาฝากเปน็ ผผู้ ลติ ของสายใยอาหารน้ี ใช่ / ไมใ่ ช่ 21.2 เม่ือนกกนิ พืชถ่ายมูลบนต้นไม้ใหญจ่ ะช่วยใหพ้ ชื กาฝากขยายพันธ์ไุ ด้เพ่ิมขึ้น ใช่ / ไม่ใช่ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งนกกินพืชกบั พชื กาฝาก เรยี กวา่ \"ภาวะพึง่ พาอาศยั \" 21.3 หากมนี กกนิ แมลงเพ่ิมเขา้ มาในสายใยอาหารน้ี จำนวนนกกนิ พชื จะไม่ ใช่ / ไม่ใช่ เปลีย่ นแปลง ว 2.2 ป.6/3(61) 22. การกระทำในขอ้ ใดชว่ ยลดแก๊สคาร์บอนมอนอกไซดใ์ นเมืองท่ีมีปญั หามลพษิ ทางอากาศ 1. ลา้ งถนนทุกวัน 2. ใชร้ ถดดู ฝนุ่ บนถนนทกุ วัน 3. ใช้จักรยานแทนการใชร้ ถยนต์ 4. สวมหนก้ ากอนามยั เมื่อออกนอกอาคาร ว 2.2 ป.6/4(61) 23. ขอ้ มลู ผลการสำรวจปัญหาของดนิ ทีพ่ บในพ้นื ที่เพาะปลูก 3 บริเวณ เปน็ ดงั นี้ พืน้ ท่ีเพาะปลูก ปัญหาของดิน A ดนิ แห้งแล้ง สญู เสียกวามช่มุ ช้ืน ขาดพชื ปกคลุมผวิ หนา้ ดนิ จากการเผาปา่ B ดนิ ขาดความอดุ มสมบูรณ์ จากการปลูกมนั สำปะหลังในดินเดิมอยา่ งต่อเน่ือง โดยไม่ มีการบำรุงรักษาดนิ C ดนิ พังทลาย จากการถกู นำ้ ชะล้างและกดั เซาะ

30 จากข้อมลู ข้อสรปุ ต่อไปน้ีถูกตอ้ งใชห่ รอื ไม่ ขอ้ ความ ใช่ หรือ ไมใ่ ช่ 23.1 การปลกู หญา้ แฝก สามารถแก้ไขปญั หาของดินในพืน้ ท่ีเพาะปลูก A และ C ได้ ใช่ / ไมใ่ ช่ 23.2 ถา้ ตอ้ งการปรับปรุงคุณภาพดนิ ในพ้นื ทเี่ พาะปลูก B ควรปลกู พชื ตระกูลถวั่ หรอื พืช ใช่ / ไม่ใช่ ชนดิ อนื่ สลบั กับมันสำปะหลัง 23.3 หากเกดิ ฝนตกหนักและมีน้ำไหลบา่ ในพ้นื ทเ่ี พาะปลกู A ใช่จะทำให้เสยี่ งตอ่ การ ใช่ / ไมใ่ ช่ เกดิ การชะล้างหน้าดินได้ ว. 3.1 ป.5/1 24. ออกแรงทเี่ ท่ากันในชดุ การทดลอง A B C และ D ลากแทง่ ไม้ให้เคล่ือนทบ่ี นพ้ืนผิวชนิดต่าง ๆ จากจดุ X ไปยังจุด Y ดังภาพ พบว่า แท่งไม้ใชเ้ วลาในการเคลอื่ นทบี่ นพื้นผิวแต่ละชนิดแตกต่าง ดงั ตาราง ชดุ การทดลอง พนื้ ผวิ เวลา(วนิ าที) 6 A กระดาษ 15 9 B คอนกรีต 12 C หนิ ออ่ น D อิฐ แรงเสยี ดทานในชดุ การทดลองใดมคี ่ามากทีส่ ดุ 1. A 2. B 3. C 4. D ว 3.1 ป.5/1(61) 25. ทดสอบสมบตั ิของเชือก 4 ชนิด โดยผูกเชือกแตล่ ะชนิด เข้ากบั คานไม้ ดงั ภาพ จากน้ันนำต้มุ นำ้ หนกั ทีม่ ีมวล 1 กโิ ลกรัม มาแขวนท่ีขอเกี่ยวของเชือกแตล่ ะเส้น แล้วเพิ่มตุม้ น้ำหนกั ทีละ 1 กิโลกรมั สังเกตและบันทึกมวลของตมุ้ นำ้ หนัก ท่เี ร่มิ ทำให้เชือกขาด ไดด้ ังตาราง

31 ชนิดของเชือก มวลของตมุ้ น้ำหนกั ทเี่ ริ่มทำใหเ้ ชอื กขาด (กโิ ลกรัม) A3 B5 C4 D6 ถา้ ต้องการนำเชอื กไปแขวนวัตถมุ วล 5 กิโลกรัม โดยที่เชือกไม่ขาด ควรเลือกเชือกชนิดใด 1. เชือก A 2. เชอื ก B 3. เชอื ก C 4. เชอื ก D ว 3.1 ป.6/1(61) 27. นำสาร A และ B ซง่ึ แตล่ ะชนดิ มปี รมิ าตร 500 ลูกบาศก์เซนติเมตรใสใ่ นภาชนะใส มีฝาปดิ ทม่ี รี ปู ทรงและความจุ แตกต่างกนั 3 ใบ สังเกตลกั ษณะของสารที่อยูใ่ นภาชนะได้ดงั ภาพ ลกั ษณะของสารที่อยูใ่ นภาชนะความจุต่าง ๆ สาร 500 800 1,000 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร ลกู บาศก์เซนติเมตร ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร A B จากข้อมูล สาร A และสาร B มีสถานะใดตามลำดบั 1. แกส๊ และของแข็ง 2. ของเหลวและแกส๊ 3. ของแข็งและของเหลว 4. ของเหลวและของเหลว

32 ว 3.1 ป.6/2 (61) 28. ตารางแสดงลกั ษณะของสารและการใชป้ ระโยชน์ของสาร 4 ชนิด เป็นดังน้ี สาร ลกั ษณะของสาร การใช้ประโยชน์ นำ้ มนั กา๊ ด ของเหลวสเี หลอื ง ใช้เปน็ เช้อื เพลิง นำ้ สม้ สายชู ของเหลวใสไม่มีสี ใชป้ รงุ รสอาหาร ถา่ นไม้ ของเหลวสดี ำ ใชเ้ ปน็ เชอ้ื เพลงิ ซีอ๊วิ ขาว ของเหลวสดี ำ ใช้ปรุงรสอาหาร ถา้ ใชท้ ั้งสถานะและการใชป้ ระโยชนข์ องสารเป็นเกณฑใ์ นการจัดกลมุ่ สารใดจดั อยใู่ นกลุ่มเดียวกนั 1. นำ้ มันกา๊ ดและถ่านไม้ 2. น้ำมันกา๊ ดและซีอิ๊วขาว 3. น้ำส้มสายชูและถา่ นไม้ 4. น้ำสม้ สายชแู ละซีอว๊ิ ขาว 29. ข้อมลู แสดงขนาดของสารและสมบัติการละลายนำ้ ของสาร 3 ชนดิ เป็นดังนี้ สาร ขนาดของสาร (มิลลิเมตร) การละลายน้ำ W 2.5 ไมล่ ะลาย X 7.0 ละลาย Y 6.3 ไม่ละลาย ครูให้นักเรียนแยกสารเน้อื ผสมท่มี สี าร W X Y และน้ำผสมอยู่ โดยทดลองตามลำดบั ดังน้ี 1. นำสารเนอ้ื ผสมท่ีมีสาร W X Y และนำ้ ผสมอยู่ ไปกรองด้วยกระดาษกรอง 2. นำสารละลายท่ีกรองได้จากขอ้ 1 ไประเหยแห้ง 3. นำสารสว่ นที่ค้างอย่บู นกระดาษกองไปล้างดว้ ยนำ้ 3 รอบ แล้วผงึ่ แดดใหแ้ หง้ จากนนั้ นำไปรอ่ นดว้ ยตะแกรงที่มรี ู ขนาด 5 มิลลเิ มตร จากการทดลอง สารชนิดใดสามารถแยกออกมาจากสารเน้ือผสมได้ 1. สาร X เทา่ นัน้ 2. สาร Y เท่านั้น 3. สาร W เท่านั้น 4. สาร W X และ Y ว 3.1 ป.6/3(60) 30. นำสารผสมท่ีประกอบด้วยเกลือป่น ผงเหลก็ และทรายละเอยี ด ซงึ่ อย่ใู นบีกเกอร์ A ไปแยกตามขัน้ ตอนต่อไปนี้ ก. นำแม่เหล็กมาดูดสารผสมที่อยู่ในบีกเกอร์ A ข. เติมน้ำลงในบีกกอร์ A คนสารให้ผสมกัน แลว้ นำไปกรองดว้ ยกระดาษกรองจะได้ของเหลวอยู่ในบีกเกอร์ B ค. นำของเหลวท่ีอยู่ในบีกกอร์ B ไปให้ความร้อน

33 ขอ้ ความตอ่ ไปน้กี ล่าวถูกต้องใช่หรอื ไม่ ข้อความ ใช่ หรือ ไมใ่ ช่ 30.1 เมอ่ื แยกสารผสมตามข้ันตอน ก - ค สารที่เหลืออยบู่ ีกเกอร์ B คือ เกลือแกง ใช่ / ไม่ใช่ 30.2 ถ้าทำการทดลองในขน้ั ตอน ก - ข แลว้ จะสามารถแยกของแข็งทง้ั หมดออกจาก ใช่ / ไม่ใช่ ของเหลวท่ีอยใู่ นบกี กอร์ B ได้ 30.3 ถ้าไม่ได้ใชว้ ิธีการในข้นั ตอน ก สารละลายที่ไดห้ ลังการกรองจะมผี งเหล็กผสมอยู่ด้วย ใช่ / ไม่ใช่ ว 3.1 ป.6/4(60) 31. จดั กลุม่ สารทใ่ี ช้ในชีวิตประจำวนั ออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มท่ี 1 กลมุ่ ที่ 2 น้ำยาลงจาน สบู่ ผงซักฟอก น้ำส้มสายชู กะปิ น้ำตาลทราย ยาสฟี ัน นำ้ ยาลา้ งรถ นำ้ ใบเตย เกลอื ปน่ น้ำปลา น้ำยาขัดพนื้ สารชนิดใดจัดอย่ใู นกล่มุ ได้ไม่ถกู ต้อง กลมุ่ ท่ี 3 1. นำ้ ปลาและนำ้ ขมิ้นชนั น้ำดอกอญั ชัน นำ้ ขมน้ิ ชัน น้ำฟักทอง 3. นำ้ ใบเตยและนำ้ ยาขดั พน้ื น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจย๊ี บ น้ำดอกกหุ ลาบ ว 3.2 ป.6/1(60) 2. ผงซักฟอกและเกลือป่น 32. พจิ ารณาสารในแตล่ ะข้อต่อไปน้ี 4. นำ้ ยาลำ้ งรถและนำ้ ตาอหราย

34 จากข้อมลู ถ้าสารในแตล่ ะข้อมมี วลหรอื ปรมิ าตรเท่ากัน สารใดท่ีแสดงสมบตั ิ \"สารมรี ปู ร่างคงท\"่ี 1. แชมพเู ท่าน้นั 2. แชมพแู ละอาถาศ 3. กอ้ นยางลบเท่าน้นั 4. อากาศและก้อนยางลบ ว 3.2 ป.6/1 (61) 33. พิจารณาสถานการณ์ 4 สถานการณ์ ดังตอ่ ไปน้ี จากสถานการณ์ เม่ือเวลาผา่ นไป 10 นาที สถานการณ์ใดที่เกดิ กระบวนการควบแน่น 1. สถานการณ์ท่ี 1 2. สถานการณ์ท่ี 2 3. สถานการณ์ท่ี 3 4. สถานการณ์ท่ี 4 ว3.2 ป.6/2 (60) 34. ข้อมลู แสดงการเปลี่ยนแปลงของสาร เป็นดงั นี้ A. เกลอื ละลายในนำ้ B. นำ้ กลายเป็นไอ C. ไมถ้ กู เผากลายเป็นถา่ น D. ผลไมถ้ ูกบ่มจนสุกงอม E. เหลก็ เกดิ สนมิ F. หยดน้ำในอากาศกลายเป็นลูกเห็บ จากข้อมลู ขอ้ ใดเปน็ การเปล่ียนแปลงทางเคมที ั้งหมด 1. A B และ F 2. B C และ D 3. D E และ F 4. C D และ E

35 ว. 3.2 ป.6/2(61) 35. นักเรียนบันทกึ ข้อมลู การเปล่ียนแปลงของสารท่ีเกดิ ขึน้ ในกิจกรรมตา่ ง ๆ เป็นดังน้ี กิจกรรมท่ี การกระทำและผลทไ่ี ด้ 1 ปงิ้ ขนมปงั แล้วขนมปังมีรอยไหม้ 2 เติมนำ้ ตาลทรายลงในน้ำ แล้วนำ้ ตาลทรายและน้ำเปล่ียนเป็นนำ้ เช่อื ม 3 วางถ้วยใสน่ ำ้ หวานในช่องแช่แขง็ แล้วน้ำหวานเปลยี่ นเป็นนำ้ แขง็ จากข้อมลู ในแตล่ ะกิจกรรม การเปลี่ยนแปลงของสารมีลกั ษณะใด กจิ กรรมท่ี 1 กิจกรรมท่ี 2 กิจกรรมท่ี 3 การเกดิ สารใหม่ 1. การละลาย การเปลี่ยนสถานะ การเปลีย่ นสถานะ การเปล่ยี นสถานะ 2. การเกิดสารใหม่ การละลาย การเปล่ียนสถานะ 3. การเกดิ สารใหม่ การเปลี่ยนสถานะ 4. การเปล่ยี นสถานะ การเกิดสารใหม่ ว 4.1 ป.5/2 (60) 36. ใส่นำ้ ลงในแกว้ นำ้ แล้วใชก้ ระดาษแข็งปดิ ปากแก้วน้ำให้สนิท ดงั ภาพที่ 1 จากนัน้ ค่อย ๆ เอียงแกว้ น้ำจนคว่ำดงั ภาพท่ี 2 และ 3 ตามลำดับ พบว่า น้ำไม่ไหลออกจากแก้วน้ำ จากภาพที่ 3 เพราะเหตใุ ดนำ้ จงึ ไม่ไหลออกจากแก้วน้ำ 1. แรงทอ่ี ากาศภายนอกแก้วกระทำตอ่ กระดาษเท่ากบั แรงท่ีน้ำภายในแก้วกระทำตอ่ กระดาษ 2. แรงทอ่ี ากาศภายนอกแก้วกระทำตอ่ กระดาษมากกว่าแรงทน่ี ำ้ ภายในแก้วกระทำตอ่ กระดาษ 3. แรงที่อากาศภายนอกแกว้ กระทำต่อกระดาษน้อยกว่าแรงทอี่ ากาศภายในแกว้ กระทำตอ่ กระดาษ 4. แรงท่ีอากาศภายนอกแก้วกระทำตอ่ กระดาษเทา่ กบั แรงท่อี ากาศภายในแก้วกระทำต่อกระดาษ

36 ว 4.1 ป.5/3(61) 37. นำภาชนะ A และ B ซง่ึ มีขนาดพื้นทกี่ ้นภาชนะตา่ งกนั วางไว้บนพ้ืนระดับเดยี วกนั จากนนั้ เทน้ำปรมิ าณหน่ึงลงใน ภาชนะ A ดงั ภาพ ถา้ เทนำ้ ท้ังหมดจากภาชนะ A ลงในภาชนะ B แล้วแรงทีน่ ้ำหนกั ของน้ำกดลงบนก้นภาชนะ B และความดันของนำ้ ที่ กระทำต่อกน้ ภาชนะ จะเป็นอย่างไรเทยี บกับขณะทีน่ ้ำอยู่ในภาชนะ A แรงทีน่ ำ้ หนกั กดลงบนกน้ ภาชนะ B ความดนั ของนำ้ ท่ีกระทำต่อก้นภาชนะ B 1. เทา่ เดมิ ลดลง 2. เท่าเดิม เพมิ่ ขึ้น 3. ลดลง ลดลง 4. ลดลง เพ่ิมข้ึน ว4.1 ป.5/3 38. เหตใุ ดเรือเหล็กจึงลอยน่งิ ท่ผี ิวน้ำได้ 1. แรงพยุงของนำ้ เปน็ ศนู ย์ 2. แรงพยงุ ของน้ำมขี นาดน้อยกว่าน้ำหนักเรอื 3. แรงพยงุ ของนำ้ มขี นาดมากกว่าน้ำหนักเรือ 4. แรงพยงุ ของน้ำมนี าดเท่ากับนำ้ หนักเรือ 39. จดั ชุดการทดลอง 4 ชุด โดยบรรจยุ างลบจำนวนแตกต่างกนั ลงในกล่องพลาสตกิ และปิดฝาใหม้ ดิ ชดิ จากน้ันนำไป วางบนผวิ นำ้ สังเกตผลไดด้ ังนี้ ข้อใดกล่าวถึงแรงพยงุ ของนำ้ ท่กี ระทำต่อกล่องพลาสติก และนำ้ หนักรวมของกลอ่ งพลาสติกได้ถูกต้อง 1. น้ำหนักรวมของกลอ่ งในชดุ ที่ 1 มากกวา่ น้ำหนักรวมของกล่องในชุดท่ี 2 2. แรงพยงุ ในชดุ ที่ 3 น้อยกว่า น้ำหนักรวมของกล่องในชดุ ท่ี 3 3. แรงพยงุ ในชุดท่ี 4 มากกว่า น้ำหนักรวมของกลอ่ งในชดุ ท่ี 4 4. แรงพยุงในชดุ ท่ี 1 น้อยกว่า แรงพยงุ ในชดุ ที่ 4

37 ว. 4.2 ป.5/1(61) 40. มะลิทดสอบแผ่นยาง ชนิด A และชนดิ B โดยวางแผน่ ยางชนิด A บนพื้น แล้วออกแรงดึงแผน่ ยางในทศิ ทางขนาน กบั พน้ื ดงั ภาพ พร้อมทั้งบนั ทึกระยะทางที่แผ่นยางเคล่ือนท่ีได้ในเวลา 10 วินาที จากนน้ั ทำซ้ำโดยเปล่ยี นแผ่นยางเป็นชนิด B ซง่ึ มมี วลเท่ากับชนิด A แลว้ ออกแรงดงึ ขนาดเท่าเดมิ ไดผ้ ลเปน็ ดงั ตาราง ชนดิ ของแผน่ ยาง ระยะทางที่แผน่ ยางเคลื่อนที่ได้ (เซนติเมตร) A 35 B 60 หากต้องการเลือกแผ่นยางจากข้างต้นไปทำพ้ืนรองเท้าเพื่อป้องกนั การลื่นล้มควรเลอื กแผน่ ยางชนดิ ใด เพราะเหตุใด 1. ชนิด A เพราะแผ่นยางเกดิ แรงเสียดทานมากกว่า 2. ชนดิ A เพราะแผ่นยางเกิดแรงเสยี ดทานนอ้ ยกวา่ 3. ชนิด B เพราะแผ่นยางเกดิ แรงเสยี ดทานมากกว่า 4. ชนดิ B เพราะแผ่นยางเกดิ แรงเสียดทานน้อยกว่า ว 5.1 ป.4/2(61) 41. ทดสอบการมองทะลผุ ่านแผน่ วัตถุชนดิ หน่ึงโดยวางแผนวัตถกุ ้นั ระหวา่ งตาและเทยี นไข ผลคือ มองเห็นเทยี นไขได้ แตไ่ มช่ ดั เจน เม่ือนำแผน่ วตั ถุนี้ไปทดสอบการสะทอ้ นของแสง โดยฉายรังสีของแสงไปตกกระทบ ทีเ่ ผ่นวตั ถุ พบวา่ รังสี ของแสงบางสว่ นสะท้อนออกจากแผน่ วัตถุ และบางสว่ นทะลุ ผ่านแผน่ วัตถุ ดังแผนภาพ แผ่นวัตถุนจี้ ดั เปน็ ตวั กลางชนิดใด และมุม X มขี นาดเท่าใด ขนาดของมุม X 47 องศา ตัวกลาง 43 องศา 1. โปร่งแสง 47 องศา 2. โปรง่ แสง 43 องศา 3. โปรง่ ใส 4. โปรง่ ใส

38 ว 5.1 ป.4/2 42. ขอ้ ใดแสดงการเดินทางของลำแสงผา่ นแทง่ แกว้ ได้อย่างถูกต้อง 1. 2. 3. 4. ว 5.1 ป.4/5(60) 43. นำไฟฉายทป่ี รับความสว่างได้ตั้งแต่ระดบั 0 ถงึ 5 ไปฉายแสงลงบนเซลลส์ ุรยิ ะชนิด A และ B จากนั้นนำค่าระดับ ความสว่างของไฟฉายและระดบั พลังงานไฟฟา้ ท่ีได้จากเซลล์สุริยะ มาเขียนกราฟไดด้ ังน้ี พิจารณาขอ้ ความต่อไปนี้ ก. เซลล์สรุ ยิ ะเปล่ยี นพลังงานความรอ้ นเป็นพลังงานไฟฟ้า ข. เซลล์สุรยิ ะเปลยี่ นพลังงานแสงเปน็ พลังงานไฟฟ้า ค. ทีร่ ะดับความสว่างเท่ากับ 4 เซลล์สุรยิ ะท้ังสองมีระดับพลังงานไฟฟ้าต่างกัน 0.5 ระดับ ข้อความใดกลา่ วถูกต้อง 1. ก เท่านนั้ 2. ข เทา่ นนั้ 3. ก และ ค 3. ข และ ค

39 ว 5.1 ป.5/1(60) 44. ใสน่ ำ้ ในแก้วประมาณคร่ึงแกว้ จากนนั้ ใชแ้ ท่งไมเ้ คาะแก้วและฟังเสยี งทเ่ี กิดข้นึ ตอ่ มาเทน้ำปริมาณครึง่ หน่งึ ออกจาก แกว้ ใบเดมิ จากนนั้ เคาะแกว้ ดว้ ยแรงทนี่ ้อยลงกวา่ คร้งั แรก และฟงั เสยี งทเี่ กิดขึน้ ครง้ั แรก เคาะแกว้ ที่มนี ้ำประมาณครึง่ แก้ว ครง้ั หลงั เคาะแก้วท่ีมนี ้ำนอ้ ยลง และ เคาะดว้ ยแรงน้อยลงกวา่ คร้ังแรก จากข้อมลู เสยี งเคาะท่ีได้ยินในคร้งั หลังจะต่างจากคร้ังแรกอย่างไร 1. เสียงท้มุ และค่อยกว่าเดมิ 2. เสียงทุ้มและดงั กว่าเดิม 3. เสยี งแหลมและค่อยกว่าเดิม 4. เสียงแหลมและดังกวา่ เดมิ ว 5.1 ป.5/3(61) 45. รัดกล่องพลาสตกิ ด้วยยาง A และยาง B ซง่ึ เหมอื นกัน ทดสอบดึงยาง A ข้ึน ดังภาพ แลว้ ปลอ่ ยยาง ฟังเสียงทเี่ กิดข้ึน จากนน้ั ทดสอบเชน่ เดิมกบั ยาง B แตด่ ึงขึ้นใหส้ ูงกวา่ ยาง A เสยี งที่เกิดขน้ึ จากการดึงยางแต่ละเส้นมสี ่งิ ใดตา่ งกนั และต่างกันอย่างไร 1. ความถี่ของเสยี ง โดยยาง A เกิดเสยี งสูงกว่า 2. ความถี่ของเสยี ง โดยยาง B เกิดเสยี งสูงกวา่ 3. ความดงั ของเสยี ง โดยยาง A เกิดเสียงดังกวา่ 4. ความดังของเสยี ง โดยยาง B เกดิ เสยี งดงั กวา่

40 ว 5.1 ป.6/1(60) 46. ตอ่ วงจรไฟฟ้าดังภาพ ขณะน้ีหลอดไฟฟ้า A B C D และ E สวา่ งอยู่ ใช่ หรือ ไมใ่ ช่ ถา้ หลอดไฟฟ้าต่อไปนช้ี ำรดุ ใช้งานไม่ได้ แลว้ หลอดไฟฟ้าทีเ่ หลอื อีก 4 หลอด ใช่ / ไม่ใช่ ยังคงสว่างอยใู่ ชห่ รือไม่ ใช่ / ไมใ่ ช่ ใช่ / ไม่ใช่ ข้อความ 46.1 หลอดไฟฟ้า A ชำรดุ แต่ B C D และ E ยังสวา่ งอยู่ 46.2 หลอดไฟฟ้า B ชำรุด แต่ A C D และ E ยังสวา่ งอยู่ 46.3 หลอดไฟฟ้า D ชำรดุ แต่ A B C และ E ยังสว่างอยู่ ว 5.1 ป.6/1(61) 47. ตอ่ วงจรไฟฟา้ ดังแผนภาพ เมือ่ กดสวิตชล์ งให้เป็นวงจรไฟฟา้ ปดิ หลอดไฟฟา้ จะเปน็ อย่างไร หลอดไฟฟ้า B ไม่สว่าง หลอดไฟฟา้ A สวา่ ง 1. สว่าง สวา่ ง 2. ไมส่ วา่ ง ไมส่ วา่ ง 3. สว่าง 4. ไมส่ วา่ ง

41 ว 5.1 ป.6/4(61) 48. ตอ่ วงจรไฟฟ้า 2 วงจร ดงั แผนภาพ โดยเมือ่ ต่อใหเ้ ป็นวงจรไฟฟา้ ปิดแลว้ หลอดไฟฟา้ สวา่ งทัง้ 4 หลอด ถ้าหลอดไฟฟา้ ในแต่ละวงจรชำรุด 1 หลอด วงจรใดทยี่ งั คงมีหลอดไฟฟ้าสวา่ งอยู่ และการตอ่ วงจรดงั กล่าวเปน็ แบบใด 1. วงจร A ซึง่ เป็นการต่อแบบขนาน 2. วงจร A ซง่ึ เปน็ การตอ่ แบบอนกุ รม 3. วงจร B ซ่ึงเป็นการต่อแบบขนาน 4. วงจร B ซ่งึ เปน็ การต่อแบบอนุกรม ว 5.1 ป.6/5(61) 49. ประดษิ ฐแ์ มเ่ หล็กไฟฟ้า 3 ชุด โดยนำลวดทองแดงท่มี ีความยาวเท่ากัน พันรอบตะปดู ้วยจำนวนรอบตา่ งกนั และตอ่ เขา้ กบั ถา่ นไฟฉายจำนวนต่างกนั ดงั ภาพและตารางต่อไปนี้ 5- 5 ชดุ แมเ่ หล็กไฟฟ้า A ชดุ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ B ชุดแม่เหล็กไฟฟ้า C จำนวนขดลวด 15 รอบ จำนวนขดลวด 30 รอบ จำนวนขดลวด 30 รอบ จำนวนถา่ นไฟฉาย 1 ก้อน จำนวนถา่ นไฟฉาย 2 ก้อน จำนวนถา่ นไฟฉาย 1 ก้อน \"ถา้ จำนวนรอบของขดลวดท่ีพันรอบตะปเู พิม่ ขน้ึ จะทำให้เกิดแรงแม่เหล็กมากขนึ้ \" ข้อใดเรยี งลำดบั ชุดแมเ่ หล็กไฟฟา้ ทม่ี ีแรงแม่เหล็กจากมากไปน้อยได้ถกู ต้อง 1. A C B 2. B A C 3. B C A 4. C B A ว.5.1 ป.6/5(60) 50. ทำการทดลอง 4 ชดุ โดยนำขดลวดมาพันรอบตะปูด้วยจำนวนรอบตา่ งกนั แล้วต่อวงจรไฟฟ้ากับถ่านไฟฉาย 1 กอ้ น ดงั ภาพ จากน้นั นำตะปูทพี่ นั ขดลวดของการทดลองทั้ง 4 ชดุ มาดึงดดู ลวดเสยี บกระดาษไดจ้ ำนวนดังตาราง ชดุ การทดลอง จำนวนลวดเสยี บกระดาน A7 B9 C3 D5

42 “ถา้ จำนวนรอบของขคลวดท่ีพนั รอบตะปเู พ่มิ ช้ึน จะทำใหเ้ กดิ แรงแมเ่ หล็กมากข้ึน” จงเรยี งลำดับชดุ การทดลองที่มจี ำนวนรอบของขดลวดท่ีพันรอบตะปู จากมากที่สดุ ไปหาน้อยทสี่ ดุ 1. B A D C 2. B D A C 3. C A D B 4. C D A R ว 6.1 ป.4/2 51. ขอ้ มูลผลการสำรวจลักษณะของดินจากพ้ืนท่เี พาะปลูก 4 บรเิ วณ โดยการทำดินใหเ้ ปียกชื้นและใช้นิว้ มอื บ้ีดิน เป็นดงั น้ี บรเิ วณ ลกั ษณะของดนิ A ไม่สากมอื และเหนียวติดมือ B สากมือ และไมต่ ดิ น้วิ มือ C ไม่สากมือ และไม่เหนยี วติดมือ D สากมอื และติดนิ้วมือเลก็ น้อย หากตอ้ งการปลูกพชื 3 ชนิด ที่เจริญเติบโตได้ดีในดนิ ร่วน คืนเหนียว และดนิ ทราย ควรปลกู พชื ทั้งสามชนิดน้ีในบรเิ วณ ใด ตามลำดับ 1. A B C 2. D A B 3. C A B 4. A C D ว 6.1 ป.5/4 52. ในช่วงเช้าวันหนึ่ง ขณะมีลมพดั เด็กชายอว้ นสงั เกตเห็นศรลมท่ีต้งั อย่ใู นบรเิ วณท่เี ขายนื อยู่ หนั ในทิศทางดังภาพ ถา้ บริเวณท่ีเด็กชายอ้วนยืนอยู่ มบี า้ นตั้งอยู่ 4 หลังโดยบา้ นแต่ละหลังมหี น้าบา้ นอยใู่ นทิศต่างกัน

43 จากข้อมลู บา้ นหลังใดท่ีมีลมพัดเข้าทางหนา้ บ้านในช่วงเวลาดังกลา่ ว 1. 2. 3. 4. ว 6.1 ป.5/4 53. ถ้านำศรลมไปวางไว้รมิ ทะเลในตอนกลางวนั หัวถูกศรของศรลมจะช้ไี ปทางใดและเพราะเหตุใด 1. ชไี้ ปทางทะเล เพราะเกดิ ลมบก ทำให้ลมพัดจากชายฝงั ออกสู่ทะเล 2. ชไ้ี ปทางชายฝ่งั เพราะเกิดลมบก ทำใหล้ มพดั จากชายฝัง่ ออกสทู่ ะเล 3. ชี้ไปทางทะเล เพราะเกิดลมทะเล ทำให้ลมพัดจากทะเลเข้าหาชายฝง่ั 4 ชไี้ ปทางชายฝั่ง เพระเกิดลมทะเล ทำใหถ้ มพดั จากทะเลเชา้ หาชายฝัง่ ว 6.1 ป.6/1(61) 54. ขอ้ มลู แสดงลักษณะของตัวอย่างหิน 4 ชนดิ เปน็ ดงั น้ี ชนิดหิน ลักษณะของหิน A เนอื้ หยาบ สีเทาออ่ นจุดสีดำ มผี ลึกแร่ขนาดใหญ่ ประสานกันแน่น B เนื้อเกว้ สีเทาออ่ นเกอื บขาว มรี ูพรุนจำนวนมาก C เนื้อหยาบ สขี าว ประกอบด้วยเม็ดทรายขนาดเลก็ จำนวนมากยึดติดกันแนน่ D เนอื้ ละเอยี ด สดี ำ กระเทาะออกเป็นแผน่ ได้ง่าย จากข้อมูล ข้อสรปุ ใดตอ่ ไปนี้ไมถ่ กู ต้อง 1. หิน C เกดิ จากการทับถมของตะกอน 2. เมื่อหยดดว้ ยกรดเกลือ หิน B จะเกดิ ฟองแก๊ส 3. เมื่อนำหินไปลอยนำ้ หนิ D จะจมลงกนั ภาชนะใส่น้ำ 4. หิน A นำไปใช้ประโยชนีในการก่อสร้างท่ีต้องการความคงทนได้

44 ว 6.1 ป.6/2(60) 55. นกั เรยี นคนหนึ่งสังเกตลัษณะเน้ือหนิ 3 ชนดิ และการเปล่ยี นแปลงของหินเม่ือหยดกรดเกลอื ได้ผลดงั น้ี ชนดิ หนิ ลกั ษณะเนอื้ หิน การเปลีย่ นแปลงเมื่อหยดกรดเกลอื A แบ่งเปน็ ช้ัน ๆ ไม่เปลีย่ นแปลง B สขี าวมีลวดลาย เกดิ ฟองแกส๊ C เป็นผลึกหยาบมสี ามสี ไม่เปลีย่ นแปลง จากข้อมูล ข้อสรุปใดต่อไปน้ถี ูกต้อง 1. หนิ A เกดิ จากการทบั ถมของหนิ ปูน หนิ B มีหนิ ปนู เป็นองค์ประกอบและหิน C เกดิ จากการเยน็ ตวั ของหินท่ี รอ้ นและหลอมเหลว 2. หนิ A เกิดจากการทบั ถมของตะกอน หิน B เกิดจากการแปรสภาพของหนิ ปูนและหิน C เกิดจากการเย็นตวั ของหินที่ร้อนและหลอมเหลว 3. หนิ A เกดิ จากการทับถมของตะกอน หิน B เกิดจากการทบั ถมของหินปูนและหิน C เกดิ จากการทับถมของ หนิ ต่างกันสามชนิด 4. หิน A เกดิ จากการทับถมของตะกอน หิน B เกิดจากการแปรสภาพของหินปูนและหนิ C เกิดจากการทบั ถม ของหินตา่ งกันสามชนิด ว 6.1 ป.6/3(60) 56. ภาพแสดงทิศทางลมมรสุมท่ีเคล่ือนทผ่ี ่านในประเทศไทยในช่วงเวลาต่าง ๆ เปน็ ดังนี้

45 จากภาพ ข้อความใดตอ่ ไปนีถ้ ูกตอ้ ง 1. เดอื นธันวาคมมโี อกาสเกดิ การกดั เซาะรนุ แรงทชี่ ายฝ่งั อา่ วไทยค้นตะวันตก 2. เดือนมกราคมมีโอกาสเกดิ การสะสมตวั ของตะกอนมากท่ชี ายฝง่ั อ่าวไทยดา้ นตะวันตก 3. เดอื นกรกฎาคมมโี อกาสเกิดการกัดเซาะรุนแรงทีช่ ายฝั่งอา่ วไทยด้านตะวันตก 4. เดือนสิงหาคมมโี อกาสเกดิ การสะสมตวั ของตะกอนน้อยทชี่ ายฝงั่ อา่ วไทยดา้ นตะวนั ตก 57. ว.1 ป.6/3(61) บรเิ วณชายหาดแหง่ หนง่ึ มสี ัญญาณเตือนภัยสึนามดิ ังขึ้น การกระทำใดต่อไปนี้ที่ทำให้มโี อกาสไดร้ บั อันตรายจากสึนามิ มากทส่ี ุด 1. นำเรือออกจากทา่ ไปกลางทะเลลกึ 2. วิ่งหนีขน้ึ ไปอยบู่ นเนินเขาสูงท่ีอยู่ใกลต้ วั 3. หลบหลังก้อนหนิ ขนาดใหญท่ อ่ี ย่บู ริเวณชายหาด 4. หลบขนึ้ ไปอยบู่ นตึกสูงทแ่ี ขง็ แรงและอยู่ใกลต้ ัว ว 7.1 ป.4/1(60) 58. ข้อมูลเกี่ยวกบั ดาวเคราะห์ 3 ดวง และโลกในระบบสรุ ิยะ เปน็ ดงั น้ี เวลาท่ใี ช้ เวลาที่ใช้ ดาวเคราะห์ ในการหมนุ รอบตวั เอง ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ ครบ 1 รอบ ครบ 1 รอบ เทียบกับเวลาบนโลก เทียบกับเวลาบนโลก โลก 23 ชั่วโมง 56 นาที 365 วนั A 243 วนั 14 นาที 224 วัน B 10 ชว่ั โมง 39 นาที 29 ปี C 9 ชัว่ โมง 55 นาที 11 ปี จากข้อมูล จะเรียงสำดบั ดาวเคราะห์ท้ัง 4 ดวง จากใกล้ดวงอาทติ ย์มากทสี่ ุดไปใกลจากดวงอาทิตยม์ ากทส่ี ุดได้เป็น อยา่ งไร 1. ดาวเคราะห์ C ดาวเคราะห์ B ดาวเคราะห์ A โลก 2. ดาวเคราะห์ A โลก ดาวเคราะห์ B ดาวเคราะห์ C 3. ดาวเคราะห์ A โลก ดาวเคราะห์ C ดาวเคราะห์ B 4. โลก ดาวเคราะห์ A ดาวเคราะห์ C คาวเคราะห์ B

46 59. ว 7.1 ป.5/1(60) เด็กชายคนหนึ่งต้องการระบตุ ำแหนง่ ของดาวฤกษ์ 2 ดวง ซึ่งปรากฏอยบู่ นซีกฟ้าเหนือในทศิ ตรงข้ามกับทศิ ท่ีดวง อาทิตย์ตกโดยใชม้ ือวัดมุมเงยไดผ้ ลดังตาราง ผลการวดั มมุ เงยโดยใช้มือในข้อใดสรุปใดถกู ต้อง 1. ดาวฤกษ์ A ทำมมุ เงย 15° ทางทศิ ตะวันตก 2. ดาวฤกษ์ B ทำมมุ เงย 20° ทางทศิ ตะวนั ออก 3. ดาวฤกษ์ A และดาวฤกษ์ B อยหู่ ่างกัน 5° ทางทิศตะวนั ตก 4. ดาวฤกษ์ A และดาวฤกษ์ B อยูห่ า่ งกัน 3° ทางทิศตะวันออก ว.7.1 ป.6/1(60) 60. แบบจำลองแสดงการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตยใ์ นรอบ 1ปี และตำแหนง่ A B และ C บนพ้นื ผวิ โลก ณ วนั ที่ 21 มิถุนายน เปน็ ดังภาพ

47 จากภาพ หากวนั น้เี ป็นวนั ที่ 21 มิถุนายน ข้อสรปุ ใดถูกต้อง 1. ตำเหน่ง A อยใู่ นช่วงฤดูหนาว 2. ตำแหน่ง A มอี ุณหภมู ิสงู กว่าตำแหนง่ C 3. ตำแหน่ง B มรี ะยะเวลากลางวันสั้นกวา่ กลางคืน 4. ตำแหนง่ C ชว่ งเวลาเทย่ี งวันดวงอาทิตย์จะอยู่เหนือศรี ษะพอดี ว.7.1 ป.6/1(61) 61. แบบจำลองแสดงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และโลก ขณะเกดิ สรุ ิยุปราคาคร้งั หนง่ึ ซงึ่ A และ Bเป็น ตำแหนง่ ของผสู้ งั เกตการเกิดสุรยิ ปุ ราคาบนพืน้ ผวิ โลก ท่เี วลาเดียวกนั เปน็ ดงั ภาพ จากภาพ ผู้สังเกต ณ ตำแหน่ง A และ B จะเหน็ ปรากฎการณส์ รุ ิยุปราคาแบบใดตามลำดับ 1. สุรยิ ปุ ราคาวงแหวน สรุ ิยปุ ราคาเตม็ ดวง 2. สุรยิ ปุ ราคาบางสว่ น สุรยิ ุปราคาเต็มดวง 3. สรุ ิยปุ ราคาวงแหวน สุริยปุ ราคาบางสว่ น 4. สุริยปุ ราคาบางสว่ น สุริยุปราคาวงเหวน ว.7.1 ป.6/1(61) 62. ภาพแสดงตำแหน่งของดาว 3 ดวง บนแผนทดี่ าวดา้ นทิศใต้ เวลา 19.0 น.ในคนื หน่ึงเป็นดังภาพ จากภาพ ดาวดวงใดตกลบั ขอบฟา้ เปน็ ลำดบั แรกและลำดบั สุดทา้ ยของคืนน้ี ตามลำดับ 1. ดาว A และดาว C 2. ดาว B และดาว C 3. ดาว C และดาว B 4. ดาว C และดาว A


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook