หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนุษย์ 01158 คู่มือครรู ายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ กจิ กรรมท่ี 3.2 หวั ใจทางานอย่างไร นกั เรียนจะได้เรยี นรเู้ กี่ยวกบั การทางานของแบบจาลองของหัวใจโดยใช้ท่อปม๊ั น้า จดุ ประสงค์ สงั เกตและอธบิ ายการทางานของหัวใจโดยใชแ้ บบจาลอง เวลาท่ีใชใ้ น 50 นาที การทากจิ กรรม วสั ดแุ ละอุปกรณ์ วสั ดทุ ่ีใช้ต่อกลุ่ม รายการ จานวน/กลมุ่ 1. ทอ่ ปัม๊ น้า 2 ตวั 2. ภาชนะบรรจุนา้ สี เชน่ ขวดนา้ 5 ลิตร 2 ใบ ตัดด้านทเ่ี ป็นปากขวด หรอื บีกเกอร์ 1 ลติ ร ปริมาตร 2,000 cm3 3. น้าสี การเตรยี มตัว เตรียมภาชนะบรรจุน้าสี เช่น ขวดตดั ดา้ นที่เปน็ ปากขวด ให้เพียงพอกบั จานวนกลุ่มของนกั เรียน ล่วงหน้าสาหรบั ครู ขอ้ ควรระวัง ระวังไมใ่ ห้น้าสลี น้ ออกนอกภาชนะขณะใช้มือบบี ลูกบีบ ระวงั ไมใ่ ห้นา้ สีเปรอะเปอ้ื นเส้ือผ้า ขอ้ เสนอแนะ • ในกรณีท่ีมีท่อปั๊มน้าที่มีลูกบีบ 1 ตัว ให้ใช้ท่อปั๊มน้าธรรมดา แล้วทาเครื่องหมายบนท่อ ในการทากิจกรรม ป๊ัมน้าโดยใช้ปากกาเขียนแผ่นใสหรือปากกาเขียนแผ่นซีดีขีดบริเวณส่วนที่ เ ป็ น หั ว ใ จ ห้ อ ง บน หรืออาจเสริมวัสดบุ างชนดิ เช่น เทปใส แผน่ พลาสติกใส ดินนา้ มนั • ถ้านักเรียนสังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ของน้าสีไม่ทัน อาจใช้สมาร์ตโฟนถ่ายวีดิทัศน์ไว้ แล้ว นามาเปิดดูจะทาใหส้ งั เกตไดง้ า่ ยขึน้ สอื่ การเรียนรู้/ • หนงั สือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาปที ี่ 2 เลม่ 1 สสวท. แหลง่ เรยี นรู้ • วดี ิทศั นก์ ารทดลอง สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
159 หนว่ ยที่ 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ คมู่ อื ครูรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ ตัวอย่างผลการทากิจกรรม เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 1. เหตุใดน้าสจี ึงไหลไปตามทอ่ ไดอ้ ย่างตอ่ เนือ่ ง แนวคาตอบ เพราะการบีบลกู บีบและปลอ่ ยอย่างต่อเนื่อง ทาใหน้ า้ ถูกดูดข้ึนมาและไหลไปตามทอ่ ได้ 2. เหตุใดเมอ่ื คลายมอื ออกแลว้ น้าสีไมไ่ หลกลบั ทางท่อเดมิ แนวคาตอบ เพราะการทางานของล้ินบริเวณโคนท่อป๊ัมทีป่ ดิ เปดิ ได้ ชว่ ยควบคมุ ไม่ให้น้าสีไหลยอ้ นกลับ 3. นักเรยี นจะอธิบายการทางานของแบบจาลองการทางานของหวั ใจวา่ อย่างไร แนวคาตอบ เมื่อใช้มือขวาบีบลูกบีบซ่ึงเปรียบเสมือนหัวใจห้องล่างขวาบีบตัวเพื่อส่งเลือดไปยังปอด ขณะที่ มอื ซา้ ยบีบลกู บบี ก็เปรยี บเสมือนหวั ใจหอ้ งล่างซ้ายบบี ตัวเพื่อนาเลอื ดไปเล้ยี งสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย เมอ่ื คลาย มือขวาที่บีบลูกบีบเปรียบเสมือนหัวใจคลายตัวเพ่ือรับเลือดจากร่างกายเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา และเม่ือคลาย มอื ซา้ ยทบี่ ีบลูกบีบ ก็แปรียบหมอื นกับหวั ใจห้องบนซ้ายคลายตวั เพื่อรับเลอื ดจากปอด สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนุษย์ 01160 ค่มู ือครูรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 4. แบบจาลองการทางานของหัวใจในกิจกรรมนี้ มีส่ิงท่ีเหมือนและส่ิงท่ีแตกต่างจากการทางานของหัวใจ มนษุ ยอ์ ย่างไร แนวคาตอบ แบบจาลองมีส่ิงท่เี หมือนกบั การทางานของหวั ใจมนุษย์ คอื 1. แบบจาลองมี 4 ห้องคลา้ ยกบั หัวใจมนุษย์ 2. สว่ นของแบบจาลองหัวใจห้องล่างใหญ่กวา่ หัวใจหอ้ งบน 3. มีล้นิ ปดิ เปิดเพื่อปอ้ งกนั การไหลย้อนกลับของน้าสีคลา้ ยกบั การทางานของลนิ้ หัวใจ 4. ของเหลวมีปรมิ าณเท่าเดิมหมนุ เวยี นอยูภ่ ายในระบบ ไม่ต้องเติมนา้ จากภายนอกเขา้ ไป แบบจาลองมีสง่ิ ทีแ่ ตกตา่ งจากการทางานของหัวใจมนุษย์คือ 1. ห้องของหัวใจในแบบจาลองสลับบน ลา่ งกบั ของจริง 2. สว่ นของแบบจาลองหวั ใจหอ้ งบนไมส่ ามารถบีบตวั ได้ บบี ไดเ้ ฉพาะหัวใจหอ้ งลา่ ง 3. ทอ่ น้าพลาสติกที่เป็นตัวแทนของหลอดเลอื ดน้นั แข็ง ไม่สามารถหดและขยายตัวได้เหมอื นกับหลอดเลือด ของมนุษย์ 5. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อยา่ งไร แนวคาตอบ แบบจาลองการทางานของหัวใจ มีลักษณะการทางานคล้ายกับการทางานของหัวใจมนุษย์ คือ เม่ือหัวใจบีบตัวจะมีการส่งเลือดจากหัวใจห้องล่างซ้ายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และเลือดจากหัวใจห้อง ล่างขวาจะถูกส่งไปยังปอด เมื่อหัวใจคลายตัวหัวใจห้องบนขวาจะรับเลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะเดียวกันเลือดจากปอดก็จะไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย อย่างไรก็ตามมีข้อจากัดบางอย่างท่ีแบบจาลอง แตกต่างจากหัวใจมนุษย์ เช่น ตาแหน่งของห้องหัวใจ การบีบตัวของหัวใจแต่ละห้อง ความสามารถในการหด และขยายตวั ของหลอดเลือด สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
161 หน่วยที่ 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ คู่มือครูรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ กิจกรรมที่ 3.3 กิจกรรมใดมผี ลต่ออตั ราการเต้นของหวั ใจมากกวา่ กัน นักเรียนจะไดเ้ รียนรู้เกยี่ วกับอัตราการเตน้ ของหัวใจจากการจบั ชีพจรบริเวณขอ้ มอื การออกแบบการทดลองและ ทาการทดลองเพื่อเปรียบเทยี บอัตราการเตน้ ของหวั ใจขณะพักและหลังทากิจกรรมต่าง ๆ จุดประสงค์ 1. วดั อัตราชีพจรได้ 2. ออกแบบการทดลองและทดลองเพื่อเปรียบเทยี บอตั ราการเต้นของหวั ใจขณะพักกบั หลังทา กิจกรรมต่าง ๆ เวลาทใ่ี ช้ใน 2 ช่วั โมง การทากิจกรรม วัสดุและอุปกรณ์ อุปกรณ์ท่ีใช้ต่อกลุ่ม รายการ จานวน/กลมุ่ 1. นาฬิกาจบั เวลา 1 เรือน การเตรียมตวั ไมม่ -ี ล่วงหน้าสาหรับครู ขอ้ เสนอแนะ • ครูอาจแนะนาประเภทของกิจกรรมท่ีใช้ในการทดลอง เช่น ว่ิง กระโดด ลุกนั่งเก้าอี้ เดินไป ในการทากจิ กรรม เดินมา (ไม่แนะนาให้ทากิจกรรมที่ต้องเดินหรือว่ิงไปมารอบห้องเรียน) ถ้าครูสามารถให้ นักเรียนทากิจกรรมนอกห้องเรยี นได้ อาจมีทางเลือกอ่ืน ๆ เช่น วิ่งเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ ส่วนเวลา ทีท่ ากจิ กรรมควรกาหนดให้เท่ากนั และนานเพียงพอท่จี ะเหน็ ผล • นักเรียนที่ทากิจกรรมต้องเป็นคนเดียวกัน และเวลาท่ีทากิจกรรมแต่ละชนิดต้องเท่ากัน ภายหลังทากิจกรรมแต่ละชนิดต้องจับชีพจรทันที และต้องพักจนกว่าชีพจรจะอยู่ในอัตรา เทา่ กบั ในขณะพกั จงึ เริ่มทากจิ กรรมชนิดตอ่ ไปได้ • การประเมินผลการออกแบบกิจกรรมการทดลอง ควรประเมนิ ในเร่อื งตอ่ ไปนี้ 1. การออกแบบกจิ กรรมสามารถตอบคาถามทต่ี ้ังขึ้นได้หรือไม่ 2. มกี ารควบคมุ ตัวแปรอย่างสมเหตสุ มผลหรือไม่ 3. ออกแบบตารางบนั ทึกผลได้เหมาะสมหรือไม่ 4. เกบ็ ขอ้ มลู บนั ทึกผลข้อมลู ไดอ้ ย่างเหมาะสมหรอื ไม่ สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนุษย์ 01162 คู่มือครรู ายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์ ส่อื การเรียนร้/ู • หนังสือเรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 สสวท. แหลง่ เรยี นรู้ • วดี ิทศั น์การทดลอง ตัวอยา่ งผลการทากจิ กรรม ผลการทากิจกรรมขนึ้ อยู่กบั การออกแบบการทดลองของแต่ละกลุ่ม ซ่ึงแตกต่างกนั ไปตามชนิดของกจิ กรรม ทที่ า ดงั ตวั อยา่ ง ตอนที่ 1 อตั ราชพี จรของแต่ละคนแตกต่างกนั โดยอัตราชีพจรของคนปกติขณะพักประมาณ 60-100 ครงั้ ตอ่ นาที ตอนที่ 2 กจิ กรรมของร่างกาย อัตราชพี จร (ครั้ง/นาที) คร้ังท่ี 1 ครง้ั ท่ี 2 ครง้ั ที่ 3 เฉลย่ี ขณะพกั 72 70 74 72 เดนิ ไปเดินมา 90 94 92 92 วงิ่ 110 112 108 108 เฉลยคาถามทา้ ยกจิ กรรม ตอนท่ี 1 1. ในเวลา 1 นาที อัตราการเตน้ ของหวั ใจของนกั เรยี นเป็นเทา่ ไร แนวคาตอบ คาตอบอาจแตกต่างกนั ไปในแต่ละคน ซึ่งอาจไม่เท่ากัน อตั ราชพี จรของคนปกติขณะพักประมาณ 60-100 ครง้ั ต่อนาที 2. อตั ราการเต้นของหัวใจของทั้ง 3 คร้ังเทา่ กันหรอื ไม่ อย่างไร แนวคาตอบ ตามผลท่ีได้จากการทดลอง ซึง่ ควรจะไดค้ า่ เทา่ กันหรอื ใกล้เคียงกนั ทั้ง 3 คร้งั 3. จากกิจกรรม สรุปได้ว่าอยา่ งไร แนวคาตอบ อัตราชีพจรหรืออัตราการเต้นของหัวใจของคนแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป แต่บุคคลท่ีมีเพศ เดยี วกนั อายเุ ท่ากนั ขนาดของร่างกายเท่ากัน ควรมีอตั ราการเตน้ ของหวั ใจใกลเ้ คยี งกัน สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
163 หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนษุ ย์ ค่มู ือครรู ายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม ตอนท่ี 2 1. คาถามและสมมตฐิ านของการทดลองในตอนที่ 2 คืออะไร แนวคาตอบ คาถามของการทดลองในตอนที่ 2 เช่น อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักและหลังทากิจกรรมจะ แตกต่างกันหรือไม่ สมมติฐานของการทดลอง เช่น อัตราการเต้นของหัวใจหลังจากทากิจกรรมต่าง ๆ จะ มากกวา่ ขณะพกั 2. ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคมุ ในการทดลองนี้คอื อะไร แนวคาตอบ ตัวแปรตน้ ได้แก่ ชนิดของกิจกรรม ตวั แปรตาม ได้แก่ อตั ราการเต้นของหวั ใจ ซง่ึ วัดไดจ้ ากอัตรา ชพี จร ตัวแปรควบคมุ ได้แก่ ผู้ทดลอง ซ่ึงต้องเปน็ คนเดยี วกนั ระยะเวลาทีใ่ ชท้ ากจิ กรรมต้องเทา่ กัน 3. กจิ กรรมใดที่ทาให้อตั ราชพี จรมากท่ีสดุ และนอ้ ยที่สุด แนวคาตอบ ขน้ึ อยู่กบั การออกแบบและทาการทดลอง ผลจากการทดลองที่ให้ไวด้ ังตวั อย่างนนั้ กิจกรรมท่ีทา ให้อัตราชีพจรมากทีส่ ดุ ไดแ้ ก่ การวิ่ง และกจิ กรรมที่ทาให้อัตราชีพจรนอ้ ยท่ีสุด ได้แก่ ขณะพกั 4. ผลการทดลองเป็นไปตามสมมตฐิ านทตี่ ้งั ไวห้ รือไม่ อย่างไร แนวคาตอบ ข้ึนอยกู่ ับสมมตฐิ านและผลการทดลองของแตล่ ะกลุ่ม 5. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร แนวคาตอบ อัตราการเต้นของหัวใจหลังจากทากิจกรรมจะมากกว่าขณะพัก การวิ่งเป็นกิจกรรมท่ีทาให้อัตรา การเต้นของหัวใจมากทส่ี ดุ 6. จากกิจกรรมทง้ั 2 ตอน สรุปได้ว่าอยา่ งไร แนวคาตอบ อัตราการเต้นของหัวใจของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน และหลังจากทากิจกรรมต่าง ๆ อัตรา การเตน้ ของหวั ใจจะมากกว่าขณะพัก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ 01164 คู่มอื ครูรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ กจิ กรรมที่ 3.4 การหายใจเข้าและการหายใจออกเกดิ ข้นึ ไดอ้ ย่างไร นกั เรียนจะไดเ้ รยี นรู้เกย่ี วกับกลไกการหายใจเขา้ และการหายใจออก โดยการสงั เกตจากแบบจาลองการทางาน ของปอด จดุ ประสงค์ สังเกตและอธบิ ายกลไกการหายใจเข้าและการหายใจออกโดยใชแ้ บบจาลองการทางานของปอด เวลาทใี่ ชใ้ น 40 นาที การทากจิ กรรม วสั ดแุ ละอุปกรณ์ วสั ดทุ ใี่ ช้ตอ่ กลมุ่ รายการ จานวน/กลมุ่ 1. แบบจาลองการทางานของปอด 1 อนั การเตรยี มตวั -ไมม่ -ี ล่วงหน้าสาหรบั ครู ขอ้ เสนอแนะ ครูอาจประดิษฐ์อุปกรณ์แบบจาลองการทางานของปอดขึ้นใช้เอง โดยนาขวดน้าพลาสติกใส ในการทากิจกรรม ขนาด 600 มิลลิลิตร ตัดก้นขวดออก จากนั้นนาลูกโป่งท่ียังไม่ได้เป่าลมใส่เข้าไปทางด้านปาก ขวด ส่วนปลายของลูกโป่งท่ีปากขวดให้พับออกมาด้านนอก จากนั้นแล้วนาลูกโป่งอีก 1 ใบ ตัด ปากลกู โป่งออก แล้วนาไปสวมไว้ทกี่ ้นขวดใบเดิมท่ีตดั ไว้แลว้ ใช้เทปใสพนั ทับกบั ขวดพลาสติกให้ แนน่ อย่าให้มอี ากาศเข้า จะได้แบบจาลองการทางานของปอด ดงั ภาพ ส่ือการเรียนร/ู้ • หนังสือเรยี นรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดบั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 เล่ม 1 สสวท. แหล่งเรยี นรู้ • วีดิทศั นก์ ารทดลอง สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
165 หนว่ ยท่ี 3 | ร่างกายมนุษย์ คู่มอื ครูรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ ตัวอย่างผลการทากิจกรรม เมือ่ ทาการทดลองจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของลกู โป่งในแบบจาลองการทางานของปอด ดงั ต่อไปน้ี เมอ่ื ดงึ แผ่นยางลง เม่อื ดนั แผน่ ยางขนึ้ เม่ือดึงแผ่นยางลง ลูกโป่งภายในกล่องพลาสติกจะพองตัวขึ้น เน่ืองจากปริมาตรของอากาศในกล่องพลาสติก เพม่ิ ขึ้น ทาให้ความดันอากาศภายในกล่องลดลงตา่ กวา่ ด้านนอก ส่งผลให้อากาศจากภายนอกเคลื่อนทีเ่ ขา้ สูล่ ูกโป่ง เมื่อดันแผ่นยางขึ้น ลูกโป่งภายในกล่องพลาสติกจะแฟบลง เน่ืองจากปริมาตรของอากาศในกล่องพลาสตกิ ลดลง ทาให้ความดันอากาศภายในกล่องสูงข้ึนและสูงกว่าภายนอกกล่อง ส่งผลให้อากาศภายในลูกโป่งเคลื่อนที่ ออกสู่ภายนอก สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ 01166 ค่มู อื ครรู ายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. แบบจ่าลองการท่างานของปอดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง และแต่ละส่วนประกอบเปรียบได้กับอวัยวะใด ของระบบหายใจ แนวค่าตอบ แบบจาลองการทางานของปอด ประกอบดว้ ยท่อรูปตวั Y ซง่ึ ทอ่ ตรงเปรยี บได้กับท่อลมและท่อที่ แยกออก 2 ข้างเปรยี บได้กับหลอดลม ลกู โป่ง 2 ลกู เปรียบไดก้ บั ปอดทั้ง 2 ขา้ ง ช่องว่างภายในกลอ่ งพลาสติกใส ทรงกระบอกเปรยี บได้กับชอ่ งอก และแผน่ ยางเปรยี บไดก้ บั กะบังลม 2. เมือ่ ดึงแผ่นยางของแบบจา่ ลองลง เปรยี บได้กับการหายใจเข้าหรอื หายใจออก ทราบได้อยา่ งไร แนวค่าตอบ เมื่อดึงแผ่นยางของแบบจาลองลง เปรียบได้กับการหายใจเข้า ทราบได้จากลูกโป่งทังสองใบ ภายในกลอ่ งพลาสตกิ พองออก 3. เมอื่ ดนั แผน่ ยางของแบบจา่ ลองขึ้น เปรยี บได้กบั การหายใจเขา้ หรอื หายใจออก ทราบไดอ้ ยา่ งไร แนวค่าตอบ เม่ือดันแผ่นยางของแบบจาลองขึน เปรียบได้กับการหายใจออก ทราบได้จากลูกโป่งทังสองใบใน กลอ่ งพลาสตกิ แฟบลง 4. จากกจิ กรรม สรุปได้วา่ อย่างไร แนวค่าตอบ แบบจาลองการทางานของปอด เป็นการจาลองกลไกการทางานของการหายใจเข้าและการ หายใจออกของมนุษย์ มีส่วนประกอบคือท่อรูปตัว Y ซึ่งท่อตรงเปรียบได้กับท่อลม และท่อที่แยกออก ท้ัง 2 ข้างเปรยี บไดก้ ับหลอดลม ลูกโปง่ เปรียบไดก้ บั ปอด ชอ่ งวา่ งภายในกล่องพลาสติกใสทรงกระบอกเปรียบ ไดก้ ับช่องอก แผ่นยางเปรยี บไดก้ บั กะบังลม การดึงแผ่นยางลง สง่ ผลใหอ้ ากาศจากภายนอกเคล่ือนเข้าสู่ลูกโป่ง เปรียบได้กับการหายใจเข้า ส่วนการดันแผ่นยางข้ึน ส่งผลให้อากาศเคลื่อนที่ออกจากลูกโป่ง เปรียบได้กับการ หายใจออก สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
167 หนว่ ยท่ี 3 | รา่ งกายมนุษย์ คู่มอื ครูรายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ กจิ กรรมที่ 3.5 ปอดจุอากาศไดเ้ ท่าใด นักเรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการวัดความจุอากาศของปอดมนุษย์ โดยใช้ชุดวัดความจุอากาศของปอด จากน้ัน วเิ คราะห์ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ปัจจยั ท่ีทาใหค้ า่ ความจอุ ากาศของปอดแตกตา่ งกนั จดุ ประสงค์ ทดลองและอธิบายความจอุ ากาศของปอด เวลาที่ใช้ใน 50 นาที การทากจิ กรรม วสั ดุและอุปกรณ์ วัสดุท่ีใชต้ ่อกลุม่ รายการ จานวน/กลมุ่ 1. ชุดอุปกรณว์ ัดความจอุ ากาศของปอด 1 ชุด 2. เทปใส 1 มว้ น 3. กรรไกร 1 เลม่ การเตรียมตวั -ไมม่ -ี ลว่ งหน้าสาหรบั ครู ข้อควรระวัง หากต้องให้นักเรียนใช้ชุดอุปกรณ์เดียวกันควรมีการเปล่ียนท่อเป่า เพื่อป้องกันโรคติดต่อทาง นา้ ลาย ขอ้ เสนอแนะ • ครูควรให้นักเรียนที่เป็นคนทดสอบวัดความจุอากาศของปอดบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ในการทากิจกรรม กจิ กรรมท่ีทาประจา การออกกาลังกาย เพ่อื เปน็ ขอ้ มลู สาหรบั เปรยี บเทยี บกบั นักเรยี นคนอืน่ • หากไม่สามารถหาชุดวัดความจุอากาศของปอดได้ ครูอาจประดิษฐ์ชุดวัดความจุอากาศของ ปอดโดยใช้ขวดน้าพลาสติกขนาด 5 ลิตรและสายยาง เติมน้าลงในขวดทีละ 100 มิลลิลิตร แล้วทาเคร่ืองหมายบนขวดจนครบ 5 ลิตร เวลาทากิจกรรมให้เติมน้าเต็มขวด แล้วให้ นักเรียนเป่าลมผ่านสายยางเข้าไปในขวดพลาสติกบรรจุน้า จากนั้นวัดอากาศที่เข้าไปแทนท่ี นา้ เพื่อหาความจอุ ากาศของปอด สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนษุ ย์ 01168 ค่มู อื ครรู ายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ ส่ือการเรียนร้/ู • หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดบั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 เลม่ 1 สสวท. แหล่งเรียนรู้ • วดี ทิ ัศน์การทดลอง ตัวอย่างผลการทากจิ กรรม ผลการวัดความจุอากาศของปอดด้วยชดุ วดั ความจุอากาศของปอดซง่ึ มีหน่วยเปน็ ลิตร ตัวอย่างเชน่ นกั เรยี น ชายวัดความจุอากาศของปอดทั้งหมด 3 ครั้งได้ค่า 3.3 3.4 และ 3.0 ลิตรตามลาดับ ส่วนนักเรียนหญิงวัดความจุ อากาศของปอดท้ังหมด 3 ครงั้ ไดค้ า่ 2.7 2.6 และ 2.8 ลิตร ตามลาดบั เม่อื หาค่าเฉล่ียความจุอากาศของปอดของ นักเรียนชายจะได้ 3.23 ลิตร ส่วนนักเรียนหญิงมีค่าความจอุ ากาศของปอดเฉลี่ยที่ 2.70 ลิตร ซึ่งสามารถแสดงค่า เปน็ ตารางได้ดงั นี้ เพศ คา่ ความจุอากาศของปอด (ลิตร) วดั คร้งั ท่ี 1 วัดครงั้ ที่ 2 วดั คร้ังท่ี 3 ค่าเฉลี่ย ชาย 3.3 3.4 3.2 3.3 หญิง 2.7 2.6 2.8 2.7 ขอ้ มูลตารางสามารถอธบิ ายไดว้ า่ นกั เรยี นชายมคี ่าความจุปอดเฉล่ียมากกวา่ นักเรยี นหญิง เฉลยคาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ความจุอากาศของปอดในแตล่ ะคนมคี ่าแตกตา่ งกันหรือไม่ อย่างไร แนวคาตอบ ความจอุ ากาศปอดของแต่ละคนอาจแตกตา่ งกัน ขึ้นอยู่ผลการทากจิ กรรม 2. ปัจจยั ใดบา้ งท่ีมีผลตอ่ ปรมิ าตรความจุอากาศของปอดและส่งผลอยา่ งไร แนวคาตอบ ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาตรความจุอากาศของปอด เช่น เพศ ขนาดของร่างกาย การออกกาลังกาย เป็นประจา ซง่ึ สง่ ผลใหป้ ริมาตรความจุของปอดไม่เท่ากัน 3. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ ่าอย่างไร แนวคาตอบ การวัดความจุอากาศของปอดอย่างง่าย วัดได้จากชุดอุปกรณ์วัดความจุอากาศของปอด โดยวัด ปริมาตรของอากาศเมื่อหายใจเข้าเต็มท่ีแล้วผ่อนลมหายใจออกมาให้มากท่ีสุด ซ่ึงความจุอากาศของปอดของ แต่ละบุคคลอาจจะแตกต่างกันได้ข้ึนอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เพศ ขนาดของร่างกาย การออกกาลังกายเป็น ประจา สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
169 หน่วยท่ี 3 | ร่างกายมนษุ ย์ คู่มือครรู ายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ กจิ กรรมที่ 3.6 ทาอยา่ งไรเพือ่ ให้ระบบหายใจทางานอย่างปกติ นักเรียนจะได้เรียนรู้โรคท่ีเกี่ยวกับระบบหายใจและแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะของระบบหายใจให้ทางานเปน็ ปกติ โดยการสบื คน้ วิเคราะห์ขอ้ มลู และนาเสนอเกย่ี วกับแนวทางในการรักษาระบบหายใจใหท้ างานได้อย่างเป็นปกติ จดุ ประสงค์ รวบรวมขอ้ มลู และนาเสนอวิธกี ารดแู ลรกั ษาอวยั วะในระบบหายใจ เวลาทใ่ี ชใ้ น 1 ช่ัวโมง 40 นาที การทากจิ กรรม วสั ดแุ ละอุปกรณ์ อปุ กรณ์ที่ใชต้ ่อกลุ่ม รายการ จานวน/กลมุ่ 1. คอมพวิ เตอร์ แท็บเลต็ สมาร์ตโฟน หรือ 1 ชดุ อปุ กรณ์ทสี่ ามารถเช่ือมต่ออนิ เทอรเ์ น็ต การเตรยี มตวั -ไม่ม-ี ล่วงหนา้ สาหรับครู ขอ้ เสนอแนะ • ครคู วรแนะนาคาสาคญั ในการสืบค้นขอ้ มลู เพิ่มเติม แนะนาแหลง่ ขอ้ มลู ทใ่ี ช้ในการสบื คน้ ในการทากจิ กรรม • ครูอาจให้นกั เรยี นสืบค้นข้อมูลนอกเวลาเรยี นปกตเิ พื่อประหยัดเวลาเรียน สอื่ การเรียนร้/ู • หนงั สอื เรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ ระดับมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 เลม่ 1 สสวท. แหลง่ เรียนรู้ สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ 01170 คู่มอื ครรู ายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ ตวั อย่างผลการทากจิ กรรม นักเรียนนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับโรคทางเดินหายใจแบบต่าง ๆ แนวทางในการดูแลรักษาร่างกาย เพื่อให้ ระบบหายใจทางานเป็นปกติ รวมทั้งนาเสนอแนวทางการดแู ลรักษาระบบหายใจในรปู แบบส่ือตา่ ง ๆ เชน่ • แผน่ พับรณรงคใ์ หส้ วมหนา้ กากอนามัยในพน้ื ท่ีที่มคี วามเสีย่ ง • โปสเตอร์การออกกาลงั กายท่เี นน้ การหายใจอยา่ งถูกวิธี • วีดทิ ัศนน์ าเสนอปัญหาของบหุ ร่ีและแนวทางการแกป้ ญั หา เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 1. โรคทีเ่ ก่ียวกบั ระบบหายใจมีสาเหตมุ าจากอะไรบ้าง แนวคาตอบ โรคเกย่ี วกับระบบหายใจเกิดจากหลายสาเหตุ เชน่ มลพิษทางอากาศ เช้ือโรค หรอื สาเหตุอ่ืน 2. นักเรยี นจะมีวธิ กี ารป้องกันตนเองและบุคคลรอบข้างให้ปลอดภัยจากโรคทเ่ี กย่ี วกบั ระบบหายใจอย่างไร แนวคาตอบ วิธีป้องกันโรคที่เก่ียวกับระบบหายใจ เช่น ปิดปากปิดจมูกเวลาไอหรือจาม สวมหน้ากากอนามยั เมื่อเปน็ หวัด หลกี เล่ยี งบรเิ วณที่มีควนั บหุ รี่ หลกี เลยี่ งการอยู่ใกล้ชดิ กับผู้ป่วยท่ีเปน็ โรคตดิ ตอ่ ทางลมหายใจ 3. จากกิจกรรม สรปุ ได้ว่าอย่างไร แนวคาตอบ โรคท่ีเก่ียวข้องกับระบบหายใจมีหลายโรค เช่น โรคมะเร็งปอด โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมอกั เสบ โรควณั โรค โรคบางโรคเกดิ จากมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ควนั บุหร่ี ควันจากท่อ ไอเสียรถยนต์ บางโรคเกิดจากเชื้อโรคต่าง ๆ การป้องกันโรคเหล่าน้ีทาได้โดยการหลีกเล่ียงบริเวณที่มีมลพิษ ทางอากาศ ถ้าหลีกเล่ียงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยในบริเวณที่มีฝุ่นหรือควัน หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับ ผปู้ ว่ ยทเี่ ปน็ โรคตดิ ตอ่ ทางลมหายใจ ไม่ใชส้ ง่ิ ของรว่ มกบั ผอู้ ื่น ดแู ลรักษาสุขภาพใหแ้ ข็งแรงโดยการรบั ประทาน อาหารที่เป็นประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอจะทาให้ร่างกายมี ภมู คิ ุ้มกันต่อโรคทจ่ี ะเกิดขน้ึ ได้ สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
171 หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ ค่มู อื ครรู ายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมท่ี 3.7 ดแู ลรกั ษาไตอย่างไร นักเรียนจะได้เรยี นรู้เกี่ยวกบั แนวทางในการดูแลรกั ษาอวัยวะตา่ ง ๆ ในระบบขบั ถ่ายให้ทางานเปน็ ปกติ โดยการ สบื คน้ ข้อมูลจากแหล่งขอ้ มูลตา่ ง ๆ จดุ ประสงค์ รวบรวมขอ้ มลู และนาเสนอวธิ ีการดแู ลรักษาอวยั วะในระบบขับถ่าย เวลาทีใ่ ช้ใน 50 นาที การทากิจกรรม อปุ กรณ์ทใี่ ช้ตอ่ กลุม่ วัสดุและอุปกรณ์ รายการ 1. คอมพิวเตอร์ แท็บเลต็ สมาร์ตโฟน หรอื จานวน/กลุ่ม อปุ กรณ์ท่ีสามารถเชื่อมต่ออินเทอรเ์ น็ต 1 ชุด การเตรยี มตัว -ไมม่ -ี ลว่ งหน้าสาหรับครู ข้อเสนอแนะ • ครูควรแนะนาคาสาคญั ในการสบื คน้ ข้อมลู เพมิ่ เตมิ แนะนาแหล่งข้อมูลทีใ่ ช้ในการสบื คน้ ในการทากิจกรรม • ครูอาจให้นกั เรยี นสืบคน้ ขอ้ มูลนอกเวลาเรยี นปกติเพ่ือประหยดั เวลาเรยี น ส่อื การเรียนรู/้ • หนังสอื เรยี นรายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดบั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 เลม่ 1 สสวท. แหลง่ เรียนรู้ ตัวอย่างผลการทากจิ กรรม นักเรียนนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรคไตตามที่ได้สืบค้นมา พร้อมทั้งนาเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อ แกไ้ ขหรือปอ้ งกันโรคดังกลา่ ว อาจทาในรูปแบบต่าง ๆ เชน่ • แผ่นพับรณรงคก์ ารรบั ประทานอาหารอยา่ งเหมาะสมให้หา่ งไกลโรคไต • โปสเตอรแ์ สดงอนั ตรายของโรคไตและค่าใชจ้ ่ายในการรักษาโรคไต • นาเสนอขอ้ มูลเก่ียวกบั สถานการณโ์ รคไตและแนวทางแก้ปัญหา สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หน่วยท่ี 3 | ร่างกายมนษุ ย์ 01172 คมู่ ือครรู ายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์ เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 1. เพราะเหตใุ ดคนไทยจงึ มแี นวโน้มปว่ ยเป็นโรคไตเพ่ิมข้นึ แนวค่าตอบ คาตอบขึนอยู่กับข้อมูลท่ีนักเรียนสืบค้นมา เช่น การรับประทานยาบางชนิดที่เป็นผลเสียต่อไต การรบั ประทานอาหารทีม่ ีรสเค็มจัด หรืออาหารทมี่ ีสว่ นประกอบของโซเดียมมากเกนิ สัดส่วนท่ีควรรับประทาน ตอ่ วัน โรคความดันเลือดสงู โรคเบาหวาน ด่มื นาน้อย 2. นกั เรียนจะมีวธิ กี ารป้องกันตนเองใหป้ ลอดภัยจากโรคทเ่ี กยี่ วกบั ระบบขับถ่ายอยา่ งไรบา้ ง แนวค่าตอบ คาตอบมีได้หลากหลายตามแนวทางท่ีนักเรียนสืบค้นและวิเคราะห์มา เช่น การเลือกรับประทาน อาหารท่ีเหมาะสม หลีกเล่ียงการรับประทานอาหารท่ีมีรสเค็มจัด ไม่กลันปัสสาวะเป็นเวลานาน ดื่มนาสะอาด ให้เพยี งพอตอ่ ความต้องการของร่างกาย ไม่สูบบุหรห่ี รอื ใช้สารเสพติด ออกกาลังกายอย่างสมา่ เสมอ 3. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ ่าอยา่ งไร แนวค่าตอบ สาเหตุของโรคไตเกิดจากการรับประทานอาหารท่ีมีเกลือแร่ในปริมาณสูง หรืออาหารท่ีมีรสเค็มจัด การใชย้ าบางชนดิ ที่มีผลเสียต่อไต การเป็นโรคความดนั เลือดสงู โรคเบาหวานเรอ้ื รงั ดงั นนั้ วธิ ีลดปญั หาดงั กลา่ ว เกิดขึ้นได้จากการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการออกกาลังกาย รับประทานอาหารท่ีมีสารอาหารครบถ้วน ลดการรับประทานอาหารที่เค็มจัด ด่ืมน้าสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่สูบบุหร่ีหรือสาร เสพติด นอกจากน้ีการรณรงค์เพ่ือสร้างความตระหนักถึงอันตรายเกี่ยวกับโรคไตก็มีความสาคัญต่อ การแกป้ ัญหาทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพในระยะยาวอกี ดว้ ย สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
173 หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ คูม่ อื ครูรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ กนิจกั เกรรยี รนมจะเสไดรเ้ิมรียนรู้เเกรี่ยาวจกาับไคดว้มาามกสาแมคา่ไรหถนในการจาตวั เลข ซึ่งไมเ่ หมอื นกนั ในแต่ละคน จดุ ประสงค์ ทดสอบความจาระยะสน้ั เวลาทีใ่ ชใ้ น 50 นาที การทากิจกรรม วัสดุท่ใี ช้ตอ่ กล่มุ วสั ดแุ ละอุปกรณ์ รายการ 1. แผน่ กระดาษแข็ง ขนาด 9 x 9 cm จานวน 10 จานวน/กลมุ่ แผ่น แต่ละแผ่นเขียนตวั เลข 2 หลักทีไ่ ม่ซา้ กนั 10 แผน่ การเตรยี มตัว เตรยี มแผ่นกระดาษแขง็ ทเี่ ขียนตวั เลข 2 หลักไว้ใหเ้ พียงพอกบั จานวนกลุม่ ของนกั เรียนในชัน้ ล่วงหนา้ สาหรบั ครู ข้อเสนอแนะ -ไม่ม-ี ในการทากิจกรรม สื่อการเรียนรู/้ • หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 สสวท. แหลง่ เรยี นรู้ ตัวอยา่ งผลการทากิจกรรม ผลการทากิจกรรมขึ้นอยู่กับความสามารถในการจาของผู้ทดสอบ โดยบันทึกเป็นจานวนแผ่นป้ายที่จาได้ เช่น จาได้ 5 แผ่นปา้ ย สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยที่ 3 | รา่ งกายมนุษย์ 01174 คูม่ ือครรู ายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ กจิ กรรมที่ 3.8 ร่างกายจะมีปฏิกริ ยิ าอย่างไรเมือ่ ถูกเคาะบรเิ วณหวั เข่า นักเรียนจะไดเ้ รยี นรเู้ ก่ียวกบั การตอบสนองของรา่ งกายเม่ือถูกเคาะบรเิ วณหัวเขา่ จุดประสงค์ ทดสอบและอธบิ ายปฏกิ ริ ิยารีเฟล็กซ์ เวลาท่ใี ช้ใน 30 นาที การทากจิ กรรม วัสดุทีใ่ ชต้ ่อกลมุ่ วัสดแุ ละอุปกรณ์ รายการ 1. คอ้ นยางขนาดเลก็ จานวน/กลมุ่ 1 อนั การเตรียมตวั -ไมม่ -ี ลว่ งหน้าสาหรับครู ขอ้ เสนอแนะ -ไมม่ -ี ในการทากจิ กรรม สอ่ื การเรยี นรู้/ • หนังสอื เรียนรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดับมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 เลม่ 1 สสวท. แหลง่ เรียนรู้ ตัวอยา่ งผลการทากิจกรรม นักเรียนที่ถูกเคาะบรเิ วณใตห้ ัวเขา่ จะกระตุกขาขึ้น สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
175 หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนุษย์ ค่มู ือครรู ายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ เฉลยคาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. เม่ือใช้คอ้ นยางเคาะใตห้ วั เข่าเบา ๆ จะเกดิ อะไรข้ึน แนวค่าตอบ นกั เรียนที่ถูกเคาะใต้หวั เขา่ จะกระตุกขาขนึ 2. การตอบสนองทเี่ กดิ ข้ึนจากการเคาะคอ้ นยางที่ใต้หวั เขา่ นักเรียนมีการคดิ กอ่ นที่จะตอบสนองหรอื ไม่ แนวค่าตอบ การตอบสนองเกดิ ขนึ อยา่ งทนั ทีทนั ใด ไมม่ ีการคดิ ล่วงหน้ามากอ่ น 3. จากกจิ กรรมสรุปได้วา่ อย่างไร แนวค่าตอบ ร่างกายมีตอบสนองอย่างทันทีทันใดต่อส่ิงเร้าท่ีมากระตุ้น การตอบสนองนีเกิดขึนอย่างอัตโนมัติ และไมม่ กี ารคิดลว่ งหน้ามากอ่ น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยที่ 3 | รา่ งกายมนุษย์ 01176 คู่มอื ครรู ายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ กิจกรรมท่ี 3.9 นกั เรียนตอบสนองไดด้ แี คไ่ หน นักเรยี นจะไดเ้ รยี นรเู้ กย่ี วกับความสามารถในการตอบสนองของแตล่ ะคน จุดประสงค์ ทดสอบและอธิบายความสามารถในการตอบสนอง เวลาทใ่ี ชใ้ น 30 นาที การทากิจกรรม วสั ดทุ ่ีใช้ตอ่ กลุ่ม วัสดุและอุปกรณ์ รายการ 1. เหรียญบาท จานวน/กลมุ่ 1 เหรยี ญ การเตรียมตวั -ไม่ม-ี ลว่ งหน้าสาหรบั ครู ข้อเสนอแนะ -ไม่ม-ี ในการทากจิ กรรม สอ่ื การเรียนร้/ู • หนังสือเรียนรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดบั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 เล่ม 1 สสวท. แหล่งเรยี นรู้ ตัวอยา่ งผลการทากิจกรรม ผลการทากจิ กรรมข้นึ อยกู่ ับความสามารถในหลบเหรยี ญของแตล่ ะคน เชน่ หลบเหรียญได้ 5 ครัง้ สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
177 หนว่ ยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ คู่มอื ครรู ายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 1. นกั เรยี นหลบเหรียญไดก้ ค่ี รง้ั แตกตา่ งจากเพอื่ นหรือไม่ อยา่ งไร แนวคา่ ตอบ คาตอบขนึ อยู่กับความสามารถในการหลบหลีกของแต่ละคน เชน่ หลบเหรยี ญได้ 5 ครงั 2. ความสามารถในการหลบเหรยี ญได้ขึน้ อยกู่ ับอะไร แนวค่าตอบ ขึนอยู่กับความสามารถในการรับรู้ของตา และประสิทธิภาพในการทางานร่วมกันระหว่าง กล้ามเนือกบั ระบบประสาท 3. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ ่าอย่างไร แนวค่าตอบ ความสามารถในการตอบสนองของแต่ละคนจะแตกต่างกัน ขึนอยู่กับความสามารถในการรับรู้ ของอวยั วะรับความรู้สกึ เชน่ ตา และประสิทธภิ าพในการทางานร่วมกนั ระหว่างกล้ามเนือกับระบบประสาท สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยท่ี 3 | ร่างกายมนษุ ย์ 01178 คู่มือครูรายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมท่ี 3.10 การเปลีย่ นแปลงของรา่ งกายเมอ่ื เขา้ สวู่ ยั หนุ่มสาวเป็นอย่างไร นักเรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยเปรียบเทียบการเปล่ียนแปลง ของรา่ งกายในปจั จบุ นั กบั ชว่ ง 3 ปีทแ่ี ล้ว จุดประสงค์ 1. สารวจและอธิบายการเปลย่ี นแปลงของรา่ งกายเมื่อเขา้ สู่วัยหนมุ่ สาว 2. สืบค้น อภิปราย และเสนอแนะแนวทางการดูแลรักษาร่างกายของตนเองในช่วงที่มีการ เปล่ยี นแปลงของร่างกาย เวลาที่ใช้ใน 1 ชว่ั โมง การทากิจกรรม วัสดแุ ละอุปกรณ์ วัสดุและอุปกรณ์ท่ใี ช้ต่อกลุม่ จานวน/กลุ่ม รายการ 2 แผ่น - 1. แบบประเมินการเปลย่ี นแปลงของ 1 ชดุ การเตรียมตัว รา่ งกายของเพศชายและเพศหญงิ ล่วงหนา้ สาหรบั ครู 2. คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ตโฟน หรอื อุปกรณ์ท่สี ามารถเชื่อมตอ่ อนิ เทอรเ์ น็ต -ไมม่ -ี ข้อเสนอแนะ ในกรณีท่ีเป็นโรงเรียนชายล้วนหรือหญิงล้วน ครูควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ ในการทากิจกรรม ร่างกายของเพศชายหรือเพศหญิงเบื้องต้น หรือให้นักเรียนมีโอกาสสืบค้นการเปลี่ยนแปลงของ เพศตรงข้าม เน่ืองจากนกั เรียนจะไม่สามารถอภิปรายขอ้ มูลจากตนเองได้ สือ่ การเรียนร/ู้ • หนงั สือเรียนรายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ระดับมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 เลม่ 1 สสวท. แหล่งเรยี นรู้ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
179 หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ คู่มอื ครูรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์ ตัวอยา่ งผลการทากจิ กรรม นักเรียนสังเกตและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของตนเองย้อนหลัง 3 ปี และบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง ดงั กล่าวลงในแบบประเมนิ การเปลยี่ นแปลงของร่างกายของเพศชายหรอื เพศหญงิ โดยแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน ตัวอยา่ งการบันทกึ ผลของนักเรยี นชาย ลาดับ การเปลยี่ นแปลงของร่างกายเพศชาย มี 1. ผิวหน้ามัน ✓ 2. มีสิว ✓ 3. เสยี งแตก ✓ 4. มีหนวดเครา ✓ 5. มขี นขน้ึ บรเิ วณรกั แร้ ✓ 6. มขี นขึน้ บรเิ วณอวัยวะเพศ ✓ 7. เหง่อื ออกมาก มีกล่ินตัว ✓ 8. สะโพกผาย 9. ไหล่ผาย ✓ 10. มนี ้าอสุจิ ✓ ตวั อย่างการบนั ทึกผลของนักเรยี นหญิง ลาดบั การเปล่ยี นแปลงของรา่ งกายเพศหญงิ มี 1. ผวิ หน้ามนั ✓ 2. มสี ิว 3. เสียงแหลมเลก็ ✓ 4. สะโพกผาย ✓ 5. เตา้ นมขยาย ✓ 6. มหี นวดเครา 7. มขี นขน้ึ บรเิ วณรกั แร้ ✓ 8. มีขนขึ้นบรเิ วณอวัยวะเพศ ✓ 9. มปี ระจาเดือน สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ 01180 คู่มอื ครรู ายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 1. รา่ งกายของนกั เรียนเกิดการเปลย่ี นแปลงอยา่ งไรบา้ ง แนวคา่ ตอบ คาตอบเป็นไปตามผลการสังเกตของนักเรยี น ซึ่งแต่ละบคุ คลอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันขึนอยู่ กบั หลายปจั จยั เชน่ การรับประทานอาหาร การออกกาลังกาย 2. การเปลย่ี นแปลงของรา่ งกายของเพศชายและเพศหญิงเหมอื นหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร แนวคา่ ตอบ เม่ือเขา้ สวู่ ยั หน่มุ สาว แตล่ ะเพศจะเกิดการเปล่ียนแปลงของร่างกายท่สี ามารถสังเกตได้ เพศชายมี การเปลย่ี นแปลง เช่น ผวิ หน้ามนั มีสวิ เสียงแตกหา้ ว มีหนวด เครา ขนรักแร้ และขนบริเวณอวัยวะเพศ มีไหล่ ผาย เหง่ือออกมาก มีกล่ินตัว มีการสร้างอสุจิและหล่ังนาอสุจิ ส่วนเพศหญิงมีการเปล่ียนแปลง เช่น ผิวมัน เสียงแหลมเลก็ มขี นรักแร้และขนบริเวณอวัยวะเพศ เตา้ นมขยายใหญข่ ึน สะโพกผายและมปี ระจาเดือน 3. นักเรยี นมแี นวทางในการดูแลรา่ งกายตนเองในช่วงท่มี ีการเปล่ยี นแปลงอย่างไรบ้าง แนวค่าตอบ นักเรียนสามารตอบได้หลายแนวทาง เช่น เตรียมพร้อมด้วยการยอมรับการเปล่ียนแปลง รักษา ความสะอาดของร่างกายและทากิจกรรมเพื่อลดความเครียดและเบย่ี งเบนความสนใจ เชน่ ออกกาลังกาย เลน่ ดนตรี ทางานอดิเรก 4. จากกิจกรรมสรุปไดว้ ่าอย่างไร แนวค่าตอบ เมือ่ เขา้ สวู่ ัยหนุ่มสาว แตล่ ะเพศจะเกิดการเปล่ยี นแปลงของร่างกายท่ีสามารถสังเกตได้ เป็นผลมา จากฮอร์โมนเพศท่ีร่างกายสร้างขึน ซึ่งเป็นเรื่องท่ีเกิดขึนได้ตามธรรมชาติ ดังนันเราควรมีแนวทางในการ เตรยี มพรอ้ มเพอ่ื รับกบั ความเปล่ยี นแปลงทเี่ กิดขึน สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
181 หนว่ ยท่ี 3 | รา่ งกายมนุษย์ คมู่ ือครูรายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมที่ 3.11 เลือกวิธกี ารคุมกาเนิดอยา่ งไรให้เหมาะสม นกั เรยี นจะไดเ้ รียนรเู้ กีย่ วกับการเลอื กวธิ ีการคุมกาเนดิ ที่เหมาะสมจากสถานการณ์ที่กาหนด จุดประสงค์ วิเคราะหส์ ถานการณ์และเลือกวิธีการคุมกาเนดิ ทีเ่ หมาะสมกบั สถานการณ์ เวลาทใี่ ชใ้ น 30 นาที การทากิจกรรม วัสดุและอุปกรณ์ อปุ กรณ์ทีใ่ ชต้ ่อกลุ่ม รายการ จานวน/กลมุ่ 1. คอมพิวเตอร์ แท็บเลต็ สมาร์ตโฟน หรือ 1 ชดุ อปุ กรณ์ท่ีสามารถเช่ือมต่ออนิ เทอร์เน็ต การเตรียมตัว -ไม่ม-ี ลว่ งหน้าสาหรับครู ข้อเสนอแนะ -ไม่ม-ี ในการทากจิ กรรม ส่ือการเรียนรู้/ • หนังสือเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดับมธั ยมศึกษาปีที่ 2 เลม่ 1 สสวท. แหลง่ เรยี นรู้ สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยที่ 3 | ร่างกายมนษุ ย์ 01182 คมู่ อื ครูรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างผลการทากจิ กรรม สถานการณท์ ี่ 1 คู่สามีภรรยาคู่น้ี ภรรยาสามารถใช้ยาคุมกาเนิด ยาฝังคุมกาเนิด ส่วนสามีอาจใช้ถุงยางอนามัยในการ คุมกาเนิด ข้อดีของการคุมกาเนิดแบบน้ี คือ เม่ือหยุดการคุมกาเนิดก็สามารถมีบุตรได้ และในกรณีท่ีใช้ถุงยาง อนามัยในการคุมกาเนิด ข้อดีคือมีประสิทธิภาพในการคุมกาเนิดสูงถ้าปฏิบัติถูกต้อง และไม่มีผลข้างเคียง ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ข้อจากัดคืออาจเกิดอาการแพ้ ลื่นหลุด หรือฉีกขาดถ้าฉีกซองถุงยางโดยไม่ ระมัดระวงั สว่ นการคมุ กาเนิดโดยการใชย้ าคุมกาเนิด ขอ้ ดคี อื เหมาะกับผทู้ ่ีไมช่ อบการคุมกาเนิดโดยวิธีสวมถุงยาง อนามัยหรือฝังยาภายในร่างกาย ข้อจากัดคือจะต้องรับประทานยาในช่วงเวลาที่กาหนดไว้อย่างสม่าเสมอ การ คุมกาเนิดจงึ จะมปี ระสทิ ธภิ าพ สถานการณ์ท่ี 2 คู่สามภี รรยาคู่นี้มบี ุตรครบถ้วนตามความต้องการและไม่อยากมบี ุตรเพ่ิม สามารถเลือกวธิ ีการทาหมนั ถาวร ซ่ึงสามารถเลือกให้สามีทาหมันถาวร หรือภรรยาทาหมันถาวร หรือทาหมันทั้งคู่ ข้อดีของการทาหมันถาวร คือ การคมุ กาเนิดมปี ระสิทธิภาพสูงทสี่ ุด ไดผ้ ลดเี กือบ 100% ขอ้ จากดั คือผู้หญงิ จะมแี ผลเปน็ ทีห่ นา้ ท้อง สถานการณ์ที่ 3 สามีภรรยาคู่น้ีไม่ควรมีบุตร เน่ืองจากบุตรมีโอกาสได้รับความผิดปกติทางพันธุกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสามีภรรยาคนู่ ตี้ ้องการมบี ุตร อาจปรกึ ษาแพทยเ์ ป็นการเฉพาะ เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. การเลอื กวิธีคุมก่าเนดิ ต้องค่านงึ ถงึ ส่งิ ใดบา้ ง เพราะเหตุใด แนวค่าตอบ การเลือกใช้วิธคี ุมกาเนิดแตล่ ะวิธขี ึนอยู่กบั ความเหมาะสมและปัจจัยหลาย ๆ ดา้ น ซงึ่ แต่ละปัจจัย สามารถเลือกคุมกาเนดิ ได้แตกต่างกนั ถ้าในกรณีท่ีไม่ต้องการมบี ตุ รเพิ่มหรอื มปี ัญหาเกย่ี วกบั โรคทางพันธุกรรม กอ็ าจจะเลอื กการทาหมนั หากยังไมพ่ ร้อมมบี ุตรอาจเลือกการคมุ กาเนิดแบบชว่ั คราว เชน่ ใช้ยาคมุ กาเนิด การ ใชถ้ งุ ยางอนามยั 2. จากกิจกรรมสรปุ ได้วา่ อยา่ งไร แนวค่าตอบ การคุมกาเนดิ เป็นวธิ ปี อ้ งกนั การตงั้ ครรภ์ ซึ่งมอี ยหู่ ลายวธิ ี แตล่ ะวิธมี ีข้อดแี ละข้อจากัดแตกต่างกัน ไป การเลอื กใชว้ ิธกี ารคุมกาเนิดวิธใี ดนั้นข้ึนอยู่กบั เหตุผลและความเหมาะสมในหลาย ๆ ดา้ น ไมว่ า่ จะเป็นด้าน ความพร้อมในการมีบตุ ร สุขภาพ หรอื โรคประจาตวั เป็นต้น สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
183 หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ คูม่ อื ครรู ายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ กิจกรรมที่ 3.12 การตัง้ ครรภก์ อ่ นวัยอันควรส่งผลกระทบอยา่ งไรบา้ ง นักเรยี นจะได้เรียนรูเ้ กี่ยวกบั ปัญหาและผลกระทบของการต้งั ครรภ์กอ่ นวัยอนั ควร โดยสบื คน้ และวเิ คราะห์ข้อมูลท่ี เกีย่ วข้อง และนาเสนอแนวทางในการปอ้ งกนั ปญั หาการต้งั ครรภก์ ่อนวยั อันควร จุดประสงค์ วิเคราะหส์ ถานการณ์และเสนอแนวทางป้องกนั การตงั้ ครรภก์ อ่ นวัยอันควร เวลาทใ่ี ช้ใน 50 นาที การทากิจกรรม วัสดแุ ละอุปกรณ์ อุปกรณ์ท่ใี ช้ต่อกล่มุ รายการ จานวน/กลมุ่ 1. คอมพวิ เตอร์ แท็บเลต็ สมาร์ตโฟน หรอื 1 ชดุ อุปกรณ์ทีส่ ามารถเชอ่ื มต่ออนิ เทอรเ์ นต็ การเตรยี มตวั -ไมม่ -ี ล่วงหน้าสาหรับครู ข้อเสนอแนะ -ไม่ม-ี ในการทากิจกรรม สือ่ การเรยี นรู/้ • หนังสอื เรียนรายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์ ระดบั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 เลม่ 1 สสวท. แหล่งเรยี นรู้ สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ 01184 คมู่ อื ครูรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ ตวั อย่างผลการทากิจกรรม นักเรยี นนาเสนอข้อมูลเกยี่ วกับปญั หาและผลกระทบของการต้ังครรภ์กอ่ นวยั อนั ควร และนาเสนอ แนวทางในการป้องกนั ปญั หาการตง้ั ครรภก์ ่อนวัยอนั ควรในรปู แบบสื่อต่าง ๆ เช่น • แผ่นพับรณรงค์การป้องกนั การต้ังครรภ์กอ่ นวยั อันควร • โปสเตอร์แสดงผลเสียของการตัง้ ครรภ์กอ่ นวัยอันควร เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. การตงั้ ครรภ์ก่อนวยั อนั ควรส่งผลกระทบอยา่ งไรบ้าง แนวค่าตอบ การตังครรภ์ก่อนวัยอันควรส่งผลกระทบต่อตนเอง เช่น เสียการเรียน เสียโอกาสในการทางาน หรือ อาจจะมีผลต่อสุขภาพจิต นอกจากนียังส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น เกิดปัญหาในครอบครวั เกดิ การหยา่ ร้างและเป็น ภาระแกร่ ัฐในการสงเคราะห์เด็กทารกที่เกิดจากความไม่พร้อมของพ่อแม่ 2. นกั เรยี นมแี นวทางการป้องกันปญั หาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอนั ควรได้อยา่ งไร แนวค่าตอบ วธิ ปี ้องกันทดี่ ีท่สี ุด คอื ไมค่ วรมเี พศสัมพันธใ์ นชว่ งวัยเรยี น นอกจากนีการคุมกาเนดิ อย่างถูกต้อง และเหมาะสมจะช่วยลดปัญหาการตงั ครรภก์ ่อนวัยอนั ควรได้อีกทางหนึ่งดว้ ย 3. จากกิจกรรมสรุปไดว้ ่าอยา่ งไร แนวค่าตอบ การตังครรภ์ก่อนวัยอันควรส่งผลกระทบทังต่อตนเองและสังคมรอบข้าง วิธีการป้องกันท่ีดีที่สุด คือไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน และการคุมกาเนิดอย่างถูกต้องและเหมาะสมเป็นอีกวิธีท่ีช่วยลดปัญหาการ ตงั ครรภ์ก่อนวัยอันควรได้อีกทางหน่ึง วยั เดก็ เข้าส่วู ัยหนมุ่ สาวจะเกิดการเปลย่ี นแปลงทังทางร่างกายและจิตใจ ซ่ึงเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทาให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตจนสามารถมีบุตรได้ อยา่ งไรก็ตามการทคี่ ู่ชายหญิงจะมีบตุ รควรมีความพร้อมในหลาย ๆ ดา้ น เพอื่ ให้บตุ รมีคณุ ภาพชวี ิตท่ีดี ถ้ายงั ไม่ พร้อมทีจ่ ะมบี ุตรก็ควรวางแผนครอบครวั และเลอื กใชว้ ิธีการคุมกาเนดิ แบบต่าง ๆ ใหเ้ หมาะสม สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
185 หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ คู่มือครรู ายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ กจิ กรรมทา้ ยบท ระบบของรา่ งกายมนษุ ย์กบั สถานีอวกาศเหมอื นหรอื แตกต่างกนั อย่างไร นักเรียนจะได้ประยุกต์ใช้ความรู้เก่ียวกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเปรียบเทียบกบั การทางานของระบบตา่ ง ๆ ในสถานอี วกาศ เพ่อื ใหต้ ระหนกั ถงึ ความสาคญั และการทางานร่วมกนั ของระบบอวยั วะของร่างกายมนษุ ย์ จุดประสงค์ วเิ คราะห์ระบบของสถานีอวกาศและเปรียบเทียบกบั ระบบอวัยวะของร่างกายมนษุ ย์ เวลาที่ใชใ้ น 1 ช่ัวโมง การทากิจกรรม วัสดุและอุปกรณ์ วสั ดทุ ใี่ ชต้ อ่ กลมุ่ รายการ จานวน/กลมุ่ 1. กระดาษปร๊ฟู 2 แผ่น 2. ปากกาเคมี คละสี 3 ดา้ ม การเตรียมตวั -ไม่ม-ี ล่วงหนา้ สาหรบั ครู ขอ้ เสนอแนะ -ไม่ม-ี ในการทากจิ กรรม ส่อื การเรียนร้/ู • หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาปที ี่ 2 เลม่ 1 สสวท. แหลง่ เรยี นรู้ • เวบ็ ไซต์ข้อมลู เกยี่ วกบั สถานีอวกาศ เช่น NASA: (https://www.nasa.gov) หรือ ESA: European Space Agency (http://www.esa.int/ESA) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ 01186 คู่มือครรู ายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ ตัวอยา่ งผลการทากิจกรรม นักเรียนนาเสนอข้อมูลเกยี่ วกับระบบตา่ ง ๆ ของสถานีอวกาศเปรยี บเทียบกับระบบตา่ ง ๆ ในรา่ งกายมนุษย์ โดยนาเสนอในรูปแบบส่อื ต่าง ๆ เชน่ โปสเตอร์ ดังตวั อยา่ ง เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. เพราะเหตุใดทง้ั สถานอี วกาศและรา่ งกายของมนษุ ยจ์ งึ มีระบบหลาย ๆ ระบบในการทาหน้าท่ีตา่ ง ๆ แนวคาตอบ สถานีอวกาศและร่างกายของมนุษย์จาเป็นต้องมีระบบหลายระบบ เพราะแต่ละระบบมี ความสาคัญและมีหน้าที่ต่างกันไป การทางานของแต่ละระบบต้องประสานสัมพันธ์กัน เพื่อให้การดาเนิน กิจกรรมในสถานีอวกาศและในร่างกายมนษุ ย์เปน็ ไปอย่างปกติ 2. ถา้ ระบบใดระบบหนึ่งทางานผิดปกติจะส่งผลตอ่ การทางานของสถานีอวกาศและรา่ งกายของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร แนวคาตอบ เนือ่ งจากท้ังสถานีอวกาศและรา่ งกายมนุษย์มีระบบต่าง ๆ ทท่ี างานสัมพนั ธ์กัน ดงั นน้ั ถ้าระบบใด ระบบหนึ่งทางานผิดปกติ อาจส่งผลเสียแก่ระบบอ่ืน ๆ เช่น หากระบบผลิตพลังงานของสถานีอวกาศเสียหาย จะส่งผลต่อระบบอ่ืน ๆ ทาให้ระบบเหล่านั้นไม่มีพลังงานไปใช้และไม่สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ ในทานอง เดียวกันถ้าระบบประสาทของมนุษย์ เช่น สมองบางส่วนได้รับการกระทบกระเทือนหรือถูกทาลายไป จะมีผล ตอ่ การทางานของระบบอน่ื ๆ ที่สมองสว่ นนัน้ ควบคุม สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
187 หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ คมู่ อื ครูรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 3. จากกิจกรรมสรปุ ได้วา่ อยา่ งไร แนวคาตอบ สถานีอวกาศและร่างกายมนุษย์มีระบบหลายระบบ ซึ่งทาหน้าท่ีต่าง ๆ ถ้าเปรียบเทียบสถานี อวกาศกับร่างกายของมนุษย์ ระบบในสถานีอวกาศกับระบบในร่างกายมนุษย์ต่างทาหน้าที่คล้ายกัน เช่น ระบบกาจดั คารบ์ อนไดออกไซดใ์ นสถานีอวกาศ เปรียบไดก้ บั การกาจัดแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดใ์ นระบบหายใจ ของมนุษย์ ระบบกาจัดปัสสาวะในสถานีอวกาศ เปรียบได้กับระบบขับถ่าย ระบบคอมพิวเตอร์ในสถานีอวกาศ เปรยี บไดก้ ับระบบประสาท ซง่ึ ทาหน้าทีค่ วบคุมการทางานของระบบอน่ื ๆ ใหท้ างานประสานสัมพันธ์กนั สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยท่ี 3 | ร่างกายมนษุ ย์ 01188 คู่มือครูรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ เฉลยแบบฝึกหัดท้ายบท 1. ให้นักเรียนเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ด เลือด โดยใช้แผนภาพต่อไปนี้ ส่วนที่เหมือนกันให้เขียนไว้ในส่วนที่วงกลมซ้อนทับกัน ส่วนที่แตกต่างกันให้เขียน ลงในวงกลมในส่วนทไ่ี มท่ บั ซอ้ น ** แนวคาตอบ เซลล์เม็ดเลอื ดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว • ไมม่ ีนิวเคลยี ส • เป็นส่วนประกอบ • มีนิวเคลียส • ลาเลยี งแก๊สออกซิเจน ของเลือด • ทาลายเชือโรคและ • ประกอบดว้ ยเฮโมโกลบิน • รูปรา่ งกลม แบน • สร้างในไขกระดกู สิ่งแปลกปลอม • อยใู่ นเลอื ด • สร้างแอนติบอดี ตรงกลางเว้า • เป็นชนิ สว่ นของเซลล์ • ชว่ ยให้เลือดแขง็ ตวั เกล็ดเลือด สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
189 หนว่ ยที่ 3 | รา่ งกายมนุษย์ คู่มือครูรายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์ 2. ให้นักเรียนเขียนลูกศรลงบนแผนภาพเพ่ือแสดงทิศทางการไหลของเลือดภายในหลอดเลือดอาร์เทอรีและ หลอดเลือดเวน โดยใช้ปากกาสีแดง (หรือขีดเส้นทึบ) และสีน้าเงิน (หรือขีดเส้นประ) แทนเลือดในหลอดเลือด อาร์เทอรีและหลอดเลือดเวน ดังน้ี ** • สีแดง (หรือขดี เสน้ ทบึ ) หมายถึง เลือดท่ีมีปริมาณแกส๊ ออกซิเจนสูงและแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดต์ ่า • สีนา้ เงนิ (หรือขดี เส้นประ) หมายถึง เลือดท่ีมีปรมิ าณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สงู และแก๊สออกซเิ จนต่า แนวคาตอบ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หน่วยท่ี 3 | ร่างกายมนษุ ย์ 01190 คมู่ อื ครรู ายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ 3. หวั ใจมนษุ ยม์ ี 4 ห้อง กลา้ มเน้ือหวั ใจห้องลา่ งจะหนากว่ากลา้ มเนอื้ หวั ใจห้องบน และกล้ามเนอ้ื หวั ใจห้องล่างซ้าย จะหนากว่าห้องล่างขวา การท่ีกล้ามเน้ือหัวใจห้องล่างซ้ายมีผนังหนากว่าห้องอื่น ๆ มีส่วนช่วยในการทาหน้าที่ ของหัวใจอยา่ งไร ** แนวคาตอบ หัวใจห้องล่างซ้ายมีหน้าท่ีสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ท่ัวร่างกาย จึงต้องมีผนังกล้ามเน้ือหัวใจที่หนา และแข็งแรงพอที่จะสบู ฉีดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายได้ 4. จากภาพ ลูกศร A B C และ D หมายถึงอะไร * แนวคาตอบ A หมายถงึ แก๊สออกซิเจน B หมายถงึ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ C หมายถงึ แก๊สออกซเิ จน D หมายถงึ แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
191 หนว่ ยที่ 3 | รา่ งกายมนุษย์ คมู่ ือครรู ายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ 5. จงเรียงลาดับกลไกการหายใจเขา้ และหายใจออก โดยเขยี นตัวอักษรหน้าขอ้ ความท่ีกาหนดไว้ลงในแผนผงั * A. ปรมิ าตรของช่องอกเพิ่มขึ้น B. แกส๊ ออกซิเจนแพรเ่ ข้าสู่เลือด แกส๊ คาร์บอนไดออกไซดแ์ พร่เขา้ สู่ถุงลม C. อากาศเคลื่อนเข้าสู่ถุงลม D. อากาศเคลื่อนจากหลอดลมฝอยไปยงั หลอดลมและท่อลม ตามลาดบั E. ปรมิ าตรของช่องอกลดลง F. อากาศเคลอื่ นทีเ่ ข้าส่จู มกู ไปยงั ท่อลม หลอดลม และหลอดลมฝอยตามลาดบั G. อากาศเคล่อื นออกจากถงุ ลม H. อากาศเคลอื่ นออกจากจมกู แนวคาตอบ A. E. F. G. C. D. B. H. 6. เพราะเหตใุ ดขณะออกกาลังกาย อตั ราการหายใจจึงเพิ่มขึน้ * แนวคาตอบ เพราะขณะออกกาลังกาย กล้ามเน้ือบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายจะทางานมากขึ้น ความต้องการแก๊ส ออกซิเจนของเซลล์กล้ามเน้ือจึงสูงขึ้น ปอดต้องทางานหนักขึ้นเพ่ือนาแก๊สออกซิเจนไปยังเซลล์และนาแก๊ส คาร์บอนไดออกไซดจ์ ากเซลล์ออกสู่ภายนอก จึงมีผลทาใหอ้ ัตราการหายใจเพิ่มข้ึน 7. การขบั ถ่ายของเสยี มีความสาคัญตอ่ รา่ งกายอยา่ งไร * แนวคาตอบ ภายในเซลล์มีการสลายสารอาหารทาให้เกิดของเสีย เช่น แอมโมเนีย ยูเรีย และกรดยูริก ซึ่งของเสีย เหล่านี้หากสะสมในปริมาณมากจะเป็นพิษต่อเซลล์ และทาให้เกิดการทางานของร่างกายผิดปกติไป จึงต้องมีการ ขบั ถา่ ยของเสยี เหลา่ นอี้ อกไป สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ 01192 คูม่ ือครรู ายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ 8. เพราะเหตุใดแพทย์จึงสามารถตรวจสอบภาวะโรคหรือความผิดปกติของรา่ งกายเบอ้ื งต้นไดด้ ้วยการตรวจปสั สาวะ * แนวคาตอบ เพราะไตทาหน้าที่กรองของเสียต่าง ๆ ในร่างกาย กรณีที่ไตทางานผิดปกติ การกรองและการดูดกลับ สารต่าง ๆ อาจบกพร่อง ทาให้มีส่ิงต่าง ๆ ปนอยู่ในปัสสาวะ เช่น โปรตีนบางชนิด กลูโคส เซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น แพทยจ์ ึงสามารถตรวจวินจิ ฉัยเบื้องตน้ เกย่ี วกับการทางานของไต เพื่อหาความผิดปกติหรือโรคบางอย่างในรา่ งกายได้ เชน่ โรคเบาหวาน 9. เหตุใดคนทถ่ี กู ตบี รเิ วณทา้ ยทอยแรง ๆ จงึ อาจถงึ ตายได้ * แนวคาตอบ เพราะส่วนก้านสมอง (brain stem) อยู่บริเวณท้ายทอย ซ่ึงทาหน้าท่ีควบคุมการหายใจ หากได้รับการ กระทบกระเทือนอย่างแรง อาจมผี ลตอ่ การหายใจ ทาใหเ้ ป็นอันตรายถึงแก่ชวี ติ ได้ 10. จากแผนภาพระบบสบื พันธเุ์ พศหญงิ ของมนษุ ย์ กาหนดให้ A-D แสดงตาแหนง่ ของอวัยวะในระบบสบื พนั ธ์เุ พศหญิง จงเติมตัวอกั ษรหรอื ข้อความลงในช่องวา่ ง * 10.1 เซลล์ไข่จากรังไขจ่ ะตกเข้าสู่บริเวณ B 10.2 บริเวณที่มีการฝังตัวของเอ็มบริโอ คือ D 10.3 บรเิ วณท่ีมกี ารสร้างเซลลไ์ ข่คอื A ตาแหนง่ น้ีเรยี กว่า รังไข่ นอกจากผลิตเซลล์ไขแ่ ลว้ ตาแหนง่ นีย้ ังทาหนา้ ท่ี ผลิตฮอรโ์ มนเพศหญงิ 10.4 ในการคุมกาเนิดโดยการทาหมนั แพทยจ์ ะผา่ ตดั บรเิ วณตาแหน่ง C มวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือป้องกนั ไม่ใหเ้ ซลล์ไขเ่ คล่ือนไปตามท่อนาไข่ อสุจจิ ึงไม่สามารถผสมกับไข่ได้ ตาแหน่งนี้เรยี กว่า ท่อนาไข่ สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
193 หน่วยท่ี 3 | รา่ งกายมนษุ ย์ คู่มอื ครรู ายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ 11.จากแผนภาพระบบสืบพนั ธเ์ุ พศชายของมนษุ ย์ กาหนดให้ A-D แสดงตาแหนง่ ของอวัยวะในระบบสบื พันธุ์เพศชาย จงเตมิ ตัวอักษรหรอื ข้อความลงในช่องวา่ ง * 11.1 อสจุ ิสร้างข้นึ ที่ตาแหน่ง A ตาแหนง่ นี้เรียกวา่ อณั ฑะ 11.2 ในการทาหมันชาย แพทย์จะผ่าตดั โดยการผกู และตัดทีต่ าแหน่ง B มีวตั ถุประสงค์เพอ่ื ป้องกันไม่ใหเ้ อสุจทิ ี่ผลิตจากอัณฑะเคล่อื นออกไปผสมกับไข่ได้ ตาแหนง่ น้เี รยี กวา่ หลอดนาอสุจิ 11.3 ถ้าอวัยวะ A ถูกทาลายไป รา่ งกายจะไมส่ ามารถสรา้ งสิ่งใด อสจุ ิและฮอรโ์ มนเพศชาย 12. ให้นักเรียนเขียนคาตอบลงในช่องว่างในตาราง * วธิ กี ารคมุ กาเนดิ การปฏบิ ัติ/การป้องกัน 12.1 การคมุ กาเนดิ โดยวิธธี รรมชาติ หลกี เลย่ี งการมีเพศสัมพนั ธใ์ นชว่ งเวลาทีไ่ ขต่ กใน เพศหญิง 12.2 การคมุ กาเนิดโดยใชส้ ารเคมี (ยาคุมกาเนิด) รบั ประทานยาทมี่ สี ว่ นประกอบของฮอร์โมนทีย่ บั ยง้ั ไม่ให้ไข่ตก 12.3 การคมุ กาเนดิ โดยใชอ้ ุปกรณ์ 12.3.1 การใส่หว่ ง ปอ้ งกันการฝงั ตัวของเอ็มบริโอทีผ่ นังมดลูก 12.3.2 การใช้ถุงยางอนามยั ปอ้ งกันไมใ่ ห้อสจุ ิเขา้ ไปในช่องคลอด 12.4 การผา่ ตดั ทาหมัน ใชก้ ารผา่ ตดั ทาไดท้ ั้งเพศชายและเพศหญิง สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยท่ี 3 | ร่างกายมนุษย์ 01194 คูม่ ือครูรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ เฉลยแบบฝกึ หัดท้ายหน่วย 1. เลือดในหลอดเลอื ดใดมปี รมิ าณออกซเิ จนสูงทีส่ ดุ * ก. อาร์เทอรีท่ีมาจากปอดเขา้ ส่หู ัวใจห้องบนซ้าย ข. อารเ์ ทอรีจากหัวใจหอ้ งล่างขวาไปปอด ค. เวนที่เข้าสหู่ วั ใจหอ้ งบนขวา ง. เอออรต์ าสง่ เลอื ดไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย เฉลย ง. เพราะเอออร์ตาเป็นหลอดเลอื ดท่นี าเลือดออกจากหัวใจซึง่ เปน็ เลือดท่ีมาจากปอดจงึ เปน็ เลือดที่มีปริมาณ แกส๊ ออกซิเจนสูง 2. จากแผนภาพการหมนุ เวียนเลือดในมนุษย์ ลกู ศรหมายเลขใดมปี ริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดส์ ูงและแกส๊ ออกซเิ จนตา่ * ก. 1 และ 2 ข. 2 และ 4 ค. 3 และ 4 ง. 1 และ 3 เฉลย ค. เพราะลูกศรหมายเลข 3 เปน็ เลือดที่รบั คาร์บอนไดออกไซด์มาจากเซลล์ตา่ ง ๆ ของรา่ งกายจึงเป็นเลือดท่ีมี ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูง(หรือมีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่า) ซึ่งจะเข้าสู่หัวใจและออกจากหัวใจไป ตามลกู ศรหมายเลข 4 เพือ่ ไปแลกเปลี่ยนแก๊สทีป่ อด 3. ในระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ เลอื ดจะเคลื่อนทโี่ ดยมที ิศทางจากอวัยวะใดไปยงั อวัยวะใด * ก. แขน -----> ปอด -----> หวั ใจ ข. แขน -----> หัวใจ -----> ปอด ค. แขน -----> ขา -----> หัวใจ ง. แขน -----> ไหล่ -----> ปอด เฉลย ข. เพราะเลือดจะเคลอ่ื นทจ่ี ากอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เชน่ แขน เข้าสู่หวั ใจแลว้ ออกจากหัวใจไป แลกเปลย่ี นแกส๊ ทป่ี อด สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
195 หน่วยที่ 3 | รา่ งกายมนุษย์ คมู่ ือครูรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ 4. นักเรียนคนหนึ่งนับจานวนคร้ังของชีพจรขณะน่ังน่ิง ๆ เป็นเวลา 1 นาที หลังจากนั้นเป่าลมหายใจออกยาว ๆ ทาง ปาก 1 คร้ัง ผ่านหลอดกาแฟลงสู่หลอดทดลองที่บรรจุสารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์ สังเกตการเปลี่ยนแปลง จากน้นั ทาซ้าวิธกี ารเดิมโดยเปลี่ยนเป็นว่ิงเป็นเวลา 5 นาทีแล้วเป่าลมหายใจทันที ได้ผลการทดลองดังตาราง กิจกรรม จานวนครงั้ ของชีพจร การเปลี่ยนแปลงของสารละลาย ในเวลา 1 นาที แคลเซยี มไฮดรอกไซด์ ขณะนั่งนิง่ ๆ 72 สารละลายขนุ่ หลังจากวงิ่ 120 สารละลายขนุ่ มาก 1. ปริมาณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์หลงั จากวงิ่ มปี ริมาณมากกว่าขณะนั่งน่ิง ๆ 2. การเปล่ยี นแปลงของสารละลายแคลเซยี มไฮดรอกไซดข์ ึ้นอยกู่ ับปริมาณแกส๊ ออกซิเจนที่หายใจเข้า 3. ในขณะว่งิ รา่ งกายต้องใชพ้ ลังงานมากกว่านง่ั นิง่ ๆ ทาใหจ้ านวนคร้ังของชีพจรสงู ข้นึ 4. ในขณะวง่ิ ร่างกายต้องการแกส๊ ออกซิเจนเพิ่มขึน้ สารละลายแคลเซยี มไฮดรอกไซด์จึงข่นุ มากกว่าขณะนั่งน่งิ ๆ หมายเหตุ สารละลายแคลเซยี มไฮดรอกไซด์ทาปฏกิ ิรยิ ากับแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ไดแ้ คลเซยี มคาร์บอเนตกับน้า ข้อความใดตอ่ ไปนี้ถกู ตอ้ ง * ก. 1 และ 2 ข. 3 และ 4 ค. 1 2 และ 3 ง. 1 3 และ 4 เฉลย ง. ข้อ 1 ถูกเพราะการเป่าลมหายใจลงในสารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์แล้วสารละลายขุ่น แสดงว่า เกิดปฏิกิริยาระหว่างสารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้สารแคลเซียม คาร์บอเนต ถ้าสารละลายขุ่นมากแสดงว่ามีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาก ดังนั้นปริมาณแก๊ส คารบ์ อนไดออกไซด์หลงั จากวงิ่ จงึ มปี ริมาณมากกวา่ ขณะนง่ั นิ่ง ๆ เพราะสารละลายข่นุ มากกว่า ข้อ 3 ถูกเพราะขณะวิ่งร่างกายต้องใช้พลังงานมาก หัวใจจึงเต้นเร็วเพ่ือสูบฉีดเลือดเพื่อนาสารอาหารและ ออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไปสร้างพลังงาน ขณะเดียวกันจะรับเลือดท่ีมีแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์จากสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายเข้าส่หู วั ใจ จึงเปน็ ผลใหช้ พี จรเตน้ เรว็ ขึ้น ข้อ 4 ถูก เพราะในการว่ิง ร่างกายต้องการแก๊สออกซิเจนเพื่อนาไปใช้ในการเผาผลาญสารอาหารในเซลล์ให้ เกิดพลงั งานมากกวา่ ขณะนัง่ น่ิง ๆ ขณะเดียวกนั จะเกิดแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ซ่งึ ร่างกายจะกาจัดออก โดยออกมากับลมหายใจออก ดังนน้ั เมอ่ื เป่าลมหายใจลงในสารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์ สารละลาย จึงข่นุ มากกว่าขณะน่งั น่ิง ๆ สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หน่วยท่ี 3 | ร่างกายมนุษย์ 01196 คู่มือครูรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์ 5. องค์ประกอบของอากาศประกอบด้วยแก๊สต่าง ๆ (ร้อยละโดยปริมาตร) มีสัดส่วนโดยประมาณ ดังนี้ แก๊ส ออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.04% ไนโตรเจน 78% และแก๊สอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ถ้านาอากาศจากลม หายใจออกของคนที่เพิ่งผ่านการออกกาลังกายมาวิเคราะห์แก๊สที่เป็นองค์ประกอบ นักเรียนคิดว่าน่าจะเป็นไป ตามสดั สว่ นใด * องค์ประกอบของแก๊ส (% โดยปรมิ าตร) ออกซิเจน คารบ์ อนไดออกไซด์ ไนโตรเจน ก. 19 2 78 ข. 17 0.3 82 ค. 14 7 78 ง. 12 5 82 เฉลย ค. เพราะอากาศท่ีหายใจเข้า จะมีปริมาณแก๊สออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% ไนโตรเจน 78% ส่วนในลมหายใจออก จะมีปริมาณแก๊สออกซิเจนน้อยกว่าลมหายใจเข้า ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มากกว่าลมหายใจเข้า ส่วนแก๊สไนโตรเจน จะมีปริมาณเท่าเดิม เน่ืองจากร่างกายนาแก๊สออกซิเจนจาก ภายนอกไปใชใ้ นกระบวนการหายใจ เป็นผลให้ได้แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมา จงึ ทาให้สัดส่วนของแก๊ส ท้ังสองในลมหายใจเข้าและออกเปลี่ยนแปลงไป ส่วนแก๊สไนโตรเจนไม่ได้ถูกนาไปใช้ในกระบวนการหายใจ จึงมสี ดั สว่ นเท่าเดมิ 6. ในระบบขบั ถ่าย ปัสสาวะจะเคลื่อนที่จากภายในสภู่ ายนอกร่างกาย โดยผ่านอวยั วะใดตามลาดับ * ก. ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ทอ่ ปสั สาวะ ข. ไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต ท่อปัสสาวะ ค. กระเพาะปสั สาวะ ท่อปัสสาวะ ไต ทอ่ ไต ง. กระเพาะปัสสาวะ ไต ท่อไต ทอ่ ปัสสาวะ เฉลย ก. เพราะปัสสาวะจะเคลื่อนที่จากไตไปเกบ็ ไวท้ ี่กระเพาะปสั สาวะ แลว้ ลาเลยี งไปตามทอ่ ไต ท่อปสั สาวะออกสู่ ภายนอกรา่ งกาย สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
197 หนว่ ยท่ี 3 | ร่างกายมนุษย์ คมู่ ือครรู ายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ 7. ถา้ ไตทางานผดิ ปกติ จะตรวจพบสิ่งใดในปสั สาวะ * ก. โปรตนี ข. ยเู รีย ค. โซเดียม ง. แอมโมเนีย เฉลย ก. เพราะผนังหลอดเลือดฝอยของโกลเมอรูลสั ไมย่ อมใหส้ ารโมเลกลุ ใหญ่ เชน่ โปรตีน ผา่ นเขา้ สู่หน่วยไตได้และ ถ้าพบโปรตีนในปัสสาวะแสดงว่าไตทางานผิดปกติ ส่วนยูเรีย โซเดียม แอมโมเนีย จะพบในปัสสาวะของคน ท่ไี ตทางานเป็นปกติ 8. เมื่อมือของคนสัมผัสกับวัตถุร้อน คนจะแสดงพฤติกรรมตอบสนองโดยการกระตุกมือออกทันที แผนภาพใด อธิบายถึงปฏิกิริยาการตอบสนองของระบบประสาทได้ถูกต้อง (ลูกศร หมายถงึ ทิศทางของกระแสประสาท ทเี่ ดินทางผา่ นเซลลป์ ระสาท) * ก. ข. ค. ง. เฉลย ข. เพราะเม่ือพลังงานความร้อนจากวัตถุ (ซึ่งเป็นส่ิงเร้า) มากระตุ้นท่ีผิวหนัง (ซ่ึงเป็นอวัยวะรับความรู้สึก) กลุ่มเซลล์รับความรู้สึก จะเปลี่ยนรูปพลังงานให้เป็นกระแสประสาทผ่านไปตามเซลล์ประสาทเข้าสู่ไขสันหลัง ไขสันหลังจะส่งคาสั่งไปตามเซลล์ประสาท กระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ทางานโดยการกระตุกมือออกจากวัตถุร้อน ทันที สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หนว่ ยที่ 3 | ร่างกายมนุษย์ 01198 คมู่ อื ครรู ายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์ 9. จากภาพแสดงความหนาของเย่ือบุท่ีผนังดา้ นในของมดลกู ในช่วงเวลาตา่ ง ๆ กนั ของรอบเดอื น ถา้ มกี ารปฏสิ นธิระหวา่ งเซลล์ไข่กับอสจุ ใิ นวันที่ 15 ของรอบเดือนที่ 2 ขอ้ ใดเปน็ เหตกุ ารณ์ทีจ่ ะเกดิ ข้ึนต่อจากนั้น * ก. รังไข่สร้างเซลลไ์ ขเ่ ซลล์ใหมใ่ นระหว่างทมี่ ีการตั้งครรภ์ แต่จะไม่มีการปฏสิ นธิ ข. เยอื่ บุผนงั มดลูกจะหนาเพ่มิ ขึน้ ถงึ วนั ท่ี 28 ของรอบเดอื นที่ 2 และจะสลายตัว ค. เยื่อบผุ นังมดลกู จะหนาเพิม่ ขนึ้ และจะคงอยู่ต่อไปเพือ่ รอรับการฝงั ตวั ของเอ็มบรโิ อ ง. ไซโกตที่เกิดจากการปฏิสนธจิ ะเจริญเติบโตเป็นเอม็ บรโิ อฝังตัวอยู่บริเวณที่มีการปฏิสนธิ เฉลย ค. เพราะหลังจากมีการปฏิสนธเิ ยื่อบผุ นังมดลูกจะหนาข้ึนเพ่ือรอรบั การฝงั ตวั ของเอ็มบริโอ 10. ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ งเกย่ี วกบั การคุมกาเนิด * A. การกินยาคุมกาเนิดซึง่ มฮี อรโ์ มนเพศหญงิ เป็นส่วนประกอบจะช่วยยับยงั้ การเจรญิ เตบิ โตของเซลล์ไข่และการตกไข่ B. การใส่ห่วงอนามัยในเพศหญิงจะชว่ ยป้องกันการปฏิสนธริ ะหวา่ งเซลล์ไข่และอสุจิ C. การทาหมนั ในเพศชายโดยการผกู และตัดหลอดนาอสจุ เิ ปน็ การยบั ย้ังการสรา้ งอสจุ ิ D. การทาหมนั ในเพศหญิงโดยการผูกและตัดทอ่ นาไขเ่ ปน็ การป้องกันไมใ่ หเ้ ซลล์ไข่มีโอกาสปฏิสนธิกบั อสุจิ ก. A และ B ข. B และ C ค. C และ D ง. A และ D เฉลย ง. เพราะ A และ D เป็นคาตอบที่ถูกต้อง ส่วน B การใส่ห่วงอนามัยเป็นการป้องกันการฝังตัวของเอ็มบริโอที่ ผนังมดลูก และ C การทาหมันในเพศชายโดยการผูกและตัดหลอดนาอสุจิเป็นการป้องกันไม่ให้อสุจิออกมา พร้อมกับน้าอสุจไิ ปปฏสิ นธิกับไข่ สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
389 ภาคผนวก คู่มอื ครรู ายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์ ภาคผนวก สถาบบนั นั สส่ง่งเเสสรรมิ มิ กกาารรสสออนนววิทิทยยาศาศาสาตสรต์แรลแ์ ะลเะทเคทโคนโโนลโยลี ยี
ภาคผนวก 01390 คูม่ อื ครูรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ บรรณานกุ รม Adadan, E., & Savasci, F. (2012). An analysis of 16–17-year-old students’ understanding of solution chemistry concepts using a two-tier diagnostic instrument. International Journal of Science Education, 34 (4), 513–544. American Association for the Advancement of Science (AAAS). (1990). Science for All American. New York: Oxford University Press. American Association for the Advancement of Science (AAAS). (1993). Benchmarks for Science Literacy: A Project 2061 Report. New York: Oxford University Press. Barbara, BAJD, Luka Praprotnik, Jiri Matyasek. (2010). Students’ Ideas About Respiration : A Comparison of Slovene And Czech Students. School and Health, 245-251. Çalık, M., & Ayas, A. (2005). A cross-age study on the understanding of chemical solutions and their components. International Education Journal, 6 (1), 30-41. Defen, (2017). Vein and Artery. Retrieved January 10, 2018, from https://www.diffen.com/difference/Arteries_vs_Veins Discovery education. (2018). Getting to Know: Excretory. Retrieved January 15, 2018, from http://ms.plattevalley.k12.co.us/UserFiles/Servers/Server_5169312/File/Winter/Winter%207th% 20Grade/Getting_to_Know__Excretory.pdf Discovery education. (2018). Getting to Know: Nervous. Retrieved January 5, 2018, from https://www.southamptonschools.org/site/handlers/filedownload.ashx?moduleinstanceid=596 &dataid=2888&FileName=getting_to_know__nervous.pdf Grade11Ubiology. (2018). Myths & Misconceptions. Retrieved Januray 5, 2018, from https://grade11ubiology.weebly.com/common-misconceptions5.html Healthline. (2017). 10 things to know about fertilization. Retrieved December 5, 2017, from https://www.healthline.com/health/where-does-fertilization-occur#Where-fertilization-occurs Khanacademy. (2017). Human Body System. Retrieved December 15, 2017, from https://www.khanacademy.org/science/high-school-biology/hs-human-body-systems# Krause, S. & Tasooji, A. (2007). Diagnosing students’ Misconception and Saturation For Understanding Of Phase Diagrams. Journal of American Society for Engineering Education, 1 (1),1-12. Lederman, N.G. 1992. Students’ and teachers’ conceptions of the nature of science: A review of the research. Journal of Research in Science Teaching, 29 (4): 331-359. สถสาถบานับสันง่ สเง่สเรสมิรกมิ ากราสรสออนนววทิ ิทยยาาศศาาสสตตรรแ์ แ์ ลละะเเททคคโโนนโโลลยี
391 ภาคผนวก คมู่ ือครรู ายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ Marina, S., & Antonio, A. (2017). Primary School Pupils’ Misconceptions of the Human Respiratory System in Primary School students : From Identification to Deconstruction. Conference Paper, 1205-1210. McComas, W.F. & Olson, J.K. (1998). The nature of Science in international standards documents. Science Education: Rationales and Strategies, Chap. 2. Dordrecht, The Netherlands: Kluwer Academic Publishers. NGSS Lead States. (2013). Next Generation Science Standards: For States, By States. Washington, DC: The National Academic Press. Ozgur, S. (2013). The Persistence of Misconceptions about the Human Blood Circulatory System among Students in Different Grade Levels. International Journal of Environmental & Science Education. 8(2). 255-268. Pelaez ,N. J., Boyd, D. D., Rojas, J. B., & Hoove, M. A.( 2005). Prevalence of blood circulation misconceptions among prospective elementary teachers. Advances in Physiology Education. 29: 172–181. Rizvi, N. & Ali, S.T. (2016). Misconceptions and Mismanagement of Menstruation among Adolescents Girls who do not attend School in Pakistan. Journal of Asian Midwives. 3 (1): 46–62. Silva. M.& Almeida A. (2017). Primary School Pupils’ Misconceptions of the Human Respiratory System in Primary School Students: From Identification to Deconstruction. 10th annual International Conference of Education. Research and Innovation. 1205-1210. Solutions. (2015). Retrieved April 15, 2019, from http://ncert.nic.in/ncerts/l/lech102.pdf The LibreTexts libraries. (2018). Retrieved April 16, 2019, from https://chem.libretexts.org/Bookshelves/General_Chemistry/Map%3A_Chemistry_- _The_Central_Science_(Brown_et_al.)/13%3A_Properties_of_Solutions Uzuntiryaki, E. and Geban, O. (2005). Effect of conceptual change approach accompanied with concept mapping on understanding of solution concepts. Instructional Science, 33: 311–339. ภัทรภร จมุ พล และนนั ทพร ภทั รพุทธ. (2555). อันตรายของสารตวั ทาละลาย. สืบค้นเม่ือ 30 กนั ยายน 2561, จาก http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=5204 ลดั ดาวัลย์ บรู ณะ และจรรยา ดาสา. (2560). แนวคิดวิทยาศาสตร์ เรอ่ื ง สารละลาย ของนักเรยี นระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษา ตอนปลาย. ศึกษาศาสตรป์ รทิ ัศน.์ 32 (2): 10-17. สถาบบันันสส่งง่ เเสสรริมมิ กกาารรสสออนนววทิ ทิ ยยาศาศาสาตสรตแ์ รลแ์ ะลเะทเคทโคนโโนลโยลี ยี
ภาคผนวก 01392 คมู่ อื ครูรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2562). คู่มอื การใชห้ ลกั สตู รรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ กลุ่ม สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น. สืบคน้ เมอ่ื 1 ตลุ าคม 2561, จาก https://www.scimath.org/ebook-science/item/8923-2018-10-01-01-59-16 สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี (2554). คู่มือครรู ายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ 4 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 เลม่ 2 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค. สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2562). หนงั สอื เรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 เลม่ 1 ตามมาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชว้ี ัด กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 (พิมพค์ รงั้ ที่ 1). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2560). ตัวชี้วดั และสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง กลุ่ม สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุงพทุ ธศักราช 2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั . สานักโรคจากการประกอบอาชีพและสิง่ แวดลอ้ ม กรมควบคมุ โรค. (2555). โรคจากสารทาละลาย. สืบค้นเม่ือ 30 กันยายน 2561, จาก http://envocc.ddc.moph.go.th/uploads/situation/4_9_situation.pdf สถสาถบาันบสัน่งสเง่สเรสมิรกมิ ากราสรสออนนววิททิ ยยาาศศาาสสตตรรแ์ แ์ ลละะเเททคคโโนนโโลลยี
393 ภาคผนวก คมู่ อื ครรู ายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ คณะผู้จัดทา คณะทป่ี รึกษา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศาสตราจารย์ ดร. ชกู ิจ ลิมปิจานงค์ ดร.กุศลิน มุสกิ ลุ สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะผ้จู ัดทาคู่มือครู สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นางชตุ ิมา เตมียสถิต สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นางกิ่งแกว้ คูอมรพฒั นะ สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นางสาวดวงกมล เหมะรตั สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นางสาววราภรณ์ ถริ สริ ิ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสาววรรณภา ศรวี ิไลสกลุ วงศ์ สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสาวธนพรรณ ชาลี สถาบันส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสาวสนุ สิ า แสงมลคลพิพฒั น์ สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นางสาวกมลนารี ลายคราม สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.อรนษิ ฐ์ โชคชัย สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ดร.กฤษลดา ชูสนิ คุณาวุฒิ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.วชิร ศรีคุ้ม สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ดร.นิพนธ์ จันเลน สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสาววมิ ลมาศ ศรีนาราง สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นายศุภณัฐ คุ้มโหมด นายจิรวฒั น์ ดาแกว้ ดร.ยศินทร์ กิตจิ นั ทโรภาส ดร.วิลานี สชุ ีวบรพิ นธ์ สถาบบันนั สสง่ ง่ เเสสรรมิ มิ กกาารรสสออนนววทิ ทิ ยยาศาศาสาตสรต์แรลแ์ ะลเะทเคทโคนโโนลโยลี ยี
ภาคผนวก 01394 คมู่ ือครูรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์ คณะผพู้ ิจารณาค่มู ือครู มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จรี ะวรรณ เกษสิงห์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.เอกภูมิ จนั ทรขนั ตี มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ ดร.สายรงุ้ ซาวสุภา โรงเรยี นโคกสว่างคุ้มวทิ ยานสุ รณ์ ดร.เดชา ศภุ พทิ ยาภรณ์ โรงเรยี นสุรนารวี ทิ ยา นางจิตตมิ า วัฒราช โรงเรียนเทพลลี า นางจฑุ ามาศ เกษตรเวทนิ โรงเรยี นมัธยมประชานเิ วศน์ นางนภาวรรณ สทิ ธวิ งศ์ โรงเรียนบางสะพานวทิ ยา นางสาวปวณี า ชาลเี ครือ โรงเรยี นดารงราษฎรส์ งเคราะห์ นางรงุ่ รตี เทพนม โรงเรยี นวดั จนั ทราวาส (ศุภประสารราษฎร์) นายสุธิพงษ์ ใจแกว้ โรงเรยี นพระปฐมวทิ ยาลัย นางสาวสุวมิ ล เกษตรเวทนิ นายหสั ชยั ทวีผล คณะบรรณาธกิ าร มหาวิทยาลัยมหิดล นกั วชิ าการอสิ ระ รองศาสตราจารย์ กติ ติวทิ ย์ มาแทน นักวิชาการอิสระ รองศาสตราจารย์ ดร.วรี ะวรรณ สทิ ธกิ รกุล จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.จินดา แต้มบรรจง สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วิชัย จูฑะโกสทิ ธิก์ านนท์ นักวิชาการอสิ ระ ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว หมอ่ มหลวงพิณทอง ทองแถม สถสาถบานับสัน่งสเ่งสเรสมิรกมิ ากราสรสออนนววิทิทยยาาศศาาสสตตรรแ์ แ์ ลละะเเททคคโโนนโโลลยี
395 ภาคผนวก คู่มอื ครรู ายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ คณะผ้จู ัดทา คณะผทู้ ดลองใช้ เย็นทรพั ย์ โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสะอาดรงั สิต จังหวดั ปทมุ ธานี ศิรสิ ุทธ์ิ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านตาหลังใน จังหวดั สระแก้ว นางธนนนั ท์ แลโสภา โรงเรียนดอนจานวิทยาคม จังหวดั กาฬสินธ์ุ นายปกรณ์เกยี รติ นวลดี โรงเรียนหนั คาพิทยาคม จงั หวัดชัยนาท นางปาณิสรา วรเนตวิ ฒุ ิ โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม จังหวัดพัทลุง นางพชรมน เพช็ รมี โรงเรียนศรีสาโรงชนูปถมั ภ์ จังหวดั สโุ ขทัย นางภาณินี อาสนะ โรงเรียนอนุบาลบางสะพานน้อย จังหวดั ประจวบคีรขี ันธ์ นางสาววนั เพญ็ ก่อศิริไพบลู ย์ โรงเรียนนครระยองวทิ ยาคม (วดั โขดใต้) จงั หวัดระยอง นางสาววมิ ลสิริ ติบ๊ กวาง โรงเรียนน้าดบิ วิทยาคม จงั หวัดลาพูน นางอรทยั นางสาวอัมพิกา สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะทางานฝ่ายเสรมิ วชิ าการ นางสาวรชั ดากรณ์ สนุ าวี ฝา่ ยนวตั กรรมเพ่ือการเรียนรู้ สถาบบนั นั สสง่ ่งเเสสรริมมิ กกาารรสสออนนววิททิ ยยาศาศาสาตสรต์แรลแ์ ะลเะทเคทโคนโโนลโยลี ยี
ภาคผนวก 01396 คมู่ อื ครูรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์ สถสาถบาันบสันง่ สเง่สเรสมิรกิมากราสรสออนนววิทิทยยาาศศาาสสตตรรแ์ ์แลละะเเททคคโโนนโโลลยี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250