Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พิชชานันท์

พิชชานันท์

Published by นัยวนา สงเล้ก, 2022-08-11 12:37:01

Description: พิชชานันท์

Search

Read the Text Version

39 ตาบลนาเหรง = 182 × 76 = 48 คน 286 ตาบลกะหรอ = 182 × 41 = 26 คน 286 ตาบลกรุงชงิ = 182 × 84 = 54 คน 286 ตาบลนบพิตา = 182 × 85 = 54 คน 286 3.2.3.2 เลือกโรงเรียนในแต่ละตาบล โดยจะเลือกโรงเรียนที่มีนักเรียน ประถมศึกษาปที ่ี 6 สูงสุดขนาดกลาง 2 โรงเรยี น และขนาดเล็ก 1 โรงเรียน โดยมเี กณฑ์การแบ่ง ขนาดโรงเรียน ดงั ตารางท่ี 3.1 ตารางที่ 3.1 จานวนนักเรียนแบ่งตามเกณฑ์การแบ่งขนาดโรงเรียนตามสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 4, 2562 ขนาดโรงเรยี น จานวนนกั เรยี น (คน) โรงเรยี นขนาดเล็ก  120 โรงเรยี นขนาดกลาง 121 - 500 โรงเรียนขนาดใหญ่ 501 ขนึ้ ไป ที่มา : สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4, 2562

40 ตารางท่ี 3.2 ขนาดโรงเรียนประถมศึกษา อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2562 ตาบล ขนาดโรงเรยี น ชอ่ื โรงเรียน จานวนประชากร ตาบลนาเหรง (คน) ตาบลกะหรอ โรงเรียนขนาดเล็ก บ้านในตลู 66 ตาบลกรงุ ชงิ โรงเรยี นขนาดกลาง วดั นาเหรง 190 เคียงศิริ 246 ตาบลนบพิตา โรงเรียนขนาดเล็ก บ้านขุนทะเล 48 รวม โรงเรียนขนาดกลาง วัดคงคา 230 โรงเรียนขนาดเล็ก บ้านนบ 104 โรงเรียนขนาดกลาง บา้ นพติ า 136 วัดเปยี น 136 โรงเรยี นขนาดเลก็ บา้ นปากลง 253 บ้านพงั หรัน 43 โรงเรียนขนาดกลาง วดั โรงเหลก็ 101 บ้านโรงเหลก็ 477 2,030 ท่ีมา : สานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราชเขต 4, 2562

41 ตารางท่ี 3.3 ขนาดประชากรของนักเรียนประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรีธรรมราช ปกี ารศกึ ษา 2562 ตาบล ขนาดโรงเรยี น ชื่อโรงเรยี น จานวนประชากร ตาบลนาเหรง (คน) ตาบลกะหรอ โรงเรยี นขนาดเลก็ บ้านในตูล 13 ตาบลกรุงชิง โรงเรียนขนาดกลาง วดั นาเหรง 30 เคยี งศริ ิ 33 ตาบลนบพติ า โรงเรยี นขนาดเลก็ บ้านขนุ ทะเล 5 รวม โรงเรยี นขนาดกลาง วดั คงคา 36 โรงเรยี นขนาดเลก็ บา้ นนบ 16 โรงเรยี นขนาดกลาง บา้ นพติ า 12 วัดเปียน 17 โรงเรียนขนาดเลก็ บ้านปากลง 39 บา้ นพงั หรนั 2 โรงเรยี นขนาดกลาง วัดโรงเหล็ก 14 บ้านโรงเหลก็ 69 286 ทีม่ า : สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษานครศรธี รรมราช เขต 4, 2562

42 3.2.3.3 ใชว้ ธิ ีการสมุ่ แบบชั้นภมู ิ (Stratified Random Sampling) ข้ันที่ 1 แบ่งการศึกษาประชากรใน 4 ตาบล จานวน 10 โรงเรียน ข้ันท่ี 2/เลือกกลุ่มตัวอย่างจากนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ละ โรงเรียนของทุกตาบล ได้จากการคานวณกลุ่มตัวอย่างของแต่ละโรงเรียนโดยใช้สูตรคานวณ ขนาด ตัวอย่างที่ทราบค่าประชากร โดยการใช้สูตรเทียบบัญญัติไตรยางศ์ ซึ่งได้ขนาดกลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัยในคร้ังน้ี จานวน 182 คน โดยแบ่งเป็น ตาบลนาเหรง 48 คน ตาบลกะหรอ 26 คน ตาบลกรุงชิง 54 คน และตาบลนบพติ า 54 คน ดังน้ี ตาบลนาเหรง บ้านในตูล = 48 × 13 = 8 คน ตาบลกะหรอ ตาบลกรงุ ชิง 76 ตาบลนบพิตา วัดนาเหรง = 48 × 30 = 19 คน 76 เคยี งศริ ิ = 48 × 33 = 21 คน 76 บา้ นขนุ ทะเล= 26 × 5 = 3 คน 41 วัดคงคา = 26 × 36 = 23 คน 41 บ้านนบ = 54 × 16 = 12 คน 72 วัดเปียน = 54 × 17 = 13 คน 72 บ้านปากลง = 54 × 39 = 29 คน 72 บา้ นพงั หรนั = 54 × 2 = 2 คน 71 บา้ นโรงเหล็ก= 54 × 69 = 52 คน 71

3.2.3.4 หลังจากนน้ั ทาการส่มุ อย่างงา่ ย (แบบไม่คนื ท่ี) นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ประจาปีการศ จากการคานวณกลมุ่ ต มขี นาดกลมุ่ ต ข้ันท่ี 1 สุ่มกล่มุ ตวั อย่างตามสัดสว่ น (Pro กลุ่มตวั อยา่ งแ ตาบลนาเหรง ตาบลกะหรอ จานวน 48 คน จานวน 26 คน ภาพท่ี 3.1 ขน้ั

) สุ่มตามจานวนกล่มุ ตวั อยา่ งทัง้ หมด ท่ี 6 อาเภอนบพติ า จงั หวดั นครศรธี รรมราช ศึกษา 2562 จานวน 286 คน ตวั อยา่ ง โดยใช้สูตร Krejcie & Morgan 43 ตวั อย่างจานวนทง้ั สน้ิ 182 คน oportional Stratified Random Sampling) จานวน แตล่ ะตาบล จานวน 182 คน ตาบลกรุงชงิ ตาบลนบพิตา จานวน 54 คน จานวน 54 คน นตอนการสมุ่ ตวั อย่าง

ขน้ั ท่ี 2 เลอื กโรงเรยี นในแตล่ ะตาบล โดยจ ขนาดกลาง 2 โรงเร ขั้นที่ 3 ใช้วิธีการสมุ่ แบบชนั้ ภูมิ (Stratified R ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท ตาบลนาเหรง ตาบลกะหรอ -ขนาดเลก็ -ขนาดเลก็ โรงเรียนบา้ นในตูล โรงเรยี นบ้านขุนทะเล จานวน 8 คน จานวน 3 คน -ขนาดกลาง -ขนาดกลาง โรงเรยี นวดั นาเหรง โรงเรียนวัดคงคา จานวน 19 คน จานวน 23 คน โรงเรียนเคียงศริ ิ จานวน 21 คน ขนั้ ท่ี 4 การสมุ่ อยา่ งงา่ ย (แบบ ภาพท่ี

จะเลือกโรงเรยี นท่ีมีนกั เรียนประถมศึกษาปีท่ี 6 สงู สดุ รียน และขนาดเล็ก 1 โรงเรียน Random Sampling) โดยเลอื กกลมุ่ ตัวอยา่ งจากนกั เรยี น ท่ี 6 แตล่ ะโรงเรยี นของทุกตาบล ตาบลกรุงชงิ ตาบลนบพติ า 44 -ขนาดเลก็ -ขนาดเลก็ โรงเรียนบ้านนบ โรงเรียนบ้านพงั หรนั จานวน 12 คน จานวน 2 คน -ขนาดกลาง -ขนาดกลาง โรงเรยี นวัดเปยี น โรงเรยี นบ้านโรงเหล็ก จานวน 13 คน จานวน 52 คน โรงเรยี นบา้ นปากลง จานวน 29 คน บไมค่ นื ที่) สมุ่ ตามจานวนกลมุ่ ตวั อย่างท้งั หมด 3.1 ข้นั ตอนการสมุ่ ตวั อยา่ ง (ต่อ)

45 3.2.4 เกณฑก์ ารคดั เลอื กเข้า และเกณฑก์ ารคดั ออก 3.2.4.1 เกณฑก์ ารคัดเขา้ (Inclusion criteria) ไดแ้ ก่ 1) นักเรียนที่กาลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2562 2) นกั เรยี นทีย่ นิ ดีใหค้ วามรว่ มมอื ในการเก็บขอ้ มูล 3.2.4.2 เกณฑก์ ารคดั ออก (Exclusion criteria) ได้แก่ 1) นกั เรยี นท่ีไม่มาโรงเรียนในวนั ท่ีเก็บขอ้ มูล 2) นักเรยี นทเ่ี จบ็ ป่วยทไ่ี มส่ ามารถทาแบบทดสอบและแบบสอบถามได้ 3.2.4.3 เกณฑ์การถอนตวั (Discontinuation criteria ) 1) นกั เรยี นทข่ี อถอนตวั ระหว่างการทาโครงการวิจัย 3.3 เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั เคร่ืองมอื ท่ใี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล แบ่งเปน็ 5 ตอน คือ 3.3.1 ตอนที่ 1 ข้อมูลทว่ั ไป ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ เพศ อายุ บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วย จานวน สมาชิกในครอบครัวของนักเรียน อาชีพของผู้ปกครอง รายได้เฉล่ียของผู้ปกครอง (ต่อเดือน) ระดับการศึกษาสงู สุดของผปู้ กครอง จานวนเงนิ ท่ีนักเรียนไดม้ าโรงเรยี น จานวน 8 ขอ้ 3.3.2 ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเกย่ี วกับปจั จัยนา แบ่งเป็น 3 สว่ น คือ ส่วนที่ 1 แบบทดสอบความรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการป้องโรคฟันผุจานวน 10 ข้อ โดย ในแตล่ ะขอ้ มคี าตอบให้เลือก 3 ตวั เลอื ก คือ ใช่ ไมใ่ ช่ ไม่ทราบ โดยมเี กณฑก์ ารให้คะแนนดังน้ี ตอบถกู ให้ 1 คะแนน ตอบผดิ ให้ 0 คะแนน ตอบไม่ทราบ ให้ 0 คะแนน การแปลผล พิจารณาตามการแบ่งระดับความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันโรค ฟันผุ โดยใช้เกณฑ์ของ (Bloom‚ 1975 อ้างถึงใน จิระพร ยอดท่าหว้า‚ 2553: 44) แบ่งเป็น 3 ระดบั เกณฑ์การประเมิน ดังนี้

46 เกณฑ์ ระดับความรู้ คะแนนเทา่ กบั หรอื มากกวา่ รอ้ ยละ80 (8-10 ข้อ) หมายถึง มีความร้ใู นระดับสงู คะแนนรอ้ ยละ 61-79 ( 7 ขอ้ ) หมายถงึ มีความรู้ในระดับปานกลาง คะแนนตา่ กว่าหรอื เทา่ กบั ร้อยละ 60 ( 0-6 ขอ้ ) หมายถึง มีความรใู้ นระดับตา่ ส่วนท่ี 2 แบบสอบถามทัศนคติเก่ียวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ จานวน 9 ข้อ แบ่งเป็น 5 ระดับ และพิจารณาเกณฑ์การให้คะแนนประเมินค่า โดยหลักการของ (Best‚ 1977 อ้างถึงใน จิระพร ยอดท่าหว้า‚ 2553: 45) การแบง่ เกณฑค์ ะแนน ดงั นี้ เกณฑ์การให้คะแนน คาถามเชิงบวก คาถามเชิงลบ เห็นด้วยอย่างย่ิง ให้คะแนน 5 1 เหน็ ดว้ ย ใหค้ ะแนน 4 2 ไมแ่ น่ใจ ให้คะแนน 3 3 ไมเ่ หน็ ด้วย ให้คะแนน 2 4 ไม่เห็นดว้ ยอยา่ งยง่ิ ใหค้ ะแนน 1 5 เกณฑใ์ นการประเมินระดับทัศนคติเก่ียวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ คะแนน เฉล่ียระดับทัศนคติเก่ียวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ โดยพิจารณาแบบรายข้อตามเกณฑ์ ของ (Best‚ 1977 อ้างถงึ ใน จิระพร ยอดทา่ หว้า‚ 2553: 45) ดงั น้ี Maximam – Minimum = คะแนนสูงสดุ – คะแนนตา่ สุด = 5 - 1 Interval จานวนครงั้ 5 = 0.8 คะแนนเฉล่ยี ระดบั ทศั นคตเิ กี่ยวกับโรคฟนั ผุ 1.00 - 1.80 ระดับต่ามาก 1.81 - 2.60 ระดบั ตา่ 2.61 - 3.40 ระดับปานกลาง 3.41 - 4.20 ระดบั สงู 4.21 - 5.00 ระดับสงู มาก ส่วนที่ 3 แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ จานวน 8 ข้อ โดยลักษณะข้อคาถามเป็นมีระดับการวัดเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)

47 แบ่งเป็น 5 ระดับ และพิจารณาเกณฑ์การให้คะแนนประเมินค่า 5 ระดับ โดยหลักการของ (Best‚ 1977 อ้างถงึ ใน จริ ะพร ยอดท่าหว้า‚ 2553: 45) การแบ่งเกณฑ์คะแนน ดงั น้ี เกณฑก์ ารให้คะแนน คาถามเชิงบวก คาถามเชิงลบ เหน็ ด้วยอย่างยิ่ง ใหค้ ะแนน 5 1 เหน็ ดว้ ย ใหค้ ะแนน 4 2 ไม่แน่ใจ ใหค้ ะแนน 3 3 ไมเ่ หน็ ดว้ ย ให้คะแนน 2 4 ไม่เหน็ ด้วยอย่างยิ่ง ใหค้ ะแนน 1 5 เกณฑ์ในการประเมินระดับการรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟัน คะแนน เฉล่ียระดับการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟัน โดยพิจารณาแบบรายข้อตามเกณฑ์ ของ (Best‚ 1977 อ้างถงึ ใน จริ ะพร ยอดท่าหวา้ ‚ 2553: 45) ดังน้ี Maximam – Minimum = คะแนนสงู สุด – คะแนนตา่ สดุ = 5 - 1 Interval จานวนครงั้ 5 = 0.8 คะแนนเฉลย่ี การรับรู้เก่ียวกบั พฤตกิ รรมการปอ้ งกันโรคฟัน 1.00 - 1.80 ระดับต่ามาก 1.81 - 2.60 ระดับตา่ 2.61 - 3.40 ระดบั ปานกลาง 3.41 - 4.20 ระดับสงู 4.21 - 5.00 ระดับสงู มาก 3.3.3 ตอนท่ี 3 แบบสอบถามเกีย่ วกบั ปัจจัยเออ้ื แบบสอบถามเก่ียวกับการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม จานวน 6 ข้อ โดยมี ลกั ษณะข้อคาถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ และพิจารณา เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนประเมินคา่ 5 ระดบั โดยหลกั การของ (Best‚ 1977 อา้ งถึงใน จริ ะพร ยอด ท่าหวา้ ‚ 2553: 45) การแบ่งเกณฑค์ ะแนน ดงั น้ี

48 เกณฑ์การใหค้ ะแนน คาถามเชิงบวก คาถามเชิงลบ มากทสี่ ุด ใหค้ ะแนน 5 1 มาก ใหค้ ะแนน 4 2 ปานกลาง ให้คะแนน 3 3 นอ้ ย ให้คะแนน 2 4 นอ้ ยทส่ี ดุ ให้คะแนน 1 5 คะแนนท่ีได้จากการตอบแบบสอบถามมีการแปลผลคะแนนจัดกลุ่มโดยวิธีการ กาหนดเกณฑ์ตามช่วงคะแนนออกเป็น 5 ระดบั ตามแนวคิดของ (Best‚ 1977 อา้ งถึงใน จิระพร ยอดท่าหวา้ ‚ 2553: 45) ดงั น้ี Maximam – Minimum = คะแนนสูงสดุ – คะแนนตา่ สุด = 5 - 1 Interval จานวนครง้ั 5 = 0.8 คะแนนเฉล่ยี ระดับการเขา้ ถึงสถานบรกิ ารด้านทนั ตกรรม 1.00 - 1.80 ระดับต่ามาก 1.81 - 2.60 ระดับต่า 2.61 - 3.40 ระดบั ปานกลาง 3.41 - 4.20 ระดับสงู 4.21 - 5.00 ระดับสูงมาก 3.3.4 ตอนท่ี 4 แบบสอบถามเก่ยี วกับปจั จยั เสรมิ แบ่งเป็น 2 ส่วน คอื ส่วนที่ 1 แบบสอบถามเก่ยี วกบั การได้รบั ข้อมูลข่าวสารเก่ยี วกับการปอ้ งกันโรคฟันผุ 8 ข้อ โดยมีลักษณะข้อคาถามเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ และพิจารณาเกณฑ์การให้คะแนนประเมินค่า 5 ระดับ โดยหลักการของ (Best‚ 1977 อา้ งถึงใน จริ ะพร ยอดท่าหว้า‚ 2553: 45) การแบง่ เกณฑค์ ะแนน ดงั น้ี เกณฑ์การให้คะแนน คาถามเชิงบวก คาถามเชิงลบ มากทส่ี ดุ ให้คะแนน 5 1 มาก ให้คะแนน 4 2 ปานกลาง ให้คะแนน 3 3

49 นอ้ ย ใหค้ ะแนน 2 4 น้อยทส่ี ดุ ให้คะแนน 1 5 การแปลผลขอ้ มูล คะแนนที่ได้จากการตอบแบบสอบถามมีการแปลผลคะแนน จัดกลุ่มโดยวิธีการ กาหนดเกณฑ์ตามช่วงคะแนนออกเป็น 5 ระดบั ตามแนวคิดของ (Best‚ 1977 อา้ งถึงใน จิระพร ยอดทา่ หว้า‚ 2553: 45) ดังนี้ Maximam – Minimum = คะแนนสูงสุด – คะแนนตา่ สุด = 5 - 1 Interval จานวนครง้ั 5 = 0.8 คะแนนเฉล่ีย ระดบั การรับรู้ข้อมลู ข่าวสาร 1.00 - 1.80 ระดบั ตา่ มาก 1.81 - 2.60 ระดับตา่ 2.61 - 3.40 ระดบั ปานกลาง 3.41 - 4.20 ระดับสูง 4.21 - 5.00 ระดับสูงมาก ส่วนที่ 2 แบบสอบถามเกยี่ วกับการสนบั สนนุ ทางสงั คมดา้ นการป้องกันโรคฟันผุ 13 ขอ้ โดยมีลักษณะข้อคาถามเปน็ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ และ พจิ ารณาเกณฑก์ ารให้คะแนนประเมินคา่ 5 ระดบั โดยหลักการของ (Best‚ 1977 อา้ งถงึ ใน จิระ พร ยอดทา่ หวา้ ‚ 2553: 46) การแบง่ เกณฑค์ ะแนน ดังนี้ เกณฑ์การใหค้ ะแนน คาถามเชิงบวก คาถามเชิงลบ มากทีส่ ดุ ใหค้ ะแนน 5 1 มาก ให้คะแนน 4 2 ปานกลาง ใหค้ ะแนน 3 3 น้อย ให้คะแนน 2 4 น้อยทส่ี ุด ใหค้ ะแนน 1 5

50 การแปลผลข้อมูล คะแนนท่ีได้จากการตอบแบบสอบถามมีการแปลผลคะแนน จัดกลุ่มโดยวิธีการ กาหนดเกณฑ์ตามช่วงคะแนนตามแนวคิดของ (Best‚ 1977 อ้างถึงใน จิระพร ยอดท่าหว้า‚ 2553: 46) ดงั น้ี Maximam – Minimum = คะแนนสงู สุด – คะแนนตา่ สุด = 5 - 1 Interval จานวนครงั้ 5 = 0.8 คะแนนเฉล่ีย ระดบั การรบั แรงสนบั สนนุ ทางสงั คม 1.00 - 1.80 ระดบั ตา่ มาก 1.81 - 2.60 ระดบั ตา่ 2.61 - 3.40 ระดบั ปานกลาง 3.41 - 4.20 ระดบั สูง 4.21 - 5.00 ระดบั สูงมาก 3.3.5 ตอนท่ี 5 แบบสอบถามพฤตกิ รรมดา้ นการป้องกนั โรคฟนั ผุ จานวน 18 ขอ้ โดยลกั ษณะขอ้ คาถาม เป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แตล่ ะขอ้ มี 4 ตัวเลือก คือ ปฏิบตั เิ ป็นประจา ปฎิบตั ิบ่อยครง้ั ปฎบิ ัติบางครง้ั ไม่เคยปฏิบตั เิ ลย ความหมายและเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ดงั น้ี ปฏบิ ตั ิประจา หมายถึง เมือ่ ผถู้ ูกสอบถามมีการปฏบิ ตั ิ 7 ครง้ั /สปั ดาห์ ปฏบิ ตั ิบ่อยคร้ัง หมายถึง เม่ือผู้ถูกสอบถามมกี ารปฏิบตั ิ 4-6 ครงั้ /สัปดาห์ ปฏบิ ัติบางครัง้ หมายถึง เมอ่ื ผู้ถูกสอบถามมกี ารปฏบิ ัติ 1-3 คร้ัง/สัปดาห์ ไม่เคยปฏิบัติ หมายถึง เม่ือผ้ถู ูกสอบถามไมเ่ คยมีการปฏิบัติเลย เกณฑ์การแปลผลระดับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก ผู้วิจัยได้ดัดแปลง การแปลผลคา่ คะแนนตามการรับร้ขู อง (Best‚ 1977 อ้างถึงใน จริ ะพร ยอดท่าหว้า‚ 2553: 47) เกณฑ์การให้คะแนน ดงั นี้ คาถามเชิงบวก คาถามเชิงลบ ปฏบิ ัตทิ กุ ครั้ง ให้คะแนน 4 1 ปฏิบตั ิบ่อยครง้ั ให้คะแนน 3 2 ปฏบิ ัติบางครั้ง ใหค้ ะแนน 2 3 ไม่เคยปฏบิ ตั เิ ลย ใหค้ ะแนน 1 4

51 เกณฑ์การแปลผลระดับพฤติกรรมด้านการปอ้ งกนั โรคฟนั ผผุ ้วู ิจัยได้แบ่งการแปลผล กาหนดเกณฑ์ตามช่วงคะแนนออกเป็น 4 ระดับ โดยใช้เกณฑ์ในการแบ่งระดับคะแนนของ (Best‚ 1977 อา้ งถงึ ใน จริ ะพร ยอดท่าหวา้ ‚ 2553: 47) ดังน้ี คะแนนเฉลยี่ ระดับพฤติกรรมด้านการป้องกนั โรคฟันผุ 1.00 – 2.00 ระดบั ต่า 2.01 – 3.00 ระดับปานกลาง 3.01 – 4.00 ระดบั สูง 3.4 การตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมือวจิ ัย 3.4.1 การหาความตรงเชงิ เน้อื หา (Content validity) นาไปให้ผ้ทู รงคณุ วฒุ จิ านวน 3 ท่าน คือ ผทู้ ่มี คี วามเช่ียวชาญดา้ นทันตสาธารณสุข 1 ท่าน ผู้ท่ีมีความเช่ียวชาญด้านสาธารณสุข 1 ท่าน และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพฤติกรรม สุขภาพ 1 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงของเนื้อหา โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง เนื้อหาและวตั ถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยใช้สูตร IOC = ∑R/N IOC หมายถึง ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence) ∑R หมายถงึ ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผู้เชีย่ วชาญในเนอื้ หาทงั้ หมด R หมายถงึ จานวนผูเ้ ชี่ยวชาญ ใหเ้ กณฑ์ในการตรวจพิจารณาข้อคาถาม ดังน้ี ให้คะแนน +1 ถา้ แน่ใจว่าข้อคาถามวัดได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ใหค้ ะแนน 0 ถ้าไมแ่ น่ใจวา่ ข้อคาถามวัดได้ตรงตามวตั ถุประสงค์ ให้คะแนน - 1 ถ้าแนใ่ จว่าขอ้ คาถามวดั ได้ไมต่ รงตามวตั ถปุ ระสงค์ แล้วนาผลคะแนนท่ไี ดจ้ ากผู้เชีย่ วชาญมาคานวณหาคา่ IOC ตามสตู รเกณฑ์ 3.4.1.1 ขอ้ คาถามทมี่ ีคา่ IOC ต้งั แต่ 0.50-1.00 มคี ่าความเทีย่ งตรงใชไ้ ด้ 3.4.1.2 ข้อคาถามท่ีมีค่า IOC ต่ากว่า 0.50 ต้องปรับปรุงข้อคาถามก่อน นาไปใช้ให้ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของแบบสอบถามและแบบทดสอบความรู้ และนามาปรับปรุงแกไ้ ข

52 3.4.2 หาคา่ ความเชอื่ ม่ันของเคร่ืองมอื (Reliability) หาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) โดยนาเครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บ รวบรวมข้อมลู ไปทดลองใช้ (Try out) กบั นกั เรียนท่กี าลงั ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนบา้ นใน ตูล โรงเรียนวัดนาเหรง โรงเรียนวัดคงคา และโรงเรียนบ้านขุนทะเล อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรธี รรมราช จานวน 30 คน (ไม่ใชน่ ักเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง) 3.4.2.1 แบบสอบถามทั้งฉบับใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ไดค้ ่าเทา่ กับ 0.84 3.4.2.2 แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับโรคฟันผุโดยใช้สูตร Kuder-Richardson (KR-20) ได้คา่ เทา่ กับ 0.71 3.4.2.3 แบบสอบถามทศั นคตเิ กยี่ วกับโรคฟนั ผุ โดยใชส้ ูตรสัมประสทิ ธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ได้ค่าเท่ากับ 0.71 3.4.2.4 แบบสอบถามเก่ียวกับการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันฟันผุ โดยใชส้ ตู รสมั ประสิทธิแ์ อลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ได้คา่ เท่ากับ 0.72 3.4.2.5 แบบสอบถามการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม โดยใช้สูตร สัมประสทิ ธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ได้คา่ เทา่ กับ 0.70 3.4.2.6 แบบสอบถามการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคฟันผุโดยใช้สูตร สัมประสิทธ์แิ อลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ไดค้ ่าเท่ากับ 0.79 3.4.2.7 แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ไดค้ า่ เทา่ กบั 0.71 3.4.2.8 แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ โดยใช้สูตรสัมประสิทธ์ิ แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ไดค้ า่ เทา่ กับ 0.83 3.5 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในเดอื นเดอื นพฤศจิกายน - เดอื นธันวาคม พ.ศ.2562 ผวู้ จิ ัยดาเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยมีขน้ั ตอน ดงั น้ี 3.5.1 เสนอขอรับการรับรองจากคณะกรรมการจรยิ ธรรมการวจิ ัยในมนุษย์ วทิ ยาลัย การสาธารณสขุ สิรนิ ธร จังหวดั ตรงั เพ่อื พิทักษ์สิทธิ์กลมุ่ ตัวอย่าง

53 3.5.2 ทาหนังสือราชการขออนุญาตกับผู้อานวยการโรงเรียนของโรงเรียนชั้น ประถมศึกษาปที ่ี 6 อาเภอนบพติ า จงั หวดั นครศรีธรรมราช 3.5.3 ทาหนังสือขออนุญาตผู้ปกครองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอ นบพิตา จังหวัดนครศรธี รรมราช 3.5.4 อบรมผู้ช่วยนักวิจยั จานวน 3 คน ก่อนการลงเก็บข้อมูล โดยอธิบายถึงวิธีการ เก็บขอ้ มลู ของแบบสอบถาม เป็นเวลา 1 ชวั่ โมง 3.5.5 ผู้วิจัยช้ีแจงวัตถุประสงค์ของการวิจัยแก่กลุ่มตัวอย่างและขอความร่วมมือใน การตอบแบบสอบถามโดยดาเนินการตามลาดบั ดงั น้ี 3.5.5.1 กลุ่มตัวอยา่ งท่ียินดเี ขา้ รว่ มวจิ ัยใหเ้ ซน็ ช่อื ลงในแบบแสดงความยนิ ยอม เขา้ ร่วมการวจิ ยั 3.5.5.2 ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามใหค้ รบทุกข้อ 3.5.5.3 ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม และรับ กลับภายในวนั เดียวกนั เวลาทใี่ ชใ้ นการตอบแบบสอบถาม 45 นาที/คน 3.5.6 ผู้วิจยั นาข้อมูลไปวิเคราะหข์ อ้ มูลทางสถติ ิต่อไป 3.6 การวเิ คราะห์ข้อมูล เม่ือเก็บข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้วผู้วิจัยนาแบบสอบถามมาตรวจสอบให้คะแนน นามาประมวลผลขอ้ มูลดว้ ยเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ โดยใชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รปู และเลอื กใชส้ ถติ ิในการ วเิ คราะหข์ อ้ มลู ดังนี้ 3.6.1 สถติ เิ ชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) สาหรับขอ้ มลู ทว่ั ไป ประกอบดว้ ย ได้แก่ เพศ บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วย อาชีพของผู้ปกครอง รายได้เฉลี่ยของครอบครัว (ต่อเดือน) ระดบั การศึกษาของผู้ปกครอง โดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 3.6.2 สถิตอิ นมุ าน (Inferential Statistics) เพ่อื ทดสอบสมมติฐาน ประกอบดว้ ย 3.6.2.1 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ กับตัว แปรต้น เพศ อายุผู้ปกครอง บุคคลท่ีอาศัยอยู่ด้วย จานวนสมาชิกในครอบครัวของนักเรียน อาชีพของผู้ปกครอง จานวนเงินที่นักเรียนได้มาโรงเรียน (บาท/วัน) ระดับการศึกษาของ ผู้ปกครองของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ สถิตไิ คสแคว์ (Chi-square) และ Fisher’s exact test

54 3.6.2.2 วิเคราะหค์ วามสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุกับ ตัว แปรต้น ได้แก่ รายได้เฉลี่ยของครอบครัว (ต่อเดือน) รายได้เฉลี่ยของครอบครัว (ต่อเดือน) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรม การดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ การรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือ ป้องกันโรคฟนั ผุ การเขา้ ถงึ สถานบริการดา้ นทันตกรรม การได้รับขอ้ มลู ขา่ วสารเกี่ยวกับโรคฟนั ผุ การสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอ นบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (spearman rank correlation) 3.7 การพทิ ักษส์ ทิ ธ์กิ ลุ่มตวั อยา่ ง 3.7.1 การพิทกั ษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยคร้ังนี้ผู้วิจัยจะเสนอขอรับการรับรองจากคณะกรรมการการจริยธรรมการ วิจัยในมนุษย์ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดตรัง เพื่อพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง และจะ พิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่างโดยเข้าพบกลุ่มตัวอย่าง และชี้แจงวัตถุประสงค์ของการศึกษาและ ข้ันตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือขอความร่วมมือในการเข้าร่วมการวิจัยด้วยความสมัครใจ ข้อมูลท่ไี ด้จากการแบบสอบถามจะถูกเก็บไว้เป็นความลับ และผู้วิจัยจะนาข้อมูลไปวิเคราะห์ใน การศกึ ษาเทา่ น้นั 3.7.2 ความเสยี่ งที่อาจเกดิ ข้ึนและการปอ้ งกนั แก้ไข โครงการวิจัยนี้ กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับ ไม่มีความเสี่ยงหรือผลกระทบใดๆ ต่อผูเ้ ข้าร่วมวจิ ัย และข้อความในแบบสอบถามไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความรู้สึกทางลบใดๆ

บทท่ี 4 ผลการวิจยั การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือ ปอ้ งกันโรคฟนั ผุและปัจจัยทม่ี คี วามสมั พนั ธ์ตอ่ พฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพฟันเพือ่ ป้องกนั โรคฟนั ผุ ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้วิจัยได้ดาเนินการ ตามลาดับหัวข้อดังน้ี 4.1 สัญลกั ษณท์ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล 4.2 ข้ันตอนการวิเคราะหข์ ้อมูล 4.3 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 4.1 สัญลักษณ์ที่ใชใ้ นการเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู การนาเสนอผลการวจิ ัยครง้ั น้ี ผวู้ ิจยั กาหนดสญั ลักษณ์ดงั นี้ n แทน จานวนกลุ่มตวั อยา่ ง ×̅ แทน ค่าเฉลย่ี S.D.แทน ค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน × 2 แทน คา่ ไคสแควร์ * แทน ระดับนัยสาคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดับ 0.05 (p-value<0.05) ** แทน ระดบั นัยสาคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ 0.01 (p-value<0.01) *** แทน Fisher’s exact test rS แทน คา่ สัมประสทิ ธิส์ หสมั พันธ์สเปียร์แมน

56 4.2 ขั้นตอนการวเิ คราะห์ข้อมูล ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ท่วั ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ความรู้เกี่ยวกบั พฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพฟนั เพอื่ ป้องกัน โรคฟันผุ ตอนท่ี 3 ผลการวเิ คราะหท์ ศั นคตเิ ก่ยี วกบั พฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพฟนั เพอื่ ป้องกัน โรคฟนั ผุ ตอนท่ี 4 ผลการวิเคราะหก์ ารรับรเู้ กย่ี วกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟนั เพ่อื ป้องกนั โรคฟันผุ ตอนที่ 5 ผลการวเิ คราะห์การเขา้ ถึงสถานบริการดา้ นทันตกรรม ตอนที่ 6 ผลการวเิ คราะห์การได้รบั ขอ้ มลู ข่าวสารเกยี่ วกับการป้องกันโรคฟันผุ ตอนท่ี 7 ผลการวเิ คราะหก์ ารสนบั สนุนทางสงั คมด้านการปอ้ งกนั โรคฟันผุ ตอนที่ 8 ผลการวเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมด้านการดแู ลสขุ ภาพฟนั เพื่อปอ้ งกนั โรคฟันผุ ตอนที่ 9 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง เพศ อายุผู้ปกครอง บุคคลท่ีอาศัย อยู่ด้วยจานวนสมาชิกในครอบครัวของนักเรียน อาชีพของผู้ปกครอง ระดับการศึกษาของ ผู้ปกครอง จานวนเงินที่นักเรียนได้มาโรงเรียน (บาท/วัน) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพติ า จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใชส้ ถติ ไิ คสแคว์ (Chi-square) และ Fisher’s exact test ตอนที่ 10 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้เฉล่ียของครอบครัว (ต่อ เดือน) ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ทัศนคติเก่ียวกับ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ การรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ฟันเพอื่ ป้องกันโรคฟนั ผุ การเขา้ ถงึ สถานบริการดา้ นทันตกรรม การได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับ การป้องกันโรคฟันผุ การสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุ พฤติกรรมด้านการดูแล สุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรธี รรมราช โดยใช้สถติ ิ Spearman rank Correlation Coefficient

57 4.3 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ท่วั ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม ตารางท่ี 4.1 จานวนและร้อยละข้อมลู ท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพติ า จังหวดั นครศรธี รรมราช (n = 182) ขอ้ มลู ทว่ั ไป จานวน (คน) ร้อยละ เพศ ชาย 89 48.90 93 51.10 หญงิ อายุผู้ปกครอง (ป)ี ×̅ = 42.43 S.D. = 9.69 Min = 23 Max = 78 บุคคลทีอ่ าศัยอยูด่ ้วย บดิ าและมารดา 118 64.84 ญาตพิ ่นี ้อง 38 20.88 13 7.14 บดิ า 13 7.14 มารดา จานวนสมาชกิ ในครอบครวั ของนักเรียน ×̅ = 4.78 S.D. = 1.41 Min = 2 Max = 11 อาชีพของผู้ปกครอง ค้าขาย 18 9.89 99 54.40 เกษตรกรรม 9 4.95 52 28.57 รบั ราชการ 3 1.65 1 0.54 รับจา้ ง แมบ่ ้าน/พอ่ บ้าน พนักงานบญั ชี

58 ตารางที่ 4.1 (ต่อ) ขอ้ มลู ท่วั ไป จานวน (คน) รอ้ ยละ ระดบั การศึกษาของผปู้ กครอง ประถมศกึ ษา 57 31.32 มธั ยมศึกษา 102 56.04 ปวส. 3 1.65 ปวช. 5 2.75 อนปุ ริญญา 2 1.10 ปริญญาตรี 12 6.59 ปริญญาเอก 1 0.55 รายได้ครอบครัวเฉลยี่ ต่อเดือน ×̅ = 10,105.40 S.D. = 4,659.30 Min = 1,700.00 Max = 32,500.00 จานวนเงนิ ทน่ี ักเรยี นไดม้ าโรงเรยี น (บาท/วนั ) ×̅ = 36.87 S.D. = 16.13 Min = 5.00 Max = 100.00 จากตารางที่ 4.1 พบว่า กลุม่ ตัวอย่าง รอ้ ยละ 51.10 เปน็ เพศหญงิ อายุผปู้ กครอง ของกลมุ่ ตวั อย่าง เฉล่ยี เทา่ กบั 42.43 ปี อายุน้อยสดุ 23 ปี และอายมุ ากสดุ 78 ปี กลุม่ ตวั อยา่ ง สว่ นใหญ่อาศยั อยู่กบั บดิ าและมารดา ร้อยละ 64.84 สมาชิกในครอบครวั ของกลุม่ ตัวอย่าง เฉลย่ี เท่ากบั 4.78 คน อาชพี ผปู้ กครองของกลมุ่ ตวั อย่าง คือ เกษตรกรรม ร้อยละ 54.40 มรี ะดับ การศกึ ษาสูงสดุ อยู่ในระดบั ช้นั มธั ยมศึกษา ร้อยละ 56.04 รายได้เฉลีย่ ตอ่ เดอื น เฉลยี่ เท่ากับ 1 0 , 1 0 5.4 0 บาท เงนิ ที่กลมุ่ ตวั อยา่ งไดม้ าโรงเรยี นเฉลยี่ ต่อวนั เฉล่ียเท่ากบั 3 6.8 7 บาท

59 ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความรเู้ กย่ี วกบั พฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพฟนั เพอ่ื ป้องกนั โรคฟนั ผุ ตารางท่ี 4.2 จานวนและร้อยละความรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรค ฟันผุ ของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรีธรรมราช (n = 182) ความรู้เกีย่ วกับพฤตกิ รรมการดูแลสขุ ภาพฟัน ตอบถกู เพือ่ ปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ จานวน ร้อยละ 1. การรบั ประทานขนมกรุบกรอบมาก จะทาใหม้ โี อกาสเกดิ โรคฟันผไุ ด้ 167 91.76 2. วิธีการกาจดั เศษอาหารบรเิ วณในซ่ที ีม่ ีดา้ นประชดิ แน่น คือ การใช้ 113 62.90 ไหมขัดฟนั 3. ทุกคร้งั ท่แี ปรงฟนั เสร็จแลว้ ควรแปรงล้นิ ด้วย เพราะผิวลิ้นขรุขระ 168 92.31 เปน็ ที่กักเกบ็ ของเช้ือแบคทีเรยี 4. อปุ กรณ์ทช่ี ่วยในการกาจดั เศษอาหารบรเิ วณผิวฟนั ได้ดี คอื แปรงสฟี ัน 164 90.11 5. การด่มื นา้ อดั ลม เป็นประจาสามารถทาใหเ้ กดิ ฟนั ผุ 168 92.31 6. การป้องกนั โรคฟนั ผุสามารถทาไดโ้ ดยการงดอาหารหวาน น้าตาล 137 75.27 และอาหารท่เี หนยี วตดิ ฟนั งา่ ย 7. ยาสีฟันผสมฟลอู อไรด์ช่วยปอ้ งกนั ฟนั ผไุ ด้ 128 78.88 8. ควรแปรงฟนั นานอยา่ งนอ้ ย 2-3 นาที 156 85.71 9. การรับประทานอาหารระหว่างม้ือถเ่ี กินไปและรับประทานอาหาร 120 65.93 จบุ จบิ มีโอกาสเสย่ี งตอ่ การเกดิ ฟันผุได้งา่ ย 10. การรับประทานนมรสหวาน และรสเปรี้ยวสง่ ผลใหเ้ กดิ โรคฟันผุ 102 56.04 จากตารางที่ 4.2 พบว่า ข้อคาถามท่ีกลุ่มตัวอย่างตอบถูกมากที่สุด มี 2 ข้อคาถาม คือ ทุกครั้งที่แปรงฟันเสร็จแล้ว ควรแปรงล้ินด้วย เพราะผิวล้ินขรุขระเป็นที่กักเก็บของเช้ือ แบคทเี รยี รอ้ ยละ 92.31 และการดื่มนา้ อัดลม ขนมกรุบกรอบ เป็นประจาสามารถทาใหเ้ กิดฟันผุ รอ้ ยละ 92.31 รองลงมา คอื การรับประทานขนมกรบุ กรอบมาก จะทาให้มีโอกาสเกิดโรคฟันผุ ได้ตอบถูกร้อยละ 91.76 และข้อท่ีตอบถูกน้อยที่สุด คือ การรับประทานนมรสหวาน และรส เปร้ยี วสง่ ผลใหเ้ กดิ โรคฟันผุรอ้ ยละ 56.04

60 ตารางท่ี 4.3 จานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามระดับความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการ ดแู ลสุขภาพฟันเพ่ือปอ้ งกนั โรคฟันผุ ของกลมุ่ ตัวอย่างของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 อาเภอ นบพติ า จังหวัดนครศรธี รรมราช (n = 182) ความรู้ (คะแนน) จานวน (คน) รอ้ ยละ 108 59.34 ระดับสงู (เทา่ กับหรือมากกว่ารอ้ ยละ 80, 8-10 ข้อ) 36 19.78 38 20.88 ระดบั ปานกลาง (รอ้ ยละ 61-79, 7 ขอ้ ) Min = 1 ระดับต่า (ตา่ กวา่ หรอื เท่ากบั ร้อยละ 60, 0-6 ข้อ) ×̅ = 7.82 S.D = 1.83 Max = 10 จากตารางที่ 4.3 พบว่า ความรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุอยู่ใน ระดับสูง ร้อยละ 59.34 รองลงมาคือระดับต่า และระดับปานกลาง ร้อยละ 20.88 และ 19.78 ตามลาดับ

61 ตอนท่ี 3 ผลการวเิ คราะหท์ ัศนคตเิ กี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพฟันเพ่อื ปอ้ งกัน โรคฟนั ผุ ตารางท่ี 4.4 คา่ เฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลผลระดับทัศนคติเกยี่ วกับพฤติกรรม การดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพติ า จงั หวดั นครศรีธรรมราช (n = 182) ทศั นคตเิ กย่ี วกบั พฤตกิ รรมการดูแลสขุ ภาพฟันเพอื่ ×̅ S.D. การแปลผล ป้องกันโรคฟนั ผุ 1. นักเรียนเชื่อว่าการแปรงฟันในตอนเช้าเพียงวันละครั้ง 3.61 1.24 สูง กเ็ พยี งพอแล้ว* 2. นกั เรยี นเช่อื วา่ การใชไ้ หมขัดฟันเปน็ เร่ืองทีย่ ุ่งยาก* 2.98 1.02 ปานกลาง 3. นักเรียนเช่ือวา่ การบว้ นปากอย่างเดยี วเป็นการทาความ 3.95 1.02 สูง สะอาดฟันทเ่ี พียงพอแล้ว* 4. นกั เรียนเชอื่ ว่าฟันผุเกิดจากหนอนกินฟัน* 2.70 1.24 ปานกลาง 5. นักเรียนเช่ือว่าการแปรงฟันก่อนนอนเป็นเร่ืองท่ีไม่มี 3.92 1.17 สูง ความจาเป็น* 6. นักเรียนเช่ือว่าการแปรงฟันทุกวันสามารถป้องกันโรค 4.23 1.13 สงู มาก ฟันผุได้ 7. นกั เรยี นเชือ่ วา่ การแปรงฟันเปน็ เรอื่ งทีน่ า่ เบื่อหน่าย* 3.90 1.25 สงู 8. นักเรียนเช่ือว่าเม่ือมีฟันผุจนปวด ปล่อยทิ้งไว้ก็จะ 4.00 1.04 สงู มาก หายไปเอง* 9. นักเรียนเช่ือว่าควรไปพบหมอฟันเวลาท่ีปวดฟัน 3.12 1.25 ปานกลาง เทา่ นนั้ * ภาพรวม 3.60 0.58 สงู *ขอ้ คาถามเชิงลบ จากตารางที่ 4.4 พบว่า ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกัน โรคฟันผุในภาพรวม อยูใ่ นระดับดี (3.60±0.58) เมือ่ จาแนกรายข้อ พบวา่ ขอ้ ท่มี คี ะแนนเฉล่ยี สงู

62 ท่ีสุด คือ นักเรียนเชื่อว่าการแปรงฟันทุกวันสามารถป้องกันโรคฟันผุได้ อยู่ในระดับสูงมาก (4.23±1.13) รองลงมาคือ นักเรียนเช่ือว่าเม่ือมีฟันผุจนปวด ปล่อยทิ้งไว้ก็จะหายไปเอง อยู่ใน ระดับสูงมาก (4.00±1.04) และข้อท่ีมีคะแนนเฉล่ียต่าที่สุด คือ นักเรียนเชื่อว่าฟันผุเกิดจาก หนอนกนิ ฟัน อยูใ่ นระดับปานกลาง (2.70±1.24) ตารางที่ 4.5 จานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามระดับทัศนคติเก่ียวกับพฤติกรรมการ ดแู ลสุขภาพฟนั เพอื่ ป้องกันโรคฟันผุจาแนกตามรายข้อ (n = 182) ทศั นคตเิ กี่ยวกับพฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพฟนั จานวน (คน) รอ้ ยละ เพอ่ื ป้องกันโรคฟนั ผุ 32 17.58 92 50.55 ระดบั สงู มาก (4.21 - 5.00 คะแนน) 52 28.57 5 2.75 ระดบั สูง (3.41 - 4.20 คะแนน) 1 0.55 Min = 1.37 ระดับปานกลาง (2.61 - 3.40 คะแนน) ระดบั ต่า (1.81 - 2.60 คะแนน) ระดับตา่ มาก (1.00 - 1.80 คะแนน) ×̅= 3.60 S.D = 0.58 Max = 4.89 จากตารางท่ี 4.5 พบว่า ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกัน โรคฟันผุ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 50.55 รองลงมาคือระดับปานกลาง และระดับสูงมาก ร้อยละ 28.57 และ17.58 ตามลาดบั

63 ตอนท่ี 4 ผลการวิเคราะหก์ ารรับร้เู กยี่ วกบั พฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพฟนั เพ่ือปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ ตารางที่ 4.6 คา่ เฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลผลระดับการรบั รู้เกย่ี วกับพฤติกรรม การดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวดั นครศรีธรรมราช (n = 182) การรบั รเู้ กย่ี วกับพฤตกิ รรมการดูแลสุขภาพฟันเพอื่ ×̅ S.D. การแปลผล ป้องกนั โรคฟนั ผุ 1. การรับประทานอาหารทมี่ แี ป้งและน้าตาลบ่อย ๆทาให้ 3.91 0.91 สูง เสย่ี งต่อการเปน็ โรคฟนั ผไุ ด้ง่ายขน้ึ 2. การใช้ยาสีฟนั ท่ีผสมฟลอู อไรด์จะสามารถป้องกนั ฟันผไุ ด้ 4.00 0.90 สงู 3. การใช้ไหมขัดฟันทาความสะอาดซอกฟนั ช่วยลดโอกาส 3.54 0.91 สงู เสยี่ งในการเกดิ โรคฟนั ผุ 4. การแปรงฟนั สามารถปอ้ งกันฟนั ผุได้ 4.38 0.86 สูงมาก 5. คนทีม่ ีฟันซ้อนเกมโี อกาสเส่ยี งที่จะเกดิ โรคฟนั ผไุ ด้งา่ ยข้ึน 3.88 1.04 สูง 6. การรบั ประทานนมรสหวาน และรสเปรยี้ วเสยี่ งต่อการเกิด 3.62 0.95 สูง โรคฟนั ผุ 7. การอมลูกอม อมยมิ้ หรอื ลกู กวาดเสย่ี งตอ่ การเปน็ โรคฟนั ผุ 4.21 0.92 สูงมาก 8. การกินขนมหวานบ่อย ๆ หรือการกินจุบจิบเสี่ยงต่อ 4.12 0.88 สูง การเกิดโรคฟันผุ ภาพรวม 3.96 0.51 สงู จากตารางที่ 4.6 พบว่า การรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกัน โรคฟันผุ ในภาพรวม อยู่ในระดบั ระดบั สงู (3.96±0.51) เมอ่ื จาแนกรายขอ้ พบวา่ ข้อที่มีคะแนน เฉล่ียสูงที่สุด คือ การรับประทานนมรสหวาน และรสเปร้ียวเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุอยู่ใน ระดบั สงู มาก (4.38±0.86) รองลงมา คือ การอมลูกอม อมย้ิมหรือลูกกวาดเส่ียงต่อการเป็นโรค ฟนั ผุอยใู่ นระดับสูงมาก (4.21±0.92) และข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยต่า ท่ีสุด คือ การใช้ไหมขัดฟันทา ความสะอาดซอกฟนั ช่วยลดโอกาสเสย่ี งในการเกิดโรคฟนั ผุอยูใ่ นระดับสงู (3.54±0.91)

64 ตารางท่ี 4.7 จานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามระดับการรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการ ดูแลสขุ ภาพฟนั เพอ่ื ปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ (n = 182) การรับรเู้ กยี่ วกับพฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพฟันเพ่อื ป้องกนั โรค จานวน (คน) ร้อยละ ฟันผุ ระดับสูงมาก (4.21 - 5.00 คะแนน) 59 32.42 ระดับสงู (3.41 - 4.20 คะแนน) 97 53.30 ระดบั ปานกลาง (2.61 - 3.40 คะแนน) 25 13.74 ระดบั ตา่ (1.81 - 2.60 คะแนน) 1 0.55 ×̅ = 3.96 S.D = 0.51 Max = 5 Min = 2.38 จากตารางท่ี 4.7 พบว่า การรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกัน โรคฟันผุอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 53.30 รองลงมาคือระดับสูงมาก และระดับปานกลาง ร้อยละ 32.42 และ 13.74 ตามลาดับ

65 ตอนที่ 5 ผลการวเิ คราะห์การเขา้ ถึงสถานบรกิ ารดา้ นทนั ตกรรม ตารางที่ 4.8 คา่ เฉลีย่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และการแปลผลระดบั การเขา้ ถงึ สถานบริการดา้ น ทันตกรรม ของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรีธรรมราช (n = 182) การเขา้ ถงึ สถานบรกิ ารด้านทนั ตกรรม ×̅ S.D. การแปลผล 1. สถานบริการทนั ตกรรมใกลบ้ ้านของนักเรียน 2.99 1.17 ปานกลาง 2. นักเรียนคิดว่าสถานบริการทันตกรรมมีความเพียงพอ 3.52 0.91 สงู กับประชาชนทีไ่ ปใชบ้ รกิ าร 3. นักเรยี นได้รับการตรวจสุขภาพชอ่ งปากจากทนั ตแพทย์ 3.58 1.05 สงู หรือบุคลากรดา้ นทันตสาธารณสุข 4. นักเรียนไดร้ บั การตรวจสุขภาพช่องปากจากครูอนามัย 3.60 0.99 สูง 5. นกั เรยี นได้รบั การตรวจสุขภาพช่องปากจากทนั ตแพทย์ 3.38 1.13 ปานกลาง หรือบคุ ลากรด้านทันตสาธารณสขุ ทุกๆ 6 เดอื น 6. นักเรียนมีความสะดวกในการเดินทางไปโรงพยาบาล 3.59 0.99 สูง หรือคลินกิ หรอื สถานบรกิ ารสาธารณสุข ภาพรวม 3.44 0.62 สูง จากตารางท่ี 4.8 พบว่า การเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรมในภาพรวม อยู่ใน ระดับสูง (3.44±0.62) เม่ือจาแนกรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีคะแนนเฉล่ียสูงที่สุด คือ นักเรียนได้รับ การตรวจสุขภาพช่องปากจากครูอนามัยอยู่ในระดับสูง (3.60±0.99) รองลงมา คือ นักเรียนมี ความสะดวกในการเดินทางไปโรงพยาบาล หรือคลินิก หรือสถานบริการสาธารณสุขอยู่ใน ระดับสูง (3.59±0.99) และข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยต่าที่สุด คือ สถานบริการทันตกรรมใกล้บ้านของ นักเรียนในระดบั ปานกลาง (2.99±1.17)

66 ตารางท่ี 4.9 จานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามระดับการเข้าถึงสถาน บริการด้านทันตกรรม (n = 182) การเขา้ ถึงสถานบริการดา้ นทนั ตกรรม จานวน (คน) ร้อยละ 14 7.69 ระดับสงู มาก (4.21 - 5.00 คะแนน) 76 41.76 81 44.51 ระดบั สูง (3.41 - 4.20 คะแนน) 11 6.04 Min = 1.83 ระดบั ปานกลาง (2.61 - 3.40 คะแนน) ระดบั ต่า (1.81 - 2.60 คะแนน) ×̅ = 3.44 S.D = 0.62 Max = 5 จากตารางที่ 4.9 พบว่า การเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรมอยู่ในระดับปานกลาง รอ้ ยละ 44.51 รองลงมาคอื ระดับสูง และระดบั สงู มาก รอ้ ยละ 41.76 และ 7.69 ตามลาดับ

67 ตอนท่ี 6 ผลการวเิ คราะหก์ ารได้รับข้อมลู ขา่ วสารเกย่ี วกับโรคฟันผุ ตารางที่ 4.10 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการแปลผลระดับการได้รับข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกบั การป้องกนั โรคฟนั ผุ ของกลมุ่ ตวั อย่างของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 อาเภอนบพติ า จงั หวดั นครศรีธรรมราช (n = 182) การไดร้ บั ขอ้ มูลขา่ วสารเกยี่ วกับการปอ้ งกันโรคฟันผุ ×̅ S.D. การแปลผล 1. นักเรียนได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคฟันผุจาก 3.58 1.02 สงู การเขา้ ร่วมกจิ กรรม หรือมหกรรมรณรงคก์ ารดแู ลสุขภาพ ชอ่ งปาก 2. นักเรียนได้รับความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรคฟันผุจาก 3.01 1.05 ปานกลาง กจิ กรรมหนา้ เสาธง 3. นกั เรยี นได้รับความรู้เกย่ี วกับการปอ้ งกันโรคฟันผุจากครู 3.32 1.06 ปานกลาง 4. นักเรียนได้รับความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรคฟันผุจาก 3.42 1.09 สูง บคุ ลากรทันตสาธารณสขุ 5. นักเรียนได้รับความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรคฟันผุจาก 2.57 1.11 ตา่ สอ่ื ส่งิ พิมพ์ เช่น วารสาร หนงั สอื พมิ พ์ แผน่ พบั 6. นักเรียนได้รับความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรคฟันผุทาง 2.70 1.13 ปานกลาง โทรทัศน์ 7. นักเรียนได้รับความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรคฟันผุจาก 2.38 1.21 ต่า เสยี งตามสายของหมบู่ ้าน 8. นักเรียนได้รับความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรคฟันผุจาก 3.05 1.12 ปานกลาง บอร์ดความรู้ของโรงเรยี น ภาพรวม 3.00 0.65 ปานกลาง จากตารางท่ี 4.10 พบว่า การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันโรคฟันผุ ใน ภาพรวม อยู่ในระดับระดับปานกลาง (3.00±0.65) เมื่อจาแนกรายข้อ พบว่า ข้อที่มีคะแนน เฉลีย่ สงู ทสี่ ดุ คือ นักเรยี นไดร้ ับความรเู้ กย่ี วกับการปอ้ งกนั โรคฟนั ผุจากการเขา้ ร่วมกจิ กรรม หรือ มหกรรมรณรงค์การดูแลสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับสูง (3.58±1.02) รองลงมา คือ นักเรียน

68 ได้รับความรู้เก่ียวกับการป้องกันโรคฟันผุจากบุคลากรทันตสาธารณสุขอยู่ในระดับสูง (3.42±1.09) และข้อท่มี คี ะแนนเฉลยี่ ต่าทส่ี ุด คอื นักเรียนได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคฟันผุ จากเสยี งตามสายของหม่บู ้านในระดบั ต่า (2.38±1.21) ตารางท่ี 4.11 จานวนและรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ การป้องกันโรคฟันผุ (n = 182) การไดร้ ับข้อมลู ข่าวสารเกย่ี วกับการปอ้ งกันโรคฟันผุ จานวน (คน) รอ้ ยละ 11 6.04 ระดบั สงู มาก (4.21 - 5.00 คะแนน) 30 16.48 97 53.30 ระดบั สงู (3.41 - 4.20 คะแนน) 38 20.88 6 3.30 ระดบั ปานกลาง (2.61 - 3.40 คะแนน) Min = 1.38 ระดบั ตา่ (1.81 - 2.60 คะแนน) ระดับต่ามาก (1.00 - 1.80 คะแนน) ×̅ = 3.00 S.D = 0.65 Max = 4.88 จากตารางท่ี 4.11 พบวา่ การไดร้ บั ข้อมลู ข่าวสารเกีย่ วกบั การป้องกันโรคฟันผุอยู่ใน ระดับปานกลาง ร้อยละ 53.30 รองลงมาคือระดับต่า และระดับสูง ร้อยละ 20.88 และ 16.48 ตามลาดับ

69 ตอนท่ี 7 ผลการวิเคราะห์การสนบั สนนุ ทางสงั คมด้านการปอ้ งกันโรคฟนั ผุ ตารางท่ี 4.12 ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลผลระดับการสนับสนุนทางสังคม ด้านการป้องกันโรคฟันผุ ของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช (n = 182) การสนบั สนุนทางสงั คมดา้ นการปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ ×̅ S.D. การแปลผล 1. เพ่ือนของนักเรียน มักห้ามนักเรียนรับประทานอาหาร 2.47 1.20 ตา่ จาพวกขนมตา่ ง ๆ เชน่ ขนมเคก้ นา้ ชา กาแฟ เป็นตน้ 2. เม่ือมีปัญหาสุขภาพช่องปาก เพื่อนของนักเรียนจะ 2.81 1.14 ปานกลาง แนะนานกั เรยี นให้ไปเข้ารับบรกิ ารทางทันตกรรม 3. ผู้ปกครองให้เงินนักเรียนสาหรับซื้ออุปกรณ์ทาความ 3.37 1.00 ปานกลาง สะอาดฟัน 4. เม่ือมีปัญหาสุขภาพช่องปาก ผู้ปกครองจะพานักเรียน 3.52 1.15 สูง ไปรบั บริการทางทันตกรรม 5. ผู้ปกครองเป็นคนกาชับให้นักเรียนแปรงฟันก่อนนอน 3.75 1.21 สูง อยู่เสมอ 6. ผ้ปู กครองจะตกั เตือนหากนกั เรียนอยากกนิ ลกู อม หรือ 3.72 1.18 สูง น้าอัดลม 7. นกั เรียนได้รับคาปรึกษาเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคฟัน 3.62 1.02 สูง ผจุ ากผ้ปู กครอง ครู ทนั ตบุคลากร 8. นักเรียนเคยไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจฟัน อุดฟัน 3.63 1.14 สงู เคลือบหลุมร่องฟัน หรือถอนฟันและได้รับคาแนะนาใน การดแู ลสุขภาพช่องปาก 9. ครูจะตรวจฟันใหน้ กั เรียนเสมอทุกภาคเรยี น 3.29 1.22 ปานกลาง 10. โรงเรียนจัดกิจกรรมการแปรงฟันหลังอาหารกลาง 3.77 1.22 สงู วันทโ่ี รงเรียน

70 ตารางที่ 4.12 (ต่อ) การสนับสนุนทางสังคมดา้ นการปอ้ งกันโรคฟันผุ ×̅ S.D. การแปลผล 12. นักเรียนได้รับแปรงสีฟันใหม่จากผู้ปกครองเม่ือแปรง 3.93 1.02 สงู สีฟนั เกิดการเส่อื มสภาพ 13. นักเรียนได้รับการดูแลเอาใจใส่เก่ียวกับสุขภาพช่อง 3.70 1.13 สูง ปากจากผูป้ กครอง ภาพรวม 3.49 0.56 สูง จากตารางท่ี 4.12 พบว่า การสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุใน ภาพรวม อยู่ในระดับสูง (3.49±0.56) เมื่อจาแนกรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีคะแนนเฉลี่ยสูงท่ีสุด คือ นักเรียนได้รับแปรงสีฟันใหม่จากผู้ปกครองเม่ือแปรงสีฟันเกิดการเสื่อมสภาพอยู่ในระดับสูง (3.93±1.02) รองลงมา คือ โรงเรียนจดั กิจกรรมการแปรงฟันหลงั อาหารกลางวนั ท่โี รงเรียน และ นักเรียนได้รับคาแนะนาจากทันตบุคลากรเรื่องการแปรงฟันอยู่ในระดับสูง (3.77±1.22) และ (3.77±0.95) และข้อท่ีมีคะแนนเฉลี่ยตา่ ที่สุด คอื เพอื่ นของนกั เรยี น มักห้ามนักเรียนรบั ประทาน อาหารจาพวกขนมต่างๆ เชน่ ขนมเคก้ นา้ ชา กาแฟ เปน็ ตน้ อยใู่ นระดบั ตา่ (2.47±1.20)

71 ตารางท่ี 4.13 จานวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามการสนับสนุนทางสังคมด้านการ ปอ้ งกันโรคฟันผุ (n = 182) การสนบั สนุนทางสงั คมดา้ นการป้องกนั โรคฟนั ผุ จานวน (คน) ร้อยละ 22 12.09 ระดับสงู มาก (4.21 - 5.00 คะแนน) 74 40.66 75 41.21 ระดับสงู (3.41 - 4.20 คะแนน) 11 6.04 Min = 2.15 ระดบั ปานกลาง (2.61 - 3.40 คะแนน) ระดบั ตา่ (1.81 - 2.60 คะแนน) ×̅ = 3.49 S.D = 0.56 Max = 4.69 จากตารางที่ 4.13 การสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุ พบว่า กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่มีการได้รับการสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุอยู่ในระดับปาน กลาง ร้อยละ 41.21 รองลงมาคือระดับสูง และระดับสูงมาก ร้อยละ 40.66 และ 12.09 ตามลาดบั

72 ตอนที่ 8 ผลการวเิ คราะห์พฤติกรรมด้านการดูแลสขุ ภาพฟันเพอื่ ป้องกนั โรคฟนั ผุ ตารางที่ 4.14 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการแปลผลระดับพฤติกรรมด้านการดูแล สุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอ นบพติ า จงั หวดั นครศรธี รรมราช (n = 182) พฤตกิ รรมดา้ นการดแู ลสขุ ภาพฟันเพอ่ื ป้องกันโรคฟนั ผุ ×̅ S.D. การแปลผล ด้านการแปรงฟนั 1. นักเรียนแปรงฟันตอนก่อนเข้านอน โดยที่ไม่ทานอาหาร 3.15 0.90 สูง หลังแปรงฟนั 2. นกั เรียนจะแปรงฟัน โดยใชย้ าสีฟนั ผสมฟลอู อไรดด์ ้วยเสมอ 3.16 0.89 สงู 3. หลงั จากแปรงฟันแลว้ นกั เรยี นทาความสะอาดลนิ้ โดย 3.13 0.92 สูง การแปรงทล่ี นิ้ 4. นกั เรยี นใช้ไหมขดั ฟนั เพ่ือทาความสะอาดซอกฟันอย่าง 2.59 1.13 ปานกลาง นอ้ ยวันละ 1 ครง้ั 5. นกั เรียนแปรงฟันเป็นเวลามากกว่า 2 นาทีข้ึนไป 3.12 0.88 สงู 6. นักเรยี นมกั จะลมื แปรงฟนั ก่อนนอน* 2.53 0.97 ปานกลาง 7. นักเรยี นใช้นา้ ยาบว้ นปากร่วมกับการแปรงฟนั 2.43 1.03 ปานกลาง ด้านการตรวจสุขภาพชอ่ งปากด้วยตนเอง 8. นักเรียนใช้กระจกส่องดูสภาพภายในช่องปากตนเอง 2.91 0.97 ปานกลาง เพอ่ื หาส่งิ ผิดปกติ เช่นจุดสีดาบนตวั ฟนั ดา้ นการบรโิ ภคอาหาร 9. นักเรยี นชอบดม่ื น้าอดั ลม* 1.99 0.83 ตา่ 10. นกั เรยี นชอบกินขนมกรุบกรอบ* 2.11 0.85 ปานกลาง 11. นักเรยี นชอบอมลูกอม ลกู กวาด หรอื อมย้มิ * 2.26 0.90 ปานกลาง 12. นักเรียนชอบรับประทานเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น 1.87 0.86 ตา่ ชาเขียว ชานมไขม่ กุ นมเย็น เป็นต้น* 13 นกั เรยี นรับประทานผกั และผลไม้ 3.18 0.84 สูง 14. นกั เรยี นชอบรับประทานอาหารจุบจบิ * 2.30 1.03 ปานกลาง

73 ตารางที่ 4.14 (ตอ่ ) พฤตกิ รรมด้านการดแู ลสุขภาพฟันเพ่อื ปอ้ งกันโรคฟนั ผุ ×̅ S.D. การแปลผล 15. นกั เรียนไม่รับประทานอาหารระหวา่ งมอื้ 2.76 0.91 ปานกลาง 16. นกั เรียนเลือกดืม่ นมจดื แทนนมหวาน 2.88 0.94 ปานกลาง ด้านการไปพบทนั ตแพทยห์ รือบุคลากรด้านทนั ตสาธารณสุข 17. นักเรียนไปพบทันตแพทย์หรือบุคลากรด้านทันต 2.94 0.88 ปานกลาง สาธารณสขุ เมื่อมีปัญหาสุขภาพช่องปากเทา่ นน้ั 18. นักเรียนไปพบทันตแพทย์หรือบุคลากรด้านทันต 2.78 0.97 ปานกลาง สาธารณสขุ เพ่ือตรวจสุขภาพชอ่ งปากอย่างน้อยทกุ 6 เดอื น ภาพรวม 2.67 0.27 ปานกลาง *ข้อคาถามเชงิ ลบ จากตารางที่ 4.14 พบว่า พฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุใน ภาพรวม อย่ใู นระดับปานกลาง (2.67±0.27) เมื่อจาแนกรายดา้ น พบวา่ ด้านการแปรงฟัน ข้อท่ีมีคะแนนเฉล่ียสูงท่ีสุด คือ นักเรียนจะแปรงฟัน โดยใช้ยาสี ฟันผสมฟลูออไรด์ด้วยเสมอ อยู่ในระดับสูง (3.16±0.89) รองลงมา คือ นักเรียนแปรงฟันตอน กอ่ นเขา้ นอน โดยท่ไี ม่ทานอาหารหลังแปรงฟนั อยู่ในระดบั สงู (3.15±0.90) และขอ้ ท่มี ีคะแนนเฉล่ีย ต่าทีส่ ุด คอื นกั เรียนใชน้ ้ายาบว้ นปากร่วมกบั การแปรงฟันอยู่ในระดับปานกลาง (2.43±1.03) ด้านการตรวจสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง มีคะแนนเฉล่ียสูงท่ีสุด คือ นักเรียนใช้ กระจกส่องดูสภาพภายในช่องปากตนเองเพ่ือหาส่ิงผิดปกติ เช่น จุดสีดาบนตัวฟันอยู่ในระดับ ปานกลาง (2.91±0.97) ดา้ นการบริโภคอาหาร ข้อท่ีมีคะแนนเฉล่ียสูงท่ีสุด คือ นักเรียนรับประทานผักและ ผลไม้อยู่ในระดับสูง (3.18±0.84) รองลงมา คือ นักเรียนเลือกด่ืมนมจืดแทนนมหวานอยู่ใน ระดับปานกลาง (2.88±0.94) และข้อที่มีคะแนนเฉล่ียต่าที่สุด คือ นักเรียนชอบรับประทาน เครือ่ งดม่ื ทม่ี รี สหวาน เชน่ ชาเขียว ชานมไข่มกุ นมเยน็ เปน็ ต้นอยู่ในระดับตา่ (1.87±0.86) ด้านการไปพบทันตแพทยห์ รอื บุคลากรด้านทันตสาธารณสุข ข้อที่มีคะแนนเฉลยี่ สูงที่สุด คอื นกั เรยี นไปพบทันตแพทยห์ รอื บุคลากรด้านทันตสาธารณสุข เมือ่ มีปัญหาสขุ ภาพช่องปากเท่าน้ัน อยู่ในระดับปานกลาง (2.94±0.88) รองลงมา คือ นักเรียนไปพบทันตแพทย์หรือบุคลากรด้าน ทนั ตสาธารณสุขเพื่อตรวจสขุ ภาพชอ่ งปากอยา่ งน้อยทุก 6 เดือนอย่ใู นระดบั ปานกลาง (2.78±0.97)

74 ตารางท่ี 4.15 จานวน ร้อยละ ของระดับพฤตกิ รรมดา้ นการดแู ลสขุ ภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุของ กล่มุ ตวั อยา่ งของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 อาเภอนบพติ า จังหวดั นครศรีธรรมราช (n = 182) พฤตกิ รรมดา้ นการดูแลสขุ ภาพฟนั เพื่อป้องกันโรคฟนั ผุ จานวน (คน) รอ้ ยละ 16 8.79 ระดับสงู (3.01 – 4.00 คะแนน) 164 90.11 2 1.10 ระดบั ปานกลาง (2.01 – 3.00 คะแนน) Min = 1.94 ระดับต่า (1.00 – 2.00 คะแนน) ×̅ = 2.67 S.D = 0.27 Max = 3.33 จากตารางที่ 4.15 พบว่า พฤติกรรมดา้ นการดแู ลสุขภาพฟนั เพอื่ ป้องกันโรคฟันผุอยู่ ในระดับปานกลาง ร้อยละ 90.11 รองลงมาคือระดับสูง และระดับต่า ร้อยละ 8.79 และ 1.10 ตามลาดับ

75 ตอนท่ี 9 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง เพศ อายุผู้ปกครอง บุคคลที่อาศัย อยู่ด้วย จานวนสมาชิกในครอบครัวของนักเรียน อาชีพของผู้ปกครอง ระดับการศึกษาของ ผู้ปกครอง จานวนเงินท่ีนักเรียนได้มาโรงเรียน (บาท/วัน) ของกลุ่มตัวอย่างนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปที ี่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช ตารางท่ี 4.16 ความสัมพันธ์ระหว่าง เพศ อายุผู้ปกครอง จานวนสมาชิกในครอบครัวของ นกั เรียน อาชพี ของผปู้ กครอง ระดบั การศกึ ษาของผปู้ กครอง จานวนเงินทน่ี ักเรียนไดม้ าโรงเรียน (บาท/วัน) ของกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรธี รรมราช (n = 182) พฤตกิ รรมด้านการดแู ลสุขภาพฟนั เพอ่ื ปอ้ งกนั โรคฟันผุ (ร้อยละ) ปานกลาง สงู รวม × 2 p-value เพศ 1.298 0.255 ชาย 79 10 89 (88.76) (11.24) (100.00) หญงิ 87 6 93 (93.55) (6.45) (100.00) อายุผู้ปกครอง 7.530 0.023* 20-30 ปี 11 4 15 (73.33) (26.67) (100.00) 31-40 ปี 65 7 72 (90.28) (9.72) (100.00) 41-50 ปี 90 5 95 (94.74) (5.26) (100.00) บุคคลทอ่ี าศยั อยู่ดว้ ย 2.940*** 0.362*** บดิ าและมารดา 109 9 118 (92.37) (7.63) (100.00)

76 ตารางท่ี 4.16 (ต่อ) พฤตกิ รรมด้านการดแู ลสขุ ภาพฟนั เพ่อื ปอ้ งกันโรคฟนั ผุ (ร้อยละ) ปานกลาง สูง รวม × 2 p-value 0.927 ญาตพิ น่ี ้อง 33 5 38 0.440 0.848 (86.84) (13.16) (100.00) บิดา 13 0 13 (100.00) (0.00) (100.00) มารดา 11 2 13 (84.62) (15.38) (100.00) จานวนสมาชิกในครอบครัวของ 0.008 นกั เรยี น นอ้ ยกวา่ 5 คน 81 8 89 (91.01) (8.99) (100.00) มากกว่าหรือเทา่ กับ 5 คน 85 8 93 (91.40) (8.60) (100.00) อาชพี ของผู้ปกครอง 1.644 เกษตรกรรม/พ่อบา้ น 91 11 102 ,แม่บา้ น (89.22) (10.78) (100.00) ค้าขาย/รบั จ้าง/พนกั งาน 66 5 71 บญั ชี (92.96) (7.04) (100.00) รบั ราชการ 13 0 13 (100.00) (0.00) (100.00) ระดบั การศกึ ษาของผูป้ กครอง 0.330 ประถมศกึ ษา 53 4 57 (92.98) (7.02) (100.00)

77 ตารางที่ 4.16 (ตอ่ ) พฤตกิ รรมด้านการดแู ลสขุ ภาพฟันเพ่อื ปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ (ร้อยละ) ปานกลาง สูง รวม × 2 p-value 0.597 ปวส/อนปุ รญิ ญา/ปริญญาตรี 18 2 20 0.290 /ปริญญาเอก (90.00) (10.00) (100.00) รายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อเดอื น 0.280 ตา่ กวา่ 10,000 บาท 103 11 114 (90.35) (9.65) (100.00) ม า ก ก ว่ า ห รื อ เ ท่ า กั บ 63 5 68 10,000 บาท (92.65) (7.35) (100.00) จ า น ว น เ งิ น ท่ี นั ก เ รี ย น ไ ด้ ม า 1.118 โรงเรยี น (บาท/วัน) นอ้ ยกวา่ 50 บาท 124 10.00 134 (92.54) (7.46) (100.00) มากกวา่ หรือเท่ากบั 50 บาท 42 6 48 (87.50) (12.50) (100.00) *** Fisher’s exact test จากตารางท่ี 4.16 พบว่า อายุผู้ปกครอง (p-value = 0.023) มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 เพศ บคุ คลที่อาศยั อยู่ด้วย จานวนสมาชิกในครอบครัวของนักเรียน อาชีพของผู้ปกครอง ระดับ การศกึ ษาของผปู้ กครอง รายได้ครอบครวั เฉลย่ี ตอ่ เดอื น และจานวนเงินทีน่ กั เรยี นได้มาโรงเรียน (บาท/วัน) ไม่มีความสมั พนั ธ์กบั พฤติกรรมด้านการดูแลสขุ ภาพฟันเพ่อื ป้องกนั โรคฟนั ผกุ ัน

78 ตอนท่ี 10 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้เฉลี่ยของครอบครัว (ต่อ เดือน) ความรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ทัศนคติเกี่ยวกับ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ การรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ฟนั เพื่อปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ การเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม การได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับ โรคฟันผุ การสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุ พฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟัน เพ่ือป้องกนั โรคฟันผุ ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 อาเภอนบพติ า จังหวดั นครศรีธรรมราช ตารางท่ี 4.17 ผลการวเิ คราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกัน โรคฟนั ผขุ องนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 อาเภอนบพติ า จงั หวดั นครศรธี รรมราช (n = 182) ตัวแปร rS p-value 0.12 รายไดค้ รอบครวั เฉลีย่ ต่อเดือน -0.12 0.44 ความรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรค 0.06 0.32 ฟันผุ 0.04* ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรค -0.07 < 0.001** < 0.001** ฟันผุ < 0.001** การรับร้เู กยี่ วกบั พฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรค 0.15 ฟันผุ การเขา้ ถึงสถานบรกิ ารดา้ นทนั ตกรรม 0.31 การได้รับข้อมูลขา่ วสารเกีย่ วกบั โรคฟนั ผุ 0.37 การสนับสนุนทางสังคมดา้ นการป้องกันโรคฟนั ผุ 0.36 * คา่ นยั สาคัญทางสถิติทีร่ ะดบั 0.05 ** คา่ นัยสาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.01 จากตารางที่ 4.17 พบวา่ การรับร้เู ก่ียวกับพฤตกิ รรมการดแู ลสุขภาพฟันเพอ่ื ป้องกนั โรคฟันผุ (p-value = 0.04 , rS = 0.15) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรีธรรมราช อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ส่วนการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม (p-value < 0.001, rS = 0.31) การได้รบั ขอ้ มูลขา่ วสารเกี่ยวกบั โรคฟันผุ (p-value < 0.001, rS = 0.37) และการสนับสนนุ ทางสังคมด้านการปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ (p-value < 0.001, rS = 0.36) มี

79 ความสัมพันธ์ทางบวกกบั พฤตกิ รรมดา้ นการดูแลสุขภาพฟนั เพอ่ื ปอ้ งกนั โรคฟันผุ ของนกั เรยี นช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สว่ นความรู้เกีย่ วกบั พฤตกิ รรมการดแู ลสขุ ภาพฟนั เพ่อื ป้องกันโรค รายได้ครอบครวั เฉลี่ยตอ่ เดอื น และทศั นคติเก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุไม่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวดั นครศรีธรรมราช

บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัย เรื่องปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกัน โรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช มีรูปแบบ เป็นการวิจัยเชิงสารวจแบบภาคตัดขวาง (Analytical cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์ เพือ่ ศึกษามีวตั ถุประสงคเ์ พื่อศึกษาพฤตกิ รรมการปอ้ งกันโรคฟนั ผุขของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษา ปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม การป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรธี รรมราช โดยสามารถสรปุ และอภปิ รายผลการศกึ ษารายละเอียดดังนี้ 5.1 สรปุ ผลการวิจัย 5.2 อภปิ รายผล 5.3 ขอ้ เสนอแนะ 5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั 5.1.1 ปจั จยั สว่ นบคุ คล พบวา่ กลุ่มตัวอย่างสว่ นใหญ่ ร้อยละ 51.10 เป็นเพศหญิง อายุผู้ปกครองของกลุ่ม ตวั อย่าง เฉลยี่ เทา่ กับ 42.43 ปี กลมุ่ ตัวอย่างส่วนใหญอ่ าศยั อยกู่ บั บดิ าและมารดา ร้อยละ 64.84 สมาชิกในครอบครัวของกลุ่มตัวอย่าง เฉล่ียเท่ากับ 4.78 คน อาชีพผู้ปกครองของกลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรรม ร้อยละ 54.40 มีระดับการศึกษาสูงสุดอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ร้อยละ 56.04 รายไดเ้ ฉลยี่ ต่อเดือน เฉล่ยี เท่ากบั 10,105.40 บาท เงินท่กี ลมุ่ ตวั อย่างไดม้ าโรงเรยี นเฉลี่ย ต่อวนั เฉลยี่ เท่ากับ 36.87 บาท 5.1.2 ปัจจยั นา 5.1.2.1 ความรู้เกี่ยวกบั พฤติกรรมการดูแลสขุ ภาพฟนั เพือ่ ป้องกันโรคฟันผุ อยู่ ในระดับสูง ร้อยละ 59.34 (7.82±1.83) พบว่า ข้อคาถามที่กลุ่มตัวอย่างตอบถูกมากท่ีสุดอยู่ใน ระดับสูง มี 2 ข้อคาถาม คือ ทุกคร้ังท่ีแปรงฟันเสร็จแล้ว ควรแปรงลิ้นด้วย เพราะผิวลิ้นขรุขระ

81 เปน็ ทกี่ กั เก็บของเช้ือแบคทีเรียร้อยละ 92.31 และการดื่มน้าอัดลม ขนมกรุบกรอบ เป็นประจา สามารถทาให้เกิดฟันผุร้อยละ 92.31 และข้อท่ีตอบถูกน้อยที่สุด อยู่ในระดับต่า คือ การ รบั ประทานนมรสหวาน และรสเปร้ยี วสง่ ผลใหเ้ กดิ โรคฟนั ผุร้อยละ 56.04 5.1.2.2 ทัศนคติเก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ พบวา่ กล่มุ ตวั อย่างส่วนใหญม่ รี ะดับทัศนคติเก่ียวกบั พฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ ในภาพรวม อยู่ในระดับดี (3.60±0.58) เม่ือจาแนกรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีคะแนนเฉล่ียสูงท่ีสุด คือ นักเรียน เชอื่ ว่าการแปรงฟนั ทกุ วนั สามารถป้องกนั โรคฟันผุได้ อย่ใู นระดับสูงมาก (4.23±1.13) และข้อท่ี มีคะแนนเฉล่ียต่าที่สุด คือ นักเรียนเช่ือว่าฟันผุเกิดจากหนอนกินฟัน อยู่ในระดับปานกลาง (2.70±1.24) 5.1.2.3 การรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกัน โรคฟนั ผุ ในภาพรวม อยูใ่ นระดับระดับสงู (3.96±0.51) เมอ่ื จาแนกรายขอ้ พบวา่ ข้อที่มีคะแนน เฉล่ียสูงท่ีสุด คือ การรับประทานนมรสหวาน และรสเปรี้ยวเส่ียงต่อการเกิดโรคฟันผุอยู่ใน ระดับสูงมาก (4.38±0.86) และข้อที่มีคะแนนเฉล่ียต่า ท่ีสุด คือ การใช้ไหมขัดฟันทาความ สะอาดซอกฟันชว่ ยลดโอกาสเสี่ยงในการเกดิ โรคฟนั ผุอยใู่ นระดับสงู (3.54±0.91) 5.1.3 ปจั จยั เออ้ื การเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับ การ เข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรมในภาพรวม อยู่ในระดับระดับปานกลาง (3.34±0.62) เม่ือ จาแนกรายขอ้ พบว่า ข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงท่ีสุด คือ นักเรียนได้รับการตรวจฟันจากครูอนามัย อยู่ในระดับสูง (3.60±0.99) และข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยต่าท่ีสุด คือ สถานบริการทันตกรรมอยู่ใกล้บ้าน ของนักเรยี นในระดบั ปานกลาง (2.99±1.17) 5.1.4 ปัจจัยเสริม 5.1.4.1 การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคฟันผุ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วน ใหญ่มีระดับการได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโรคฟันผุในภาพรวม อยู่ในระดับระดับปานกลาง (3.00±0.65) เมื่อจาแนกรายข้อ พบว่า ข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด คือ นักเรียนได้รับความรู้ เก่ียวกับการดูแลสุขภาพในช่องปากจากการเข้าร่วมกิจกรรม หรือมหกรรมรณรงค์การดูแล สุขภาพช่องปากอยู่ในระดับสูง (3.58±1.02) และข้อที่มีคะแนนเฉล่ียต่าที่สุด คือ นักเรียนได้รับ ค ว า ม รู้ เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ดู แ ล สุ ข ภา พ ใ น ช่ อ ง ป า ก จ า ก เ สี ย ง ต า ม ส า ย ข อ ง ห มู่ บ้ า น ใน ร ะ ดั บ ต่ า (2.38±1.21)

82 5.1.4.2 การสนับสนนุ ทางสังคมดา้ นการป้องกันโรคฟันผุ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่มีระดับการสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุในภาพรวม อยู่ในระดับสูง (3.49±0.56) เมอื่ จาแนกรายขอ้ พบวา่ ข้อท่ีมีคะแนนเฉลี่ยสูงท่ีสุด คือ นักเรียนได้รับแปรงสีฟัน ใหม่จากผู้ปกครองเมื่อแปรงสีฟันเกิดการเส่ือมสภาพอยู่ในระดับสูง (3.93±1.02) และข้อท่ีมี คะแนนเฉล่ียต่าท่ีสุด คือ เพ่ือนของนักเรียน มักห้ามนักเรียนรับประทานอาหารจาพวกขนมต่างๆ เช่น ขนมเค้ก นา้ ชา กาแฟ เปน็ ตน้ อยใู่ นระดบั ตา่ (2.47±1.20) 5.1.5 พฤตกิ รรมดา้ นการดแู ลสขุ ภาพฟนั เพ่ือป้องกนั โรคฟนั ผุ กลุม่ ตัวอยา่ งส่วนใหญม่ รี ะดบั พฤตกิ รรมดา้ นการดแู ลสขุ ภาพฟนั เพ่ือปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ ในภาพรวม อยู่ในระดบั ปานกลาง (2.67±0.27) เม่อื จาแนกรายดา้ น พบวา่ ด้านการแปรงฟัน ข้อที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงท่ีสุด คือ นักเรียนจะแปรงฟัน โดยใช้ยาสี ฟันผสมฟลูออไรด์ด้วยเสมอ อยู่ในระดับสูง (3.16±0.89) และข้อท่ีมีคะแนนเฉล่ียต่าที่สุด คือ นกั เรียนใชน้ ้ายาบ้วนปากร่วมกับการแปรงฟนั อยูใ่ นระดบั ปานกลาง (2.43±1.03) ด้านการตรวจสุขภาพช่องปากด้วยตนเอง มีคะแนนเฉลี่ยสูงท่ีสุด คือ นักเรียนใช้ กระจกส่องดูสภาพภายในช่องปากตนเองเพื่อหาส่ิงผิดปกติ เช่น จุดสีดาบนตัวฟันอยู่ในระดับ ปานกลาง (2.91±0.97) ดา้ นการบริโภคอาหาร ข้อที่มีคะแนนเฉล่ียสูงท่ีสุด คือ นักเรียนรับประทานผักและ ผลไม้อยู่ในระดับสูง (3.18±0.84) และข้อที่มีคะแนนเฉล่ียต่าที่สุด คือ นักเรียนชอบรับประทาน เครอ่ื งด่มื ที่มีรสหวาน เช่น ชาเขียว ชานมไข่มกุ นมเย็น เป็นต้น อย่ใู นระดบั ต่า (1.87±0.86) ด้านการไปพบทันตแพทยห์ รือบคุ ลากรด้านทันตสาธารณสุข ข้อท่ีมีคะแนนเฉลี่ยสูง ท่ีสุด คือ นักเรียนไปพบทันตแพทย์หรือบุคลากรด้านทันตสาธารณสุข เมื่อมีปัญหาสุขภาพช่อง ปากเท่านนั้ อย่ใู นระดบั ปานกลาง (2.94±0.88) 5.1.6 ความสัมพันธ์ระหว่าง เพศ อายุผู้ปกครอง บุคคลที่อาศัยอยู่ด้วย จานวน สมาชิกในครอบครัวของนักเรียน อาชีพของผู้ปกครอง ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง จานวนเงินทนี่ กั เรียนได้มาโรงเรยี น (บาท/วัน) รายไดเ้ ฉล่ียของครอบครวั (ตอ่ เดือน) ความรู้ เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมการ ดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ การรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือ ปอ้ งกันโรคฟนั ผุ การเข้าถงึ สถานบรกิ ารด้านทันตกรรม การได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโรค ฟนั ผุ การสนบั สนุนทางสงั คมดา้ นการปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ กบั พฤตกิ รรมด้านการดแู ลสขุ ภาพฟนั

83 เพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัด นครศรีธรรมราช อายุผู้ปกครอง (p-value = 0.023) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแล สุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เพศ บุคคลท่ีอาศัยอยู่ ด้วย จานวนสมาชิกในครอบครัวของนักเรียน อาชีพของผู้ปกครอง ระดับการศึกษาของ ผ้ปู กครอง รายไดค้ รอบครัวเฉลย่ี ตอ่ เดือน และจานวนเงินท่ีนักเรียนได้มาโรงเรยี น (บาท/วัน) ไม่ มคี วามสัมพนั ธ์กับพฤตกิ รรมดา้ นการดแู ลสขุ ภาพฟนั เพื่อป้องกนั โรคฟนั ผุ การรับรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ (p-value = 0.04 , rS = 0.15) มีความสัมพันธท์ างบวกกบั พฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพฟนั เพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 อาเภอนบพติ า จังหวดั นครศรธี รรมราช อยา่ งมนี ยั สาคญั ทาง สถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม (p-value < 0.001, rS = 0.31) การ ได้รับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับโรคฟันผุ (p-value < 0.001, rS = 0.37) และการสนับสนุนทาง สังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุ (p-value < 0.001, rS = 0.36) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ พฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 อาเภอนบพิตา จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนความรู้ เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และทัศนคติ เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้าน การดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอนบพิตา จงั หวดั นครศรธี รรมราช 5.2 อภิปรายผล จากการวิเคราะหข์ อ้ มูลพบประเดน็ ท่ีสาคญั ทไ่ี ดจ้ ากผลการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยจะได้นามา อภิปรายผลงานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ้ ง ดังนี้ 5.2.1/อายุผู้ปกครอง มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือ ปอ้ งกันโรคฟนั ผุ ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของนฤชติ ทองรุ่งเรอื งชัย และพรรณี บัญชรหัตถกิจ (2556 อ้างถึงใน Mattila ML, Rautawa P, Sillanpaa M, Paunio P, 2545) ได้ศึกษาปัจจัยที่ มีความสัมพนั ธก์ บั พฤติกรรมการแปรงฟันให้เด็กอายุ 1-5 ปีของผู้ปกครอง ในเขตอาเภอโนนสัง จงั หวัดหนองบัวลาภู พบว่า เด็กท่มี ีมารดาที่อายุน้อยกว่า 20 ปี มีฟันผุสูงมากกว่าเด็กที่มีมารดา ท่ีอายุมากกว่า 25 ปี แสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองที่มีอายุมากจะมีประสบการณ์การดูแลสุขภาพ

84 ชอ่ งปาก มีความเข้าใจ เห็นถึงความสาคัญของสุขภาพชอ่ งปากและมกี ารหาความรเู้ พมิ่ เตมิ ท่ีมาก ข้ึนด้วย 5.2.2/การรับรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ มี ความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ซึ่งสอดคล้อง กับการศึกษาของชมนาด ทับศรีนวล (2549) ได้ศึกษาปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ ดแู ลสุขภาพช่องปากของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พบว่า การรับรู้ถึงประโยชน์ของการดูแลสุขภาพช่องปากมีความสัมพันธ์ทางบวกต่อพฤติกรรม การดูแลสุขภาพช่องปาก และสอดคล้องกับการศึกษาของวิทยา โปธาสินธ์ิ (2549) ได้ศึกษา ปจั จัยท่ีมีผลต่อพฤตกิ รรมสุขภาพชอ่ งปากเด็ก นกั เรียนประถมศกึ ษาชั้นปีท่ี 4-6 ของอาเภอสาม ร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า ปัจจัยการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรม สง่ เสริมสขุ ภาพมีความสมั พนั ธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสขุ ภาพ แสดงใหเ้ หน็ ว่าการที่นักเรียนมีการ รับรู้ ความรูส้ กึ ความเขา้ ใจความเชื่อเกย่ี วกับประโยชน์หรอื ความเสี่ยงในการเกิดโรคฟันผุหรือมี โอกาสเส่ียงต่อภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากการเกิดโรคฟันผุเพียงอย่างเดียวเพียงพอที่จะกระตุ้น ให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการ เกดิ โรคฟันผุจะทาใหน้ ักเรียนพยายามหลกี เลี่ยงการกระทาต่างๆ ทที่ าให้เกดิ โรคฟันผุและปฏิบัติ ตามแนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กวยั เรียน 5.2.3/การเข้าถงึ สถานบริการด้านทันตกรรม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรม ด้านการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของชมนาด ทับศรีนวล (2549) ได้ศึกษาปัจจัยทม่ี ีความสัมพนั ธก์ ับพฤติกรรมการดแู ลสุขภาพช่องปากของนักเรียนระดับ มัธยมศกึ ษาตอนตน้ ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พบวา่ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การเขา้ ถงึ บรกิ าร ทันตสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก แสดงให้เห็นว่า นักเรียนท่ีมีการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรมที่สูง จะทาให้เกิดความเอาใจใส่และมี พฤติกรรมในการไปตรวจสุขภาพฟันที่ดี ส่งผลให้เด็กมีทัศนคติท่ีดีต่อทันตบุคลากรและให้ความ ร่วมมอื ในการรกั ษาในลาดบั ตอ่ ไป 5.2.4/การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคฟันผุ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ พฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของชมนาด ทับศรีนวล (2549) ได้ศึกษา ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตอาเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี พบว่า การได้รับข้อมูล ข่าวสารในการดูแลสุขภาพช่องปาก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่อง

85 ปาก แสดงให้เห็นว่านักเรียนท่ีได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคฟันผุท่ีถูกต้องผ่านส่ือช่องทาง ต่างๆ จะส่งผลให้มพี ฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพฟันเพ่อื ปอ้ งกนั โรคฟันผุท่ีดดี ว้ ย กล่าวคอื การไดร้ บั ข้อมูลข่าวสารท่ีดีเป็นพ้ืนฐานสาคัญ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจ ความเชื่อเกี่ยวกับประโยชน์หรือ ความเสี่ยงในการเกิดโรคฟนั ผุจะนาไปสู่การมีทนั ตสุขภาพที่ดี เมื่อนักเรียนที่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ท่เี ออ้ื ต่อพฤตกิ รรมดา้ นการดแู ลสุขภาพฟนั เพอ่ื ปอ้ งกนั โรคฟนั ผุ กจ็ ะมีพฤตกิ รรมการดแู ลสุขภาพ ชอ่ งปากทีด่ ี สามารถดาเนินชีวติ โดยท่ัวไปได้อย่างมีความสขุ และมคี ณุ ภาพชวี ติ ท่ดี ี 5.2.5/การสนับสนุนทางสังคมด้านการป้องกันโรคฟันผุ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ พฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ซ่ึงสอดคล้องกับการศึกษาของณัฐวัฒน์ สวุ คนธ์ และปราโมทย์ วงศ์สวสั ดิ์ (2561) ไดศ้ กึ ษาปัจจัยท่มี ผี ลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟัน เพ่ือป้องกันโรคฟันผุของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 อาเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พบว่า ปัจจัยเสริมต่อพฤติกรรมการป้องกันฟันผุ คือ การสนับสนุนทางสังคม มีผลทางบวกต่อ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ และสอดคล้องกับการศึกษาของวิทยา โปธาสินธ์ิ (2549) ได้ศึกษาปัจจัยทีม่ ีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพชอ่ งปากเด็ก นักเรียนประถมศึกษา ช้นั ปีท่ี 4-6 ของอาเภอสามรอ้ ยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า การได้รับการสนับสนุนทาง สังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพช่องปาก แสดงให้เห็นว่านักเรียนต้องการ ความเอาใจใส่จากบุคคลรอบข้าง เช่น บุคคลในครอบครัว เพื่อน การได้รับแรงสนับสนุนจาก บุคคลในครอบครัวหรือเพ่ือน สามารถกระตุ้น หรือจูงใจให้เด็กมีความสนใจในดูแลสุขภาพฟัน มากข้ึน การใช้ปัจจัยเสริมแรง โดยใช้การกระตุ้น สร้างแรงเสริมแก่เด็ก โดยการให้รางวัลที่เป็น ส่งิ ของ คาชมเชย การยอมรบั การลงโทษ หรอื การไม่ยอมรับในพฤตกิ รรมนั้น ๆ การแสดงความ รัก ดูแลเอาใจใส่ แสดงความชน่ื ชม แนะนา ตกั เตอื น กระตุ้นเตือน ให้กาลังใจ จะทาให้นักเรียน มีพฤติกรรมสขุ ภาพช่องปากท่ีดีขน้ึ และแรงสนับสนุนทางสังคมจากทันตแพทย์หรือทันต บคุ ลากรท่มี กี ารให้คาแนะนาเรอ่ื งในชอ่ งปากนนั้ จะส่งผลตอ่ การมีพฤตกิ รรมสขุ ภาพช่องปากที่ดี 5.2.6/ความรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรค ฟันผุไม่ มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุ ซ่ึงสอดคล้องกับ การศกึ ษาของสภุ ัทชัย ยนิ ดียุทธ (2552) ไดท้ าการศกึ ษาพฤติกรรมดา้ นทนั ตสขุ ภาพของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ในเขตตาบลกระเสียว อาเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า ความรู้ กบั พฤติกรรมด้านทันตสุขภาพของนักเรยี น พบวา่ ไม่มีความสัมพนั ธ์ แสดงใหเ้ หน็ ว่านกั เรียนท่ี มีความรู้เก่ียวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุท่ีดีจะก่อให้เกิด ความเข้าใจ และเห็นความสาคัญของสุขภาพช่องปาก ซ่ึงความรู้เป็นแนวทางหน่ึงของบุคคลในการที่จะนา

86 ความรู้น้ันไปใช้ในการแสดงออกของบุคคลในการกระทาหรืองดเว้นการกระทา การท่ีบุคคลมี ความรูค้ วามเขา้ ใจดี อาจจะนาไปสู่การปฏบิ ตั ทิ ถ่ี ูกตอ้ งหรอื ไมถ่ กู ตอ้ งก็ได้ 5.2.7/ทัศนคติเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุไม่มี ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุ ซ่ึงไม่สอดคล้องกับ การศกึ ษาของสภุ ทั ชัย ยนิ ดียทุ ธ (2552) ไดท้ าการศกึ ษาพฤติกรรมด้านทนั ตสขุ ภาพของนักเรียน ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ในเขตตาบลกระเสียว อาเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า ทัศนคติ กบั พฤตกิ รรมดา้ นทันตสุขภาพของนกั เรยี น พบว่า มีความสมั พันธก์ ันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 แสดงวา่ นักเรยี นที่มีความร้สู ึกและความคิดในการดูแลสุขภาพฟนั เพ่ือป้องกันโรคฟัน ผุที่ดี จะทาให้มีการดูแลสุขภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามนักเรียนที่มี ความรูส้ ึก และความคดิ ในการการดแู ลสขุ ภาพฟันเพ่ือป้องกันโรคฟันผุท่ีไม่ดี จะทาให้มีการดูแล สุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุที่ไม่ดี ซ่ึงทัศนคติในการดูแลการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรค ฟันผุเป็นความเช่ือหรือการยอมรับประการหนึ่งของบุคคลที่จะส่งผลต่อ พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ดู แ ล ทันตสขุ ภาพที่แสดงออกทงั้ ในทางปฏบิ ัตติ ามและการไม่ปฏบิ ตั ติ าม เกิดจากทัศนคตทิ ี่มีต่อส่ิงนั้น ทง้ั ในเชงิ ทศั นคติทีด่ หี รอื ทัศนคตทิ ่ไี มด่ ี 5.2.8 รายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อเดือนไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแล สุขภาพฟนั เพอื่ ป้องกันโรคฟันผุ แสดงวา่ ผ้ปู กครองท่มี รี ายได้มากหรือมรี ายได้น้อย ไม่ไดส้ ง่ ผลต่อ พฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรคฟันผุที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ วิทยา โปธาสินธ์ิ (2549) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพช่องปากเด็ก นักเรียน ประถมศึกษาชั้นปีที่ 4-6 ของอาเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่า รายได้ ครอบครวั ของผู้ปกครองไม่มคี วามสัมพันธ์กบั พฤติกรรมสุขภาพชอ่ งปากโดยรวม อาจกล่าวได้ว่า รายได้ท่ีสูงกว่าจะมีพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านทันตสุขภาพในระดับท่ีสูงกว่า และไม่ สอดคล้องกับการศึกษาของชมนาด ทับศรีนวล (2549) พบว่า รายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อ เดอื น มีความสมั พันธก์ ับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก แสดงให้เห็นว่าฐานะทางเศรษฐกิจ เป็นทรัพยากรในการดารงชีวิตของครอบครัว การมีรายได้ทาให้สมาชิกในครอบครัวไม่ต้องคอย แสวงหารายไดเ้ พม่ิ เตมิ ซึง่ ทาให้มีเวลาดูแลตนเองดา้ นทันตสขุ ภาพ และเพิ่มโอกาสหรือแนวทาง ในการท่จี ะรกั ษาหรอื ดแู ลสุขภาพไดเ้ พ่มิ ขน้ึ ดว้ ย 5.2.9/เพศไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟันเพื่อป้องกันโรค ฟันผุ แสดงให้เห็นว่าเพศท่ีแตกต่างกันไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพฟัน เพ่ือป้องกันโรคฟันผุ จะเป็นเพศหญิงหรือเพศชายก็มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมด้านการดูแล


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook