สรปุ เน้อื หารายการที่ 3 เซลล์ ตอนท่ี 1 เซลล์ (Cells) คอื หนว่ ยท่ีเล็กทส่ี ดุ ของส่งิ มีชวี ิต ซึง่ ทาหน้าท่เี ปน็ ส่วนประกอบในโครงสร้างตา่ งๆของ สิง่ มชี ีวิต ในปัจจบุ ันนักวิทยาศาสตร์ไดค้ ้นพบเซลล์ที่มรี ปู ร่างและหน้าที่ตา่ งกันจานวนมาก แต่ในทกุ ๆเซลล์จะมี โครงสรา้ งทีเ่ ปน็ องคป์ ระกอบพ้นื ฐานเหมือนกัน คือ เยอื่ หมุ้ เซลล์ นวิ เคลยี ส และโพรโทพลาสซึม ภาพแสดงข้อแตกตา่ งระหว่าเซลล์สัตว์ และเซลลพ์ ชื สว่ นประกอบของเซลลส์ ามารถแบ่งได้เปน็ 2 ส่วน ดงั นี้ 1. ส่วนของเยือ่ หุ้มเซลล์ เปน็ ส่วนท่ีอยชู่ ดิ กบั ผนงั เซลลอ์ าจมีลกั ษณะเรียบ หรือพับไปมา เพอื่ ขยาย ขนาดเยอื่ ห้มุ เซลล์เข้าไปในเซลล์ เรียกว่า มโี ซโซม (mesosome) หรอื ที่เรยี กกันอกี อยา่ งวา่ \"เซลล์คุม\" มหี นา้ ที่ ควบคุม การเข้าออกของน้า สารอาหาร และอิออนโลหะต่าง ๆ เป็นตวั แสดงขอบเขตของเซลล์ เซลล์ทุกชนดิ ตอ้ งมเี ย่ือหุ้มเซลล์ ซ่งึ ประกอบไปดว้ ยส่วนต่างๆ ดงั น้ี 1.1 เย่ือหมุ้ เซลล์ (Cell membrane)หรอื บางครั้งเรียกวา่ พลาสมาเมมเบรน (Plasma membrane) เปน็ เยอื่ บาง ๆ ประกอบด้วยสารประกอบสองชนดิ คอื ไขมนั ชนดิ ฟอสโฟลิปิด(Phospholipid) กับ โปรตีน เยือ่ หมุ้ เซลล์จะประกอบไปด้วย ไขมนั เปน็ ส่วนใหญ่เรียงตวั 2 ชัน้ โดยหันส่วนของฟอสเฟส หรอื สว่ นทมี่ ีขัว้ (ชอบนา้ ) ออกดา้ นนอก และหันส่วนทีเ่ ป็นลิพิด หรอื สว่ นที่ไมม่ ีขั้ว (ไมช่ อบนา้ ) เข้าด้านใน โดยใน ชัน้ ฟอสโฟลพิ ิด (พวกไขมัน) จะมโี ปรตนี (Protein) และคลอเลสเทอรอล (Cholesterol) แทรกอยดู่ ว้ ย ลักษณะทแี่ สดงส่วนประกอบของเยื่อหุม้ เซลล์น้ตี ้องสอ่ งดดู ้วยกล้องจุลทรรศนอ์ เิ ล็กตรอน จึงจะเหน็ ได้ เยื่อหุ้มเซลล์มหี น้าทีห่ อ่ หมุ้ ส่วนประกอบต่างๆ ภายในเซลลไ์ ว้ ทาใหแ้ ตล่ ะเซลลแ์ ยกออกจาก กนั และสามารถทาใหเ้ ซลล์คงรูปร่างอย่ไู ด้ นอกจากนีย้ งั ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ เยอ่ื เลอื กผา่ น (Semipermeable membrane) ท่ียอมใหส้ ารบางชนดิ ผ่านเข้าออกระหวา่ งเซลล์ ภาพแสดงองคป์ ระกอบของเย่อื ห้มุ เซลล์
1.2 ผนังเซลล์ (Cell wall) คอื ช้นั ที่ลอ้ มรอบเยอ่ื หุ้มเซลล์ ทาหน้าทีเ่ ป็นตวั คา้ จุนโครงสรา้ ง ปกปอ้ งเซลล์ และกลไกคดั กรองสาร เปน็ สว่ นที่อย่ภู ายนอกสดุ ของเซลล์ พบไดเ้ ฉพาะในพืช สาหร่าย รา และ แบคทีเรยี แตไ่ มพ่ บในสตั ว์และโพรทสิ ต์ ผนงั เซลลท์ าหนา้ ทป่ี อ้ งกันและเพ่ิมความแขง็ แรงให้แก่เซลล์ผนังเซลล์ ของพชื จะมีรไู ว้แลกเปลีย่ นสารระหวา่ งเซลลพ์ ชื สองเซลล์ เรยี กว่า พลาสโมเดสมาตา (Plasmodesmata) ภาพแสดงองคป์ ระกอบของผนังเซลล์ 1.3 สารเคลอื บเซลล์ (Cell coat) เปน็ สารที่เคลือบเยอ่ื ห้มุ เซลล์ไว้อกี ชั้นหน่ึง ทาหนา้ ท่ี เพมิ่ ความแขง็ แรง ลดการสูญเสยี น้า และทาใหเ้ ซลลค์ งรปู อยไู่ ด้ ในส่งิ มชี ีวติ ตา่ งชนิดกนั จะมีสารเคลือบเซลล์ ตา่ งกันไปด้วย เช่นในเซลลส์ ัตวจ์ ะเปน็ พวกไกลโคโปรตนี ในเหด็ รา จะเปน็ พวกไคตนิ (Chitin) และในได อะตอม จะเปน็ พวกซิลิกา 2. สว่ นของโพรโทพลาสซึม (Protoplasm) เปน็ สารก่ึงของเหลวอยูภ่ ายในของเซลลท์ ้งั หมด เป็น ส่วนทีอ่ ยู่ภายในเยื่อห้มุ เซลลท์ ง้ั หมด ทาหนา้ ท่เี กย่ี วขอ้ งกับกระบวนการตา่ งๆ ภายในเซลล์ เช่น การเจริญและ การดารงชวี ติ ของเซลล์ เราสามารถแบง่ โพรโทพลาสซมึ ออกเป็น2 ส่วนหลกั ไดแ้ ก่ไซโทรพลาสซมึ (Cytoplasm) และ นวิ เคลียส (Nucleus) 2.1 ไซโทรพลาสซึม (Cytoplasm) คือ ส่วนของโพรโทพลาสซึมท่ีอยู่นอกนิวเคลียส ซึง่ ภายในไซโทรพลาสซมึ ประกอบไปด้วย 2.1.1 ออรแ์ กเนลล์ (Organell) เปน็ องคป์ ระกอบทท่ี าหนา้ ท่คี ล้ายอวยั วะของเซลล์ สามารถแบ่งออกได้เป็นสองชนิด ดังต่อไปนี้ 1. ออรแ์ กแนลลท์ มี่ ีเยือ่ หุม้ (Membrane bounded organell)ได้แก่ 1. ไมโทคอนเดรยี (Mitochondria) เป็นออรแ์ กแนลลท์ ่ีมรี ูปร่างกลมรีคล้ายรปู ไข่ โครงสรา้ งของไมโทคอนเดรียจะมีเมมเบรนหมุ้ 2 ชั้น โดยช้ันนอกจะเรียงเรียบ แต่ชนั้ ในจะพบั ทบไปมาเขา้ ด้าน ใน เรยี กว่า ครสิ ตี (Cristae) นอกจากนภี้ ายในไมโทคอนเดรยี มีของเหลวซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิด เรยี กวา่ เมทรกิ ซ์ (Matrix) โดยหน้าที่ของไมโทรคอนเดรียเปรียบว่าเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ เพราะ มีเอม ไซมท์ ่สี าคญั ท่ใี ชใ้ นกระบวนการหายใจระดบั เซลล์ และยังมกี ารพบเอมไซมท์ ่ที าหนา้ ที่เกย่ี วข้องกับการขนส่ง อิเลคตรอน (Electron transport chain) บนคริสตีของเย่อื หมุ้ ชน้ั ใน จานวนของไมโทคอนเดรยี จะมมี ากในเซลล์ทม่ี เี มแทบอลซิ มึ สงู นอกจากนีไ้ มโทคอนเดรียยังมีDNA เป็นของตวั เองทาให้เพม่ิ จานวนและสังเคาระห์โปรตนี ได้เองอกี ดว้ ย
ภาพแสดงองค์ประกอบของไมโทคอนเดรยี 2. เอนโดพลาสมิกเรตคิ ลู มั (Endoplasmic reticulum) หรือเรียกย่อๆว่า ER เป็นออร์ แกแนลล์ทม่ี ผี นังบาง 2 ชนั้ มีความหนานอ้ ยกว่าเย่ือหุ้มเซลล์ โครงสร้างเปน็ ระบบทอ่ เชอ่ื มประสานกนั นอกจากนี้ส่วนของทอ่ ยังติดตอ่ กบั เยอ่ื หุ้มเซลล์ เยอื่ หุ้มนิวเคลียสและกอลจบิ อดอี ีกดว้ ย สามารถแบง่ เอนโดพ ลาสมิกเรตคิ ลู มั ไดเ้ ปน็ 2 ชนดิ คอื 2.1 เอนโดพลาสมิกเรตคิ ูลมั ชนดิ เรียบ (Smooth endoplasmic reticulum) หรือ SER เปน็ ชนิดทไี่ ม่มไี รโบโซมเกาะ พบมากในเซลล์ทม่ี ีหน้าทก่ี าจัดสารพษิ และสร้างสารสเตอรอยด์ จึงพบใน เซลลท์ ตี่ ่อมหมวกไต เซลลค์ อร์ปัสลเู ทียมในรังไข่ และในเซลลข์ องตบั และยงั ทาหนา้ ที่ คือ ลาเลยี งสารตา่ งๆ เชน่ RNA ไขมนั โปรตนี เนื่องจากผนงั ของ ER ยอมให้สารประกอบโมเลกุลใหญบ่ างชนดิ รวมทั้ง ไขมัน เอนไซม์ และโปรตนี ผ่านเข้าออกได้ จงึ เป็นทางผ่านของสาร และเกลือแร่เขา้ ไปกระจายท่วั เซลล์ รวมท้ังสาร ตา่ งๆ ยังอาจสะสมไว้ใน ER อีกดว้ ย และการขับของเสยี ออกจากเซลล์ โดยผา่ นทาง ER เรียกวา่ เอกโซไซโท ซสิ (exocytosis) 2.2 เอนโดพลาสมกิ เรตคิ ลู ัมชนดิ ขรุขระ (Rough endoplasmic reticulum) หรือ RER เปน็ ชนดิ ทม่ี ไี รโบโซมมาเกาะ ทาหน้าท่ใี นการสังเคราะหโ์ ปรตีน ภาพแสดงองค์ประกอบของเอนโดพลาสมกิ เรตคิ ลู ัม
3. กอลจิบอดี (Golgi body) หรอื กอลจิคอมเพลกซ์ (Golgi complex) หรอื กอลจิแอพ พาราตสั (Golgi apparatus) เป็นออร์แกแนลลท์ ม่ี ลี ักษณะเป็นทกุ แบนๆซ้อนกันเป็นชน้ั ทาหนา้ ทเ่ี กบ็ สะสม สารท่เี ซลล์สรา้ งข้นึ กอ่ นจะปล่อยออกนอกเซลล์ ซึ่งส่วนใหญ่มกั จะเปน็ สารพวกโปรตนี นอกจากนกี้ อลจบิ อดียัง ทาหนา้ ทต่ี ัดแต่งโปรตีนให้มสี ภาพที่เหมาะสมกับการใชง้ านอกี ดว้ ย ภาพแสดงองค์ประกอบของกอลจิบอดี 4. ไลโซโซม (Lysosome) ไลโซโซม เป็นออรแ์ กแนลล์ ทมี่ ีเมมเบรนห่อหมุ้ เพียงชัน้ เดยี ว ซ่งึ ไมย่ อมให้เอนไซม์ตา่ งๆ ผา่ นออก แต่เป็นเย่อื ท่ีสลายตัว หรอื ร่วั ไดง้ ่าย เมอ่ื เกดิ การอักเสบของเน้ือเย่ือ หรือ ขณะทีม่ กี ารเจรญิ เติบโต เยื่อหมุ้ นี้มีความทนทาน ตอ่ ปฏกิ ิรยิ าการย่อยของเอนไซม์ ทอี่ ยู่ภายในได้เป็นออร์ แกแนลล์ท่พี บเฉพาะในเซลลส์ ตั วเ์ ท่าน้นั ส่วนมากจะพบในเซลลฟ์ าโกไซต์(Phagocytic cell) เชน่ เซลลเ์ มด็ เลือดขาว เป็นต้น นอกจากนี้ภายในไลโซโซมยงั ประกอบไปดว้ ยเอมไซมห์ ลายชนดิ ที่ทาหนา้ ท่ใี นการยอ่ ยสาร ต่างๆ เช่น หางของลกู อ๊อด เชือ้ โรค หรือเซลล์ที่ตายแล้ว เป็นต้น ภาพแสดงองคป์ ระกอบของไลโซโซม 5. แวคิวโอล (Vacuole) เป็นช่องๆ ลอ้ มรอบดว้ ยเมมเบรนชนิดเยอ่ื ยนู ติ ชั้นเดียว อยู่ภายใน เซลลย์ แู ครโิ อต (eukaryotic cell) บางชนิด พบในเซลลพ์ ชื ส่วนใหญ่และสัตว์หลายชนิด โดยแวคิวโอลในสตั ว์ มักเลก็ กว่าในพืช แวควิ โอลสามารถทาหนา้ ที่เป็นท่ีเกบ็ หล่งั และถา่ ยของเหลวภายในเซลล์สามารถแบ่งแวคิว โอลได้ 3 ชนดิ ดงั นี้ 5.1 แซปแวคิวโอล (Sap vacuole) พบเฉพาะในเซลลพ์ ืชเทา่ นน้ั ทาหน้าท่ีสะสมสี นา้ ตาล กรดอะมโิ นและผลึกสารพิษในเซลล์
5.2 ฟูดแวควิ โอล (Food vacuole) พบในพวกโพรโทซัว เช่น อะมีบา นอกจากนี้ยงั พบใน เซลล์เมด็ เลอื ดขาวและเซลลฟ์ าโกไซต์เมือ่ เซลลห์ รือสง่ิ มีชวี ิตเหลา่ นี้ทาการกินแบบฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) จะเกดิ การสรา้ งเปน็ ฟูดแวควิ โอลขึ้น 5.3 คอนแทรกไทล์แวควิ โอล (Contractile vacuole) พบในส่ิงมีชีวิตเซลล์เดียว พวก อะมีบาและพารามเิ ซยี ม ทาหน้าที่ขจัดน้าสว่ นเกนิ และของเสยี ออกจากเซลล์ นอกจากนย้ี ังทาหน้าทีค่ วบคุม สมดลุ นา้ ภายในเซลล์อีกดว้ ย ภาพแสดงองค์ประกอบของแวคโิ อล
แบบทดสอบบทท่ี 3 เรอื่ ง เซลล์ ตอนที่ 1 1. ข้อใดตอ่ ไปนี้เปน็ หนา้ ทข่ี องเยือ่ หุ้มเซลล์ 1. เปน็ แหล่งสร้างพลงั งานให้แกเ่ ซลล์ 2. หอ่ ห้มุ องคป์ ระกอบต่างๆของเซลลไ์ ว้ 3. เกยี่ วข้องกับการคงรปู ของเซลล์ และเปน็ ทางผา่ นของสารระหว่างเซลล์ ก. 1 เท่านัน้ ข. 1, 2 ค. 2, 3 ง. ถูกทุกข้อ 2. ข้อใดตอ่ ไปนี้ไม่ใช่องคป์ ระกอบของเย่ือหมุ้ เซลล์ ก. ฟอสโฟลิพดิ ข. คอลเลสเตอรอล ค. คารโ์ บไฮเดรต ง. คลอโรฟลิ ล์ 3. ขอ้ ใดต่อไปนีบ้ ง่ บอกถึงการจดั เรยี งตวั ของเย่ือหมุ้ เซลลไ์ ด้ถกู ตอ้ ง ก. หนั ชน้ั ท่ีมีขั้วออกดา้ นนอก และหันช้ันทไ่ี ม่มขี ั้วเขา้ ด้านใน ข. หนั ช้นั ท่ีมขี ้วั ออกเข้าด้านใน และหนั ช้นั ท่ไี ม่มีข้วั ด้านนอก ค. หนั ทง้ั สว่ นท่ีมขี ้ัวและไม่มขี ั้วออกดา้ นนอก ง. หันทงั้ สว่ นท่มี ขี ว้ั และไมม่ ขี ้วั เขา้ ด้านใน 4. ข้อใดต่อไปนม้ี ีความสามารถในการเปน็ เยือ่ เลอื กผา่ น (Semipermeable membrane) ก. กอลจบิ อดี ข. ไรโบโซม ค. เย่ือหุ้มเซลล์ ง. เซนทรโิ อล 5. รูทพี่ บบนผนังเซลลข์ องพชื เรียกว่าอะไร ก. Plasma membrane ข. Plasmodesmata ค. Plastid ง. Plasmodium 6. ส่ิงมีชีวิตใดตอ่ ไปนี้ไม่มผี นงั เซลล์ (Cell wall) ก. พืช ข. สาหร่าย ค. พารามเี ซยี ม ง. รา 7. ขอ้ ใดตอ่ ไปน้ีเปน็ หน้าทข่ี องสารเคลือบเซลล์ (Cell coat) 1. เพมิ่ ความแขง็ แรง 2. ลดการสญู เสยี น้า 3. สังเคราะห์โปรตีน ก. 1 เท่านั้น ข. 1, 2 ค. 2, 3 ง. ถกู ทุกข้อ 8. ขอ้ ใดจัดเป็นสารเคลอื บเซลล์ของสิง่ มีชวี ิตพวกไดอะตอม (Diatom) ก. ซิลิกา ข. อะลมู เิ นยี ม ค. แคลเซยี ม ง. แมกนเี ซียม 9. ข้อใดตอ่ ไปน้ถี อื เปน็ สว่ นของโพรโทพลาสซึม 1. ไซโทรพลาสซมึ 2. นวิ เคลยี ส 3. เยื่อหุ้มเซลล์ ก. 1 เทา่ นน้ั ข. 1, 2 ค. 2, 3 ง. ถกู ทุกข้อ 10. ไมโทคอนเดรียมรี ปู รา่ งคลา้ ยกบั ส่งิ ใดตอ่ ไปนี้ ก. วงกลม ข. สเี่ หล่ียม ค. วงรี ง. สามเหลี่ยม 11. ออร์แกแนลลใ์ ดต่อไปนท้ี าหน้าท่สี าคัญต่อกระบวนการหายใจระดับเซลล์ ก. นิวเคลียส ข. กอลจิบอดี ค. เอนโดพลาสมิกเรติคลู มั ง. ไมโทคอนเดรีย
12. สว่ นใดของไมโทคอนเดรยี ทเี่ รยี กวา่ ครสิ ตี (Cristae) ก. 1 ข. 2 ค. 3 ง. 4 13. ออรแ์ กแนลลใ์ ดจะมจี านวนมากในเซลลท์ ีต่ อ้ งการใช้พลังงานสูง เชน่ เซลลต์ ับและเซลลอ์ สจุ ิ ก. ไลโบโซม ข. เอนโดพลาสมิกเรตคิ ลู มั ค. ไมโทคอนเดรีย ง. ไรโบโซม 14. ขอ้ ใดต่อไปน้ีไม่ใช่ลกั ษณะของไมโทคอนเดรีย ก. เก่ียวข้องกบั การสร้างพลงั งาน ข. เกิดกระบวนการหายใจระดับเซลล์ ค. มี DNA เปน็ ของตัวเอง ง. มเี อมไซม์สาหรับยอ่ ยสิง่ แปลกปลอม 15. ออร์แกแนลลใ์ ดต่อไปนี้มีโครงสร้างเปน็ ทอ่ เชือ่ มประสานกนั ก. นิวเคลียส ข. กอลจบิ อดี ค. เอนโดพลาสมกิ เรติคูลมั ง. ไมโทคอนเดรีย 16. ข้อใดคอื หน้าทข่ี องเอนโดพลาสมิกเรติคูลมั ชนดิ เรียบ 1. สงั เคราะหแ์ ละลาเลียงลิพดิ และสเตอรอยด์ฮอร์โมน 2. ตดั แตง่ โปรตีนใหม้ สี ภาพทีเ่ หมาะสมกับการทางาน 3. ยอ่ ยสลายสารตา่ งๆ ก. 1 เทา่ นนั้ ข. 1, 2 ค. 2, 3 ง. ถูกทกุ ขอ้ 17. เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั ชนดิ หยาบจะทางานร่วมกับออร์แกแนลลใ์ ดเพอ่ื สังเคราะห์โปรตนี ก. ไลโซโซม ข. กอลจิบอดี ค. ไมโทคอนเดรยี ง. ไรโบโซม 18. ข้อใดตอ่ ไปนีเ้ ป็นลกั ษณะของกอลจบิ อดี (Golgi body) ก. มีลักษณะคล้ายรปู ไข่ ข. มลี กั ษณะเปน็ ทกุ แบนๆซอ้ นกัน ค. มเี ยื่อหมุ้ สองชนั้ โดยช้นั ในจะพบั ไปมา ง. มีรงควัตถุบรรจอุ ยู่ 19. ขอ้ ใดตอ่ ไปน้ีไม่ใช่หน้าท่หี รอื คณุ สมบัติของกอลจิบอดี ก. เกบ็ สะสมสารทเ่ี ซลลส์ ร้างขนึ้ มาก่อนจะปลอ่ ยออกนอกเซลล์ ข. ภายในมโี ปรตีนบรรจอุ ยู่ ค. มีเยอ่ื หมุ้ สองชน้ั โดยช้นั ในจะพบั ไปมา ง. ตดั แต่งโปรตนี ใหม้ ีสภาพท่ีเหมาะสมกบั การทางาน 20. ออรแ์ กแนลลใ์ ดต่อไปน้สี ามารถพบได้เฉพาะในเซลล์สตั วเ์ ท่านน้ั ก. ไรโบโซม ข. กอลจิบอดี ค. เอนโดพลาสมิกเรตคิ ูลมั ง. ไลโซโซม 21. ข้อใดตอ่ ไปนี้ไมใ่ ช่หนา้ ทข่ี องไลโซโซม ก. สามารถยอ่ ยหางลูกออ๊ ด ข. สามารถกาจัดเชื้อโรคได้ ค. สามารถสงั เคราะหล์ ิพดิ ได้ ง. สามารถทาลายเซลล์ท่ีตายแลว้ ได้
22. แวควิ โอลชนดิ ใดต่อไปนี้พบเฉพาะในพชื เท่านน้ั ก. แซปแวคิวโอล ข. ฟดู แวคิวโอล ค. คอนแทรกไทล์แวคิวโอล ง. แกส๊ วคิวโอล 23. คอนแทรกไทลแ์ วควิ โอลที่พบในอะมีบาและพารามเี ซยี มทาหน้าท่ีอยา่ งไร ก. ควบคุมทิศทางการเคล่อื นที่ ข. ขจัดนา้ และของเสียสว่ นเกินออกจากเซลล์ ค. เกบ็ สะสมพวกแป้งและไขมัน ง. ย่อยสลายสงิ่ แปลกปลอมทีเ่ ขา้ มาภายในเซลล์ 24. เซลลใ์ ดตอ่ ไปนีม้ ี Lysosome มากที่สดุ ก. เซลล์ตบั ข. เซลล์ท่ีไต ค. เซลลเ์ มด็ เลอื ดขาว ง. เซลล์ของต่อมไร้ท่อ 25. ถ้านาเซลลช์ นิดหน่งึ มาศกึ ษาด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์อเิ ล็กตรอน พบว่ามีไมโทคอนเดรยี อย่ใู นไซโทพลาสซึม เป็นจานวนมาก เซลล์เหลา่ นนนี้ า่ จะนามาจากเนอื้ อวยั วะส่วนใด ก. สมอง ข. ปอด ค. หวั ใจ ง. ตับ 26. จากภาพ ส่วนทล่ี ูกศรชคี้ ืออะไร ก. Cell wall ข. Cell plasma ค. Nucleus ง. Chloroplast 27. ขอ้ ใดต่อไปนไี้ มถ่ ูกต้อง ก. แซปแวควิ โอลพบเฉพาะในเซลลพ์ ืชเทา่ นน้ั ข. ฟูดแวควิ โอลเก่ยี วข้องกบั การกนิ อบบฟาโกไซโทซสิ ค. แซปแวคิวโอลทาหนา้ เก็บสะสมสี นา้ ตาล โปรตนี ง. สามารพบคอนแทรกไทลแ์ วคิวโอลไดใ้ นเซลลเ์ มด็ เลอื ดขาว 28. สิง่ ใดตอ่ ไปนใี้ ช้จาแนกความแตกต่างระหว่างเอนโดพลาสมกิ เรตคิ ลู มั ชนดิ หยาบและเรียบ ก. สี ข. ไรโบโซม ค. เยอ่ื หุ้ม ง. การใช้พลังงาน 29. ข้อใดตอ่ ไปนีไ้ ม่ใชช่ ือ่ ที่ใช้เรยี ก กอลจิ (Golgi) ก. กอลจคิ อมเพลก็ ซ์ ข. กอลจิเวลสคิ ัล ค. กอลจบิ อดี ง. กอลจแิ อพพาราตสั 30. ข้อใดตอ่ ไปนไ้ี ม่ใชส่ ารเคลือบเซลล์ ก. ไคตนิ ข. ไกลโคโปรตีน ค. ซิลกิ า ง. ฟอสโฟลพิ ดิ
เฉลยแบบทดสอบบทท่ี 3 เรือ่ ง เซลล์ ตอนที่ 1 1. ค 2. ง 3. ก 4. ค 5. ข 6. ค 7. ข 8. ก 9. ข 10. ค 11. ง 12. ก 13. ค 14. ง 15. ค 16. ก 17. ง 18. ข 19. ค 19. ค 20 ง 21. ค 22. ก 23. ข 24. ค 25. ง 26. ก 27. ง 28. ข 29. ข 30. ง 1. เฉลย ข้อ ค. เนือ่ งจากเยื่อหมุ้ เซลล์ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ หอ่ หุ้มองค์ประกอบต่างๆภายในเซลลแ์ ละสามารถทาให้ เซลล์คงรูปรา่ งอยูไ่ ด้จึงตอบข้อ 2 และ 3 ส่วนขอ้ ท่ี 1 ไมโทคอนเดรยี ทาหน้าทสี่ ร้างพลังงาน ให้แก่เซลล์ 2. เฉลย ขอ้ ง. คลอโรฟิลล์ ขอ้ 1-3 ต่างเป็นองคป์ ระกอบของเยอื่ หุ้มเซลลท์ ้ังหมด ยกเวน้ ขอ้ ที่4 ทพ่ี บใน ออรแ์ กแนลลค์ ลอโรพลาสเท่าน้นั 3. เฉลย ขอ้ ก. หันช้นั ท่ีมขี วั้ ออกดา้ นนอก และหันชนั้ ท่ีไมม่ ีขัว้ เขา้ ด้านใน โดยปกตแิ ลว้ การจดั เรยี งตวั ของ เย่อื หุม้ เซลล์จะหนั ชัน้ ทม่ี ขี ั้วออกดา้ นนอก และหันชั้นท่ไี ม่มีข้วั เขา้ ดา้ นในเพราะภายนอกเซลล์มีนา้ เปน็ สว่ นประกอบใหญซ่ ่งึ มขี ้ัวเชน่ กนั จึงต้องมกี ารหนั สว่ นมขี ั้วออกด้านนอก 4. เฉลย ขอ้ ค. เยอ่ื ห้มุ เซลล์ เย่อื หุ้มเซลลม์ ีความสามารถพิเศษในการยอมหรือไม่ยอมให้สารบางชนดิ ผา่ นเข้า ออกได้ ซึ่งคณุ สมบัตแิ บบนเ้ี ราจะเรยี กว่า เยื่อหุ้มเซลล์มคี วามสามารถในการเป็นเย่อื เลือกผา่ น 5. เฉลย ข้อ ข. Plasmodesmata รูทพี่ บที่ผนังเซลล์ เรียกวา่ พลาสโมเดสมาตา(Plasmodesmata) ซงึ่ ทา หน้าทีใ่ นการแลกเปลยี่ นสารระหว่างเซลลพ์ ืชสองเซลล์ 6. เฉลย ขอ้ ค. พารามเี ซยี ม โดยปกติแล้วผนงั เซลล์พบไดเ้ ฉพาะในพชื สาหร่าย รา และ แบคทเี รยี สว่ นใน พารามเี ซยี มมีเฉพาะเยื่อหุม้ เซลล์เท่าน้นั 7. เฉลย ขอ้ ข. หน้าทีข่ องสารเคลือบเซลล์ คอื เพิม่ ความแข็งแรง ลดการสญู เสยี น้า และทาใหเ้ ซลลค์ งรปู อยู่ ได้ซง่ึ ตรงกบั 1 และ 2 สว่ นขอ้ 3 การสงั เคราะหโ์ ปรตีนเปน็ หนา้ ท่ขี องไรโบโซม 8. เฉลย ขอ้ ก. ซิลกิ า นักวิทยาศาสตร์ทาการศกึ ษาองคป์ ระกอบของสารเคลือบเซลล์ในไดอะตอมพบวา่ เปน็ พวกซลิ กิ า 9. เฉลย ขอ้ ข. เป็นสว่ นที่อยูภ่ ายในเซลล์หมุ้ เซลล์ท้งั หมด เราสามารถแบ่งโพรโทพลาสซมึ ออกเปน็ 2 สว่ น หลกั ได้แกไ่ ซโทรพลาสซมึ (Cytoplasm) และ นิวเคลียส (Nucleus) ทาให้ 1 และ 2 ถกู 10. เฉลย ข้อ ค. ไมโทคอนเดรียเปน็ ออร์แกแนลลท์ ีม่ ีรปู รา่ งกลมรคี ลา้ ยรูปไข่ นอกจากนีย้ งั เปน็ ออร์แกแนลล์ที่ มีเยอ่ื หมุ้ สองชน้ั อีกดว้ ย 11. เฉลย ข้อ ง. ในการหายใจระดบั เซลล์ (Cellular respiration) ตอ้ งอาศัยเอมไซมแ์ ละกระบวนการขนสง่ อเิ ลคตรอน (Electron transport chain) ทพี่ บเฉพาะในไมโทคอนเดรีย
12. เฉลย ขอ้ ก. ครสิ ตีเป็นส่วนเยอื่ หุ้มชนั้ ในของไมโทคอนเดรยี ทม่ี ีการพบั ทบไปมาเข้าดา้ นใน ซึ่งบนครีสตียัง มีตัวรับอเิ ลคตรอนท่เี กย่ี วขอ้ งกับกระบวนการสรา้ งพลังงานอกี ด้วย 13. เฉลย ข้อ ค. ไมโทคอนเดรีย เนอื่ งจากไมโทรคอนเดรียทาหน้าท่ีหลักในกระบวนการสร้างพลงั งาน เพราะฉะนน้ั เซลลท์ ม่ี ีความต้องการในการใชพ้ ลงั งานสงู จงึ ต้องมีการสร้างออร์แกแนลล์ชนดิ น้เี ปน็ จานวนมาก 14. เฉลย ขอ้ ง. มีเอมไซมส์ าหรับยอ่ ยสิ่งแปลกปลอม ไมโทรคอนเดรียทาหนา้ ทีห่ ลักในเรอื่ งการสรา้ ง พลงั งานผ่านกระบวนการหายใจระดับเซลล์ นอกจากนี้ไมโทคอนเดรยี ยังมีDNA ท่ีเป็นเป็นของตัวเอง จงึ สามารถเพิม่ จานวนและสงั เคราะหโ์ ปรตนี ได้เอง ส่วนออรแ์ กแนลลห์ ลกั ที่ทาหน้าท่เี กยี่ วข้องกบั การย่อยส่ิง แปลกปลอม คอื ไลโซโซม 15. เฉลย ข้อ ค. เอนโดพลาสมิกเรตคิ ูลัม เอนโดพลาสมิกเรตคิ ลู ัม (Endoplasmic reticulum) หรอื เรยี ก ยอ่ ๆว่า ER เป็นออร์แกแนลลท์ ี่มโี ครงสร้างเปน็ ระบบทอ่ เช่อื มประสานกัน นอกจากนส้ี ่วนของท่อยงั ตดิ ตอ่ กับ เย่ือหมุ้ เซลล์ เยื่อหมุ้ นวิ เคลียสและกอลจบิ อดอี ีกด้วย 16. เฉลย ข้อ ก. หนา้ ท่หี ลักของเอนโดพลาสมิกเรตคิ ูลัมชนดิ เรยี บ คือ การสงั เคราะหแ์ ละลาเลยี งลิพิดและส เตอรอยดฮ์ อร์โมน นอกจากนีย้ งั มีหน้าทร่ี องในการกาจดั สารพษิ (Detoxification) อกี ด้วย 17. เฉลย ข้อ ง. ไรโบโซม การทางานรว่ มกันระหวา่ งเอนโดพลาสมกิ เรติคูลัมชนดิ หยาบและไรโบโซมจะทาให้ เกดิ การสังเคราะห์โปรตีนข้นึ โดยปกตแิ ล้วไรโบโซมจะเกาะอยบู่ นเอนโดพลาสมกิ เรติคลู มั ทาให้เวลาเราสอ่ ง กลอ่ งจลุ ทรรศน์เห็นเปน็ ผิวหยาบหรือขรุขระ นกั วทิ ยาศาสตรจ์ ึงเรยี กออรแ์ กแนลล์ที่มไี รโบโซมเกาะว่า เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดหยาบ 18. เฉลย ข้อ ข. มลี กั ษณะเปน็ ทุกแบนๆซ้อนกนั ลักษณะของกอลจบิ อดี (Golgi body) หรอื กอลจิ คอมเพลกซ์ (Golgi complex) หรอื กอลจิแอพพาราตัส (Golgi apparatus) จะเปน็ ออร์แกแนลล์ทมี่ ีลักษณะ เป็นทุกแบนๆซอ้ นกันเป็นชั้นๆ 19. เฉลย ขอ้ ค. มีเย่อื หมุ้ สองชนั้ โดยชั้นในจะพับไปมา กอลจิบอดมี เี ยื่อหุม้ ช้นั เดยี ว หน้าทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการ เกบ็ สะสมสารที่เซลลส์ รา้ งข้นึ มาก่อนจะปลอ่ ยออกนอกเซลล์ ซ่ึงสว่ นใหญ่จะเปน็ พวกโปรตีน นอกจากนยี้ ังทา หน้าทตี่ ัดแต่งโปรตนี ให้มสี ภาพที่เหมาะสมกับการทางาน สว่ นในขอ้ ค ออรแ์ กแนลลท์ ม่ี ีเย่อื หุ้มสองช้นั โดย ช้นั ในจะพบั ไปมา คือ ไมโทคอนเดรีย 20. เฉลย ข้อ ง. ไลโซโซม (Lysosome) เป็นออรแ์ กแนลล์ทีพ่ บเฉพาะในเซลล์สตั วเ์ ท่าน้ัน สว่ นมากจะพบใน เซลล์ฟาโกไซต์ (Phagocytic cell) เช่น เซลล์เมด็ เลอื ดขาว 21. เฉลย ข้อ ค. สามารถสงั เคราะห์ลิพดิ ได้ โดยปกตแิ ลว้ ออร์แกแนลลท์ ส่ี ามารถสงั เคราะหล์ ิพดิ ได้ คอื เอนโดพลาสมิกเรตคิ ลู ัมชนิดเรียบ ส่วนหนา้ ทขี่ องไลโซโซมนน้ั จะเกีย่ วขอ้ งกับการยอ่ ยสลายสารต่างๆ เชน่ หางของลูกออ๊ ต เช้อื โรค เซลล์ทต่ี ายแลว้ เปน็ ต้น
22. เฉลย ข้อ ก. แซปแวควิ โอล แซปแวควิ โอลเทา่ น้นั ท่ีพบในเฉพาะในพืช โดยหน้าท่ีของแซปแวควิ โอล คือ สะสมสี นา้ ตาล กรดอะมิโนและผลกึ สารพิษ 23. เฉลย ขอ้ ข. ขจดั นา้ และของเสียส่วนเกนิ ออกจากเซลล์ คอนแทรกไทล์แวคิวโอล(Contractile vacuole) ท่ีพบในอะมีบาและพารามิเซียม จะทาหน้าทีข่ จดั นา้ สว่ นเกินและของเสยี ออกจากเซลล์ นอกจากนย้ี งั ทาหน้าท่ี ควบคุมสมดลุ น้าภายในเซลล์อกี ดว้ ย 24. เฉลย ขอ้ ค. เซลลเ์ มด็ เลอื ดขาว (White Blood Cell) เปน็ เซลล์ท่ีมไี ลโซโซมจานวนมาก เพราะเซลลเ์ ม็ด เลือดขาว ทาหนา้ ทีก่ นิ เชื้อโรค และเอมไซมภ์ ายในไลโซโซมจะทาลายเช้ือโรคเหล่านีอ้ ีกดว้ ย 25. เฉลย ขอ้ ง. ตบั เนอ่ื งจากตบั มีกจิ กรรมท่เี ก่ยี วของกับกระบวนการแมแทบอลซิ มึ มากมาย ไมว่ า่ จะเปน็ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน จงึ จาเป็นต้องใช้พลงั งานจานวนมาก ทาใหม้ ไี มโทคอนเดรยี มากด้วย 26. เฉลย ขอ้ ก. Cell wall ภาพที่ลูกศรชี้ คอื ผนังเซลล์ หรอื Cell wall ซ่งึ ผนงั เซลลส์ ามารถพบไดใ้ นพชื สาหร่าย รา และ แบคทีเรยี เท่านั้น 27. เฉลย ขอ้ ง. สามารพบคอนแทรกไทลแ์ วควิ โอลไดใ้ นเซลล์เมด็ เลือดขาว เราไมส่ ามารถพบคอนแทรก ไทล์แวคิวโอลไดใ้ นเซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาว เพราะคอนแทรกไทด์แวคิวโอลสามารถพบไดใ้ นอะมบี า และพารามี เซยี ม แตเ่ ราสามารถพบฟดู แวคควิ โอลได้ในเซลล์เมด็ เลือดขาว ซึง่ ทาหนา้ ที่หลกั ในการทาลายเชอื้ โรค 28. เฉลย ขอ้ ข. ไรโบโซม ถือเป็นสง่ิ สาคัญในการแยกความแตกตา่ งระหวา่ งเอนโดพลาสมกิ เรติคลู ัมชนิด หยาบและเรยี บ เนื่องจากเราไม่สารถพบไรโบโซมในเอนโดพลาสมิกเรติคลู มั ชนิดเรียบ แต่จะพบไรโบโซม เกาะอยบุ่ นเอนโดพลาสมกิ เรตคิ ูลมั ชนดิ หยาบเท่านั้น 29. เฉลย ข้อ ข. กอลจเิ วลสิคลั กอลจบิ อดี (Golgi body) กอลจคิ อมเพลกซ์ (Golgi complex) และ กอลจแิ อพพาราตสั (Golgi apparatus) ต่างล้วนแลว้ แตเ่ ปน็ ชือ่ ทีใ่ ชใ้ นการเรยี กออรแ์ กแนล กอลจิ ซึง่ มี ลักษณะเปน็ ถงุ แบนๆซอ้ นทบั กันเป็นช้ันๆ 30. เฉลย ข้อ ง. ฟอสโฟลิพิด ไม่ใชส่ ารเคลอื บเซลล์ แตฟ่ อสโฟลิพดิ เป็นสว่ นประกอบหน่ึงของเยอื่ หมุ้ เซลล์ (Plasma membrane) ซ่ึงฟอสโฟลิพดิ นจ้ี ะเรียงตวั เป็นสองชั้น เรยี กว่า Phospholipid bilayer
Search
Read the Text Version
- 1 - 11
Pages: