6) การระบายน้า เป็นการกาจัดน้าที่มีมากเกินไป ออกจากแปลงปลูกพืชให้เหลือปริมาณนา้ ท่ีเพียงพอ เหมาะกับความต้องการของพืชจะช่วยทาให้อากาศเข้าไปแทนที่น้าในดิน รากพืชสามารถ เจริญเติบโตได้ดี จุลินทรยี ท์ ีอ่ ยใู่ นดนิ ช่วยทาให้อาหารพชื อยใู่ นรปู ท่พี ืชสามารถนาไปใชไ้ ด้ 4. การใส่ปุ๋ย ปุ๋ยเป็นแหล่งธาตุอาหารท่ีพืชใช้ในการเจริญเติบโต การเพ่ิมผลผลิตและคุณภาพของ ผลผลติ แต่โดยทั่วทั่วไปในดินมักมธี าตอุ าหารไมเ่ พยี งพอต่อความต้องการของพืช เนื่องจากมีการสูญเสยี ไปจาก ดิน โดยเฉพาะในพน้ื ทท่ี ่ีมีการปลูกพืชมาเป็นเวลานาน ธาตุอาหารจะสญู เสยี ไปกับผลผลิตพืชท่ีเก็บเกีย่ วออกไป ซึง่ เป็นการสญู เสียธาตุอาหารในดินมากท่ีสดุ 4.1 ประเภทของปุ๋ย ปุ๋ย หมายถึง สารหรือวัสดุที่ใส่ลงไปในดินเพ่ือปลดปล่อยหรือสังเคราะห์ธาตุอาหารท่ีจาเป็นต่อการ เจริญเตบิ โตของพืช และเพื่อเพ่ิมปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ป๋ยุ สามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ปุ๋ยอินทรีย์ หมายถึง ปุ๋ยท่ีได้มาจากสง่ิ มชี ีวิตทางจากพืชและสัตวท์ ี่ผ่านกระบวนการย่อยสลายแลว้ รวมถึงส่ิงขับถ่ายของส่ิงมีชีวิตด้วย ปุ๋ยอินทรีย์จะมีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม คอ่ นข้างนอ้ ยเมื่อเทียบกบั ปุ๋ยอนนิ ทรีย์ ปยุ๋ อินทรียเ์ ป็นปุ๋ยท่ีช่วยปรับปรงุ คุณสมบัตทิ างกายภาพของดิน ชว่ ยให้ ดินมีการระบายน้า ถ่ายเทอากาศดีข้ึน เพิ่มการอุ้มน้าของดิน รวมทั้งเพ่ิมความคงทนให้เกิดเม็ดดินเป็นการลด ล้างทลายของดิน ช่วยรักษาหน้าดินไว้ และยังเป็นแหล่งธาตุอาหารของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน นอกจากนีย้ ังช่วยเพ่มิ ปรมิ าณของจุลนิ ทรยี ใ์ นดนิ อีกดว้ ย ซง่ึ สามารถแบง่ ประเภทของปยุ๋ อินทรีย์ได้ดังน้ี 1. ปุ๋ยคอก คือ ปุ๋ยท่ีได้จากมูลสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เช่น เป็ด ไก่ หมู วัว ควาย ตลอดจนมูลสัตว์ อนื่ ๆ เชน่ ค้างคาว ตาราง ปริมาณธาตุอาหารพืชในปุ๋ยคอกชนิดต่าง ๆ ชนิดปุย๋ คอก N (%) P2O5 (%) K2O (%) มูลวัว 0.32 – 1.2 0.21 – 0.39 0.16 – 3.1 มลู หมู 0.60 – 2.2 0.23 – 0.46 0.44 – 1.33 มูลไก่ 1.2 – 4.9 0.7 – 4.1 0.47 – 3.5 มูลคา้ งคาว 0.1 – 2.9 0.26 - 16.0 0.33 – 18.3 2. ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยท่ีได้จากการนาวัสดุอินทรีย์เหลอื ใช้ต่าง ๆ เช่น ซากพืช ซากสัตว์ ขยะมา กองรวมกัน รดน้าใหช้ ื้นแล้วปลอ่ ยทงิ้ ไว้ใหเ้ กดิ การยอ่ ยสลายโดยกจิ กรรมของจุลนิ ทรีย์ 3. ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยที่ได้จากการไถกลบพืชหรือส่วนต่าง ๆ ของพืชท่ียังสดอยู่โดยซากพชื สด ท่ีถูกไถกลบจะช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุแก่ดินทาให้ดินดีขึ้น พืชที่เหมาะสมนามาเป็นปุ๋ยพืชสด ควรเป็นพืชท่ี เจริญเติบโตเร็ว ไมต่ ้องดแู ลมาก ทนแลง้ ทนต่อโรคแมลงศัตรูพืชได้ดี เก็บสะสมธาตอุ าหารไดเ้ ร็ว เมลด็ ราคาไม่ แพง ปยุ๋ พชื สดทนี่ ิยมใช้คอื พืชตระกูลถว่ั เชน่ ปอเทอื ง ถวั่ พร้า ถ่วั เขียว โสนอฟั รกิ ัน โสนอนิ เดยี เปน็ ต้น 4. ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยจุลินทรีย์ คือ ปุ๋ยท่ีมีจุลินทรีย์ชนิดท่ีมีประสิทธิภาพสูง เป็นส่วนผสม เมื่อใส่ลงไปในดินแล้วสามารถดาเนินกิจกรรม เพ่ือเพ่ิมความอุดมสมบูรณ์ของดินหรือทาให้พืชได้รับประโยชน์ จากธาตุอาหารในดนิ มากข้ึน 2. ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยทไี่ ด้จากการสังเคราะห์ หรอื การผลิต โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เปน็ สารประกอบทางเคมที ไ่ี ดจ้ ากส่งิ ไม่มีชีวิต เช่น หนิ แร่ หรืออนินทรีย์ วัตถุอื่น ๆ ปุ๋ยเคมีจะมีปริมาณธาตุอาหารสูง ละลายน้าง่าย จึงสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารพืชให้อยู่ในรูปท่ี พืชสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ทันที แต่ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทาให้คุณสมบัติทาง กายภาพของดิน เสียไป เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหัสวชิ า 20501 – 2202 หนา้ 48
ปุ๋ยเคมแี บง่ ออกเป็น 2 ประเภทตามองคป์ ระกอบของธาตุอาหารหลกั ได้ ดังนี้ 1) ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย คือ ส่วนประกอบปุ๋ยท่ีมีธาตุอาหารหลัก ซึ่งได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เป็นองค์ประกอบอยู่ 1 หรือ 2 ธาตุแล้วแต่ชนิดของสารประกอบท่ีเป็นแม่ปุ๋ย นั้น ๆ ตัวอย่างปุ๋ยเดี่ยว เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปุ๋ยฟอสเฟต (0-46-0) ปุ๋ยโปแต สเซียมคลอไรด์ (0-0-60) ปุ๋ยโปแตสเซยี มไนเตรท (13-0-46) 2) ปุ๋ยผสม คือ ปุ๋ยที่ไดจ้ ากการนาเอาแม่ปุ๋ยหลาย ๆ ชนดิ มาผสมรวมกัน เพอื่ ให้ปยุ๋ ทผี่ สมได้ มีปริมาณสัดส่วนของธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ตามที่ต้องการทั้งนี้เพื่อให้ได้ ปุ๋ยท่ีมี สตู รเหมาะสมกับชนดิ ของพชื และดนิ เชน่ ปยุ๋ สตู ร 15-15-15 13-13-21 หรือ 18-6-4 4.2 วิธีการใส่ปุย๋ ปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินนั้นพืชไม่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีทั้งหมด ดังน้ันปุ๋ยมีโอกาสสูญเสียได้ หลายทาง เช่น ถูกชะล้างโดยน้า ระเหิดหายไปในอากาศ ถูกตรึงอยู่ในดิน หรือถูกวัชพืชแย่งไปใช้ ดังนั้นควร พิจารณาว่าจะใสป่ ุ๋ยวธิ ีใดที่ทาให้พืชสามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ด้มากท่ีสุด สะดวก และง่ายต่อการปฏิบัติ และ ไมเ่ ป็นอันตรายตอ่ พชื ซึ่งวิธกี ารใสป่ ยุ๋ มหี ลายวิธี ดงั น้ี 1. การใส่ปุ๋ยโดยวิธีหว่าน เป็นการใส่ปุ๋ยบนผิวดินเพ่ือให้ปุ๋ยกระจัดกระจายสม่าเสมอทั่วท้ัง แปลง นิยมหว่านก่อนการปลูกพืชในช่วงเตรียมดิน เม่ือวานปุ๋ยแล้วอาจจะพรวนกลบหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าพรวน กลบจะมปี ระสิทธิภาพดกี ว่าไมพ่ รวนกลบ 2. การใส่ปุ๋ยแบบโรยเป็นแถบ เป็นการใส่ปุ๋ยตามแนวขนานกับต้นพืช เหมาะกับพืชที่ปลูก เป็นแถวเป็นแนว ถ้าโรยปยุ๋ พร้อมกบั การหยอดเมลด็ ต้องโรยใหห้ ่างจากเมลด็ ประมาณ 5 เซนตเิ มตร การใส่ปุ๋ย ครัง้ แรกเรียกว่า การใส่ปุ๋ยรองพ้ืน และใส่คร้งั ที่ 2 ตามแนวของพืช โดยการโรยเป็นแถวตามแนวเดิมหรือขยาย แถวทโ่ี รยปยุ๋ ใหก้ วา้ งขนึ้ เพื่อเพ่ิมการกระจายของปุ๋ยกไ็ ด้ การใสป่ ุ๋ยคร้ังท่ี 2 เรียกวา่ การใส่ป๋ยุ แตง่ หน้า 3. การใส่ปยุ๋ เฉพาะจุด เป็นการใสป่ ุ๋ยเฉพาะที่ เฉพาะจุด หรือขดุ เปน็ รูเล็ก ๆ แลว้ ใสป่ ๋ยุ ลงไป 4. การใส่ปุ๋ยในรูปสารละลาย เป็นการให้ปุ๋ยที่ ในรูปของสารละลาย โดยอาจใช้สารเคมีท่ี ละลายน้างา่ ย หรอื ใช้ป๋ยุ อินทรยี ์นา้ ฉดี พน่ บนใบพชื หรอื ราดลงดิน 4.3 หลักการใส่ปยุ๋ พืชไร่ การใส่ปยุ๋ พชื ไร่ เพือ่ ให้เกิดประสิทธภิ าพสูงสดุ มีหลกั การพิจารณาดงั นี้ 1. ปุ๋ยอินทรีย์ จะใส่เพ่ือเพ่ิมปริมาณอินทรียวัตถุดิน ช่วยปรับโครงสร้างของดิน ทาให้ดินมี การระบายน้า และถ่ายเทอากาศดีข้ึน ปริมาณธาตุอาหารหลักน้อย แต่ปุ๋ยอินทรีย์ให้ธาตุอาหารแก่พืชอย่างช้า ๆ และมีธาตอุ าหารเป็นองคป์ ระกอบเกือบทุกชนดิ 2. ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมี มีปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์อยู่มาก อยู่ในรูปที่พืช สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ทันที การใส่ปุ๋ยอนินทรีย์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อกับผลผลิตพืชไร่ ควร คานงึ ถึงปจั จัยต่าง ๆ ดังนี้ 1) ใส่ปุย๋ ใหถ้ กู ชนดิ กับความต้องการของพืชและความอดุ มสมบูรณ์ของดนิ 2) ใส่ปุย๋ ให้ถกู อตั รา 3) ใส่ปุ๋ยให้ถกู เวลาถกู ช่วงในขณะทีพ่ ชื ตอ้ งการ 4) ใส่ใหต้ รงจุดท่ีพชื สามารถดูดไปใชไ้ ด้ง่ายและเรว็ ที่สดุ จะเห็นได้ว่าท้ังปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป การเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่ าง เดียวจะต้องใส่ในปริมาณท่ีมากถึงจะเพียงพอกับความต้องการของพืช ทาให้ส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายและแรงงาน มากข้ึน ในขณะท่ีถ้าใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว อาจจะทาให้ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะปัจจุบันปุ๋ยเคมีมีราคา เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาการผลติ พืชไร่ รหสั วชิ า 20501 – 2202 หน้า 49
แพงมาก พร้อมท้ังถ้าใส่ปุ๋ยเคมีไปนาน ๆ จะมีปัญหาเรื่องดินเส่ือมคุณภาพ มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมได้ ดงั น้ันการใสป่ ุย๋ อนิ ทรยี ์รว่ มกับปยุ๋ เคมีจะเป็นทางเลอื กหน่ึงในการลดต้นทนุ การผลิต รวมท้งั ชว่ ยปรบั โครงสร้าง ของดนิ ให้ดขี น้ึ 5. การกาจดั วชั พชื วัชพชื หรอื หญ้า เป็นพืชทไี่ ม่ตอ้ งการให้เกิดขึ้นในแปลงปลกู เพราะวัชพชื จะแยง่ น้า ธาตุอาหาร และบัง แสงแดด ทาให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตลดลง นอกจากนี้วัชพืชยังเป็นท่ีพักอาศัยของโรคและแมลง ซ่ึงเป็น สาเหตทุ าให้เกิดโรคพชื ตอ่ ไป 5.1 ประเภทของวชั พชื วชั พืชท่ที าความเสยี หายตอ่ พืชไร่แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี 1. วัชพืชใบแคบ เป็นวัชพืชที่จัดอยู่ในตระกูลหญ้า เป็นพืชใบเล้ียงเดี่ยว เส้นใบขนานไปกับตัวใบ ลา ต้นกลม มีข้อและปล้อง ขยายพันธุ์ได้ท้ังแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ เป็นกลุ่มที่มีวิวัฒนาการสูงสุด ได้แก่ หญ้าปากควาย หญ้าขจรจบ หญา้ ขา้ วนก หญา้ รังนก หญ้าคา เป็นต้น 2. วัชพืชใบกว้าง ส่วนใหญ่เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ใบค่อนข้างกว้าง เส้นใบเป็นร่างแห ลาต้นมีท้ังกลมและ เหลย่ี ม ไดแ้ ก่ สาบเสอื สาบแรง้ สาบกา ไมยราบ ผกั เส้ียนผี ผกั โขม หญา้ ยาง เป็นต้น 3 วัชพืชตระกูลกก เป็นวัชพืชท่ีมีใบเรียวยาวคล้ายวัชพืชตระกูลหญ้า ใบแคบ ส่วนใหญ่ลาต้นจะเปน็ เหลย่ี ม ได้แก่ แห้วหมู กกสามเหลีย่ ม เปน็ ตน้ 5.2 การควบคุมกาจดั วชั พชื เป็นการควบคุมไม่ให้วัชพืชงอกและกาจัดวัชพืชท่ีงอกข้ึนมาแล้วในแปลงปลูกให้หมดไปซ่ึงมีอยู่หลาย วธิ ีดังน้ี 1. การควบคุมโดยวิธีกล (mechanical control) เป็นวิธีการกาจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน แรงงานสตั ว์ และเครอ่ื งจกั รกล ดังน้ี - การใช้แรงงานคน โดยการใช้มือถอน ใช้จอบขุด ถาก พรวนดิน หรือใช้มีดตัด เป็นวิธีการ กาจัดวัชพืชในแปลงปลูกพืชไร่ท่ีต้องการความประณีต และพ้ืนที่ท่ีมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก วัชพืชข้ึนอยู่อย่าง กระจดั กระจาย - การใช้แรงงานสตั ว์ เป็นการใชแ้ รงงานสตั ว์ เชน่ ววั ควายลากอปุ กรณไ์ ถ เพ่ือพรวนดนิ และ กาจัดวัชพืช เหมาะกับพืชไร่ท่ีมีระยะระหว่างแถวประมาณ 1 เมตร วิธีน้ีสะดวกกว่าแรงคน และควรทาใน ขณะท่ีวชั พชื ไม่โตจนเกินไป - การใช้เคร่ืองจักรกล เป็นการกาจัดวัชพืชท่ีใช้เคร่ืองจักรกล เช่น รถไถเดินตาม จอบหมุน ระหว่างแถวพืชปลูก การใช้เครื่องจักรกลในการกาจัดวัชพืชต้องทาในขณะที่วัชพืชต้นไม่โตจนเกินไป และ ระหว่างแถวของพืชปลูกต้องมีระยะห่างเพียงพอกับการทางานของเครื่องจักรได้ การใช้เครื่องจักรกลสามารถ ทางานได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกบั พืชไร่ท่ีปลกู ในพนื้ ที่ขนาดใหญ่ 2. การเขตกรรม (cultural control) เป็นวิธีการควบคุมวัชพืช โดยการจัดการสภาพการปลูกพืช ใหอ้ ยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมตอ่ การเจริญเติบโตของวัชพชื เช่น การจัดการระบบการปลกู พืชทห่ี ลากหลายการ ปลูก พืชหมนุ เวียนการปลูก พชื แซม การเตรียมดิน โดยการไถพรวนดินตากแดดกาจดั วชั พืช การใชอ้ ตั ราเมล็ด พันธ์พุ ืชท่ีปลูกสงู กว่าปกติ การจัดการป๋ยุ เช่น การใชป้ ุย๋ คอกทผ่ี า่ นกระบวนการหมกั ไม่มีเมล็ดวัชพชื 3. การใช้สารเคมี (chemical control) เป็นการควบคุมโดยใช้สารเคมีกาจดั วชั พืชนิยมใช้กันมาก ในแปลงปลูกพืชไร่ เนื่องจากประหยัดเวลา สะดวก ใช้แรงงานน้อย ประหยัดต้นทุน สามารถควบคุมและ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหสั วิชา 20501 – 2202 หน้า 50
ทาลายวัชพืชได้อย่างสิ้นซาก แตอ่ ย่างไรกต็ ามการควบคมุ วัชพชื โดยใชส้ ารเคมี ถา้ ใช้ไมถ่ กู ต้องอาจเปน็ อนั ตราย ต่อผู้ใช้ ตอ่ พืชท่ีปลูก ต่อสัตว์รวมท้ังมผี ลกระทบต่อสงิ่ แวดลอ้ มได้ สารเคมีแต่ละชนิดแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ในการใช้จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับคุณสมบัติของสารเคมี วิธีการ ตลอดจนข้อควรระมัดระวังจึงจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ปลอดภัย ซึ่งแนวทางการควบคมุ วชั พชื โดยใช้สารเคมีสามารถทาได้ ดงั น้ี 1. การใช้สารเคมีก่อนปลูกพืช เป็นการใช้สารเคมีพ่นก่อนการเตรียมดิน เพ่ือกาจัดวัชพืชท่ี ข้ึนอยู่แล้วจึงไถเตรียมดิน หรือใช้สารเคมีพ่นกาจัดวัชพืชแทนการเตรียมดินแล้ว ปลูกพืชเลยจึงจะเป็นการ เตรียมดนิ แบบไมม่ ีการไถพรวนสารเคมกี าจัดวัชพชื ท่ีใช้ เชน่ ไกลโฟเสท พาราควอท 2. การใช้สารเคมีก่อนงอก หรือเกษตรกรนิยม เรียกว่า ยาคุมหญ้า เป็นสารเคมีท่ีพ่นหลัง ปลูกพืชก่อนวัชพืชงอกและพืชปลูกยังไม่งอก เป็นการพ่นลงไปในผิวดินโดยตรงสารเคมีพวกน้ีจะเข้าไปทาลาย วัชพชื ทางสว่ นของเมล็ดรากและยอดอ่อนใต้ดิน ทาให้วัชพชื ไม่สามารถงอกโผล่พ้นดินได้ สารเคมบี างชนิดต้อง ฉีดพ่นในขณะท่ีดินมีความช้ืนเหมาะสม เช่น อาลาคอร์ (alachlo) อาทราซีน (atrazine) เมโทลาคอร์ (metolachlor)แต่สารเคมีบางชนิดสามารถฉีดพ่นในขณะท่ีดินมีความช้ืนน้อยได้เช่น อิมาซาพิค (imazapic) เพนดเิ มทาลิน (pendimethalin) 3. การใช้สารเคมีหลังการงอก เกษตรกรนิยมเรียกว่า ยาฆ่าหญ้า เป็นการฉีดพ่นสารเคมี หลังจากท่ีวัชพืชงอก เป็นต้นอ่อนหรือต้นโตแล้วก็ได้ สารเคมีมีท้ังแบบการไม่เลือกทาลายและเลือกทาลาย เฉพาะวัชพืชใบแคบหรือใบกว้าง แต่อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีประเภทน้ีต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพ่ือ ไม่ให้กระทบกระเทือนตอ่ พืชปลูก เชน่ ทโู ฟดี (2, 4 - D) การใช้สารเคมีในการควบคุมพืชจะมีความแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของพืชไร่ ซ่ึงการใช้สารเคมีเพ่ือให้ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องพิจารณาถึงชนิดของพืช และอายุของวัชพืช สภาพดินสภาพแวดล้อม และอัตรา การใช้ประกอบด้วย จะเห็นได้ว่าการกาจัดวัชพืชมีหลายวิธี การที่เกษตรกรจะเลือกใช้วิธีใดต้องพิจารณา เปรียบเทียบ-ข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการกาจัดวัชพืช ไม่มีผลต่อผู้ใช้และสิ่งแวดลอ้ ม รวมถึงคมุ้ คา่ ต่อการลงทุน 6. การป้องกันกาจดั โรค โรคเป็นสาเหตุสาคัญท่ีทาให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก หรืออาจแทบไม่ได้เลย การศึกษาเรื่องโรคพืชไร่ จะทาให้สามารถป้องกนั กาจดั ไดท้ นั เวลา หรอื ลดความเสยี หายที่อาจเกดิ ขึน้ ได้ 6.1 โรคพืชไร่ สาเหตทุ ีท่ าใหพ้ ชื ไรแ่ สดงอาการผดิ ปกตหิ รือเปน็ โรคเกิดข้นึ ได้ 2 สาเหตุ ดงั นี้ 1. โรคท่ีเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตหรือสภาพแวดล้อม เป็นความผิดปกติอันเน่ืองมาจากสภาพแวดล้อมท่ี ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเตบิ โตของพืช ได้แก่ 1) การขาดธาตอุ าหาร มักพบกบั พชื ไร่ที่ปลูกในพนื้ ท่ีซา้ ซา้ กนั ในทเ่ี ดมิ เปน็ เวลานาน และไม่ มีการให้ปุ๋ย หรือในดินเนื้อหยาบและดินทรายเป็นส่วนใหญ่ นอกจากน้ีการที่พืชได้รับแร่ธาตุบางชนิดมาก เกินไปก็อาจเกิดอาการเป็นพิษได้ รวมท้ังอาจทาให้มีปฏิกิริยาต่อต้านธาตุอาหารอื่น ๆ ซ่ึงก็เป็นสาเหตุให้พืช แสดงอาการผิดปกตไิ ดเ้ ชน่ เดยี วกัน 2) ดิน มีสภาพเป็นกรดหรือด่างมากเกินไป ทาให้พืชเจริญเติบโตช้า แคระแกรน สภาพดิน โดยท่วั ไปท่ีเหมาะสมกบั การปลูกพชื ไร่ คอื สภาพท่ดี ินเปน็ กลางค่อนขา้ งไปกรดเลก็ น้อย คอื ระดบั PH 6 - 7.5 เป็นระดับท่ีพชื สามารถใช้ประโยชนจ์ ากแร่ธาตตุ ่าง ๆ ในดนิ ได้ดี เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาการผลติ พืชไร่ รหัสวชิ า 20501 – 2202 หนา้ 51
3) อุณหภูมิ มีผลต่อการดูดซับความช้ืนของพืช ถ้าอากาศร้อนเกินไปต้นพืชจะแสดงอาการ ใบแห้งเห่ียว แต่ถ้าอุณหภมู ิตา่ มากพืชจะชะงกั การเจริญเติบโต 4) ลม ลมที่แรงจนเกินไปจะทาให้ใบพืชฉีกขาดเป็นแผล ลมแรงทาให้รากสั่นคลอนเสียหาย และอาจเกิดโรครากเนา่ ได้ นอกจากนี้ลมอาจพัดพาสปอร์ของเชื้อราและแมลงพาหะ ทาให้เกิดการระบาดของ โรคพืช และแมลงศัตรพู ชื ได้ 5) สารเคมีท่ีใช้ในการเกษตร เช่น ปุ๋ย สารกาจัดศัตรูพืช และฮอร์โมน ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ขาด การระมัดระวงั อาจทาใหพ้ ชื ได้รบั อนั ตรายและแสดงอาการผิดปกติได้ 6) ความชื้นในดิน ถ้าดินมีความช้ืนไม่เพียงพอ ทาให้เกิดการสะสมไอออนท่ีเป็นพิษ เช่น แมงกานีสหรือโบรอน ทาให้เน้ือเย่ือถูกทาลาย ปากใบปิดเพราะขาดความช้ืน การดูดซับคาร์บอนไดออกไซดท์ ่ี จาเป็นต่อการสังเคราะห์แสงถูกขัดขวาง ต้นพืชเห่ียวแห้ง โตช้า แต่ถ้าความชื้นมากเกินไป เช่น น้าท่ีขังนาน ๆ ช่องว่างในดนิ เต็มไปดว้ ยนา้ อากาศภายในดินลดลง เกิดการสะสมของคารบ์ อนไดออกไซด์ เกดิ จากสารพิษราก พชื เนา่ ใบเหลอื ง ต้นแคระแกรน ไม่เจรญิ เติบโต 7) ก๊าซพิษและสิ่งเจือปนในอากาศ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไอเสีย หมอกควัน ฝุ่น ละอองตา่ ง ๆ ถา้ มใี นปริมาณมากอาจทาให้พชื แสดงอาการผดิ ปกตไิ ด้ 2 โรคพืชไร่ท่ีเกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น เชื้อราแบคทีเรีย ไฟโตพลาสมา ไวรัส เม่ือทาให้พืชเป็นโรคแล้ว สามารถแพร่ระบาดไปสตู่ น้ พชื อ่ืนได้ โดยเมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั สาเหตทุ ่ีทาให้พชื เป็นโรคเนื่องจากส่งิ ไม่มชี ีวติ โรค พืชท่ีเกิดจากส่ิงมีชีวิตจะสร้างความเสียหายและความรุนแรงได้มากกว่า ทาให้ต้นทุนในการผลิตสูงข้ึน และมี พิษค้างของสารเคมีในผลผลิต ซ่ึงเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและส่ิงแวดล้อม การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เป็น สาเหตุของโรคพืชไร่ จะทาให้สามารถเข้าใจธรรมชาติและวงจรชีวิตของเช้ือโรค ซ่ึงจะนาไปสู่การควบคุมโรคท่ี ถูกวิธีและไดผ้ ล 1) โรคพืชไร่ท่ีเกิดจากเช้ือรา เชื้อราเป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กมาก ขยายพันธ์ุโดยใช้สปอร์ รูปร่างแตกต่างกันตามชนิดของเช้ือรา เป็นสาเหตุของโรคพืชไร่กลุ่มใหญ่ท่ีสุด เช้ือรามักทาให้พืชไร่เป็นโรคที่ สาคัญสาคัญดงั น้ี - โรคใบจุด ลักษณะอาการ จะเกิดจุดที่ใบรูปร่างแตกต่างกัน กระจายทั่วไป ถ้าเกิด จุดมาก ๆอาจทาให้ใบไหม้ได้ เช่น โรคใบจดุ ของถ่ัวเขยี ว โรคใบจดุ ของถว่ั ลสิ ง เป็นตน้ - โรคใบไหม้ บรเิ วณทเี่ ช้อื ราเขา้ ทาลายจะตายและยุบตัว เกดิ แผลที่มีขอบเขตจากัด ถ้าเกิดโรครุนแรงแผลจะมีขนาดใหญ่ ทาให้เกิดอาการใบไหม้ โรคใบไหม้พบในพืชไร่หลายชนิด และทุกระยะ การเจรญิ เติบโตของพืช เชน่ โรคใบไหมข้ องข้าว เปน็ ตน้ เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวิชาการผลติ พชื ไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หนา้ 52
- โรคราน้าค้าง เกิดจากเช้ือราเข้าทาลาย ส่วนใดทาให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ และขยาย ใหญ่ข้ึนจนใบพืชมีอาการเหลืองจนเป็นสนี ้าตาลในที่สุด เม่ือสังเกตดูใตใ้ บจะพบกลมุ่ ใหญ่สขี าวขึ้นปกคลุม เชน่ โรครานา้ ค้างของขา้ วโพด โรครานา้ คา้ งของถั่วเหลอื ง เปน็ ต้น - โรคราสนิม เกิดจากเช้ือราเข้าทาลาย มีอาการเป็นจุดตุ่มนูนขนาดเล็ก สีน้าตาล ออ่ น นา้ ตาลปนสม้ หรือแดง พบไดท้ ั้งบนใบและใตใ้ บทาใหใ้ บแห้งตายได้ เชน่ โรคราสนมิ ของถ่วั เหลือง เป็นตน้ - โรคเห่ียว เป็นโรคที่เกิดจากเช้ือราในดินเข้าทาลายระบบท่อน้าท่ออาหารของพืช ทาใหแ้ สดงอาการเห่ียว - โรครากเนา่ โคนเน่า เกิดจากเชอ้ื ราบางชนดิ ที่อาศัยอยูใ่ นดินเข้าทาลาย ทาให้ราก เน่าและอาจลามมาโคนตน้ ด้วย เชน่ โรครากเน่าและโคนเนา่ ของถวั่ เขยี ว เปน็ ต้น - โรคราเขม่าดา ใบที่เกิดโรคจะมีผงคล้ายเขม่าดาคลุมผิวใบหรือส่วนอื่น ๆ ของพืช ถา้ ใชม้ อื ถจู ะหลดุ ออก เพราะเชอื้ ราชนดิ นีจ้ ะไม่แพร่เขา้ ไปในใบพชื ส่วนมากพบหลงั การทาลายของเพลย้ี จักจั่น และแมลงหวี่ขาว เพราะราชนิดนี้จะขึ้นบนน้าหวานที่เพล้ียขับถ่ายออกมา เช่น โรคราเขม่าดาในข้าวโพด เป็นตน้ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาการผลติ พืชไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หน้า 53
- โรคราแป้ง ลักษณะจะพบแป้งผงสีขาว ๆ เกาะตดิ ท่ใี บคล้ายเอาแป้งมาโรย ขึ้นปก คลุมกระจายตามส่วนต่าง ๆ ของใบหรือท่ัวทั้งใบ ต่อมาใบจะเหลืองและแห้งตาย เช่น โรคราแป้งของถ่ัวเขียว เป็นต้น - โรคแส้ดา ระบาดมากในอ้อย ลักษณะอาการต้นจะแตกกอคล้ายตะไคร้ ใบแคบ และแห้ง ลาผอมเรียว ข้อสนั้ เตยี้ ส่วนยอดของออ้ ยทงี่ อกจากตาขา้ งดาเปน็ โรคมลี ักษณะคล้ายแส้ยาวสีดา 2) โรคพืชไร่ท่ีเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์ท่ีมีขนาดเล็กมาก มีรูปร่าง หลายแบบ ทาใหเ้ กิดโรคท่ีสาคัญ ๆ ดงั น้ี - โรคใบไหม้ อาการของโรคเร่ิมแรกเป็นจุดช้าเล็ก ๆ แล้วค่อยเปล่ียนเป็นสีเหลือง หรือสีน้าตาล ถ้าเป็นโรครุนแรงแผลจะมีขนาดใหญ่ ทาให้เกิดอาการไหม้ เช่น โรคขอบใบไหม้ของข้าว โรคใบ ไหม้ของมนั สาปะหลัง เป็นตน้ - โรคเห่ียว ลักษณะอาการของโรคคล้ายโรคเห่ียวท่ีเกิดจากเชอื้ รา เช้ือแบคทีเรียจะ เขา้ ไปทาลายอดุ ตันท่อนา้ ท่ออาหาร ทาใหพ้ ืชแสดงอาการเหี่ยว 3) โรคพืชไร่ที่เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคท่ีมีแมลงเป็นพาหะทาให้เกิดโรคระบาดท่ีสาคัญ ๆ ดงั น้ี - โรคใบหงกิ ใบจะหยกิ งอม้วนตัวเป็นคลื่น ตน้ พชื จะแคะแกรน พืชทั้งต้นจะมีขนาด เลก็ ลงเมอื่ เปรียบเทยี บกบั ต้นปกติ เช่น โรคใบหงกิ ของยาสบู เป็นต้น เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหสั วชิ า 20501 – 2202 หนา้ 54
- โรคใบด่าง ใบจะมีลักษณะสีเขียวสลับกับสีเขียวจาง หรือสีเหลือง เน้ือใบไม่เรียบ เนียน เปน็ คล่นื และใบมีรูปรา่ งไมแ่ น่นอน เช่น โรคใบด่างของยาสบู โรคใบดา่ งของถว่ั เหลอื ง เป็นต้น 4) โรคพืชไร่ทเ่ี กดิ จากเชอ้ื ไฟโตพลาสมา เดมิ เรียกวา่ ไมโครพลาสมา ลักษณะของโรคคล้าย แบคทีเรีย แต่เล็กกว่ามีขนาดใหญ่กว่าไวรัส ส่วนใหญ่อาศัยแมลงเป็นพาหะในการถ่ายทอดเช้ือเข้าสู่พืช ทาให้ เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคใบขาวของอ้อย ลักษณะใบจะมีสีขาวซีด ทาให้ต้นพืชแคระแกรนเพราะไม่สามารถ สังเคราะห์แสงได้ ทาใหอ้ ้อยมีลาน้อย และน้าหนักลดลงมาก 5) โรคพืชไร่ที่เกิดจากไส้เดือนฝอย ไส้เดือนฝอยเป็นสัตว์ขนาดเล็กมาก บริเวณปากเป็น หลอดดดู อาหาร คล้ายเข็มใช้แทงผา่ นผนังเซลล์พืช เพือ่ ดดู อาหาร 6.2 การแพรร่ ะบาดของโรคเช้อื โรคสามารถแพร่ระบาดดว้ ยวิธกี ารตา่ ง ๆ ดังน้ี 1. ติดไปกับส่วนขยายพันธ์ุ เช่น ติดไปกับเมลด็ หรอื ท่อนพันธทุ์ ใ่ี ชป้ ลูก 2. ปลิวไปกับลม สปอร์ของเชื้อราทุกชนิดปลิวไปกับลมได้ ส่วนเชื้อแบคทีเรียและไส้เดือนฝอยติดไป กบั ฝุ่นละอองทมี่ ขี นาดเลก็ และปลิวไปกับลมได้งา่ ย 3. น้าหรอื น้าฝนทตี่ กลงมาแรง ๆ จะทาใหด้ นิ กระเด็นพาเอาเชื้อโรคติดขึ้นมาด้วย 4. แมลงเป็นพาหะสาคัญในการแพรก่ ระจายของเช้ือโรค โดยเชอ้ื อาจติดไปกบั อวยั วะของแมลง แมลง บางชนิดจะดูดกินพืชที่เป็นโรคก็จะพาเชื้อโรคติดมาด้วย เม่ือไปดูดกินพืชที่ต้นปกติก็จะทาให้เชื้อโรคติดไปกับ พืชปกติ เชน่ เช้ือไวรัส และไฟโตพลาสมา 5 มนุษย์ มนุษย์เป็นตัวกลางในการแพร่กระจายโรคไปยังท่ีต่าง ๆ โดยไม่มีขอบเขต เช่น การ เคลอื่ นยา้ ยสว่ นขยายพันธข์ุ องพชื จากตน้ พืชที่มีลกู ตดิ อยู่ ดินท่มี ีเช้อื โรค ผลผลิตทางการเกษตรทีม่ เี ชือ้ โรค หรอื แม้แต่การใช้เครือ่ งมือการเกษตร เช่น จอบ เสียมก็สามารถพาเช้ือโรคแพร่กระจายจากแหล่งหนึ่งไปยงั อีกแห่ง หน่งึ ได้ 6.3 การป้องกนั กาจดั โรคพืชไร่ เปน็ การป้องกันไม่ใหเ้ กิดโรคซ่ึงวิธกี ารปอ้ งกันกาจัดโรคพืชไร่ มหี ลายวิธีแต่ละ วิธีจะเหมาะสมแตกต่างกันไปแล้วแตช่ นดิ ของโรค ดงั น้ี 1. การเตรยี มดนิ ด้วยการไถพลิกดิน เพื่อตากดินประมาณ 10-15 วัน แสงแดดจะทาลายเช้ือโรคในดิน โดยเฉพาะเชือ้ ราบางชนิด ไข่ของไสเ้ ดอื นฝอย เป็นต้น 2. การเลือกเมล็ดพันธุ์หรือท่อนพันธ์ุท่ีไม่เป็นโรคมาปลูก รวมถึงการใช้สารเคมีป้องกันกาจัดโรคพืช คลกุ เมล็ดหรอื ท่อนพันธ์ุจะสามารถทาลายเช้อื โรคหรือป้องกันเช้ือโรคก่อนปลกู ไดผ้ ลดียง่ิ ขึ้น 3. การใช้พันธ์ุต้านทานโรคมาปลูก จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ เช่น อ้อยพันธ์ุอู่ทอง 2 อู่ทอง 4 ท่ี ต้านทานตอ่ โรคแสด้ า ถวั่ เขยี วพนั ธุ์กาแพงแสน 2 ต้านทานต่อโรคใบจุดและโรคราแป้ง เป็นต้น 4. การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ท่ีไม่มีเชื้อโรค โดยการรักษาความสะอาดของอุปกรณ์หลังการใช้อย่าง สมา่ เสมอ เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวิชาการผลติ พชื ไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หน้า 55
5. การเลือกพ้ืนที่ปลูก ไม่ควรปลูกพืชในที่เดิมท่ีเคยเกิดโรคทันที ควรเว้นช่วงปลูกให้นาน หรือควร เลอื กทที่ ไี่ ม่เคยมโี รคเกิดข้นึ จะชว่ ยลดการเกดิ โรคลงไดม้ าก 6. การเลือกเวลาปลูก ถ้าเลือกเวลาปลูกให้ดี เช่น ถ้าพืชนั้นมักเกิดโรครุนแรงในช่วงฤดูฝน ควร หลีกเลี่ยงมาปลูกในช่วงปลายฝน เช่น โรคราน้าค้างในข้าวโพดจะเกิดโรคได้ง่ายในช่วงฤดูฝน ควรเลือกเวลา ปลูกข้าวโพดในช่วงตน้ หรอื ปลายฝนจะลดปญั หาเกิดโรคได้ 7. การปลูกพืชสลับหรือหมุนเวียน จะช่วยป้องกันความเสียหายเน่ืองจากโรคพืชบางชนิดได้ โดยเฉพาะเช้อื โรคในดิน แต่ไม่ควรใช้พชื ตระกูลเดยี วกันปลกู สลบั 8. การขุดต้นทีเ่ ป็นโรคเผาทาลาย ในกรณีท่ีตรวจพบโรคในแปลงเพยี งเล็กน้อยให้ขดุ หรือถอนต้นท่ีเป็น โรคกาจัดเสยี โดยวิธีการเผาไฟจะสามารถปอ้ งกนั การแพรร่ ะบาดของโรคได้ดที สี่ ุด 9. การใช้สารเคมีป้องกันกาจดั แมลง เพ่ือทาลายแมลงนาเช้ือโรค โรคพืชท่ีเกิดจากเช้ือไวรัสหรือไฟโต พลาสมาหลายชนิดมีแมลงเป็นพาหะนาเชื้อโรค การใช้สารเคมีกาจัดแมลงเป็นค้างคราวจะช่วยลดการระบาด ของโรคได้ 10. การป้องกันโรคโดยการพ่นสารป้องกันกาจัดโรคพืชเป็นคร้ังคราว การพ่นข้ึนอยู่กับความรุนแรง ของโรค และการใช้สารป้องกันกาจัดโรคพืชตอ้ งคานงึ ถงึ ความปลอดภัยของผู้ใช้ ผู้บรโิ ภค และสิง่ แวดล้อมด้วย 11. การควบคุมโรคพืชโดยชีววิธี เป็นการใช้จุลินทรีย์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเชื้อสาเหตุโรคพืช สามารถ ทาลายและยบั ย้ังการแพรร่ ะบาดของเช้ือโรคพชื ได้ โดยวธิ กี ารแข่งขนั การใชอ้ าหารเพือ่ การเจรญิ เตบิ โตได้ดีกว่า การควบคมุ โดยโรคพืชโดยชวี วธิ ี เปน็ วิธีท่ปี ลอดภยั ทงั้ ผใู้ ช้ ผู้บรโิ ภค และส่ิงแวดล้อม จะเห็นไดว้ า่ การควบคุมโรคพชื มอี ยหู่ ลายวธิ ี การควบคุมโรคพชื ทีไ่ ดผ้ ลตอ้ งใช้หลายหลายวธิ ีผสมผสาน กัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการควบคุมโรค เกษตรกรต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการใช้ โดยเฉพาะการใช้ สารเคมปี อ้ งกันกาจดั และการใชช้ วี วธิ ี ส่ิงสาคญั ต้องคานึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้ ผบู้ รโิ ภค และสิ่งแวดล้อม 7. การป้องกันกาจดั แมลง แมลงศัตรูพืช หมายถึง แมลงเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ลาตัวเป็นปล้องแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ สว่ นหวั ส่วนอก และสว่ นท้อง มขี า 6 ขา บางชนิดมีปกี บางชนดิ ไม่มีปีก หายใจทางรูข้างลาตวั 7.1 ประเภทของแมลง แมลงที่เข้าทาลายพืชไร่ที่สาคัญ ๆ โดยแบ่งตามลักษณะการเข้าทาลายของ แมลงได้ 2 กลุ่ม ดังนี้ 7.1.1 แมลงจาพวกกัดกิน ได้แก่ หนอนผีเส้ือ ต๊ักแตน ด้วงปีกแข็ง แมลงพวกนี้มีปากแบบ กัดกิน (chewing) ทาลายส่วนต่าง ๆ ของพืช ทาให้พืชขาดส่วนสังเคราะห์แสง หรือขาดท่ีสะสมอาหาร หรือ ขาดยอดอ่อนสาหรับการเจรญิ เตบิ โตตอ่ ไป 7.1.2 แมลงจาพวกดูดกินน้าเล้ียง ได้แก่ เพล้ียอ่อน เพล้ียกระโดด เพล้ียจ๊ักจั่น และมวน ต่าง ๆ แมลงจาพวกนี้มีปากแบบดูด (sucking) สามารถแทงและดูดน้าเลี้ยงจากใบ ยอดอ่อน กิ่ง ลาต้น ดอก หรือ ผล ทาให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชที่ถูกดูดกินน้าเล้ียงมีรอยไหม้ ใบม้วนเหี่ยว ไม่เจริญเติบโต หรือแคระแกร็น และนอกจากน้ีแมลงจาพวกน้ียังเป็นสาเหตุสาคัญของการถ่ายทอดและแพ ร่กระจายโรคพืชที่มีเชื้อไวรัสเป็น สาเหตุอีกด้วย 7.2 วธิ ีปอ้ งกนั และกาจดั แมลงศัตรูพชื แบ่งออกได้ 5 วิธี คอื 7.2.1 วิธที างเขตกรรม เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน, การทาความสะอาดแปลงปลูก, กาหนด ระยะเวลาการเพาะปลูก, การตดั แต่งตน้ พืช เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวิชาการผลติ พชื ไร่ รหัสวชิ า 20501 – 2202 หน้า 56
7.2.2 วิธีทางกายภาพ เช่น การใช้มุ้งป้องกัน, การใช้กาวดักแมลง, การทาลายแหล่งอาศัย ของแมลง, การใชไ้ ฟล่อและทาลาย 7.2.3 วธิ ที างชีวภาพ เช่นการใชต้ วั หา้ ตัวเบยี น, การใชเ้ ชื้อรา, การใช้เชอ้ื แบคทีเรยี , การใช้ เชื้อไวรัส 7.2.4 วิธีทางพันธุกรรม โดยการนาแมลงศัตรูพืชมาผ่านการฉายรังสีเพื่อให้เป็นหมันแล้ว ปลอ่ ยไปในธรรมชาติทาใหแ้ มลงนน้ั ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ 7.2.5 วิธีทางเคมี โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเคมีท่ีได้มาจากการสกัดจากธรรมชาติ เช่น ยาเส้น, สะเดา, สาบเสือ, ตะไคร้หอม ฯลฯ และกลุ่มเคมีท่ีสังเคราะห์ขึ้น เช่น กลุ่มออร์กาโนคลอไรน์, กลมุ่ ออร์กาโนฟอสเฟต, กลุ่มคาร์บาเมต, กลุม่ สารสังเคราะหไ์ พรีทอย สาหรับการควบคุมและกาจัดแมลงศัตรูพืชให้ได้ผลดีน้ัน ควรใช้วิธีแบบผสมผสานกันท้ัง 5 วิธีท่ีกล่าว มาขา้ งต้น ในการผลติ พืชไร่เกษตรกรตอ้ งมีความรู้ ความเขา้ ใจ เรื่องการปลูกและการปฏบิ ัตดิ แู ลรกั ษาเป็นอย่างดี จะทาใหก้ ารจัดการการผลติ พืชไรเ่ กิดประสทิ ธิภาพ และประสิทธิผลสงู สุด เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาการผลติ พชื ไร่ รหัสวชิ า 20501 – 2202 หนา้ 57
บทที่ 8 การเก็บเกยี่ วและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ 1. ความหมาย ความสาคัญของการเก็บเกีย่ วและการจดั การหลังการเกบ็ เกีย่ วพืชไร่ การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลงั การเก็บเก่ียวพืชไร่ หมายถึง การปฏิบัติต่อพืชข้ันสดุ ท้าย เป็นการใช้ วิธีการใด ๆ ก็ตามปฏิบัติต่อผลผลิตพืชไร่ เพื่อให้ผลผลิตพืชไร่แยกออกจากต้นพืช จากน้ันต้องมีวิธีการในการ ปฏบิ ัตทิ ี่เหมาะสมกบั ผลผลิตเพื่อใหผ้ ลผลิตของพืชไรม่ กี ารสญู เสยี ทง้ั ด้านปริมาณและคุณภาพน้อยท่ีสดุ ความสาคัญ การสูญเสียผลผลิตพืชไร่ภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นสาเหตุทาให้ผลผลิตของพืชไร่ลดลง รวมทั้งทาให้ ลักษณะทางคุณภาพเสื่อมลงด้วย ส่งผลกระทบต่ออายุการใชป้ ระโยชน์ของผลผลิตนัน้ ซึ่งความสาคัญของการ เก็บเกี่ยวและการจัดการหลงั การเก็บเกยี่ ว มีดงั น้ี 1. ช่วยลดการสูญเสยี ผลผลติ การเกบ็ เกยี่ วและการจัดการหลงั การเกบ็ เกี่ยวที่ถกู หลักถูกวิธี จะช่วยทา ให้ลดการสูญเสียผลผลิตพืชไร่ได้ เช่น การเก็บเก่ียวอ้อย ต้องเก็บเกี่ยวเม่ืออ้อยแก่ หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วต้อง รบี นาสง่ โรงงาน เพ่อื จาหน่ายทันที เพราะถ้าทงิ้ ไว้จะทาใหน้ า้ หนกั และความหวานของอ้อยลดลง 2. ช่วยเก็บรักษาผลผลิตพืชไร่ให้มีอายุการใชป้ ระโยชน์ได้นาน ผลผลิตพืชไร่เม่ือเก็บเกี่ยวมาแล้วยงั มี ชีวิตอยู่ กระบวนการต่าง ๆ เช่น การหายใจ การคายน้า ยังดาเนินอยู่ จึงทาให้ผลผลิตขาดอาหาร เส่ือม คณุ ภาพลงอย่างรวดเร็ว อายุการใชป้ ระโยชน์สนั้ ลง แตถ่ ้ามกี ารปฏิบัติอยา่ งถูกต้องเหมาะสม เช่น เกบ็ รักษาไว้ ทีอ่ ณุ หภมู ิต่า จะทาให้กระบวนการตา่ ง ๆ เกิดไดช้ า้ ลง สามารถเกบ็ รักษาผลผลติ ไดน้ านขน้ึ 3. ชว่ ยเพ่ิมมูลคา่ ผลผลิตพืชไร่ การจดั การหลังการเก็บเกย่ี วที่ถูกวิธี เช่น การทาความสะอาด การลด ความชื้น การเก็บรักษา จะทาให้ผลผลิตมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้จาหน่ายได้ในราคาที่สูงข้ึน ซึ่งเป็นการ เพม่ิ มลู คา่ ของผลผลติ พชื ไรน่ นั่ เอง 2. ปัจจยั ที่เกีย่ วขอ้ งกับการเก็บเกย่ี วและการจัดการหลังการเก็บเกยี่ วพืชไร่ ปัจจยั ตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ยี วข้องและส่งผลกระทบต่อการเก็บเก่ียวและการจดั การหลงั การเก็บเกี่ยว มดี งั น้ี 1. ชนิดของพืชไร่ พืชไร่แต่ละชนิดต่างก็มีลักษณะการเจริญเติบโต อายุการเก็บเก่ียว วิธีการเก็บเก่ียว ตลอดจนการปฏิบัติการหลังการเก็บเก่ียวท่ีแตกต่างกัน ดังน้ัน การเก็บเก่ียวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ต้องพจิ ารณาให้เหมาะสมตามชนิดของพชื ไร่ 2. การปฏิบัติต่อพืชไร่ การที่จะทาให้ผลผลิตของพืชไร่มีคุณภาพดีต้องมีการจัดการท่ีเหมาะสมก่อน การเก็บเกีย่ ว เช่น การเลือกพันธุ์ การปลกู การดูแลรกั ษา ซ่งึ ถา้ มีการจัดการดีมีการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมจะทา ใหผ้ ลผลิตพืชไรม่ คี ุณภาพ 3. สภาพแวดล้อม ได้แก่ แสง อุณหภูมิ ลม ปัจจัยเหล่าน้ีส่งผลต่อผลผลิตพืชไร่ท้ังส้ิน ทาให้การ เจริญเติบโตของพืชแลกเปล่ียนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อการเก็บเก่ียวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เช่น เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวชิ าการผลติ พืชไร่ รหัสวชิ า 20501 – 2202 หน้า 58
การปลูกพืชไร่ในสภาพท่ีอุณหภูมิสูง อากาศร้อน จะทาให้พืชแก่เร็ว การเก็บเกี่ยวเร็วคุณภาพไม่ดีหรือถ้าเก็บ เกี่ยวในชว่ งทม่ี ีความชื้นสงู ทาให้เกิดการระบาดของเชอ้ื รา ผลผลิตเนา่ เสยี ไดง้ า่ ย 3. ดชั นีการเกบ็ เกี่ยวพชื ไร่ พืชไร่แต่ละชนิดมีการเจรญิ เตบิ โตท่แี ตกต่างกัน ทั้งรูปร่าง ลักษณะ การให้ผลผลิต การเก็บเกี่ยวพืชไร่ ให้ได้คุณภาพดีมีปัจจยั ท่ีเกี่ยวข้องดังได้กลา่ วไว้แลว้ ข้างต้น โดยการที่จะเก็บเกี่ยวพืชไร่เม่ือใดนั้นขึ้นอยกู่ ับดัชนี การเก็บเกี่ยวพืชไร่ ซึ่งดัชนีการเก็บเก่ียว หมายถึง วิธีการที่ใช้เป็นตัวบ่งช้ีว่าผลผลิตพืชไร่มีความเหมาะสม พร้อมทจ่ี ะเก็บเกีย่ ว โดยดัชนีการเก็บเก่ยี วสามารถพิจารณาได้จาก 1. ประมาณจากอายุการเก็บเกี่ยวของพืชไร่ โดยท่ัวไปพืชไร่แต่ละพันธ์ุจะบอกอายุการเก็บเกี่ยวท่ี เหมาะสม โดยนับต้ังแต่จานวนวันหลังปลูกหรือหลังออกดอก ซ่ึงผลผลิตท่ีเป็นชนิดและพันธ์ุเดียวกันมักมีอายุ การเกบ็ เกี่ยวท่ีใกลเ้ คยี งกัน 2. การสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผลผลติ ซึง่ สามารถสงั เกตได้จาก 2.1 การสังเกตจากการเปล่ียนสีของใบ ลาต้น ฝัก เมล็ด เช่น ข้าว สังเกตจากเมล็ดในรวง เปลย่ี นเป็นสีเหลืองสามส่วนสี่ของรวงหรอื ทีเ่ รียกวา่ “ระยะพลบั พลึง” ถวั่ เขียว สงั เกตทฝ่ี ักเปล่ยี นเปน็ สนี า้ ตาล ดา ขา้ วโพดหวาน สังเกตจากไหมเปล่ยี นเปน็ สนี า้ ตาล เปน็ ตน้ 2.2 การฟงั เสียง เมือ่ เคาะหรือดดี สว่ นของฝักหรือผล 2.3 การสมั ผสั เพอ่ื ดูความแขง็ ความอ่อน เช่น ขา้ วโพดหวานใช้มือบบี สว่ นปลายฝักจะยุบตัว งา่ ย 2.4 การวัดคุณสมบัติทางเคมี เช่น การวัดปริมาณน้าตาลของอ้อย เปอร์เซ็นต์แป้งของมัน สาปะหลงั เปน็ ตน้ 4.วธิ กี ารเกบ็ เกี่ยวพชื ไร่ การเก็บเก่ียวพืชไร่ท่ีมีประสิทธิภาพและให้ผลผลิตที่ดีท้ังปริมาณและคุณภาพต้องเก็บเก่ียวในระยะท่ี เหมาะสมตามความต้องการของตลาด เก็บเก่ียวได้เร็ว มีความเสียหายและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยท่ีสุด วิธี ปฏบิ ตั ใิ นการเก็บเกยี่ วมีดงั น้ี 1. เก็บเก่ียวด้วยมือ เป็นวิธีการเก็บเก่ียวที่ต้องใช้แรงงานจานวนมาก แรงงานท่ีเก็บเก่ียวต้องมีความ ชานาญในการเก็บเก่ียว และการสังเกตการสุกแก่ของพชื ไร่ แตข่ อ้ ดีของการเกบ็ วิธนี ี้คือ สามารถเกบ็ เกย่ี วได้ทุก สภาพพ้ืนที่ปลูก การลงทุนต่า และผลผลิตเกิดความเสียหายน้อย สามารถเลือกเก็บผลผลิตที่มีความแก่ เหมาะสมเท่านั้น 2. การเก็บเก่ียวด้วยเคร่อื งจักร เป็นการเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน เหมาะกับพืชไร่ท่ี มีการสุกแก่พร้อมกัน ใช้แรงงานและเวลาในการเก็บเก่ียวน้อย ลดต้นทุนการผลิต ได้ปริมาณงานต่อหน่วย มากกว่าใช้แรงงานคน แต่อย่างไรก็ตาม การเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องจักรมีข้อเสียคือ จะมีการสูญเสียผลผลิต มากกว่าการใช้แรงงานคน โดยพบว่ามีการสูญเสียของผลิตธัญพืชเฉลี่ยปริมาณร้อยละ 2 - 3 พืชตระกูลถั่วมี เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหสั วชิ า 20501 – 2202 หนา้ 59
การสูญเสียถึงร้อยละ 30 - 40 ส่วนมันสาปะหลังจะมีหัวหลงเหลืออยู่ในแปลงประมาณ 480 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากน้กี ารเกบ็ เกยี่ วโดยใชเ้ ครอ่ื งจักรมีข้อควรพจิ ารณาดงั น้ี 2.1 สภาพพืน้ ทีค่ วามราบเรียบสมา่ เสมอ ดินไมเ่ ปยี กหรือออ่ นนุ่มจนเกินไป 2.2 ระยะปลูกของพืชไร่ต้องมีความเหมาะสม เพ่ือจะทาให้เครื่องจักรทางานได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ 2.3 พชื ไร่ทีป่ ลูกต้องมีความเหมาะสม ทนต่อการเก็บเก่ียวด้วยเครื่องจักรและสุกแก่พร้อมกัน ความสงู ของส่วนท่ีจัดเก็บเก่ียวอยูใ่ นระดบั เดียวกนั 2.4 ความคุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากเคร่ืองจักรที่ใช้เก็บเกี่ยวมีราคาแพง ต้องมีการ บารุงรกั ษา ดังน้นั การนาเครอ่ื งจกั รมาใชใ้ นการเกบ็ เก่ยี วต้องพจิ ารณาถงึ ความคุม้ ค่าต่อการลงทนุ ดว้ ย ตารางแสดงวธิ กี ารเกบ็ เก่ียวพชื ไร่บางชนดิ ชนิดพชื วธิ ีการเกบ็ เกย่ี ว ข้าว ขา้ วโพดเล้ียงสตั ว์ เกบ็ เกี่ยวด้วยมอื เก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักร ออ้ ย ใช้เคียวเกี่ยวข้าวตัดส่วนยอดของต้น ใชเ้ คร่ืองเก็บเก่ยี วขา้ วและนวดขา้ ว มันสาปะหลงั ถ่ัวลสิ ง ข้าว ต่าจากปลายรวงประมาณ 60 เซนตเิ มตร ใช้ไม้หรือเหล็กแหลมแทงปลายฝัก ใช้เครื่องเก็บเก่ียวแบบปลิดฝัก ต่อ ปอกเปลือกแล้วหักฝักข้าวโพดใส่ พ่วงกับรถแทรกเตอร์หรือใช้เครื่อง กระสอบนาไปทกี องรวมไว้ในยงุ้ ฉาง เก็บเกี่ยวแบบอัตโนมตั ิ ใช้มีดถากใบและกาบใบออกท้ังสอง ใช้เครื่องเก็บเก่ียวแบบตัดเป็นท่อน ด้าน แล้วตัดอ้อยให้ชิดดิน ตัดยอด ต้ังใบมีดล่างให้ชดิ ดินและใบมดี บนให้ อ้อยต่ากว่าจุดคอใบประมาณ 25-30 ได้กับระดับความสูงของอ้อยหรือใช้ เซนติเมตร อ้อยท่ีไม่ออกดอกและตัด เครือ่ งเกบ็ เก่ียวแบบตัดทัง้ ลา ต่าจากใบธงประมาณ 100 - 150 เซนติเมตร ในอ้อยที่ออกดอกใช้ยอด อ้อยมัดโคนและปลายลา มัดละ 10 ลา วางเรียงในไร่ ใ ช้ มี ด กั บ ต้ น เ ห นื อ ร ะ ดั บพ้ื นดิน ใช้เครื่องมือขุดหัวมันสาปะหลังและ ประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้จอบขุด ใ ช้ ค น ตั ด แ ย ก ส่ ว น หั ว ข อ ง มั น และตัดแยกส่วนของมันสาปะหลัง สาปะหลังออกจากเหงา้ ออกจากเหงา้ ถอนหรือใช้จอบขุดในขณะท่ีดินมี ความช้ืน ปลิดฝักด้วยมือหรือเคร่ือง ปลิด ล้างทาความสะอาดฝัก คัดฝัก เสียฝกั เนา่ ทงิ้ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พืชไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หน้า 60
5. การเตรียมการเก็บเกยี่ วพืชไร่ การเตรียมการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่ เป็นการวางแผนการเก็บเกี่ยวก่อนที่จะเก็บเก่ียวผลผลิต ซึ่งจะ ทาให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามที่กาหนดไว้ การเก็บเกย่ี วผลผลิตควรมี การเตรยี มในเร่อื งตา่ ง ๆ ดงั น้ี 1. การเตรียมเคร่ืองมือ วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ หลังจากท่ีเกษตรกรตัดสินใจจะเลือกใช้วิธีการเก็บเก่ียว ใด ต้องมีการตรวจสอบ ตรวจนับจานวนว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอจะต้องสรรหาเพ่ิมเติม หากมีการ ชารดุ เสียหายหรือใชก้ ารไม่ได้ต้องมีการซอ่ มแซมแก้ไข 2. การเตรียมแรงงาน ปัจจุบันแรงงานค่อนข้างหายาก ดังน้นั ในชว่ งเก็บเก่ียวต้องจดั เตรยี มแรงงานไว้ ลว่ งหนา้ โดยจานวนแรงงานทีใ่ ชข้ น้ึ อยูก่ ับปริมาณผลผลิต ถ้าแรงงานไม่พอตอ้ งจัดหาเพ่ิมเติมให้เพียงพอ 3. การกาหนดพ้ืนที่เก็บเกย่ี วและวันเก็บเกีย่ ว ซ่งึ การกาหนดพืน้ ท่ีเก็บเกีย่ วจะเป็นไปตามขั้นตอนการ แบง่ พื้นท่ปี ลูก เชน่ พ้ืนทใ่ี ดปลกู ก่อนย่อมต้องเก็บเกี่ยวก่อน ซ่ึงเป็นไปตามอายุของพืช เชน่ ออ้ ย ควรเกบ็ เกี่ยว ออ้ ยตอก่อนอ้อยปลกู เปน็ ตน้ 4. การวางแผนการเก็บเก่ียว หลังจากเตรียมเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ จานวนแรงงาน รวมทั้งกาหนด พ้นื ที่เกบ็ เก่ยี วแลว้ ตอ้ งมกี ารวางแผนการเก็บเก่ยี ว โดยการวางแผนจาเป็นตัวชว่ ยบอกลาดบั ข้นั การปฏิบัติงาน วนั ทป่ี ฏิบัติงาน พื้นทีใ่ ดเกบ็ เกี่ยวก่อนหลัง ใช้เครอื่ งมอื วัสดุ อุปกรณอ์ ะไรบา้ ง และใชแ้ รงงานเท่าไร ซึง่ การวาง แผนการเกบ็ เก่ยี วอาจทาในรปู ของตารางเพ่ือความสะดวกในการปฏิบัตงิ าน การเตรียมการเก็บเก่ียวผลผลติ พืชไร่เป็นส่วนสาคัญที่เกษตรกรควรปฏิบัติก่อนการเก็บเก่ียว ซึ่งจะทา ให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตพชื ไร่ได้อยา่ งรวดเรว็ ทันเวลา ไม่เกิดปัญหา และอปุ สรรคในการเก็บเกี่ยว สามารถเก็บเก่ยี วผลผลิตไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ เกดิ ความเสียหายน้อย สรา้ งรายได้และผลกาไร 6. การจดั การหลงั การเก็บเก่ยี วพืชไร่ เป็นการกระทาต่อผลผลิตพืชไร่หลังการเก็บเกี่ยว เพ่ือให้ผลผลิตพืชไร่มีคุณภาพเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่อื งจากผลผลติ พืชไร่หลังจากเก็บจากแปลงแลว้ ยงั มคี วามชืน้ สูง มีการหายใจตลอดเวลา ถา้ มกี ารจัดการไม่ถูก วิธีอาจทาใหผ้ ลผลติ เสียหายหรอื เสอื่ มคณุ ภาพอย่างรวดเรว็ ในการจดั การหลงั การเก็บเกยี่ วมีวิธีการปฏิบัติดงั น้ี 1. การลดความช้ืน เป็นการรักษาคุณภาพของเมล็ด เพราะเมล็ดที่เก็บเก่ียวจากการปลูกโดยทั่วไป ยังคงมีความชื้นสูงอยู่ ซึ่งความชื้นในระดับนี้เมล็ดจะมีอัตราการหายใจสูง ทาให้เกิดการสะสมความร้อนและ อาจมีเช้ือจุลินทรีย์และแมลงเข้าทาลาย ทาให้เมล็ดเสื่อมคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การลดความชื้นของ เมล็ดจงึ เป็นเร่ืองจาเป็น วิธลี ดความช้ืนทาได้โดยวิธีการธรรมชาติ เปน็ วธิ ที ีเ่ หมาะกับเมล็ดพืชท่ีมีจานวนไม่มาก ทาได้โดยการนาไปตากแดดหรือผ่ึงลม การตากแดดอาจจะตากอยู่ในแปลง หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนถึงนามา ตากแดดบนลานคอนกรีต หรือลานดิน แต่ถ้าสภาพอากาศไม่เหมาะสม มีฝนตก ควรใช้วิธีผึ่งลม ทาได้โดยการ ของผลผลิตแขวนไว้ในที่ร่มหรือใต้ถุนบ้าน นอกจากนี้การลดความชื้นยังสามารถใช้วิธีกล เป็นวิธีที่เหมาะกับ เมล็ดพืชท่ีมีจานวนมาก สภาพอากาศมีความช้ืนสูง ฝนตกชุก วิธีการลดความช้ืนทาได้โดยการใช้อุปกรณ์ช่วย เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาการผลติ พชื ไร่ รหสั วิชา 20501 – 2202 หน้า 61
เช่น พัดลมหรือแหล่งผลิตความร้อน โดยใช้เชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า ซ่ึงสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เช่น การลด ความชืน้ ในไซโล โดยระดับความช้นื ท่ีเหมาะสมของพืชไร่บางชนดิ ดังตาราง ตารางแสดงระดับความช้นื ท่ีเหมาะสมของพืชไรบ่ างชนดิ ชนิดพืช ระดับความชนื้ ท่ีเหมาะสม (เปอรเ์ ซ็นต์) เพ่ือบริโภค เพ่ือผลติ เมล็ดพนั ธ์ุ ขา้ ว 14 - 15 ตา่ กว่า 12 ขา้ วโพด 14 - 15 13 ขา้ วฟ่าง 15 - 20 10 ถั่วเหลือง 14 – 16 10 ถวั่ เขียวผวิ มัน 13 - 15 10 ถั่วลสิ ง 10 7 - 8 2. การนวดหรอื การกะเทาะเมล็ด เปน็ การแยกเอาส่วนของเมล็ดออกจากรวงหรือฝัก โดยปกตกิ ารอบ หรือตากเมล็ดมักตากหรืออบทั้งฝัก ดังนั้นหลังจากลดความช้ืนของเมล็ดลงแล้ว จึงต้องมีการนวดหรือกะเทาะ เมล็ดออกจากรวงหรือฝัก การนวดหรือการกะเทาะเมล็ดนี้อาจนวดโดยใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ หรือใช้ เครื่องจักรก็ได้ การนวดด้วยเครื่องสามารถทาได้สะดวกรวดเร็ว ประหยัดแรงงานและเวลา แต่มีข้อเสียคือ เมล็ดอาจแตกหักหรือได้รับอันตรายได้ง่าย ส่วนการนวดด้วยมือหรือแรงงานสัตว์จะทาให้เมล็ดมีการเสียหาย น้อยเหมาะกับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันเกษตรกรนิยมใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว เช่น ข้าว ในขณะกาลัง เกบ็ เกีย่ วจะสามารถนวดเมล็ดออกจากรวงได้ทนั ที โดยไมต่ อ้ งเสยี เวลานวด การใชเ้ คร่อื งจักรทาใหเ้ ก็บเก่ียวได้ รวดเรว็ ประหยดั ทั้งแรงงานและเวลาในการนวดอกี ดว้ ย 3. การทาความสะอาดและคัดแยกเมล็ด เป็นการนาเมล็ดที่นวดหรือกะเทาะแล้วมาทาความสะอาด เพ่ือแยกสิ่งเจือปนต่าง ๆ เช่น เศษใบไม้ แกลบ กรวด หิน ดิน ทราย ส่วนของลาต้น ตลอดจนเมล็ดท่ีแตกหัก เสียหาย เมล็ดท่ีถูกแมลงทาลาย เมล็ดที่มีโรคหรือส่ิงท่ีไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ที่ปะปนมากับเมล็ด เพ่ือให้เมล็ดมี คุณภาพทางด้านความสงู บริสทุ ธิ์สูงขึ้น และในบางคร้ังอาจมีการคัดแยกขนาดไปด้วยพร้อม ๆ กัน การคัดแยก ทาความสะอาดนี้ ปกติจะใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าช่วย เช่น ตะแกรงที่มีรูเปิดรูปร่างและขนาดต่าง ๆ หรือการใช้ ลมเป่าและเคร่ืองคัดแยกทาความสะอาด 4. การคลุกสารเคมีแก่เมล็ด เมล็ดพันธุ์ภายหลังการเก็บเกี่ยวมักได้รับความเสียหายจากศัตรูต่าง ๆ ระหว่างการเกบ็ รักษา เชน่ นก หนู แมลง และเช้ือรา เมล็ดพนั ธุ์อาจมีโรคตดิ มาดว้ ยซ่ึงเม่ือนาไปปลูกอาจทาให้ เมล็ดไม่งอกหรือเมล็ดเน่า ดังนั้นการคลุกสารเคมีในระหว่างการเก็บรักษาจะทาให้เมล็ดพันธ์ุแข็งแรง ลดการ สูญเสียของผลผลิต ควบคุมการแพร่กระจายของโรคและแมลง ซ่ึงสารเคมีที่ใช้คลุกเมล็ดอาจเป็นสารเคมี ป้องกันกาจดั เชอ้ื ราเพยี งอย่างเดียว หรอื สารเคมีป้องกันกาจดั แมลงดว้ ย 5. การบรรจุ การบรรจุหีบห่อหรือภาชนะ เพื่อให้สะดวกในการเก็บรักษาและขนส่งสู่ตลาดและเป็น การป้องกันอันตรายจากภายนอก เช่น ความช้ืน แมลง นก หนู และศัตรูอื่น ๆ ท่ีจะทาให้เมล็ดเส่ือมคุณภาพ การเลือกใช้ภาชนะที่บรรจุข้ึนอยู่กับชนิดของผลผลิตพืชไร่ เช่น กระสอบป่าน กระป๋อง ถุงพลาสติก เป็นต้น เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหสั วชิ า 20501 – 2202 หนา้ 62
การบรรจุผลผลิตต้องบรรจุให้พอดี ปฏิบัติด้วยความประณีตและทาความสะอาดภาชนะบรรจุก่อนทุกคร้ัง หลังจากบรรจุผลผลิตเรียบรอ้ ยแลว้ ต้องติดป้ายแสดงรายละเอียดผลผลติ เช่น ช่ือและชนิดของพืชไร่ วันท่ีเก็บ แหล่งผลติ และรายละเอยี ดอนื่ ๆ เปน็ ตน้ 6. การขนส่ง เป็นการกระจายผลผลิตพืชไร่จากแหล่งผลิตไปยังผู้บริโภค หรือโรงงานอุตสาหกรรม ซ่ึง การขนส่งมีหลายวิธี เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถไฟ ซ่ึงการท่ีจะเลือกวิธีการขนส่งทางใดขึ้นอยู่กับชนิดของ ผลผลิตพืชไร่ ต้นทุนการขนส่ง ระยะเวลาในการขนส่ง การจะเลือกใช้วิธีใดก็ตามต้องทาความระมัดระวังและ ใหผ้ ลผลติ มีความเสยี หายนอ้ ยทีส่ ดุ 7. การเก็บรกั ษา เปน็ การเก็บรักษาผลผลติ พชื ไรใ่ ห้มีอายใุ ชป้ ระโยชน์ยาวนานกว่าเก็บในสภาพปกติ มี ความสูญเสียน้อย ซึ่งสถานท่ีเก็บรักษาผลผลิตต้องเย็น อุณหภูมิต่า นอกจากน้ีสถานท่ีเก็บต้องสะอาด มีการ ถ่ายเทหมุนเวียนของอากาศ เพ่ือป้องกันการสะสมความร้อน และต้องมีหลังคาฝาปิดมิดชิดแน่นหนา สามารถ ป้องกันแสงแดด นา้ ฝน จะเหน็ ได้ว่าการจดั การหลงั การเก็บเกี่ยว เป็นการจดั การกบั ผลผลติ พืชไรจ่ ากผผู้ ลติ ไปยงั ผู้บรโิ ภค ซึง่ มี หลายขั้นตอนอย่างไรก็ตามในพืชไรบ่ างชนิดอาจมีการจัดการเพียงบางข้ันตอน ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับการนาผลผลติ ไป ใช้ประโยชน์ ดังน้ี - ผลผลิตที่ต้องนาส่งโรงงานอุตสาหกรรมทันที ไม่ต้องมีการจัดการใด ๆ เช่น อ้อย สับปะรด มันสาปะหลงั - ผลผลิตที่ต้องจัดการก่อนการนาไปจาหน่ายเพ่ือบริโภค ส่วนใหญ่เป็นพวกธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และพืชตระกูลถ่ัว หลังจากการเก็บเก่ียวต้องมีการจัดการหลังการเก็บเก่ียว เช่น การลด ความช้ืน นวด กะเทาะเมล็ด ทาความสะอาดผลผลิตก่อนจะบรรจุและขนส่ง เพ่ือจาหน่ายหรือเก็บรักษา ผลผลติ การจดั การหลังการเกบ็ เกยี่ วผลผลิตพชื ไรก่ ่อนนาไปจาหน่ายเพอ่ื บริโภค การเก็บเกี่ยว ลดความชืน้ ในแปลง การนวด การลดความชืน้ การบรรจุ การขนสง่ การจาหนา่ ย การเก็บรักษา เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พืชไร่ รหสั วชิ า 20501 – 2202 หนา้ 63
- ผลผลิตที่ต้องการนาไปขยายพันธุ์หรือผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ ขั้นตอนการจัดการคล้ายคลึงกันกับการ จัดการพวกธัญพืชเพียงแต่ผลผลิตที่นาไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ต้องมีการปรับสภาพเมล็ดพันธ์ุ โดยการคลุก สารเคมกี อ่ นจะนาไปบรรจแุ ละเก็บรกั ษา การจัดการหลงั การเกบ็ เกี่ยวผลผลิตพชื ไร่เพ่ือผลติ เมล็ดพนั ธุ์ การเก็บเก่ียว ลดความชืน้ ในแปลง การนวด การทาความสะอาด การลดความชืน้ ปรับสภาพเมลด็ พนั ธ์ุ เก็บรักษา วสั ดุเหลอื ใชใ้ นฟารม์ พืชไร่ หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชไร่ออกจากแปลง จะเหลือเศษซากวัสดุเหลือใช้ทิ้งไว้ในแปลง เช่น ลาต้น ใบ ก่ิงก้าน เปลือก เกษตรกรสามารถไถกลบเศษซากพืชเหล่าน้ีลงไปในดิน เพื่อเป็นการปรับปรุงดิน คืนความ อุดมสมบรู ณใ์ ห้กบั ดนิ นอกจากนีย้ ังสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ไดด้ ังนี้ 1. ใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น ต้นข้าวโพดสด ซังข้าวโพด ซึ่งเศษวัสดุเหล่าน้ียังมีคุณค่าทางโภชนาการท่ี สามารถนาไปเลี้ยงสตั วไ์ ด้ 2. ใช้ทาปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยพืชสด โดยใช้เศษซากพืชที่เหลือใช้นามาทาเป็นปุ๋ยหมัก เป็นการลดต้นทุน การผลิต และเป็นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลง 3. ใช้เป็นเชื้อเพลิง วัสดุหลายชนิดสามารถนามาเป็นเช้ือเพลิงหุงต้มในครัวเรือนได้ เช่น ซังข้าวโพด ใบออ้ ย แกลบ เปลอื กถั่ว ใบและตน้ ข้าวโพด เป็นต้น เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหสั วิชา 20501 – 2202 หน้า 64
4. ใช้เปน็ วสั ดุคลุมดนิ เช่น ใบออ้ ย ฟางข้าว ใช้คลุมโคนต้น เพ่ือปอ้ งกันการระเหยของนา้ โดยเฉพาะ แปลงผัก มักใชฟ้ างคมุ ก่อนเมลด็ ผกั งอก เพื่อป้องกันการระเหยนา้ และปอ้ งกันวัชพชื งอก 5. ใช้เปน็ วสั ดเุ พาะเห็ด เชน่ การนาฟางข้าว เปลือกถ่วั เขียวไปเพาะเหด็ ฟาง 6. ประโยชน์ในดา้ นอนื่ เช่น งานประดษิ ฐ์ โดยนาชอ่ ดอกขา้ วฟ่างมาประดิษฐ์เป็นไม้กวาด ทาเป็นช่อ ดอกไม้ปักแจกันโดยมีการย้อมสี ช่อดอกคาฝอยยอ้ มสี ทาต๊กุ ตาหรอื ดอกไมป้ ระดับจากเปลือกขา้ วโพด จดั ภาพ ด้วยผลิตภัณฑพ์ ืช เปน็ ต้น สรปุ การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเก่ียว เป็นการใช้วิธีการใด ๆ ก็ตามปฏิบัติต่อผลผลิตพืชไร่ เพอื่ ให้ผลผลิตพืชไรแ่ ยกออกจากต้นพชื และต้องมีวิธกี ารในการปฏิบตั ิท่เี หมาะสมกบั ผลผลติ เพ่ือใหผ้ ลผลิตของ พชื ไรม่ กี ารสญู เสียท้ังดา้ นปริมาณและคณุ ภาพนอ้ ยทสี่ ุด โดยปัจจยั ทีม่ ผี ลตอ่ การเก็บเกี่ยวขนึ้ อยู่กับชนดิ ของพืช ไร่ การปฏิบัตดิ แู ลรักษา และสภาพแวดล้อม การทจ่ี ะเก็บเกี่ยวพืชไร่ในช่วงใดต้องดูจากดัชนีการเก็บเกี่ยว โดย พิจารณาได้จากการประมาณอายุการเก็บเก่ียวและการเปล่ียนแปลงของผลผลิต เช่น การเปลี่ยนของสีใบ ลา ตน้ เปน็ ต้น การเก็บเกยี่ วพืชไรม่ ี 2 วิธี คอื เกบ็ เกย่ี วด้วยมือและการเกบ็ เก่ียวด้วยเคร่ืองจักร กอ่ นการเก็บเกี่ยว ผู้ผลิตต้องมีการวางแผนเตรียมการในด้านเคร่ืองมือ วัสดุ อุปกรณ์ เตรียมแรงงาน กาหนดพื้นที่เก็บเกี่ยว และ จัดทาแผนการเก็บเกี่ยวหรือตารางการปฏิบัติงาน เพื่อให้การเก็บเก่ียวมีประสิทธิภาพตรงเวลา เกิดความ สูญเสียของผลผลิตน้อยที่สุด หลังการเก็บเกี่ยวต้องมีการจัดการหลังการเก็บเก่ียว เพ่ือรักษาคุณภาพของ ผลผลิต โดยการลดความชน้ื นวดหรอื กะเทาะเมล็ด ทาความสะอาดเมล็ด และคดั แยกขนาด บรรจุผลผลติ พืช ไร่แต่ละชนิดจะมีการจัดการท่ีแตกต่างกัน บางชนิดมีการจัดการอย่างง่าย ๆ บางชนิดต้องการการจัดการหลั ง การเก็บเกี่ยวหลายขั้นตอน ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับจุดประสงค์ของการผลิตว่าจะผลิตเพื่อบริโภคหรือผลิตเพื่อใช้เป็น เมล็ดพันธุ์ หลังการเก็บเก่ียวจะมีเศษวัสดุเหลือใช้ในฟาร์มเป็นจานวนมาก เช่น ฟางข้าว ใบอ้อย ต้นข้าวโพด เศษวัสดุเหลือใช้สามารถไถกลบลงไปในดิน เพ่ือเพ่ิมความอุดมสมบูรณ์ของดิน นอกจากน้ียังสามารถนาไปใช้ ประโยชนไ์ ดม้ ากมาย เชน่ อาหารสตั ว์ เป็นวสั ดุเชอ้ื เพลิง เป็นตน้ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหัสวชิ า 20501 – 2202 หนา้ 65
บทท่ี 9 การเพิ่มมลู คา่ ผลผลิตพืชไร่ 1. ประโยชน์ของการเพม่ิ มูลค่าผลผลิตพชื ไร่ การเพ่ิมมูลค่าผลผลิตพืชไร่ เป็นวิธีการต่าง ๆ ท่ีใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตพืชไร่หลังจากเกบ็ เกย่ี ว ทง้ั น้ีรวมถงึ การเปลยี่ นแปลงรปู รา่ งของผลผลิตด้วยซ่งึ การเพมิ่ มลู ค่ามปี ระโยชนด์ งั นี้ 1) ทาให้จาหนา่ ยผลผลิตไดร้ าคาสงู ขึน้ 2) แกป้ ญั หาการจาหน่ายผลผลติ ลน้ ตลาด 3) ลดการสญู เสยี และเสือ่ มคณุ ภาพของผลผลิต 4) ทาใหเ้ กิดสนิ คา้ ใหม่ ๆ ตรงกบั ความตอ้ งการของผู้บริโภค 5) ทาใหเ้ กิดการรวมกลมุ่ ของเกษตรกรในการสรา้ งผลติ ภัณฑ์ใหมม่ ีความเข้มแข็งในองค์กร 6) ชว่ ยยกระดบั คุณภาพของสนิ ค้าพืชไรใ่ หไ้ ด้มาตรฐาน 7) สร้างรายได้ใหเ้ กษตรกรเกษตรกรมคี วามเปน็ อยทู่ ี่ดีข้นึ เป็นการพฒั นาอาชพี อย่างยั่งยนื 2. แนวทางการเพิ่มมูลคา่ ผลผลิตพืชไร่ การเพมิ่ มูลคา่ ผลผลติ พืชไร่ เปน็ การเพ่มิ มูลคา่ ผลผลิตภายหลงั จากการเก็บเกี่ยว การที่จะทาใหผ้ ลผลิต พืชไร่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นต้องเร่ิมต้ังแต่การเลือกพันธุ์ การปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเก่ียว และการจัดการ หลังการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง การจัดการท่ีถูกต้องจะทาให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าของ ผลผลิตหรือมูลค่าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งการเพิ่มมูลค่าผลผลิตสามารถดาเนินการได้หลายแนวทาง อยู่กับชนิดของ ผลผลิตพืชไร่ วัตถุประสงค์ของการแปรรูป ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค หรือความต้องการของตลาดด้วย แนวทางการเพม่ิ มลู คา่ ผลผลิตพชื ไรท่ ่นี ยิ มปฏบิ ัตมิ ดี งั น้ี 1. การลดความชนื้ ของผลผลิต ผลผลติ ทีม่ ีความช้นื ต่าจะจาหน่ายไดร้ าคาสูงกว่าผลผลิตที่มีความชื้น สูง เพราะความชื้นสูงจะทาให้ผลผลิตเน่าเสียง่าย เส่ือมคุณภาพเร็ว แต่อย่างไรก็ตามผลผลิตที่มีความช้ืนต่า เกินไปจะทาให้น้าหนักผลผลิตน้อย มีผลต่อราคาเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรลดความชน้ื ในระดับท่ีเหมาะสมจะทา ใหม้ ูลคา่ ของผลผลติ เพม่ิ ขึ้น 2. การเก็บรักษา การเก็บรักษาผลผลิตในสภาพท่ีเหมาะสมเพื่อรอจาหน่ายในชว่ งท่ีผลผลิตมีราคาสูง โดยทีผ่ ลผลิตอยา่ งมคี ุณภาพเหมอื นเดิมจะทาให้มลู ค่าของผลผลติ เพ่ิมขนึ้ ได้ 3. การทาความสะอาดผลผลิต ผลผลิตภายหลังจากการเก็บเก่ียวจะมีส่ิงเจือปน เช่น เศษดิน ส่วน ของตน้ พชื ท่ตี ิดมาดว้ ย ถ้าจาหน่ายไปโดยไมม่ กี ารทาความสะอาดจะทาให้จาหน่ายไดใ้ นราคาทีต่ า่ เพราะถกู หัก น้าหนัก เช่น ถ่ัวเหลืองถ้ามีส่ิงเจือปนเกิน 3 % หรือมีเมล็ดเสีย เมล็ดแตกหักเกิน 5% จะทาให้ผลผลิตถูกหัก น้าหนัก แต่ถ้ามีการทาความสะอาดผลผลิตจะทาให้จาหน่ายผลผลติ ได้ในราคาที่สงู ขึ้น วิธีการทาความสะอาด สามารถทาได้หลายวิธีแลว้ แตล่ ะชนดิ ของผลผลิตพชื ไร่ 4. การจัดมาตรฐานผลผลิตหรืออาจเรียกว่า การคัดเกรดคุณภาพ เป็นการทาให้ผลผลิตมีลักษณะ เหมือนหรือคล้ายคลึง มีคุณภาพสม่าเสมอได้มาตรฐานเดียวกัน ทาให้เกิดความสะดวกในการซื้อขาย ผลผลิต สามารถจาหน่ายผลผลิตได้ในราคาท่ีสูงข้ึน ซึ่งสถานท่ีจัดอาจเป็นมาตรฐาน ความต้องการพ่อค้าคนกลาง โรงงานอุตสาหกรรมมาตรฐานของประเทศ หรือมาตรฐานระหว่างประเทศ วิธีการจัดชั้นมาตรฐานอาจทาได้ โดยการคัดขนาด คัดแยก พิจารณาจากสีของผลผลิต อัตราการแปรสภาพหรือการตรวจสอบคุณสมบัติอื่น ๆ เช่น ความหวานของออ้ ย เปอร์เซน็ ตแ์ ป้งของมนั สาปะหลัง เป็นต้น เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พชื ไร่ รหสั วชิ า 20501 – 2202 หน้า 66
5. การแปรรูปผลผลิตพืชไร่ เป็นการนาผลผลิตที่ได้มาผ่านกระบวนการแปรรูป เพ่ือเปล่ียนแปลง สภาพให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด เช่น การแปรรูปน้าอ้อยเป็นน้าตาลอ้อย การหีบอ้อย เปน็ น้าตาลสด การแปรรูปมันสาปะหลังเป็นมันเส้นมันอดั เม็ด เปน็ ต้น การแปรรปู ผลผลิตพืชไรม่ ีทั้งการแปรรูป ตามรปู แบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อตุ สาหกรรมขนาดเลก็ จนกระทั่งอตุ สาหกรรมในครวั เรือน ประโยชนข์ องการแปรรปู 1) ทาให้ผลผลิตมีมูลคา่ เพ่มิ ขน้ึ 2) ยดื อายุการเกบ็ รักษาผลผลติ ไดน้ านขน้ึ 3) ราคาของผลผลิตไม่เปลี่ยนแปลงมาก 4) การแปรรูปทาใหเ้ กิดผลติ ภัณฑใ์ หม่ 5) ช่วยแกป้ ัญหาการตลาด 6) ทาใหค้ า่ ใชจ้ ่ายในการขนส่งสนิ คา้ ลดลง 7) เกิดการพฒั นาเทคโนโลยใี หม่ ๆ เก่ยี วกับการแปรรปู 8) เกิดการพฒั นาอาชีพดา้ นการเกษตรใหเ้ กษตรกรผผู้ ลิต 9) เกดิ การสร้างงานสรา้ งอาชีพ 6. การบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เป็นกิจกรรมต่าง ๆ ซ่ึงจะเกี่ยวข้องกับวิธีการออกแบบและการผลิต ส่ิงที่ใช้บรรจุหรือห่อหุ้มผลิตภัณฑ์ เพ่ือให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์อยู่ในสภาพเรียบร้อย ป้องกันการแตกหัก เสียหาย สญู เสีย และการเสอื่ มคุณภาพของสนิ ค้า บรรจุภัณฑ์เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสาคัญเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากบรรจุภัณฑ์จะช่วยในการถนอม และยืดอายุสินค้าแล้วบรรจุภัณฑ์ยังเป็นส่ือสาคัญที่ช่วยในการสื่อสารกับผู้บริโภคให้รู้ว่าสินค้าข้างในมันคือ อะไรใช้งานอย่างไรและที่สาคัญผลติ ภัณฑ์เป็นตัวดึงดูดความสนใจของผูบ้ ริโภคให้ซ้อื สินค้าสัญลักษณต์ ่าง ๆ จะ ชว่ ยให้ผลิตภณั ฑด์ ูดีมีคณุ คา่ มากขนึ้ ทาใหผ้ ูผ้ ลิตสามารถท่จี ะกาหนดราคาสินค้าหรือผลติ ภณั ฑใ์ ห้สูงขน้ึ ได้ 6.1 หน้าทขี่ องผลิตภัณฑ์ 1) ตอ้ งการความสญู เสียและยดื อายุของสินค้า 2) สะดวกตอ่ การขนสง่ การเก็บรักษาและการเคลื่อนย้ายสนิ ค้า 3) ชว่ ยในการสง่ เสรมิ กจิ กรรมทางการตลาด 4) มลู ค่าเพ่มิ ให้แก่ผลิตภัณฑ์ความนา่ เชื่อถอื เป็นท่ียอมรบั ของผบู้ ริโภค 5) เพือ่ เพมิ่ ผลกาไร 6.2 ลักษณะของบรรจภุ ัณฑท์ ีด่ ี 1) วัสดุที่ใช้ต้องสามารถปกป้องรักษาคุณภาพสินค้า สะดวกต่อการขนส่ง ป้องกันความ เสียหายทีอ่ าจเกดิ ระหวา่ งการขนส่งดว้ ย 2) ดงึ ดดู จงู ใจ กระตุ้นให้ผบู้ รโิ ภคซ้ือสนิ ค้า 3) ขนาดและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต้องเหมาะสมกับชนิดของสินค้า และการนาไปใช้ ประโยชน์ 4) สะดวกในการใช้ และออกแบบให้สามารถหยิบจบั ผลติ ภณั ฑ์ไดส้ ะดวกปลอดภยั 5) ต้องนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เช่น ช่ือย่ีห้อสินค้า ข้อมูลสินค้า ส่ิงต่าง ๆ ที่อยู่ข้างใน ราคาสนิ ค้า ชอ่ื ผู้ผลิต และรายละเอียดการผลิต เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พืชไร่ รหสั วชิ า 20501 – 2202 หนา้ 67
สรุปแนวทางการเพม่ิ มูลคา่ ผลผลิตพชื ไร่ การลดความชืน้ การทาความสะอาด การเก็บรักษา การบรรจภุ ัณฑ์ การเพิม่ มูลค่าผลผลิต พชื ไร่ การจัดมาตรฐาน การแปรรูป 3. การเพ่ิมมลู ค่าผลผลิตพืชไร่ 1. ออ้ ย การแปรรูปเป็นน้าตาลคือ การแยกเอาส่วนน้าตาลซูโครสออกจากต้นอ้อย พร้อมกับการกาจัด ส่งิ เจอื ปนตา่ ง ๆ ออกไป ทาให้ได้ผลติ น้าตาลซูโครสทบี่ ริสทุ ธ์ิและแหง้ เก็บได้นาน โดยเรมิ่ จากการท่นี าอ้อยเข้า สู่โรงงาน ตัดและสับให้ละเอียดเป็นช้ินเล็ก ๆ หลังจากน้ันจะถูกนาเข้าสู่ลูกหีบน้าอ้อยออกมา น้าอ้อยจะถูก นาไปเคี่ยวเพ่ือระเหยน้าออกไป จนเป็นน้าเช่ือม และผ่านกระบวนการทาความสะอาดจนได้น้าอ้อยท่ีบริสุทธ์ิ นาไปตกผลึกกลายเป็นเม็ดน้าตาล เม็ดน้าตาลจะผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการฟอกสี เคย่ี ว อบแห้ง จนไดน้ ้าตาลหลายเกรด เกบ็ น้าตาลทรายเกรดเอ ซึง่ เปน็ นา้ ตาลทรายบริสทุ ธ์ิ น้าตาลทรายเกรด ดี หรือน้าตาลทรายดิบ จะบรรจุกระสอบเพ่ือจาหน่ายไปยังต่างประเทศ ส่วนน้าตาลทรายเกรดซีจะนาไปเป็น หวั เช้ือในการเคีย่ วนา้ ตาลทรายเกรดเอและนา้ ตาลเกรดบีตอ่ ไป 2. มนั สาปะหลัง ผลผลิตมันสาปะหลังเกือบทั้งหมดจะถูกนาส่งเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมันสาปะหลัง เพราะ หัวมันสาปะหลังไม่สามารถเก็บไวไ้ ด้นาน หัวจะเน่าเสีย โดยการแปรรูปมันสาปะหลังเป็นผลิตภณั ฑ์ตา่ ง ๆ เช่น แปรรปู เป็นมันเส้น มันอดั เมด็ แปง้ มนั สาปะหลัง การนาแป้งมันสาปะหลงั ไปแปรรูปในอตุ สาหกรรมผลิตผงชูรส กระดาษ อาหาร สงิ่ ทอ กาวไมอ้ ัด อาหาร เครือ่ งด่มื และวสั ดุภณั ฑย์ ่อยสลายธรรมชาติ 3. ข้าว ข้าวเปลอื กเม่อื ผา่ นเครือ่ งสขี า้ วจะเป็นข้าวกล่อง และผา่ นเครือ่ งขดั ราออกจะเป็นขา้ วสารทาให้ผลผลิต มีทั้งข้าวกล้องและข้าวสาร ผู้บริโภคสามารถเลือกซ้ือได้ การบริโภคข้าวกล้องให้สารอาหารและสายใยอาหาร ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวโปรตีน เกลือแร่ และวิตามินบี การเพ่ิมผลผลติ ข้าวโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พืชไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หนา้ 68
ต่าง ๆ เช่น ข้าวหุงสุก 5 นาที โจ๊กกึ่งสาเร็จรูป ข้าวหุงสุกแช่แข็ง ข้าวหุงสุกบรรจุกระป๋อง ข้าวมันไก่แช่แข็ง หรอื บรรจุกระป๋อง เป็นต้น 4. ขา้ วโพด การเพ่ิมมูลค่าผลผลิตข้าวโพดทาได้หลายแนวทาง เน่ืองจากข้าวโพดมีคุณค่าทางอาหารสูงประมาณ 65% โปรตีน 8 - 13% มีกากไขมันอิ่มตัวสูง และมีเยื่อใยต่า ทาให้ข้าวโพดสามารถนาไปแปรรูปท่ีเป็น ประโยชน์ต่อมนุษย์และสัตว์ เช่น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ อาหารขบเค้ียว อาหารสาเร็จรูป แอลกอฮอล์ ยาสบู สบู่ข้าวโพด เป็นต้น 5. ถั่วเหลอื ง เป็นพืชไร่ตระกลู ถ่วั เมลด็ ถัว่ เหลืองเปน็ แหล่งของสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนมีมากกวา่ 35% และมี น้ามันสูงกว่า 20% หากสกัดไขมันออกไปแล้วจะมีสารอาหารโปรตีนมากกว่า 70% ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็น วัตถดุ บิ ในการผลติ นา้ มันพืชและผลิตภัณฑ์อื่นอีกมากมาย การเพม่ิ มลู ค่าของถ่ัวเหลืองเปน็ ผลิตภัณฑ์อาหารอ่ืน ๆ เช่น การเพิม่ มูลค่าผลผลิตถว่ั เหลอื งเปน็ อาหารอาหารหมกั 4. การเพ่ิมมลู ค่าในระดับทอ้ งถ่นิ ผลผลิตพืชไร่หลายชนิด ถูกนามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพ่ิมมูลค่าในระดับท้องถ่ิน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สรา้ งความเข้มแข็งใหก้ ับชมุ ชนในทอ้ งถ่ินเป็นอย่างมาก ซ่งึ เรยี กวา่ สนิ ค้าหนง่ึ ตาบลหนงึ่ ผลิตภัณฑ์ หรือที่เรียกว่าสินค้า OTOP (One Tambon One Product) ซ่ึงเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ในการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์ตา่ ง ๆ เกดิ ขน้ึ มากมายดังตาราง ตาราง ผลิตภัณฑใ์ นระดับทอ้ งถน่ิ จากพชื ไรบ่ างชนิด ชนดิ ของพืชไร่ ผลติ ภณั ฑ์ ขา้ วโพด ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบข้าวโพด กระทงเปลือกข้าวโพด สบู่ข้าวโพด นา้ นมข้าวโพด ข้าว น้านมจมกู ข้าว น้ามันราขา้ ว ข้าวแต๋น กระเช้าฟางข้าว ถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว ถั่วเหลืองค่ัวกรอบ ถั่วเหลืองแผ่น น้าพริกเผาถ่ัวเหลือง กาแฟถัว่ เหลอื ง ครีมบารุงผวิ ถว่ั เหลอื ง ออ้ ย น้าตาลออ้ ย นา้ ตาลสด ถั่วลสิ ง ถว่ั เคลือบ ถว่ั กระจก ถ่ัวลิสงคว่ั ทราย ถ่วั อบกระเทียม ถ่วั อบสมุนไพร ถ่ัวเขยี ว สบถู่ ัว่ เขียว ถว่ั เขียวกะเทาะเปลือก งา ขนมงา ขนมงาดาแผ่น น้ามนั งา ยาหม่องน้ามนั งา ทานตะวัน เมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือก น้าดอกทานตะวัน คุกกี้ทานตะวัน โลชัน่ ทานตะวัน ข้าวฟ่าง ไม้กวาดขา้ วฟา่ ง ข้าวฟ่างกวน ดอกไมแ้ หง้ ยอ้ มสชี ่อขา้ วฟา่ ง เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวชิ าการผลติ พืชไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หนา้ 69
ชนิดของพืชไร่ ผลติ ภณั ฑ์ มนั สาปะหลัง ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์ สับปะรด กระดาษใยสับปะรด กล่องกระดาษสับปะรด ปอแกว้ กระเปา๋ สานปอแก้ว ปอกระเจา หมวกปอกระเจา ปอสา กล่องทชิ ชู่เยื่อปอสา กระเช้าดอกไม้ กระดาษสา สรุป การเพิม่ มลู ค่าผลผลิตพืชไร่ เป็นการเพม่ิ มูลคา่ ผลผลติ ภายหลงั จากการเก็บเกีย่ ว การทีจ่ ะทาใหผ้ ลผลิต พืชไร่มีมูลค่าเพ่ิมขึ้น ต้องเริ่มต้ังเร่ิมต้ังแต่การเลือกพันธุ์ การปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเก่ียวและการ จัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องและเหมาะสมด้วย ประโยชน์ของการเพ่ิมมูลค่าผลผลิตพืชไร่ จะทาให้ จาหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงข้ึน แก้ปัญหาการจาหน่ายผลผลิตล้นตลาด ลดการสูญเสียและเส่ือมคุณภาพ ของผลผลิต ทาให้เกิดสินค้าใหม่ ๆ ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคเกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร ในการ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความเข้มแข็งในองค์กร เพ่ือยกระดับคุณภาพของสินค้าพืชไร่ให้ได้มาตรฐานและสร้าง รายไดใ้ ห้เกษตรกร ทาใหเ้ กษตรกรมีความเป็นอย่ทู ดี่ ีข้ึน เปน็ การพัฒนาอาชีพอยา่ งย่งั ยืน แนวทางการเพ่ิมมูลค่าผลผลิตพืชไร่สามารถทาได้หลายแนวทาง ต้ังแต่การลดความช้ืน การเก็บ รักษา การทาความสะอาดผลผลิต การจัดทามาตรฐานผลผลิต การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และบรรจุ ภัณฑ์ การจะเลือกแนวทางใดในการเพ่ิมมูลค่าผลผลิตข้ึนอยู่กับชนิดของพืชไร่และความเหมาะสม ซ่ึงล้วนแต่ สร้างรายได้ใหเ้ กษตรกรสงู ขึ้น เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาการผลติ พืชไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หน้า 70
บทที่ 10 การบันทกึ กจิ การฟารม์ และบญั ชฟี าร์มพืชไร่ 1. ความหมายและความสาคญั ของการบันทึกกจิ การฟาร์มพืชไร่ ความหมายของการบันทึกกิจการฟารม์ พชื ไร่ การบันทึกกิจกรรมฟาร์มพืชไร่ หมายถึง การรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่าง ๆที่ เกี่ยวข้องกับธุรกิจฟาร์ม พืชไร่ เช่น ขอ้ มูลสนิ ทรัพย์ของฟาร์ม ข้อมลู แรงงาน ขอ้ มลู ดา้ นการเงิน เปน็ ตน้ โดยการบนั ทกึ ข้อมลู ต่าง ๆ ให้ อยู่ในระเบียบแบบแผน เพ่ือความสะดวก ง่ายต่อความเข้าใจ และสามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ การดาเนนิ งานของฟาร์ม การประเมนิ สถานภาพทางการเงินของฟาร์ม ความสาคัญของการบนั ทกึ กิจการฟารม์ พืชไร่ 1. เป็นฐานข้อมูลเพ่ือประกอบการตัดสินใจ ช่วยในการวางแผน การปฏิบัติงานการควบคุม การ ประเมินผลงาน และการสืบค้นหาสาเหตุท่ีแท้จริงของปัญหาในการดาเนินงาน เพื่อให้การดาเนินงานเป็นไป อย่างราบรน่ื รวดเรว็ และไดผ้ ลดี 2. เป็นเครื่องมือช่วยทบทวนความจาในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ปฏิบัติไปแล้วหรือท่ีเคยปฏิบัติในปีที่ผ่าน มา ทาให้สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบผลงาน และแนวโน้มของผลงานที่ผ่านมา 3. ช่วยในการวิเคราะห์ ประเมินสถานภาพทางการเงินของฟาร์ม 4. เปน็ ขอ้ มลู เพ่อื ประกอบการพิจารณาการขอกยู้ ืมเงนิ เพ่ือการดาเนินกจิ การของฟารม์ 5. ชว่ ยพฒั นาลักษณะนิสยั การทางานให้เปน็ ระบบ มรี ะเบยี บแบบแผน 2. ประเภทของการบนั ทกึ กิจการฟาร์มพชื ไร่ การบนั ทึกกิจการฟารม์ จะแบ่งออกเปน็ 4 ประเภท 1. บันทกึ หนส้ี นิ และสินทรพั ย์ของฟาร์ม 2. บันทกึ รายรับ รายจ่ายของฟาร์ม 3. บนั ทึกข้อมลู การผลิต 4. บนั ทกึ อื่น ๆ ที่การจะต้องจดั ทา 3. ขั้นตอนการทาบญั ชฟี ารม์ พชื ไร่ สมุดบนั ทกึ รายการคา้ การบนั ทึกรายการค้า การบันทกึ บญั ชี สมุดเงินสด สมดุ เงนิ ฝากธนาคาร สมดุ บญั ชีลกู หนี้ สมุดบญั ชเี จ้าหนี้ สมดุ บัญชที วั่ ไป รายงานทางการเงนิ งบกาไรขาดทนุ งบแสดงฐานะการเงิน เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวิชาการผลติ พชื ไร่ รหสั วิชา 20501 – 2202 หน้า 71
สรุป การบันทึกกจิ การฟาร์มพืชไร่ หมายถงึ การรวบรวมขอ้ มูลขา่ วสารต่าง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ธรุ กิจฟาร์มพืช ไร่ เช่น ข้อมูลสินทรัพย์ของฟาร์ม ข้อมูลแรงงาน ข้อมูลด้านการเงิน เป็นต้น โดยการบันทึกข้อมูลตา่ ง ๆ ให้อยู่ ในระเบียบแบบแผนเพ่ือความสะดวกและง่ายต่อความเข้าใจ และสามารถนาไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการ ตัดสินใจเพื่อปรับปรุง เปล่ียนแปลงการดาเนินงานของธุรกิจฟาร์ม ตลอดจนการวางแผนฟาร์มพืชไร่ต่อไป สาหรับการบันทึกกิจการฟาร์ม บันทึกการตลาด บันทึกรายรับ รายจ่ายบันทึกข้อมูลในการผลิต และบันทึก ข้อมูลอน่ื ๆ เช่น แผนผังฟาร์ม บนั ทกึ การตลาด เปน็ ตน้ ซึ่งการบนั ทึกกิจกรรมฟาร์มต้องทาควบคู่ไปกับการทา บัญชีฟาร์ม เพื่อบ่งบอกฐานะทางการเงินของฟาร์ม โดยทาบัญชีที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นลักษณะของบัญชีเด่ียว ซ่ึงประกอบด้วยสมุดบัญชีประเภทต่าง ๆ คือสมุดบันทึกรายการค้า สมุดเงินสด สมุดเงินฝากธนาคาร สมุด ลูกหนี้ สมุดเจ้าหน้ี สมุดบัญชีทั่วไป และรายงานทางการเงินของฟาร์ม โดยการจัดทางบกาไรขาดทุน และงบ แสดงฐานะทางการเงนิ เอกสารประกอบการเรียนการสอนวชิ าการผลติ พืชไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หน้า 72
เอกสารอา้ งอิง กรมอาชีวศึกษา. 2527. คู่มือการเรียนการสอนวิชาพืชไร่ กษ.114 . หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2524 กรมอาชวี ศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ. พมิ พค์ รัง้ ท่ี 5. กรุงเทพฯ : ครุ ุสภา ลาดพร้าว.189 ศราวธุ อนิ ทรเทศ. 2552. เทคโนโลยีการผลติ พชื . พิมพ์ครั้งท่ี 2. กรุงเทพฯ : มนี เซอร์วิส วพั พลาย.255 ศานิต สวัสดกิ าญจน์. 2256. พืชไรเ่ ศรษฐกจิ . กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์. 352 สานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม. 2562. การปฏิบัติทางการเกษตรท่ีดี (Good Agricultural Practices: GAP). แหลง่ ที่มา: https://www.alro.go.th/ewtadmin/ewt/asean_data/. 15 พฤษภาคม 2562 หฤษดี ภัครดิลก และคณะ. 2557.เอกสารการสอนชุดวิชา การจัดการการผลิตพืชไร่อุตสาหกรรม . สาขาสง่ เสรมิ การเกษตรและสหกรณ์ มหาวทิ ลัยสโุ ขทัยธรรมธิราช. เอกสารประกอบการเรยี นการสอนวิชาการผลติ พชื ไร่ รหัสวิชา 20501 – 2202 หนา้ 73
Search