Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานผลการฝึกอบรม หลักสูตร “โครงการเพิ่มพูนสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารสมาชิกสภา และข้าราชการท้องถิ่นโดยรูปแบบทดสอบการตัดสินใจตามสถานการณ์ (Situational Judgement Test)”

รายงานผลการฝึกอบรม หลักสูตร “โครงการเพิ่มพูนสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารสมาชิกสภา และข้าราชการท้องถิ่นโดยรูปแบบทดสอบการตัดสินใจตามสถานการณ์ (Situational Judgement Test)”

Description: รายงานผลการฝึกอบรม หลักสูตร “โครงการเพิ่มพูนสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารสมาชิกสภา และข้าราชการท้องถิ่นโดยรูปแบบทดสอบการตัดสินใจตามสถานการณ์ (Situational Judgement Test)”

Keywords: รายงานผลการฝึกอบรม,โครงการเพิ่มพูนสมรรถนะ

Search

Read the Text Version

รายงานผลการฝกอบรม ชอื่ หลกั สูตร หลักสูตร “โครงการเพิ่มพูนสมรรถนะในการปฏิบัติหนาที่ของผูบริหารสมาชิกสภา และขาราชการ ทองถิ่นโดยรปู แบบทดสอบการตัดสนิ ใจตามสถานการณ (Situational Judgement Test)” หนว ยงานผูจดั สำนกั บรกิ ารวิชาการ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ระยะเวลาในการฝกอบรม วนั ที่ สรปุ เนอ้ื หาสาระ การฝก อบรมแบง เนือ้ หาออกเปน ๓ สว น ดังนี้ ๑. ความรดู านกฎหมาย • รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๖๔ กำหนดใหสภา ผูแทนราษฎร ประกอบดวย สมาชกิ จำนวน ๕๐๐ คน โดยเปน สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกต้ังแบบแบงเขตเลือกต้ัง จำนวน ๔๐๐ คน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกต้ังแบบบัญชีรายชื่อจำนวน ๑๐๐ คน ใชบ ตั รเลอื กตงั้ แบบละใบ การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่แตละจังหวัดจะพึงมี และการแบงเขตเลือกตั้ง มหี ลักเกณฑ ดงั นี้ (๑) ใหใ ชจำนวนราษฎรทง้ั ประเทศตามหลักฐานการทะเบยี นราษฎรที่ประกาศในปส ุดทายกอนปท่ีมีการ เลอื กต้งั เฉล่ยี ดวยจำนวน ส.ส. สี่รอยคน จำนวนท่ีไดร บั ใหถ อื วาเปนจำนวนราษฎรตอ สมาชิกหนึง่ คน (๒) จังหวัดใดมีราษฎรไมถึงเกณฑจำนวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคนตาม (๑) ใหมี ส.ส. ในจังหวัดน้ัน ไดหนงึ่ คน โดยใหถ อื เขตจังหวดั เปน เขตเลือกตัง้ (๓) จังหวัดใดมีราษฎรเกินจำนวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคน ใหมี ส.ส.ในจังหวัดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ทกุ จำนวนราษฎรท่ีถงึ เกณฑจำนวนราษฎรตอ สมาชกิ หนึ่งคน (๔) เมื่อไดจำนวน ส.ส. ของแตละจังหวัดตาม (๒) และ (๓) แลว ถาจำนวน ส.ส. ยังไมครบสี่รอยคน จังหวัดใดมีเศษที่เหลือจากการคำนวณตาม (๔) มากที่สุด ใหจังหวัดนั้นมี ส.ส. เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และใหเพิ่ม ส.ส. ตามวิธีการดังกลาวแกจังหวัดที่มีเศษทีเ่ หลือจากการคำนวณนั้นในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน สร่ี อยคน (๕) จังหวัดใดมีการเลือกตั้ง ส.ส. ไดเกินหนึ่งคน ใหแบงเขตจังหวัดออกเปนเขตเลอื กตั้งเทาจำนวน ส.ส. ที่พึงมี โดยตองแบงพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแตละเขตใหติดตอกันและตองจัดใหมีจำนวนราษฎรในแตละเขต ใกลเ คียงกนั /พระราชบญั ญัต.ิ ..

-2- • พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ “วธิ ปี ฏบิ ัตริ าชการทางปกครอง” หมายความวา การเตรียมการและการดำเนนิ การของเจาหนาท่ีเพื่อจัด ใหมคี ำสง่ั ทางปกครองหรือกฎ และรวมถงึ การดำเนนิ การใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบญั ญัติน้ี “การพิจารณาทางปกครอง” หมายความวา การเตรียมการและการดำเนินการของเจาหนาท่ีเพ่ือจัดใหมี คำสง่ั ทางปกครอง “คำสง่ั ทางปกครอง” หมายความวา (๑) การใชอำนาจตามกฎหมายของเจาหนาที่ที่มีผลเปนการสรางนิติสัมพันธขึ้นระหวางบุคคลในอันที่ จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิหรือหนาที่ของบุคคล ไมวาจะเปน การถาวรหรือชั่วคราว เชน การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ การรับรอง และการรับ จดทะเบยี น แตไ มห มายความรวมถึงการออกกฎ (๒) การอืน่ ทกี่ ำหนดในกฎกระทรวง เจาหนาทด่ี ังตอไปน้จี ะทำการพิจารณาทางปกครองไมได (๑) เปน คูกรณเี อง (๒) เปน คหู ม้ันหรอื คสู มรสของคูก รณี (๓) เปนญาติของคูกรณี คือ เปนบุพการีหรือผูสืบสันดานไมวาชั้นใด ๆ หรือเปนพี่นองหรือลูกพี่ลูกนอง นบั ไดเพยี งภายในสามชน้ั หรอื เปน ญาตเิ กย่ี วพันทางแตง งานนบั ไดเ พียงสองชน้ั (๔) เปน หรอื เคยเปน ผูแทนโดยชอบธรรมหรอื ผพู ทิ ักษห รอื ผแู ทนหรอื ตวั แทนของคูกรณี (๕) เปน เจาหนห้ี รือลกู หน้ี หรือเปน นายจางของคูกรณี (๖) กรณอี น่ื ตามท่กี ำหนดในกฎกระทรวง เมื่อคูกรณีคัดคานเจาหนาที่ผูใด ใหเจาหนาที่ผูนั้นหยุดการพิจารณาเรื่องไวกอน และแจงให ผูบังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบ เพื่อที่ผูบังคับบัญชาดังกลาวจะไดมีคำสั่งตอไป การยื่นคำคัดคาน การพิจารณาคำคัดคาน และการสั่งใหเจาหนาที่อื่นเขาปฏิบัติหนาที่แทนผูที่ถูกคัดคานใหเปนไปตามหลักเกณฑ และวิธกี ารทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง กรณีคูกรณีคัดคานวากรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองคณะใดมีลักษณะ ดังกลาว ใหประธานกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเหตุคัดคานนั้น ในการประชุมดังกลาว กรรมการผูถูกคัดคานเมื่อไดช ้แี จงขอเท็จจรงิ และตอบขอซักถามแลว ตองออกจากท่ีประชุม ถาคณะกรรมการท่ีมี อำนาจพจิ ารณาทางปกครองคณะใดมีผถู ูกคัดคา นในระหวางที่กรรมการผูถูกคดั คา นตองออกจากทปี่ ระชมุ ใหถือ วาคณะกรรมการคณะน้ันประกอบดวยกรรมการทุกคนที่ไมถ ูกคดั คาน ถาที่ประชุมมีมติใหกรรมการผูถูกคัดคาน ปฏิบัติหนาท่ตี อไปดวยคะแนนเสยี งไมนอยกวา สองในสามของกรรมการทไี่ มถูกคัดคา น ก็ใหก รรมการผูน้ันปฏิบัติ หนาทตี่ อไปได มตดิ งั กลาวใหก ระทำโดยวธิ ีลงคะแนนลับและใหเปนท่สี ดุ ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคูกรณี เจาหนาที่ตองใหคูกรณีมีโอกาสที่จะไดทราบ ขอ เทจ็ จริงอยางเพยี งพอและมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน ความในวรรคหนึ่งมิใหน ำมาใชบ ังคับในกรณีดังตอไปนี้ เวนแตเ จา หนา ทจ่ี ะเหน็ สมควรปฏบิ ัติเปนอยางอนื่ /(1) เมอื่ มคี วาม...

-3- (๑) เมื่อมีความจำเปนรีบดวนหากปลอยใหเนิ่นชาไปจะกอใหเกิดความเสียหายอยางรายแรงแกผูหนึ่ง ผูใดหรือจะกระทบตอประโยชนสาธารณะ (๒) เมื่อจะมีผลทำใหระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไวในการทำคำสั่งทางปกครองตองลาชา ออกไป (๓) เมอื่ เปนขอเทจ็ จริงท่ีคูกรณีนั้นเองไดใ หไวในคำขอ คำใหการหรือคำแถลง (๔) เมือ่ โดยสภาพเหน็ ไดชัดในตวั วา การใหโอกาสดงั กลาวไมอ าจกระทำได (๕) เมอ่ื เปน มาตรการบงั คบั ทางปกครอง (๖) กรณอี น่ื ตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง หามมิใหเจาหนาที่ใหโอกาสตามวรรคหนึ่ง ถาจะกอใหเกิดผลเสียหายอยางรายแรงตอประโยชน สาธารณะ เมื่อคูกรณีมีคำขอเจาหนาที่อาจเพิกถอนหรือแกไขเพิ่มเติมคำสั่งทางปกครองที่พนกำหนดอุทธรณ ไดในกรณี ดงั ตอไปนี้ (๑) มพี ยานหลกั ฐานใหม อันอาจทำใหขอ เทจ็ จริงทฟี่ ง เปนยุติแลว นนั้ เปลย่ี นแปลงไปในสาระสำคัญ (๒) คูกรณีที่แทจริงมิไดเขามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองหรือไดเขามาในกระบวนการ พิจารณาครั้งกอนแลวแตถูกตัดโอกาสโดยไมเ ปน ธรรมในการมีสวนรวมในกระบวนการพจิ ารณาทางปกครอง (๓) เจาหนาท่ีไมมอี ำนาจท่จี ะทำคำสง่ั ทางปกครองในเรื่องน้นั (๔) ถาคำสั่งทางปกครองไดออกโดยอาศัยขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายใดและตอมาขอเท็จจริงหรือ ขอ กฎหมายน้ันเปลย่ี นแปลงไปในสาระสำคัญในทางทจ่ี ะเปน ประโยชนแ กคกู รณี การยน่ื คำขอตามวรรคหน่ึง (๑) (๒) หรอื (๓) ใหก ระทำไดเ ฉพาะเม่ือคกู รณไี มอ าจทราบถงึ เหตุนั้นในการ พิจารณาคร้งั ทแ่ี ลวมากอนโดยไมใ ชความผิดของผนู ้ัน การยื่นคำขอใหพจิ ารณาใหมตองกระทำภายในเกาสิบวนั นับแตผ นู ัน้ ไดรถู งึ เหตุซง่ึ อาจขอใหพจิ ารณาใหมได ในกรณีที่เจาหนาท่ีมีคำสั่งทางปกครองที่กำหนดใหชำระเงิน ถาถึงกำหนดแลวไมมีการชำระโดยถูกตอ ง ครบถวน ใหเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครองมีหนังสือเตือนใหผูนั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดแตตอง ไมนอยกวาเจ็ดวัน ถาไมมีการปฏิบัติตามคำเตือน เจาหนาที่มีอำนาจใชมาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรือ อายัดทรัพยสินของผูนั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินใหครบถวนได ในการใชมาตรการบังคับทางปกครอง ตามวรรคหน่งึ ใหแตง ตง้ั เจา พนกั งานบงั คบั ทางปกครองเพ่ือดำเนนิ การยึดหรืออายดั และขายทอดตลาดทรัพยสิน ตอไป เจาหนาที่ผูออกคำสั่งใชมาตรการบังคับทางปกครอง และการแตงตั้งเจาพนักงานบังคับทางปกครอง ใหเ ปนไปตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง คำสั่งทางปกครองที่กำหนดใหกระทำหรือละเวนกระทำ ถาผูอยูในบังคับของคำสั่งทางปกครองฝาฝน หรอื ไมปฏบิ ตั ติ าม เจา หนาท่ีอาจใชมาตรการบงั คับทางปกครองอยางหนง่ึ อยา งใด ดงั ตอ ไปนี้ (๑) เจาหนาที่เขาดำเนินการดวยตนเองหรือมอบหมายใหบุคคลอื่นกระทำการแทน โดยผูอยูในบังคับ ของคำสงั่ ทางปกครองจะตองชดใชคาใชจายและเงนิ เพ่มิ รายวันในอตั รารอยละยสี่ บิ หา ตอปของคาใชจ ายดังกลาว แกหนวยงานของรฐั ทเี่ จา หนาทีน่ ้นั สงั กัด /(2) ใหม ีการ...

-4- (๒) ใหม ีการชำระคา ปรับบังคับการตามจำนวนที่สมควรแกเ หตแุ ตตองไมเกนิ หา หม่นื บาทตอวัน เจาหนาที่ระดับใดมีอำนาจกำหนดคาปรับบังคับการจำนวนเทาใด สำหรับในกรณีใด ใหเปนไปตามท่ี กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่มีความจำเปนที่จะตองบังคับการโดยเรง ดวนเพื่อปองกันมิใหมีการกระทำท่ีขัดตอกฎหมายที่มี โทษทางอาญาหรือมิใหเกิดความเสียหายตอประโยชนสาธารณะ เจาหนาที่อาจใชมาตรการบังคับทางปกครอง โดยไมตองออกคำสั่งทางปกครองท่ีกำหนดใหกระทำหรือละเวนกระทำกอนก็ได แตท ้งั น้ี ตอ งกระทำโดยสมควร แกเหตแุ ละภายในขอบเขตอำนาจหนา ทีข่ องตน • พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพจิ ารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ “เจาหนาท”่ี หมายความวา เจาหนาท่ีตามกฎหมายวาดว ยวธิ ปี ฏิบตั ริ าชการทางปกครอง ทุกหาปนับแตวันที่พระราชบัญญัตินี้ใชบังคับ ใหผูอนุญาตพิจารณากฎหมายที่ใหอำนาจในการอนุญาต วาสมควรปรับปรุงกฎหมายนั้นเพื่อยกเลิกการอนุญาตหรือจัดใหมีมาตรการอื่นแทนการอนุญาตหรือไม ทั้งน้ี ในกรณีที่มีความจำเปนผอู นญุ าตจะพจิ ารณาปรับปรุงกฎหมายหรอื จดั ใหม ีมาตรการอนื่ แทนในกำหนดระยะเวลา ที่เร็วกวานั้นก็ได ใหผูอนุญาตเสนอผลการพิจารณาตามวรรคหนึ่งตอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณายกเลิกการ อนุญาตหรือจัดใหมีมาตรการอื่นแทนการอนุญาต ในการนี้ ใหคณะรัฐมนตรีรับฟงความคิดเห็นของ คณะกรรมการพัฒนากฎหมายตามกฎหมายวา ดว ยคณะกรรมการกฤษฎกี าประกอบการพจิ ารณาดว ย ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดใหการกระทำใดจะตองไดรับอนุญาต ผูอนุญาตจะตองจัดทำคูมือสำหรับ ประชาชน ซึ่งอยางนอยตองประกอบดวย หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไข (ถามี) ในการยื่นคำขอขั้นตอนและ ระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตและรายการเอกสารหรือหลักฐานที่ผูขออนุญาตจะตองยื่นมาพรอมกับคำขอ และจะกำหนดใหยื่นคำขอผานทางสื่ออิเลก็ ทรอนิกสแทนการมายื่นคำขอดวยตนเองก็ได คูมือสำหรับประชาชน ตามวรรคหนึ่งใหปดประกาศไว ณ สถานที่ที่กำหนดใหยื่นคำขอ และเผยแพรทางสื่ออิเล็กทรอนิกส และเมื่อ ประชาชนประสงคจะไดสำเนาคูมือดังกลาว ใหพนักงานเจาหนาที่จัดสำเนาใหโดยจะคิดคาใชจายตามควรแก กรณีก็ได ในกรณีเชนน้นั ใหร ะบคุ า ใชจ ายดังกลา วไวในคูมือสำหรบั ประชาชนดวย ในกรณีจำเปนและสมควรเพื่อประโยชนในการอำนวยความสะดวกแกประชาชนใหคณะรัฐมนตรีมีมติ จัดตง้ั ศนู ยร ับคำขออนุญาต เพื่อทำหนาที่เปนศนู ยกลางในการรบั คำขอตามกฎหมายวาดวยการอนญุ าตขนึ้ ใหศูนยร บั คำขออนุญาตอยูในสังกัดสำนกั นายกรัฐมนตรี และจะใหมีสาขาของศูนยประจำกระทรวงหรือ ประจำจังหวัดดวยก็ได การจัดตั้งศูนยรับคำขออนุญาตตามวรรคหนึ่งใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา ในพระราช กฤษฎีกาดงั กลาวใหกำหนดรายช่ือกฎหมายวาดว ยการอนุญาตท่ีจะใหอยภู ายใตการดำเนินการของศูนยรับคำขอ อนุญาต ในการดำเนินการเกี่ยวกับการรับคำขอ จะกำหนดในพระราชกฤษฎีกาใหผูยื่นคำขอ ยื่นคำขอผานทาง สอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ สก ไ็ ด /พระราชบญั ญัต.ิ ..

-5- • พระราชบัญญัตคิ วามรับผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ท่ี พ.ศ. ๒๕๓๙ “เจาหนาที”่ หมายความวา ขาราชการ พนักงาน ลูกจาง หรือผูป ฏิบัติงานประเภทอื่น ไมวาจะเปนการ แตง ตง้ั ในฐานะเปนกรรมการหรอื ฐานะอื่นใด หนวยงานของรัฐตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิดที่เจาหนาที่ของตนไดกระทำในการปฏิบัติ หนาที่ ในกรณีนี้ผูเสียหายอาจฟองหนวยงานของรัฐดังกลาวไดโดยตรง แตจะฟองเจาหนาที่ไมได ถาการละเมิด เกิดจากเจาหนาที่ซึ่งไมไดสังกัดหนวยงานของรัฐแหงใดใหถือวากระทรวงการคลังเปนหนวยงานของรัฐที่ตอง รบั ผดิ ตามวรรคหน่งึ ถาการกระทำละเมิดของเจาหนาที่มิใชการกระทำในการปฏิบัติหนาที่ เจาหนาที่ตองรับผิดในการน้ัน เปน การเฉพาะตวั ในกรณีนผ้ี ูเสยี หายอาจฟองเจาหนา ทไี่ ดโ ดยตรง แตจ ะฟองหนว ยงานของรฐั ไมได ในกรณีที่หนวยงานของรัฐตองรับผิดใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสียหายเพื่อการละเมิดของเจาหนาที่ ใหหนวยงานของรัฐมีสิทธิเรียกใหเจาหนาที่ผูทำละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนดังกลาวแกหนวยงานของรัฐได ถาเจาหนาที่ไดกระทำการนั้นไปดวยความจงใจหรือประมาทเลินเลออยางรายแรง สิทธิเรียกใหชดใชคาสินไหม ทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีไดเพียงใดใหคำนึงถึงระดับความรายแรงแหงการกระทำและความเปนธรรมในแตละ กรณีเปนเกณฑโดยมิตองใหใชเต็มจำนวนของความเสียหายก็ได ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความ บกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานสวนรวม ใหหักสวนแหงความรับผิดดังกลาวออกดวย ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจาหนาที่หลายคน มิใหนำหลักเรื่องลูกหนี้รวมมาใชบังคับและเจาหนาที่แตละคน ตอ งรบั ผดิ ใชค า สินไหมทดแทนเฉพาะสว นของตนเทานัน้ ถาหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ไดใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสียหาย สิทธิที่จะเรียกใหอีกฝายหนึ่ง ชดใชคาสินไหมทดแทนแกตนใหมีกำหนดอายุความหนึ่งปนับแตวันที่หนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ไดใช คา สนิ ไหมทดแทนนนั้ แกผูเ สยี หาย ในกรณีที่เจาหนาที่เปนผูกระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐไมวาจะเปนหนวยงานของรัฐที่ผูนั้นอยูใน สังกดั หรอื ไม ถา เปนการกระทำในการปฏบิ ัติหนาท่ีการเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจา หนา ที่ใหนำบทบัญญัติ มาตรา ๘ มาใชบังคับโดยอนุโลม แตถามิใชการกระทำในการปฏิบัติหนาที่ใหบังคับตามบทบัญญัติแหงประมวล กฎหมายแพงและพาณิชย สิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ทั้งสองประการ ใหมีกำหนดอายุความ สองปนับแตวนั ที่หนว ยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตวั เจาหนาที่ ผูจะพึงตอ งใชค าสินไหมทดแทน และกรณีที่ หนว ยงานของรฐั เหน็ วาเจา หนา ทผี่ ูนั้นไมตองรบั ผิด แตก ระทรวงการคลังตรวจสอบแลว เห็นวาตองรับผิด ใหสิทธิ เรียกรองคาสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความหนึ่งปนับแตวันที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของ กระทรวงการคลงั /พระราชบัญญัต.ิ ..

-6- • พระราชบัญญตั ิขอมูลขา วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ “ขอมูลขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอมูลขาวสารที่อยูในความครอบครองหรือควบคุมดูแล ของหนวยงานของรัฐ ไมว าจะเปน ขอ มูลขา วสารเกีย่ วกบั การดำเนินงานของรัฐหรือขอมลู ขา วสารเกีย่ วกบั เอกชน “ขอมูลขา วสารสว นบคุ คล” หมายความวา ขอมลู ขา วสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เชน การศกึ ษา ฐานะการเงนิ ประวัติสุขภาพ ประวัตอิ าชญากรรม หรอื ประวตั ิการทำงาน บรรดาทม่ี ชี อ่ื ของผูน้ันหรือมีเลขหมาย รหสั หรอื สิง่ บอกลักษณะอนื่ ที่ทำใหร ตู ัวผูน้นั ได เชน ลายพมิ พน วิ้ มอื แผน บันทกึ ลักษณะเสียงของคนหรือรูปถาย และใหหมายความรวมถึงขอมลู ขา วสารเกย่ี วกบั สิง่ เฉพาะตัวของผูที่ถึงแกกรรมแลวดวย ผูใดเห็นวาหนวยงานของรัฐไมจัดพิมพขอมูลขาวสารตามมาตรา ๗ หรือไมจัดขอมูลขาวสารไวให ประชาชนตรวจดูไดตามมาตรา ๙ หรือไมจัดหาขอมูลขาวสารใหแกตนตามมาตรา ๑๑ หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือปฏิบัติหนาที่ลาชา หรือเห็นวาตนไมไดรับความสะดวกโดยไมมีเหตุอันสมควร ผูนั้นมี สิทธิรองเรียนตอคณะกรรมการ เวนแตเปนเรื่องเกี่ยวกับการมีคำสั่งมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารตามมาตรา ๑๕ หรือคำสั่งไมรบั ฟง คำคัดคา นตามมาตรา ๑๗ หรอื คำส่งั ไมแ กไ ขเปลี่ยนแปลงหรอื ลบขอมูลขา วสารสว นบุคคลตาม มาตรา ๒๕ ในกรณีที่มีการรองเรียนตอคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการตองพิจารณาใหแลวเสร็จ ภายในสามสิบวนั นับแตวันท่ีไดร ับคำรองเรียน ในกรณที ม่ี เี หตุจำเปนใหขยายเวลาออกไปได แตตองแสดงเหตุผล และรวมเวลาทั้งหมดแลว ตอ งไมเ กนิ หกสบิ วนั ในกรณีที่เจาหนาที่ของรัฐมีคำสั่งมิใหเปดเผยขอมูลขาวสารใดตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ หรือมี คำสั่งไมรับฟงคำคัดคานของผูมีประโยชนไดเสียตามมาตรา ๑๗ ผูนั้นอาจอุทธรณตอคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปดเผยขอมูลขาวสารภายในสิบหาวันนบั แตวนั ที่ไดร บั แจง คำส่ังนัน้ โดยยน่ื คำอุทธรณต อคณะกรรมการ • พระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการแผนดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ ใหจัดระเบยี บบรหิ ารราชการแผน ดนิ ดงั น้ี (๑) ระเบยี บบริหารราชการสว นกลาง (๒) ระเบยี บบรหิ ารราชการสวนภูมิภาค (๓) ระเบียบบริหารราชการสว นทอ งถน่ิ ใหจ ดั ระเบยี บบรหิ ารราชการสว นกลาง ดังนี้ (๑) สำนักนายกรฐั มนตรี (๒) กระทรวง หรอื ทบวงซง่ึ มีฐานะเทยี บเทา กระทรวง (๓) ทบวง ซ่งึ สงั กัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (๔) กรม หรือสวนราชการที่เรียกชื่ออยางอื่นและมีฐานะเปนกรม ซึ่งสังกัดหรือไมสังกัดสำนัก นายกรฐั มนตรี กระทรวงหรือทบวง /สำนักนายก...

-7- สำนักนายกรัฐมนตรมี ฐี านะเปน กระทรวง สว นราชการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) มฐี านะเปนนติ บิ ุคคล การจดั ตง้ั การรวม หรือการโอนสวนราชการตามมาตรา ๗ ใหต ราเปนพระราชบัญญัติ การรวมหรือการ โอนสว นราชการตามมาตรา ๗ ไมวาจะมผี ลเปนการจัดตั้งสว นราชการขน้ึ ใหมหรือไม ถาไมม ีการกำหนดตำแหนง หรืออัตราของขาราชการหรือลูกจางเพิ่มขึ้นใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา การเปลี่ยนชื่อสวนราชการตามมาตรา ๗ ใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา การยบุ สว นราชการตามมาตรา ๗ ใหต ราเปน พระราชกฤษฎีกา ใหจัดระเบียบบริหารราชการสว นภมู ิภาคดังน้ี (๑) จังหวดั (๒) อำเภอ ใหรวมทองที่หลาย ๆ อำเภอตั้งขึ้นเปนจังหวัดมีฐานะเปนนิติบุคคล การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขต จังหวัด ใหตราเปนพระราชบัญญัติ ผูวาราชการจังหวัด รองผูวาราชการจังหวัด และผูชวยผูวาราชการจังหวัด สงั กัดกระทรวงมหาดไทย ในจังหวัดหนึ่งใหมีคณะกรมการจังหวัด ทำหนาที่เปนที่ปรึกษาของผูวาราชการจังหวัดในการบริหาร ราชการแผน ดนิ ในจังหวดั นั้น กับปฏิบัติหนา ที่อื่นตามท่ีกฎหมายหรอื มตขิ องคณะรัฐมนตรกี ำหนด ในจังหวัดหนึ่งนอกจากกรุงเทพมหานคร ใหมีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดคณะหนึ่ง เรียกโดยยอ วา “ก.ธ.จ.” ทำหนาท่สี อดสองและเสนอแนะการปฏิบัติภารกจิ ของหนวยงานของรัฐในจงั หวดั ใหใชว ิธีการบริหาร กจิ การบา นเมอื งท่ีดแี ละเปน ไปตามหลักการทีก่ ำหนดไวใ นมาตรา ๓/๑ ในจงั หวดั หนึง่ ใหมหี นวยราชการบรหิ ารรองจากจังหวดั เรียกวา อำเภอ การตงั้ ยบุ และเปล่ยี นเขตอำเภอ ใหต ราเปนพระราชกฤษฎกี า นายอำเภอสงั กดั กระทรวงมหาดไทย ใหจ ดั ระเบียบบรหิ ารราชการสว นทองถน่ิ ดงั น้ี (๑) องคก ารบรหิ ารสวนจงั หวดั (๒) เทศบาล (๓) สขุ าภบิ าล (๔) ราชการสว นทองถ่ินอืน่ ตามทม่ี กี ฎหมายกำหนด • พระราชกฤษฎกี าวาดวยหลกั เกณฑและวธิ กี ารบริหารกิจการบา นเมอื งทดี่ ี พ.ศ. ๒๕๔๖ “สว นราชการ” หมายความวา สว นราชการตามกฎหมายวา ดว ยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และ หนวยงานอ่นื ของรัฐทอี่ ยูในกำกบั ของราชการฝา ยบรหิ าร แตไมรวมถึงองคก รปกครองสว นทองถ่ิน การบรหิ ารกจิ การบานเมอื งทดี่ ี ไดแก การบริหารราชการเพื่อบรรลเุ ปาหมาย ดังตอไปนี้ (๑) เกดิ ประโยชนสขุ ของประชาชน (๒) เกิดผลสัมฤทธิต์ อภารกจิ ของรัฐ (๓) มีประสทิ ธิภาพและเกดิ ความคมุ คาในเชงิ ภารกิจของรัฐ (๔) ไมม ขี นั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ านเกนิ ความจำเปน /(5) มกี ารปรับปรุง...

-8- (๕) มกี ารปรับปรุงภารกิจของสว นราชการใหท ันตอสถานการณ (๖) ประชาชนไดรบั การอำนวยความสะดวกและไดรับการตอบสนองความตองการ (๗) มกี ารประเมินผลการปฏบิ ัตริ าชการอยา งสม่ำเสมอ การบริหารราชการเพือ่ ประโยชนส ุขของประชาชน หมายถึง การปฏิบตั ริ าชการที่มีเปา หมายเพื่อใหเกดิ ความผาสุกและความเปนอยูที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมสวนรวม ตลอดจนประโยชน สูงสุดของประเทศ สวนราชการมีหนาที่พัฒนาความรูในสวนราชการ เพื่อใหมีลักษณะเปนองคการแหงการเรียนรูอยาง สม่ำเสมอ โดยตองรับรูขอมูลขาวสารและสามารถประมวลผลความรูในดานตาง ๆ เพื่อนำมาประยุกตใชในการ ปฏิบัติราชการไดอยางถูกตอง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ รวมทั้งตองสงเสริมและพัฒนาความรู ความสามารถ สรางวสิ ัยทศั นแ ละปรบั เปลีย่ นทศั นคติของขาราชการในสงั กดั ใหเ ปน บคุ ลากรทม่ี ีประสทิ ธิภาพและ มีการเรียนรูรวมกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชนในการปฏิบัติราชการของสวนราชการใหสอดคลองกับการบริหาร ราชการใหเกิดผลสัมฤทธิต์ ามพระราชกฤษฎกี านี้ ใหสวนราชการจัดทำบัญชีตน ทุนในงานบริการสาธารณะแตละประเภทขึน้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่ กรมบัญชีกลางกำหนด ใหสำนกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ และสำนกั งบประมาณรวมกนั จัดใหมี การประเมนิ ความคุมคาในการปฏบิ ตั ภิ ารกิจของรัฐท่ีสว นราชการดำเนนิ การอยู ในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวของกับการบริการประชาชนหรือการติดตอประสานงานระหวางสวนราชการ ดวยกัน ใหสวนราชการแตล ะแหงจัดทำแผนภมู ิขั้นตอนและระยะเวลา การดำเนินการ รวมทั้งรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวของในแตละขั้นตอนเปดเผยไว ณ ที่ทำการของสวนราชการและในระบบเครือขายสารสนเทศของสวน ราชการ เพื่อใหประชาชนหรือผูที่เกี่ยวของเขาตรวจดูได การบริการประชาชนและการติดตอประสานงาน ระหวางสวนราชการดวยกัน ตองกระทำโดยใชแพลตฟอรมดิจิทัลกลางที่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องคก ารมหาชน) กำหนดดว ย เมื่อสวนราชการใดไดรับการติดตอสอบถามเปนหนังสือจากประชาชน หรือจากสวนราชการดวยกัน เก่ียวกบั งานที่อยูในอำนาจหนาท่ีของสวนราชการนั้น ใหเ ปนหนาท่ีของสวนราชการนั้นทจ่ี ะตองตอบคำถามหรือ แจงการดำเนินการใหท ราบภายในสบิ หา วันหรือภายในกำหนดเวลาทกี่ ำหนดไว ใหองคกรปกครองสว นทองถน่ิ จัดทำหลักเกณฑการบริหารกจิ การบานเมืองที่ดตี ามแนวทางของพระราช กฤษฎีกานี้ โดยอยางนอยตองมีหลักเกณฑเกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความตองการของประชาชนทส่ี อดคลองกับบทบญั ญัติในหมวด ๕ และหมวด ๗ ใหเปนหนาท่ี ของกระทรวงมหาดไทยดูแลและใหความชว ยเหลือองคกรปกครองสว นทองถิน่ ในการจดั ทำหลักเกณฑ /พระราชบัญญัต.ิ ..

-9- • พระราชบญั ญัตกิ ำหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอำนาจใหแกอ งคก รปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ใหมีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกวา “คณะกรรมการการกระจายอำนาจใหแกองคกรปกครองสวน ทอ งถ่นิ ” ประกอบดวย (๑) นายกรฐั มนตรหี รือรองนายกรัฐมนตรซี ง่ึ นายกรฐั มนตรมี อบหมายเปน ประธาน (๒) รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ผอู ำนวยการสำนกั งบประมาณ และอธบิ ดกี รมสงเสรมิ การปกครองทอ งถ่ิน (๓) ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่นจำนวนสิบสองคน ประกอบดวยผูบริหารองคการบริหารสวน จังหวดั สองคน ผบู ริหารเทศบาลสามคน ผบู ริหารองคก ารบริหารสว นตำบลหา คน และผูบริหารกรุงเทพมหานคร ผูบริหารเมืองพัทยาหรือผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นรวมสองคน ทั้งนี้ โดยให ผูบรหิ ารองคก รปกครองสว นทองถิน่ แตล ะประเภทเลือกกันเองตามหลักเกณฑและวธิ ีการที่นายกรฐั มนตรกี ำหนด (๔) ผูทรงคุณวุฒิจำนวนสิบสองคน ประกอบดวยบุคคลซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญในดานการบริหาร ราชการแผนดิน ดานการพัฒนาทองถิ่น ดานเศรษฐศาสตร ดานการปกครองสวนทองถิ่นในสาขารัฐศาสตรหรือ รัฐประศาสนศาสตร และดานกฎหมาย ทั้งนี้ การสรรหาผูทรงคุณวุฒิใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการท่ี นายกรัฐมนตรีกำหนด ใหหัวหนาสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นเปนเลขานุการ คณะกรรมการ กรรมการผทู รงคุณวฒุ ิตองมคี ณุ สมบตั แิ ละไมมลี ักษณะตองหา ม ดงั ตอไปนี้ (๑) มีสัญชาตไิ ทย (๒) มอี ายุไมต่ำกวาสามสิบหาปบ ริบรู ณ (๓) ไมเปนขาราชการซึ่งมีตำแหนงหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรฐั รฐั วิสาหกจิ หรอื องคก รปกครองสว นทองถน่ิ เวนแตเ ปน ผสู อนในสถาบันอดุ มศกึ ษาของรัฐ (๔) ไมเ ปน ผดู ำรงตำแหนงทางการเมอื ง (๕) ไมเ ปน สมาชกิ สภาทอ งถ่ินหรอื ผบู รหิ ารทอ งถน่ิ (๖) ไมเ ปนเจา หนาทหี่ รือผูมตี ำแหนงใด ๆ ในพรรคการเมอื ง กำหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน และรายไดอื่นใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นเพื่อให สอดคลอ งกบั การดำเนนิ การตามอำนาจและหนาทข่ี ององคกรปกครองสวนทองถ่ินแตละประเภทอยางเหมาะสม โดยตั้งแตปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๐ เปนตนไป ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีรายไดคิดเปนสัดสว นตอรายได สุทธิของรัฐบาลไมนอยกวารอยละย่ีสิบหา และโดยมีจุดมุงหมายที่จะใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีรายได เพิ่มขึ้นคิดเปนสัดสวนตอรายไดสุทธิของรัฐบาลในอัตราไมนอยกวารอยละสามสิบหา โดยการจัดสรรสัดสวนที่ เปน ธรรมแกองคกรปกครองสว นทอ งถ่นิ และคำนึงถงึ รายไดขององคกรปกครองสวนทองถ่ินนน้ั ดว ย /ใหค ณะกรรมการ...

- 10 - ใหคณะกรรมการพิจารณาทบทวนการกำหนดอำนาจและหนาที่และการจัดสรรรายไดขององคกร ปกครองสวนทอ งถ่ินภายหลังทีไ่ ดดำเนนิ การตามแผนการกระจายอำนาจใหแกองคก รปกครองสวนทองถน่ิ ไปแลว โดยตองพิจารณาทบทวนใหมทุกระยะเวลาไมเกินหาปนบั แตวันที่มีการกำหนดอำนาจและหนาที่หรือวันที่มีการ จัดสรรรายได ทั้งนี้ จะตองพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกำหนดอำนาจและหนาที่และการจัดสรรรายได เพอ่ื กระจายอำนาจเพิม่ ขน้ึ ใหแ กองคก รปกครองสวนทอ งถ่ิน • ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการจัดทำแผนพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ และทแ่ี กไขเพิม่ เติม “แผนพัฒนาทองถิ่น” หมายความวา แผนพัฒนาทองถิ่นขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ที่กำหนด วิสัยทัศน ประเดน็ ยทุ ธศาสตร เปา ประสงค ตวั ชี้วัด คาเปา หมาย และกลยทุ ธโดยสอดคลองกบั แผนพัฒนาจังหวัด ยุทธศาสตรการพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในเขตจังหวัด แผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาหมูบา นหรือแผนชุมชน อันมีลักษณะเปนการกำหนดรายละเอียดแผนงานโครงการพัฒนาท่ีจัดทำข้นึ สำหรบั ปง บประมาณแตละป ซ่ึงมีความตอเน่ืองและเปน แผนกา วหนา และใหความหมายรวมถึงการเพ่ิมเติมหรือ เปลี่ยนแปลงแผนพฒั นาทองถิน่ “แผนการดำเนินงาน” หมายความวา แผนการดำเนินงานขององคกรปกครองสวนทองถิ่นที่แสดงถึง รายละเอียดแผนงาน โครงการพัฒนาและกิจกรรมที่ดำเนินการจริงทั้งหมดในพื้นที่ขององคกรปกครองสวน ทอ งถ่ินประจำปง บประมาณนั้น “โครงการพัฒนา” หมายความวา โครงการที่ดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ เพือ่ ใหก ารพัฒนาบรรลุตามวสิ ัยทัศนท ีก่ ำหนดไว การจัดทำแผนพฒั นาทองถ่นิ ใหด ำเนนิ การตามข้นั ตอน ดังน้ี (๑) คณะกรรมการพัฒนาทองถิ่นจัดประชุมประชาคมทองถิ่น สวนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวของ เพื่อแจงแนวทางการพัฒนาทองถิ่น รับทราบปญหา ความตองการ ประเด็นการพัฒนา และประเด็นที่เกี่ยวของ ตลอดจนความชว ยเหลือทางวชิ าการ และแนวทางปฏบิ ตั ิท่เี หมาะสมกบั สภาพพื้นที่เพื่อนำมากำหนดแนวทางการ จัดทำแผนพัฒนาทองถิ่น โดยใหนำขอมูลพื้นฐานในการพัฒนาจากหนวยงานตาง ๆ และขอมูลในแผนพัฒนา หมูบา นหรือแผนชุมชนมาพิจารณาประกอบการจดั ทำแผนพัฒนาทองถิ่น (๒) คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาทองถิ่น รวบรวมแนวทางและขอมูลนำมาวิเคราะห เพ่อื จัดทำรางแผนพัฒนาทอ งถน่ิ แลว เสนอคณะกรรมการพัฒนาทองถิ่น (๓) คณะกรรมการพัฒนาทอ งถิ่นพิจารณารางแผนพฒั นาทอ งถ่ินเพ่ือเสนอผูบริหารทอ งถ่ิน (๔) ผูบรหิ ารทองถิน่ พิจารณาอนุมัติรางแผนพฒั นาทองถิน่ และประกาศใชแผนพฒั นาทอ งถิ่น เพื่อใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยสภาตำบลและองคการบริหารสวนตำบล สำหรับองคการบริหารสว น ตำบลใหผบู ริหารทองถ่นิ เสนอรา งแผนพัฒนาทองถ่ินตอสภาองคการบริหารสวนตำบลเพื่อใหความเห็นชอบกอน แลว ผบู ริหารทอ งถ่นิ จงึ พิจารณาอนุมัติและประกาศใชแ ผนพฒั นาทอ งถ่ินตอไป /แผนพฒั นา...

- 11 - แผนพฒั นาทอ งถ่นิ กรณีเทศบาล องคการบริหารสวนตำบล เมืองพทั ยาและองคกรปกครองสวนทองถ่ิน อนื่ ท่มี กี ฎหมายจดั ตั้ง ใหจดั ทำหรือทบทวนใหแ ลว เสรจ็ ภายในเดือนตุลาคมกอนปง บประมาณถัดไป กรณีองคก าร บรหิ ารสว นจังหวัด ใหจ ดั ทำหรือทบทวนใหแลวเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนกอ นปงบประมาณถัดไป ใหน ายอำเภอมีอำนาจขยายเวลาการจัดทำหรือทบทวนแผนพฒั นาทองถ่ินขององคก ารบรหิ ารสวนตำบล ใหผูวาราชการจังหวัดมีอำนาจขยายเวลาการจัดทำหรือทบทวนแผนพัฒนาทองถิ่น ในกรณีของเทศบาลตำบล ผูว า ราชการจงั หวัดอาจมอบอำนาจใหนายอำเภอกไ็ ด การแกไ ขแผนพัฒนาทองถิ่นเปนอำนาจของผูบริหารทองถน่ิ เมอ่ื ผบู ริหารทองถนิ่ ไดเ ห็นชอบแผนพัฒนา ทองถิ่นที่แกไขแลว ใหปดประกาศใหประชาชนทราบโดยเปดเผยไมนอยกวาสามสิบวันนับแตวันที่ผูบริหาร ทองถิน่ เห็นชอบ พรอ มท้ังแจงสภาทองถน่ิ อำเภอและจังหวดั ทราบดวย การเพิ่มเติมแผนพัฒนาทองถิ่น ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นดำเนินการตามขั้นตอน ดังน้ี (๑) คณะกรรมการสนบั สนุนการจัดทำแผนพัฒนาทองถิน่ จดั ทำรา งแผนพฒั นาทองถิน่ ท่ีเพิ่มเติมพรอมเหตุผลและ ความจำเปน เสนอคณะกรรมการพฒั นาทองถ่ิน (๒) คณะกรรมการพัฒนาทองถ่นิ และประชาคมทองถิ่นพิจารณา รางแผนพัฒนาทองถิ่นที่เพิ่มเติม สำหรับองคการบริหารสว นตำบลใหสงรางแผนพัฒนาทองถิ่นที่เพิ่มเติมใหสภา องคก ารบรหิ ารสวนตำบลพิจารณาตามมาตรา ๔๖ แหง พระราชบญั ญัติสภาตำบลและองคการบริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ดวย เมื่อแผนพัฒนาทองถิ่นที่เพิ่มเตมิ ไดรบั ความเหน็ ชอบแลว ใหสงแผนพัฒนาทองถิ่นดังกลาวให ผบู ริหารทองถิ่นประกาศใช พรอมท้ังปดประกาศใหป ระชาชนทราบโดยเปดเผยไมน อยกวาสามสิบวันนับแตวันที่ ผูบ รหิ ารทองถ่นิ ประกาศใช การเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาทองถิ่น ใหเปนอำนาจของคณะกรรมการพัฒนาทองถิ่น สำหรับองคการ บริหารสวนตำบลใหสง รา งแผนพฒั นาทองถน่ิ ท่ีเปล่ยี นแปลงใหส ภาองคการบริหารสว นตำบลพจิ ารณาตามมาตรา ๔๖ แหงพระราชบัญญัติสภาตำบลและองคการบริหารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ดวย เมื่อแผนพัฒนาทองถ่ิน ตามวรรคหน่ึงไดรบั ความเห็นชอบแลว ใหสงแผนพัฒนาทองถิ่นดังกลาวใหผูบริหารทองถิ่นประกาศใช พรอมทั้ง ปด ประกาศใหประชาชนทราบโดยเปด เผยไมน อยกวาสามสิบวนั นบั แตว ันท่ผี ูบริหารทองถ่นิ ประกาศใช การเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาทองถิ่นเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ งานพระราชพิธี รัฐพิธี นโยบายรฐั บาล และนโยบายกระทรวงมหาดไทย ใหเ ปน อำนาจของผูบริหารทองถ่ิน สำหรับองคการบริหารสวน ตำบลใหสงรางแผนพัฒนาทองถิ่นที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงใหสภาองคการบริหารสวนตำบลพิจารณาตาม มาตรา ๔๖ แหงพระราชบัญญัติสภาตำบลและองคก ารบรหิ ารสวนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ดวย และเมื่อแผนพัฒนา ทองถิ่นที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงไดรับความเห็นชอบแลว ใหปดประกาศใหประชาชนทราบโดยเปดเผย ไมนอ ยกวาสามสบิ วนั นับแตว ันท่ไี ดร ับความเห็นชอบการเพ่มิ เติมหรือเปล่ยี นแปลงแผนพัฒนาทองถน่ิ ดังกลา ว ใหผูบริหารทอ งถิ่นแตง ตั้งคณะกรรมการตดิ ตามและประเมินผลแผนพัฒนาทองถน่ิ ประกอบดว ย (๑) สมาชิกสภาทอ งถนิ่ ทีส่ ภาทอ งถน่ิ คดั เลือกจำนวนสามคน (๒) ผูแทนประชาคมทองถ่ินที่ประชาคมทองถน่ิ คัดเลอื กจำนวนสองคน (๓) ผูแ ทนหนวยงานทีเ่ กี่ยวขอ งทีผ่ ูบ ริหารทองถิ่นคัดเลอื กจำนวนสองคน (๔) หวั หนาสว นการบริหารที่คดั เลอื กกันเองจำนวนสองคน (๕) ผทู รงคุณวุฒทิ ผี่ ูบริหารทองถิน่ คัดเลือกจำนวนสองคน /โดยใหค ณะ...

- 12 - โดยใหคณะกรรมการเลือกกรรมการหนึ่งคนทำหนาที่ประธานคณะกรรมการ และกรรมการอีกหนึ่งคน ทำหนาทีเ่ ลขานุการของคณะกรรมการ กรรมการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ใหมีวาระอยูในตำแหนงคราวละสี่ปและอาจไดรับการคัดเลือก อกี กไ็ ด • พระราชบญั ญตั ิระเบยี บบริหารงานบุคคลสว นทอ งถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ในองคการบริหารสวนจังหวัดแตละแหง ใหมีคณะกรรมการขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด คณะหน่งึ ประกอบดวย (๑) ผวู าราชการจังหวัดเปน ประธาน (๒) หัวหนาสวนราชการประจำจังหวัดจำนวนสามคนจากสวนราชการในจังหวัดนั้น ซึ่งผูวาราชการ จังหวัดประกาศกำหนดวา เปนสว นราชการท่ีเกีย่ วของ ทั้งน้ี ในกรณจี ำเปนเพื่อประโยชนในการบรหิ ารงานบุคคล ผูวาราชการจังหวดั จะประกาศเปลย่ี นแปลงการกำหนดสว นราชการทีเ่ กยี่ วขอ งเมื่อใดกไ็ ด (๓) ผูแทนองคการบริหารสวนจังหวัดจำนวนสี่คน ประกอบดวย นายกองคการบริหารสวนจังหวัด สมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดซึ่งสภาองคการบริหารสวนจังหวัดคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน ปลัดองคการ บรหิ ารสว นจังหวัด และผูแทนขา ราชการองคการบรหิ ารสว นจังหวัดซึง่ คดั เลือกกนั เองจำนวนหนึ่งคน (๔) ผูทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน ซึ่งคัดเลือกจากบุคคลซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญในดานการบริหารงาน ทองถิ่น ดานการบริหารงานบุคคล ดานระบบราชการ ดานการบริหารและการจัดการ หรือดานอื่นที่จะเปน ประโยชนแ กการบริหารงานบุคคลขององคก ารบรหิ ารสว นจังหวัด การคัดเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๔) ใหกรรมการตาม (๑) และ (๒) เสนอรายชื่อบุคคลจำนวน หกคน และกรรมการตาม (๓) เสนอรายชื่อบุคคลจำนวนหกคนและใหบุคคลทั้งสิบสองคนดังกลาวประชุม เพอ่ื คดั เลอื กกันเองใหเ หลอื สค่ี น วิธีการคัดเลือกผูแทนขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัดและผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไปตามหลักเกณฑ และเง่อื นไขท่ีคณะกรรมการกลางขาราชการองคก ารบรหิ ารสว นจังหวดั กำหนด ใหผูว าราชการจังหวัดมีหนาทด่ี ำเนินการจัดใหม ีการคัดเลอื กผูแทนขา ราชการองคการบริหารสวนจงั หวดั ใหปลดั องคการบริหารสว นจังหวดั เปนเลขานุการคณะกรรมการขาราชการองคก ารบรหิ ารสวนจงั หวดั คณะกรรมการขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัดมีอำนาจหนาที่กำหนดหลักเกณฑและดำเนินการ เกย่ี วกับการบริหารงานบุคคลในองคการบรหิ ารสว นจงั หวดั น้ัน ในเรือ่ งดังตอ ไปน้ี (๑) กำหนดคณุ สมบตั ิและลักษณะตองหามที่มีความจำเปนเฉพาะสำหรับขาราชการองคการบริหารสวน จังหวัดนัน้ (๒) กำหนดจำนวนและอัตราตำแหนง อัตราเงินเดือนและวิธีการจายเงินเดือน และประโยชนตอบแทน อนื่ สำหรบั ขาราชการองคการบรหิ ารสว นจังหวดั (๓) กำหนดหลักเกณฑและเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแตงตั้ง การยาย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรอ งทุกข /(4) กำหนด...

- 13 - (๔) กำหนดระเบยี บเกีย่ วกบั การบริหารและการปฏบิ ตั งิ านของขา ราชการองคการบริหารสว นจังหวัด (๕) กำกับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนำและชี้แจง สงเสริมและพัฒนาความรูแกขาราชการองคการบริหาร สวนจังหวัด การดำเนินการตาม (๑) ถึง (๕) ตองไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางขาราชการองคการ บรหิ ารสว นจังหวัด เพื่อใหการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององคการบริหารสวนจังหวัดแตละแหงเปนไป โดยมีมาตรฐานที่สอดคลองกัน ใหมีคณะกรรมการกลางขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัดคณะหนึ่ง ประกอบดว ย (๑) รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย หรือรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงมหาดไทยซึง่ ไดรับมอบหมาย เปนประธาน (๒) ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน ผูอำนวยการสำนัก งบประมาณ อธบิ ดีกรมบัญชีกลาง และอธบิ ดกี รมสงเสริมการปกครองทอ งถ่นิ (๓) ผูแทนองคการบริหารสวนจังหวัดจำนวนหกคน ซึ่งคัดเลือกจากนายกองคการบริหารสวนจังหวัด จำนวนสามคน และปลัดองคการบรหิ ารสวนจังหวัดจำนวนสามคน (๔) ผูทรงคุณวุฒิจำนวนหกคน ซึ่งคัดเลือกจากบุคคลซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญในดานการบริหารงาน ทองถิ่น ดานการบริหารงานบุคคล ดานระบบราชการ ดานการบริหารและการจัดการ หรือดานอื่นที่จะเปน ประโยชนแกการบริหารงานบคุ คลขององคก ารบริหารสวนจงั หวัด การคัดเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิตาม (๔) ใหกรรมการตาม (๑) และ (๒) เสนอรายชื่อบุคคลจำนวน เกาคน และกรรมการตาม (๓) เสนอรายชื่อบุคคลจำนวนเกาคนและใหบุคคลทั้งสิบแปดคนดังกลาวประชุม เพ่อื คดั เลือกกนั เองใหเหลอื หกคน วธิ ีการคัดเลือกผูแทนองคการบริหารสวนจงั หวัดและผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไปตามหลักเกณฑและเงื่อนไข ท่คี ณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบคุ คลสว นทอ งถน่ิ กำหนด ใหปลัดกระทรวงมหาดไทยมีหนาท่ีดำเนินการจัดใหมีการคัดเลือกนายกองคก ารบริหารสวนจงั หวัดหรอื ปลดั องคก ารบรหิ ารสวนจังหวดั แลว แตกรณี เปนผูแทนองคก ารบริหารสวนจงั หวดั ใหอธบิ ดกี รมสงเสริมการปกครองทอ งถ่ิน*แตงต้ังขา ราชการในกรมการปกครองคนหนึง่ ซง่ึ ดำรงตำแหนง ไมตำ่ กวา รองอธบิ ดเี ปนเลขานุการคณะกรรมการกลางขาราชการองคก ารบริหารสวนจงั หวัด คณะกรรมการกลางขา ราชการองคการบริหารสว นจังหวัดมอี ำนาจหนาท่ี ดงั ตอ ไปน้ี (๑) กำหนดหลักเกณฑและเงื่อนไขการคัดเลือกผูแทนขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด และผทู รงคุณวุฒติ ามมาตรา ๕ วรรคสาม (๒) กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะตองหามเบื้องตนสำหรับขาราชการองคการ บริหารสว นจงั หวัด (๓) กำหนดมาตรฐานทวั่ ไปเก่ียวกบั อัตราตำแหนง และมาตรฐานของตำแหนง (๔) กำหนดมาตรฐานทวั่ ไปเก่ยี วกบั อัตราเงินเดือนและวิธีการจา ยเงินเดอื นและประโยชนตอบแทนอน่ื (๕) กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑและเงื่อนไขการคัดเลอื ก การบรรจุและแตงตั้ง การยาย การโอน การรับโอน การเลอื่ นระดับ และการเลือ่ นข้ันเงนิ เดือน /(6) กำหนด...

- 14 - (๖) กำหนดมาตรฐานท่ัวไปเกยี่ วกบั วินยั และการรักษาวนิ ัย และการดำเนินการทางวนิ ยั (๗) กำหนดมาตรฐานทวั่ ไปเกี่ยวกับการใหออกจากราชการ (๘) กำหนดมาตรฐานท่วั ไปเกี่ยวกับสิทธิการอทุ ธรณ การพิจารณาอุทธรณและการรอ งทุกข (๙) กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสรางการแบงสวนราชการ วิธีการบริหาร และการปฏิบัติงาน ของขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัด และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองคการบริหารสวน จังหวัด (๑๐) ใหขอคิดเห็นหรือใหคำปรึกษาในการปฏิบัตงิ านของคณะกรรมการขาราชการองคการบริหารสว น จงั หวัด (๑๑) กำกับดแู ล แนะนำและชแี้ จง สงเสริมและพัฒนาความรแู กข า ราชการองคการบริหารสว นจังหวัด (๑๒) ปฏิบัติการอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติใหเปนอำนาจหนาที่ของ คณะกรรมการกลางขา ราชการองคการบรหิ ารสวนจังหวดั เพื่อประโยชนในการพัฒนาขาราชการองคการบริหารสว นจังหวัดใหเกิดประสิทธภิ าพในการบริหารงาน ขององคการบริหารสวนจังหวัดเปนสวนรวม การกำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการโอนหรือการรับโอน ตามวรรคหนงึ่ (๕) คณะกรรมการกลางขาราชการองคก ารบรหิ ารสวนจงั หวัดตอ งกำหนดหลกั เกณฑใหขา ราชการ องคก ารบรหิ ารสว นจังหวัดแตล ะแหงมโี อกาสโอนไปปฏบิ ตั ิหนา ที่ในระหวา งองคการบรหิ ารสว นจงั หวัดดวยกันได เพื่อประโยชนในการกำกับดูแลการบริหารงานบุคคลของพนักงานในองคกรปกครองสวนทองถ่ิน ทุกรูปแบบใหมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชนแกประชาชนในทองถิ่น และประโยชนของประเทศเปนสวนรวมและ สามารถรองรับการกระจายอำนาจใหแกทองถิ่นได ใหมีคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคล สว นทองถิ่นเรียกโดยยอวา “ก.ถ.” ประกอบดว ย (๑) บคุ คลซงึ่ ไดร บั การคัดเลอื กตามมาตรา ๓๑ เปน ประธาน (๒) กรรมการโดยตำแหนงจำนวนหกคน ไดแก เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ผูอำนวยการสำนักงบประมาณ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลดั กระทรวงมหาดไทย และอธบิ ดกี รมสงเสริมการปกครองทอ งถิ่น (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิจำนวนหาคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งจากผูซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญใน ดานการบริหารงานทองถิ่น ดานการบริหารงานบุคคล ดานระบบราชการ ดานบริหารและการจัดการหรือ ดานกฎหมาย ซงึ่ มผี ลงานทางวิชาการ หรือมคี วามรูเ ปนท่ยี อมรบั (๔) ผูแทนคณะกรรมการกลางขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัดจำนวนหนึ่งคน ผูแทน คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาลจำนวนหนึ่งคน ผูแทนคณะกรรมการกลางพนักงานสวนตำบลจำนวน หนึ่งคน ผูแทนคณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานครจำนวนหนึ่งคน ผูแทนคณะกรรมการพนักงานเมือง พัทยาจำนวนหนึ่งคน และในกรณีที่มีกฎหมายจัดตั้งองคกรปกครองสวนทองถิ่นอื่น ใหมีผูแทนคณะกรรมการ พนกั งานองคก รปกครองสว นทองถ่ินอน่ื ซึ่งองคก รปกครองสวนทองถ่ินอ่นื นั้นคดั เลอื กกันเองจำนวนหนง่ึ คน การคัดเลือกกรรมการตาม (๔) ใหคัดเลือกจากกรรมการซึ่งเปนผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่นของ คณะกรรมการนัน้ /ใหห วั หนา...

- 15 - ใหหัวหนาสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นเปนเลขานุการ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบคุ คลสวนทองถ่ิน ใหนำความในมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๗ และมาตรา ๙ มาใชบังคับกับการดำรงตำแหนงของ กรรมการผูทรงคุณวฒุ ิ และใหน ำความในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๒๑ มาใชบ ังคบั กับการปฏิบัติหนาที่ ของคณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลสวนทองถนิ่ ดว ยโดยอนุโลม ใหค ณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสวนทอ งถิ่นมีอำนาจหนาท่ี ดังตอไปนี้ (๑) กำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะในเรื่องการแตงตั้งและการใหพนจากตำแหนงของพนักงานสวนทองถิ่น รวมตลอดถึงการกำหนด โครงสรางอัตราเงินเดือนและประโยชนตอบแทนอื่นใหมีสัดสวนที่เหมาะสมแกรายไดและการพัฒนาทองถิ่น ตามอำนาจหนาที่ขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะตองไมมี ลักษณะเปนการกำหนดหลักเกณฑการบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทำใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น ไมสามารถบรหิ ารงานบุคคลตามความตอ งการและความเหมาะสมของแตล ะองคก รปกครองสวนทองถนิ่ ได (๒) กำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นเพื่อรองรับการกระจายอำนาจการ ปกครองสวนทอ งถ่นิ (๓) กำหนดหลักเกณฑและเงื่อนไขการคัดเลือกตามมาตรา ๑๖ วรรคสาม มาตรา ๒๔ วรรคสาม และมาตรา ๒๖ วรรคสาม (๔) สงเสรมิ ใหม ีการศกึ ษา วิเคราะห หรือวิจัยเก่ียวกบั การบริหารงานบุคคลสวนทอ งถิ่น (๕) ใหคำปรึกษา คำแนะนำ และพิจารณาปญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นแกองคกร ปกครองสว นทอ งถน่ิ (๖) ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี หนวยงานของรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น คณะกรรมการ ขาราชการตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการประเภทตาง ๆ คณะกรรมการกลางขาราชการหรือพนักงาน สวนทองถิ่น และคณะกรรมการขาราชการหรือพนักงานสวนทองถิ่น เพื่อสงเสริมใหการบริหารงานบุคคล สว นทอ งถนิ่ มปี ระสิทธภิ าพ (๗) ปฏิบตั กิ ารอ่นื ตามทีก่ ำหนดไวใ นพระราชบญั ญตั ินหี้ รอื กฎหมายอ่นื • พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจรยิ ธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ “องคกรกลางบริหารงานบุคคล” หมายความวา คณะกรรมการขาราชการพลเรือน คณะกรรมการ ขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการขาราชการตำรวจ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการประเภทนั้น รวมทั้งคณะกรรมการ กลางบริหารงานบุคคลของเจาหนาที่ของรัฐในฝายบริหาร และคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคล สว นทอ งถนิ่ ตามกฎหมายวา ดวยระเบียบบริหารงานบคุ คลสวนทอ งถนิ่ /มาตรา 5...

- 16 - มาตรา๕ มาตรฐานทางจริยธรรมคือหลักเกณฑการประพฤติปฏิบัติอยางมีคณุ ธรรมของเจาหนาท่ีของรฐั ซึ่งจะตอง ประกอบดว ย (๑) ยดึ มั่นในสถาบันหลักของประเทศ อนั ไดแ ก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข (๒) ซื่อสตั ยสจุ รติ มจี ิตสำนึกทด่ี ี และรบั ผิดชอบตอหนา ที่ (๓) กลา ตดั สนิ ใจและกระทำในสิ่งทีถ่ ูกตอ งชอบธรรม (๔) คดิ ถงึ ประโยชนสวนรวมมากกวา ประโยชนสวนตวั และมีจติ สาธารณะ (๕) มงุ ผลสมั ฤทธ์ขิ องงาน (๖) ปฏบิ ตั หิ นาทีอ่ ยางเปนธรรมและไมเ ลอื กปฏบิ ัติ (๗) ดำรงตนเปนแบบอยา งที่ดแี ละรกั ษาภาพลักษณข องทางราชการ มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนง่ึ ใหใชเปนหลักสำคัญในการจัดทำประมวลจรยิ ธรรมของหนวยงาน ของรัฐที่จะกำหนดเปนหลักเกณฑใ นการปฏบิ ัตติ นของเจาหนา ที่ของรัฐ เก่ยี วกับสภาพคุณงามความดีท่ีเจาหนาท่ี ของรัฐตองยึดถือสำหรับการปฏิบัติงาน การตัดสินความถูกผิด การปฏิบัติที่ควรกระทำหรือไมควรกระทำ ตลอดจนการดำรงตนในการกระทำความดีและละเวน ความชว่ั ใหองคกรกลางบริหารงานบุคคลของหนวยงานของรัฐมีหนาที่จัดทำประมวลจริยธรรมสำหรบั เจาหนา ที่ ของรฐั ท่อี ยูใ นความรบั ผดิ ชอบ • กฎหมายวาดว ยการจดั ตั้งองคก รปกครองสวนทองถ่ิน คุณสมบัติของสมาชิกสภาทองถ่นิ และผูบรหิ ารทองถิ่นมีกำหนดไวในพระราชบัญญัติการเลือกต้ังสมาชิก สภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎหมายจัดตั้งองคกรปกครองสว นทองถิ่นฉบับตา ง ๆ ดังนัน้ จึงตองศกึ ษากฎหมายดังกลา วประกอบกนั ดังนี้ พระราชบญั ญตั ิการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถ่ินหรอื ผูบรหิ ารทองถิน่ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔๙ ไดก ำหนด คุณสมบัติทั้งตำแหนงสมาชิกสภาทองถิ่นและผบู ริหารทอ งถ่นิ ไวว า “บุคคลผูมีคุณสมบตั ิดังตอไปนี้เปน ผมู ีสิทธิสมคั รรบั เลือกต้ัง ๑. มีสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ ๒. ผูม สี ทิ ธสิ มัครรับเลือกต้งั เปน สมาชิกสภาทองถิ่นตองมีอายุไมต ำ่ กวา ๒๕ ป นับถงึ วนั เลอื กตั้ง สำหรับ ผมู สี ิทธสิ มคั รรบั เลือกตง้ั เปนผูบรหิ ารทองถิน่ ใหม ีอายุตามที่กฎหมายวา ดวยการจัดตง้ั องคกรปกครองสวนทองถ่ิน กำหนด ๓. มีชื่ออยูในทะเบียนบานในเขตองคก รปกครองสว นทองถิ่นท่ีสมัครรับเลือกตัง้ ในวันสมัครรบั เลือกตัง้ เปน เวลาติดตอกันไมน อ ยกวา ๑ ป นับถงึ วนั สมัครรับเลอื กต้งั ๔. คุณสมบัติอ่นื ที่กฎหมายวา ดว ยการจดั ตัง้ องคก รปกครองสวนทอ งถน่ิ กำหนด” กฎหมายวาดวยการจัดตั้งองคกรปกครองสวนทองถิ่น กำหนดคุณสมบัติของผูบริหารทองถิ่น ไดแก นายกและรองนายกองคก รปกครองสว นทอ งถ่ิน เพมิ่ เติม ๒ เรื่อง ดงั น้ี /1. ตอ งมอี ายุ...

- 17 - ๑. ตองมีอายุไมต ำ่ กวา ๓๕ ป นบั ถงึ วนั เลือกต้งั ๒. วฒุ กิ ารศึกษา - สำหรับนายกและรองนายกองคการบริหารสวนตำบล ตองสำเร็จการศึกษาไมต่ำกวามัธยมศึกษา ตอนปลายหรือเทียบเทา หรอื เคยเปนสมาชิกสภาทองถิน่ ผบู รหิ ารทองถนิ่ หรอื สมาชิกรฐั สภา - สำหรบั นายกและรองนายกเทศมนตรี ตอ งสำเรจ็ การศึกษาไมตำ่ กวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา หรือเคย เปนสมาชิกสภาทอ งถ่นิ ผบู รหิ ารทอ งถน่ิ หรอื สมาชิกรฐั สภา - สำหรับนายกและรองนายกองคการบริหารสว นจังหวัด ตองสำเร็จการศึกษาไมต่ำกวาปริญญาตรีหรือ เทยี บเทา หรือเคยเปน สมาชกิ สภาทอ งถน่ิ ผูบริหารทอ งถน่ิ หรอื สมาชกิ รฐั สภา - สำหรบั นายกและรองนายกเมืองพทั ยา ตอ งสำเร็จการศึกษาไมต ำ่ กวา ปรญิ ญาตรหี รอื เทยี บเทา สมาชกิ สภาและนายกองคกรปกครองสวนทองถ่ิน มีวาระอยใู นตำแหนงคราวละ ๔ ป นับแตวันเลือกต้ัง กฎหมายวาดวยการจัดตั้งองคกรปกครองสวนทองถิ่นบัญญัติหามเฉพาะตำแหนงนายกองคกรปกครอง สวนทองถิ่นดำรงตำแหนงติดตอกันเกิน ๒ วาระไมได ในกรณีที่นายกองคกรปกครองสวนทองถิ่นดำรงตำแหนง ไมครบระยะเวลา ๔ ป กใ็ หถือวา เปนหน่งึ วาระ และเมือ่ ไดดำรงตำแหนง ๒ วาระตดิ ตอกนั แลว จะดำรงตำแหนง ไดอีกเมื่อพนระยะเวลา ๔ ป นับแตวันพนจากตำแหนง อยางไรก็ดี มิใหนับวาระของนายกองคกรปกครอง สวนทองถิ่นทีด่ ำรงตำแหนงหรือเคยดำรงตำแหนง อยูกอนวันเลือกตั้งครัง้ แรกภายหลังกฎหมายวาดวยการจัดตงั้ องคก รปกครองสวนทอ งถิ่น (ฉบับแกไ ขเพ่มิ เติม) ใชบ ังคบั กรณีตำแหนงสมาชิกสภาทองถิ่นและนายกองคกรปกครองสวนทองถิ่นวางลง พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ ไดบัญญัติถึงเรื่องนี้ โดยแบงเปน ๒ กรณี คือ (๑) สมาชิกสภาทองถ่นิ หรือนายกองคกรปกครองสว นทองถ่นิ ดำรงตำแหนงครบวาระ ใหคณะกรรมการ การเลอื กตง้ั จดั ใหม ีการเลือกต้ังภายใน ๔๕ วัน (๒) สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นพนจากตำแหนงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระ ใหคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดใหมีการเลือกตั้งภายใน ๖๐ วัน เวนแตวาระการดำรงตำแหนงของสมาชิกสภา ทอ งถน่ิ จะเหลืออยไู มถ งึ ๑๘๐ วนั จะไมจดั การเลือกตั้งก็ได การเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปเปนการดำเนินการของสภาทองถิ่นเพื่อตรวจสอบฝายบริหาร ดังน้ัน แนวคิดในเรื่องการตรวจสอบจึงตองกำหนดใหกระทำไดโดยงาย ดังนั้น จึงกำหนดใหสมาชิกสภาทองถิ่นจำนวน ไมนอยกวา ๑ ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกสภาทองถิ่นทั้งหมดเทาที่มีอยู มีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปราย ทั่วไปในที่ประชุมสภาทองถิ่น เพื่อใหนายกองคกรปกครองสวนทองถิ่นแถลงขอเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ในปญหาเก่ียวกบั การบรหิ ารองคก รปกครองสว นทองถ่นิ โดยไมม กี ารลงมติ /ผมู สี ทิ ธ.ิ ..

- 18 - ผูมีสิทธิเสนอรางขอบัญญัติทองถิ่น รางขอบัญญัติทองถิ่นจะเสนอไดก็แตโดย นายกองคกรปกครอง สวนทองถิ่น หรือสมาชิกสภาทองถิ่น หรือราษฎรในเขตองคกรปกครองสวนทองถิ่นตามกฎหมายวาดวยการ เขาชื่อเสนอขอบัญญัติทองถิ่น สำหรับราษฎรที่มสี ิทธิเสนอรางขอ บัญญัติทอ งถิ่นนั้น เปนไปตามพระราชบัญญัติ วาดวยการเขาชื่อเสนอขอบัญญัตทิ องถิน่ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ บัญญัติวา “ผูมีสิทธเิ ลือกตัง้ ในองคกรปกครอง สวนทองถิ่นใดมีจำนวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจำนวนผูมีสิทธิเลือกตั้งในองคกรปกครองสวนทองถิ่นนั้น มีสิทธิ เขาช่ือรอ งขอตอประธานสภาทองถน่ิ เพื่อดำเนนิ การใหสภาทองถิ่นพิจารณาออกขอบัญญตั ทิ องถิ่นได” • พระราชบัญญัติการเลอื กต้งั สมาชิกสภาทอ งถน่ิ หรือผูบริหารทอ งถ่นิ พ.ศ. ๒๕๖๒ ภายใตบังคับมาตรา ๒๐ การกำหนดเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่น ใหเปนไป ตามหลักเกณฑ ดงั ตอไปน้ี (๑) การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ใหถือเขตเปนเขตเลือกตั้ง ถาเขตใดมีจำนวนราษฎร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการเลือกตั้งเกินหนึ่งแสนหาหมื่นคน ใหคณะกรรมการการเลือกตั้งแบงเขตนั้นออกเปนเขตเลือกตั้งตามจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะพึงมี โดยแตละเขตเลอื กตั้งตองมีจำนวนราษฎรใกลเ คียงกัน (๒) การเลือกตั้งสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัด ใหถือเขตอำเภอเปนเขตเลือกตั้ง ในกรณีท่ี อำเภอใดมีสมาชิกไดเกนิ กวาหนึ่งคนใหแบงเขตอำเภอเปนเขตเลอื กต้งั เทา กับจำนวนสมาชิกทจ่ี ะพึงมใี นอำเภอนน้ั (๓) การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบล ใหแบงเขตเทศบาลเปนสองเขตเลอื กตั้ง การเลือกตั้งสมาชกิ สภาเทศบาลเมอื ง ใหแ บงเขตเทศบาลเปน สามเขตเลือกตงั้ การเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาเทศบาลนคร หรอื การเลือกตั้ง สมาชิกสภาเมืองพัทยา ใหแบงเขตเทศบาลหรือเขตเมืองพัทยาเปนสี่เขตเลือกตั้ง และตองมีจำนวนสมาชิกสภา เทศบาลเทา กันทุกเขตเลอื กตั้ง (๔) การเลือกตั้งสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตำบล ใหถือเขตหมูบานเปนเขตเลือกตั้ง เวนแต กฎหมายวาดว ยสภาตำบลและองคก ารบริหารสวนตำบลจะกำหนดไวเปน อยางอื่น (๕) การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาองคกรปกครองสวนทองถ่ินอ่นื ใหถ ือเขตขององคกรปกครองสวนทองถ่ินนั้น เปนเขตเลือกต้งั เวนแตก ฎหมายวาดว ยการจัดตง้ั องคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ นน้ั จะกำหนดไวเ ปนอยางอื่น การเลอื กตั้งผบู รหิ ารทอ งถน่ิ ใหใ ชเ ขตขององคก รปกครองสว นทองถ่นิ น้นั เปน เขตเลือกตัง้ เมือ่ มีกรณีท่ีตองมีการเลอื กต้ังสมาชิกสภาทอ งถน่ิ หรือผบู ริหารทองถิน่ ขององคกรปกครองสว นทองถ่ินใด ใหหัวหนาพนักงานสวนทองถิ่นขององคกรปกครองสวนทองถิ่นนั้นเปนผูอำนวยการการเลือกตั้งประจำองคกร ปกครองสว นทอ งถิ่น โดยมีหนาท่ีและอำนาจ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) รบั สมัครเลอื กตัง้ (๒) กำหนดหนวยเลอื กตง้ั และทเี่ ลือกต้งั (๓) แตงต้งั และจัดอบรมเจาพนักงานผดู ำเนนิ การเลือกตง้ั (๔) ตรวจสอบบัญชีรายชือ่ ผมู ีสิทธิเลือกตัง้ และดำเนินการเพ่มิ ช่อื หรอื ถอนชื่อผมู ีสทิ ธิเลอื กตง้ั (๕)ดำเนนิ การเกีย่ วกับการลงคะแนนเลือกต้งั การนับคะแนนเลือกตงั้ และการประกาศผลการนบั คะแนนเลือกตง้ั (๖) ดำเนินการอ่ืนอนั จำเปนเก่ียวกบั การเลอื กต้ัง /บคุ คลผูมี...

- 19 - บุคคลผูมคี ุณสมบตั ดิ ังตอ ไปนี้ เปนผูมสี ทิ ธิเลอื กตงั้ (๑)มีสัญชาตไิ ทยแตบุคคลผมู ีสญั ชาตไิ ทยโดยการแปลงสัญชาติ ตองไดส ัญชาติไทยมาแลวไมน อ ยกวา หาป (๒) มีอายไุ มตำ่ กวาสิบแปดปในวนั เลอื กตั้ง (๓)มชี อื่ อยูในทะเบียนบานในเขตเลือกตัง้ มาแลวเปนเวลาตดิ ตอ กันไมนอยกวา หนง่ึ ปนับถงึ วันเลอื กตัง้ และ (๔) คุณสมบัตอิ น่ื ตามทีก่ ฎหมายวา ดว ยการจดั ต้ังองคกรปกครองสวนทองถน่ิ กำหนด ในกรณีที่มีการยายทะเบียนบานออกจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปยังอีกเขตเลือกตั้งหนึ่งภายในองคกร ปกครองสวนทองถิ่นเดียวกัน อันทำใหบุคคลมีชื่ออยูในทะเบียนบานในเขตเลือกตั้งเปนเวลาติดตอกันนอยกวา หนงึ่ ปน ับถงึ วนั เลอื กตง้ั ใหบ ุคคลนนั้ มีสทิ ธอิ อกเสียงลงคะแนนเลอื กตั้งในเขตเลอื กตั้งที่ตนมีชื่ออยูในทะเบียนบาน ครง้ั สดุ ทายเปนเวลาตดิ ตอ กนั ไมน อ ยกวา หนงึ่ ป บุคคลผมู ลี กั ษณะดงั ตอ ไปนใ้ี นวนั เลือกตงั้ เปน บคุ คลตอ งหา มมใิ หใ ชสทิ ธิเลอื กต้ัง (๑) เปนภิกษุ สามเณร นกั พรตหรอื นกั บวช (๒) อยูในระหวา งถกู เพกิ ถอนสทิ ธิเลอื กตั้งไมว า คดนี น้ั จะถงึ ที่สดุ แลวหรอื ไม (๓) ตอ งคุมขงั อยูโ ดยหมายของศาลหรอื โดยคำส่งั ทีช่ อบดว ยกฎหมาย (๔) วกิ ลจริตหรือจิตฟนเฟอนไมสมประกอบ (๕) มลี กั ษณะอ่ืนตามทีก่ ฎหมายวา ดวยการจดั ตง้ั องคกรปกครองสวนทองถิน่ กำหนด บคุ คลผมู คี ณุ สมบตั ิดังตอ ไปนเ้ี ปนผมู ีสิทธิสมคั รรบั เลอื กตั้ง (๑) มสี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกิด (๒) ผูมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาทองถิ่นตองมีอายุไมต่ำกวายี่สิบหาปนับถึงวันเลือกตั้ง สำหรับผูมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนผูบริหารทองถิ่นใหมีอายุตามที่กฎหมายวาดวยการจัดตั้งองคกรปกครอง สวนทองถ่ินกำหนด (๓) มีชื่ออยูในทะเบียนบา นในเขตองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นทีส่ มัครรับเลือกตั้งในวันสมคั รรบั เลือกตั้ง เปน เวลาติดตอกันไมนอ ยกวาหนึง่ ปนับถงึ วนั สมัครรับเลือกตง้ั (๔) คุณสมบัตอิ ืน่ ตามท่ีกฎหมายวา ดวยการจัดต้ังองคกรปกครองสว นทองถ่ินกำหนด บุคคลผมู ีลักษณะดังตอไปนี้เปน บคุ คลตองหามมิใหใ ชส ทิ ธสิ มัครรบั เลือกตงั้ (๑) ตดิ ยาเสพติดใหโ ทษ (๒) เปน บุคคลลมละลายหรอื เคยเปน บคุ คลลม ละลายทจุ รติ (๓) เปน เจา ของหรือผูถือหุนในกิจการหนงั สอื พิมพห รือสือ่ มวลชนใด ๆ (๔) เปน บคุ คลผมู ลี ักษณะตองหา มมิใหใชส ิทธเิ ลือกต้งั ตามมาตรา ๓๙ (๑) (๒) หรือ (๔) (๕) อยูระหวางถูกระงับการใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลอื กตั้ง (๖) ตองคำพพิ ากษาใหจ ำคกุ และถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล (๗) เคยไดรับโทษจำคุกโดยไดพนโทษมายังไมถึงหาปนับถึงวันเลือกตั้ง เวนแตในความผิดอันไดกระทำ โดยประมาทหรือความผดิ ลหโุ ทษ /(8) เคยถูกส่ัง...

- 20 - (๘) เคยถูกสั่งใหพนจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตตอหนาที่หรือถือวา กระทำการทจุ รติ หรอื ประพฤตมิ ชิ อบในวงราชการ (๙) เคยตองคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดใหทรัพยสินตกเปนของแผนดินเพราะร่ำรวย ผิดปกติ หรือเคยตองคำพิพากษาอันถึงที่สุดใหลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายวาดวยการ ปอ งกันและปราบปรามการทุจริต (๑๐) เคยตองคำพิพากษาอนั ถงึ ท่สี ุดวากระทำความผิดตอตำแหนง หนา ท่รี าชการหรือตอตำแหนงหนาที่ ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายวาดวยความผิดของพนักงานในองคการหรือหนวยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกบั ทรพั ยทีก่ ระทำโดยทจุ รติ ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผดิ ตามกฎหมายวาดวยการกูยืม เงินที่เปนการฉอโกงประชาชน กฎหมายวาดวยยาเสพติดในความผิดฐานเปนผูผลิต นำเขา สงออก หรือผูคา กฎหมายวาดวยการพนันในความผิดฐานเปนเจามือหรือเจาสำนัก กฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม การคามนษุ ย หรือกฎหมายวาดว ยการปองกนั และปราบปรามการฟอกเงนิ ในความผดิ ฐานฟอกเงิน (๑๑) เคยตอ งคำพิพากษาอนั ถึงทสี่ ุดวากระทำการอนั เปน การทจุ รติ ในการเลือกตงั้ (๑๒) เปน ขา ราชการซง่ึ มตี ำแหนงหรอื เงนิ เดอื นประจำ (๑๓) เปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา สมาชกิ สภาทองถนิ่ หรอื ผบู ริหารทอ งถนิ่ (๑๔) เปน พนักงานหรือลกู จางของหนวยราชการ หนว ยงานของรฐั รัฐวสิ าหกจิ หรือราชการสว นทองถ่ิน หรอื เปนเจา หนา ทอี่ ื่นของรัฐ (๑๕) เปน ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู หรือผดู ำรงตำแหนง ในองคกรอสิ ระ (๑๖) อยูในระหวางตองหามมใิ หดำรงตำแหนง ทางการเมือง (๑๗) เคยพนจากตำแหนงเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดำรงตำแหนงทางการเมือง มีคำพิพากษาวาเปน ผูม ีพฤตกิ ารณร่ำรวยผดิ ปกติ หรือกระทำความผิดฐานทจุ ริตตอหนาท่ีหรอื จงใจปฏบิ ตั ิหนา ที่ หรือใชอำนาจขดั ตอ บทบญั ญตั แิ หง รฐั ธรรมนูญหรือกฎหมาย หรอื ฝา ฝน หรอื ไมปฏบิ ัตติ ามมาตรฐานทางจริยธรรม อยา งรายแรง (๑๘) ตองคำพิพากษาถึงที่สุดวากระทำความผดิ ตามพระราชบญั ญัตินี้ ไมวาจะไดรับโทษหรือไม โดยได พน โทษหรือตองคำพิพากษามายงั ไมถงึ หา ปน ับถงึ วันเลอื กต้งั แลวแตกรณี (๑๙) เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายวาดวยการลงคะแนน เสยี งเพ่อื ถอดถอนสมาชกิ สภาทอ งถน่ิ หรือผบู รหิ ารทอ งถนิ่ แลวแตกรณี มายงั ไมถงึ หา ปน บั ถงึ วันเลอื กตงั้ (๒๐) อยูในระหวางถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถ่ิน ตามมาตรา ๔๒ หรอื ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยการเลือกตัง้ สมาชกิ สภาผูแทนราษฎร (๒๑) เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตง้ั และยังไมพน หา ปนับแตวันที่พนจากการถูกเพิกถอนสทิ ธิเลือกต้ังจนถึง วนั เลอื กต้งั (๒๒) เปนผูสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือเปน ผูสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นขององคกรปกครองสวนทองถิ่นเดียวกันหรือ องคก รปกครองสวนทอ งถ่ินอนื่ /(23) เคยพน จาก...

- 21 - (๒๓) เคยพนจากตำแหนง ใด ๆ ในองคกรปกครองสวนทองถิ่น เพราะเหตุมีสวนไดเสียไมวาโดยทางตรง หรือทางออมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นนั้น หรือมี สวนไดเสียไมวาโดยทางตรงหรือทางออมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับหรือจะกระทำกับหรือใหแกองคกร ปกครองสวนทองถิ่นอ่ืน โดยมีพฤตกิ ารณแสดงใหเห็นวาเปน การตางตอบแทนหรือเอือ้ ประโยชนส วนตนระหวาง กันและยงั ไมพนหา ปนบั แตวนั ท่พี นจากตำแหนง จนถงึ วนั เลอื กต้ัง (๒๔) เคยถูกสงั่ ใหพนจากตำแหนงใด ๆ ในองคก รปกครองสว นทองถ่ินเพราะจงใจไมปฏิบัตติ ามกฎหมาย กฎ ระเบยี บของทางราชการ หรอื มตคิ ณะรัฐมนตรี อนั เปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยางรายแรง และยังไมพน หาปนับแตว นั ทพี่ นจากตำแหนงจนถงึ วันเลือกตั้ง (๒๕) เคยถูกสั่งใหพนจากตำแหนงใด ๆ ในองคกรปกครองสวนทองถิ่นเพราะทอดทิ้งหรือละเลย ไมปฏบิ ตั ิการตามหนา ที่และอำนาจ หรอื ปฏิบัตกิ ารไมช อบดว ยหนา ทแี่ ละอำนาจ หรอื ประพฤติตนฝาฝนตอความ สงบเรียบรอยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแกศักดิ์ ตำแหนง หรอื แกองคก รปกครองสวนทองถ่ิน หรอื แกราชการ และยงั ไมพน หาปนับแตวันท่ีพน จากตำแหนงจนถึง วนั เลอื กต้งั (๒๖) ลักษณะอื่นตามทกี่ ฎหมายวา ดวยการจดั ตง้ั องคกรปกครองสว นทอ งถิ่นกำหนด • ระเบยี บกระทรวงมหาดไทยวา ดวยวธิ ีการงบประมาณขององคกรปกครองสว นทองถน่ิ พ.ศ. ๒๕๖๓ ในกรณีท่ีงบประมาณรายจายประจำปออกใชไมทันปง บประมาณใหม ใหใชงบประมาณรายจายประจำป งบประมาณที่ลวงแลวไปพลางกอน การเบิกจายเงินโดยอาศัยงบประมาณรายจายประจำปที่ลวงมาแลวนั้น ใหนำเงิน งบประมาณรายจายเพิ่มเติมและที่ไดมีการโอนเพิ่มหรือโอนลดรวมเขาไปดวย โดยใหถือเปนยอดเงินสูงสุด จะพึงถือจายไดและใหกระทำไดเฉพาะรายจายในงบกลาง งบบุคลากร งบดำเนินงาน และงบเงินอุดหนุน ทจ่ี ายจากเงนิ อุดหนุนที่ไดร บั จากรัฐบาล เชน คา อาหารกลางวัน รายจา ยตามแผนงาน จำแนกเปนสองลกั ษณะ คอื (๑) รายจา ยประจำ ประกอบดวย (ก) งบบุคลากร หมายถึง รายจายที่กำหนดใหจายเพื่อการบริหารงานบุคลากรทองถิ่น ไดแก รายจายท่จี ายในลักษณะเงินเดือน คา จางประจำ และคา จา งชวั่ คราว (ข) งบดำเนินงาน หมายถึง รายจายทกี่ ำหนดใหจ ายเพ่ือการบริหารงานประจำ ไดแก รายจา ยท่ี จา ยในลักษณะคาตอบแทน คา ใชส อ คา วสั ดุ และคาสาธารณูปโภค (ค) งบเงินอุดหนุน หมายถึง เงินที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นตั้งงบประมาณอุดหนุน ใหแก หนวยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนเพื่อใหดำเนินการตามภารกิจท่ีอยูในอำนาจหนาที่ขององคกรปกครองสว นทอ งถ่ิน ตามกฎหมาย (ง) งบรายจายอื่น หมายถึง รายจายทีไ่ มเขา ลกั ษณะประเภทงบรายจา ยใดงบรายจายหนึง่ หรือ รายจายท่กี ำหนดใหใชจ า ยในงบรายจายน้ี /(2) รายจา ยเพ่ือ...

- 22 - (๒) รายจายเพื่อการลงทนุ ไดแ ก งบลงทนุ ในกรณีที่ผูบริหารทองถิ่นพิจารณาแลวเห็นวาไมสามารถนำรางงบประมาณรายจายประจำปเสนอตอ สภาทองถิ่นไดทันภายในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ใหผูบริหารทองถิ่นรายงานใหสภาทองถิ่นทราบโดยอาจกำหนด ระยะเวลาที่คาดหมายวาจะเสนอรางงบประมาณรายจายประจำปใหส ภาทองถิ่น เพื่อใหความเห็นชอบดวยก็ได แลวใหผูบริหารทองถิ่นรายงานใหผูกำกับดูแลทราบดวย ทั้งนี้ เพื่อใหรางงบประมาณรายจายประจำปสามารถ ใชบ ังคับไดท ันในวนั เร่ิมตน ปงบประมาณ การโอนเงนิ งบประมาณรายจายตาง ๆ ใหเ ปนอำนาจอนมุ ตั ิของผูบรหิ ารทองถ่นิ การโอนเงินงบประมาณรายจา ยในงบลงทุน โดยการโอนเพิ่ม โอนลด ที่ทำใหลักษณะ ปริมาณ คุณภาพ เปล่ยี น หรอื โอนไปตัง้ จา ยเปน รายการใหม ใหเ ปนอำนาจอนุมัตขิ องสภาทองถนิ่ การแกไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงประมาณการรายรับหรืองบประมาณรายจายใหเปนอำนาจอนุมัติของ ผบู ริหารทองถนิ่ การแกไ ขเปลยี่ นแปลงคำช้แี จงงบประมาณรายจายในงบลงทนุ ที่ทำใหล กั ษณะ ปริมาณ คณุ ภาพเปล่ียน หรือเปล่ยี นแปลงสถานท่กี อสรา ง ใหเปนอำนาจอนมุ ตั ขิ องสภาทอ งถิน่ การแกไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงงบประมาณรายการที่ไดกันเงินหรือขยายเวลาการเบิกจายเงินไวแลว จะกระทำไดตอเมือ่ ไดร บั อนุมตั ิจากผูมีอำนาจใหก ันเงิน หรอื ขยายเวลาการเบิกจา ยเงิน การแกไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงงบประมาณรายการที่ไดกอหนี้ผูกพันไวแลวหากมิไดเพิ่มวงเงิน ใหเปน อำนาจอนุมตั ขิ องผบู ริหารทองถนิ่ ใหผูบรหิ ารทองถ่ิน และเจาหนาที่งบประมาณรับผิดชอบรวมกันในการควบคุมงบประมาณรายจายและ เงินนอกงบประมาณ เพื่อปฏิบัติการใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ คำสั่งหรือหนังสือสั่งการของ กระทรวงมหาดไทย โดยมหี วั หนา หนวยงานคลงั เปน ผชู วยเหลือ • ระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการรับเงิน การเบิกจายเงนิ การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และ การตรวจเงนิ ขององคก รปกครองสวนทองถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๗ กรณที ่ีองคกรปกครองสวนทองถิ่นไดก อหนีผ้ กู พนั ไวกอนส้ินป โดยสัง่ ซ้ือหรือส่งั จา งหรอื การเชาทรัพยสิน ถาเห็นวาการเบิกเงินไปชำระหนีผ้ ูกพันไมทันสิ้นป ใหผูบริหารทองถิ่นอนุมัติใหกันเงินไวเ บิกจายในปถัดไปไดอีก ไมเกินระยะเวลาหน่ึงปห รือตามขอ ผกู พัน ในกรณีที่มีรายจายหมวดคาครุภัณฑที่ดินและสิ่งกอสราง ยังมิไดกอหนี้ผูกพันแตมีความจำเปนตองใช จายเงนิ น้ันตอ ไปอีก ใหองคกรปกครองสว นทองถิ่นรายงานขออนุมัติกนั เงินตอสภาทองถ่นิ ไดอีกไมเ กินระยะเวลา หน่ึงป กรณีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินตามวรรคหนึ่งแลว หากองคกรปกครองสวนทองถิ่นยังมิได ดำเนินการกอหนี้ผูกพัน ใหขออนุมัติขยายเวลาเบิกจายเงินไดไมเกินอีกหนึ่งปตอสภาทองถิ่น หรือกรณีมีความ จำเปนตองแกไขเปลย่ี นแปลงรายการดังกลา วที่ทำให ลักษณะ ปริมาณ คุณภาพเปลยี่ นหรือเปลี่ยนแปลงสถานท่ี กอสราง ใหขออนุมัติเปลี่ยนแปลงและหรือขยายเวลาเบิกจายเงินไดไมเกินอีกหนึ่งปตอสภาทองถิ่นแลวแตกรณี และโครงการดงั กลาวตอ งมวี ตั ถุประสงคเดมิ ตามทไี่ ดร บั อนมุ ตั ิใหก นั เงินไว /กรณีท่ีองคกร...

- 23 - กรณที ีอ่ งคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ ไดกอ หน้ีผกู พันแลวใหเบกิ จายไดตามขอผูกพนั องคกรปกครองสวนทองถิ่นอาจใชจายเงินสะสมได โดยไดรับอนุมัติจากสภาทองถิ่นภายใตเงื่อนไข ดงั ตอไปน้ี (๑) ใหกระทำไดเฉพาะกิจการซึง่ อยูในอำนาจหนา ที่ขององคกรปกครองสวนทองถิ่นซึ่งเกี่ยวกบั ดานการ บริการชุมชนและสงั คม หรือกิจการที่เปน การเพิ่มพูนรายไดข ององคกรปกครองสวนทอ งถิ่น หรือกิจการที่จัดทำ เพื่อบำบัดความเดือดรอนของประชาชน ทั้งนี้ ตองเปนไปตามแผนพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถิ่นหรือ ตามที่กฎหมายกำหนด (๒)ไดสง เงนิ สมทบกองทุนสง เสริมกิจการขององคกรปกครองสวนทองถ่นิ แตละประเภทตามระเบยี บแลว (๓) ใหกันเงินสะสมสำรองจายเปนคาใชจายดานบุคลากรไมนอยกวาสามเดือนและกันไวอีกรอยละสิบ ของงบประมาณรายจา ยประจำปน ั้น เพื่อเปนคา ใชจ า ยในการบริหารงานและกรณีท่มี ีสาธารณภัยเกดิ ขน้ึ (๔) เมื่อไดรับอนุมัติใหใชจายเงินสะสมแลว องคกรปกครองสวนทองถิ่นตองดำเนินการกอหนี้ผูกพันให เสรจ็ ส้นิ ภายในระยะเวลาไมเ กินหน่ึงปถดั ไป หากไมด ำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดใหการใชจายเงินสะสม น้นั เปนอันพับไป • พระราชบัญญตั กิ ารจัดซอ้ื จดั จางและการบริหารพสั ดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ “ราคากลาง” หมายความวา ราคาเพอ่ื ใชเปนฐานสำหรับเปรียบเทยี บราคาทีผ่ ูย่ืนขอเสนอไดย่ืนเสนอไว ซ่ึงสามารถจัดซ้อื จดั จา งไดจ รงิ ตามลำดบั ดังตอ ไปนี้ (๑) ราคาทไ่ี ดมาจากการคำนวณตามหลกั เกณฑทีค่ ณะกรรมการราคากลางกำหนด (๒) ราคาทไี่ ดม าจากฐานขอมลู ราคาอางองิ ของพัสดุที่กรมบัญชกี ลางจัดทำ (๓) ราคามาตรฐานทสี่ ำนกั งบประมาณหรอื หนวยงานกลางอนื่ กำหนด (๔) ราคาทไ่ี ดม าจากการสืบราคาจากทอ งตลาด (๕) ราคาท่ีเคยซ้ือหรือจางคร้ังหลังสดุ ภายในระยะเวลาสองปงบประมาณ (๖) ราคาอื่นใดตามหลักเกณฑ วธิ กี าร หรือแนวทางปฏิบัตขิ องหนว ยงานของรัฐนน้ั ๆ ในกรณีที่มีราคาตาม (๑) ใหใชราคาตาม (๑) กอน ในกรณีที่ไมมีราคาตาม (๑) แตมีราคาตาม (๒) หรือ (๓) ใหใชราคาตาม (๒) หรือ (๓) กอน โดยจะใชราคาใดตาม (๒) หรือ (๓) ใหคำนึงถึงประโยชนของหนวยงาน ของรัฐเปนสำคัญ ในกรณีที่ไมมีราคาตาม (๑) (๒) และ (๓) ใหใชราคาตาม (๔) (๕) หรือ (๖) โดยจะใชราคาใด ตาม (๔) (๕) หรอื (๖) ใหค ำนึงถึงประโยชนของหนว ยงานของรัฐเปน สำคญั การจัดซื้อจัดจางและการบริหารพัสดุของหนวยงานของรัฐตองกอใหเกิดประโยชนสูงสุดแกหนวยงาน ของรัฐ และตองสอดคลอ งกับหลักการ ดังตอไปน้ี (๑) คุมคา โดยพัสดุท่ีจัดซ้ือจัดจางตองมคี ณุ ภาพหรือคุณลักษณะที่ตอบสนองวตั ถปุ ระสงคในการใชง าน ของหนวยงานของรฐั มรี าคาท่ีเหมาะสม และมีแผนการบรหิ ารพัสดุท่เี หมาะสมและชัดเจน /(2) โปรงใส...

- 24 - (๒) โปรง ใส โดยการจดั ซื้อจัดจา งและการบรหิ ารพัสดตุ องกระทำโดยเปด เผย เปดโอกาสใหม ีการแขงขัน อยางเปนธรรม มีการปฏิบัติตอผูประกอบการทุกรายโดยเทาเทียมกัน มีระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอตอ การยื่นขอเสนอ มีหลักฐานการดำเนินงานชัดเจน และมีการเปดเผยขอมูลการจัดซื้อจัดจางและการบริหารพัสดุ ในทกุ ขนั้ ตอน (๓) มปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ล โดยตองมีการวางแผนการจดั ซือ้ จัดจางและการบริหารพัสดุลวงหนา เพ่ือใหก ารจดั ซือ้ จัดจางและการบริหารพัสดเุ ปนไปอยางตอ เน่ืองและมีกำหนดเวลาที่เหมาะสม โดยมกี ารประเมิน และเปดเผยผลสัมฤทธขิ์ องการจัดซ้ือจดั จางและการบรหิ ารพัสดุ (๔) ตรวจสอบได โดยมีการเก็บขอมูลการจัดซ้ือจัดจางและการบริหารพัสดุอยางเปน ระบบเพือ่ ประโยชน ในการตรวจสอบ ใหหนวยงานของรัฐใชหลักการตามวรรคหนึ่งเพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจาง และการบริหารพัสดุ หากการจัดซื้อจัดจางไมเปนไปตามหลักการดังกลาว แตไมมีผลตอการจัดซื้อจัดจาง อยา งมนี ยั สำคญั หรอื เกิดจากกรณีเรง ดวน หรือมเี หตผุ ลหรือความจำเปนอืน่ การจดั ซื้อจดั จางนั้นยอ มไมเสียไป ใหใชหลักการตามวรรคหนึ่งเปนแนวทางในการปฏิบัติตามอำนาจหนาที่ของคณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการวินิจฉัย คณะกรรมการราคากลาง คณะกรรมการ ค.ป.ท. และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ โดยอนุโลม ใหมีคณะกรรมการนโยบายการจดั ซอ้ื จดั จา งและการบรหิ ารพัสดุภาครฐั ประกอบดวย (๑) รัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลังหรือรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงการคลังซึ่งรัฐมนตรีวาการ กระทรวงการคลงั มอบหมาย เปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการโดยตำแหนง ไดแ ก ปลัดสำนกั นายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลดั กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูอำนวยการสำนักงบประมาณ อัยการสูงสุด อธิบดีกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ผูอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผูวาการตรวจ เงนิ แผน ดิน และเลขาธกิ ารคณะกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหง ชาติ (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิจำนวนไมนอยกวาหาคนแตไมเกินเจ็ดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งจาก สภาวศิ วกร สภาสถาปนิก สภาหอการคาแหงประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย แหง ละหนง่ึ คน ในสวนทีเ่ หลือใหแตงตั้งจากผูม ีความรู ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณดานวิศวกรรม สถาปตยกรรม การเงนิ การคลัง การบริหารจัดการ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี หรือดานอื่น ๆ ที่เกี่ยวของและเปนประโยชนตอการ ดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบาย ใหอธิบดีกรมบัญชีกลางเปนกรรมการและเลขานุการ และใหขาราชการของกรมบัญชีกลางซึ่งอธิบดี กรมบญั ชกี ลางมอบหมายจำนวนสองคนเปน ผชู ว ยเลขานุการ /การจัดซื้อจัดจาง...

- 25 - การจัดซ้อื จัดจางพัสดุ ใหห นว ยงานของรฐั เลือกใชว ธิ ีประกาศเชิญชวนทว่ั ไปกอ น เวน แต (๑) กรณดี ังตอ ไปน้ี ใหใชวธิ ีคัดเลือก (ก) ใชว ธิ ปี ระกาศเชิญชวนทว่ั ไปแลว แตไ มม ผี ูยน่ื ขอเสนอ หรือขอ เสนอนนั้ ไมไดร บั การคดั เลือก (ข) พัสดุที่ตองการจดั ซ้อื จดั จางมคี ุณลักษณะเฉพาะเปนพเิ ศษหรือซับซอนหรอื ตองผลติ จำหนาย กอสราง หรือใหบริการโดยผูประกอบการทม่ี ีฝมือโดยเฉพาะ หรือมีความชำนาญเปนพเิ ศษ หรอื มที กั ษะสูง และผูประกอบการ น้นั มจี ำนวนจำกดั (ค) มีความจำเปนเรงดวนที่ตองใชพัสดุนั้นอันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณที่ไมอาจคาดหมายได ซง่ึ หากใชวธิ ปี ระกาศเชิญชวนท่วั ไปจะทำใหไ มท นั ตอความตองการใชพสั ดุ (ง) เปนพัสดุที่โดยลักษณะของการใชงาน หรือมีขอจำกัดทางเทคนิคที่จำเปนตองระบุยี่หอ เปน การเฉพาะ (จ) เปนพัสดุที่จำเปนตองซื้อโดยตรงจากตางประเทศ หรือดำเนินการโดยผานองคการระหวาง ประเทศ (ฉ) เปน พสั ดุทีใ่ ชในราชการลับ หรอื เปนงานทต่ี อ งปกปดเปนความลบั ของหนว ยงานของรัฐหรือ ทเ่ี ก่ียวกบั ความมน่ั คงของประเทศ (ช) เปนงานจางซอมพัสดุที่จำเปนตองถอดตรวจ ใหทราบความชำรุดเสียหายเสียกอนจึงจะ ประมาณคา ซอมได เชน งานจา งซอมเครือ่ งจกั ร เคร่ืองมอื กล เครอ่ื งยนต เครื่องไฟฟา หรือเครอ่ื งอเิ ล็กทรอนิกส (ซ) กรณอี นื่ ตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง (๒) กรณีดังตอไปนี้ ใหใชว ิธเี ฉพาะเจาะจง (ก) ใชท ั้งวธิ ีประกาศเชิญชวนทัว่ ไปและวิธีคัดเลือก หรือใชว ิธคี ดั เลอื กแลว แตไมมีผูย่ืนขอเสนอ หรือขอ เสนอน้นั ไมไ ดร บั การคัดเลอื ก (ข) การจัดซื้อจัดจางพัสดุที่มีการผลิต จำหนาย กอสราง หรือใหบริการทั่วไป และมีวงเงิน ในการจัดซ้ือจัดจางครัง้ หนง่ึ ไมเ กินวงเงนิ ตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง (ค) การจดั ซ้อื จดั จางพัสดทุ ี่มผี ปู ระกอบการซึ่งมีคณุ สมบัติโดยตรงเพยี งรายเดียว หรอื การจัดซ้ือ จัดจางพัสดุจากผูประกอบการซึ่งเปนตัวแทนจำหนายหรือตัวแทนผูใหบริการโดยชอบดวยกฎหมายเพียง รายเดยี วในประเทศไทยและไมมีพสั ดุอนื่ ทจ่ี ะใชท ดแทนได (ง) มีความจำเปนตองใชพัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน เนื่องจากเกิดอุบัติภัยหรือภัยธรรมชาติ หรือเกิด โรคติดตออันตรายตามกฎหมายวาดวยโรคติดตอ และการจัดซื้อจัดจางโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปหรือ วิธคี ดั เลือกอาจกอใหเกดิ ความลาชาและอาจทำใหเ กดิ ความเสยี หายอยา งรา ยแรง (จ) พัสดุทจ่ี ะทำการจัดซื้อจัดจา งเปน พสั ดุท่ีเกี่ยวพนั กับพัสดุท่ไี ดทำการจัดซื้อจดั จางไวกอนแลว และมีความจำเปน ตองทำการจัดซื้อจัดจางเพ่ิมเตมิ เพ่ือความสมบูรณหรือตอเน่อื งในการใชพ สั ดุน้ัน โดยมูลคาของ พสั ดทุ ่ีทำการจดั ซ้อื จัดจา งเพิ่มเติมจะตองไมส ูงกวาพสั ดทุ ี่ไดทำการจัดซื้อจดั จางไวกอ นแลว (ฉ) เปนพัสดุที่จะขายทอดตลาดโดยหนวยงานของรัฐ องคการระหวางประเทศ หรือหนวยงาน ของตางประเทศ (ช) เปนพสั ดทุ ี่เปนท่ดี ินหรือส่ิงปลกู สรา งซง่ึ จำเปนตอ งซือ้ เฉพาะแหง (ซ) กรณีอน่ื ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง /ใหผูมสี ทิ ธิ...

- 26 - ใหผมู ีสทิ ธิอทุ ธรณย น่ื อุทธรณตอ หนว ยงานของรฐั นน้ั ภายในเจด็ วันทำการนับแตว นั ประกาศผลการจัดซ้ือ จัดจา งในระบบเครือขา ยสารสนเทศของกรมบญั ชีกลาง ใหหนวยงานของรัฐพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณใหแลวเสร็จภายในเจ็ดวันทำการนับแตวันที่ไดรับ อุทธรณ ในกรณีที่เห็นดวยกับอุทธรณก็ใหดำเนินการตามความเห็นนั้นภายในกำหนดเวลาดังกลาว ในกรณีท่ี หนวยงานของรัฐไมเห็นดวยกับอุทธรณ ไมวาทั้งหมดหรือบางสวนใหเรงรายงานความเห็นพรอมเหตุผลไปยัง คณะกรรมการพจิ ารณาอุทธรณต ามมาตรา ๑๑๙ ภายในสามวันทำการนับแตว ันทีค่ รบกำหนดตามวรรคหน่ึง เมื่อไดรับรายงานจากหนวยงานของรัฐตามมาตรา ๑๑๘ ใหคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณพิจารณา อุทธรณใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับรายงานดังกลาว หากเรื่องใดไมอาจพิจารณาไดทัน ในกำหนดนน้ั ใหค ณะกรรมการพจิ ารณาอุทธรณขยายระยะเวลาออกไปไดไมเ กินสองคร้ัง ครง้ั ละไมเกินสิบหาวัน นับแตวันที่ครบกำหนดเวลาดังกลาวและแจงใหผูอุทธรณและผูชนะการจดั ซื้อจัดจางหรอื ผูไ ดรับการคัดเลือกทราบ ในกรณีท่ี คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณเห็นวาอุทธรณฟงขึ้นและมีผลตอการจัดซื้อจัดจางอยางมีนัยสำคัญ ใหคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณสั่งใหหนวยงานของรัฐดำเนินการใหมีการจัดซื้อจัดจางใหม หรือเริ่มจาก ขั้นตอนใดตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณเห็นวาอุทธรณฟงไมขึน้ หรือไมมผี ลตอการ จัดซื้อจัดจางอยางมีนัยสำคัญ ใหแจงหนวยงานของรัฐเพื่อทำการจัดซื้อจัดจางตอไป การวินิจฉัยของ คณะกรรมการพิจารณาอทุ ธรณใหเปนท่สี ุด ในกรณีที่พนกำหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณตามวรรคหนึ่งแลว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ ยังพิจารณาไมแลวเสร็จ ใหยุติเรื่อง และใหคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณแจงผูอุทธรณและผูชนะการจัดซ้ือ จัดจางหรือผูไดรับการคัดเลือกทราบ พรอมกับแจงใหหนวยงานของรัฐทำการจัดซื้อจัดจางตอไป ผูอุทธรณผูใด ไมพอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ หรือการยุติเรื่องตามวรรคสี่ และเห็นวาหนว ยงานของรัฐ ตองรบั ผิดชดใชคา เสียหาย ผูนั้นมสี ิทธฟิ องคดีตอ ศาลเพ่ือเรียกใหหนวยงานของรัฐชดใชค า เสียหายได แตการฟอง คดีดงั กลา วไมมผี ลกระทบตอ การจดั ซือ้ จดั จางทห่ี นวยงานของรัฐไดล งนามในสัญญาจดั ซ้อื จดั จางนน้ั แลว • พระราชบัญญตั ภิ าษที ี่ดินและส่งิ ปลกู สราง พ.ศ. ๒๕๖๒ “ที่ดนิ ” หมายความวา พ้นื ดนิ และใหห มายความรวมถึงพ้ืนท่ีที่เปน ภูเขาหรือทม่ี นี ำ้ ดวย “ส่ิงปลูกสราง” หมายความวา โรงเรือน อาคาร ตกึ หรือสงิ่ ปลกู สรา งอยางอ่ืน ทีบ่ คุ คลอาจเขาอยูอาศัย หรือใชสอยได หรือที่ใชเปนที่เก็บสินคาหรือประกอบการอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมและใหหมายความ รวมถงึ หองชดุ หรอื แพทบ่ี ุคคลอาจใชอ ยอู าศัยไดห รือทม่ี ีไวเ พ่ือหาผลประโยชนด วย ผูซึ่งเปนเจาของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสรางอยูในวันที่ ๑ มกราคม ของปใด เปนผูมีหนาที่ เสียภาษสี ำหรบั ปน น้ั ตามท่กี ำหนดไวในพระราชบญั ญตั นิ ้ี ฐานภาษีเพื่อการคำนวณภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ ไดแก มูลคาทั้งหมดของที่ดินหรือสิ่งปลูกสราง การคำนวณมลู คาของทีด่ ินหรือสง่ิ ปลูกสราง ใหเปนไปตามหลกั เกณฑ ดงั ตอไปน้ี (๑) ท่ีดนิ ใหใ ชราคาประเมินทุนทรัพยทด่ี นิ เปนเกณฑใ นการคำนวณ (๒) สง่ิ ปลกู สราง ใหใชร าคาประเมนิ ทนุ ทรัพยส่งิ ปลกู สรางเปนเกณฑใ นการคำนวณ (๓) สง่ิ ปลูกสรางท่เี ปน หอ งชุด ใหใ ชร าคาประเมินทนุ ทรพั ยหองชดุ เปนเกณฑในการคำนวณ /ทด่ี ินหรือ...

- 27 - ท่ดี ินหรอื สงิ่ ปลกู สราง ใหจ ดั เก็บภาษตี ามอตั รา ดังตอ ไปนี้ (๑) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสรางที่ใชประโยชนในการประกอบเกษตรกรรม ใหมีอัตราภาษีไมเกินรอยละศูนยจุดหนึ่งหา ของฐานภาษี (๒)ท่ดี ินหรือส่ิงปลกู สรางที่ใชประโยชนเ ปนทอี่ ยูอาศัยใหม อี ัตราภาษีไมเ กินรอ ยละศูนยจดุ สามของฐานภาษี (๓)ท่ดี ินหรือส่งิ ปลกู สรา งทใี่ ชป ระโยชนอ นื่ นอกจาก(๑)หรอื (๒)ใหมอี ัตราภาษีไมเกินรอยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี (๔) ทด่ี นิ หรือส่งิ ปลูกสรางที่ทงิ้ ไววางเปลาหรือไมไดท ำประโยชนตามควรแกสภาพ ใหมีอัตราภาษีไมเกิน รอยละหนึ่งจดุ สองของฐานภาษี การใชประโยชนในการประกอบเกษตรกรรมตาม (๑) ตองเปนการทำนา ทำไร ทำสวน เลี้ยงสัตว เลี้ยงสัตวน้ำ และกิจการอื่นตามหลักเกณฑที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยรวมกันประกาศกำหนด ทั้งนี้ ในการจัดทำประกาศดังกลาวใหนำความเห็นของ รัฐมนตรวี าการกระทรวงเกษตรและสหกรณมาประกอบการพิจารณาดว ย การใชประโยชนเ ปนท่ีอยอู าศัยตาม (๒) ใหเปนไปตามหลักเกณฑท่รี ฐั มนตรวี าการกระทรวงการคลังและ รฐั มนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยรว มกันประกาศกำหนด ที่ดินหรือสิ่งปลูกสรางที่ทิ้งไววางเปลาหรือไมไดทำประโยชนตามควรแกสภาพตาม (๔) ใหเปนไป ตามหลกั เกณฑท ี่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีที่ใชจัดเก็บตามวรรคหนึ่ง ใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา โดยจะกำหนดเปนอัตราเดียวหรือ หลายอัตราแยกตามมูลคาของที่ดินหรือสิ่งปลูกสรางก็ได ทั้งนี้ ตองไมเกินอัตราภาษีที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง และจะกำหนดแยกตามประเภทการใชประโยชนหรอื ตามเงื่อนไขในแตล ะประเภทการใชป ระโยชนก ็ได ในกรณีที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นใดมีความประสงคที่จะจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกวาอัตราภาษี ที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหา ใหมีอำนาจตราขอบัญญัติทองถิ่นกำหนดอัตราภาษีที่ใชจัดเก็บ ภายในเขตองคกรปกครองสว นทองถน่ิ นน้ั ได แตต องไมเ กินอัตราท่ีกำหนดในวรรคหนง่ึ ในการตราขอบัญญัติทองถิ่นขององคกรปกครองสวนทองถิ่นตามวรรคหก ยกเวนกรุงเทพมหานคร กอนการลงนามใชบังคับขอบัญญัติทองถิ่นตามที่บัญญัติไวในกฎหมายวาดวยการจัดตั้งองคกรปกครอง สวนทองถิ่น ใหผูบริหารทองถิ่นเสนออัตราภาษีตามรางขอบัญญัติทองถิ่นใหคณะกรรมการภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสรางประจำจังหวัดใหความเห็นชอบกอน เมื่อคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสรางประจำจังหวัด เห็นชอบกับอัตราภาษีตามรางขอบัญญัติทองถิ่นดังกลาวแลว ใหผูบริหารทองถิ่นลงนามใชบังคับขอบัญญัติ ทองถ่ินตอไปได ในกรณีที่คณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสรางประจำจังหวัดไมเห็นชอบกับอัตราภาษีตาม รางขอบัญญัติทองถิ่นดังกลาว ใหสงความเห็นเกี่ยวกับอัตราภาษีคืนผูบริหารทองถิ่นเพื่อเสนอสภาทองถ่ิน ดำเนินการแกไขอัตราภาษีตามความเห็นของคณะกรรมการภาษีที่ดินและส่ิงปลูกสรางประจำจังหวัด หรือพิจารณายืนยันดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับ ความเห็นเกี่ยวกับอัตราภาษีคืนจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสรางประจำจังหวัด หากสภาทองถ่ิน ดำเนินการแกไขไมแลวเสร็จหรือสภาทองถิ่นพิจารณายืนยันดวยคะแนนเสียงนอยกวาสองในสามของจำนวน สมาชกิ สภาทองถิน่ ทั้งหมดเทาท่ีมีอยู ใหร างขอ บัญญัติทองถน่ิ น้ันตกไป /ในแตละป. ..

- 28 - ในแตล ะป ใหองคกรปกครองสว นทองถ่ินแจงการประเมินภาษี โดยสง แบบประเมนิ ภาษีใหแกผูเสียภาษี ตามมาตรา ๙ ภายในเดอื นกุมภาพนั ธ ใหผเู สียภาษีชำระภาษีตามแบบแจงการประเมินภาษีภายในเดือนเมษายน ของทกุ ป ภาษีทม่ี ิไดช ำระภายในเวลาท่กี ำหนด ใหถอื เปน ภาษีคางชำระ ในกรณีที่ผูเสียภาษีมิไดชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด ใหเสียเบี้ยปรับรอยละสี่สิบของจำนวนภาษี คางชำระ เวนแตผูเสียภาษีไดชำระภาษีกอ นจะไดรับหนงั สอื แจงเตือนตามมาตรา ๖๑ ใหเสียเบี้ยปรับรอยละสบิ ของจำนวนภาษีคางชำระ ในกรณีที่ผูเสียภาษีมิไดชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด แตตอมาไดชำระภาษี ภายในเวลาที่กำหนดไวในหนังสือแจงเตือนตามมาตรา ๖๑ ใหเสยี เบ้ียปรบั รอยละย่สี ิบของจำนวนภาษีคางชำระ ผเู สียภาษผี ใู ดมิไดชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด ใหเ สียเงินเพ่ิมอกี รอ ยละหนึง่ ตอเดือนของจำนวนภาษีคางชำระ เศษของเดอื นใหนับเปน หนง่ึ เดอื น ท้งั น้ี มิใหน ำเบ้ยี ปรบั มารวมคำนวณเพอ่ื เสียเงินเพิม่ ดวย ผูเสียภาษีผูใดไดรับแจงการประเมินภาษีตามมาตรา ๔๔ หรือมาตรา ๕๓ หรือการเรียกเก็บภาษี ตามมาตรา ๖๑ แลวเห็นวา การประเมินภาษีหรือการเรียกเก็บภาษีนั้นไมถูกตอง ใหมีสิทธิคัดคานและขอให ผูบริหารทองถิ่นพิจารณาทบทวนการประเมินหรือการเรียกเก็บภาษีได โดยใหยื่นคำรองตอผูบริหารทองถิ่น ตามแบบที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับแจง การประเมินภาษีหรือการเรยี กเกบ็ ภาษี แลวแตกรณี ผูบรหิ ารทอ งถ่ินตองพจิ ารณาคำรอ งของผูเสยี ภาษตี ามวรรค หนึ่งใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับคำรองดังกลาว และแจงคำสั่งพรอมดวยเหตุผลเปนหนังสือ ไปยังผูเสียภาษีโดยไมชักชา กรณีที่ผูบริหารทองถิ่นพิจารณาคำรองของผูเสียภาษีไมแลวเสร็จภายในระยะเวลา ดังกลาว ใหถือวาผูบริหารทองถิ่นเห็นชอบกับคำรองของผูเสียภาษี ในกรณีที่ผูบริหารทองถิ่นพิจารณาเห็นชอบ กับคำรอ งของผเู สียภาษี ใหแ จง จำนวนภาษีทจี่ ะตองเสียเปนหนังสือไปยังผูเสยี ภาษี และใหผูเสียภาษีมารับชำระ ภาษีคืนภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับหนังสือแจงดังกลาว ในกรณีที่ผูบริหารทองถิ่นพิจารณาไมเห็นชอบกับ คำรองของผูเสียภาษี ใหผูเสียภาษนี ั้นมีสิทธิอุทธรณตอคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณการประเมนิ ภาษี โดยย่ืน อุทธรณตอผูบริหารทองถิ่นภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับหนังสือแจง และใหผูบริหารทองถิ่นสงคำอุทธรณ ไปยงั คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณการประเมนิ ภาษภี ายในสิบหาวนั นบั แตว ันที่ไดรับคำอทุ ธรณดงั กลา ว • พระราชบญั ญัติรักษาความสะอาดและความเปน ระเบยี บเรียบรอยของบา นเมอื ง พ.ศ. ๒๕๓๕ “ที่สาธารณะ” หมายความวา สาธารณสมบัติของแผนดินนอกจากที่รกรางวางเปลา และหมายความ รวมถงึ ถนนและทางน้ำดวย “สถานสาธารณะ” หมายความวา สถานที่ที่จัดไวเปนสาธารณะสำหรับประชาชนใชเพื่อการบันเทิง การพกั ผอนหยอนใจ หรือการชมุ นมุ “ถนน” หมายความรวมถึง ทางเดินรถ ทางเทา ขอบทาง ไหลทาง ทางขามตามกฎหมายวาดวย การจราจรทางบก ตรอก ซอย สะพาน หรือถนนสว นบุคคล ซึง่ เจา ของยินยอมใหป ระชาชนใชเปน ทางสญั จรได “ทางน้ำ” หมายความวา ทะเล ทะเลสาบ หาดทรายชายทะเล อางเก็บน้ำ แมน้ำ หวย หนอง คลอง คนั คลอง บึง คู ลำราง และหมายความรวมถึงทอระบายนำ้ ดวย /”อาคาร”...

- 29 - “อาคาร” หมายความวา ตกึ บาน เรือน โรง ราน เรอื แพ ตลาด คลงั สินคา สำนกั งาน หรือส่ิงปลกู สราง อยางอ่ืนซึ่งบุคคลอาจเขาอยหู รือเขาใชสอยได และหมายความรวมถึงอฒั จันทร เขอ่ื น ประตนู ้ำ อโุ มงค หรือปาย ตามกฎหมายวาดว ยการควบคุมอาคารดว ย “สิ่งปฏกิ ูล”หมายความวา อจุ จาระหรือปส สาวะรวมตลอดถงึ วตั ถุอน่ื ใดซึง่ เปน ของโสโครกหรือมีกล่ินเหมน็ “มูลฝอย” หมายความวา เศษกระดาษ เศษผา เศษอาหาร เศษสินคา ถุงพลาสติก ภาชนะที่ใสอาหาร เถา มูลสตั ว หรอื ซากสัตว รวมตลอดถงึ สิ่งอ่นื ใดที่เกบ็ กวาดจากถนน ตลาด ท่เี ล้ยี งสัตวห รอื ทีอ่ ืน่ เจาของหรือผูครอบครองอาคาร หรือบริเวณของอาคารที่อยูติดกับทางเทา มีหนาที่ดูแลรักษา ความสะอาดทางเทาที่อยูติดกับอาคารหรือบริเวณของอาคาร ในกรณที เ่ี ปน ตลาดไมวาจะเปนตลาดท่ีขายอาหาร หรือสนิ คา ประจำทุกวันหรือเฉพาะคราว ใหเจา ของตลาดมหี นาท่ีดูแลรกั ษาความสะอาดทางเทาทอี่ ยูติดกับตลาด และใหผูครอบครองสวนหนึ่งสวนใดของตลาดมีหนาที่รักษาความสะอาดบริเวณตลาดที่ตนครอบครอง ในการ รักษาความสะอาดตามมาตรานี้เจาของหรือผูครอบครองอาคารหรือบริเวณของอาคาร เจาของตลาดหรือ ผูครอบครองสวนหนึ่งสวนใดของตลาดจะมอบหมายใหค นหนึ่งคนใดหรือหลายคนเปนผูมีหนาทีด่ ูแลรักษาความ สะอาดแทนตนก็ได และใหผูไดรับมอบหมายมีหนาที่และความรับผิดแทนผูมอบหมาย ในกรณีที่มีการฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามมาตรานี้และพนักงานเจาหนาที่ไมอาจหาตัวผูรับมอบหมายได ใหถือวาไมมีการมอบหมาย และใหเจาของหรือผูครอบครองอาคารหรือบริเวณของอาคารเจาของตลาดหรือผูครอบครองสวนหนึ่งสวนใด ของตลาดเปนผูรับผิดในการฝา ฝน หรือไมป ฏิบัติตามมาตราน้ี เจาของรานจำหนายอาหารและหรือเครื่องดื่มซึ่งจัดสถานที่ไวสำหรับบริการลูกคาไดในขณะเดียวกัน ไมต่ำกวายี่สิบคน ตองจัดใหมีสวมที่ตองดวยสุขลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อใหลูกคาใชในระหวาง เปดทำการคา มิใหใชบังคับแกเ จา ของรานจำหนา ยอาหารและหรือเคร่ืองดืม่ ซึ่งจัดใหมีขึ้นในบริเวณงานเทศกาล หรอื งานใดเปนการเฉพาะคราว ผูใดประสงคจะดำเนินกิจการรับทำการเก็บ ขน กำจัด หรือหาประโยชนจากการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย โดยทำ เปนธุรกิจหรือโดยไดรับประโยชนตอบแทนดวยการคิดคาบริการตองไดรับใบอนุญาตจากเจาพนักงานทองถ่ิน ทั้งนี้ การขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การตออายุใบอนุญาต การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออก ใบแทนใบอนญุ าต ใหเ ปน ไปตามหลักเกณฑแ ละวิธีการท่ีกำหนดในขอกำหนดของทองถ่ิน ใบอนุญาตท่ีออกใหต ามวรรคหนึ่งใหม อี ายุดงั ตอไปน้ี (๑) ใบอนุญาตการรับทำการเก็บและขนสิง่ ปฏิกลู และมลู ฝอยใหมอี ายุหน่ึงปน บั แตว นั ที่ออกใบอนญุ าต (๒) ใบอนุญาตการกำจดั ส่งิ ปฏกิ ูลและมูลฝอยใหม ีอายุหา ปนับแตว นั ท่ีออกใบอนุญาต (๓) ใบอนุญาตการหาประโยชนจากการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยใหมีอายุหาปนับแตวันที่ออก ใบอนญุ าต ผูใดไดรับใบอนุญาตตามวรรคหนง่ึ แลว ใหถ อื วา ไดร บั อนญุ าตตามกฎหมายวาดว ยการสาธารณสุขแลว ใหเปนหนาที่ของกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่นที่จะเสนอแนะ แนะนำ และชวยเหลือราชการสวน ทองถ่นิ ในการจัดทำแผนงานโครงการในการจัดการส่ิงปฏิกูลและมูลฝอย ซงึ่ ตองสอดคลองกับแผนพัฒนาจังหวัด และในกรณีที่มีความจำเปนตองไดรับการอุดหนุนจากงบประมาณแผนดิน ใหกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น เสนอความเห็นในการขอจัดต้งั งบประมาณเพือ่ ประกอบการพจิ ารณาของคณะรัฐมนตรดี ว ย /ใหรัฐมนตรี...

- 30 - ใหรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อใหค ำแนะนำและกำกับการดำเนินการ ของราชการสวนทองถิ่นในการดำเนินโครงการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยคณะกรรมการดังกลาว ตองประกอบดวยผูแทนกรมควบคุมมลพิษ ผูแทนกรมโยธาธิการและผังเมือง ผูแทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผูแทนกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ผูแทนกรมสงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลอม และผูแทนกรมอนามัย ในการนี้ จะตั้งผแู ทนจากหนวยงานอน่ื ทีเ่ กี่ยวของดว ยกไ็ ด ใหผูวาราชการจังหวัดแตงตั้งคณะกรรมการในระดับจังหวัด เพ่ือใหคำแนะนำและกำกับการดำเนินการ ของราชการสวนทองถิ่นในการดำเนินโครงการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ตามที่รัฐมนตรีวาการ กระทรวงมหาดไทยมอบหมาย นอกจากอำนาจหนา ทีท่ ่ีไดบ ัญญัติไวในพระราชบัญญตั ินี้ ใหเ จาพนักงานทองถนิ่ และพนักงานเจาหนาที่มี อำนาจหนาที่ ดังตอ ไปนี้ (๑) โฆษณาใหประชาชนไดทราบถงึ หนาที่ทจี่ ะตอ งปฏิบัติตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี (๒) สอดสองและกวดขนั ไมใ หม กี ารฝา ฝน พระราชบญั ญตั ินโ้ี ดยเครง ครัด (๓) ตักเตือนผูกระทำความผิดหรือสั่งใหผูกระทำความผิดแกไขหรือขจัดความสกปรก หรือความไมเปน ระเบียบหรอื ความไมเ รยี บรอยใหหมดไป (๔) จบั กุมผกู ระทำความผิดซง่ึ ไมเชอื่ ฟง คำตกั เตอื นและดำเนินคดีตามพระราชบัญญตั ินี้ • ระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยคาใชจายเพื่อชวยเหลือประชาชนตามอำนาจหนา ที่ขององคกร ปกครองสวนทอ งถนิ่ พ.ศ. ๒๕๖๐ กรณีเกิดสาธารณภัยในพื้นที่ขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ไมวาจะมีการประกาศเขตการใหความ ชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินหรือไมก็ตาม องคกรปกครองสวนทองถิ่นสามารถด าเนินการชวยเหลือ ประชาชนในเบื้องตน โดยฉับพลันทันที เพื่อการดำรงชีพ หรือบรรเทาความเดือดรอนเฉพาะหนา หรือระงับ สาธารณภัย หรือเพื่อคุมครองชีวติ และทรพั ยส นิ หรอื ปองกันภยันตรายทจี่ ะเกิดแกประชาชน ไดต ามความจำเปน ภายใตขอบอำนาจหนาที่ตามกฎหมาย โดยไมตองเสนอคณะกรรมการพจิ ารณา ในกรณีการชวยเหลือประชาชน เพื่อเยียวยาและฟนฟูหลังเกิดสาธารณภัย หรือการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือการปองกันและระงับ โรคตดิ ตอ หรือการชวยเหลอื เกษตรกรผมู ีรายไดน อ ยใหเ สนอคณะกรรมการใหความเหน็ ชอบกอน กรณีมีความจำเปนตองใหค วามชวยเหลือประชาชนเพอ่ื เยยี วยาหรือฟนฟหู ลงั เกดิ สาธารณภัย ใหองคกร ปกครองสว นทองถน่ิ ดำเนินการ ดังน้ี (๑) กรณมี กี ารประกาศเขตการใหค วามชวยเหลือผปู ระสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉนิ ในพน้ื ที่เกิดภยั ใหรายงาน อำเภอ หรือจังหวัด หรือหนวยงานที่เกี่ยวของ เพื่อพิจารณานำเงินทดรองราชการเพื่อการชวยเหลือผูประสบ ภัยพิบตั ิ ใหค วามชว ยเหลือผปู ระสบภัย (๒) กรณีมิไดประกาศเขตการใหความชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่เกิดภัย ในการ ชวยเหลือประชาชน ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นเสนอคณะกรรมการพิจารณาใหความชวยเหลือ ทั้งนี้ ไมเกิน หลกั เกณฑท่กี ำหนดในระเบยี บนี้ /การชว ยเหลอื ...

- 31 - การชว ยเหลอื ประชาชน ใหป ฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ วิธีการ เง่อื นไขทกี่ ำหนดไวในระเบียบน้ี ดังตอ ไปน้ี (๑) การชวยเหลือผูประสบสาธารณภัย หรือภัยพิบัติฉุกเฉิน ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นพิจารณา ใชจ ายงบประมาณชวยเหลือประชาชนตามหลกั เกณฑข องกระทรวงการคลัง โดยอนโุ ลม (๒) การชวยเหลือดานการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นพิจารณา ใชจา ยงบประมาณชวยเหลือประชาชน ตามหลกั เกณฑท ีก่ ระทรวงมหาดไทยกำหนดหรือหลกั เกณฑของกระทรวง การพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนษุ ยโ ดยอนุโลม (๓) การชวยเหลือประชาชนดานการปองกันและระงับโรคติดตอใหองคกรปกครองสว นทองถิ่นพิจารณา ใชจ า ยงบประมาณชว ยเหลอื ประชาชนตามหลักเกณฑของกระทรวงสาธารณสุข โดยอนโุ ลม (๔) การชวยเหลือเกษตรกรผูมีรายไดนอย ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นพิจารณาใชจายงบประมาณ ชว ยเหลอื ประชาชน ตามหลักเกณฑข องกระทรวงเกษตรและสหกรณโ ดยอนโุ ลม • กฎหมายอนื่ ทเ่ี กยี่ วขอ งกับการปฏิบัตงิ านขององคกรปกครองสวนทองถ่นิ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยเงินอุดหนุนขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๙ องคกร ปกครองสวนทองถ่ินอาจตง้ั งบประมาณใหเงินอุดหนนุ หนว ยงานท่ีขอรบั เงินอดุ หนุนไดไมเ กินอัตราสวนของรายได จริงในปงบประมาณทีผ่ านมาโดยไมรวมเงินอุดหนุนที่รฐั จัดสรรใหด งั น้ี (๑) องคการบริหารสวนจังหวดั ไมเกนิ รอ ยละ ๑๐ (๒) เทศบาลนคร ไมเ กนิ รอ ยละ ๒ (๓) เทศบาลเมืองและเทศบาลตำบล ไมเ กนิ รอยละ ๓ (๔) องคก ารบริหารสว นตำบล ไมเ กนิ รอยละ ๕ กรณีองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นใดจะตั้งงบประมาณใหเ งนิ อุดหนนุ เกนิ อัตราตามวรรคหน่ึงใหขออนมุ ัติ จากผูวาราชการจังหวัดเปนรายกรณีกอนการตั้งงบประมาณ โดยสวนที่เกินจะตองไมเกิน ๑ เทาของอัตราสวน ตามวรรคหนึง่ และใหระบุเหตผุ ลความจําเปนและประโยชนท ่ีประชาชนจะไดร บั เพ่ือประกอบการพิจารณา ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นเรื่อง กำหนดมาตรฐานกลางการบริหารงานบุคคล สว นทอ งถ่นิ (ฉบับที่ ๔)การกำหนดตำแหนงพนักงานสว นทอ งถ่ินใหม ี ๔ประเภทดังตอ ไปน้ี (๑) ตำแหนงประเภทบริหาร ไดแก ตำแหนงปลัดองคกรปกครองสวนทองถิ่นและรองปลัดองคกร ปกครองสวนทองถิ่น หรือตำแหนงที่เรียกชื่ออยางอื่น ตามที่คณะกรรมการกลางขาราชการหรือพนักงาน สวนทอ งถน่ิ กำหนด (๒) ตำแหนงประเภทอํานวยการ ไดแก ตำแหนงหัวหนาหนวยงานระดับฝาย ระดับสวนระดับกอง ระดับสำนักในองคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือตำแหนงระดับที่เรียกชื่ออยางอื่น ตามที่คณะกรรมการกลาง ขาราชการหรือพนักงานสวนทองถ่ินกำหนด (๓) ตำแหนงประเภทวิชาการ ไดแก ตำแหนงที่จำเปนตองใชผูสำเร็จการศึกษาระดับปริญญา ตามมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางขาราชการหรือพนักงานสวนทองถิ่นกำหนด เพื่อปฏิบัติงานในหนาที่ ของตำแหนงนนั้ (๔) ตำแหนง ประเภททว่ั ไป ไดแ ก ตำแหนงที่ไมใชตำแหนง ประเภทบริหาร ตำแหนงประเภทอำนวยการ และตำแหนงประเภทวิชาการ ตามมาตรฐานทั่วไปที่คณะกรรมการกลางขาราชการหรือพนักงานสวนทองถ่ิน กำหนด เพอื่ ปฏบิ ัตงิ านในหนา ที่ของตำแหนง นน้ั 2. ความรูดาน...

- 32 - ๒. ความรดู า นการบรหิ าร • ยุทธศาสตรช าติ ๒๐ ป เปาหมาย คือ “ประเทศชาติมั่งคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอยางตอเนื่อง สังคมเปนธรรม ฐานทรพั ยากรธรรมชาตยิ ั่งยืน” มยี ทุ ธศาสตร ๖ ดาน ๑) ยุทธศาสตรด านความมัน่ คง ๒) ยทุ ธศาสตรดานการสรางความสามารถในการแขง ขนั ๓) ยทุ ธศาสตรดานการพัฒนาศกั ยภาพมนษุ ย ๔) ยุทธศาสตรดา นความเสมอภาคในสงั คม ๕) ยทุ ธศาสตรด า นการเตบิ โตท่เี ปน มติ รกบั สง่ิ แวดลอ ม ๖) ยทุ ธศาสตรด านการพัฒนาระบบบรหิ ารจัดการภาครัฐ • รา งแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาตฉิ บับท่ี ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) หลกั การสำคญั ของแผนประกอบดวย ๑. หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ๒. แนวคิด Resilience เปนแนวคิดที่มุงเนนการลดความเปราะบางตอความเปลี่ยนแปลง อันประกอบดว ยการพัฒนาความสามารถใน ๓ ระดบั ไดแก (๑) การพรอมรับ (Cope) (๒) การปรบั ตัว (Adapt) และ (๓) การเปลย่ี นแปลงเพอ่ื พรอมเติบโตอยา งยัง่ ยนื (Transform) ๓. เปาหมายการพัฒนาอยางยั่งยนื เปาหมายการพัฒนาอยางยั่งยืนของสหประชาชาติซึ่งอยูบนพื้นฐาน ของแนวคดิ “ไมท งิ้ ใครไวขางหลงั ” ๔. โมเดลเศรษฐกิจ BCG มีหมดุ หมาย ๑๓ ประการ แบงออกไดเปน ๔ มติ ิ • แผนแมบทและแผนปฏริ ูปประเทศ แผนแมบ ทจัดทำขน้ึ ภายใตยทุ ธศาสตรชาติ ๒๐ ป เม่ือประกาศใชย ุทธศาสตรช าติแลว ใหคณะกรรมการ จัดทำยุทธศาสตรชาติแตละดานจัดทำแผนแมบ ทเพือ่ ใหบ รรลุเปาหมายตามที่กำหนดในยุทธศาสตรชาติ มีทั้งสิน้ ๒๓ ดาน จดั ทำโดยคณะกรรมการปฏิรปู ประเทศ มี ๑๓ ดาน ดังนี้ ๑. ดา นการเมือง ๒. ดา นการบริหารราชการแผน ดนิ ๓. ดานกฎหมาย ๔. ดานกระบวนการยตุ ิธรรม ๕. ดานเศรษฐกิจ /6. ดา นสงั คม...

- 33 - ๖. ดานสงั คม ๗. ดา นพลงั งาน ๘. ดา นทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม ๙. ดา นสาธารณสุข ๑๐. ดานส่อื สารมวลชน ๑๑. ดา นการปองกนั และปราบปรามการทุจริตและประพฤตมิ ชิ อบ ๑๒. ดา นการศกึ ษา ๑๓. ดานวัฒนธรรม กฬี า แรงงาน และการพฒั นาทรัพยากร • นโยบายไทยแลนด ๔.๐ นโยบายประชารัฐ นโยบายไทยนิยมยั่งยืน และนโยบาย BCG Economy Model ประเทศไทย ๑.๐ ขบั เคลื่อนเศรษฐกจิ ของประเทศดว ย เกษตรกรรม ประเทศไทย ๒.๐ ขบั เคลื่อนเศรษฐกจิ ของประเทศดว ย อุตสาหกรรมเบา (ไมส ลับซับซอน) ประเทศไทย ๓.๐ ขับเคลอ่ื นเศรษฐกิจของประเทศดว ย อตุ สาหกรรมหนกั (สลับซบั ซอน) ประเทศไทย ๔.๐ ขับเคลือ่ นเศรษฐกิจของประเทศดวย นวัตกรรม BCG Economy Model คือ ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจ สีเขียวเปนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจใน ๒ รูปแบบควบคูกัน ไดแก เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกจิ สเี ขียว (Green Economy) • ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง ทฤษฎีใหม ศาสตรพ ระราชา และโคกหนองนาโมเดล เศรษฐกิจพอเพยี งประกอบดว ย ๓ หว ง ๒ เงื่อนไข ดงั น้ี ๓ หวง ประกอบดวย ๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดที ี่ไมนอ ยเกินไปไมม ากเกนิ ไป ๒. มีเหตผุ ล หมายถงึ การตดั สินใจเก่ียวกับระดับความพอเพยี งน้นั ตองเปน ไปอยา งมีเหตุผล ๓. มภี มู ิคุมกนั หมายถงึ การเตรยี มตัวใหพรอมรับผลกระทบและการเปล่ียนแปลงตาง ๆ ๒ เงื่อนไข ประกอบดวย ๑. เง่อื นไขความรู ประกอบดวย ความรอบรูในวิชาการอยา งรอบดา น และความรอบคอบ ๒. เงื่อนไขคุณธรรม ประกอบดวย ความซื่อสัตยสุจริต มีความอดทนและความเพียร ใชส ตปิ ญ ญาดำเนินชีวติ หลักการสำคัญของทฤษฎีใหม เปนแนวคิดที่นําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตใชอยางเปน รูปธรรม เพื่อชวยเหลือเกษตรกรที่ประสบปญหาทั้งภัยธรรมชาติและปญหาที่เกิดจากปจจัยภายนอกซึ่งกระทบ ตอการทำเกษตร โดยเฉพาะปญหาการขาดแคลนนำ้ มี ๓ ข้ันตอน ดงั นี้ ๑. ทฤษฎีใหมข นั้ ตน (พึ่งพาตนเอง) ๒. ทฤษฎีใหมข้นั ที่สอง (พึ่งพากันเอง) ๓. ทฤษฎีใหมข ั้นที่สาม (รวมพลงั ไปสภู ายนอก) /ใหร ฐั มนตร.ี ..

- 34 - หลักการสำคัญของศาสตรพระราชา ศาสตรพระราชา คือ แนวทางการพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มวี ิธีการหรอื หลกั การทำงาน คือ “เขาใจ เขา ถงึ พัฒนา” มแี นวคดิ คือ “จากนภา ผานภูผา สมู หานที” โคก หนอง นา โมเดล” เปนการบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อแกไขปญหาเรื่องการจัดการน้ำ ที่สถาบัน เศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติไดนอมนําพระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช รชั กาลท่ี ๙ การออกแบบพื้นที่ โคก หนอง นา โมเดล จะคำนึงถึง “ภูมิสังคม” เปนสำคัญ คำวา “ภูมิ” คือ สภาพทางกายภาพ เชน สภาพดิน น้ำ ลม สวนคําวา “สังคม” คือ วัฒนธรรม ความเชื่อ ภูมิปญญาดั้งเดิมที่อยูในพื้นที่นั้น ซึ่งในการออกแบบจะใหความสำคัญกับ “สังคม” มากกวา “ภูมิ” คือตอง ออกแบบตามสังคมและวัฒนธรรมของคนที่อยู แมวาภูมิประเทศจะเหมือนกันก็ตาม ดังนั้น หากสังคมตางกัน การออกแบบกจ็ ะตางกนั โดยสิ้นเชิง • แผนการศกึ ษาแหงชาติ มเี ปา หมาย ๒ ดา น คอื ๑. เปาหมายดา นผเู รยี น มุงใหผเู รียนทุกคนมคี ุณลักษณะและทักษะการเรียนรใู นศตวรรษที่ ๒๑ ๑) ๓RS ไดแก - อา นออก - เขียนได - คดิ เลขเปน ๒) ๘CS - ดา นการคิดอยางมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะในการแกไขปญ หา - ดา นการสรางสรรคและนวัตกรรม - ดา นความเขาใจตางวฒั นธรรม - ดานความรว มมือ การทำงานเปนทีม และภาวะผนู ํา - ดานการสอ่ื สาร - ดานคอมพวิ เตอร และเทคโนโลยสี ารสนเทศ - ดา นอาชีพ - ดานคุณธรรมและจริยธรรม ๒. เปา หมายการจัดการศึกษา STEM Education คอื การสอนแบบบูรณาการขา มกลุมสาระวิชาระหวางศาสตรส าขาตาง ๆ ไดแ ก - วทิ ยาศาสตร (Science) - เทคโนโลยี (Technology) - วิศวกรรมศาสตร (Engineer) - คณติ ศาสตร (Mathematics) /การบรหิ ารงาน...

- 35 - • การบริหารงานภาครัฐแนวใหม (New Public Management) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไดกำหนดกรอบการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน วัฒนธรรม คานิยมของระบบราชการและพฒั นาขา ราชการ โดยมคี ณุ ลกั ษณะท่พี ึงประสงค คอื “I AM READY” Integrity = ทำงานอยางมศี ักดศ์ิ รี Activeness = ขยันตง้ั ใจทำงาน เชิงรุก Morality = มีศลี ธรรม คณุ ธรรม Relevancy = รูท ันโลก, ปรับตวั ทนั โลก, ตรงกับสงั คม Efficiency = มงุ เนนประสทิ ธิภาพ Accountability = รบั ผิดชอบตอผลงานและสงั คม Democracy = มีใจและการกระทำเปน ประชาธปิ ไตย, มสี วนและโปรงใส Yield = มผี ลงาน มงุ เนนผลงาน • เกณฑค ณุ ภาพการบรหิ ารจดั การภาครฐั (PMQA) มอี งคประกอบ ๒ สว น ๗ หมวด ๑๐๕ คาํ ถาม ดงั น้ี สวนท่ีหนึง่ ลกั ษณะสำคัญขององคก ร (มี ๑๕ คําถาม) กลาวถงึ ภาพรวมของทางราชการ สว นที่สอง เกณฑคณุ ภาพการบรหิ ารจัดการภาครัฐ แบงเปน ๗ หมวด (๙๐ คําถาม) หมวดท่ี ๑ การนําองคการ หมวดท่ี ๒ การวางแผนเชงิ ยุทธศาสตร หมวดที่ ๓ การใหความสำคัญกับผูรับบรกิ ารและผมู สี วนไดเ สีย หมวดท่ี ๔ การวัด การวิเคราะหแ ละการจัดการความรู หมวดที่ ๕ การมงุ เนนบคุ ลากร หมวดท่ี ๖ การมงุ เนน ระบบปฏิบตั ิการ หมวดท่ี ๗ ผลลัพธการดำเนินการ • การบรหิ ารความเส่ยี ง (Risk Management) ประเภทความเส่ียง - ความเสี่ยงดา นกลยุทธ (Strategic Risk) - ความเส่ียงดา นการเงิน (Financial Risk) - ความเสี่ยงดา นการดาํ เนนิ งาน (Operational Risk) - ความเส่ียงดานการปฏิบัตใิ หส อดคลองกบั กฎระเบยี บหรือกฎหมายท่เี กยี่ วของ (Compliance Risk) การตอบสนองความเสี่ยง/การจัดการความเสีย่ ง - การยอมรับความเส่ยี ง (Take) - การลดความเสยี่ ง (Treat) - การโอนความเสยี่ ง (Transfer) - การยกเลิกความเสีย่ ง (Terminate) /การจัดองคก าร...

- 36 - • การจัดองคก าร (Organizing) หลักการจัดองคการ “OSCAR” เปนหลักในการจัดองคการที่ดีจะตองมีองคประกอบและแนวปฏิบัติ ดงั ตอ ไปนี้ - Objective หลักวัตถปุ ระสงค - Specialization หลักความรคู วามสามารถเฉพาะอยา ง - Coordination หลกั การประสานงาน - Authority หลกั ของอำนาจหนา ที่ - Responsibility หลักความรับผิดชอบ • การจัดการความรู (Knowledge Management: KM) กระบวนการจัดการความรู มี ๗ ขั้นตอน ดงั น้ี ๑. การบงชี้ความรู (Knowledge Identification) ๒. การสรางและแสวงหาความรู (Knowledge Creation and Acquisition) ๓. การจัดความรใู หเปนระบบ (Knowledge Organization) ๔. การประมวลและกลนั่ กรองความรู (Knowledge Codification and Refinement) ๕. การเขา ถึงความรู (Knowledge Access) ๖. การแบงปน แลกเปลย่ี นความรู (Knowledge Sharing) ๗. การเรยี นรู (Learning) • แนวคิดการบรหิ ารจัดการ - POSDCORB - POCCC - แนวคิด ๔M - วงจรบรหิ ารงานคุณภาพ (PDCA) • การวิเคราะหองคกร - SWOT Analysis เปนเครื่องมือในการประเมินสถานการณสำหรับการประกอบธุรกิจ ซึ่งชวยให ผูบริหารรูถึงจุดแข็งและจุดออนจากสภาพแวดลอมภายใน มองเห็นโอกาสและอุปสรรคจากสภาพแวดลอม ภายนอก ตลอดจนผลกระทบตอ การประกอบธุรกิจทกุ ประเภท - TOWS Matrix เปนเครื่องมือสำหรับการสรา งกลยุทธใ หมจากสภาพแวดลอมและสถานการณปจจุบนั ขององคกร ทม่ี กี ารตอยอดมาจาก SWOT Analysis -McKinsey7’s มีแนวคดิ วาประสทิ ธภิ าพขององคกรธุรกิจเกิดจากความสมั พนั ธข องปจ จัยภายในตางๆ - PESTEL Analysis s คอื การวเิ คราะหปจจยั ภายนอกท่ีอาจมีผลกระทบตอ องคกรในระยะยาว /การบริหาร...

- 37 - • การบริหารจดั การความขดั แยง และทฤษฎลี ำดับข้นั ความตองการของ Maslow ความขัดแยง แบงไดเปน ๖ ประเภท ดังน้ี ๑. ความขดั แยงภายในบุคคล ๒. ความขดั แยง ระหวา งบคุ คล ๓. ความขัดแยง ภายในกลมุ ๔. ความขดั แยง ระหวา งกลมุ ๕. ความขดั แยง ในองคก ร ๖. ความขดั แยงระหวา งองคกร ทฤษฎลี ำดบั ขั้นความตองการของ Maslow แบง ออกเปน ๕ ขน้ั คอื ขน้ั ท่ี ๑ ความตองการทางรา งกาย (physiological needs) ขัน้ ที่ ๒ ความตองการความปลอดภัยและมนั่ คง (security or safety needs) ขนั้ ที่ ๓ ความตอ งการความรักและความเปนเจา ของ (belonging and love needs) ขั้นท่ี ๔ ความตอ งการการยกยอง (esteem needs) ข้ันท่ี ๕ ความตองการความสำเร็จในชีวิต (self-actualization) • หลักการตดิ ตามและประเมนิ ผล (Monitoring & Evaluation) ขน้ั ตอนการติดตาม ๑. ศึกษาโครงการแผนงบประมาณ โครงการ กิจกรรม แผนปฏบิ ตั งิ าน และหนวยงานที่รบั ผดิ ชอบ ๒. ศึกษาความตองการของผใู ชขอ มลู ๓. จดั ทำระบบการติดตาม ๔. ตรวจสอบความถกู ตอ งและความเปน ไปไดข องขอ มูลในระบบ ๕. ประมวลและวเิ คราะหผ ลการปฏิบตั ิงาน ๖. จัดทำผลสรปุ การปฏบิ ตั ิงานเสนอผบู ริหาร ขัน้ ตอนการประเมนิ ผล ๑. ศึกษาความตองการของผใู ชข อมูล ๒. ศึกษารายละเอียดของโครงการ ๓. กำหนดวัตถปุ ระสงคและขอบเขตทีจ่ ะประเมนิ ๔. กำหนดตัวช้วี ดั และเกณฑท่ีใชตัดสินหรอื เปรียบเทยี บ ๕. กำหนดวธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอมลู และวิธกี ารวเิ คราะหขอ มูล ๖. เกบ็ รวบรวมขอ มลู ตามวิธีการที่ไดกำหนดไว ๗. ประมวลผลวเิ คราะหขอ มลู และเปรยี บเทียบกับเกณฑเพ่ือแสดงผลลพั ธ /เปาหมายการ...

- 38 - • เปา หมายการพัฒนาทย่ี ่ังยนื (Sustainable Development Goals) จัดทำโดยองคการสหประชาชาติ (United Nation: UN) ซึ่งมีสมาชิกลงนาม ๑๙๓ ประเทศ มี ๑๗ เปาหมาย ๑๖๙ เปาประสงคมี ๑๗ เปาหมาย ๑๖๙ เปาประสงค และ ๒๓๐ ตัวชี้วัด เปนหลักการที่ใชพัฒนา ภายใน ๑๕ เร่มิ ต้งั แต พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๗๓ หรอื ค.ศ. ๒๐๑๕ – ๒๐๓๐ • ความรูเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอรป ระกอบดวยอุปกรณทีส่ ำคญั ๒ สว น ไดแก ๑.ฮารด แวร (Hardware) คอื ช้นิ สวนประกอบ ของเครื่องคอมพิวเตอรที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได และ ๒. ซอรฟแวร (Software) คือ ชุดคำสั่งที่เขียนโดย โปรแกรมเมอรเพอื่ สง่ั ใหคอมพวิ เตอรทำงาน โดเมนเนม (Domain name) คือ ชื่อที่ใชในการอางอิงเพื่อไปยังเว็บไซตตางๆ ที่อยูบนเครือขาย อนิ เตอรเ น็ต ระบบสารสนเทศสามารถจำแนกไดตามลกั ษณะการดำเนินงาน ดังนี้ ๑. ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ (Transaction Processing Systems: TPS) ๒. ระบบสารสนเทศเพ่ือการจดั การ (Management Information System: MIS) ๓. ระบบสนับสนนุ การตดั สินใจ (Decision Support System: DSS) ๔. ระบบสารสนเทศเพือ่ ผูบ ริหาร (Executive Information System: EIS) ๕. ระบบปญ ญาประดิษฐ (Artificial Intelligence: AI) ๖. ระบบสำนกั งานอัตโนมัติ (Office Automation System: OAS) • ความรูเรื่องสถานการณภ ายนอกและผลกระทบตอ เศรษฐกิจและสงั คมพื้นท่ี โครงการพฒั นาระเบยี งเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวนั ออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ครอบคลุม พ้ืนที่ ๓ จงั หวัด ไดแก จังหวดั ฉะเชงิ เทรา จังหวดั ชลบรุ ี และจังหวัดระยอง CLMV หมายถึง อาเซียนในเขตอนุภูมิภาคลุมแมน้ำโขง (Great Mekong Subregion: GMS) เปนประเทศสมาชิกของอาเซยี น ไดแ ก กมั พชู า (Cambodia) ลาว (Laos) เมียนมาร (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam) สามเหลี่ยมมรกต หรือชองบก เปนพื้นที่รอยตอระหวางชายแดนไทย ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา สำหรับพื้นท่ี สวนที่อยูในประเทศไทย คือ พื้นที่ในอุทยานแหงชาติภูจองนายอย อำเภอน้ำยืน จังหวัด อุบลราชธานี /3. ความรสู มรรถนะ...

- 39 - ๓. ความรูสมรรถนะทางการบรหิ าร • พฤตกิ รรมองคการ (Organizational Behavior) - ภาวะผูน ำ - ผูนำกับการตดั สนิ ใจ - ผนู ำกับการเปลย่ี นแปลง - ผูนำกับการจงู ใจ - ผนู ำกบั การทำงานเปนทมี - ผนู ำเชงิ กลยทุ ธ • สมรรถนะทางการบริหาร ๑. สมรรถนะหลัก ๑.๑ มงุ ผลสมั ฤทธิ์ (Achievement Motivation) คอื ตั้งใจและขยนั หมัน่ เพยี รปฏิบัตงิ าน ระดบั ๑ พยายามและตั้งใจทำงานใหดี ระดบั ๒ ทำงานไดต ามเปาหมายและมาตรฐานองคกร ระดบั ๓ ปรบั ปรงุ วธิ ีการทำงานเพ่ือพฒั นาใหโดดเดนเกนิ เปาหมาย ระดับ๔ อุตสาหะบากบนั่ เพื่อใหบรรลุเปาหมายและไดผลงานทีโ่ ดดเดน ไมเคยมใี ครทำไดม ากอน ระดบั ๕วิเคราะหผลไดผ ลเสียและสามารถตดั สินใจได แมจ ะมคี วามเสย่ี งเพื่อใหบรรลุเปาหมาย ๑.๒ ยึดมั่นในความถูกตองและจริยธรรม (Integrity) คือ สามารถครองตนและประพฤติตน ถกู ตอ งเหมาะสม ระดับ ๑ ปฏบิ ัตหิ นาทด่ี ว ยความถกู ตองตามหลกั กฎหมาย จรยิ ธรรม และระเบยี บวนิ ัย ระดับ ๒ มสี จั จะเชอ่ื ถอื ได ระดับ ๓ ยดึ มัน่ และแนวแนใ นจรรยาบรรณและคุณธรรม และปฏบิ ตั ิตอ ผอู ่นื เทาเทียมกัน ระดบั ๔ ธำรงความถูกตอ งขององคก ร ระดับ ๕ อุทิศตนเพื่อองคกรและประเทศชาติ ๑.๓ ความเขาใจในองคกรและระบบงาน (Organization and Process Understanding) คือ การเขาใจและสามารถเชือ่ มโยงระบบการทำงานเพอ่ื ใหการปฏิบตั ิหนา ที่บรรลุผล ระดับ ๑ เขา ใจเทคโนโลยีและระบบงานของตน ระดับ ๒ เขาใจความสมั พนั ธร ะบบงานของตนกับหนวยงานอ่ืนท่ีตนตดิ ตอ ระดบั ๓ เขาใจขอจำกดั ระบบงานของตนและปรับปรุงระบบใหมีประสิทธภิ าพขนึ้ ระดับ ๔ เขาใจกระแสภายนอกท่มี ีผลกระทบโดยรวมตอระบบงานของตน ระดบั ๕ เขาใจความตอ งการท่แี ทจริงขององคกร /1.4 บริการเปนเลิศ...

- 40 - ๑.๔ บริการเปนเลิศ (Service Mind) คือ การใหบริการดวยความใสใจและความพึงพอใจของ ประชาชนเปน หลัก ระดับ ๑ เต็มใจใหบริการ ระดับ ๒ เต็มใจชว ยเหลอื และแกป ญหาใหก ับผูรบั บรกิ าร ระดับ ๓ ใหบ รกิ ารเกนิ ความคาดหวงั ของผูรับบรกิ าร ระดบั ๔ ใหบ ริการตรงตามความตองการที่แทจริงของผูรับบรกิ าร ระดับ ๕ ใหบริการทเ่ี ปน ประโยชนอยา งแทจ รงิ และยั่งยนื แกผูรบั บรกิ าร ๑.๕ ทำงานเปนทีม (Teamwork) คือ การรวมแรงรวมใจกันปฏิบัติหนาที่ สมานฉันทเพื่อให บรรลเุ ปาหมายรว มกนั ระดบั ๑ ทำหนาท่ีของตนในทีมใหส ำเร็จ ระดับ ๒ มีทศั นคตทิ ด่ี ีตอเพอ่ื รว มงานและใหความรวมมือในการทำงาน ระดับ ๓ รบั ฟง ความคดิ เหน็ และประสานความรวมมือของสมาชกิ ในทมี ระดบั ๔ ใหก ารสนบั สนุนและชวยเหลอื เพ่อื นรวมทีมเพื่อใหงานสำเรจ็ ระดบั ๕ สามคั คใี นหมูคณะเพื่อมงุ ใหภารกิจประสบผลสำเร็จ ๒. สมรรถนะประจำตัวผบู รหิ าร ๒.๑ ผูนำการเปลี่ยนแปลง (Change Leadership) คือ สามารถกระตุนใหผูอื่นเกิดความ ตอ งการในการปรบั เปล่ยี น ระดบั ๑ เห็นความจำเปน ความสำคัญ และประโยชนข องการเปล่ยี นแปลง ระดับ ๒ ชว ยเหลอื สนับสนุนใหผอู ่นื เขา ใจและยอมรบั การเปลีย่ นแปลง ระดบั ๓ กระตนุ และสรางแรงจงู ใจใหผูอื่นกลา เปล่ียนแปลง ระดับ ๔ เตรยี มแผนการเปลย่ี นแปลงอยางเปน ระบบ ระดับ ๕ เปนผนู ำผลักดันใหเกิดการปรับเปล่ยี นองคก รไดอยางแทจ รงิ ๒.๒ ความสามารถในการเปนผูนำ (Leadership) คือ สามารถเปนผูนำกลุมและกำหนด นโยบายเพอ่ื ใหบรรลุวัตถุประสงคข ององคก ร ระดบั ๑ บริหารการประชุมไดดี และคอยแจงขา วสารอยเู สมอ ระดบั ๒ เปน ผูน ำในการทำงานกลมุ ใหเ กดิ ประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล ระดับ ๓ เปน ทป่ี รึกษาและใหก ารดูแลชวยเหลอื ผูใ ตบ งั คับบญั ชา ระดับ ๔ ประพฤตติ นสมกับเปนผนู ำและเปน แบบอยางท่ีดีแกผ ูใ ตบ ังคบั บัญชา ระดับ ๕ สื่อสารวิสัยทัศนที่มีพลังเพื่อนำผูใตบังคับบัญชาและองคกรใหประสบความสำเร็จ ในระยะยาว /2.3 ความสามารถ...

- 41 - ๒.๓ ความสามารถในการพัฒนาคน (Developing and Coaching) คือ การพัฒนาศักยภาพ ของบุคลากรเพ่อื ประโยชนขององคก ร ระดบั ๑ เช่ือมั่นวาผอู ่ืนสามารถพัฒนาความรูความสามารถได และเปดโอกาสใหผอู ่ืนไดรบั การพฒั นา ระดับ ๒ สอนงานและใหค ำแนะนำ ระดบั ๓ ใหเหตุผลประกอบการสอน และใหก ารสนบั สนนุ ในดานตาง ๆ ระดับ ๔ ใหคำติชมผลงานอยางตรงไปตรงมาและสรา งสรรค ระดบั ๕ พฒั นาศกั ยภาพบคุ ลากรในระยะยาวเพื่อเพิ่มผลงานท่มี ีประสิทธิภาพตอ องคก ร ๒.๔ การคิดเชิงกลยุทธ (Strategic Thinking) คือ การนำเอาความรูและประสบการณ มาประยุกตใ ชใ นการกำหนดกลยทุ ธใหส อดคลองกับวสิ ัยทัศนและเปาหมายขององคกร ระดบั ๑ เขาใจและปรบั ตัวใหส อดคลองกับกลยุทธใ นงานของตน ระดับ ๒ ประยกุ ตค วามเขา ใจและเชอื่ งโยงสิ่งที่ตนปฏิบตั ใิ หเขา กับเปาหมายใหญของหนวยงาน ระดบั ๓ ประยกุ ตประสบการณ แนวคดิ ทฤษฎีท่ซี ับซอ นมากำหนดกลยุทธใ นองคกร ระดับ ๔ เขา ใจถึงผลกระทบตา ง ๆ ท่มี ีตอองคกรและเตรียมแผนการรองรบั ระดับ ๕ กำหนดกลยทุ ธระยะยาวใหสอดคลองกับวสิ ัยทศั นข ององคกร