Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมบทคัดย่อ มจว 2563 เทอม 2

รวมบทคัดย่อ มจว 2563 เทอม 2

Published by Nattakamon Phepakpro, 2021-05-29 06:52:52

Description: รวมบทคัดย่อ มจว 2563 เทอม 2

Search

Read the Text Version

40 ชือ่ เรอื่ ง : ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/9 โรงเรยี นแม่จันวทิ ยาคม ในเรอื่ งการไมส่ ง่ งาน ผวู้ จิ ัย : นางสุกันยา อนิ ทิม กลุม่ สาระการเรียนรู้ : ศิลปะ ปีทที่ ำวจิ ัย : พ.ศ.2563 บทคดั ยอ่ การวจิ ยั ครั้งนี้มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื ศกึ ษาพฤติกรรมของนกั เรยี นในระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4/9 โรงเรียนแม่จันวิทยาคมผู้วิจัยได้จัดทำแบบสอบถามเพื่อศึกษาหาสาเหตุของการไม่ส่งงาน ของ นักเรียนจำนวน 15 ข้อ โดยให้นกั เรียนเรยี งลำดับสาเหตขุ องการไม่สง่ งาน ตามลำดับที่มากที่สุดจนถึง น้อยที่สุด จากลำดับที่ 1-15 และได้ทำการนำผลของแต่ละสาเหตุมาหาค่าร้อยละแล้วนำข้อมูลมา วิเคราะห์และหาข้อสรุปพร้อมทั้งนำเสนอในรูปแบบของตารางประกอบคำบรรยายเพื่อศึกษา พฤติกรรมของนักเรยี นในเร่ืองการไมส่ ง่ งาน ผลการวิจัยปรากฏว่า จากการศึกษาและวิเคราะห์แบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมของ นักเรยี นในระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาป่ีที่ 4/9 โรงเรยี นแม่จันวทิ ยาคม แสดงให้เห็นว่าสาเหตุของการไม่ส่ง งานลำดบั ท่ี 1 คือ งานมากเกินไปและแบบฝกึ หดั ยาก โดยคดิ จากจำนวนนกั เรียน 23 คน ทเี่ ลือกเป็น สาเหตอุ นั ดบั ที่ 1 และ 2 จำนวน 15 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 65.22

41 ชือ่ เรือ่ ง : การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นและทักษะการทำงานกลุม่ วิชาดนตรีไทย (ศ 23102) โดยการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ผวู้ จิ ยั : นายณัฐพนั ธ์ อสิ ระดำรง กลุม่ สาระการเรียนรู้ : ศิลปะ ปีทที่ ำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งน้ี มีจุดม่งุ หมายเพื่อเปรียบเทยี บผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นและศกึ ษาผลของทักษะ การทางานกลุ่มในการเรยี นวิชาดนตรไี ทยของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ปกี ารศึกษา 2563 ที่ได้รับ การสอนโดยการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นท่ี การศึกษามัธยมศึกษา เชียงราย จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ใชเ้ วลาในการทดลอง 16 ชวั่ โมง โดยทำการทดสอบก่อนการสอนและหลงั การสอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แผนการสอนที่สอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบและแบบประเมินทกั ษะการทำงานกลุ่มโดยการ ทดสอบค่าทแี บบกลุ่มไมอ่ ิสระ ( t-test for Dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ก่อนเรยี นและหลังเรยี น วชิ าดนตรไี ทย (ศ 23102) ของนักเรยี นชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ทีส่ อนด้วยวธิ สี อนแบบร่วมมือ แตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ 0.01 โดยคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนสอบกอ่ นเรียน 2. ทกั ษะการทำงานกลุม่ ของ นกั เรยี น ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ทส่ี อนด้วยวธิ สี อนแบบร่วมมอื มที กั ษะ การทำงานกลุ่มอย่ใู นระดับมาก

42 ชอื่ เรอื่ ง : การพฒั นาทกั ษะในการวาดรปู โดยการทำซ้ำเพื่อสร้างสมาธแิ ละเสรมิ ความอดทน รายวชิ า ศ 21102 นักเรียนระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นแมจ่ นั วทิ ยาคม ผวู้ จิ ัย : นางสาวทิพย์มณี ทองกลาง กล่มุ สาระการเรยี นรู้ : ศิลปะ ปที ่ีทำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่จัน วทิ ยาคม จังหวัดเชียงราย รายวิชา ศ 21102 มพี ัฒนาทกั ษะในการวาดรูปโดยการทำซ้ำเพอ่ื ให้เกิดสมาธิ และเสริมความอดทน ซ่งึ การมีสมาธิจะนาํ มาสกู่ ารเรียนรทู้ ่ีดขี ้นึ กลุม่ ตัวอย่างท่ีใช้คือ นักเรียนระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1ห้อง 4 จำนวน 15 คน โรงเรียนแม่จัน วิทยาคมจังหวดั เชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติและเก็บรวบรวมข้อมูลนําผลมา เปรียบเทียบหาคา่ รอ้ ยละ การเก็บรวบรวมข้อมูล โดย - แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการในชนั้ เรียน - แบบประเมนิ ผลงานนักเรียน ผลการวิจัย ปรากฏว่าจากการที่ได้ทำการเรียนการสอนวิชาศิลปะ ได้สังเกตเห็นว่าเวลาให้ นักเรียน ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 4 จำนวน 15 คน วาดรปู ตามตัวอย่าง นักเรียนหลายคนไมม่ สี มาธิ และความอดทนจึงได้คดิ วิธีการที่จะให้นักเรียนสร้างสมาธโิ ดยให้นักเรยี นทำซ้ำจนเกิดสมาธิ โดยเริ่ม จากวาดเป็นเวลา 5 นาที และเพิ่มทวีคูณโดยจำเช่นนี้ทุกครั้งก่อนการเรียนในแต่ละครั้ง ทำให้รู้ว่า นักเรียนส่วนมากสามารถวาดรูปไดส้ วยงาม จะมีเพียง 3 คน เท่านั้น ที่ยังไม่มีสมาธิและความอดทน ตามเป้า จึงได้นักเรยี นทั้ง 3 คนมาทำการวิจัยโดยลองใช้วิธีการเดิม โดยให้นักเรียนทั้งสามคนมาฝกึ วาดนอกเวลาเรียนเปน็ เวลา 8 คร้ัง นกั เรยี นทง้ั 3 คน สามารถพัฒนาการวาดได้ดขี ึ้นในระดับหนึ่งใน ระยะเวลาทีก่ ําหนดให้ โดยสงั เกตไดจ้ ากคะแนนทใ่ี หใ้ นแตล่ ะครงั้ ดังนั้นวิธีการดังกล่าวสามารถพัฒนานักเรียนได้ในระดับหนึ่ง และในโอกาสต่อไปจะ พัฒนาการการวาดภาพของนกั เรียนทงั้ สามคนนโ้ี ดยอาจจะใช้วธิ ีการใหมต่ ่อไป ดิฉนั คดิ ว่างานวิจัยนี้มี สว่ นชว่ ยให้นกั เรียนมพี ัฒนาการวาดรูปได้นอกเหนอื จากเวลาเรยี นปกตไิ ด้จริง

43 ช่ือเรอื่ ง : สมรรถภาพทางกายของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ผูว้ ิจยั : นายวฒุ ิเดช รัญชนานนท์ กล่มุ สาระการเรียนรู้ : สุขศึกษาและพลศกึ ษา ปที ีท่ ำวจิ ัย : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ การวจิ ยั ครัง้ น้ีมีวัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ เพอ่ื ศึกษาข้อมูลดา้ นสมรรถภาพทางกายของนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแม่จันวิทยาคม เชียงราย ปีการศึกษา 2563 กลุ่ม ตัวอย่างทใี่ ช้คอื นักเรียนชายและนักเรียนหญงิ ระดับมธั ยมศึกษาชนั้ ปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2 โรงเรียนแม่ จนั วิทยาคม เชียงราย ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 369 คน เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั ได้แกข่ ้อมลู ทว่ั ไป ไดแ้ ก่ 1. อายุ 2. เกณฑม์ าตรฐานการทดสอบสมรรถภาพทางกายนกั เรยี น 5 รายการ 2.1 ยนื กระโดดไกล 2.2 วิ่งกลับตวั ระยะ 10 เมตร 2.3 ลกุ -นั่ง 30 วนิ าที 2.4 ความออ่ นตัว 2.5 ว่งิ เร็ว 50 เมตร 3. ผลจากการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 5 ด้าน อุปกรณท์ ใ่ี ช้ในการวิจัย 1. ใบบันทึกผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 2. แผ่นยางยนื กระโดดไกล 3. ไม้ว่งิ เกบ็ ของขนาด 5x5x10 เซนตเิ มตร จำนวน 2 ทอ่ น 4. เบาะรองสำหรับทดสอบลกุ -นงั่ 5. เครอื่ งวัดความออ่ นตวั 6. ลวู่ ง่ิ ทางเรยี บระยะทาง 50 เมตร 7. นาฬิกาจบั เวลา 8. โปรแกรมวเิ คราะหผ์ ลขอ้ มูลการเจริญเตบิ โตและการทดสอบสมรรถภาพทางกาย 5 ดา้ น การเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยการ 1. กำหนดรายละเอียดขน้ั ตอน และวันเวลาท่จี ะดำเนินการเกบ็ ข้อมูลผูเ้ รยี น 2. จดั เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทดสอบสมรรถภาพทางกาย

44 3. ดำเนนิ การทดสอบสมรรถภาพทางกายและบันทกึ ข้อมูลของผูท้ ดสอบ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้ใช้เครื่องมือวเิ คราะห์ผลการเจริญเติบโตและสมรรถภาพทางกาย 5 ด้าน โดย สร้างขึ้นจากโปรแกรม Microsoft Excel 2003 ใช้เกณฑ์อ้างอิง มาตรฐานสมรรถภาพทางกายของ กรมพลศึกษากระทรวงศกึ ษาธิการเปน็ ฐานข้อมลู และประเมนิ ผลผู้เรียนตามเกณฑ์ 5 ระดับ ดงั น้ี 1. เกณฑด์ มี าก 2. เกณฑ์ดี 3. เกณฑป์ านกลาง 4. เกณฑต์ ำ่ 5. เกณฑต์ ำ่ มาก สรุปผลการวิจัย จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลสมรรถภาพทางกายนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ระดับ มัธยมศกึ ษาชั้นปที ี่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 โรงเรยี นแมจ่ ันวทิ ยาคม สามารถสรุปไดว้ ่า มนี ักเรยี นอยใู่ นเกณฑด์ มี าก จำนวน 45 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 12.20 มีนักเรยี นอยใู่ นเกณฑ์ดี จำนวน 125 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 33.88 มีนักเรียนอยใู่ นกณฑ์ปานกลาง จำนวน 148 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 40.11 มีนกั เรียนอยใู่ นเกณฑต์ ่ำ จำนวน 45 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 12.20 มีนักเรยี นอยูใ่ นเกณฑ์ต่ำมาก จำนวน 4 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 1.08 มีนกั เรยี นไมส่ ามารถทดสอบสมรรถภาพไดจ้ ำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 0.54 รวม 369 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100.00

45 ชอ่ื เร่อื ง : การกำหนดราคาในระบบเศรษฐกิจ รายวิชา สังคมศึกษา รหัสวิชา ส 32102 โดยการใช้กลวิธี ถามคือสอน ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5/10 โรงเรยี นแมจ่ ันวิทยาคม ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 ผวู้ จิ ยั : นางสาวฉวีวรรณ คำปัน กลุม่ สาระการเรียนรู้ : สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ปีท่ีทำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ การศึกษาวจิ ยั คร้ังน้ีมวี ัตถุประสงค์กลวิธกี ารจดั การเรียนการสอนแบบถามคือสอน เร่อื ง การ กำหนดราคาในระบบเศรษฐกิจในรายวิชาสังคมศึกษา ผู้วิจัยได้จัดทำ แบบทดสอบ ชนิด ปรนัย จำนวน 20 ข้อแบบสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถาม แบบประเมนิ ผลงานนกั เรียนและได้ทำการนำผล ของเครื่องมือการเก็บข้อมูล มาหาค่า ร้อยละ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาข้อสรุปพร้อมทั้ง นำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยาย เพื่อศึกษาพฤติกรรมชองนักเรียนในเรื่องการกำหนด ราคาในระบบเศรษฐกิจ ผลการศึกษาปรากฏวา่ จากการศกึ ษาและวิเคราะหก์ ลวิธีการจดั การเรียนการ สอนแบบถามคือสอน เร่ือง การกำหนดราคาในระบบเศรษฐกิจในรายวชิ าสังคมศกึ ษา แสดงให้เห็นว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/10 ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะการคิด ถามคือสอนทำให้ผล งานของนกั เรียนตามระดบั คุณภาพดมี ากรอ้ ยละ 40.00 ในระดับดี ร้อยละ 33.33 ระดับพอใช้ร้อยละ 10.00 และระดับปรับปรุงร้อยละ 16.66

46 ช่อื เร่ือง : การใช้โจทย์ คาํ นวณดุลการชำระเงนิ ระหว่างประเทศ เพื่อสรา้ งความเข้าใจเกยี่ วกบั การค้า ระหวา่ งประเทศ สาระเศรษฐศาสตร์ วิชาสงั คมศึกษา ส32102 ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 5/4 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 ผ้วู จิ ยั : นางสงิ หท์ อง ชาวคําเขต กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ : สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ปที ที่ ำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดยอ่ การวจิ ัยในชนั้ เรียนครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย เพอ่ื 1. เพ่อื ใหน้ กั เรียนเข้าใจเร่อื ง ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น 2. เพื่อให้นักเรียนสามารถคํานวณ ดุลการชำระเงิน ระหว่างประเทศได้ ประชากรทีใ่ ช้ศึกษา นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนแมจ่ ันวทิ ยาคม ปี การศึกษา 2563 จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ครั้งนี้คือแบบฝึกทักษะการคํานวณ ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศทัง้ หมด 5 แบบฝกึ ซง่ึ ประกอบด้วย ดุลการคา้ ดุลบรกิ าร ดุลบริจาค ดลุ บญั ชที นุ เคล่อื นย้าย บัญชีดลุ ทุนสาํ รองระหวา่ งประเทศ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล แบบบนั ทึกคะแนน การแก้โจทย์ดุลบัญชีการชําระเงิน ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง วันที่ 8 – 12 มีนาคม 2564 การ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ ร้อยละ ของนักเรียนทั้ง 23 คนที่สามารถคํานวณดุลการชำระเงินได้ ถกู ตอ้ ง จำนวน 18 คน คดิ เป็น รอ้ ยละ 78.26 ผลการวิจยั พบว่า นักเรยี นรอ้ ยละ 80 สามารถอธบิ ายเกี่ยวกับดุลบัญชีการชําระเงินระหว่าง ประเทศประกอบด้วยดุลบัญชี ต่างๆ ได้จากการฝึกคํานวณตามโจทย์ที่กําหนดให้ และมีนักเรียน จำนวน 5 คน ต้องปรับโจทย์การคํานวณดุลการชำระเงิน ให้ง่ายขึ้นกว่านักเรียนอื่น จึงจะสามารถ คํานวณดุลการชำระเงินและอธบิ าย องคป์ ระกอบของดุลการชำระเงนิ ได้

47 ชือ่ เรอื่ ง : การศึกษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนโดยการใชส้ ือ่ วดี ีทัศนป์ ระกอบการสอนกลมุ่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรอ่ื งพทุ ธประวัติหน้ารขู้ องนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่จันวทิ ยาคม สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเชยี งราย ผูว้ จิ ัย : นางสาวนฤมล สารขตั ิ กล่มุ สาระการเรียนรู้ : สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปีทที่ ำวจิ ัย : พ.ศ.2563 บทคัดยอ่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบเน้นสื่อวดี ีทัศน์ประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง พุทธประวัติหน้ารู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัด กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบเนน้ สอื่ วดี ีทัศน์ประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนาและ วฒั นธรรม เร่ืองพทุ ธประวัติหนา้ รู้ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 และเพอื่ ศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นสื่อวีดีทัศน์ประกอบการสอน กลุ่ม สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องพุทธประวัติหน้ารู้ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี2/4 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นสื่อวีดี ทัศนป์ ระกอบการสอน กลุม่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม เรือ่ งพทุ ธประวัตหิ น้ารู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนแมจ่ ันวทิ ยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เชียงราย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 4 แผนการจัดการเรียนรู้ 2. แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ จำนวน 30 ข้อ 3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัด กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบเน้นสือ่ วีดที ศั นป์ ระกอบการสอน กลมุ่ สาระการเรียนรูส้ ังคมศกึ ษาศาสนาและ วัฒนธรรม เรื่องพุทธประวัติหน้ารู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม สำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษาเชียงราย เก็บขอ้ มลู โดยนําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นและแบบสอบถามความพงึ พอใจไปเกบ็ ขอ้ มูลด้วยตนเอง แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบเน้น สอ่ื วดี ที ัศน์ประกอบการสอน กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรือ่ งพทุ ธประวตั ิ หน้า ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบและแบบสอบถามไปตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง ความเหมาะสมและความสอดคล้องกับหลักสูตรและจุดประสงค์การ เรียนรู้ สำหรับข้อทดสอบได้นําไปทดลองกบั นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ผู้ที่เคยเรียนสาระศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม เร่ืองพระพทุ ธศาสนามาก่อน จำนวน 30 คน คดั เลอื ก ขอ้ ทดสอบที่มคี า่ ความยาก งา่ ย (p) และค่าอำนาจจําแนก (r) อยูใ่ นเกณฑท์ ่ีใช้ได้จำนวน 30 ข้อ คา่ สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบท้งั ฉบับเทา่ กับ 0.92 แสดงว่าเป็นแบบทดสอบท่ดี ี

48 ผลการศกึ ษาสรปุ ไดด้ ังน้ี 1. แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบเน้นสื่อวีดีทศั น์ประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรอ่ื งพุทธประวัติหน้ารู้ ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี น แม่จันวิทยาคม สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเชยี งราย มีค่าประสิทธิผลของกระบวนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้และประสิทธิภาพของผลลัพธ์หลังเรียน (E1/E2) เท่ากับ 82.48/86.84 สูงกวา่ เกณฑ์ที่กำหนดไว้ (80/80) แสดงว่าแผนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเน้นสื่อวีดีทัศน์ ประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรูส้ ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องพทุ ธประวัตหิ น้ารู้ มี ประสิทธิภาพ สามารถนําไปใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ทีส่ ่งผลต่อการเรียนรู้ของนกั เรียนได้เป็น อย่างดี 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบเน้นสื่อวีดีทัศน์ประกอบการ สอน กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม เรื่องพุทธประวตั หิ น้ารู้ ของนักเรียนชั้น มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนแมจ่ นั วทิ ยาคมวิทยาคม สำนักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษาเชียงราย กอ่ นเรยี นและหลงั เรียนแตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสาํ คัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 โดยทคี่ ะแนนเฉลย่ี หลังเรียน สงู กวา่ คะแนนเฉลยี่ กอ่ นเรียน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนโดยแผนการจัดกจิ กรรม การเรียนรู้แบบเน้นสื่อวีดีทัศน์ประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม เรื่องพุทธประวัติหน้ารู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษาเชยี งรายภาพรวมอย่ใู นระดับ มาก

49 ชอื่ เร่ือง : การพัฒนาทักษะการเรยี นรู้ เรอื่ งกรุงธนบุรี ของนกั เรยี นระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 โรงเรียนแมจ่ ันวทิ ยาคม โดยการเรยี นด้วยบทเรียนสำเรจ็ รปู ผวู้ จิ ัย : นายกฤษขจร ฟา้ เลศิ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ : สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปที ่ีทำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดยอ่ การวจิ ยั ครงั้ น้ีมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อ พฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ เรอ่ื งกรงุ ธนบุรี กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใชค้ ือ นักเรยี นระดับช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2 เคร่อื งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยไดแ้ ก่ โดยการเรยี นดว้ ยบทเรียนสำเร็จรปู การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล โดยการ ทำแบบทดสอบ Pre-test , Post-test ผลการวิจยั ปรากฏว่า จากการท าแบบทดสอบของนักเรยี นในระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ทั้งหมด 336 คน พบว่า ดา้ นครูผู้สอนมคี วามร้คู วามเขา้ ใจสามารถถา่ ยทอดความร้ใู ห้กบั นกั เรยี นใน ภาษาทเ่ี ข้าใจง่ายอกี ทง้ั ให้ความดูแลเอาใจใส่นกั เรยี นทกุ คนเป็นอยา่ งดี ใช้กริยาวาจาที่เหมาะสม นำ ความรใู้ หม่ ๆ มานำเสนออย่างตอ่ เนอ่ื งแตก่ ารใช้สื่อการเรียนการสอนมีนอ้ ย ไม่ทนั สมัยและยงั ไม่ เหมาะสม การฝึกปฏบิ ตั ิแผนทท่ี าคอ่ นขา้ งมากและตอ่ เน่อื ง ด้านผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนมาก มีความกระตือรือร้น มีทักษะและกระบวนการคิด ต่อวิชาประวัตศิ าสตรไ์ ด้ดีและครูผู้สอน แต่นักเรียนทบทวนเนื้อหาวิชาน้อยมากอีกทัง้ ไม่ชอบถามครู และไม่ชอบคน้ คว้าเพ่ิมเตมิ ดา้ นเนื้อหาวชิ ามีระดบั ความยากมากสำหรับนกั เรียนและเนื้อหาไม่ตอ่ เนอื่ ง อีกทง้ั นักเรยี นยัง ขาดความรพู้ ้นื ฐานดา้ นประวตั ศิ าสตร์ไทย

50 ช่ือเร่อื ง : เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนก่อนและหลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ในรายวชิ า หน้าทพี่ ลเมอื ง ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ก่อนและหลงั การจดั การเรียนรู้โดยใช้ เทคนคิ การสอนแบบเพอื่ นช่วยเพ่ือน ผู้วิจัย : นางสาวมัลลกิ า คูสีวิน กลมุ่ สาระการเรียนรู้ : สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ปที ่ที ำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดยอ่ การวิจัยในครั้งนมี้ วี ตั ถุประสงค์เพอ่ื เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นและหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา หน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการ จดั การเรยี นรโู้ ดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพ่ือนชว่ ยเพ่ือน 1. กลมุ่ ทศ่ี ึกษาเปน็ นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 จำนวน 38 คนของโรงเรียนแม่จันวิทยาคม อ.แม่จัน จ.เชียงราย ประจ าภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2563 ในการท าวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกศึกษานักเรียนที่เก่ง ปานกลาง และอ่อน เหตุผล เพราะครูผู้สอนต้องการพัฒนานักเรยี นทั้งหมดไปพรอ้ มๆกัน โดยแต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงใน การเรยี นรู้ด้วยการใหน้ ักเรียนไปคน้ คว้าหาขอ้ มูลจากแหลง่ ต่างๆ และสามารถนำไปประยกุ ต์ใช้ในชีวิต ประจ าวันได้เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนจัดการเรียนรู้และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาเรื่อง ความมีวินัยในตนเอง วิธีการให้นักเรียนไปค้นคว้าหาข้อมูลจาก แหลง่ ต่างๆ โดยเนน้ เทคนคิ การสอนแบบเพื่อนช่วยเพือ่ น สนทนา คิดและวิเคราะห์ พดู คุยกับนกั เรียน ควา้ หาความรู้เพิ่มเตมิ จากแหลง่ ต่างๆนอกห้องเรียนผลการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเร่ือง ความมีวินัยในตนเองของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ที่จัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้เทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว ้โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน เทา่ กับ 3.8936 และคะแนนค่าเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.03485 ทงั้ นี้เนอ่ื งจากแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมานั้นได้ผ่านการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อสอบกับ จุดประสงค์การเรียนรโู้ ดยผทู้ ่มี ปี ระสบการณแ์ ล้วจึงสามารถนำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรยี นไปใช้จรงิ ในการทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียนได้

51 ชื่อเรอ่ื ง : การพฒั นาการจัดการเรยี นรู้โดยใชก้ ารเรยี นรู้แบบรว่ มมอื กันเทคนคิ กลมุ่ ผลสัมฤทธ์ิ (STAD) เปรียบเทยี บกบั วธิ ีการสอนแบบปกติวชิ าสังคมพนื้ ฐาน(ส ๓๓๑๐๒) เรอ่ื ง วัฒนธรรม ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๖ ผ้วู ิจยั : นายนาํ ชัย หอมแกน่ จนั กลุม่ สาระการเรยี นรู้ : สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปีท่ที ำวจิ ยั : พ.ศ.๒๕๖๓ บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มวี ตั ถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนท่เี รยี น ดว้ ยวธิ ีการเรยี นรแู้ บบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนคิ STAD กับวธิ ีสอนแบบปกติ และเปรียบเทยี บ พฤตกิ รรม การทำงานกลุ่มของนักเรียนที่สอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้เทคนิค STAD กับวิธีสอน แบบปกติ ประชากรในการวจิ ัยครั้งน้ี คือ นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๖ โรงเรยี นแม่จนั วทิ ยาคม อำเภอ แมจ่ ัน จังหวดั เชยี งรายสำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษาเชยี งราย ทก่ี าํ ลังเรียนในภาคเรยี น ๒ ปี การศึกษา ๒๕๖๓ จำนวน ๒ ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น ๖๒ คน โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) เนอื่ งจากโรงเรียนแม่จันวทิ ยาคม เป็นโรงเรยี นมธั ยมศึกษาขนาดใหญ่ จำนวนนกั เรยี นท้งั ส้ิน ๒,๐๑๑ และมกี ารจัดการเรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๖ จำนวน ๑๐ หอ้ งเรยี น โดยผู้วิจัยได้ ทำการวิจัยจำนวน ๒ ห้องเรียน คือ ม.๖/๑ และ ม.๖/๒ เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการศึกษา คือ แผนการจัดการ เรียนรู้ของกลุม่ ทดลอง โดยใช้วิธีสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค (STAD) จำนวน ๕ แผน รวม ๑๒ ชัว่ โมง แผนการจดั การเรียนรู้ของกลมุ่ ควบคุม โดยใชว้ ธิ ีสอนแบบปกติ จำนวน ๕ แผนรวม ๑๒ ชั่วโมง แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กอ่ น-หลัง เรยี น เปน็ แบบทดสอบปรนัย ชนดิ ๔ ตวั เลอื ก จำนวน ๕๐ ข้อ และแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม เป็นแบบสอบถามมาตราสว่ นประมาณค่า ( Rating Scale ) มี ๕ ระดับ การวเิ คราะห์ขอ้ มูลใช้ t-test Independent คา่ เฉลย่ี และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนือ้ หา ผลการวิจยั พบว่า ๑. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรียนทเ่ี รียนด้วยวิธกี ารเรยี นรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD กับวิธีสอนแบบปกติ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .o๕ โดยนักเรียนที่เรียนรู้แบบ ร่วมมอื กันเรียนรเู้ ทคนคิ STAD มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นสงู กว่าวิธสี อนแบบปกติ ๒. พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่สอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค STAD กบั วธิ สี อนแบบปกติ แตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สาํ คญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .o๕ โดยนักเรียนทเ่ี รียนรู้แบบ ร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนคิ STAD มพี ฤตกิ รรมการทำงานกลุม่ ท่ีเหมาะสมกวา่ วธิ สี อนแบบปกติ

52 ช่ือเรอื่ ง : การส่งเสรมิ เจตคตใิ นการสง่ งานของนักเรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3/3 ผ้วู จิ ยั : นายธวชั ชยั ยะถา กลุ่มสาระการเรยี นรู้ : สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปีท่ีทำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดยอ่ การวจิ ัยครง้ั น้ีมจี ดุ ประสงค์ เพอื่ ส่งเสริมเจตคติในการสง่ งานของนกั เรยี นระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3/3 กลมุ่ ตัวอยา่ งทใี่ ชใ้ นการวิจัยเป็นนกั เรียนระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3/3 ทเ่ี รียน ในรายวิชาประวตั ศิ าสตรภ์ าคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 ของโรงเรยี นแม่จันวิทยาคม จำนวน 34 คน เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั การสง่ เสรมิ เจตคติโดยการใช้ค าพดู ในการเสริมแรง การส่งเสริมเจต คติในการใช้การใหร้ ะดับผลคะแนนการส่งงาน ระดบั ผลคะแนนการส่งงานวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ คา่ เฉลย่ี ร้อยละ ผลการวจิ ัยสรปุ ค่าเฉล่ยี ของการส่งงาน ในวชิ าประวัตศิ าสตร์หลงั การส่งเสรมิ เจตคติ พบวา่ การส่งงานสูงขึ้นกวา่ กอ่ นไดร้ บั การส่งเสริมเจตคตจิ าก 64.71 เปน็ รอ้ ยละ 79.41 ซึง่ หมายถงึ นักเรียนในระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3/3 ควรไดร้ บั การสง่ เสรมิ เจตคติจากครผู สู้ อน เพือ่ ช่วยให้ นกั เรยี นมคี วามรบั ผดิ ชอบในการสง่ งานสงู ข้ึน

53 ช่ือเรื่อง : การพฒั นาการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชก้ ารเรียนร้แู บบรว่ มมอื โดยใช้เทคนิค Teams-Games- Tournaments (TGT) เปรยี บเทียบวิธกี ารสอนแบบปกติ เร่ืองประวตั ศิ าสตร์สมัยใหม่ วชิ าประวัตศิ าสตร์ (ส33104) ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ผู้วจิ ัย : นางสาวศุทธน์ ชั ชา สารนันต์ กล่มุ สาระการเรียนรู้ : สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปที ่ีทำวิจยั : พ.ศ.2563 บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน ด้วยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนิค Teams-Games-Tournaments (TGT) กับวิธีสอนแบบ ปกติ และเปรยี บเทยี บ พฤติกรรมการทำงานกลมุ่ ของนกั เรียนที่สอนดว้ ยวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดย ใชเ้ ทคนคิ Teams-Games-Tournaments (TGT) กับวธิ ีสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้องม.6/1 จำนวน 30 คน และ ม.6/2 จำนวน 32 รวม 62 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มทดลอง โดยใช้วิธีสอนแบบ ร่วมมือกันเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค Teams-Games-Tournaments (TGT) จำนวน 5 แผน รวม 7 ชั่วโมง แผนการจดั การเรยี นรู้ของกลุ่มควบคุม โดย ใชว้ ธิ ีสอนแบบปกติ จำนวน 5 แผนรวม 7 ช่ัวโมง แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น กอ่ น-หลงั เรยี น เปน็ แบบทดสอบปรนัย ชนดิ 5 ตวั เลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน กลุ่ม เป็น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) 4 ระดบั การเก็บรวบรวมข้อมลู โดยการ 1. ทดสอบก่อนเรียนกบั กลุ่มทดลองและกลุม่ ควบคมุ โดยใชแ้ บบทดสอบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น กอ่ นเรียน เรือ่ งประวัติศาสตรส์ มยั ใหม่ จำนวน 40 ขอ้ เวลา 40 นาที 2. ดำเนินการสอนตามแผนการจดั การเรยี นรกู้ บั นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6 โดยใช้แผนการ จัดการเรียนรู้ แบบรว่ มมือกนั เรียนรู้ เทคนิค Teams-Games-Tournaments (TGT) จำนวน 5 แผน เปน็ เวลา 7 ช่ัวโมง และ ใชแ้ ผนการจดั การเรียนรูแ้ บบปกติ จำนวน 5 แผน เป็นเวลา 7 ชั่วโมง แบบคูข่ นานสองหอ้ งแตกต่างกนั โดยผ้วู จิ ยั เปน็ ผ้สู อนเอง 3. ครูสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม ท้ังกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคมุ 4. ทดสอบหลังเรยี นกบั กลมุ่ ทดลองและกลมุ่ ควบคุม โดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หลังเรยี น เร่ืองประวตั ิสาสตร์สมัยใหม่ จำนวน 40 ขอ้ เวลา 40 นาที วเิ คราะหข์ อ้ มูลโดยใช้สถติ ิ ใช้ t-test Independent คา่ เฉล่ีย (X) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวเิ คราะห์เน้ือหา

54 ผลการวิจยั ปรากฏวา่ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นท่เี รียนด้วยวธิ กี ารเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ โดยใชเ้ ทคนคิ Teams-Games-Tournaments (TGT) กบั วธิ ีสอนแบบปกติ แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 โดยนักเรียนที่ เรียนรู้แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยใช้เทคนิค Teams-Games- Tournaments (TGT) มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นสงู กว่าวิธสี อนแบบปกติ 2. พฤติกรรมการทำงานกลุม่ ของนกั เรียนทสี่ อนดว้ ยวธิ กี ารเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ โดยใชเ้ ทคนิค Teams- Games-Tournaments (TGT) กบั วธิ ีสอนแบบปกติ แตกตา่ งกันอย่างมนี ยั สําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 โดยนักเรียนที่ เรียนรแู้ บบรว่ มมอื กันเรียนรู้โดยใชเ้ ทคนิค Teams-Games-Tournaments (TGT) มีพฤติกรรมการทำงานกลุ่มทเี่ หมาะสมกวา่ วธิ สี อนแบบปกติ

55 ชอ่ื เร่ือง : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการสอนแบบรว่ มมอื ด้วยเทคนคิ STAD ผู้วจิ ัย : นางอัญชลี ขาเลศกั ดิ์ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ : สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปที ท่ี ำวจิ ยั : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ การวิจัยครั้งนี้มวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อ ต้องการยกระดับผลสัมฤทธิท์ างการเรียน ของนักเรียนใน ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 กล่มุ ตวั อย่างทใี่ ชค้ ือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. คะแนนที (T-score) 2. แผนการจัดการเรียนรู้วิชา สังคม ศึกษาโดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD ภาคเรียนท่ี 2/2563 3. แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นวิชา สังคมศกึ ษา การเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยการ.เก็บจากแหลง่ ปฐมภมู ิ (การสงั เกต การทดสอบ การนําเสนอ รายงานการทำแบบทดสอบ วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใช้สถิติ(ถา้ มี) 1. หาคา่ เฉลีย่ ของคะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังเรยี น 2. หาค่าเฉลี่ยของแบบสอบถามความพงึ พอใจในการเรียนวชิ าสงั คมศึกษา ผลการวจิ ยั ปรากฏวา่ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา หลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือโดยใชเ้ ทคนคิ STAD เพม่ิ สูงข้ึน 2. ความพึงพอใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD อยู่ใน ระดับพงึ พอใจมาก

56 ช่ือเรอื่ ง : สง่ เสรมิ การมสี มาธเิ พอ่ื ประเทอื งปญั ญาโดยมงุ่ เน้นกิจกรรมที่ต้องใชส้ มาธกิ บั นักเรยี น ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2/3 โรงเรียนแมจ่ นั วิทยาคม ผ้วู ิจยั : นางทพิ วรรณ บญุ หวาน กล่มุ สาระการเรยี นรู้ : สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ปีที่ทำวิจยั : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ การวิจยั ครง้ั น้มี วี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือ ปรับพนื้ ฐานและสร้างสมาธิในช้ันเรยี น กลมุ่ ตัวอย่างท่ีใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ใบบันทึกพฤติกรรมจากการทำ กิจกรรม การสมั ภาษณ์ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยการ สมั ภาษณ์ บนั ทึกพฤตกิ รรม ผลการวิจัยปรากฏว่า จากการดำเนินงานตัง้ แต่ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563–25 กุมภาพนั ธ์ 2564 เรื่องส่งเสริมการมีสมาธิเพื่อประเทืองปัญญาโดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิกับนักเรียน ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 / 3 ผูว้ จิ ัยสรปุ รายงานผลการดำเนินงาน ดงั นี้ 1. นักเรยี นเป็นผู้ฟังมากข้ึน 2. นกั เรียนใช้สมาธใิ นการจดจ ามากขน้ึ 3. มอี ุปสรรคในการด าเนินงานบ้าง เพราะมีกิจกรรมจากงานโรงเรียนมาแทรกในบางคร้ัง

57 ช่อื เรอ่ื ง : การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ เร่อื ง วันสำคญั ทาง พระพทุ ธศาสนา รายวิชาสงั คมศึกษา รหัสวิชา ส 31102 ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 ผวู้ จิ ยั : นางทัศนยี ์ ปรุ ณะพรรค์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ : สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ปีท่ที ำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ การวิจยั ครั้งนี้มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อ เพ่ือเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรียนกอ่ นเรียนและหลงั เรียน โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ เรือ่ ง วันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา กล่มุ สาระการเรยี นรูส้ ังคม ศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 และเพอื่ พฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรอื่ ง วนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ กลุม่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 กลุม่ ตัวอย่างทใ่ี ช้คือ นักเรียนระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนแมจ่ นั วิทยาคม สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษาเชยี งราย เขต 36 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 40 คน เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวิจัยได้แก่ 1. แบบฝึกทกั ษะ เร่อื ง วันสำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 2. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรือ่ ง วนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 จำนวน 15 ขอ้ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู โดยการ 1. ผู้วจิ ัย นำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธกิ์ ่อนเรยี น เร่ือง วันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา จำนวน 15 ข้อ ใหน้ กั เรยี นกลมุ่ ตวั อย่าง ทำแบบทดสอบ และยงั ไม่แจ้งผลการตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 2. ผวู้ จิ ัย นำแบบฝึกทักษะ เรอ่ื ง วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ไปใช้กับนักเรยี นกลุ่มตัวอยา่ ง จำนวน 40 คน 3. ผวู้ ิจยั นำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิห์ ลงั เรยี น เร่ือง วนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา จำนวน 15 ขอ้ ใหน้ ักเรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ งทำแบบทดสอบ และแจ้งผลการตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรียนให้ นักเรยี นทราบเปน็ รายบุคคล วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถติ ิ ร้อยละ (Percentage) ผลการวจิ ัยปรากฏวา่ เม่อื พิจารณารายคน พบว่า ทกุ คนมผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเพิ่มข้นึ ไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 20 ตามเกณฑค์ ุณภาพความสำเรจ็ ที่กำหนดไว้ แสดงวา่ แบบฝกึ ทกั ษะ เร่ือง วันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา สง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นสูงข้นึ ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมติฐานท่ีตงั้ ไว้

58 ชื่อเร่อื ง : การจดั การเรยี นรู้แบบเชิงรกุ รายวชิ าอุตุนยิ มวทิ ยาตามกรอบมาตรฐานผลการ เรยี นร้ขู องหลักสตู รสถานศกึ ษา รายวชิ า อุตนุ ยิ มวิทยา รหัสวชิ า ว 32264 ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรยี นแมจ่ ันวทิ ยาคม ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 ผวู้ ิจัย : นางกานดา ชว่ งชัย กล่มุ สาระการเรยี นรู้ : วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปีที่ทำวิจยั : พ.ศ.2563 บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะการเรียนรู้เชิงรุกของ นกั เรยี นระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5และเพือ่ พัฒนาแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ส่งเสริมทกั ษะการเรียนรเู้ ชิง รกุ สำหรบั นกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4เรือ่ งการจดั การเรียนรู้แบบเชงิ รกุ รายวิชาอุตุนิยมวิทยา ตามกรอบมาตรฐานผลการเรยี นร้ขู องหลกั สตู รสถานศึกษา รายวชิ า อตุ ุนิยมวทิ ยา รหสั วชิ า ว 32264 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนแม่จันวิทยาคม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 กลุ่ม ประชากรที่ใช้คือนกั เรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5/1-5/4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไดแ้ ก่แผนการ จัดการเรียนรู้ รายวิชา อตุ นุ ยิ มวทิ ยา รหสั วชิ า ว 32264 วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติรอ้ ยละ ผลการวจิ ัยปรากฎว่า การศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อทักษะการเรียนรู้เชิงรุก ของผู้เรียนเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การ แก้ปัญหา และต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 1 ด้าน ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ (ควรศึกษาเพิ่มเติม ดา้ นความคิดสรา้ งสรรค์)

59 ชือ่ เรอ่ื ง : รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรเู้ ชิงรุก (Active learning) รายวชิ า ว33226 เคมี 6 เร่อื ง เคมีกบั การแก้ปญั หา สำหรับนกั เรียนระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ผ้วู ิจัย : นางเกศินี ทองอ่ำ กล่มุ สาระการเรียนรู้ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีทท่ี ำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6 เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา สำหรับนักเรยี นระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูเ้ ชิงรุก (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6 เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มี ประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพ่ือศกึ ษาทกั ษะการแกป้ ัญหาของนักเรยี น ก่อนและหลังจากการ เรยี น ดว้ ยชดุ กจิ กรรมการเรียนรเู้ ชิงรกุ (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6 เร่ือง เคมีกับการ แก้ปัญหา สำหรับนักเรยี นระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 3) เพื่อศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนต่อชุด กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยน าไปใช้กับนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ - คณติ ศาสตร์ ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6/1 – 6/3 โรงเรียนแมจ่ นั วทิ ยาคม ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 97 คน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6 เรอ่ื ง เคมกี บั การแกป้ ญั หา สำหรับนกั เรยี นระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปี ที่ 6 แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน และแบบประเมินความพงึ พอใจตอ่ ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการศกึ ษาพบว่า 1) ชุดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ ชงิ รกุ (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6เร่ือง เคมกี บั การ แก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ 80.25/82.40 สูงกว่าเกณฑ์ท่ี กำหนด 2) นกั เรยี นมีทักษะการแกป้ ญั หาหลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิติ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) รายวิชา ว33226 เคมี 6 เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับ มาก

60 ชือ่ เรือ่ ง : การพัฒนากจิ กรรมการเรียนการสอนเพอ่ื เพิ่มศักยภาพให้แก่ผเู้ รยี น โดยเนน้ ผ้เู รียนเป็น สำคัญในวชิ าวทิ ยาศาสตรก์ ับความงาม เรือ่ ง สมุนไพรในอาหาร ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษา ปีที่ 1/1 โรงเรียนแมจ่ ันวิทยาคม ผวู้ ิจยั : นางสาวชนิสรา จณิ ะไชย กลุม่ สาระการเรยี นรู้ : วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปีท่ีทำวจิ ัย : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ การวิจัยครงั้ น้เี ป็นการวจิ ัยเชงิ ปริมาณ เพอื่ พฒั นาใหผ้ ้เู รียนมีความเขม้ แข็งทางปญั ญา มีการ เรยี นรู้อยา่ งตอ่ เนือ่ ง และสร้างองคค์ วามรู้ใหม่ เพ่ือพฒั นาศกั ยภาพและขีดความสามารถในการดำเนิน ชีวิตอย่างมั่นคง ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง การศกึ ษา ทัง้ ในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรยี น การศกึ ษาตามอัธยาศัยการจัดการศกึ ษาทเี่ น้น ผเู้ รียนเปน็ สำคญั การเรยี นการสอนในแนวนที้ ำให้ผู้เรียนเรยี นร้จู ากการแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง มากขึน้ สอดคลอ้ งกับความสามารถของผูเ้ รยี นแตล่ ะคน ทำให้ผู้เรียนมีปฏสิ ัมพันธต์ ่อกัน ได้ แลกเปลยี่ นขอ้ มูล ความรู้ ความคิดและประสบการณ์ ผเู้ รียนมีบทบาทและมีส่วนรว่ มในกระบวนการ เรยี นรู้ควบคู่ไปกบั ผลงาน ความรู้ทีสรปุ ได้จากการศกึ ษาคน้ คว้า และสามารถนำความรู้ทีไ่ ดร้ ับไปใช้ ประโยชน์ในชวี ิตประจำวนั ได้ การพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือเพิม่ ศักยภาพใหแ้ กผ่ เู้ รยี น โดยเน้นผเู้ รียนเป็นสำคัญ ในวิชาวทิ ยาศาสตรก์ ับความงาม เร่อื ง สมุนไพรในอาหาร ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1/1 โรงเรยี นแมจ่ นั วทิ ยาคม การวิจัยครัง้ นม้ี ีวตั ถปุ ระสงค์เพือ่ 1). ให้ผู้เรยี นมศี กั ยภาพเพ่ิมขน้ึ การเรียนการ สอน ซง่ึ มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2). เปรยี บเทียบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอ่ นเรียนและ หลังเรียนโดยใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้ แบบเนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคญั 3). ผู้เรียนทีเ่ รียนดว้ ยแผนการ จดั การเรยี นรู้มคี วามพึงพอใจอยู่ระดบั มาก กลุ่มตวั อยา่ งทใี่ ช้คือ นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1/1 โรงเรียนแมจ่ นั วิทยาคม จำนวน 30 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 ซง่ึ ไดม้ าโดยการเลือกแบบ เจาะจง เคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั ไดแ้ ก่ แผนการจดั การเรยี นรู้ ทง้ั หมด 1 แผน แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและแบบประเมนิ ความพึงพอใจ ผลการวจิ ยั ปรากฏวา่ ประสทิ ธภิ าพของแผนการจัดการเรียนรู้ การพฒั นากจิ กรรมการเรยี น การสอนเพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้เรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในวิชาวิทยาศาสตร์กับความงาม เร่อื งสมุนไพรในอาหาร ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1/1 โรงเรยี นแมจ่ ันวทิ ยาคม ทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ 81.50/82.67 ซึง่ เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกำหนด และมีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น แตกตา่ งกันอย่างมี นัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .01 โดยมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน และ แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผ้เู รียนเปน็ สำคญั มีความพึงพอใจอยู่ในระดบั มาก

61 ชือ่ เร่อื ง : การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและความพงึ พอใจในการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรก์ ายภาพ ของนกั เรียน ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5/7 ด้วยการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือโดยใช้เทคนิค STAD ผู้วจิ ยั : นางธิดา จินะศรี กลุ่มสาระการเรียนรู้ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปที ีท่ ำวจิ ยั : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์กายภาพ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5/7 โรงเรยี นแมจ่ ันวทิ ยาคม ที่ได้รับการจัดการเรียนร้แู บบร่วมมือโดย ใช้เทคนคิ STAD 2) ศึกษาความพงึ พอใจในการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์กายภาพของนกั เรยี นมัธยมศึกษาปี ที่ 5/7 โรงเรียนแมจ่ นั วทิ ยาคม ท่ี ไดร้ ับการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือโดยใช้เทคนคิ STAD จำนวน 41 คน เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจยั คือ จัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD แบบสอบถามความ พึงพอใจในการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ แบบทดสอบก่อนและหลงั เรยี น เร่อื ง อาหาร สถิติท่ีใช้ใน การวิจัย ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบค่าที (t-test) และระดับ นัยสาํ คญั ทางสถติ ิ ผลการวิจัยพบว่า การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลีย่ ทั้งสองกลุ่มของผูเ้ รียน ก่อนเรยี นมี คะแนนเฉลยี่ 9.61 คะแนน และคะแนนเฉล่ียหลงั เรียนเท่ากับ 16.66 คะแนนเมื่อเปรียบเทียบแล้วมี ความแตกต่างกันเทา่ กับ -7.05 คะแนน ดังนั้นจากการทดสอบสถิติ t พบว่า ค่าเฉลี่ยระหว่างผู้เรยี น หลังเรียนสงู กว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคญั ทางสถิติที่ระดับ 0.01 และความพงึ พอใจใน การเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์กายภาพที่จัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือโดยใชเ้ ทคนคิ STAD อยใู่ นระดับพึงพอใจ มาก

62 ชอ่ื เรอื่ ง : การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าชีววทิ ยา เรื่องการศกึ ษาความหลากหลายทาง ชีวภาพ โดยใชการจดั กิจกรรมการเรยี นรูแบบเชงิ รุก (Active learning) ของนกั เรียน ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนแม่จันวทิ ยาคม อำเภอแมจ่ นั จงั หวดั เชียงราย ผ้วู จิ ัย : นางสาวบณุ ณดา ยอดแกว กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ : วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปที ่ที ำวจิ ยั : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ การวจิ ัยครง้ั นี้ มวี ตั ถปุ ระสงคเพ่ือพฒั นาการจัด กจิ กรรมการเรยี นรูวิชาชีววทิ ยาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โดยใชการจัดกิจกรรมการเรียนแบบเชิงรุก ที่มีประสิทธิภาพ (E1/E2) กำหนด เกณฑ 75/75 ศึกษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาชวี วิทยา และศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนท่ีมีตอ การจัดกิจกรรมการเรียนรู โดยใชการสอนแบบเชิงรุก เรื่องการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ กลมุ่ ตัวอย่าง คอื นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 6/2 จำนวน นักเรยี น 32 คน ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2563 โรงเรยี นแมจ่ นั วทิ ยาคม ได้มาโดยการสุ่มตวั อย่างแบบแบงกลุม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ประกอบดว้ ย 1) แผนการจัดการเรยี นรู จำนวน 12 ชวั่ โมง 2) แบบทดสอบ วดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 30 ขอ และ 3) แบบสอบถามความพึง พอใจ จำนวน 20 ขอ สถติ ทิ ่ี ใชในการวเิ คราะหข์ ้อมูล ไดแ้ ก ร้อยละ คาเฉล่ยี สวน เบย่ี งเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการวจิ ยั พบวา 1) การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูวชิ า ชวี วทิ ยา ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 6 โดยใชการจดั กิจกรรมการเรียนแบบเชงิ รุก ที่มีประสทิ ธภิ าพเทากบั 78.70/79.81 ซงึ่ สูงกวา่ เกณฑทกี่ ำหนดไว 2) นักเรียนทีเ่ รียนโดยใชแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูแบบ กระตือรอื รน มผี ลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนสงู กวา่ เกณฑร้อยละ 75 อยา่ งมีนยั สําคญั ท่ี .05 3) นกั เรยี นมีความพึงพอใจตอ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรูแบบเชงิ รกุ โดยรวมอยู่ใน ระดบั มากทส่ี ดุ

63 ชือ่ เรอ่ื ง : การพัฒนาผลการเรยี นโดยใช้ค่บู ัดด้ี(Baddy)รายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐานระดบั ชั้น มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ผู้วจิ ัย : นางปัทมภรณ์ ปญั ญาวงค์ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ : วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปีที่ทำวจิ ยั : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ การวิจยั ครัง้ นีม้ วี ตั ถุประสงคเ์ พือ่ พัฒนาผลการเรียนของนกั เรียนให้ดขี ้ึน กลมุ่ ตัวอยา่ งทใี่ ชค้ ือ นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 5 คบู่ ดั ดี้เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการจัดการเรยี นการสอน (บันทกึ การสง่ งานและเกบ็ คะแนน) เก็บรวบรวมข้อมลู โดยการ คัดเลือกนักเรียนที่ส่งงานครบทุกชิ้นงานแล้วจับคู่บัดดี้กับนักเรียนที่ไม่ส่งงานหรื อส่งงานน้อยมาก เพื่อให้คู่บัดดี้ช่วยกำกับติดตาม ในการทำงานของเพื่อนและให้นำงานที่ค้างมาส่งงานในชั่วโมงเรียน ถัดไป ผลการวิจัยปรากฏว่านักเรียนที่ไม่ส่งงาน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นโดยทยอยส่งงานหรือชิ้นงาน จนกระท่งั สง่ งานครบทุกชิ้น ซึ่งส่งผลใหม้ ีคะแนนเกบ็ ในแตล่ ะหน่วยเพม่ิ ข้ึน ทำให้นักเรียนท่ีค้างสง่ งาน มีผลการเรยี นทีผ่ ่านเกณฑต์ ามกำหนด

64 ชือ่ เร่อื ง : การพฒั นาแอปพลเิ คชันเพื่อการเรยี นรู้บนระบบปฏบิ ตั ิการแอนดรอยด์ วิชาการออกแบบเทคโนโลยเี รื่อง กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม สำหรับนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นแม่จนั วิทยาคม ผวู้ ิจัย : นางพรวมิ ล ไชยสุข กล่มุ สาระการเรียนรู้ : วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปที ท่ี ำวจิ ยั : พ.ศ.2563 บทคดั ยอ่ การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเ์ พื่อ 1) พัฒนาแอปพลเิ คชันเพ่ือการเรียนรู้บนระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ วิชาการออกแบบเทคโนโลยีเรอื่ ง กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรมสำหรบั นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนของ นักเรียนที่เรียนด้วยแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์วิชาการออกแบบ เทคโนโลยีเรื่อง กระบวนการออกแบบเชิงวิศว กรรม และ 3)ศึกษาความคิดเห็นของนักเรยี นที่เรียน ด้วยแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์วิชาการออกแบบเทคโนโลยีเรื่อง กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม กลมุ่ ตัวอย่างทใี่ ช้ในการวิจยั คอื นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ทกี่ าํ ลังศกึ ษาภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 โรงเรยี นแมจ่ นั วทิ ยาคม จำนวน 39 คน ไดม้ าโดยวธิ กี ารสมุ่ แบบกลุ่ม เคร่อื งมือ ทใี่ ช้ในการวจิ ัย ประกอบดว้ ย 1) แอปพลเิ คชันเพอ่ื การเรยี นรูบ้ นระบบปฏบิ ัตกิ ารแอนดรอยด์ วชิ า การออกแบบเทคโนโลยีเรื่อง กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 2) แบบทดสอบก่อนและ แบบทดสอบหลังเรียนแบบคู่ขนาน และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียน ดว้ ยแอปพลิเคชันเพอ่ื การเรียนรู้ สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูล ไดแ้ ก่ คา่ ประสิทธิภาพ E1/E2 ร้อยละ ค่าเฉลีย่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) แอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์วิชา การออกแบบและเทคโนโลยีเรื่อง กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มีประสิทธิภาพ 81.60/81.33 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ กำหนด 80/80 2) นักเรียนที่เรียนด้วยแอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้บน ระบบปฏบิ ัติการแอนดรอยด์ วชิ าการออกแบบเทคโนโลยีเรื่อง กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม มี ความ ก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความ คิดเห็นต่อ แอปพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้บน ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ วิชา การออกแบบและ เทคโนโลยี เรอ่ื ง กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม ในระดับเห็นดว้ ยมาก

65 ชอื่ เรอ่ื ง : เพ่ือศึกษาผลของการใชแ้ รงเสรมิ ทางบวกดว้ ยสมุดสะสมแตม้ ในการเรียนรายวิชา วิทยาการคาํ นวณที่ส่งผลตอ่ พฤตกิ รรมความรับผิดชอบการสง่ งานของนกั เรยี น ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรยี นแมจ่ นั วิทยาคม ผ้วู จิ ัย : นางสาวพิชชยานาฏ รีรกั ษ์ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีทท่ี ำวจิ ยั : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการใช้แรงเสริม ทางบวกด้วยสมุดสะสมแต้มในการเรียนรายวิชาวิทยาการคํานวณ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความ รับผดิ ชอบการส่งงานของนกั เรยี น ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นแม่จันวทิ ยาคม ประชากรของการวจิ ัยครัง้ นี้ คือ นกั เรยี นระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนแมจ่ ันวทิ ยาคม ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวดั เชียงราย กลุม่ ตัวอย่าง คือ นกั เรียนระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนแมจ่ นั วทิ ยาคม ตำบลปา่ ซาง อำเภอแม่จนั จังหวัดเชียงราย ในภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบสังเกตพฤติกรรมความ รบั ผิดชอบตอ่ งานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายของนกั เรยี น ผลการวิจัยปรากฏวา่ นักเรียนระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 มพี ฤติกรรมความรบั ผิดชอบในการ ทำงานที่ได้รับมอบหมายในรายวิชาวิทยาการคํานวณมากขึน้ หลังการใช้แรงเสริมทางบวกด้วยสมดุ สะสมแต้มและมีพฤติกรรมความรับผิดชอบในการทำงานที่ได้รับมอบหมายสูงกว่าร้อยละ 60 ซ่ึง เปน็ ไปตามเกณฑท์ ี่ตงั้ ไว้

66 ชือ่ เร่อื ง : ผลการจัดการเรยี นรตู้ ามแนวคดิ สะเต็มศึกษา เร่ือง ปฏิกิรยิ าเคมี ผ่านกจิ กรรมออกแบบ วิธกี ารลดปรมิ าณกา๊ ซเรอื นกระจกได้อย่างไร ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 ผูว้ ิจัย : นางศภุ าลยั ช่างศิลป์ กลุม่ สาระการเรียนรู้ : วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปที ่ที ำวจิ ยั : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เรื่อง ปฏิกิริยาเคมี ผ่านกิจกรรมออกแบบ วิธีการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแม่จัน วิทยาคม มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการคิด กระบวนการออกแบบ และกระบวนการ แกป้ ญั หา ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพือ่ ศึกษาความสามารถในแก้ปัญหาของผู้เรียน กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3/2 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 ของ โรงเรียนแมจ่ นั วิทยาคม จำนวน 35 คน กล่มุ ตวั อยา่ งได้รบั วธิ กี ารเรียนรู้ตามแนวทางการจัดการเรียน การสอน โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้สะเต็มศกึ ษา 5 ขนั้ คือ ข้นั ที่ 1 ข้นั ระบปุ ัญหา ขนั้ ที่ 2 ขน้ั รวบรวม ข้อมูลและแนวคิดเก่ียวกับปญั หา ขั้นท่ี 3 ขน้ั วางแผนและกระบวนการแก้ปญั หา ขั้นท่ี 4 ข้ันทดสอบ และปรับปรุงแก้ไขชิ้นงานขั้นที่ 5 ขั้นนําเสนอวิธีการแก้ปัญหาและผลการแก้ปัญหาชิ้นงาน และวัด ประเมินผลตามแนวทางสะเต็มศึกษา คือ การประเมินจากสภาพจริง เป็นการประเมินผลจากการ สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในระหว่างการลงมือปฏิบัติ การนําเสนอวิธีการแก้ปัญหา และประเมิน ความสามารถในการแก้ปัญหาโดยใช้แบบทดสอบข้อเขียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยและ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบว่า ผู้เรียนสามารถระบุปัญหาร่วมกันภายในกลุ่ม เสนอแนวคิดในการ แก้ปัญหาซ่ีงมีการรวบรวมข้อมลู จากการสบื คน้ ขอ้ มูล เขียนเค้าโครงของการแกป้ ัญหา ลงมอื ปฏบิ ตั ิหา ประสิทธิภาพของชิ้นงาน สามารถนําเสนอวิธีการแก้ปัญหา และผลการแก้ปัญหาต่อสาธารณะชน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 89

67 ชอื่ เรือ่ ง : การศกึ ษาประสิทธภิ าพของการวดั และประเมินผลการเรยี นรผู้ ่านเกมโดยใช้โปรแกรม ออนไลนร์ ่วมกับการทดสอบแบบปกติต่อการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรยี น ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 5 ในรายวชิ าเคมี ว32224 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 ผูว้ ิจยั : นางสาวสุมารินทร์ นิโรจน์ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ : วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปที ่ที ำวิจยั : พ.ศ.2563 บทคัดยอ่ การวิจยั คร้ังนีม้ วี ัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ ศกึ ษารูปแบบของการวัดและประเมนิ ผลผ่านเกมโดยใช้ โปรแกรมออนไลน์รว่ มกบั การทดสอบแบบปกตเิ พือ่ พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 ในวิชาเคมี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1-5/4 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม จำนวน 110 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบทดสอบความรู้ โปรแกรมแบบทดสอบออนไลน์ ได้แก่ แอปพลเิ คชัน Quizizz และ แอปพลเิ คชัน Kahoot เหตุผลท่ีใช้ โปรแกรมดังกล่าว เนือ่ งจากในปกี ารศกึ ษา 2562 ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที ี่ 5 ต่อการวดั และประเมนิ ผลระหว่างเรียนโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ในวิชาเคมี พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก และมีเจคติที่ดตี อ่ การเรยี นเคมีสงู ข้ึน และจากการสะท้อนของ นักเรยี นเก่ยี วกบั การทดสอบเกบ็ คะแนน ท าให้ทราบวา่ นักเรียนมีความต้องการการสอบเก็บคะแนน ในรปู แบบใหมท่ ่ไี มน่ ่าเบื่อ และมีความท้าทายมากกว่าการสอบแบบปกติ ดังนน้ั ผู้วิจัยจึงปรับรูปแบบ ของการสอบเก็บคะแนนให้มีความหลากหลาย จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบ 1 การทดสอบผ่าน เกมโดยใชโ้ ปรแกรมออนไลน์แบบเดี่ยว รปู แบบ 2 การทดสอบผ่านเกมโดยใช้โปรแกรมออนไลน์แบบ จับคู่/กลุ่ม และ รูปแบบ 3 การทดสอบปกติโดยใช้กระดาษแบบเดี่ยว การเลือกรูปแบบการทดสอบ ผู้วิจัยจะพิจารณาตามความเหมาะสมของเนื้อหา หากเป็นเนื้อหาประเภทความรู้ความเข้าใจจะ ทดสอบแบบปรนัย โดยใช้รปู แบบที่ 1 และ 2 และหากเป็นเน้อื หาประเภทคำนวณหรอื การนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้จะทำการทดสอบแบบอตั นัยโดยใช้รูปแบบที่ 3 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบทดสอบ เรื่อง กรด-เบส แบบปรนัย จำนวน 4 ชุด และ แบบอัตนัย จำนวน 3 ชุด จากนั้นทำการวิเคราะห์ ขอ้ มูลโดยเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิท์ างเรยี นของนักเรยี นในกลมุ่ ตัวอยา่ งเดียวกันในภาคเรียนที่ 1 ปี การศกึ ษา 2563 สถติ ทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ ไดแ้ ก่ รอ้ ยละ คา่ เฉลี่ย ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัย พบวา่ 1) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผา่ นเกมโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ ร่วมกับการทดสอบแบบปกติสง่ ผลตอ่ การพฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปี ที่ 5 ในรายวิชาเคมี 2) รูปแบบการวัดและประเมินผลไม่มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน กลุ่มเกง่ แตม่ ผี ลตอ่ นักเรยี นกลุ่มปานกลาง และออ่ น โดยท าให้นักเรยี นกล่มุ ปานกลาง และออ่ น มผี ล การเรียนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) การวัดและประเมินผลรูปแบบ 2 มีผลต่อ การพัฒนาผลการเรียนของนกั เรียนกลุ่มปานกลาง และอ่อนมากกว่ารูปแบบ 1 และ 3

68 ชอื่ เรอื่ ง : การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในการสรุปองค์ความรูด้ ว้ ยตนเอง โดยใช้การทำภาพกราฟกิ (Infographic) เรื่อง การเปลย่ี นแปลงภูมอิ ากาศโลก ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนแม่จนั วทิ ยาคม ผูว้ ิจัย : นางสาวอรจิรา ศรสี ขุ กลุ่มสาระการเรียนรู้ : วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปที ที่ ำวจิ ัย : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการสรุปองค์ความรู้ด้วย ตนเอง โดยใช้เทคนิคการทำภาพกราฟิก (Infographic) เรื่อง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ของ นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนแมจ่ ันวิทยาคม ซ่งึ การทำภาพกราฟิก (Infographic) จะทำให้ นักเรยี นไดฝ้ กึ ฝนทกั ษะการสืบคน้ รวบรวมและวเิ คราะห์ขอ้ มูล แลว้ สรุปเพื่อนําเสนอเป็นภาพกราฟิก ได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาได้ดียิ่งขึ้น และจะส่งผลให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นบรรลุตามเป้าหมาย โดยกลมุ่ ตวั อย่างที่ใช้ในการทำวจิ ยั คร้ังนี้ คอื นักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจยั ไดแ้ ก่ 1.) แผนการจดั การเรยี นรู้เรอื่ ง การเปลีย่ นแปลงภูมอิ ากาศโลก ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรงุ พทุ ธศักราช 2560) โดยขอบเขตเนอื้ หาในการจัดการเรียนการสอนจะสอดคลอ้ งตามบทเรียน ในรายวิชาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐานของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และ 2.) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ รวมเป็น 20 คะแนน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การทดสอบ t-test แบบ Dependent sample ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอน ประกอบการทำภาพกราฟิก (Infographic) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และนักเรียนสามารถออกแบบและทำภาพกราฟิก (Infographic) ในการยกตัวอย่าง สถานการณ์หรือผลกระทบที่เกิดจากการเปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศโลกได้ดว้ ยตนเอง เกดิ เป็นนวัตกรรม ทส่ี รา้ งสรรค์ของนกั เรยี นในชนั้ เรียน ดังนน้ั การวจิ ัยครั้งนี้สามารถชว่ ยพฒั นารูปแบบการจัดการเรียน การสอนในชั้นเรยี นพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรยี น เรอ่ื ง การเปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลก และส่งเสริมการคิดอย่างสรา้ งสรรค์ในการออกแบบและทำภาพกราฟิก (Infographic) ของนักเรียน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ได้

69 ช่อื เรือ่ ง : การศึกษาเจตคติต่อการเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2/3 โรงเรียนแม่จนั วทิ ยาคมท่มี ีระดบั ผลการเรยี นตา่ งกนั ผู้วจิ ยั : นางสภุ าลี สีเขยี ว กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีทีท่ ำวิจยั : พ.ศ.2563 บทคดั ยอ่ การวิจยั ครั้งนี้ มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อศกึ ษาและเปรยี บเทยี บเจตคติตอ่ การเรียนวทิ ยาศาสตร์ของ นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นแม่จนั วิทยาคม ที่มีระดับผลการเรยี นแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจยั ครัง้ นี้เป็นนักเรียนระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนแม่จนั วทิ ยาคม ที่ศึกษาวิชา วิทยาศาสตร์ ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั ครั้งนี้เป็น เคร่อื งมอื ท่ีผวู้ ิจยั สร้างขน้ึ คอื แบบสอบถามวัดเจตคติตอ่ การเรียนวิชาวิทยาศาสตรก์ ารวิเคราะห์ข้อมูล ทำโดยการเปรียบเทียบเจตคติตอ่ การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะหไ์ ดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ย และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบวา่ นักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนแมจ่ ันวิทยาคม ที่มีระดับผลการ เรียนต่างกันมีเจตคติตอ่ การเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร์แตกตา่ งกัน โดยมีค่าเฉลีย่ ของการมีเจตคติต่อการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับสูง 100.61 ระดับปานกลาง 96.25 ระดับต่ำ 87.83 และมีส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ในระดับสูง 4.19 ระดับปานกลาง 4.92 และระดับต่ำ 3.97

70 ชอื่ เรือ่ ง : สรา้ งและพฒั นาแบบจำลองชุดปอดและกำบังลมของมนษุ ย์ ผวู้ จิ ัย : นางสิรินตุ นาเมอื งรกั ษ์ กล่มุ สาระการเรียนรู้ : วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปีทท่ี ำวิจยั : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ เพื่อสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลอง พัฒนาทักษะ การคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนในรายวิชาชีววิทยา ว๓๒๒๔๔ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนแม่จันวิทยาคม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๓ ผลการวิจัย นักเรียนร้อยละ ๘๑.๐๕ สามารถทำแบบทดสอบอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก ร้อยละ ๑๖.๖๒ อยู่ในระดับดี และร้อยละ ๒.๓๓ อยู่ในระดบั ปานกลาง และการสรา้ งแบบจำลองชดุ ปอดและกำบังลมของมนุษย์ มีระดับคุณภาพดีมาก ร้อยละ๙๐.๐๐ และแบบจำลองที่อยู่ในระดับคุณภาพดี ร้อยละ ๑๐.๐๐ นักเรียนมีทักษะความคิด สรา้ งสรรคแ์ ละกระบวนการกล่มุ อย่ใู นระดบั คุณภาพดมี าก ร้อยละ ๑๐๐

71 ชอ่ื เรือ่ ง : การพัฒนาทักษะการคดิ เรอ่ื ง ฟสิ ิกส์นวิ เคลยี รรายวิชาฟิสกิ ส์ รหัสวชิ า ว33206 โดยใชกลวิธถี ามคอื สอน ของ นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที่ 6 โรงเรยี นแมจ่ นั วิทยาคม ผู้วิจยั : นายอติคุณ นมเนย กลมุ่ สาระการเรียนรู้ : วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ปีที่ทำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดย่อ การวจิ ยั คร้งั นมี้ วี ัตถปุ ระสงคเพอื่ (1) เพื่อศกึ ษากลวิธีการจดั การเรยี นการสอนแบบถามคือ สอน เรอ่ื ง ฟสิ ิกส์นวิ เคลยี ร และ (2) เพื่อพัฒนาทกั ษะการคิดของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 6 ในรายวิชาฟสิ ิกส์ กลมุ ตัวอยา่ งที่ใชคือ นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี 6 ภาคเรียนท2่ี ปการศกึ ษา 2563 โรงเรียนแมจ่ นั วิทยาคม จำนวน 97 คน เครอ่ื งมอื ทใี่ ชในการวจิ ยั ได้แก แผนการจดั การเรยี นรู วชิ า ฟิสิกส์ รหสั ว33206 เร่ือง ฟิสิกส์นวิ เคลียร จำนวน 4 คาบ แบบทดสอบ ชนิดปรนยั จำนวน 10 ขอ แบบสังเกตพฤตกิ รรมในการตอบคาํ ถาม และแบบประเมนิ ผลงานนักเรียน การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดย การประเมินผลตามสภาพจริงดว้ ยแบบสงั เกตพฤติกรรม ผลการวิจัยปรากฏวา พบวานักเรยี นมีสวนรว่ มในการตอบคาํ ถามอยูในระดบั ดมี าก รอ้ ยละ 84.50 และมีสวนร่วมในการตอบคําถามอยู่ในระดบั ดี ร้อยละ 15.50 และมีผลงานตามระดับคุณภาพ อยูในเกณฑเฉลี่ยดีมาก ร้อยละ 85.57 และมีผลงานตามระดับคุณภาพอยูในเกณฑเฉลี่ยดี ร้อยละ 12.58

72 ช่ือเรอ่ื ง : พัฒนาการจัดการเรียนรดู้ ว้ ยวิธีการสอนแบบActive Learning รายวิชา ว22104 วิทยาการ คํานวณ สำหรบั นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี นแมจ่ นั วทิ ยาคม จ.เชียงราย ผูว้ จิ ัย : นางสาวชนาธปิ ปะทะดวง กลมุ่ สาระการเรียนรู้ : วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปที ท่ี ำวจิ ัย : พ.ศ.2563 บทคดั ย่อ งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบActive Learning เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร รายวิชา ว22104 วิทยาการคํานวณ สำหรับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่จันวิทยาคม จ.เชียงราย และ 2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 วิชา ว22104 วิทยาการคาํ นวณ กลุ่มตัวอย่างในการวจิ ยั ไดแ้ ก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2/1 จำนวน 15 คน จากทั้งหมด 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก ชุดการสอน เรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร ด้วยวิธีการสอนแบบการเรียนรู้เชิงรุก(Active Learning) แบบทดสอบเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร แบบปรนัยชนิดสี่ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อสถิติที่ใช้ในการ วเิ คราะห์ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ ค่าเฉลี่ย คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทแี บบกลุ่มตวั อยา่ งเปน็ อสิ ระตอ่ กนั ผลการวิจยั ปรากฏว่า จากผลการวิเคราะหป์ ระสิทธิภาพพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการ สอนแบบ Active Learning เรอ่ื ง เทคโนโลยีการส่ือสาร รายวิชา ว22104 วิทยาการคํานวณ สำหรับ นกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นแม่จนั วิทยาคม จ.เชียงราย มปี ระสทิ ธภิ าพ เท่ากับ 75/76 ซ่ึง สูงกวา่ รอ้ ยละ 75/75 ตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่ตั้งไว้ และจากการวิเคราะห์คะแนนจากแบบทดสอบพบว่า นักเรียนที่ได้รับพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบActive Learningมีผล สัมฤทธิ์สูงกว่า นกั เรยี นท่ีได้รบั การสอนแบบปกตอิ ย่างมีนัยสําคัญทางสถิตทิ ่ี 0.05

73 ชื่อเร่อื ง : การศึกษาพฤติกรรมการสอนวิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐานของครูดาราศาสตร์ในการรบั รู้ของ นกั เรียนทเี่ รียนรายวิชา ว33101 สาขาวชิ าโลก ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ ผวู้ จิ ัย : นายธวัฒน์ กา้ งออนตา กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ : วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีท่ีทำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคัดยอ่ การวจิ ยั คร้ังน้ีมีวตั ถปุ ระสงค์เพือ่ ศกึ ษาสถานภาพของกระบวนการจดั การเรยี นการสอนวิชา วิทยาศาสตร์ทีด่ ำเนินอยู่จริงในชนั้ เรยี น โดยประเมนิ จากลักษณะของกจิ กรรมการเรียนการสอน ในรูป พฤติกรรมการสอนของครู และพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ โรงเรียน ซึ่งมุ่งส่งเสริมและพัฒนาใหน้ กั เรียนมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ มีจิตวิญญาณของความเป็น นักวิจัยนักประดิษฐ์ ตักคิดค้น และนักพัฒนาที่ดีด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กลุ่ม ตัวอย่างท่ใี ชค้ ือนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 หอ้ ง 1 หอ้ ง 4 และ ห้อง 6 ทเี่ รยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ ภาค เรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรยี นแม่จนั วทิ ยาคม เคร่อื งมือที่ใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่แบบสอบถามการ ดำเนนิ กิจกรรมการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรใ์ นชน้ั เรยี น การเก็บรวบรวมขอ้ มลู โดยการ ใหน้ กั เรียน ที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ กรอกแบบสอบถามและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติหาค่าเฉลี่ย และ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ยั ปรากฏวา่ ครผู ู้สอนควรไดเ้ ข้ารบั การฝึกอบรม โดยเฉพาะในเร่อื ง การจดั การเรยี น การสอนโดยเนน้ ผ้เู รียนเป็นสำคัญ การสอนเพือ่ ปลูกฝงั ความเข้าใจเกี่ยวกบั ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ การพฒั นากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี น การสอนเพื่อพฒั นาทักษะด้านเทคนิคในการใช้ คำถามการใช้ส่อื การเรียนการสอนอย่างมปี ระสิทธิผล การออกข้อสอบและการใช้ข้อสอบ เพื่อพัฒนา ความคิดระดับสูง และการสอนงานภาคปฏิบัติ อนึ่งยังควรให้ครดู าเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติทำนองนี้ อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามพัฒนาการของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในชั้นเรียน อยา่ งตอ่ เนือ่ งเปน็ ระบบ

74 ชือ่ เรอ่ื ง : การศกึ ษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นและการพฒั นาทกั ษะกระบวนการคดิ ทางวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง งานและพลงั งาน โดยใชก้ ารสอนดว้ ยรปู แบบซิปปาของ นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษา ปีท่ี 4/1 ผวู้ จิ ัย : นายไพวุฒิ ขนุ ซาง กลุม่ สาระการเรียนรู้ : วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปีที่ทำวิจัย : พ.ศ.2563 บทคดั ยอ่ การวิจัยครั้งนีเ้ ป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถปุ ระสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะ การคิดในรายวิชา ฟิสิกส์เร่ือง งานและพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4/1 ให้มีจำนวน นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 2) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนในรายวิชาฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มี จำนวนนักเรยี นไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 70 ทีผ่ า่ นเกณฑร์ ้อยละ 50 ของคะแนนเตม็ กลุม่ เป้าหมายที่ใช้ใน การวิจัยครัง้ นี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนแม่จนั วทิ ยาคม จำนวน 27 คน เคร่อื งมอื ที่ใชแ้ บง่ เปน็ 3 ประเภท คือ 1) เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการทดลองปฏิบัติ ได้แก่ แผนการจดั การเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (รูปแบบซปิ ปา) ใน รายวิชา ฟิสกิ ส์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/1 เรื่อง งานและพลังงาน 2) เครอ่ื งมือท่ีใช้ในเกบ็ รวบรวมข้อมูล เพื่อการสะท้อนผลการวิจัยได้แก่ แบบบันทึกประจำวันของครูแบบสังเกตการสอนของครูแบบ สัมภาษณ์ผู้เรียน แบบทดสอบท้ายแผนการสอน แบบทดสอบย่อยท้ายวงจรปฏบิ ัติการท่ี 1, 2 และ 3 และ ใบงาน 3) เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการประเมินผลการวิจัยไดแ้ ก่ แบบทดสอบวัดทกั ษะการคิดข้นั สูง และ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนในเนือ้ หาวิชา ฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจยั โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏบิ ัตกิ าร โดยใช้การสอนด้วยรูปแบบ ซิปปาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้บันทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในแบบบันทึก ประจำวันของครู แบบทดสอบท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบย่อย และแบบฝึกหัดของ นักเรียน แล้วนำข้อมูลจากการสะท้อนผลการปฏิบัตมิ าวเิ คราะห์ เพื่อปรับปรุงแก้ไขการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนในวงจรปฏิบัติการต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและสรปุ ความเรียง ผลการวจิ ยั พบว่า 1) ด้านผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิชา ฟิสิกส์ พบวา่ นักเรียนมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ า ฟสิ ิกส์ เร่ือง งานและพลงั งาน โดยมจี ำนวนนกั เรยี น 20 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 74.07 ผา่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 50 ของ คะแนนเตม็ 2) ด้านทักษะการคิด พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการคิดในรายวชิ า ฟิสิกส์เรื่อง งานและ พลงั งาน โดยมีจำนวนนกั เรียน 20 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 74.07 ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 50 ของคะแนนเตม็


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook