49 3) การวัดเจตคติ (Attitude Measures) เจตคติเป็นผลสว่ นหน่ึงของการจดั กจิ กรรมการเรยี น การสอนหรอื กจิ กรรมของโครงการ ซ่ึงถอื ว่าเป็นสิ่งสาคญั นักเรยี นหรือผู้เข้าร่วมโครงการที่มีเจตคติที่ดีต่อสิ่งใด ก็จะมีความสนใจและอยากทาสิ่งนั้น ๆ การวัดเจตคติสามารถทาได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์ และการใช้ แบบสอบถาม ผลของแบบสอบถามควรดรู ายเฉลย่ี ของกลุ่มท่ีตอบ แทนที่จะดูผลรายละเอียดของแตล่ ะบคุ คล 4) การตดิ ตามผล (Follow-up Studies) เปน็ การประเมินคณุ ภาพของหลักสูตรหรอื โครงการ โดยดผู ลทีเ่ กดิ ข้ึนในภาพรวมว่าผู้สาเร็จการศึกษาตามหลักสูตรหรือโครงการไปแล้วนั้นสามารถนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ได้เพียงใด ซึ่งต้องใช้เวลาในการติดตามและรอผลการศึกษา การติดตามผลนี้มีประโยชน์ต่อการ ปรบั ปรุงหลักสูตรและรายวิชาที่เรียนหรือโครงการได้น้อย เพราะมักไม่ทันการและไม่ทราบว่าจะต้องปรับปรุง หลักสูตรหรือรายวิชาหรือโครงการในส่วนใดบ้าง แต่จะมีประโยชน์ต่อการวางแผนหลักสูตรหรือโครงการใหม่ ต่อไป การนารปู แบบการประเมินของครอนบาคมาประยุกต์ใช้ในการประเมินโครงการจะช่วยให้ได้ สารสนเทศเพื่อใช้ในการปรับปรุงการดาเนินโครงการว่า กิจกรรมส่วนใดจาเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข สารสนเทศ จะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการ รวมทั้งได้สารสนเทศเกี่ยวกับระบบการบริหาร จดั การโครงการและองคก์ ารด้วยซึง่ มแี นวทางดาเนินการดังนี้ 1) การประเมินจะช่วยใหไ้ ด้สารสนเทศเพ่ือการตัดสนิ ใจเก่ียวกับโครงการทางการศึกษาท่มี ี ขอบเขตได้หลายเรื่องจึงสามารถประยุกต์ใช้ในการประเมินเพื่อปรับปรุงพัฒนาทั้งหลักสูตร การเรียนการสอน โครงการฝึกอบรมและโครงการทางการศึกษาตา่ ง ๆ 2) จดุ มุ่งหมายของการประเมินอาจเลือกกาหนดไดว้ า่ เพื่อมงุ่ ปรบั ปรงุ รายวชิ า โครงการฝกึ อบรม การวางแผนส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียน หรือผู้เข้ารับการฝึกอบรม รวมทั้งการปรับระบบการบริหาร จัดการโครงการและองค์การ 3) ดาเนินการประเมนิ โครงการในขณะทโ่ี ครงการกาลังดาเนินการอยู่ โดยศกึ ษาความกา้ วหน้า ของโครงการและศึกษาปัญหาอุปสรรคของการดาเนินโครงการ แลว้ ใชส้ ารสนเทศจากผลการประเมินเพ่ือการ ตดั สนิ ใจ ปรับปรงุ แก้ไขปญั หาในการดาเนินโครงการ 4) ให้ความสาคญั กับเจตคติของบคุ คลทเ่ี กย่ี วข้องกบั โครงการ จึงควรประเมนิ เจตคติ ของผู้ที่รับผลโดยตรงจากโครงการและผู้เกี่ยวข้องกับโครงการนั้น ๆ เพราะเจตคติที่ดีของบุคคลจะส่งผลต่อ พฤติกรรมของบุคคล ทั้งในเรื่องความสนใจ ความตั้งใจ ความเต็มใจที่จะปฏิบัติหรือให้ความร่วมมือต่อการ ดาเนินงานตา่ ง ๆ 5) ควรดาเนินการประเมนิ ทัง้ ตามวตั ถุประสงคข์ องโครงการและผลกระทบอืน่ ท่เี กิดนอกเหนือ จากวตั ถุประสงค์ของโครงการ
50 3.4.3 รูปแบบการประเมินของอัลคนิ (Alkin) อลั คนิ (Alkin) ไดเ้ สนอรปู แบบการประเมินทีเ่ รยี กวา่ CSE (Center for the study of Evaluation Approach) จุดเน้นของการประเมินตามแนวคิดของอัลคิน คือ การประเมินเพื่อการตัดสินใจ อัลคินให้ ความหมายการประเมินว่า เปน็ กระบวนการกาหนดขอบเขตของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การเลือกข้อมูล ข่าวสารที่เหมาะสม การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนาไปสู่การจัดทารายงานสรุปให้กับผู้มี อานาจในการตัดสินใจ ในการเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับการดาเนินงานของโครงการ จากความหมายของ การประเมินตามแนวคิดของอัลคินนั้น การประเมินจะประกอบด้วยการจัดหา และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อที่จะ นาไปใชใ้ นการตัดสินใจ ซงึ่ จาเปน็ จะตอ้ งประเมนิ ในเรื่องต่าง ๆ 5 ดา้ น ดังนี้ 1) การประเมินระบบ (System Assessment) เปน็ การอธิบายหรอื พรรณนาสภาพของ ระบบ เพื่อเปรียบเทียบสภาพที่เป็นจริงกับความคาดหวังที่จะเกิดขึ้น การประเมินระบบจะช่วยให้เราสามารถ กาหนดขอบเขต และวตั ถปุ ระสงคท์ เ่ี หมาะสม สิ่งที่จะต้องศึกษาได้แก่ ความต้องการของประชาชน ชุมชนและ สงั คมทม่ี ีตอ่ สภาพการณป์ ัจจบุ ัน สาหรบั การประเมนิ ระบบแตล่ ะสว่ นจาเปน็ ตอ้ งใช้เทคนิควธิ ีการต่าง ๆ กัน 2) การประเมินการวางแผนโครงการ (Program Planning) เปน็ การประเมินก่อนทจี่ ะ มีการดาเนินโครงการ เพือ่ หาขอ้ มูลข่าวสารมาใชใ้ นการตดั สนิ ใจพจิ ารณาทางเลือกที่เหมาะสมของโครงการ นักประเมิน ต้องหาข้อมูลที่แสดงความคาดหวังที่จะบรรลุเป้าหมาย พร้อมกับประเมินผลที่จะได้รับจากการใช้วิธีการ ดาเนินงานต่างๆ ด้วย เพื่อให้สามารถเห็นข้อเปรียบเทียบในการหาทางเลือกที่เหมาะสม โดยใช้วิธีการที่ แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของปัญหา โดยทั่วไปจะใช้การประเมินจากเกณฑ์ภายนอกและจากเกณฑ์ ภายใน 3) การประเมนิ การนาไปใช้เพื่อการดาเนนิ โครงการ (Program Implementation) เปน็ การประเมนิ ขณะท่ีโครงการกาลังดาเนนิ งาน เพือ่ ตรวจสอบดูวา่ การดาเนนิ โครงการนัน้ เป็นไปตามขั้นตอน ต่าง ๆ ทไี่ ด้วางแผนไวห้ รือไม่ ผลทเ่ี กิดขึ้นมีความสอดคลอ้ งกับสง่ิ ทว่ี างแผนไวห้ รือคาดหวังไว้เพยี งไร 4) การประเมินเพื่อปรับปรงุ โครงการ (Program Improvement) เปน็ การประเมิน เพื่อหาข้อมูลที่นามาใช้ในการดาเนินโครงการให้บรรลุจุดมุ่งหมาย และมีผลที่ไม่คาดคิดมาก่อนเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ดงั น้ัน นักประเมินจึงมีบทบาทสาคัญในการที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับความสาเร็จหรือความล้มเหลวในทุก ๆ ด้าน ของโครงการ ตลอดจนผลกระทบของโครงการทีม่ ีต่อโครงการอืน่ เพื่อนามาใชใ้ นการปรบั ปรุงโครงการต่อไป 5) การประเมินเพ่ือการยอมรับโครงการ (Program Certification) ในข้ันตอนนน้ี ักประเมนิ ตอ้ งหาข้อมลู ข่าวสารรายงานตอ่ ผู้มีอานาจตัดสินใจ เพอ่ื ใช้ขอ้ มูลในการพจิ ารณาตัดสินคุณค่าของโครงการ และ ศักยภาพในการสรุปอ้างอิงไปสู่สถานการณ์อื่น ๆ หรือนาไปใช้กับโครงการในสถานการณ์อื่น ๆ ได้กว้างขวาง เพียงใด ข้อมูลที่ได้จากนักประเมินจะทาให้ผู้บริหารได้ตัดสินใจว่า ควรจะดาเนินกับโครงการในลักษณะใด อาจจะยกเลกิ ปรับปรุงใหม่ หรอื อาจจะขยายโครงการตอ่ ไปอีก เป็นตน้
51 3.4.4 รูปแบบการประเมนิ ของโพรวัส (Provus) โพรวัส (Provus) ได้ให้ความหมายของการประเมินผลว่า เป็นการเปรียบเทียบผลการ ปฏิบัติการกับมาตรฐาน หรือเป็นการค้นหาความไม่สอดคล้องระหว่างความคาดหวังกับผลการปฏิบัติการของ แผนงาน เขาอธิบายว่ามีความไม่สอดคล้องกัน 5 ชนิด ที่สามารถศึกษาได้จากการใช้แผนงาน คือ ความไม่ สอดคลอ้ งทส่ี มั พันธก์ ับขัน้ ตอนตา่ ง ๆ ดังน้ี ขั้นที่ 1 การออกแบบโครงการ คอื การกาหนดปัจจยั ทีท่ าให้เกิดการดาเนินงาน กาหนด กระบวนการดาเนนิ งาน และกาหนดผลทีค่ าดหวงั ซึง่ จะไดร้ ับจากการดาเนินงาน ขัน้ ที่ 2 การเตรียมพร้อมเปน็ การนาปจั จัยที่ทาใหเ้ กิดการดาเนินงานเขา้ สู่กระบวนการ ขั้นที่ 3 กระบวนการทใ่ี ช้เพอื่ การดาเนินงาน ข้ันท่ี 4 ผลผลติ ข้ันท่ี 5 การวิเคราะหเ์ ก่ียวกบั การลงทนุ ตามรปู แบบนี้ การประเมนิ ต้องทาโดยผปู้ ระเมนิ คณะหนง่ึ ทีไ่ ด้วางมาตรฐานตามความคาดหวงั ของโครงการเอาไว้ ตอ่ จากนน้ั การประเมนิ ทุกอยา่ งตอ้ งดาเนนิ ไปโดยการหาขอ้ มูลใหม่และทาการตัดสินใจ โดย ใช้มาตรฐานที่วางไว้เป็นเกณฑ์ เป็นรูปแบบที่ช่วยให้หาข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ในทุกขั้นตอนของการ ประเมินดังกลา่ วขา้ งตน้ และตลอดโครงการอยา่ งต่อเนอ่ื ง การประเมินในแตล่ ะขนั้ ตอน ถา้ หากพบข้อบกพร่อง กแ็ กไ้ ขปรับปรุงในขนั้ ตอนน้นั ๆ ด้วยวธิ กี ารแกป้ ญั หา ซ่ึงประกอบดว้ ยการถามตนเอง เพื่อให้ได้คาตอบว่าทาไม จึงเกิดข้อบกพร่องนั้น ๆ มีอะไรเป็นสาเหตุ และมีวิธีการใดที่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่มาจากสาเหตุนั้น สาหรับข้ันตอนในการแก้ปญั หามดี ังนี้ คาถาม เกณฑ์ ข้อมลู ทีต่ อบคาถาม การตดั สนิ ใจ (Q) (C) (I) (D) เม่ือผูป้ ระเมินทาการประเมินถึงขั้นที่ 5 แลว้ ถ้าจะดาเนินงานหรอื เร่มิ วงจรใหม่ กต็ ้องทา การออกแบบใหม่ โดยปรับปรุงให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์การลงทุน ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของปัจจัย เบอื้ งตน้ ใหม่ 3.4.5 รูปแบบการประเมินของสครฟิ เวน่ (Scriven) สคริฟเว่น (Scriven) ไดใ้ ห้ความหมายของการประเมินคือ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ตา่ ง ๆ เกี่ยวกบั การปฏิบัติการตามระดบั ของเปา้ หมายท่กี าหนด นอกจากนี้ยังกล่าวถึงหน้าที่การประเมินว่ามี 2 ระดับ คือ ระดบั วิธกี าร เน้นจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อการตัดสินคุณค่า และระดับการนาไปใช้เน้นเรื่องบทบาท ของการประเมินเพ่ือการนาข้อมูลมาใช้อย่างเหมาะสม โดยมจี ุดม่งุ หมายท่สี าคัญของการประเมิน 2 ประการ คอื 1) การประเมนิ ความกา้ วหน้า (Formative Evaluation) เป็นการประเมินระหวา่ งท่ี โครงการกาลงั ดาเนินการอยู่ โดยมจี ุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้นเพราะการประเมินจะช่วยให้ข้อมูล ยอ้ นกลับทีเ่ ปน็ ประโยชน์ต่อการปรับปรงุ และพัฒนา
52 2) การประเมนิ ผลสรปุ (Summative Evaluation) เป็นการประเมนิ เมื่อสนิ้ สดุ โครงการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดสินคุณค่าของโครงการ และค้นหาสิ่งที่ดีของโครงการเพื่อนาไปใช้กับสถานการณ์อื่นที่ คล้ายคลึงกันต่อไป สคริฟเว่น ได้เสนอแนะวา่ ในเร่ืองการประเมินเพ่ือการปรบั ปรุง หรอื ดคู วามก้าวหนา้ ของ โครงการ โดยทาการประเมินความก้าวหน้า ควรท่ีจะใช้นกั วจิ ัยมืออาชีพในการดาเนินการประเมินนั้น เพื่อจะได้ แยกหน้าที่ และความรับผิดชอบของบุคคลต่าง ๆ ให้ชัดเจน รวมทั้งควรมีการปรึกษาหารือกันระหว่างนัก ประเมินกบั ผู้ดาเนินงานในโครงการดว้ ย ในการประเมนิ มีวธิ กี ารที่สามารถนามาใช้ได้ 2 วิธี คือ 1) การประเมนิ กอ่ นมกี ารปฏบิ ัติงาน หรอื การประเมนิ คุณค่าภายใน (Intrinsic Evaluation) คือ การประเมินคุณค่าของเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เนื้อหา จุดมุ่งหมาย กระบวนวิธีการ ให้ได้ คะแนนและเจตคตขิ องครู เป็นการประเมินก่อนท่จี ะไดม้ กี ารปฏบิ ัตงิ าน 2) การประเมินเมื่อมีการปฏบิ ัตงิ านแลว้ หรือการประเมนิ คุณค่าการปฏิบตั ิงาน (Pay-off Evaluation) เป็นการตัดสินคุณค่าจากผลที่เกิดขึ้น จากการใช้เครื่องมือกับนักเรียน เช่น การประเมินมีความ แตกต่างระหวา่ งคะแนนการทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน หรือคะแนนทไ่ี ด้จากกลุ่มทดลองกับกลมุ่ ควบคุม การประเมินโดยทั่วไป นักประเมินจะยึดจุดหมายของโครงการเป็นหลัก ดูความ สอดคล้อง ผลการปฏิบัติงานกับจุดมุ่งหมายของโครงการ แต่สคริฟเว่นมีความเห็นว่า นักประเมินไม่ควรจะให้ ความสนใจเฉพาะจุดมุ่งหมายของโครงการที่ตั้งไว้เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะให้ความสนใจกับผลที่เกิดขึ้นจาก โครงการ ซึ่งนอกเหนือจากจุดมุ่งหมายของโครงการ ไม่ว่าผลอันนี้จะสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของโครงการ หรือไม่ หรือผลบางอย่างอาจมีความสาคัญมากก็ได้ นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากครอนบาค ใน เร่อื งของการใช้กลมุ่ เปรียบเทียบมาใชใ้ นการประเมนิ ซง่ึ สครฟิ เว่นเปน็ บุคคลทเ่ี หน็ ว่าการใช้กลุ่มเปรียบเทียบ มี ขอ้ ดมี ากกว่าการไมใ่ ชก้ ลมุ่ เปรยี บเทยี บ การใชก้ ลมุ่ เปรยี บเทยี บจะเปน็ การประหยัดกว่า ไม่ต้องทาการศึกษาใน ระยะยาว และใช้กลุ่มตัวอย่างมาก ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก นอกจากนี้แล้ว สคริฟเว่น ยังเชื่อว่า การศึกษากลุ่มย่อย (Micro-studies) ด้วยวิธีการเปรียบเทียบจะเป็นประโยชน์มากกว่าการศึกษาประชากร ทั้งหมด (Cross-studies) เพราะทาได้ง่ายและบ่อยครั้งกว่า และยังให้ความสาคัญของคุณค่าและค่าใช้จ่ายใน การดาเนินงาน โดยประเมินค่าใช้จ่ายกับผลที่ได้ เขาเชื่อว่าการประเมิน จะขาดความสมบูรณ์ ถ้านักประเมิน ไม่ได้พิจารณาในด้านคุณค่าที่ได้รับโดยการเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานของโครงการ สิ่งที่ต้อง พจิ ารณามี 3 ประการคือ 1) ความเปน็ ประโยชน์ นักประเมนิ ควรจะตอ้ งพจิ ารณาดูว่าสิง่ ท่ไี ด้ลงทนุ ไปนั้น มปี ระโยชน์ มากนอ้ ยเพยี งใด คุ้มค่ากับค่าใชจ้ ่ายที่ตอ้ งใช้ไปหรอื ไม่ 2) ขวญั หรอื กาลังใจ หรอื คณุ ธรรม เปน็ ส่งิ สาคัญมากในการดาเนินงานโครงการ ควร พิจารณาดว้ ยวา่ ผลของโครงการจะทาให้ขวัญหรือกาลังใจ หรือคณุ ธรรมของผ้รู ่วมโครงการเปน็ อย่างไร 3) ค่าใช้จา่ ย เป็นเร่ืองทส่ี าคัญมาก แตน่ ักประเมนิ ไม่คอ่ ยให้ความสนใจ เนือ่ งจากมี ความยงุ่ ยากในการประเมิน
53 การนาแนวคิดของสคริฟเว่น มาประยุกต์ใช้ในการประเมินผลการเรียนการสอน เพื่อ ประเมินความก้าวหนา้ ของกิจกรรมการเรียนการสอน ดาเนนิ การไดด้ งั น้ี 1) ศึกษาจดุ มุง่ หมายท่แี ท้จรงิ ของการเรยี นการสอน 2) พิจารณาความสาคัญของจดุ มุ่งหมายทจี่ ะประเมิน 3) กาหนดเกณฑใ์ นการประเมนิ จุดมงุ่ หมายแตล่ ะขอ้ 4) สร้างแบบทดสอบให้ครอบคลมุ ส่งิ ที่ต้องการจะประเมนิ 5) ตรวจสอบจดุ ม่งุ หมาย เพือ่ ปรับปรงุ ใหส้ อดคลอ้ งกบั การเรยี นการสอน 6) ปรับปรุงแผนทดสอบทีจ่ ะใชเ้ กบ็ ขอ้ มลู เพอื่ ใหม้ ีความเท่ียงสูงโดยเฉพาะอยา่ งย่ิง ควรตรวจสอบ ดคู วามสัมพันธร์ ะหวา่ งจดุ มงุ่ หมาย เนือ้ หาของการเรียนการสอน และเนื้อหาของแบบทดสอบ 7) แบ่งนักเรยี นเปน็ กลมุ่ ทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวธิ กี ารสุ่ม และทาการทดสอบ นักเรยี น กลมุ่ ทดลอง และกล่มุ ควบคมุ 8) นาผลการทดสอบระหวา่ งกล่มุ ทดลอง และกลมุ่ ควบคมุ มาเปรยี บเทยี บกนั และ พยายามศึกษาข้อบกพร่องเพ่ือปรับปรงุ แก้ไข และนากลบั ไปใช้ในคร้ังต่อไป ส่วนการประเมนิ ผลรวมสรปุ นน้ั โดยพิจารณาวา่ จุดประสงคท์ ตี่ ัง้ ไว้นัน้ ประสบผลสาเรจ็ มากนอ้ ยเพยี งใด 3.4.6 รูปแบบการประเมินของสเตค (Stake) สเตค (Stake) ได้พฒั นารปู แบบการประเมินโดยใช้แนวคิดของ ครอนบาค และสคริฟเว่น เปน็ พนื้ ฐานในการปฏบิ ัติ รปู แบบการประเมินของสเตค ถือไดว้ ่าเป็นรปู แบบหน่ึงทนี่ กั ประเมินนามาประยุกต์ได้ อย่างกว้างขวางในการประเมินโครงการ การประเมินตามความคิดเห็นของสเตค หมายถึง กระบวนการท่ี เกีย่ วกบั การบรรยาย และการตัดสนิ คณุ ค่าของโครงการ หรอื เป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนาไปสู่การตัดสินใจ จุดมุ่งหมายของการประเมินมี 2 ประการคือ เพื่อต้องการได้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาบรรยายเกี่ยวกับโครงการนั้น และเพื่อต้องการได้ข้อมูลต่าง ๆ ที่สามารถนามาใช้ในการ ตัดสินคุณค่าของโครงการ สเตคได้เสนอโครงสร้างของรูปแบบการประเมินเคาน์ทิแนนซ์ (Countenance Model) ซึ่งตามโครงสร้างของรูปแบบนี้ ได้จาแนกข้อมูลการประเมินออกเป็น 2 ส่วน คือ เมตริกซ์บรรยาย (Description Matric) และเมตริกซ์การตัดสินคุณค่า (Judgement Matric) และได้เสนอว่าก่อนบรรยายหรือ ตัดสินคุณค่าของโครงการใด ๆ นักประเมินควรทาการวิเคราะห์หลักการและเหตุผลของโครงการนั้น ๆ ด้วย การประเมินโครงการตามแนวคดิ ของสเตค ผปู้ ระเมินจะตอ้ งรวบรวมข้อมูลทีแ่ ท้จริงให้ได้ เนื่องจากแหล่งข้อมูล มีมากมาย และวิธีการเก็บข้อมูลก็มีหลายวิธี ข้อมูลที่ต้องการคือข้อมูลที่นามาใช้เพื่อการอธิบาย และการ ตดั สนิ ใจ ตามรปู แบบการประเมนิ นี้ ไดจ้ าแนกสง่ิ ท่ตี อ้ งพิจารณาในการประเมนิ ออกเปน็ 3 ส่วน คอื
54 1) สงิ่ นา หรอื ปัจจัยเบ้อื งต้น (Antecedents) หมายถึง สภาพเงอื่ นไขหรือปัจจยั ตา่ ง ๆ ในการดาเนนิ โครงการ 2) กระบวนการหรือการปฏบิ ัติ (Transaction) หมายถงึ กจิ กรรมดาเนินตามกจิ รรมที่ ปฏบิ ัติพฤตกิ รรมระหว่างบคุ คล ปฏิสมั พนั ธ์ระหว่างครกู ับอาจารย์ นักเรยี นกบั นกั เรียน เปน็ ตน้ 3) ผลลพั ธ์หรือผลการดาเนินงาน (Outcome) หมายถงึ ผลผลิตท่ไี ด้จากโครงการใน การเก็บข้อมลู ผปู้ ระเมินตอ้ งบนั ทกึ ข้อมูลท้งั สามชนดิ นี้ แบง่ ออกเป็น 4 ประเภท คอื 1) ความคาดหวังหรือแผนงาน (Intents) หมายถึง สงิ่ ท่คี าดหวัง จาแนกเป็นความ คาดหวงั เกยี่ วกับปจั จัยเบอ้ื งตน้ การปฏบิ ัติ และผลการดาเนนิ งานโครงการ 2) สิ่งท่ีเกิดขนึ้ จริง (Observations) หมายถึง สภาพที่เกดิ ข้นึ จริง ซ่งึ จาแนกเปน็ สภาพการณ์ทีเ่ กดิ ข้ึนจริงเก่ียวกับปัจจัยเบือ้ งต้น การปฏิบตั ิ และผลการดาเนินงาน 3) มาตรฐาน (Standards) หมายถึง แนวทางการดาเนินงาน คณุ ลกั ษณะท่ีควรจะมี ควรจะทา หรือควรจะไดร้ บั เกีย่ วกับปัจจัยเบือ้ งต้น การปฏบิ ัติ และผลการดาเนินงาน 4) การตดั สินใจ (Judgment) หมายถึง ผลการพจิ ารณาการตัดสนิ ใจ เป็นการพิจารณา สรปุ เกี่ยวกับปัจจัยเบ้ืองต้น การปฏบิ ัติ และผลการดาเนนิ งาน ในการประเมินควรพิจารณาขอ้ มลู เพื่อการบรรยายก่อน คอื ตอ้ งมกี ารศกึ ษาความ สอดคล้องระหว่างความคาดหวังกับสิ่งเกิดขึ้นจริง และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเบื้องต้น การปฏิบัติและ ผลลพั ธ์ เม่ือไดผ้ ลแล้วจงึ เปรยี บเทยี บกับมาตรฐานทกี่ าหนดไว้และมาตรฐานที่คาดว่าจะให้เกิดขึ้นแล้วตัดสินใจ แนวคิดของสเตคแตกต่างไปจากแนวคิดของคนอื่น ๆ ตรงที่พบว่าผลผลิตยังไม่ดี ไม่ได้หมายความว่า การ วางแผนหรือหลักสูตรไม่ดี แต่อาจบกพร่องที่องค์ประกอบอื่น เช่น การจัดสภาพแวดล้อม ผู้สอน ผู้บริหาร ผเู้ รยี น หรือส่ิงอานวยความสะดวกต่าง ๆ กไ็ ด้ 3.4.7 รปู แบบการประเมินของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) สตัฟเฟิลบีมและคณะ (Stufflebeam) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการประเมิน เรียกว่า ซิปโมเดล (CIPP Model) เป็นการประเมินที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งเน้นที่สาคัญคือ ใช้ ควบคู่กับการบริหารโครงการ เพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา วัตถุประสงค์ของ การประเมิน คือ การให้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ดังนั้นจึงจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรายละเอียดที่เป็น ประโยชน์ต่อการตัดสินใจ คาว่า CIPP เป็นคาที่ย่อมากจาก Context, Input, Process และ Product สตัฟเฟิลบีม ได้ให้ความหมายว่า การประเมินเป็นกระบวนการของการบรรยาย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ขอ้ มลู ข่าวสาร เพ่ือนาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสม ซึ่งในการประเมินเพื่อให้ ได้สารสนเทศที่สาคัญ มุ่งประเมิน 4 ด้าน คือ การประเมินสภาพแวดล้อม (Context Evaluation) การ ประเมินปัจจัยเบื้องต้น (Input Evaluation) การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) และการ ประเมนิ ผลผลติ (Product Evaluation)
55 แนวทางการประเมนิ ตามแนวคิดของสตฟั เฟิลบีมในด้านตา่ ง ๆ มีรายละเอียด ดังน้ี 1) การประเมินสภาพแวดลอ้ ม (Context Evaluation : C) เป็นการประเมินเพอ่ื ใหไ้ ด้ ข้อมูลสาคัญ เพ่อื ช่วยในการกาหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ เป็นการตรวจสอบ เพือ่ ตอบคาถามตา่ ง ๆ เชน่ เป็นโครงการที่สนองปัญหา หรอื ความต้องการจาเป็นที่แท้จริงหรือไม่ วัตถุประสงค์ ของโครงการชัดเจน เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายขององค์กร หรือนโยบายของหน่วยเหนือหรือไม่ เป็น โครงการทเ่ี ป็นไปไดใ้ นแงข่ องโอกาสท่ีจะได้รับการสนับสนนุ จากองค์กรตา่ ง ๆ หรือไม่ 2) ประเมนิ ปจั จัยเบอ้ื งต้น (Input Evaluation : I) เปน็ การประเมนิ เพอื่ ใช้ขอ้ มลู ตดั สนิ ปจั จยั ต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วข้องกับโครงการ เหมาะสมหรอื ไม่ โดยดูวา่ ปจั จัยที่ใช้จะมีส่วนช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายของ โครงการหรือไม่ เป็นการตรวจสอบเพอื่ ตอบคาถามทสี่ าคัญ เช่น ปัจจยั ทีก่ าหนดไว้ในโครงการมีความเหมาะสม เพียงพอหรือไม่ กิจกรรม/แบบ/ทางเลือกที่ได้เลือกสรรแล้ว ที่กาหนดไว้ในโครงการ มีความเป็นไปได้และ เหมาะสมเพยี งใด 3) ประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P) เป็นการประเมินระหวา่ งการ ดาเนินงานโครงการ เพื่อหาข้อดี และข้อบกพร่องของการดาเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่กาหนดไว้ และเป็น การรายงานผลการปฏิบัติงานของโครงการนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นการตรวจสอบเพื่อตอบคาถามที่สาคัญ เช่น การ ปฏิบตั ิงานเป็นไปตามแผนทีก่ าหนดไว้หรือไม่ กิจกรรมใดทาได้ หรือทาไม่ได้ เพราะเหตุใด เกิดปัญหา อุปสรรค ไมร่ าบรืน่ ไม่คลอ่ งตวั หรือไม่ อยา่ งไร มกี ารแกไ้ ขปัญหาอย่างไร 4) การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P) เปน็ การประเมนิ เพ่ือดวู ่าผลที่ เกดิ ขน้ึ เมอื่ สิ้นสดุ โครงการเปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงค์ หรือตามทค่ี าดหวงั ไวห้ รือไม่ โดยอาศัยข้อมูลการรายงานผล ที่ได้จากการประเมินสภาพแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้น และกระบวนการร่วมด้วย ซึ่งเป็นการตรวจสอบเพื่อตอบ คาถามที่สาคัญ เช่น เกิดผลหรือได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ คุณภาพของผลลัพธ์เป็น อยา่ งไร เกิดผลกระทบอนื่ ใด บ้างหรอื ไม่ 3.4.8 รปู แบบการประเมนิ ของเคิรก์ แพททริก (Kirkpatrick) เคิร์กแพททริก (Kirkpatrick, 1998) อดีตเคยเป็นประธาน ASTD (The American Society for Training and Development) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการฝึกอบรมและการประเมินผลการ ฝึกอบรมว่า การฝึก อบรมนั้นเป็นการช่วยเหลือบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการ ฝึกอบรมใด ๆ ควรจะจัดใหม้ ีการประเมนิ ผลการฝึกอบรม ซึ่งถือเปน็ สิ่งจาเป็นที่จะช่วยให้รู้ว่า การจัดโปรแกรม การฝึกอบรมมปี ระสทิ ธผิ ลเพียงใด การฝกึ อบรมเป็นกิจกรรมปกติที่เกิดขนึ้ ในทุกองค์กร เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมา เพื่อการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน โดยมุ่งหวังให้ผู้ผ่านการอบรมได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางการ ทางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เคิร์กแพททริก เห็นว่าการประเมินผลการฝึกอบรมจะทาให้ได้ความรู้อย่าง นอ้ ย 3 ประการ เคริ ก์ แพททรกิ (Kirkpatrick, 1998 : 16) คอื 1) การฝึกอบรมนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือ เป้าหมายขององค์กรหรือเกิดประโยชน์ต่อองค์กรในลักษณะใดบ้าง 2) ควรยุติโครงการฝึกอบรมชั่วคราวก่อน หรอื ควรดาเนินการต่อไป และ 3) ช่วยใหไ้ ดส้ ารสนเทศว่า ควรปรับปรุงหรือพัฒนาโครงการฝึกอบรมในอนาคต ในสว่ นใดบา้ งและปรบั ปรงุ อยา่ งไร
56 ในการประเมินผลโครงการฝกึ อบรมตามแนวคิดของเคริ ก์ แพททรกิ มี 4 ระดบั เคริ ์กแพททริก (Kirkpatrick, 1998 : 19, 26-64) ดงั น้ี 1) การประเมนิ ปฏกิ ิรยิ า (Reaction Evaluation) การประเมนิ ในข้ันนี้เปน็ การ ประเมินในระดบั ที่หนง่ึ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ ตอ้ งการทราบว่า ผู้ที่เข้าอบรมนั้นมีความรู้สึกหรือความพึงพอใจ ต่อโครงการฝึกอบรมหรือไม่ เพียงใด เช่น ความพึงพอใจต่อหลักสูตร เนื้อหา กิจกรรม และวิธีการฝึกอบรม รวมทัง้ ความรู้ ความสามารถ และเทคนิคการถ่ายทอดของวิทยากรการฝึกอบรมตรงตามความต้องการหรือทา ให้ผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจหรือไม่เพียงใด การประเมินปฏิกิริยานั้นต้องการได้รับข้อมูลที่เป็นปฏิกิริยา ตอบสนองของผู้เข้าอบรมที่มีความหมายและความเป็นจริง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิผลของ การฝกึ อบรมในระดับแรก ผู้บริหารอาจตัดสินใจให้ล้มเลิกโครงการฝึกอบรมนั้นหรือไม่ก็ตัดสินใจให้ดาเนินการ ฝึกอบรมน้ันต่อไปกไ็ ด้ ซ่งึ ตอ้ งอาศัยข้อมูลทไ่ี ด้จากการประเมนิ ปฏกิ ิริยาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ วิธีการหรือ แนวทางทีจ่ ะช่วยใหไ้ ด้รบั ขอ้ มูลเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนองที่มีความหมายและตรงตามความเป็นจริงจากผู้เข้า อบรม มดี งั นี้ (1) กาหนดกรอบประเด็นการประเมินให้แน่นอนชัดเจนลงไปว่านักประเมินต้องการ ได้รับข้อมูลอะไร เช่น ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเนื้อหาหลักสูตรการฝึกอบรม วิทยากร สถานที่การฝึกอบรม ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการฝึกอบรม เปน็ ตน้ (2) ออกแบบรูปแบบของเครื่องมือหรือข้อคาถามในแบบสอบถามที่จะใช้เก็บ รวบรวมขอ้ มลู ใหต้ รงและครอบคลุมประเด็นที่ตอ้ งการวัดปฏิกิริยาตอบสนอง ข้อคาถามที่ใช้ต้องช่วยให้ได้ข้อมูล หรือคาตอบที่สามารถนามาแปลงเป็นตัวเลข แจกแจงความถี่และวิเคราะห์ในเชิงปริมาณได้ ไม่ควรใช้คาถาม ประเภทปลายเปิด (3) กระตุ้นให้ผู้เข้าอบรมได้เขียนแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในข้อ คาถามตา่ ง ๆ (4) พยายามให้ผู้เข้าอบรมตอบแบบสอบถามให้ครบถ้วนและส่งกลับคืนทันทีเพื่อให้ ไดร้ ับแบบสอบถามกลบั คนื ครบทุกคน (5) ในการแจกแบบสอบถามเพ่ือประเมนิ ปฏกิ ริ ยิ านี้ ผปู้ ระเมินตอ้ งแน่ใจว่าได้ให้เวลา ผู้เข้าอบรมอย่างเพียงพอที่จะให้คาตอบครบทุกข้อและควรแจกแบบสอบถามก่อนที่ผู้เข้าอบรมจะออกไปจาก ห้องฝึกอบรมเมื่อสิ้นสุดโครงการ ไม่ควรให้ผู้เข้าอบรมนาแบบสอบถามติดตัวออกไปและส่งกลับคืนมาใน ภายหลัง (6) พยายามให้ผู้เข้าอบรมแสดงปฏิกิริยาผ่านแบบสอบถามด้วยความซื่อสัตย์หรือ ตามความเป็นจรงิ ซึง่ ไมค่ วรให้ผู้เข้าอบรมเขียนชือ่ ของตนเองลงในแบบสอบถาม (7) ควรสื่อสารผลการประเมินปฏิกิริยา โดยมีรายละเอียดที่เหมาะสมให้กับบุคคลท่ี เกีย่ วข้องทุกฝ่ายไดร้ ับทราบและนาผลการประเมินไปใช้ประโยชนใ์ นการตัดสนิ ใจเกยี่ วกบั โครงการฝกึ อบรม
57 2) การประเมินการเรียนรู้ (Learning Evaluation) เปน็ การประเมนิ ในระดบั ทสี่ อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่า ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้ ได้ปรับปรุงและพัฒนาทักษะอะไรบ้างและมี เจตคตติ ่อการทางานทเี่ ปล่ยี นแปลงไปจากเดิมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้เพราะว่าถ้าบุคคลมีการเรียนรู้น้อยหรือไม่มี การเรียนรู้ ก็จะพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความรู้ทักษะและเจตคติจึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน สาคัญที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทางานของผู้เข้าอบรมในโอกาสต่อไป เคิร์กแพททริก ได้ ให้ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การประเมนิ การเรียนร้ไู วด้ งั นี้ (1) ในการประเมินผลการฝึกอบรมขององค์กรขนาดใหญ่ ถ้าเป็นไปได้ควรออกแบบ การประเมินโดยกาหนดให้มีกลุ่มทดลองซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าอบรม และกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เข้าอบรม แล้วเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ (คะแนนความรู้ ทักษะ และ/หรือเจตคติ) ระหว่างสองกลุ่มว่า แตกต่างกัน หรือไม่ อยา่ งไร (2) ในทางปฏิบตั ทิ สี่ ามารถทาไดจ้ ริงและสะดวกต่อการประเมนิ ควรวดั ผลการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย ความรู้ ทักษะและ/หรือเจตคติของผู้เข้าอบรมทั้งก่อนและหลังการฝึกอบรม แล้ววิเคราะห์ เปรยี บเทียบคะแนนระหวา่ งกอ่ นและหลังฝึกอบรม (3) ให้ใช้แบบทดสอบวัดความรู้ ซึ่งอาจใช้แบบทดสอบมาตรฐานที่ตรงกับความรู้ท่ี กาลังอบรมในโครงการฝึกอบรม หรือแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเองที่อาจเป็นข้อสอบแบบถูก-ผิด แบบเลือกตอบ แบบเตมิ คาตอบ/ตอบสนั้ หรือแบบอัตนัย แบบใดแบบหนึง่ หรือหลายแบบผสมกนั สว่ นการวัดเจตคติให้ใช้แบบ วัดเจตคติ ซง่ึ อาจสรา้ งขึ้นตามวิธกี ารของลิเคอรท์ (Likert’s Scal) หรอื วิธีของออสกูด (Osgood’s Scal) (4) เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากผูเ้ ข้าอบรมทุกคน เพือ่ ให้ไดข้ อ้ มูลทีค่ รบถว้ นสมบรู ณ์ (5) ผลการประเมินการเรียนรู้จะสะท้อนถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของวิธีการ กิจกรรม สื่อ เอกสารการฝึกอบรมและวิทยากรหรือผู้ให้การฝึกอบรม จึงควรนาผลการประเมินไปใช้เพื่อ ปรับปรุงและพัฒนาสาระ วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมให้เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการ ฝกึ อบรมครัง้ ตอ่ ไป 3) การประเมนิ พฤตกิ รรม (Behavior Evaluation) เปน็ การประเมนิ ระดบั ท่สี าม คือ การประเมินพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลังฝึกการอบรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่า เมื่อได้รับการ ฝึกอบรมไปแล้ว ผู้เข้าอบรมได้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทางานไปในทิศทางที่พึงประสงค์หรือไม่ การ ประเมินผลในระดบั นี้ค่อนข้างยากและใช้เวลามากกว่าการประเมินผลในสองระดับแรก เพราะอาจต้องออกไป ตดิ ตามการประเมนิ ผลในสถานทท่ี างานจรงิ ๆ ของผเู้ ข้าอบรมซ่ึงทางานอยู่ในที่ต่าง ๆ กัน ในทางปฏิบัติอาจใช้ การติดตามประเมินผลโดยใช้แบบสอบถามไปยังหน่วยงานของผู้เข้าอบรมโดยสอบถามจากหัวหน้า เพื่อน ร่วมงาน และหรือผู้เข้าอบรม ข้อมูลที่ได้จะน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับผู้ให้ข้อมูลว่า จะให้ข้อมูล ตรงกบั สภาพความเป็นจริงหรือไม่ ดงั น้ัน เพื่อใหไ้ ด้ขอ้ มูลที่นา่ เชือ่ ถือมากขึน้ ในบางกรณีจึงออกแบบวิธี การเก็บ รวบรวมขอ้ มูลเพิ่มเติมโดยการออกไปติดตามเยี่ยมชมการปฏิบัติงานในสถานที่ทางานจริง เคิร์กแพททริกได้ให้ ข้อเสนอแนะสาหรับการประเมินพฤติกรรมไวด้ งั น้ี
58 (1) ในการประเมินผลพฤตกิ รรมการทางานหลงั การฝึกอบรมขององคก์ รขนาดใหญ่ ถ้าเป็นไปได้ควรออกแบบการประเมินผลโดยใช้กลุ่มควบคุมซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ไม่ได้เข้าอบรมแล้วเปรียบเทียบ พฤตกิ รรมการทางานกบั กลุ่มผู้ท่เี ข้าอบรมว่า แตกต่างกันหรอื ไมอ่ ยา่ งไร (2) ระยะเวลาระหว่างการฝึกอบรมกบั การประเมินผลหลังการฝึกอบรมน้ัน ควรเวน้ ระยะเวลาให้ห่างกันพอสมควรเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เข้าอบรมได้นาความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงาน หรือมีการ เปลย่ี นแปลงพฤติกรรมการทางานไดเ้ กิดขนึ้ จริง ๆ เชน่ กาหนดระยะเวลาภายหลังการฝึกอบรมแล้ว 1 เดือน 3 เดือน คร่ึงปี หรอื 1 ปี เป็นต้น (3) ควรจะประเมินพฤติกรรมการทางานของผเู้ ข้าอบรมทั้งก่อนและหลังการอบรม เพอื่ เปรยี บเทียบให้เห็นพฤติกรรมการทางานที่เปล่ียนแปลงไปจากเดมิ (4) เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู โดยการสารวจ หรอื สมั ภาษณ์จากบุคคลหลายคนหรือหลายกลมุ่ ที่มีโอกาสเกี่ยวข้อง ใกล้ชิดกับผู้เข้าอบรม และสามารถที่จะให้ข้อมูลได้อย่างน่าเชื่อถือมากที่สุด เช่น ผ้บู ังคบั บัญชา เพอ่ื นรว่ มงาน ผู้ใตบ้ งั คบั บญั ชา หรือจากผู้เขา้ อบรมเอง เป็นตน้ (5) เก็บรวบรวมขอ้ มูลจากผเู้ ข้าอบรมทง้ั หมด หรือจากกลุ่มตวั อยา่ งที่สามารถเป็น ตวั แทนของผเู้ ข้าอบรม (6) ควรมีการประเมินพฤตกิ รรมการทางานหลาย ๆ ครงั้ เปน็ ระยะ ๆ เพอ่ื ตดิ ตามดู การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการทางานผเู้ ขา้ อบรม เพราะผเู้ ข้าอบรมจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทางาน ไมพ่ ร้อมกัน บางคนหรอื บางกลมุ่ มีการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมการทางานทนั ทีหลงั การอบรม ในขณะที่บางกลุ่ม ตอ้ งรอเวลาถงึ 6 เดือน หรือ 1 ปี จงึ จะมีการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมการทางาน หรืออาจจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ก็ได้ ดังนนั้ จงึ ควรมกี ารประเมนิ พฤติกรรมเป็นระยะ ๆ เชน่ ประเมนิ ทกุ ๆ 3 เดือน เปน็ ตน้ (7) ในการประเมินพฤตกิ รรมการทางานแต่ละครั้งจาเป็นตอ้ งลงทุน เสยี ค่าใช้จ่าย และเวลาในการดาเนินงาน จึงต้องคานึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการประเมินว่าช่วยให้ได้คาตอบหรือให้ ทราบการเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมการทางานหรือผลทีจ่ ะเกดิ ข้ึนตอ่ องค์กรหรือไม่ และจะต้องนาผลการประเมิน มาใชส้ าหรบั การตดั สนิ ใจปรับปรงุ และพฒั นาโครงการฝกึ อบรมให้คุ้มค่า เคิร์กแพททรกิ เหน็ ว่าการประเมินผลในขนั้ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการ ทางานตามข้อที่เสนอมานั้น จะนาไปใช้จริง ๆ ต้องใช้เวลาและอาศัยความชานาญของผู้ประเมินเป็นอย่างมาก เขาจึงได้เสนอให้ทากับโครงการฝึกอบรมขนาดใหญ่ และกับโครงการที่จาเป็นต้องจัดหลาย ๆ ครั้งต่อไปใน อนาคตเทา่ นนั้ ส่วนโครงการการฝกึ อบรมขนาดเลก็ ท่ัวไป เขาได้เสนอให้ใช้วิธีการง่าย ๆ ได้แก่ การกาหนดว่ามี พฤติกรรมการทางานอะไรบ้างที่คาดหวังจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเตรียมคาถามที่จะใช้สาหรับการ สัมภาษณ์ การทาการสัมภาษณ์บุคคลหลาย กลุ่มภายหลังการฝึกอบรมสักระยะหนึ่งเพื่อให้รู้ว่าพฤติกรรมที่ คาดหวังเอาไวเ้ หล่านัน้ เกดิ การเปลีย่ นแปลงจริง ๆ หรอื ไม่ และขอ้ มูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ควรจะนามาแปลง เปน็ ตวั เลข ทาการวิเคราะห์ในเชิงปริมาณ อนึ่ง การสัมภาษณ์ ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้เข้ารับการฝึกอบรม ควร จะตอ้ งแนใ่ จว่าผ้เู ข้ารับการฝกึ อบรม จะไม่มีอิทธพิ ลตอ่ การตอบหรอื สมั ภาษณ์ของผูใ้ ตบ้ งั คับบัญชา
59 4) ประเมินผลลัพธท์ เี่ กิดข้ึนต่อองค์กร (Results Evaluation) เป็นการประเมินระดับทีส่ ่ี โดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พ่อื ต้องการทราบว่า ในที่สุดแล้วการฝึกอบรมได้ก่อให้เกิดผลดีต่อองค์กรอย่างไรบ้าง ซึ่งนับ เปน็ การประเมนิ ผลทีม่ ีความสาคัญมากและยากท่ีสดุ เพราะในความเป็นจริงนั้นอาจมีตัวแปรอื่น ๆ อีกมากมาย นอกเหนือการฝึกอบรมที่มีผลกระทบต่อองค์กรและตัวแปรเหล่านั้น บางทีก็ยากต่อการควบคุม ดังนั้นผลลัพธ์ ต่าง ๆ ที่เกิดต่อองค์กรในทางที่ดีจึงสรุปได้ยากว่า เป็นผลมาจากโครงการฝึกอบรมโดยตรง แต่ถ้าสามารถ ออกแบบการฝึกอบรมที่ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้เป็นอย่างดีและสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่าง นา่ เช่อื ถือว่า พฤติกรรมการทางานของบุคลากรที่เปลี่ยนแปลงไปหรือผลที่เกิดขึ้นต่อองค์กรนั้น เป็นผลมาจาก การจัดโครงการฝึกอบรมโดยตรง ก็แสดงว่าโครงการฝึกอบรมนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กร ในการ ประเมนิ ผลลพั ธ์ท่ีเกดิ ข้ึนตอ่ องค์กร เคริ ์กแพททริกไดใ้ หข้ อ้ เสนอแนะไว้ดงั นี้ (1) พยายามหาทางควบคมุ ตวั แปรอน่ื ๆ ท่คี าดวา่ จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงใน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อองค์กร วิธีหนึ่งที่พอจะทาได้ก็คือ การใช้กลุ่มควบคุมที่เป็นผู้ไม่ได้เข้าอบรมสาหรับ เปรียบเทียบผลลพั ธ์ทเ่ี กิดข้นึ ตอ่ องค์กรกับกลุ่มผู้เข้าอบรม หรืออาจจัดสภาวการณ์หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนการ ฝึกอบรมเอาไวแ้ ลว้ นาไปเปรยี บเทยี บกับสภาวการณภ์ ายหลงั การฝึกอบรมโดยใช้ข้อมลู ที่สังเกตได้หรือสอบวดั ได้ (2) ควรเว้นระยะเวลาระหว่างการฝึกอบรมกับการประเมินผลหลังการฝึกอบรมให้ ห่างกนั พอสมควรเพ่อื ใหแ้ น่ใจวา่ มผี ลลพั ธท์ ่เี กดิ ข้ึนต่อองค์กรจรงิ (3) ควรประเมนิ ผลลพั ธ์ท่ีเกิดข้ึนต่อองค์กรทั้งก่อนและหลังการจัดโครงการฝึกอบรม เพอ่ื เปรยี บเทียบใหเ้ ห็นผลลพั ธ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยา่ งชดั เจน (4) ควรมีการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อองค์กรเป็นระยะ ๆ ตามช่วงระยะเวลาท่ี เหมาะสม ซึ่งอาจจะมผี ลลพั ธ์ทเ่ี กดิ ขึน้ ทงั้ ทางบวกและทางลบ (5) ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายโดยเทียบกับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ ฝึกอบรมว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพียงใด เพื่อจะนาผลการประเมินมาใช้สาหรับการตัดสินใจในการดาเนินโครงการ ฝกึ อบรมต่อไป จากแนวคดิ และวิธีการประเมินตามรูปแบบการประเมินประสิทธิผลการฝึกอบรม ของเคิร์กแพททริกดังกล่าวข้างต้น จะต้องประเมินใน 4 ระดับ ตามช่วงระยะเวลาของการดาเนินโครงการ ฝกึ อบรม กลา่ วคือ ในระหว่างดาเนนิ โครงการฝึกอบรมจะมีการประเมินปฏิกิริยา และประเมินการเรียนรู้ หลัง เสร็จสิ้นโครงการฝึกอบรมจึงประเมินพฤติกรรมการทางานและประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อองค์กร สรุปได้ดัง แผนภมู ิที่ 2
60 ผลลพั ธท์ ่เี กิดข้นึ ต่อองคก์ ร พฤติกรรม การเรียนรู้ ปฏกิ ิรยิ า ระยะเวลา ระหว่างดาเนนิ โครงการ หลังเสรจ็ สิ้นโครงการ แผนภูมิท่ี 8 ความสัมพนั ธ์ระหว่างประเด็นการประเมินกบั ระยะเวลาของการดาเนนิ โครงการฝกึ อบรม ตามรูปแบบการประเมินของเคิรก์ แพททริก ทม่ี า : พชิ ิต ฤทธ์ิจรญู (2557 : 98) การประเมินตามแนวคิดของเคิร์กแพททริกเป็นรูปแบบการประเมินประสิทธิผลของ โครงการฝึกอบรม ดังนั้น โครงการฝึกอบรมหรือโครงการพัฒนาบุคลากรสามารถที่จะประยุกต์ใช้รูปแบบการ ประเมินนีไ้ ดเ้ พอ่ื ตรวจสอบวา่ โครงการฝึกอบรมหรือพัฒนาบุคลากรเหล่านั้นมีประสิทธิผลที่ช่วยให้เกิดผลตาม วัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปโครงการฝึกอบรมแต่ละโครงการจะมีการกาหนดวัตถุประสงค์ ของโครงการไว้ว่า ในการจัดฝึกอบรมนั้นต้องการให้เกิดผลต่อผู้เข้าอบรมในเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งระดับของ วัตถุประสงค์ของโครงการมักจะกาหนดไว้เป็นระดับความรู้ความเข้าใจ ทักษะหรือเจตคติ แต่ตามแนวคิด รูปแบบการประเมินของเคิร์กแพททริกกาหนดให้ประเมนิ ผลการฝึกอบรมใน 4 ระดับ คอื การประเมินปฏิกิริยา การประเมินการเรียนรู้ ประเมินพฤติกรรมการทางาน และการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อองค์กร การ ประยกุ ต์ใชร้ ปู แบบการประเมนิ ของเคริ ์กแพททริก มีแนวทางดังนี้ 1) ศึกษาวิเคราะห์เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อตัดสินใจออกแบบ หรือ กาหนดวตั ถุประสงค์ของการประเมินให้ครอบคลุมชดั เจน ซึง่ ผู้ประเมินอาจประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของ เคริ ์กแพททริกเป็น 2 ระดบั คือ เพ่ือประเมนิ ปฏิกริ ยิ าตอ่ โครงการ และเพ่ือประเมินการเรียนรู้ หรืออาจกาหนด เป็น 3 ระดบั เพม่ิ ขน้ึ อกี คือ การประเมินพฤติกรรมการทางานหลังจากผู้เข้าอบรมกลับไปทางานแล้ว และหาก สามารถทาได้กอ็ าจกาหนดการประเมินในระดับ 4 คอื การประเมินผลลัพธ์ทเ่ี กดิ ข้ึนตอ่ องคก์ ร 2) กาหนดขอบข่ายหรอื ประเดน็ การประเมนิ ในแต่ละระดับใหช้ ัดเจน โดยการศึกษา วิเคราะห์โครงการฝึกอบรมและอาจสอบถามข้อมูลจากผู้บริหารโครงการหรือผู้ต้องการใช้ผลการประเมิน ว่า ตอ้ งการได้สารสนเทศการประเมนิ เรื่องอะไรบ้าง ระดับใดบ้าง เช่น การประเมินปฏิกิริยา ประเด็นการประเมิน อาจประกอบด้วย เนื้อหา วิธีการ กิจกรรมการฝึกอบรม หรือความสามารถของวิทยากร เป็นต้น ประเด็นการ ประเมินการเรียนรู้ อาจประกอบด้วย ความรู้ ทักษะ เจตคติ เป็นต้น สาหรับการประเมินพฤติกรรมการ ปฏิบัติงาน ประเด็นการประเมินอาจประกอบด้วย การนาความรู้ไปใช้ปฏิบัติงาน มีพฤติกรรมการทางานที่
61 รับผิดชอบมากขึ้น มีความมุ่งมั่นพยายามมากขึ้น หรือสามารถทางานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้นหรือไม่ เป็นต้น ส่วน ประเดน็ การประเมนิ ผลลัพธท์ เ่ี กิดข้นึ ต่อองค์กร อาจประกอบด้วย ผลผลิตที่ได้ คุณภาพการให้บริการ การได้รับ การยอมรบั ศรัทธาจากผู้รบั บรกิ าร ผลกาไร หรอื ความกา้ วหน้าขององค์กร เป็นตน้ 3) วางแผนการประเมินให้ครอบคลุมการประเมิน ให้ครอบคลุมทุกระดับที่มุ่งประเมิน ซึ่งตามรูปแบบการประเมินของเคิร์กแพททริกจะมีการประเมิน 2 ช่วงระยะเวลาคือ การประเมินระหว่างการ ฝกึ อบรม และการประเมนิ หลังสิ้นสุดโครงการฝึกอบรม การประเมินระหว่างการฝึกอบรมจะประเมินทันทีเมื่อ การฝึกอบรมสิ้นสุดลง โดยมีการประเมินปฏิกิริยา และประเมินการเรียนรู้ สาหรับการประเมินหลังสิ้นสุด โครงการฝึกอบรม เป็นลักษณะของการติดตามประเมินผล เมื่อผู้เข้าอบรมกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานแล้ว ซึ่งตอ้ งเวน้ ระยะเวลาใหผ้ ู้เขา้ อบรมได้ปฏิบตั งิ านโดยแน่ใจว่า ได้มีการนาความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมไปใช้ หรือ มีพฤติกรรมการทางานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว จึงควรติดตามไปประเมินพฤติกรรมการทางานและ ประเมินผลลัพธท์ เ่ี กิดข้นึ ตอ่ องคก์ ร ซึ่งอาจจะต้องมกี ารประเมินเป็นระยะ ๆ หลายชว่ งเวลา 4) ออกแบบการประเมนิ ให้มคี วามเหมาะสม โดยเฉพาะการออกแบบการวดั ตัวแปรที่ มุ่งประเมินว่าจะวัดความรู้ ทักษะหรือเจตคติ นักประเมินต้องวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของโครงการให้ทราบแน่ชัดว่า ตอ้ งการใหเ้ กดิ ผลท่คี าดหวงั อะไร ไมจ่ าเปน็ ต้องวัดทัง้ 3 ดา้ น อาจวดั เพียงดา้ นใดด้านหนึง่ กไ็ ด้ สาหรับเครื่องมือ วัดก็ต้องตัดสนิ ใจเลอื กใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มผ้เู ข้าอบรมด้วยว่า ควรจะใช้แบบทดสอบหรือแบบประเมินตนเอง หรือการประเมินจากชิ้นงาน กรณีการออกแบบกลุ่มตัวอย่างหรือผู้ให้ข้อมูลต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า นอกจากผ้เู ข้าอบรมแลว้ บคุ คลใดสามารถให้ขอ้ มูลตรงตามที่ผู้ประเมินต้องการ เช่น การประเมินพฤติกรรมการ ทางานหลังการฝึกอบรม การเลือกผู้ให้ข้อมูลเฉพาะผู้เข้าอบรมอาจจะไม่เหมาะสม เพียงพอหรือมีความ น่าเชื่อถือที่จะตอบคาถามว่า หลังจากฝึกอบรมแล้ว ผู้เข้าอบรมมีพฤติกรรมการทางานเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อยา่ งไรบา้ ง ควรใช้กลุม่ ของผบู้ ังคบั บัญชาหรือเพ่ือนร่วมงานเป็นผูใ้ หข้ อ้ มลู ดว้ ยจึงจะทาให้ไดข้ ้อมูลทน่ี ่าเช่ือถือมากขึน้ 5) การประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินของเคิร์กแพททริกเพื่อประเมินโครงการ สาธารณะ โดยทั่วไปโครงการฝึกอบรมสามารถนาแนวคิดนี้มาใช้ได้ โดยเริ่มตั้งแต่การสารวจความต้องการ จาเปน็ ของประชาชนกอ่ น เชน่ ความต้องการดา้ นสขุ ภาพอนามัย ความปลอดภยั เป็นต้น การประเมินปฏิกิริยา โดยประเมินความร้สู ึก หรือความพึงพอใจของประชาชนต่อโครงการเป็นระยะ ๆ เพื่อปรับกระบวนการดาเนิน โครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เช่น การประเมินโครงการโรงเรียนดีประจาตาบล โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ควรมีการประเมินปฏิกิริยาของประชาชนต่อโครงการเป็นระยะ ๆ เพื่อปรับปรุง พฒั นาการดาเนนิ โครงการให้ตอบสนองตามความต้องการของประชาชน สาหรบั การประเมินการเรียนรู้นั้นควร มุ่งประเมินว่าประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าของโครงการ ดังกล่าวหรือไม่เพียงใด ส่วนการประเมินพฤติกรรมนั้นเป็นการประเมินการปฏิบัติตามโครงการของบุคคลและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการโรงเรียนดีประจาตาบล ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษามีการปรับบทบาทและวิธีการทางานสอดคล้องตามแนวทางของโครงการหรือไม่ กรณีการประเมิน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อองค์กรนั้น เป็นการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนหรือองค์กรหลังจากดาเนิน โครงการไประยะหนึ่งแล้ว เช่น โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน อาจประเมินภาวะสุขภาพของนักเรียน ความพงึ พอใจของผ้ปู กครองต่อโครงการ ความรว่ มมือของชมุ ชนหรือความผูกพันต่อโรงเรยี น เป็นต้น
62 ส่วนประกอบของรายงานการประเมนิ ในการเขียนรายงานการประเมนิ ฉบับสมบูรณ์ สว่ นประกอบของรายงานการประเมนิ ข้ึนอยู่กับรูปแบบ มาตรฐานที่หน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งกาหนด โดยทั่วไปรายงานการประเมินฉบับสมบูรณ์จะ ประกอบดว้ ยส่วนสาคัญ 3 ส่วน สถาบันการศกึ ษา ส่วนนา 1. ปกนอก หน่วยงาน/สถานศกึ ษา 2. ปกใน 3. บทคัดย่อ 1. ปกนอก 4. กิตติกรรมประกาศ 2. ปกใน 5. สารบัญ 3. คานา 6. สารบญั ตาราง 4. บทคดั ย่อ/บทสรุปผ้บู รหิ าร 7. สารบญั ภาพ (ถา้ ม)ี 5. สารบัญ 8. สารบัญแผนภมู ิ (ถา้ ม)ี 6. สารบัญตาราง 7. สารบญั ภาพ (ถ้ามี) 8. สารบัญแผนภูมิ (ถ้าม)ี (ลาดับที่ 7-8 อาจจะรวมเปน็ สารบญั ภาพ กไ็ ด้)
63 ส่วนเนอ้ื หา (ประกอบด้วย บทท่ี 1-5) บทที่ 1 บทนา สถาบันการศกึ ษา ตัวอยา่ งท่นี าเสนอของหน่วยงาน 1. ภมู หิ ลงั /ความเป็นมาและความสาคญั 1. หลกั การและเหตุผล/ ของการประเมนิ ความเปน็ มาและความสาคญั ของการประเมิน 2. วตั ถปุ ระสงคก์ ารประเมนิ 2. วตั ถุประสงคก์ ารประเมิน 3. ขอบเขตการประเมนิ 3. ขอบเขตการประเมนิ 4. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 4. นยิ ามศัพท์เฉพาะ 5. ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รบั 5. ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง หรือ วรรณกรรมทีเ่ กย่ี วข้อง สถาบนั การศกึ ษา ตัวอย่างทน่ี าเสนอของหน่วยงาน 1. แนวคดิ /สาระสาคัญของโครงการ 1. การประเมนิ โครงการ 2. แนวคดิ เกย่ี วกับการประเมินโครงการ 2. การพฒั นาบุคลากร 3. งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้องกับการประเมนิ โครงการ 3. หลักสตู รโครงการประเมนิ หรอื 4. งานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง 1. เนอื้ หาเกีย่ วกับการบรหิ าร/การพัฒนา (ถา้ ม)ี 5. กรอบแนวคดิ ในการประเมิน 2. เนื้อหา/แนวคดิ ทฤษฎที ี่เก่ยี วข้องกบั โครงการ (ถ้ามี) 3. รายละเอยี ดโครงการ (ตอ้ งมี) และตัวชี้วดั ที่สาคญั (ถ้าม)ี 4. แนวคิดเกี่ยวกบั การประเมนิ 5. งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง บทท่ี 3 วธิ ดี าเนินการ สถาบันการศกึ ษา ตัวอยา่ งท่นี าเสนอของหน่วยงาน 1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ งหรือกลมุ่ ผูใ้ ห้ขอ้ มูล 1. กล่มุ ผูใ้ ห้ข้อมลู 2. รปู แบบการประเมนิ (หากใช้) 2. แหลง่ ขอ้ มูล 3. เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการประเมิน 3. ขน้ั ตอนดาเนนิ การประเมนิ (รปู แบบ) 4. การเก็บรวบรวมข้อมลู 4. เครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการประเมิน 5. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 5. การเก็บรวบรวมข้อมลู 6. กรอบแนวทางการประเมิน 6. การวเิ คราะหข์ ้อมูล 7. เกณฑใ์ นการประเมนิ 7. สถิติท่ใี ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู 8. กรอบแนวทางการประเมิน/เกณฑ์ในการประเมิน
64 บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู สถาบนั การศกึ ษา ตัวอยา่ งทน่ี าเสนอของหน่วยงาน ผลการวิเคราะห์ข้อมลู นาเสนอตามวัตถุประสงค์การประเมนิ 1. สญั ลักษณท์ ใี่ ชใ้ นการเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 2. ลาดบั ขนั้ ในการเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมลู บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ สถาบนั การศกึ ษา ตวั อยา่ งทนี่ าเสนอของหนว่ ยงาน เขียนเกริ่นนาสาระสาคัญ ๆ เช่น วัตถุประสงค์ กลุ่มตัวอย่างหรือผู้ให้ข้อมูล รูปแบบการประเมิน (หากใช้) เครื่องมอื เก็บข้อมลู การเกบ็ รวบรวมข้อมลู และสถติ ิท่ีใช้ 1. สรปุ ผลการประเมิน 1. สรุปผล 2. อภิปรายผล 2. อภิปรายผล 3. ขอ้ เสนอแนะ 3. ข้อเสนอแนะ สถาบันการศกึ ษา ส่วนอา้ งองิ 1. บรรณานุกรม ตัวอย่างทีน่ าเสนอ 2. ภาคผนวก 1. บรรณานกุ รม ภาคผนวก ก (ถ้ามี) ภาคผนวก ข (ถ้ามี) 2. ภาคผนวก ภาคผนวก ค (ถ้ามี) ก แบบสอบถามฯ ภาคผนวก ง (ถา้ มี) ข แบบทดสอบฯ ภาคผนวก จ (ถา้ ม)ี ค แบบฝกึ ปฏบิ ัติ ภาคผนวก.....(ถ้ามี) ง ทะเบยี นวฒุ ิบตั รฯ จ ทะเบยี นเกียรติบตั ร 3. เครอื่ งมือทีใ่ ช้ประเมนิ ฉ ภาพประกอบการอบรม 4. ประวัตผิ ูป้ ระเมิน 3. คณะผูจ้ ัดทา
65 การเขยี นสว่ นนา 1. ปกนอก -ชื่อเรอ่ื ง -ชือ่ ผปู้ ระเมิน -ชือ่ หน่วยงาน -ปที ที่ าการประเมนิ -หนว่ ยงานที่ให้ทนุ การประเมนิ (ถา้ มี) 2. ปกใน โดยทัว่ ไปจะมีรูปแบบและขอ้ ความเหมอื นกับปกนอกทุกประการ ใหจ้ ัดข้อความไวใ้ นแนวกง่ึ กลางของหนา้ กระดาษ โดยแบง่ ข้อความออกเป็น 3 สว่ น *ให้ส่วนบนเป็นชอ่ื เร่อื ง *สว่ นกลางเป็นชือ่ ผู้ประเมิน *สว่ นลา่ งเป็นชอื่ หน่วยงาน ปีทีท่ าการประเมนิ และหน่วยงานทีใ่ หท้ นุ สนบั สนุนการประเมนิ (ถา้ ม)ี *กรณชี ่ือเรื่องมีความยาวเกนิ หน่งึ บรรทดั ควรจัดข้อความในลักษณะรูปสามเหลยี่ มหน้าจั่วคว่า 3. บทคดั ย่อหรอื บทสรปุ สาหรบั ผบู้ รหิ าร เป็นส่วนที่กล่าวถึงวิธีการประเมินและผลการประเมินอย่างสั้น ๆ และย่อที่สุด โดยให้ครอบคลุม วัตถุประสงค์ของการประเมิน วิธีการประเมิน รวมถึงกลุ่มตัวอย่างหรือผู้ให้ข้อมูล รูปแบบของการประเมิน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลการประเมิน มักจะเขียนทั้งภาษาไทยและ ภาษาองั กฤษ มคี วามยาวไมเ่ กนิ 2 หนา้ กระดาษพิมพ์ ถา้ เป็นบทสรุปสาหรับผ้บู รหิ าร นอกจากสาระขา้ งตน้ ควรเพิ่มข้อเสนอแนะในการนาผลการประเมินไป ใช้ หรอื ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้วย 4. กติ ตกิ รรมประกาศ เป็นส่วนที่นักประเมินเขียนแสดงความขอบคุณแก่ผู้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนหรือผู้มีอุปการคุณใน การประเมนิ จนทาให้การประเมนิ โครงการน้ันสาเรจ็ เชน่ - บคุ คลหรอื หนว่ ยงานท่ีใหก้ ารสนับสนนุ ทุนประเมนิ - หนว่ ยงานทีใ่ หใ้ ช้สถานท่ใี นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู - ผ้ชู ่วยวิจัย - ผูเ้ ช่ียวชาญทใี่ ห้ความช่วยเหลอื หรือให้คาแนะนาในดา้ นต่าง ๆ ที่เกย่ี วขอ้ งกบั การประเมนิ ฯลฯ
66 5. สารบญั เป็นส่วนที่บอกโครงสร้าง หรือหัวข้อเรื่องของรายงานทั้งหมด เพื่อช่วยให้ผู้อ่านค้นหาแต่ละหัวข้อได้ สะดวกและรวดเรว็ ยง่ิ ขนึ้ โดยเขียนรายการหัวข้อเรื่องแยกเป็นบทๆ และเรียงลาดับหัวข้อตามเนื้อหาพร้อมทั้ง ระบุเลขหนา้ กากบั ไวด้ ้วย 6. สารบญั ตาราง เปน็ ส่วนท่ีแสดงรายการตารางทั้งหมดในรายงานการประเมิน โดยบอกเลขที่ตาราง ชื่อตาราง และเลข หนา้ กากบั เพ่ือความสะดวกในการคน้ หา 7. สารบญั ภาพ เป็นส่วนที่แสดงรายการภาพประกอบที่มีทั้งหมดในรายงาน ภาพในที่นี้หมายถึง รูปภาพ แผนภูมิ แผนผงั แผนภาพทางสถติ ิต่าง ๆ ท่มี ใี นรายงานประเมนิ วิธีเขียนก็ทาเช่นเดียวกับสารบัญตาราง คือ บอกเลขท่ี ภาพ ช่อื ภาพ และบอกเลขหน้ากากบั ด้วย การเขยี นสว่ นเนอื้ เรอ่ื ง เป็นส่วนทีส่ าคัญท่สี ดุ ของรายงานประเมิน เพราะประกอบด้วยรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน โครงการทง้ั หมด แบ่งเน้ือหาเป็น 5 บท ดงั นี้ บทที่ 1 บทนา เปน็ การเขยี นนาเขา้ สู่เร่ืองทจี่ ะทาการประเมิน เพื่อใหผ้ ้อู า่ นเขา้ ใจและเหน็ ความสาคัญของเรื่องที่จะทา การประเมิน มีหัวข้อและรายละเอียดเหมือนกับที่เขียนไว้ในข้อเสนอโครงการประเมิน ต่างกันที่ข้อเสนอ โครงการประเมินเป็นแผนการประเมินที่ยังไม่ได้ดาเนินการประเมิน แต่รายงานการประเมินเป็นการนาเสนอ สาระเกี่ยวกับการประเมินที่ได้ดาเนินการแล้ว ภาษาที่ใช้จึงเป็นประโยคอดีตกาล และในบางหัวข้ออาจมีการขยาย ความหรือปรับเพ่ิมรายละเอยี ดมากขึน้
67 1. ความเปน็ มาและความสาคญั ของการประเมิน การนาเข้าสู่ปญั หา : ท่ีมาของโครงการ สาระสาคัญของโครงการ ปญั หาวจิ ัยเชงิ ประเมินหรอื ประเด็นการประเมนิ เหตุผล/ความสาคญั ของการประเมิน หลกั การ -ความยาว 1-3 หน้า ขึ้นอยู่กับขนาดและความสาคัญของโครงการ -หากหลกั การและเหตผุ ลของโครงการเขียนไว้สมบูรณ์แล้ว นามาเป็นสว่ นตน้ ไดเ้ ลย -ยอ่ หน้าสุดท้ายเป็นเหตผุ ลตา่ ง ๆ ทีจ่ ะประเมนิ โครงการ เชน่ โครงการมีความสาคญั /งบประมาณสูง/ โครงการเพ่งิ เร่ิม/ดาเนินการมานานแลว้ ยงั ไม่เคยประเมนิ /การประเมินท่ผี ่านมาไมส่ มบรู ณ์/ต้องการ ขอ้ มลู ในการตัดสนิ ใจ ฯลฯ 2. วตั ถปุ ระสงค์ของการประเมนิ เป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการหรือเป้าหมายของนักประเมินที่จะดาเนินการประเมินให้ บรรลุผลในแต่ละครั้ง สามารถวัดได้ ประเมินได้ เป็นกรอบหรือทิศทางในการประเมินว่า จะมุ่งศึกษาหรือ ประเมินในเรื่องอะไร ศึกษาตัวแปรหรือตัวบ่งชี้ใดบ้าง การกาหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินอาจพิจารณา จากวตั ถุประสงค์ เป้าหมาย ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับจากการดาเนนิ โครงการ อาจพิจารณาจากรูปแบบการประเมิน จากความตอ้ งการใชผ้ ลการประเมนิ ของผบู้ รหิ ารหรือผเู้ กยี่ วข้อง
68 แนวทางการเขยี นวัตถปุ ระสงคข์ องการประเมิน 1. เขียนในรูปแบบของวัตถุประสงค์ของการวิจัยโดยระบุกิจกรรม หรืองานที่ต้องทาเพื่อตอบคาถาม การประเมิน เชน่ 1) เพอ่ื ประเมนิ ความพรอ้ ม/ความพอเพยี งของทรัพยากรทใ่ี ชใ้ นโครงการ 2) เพอื่ ประเมนิ ความก้าวหน้าของการดาเนนิ โครงการ 3) เพื่อศกึ ษาปัญหาและอปุ สรรคของการดาเนินโครงการ 2. อย่าเขียนสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น หรือเขียนสิ่งที่เป็นประโยชน์จากโครงการ เพราะจะเหมือน วตั ถุประสงค์ของโครงการ หรือประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รับ เชน่ วตั ถุประสงคข์ องโครงการ : 1) เพื่อใหน้ กั เรียนมีนิสัยรักการอา่ น 2) เพ่ือใหน้ กั เรียนมีเจตคติท่ีดตี ่อการอา่ น 3) เพ่อื ให้นกั เรยี นมลี ักษณะนสิ ัยใฝเ่ รยี นรู้ วัตถปุ ระสงคข์ องการประเมนิ : 1) เพื่อประเมนิ พฤตกิ รรมนิสยั รักการอา่ นของนักเรยี น 2) เพ่อื ประเมนิ เจตคตทิ ดี่ ีต่อการอา่ นของนักเรียน 3) เพื่อประเมินคุณลกั ษณะนสิ ัยใฝ่เรียนรขู้ องนักเรียน ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ 1) ทาใหน้ ักเรียนมนี ิสยั รกั การอา่ นดีขึน้ 2) ช่วยให้นกั เรยี นมเี จตคตทิ ี่ดตี อ่ การอา่ น 3) ทาใหน้ ักเรยี นมลี ักษณะนสิ ยั ใฝ่เรียนรู้ 3. เขียนเป็นวัตถุประสงค์ทั่ว ๆ ไป เป็นการเขียนวัตถุประสงค์การประเมินแบบกว้าง ๆ ไม่ เฉพาะเจาะจงถงึ สง่ิ ท่มี ่งุ ประเมิน เปน็ การเขียนเพยี งว่าจะประเมินโครงการอะไร เชน่ 1) เพื่อประเมนิ โครงการธนาคารความดีของโรงเรยี น..... 2) เพื่อประเมนิ ผลการดาเนนิ งานโครงการ “โรงเรียนสวยด้วยมือเรา” 3) เพื่อประเมนิ โครงการผใู้ หค้ าปรึกษาใกล้ตัว
69 4. เขียนเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์เฉพาะ การเขียนวัตถุประสงค์ของการประเมินแบบ ทั่วไป เป็นการเขียนแบบกว้าง ๆ ขาดความเจาะจง ทาให้แนวทางการวัดและประเมินยังไม่ชัดเจน โดยทั่วไป นยิ มเขียนวัตถปุ ระสงค์เฉพาะร่วมดว้ ย เชน่ วตั ถปุ ระสงคข์ องการประเมิน *วัตถปุ ระสงคท์ ั่วไป เพอ่ื ประเมินโครงการสง่ เสรมิ การเรียนรู้เพื่อพฒั นาเศรษฐกิจพอเพยี ง *วัตถุประสงค์เฉพาะ 1) เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อมเก่ียวกับ (1) เหตผุ ลความจาเป็นทางเศรษฐกิจและสังคมในพ้ืนท่ีของการจดั ทาโครงการเพื่อพฒั นา เศรษฐกิจพอเพียง (2) ความสอดคลอ้ งของโครงการกับนโยบายท่ีเก่ยี วขอ้ ง (3) ความสอดคลอ้ งของวัตถปุ ระสงคข์ องโครงการกับสภาพความจาเป็นที่โครงการตอบสนอง 2) เพื่อประเมินปัจจัยปอ้ นเก่ยี วกบั (1) ความเพยี งพอ ความเหมาะสมของงบประมาณ บุคลากร วัสดุ และระยะเวลาดาเนินโครงการ (2) ความพร้อมและการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการรองรับโครงการ (3) ความพร้อมของปจั จยั ดาเนนิ งานที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเี ครอื ขา่ ย 3) เพื่อประเมินกระบวนการดาเนินโครงการเกีย่ วกับ (1) ความสามารถในการดาเนินกจิ กรรมไดต้ ามแผนที่กาหนดไว้ (2) การบรหิ ารจัดการดา้ นบคุ ลากร (3) การบรหิ ารจัดการเกย่ี วกบั กระบวนการดาเนินงาน 4) เพ่อื ประเมนิ ผลผลติ ของโครงการเกี่ยวกับ (1) ความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกับปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งของกลุ่มเป้าหมาย (2) ความตระหนักเกีย่ วกบั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกลุ่มเป้าหมาย (3) การดาเนนิ ชวี ติ แบบปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงของกล่มุ เป้าหมาย (4) ความพงึ พอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ตามโครงการของกล่มุ เป้าหมาย (5) ผลกระทบทีเ่ กดิ ข้ึนหลังจากดาเนินโครงการ 5. เขียนเป็นวตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ โดยเนน้ ประเดน็ การประเมนิ ตวั แปรทศี่ ึกษา หรือตัวบ่งชี้การประเมิน เช่น “การประเมนิ โครงการฝกึ อบรมเร่อื งการวจิ ยั ในชน้ั เรียนสาหรับครู” วตั ถุประสงค์ของการประเมนิ 1) เพื่อประเมนิ ความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมเร่ืองการวจิ ยั ในช้นั เรยี นของครูผู้เขา้ รับการอบรม 2) เพื่อประเมนิ ความรู้ความเข้าใจในหลักการและวธิ ีการทาวิจยั ในชนั้ เรียนของครูผู้เข้ารับการอบรม 3) เพ่อื ประเมนิ ความสามารถในการเขียนโครงการวิจัยในชนั้ เรียนของครูผ้เู ขา้ รับการอบรม 4) เพ่ือประเมินพฤติกรรมการทาวจิ ยั ในช้นั เรียนของครผู ู้เขา้ รบั การอบรมหลังจากการฝกึ อบรม
70 6. การเขียนวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมินโดยองิ รูปแบบวัตถุประสงคห์ รือเป้าหมายของโครงการ เช่น “การประเมินโครงการผู้ให้คาปรกึ ษาใกลต้ วั กศน.......” วตั ถปุ ระสงค์ วตั ถุประสงค์ ประเด็นการประเมิน (ตัวแปร/ตัวบง่ ช้ี) ของโครงการ ของการประเมนิ 1. ผลของการพัฒนานกั เรยี น ให้เปน็ ผใู้ หค้ าปรกึ ษาใกล้ตวั เพ่ือพัฒนานักเรยี นให้เปน็ 1. เพื่อประเมินผลการดาเนนิ งาน 1.1 ความรูค้ วามเขา้ ใจในการ ผใู้ ห้คาปรกึ ษาใกลต้ ัว โครงการผู้ให้คาปรกึ ษาใกล้ตวั ให้คาปรึกษาสาหรับเพอื่ น วัตถปุ ระสงค์เฉพาะ วตั ถุประสงค์เฉพาะ 1.2 บุคลิกภาพของผ้ใู หค้ าปรกึ ษา ใกล้ตัว 1. เพ่ือให้นักเรยี นมีความรู้ 1.1 เพอ่ื ประเมินความรูค้ วามเขา้ ใจ 1.3 เจตคตติ อ่ การปฏิบตั ิงาน ความเข้าใจในการ ในการใหค้ าปรกึ ษาของ 1.4 ผลการปฏบิ ัตงิ านของ ให้คาปรึกษาสาหรบั เพือ่ น ผู้ใหค้ าปรึกษาใกลต้ วั ผู้ให้คาปรกึ ษาใกลต้ ัว 2. เพ่อื ให้นกั เรยี นมบี คุ ลิกภาพที่ 1.2 เพ่ือประเมนิ บคุ ลกิ ภาพ เหมาะสมในการเป็นผูใ้ หค้ าปรึกษา ของผูใ้ หค้ าปรึกษาใกลต้ วั 3. เพอ่ื ใหน้ ักเรียนมเี จตคติ 1.3 เพอ่ื ประเมนิ เจตคติต่อการ ตอ่ การปฏิบตั ิงาน ปฏบิ ตั งิ านของผใู้ หค้ าปรกึ ษา การเปน็ ผู้ให้คาปรกึ ษา ใกล้ตัว 4. เพ่ือให้นักเรียนสามารถ 1.4 เพอ่ื ประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน เป็นผ้ใู ห้คาปรกึ ษา ของผู้ให้คาปรึกษาใกล้ตวั สาหรับเพื่อนได้ 7. การเขยี นวัตถุประสงคข์ องการประเมนิ โดยอิงรปู แบบการประเมินเชงิ ระบบ เชน่ รปู แบบซิป (CIPP Model) “การประเมนิ โครงการพัฒนาวนิ ัยนกั เรียนโรงเรยี น........” วตั ถุประสงคข์ องการประเมิน 1) เพ่อื ประเมนิ ความสอดคลอ้ งระหวา่ งวตั ถปุ ระสงค์ของโครงการกับนโยบายทางการศกึ ษา และวัตถปุ ระสงค์ของโครงการกับความจาเป็นในการดาเนนิ โครงการ 2) เพอื่ ประเมินความพร้อมของงบประมาณ วสั ดุ อุปกรณ์ แหล่งเรยี นรู้ ผรู้ บั ผดิ ชอบ ผูเ้ ข้ารว่ มโครงการ และผู้สนบั สนุนโครงการ 3) เพ่อื ประเมินกระบวนการดาเนนิ โครงการเกย่ี วกบั การวางแผน การดาเนนิ งานตามแผน การติดตามผล และการนาผลไปปรับปรงุ โครงการพัฒนาวนิ ัยนกั เรียนโรงเรียน...... 4) เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการเก่ยี วกบั คุณลักษณะด้านความมวี ินยั ของนักเรียน 7 ด้าน คือ การตรงต่อเวลา ความเชื่อม่ันในตนเอง การปฏบิ ตั ิตนตามกฎเกณฑ์ของโรงเรยี นและ สงั คม ความรับผิดชอบ การเคารพสิทธิ์ของผอู้ ่นื ความอดทนอดกล้ัน และความเป็นผ้นู า
71 3. ขอบเขตการประเมิน เป็นการกาหนดกรอบหรือขีดวงจากัดของการประเมินให้ชัดเจนว่า จะทาการประเมินกว้าง แคบ หรือเฉพาะเจาะจงเพียงใด ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง โดยทั่วไปจะกาหนดขอบเขตของการประเมินให้ครอบคลุม เรอื่ งประชากรและกลุ่มตวั อย่างหรือผู้ใหข้ ้อมูล ตัวแปรที่ศึกษา/ตัวชี้วัด หรือประเด็นการประเมิน และช่วงเวลาใน การประเมนิ หลกั การ -ระบุแหลง่ ข้อมูล/ผใู้ หข้ ้อมูลในการประเมนิ หรอื -ระบจุ านวนและคุณลักษณะของประชากร -ระบจุ านวนและคณุ ลักษณะของกลมุ่ ตวั อย่าง -ระบปุ ระเด็นการประเมนิ เปน็ ข้อ ๆ ตามทก่ี าหนดไว้ในกรอบ แนวทางการประเมิน -ระบุชว่ งเวลาในการประเมิน 4. นิยามศพั ท์เฉพาะ เป็นการให้ความหมายของคา กลุ่มคา ตัวแปรที่ศึกษาหรือตัวบ่งชี้ เฉพาะในการประเมินโครงการนั้น ๆ เพื่อสือ่ ความหมายใหเ้ กดิ ความเข้าใจตรงกนั ระหว่างนกั ประเมนิ กับผู้อ่านรายงานการประเมิน จะต้องเขียนให้มี ความหมายสอดคล้องกับความหมายตามหลักวิชาการแต่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่า มีความชัดเจนและ อยูใ่ นรปู ของนยิ ามเชงิ ปฏิบตั กิ ารทสี่ ามารถวัดหรอื สงั เกตได้ หลักการ -นยิ ามโครงการหรอื สาระสาคัญอ่นื ๆ (ถา้ มี) และการประเมิน -นยิ ามประเดน็ การประเมิน ตวั ช้วี ัด และผูใ้ หข้ อ้ มลู ตามท่รี ะบไุ ว้ในกรอบแนวทางการประเมนิ ให้ครบ -ตวั ช้ีวดั ใดทตี่ อ้ งเก็บขอ้ มลู ด้วยเคร่ืองมอื ตา่ ง ๆ ควรนยิ าม ใหล้ ะเอียดพอทีจ่ ะนาไปสร้างเคร่อื งมือได้ ความยาวตัวชี้วัดละประมาณ 3-4 บรรทัด และหากระบุว่าวัดได้จาก เคร่ืองมอื ประเภทใด จานวนกี่ข้อ ก็จะดยี ิ่งขึน้ -นยิ ามใหม้ ีความเฉพาะท่ีเก่ยี วข้องกบั โครงการ ไม่ใช่นยิ ามท่วั ไป
72 ตวั อยา่ งการเขยี นนิยามศพั ท์เฉพาะ (การประเมินโครงการฝกึ อบรมทาวิจัยในชน้ั เรยี น) 1. โครงการ หมายถงึ โครงการฝึกอบรมทาวจิ ัยในชนั้ เรยี นของโรงเรยี น.................ปีการศึกษา............... 2. การวิจยั หมายถึง....................................................................... 3. การประเมิน หมายถึง การประเมินโครงการในประเด็นคุณลักษณะของครู การวิจัย และคุณภาพของ นกั เรียน 4. คุณลักษณะของครู หมายถึง พฤติกรรมของครูด้านความรู้เรื่องวิจัย ทักษะการทาวิจัย และเจตคติที่มีต่อ การทาวจิ ยั ในชั้นเรียน 4.1 ความรู้ หมายถึง...........วดั ได้จากแบบ.......จานวน....ข้อ 4.2 ทักษะ หมายถงึ ...........วดั ไดจ้ ากแบบ.......จานวน....ขอ้ 4.3 เจตคตทิ ีม่ ตี อ่ การทาวิจยั ในชนั้ เรยี น หมายถงึ ......................วัดได้จากแบบ...........จานวน....ขอ้ 5. การทาวิจัย หมายถงึ การทค่ี รูทาการสอนดว้ ยกระบวนการวจิ ัย และสามารถเขยี นรายงานการวิจัยได้อย่าง มคี ณุ ภาพ 5.1 การสอนดว้ ยกระบวนการวิจยั หมายถึง..............................วดั ได้จากแบบ.................จานวน.......ขอ้ 5.2 รายงานการวจิ ยั หมายถึง........................................................วดั ได้จากแบบ.................จานวน.......ข้อ 6. คุณภาพของนักเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้าน ........................................................... 6.1 ผลสัมฤทธิข์ องนกั เรียน หมายถงึ .......................................... 6.2 คุณลักษณะท่พี งึ ประสงค์ของนกั เรยี น หมายถงึ ..................... 7. ครู หมายถงึ ................................................................................. . 8. นักเรยี น หมายถงึ .......................................................................... 5. ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รับ เปน็ การอธิบายถึงความสาคัญหรอื ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั หลังจากดาเนินการประเมินโครงการเสร็จแล้วว่า ผลการประเมนิ นนั้ จะเป็นประโยชนต์ ่อใคร หน่วยงานใด และเปน็ ประโยชน์อย่างไร การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะ ได้รับ จะช่วยชี้ให้เห็นความสาคัญของการประเมินโครงการ ควรเขียนเป็นข้อ ๆ เรียงตามลาคับความสาคัญ เร่ิมจากขอ้ ทีม่ ีประโยชนโ์ ดยตรงมากท่ีสุดไปหาข้อที่เป็นประโยชน์น้อยที่สุด และเขียนให้สอดคล้องเชื่อมโยงกับ วัตถุประสงค์ของการประเมิน นิยมเขียนใน 2 ระดับ คือ ประโยชน์โดยตรง ซึ่งเป็นข้อค้นพบ หรือบรรลุตาม วัตถปุ ระสงคข์ องการประเมิน และประโยชน์โดยอ้อม ซ่งึ คาดวา่ จะเกดิ ข้ึนเมอื่ มีการนาผลการประเมินไปใช้ เชน่
73 ตวั อย่างการเขยี นประโยชนท์ ่คี าดว่าจะได้รบั (1) 1. กศน.อาเภอ............เป็นผู้ดาเนนิ โครงการ............................สามารถนาข้อมูลที่ได้จากการประเมิน ไปใชป้ ระโยชน์ได้ดงั น้ี 1.1 ผูบ้ ริหารและคณะครูที่เป็นผ้ดู าเนนิ งานในโครงการนาข้อมูลไปใชใ้ นการวางแผน พัฒนา และ ปรบั ปรงุ การดาเนินการ....................................ตามการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรท้องถิ่นของ กศน.อาเภอ......ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ 1.2 กศน.อาเภอ........นาขอ้ มลู ที่ได้จากการประเมนิ เสนอตอ่ ....................เพื่อขอรบั การสนบั สนนุ ในการ ดาเนนิ โครงการต่อไป 2. สถานศกึ ษาอน่ื ๆ ในจังหวัด......ท่ีให้ความสนใจในหลักสตู รทอ้ งถน่ิ ของ กศน.อาเภอ.......นาขอ้ มลู ไปเป็นแนวทางในการจดั ทาหลักสตู รท้องถิ่น เรื่อง.....................ในสถานศึกษาของตนเองต่อไป 3. ผลงานในการประเมนิ ครง้ั นี้ สามารถนาไปใชเ้ ป็นแนวทางในการประเมนิ โครงการอน่ื ๆ หรอื ท่ี เกีย่ วขอ้ งตอ่ ไป ตวั อยา่ งประโยชน์ทีค่ าดว่าจะไดร้ ับ (2) ช่ือเรอ่ื ง ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รบั 1. การประเมนิ โครงการพัฒนาและ 1. ผลการประเมินจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเกย่ี วกับอนาคต สง่ เสริมผู้มคี วามสามารถพิเศษ และการดาเนินงานโครงการ.....ตอ่ ไป ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2. ผลการประเมนิ จะเป็นประโยชนใ์ นการกาหนดนโยบายและ แนวทางการดาเนินงานของโครงการ.....ให้มีประสิทธิภาพย่ิงขึน้ 3. ไดแ้ นวทางในการดาเนินงานของโครงการ......ในระยะต่อไป 2. การประเมินผลแผนการเรียนรู้ 1. ได้ข้อมลู สารสนเทศเก่ียวกับความสาเร็จ ประสิทธผิ ล ผลกระทบ สสู่ ขุ ภาวะของสสส. ความย่งั ยนื ของแผน แผนงานและโครงการ เพ่ือใช้ในการบริหาร จัดการ และการสนบั สนนุ แผนงาน 2. ได้ทราบจดุ แข็ง จดุ อ่อน ปัญหา อปุ สรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะ สาหรบั การดาเนนิ งานเพื่อนาไปใช้ในการปรับปรุงแผนการเรยี นรู้ สูส่ ขุ ภาวะต่อไป 3. นาผลการประเมินแผนไปใช้ในการปรบั ปรงุ และพฒั นาแผนการ เรยี นรู้สสู่ ุขภาวะใหม้ ีประสทิ ธิภาพยง่ิ ข้ึน 4. ได้แนวทางในการประเมินแผนงานทเ่ี ปน็ รูปธรรม
74 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ ง เป็นการนาเสนอแนวคิด หลักการและงานวิจยั ท่ีเกยี่ วข้องกบั การประเมนิ ท่ไี ด้ศึกษามาจากเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวกับโครงการ แล้วนามาเรียบเรียงในลักษณะการสังเคราะห์เนื้อหาให้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยง ต่อเนื่องกนั ระหว่างตอน หรอื ระหว่างหวั ขอ้ พรอ้ มท้ังสรุปสาระในแต่ละตอนที่นาเสนอตามแนวคิดของนักประเมิน และสรุปเป็นกรอบแนวคิดในการประเมิน ทั้งนี้จะต้องมีการเขียนอ้างอิงเอกสาร/หลักฐานที่ใช้ศึกษาค้นคว้า ประกอบการเรยี บเรยี งเน้ือหาสาระดว้ ย โดยทั่วไปควรแบ่งเน้อื หาในการนาเสนอ ดงั น้ี ตอนท่ี 1 แนวคดิ เก่ยี วกับเรอื่ งทจี่ ัดทาโครงการ โดยกล่าวถึง ความหมาย ความสาคัญ ลักษณะ หรือประเภท วิธกี ารสง่ เสรมิ หรือพัฒนา เช่น โครงการสมนุ ไพรประยกุ ต์ ควรกลา่ วถึง ความหมาย ความสาคญั ประเภทของสมนุ ไพร การนาสมนุ ไพรมาใชป้ ระโยชน์ ตอนท่ี 2 แนวคดิ เกย่ี วกับการประเมนิ โครงการ โดยกล่าวถึง ความหมาย ประเภท รูปแบบ กระบวนการ และวิธีการประเมินที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง จะเป็นฐานความคดิ ในการประเมิน ตอนท่ี 3 แนวคดิ หรือสาระสาคัญของโครงการทม่ี งุ่ ประเมิน โดยกล่าวถงึ ความเปน็ มา วัตถุประสงค์ เปา้ หมาย และวธิ ีดาเนนิ การของโครงการ ตอนที่ 4 งานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับการประเมนิ โครงการที่ผา่ นมาแลว้ โดยกลา่ วถงึ สาระสาคญั เกี่ยวกับเรื่องที่ประเมิน ตัวแปรที่ศึกษา วิธีการประเมิน และสรุปผล จากการประเมิน (งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ งทั้งงานวิจยั ในประเทศ และงานวิจัยตา่ งประเทศ) บทที่ 3 วธิ ีดาเนนิ การ เป็นการเขยี นอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกบั วธิ ีการประเมนิ ว่า มขี ้นั ตอน และวิธีดาเนนิ การประเมินอย่างไร โดยจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง หรือแหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ใน การประเมนิ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะหข์ อ้ มูล กรอบแนวทางการประเมนิ และเกณฑ์การประเมิน 1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง หรือแหล่งข้อมลู /ผู้ให้ข้อมูล ให้กลา่ วถึงประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง หรอื แหลง่ ขอ้ มูล/ผใู้ ห้ข้อมูลสาคัญเก่ยี วกบั การประเมิน โครงการ -กรณที ่เี ปน็ ประชากรใหร้ ะบวุ ่าในการประเมนิ คร้ังนี้ ประชากรคือใคร มลี ักษณะอย่างไร มจี านวน เท่าไร การประเมินคร้ังนีศ้ ึกษาจากประชากรทงั้ หมดหรือจากกลุ่มตัวอย่าง -ถ้าจากกลมุ่ ตวั อย่างใหร้ ะบวุ ธิ กี ารสมุ่ ตัวอย่างใหช้ ดั เจนว่าส่มุ ตวั อย่างด้วยวิธใี ด มขี ้ันตอนอย่างไร มีจานวนเท่าไร -กรณที เ่ี ป็นแหลง่ ข้อมลู /ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ให้ระบุว่าเป็นแหลง่ ข้อมูลจากเอกสาร หรือบคุ คลที่ เก่ยี วข้องหรือเปน็ ผ้ใู ห้ข้อมลู สาคญั
75 2. เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ในการประเมนิ ใหร้ ะบเุ ครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล โดยกล่าวถึงชนดิ และลกั ษณะของเคร่ืองมือ วธิ ีการ สร้างหรือพฒั นา และการตรวจสอบคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ 3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ให้อธิบายถึงข้ันตอนและวธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู วา่ ได้ดาเนนิ การ อย่างไร ใครเปน็ ผู้เกบ็ เกบ็ เม่อื ไร และ เก็บข้อมูลโดยวิธีใดบ้าง เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การสอบถาม การทดสอบ การสนทนากลุ่ม หรือการ รวบรวมจากเอกสารหลักฐานท่เี กีย่ วขอ้ งกบั โครงการ 4. การวิเคราะห์ขอ้ มูล ใหอ้ ธิบายถงึ ขั้นตอนและวิธีการวเิ คราะห์ข้อมูลว่า ทาอย่างไร ใช้สถติ ิอะไรในการวเิ คราะหข์ ้อมลู เชน่ -ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้วิธีการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน หรือการ ทดสอบสมมตฐิ าน -ขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ ใช้วธิ ีการวิเคราะห์เน้ือหา 5. สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ให้ระบุชื่อสถิติที่ใช้ทั้งหมด โดยอาจนาเสนอรายละเอียดของสูตรด้วยก็ได้ หากใช้โปรแกรม สาเรจ็ รปู ก็ไม่จาเปน็ ตอ้ งเสนอสูตร 6. กรอบแนวทางการประเมิน เป็นการเขียนอธบิ ายรายละเอียดของการประเมินโครงการว่า ได้ประยุกตใ์ ช้รปู แบบแนวทางการ ประเมินอยา่ งไร แลว้ สรปุ เขียนในรูปตารางทีแ่ สดงความสมั พันธร์ ะหว่างวัตถุประสงค์ของการประเมิน ประเด็น การประเมิน ตวั แปรท่ีศกึ ษาหรอื ตวั บ่งช้กี ารประเมิน แหลง่ ขอ้ มลู /ผู้ใหข้ ้อมลู สาคัญ การเก็บรวบรวมข้อมูล การ วิเคราะหข์ อ้ มลู และเกณฑ์การประเมนิ 7. เกณฑก์ ารประเมนิ ใหร้ ะบุวา่ ในการตัดสนิ ผลการประเมินโครงการครั้งนี้ ใชเ้ กณฑ์การประเมินหรือเกณฑ์อะไรตัดสนิ บ้าง
76 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู เปน็ การนาเสนอผลท่ีได้จากการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ซึ่งเป็นผลการประเมนิ จะนาเสนอ 2 ส่วน คอื -ส่วนที่ 1 เปน็ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล หรอื ผลการประเมนิ ซึ่งอาจนาเสนอเปน็ แบบบทความ แบบบทความกง่ึ ตาราง เสนอในรูปแบบของตารางและเสนอด้วยรปู ภาพ แผนภูมหิ รอื กราฟต่าง ๆ -สว่ นท่ี 2 เป็นการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมลู โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์การประเมนิ ที่กาหนดไว้ การนาเสนอผลการประเมินมีแนวปฏบิ ัติทส่ี าคญั ๆ ดังนี้ 1. ควรนาเสนอให้เห็นภาพรวมของบทเปน็ ตอน ๆ ตามวตั ถุประสงค์ของการประเมนิ ก่อน แล้วจงึ นาเสนอรายละเอยี ดของแต่ละตอนตอ่ ไป 2. นาเสนอผลการประเมินใหค้ รบถว้ น และเรยี งตามลาดบั วตั ถุประสงค์ของการประเมนิ 3. นาเสนอผลการประเมนิ ภายใต้ขอบเขตทค่ี น้ พบเทา่ นน้ั ไม่นาความเห็นสว่ นตวั ขยายเพ่มิ เตมิ 4. นาเสนอผลการประเมินในลักษณะที่สื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย อาจเสนอในรูปของ ตาราง แผนภูมิ หรือกราฟประกอบคาบรรยาย กรณีที่นาเสนอในรูปของตาราง ให้แปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล หรอื อธบิ ายผลใต้ตาราง โดยแปลผลในระดบั การแปลความ (Translation) กลา่ วคือ แปลความผลการวิเคราะห์ ขอ้ มลู ในเชงิ สถิติและตคี วามหมาย (Interpretation) ของผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์การ ประเมนิ ทกี่ าหนดไว้ดว้ ยว่า ผลการประเมนิ นน้ั ไดต้ ามเกณฑ์การประเมินท่ีกาหนดไว้หรือไม่ บทท่ี 5 สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ เป็นการกล่าวสรุปการประเมินทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมทั้งอภิปรายผลการประเมิน และการให้ ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการประเมนิ ไปใชห้ รอื การวิจยั ประเมนิ ในครั้งต่อไป การนาเสนอในบทนี้ประกอบด้วย สาระสาคัญ 4 ส่วน คือ 1. สรปุ วธิ กี ารประเมนิ เปน็ การเขยี นโดยสรปุ (เกริน่ นา) เกี่ยวกับวธิ ีดาเนินการประเมินทั้งหมดตั้งแต่วัตถุประสงค์ของการ ประเมิน วิธีดาเนินการประเมิน ที่ประกอบด้วย แหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมลู และวิธกี ารวเิ คราะหข์ อ้ มลู 2. สรปุ ผล เปน็ การเขียนผลการประเมินโดยสรุป ให้สอดคล้องและครบถว้ นตามวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมนิ หลกั การ -เขยี นเปน็ ข้อ ๆ ตามวตั ถุประสงค์ของการประเมิน เช่นเดียวกบั ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลใน บทท่ี 4 เพยี งแตไ่ มม่ ตี ารางรายละเอยี ดผลการวิเคราะห์ ไมค่ วรเสนอค่าสถติ ิใด ๆ อกี และไม่แสดงความเห็นใด ๆ แนวทาง -ผลการประเมนิ ....................พบวา่ ........................ -ผลการประเมิน....................พบว่า........................
77 3. อภิปรายผล เปน็ การแปลความของผลการประเมินในระดับการขยายความ โดยการนาเอาแนวคิด ทฤษฎี หรือ ผลการวจิ ัย/ประเมินต่าง ๆ มาสนับสนุนการอภิปรายผล และไม่จาเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามข้อสรุปผล การประเมนิ อาจยกมาเพียงประเด็นที่น่าสังเกต เป็นจุดเด่น จุดด้อย หรือผลการประเมินไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แล้วนามาอภิปรายผล ควรเน้นการอภิปรายผลที่เกิดจากโครงการว่ามีความจริงเพียงใด ข้อจากัดของการ ประเมินมอี ิทธิพลต่อผลการประเมนิ หรือไม่อย่างไร เปรียบเทียบให้เห็นว่าการมีโครงการกับไม่มีโครงการได้ผล ต่างกันอย่างไร ควรปรับโครงการในด้านใดบ้าง อย่างไร ควรดาเนินการต่อไปหรือยกเลิกโครงการ อภิปราย เกีย่ วกับความคมุ้ คา่ ของโครงการโดยอาจเปรยี บเทยี บกับโครงการอื่น ๆ เป็นตน้ หลกั การ – เขียนอภิปรายเป็นข้อ ๆ โดยยดึ วตั ถุประสงค์ของการประเมนิ เป็นหลัก – เพ่ือมใิ ห้อภิปรายนอกเหนือจากผลการประเมิน ควรขน้ึ ต้นแต่ละข้อดว้ ยคาว่า “จากผลการประเมินท่ีพบว่า....” – อภิปรายโดยแสดงเหตุผล วิเคราะห์ วจิ ารณ์ ผลการประเมินท่ีได้ เพื่อใหเ้ ช่ือมโยงไปสู่ขอ้ เสนอแนะ แนวทาง จากผลการประเมนิ ทพ่ี บว่า.................................... 4. ข้อเสนอแนะ การเขียนขอ้ เสนอแนะ ทาได้ 2 ลกั ษณะ คอื -ข้อเสนอแนะในการนาผลการประเมินไปใชใ้ นการตัดสนิ ใจ เพือ่ ปรับปรุงและพฒั นาโครงการ -ขอ้ เสนอแนะเพื่อการวิจยั ประเมินในครั้งต่อไป การเสนอแนะท้งั 2 ลกั ษณะจะต้องอยู่บนฐานข้อมูลผลการประเมินที่ได้จากการประเมิน มิใช่เขียน ข้อเสนอแนะจากความคิดเห็น หรือสามญั สานึกของนักประเมิน หัวใจสาคญั ของการประเมินโครงการคือการให้ ข้อเสนอแนะที่มีความหลากหลาย มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับความต้องการของ กลุ่มเป้าหมาย หรอื ผูใ้ ชข้ ้อมลู ผลการประเมินประกอบการตัดสินใจ ข้อเสนอแนะในการนาไปใช้ หลักการ – เขียนเป็นข้อ ๆ ต้องเชื่อมโยงเฉพาะจากผลการประเมินโครงการครั้งนี้เท่านั้น ต้อง ชัดเจน เปน็ รปู ธรรม มีความเป็นไปได้ในการนาไปปฏิบตั เิ พื่อปรับปรงุ พฒั นา หรือตดั สนิ ใจเกีย่ วกับโครงการ แนวทาง – จากผลการประเมินทพ่ี บว่า..................จึงควร...... ขอ้ เสนอแนะในการประเมินหรอื วิจยั ครง้ั ต่อไป หลักการ – เขียนเป็นข้อ ๆ เสนอแนะเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่ประเมินเท่านั้น เสนอแนะให้ประเมนิ เพิม่ เติมในประเดน็ ความกว้างและ/หรอื ลุ่มลึกกวา่ เดิม ขอ้ เสนอแนะต้องมคี วามเป็นไปได้ หากไม่ให้เป็นการเสนอแนะลอย ๆ ควรต่อด้วยคาว่า “เพื่อ” (จะได้สารสนเทศอะไรเพิ่มเติม และสามารถจะ นาไปใช้ประโยชนไ์ ด้อยา่ งไร) และอาจเสนอแนะให้ทาวจิ ยั ท่เี อื้อต่อการประเมนิ คร้งั ต่อไปด้วยก็ได้ แนวทาง – ควรประเมนิ เก่ยี วกับ.....................เพื่อ.............. – ควรวจิ ยั เก่ยี วกบั ...........................เพอื่ ..............
78 การเขยี นส่วนอ้างองิ เป็นส่วนสดุ ท้ายของรายงานการประเมนิ ทจ่ี ะช่วยให้รายงานการประเมินมีความสมบูรณ์ย่งิ ขึน้ บรรณานกุ รม เป็นรายชื่อ เอกสาร หนังสือ สิ่งพิมพ์และวัสดุอ้างอิงทั้งหมดที่นักประเมินนามาใช้ประกอบการ เขยี น ศกึ ษาคน้ ควา้ และอ้างอิงในงานประเมินของตน เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าการเขียนรายงานการประเมิน เป็นการศกึ ษาคน้ คว้าจากแหล่งท่ีเช่ือถือได้ โดยรวบรวมไว้ตอนท้ายของรายงานเพื่อประโยชน์สาหรับผู้สนใจได้ ติดตามศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารเหล่าน้ัน หลักการเขียนบรรณานุกรมให้ยึดตามคู่มือการเขียนของแต่ละสถาบัน หรือหน่วยงาน ซึ่งจะ กาหนดหลักการและรายละเอียดต่าง ๆ ของเอกสารในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันเฉพาะรูปแบบ การเขียนเท่านั้น ถ้าเลือกใช้รูปแบบการเขียนแบบใด ก็จะต้องใช้รูปแบบนั้นในการเขียนรายงานการประเมิน ตลอดทัง้ เลม่ ภาคผนวก เปน็ รายละเอียดตา่ ง ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกับงานประเมินทต่ี อ้ งการนาเสนอยืนยันเพื่อแสดงถึงการดาเนินการ ประเมินอย่างเป็นระบบ และเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลงานประเมิน อีกทั้งจะเป็นการช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจ รายงานการประเมินได้ดีย่งิ ขน้ึ และได้เห็นแบบอย่างหรอื แนวทางการดาเนินงานในบางประการ เชน่ -ภาคผนวก ก รายละเอยี ดโครงการ -ภาคผนวก ข เครื่องมอื ทใี่ ชใ้ นการประเมิน -ภาคผนวก ค รายนามผทู้ รงคณุ วฒุ ใิ นการตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ
79 หลกั การเขยี นรายงานการประเมิน 1. ความถูกตอ้ ง เน้อื หาสาระทกุ รายการท่ีนามาเรียบเรียงไว้ในรายงานการประเมิน จะต้องมคี วามถกู ตอ้ งตรงตาม หลักการวิจัยเชิงประเมินหรือการประเมินโครงการ ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา รูปแบบของรายงานการ ประเมินทก่ี าหนดไว้ และเป็นทีย่ อมรบั ในทางวิชาการ 2. ความสมบูรณ์ครบถ้วน เนอื้ หาสาระในรายงานการประเมนิ จะตอ้ งมีความสมบรู ณ์ครบถว้ นทกุ หัวข้อตามขน้ั ตอนของ กระบวนการประเมนิ หรอื สว่ นประกอบของรายงานการประเมนิ ท่ีควรจะเป็น หรือตามรปู แบบท่กี าหนดไว้ 3. ความเปน็ ระบบ รปู แบบ วิธีการเขยี น วิธีการอา้ งองิ และการพิมพจ์ ะตอ้ งมีความเปน็ ระบบ เป็นไปตามกรอบ โครงสรา้ ง หรอื ส่วนประกอบของรายงานการประเมินท่ีกาหนด โดยนาเสนอใหเ้ ป็นระบบเดยี วกนั ตลอดท้ังเลม่ 4. ความสมั พันธส์ อดคล้องเชอื่ มโยง เนอ้ื หาสาระระหวา่ งบท ระหวา่ งตอน จะต้องมคี วามสัมพนั ธส์ อดคลอ้ งเชื่อมโยงกันโดยตลอด เป็นเหตุเป็นผลสอดรับกันอย่างต่อเนื่อง เช่น ความสัมพันธ์สอดคล้องเชื่อมโยงระหว่างวัตถุประสงค์ของการ ประเมนิ กบั ขอบเขตของการประเมิน ผลท่คี าดวา่ จะได้รบั กรอบแนวทางการประเมิน และผลการประเมิน 5. ความสมา่ เสมอ การใช้คา วลี หรอื ข้อความในรายงานการประเมนิ จะตอ้ งเป็นแบบเดยี วกัน หรอื มีความสม่าเสมอ คงเส้นคงวาตลอดทั้งฉบับเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสนหรือเข้าใจผิดคลาดเคลื่อน เช่น การใช้คาว่า “การ ดาเนนิ โครงการ” “การดาเนนิ การโครงการ” “การดาเนินงานโครงการ”หรือ “การดาเนินงานตามโครงการ” ปรากฏในรายงานการประเมินฉบับเดียวกัน ซง่ึ ควรจะเลอื กใช้คาใดคาหนึง่ ใหเ้ หมอื นกันทง้ั ฉบบั 6. ความกระจ่างชัด ขอ้ ความหรอื ภาษาที่ใชใ้ นการเขียนรายงานการประเมนิ จะตอ้ งมคี วามชัดเจน ไมก่ ากวม หรอื คลุมเครือ สามารถทาให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาสาระในรายงานการประเมินได้อย่างง่ายและถูกต้อง โดยไม่ต้อง ตคี วาม
80 7. ความตรงประเด็น เนอ้ื หาสาระทนี่ าเสนอตอ้ งม่งุ ตอบคาถามเชิงประเมินหรือตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมินที่ กาหนดไวเ้ ป็นหลัก หลีกเล่ียงการเขยี นวกวนหรอื ยดื ยาวท่มี สี าระไมต่ รงประเด็น 8. ความมเี หตผุ ล เนอ้ื หาสาระท่ีปรากฏในรายงานการประเมิน จะตอ้ งมีเหตผุ ลทแี่ น่นหนา และขอ้ มลู หลักฐาน อา้ งอิงสนบั สนุนท่ีเพียงพอและน่าเชื่อถือ จึงจะมีคุณค่าที่เชื่อมั่นต่อการนาผลการประเมินไปใช้ในการตัดสินใจ เก่ียวกับโครงการ 9. ความตอ่ เน่ือง ควรจัดระบบความคิดและการนาเสนอเนอ้ื หาสาระให้เปน็ ระบบระเบยี บ และเรยี บเรียงขอ้ ความ ต่าง ๆ อยา่ งเปน็ เหตเุ ป็นผลสืบเนือ่ งต่อกนั ระหวา่ งหวั ข้อเรอื่ งและภายในแตล่ ะเร่ือง โดยเริ่มจาก เหตุหรือความ เป็นมาและความสาคัญของการประเมิน วัตถุประสงค์ของการประเมิน ขอบเขตของการประเมิน นิยามศัพท์ เฉพาะ วิธีการประเมิน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการ วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการประเมิน อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ โดยเสนอประเด็นต่าง ๆ ให้ต่อเนื่อง สอดคลอ้ งกนั 10. ความเป็นเอกภาพ เนื้อหาสาระในแต่ละบท แต่ละตอน หรอื แตล่ ะเร่อื ง จะตอ้ งเรยี บเรียงให้มคี วามเป็นเอกภาพ หรือเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ในบทที่ 3 วิธีดาเนินการ จะต้องกล่าวถึง วิธีการหรือแนวทางการประเมิน ซึ่ง ประกอบด้วย รูปแบบการประเมิน ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง หรือแหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ใน การประเมิน การเกบ็ รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และเกณฑ์การประเมินเท่านั้น จะไม่มีการกล่าวถึงผล การวิเคราะหข์ อ้ มลู อภิปรายผล หรอื ขอ้ เสนอแนะ หรอื เรอื่ งอื่น ๆ
81 บรรณานุกรม จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , คณะครุศาสตร์. รูปแบบการประเมินโครงการ. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : http://econ.tu.ac.th/class/archan/Sakon/ME%20701. (วนั ทีค่ ้นข้อมูล : 26 สงิ หาคม 2557). ดารง วฒั นา. คูม่ อื การจดั ทาแผนยุทธศาสตร์สาหรับหนว่ ยงานภาครฐั . คณะรฐั ศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ม.ป.ป. เทียนฉาย กรี ะนนั ท.์ “การวางแผนและการจัดทาโครงการของรฐั .” ใน สมหวงั พิธิยานุวฒั น.์ บรรณาธกิ าร. รวมบทความทางการประเมนิ โครงการ. พิมพค์ รงั้ ท่ี 4. กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลยั , 2537. นงลักษณ์ วริ ัชชยั รงุ่ นภา ตั้งจติ รเจริญกุล และชยตุ ม์ ภิรมยส์ มบตั ิ. รายงานการวจิ ยั โครงการวจิ ยั การ ประเมินโครงการสมชั ชาคุณธรรมแห่งชาตแิ ละตลาดนดั คณุ ธรรม ครงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ : ศูนย์คุณธรรม, 2549. นิสา ชอบกิจ. การประเมนิ โครงการอนุรกั ษแ์ ละฟ้นื ฟศู ิลปวฒั นธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน อาเภอควนโดน จงั หวดั สตลู . วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ (การประเมินการศกึ ษา) สาขาวชิ าการวัดและประเมินผลการศกึ ษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช, 2553. ปกรณ์ ปรียากร. การบรหิ ารโครงการ : แนวคิดและแนวทางในการสร้างความสาเรจ็ . พิมพค์ รั้งที่ 7. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์เสมาธรรม, 2548. ประชมุ รอดประเสรฐิ . การบริหารโครงการ. พมิ พ์ครั้งท่ี 2. กรงุ เทพฯ : เนตกิ ุลการพมิ พ์, 2535. พชิ ิต ฤทธิ์จรญู . เทคนคิ การประเมนิ โครงการ. พิมพ์ครง้ั ท่ี 2. กรุงเทพฯ : เฮา้ ส์ ออฟ เคอรม์ ิสท,์ 2557. พสิ ณุ ฟองศร.ี การประเมินโครงการฝกึ อบรม. กรุงเทพฯ : ดา่ นสทุ ธาการพมิ พ,์ 2553. . เทคนคิ วิธีประเมินโครงการ. พิมพค์ รั้งท่ี 8. กรุงเทพฯ : ดา่ นสุทธาการพมิ พ์, 2556. เพียงใจ เขยี วเสมอ. รายงานการประเมินโครงการรักการอา่ นของนักเรยี นโรงเรยี นนาหลวง. ผลงาน การเรยี นการสอนรายวิชาการประเมนิ โครงการ หลักสูตรครศุ าสตรมหาบัณฑิต คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั บ้านสมเดจ็ เจา้ พระยา, 2551. เยาวดี รางชัยกลุ วบิ ูลยศ์ รี. การประเมินโครงการ : แนวคิดและแนวปฏบิ ตั ิ. กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พ์แหง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2542. ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.2542. กรงุ เทพฯ : นานมีบุค๊ ส,์ 2546. ลดั ดาวลั ย์ เสียงสังข.์ รายงานการประเมินโครงการสมุนไพรประยุกต์โรงเรียนชโิ นรสวทิ ยาลัย. ผลงานการเรยี นการสอนรายวิชาการประเมินโครงการ หลกั สูตรครศุ าสตรมหาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏบา้ นสมเด็จเจ้าพระยา, 2551. ศริ ิชัย กาญจนวาสี. ทฤษฎกี ารประเมนิ . พิมพค์ รง้ั ที่ 7. กรุงเทพฯ : โรงพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 2552.
82 ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์. หลกั การและเทคนิคการประเมนิ ทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : เดอะมาสเตอร์ กรปุ๊ แมเนจเม้นท์, 2544. สมคิด พรมจุย้ . เทคนิคการประเมินโครงการ. พิมพ์ครั้งที่ 5. นนทบุรี : จตพุ ร ดีไซด,์ 2550. . การเขยี นรายงานการประเมินโครงการ. พมิ พ์ครั้งที่ 2. นนทบรุ ี : จตุพร ดีไซน,์ 2554. สมคิด พรมจ้ยุ และคณะ. การประเมนิ โครงการพัฒนาและส่งเสริมผ้มู ีความสามารถพเิ ศษทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (พสวท.) ระยะท่ี 3 (พ.ศ.2540-2544). สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลย,ี 2545. สมบัติ สวุ รรณพิทักษ์. “การพัฒนานโยบาย แผนงาน และโครงการ.” ใน ประมวลสารชุดวชิ าการประเมนิ นโยบาย แผนงาน และโครงการ. (หนว่ ยท่ี 2). นนทบุรี : มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช, 2555. สมหวัง พธิ ิยานวุ ัฒน์. “ความรพู้ ้นื ฐานสาหรบั การประเมนิ โครงการทางการศกึ ษา” ในสมหวงั พิธิยานวุ ฒั น์ บรรณาธกิ าร รวมบทความทางการประเมินโครงการ. พมิ พค์ ร้ังที่ 3 : กรุงเทพฯ : โรงพิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2549. . วิธีวทิ ยาการประเมนิ : ศาสตรแ์ หง่ คุณคา่ . พิมพ์ครั้งท่ี 5. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2553. สานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. การประเมนิ โครงการพลังเพ่ือน. สานักนโยบายและยทุ ธศาสตร์ สานักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ, 2547. สานกั บรหิ ารงานการศึกษานอกโรงเรียน. “โครงการส่งเสริมการเรยี นรเู้ พื่อพฒั นาเศรษฐกิจพอเพยี ง.” ใน รายงานการประเมนิ โครงการสง่ เสริมการเรยี นรู้เพ่อื พฒั นาเศรษฐกจิ พอเพียง. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ตารวจ, 2550. สาราญ มีแจง้ . การประเมินโครงการทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : นิชินแอดเวอรไ์ ทซง่ิ กรุฟ๊ , 2544. สุภมาส องั ศโุ ชต.ิ “รปู แบบการประเมนิ นโยบาย แผนงาน และโครงการ.” ใน ประมวลสาระชุดวิชาการ ประเมินนโยบาย แผนงาน และโครงการ. หน่วยท่ี 5. นนทบรุ ี : สานักพมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช, 2555. สุรพล พรชยั . รายงานการประเมนิ โครงการพฒั นาการเรยี นการสอนสาระวิทยาศาสตร์โรงเรยี นวัดใหญ.่ ผลงานการเรียนการสอนรายวชิ าการประเมินโครงการ หลกั สตู รครุศาสตรมหาบณั ฑิต คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บ้านสมเด็จเจา้ พระยา, 2551. สวุ ิมล ติรกานนั ท.์ การประเมินโครงการ : แนวทางสูก่ ารปฏบิ ัต.ิ กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. . การสรา้ งเคร่ืองมือวัดตัวแปรในการวิจยั ทางสงั คมศาสตร์ : แนวทางสกู่ ารปฏิบตั .ิ พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2551. . ระเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั ทางสังคมศาสตร์ : แนวทางสู่การปฏบิ ตั ิ. พิมพค์ ร้ังท่ี 10. กรุงเทพฯ : โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2555.
83 Fitzpatrick, J.L., Sanders, J.R. and Worthen, B.R. Program Evaluation, Alternative Approaches and Practical Guidelines. New York : Longman, 2004. Kirkpatrick, D.L. Evaluating training programs : the four level. 2nd ed.. San Francisco : Berrett-Koehler, 1998. Mehrens and Lehmann. Measurement and Evaluation in Education and Psychology. 2nd ed.. New York : Holt, Rinehart and Winoton, 1978. Rossi, P.H. Lipsey, M.K. and Freeman, H.E. Evaluation : a Systematic Approach. 7th ed.. Newbery Park, CA : Sage, 2004. Stufflebeam, D.L. and Shinkfield, A.J. Systematic Evaluation. Boston : Kluwer-Nijhoff, 1990. Worthen, B.R. and Sanders, J.R. Educational Evaluation : Theory and Practice. CA : Wadsworth, 1973.
84 ภาคผนวก ตวั อยา่ งการเขยี นสว่ นเนื้อเรื่อง (บทที่ 1-5) บทท่ี 1 บทนา เป็นการเขียนนาเข้าสเู่ รอื่ งทจี่ ะทาการประเมิน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นความสาคัญของเรื่องที่จะ ทาการประเมิน ซึ่งจะมีหัวข้อและรายละเอียดเหมือนกับที่เขียนไว้ในข้อเสนอโครงการประเมิน ต่างกันที่ ข้อเสนอโครงการประเมินเป็นแผนการประเมินที่ยังไม่ได้ดาเนินการประเมิน แต่รายงานการประเมินเป็นการ นาเสนอสาระเกี่ยวกับการประเมินที่ได้ดาเนินการไปแล้ว ภาษาที่ใช้จึงเป็นประโยคอดีตกาล และในบางหัวข้อ อาจมีการขยายความหรือปรับเพ่มิ รายละเอียดมากขึ้น การเขยี นในแต่ละหวั ขอ้ ของบทนามีแนวปฏบิ ัติ ดังน้ี ความเป็นมาและความสาคญั ของการประเมิน เป็นการเขียนถึงภูมิหลังที่มาของสภาพของปัญหาและเหตุผลที่ต้องจัดทาโครงการ รวมทั้งเหตุผลท่ี ต้องการประเมิน โดยมุ่งตอบคาถามว่า ทาไมจึงต้องทาการประเมินโครงการนั้น มีเหตุผลและความจาเป็น อยา่ งไร และเม่ือทาการประเมนิ แล้ว คาดวา่ จะได้รับประโยชน์อย่างไร สาระโดยสรุปของโครงการ ปัญหาวิจัย เชิงประเมินหรือประเด็นการประเมินที่นักประเมินต้องการค้นหาคาตอบ และลงสรุปด้วยเหตุผลหรือ ความสาคัญของการประเมินโครงการครงั้ น้ี รปู แบบการเขียนจะนาเสนอเป็นภาพกว้างสู่ภาพเล็กในลักษณะรูป สามเหลีย่ มหน้าจวั่ ควา่ ตัวอย่างการเขยี นความเป็นมาและความสาคญั ของการประเมนิ จากรายงานการประเมินโครงการพลังเพื่อน (สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2547 : 1-2) ไดเ้ ขยี นความเป็นมาและความสาคัญของการประเมิน ดังนี้ ความเปน็ มาและความสาคัญของการประเมนิ เด็กและเยาวชนถือว่าเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในทุกสังคมจึงได้ดาเนินการ ปกป้อง คุ้มครองเด็กตั้งแต่คลอดออกมากจากครรภ์มารดา และอยู่รอดเป็นมนุษย์ เพื่อให้เป็นบุคคลที่มีความ สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศตามความแตกต่างทางศักยภาพ สามารถ ดาเนินชีวิตในสังคมประชาธิปไตยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นบุคคลที่สามารถรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครวั สงั คม และประเทศชาติ เปน็ บคุ คลท่ีสามารถสรา้ งสันตสิ ุขรว่ มกบั ผู้อื่น สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สภาพปัจจุบันพบว่า เด็กและเยาวชนยังขาดการดูแลเอาใจใส่จากสังคม รอบตัวเด็ก เด็กบางส่วนยังถูกทอดทิ้ง ถูกทารุณกรรม มีการนาเด็กและเยาวชนไปหาประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ประกอบกับสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ส่งผลให้เด็กและเยาวชนบางส่วนไม่สามารถปรับตัวในสังคมได้ หากเด็กและ เยาวชนไมไ่ ดร้ ับการแนะนาช่วยเหลือจากบคุ คลท่ีเกี่ยวข้องแล้ว ก็จะทาให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ทวีความรุนแรง และสง่ ผลกระทบกลายเป็นปัญหาสังคมทซี่ ับซ้อนมากยง่ิ ข้นึ
85 จากปัญหาของเด็กและเยาวชนดังกล่าว จาเป็นที่ทุกฝ่ายควรจะได้เข้ามามีบทบาทในการจัดการกับ ปญั หา นับต้งั แตต่ ัวเด็กและเยาวชน กล่มุ เพอ่ื นของเด็กและเยาวชน บิดามารดา ผปู้ กครอง หนว่ ยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับเด็กและเยาวชนเหล่านั้น และการดาเนินงานเพื่อการจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ เด็กและเยาวชน ควรประกอบด้วยการแก้ไขปัญหาโดยทันท่วงที (intervention) การแก้ปัญหาในระยะยาว และท่ีสาคญั ทสี่ ุดกค็ ือ การปอ้ งกนั มใิ ห้เกิดปัญหาเหลา่ น้ขี ้ึน จากการศึกษาจานวนเยาวชนที่กระทาความผิด และมาสู่ศาลเยาวชนและครอบครัวกล่าว พบว่าใน ปี พ.ศ. 2546 มเี ยาวชนท่กี ระทาความผิด จานวน 4,583 คน เป็นนักเรียน จานวน 4,541 คน มีเยาวชนที่ไม่ได้ เรียนหนังสือ จานวน 42 คน (จารุนันท์ อึ้งภากรณ์, 2547) และสาเหตุของคดีเหล่านี้สามารถที่จะป้องกันได้ คณะผูพ้ พิ ากษาสมทบเยาวชนและครอบครวั กลาง ฝ่ายคุ้มครองสทิ ธิเด็กได้ตระหนักและเห็นความสาคัญในการ ที่จะป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนกระทาความผิดในคดีต่าง ๆ ประกอบกับในปี พ.ศ. 2547 เป็นปีที่สมเด็จ พระนางเจา้ สริ กิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถจะมพี ระชนมายุ ครบ 6 รอบ ในวันท่ี 12 สิงหาคม 2547 จึงเห็นสมควรท่ี จะได้ดาเนินการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิม พระเกยี รติเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา รองประธานผู้พิพากษาสมทบศาลคดี เด็กและครอบครัวกลาง ฝา่ ยค้มุ ครองสิทธิเด็ก (นางวณี า ชินวัตร) จึงได้นาแนวคิดในการป้องกันปัญหาเด็กและ เยาวชนแบบบูรณาการในลักษณะสหวิชาชีพ (multidisciplinary approaches) เข้าหารือกับรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตรุ นต์ ฉายแสง) และคณะรัฐมนตรีจึงไดม้ มี ติบญั ญัติโครงการพลังเพื่อน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2547 โดย แนวคดิ การดาเนนิ โครงการจะใช้วธิ ีการรว่ มมือ ร่วมใจใหค้ วามรู้ทเ่ี ป็นความรู้บริบท (contextual knowledge) ในการป้องกันตนเองของเด็กและเยาวชนจากโอกาสต่าง ๆ ที่จะนาไปสู่ปัญหาการกระทาผิดของเด็กและเยาวชน รวมทั้งการเปดิ โอกาสใหห้ น่วยงานตา่ ง ๆ ชว่ ยกันดแู ลช่วยเหลือเดก็ และเยาวชนใหส้ ามารถดารงชีวิตในสังคมได้ อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรับผิดชอบ มีความเข้มแข็ง มีจิตสานึกที่ดี มีจิตใจเป็น สาธารณะในการที่จะดูแล ช่วยเหลือ เกื้อกูลเอื้ออาทรผู้อื่น เป็นการใช้พลังของเด็กและเยาวชนด้วยกันเองใน การป้องกันและแก้ไขปัญหาของเขาเหล่านั้น โครงการพลังเพื่อนตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรฐั มนตรี เปน็ ประธานกรรมการอานวยการ นางวีณา ชินวัตร เป็นประธานกรรมการดาเนินงาน และ กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพหลัก ได้เริ่มดาเนินโครงการนารองมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 และ กาหนดสิ้นสุดโครงการในระยะแรกในเดือนพฤศจิกายน 2547 เพื่อให้การดาเนินโครงการพลังเพื่อนมี กระบวนการที่สมบูรณ์ คณะกรรมการโครงการพลังเพื่อนจึงได้จัดทาการประเมินโครงการพลังเพื่อนขึ้น เพื่อที่จะได้ทราบผลการดาเนินโครงการพลังเพื่อน ซึ่งจะช่วยให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ปรับปรงุ และพฒั นาโครงการใหม้ ีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ข้ึน
86 วัตถปุ ระสงค์ของการประเมิน เปน็ การเขียนถงึ ความตอ้ งการหรอื เปา้ หมายทนี่ ักประเมนิ ตอ้ งการศึกษาค้นหาคาตอบโดยกระบวนการวจิ ัย เชงิ ประเมนิ ดงั นนั้ การเขียนวัตถุประสงค์จึงต้องเขียนสงิ่ ที่ตอ้ งการทาเพื่อตอบคาถามการประเมินหรือประเด็น ทมี่ ุง่ ประเมินเกยี่ วกับโครงการ มิใช่เขียนในสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการหรือประโยชน์ที่คาด วา่ จะไดร้ บั จากการประเมนิ โครงการ แนวทางการเขยี นให้ยึดแนวปฏบิ ตั ิเช่นเดียวกับการเขียนวัตถุประสงค์ของ การประเมนิ ในข้อเสนอโครงการประเมิน ตวั อย่างการเขียนวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมิน จากรายงานการประเมนิ เร่ือง การประเมนิ โครงการสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและตลาดนัดคุณธรรม ครัง้ ที่ 1 (นงลกั ษณ์ วิรัชชัย รุ่งนภา ตั้งจิตรเจรญิ กลุ และ ชยุตม์ ภิรมย์สมบัติ, 2549) กาหนดวัตถุประสงค์ของ การประเมิน ดงั นี้ วตั ถุประสงคข์ องการประเมนิ 1. เพ่อื ประเมนิ ผลการจดั โครงการสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและตลาดนัดคุณธรรมด้านวิธีดาเนินการ และผลการดาเนนิ งาน 2. เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างคุณธรรมจริยธรรมที่ศูนย์คุณธรรมได้ดาเนินการไปแล้วกับ คณุ ธรรมจรยิ ธรรมอนั เปน็ จดุ เร่มิ ตน้ และเจตนารมณร์ ว่ มกันของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ 3. เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงด้านคุณธรรมจริยธรรมในด้านความเชื่อมั่น แรงจูงใจ การร่วมมือ รวมพลัง และวัฒนธรรมการประเมิน รวมทั้งการศึกษาความเปลี่ยนแปลง/พลวัตระหว่างการดาเนินงานตาม กระบวนการสมชั ชาคุณธรรมแหง่ ชาติ 4. เพือ่ ประเมนิ ผลกระทบที่เกดิ จากโครงการสมัชชาคณุ ธรรมแห่งชาตแิ ละตลาดนดั คุณธรรมคร้ังที่ 1 ขอบเขตของการประเมิน เป็นการกาหนดกรอบหรือขีดวงจากัดของการประเมินให้ชัดเจนว่า จะทาการประเมินกว้าง แคบ หรือเฉพาะเจาะจงเพยี งใด ครอบคลุมเรอื่ งอะไรบ้าง โดยทว่ั ไปจะกาหนดขอบเขตของการประเมินให้ครอบคลุม เรื่อง ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง หรอื ผใู้ ห้ขอ้ มลู ตวั แปรทศี่ กึ ษาหรือประเดน็ การประเมิน ช่วงระยะเวลาในการ ประเมนิ ตวั อย่างการเขียนขอบเขตของการประเมิน จากรายงานการประเมินเรื่อง การประเมินโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2540-2544) (สมคิด พรมจุ้ย และคณะ, 2545) ได้กาหนด ขอบเขตของการประเมินไว้ ดงั นี้
87 ขอบเขตของการประเมิน 1. การประเมินครั้งนี้ เป็นการประเมินโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ระยะท่ี 3 (พ.ศ. 2540-2544) 2. การประเมินครั้งนี้มุ่งเน้นประเมินโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ใน 3 ประเดน็ คอื 2.1 ประเมินประสิทธิผลของโครงการ พสวท. ในเรื่อง การคัดเลือก การพัฒนาและส่งเสริมใน ระหวา่ งศกึ ษา และผสู้ าเรจ็ การศึกษา 2.2 ศึกษาความคิดเห็นและเจตคติของนักเรียน นักศึกษา และผู้สาเร็จการศึกษาในเรื่อง การคัดเลือก การพัฒนาและส่งเสริมในระหว่างศึกษา การทางานหลังสาเร็จการศึกษา และโครงการ พสวท. 2.3 การศกึ ษารปู แบบของโครงการ พสวท. ในอนาคต 1) รปู แบบการดาเนินงานของโครงการ พสวท. ระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ในด้าน ข้อแตกตา่ ง ข้อดีหรือขอ้ เสีย 2) รูปแบบของโครงการ พสวท. ในอนาคต 3) ข้อดี ข้อเสีย ในการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการผลิตบุคลากรทางด้าน วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 3. ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบโครงการ นักเรียน นักศึกษา นิสิต ผู้สาเร็จการศึกษา ผู้บังคับบัญชา กลุ่มผู้สละสิทธิ์ ผู้ออกกลางคัน อาจารย์ที่ปรึกษา ศูนย์โรงเรียนและ มหาวทิ ยาลัย ผ้ปู กครองนักเรียน นกั ศกึ ษาในโครงการ และผู้ทีม่ ีสว่ นเกย่ี วขอ้ งกับโครงการ พสวท. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ เป็นการให้ความหมายของคา กลุ่มคา หรือตัวแปรที่ศึกษาเฉพาะในการประเมินโครงการนั้น ๆ เพื่อสื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างนักประเมินกับผู้อ่านรายงานการประเมิน การเขียนคานิยาม ศัพท์จะต้องให้มีความหมายสอดคล้องกับความหมายตามหลักวิชาการ แต่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่า มคี วามชัดเจนและอย่ใู นรูปของนยิ ามเชงิ ปฏิบตั กิ ารท่สี ามารถวัดหรือสังเกตได้ ตัวอยา่ งการเขียนนิยามศพั ทเ์ ฉพาะ จากรายงานการประเมินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ ชุมชน อาเภอควนโดน จงั หวดั สตูล (นิสา ชอบกจิ , 2553 : 7-8) ได้ใหน้ ยิ ามศพั ท์เฉพาะไว้ ดังนี้
88 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 1. โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน อาเภอควน โดน จังหวัดสตูล หมายถึง โครงการที่ดาเนินงานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ดาเนินงานโดยโครงการสือ่ พนื้ บา้ นส่ือสารสุข (สพส.) ซ่ึงได้รับทุนจากสานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) โดยใชล้ ักษณะในการดาเนนิ โครงการเป็นการจดั ทาคา่ ยเผยแพร่ความรใู้ ห้แกค่ นในทอ้ งถ่ิน 2. การอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้านในแง่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว รูปแบบ สภาพที่เป็นอยู่ และให้ความสนใจที่จะสนับสนุน คุ้มครอง ศลิ ปวฒั นธรรมพื้นบา้ นใหด้ ารงคงอยู่ไว้ทั้งในรูปธรรม นามธรรม เป็นการรื้อฟื้นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่จะสูญ หายไป โดยใชว้ ิธกี ารทที่ าใหเ้ กิดความรัก ความหวงแหน ความเข้าใจ และความภาคภมู ิใจในความเปน็ ทอ้ งถิน่ 3. ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” หมายถึง ศิลปะการร่ายราที่แสดงเป็นคู่ ๆ ระหว่างชาย-หญิง ยิ่งมากคู่ยิ่งสนุกและดูสวยงาม ท่าราของดาระจะแปรเปลี่ยนไปตามเนื้อเพลง ซึ่งการแสดงนี้ยังมีปรากฏอยู่ใน อาเภอควนโดน จังหวดั สตลู ซึ่งนับเป็นการเล่นของไทยมุสลิมทีร่ บั เอาแบบอย่างมาจากมลายูเดิมอีกชนิดหน่งึ 4. การประเมินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน หมายถึง กระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ แล้วนามาตัดสินคุณค่าของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน โดยใช้แบบสอบถามและแบบบันทึกข้อมูลในการเก็บ รวบรวมข้อมูล ซึ่งประเมินในด้านความพร้อมของปัจจยั เบื้องตน้ กระบวนการดาเนินงาน และผลผลติ ของโครงการ 4.1 ความพร้อมของปัจจัยเบื้องต้น หมายถึง ความพร้อมของบุคลากร สถานที่ เอกสารต่าง ๆ และอุปกรณ์ทใี่ ช้ในการจดั กิจกรรม และความเพยี งพอของงบประมาณ 4.2 กระบวนการดาเนินงาน หมายถึง การวางแผนการจัดกิจกรรม การดาเนินการจัดกิจกรรม การประเมนิ ผลการจดั กจิ กรรมและการแกไ้ ขปรบั ปรงุ การจดั กจิ กรรมในแต่ละเวทกี ิจกรรม 4.3 ผลผลิตของโครงการ หมายถึง จานวนผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” การสืบค้นความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ของผู้เข้าร่วม กิจกรรม ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณลักษณะ รูปแบบ และคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ของ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้าน “ดาระ” การร่วมกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ของประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดน และการเผยแพรก่ ารปรบั ประยกุ ตศ์ ลิ ปวฒั นธรรมพ้นื บ้าน “ดาระ” สู่การออกกาลงั กาย
89 ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั เป็นการอธิบายถึงความสาคัญหรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับหลังจากดาเนินการประเมินโครงการ เสร็จแล้วว่า ผลการประเมินนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อใคร หน่วยงานใด และเป็นประโยชน์อย่างไร การเขียน ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั นจี้ ะชว่ ยช้ใี ห้เห็นความสาคญั ของการประเมินโครงการ โดยควรเขียนเป็นข้อ ๆ เรียง ตามลาดบั ความสาคญั เริ่มจากขอ้ ทเี่ ปน็ ประโยชนโ์ ดยตรงมากทีส่ ดุ ไปหาข้อทเี่ ปน็ ประโยชน์น้อยที่สุด และเขียน ให้สอดคล้องเชื่อมโยงกบั วัตถปุ ระสงคข์ องการประเมิน ในทางปฏิบัตินักประเมินนิยมเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 ระดับ คือ ประโยชน์โดยตรง (ประโยชน์ทันที) ซึ่งเป็นข้อค้นพบ หรือคาตอบที่คาดว่าจะได้รับจากการประเมินหรือบรรลุตามวัตถุประสงค์ ของการประเมิน และประโยชน์โดยอ้อม (ประโยชน์สืบเนื่อง) ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นมาเมื่อมีการนาผลการ ประเมินไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ของการประเมิน หรือเกิดผลพลอยได้ที่สืบเนื่องจากที่ได้ผลตาม วัตถุประสงค์ของการประเมินแล้ว โดยทั่วไปมักเขียนประโยชน์ในการนาผลการประเมินไปใช้ในการตัดสินใจ เกีย่ วกับโครงการท่ไี ด้ประเมนิ ไปแลว้ ในลักษณะการปรับปรงุ พัฒนา ส่งเสริมสนับสนนุ หรอื ยกเลิกโครงการ ตวั อยา่ งการเขยี นประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะไดร้ ับ จากรายงานการประเมนิ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน อาเภอควนโดน จงั หวัดสตลู (นสิ า ชอบกจิ , 2553 : 9-10) ได้เขยี นประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รบั ไว้ดังนี้ ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รับ 1. โรงเรียนควนโดนวิทยา เป็นผู้ที่ดาเนินงานโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชมุ ชน สามารถนาข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการประเมินไปใช้ประโยชน์ ได้ดังนี้ 1.1 ผู้บริหารและคณะครทู เ่ี ป็นผู้ดาเนินงานในโครงการนาข้อมูลไปใช้ในการวางแผนพัฒนาและ ปรับปรุงการดาเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ตามการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร ท้องถนิ่ ของโรงเรยี นควนโดนวิทยาไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ 1.2 โรงเรียนควนโดนวทิ ยานาข้อมลู ทไ่ี ด้จากการประเมินเสนอต่อสภาวัฒนธรรมอาเภอควนโดน และสภาวัฒนธรรมจังหวดั สตลู เพ่ือขอรบั การสนบั สนนุ ในการดาเนนิ โครงการต่อไป 2. สถานศึกษาอื่น ๆ ในจังหวัดสตูลที่ให้ความสนใจในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนควนโดนวิทยา นาขอ้ มลู ไปเปน็ แนวทางในการจัดทาหลักสตู รทอ้ งถิ่น เรื่อง ศลิ ปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ในสถานศึกษาของ ตนเองตอ่ ไป 3. ผลงานในการประเมินครั้งนี้สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางในการประเมินโครงการศิลปวัฒนธรรม อน่ื ๆ ทีอ่ ย่ภู ายใต้การดาเนนิ งานโดยโครงการสื่อพื้นบา้ นสอ่ื สารสุข (สพส.) ต่อไป
90 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้อง เป็นการนาเสนอแนวคิด หลักการและงานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินที่นักประเมินได้ศึกษามาจาก เอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วกบั โครงการ แล้วนามาเรียบเรียงในลักษณะการสังเคราะห์เนื้อหาให้มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงตอ่ เนอ่ื งกันระหวา่ งตอนหรือระหว่างหัวข้อพร้อมทั้งสรุปสาระในแต่ละตอนที่นาเสนอตามแนวคิดของ นักประเมิน และสรุปเป็นกรอบแนวคิดในการประเมิน ทั้งนี้จะต้องมีการเขียนอ้างอิงเอกสาร/หลักฐานที่ใช้ ศกึ ษาคน้ ควา้ ประกอบการเรยี บเรยี งเน้อื หาสาระด้วย โดยท่ัวไปควรแบ่งเน้อื หาสาระในการนาเสนอเป็น 4 ตอน ดงั นี้ ตอนที่ 1 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องที่จัดทาโครงการ โดยกล่าวถึงความหมาย ความสาคัญ ลักษณะหรือ ประเภท วิธกี ารส่งเสริมหรอื พฒั นา เชน่ โครงการสมุนไพรประยุกต์ ควรกล่าวถึง ความหมาย ความสาคัญและ ประเภทของสมนุ ไพร การนาสมุนไพรมาใชป้ ระโยชน์ เป็นต้น ตอนท่ี 2 เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ โดยกล่าวถึงความหมาย ประเภท รูปแบบ กระบวนการและวิธกี ารประเมนิ ท่ีเกยี่ วข้อง ซงึ่ จะเปน็ ฐานความในการประเมนิ ตอนที่ 3 เป็นแนวคิดหรือสาระสาคัญของโครงการที่มุ่งประเมิน โดยกล่าวถึงความเป็นมา วัตถุประสงค์ เปา้ หมายและวิธีดาเนนิ การของโครงการ ตอนท่ี 4 งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการประเมนิ โครงการที่ผา่ นมาแล้ว โดยกล่าวถึงสาระสาคัญเกี่ยวกับ เรื่องทีป่ ระเมิน ตวั แปรท่ปี รึกษา วิธกี ารประเมนิ และผลสรปุ จากการประเมิน ตัวอยา่ งการนาเสนอเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง จากรายงานการประเมนิ โครงการอนุรกั ษ์และฟน้ื ฟศู ลิ ปวฒั นธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน อาเภอควนโดน จงั หวัดสตลู (นิสา ชอบกิจ, 2553 : 11-12) ได้นาเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ ประเมินโครงการ ตามหัวขอ้ ต่าง ๆ โดยลาดับ ดงั นี้ เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วขอ้ ง 1. แนวคิดเกี่ยวกับโครงการและการประเมินโครงการ ประกอบด้วย ความหมายและความสาคัญ ของโครงการ การประเมินในแต่ละองค์ประกอบของโครงการ รูปแบบของการประเมิน และกระบวนการ ประเมนิ โครงการ 2. การอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ประกอบด้วย ความหมาย และความสาคัญของการ อนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ประเภทของศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การเสื่อมถอยของศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้าน ขั้นตอนในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการถ่ายทอด ศิลปวัฒนธรรมพ้นื บา้ น 3. สาระสาคัญของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน ประกอบด้วย หลกั การและเหตุผล วัตถุประสงคใ์ นการดาเนินงาน กลมุ่ เปา้ หมาย ระยะเวลาดาเนินการ สถานท่ี งบประมาณ และกิจกรรมในการดาเนินงาน 4. งานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้อง ทง้ั งานวิจัยในประเทศและงานวจิ ยั ตา่ งประเทศ
91 บทที่ 3 วิธีการประเมนิ เป็นการเขียนอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการประเมินว่า มีขั้นตอนและวิธีดาเนินการประเมิน อย่างไร โดยจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบแนวทางการประเมิน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง หรือ แหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และ เกณฑก์ ารประเมนิ การเขียนในแต่ละหัวข้อมีแนวปฏิบตั ิ ดงั น้ี 3.1 กรอบแนวทางการประเมิน เป็นการเขียนอธิบายรายละเอียดของการประเมินโครงการในครั้ง นั้นว่า นักประเมินได้ประยุกต์ใช้รูปแบบและแนวทางการประเมินอย่างไร แล้วสรุปเขียนในรูปตารางที่แสดง ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุประสงค์ของการประเมิน ประเด็นการประเมินตัวแปรที่ศึกษาหรือตัวบ่งชี้การ ประเมนิ แหลง่ ขอ้ มูล/ผู้ใหข้ อ้ มูลสาคัญ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู การวเิ คราะห์ขอ้ มูล และเกณฑก์ ารประเมิน 3.2 ประชากรหรือแหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ให้กล่าวถึงประชากรหรือแหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูล สาคัญเกี่ยวกับการประเมินโครงการ กรณีที่เป็นประชากรให้ระบุว่าในการประเมินครั้งนี้ ประชากรคือใคร มีลักษณะอย่างไร มีจานวนเท่าไร การประเมินครั้งนี้จะศึกษาจากประชากรทั้งหมดหรือจากกลุ่มตัวอย่าง ถ้า ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างให้ระบุวิธีการสุ่มตัวอย่างให้ชัดเจนว่าสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีใด มีขั้นตอนอย่างไร มีจานวน เท่าไร กรณีที่เป็นแหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ให้ระบุว่าเป็นแหล่งข้อมูล จากเอกสารหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรอื เป็นผู้ให้ข้อมูลสาคัญ ซึ่งเป็นผู้รับรู้รับผลกระทบ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สามารถให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ การประเมินโครงการได้เปน็ อยา่ งดีหรอื ได้ขอ้ มูลทน่ี า่ เชอื่ ถือมากทสี่ ุด 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ให้ระบุเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยกล่าวถึงชนิด และลกั ษณะของเครือ่ งมือ วธิ ีการสรา้ งหรือพัฒนาและการตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ให้อธิบายถึงขั้นตอนและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลวาได้ดาเนินการ อย่างไร ใครเป็นผู้เก็บ เก็บเมื่อไร และเก็บข้อมูลโดยวิธีใดบ้าง เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การสอบถาม การทดสอบ การสนทนากลุม่ (focus group discussion) หรือการรวบรวมจากเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ โครงการ เปน็ ตน้ 3.5 การวิเคราะหข์ ้อมลู ให้อธบิ ายถงึ ข้ันตอนและวิธีการวเิ คราะหข์ อ้ มลู วา่ ทาอยา่ งไร ใช้สถิติอะไรใน การวิเคราะห์ เชน่ ขอ้ มูลเชงิ ปริมาณใชว้ ธิ กี ารแจกแจงความถ่ี ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ การทดสอบสมมติฐาน สว่ นขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพใช้วธิ ีการวเิ คราะห์เน้ือหา เป็นต้น 3.6 เกณฑก์ ารประเมิน ให้ระบุว่าในการตัดสินผลการประเมินโครงการครั้งนี้ ใช้เกณฑ์การประเมิน หรอื เกณฑ์อะไรตัดสินบา้ ง
92 บทที่ 4 ผลการประเมนิ เป็นการนาเสนอผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นผลการประเมิน สาระสาคัญในบทนี้จะ นาเสนอ 2 ส่วน คอื สว่ นที่ 1 เป็นผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู หรือผลการประเมิน ซึ่งอาจนาเสนอเป็นแบบบทความ แบบบทความก่งึ ตาราง เสนอในรูปแบบของตารางและเสนอดว้ ยรูปภาพ แผนภูมิหรือกราฟต่าง ๆ ส่วนที่ 2 คือ การแปลผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยเปรียบเทียบกบั เกณฑก์ ารประเมินที่กาหนดไว้ การนาเสนอผลการประเมิน มแี นวปฏบิ ตั ิทีส่ าคัญ ๆ ดังน้ี 4.1 ควรนาเสนอให้เห็นภาพรวมของบทเป็นตอน ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการประเมินก่อน แล้วจึง นาเสนอรายละเอยี ดของแตล่ ะตอนต่อไป 4.2 นาเสนอผลการประเมนิ ใหค้ รบถ้วน และเรยี งตามลาดับวัตถุประสงค์ของการประเมนิ 4.3 นาเสนอผลการประเมินภายใต้ขอบเขตทค่ี ้นพบเท่านนั้ ไมน่ าความเห็นสว่ นตวั ขยายเพิ่มเติม 4.4 นาเสนอผลการประเมินในลักษณะที่สื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย อาจเสนอในรูปของ ตาราง แผนภูมิ หรือกราฟประกอบคาบรรยาย กรณีที่นาเสนอในรูปของตาราง ให้แปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล หรอื อธบิ ายผลใต้ตาราง โดยแปลผลในระดับการแปลความ (translation) กล่าวคือ แปลความผลการวิเคราะห์ ขอ้ มลู ในเชงิ สถติ ิและตคี วามหมาย (interpretation) ของผลการวิเคราะห์ข้อมลู โดยเปรียบเทยี บกับเกณฑ์การ ประเมินทก่ี าหนดไวด้ ว้ ยว่า ผลการประเมนิ นนั้ ไดต้ ามเกณฑ์การประเมนิ ท่ีกาหนดไวห้ รือไม่ ตวั อย่างการนาเสนอผลการประเมินหรอื ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล จากรายงานการประเมินโครงการอนรุ กั ษแ์ ละฟืน้ ฟศู ลิ ปวฒั นธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน อาเภอควนโดน จังหวดั สตูล (นสิ า ชอบกจิ , 2553 : 83-115) ได้นาผลการประเมินหรอื ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลไว้ ดังน้ี บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู การประเมินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน นาเสนอผลการ วเิ คราะหข์ ้อมูลตามลาดับ ดงั นี้ ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู เก่ียวกบั สถานภาพของผูใ้ ห้ข้อมูล ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู ศลิ ปวฒั นธรรมพื้นบา้ น “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลการประเมินกระบวนการดาเนนิ งานของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรมพ้นื บ้าน “ดาระ” สานสายใยสชู่ มุ ชน ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินผลผลิตของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม พื้นบา้ น “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน แต่ละตอนมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ (ในที่นี้ ได้นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะตอนที่ 4.8 คือ ตารางที่ 4.30)
93 ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู เกยี่ วกบั สถานภาพของผใู้ หข้ ้อมูล ..................................................................................................................................................... ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินปัจจัยเบื้องต้นของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม พ้ืนบา้ น “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน .................................................................................................................................................... ตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินกระบวนการดาเนินงานของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรมพนื้ บา้ น “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน .................................................................................................................................................... ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินผลผลิตของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชมุ ชน .................................................................................................................................................... 4.8 การเผยแพร่การปรบั ประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมพ้ืนบา้ น “ดาระ”สกู่ ารออกกาลงั กาย ผลการวิเคราะหก์ ารเผยแพร่การปรบั ประยุกต์ศลิ ปวัฒนธรรมพน้ื บ้าน “ดาระ” สูก่ ารออกกาลงั กาย นาเสนอผลดว้ ยตารางท่ี 4.30 ดงั น้ี ตารางที่ 4.30 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความคิดเห็นของกลุ่มแม่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุข ประจาหมู่บ้าน (อสม.) (จานวน 30 คน) ในด้านการเผยแพร่การปรับประยุกต์ศิลปวัฒนธรรม พื้นบา้ น “ดาระ” สู่การออกกาลงั กาย รายการ S.D. ระดบั 1. การเห็นด้วยกับการนาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ไปปรับ 4.27 0.69 มาก ประยุกต์สกู่ ารออกกาลงั กาย 2. ความสามารถในการออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ของ 4.10 0.88 มาก กลมุ่ แม่บ้านอาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมู่บา้ น (อสม.) 3. การนาการออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ไปใช้ใน 3.87 0.86 มาก ชวี ติ ประจาวนั 4. การเผยแพรก่ ารออกกาลังกายในรปู แบบ “ดาระบิค” 3.37 0.93 ปานกลาง รวม 3.90 0.39 มาก จากตารางที่ 4.30 พบว่า ผลการเผยแพรก่ ารปรบั ประยกุ ต์ศลิ ปวฒั นธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สู่การออก กาลังกาย ของกลุ่มแม่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x =3.90) เมื่อพิจารณาในแต่ละประเด็น ปรากฏว่า การนาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ไปปรับประยุกต์สู่การออก กาลงั กาย มคี า่ เฉลย่ี สงู ท่ีสดุ ( x = 4.27) รองลงมา คอื ความสามารถในการออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ของกลุ่มแม่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ( x = 4.10) และประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยต่าที่สุด คือ การเผยแพรก่ ารออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ( x = 3.37)
94 บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ เปน็ การกลา่ วสรุปการประเมินทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมทั้งอภิปรายผลการประเมิน และการให้ ข้อเสนอแนะในการนาผลการประเมินไปใช้หรือการวิจัยประเมินในครั้งต่อไป การนาเสนอในบทนี้จึง ประกอบด้วย สาระสาคัญ 4 ส่วน คือ สรุปวิธีดาเนินการประเมิน สรุปผลการประเมิน อภิปรายผล และ ขอ้ เสนอแนะ ซงึ่ มีแนวปฏิบัตใิ นการเขียน ดังน้ี 5.1 สรุปวิธีการประเมิน เป็นการเขียนโดยสรุปเกี่ยวกับวิธีดาเนินการประเมินทั้งหมดตั้งแต่ วตั ถปุ ระสงค์ของการประเมนิ วธิ ดี าเนินการประเมิน ทีป่ ระกอบดว้ ย แหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ เครื่องมือท่ี ใช้ในการประเมิน วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู และวธิ กี ารวเิ คราะห์ข้อมูล 5.2 สรุปผลการประเมิน เป็นการเขียนผลการประเมินโดยสรุปให้สอดคล้องและครบถ้วนตาม วัตถปุ ระสงคข์ องการประเมิน 5.3 อภิปรายผล เป็นการแปลความของผลการประเมินในระดับการขยายความโดยการนาเอา แนวคิด ทฤษฎี หรือผลการวิจัยประเมินต่าง ๆ มาสนับสนุนการอภิปรายผล และไม่จาเป็นต้องอภิปรายทุก รายการตามข้อสรปุ ผลการประเมนิ อาจยกมาเพียงประเดน็ ทน่ี า่ สงั เกต เปน็ จุดเด่น จุดด้อยหรือผลการประเมิน ไมเ่ ปน็ ไปตามเปา้ หมายแล้วนามาอภปิ รายผล ควรเน้นการอภิปรายผลความแนใ่ จของผลท่ีเกิดจากโครงการว่ามี ความจริงเพียงใด ข้อจากัดของการประเมินมีอิทธิพลต่อผลการประเมินหรือไม่อย่างไร เปรียบเทียบให้เห็นว่า การมีโครงการกับไม่มีโครงการได้ผลต่างกันอย่างไร ควรปรับโครงการในด้านใดบ้าง อย่างไร ควรดาเนินการ ตอ่ ไปหรือยกเลิกโครงการอภิปรายเก่ียวกับความคุ้มค่าของโครงการโดยอาจเปรียบเทียบกับโครงการอ่ืน ๆ เปน็ ตน้ อนง่ึ แนวทางการอภิปรายผล ผ้ปู ระเมินอาจเชิญผูเ้ กี่ยวข้องกับโครงการ เช่น ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผมู้ สี ่วนไดส้ ่วนเสียจากโครงการ รวมทง้ั นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมประชุมสัมมนาวิพากษ์ผลการประเมิน แล้วสรปุ สาระจากการอภปิ รายผล และข้อเสนอแนะทไี่ ดจ้ ากการประชุมสัมมนา นาไปเป็นประเด็นการอภิปรายผล และใหข้ อ้ เสนอแนะในรายงานการประเมินวิธีการนี้จะช่วยให้ผลการประเมินมีข้อสรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ที่ชัดเจน มีทางเลอื กท่หี ลากหลายและนาไปสูก่ ารตดั สนิ ใจของผู้บรหิ ารและผ้เู ก่ียวขอ้ งกับโครงการอย่างรวดเร็ว และทันต่อเหตกุ ารณ์ 5.4 ข้อเสนอแนะ การเขียนข้อเสนอแนะทาได้ 2 ลักษณะ คือ ข้อเสนอแนะในการนาผลการ ประเมินไปใช้ในการตัดสินใจเพื่อปรับปรุง และพัฒนาโครงการ และข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยประเมินในครั้ง ต่อไป การเสนอแนะทั้ง 2 ลักษณะจะต้องอยู่บนฐานข้อมูลผลการประเมินที่ได้จากการประเมิน มิใช่เขียน ข้อเสนอแนะจากความคิดเห็น หรือสามัญสานึกของนักประเมิน หัวใจสาคัญของการประเมินโครงการก็คือ การให้ขอ้ เสนอแนะที่มคี วามหลากหลาย มคี วามเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับความต้องการของ กลุ่มเป้าหมาย หรอื ผูใ้ ช้ข้อมูลผลการประเมนิ ประกอบการตัดสนิ ใจ
95 ตัวอย่างการเขยี น สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ จากรายงานการประเมนิ โครงการอนรุ กั ษแ์ ละฟื้นฟูศิลปวฒั นธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน อาเภอควนโดน จังหวัดสตูล (นิสา ชอบกิจ, 2553 : 120-125, 130-134) ได้เขียนสรุปผลการวิจัยหรือผลการ ประเมิน อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ไว้ดังน้ี สรุปผลการประเมิน 1. ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้นของโครงการ พบว่า (1) ด้านความพร้อมของบุคลากร โดยภาพรวมบุคลากรมีความพร้อม เพียงพอ และมีความรู้ความสามารถในการดาเนินกิจกรรมเหมาะสมกับ หนา้ ทที่ ่ีไดร้ ับอยู่ในระดบั มาก (2) ด้านความเพียงพอของงบประมาณ ผู้ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการทา กจิ กรรม คือ โครงการสื่อพื้นบ้านสื่อสารสุข (สพส.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสานักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสรมิ สุขภาพ (สสส.) และมูลนิธมิ หาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นจานวนเงิน 200,000 บาท ซงึ่ มจี านวนเพียงพอต่อการใชจ้ ่ายตลอดโครงการ และในการเบิกจา่ ยงบประมาณมีความสะดวกอยู่ในระดับมาก 3) ความพร้อมของสถานที่ สถานที่ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมีความพร้อมทั้งที่ของโรงเรียนควนโดนวิทยา และ สนามกีฬาของโรงเรียนอนุบาลควนโดน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นว่า สถานที่ที่ใช้จัดกิจกรรมมีความพร้อม สะดวก สบาย อยู่ในระดับมาก และ (4) ความพร้อมของเอกสารต่าง ๆ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดกิจกรรม มคี วามพร้อมอยใู่ นระดับมาก และมีจานวนเพียงพอกบั ความตอ้ งการสาหรบั ใช้งาน 2. การประเมินกระบวนการดาเนินงานโครงการ พบว่า (1) ด้านการวางแผนจัดกิจกรรม โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยมีการประชุมวางแผนจัดกิจกรรมในทุกเวทีกิจกรรม ซึง่ คณะกรรมการมสี ่วนร่วมในการประชุมวางแผนอยใู่ นระดบั มาก มกี ารกาหนดขั้นตอนในการดาเนินงานในแต่ ละเวทีกิจกรรมไว้อย่างชดั เจน เหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ด้านการดาเนินการจัดกิจกรรม โดยภาพรวม มคี วามเหมาะสมอย่ใู นระดับมาก มกี ารประชาสัมพันธโ์ ครงการใหผ้ ู้ท่เี กยี่ วข้องทุกกลุ่มทราบอย่างทั่วถึง ชัดเจน ขั้นตอนการลงทะเบียนมีความสะดวก ง่าย ชัดเจน การดาเนินการจัดกิจกรรมโดยวิทยากรและบุคลากรที่ เกี่ยวข้องมีความเหมาะสม โดยรูปแบบการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” และการให้ความรู้และการทากิจกรรมต่าง ๆ สามารถเข้าใจได้ง่าย เป็นไป ตามลาดบั ขั้นตอนอยู่ในระดับมาก แต่มีปัญหาและอุปสรรค คือ เวลาในการจัดกิจกรรมน้อยไป ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ไม่ตรงต่อเวลา ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางส่วนไม่ได้เข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมคิดว่ากิจกรรมในการ เผยแพร่การออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบคิ ” ยงั มนี ้อยไป 3. ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สาน สายใยสชู่ ุมชน สรุปได้ดังน้ี 3.1 ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม พบว่า ประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดนที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ตามเกณฑ์การประเมินที่กาหนดไว้ (ได้ผลสัมฤทธิ์มากกว่าร้อยละ 50) มีจานวน 159 คน คิดเป็นร้อยละ 40.36 ของกลมุ่ ตวั อย่างทั้งหมด ซึ่งไม่ผ่านตามเกณฑ์การประเมินที่กาหนดไว้ (ร้อยละ 50 ของประชาชนในชุมชน อาเภอควนโดนได้ผลสัมฤทธิ์มากกว่าร้อยละ 50) แต่ทั้งนี้ประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดนมีความตระหนัก และ
96 จะร่วมกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” มากกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่กาหนดไว้ โดยมีประชาชนถึง ร้อยละ 98.22 ที่แสดงความคิดเห็นวาควรจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ต่อไป ร้อยละ 95.18 คิดว่าศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” มีประโยชน์ต่อเยาวชนและชุมชนอาเภอควนโดน และร้อยละ 90.86 จะ อนญุ าตให้ลกู หลานของตนเข้ารว่ มกจิ กรรมหรอื ร่วมแสดงศลิ ปวฒั นธรรมพ้นื บ้าน “ดาระ” 3.2 การเผยแพร่การปรับประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สู่การออกกาลังกาย พบว่า ผลการเผยแพร่การปรับประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สู่การออกกาลังกาย ตามความคิดเห็นของกลุ่ม แมบ่ า้ นอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บา้ น (อสม.) โดยรวมมกี ารปฏิบัตอิ ยู่ในระดับมาก แต่มีประชาชนในชุมชน อาเภอควนโดนที่รู้จักการออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ที่ปรับประยุกต์มาจากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” เพยี งร้อยละ 32.24 ของกลุ่มตัวอย่างทง้ั หมด ซง่ึ ต่ากว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ โดยวิธีการที่ทาให้ประชาชนใน ชมุ ชนอาเภอควนโดนรจู้ กั การออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ที่ปรับประยุกต์มาจากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” มากทส่ี ดุ คือ ได้ชมการสาธติ การออกกาลงั กายด้วย “ดาระบคิ ” อภปิ รายผล 1. จากผลการประเมินที่พบว่า มีประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดนที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ผ่านตามเกณฑ์การประเมินที่กาหนดไว้ เพียงร้อยละ 40.36 ของประชาชน ทั้งหมด ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า การจัดกิจกรรมตามโครงการในเวทีที่ 5 เวทีการเผยแพร่การแสดง ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สู่ชุมชน มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเป็นการเผยแพร่การแสดงศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้าน “ดาระ” สู่ชุมชนเพื่อให้ชุมชนได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” มองเห็นความสาคัญของ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” มีความรักความหวงแหน และช่วยกันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของตนเอง เท่านั้น ไม่ได้เน้นว่าในเวทีนี้ประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดนจะต้องได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ศิลปวฒั นธรรมพ้ืนบา้ น “ดาระ” ซง่ึ ในโครงการได้วางเป้าหมายให้กลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรม คือ กลุ่มนักเรียนแกนนา ในโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชุมชน กลุ่มแม่บ้านอาสาสมัคร สาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) และกลุ่มนักเรียนในโรงเรียนเครือข่ายอาเภอควนโดนเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ให้แก่ชุมชน แต่ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบจานวนแกนนาที่ใช้ใน การเผยแพร่ความรู้ที่มีจานวนเพียง 120 คน กับจานวนประชาชนในอาเภอควนโดนที่มีมากกว่า 23,000 คน จะเห็นได้วา่ ยงั มจี านวนท่ีแตกตา่ งกันมาก ซ่ึงไมเ่ พียงพอต่อการที่จะเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน จึงอาจทาให้ประชาชน ในชุมชนอาเภอควนโดนยงั ไมม่ คี วามรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศลิ ปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” เท่าที่ควร ซึ่งสอดคล้อง กับผลการวิจัยของสุปราณี เวชประสิทธิ์ (2550 : 145-163) ได้ทาการวิจัย เรื่อง การประเมินโครงการศูนย์ศึกษา พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จังหวัดสมุทรปราการ ที่พบว่า การประเมินผลลักษณะทางพระพุทธศาสนาของ นกั เรยี นทเ่ี รียนในศนู ย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเบญจศีล เบญจธรรม ด้านพฤตกิ รรมสะสมด้านเบญจศีล เบญจธรรม และเจตคตติ ่อพระพทุ ธศาสนา รวมทั้งความสามารถและการปฏิบัติ ทางพทุ ธศาสนาของนักเรยี นไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ของอาเภอควนโดน ก็ยังมีความตระหนัก และจะร่วมกันอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” มากกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ โดยประชาชนมีความคิดเห็นว่าควรจะมีการแสดง ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ต่อไป ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” มีประโยชน์ต่อเยาวชนและชุมชนอาเภอ
97 ควนโดน และจะอนุญาตให้ลูกหลานของตนเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการที่มีวัตถุประสงค์อยากให้ชุมชนได้เห็น ความสาคญั และจะร่วมกันอนุรกั ษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ให้อยู่คู่กับจังหวัดสตูลต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการวิจยั ของอริยา ผลาพฤกษ์ (2549) ได้ทาการวิจัย เรื่อง การประเมินโครงการการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นดนตรี พื้นบ้าน (เทิ้งเมืองเพชร) โรงเรียนบ้านมะขามโพรง อาเภอแก่งกระจาน สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบุรี เขต 2 ทพ่ี บว่า ชุมชนและหน่วยงานในชมุ ชน ช่ืนชอบผลของโครงการและสนับสนุนส่งเสริมโครงการและควรมีการ ดาเนินโครงการการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นดนตรีพื้นบ้าน (เทิ้งเมืองเพชร) ต่อไป จากผลการประเมินโครงการครั้งน้ี บ่งชวี้ ่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความตระหนักต่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ซึ่งจะทาให้ประชาชน เกิดความรัก ความหวงแหนในวัฒนธรรม ดังที่ กนกวรรณ ชูโชติ (2542: 7) กล่าวไว้ว่า เมื่อมีความตระหนักที่จะ อนรุ ักษศ์ ิลปวัฒนธรรมพ้นื บ้าน “ดาระ” ก็จะก่อให้เกิดความรัก ความหวงแหน ความเข้าใจและความภาคภูมิใจใน ความเป็นท้องถิ่น ตลอดจนเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของคนรุ่นหลัง ซึ่งเป็นการพิทักษ์และดารงไว้ซึ่ง ศลิ ปวัฒนธรรมพ้ืนบ้านทง้ั ที่เปน็ รูปธรรมและนามธรรม 2. จากผลการประเมินที่พบว่า กลุ่มแม่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) มีความ คดิ เห็นว่า ผลการเผยแพร่การปรับประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” สู่การออกกาลังกาย หรือ “ดารบิค” โดยรวมมือการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก แต่มีประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดนที่รู้จักการออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ที่ปรับประยุกต์มาจากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” เพียงร้อยละ 32.24 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า กลุ่มแม่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นผู้เผยแพร่ “ดาระบิค” มเี พียง 30 คนเท่านั้น อีกทั้งการออกกาลังกายโดย “ดาระบิค” ก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และผู้คน ในชมุ ชนบางส่วนไม่ใหก้ ารสนบั สนนุ เพราะคิดวา่ เปน็ สง่ิ ทไ่ี ม่เหมาะสม เนอื่ งจากขัดกับหลักการทางศาสนาจึงทาให้ มีผู้ที่รู้จัก “ดาระบิค” ยังมีจานวนน้อย ซึ่งไม่สอดคล้องกับผลการวิจัยของประศาสตร์ ธุระนิตย์ (2545) ซึ่งได้ทา การประเมินโครงการฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีข้าวของคนอีสานสู่เด็กและเยาวชน โรงเรียนบ้านแวงเหล่าเก่าน้อย บ้านแวงเหลา่ บา้ นเก่านอ้ ย ตาบลแคน อาเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ที่พบว่า คนในชุมชนมีความต้องการ ทจ่ี ะเขา้ ร่วมโครงการฟน้ื ฟูวฒั นธรรมประเพณีข้าวของคนอีสาน ขอ้ เสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้ ผ้เู กี่ยวขอ้ งควรนาผลการวจิ ัยไปใชด้ งั น้ี 1.1 ผลการประเมินความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ของผู้เข้าร่วม กจิ กรรม และประชาชนในชมุ ชนอาเภอควนโดน ยงั มีผู้ทไี่ ด้ผลสมั ฤทธิ์ตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้น้อย ดังนั้นเพื่อให้การ ดาเนินงานของโครงการ มีประสิทธภิ าพ และเกิดประสิทธิผล จึงควรมกี ารดาเนินกจิ กรรม ดังตอ่ ไปน้ี 1) ปรับปรงุ โครงการ โดยผู้ทเ่ี ก่ียวข้องควรมกี ารปรับเปลี่ยนการดาเนินงานโครงการบางส่วนให้ มีความสอดคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน มีการปรับประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ให้เป็นท่ี นา่ สนใจ โดยเฉพาะกบั กลุ่มเปา้ หมายทเ่ี ป็นเยาวชน ซึ่งหากสามารถปลูกฝังให้มีความรักและหวงแหนศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้าน “ดาระ” ได้ ก็จะเป็นการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” อย่างยั่งยืน เช่น มีการนาดนตรีของ ศลิ ปวัฒนธรรมพืน้ บ้าน “ดาระ” มาประยุกตก์ บั ดนตรสี ากล แต่ให้คงรูปแบบสาคัญศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ไวเ้ ปน็ ตน้ โดยมีการกาหนดแนวทางการดาเนนิ งานในขนั้ ตอนตา่ ง ๆ ให้เป็นรูปธรรมอย่างชดั เจนเหมาะสม
98 2) สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยที่ผลการประเมินบ่งชี้ว่าในการ ดาเนินงานของโครงการมีปัญหาที่สาคัญ คือ คนในชุมชนบางส่วนไม่ยอมรับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการทางศาสนา ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการควรมีการปรับและสร้างความ เข้าใจของคนในชุมชนใหม่ โดยอาจจะมีการจัดวิทยากรทางศาสนาให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่คนใน ชุมชน เมื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว การที่จะเผยแพร่และปลูกฝังศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ก็จะ สามารถทาได้โดยง่ายและมคี วามยั่งยืน 3) ควรดาเนินงานโครงการนี้ต่อไป โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นกลุ่มแกนนาในการ เผยแพรศ่ ลิ ปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” เดิม เข้ามาทากิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการทบทวนความรู้และ สร้างความตระหนักที่จะร่วมกันเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ให้แก่คนในชุมชน และควรมีการ อบรมเพื่อสร้างแกนนาของกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มขึ้น คือ กลุ่มนักเรียนแกนนาในโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู ศิลปวฒั นธรรมพน้ื บ้าน “ดาระ” สานสายใยสู่ชมุ ชน กลมุ่ แม่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) และกลมุ่ นักเรียนในโรงเรยี นเครือข่ายอาเภอควนโดนเพื่อที่จะได้มีเครือข่ายของแกนนา ในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” เพิ่มขึ้น อีกทั้งควรมีการจัดตั้งชุมนุมศิลปวัฒนธรรม พ้ืนบ้าน “ดาระ” ของประชาชนทั่วไป เพ่ือทีจ่ ะไดม้ หี นว่ ยงานหลักเป็นแกนนาหลักในการเผยแพร่ และอนุรักษ์ ศลิ ปวฒั นธรรมพน้ื บา้ น “ดาระ” ของประชาชนทัว่ ไป 4) จากผลการประเมินที่พบว่า ยังมีประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดนที่รู้จักการออกกาลัง กายในรูปแบบ “ดาระบคิ ” ท่ีปรับประยุกตม์ าจากศิลปวัฒนธรรมพน้ื บ้าน “ดาระ” น้อยไป ดังนั้น ผู้รับผิดชอบ โครงการควรเพิ่มกิจกรรมในการเผยแพร่การออกกาลังกายในรูปแบบ “ดาระบิค” ให้มากขึ้น และดาเนิน กิจกรรมให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ในอาเภอควนโดน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนอาเภอควนโดนได้รู้จัก การออกกาลังกายในรปู แบบ “ดาระบิค” ที่ปรับประยุกต์มาจากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” และเป็นการ กระตุ้นใหป้ ระชาชนในชมุ ชนอาเภอควนโดนไดอ้ อกกาลังกายเพ่ือสขุ ภาพ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจยั ประเมนิ ครง้ั ตอ่ ไป 2.1 ควรมีการวิจัยประเมินผลด้วยวิธีเชิงคุณภาพ โดยเน้นวิธีดาเนินการวิจัยเชิงลึกด้วยวิธีการ สัมภาษณ์ วิธีการสนทนากล่มุ (focus group) เพ่อื ให้ได้ข้อมูลเชิงลึกทท่ี าให้ผลการประเมนิ มีความชัดเจนยงิ่ ขึน้ 2.2 ควรมีการประเมินผลศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “ดาระ” ในแง่ของการติดตามผลและ ประเมินผลกระทบทเี่ กิดข้นึ หลงั จากทมี่ กี ารดาเนนิ กิจกรรมตามโครงการไปแล้ว 2.3 ควรมกี ารประเมินส่อื พ้ืนบ้านอื่น ๆ ในโครงการสื่อพน้ื บา้ นสอ่ื สารสขุ (สพส.) เพื่อหาแนวทาง ในการปรับปรงุ และพฒั นาการอนุรักษ์ศลิ ปวฒั นธรรมพ้นื บ้านต่อไป 2.4 ควรมีการวิจัยในลักษณะการสร้างเกณฑ์ที่ใช้ประเมินการดาเนินกิจกรรมสื่อพื้นบ้านอื่น ๆ ในโครงการสอ่ื พ้ืนบ้านสอื่ สารสุข (สพส.) เพือ่ เปน็ การประเมนิ ผลทเี่ กดิ จากการทาโครงการให้ได้ผลการประเมิน ที่เป็นมาตรฐานเดยี วกนั
Search