Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียนิชาสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิต ทช32005

หนังสือเรียนิชาสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิต ทช32005

Published by Bunchana Lomsiriudom, 2020-07-19 04:30:00

Description: หนังสือเรียนิชาสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิต ทช32005

Keywords: วิชาเลือก,หนังสือเรียน,ทช32005,สุขภาพและความ,กศน.เขตหนองแขม

Search

Read the Text Version

ก v หนังสือเรียน สาระทักษะการดาํ เนินชีวิต รายวชิ าเลอื ก สุขภาพและความปลอดภยั ในชวี ติ รหสั วชิ า ทช32005 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจงั หวดั เชียงใหม่ สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย สํานักงานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ห้ามจาํ หน่าย หนงั สือเรียนเล่มน้ีจดั พมิ พด์ ว้ ยเงินงบประมาณแผน่ ดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวติ สาํ หรับประชาชน ลิขสิทธ์ิเป็ นของสาํ นกั งาน กศน. จงั หวดั เชียงใหม่

ก คํานํา หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเลือก วชิ า สขุ ภาพและความปลอดภัยในชีวิต รหสั ทช 32005 ตามหลักสตู ร การศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับประถมศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาตอนตน มธั ยมศึกษาตอนปลาย จดั ทําขนึ้ เพื่อใหผเู รยี นไดรบั ความรูและประสบการณ ซึ่งเปนไปตามหลักการและ ปรชั ญาการศกึ ษานอกโรงเรียนและพระราชบัญญัตสิ ง เสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั พ.ศ. 2551 ใหผูเ รยี นมคี ุณธรรม จริยธรรม มสี ติปญ ญา มศี กั ยภาพในการประกอบอาชีพและสามารถ ดํารงชวี ิตอยใู นสงั คมไดอยางมีความสขุ ดังน้ัน เพ่ือใหก ารจัดกระบวนการเรียนรขู องสถานศกึ ษามีประสิทธภิ าพ สถานศึกษาตอ งใชห นงั สอื เรยี นท่ีมคี ณุ ภาพ สอดคลอ งกบั สภาพปญหาความตองการของผเู รียน ชุมชน สังคม และคณุ ลักษณะอนั พึง ประสงคข องสถานศึกษา หนงั สือเลม นี้ไดประมวลองคค วามรู กิจกรรมเสริมทกั ษะ แบบวัดประเมินผลการ เรียนรูไวอยา งครบถวน โดยองคค วามรนู ้ันไดนําเน้อื หาสาระตามทีห่ ลกั สูตรกาํ หนดไว นาํ มาเรยี บเรยี งอยางมี มาตรฐานของการจัดทําหนงั สือเรยี น เพอ่ื ใหผ ูเ รยี นอา นเขา ใจงาย สามารถอา นและคนควาดวยตนเองไดอยาง สะดวก คณะผูจดั ทาํ หวงั เปน อยา งยงิ่ วา หนังสือเรียนสาระรายวิชา สขุ ภาพและความปลอดภัยในชีวติ รหัส ทช 32005 เลม นี้จะเปนสือ่ การเรียนการสอนท่อี ํานวยประโยชนต อ การเรยี นตามหลกั สตู รการศึกษานอก ระบบระดับการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 เพ่ือใหสัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั ทีก่ ําหนดไวใ น หลักสตู รทกุ ประการ คณะผูจดั ทาํ สํานกั งาน กศน.จงั หวัดเชียงใหม

ข สารบัญ เรอ่ื ง หนา คาํ นํา ก สารบญั ค คาํ อธบิ ายรายวิชา จ บทที่ 1 แผนการเรียนรปู ระจําบทที่ 11 ตอนที่ 1.1 สภาพแวดลอ มกับการสง เสรมิ สุขภาพ 2 เรอื่ งท่ี 1.1.1 สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ 2 เรอ่ื งที่ 1.1.2 สง่ิ แวดลอ มทางสังคม 3 ตอนที่ 1.2 วธิ ีจัดสภาพแวดลอ มของครอบครัว และชมุ ชนที่เอือ้ ตอ การพฒั นาพฤตกิ รรมสุขภาพ 4 บทท่ี 2 แผนการเรียนรปู ระจําบทที่ 2 10 ตอนท่ี 2.1 ความหมายและความสาํ คญั ของการมีสขุ ภาพดี 11 ตอนท่ี 2.2 หลกั การดูแลสุขภาพเบื้องตน การปองกนั การสง เสริม การรกั ษาพยาบาลเบอ้ื งตนและการฟน ฟสู ุขภาพ 13 ตอนท่ี 2.3 แนะนําวธิ กี ารออกกาํ ลงั กายทถี่ ูกตอ งและมีขน้ั ตอนทถี่ กู ตอง 14 ตอนท่ี 2.4 การบริโภคอาหารที่ถูกตามหลกั โภชนาการและหลักอนามยั 16 ตอนท่ี 2.5 การใชย าอยา งถูกตอง 17 บทที่ 3 19 แผนการเรยี นรปู ระจําบทท่ี 3 20 ตอนท่ี 3.1.1การเลอื กใชภูมปิ ญญาไทยเพอ่ื สขุ ภาพ 21 ตอนท่ี 3.1.2 ขอมูลขา วสาร ผลิตภัณฑ และบรกิ ารสุขภาพ 22 ตอนที3่ .2.2 สทิ ธผิ ูบรโิ ภคและกฎหมายที่เกยี่ วของ

ค สารบญั (ตอ ) เรื่อง หนา บทท่ี 4 23 แผนการเรยี นรูป ระจําบทท่ี 4 24 ตอนที่ 4.1 การวางแผนชวี ิตเพ่ือการสุขภาพท่ีดี 24 ตอนที่ 4.2 การตรวจสอบและประเมินภาวะสขุ ภาพ 25 ตอนท่ี 4.3 การปรบั พฤตกิ รรมสุขภาพ 26 บทท่ี 5 27 แผนการเรยี นรูประจาํ บทที่ 5 28 ตอนที่ 5.1 แหลง ขอมูลสารสนเทศดานสขุ ภาพ ตอนท่ี 5.2 วิธแี สวงหาและวิธีเลอื กใชข อมลู สารสนเทศดานสุขภาพ ตอนที่ 6.1 วธิ ีการฝก สติแบบตา ง ๆ 30 ตอนท่ี 6.2 การประเมินระดบั ของการมสี ติ 33 บทท่ี 7 7 34 แผนการเรียนรูประจาํ บทท่ี 35 ตอนท่ี 7.1 ความหมายความสาํ คัญของการพกั ผอนการใชเ วลาวางและกิจกรรมนนั ทนาการ 36 ตอนที่ 7.2 แหลง บริการนนั ทนาการ บทที่ 8 8 37 แผนการเรยี นรปู ระจาํ บทท่ี 40 ตอนท่ี 8.1 หลักและวธิ ีการเสริมสรางเสริมสมรรถภาพทางกายเพอ่ื สขุ ภาพ 38 ตอนท่ี 8.2 การทดสอบและประเมินสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ บทที่ 9 42 แผนการเรียนรูประจาํ บทที่ 9 43 ตอนที่ 9.1 ปจ จัยเสี่ยงในการดาํ รงชวี ติ

สารบญั (ตอ ) ง บทท่ี 10 50 แผนการเรียนรปู ระจําบทท่ี 10 ตอนที่ 10.1 การปฐมพยาบาลและทกั ษะการชวยฟนคืนชพี 51 ตอนที่ 10.2 ทักษะการชวยฟนคืนชพี 52 บรรณานุกรม 56 คณะผูจ ัดทํา 57 คณะบรรณาธกิ าร/ปรบั ปรงุ แกไ ข 58

1 แผนการเรียนรูป ระจาํ บท บทท่ี 1สุขภาพกบั สง่ิ แวดลอ ม สาระสาํ คญั สขุ ภาพและส่ิงแวดลอ มมีความสัมพันธก นั บุคคลจะมีสขุ ภาพและส่ิงแวดลอมทด่ี ไี ดนนั้ นอกจากตองมี พฤตกิ รรมสขุ ภาพทดี่ ี มีวิธกี ารปองกนั โรคทถ่ี กู ตองเหมาะสมแลว การอาศยั อยใู นสภาพท่มี สี งิ่ แวดลอมทีด่ ียงั เปน ปจจัยสาํ คัญทีส่ ง ผลตอ ภาวะสขุ ภาพ และปญ หามลพิษทีเ่ กิดข้นึ กบั ส่ิงแวดลอ ม เปนปญหาสําคญั ทส่ี ง ผล กระทบตอสุขภาพของคนเรา โดยสรปุ แลว สิ่งแวดลอ มถอื วา มีอิทธิพลตอสขุ ภาพของมนุษยเปนอยางมาก ผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวัง วิเคราะหบ ทบาทและความรับผิดชอบของบุคคลท่ีมตี อการปองกันโรคการสรางเสรมิ สขุ ภาพของ ครอบครัวและชมุ ชน ขอบขายเนอ้ื หา 1. สภาพแวดลอมกับการสง เสรมิ สขุ ภาพ 2. วิธีจดั สภาพแวดลอ มของครอบครวั และชุมชนที่เออ้ื ตอการพัฒนาพฤตกิ รรมสุขภาพ กจิ กรรมการเรียนรู 1. ศึกษาเอกสาร 2. ทาํ กิจกรรมท่ไี ดร ับมอบหมาย สื่อประกอบการเรยี นรู 1. เอกสารประกอบการเรียนรู 2. สื่อ VCD 3. แหลง เรยี นรูในชมุ ชน ประเมนิ ผล 1. ประเมนิ ผลจากใบงาน/แบบฝกหัด

2 ตอนท่ี 1.1 สภาพแวดลอมกับการสงเสริมสุขภาพ เรื่องท่ี 1.1.1 สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ 1.1 สิ่งแวดลอมหมายถงึ ทกุ สิ่งทุกอยางท่อี ยรู อบตวั เรา ท้ังท่มี ีชีวติ และไมมีชวี ิต ทั้งที่เปน รูปธรรม และนามธรรม เชน ปาไม ดิน สัตว แมน าํ้ อากาศ ถนน อาคาร บา นเรือน ประเพณี วฒั นธรรม ซ่ึงมอี ทิ ธพิ ลตอ ชวี ติ และความเปน อยูของมนุษย 1.2 ลักษณะของสิ่งแวดลอม แบง ออกเปน ลักษณะกวาง ๆ ได 2 สวนคอื 1. สง่ิ แวดลอ มทางธรรมชาติ เชน ปาไม ภูเขา ดิน น้าํ อากาศ ทรพั ยากร 2. ส่ิงแวดลอ มทางสังคม ท่เี ปนทงั้ รปู ธรรมและนามธรรม เชน ชมุ ชนเมอื ง สิง่ กอ สรา ง โบราณสถานศลิ ปกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวฒั นธรรม 1.3 ปญหาสงิ่ แวดลอ มที่มีผลกระทบตอ สขุ ภาพ 1. มลพิษทางอากาศ หมายถงึ ภาวะอากาศที่มสี ารเจือปนอยใู น ปริมาณทส่ี งู กวาระดบั ปกตเิ ปนเวลา นานพอทจี่ ะทาํ ใหเ กดิ อันตรายแก มนษุ ย สตั ว พืช หรือทรพั ยสนิ ตาง ๆ อาจเกิดขน้ึ เองตามธรรมชาติ เชน ฝนุ ละอองจากลมพายุ ภเู ขาไฟระเบิด แผน ดินไหว ไฟไหมป า กา ซ ธรรมชาติ กรณที ่ีเกดิ จากการกระทาํ ของมนษุ ย ไดแก มลพษิ จากทอ ไอเสยี ของรถยนต จากโรงงานอตุ สาหกรรมจากขบวนการผลติ จาก กิจกรรมดา นการเกษตร จากการระเหยของกาซบางชนดิ ซงึ่ เกดิ จากขยะมูลฝอยและของเสยี 2. มลพิษทางนํ้า (Water Pollution) น้ําเปน ปจจัยท่สี ําคัญในการดาํ รง ชวี ิตมนุษย นอกเหนือจาก การอปุ โภคบรโิ ภคในชวี ติ ประจําวนั แลว นา้ํ ยงั มีบทบาทสงู ในการรงั สรรคอารยะธรรมความมน่ั คงและม่ังค่งั ของสงั คม มนษุ ยชาตไิ ดป ระโยชนมหาศาลจากทรพั ยากรน้าํ มาโดยตลอด แตใ นปจจบุ นั ปญหาการขาด แคลนนํา้ และการเกดิ มลพิษทางน้าํ ยงิ่ ทวคี วามรนุ แรงขน้ึ ทุกขณะ เนื่องจากผูใชน ้ําสวนใหญข าดความรบั รู และจติ สาํ นกึ รบั ผิดชอบตอปญ หาทีเ่ กดิ ขน้ึ ในอนาคตอันใกล สถานการณข องทรพั ยากรน้ําอาจเกดิ ปญหา ใหญถึงขั้นวกิ ฤติ โดยเฉพาะในดานการขาดแคลนนํา้ ท้ังน้ีเนื่องจาก - แนวโนม ท่ีจะเกดิ ภัยแลง มากขน้ึ - นํ้าในแหลงนํ้าตา ง ๆ มีคุณภาพลดลง - การใชนา้ํ ฟุมเฟอ ยในกจิ การตา ง ๆ อนั ไดแ ก เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม พาณชิ ยกรรม การใชน้ํา ในครวั เรือนและธุรกจิ บรกิ ารตา ง ๆ 3. มลพษิ ทางดนิ ( Soil Pollution or Land Pollution) หมายถงึ ดินที่เส่อื มคา ไปจากเดมิ หรอื มี สารมลพษิ เกนิ ขดี จํากดั จนเปน อันตรายตอ สขุ ภาพ และพลานามยั ตลอดจนการเจริญเติบโตของพืช และสตั ว ทง้ั โดยทางตรงและทางออม 4. มลพษิ ทางเสียง (noise pollution) เสียงดงั (loud noise) หรอื เสียงรบกวน (noise) หมายถึง สภาวะที่มเี สียงดงั เกินปกตหิ รอื เสียงดงั ตอเนื่องยาวนาน จนกอใหเกิดความราํ คาญ หรอื เกดิ อนั ตรายตอ ระบบการไดยนิ ของมนุษย และหมายรวมถงึ สภาพแวดลอมท่มี เี สียงสรา งความรบกวน ทาํ ใหเ กิด ความเครยี ดทั้งทางรา งกายและจิตใจ

3 เร่ืองท่ี 1.1.2 สง่ิ แวดลอมทางสังคม สิง่ แวดลอมทางสงั คม หมายถึง ส่ิงตา ง ๆ ทอี่ ยรู อบตวั เรา ทีค่ นสรา งขนึ้ มาเพื่อใชประโยชนใ นดา น ตา ง ๆ เชน อาคารบา นเรอื น สง่ิ ของเครอื่ งใชต าง ๆ วฒั นธรรม ประเพณี การสรางสรรคส ่ิงแวดลอ มทางสงั คมในแตละแหง จะมลี กั ษณะแตกตา งกนั ตามสภาพแวดลอ ม เชน ส่งิ แวดลอ มทางสังคมในแตละครอบครวั และในแตละโรงเรยี น จะแตกตา งกนั ไป 1. สิง่ แวดลอ มทางสงั คมในครอบครวั ในแตล ะครอบครัวจะมีการเปน อยู และการปฏบิ ัติตนแตล ะท่ี แตกตางกัน ทั้งนี้ขึน้ อยูกบั วัฒนธรรมในครอบครัวท่ีถายทอด อบรม และปลกู ฝง จนเปน นสิ ัยสบื ตอ กันมา เชน บางครอบครวั สมาชกิ ในบานพูดาสภุ าพ มนี ํา้ ใจ เอือ้ เฟอเผอ่ื แผตอ กัน 2. สงิ่ แวดลอ มทางสังคมในโรงเรียนสิ่งแวดลอ มทางสงั คมในโรงเรยี นทีเ่ ปนสถานที่หรือส่งิ ของเครื่องใช ตา ง ๆ เปน สง่ิ ที่มคี ุณคา ตอ การดาํ เนนิ ชวี ิตของบคุ คลในโรงเรยี นสวนวฒั นธรรมในโรงเรยี น เชน เครื่องแตงกาย การพูด การแสดงความเคารพ เปน แบบอยา งของพฤตกิ รรมท่ีดที ่โี รงเรยี นพยายามถายทอดใหกบั นักเรียนใน แตละรนุ อทิ ธพิ ลของส่งิ แวดลอ มทางสังคมตอการดาํ เนินชีวติ สิง่ แวดลอ มทางสังคมในครอบครัวและโรงเรยี น มผี ลตอ การดําเนินชีวติ ของสมาชกิ ในครอบครัวและ สมาชิกในโรงเรียน เชน บา นและโรงเรียนทต่ี ั้งอยใู นบรเิ วณทีส่ กปรก หรอื ในบริเวณที่มีอากาศไมด ี กจ็ ะมผี ลตอ สุขภาพของคน ในบา นและนกั เรียนในโรงเรียน เชน เจ็บปวยไดง า ย เพราะหายใจเอาอากาศเสยี เขาไป บา นและโรงเรยี นท่ตี ัง้ อยใู นบรเิ วณทมี่ ีเสียงดังมาก เชน บานอยใู กลสนามบนิ กท็ ําใหสมาชิกในบา นมี ปญ หาในเร่ืองการส่ือสาร ตอ งพูดเสยี งดังหรอื ถา เปน โรงเรียนอยูใกลส นามบนิ นกั เรียนจะเรยี นหนงั สอื ไมร ู เรื่อง ทางโรงเรียนอาจตองปรบั ปรุงสภาพแวดลอมเพื่อแกป ญ หา เชน ปลกู ตนไมม าก ๆ เพื่อดูดซับเสยี ง หรอื ตดิ เครื่องปรับอากาศในหองเรยี น เปนตน บานและโรงเรยี นทีต่ ั้งอยใู นบริเวณชมุ ชนทมี่ อี าคารสูง ๆ ลอ มรอบกจ็ ะมผี ลทําใหบ ริเวณบานและ บรเิ วณโรงเรียนมีสภาพอากาศคอ นขางรอ นเพราะลมพดั ผา นลําบากมาก เนื่องจากถูกอาคารสงู ๆ กัน้ ทางลมไว การอนุรกั ษสงิ่ แวดลอมทางสังคม สิง่ แวดลอมทางสงั คมและวัฒนธรรมในโรงเรียน เปน สิง่ ที่มีคุณคาตอการดําเนินชีวิตของนักเรยี นใน โรงเรยี น เชน อาคารเรยี น สนามกีฬา อุปกรณ การเรยี นตาง ๆ ไฟฟา นํ้าประปา รวมทัง้ วัฒนธรรมตา ง ๆ เปน ตน สิง่ เหลา นีเ้ ปน สงิ่ ที่มคี ณุ คา ดงั นัน้ เราตอ งชว ยกนั ดแู ลรกั ษาและสบื ทอด เพอื่ ใหเ กิดประโยชนตอ นกั เรยี นในโรงเรียน รวมท้งั เกดิ ความภาคภมู ใิ จ นกั เรยี นสามารถมีสวนรว มในการอนรุ ักษสิ่งแวดลอ มทางสังคมในโรงเรยี นไดดงั น้ี 1. ชวยกนั ดูแลรักษาอุปกรณแ ละเครื่องมอื เคร่อื งใชข องโรงเรียน เชน โตะ เกาอี้ อปุ กรณการเรยี น อุปกรณก ีฬา เมอื่ ใชแ ลว ใหเ กบ็ เขาที่ ถาพบวา มีสงิ่ ของใดชาํ รุด ใหแ จง เจา หนา ทท่ี ร่ี บั ผิดชอบใหซอมแซม 2. ใชน ้ําและไฟฟา อยา งประหยัด เชน เม่อื เปดกอ กนาํ้ แลวใหป ดสนิทไฟฟา ตามหองเรียนและอาคาร เรียน เมือ่ เลิกใชแ ลวใหชวยกันปด ใหเรียบรอย ซง่ึ เปนการชว ยประหยดั พลังงานดว ย 3. ปฏิบตั ติ นตามวัฒนธรรมในโรงเรียน เชน แตง กายถูกตองตามท่โี รงเรียนกาํ หนด พดู จาสภุ าพ เรยี บรอ ย แสดงความเคารพคณุ ครอู ยา งเหมาะสม เขาแถวซอ้ื อาหาร เปนตน

4 ตอนที่ 1.2 วธิ ีจัดสภาพแวดลอ มของครอบครัว และชมุ ชนทเี่ ออ้ื ตอการพฒั นาพฤตกิ รรมสุขภาพ ทุกคนควรตระหนักถึงความสาํ คญั ของสงิ่ แวดลอ ม ปลกู ฝงแนวคิดคานิยมในการดแู ลส่งิ แวดลอ ม เร่ิมตงั้ แตใ นบาน ในชุมชน และมสี ว นรวมในการอนุรกั ษส ิง่ แวดลอ ม รวมทั้งการใชท รัพยากรธรรมชาติอยาง ประหยดั และชวยกันพัฒนาสงิ่ แวดลอ มเพ่อื การมีสขุ ภาพดี วิธีจัดสภาพแวดลอ มของครอบครวั เออ้ื ตอการพัฒนาพฤติกรรมสขุ ภาพ สภาพแวดลอมของครอบครวั ประกอบไปดวยปจจัยทงั้ ๔ ดาน อนั ไดแกดานการอบรมเลยี้ งดู ดา นความสัมพันธภ ายในครอบครัว ดา นทอ่ี ยูอาศัย และดา นความคาดหวงั ของครอบครวั ดานการอบรมเลย้ี งดู สภาพแวดลอมของครอบครัวในดา นการอบรมเลีย้ งดู ไดแ ก การไดร ับความรัก เอาใจใสดูแล จากบิดา มารดา หรอื ผูปกครอง , บิดา มารดา หรือผปู กครองชว ยใหหายกลมุ ใจ และคลายทกุ ขแ ละบดิ า มารดา หรอื ผปู กครองมคี วามภาคภูมใิ จในตวั นักเรียน ดานความสมั พนั ธภ ายในครอบครัว สว นมากมีสภาพแวดลอมของครอบครวั ในดา นความสมั พันธอันดับแรก ไดแก บดิ า มารดา อยรู ว มกัน เปน ครอบครวั ทีอ่ บอนุ , บดิ า มารดาหรือผปู กครองไมทะเลาะววิ าทกัน และพี่ หรือ นองไมทะเลาะกนั ดานทอ่ี ยอู าศัย ดานทอ่ี ยอู าศยั สภาพแวดลอ มของครอบครัว ตองใชร ะยะเวลาการเดนิ ทางมาวิทยาลยั เปน เวลานาน , บา นหลงั พอประมาณ ไมค ับแคบ นา อยแู ละไมม ปี ญ หาเรื่องไฟฟา น าที่ใชบรโิ ภค อปุ โภค ดานความคาดหวงั ของครอบครัว มีสภาพแวดลอมของครอบครวั ในดา นความคาดหวงั ไดแ ก ใหร างวัล หรือ ของขวญั เม่อื ลกู ๆไดค ะแนน ดีสําเรจ็ การศึกษาในระดบั ปริญญาตรี และบดิ า มารดา หรือผปู กครองสนบั สนนุ ทนุ ทรัพยในการเรียน วิธจี ัดสภาพแวดลอมของชมุ ชนทเ่ี อื้อตอการพัฒนาพฤตกิ รรมสุขภาพ 1. การสรางจิตสาํ นกึ ดา นสิง่ แวดลอ มชุมชน การจดั งานรนื่ เริงหรอื กจิ กรรมตางๆ ในชมุ ชน หากมีการตกแตง สถานท่ีควรคาํ นงึ ถงึ เร่ืองดงั น้ี 1.1. ตกแตงดว ยวัสดทุ ี่ไมเปนอันตรายและภาระตอ ส่งิ แวดลอ ม ใชวสั ดุทส่ี ามารถใชได หลายครัง้ และนาํ กลับมาใชใหมได 1.2. ไมใ ชโฟมในการตกแตง 1.3. ใชตน ไม วัสดธุ รรมชาติ เชน ใบตอง ดอกไมสด ในการตกแตง สถานทใี่ หม ากที่สุด 2. การสงเสรมิ คณุ ภาพส่ิงแวดลอ มชมุ ชนดว ยส่อื ในพืน้ ทข่ี องชมุ ชนแตล ะแหง นนั้ ควรจัดใหม ีปานรณรงคด านสิ่งแวดลอม เพ่ือใหขอมูลหรือ เตือนใจแกผ พู บเห็น โดยติดต้ังแบบถาวรควรคํานงึ ถึงความเหมาะสมสวยงาม จะสามารถกระตนุ เตือนใหค นใน ชมุ ชนตระหนักถึงความรวมรวมใจกัน รกั ษาคุณภาพส่ิงแวดลอมในชุมชนไดเ ปนอยา งดี 3. ชุมชนกับการอนุรกั ษท รพั ยากรทองเท่ยี ว สถานทท่ี อ งเทย่ี ว กิจกรรมและวฒั นธรรม ประเพณีของทองถ่นิ นอกจากจะเปน สมบัตทิ ี่นา ภาคภูมใิ จของชมุ ชนทอ งถ่นิ แลว ยังกอ ผลเศรษฐกิจของทองถิน่ อกี ดวย การรวมแรงรวมใจกนั อนุรกั ษ ทรัพยากรทองเทยี่ วใหค งอยูอยางย่ังยืน จึงเปนส่งิ จาํ เปน อยางยงิ่ เชน - ชวยกนั รกั ษาสภาพธรรมชาติใหคงความสมบูรณไ วม ากท่สี ดุ – บรู ณปฏสิ งั ขรณแ หลงโบราณสถานอยา งถูกวธิ ี เพื่อใหค งอยคู ชู ุมชนตลอดไป – รณรงคสงเสรมิ และฟนฟขู นบธรรมเนียมประเพณขี องทอ งถ่นิ

5 – รกั ษาศิลปหตั ถกรรมทีเ่ ปนเอกลกั ษณดั้งเดิมของทองถิ่น โดยอาจนํามาผลติ เปน สินคา ทร่ี ะลกึ 4. การปองกนั ปญหาขยะในชุมชน การมสี วนรวมของคนในชุมชน เพอ่ื ปอ งกนั ปญหาขยะในชมุ ชนทาํ ไดโ ดย – ลดการนําขยะเขา บาน กอ นซ้ือของเขา บานทกุ ครัง้ ควรถามตนเองวามีความตองการและ จาํ เปน จรงิ ๆ หรอื ไม เพราะของทเ่ี หลอื ใชจากการใช นั้นคอื ปรมิ าณขยะชุมชนท่เี พม่ิ ขึ้น – มีถังขยะประจําบานถังขยะควรเปนภาชนะทแี่ ขง็ แรงมฝี าปดมดิ ชดิ สามารถปองกนั แมลงและสตั ว – แยกขยะกอนทิ้ง วสั ดุบางชนิดสามารถนํามาใชใ หมไ ด หรอื นําไปแปรรปู เพอ่ื กลบั มาใชอ ีกได เชน ขวด แกว โลหะ หรือกระดาษเปนตนวัสดเุ หลา น้ีสามารถขยายไดเปนการลดปริมาณขยะทจี่ ะนําไปกําจัดอีก – ท้ิงขยะใหถูกที ตามจุดทีก่ าํ หนดไวส าํ หรบั การทิ้งขยะเทาน้ัน ขอปฏิบัติ 1. ใหมีการกาํ จัดขยะในบาน และทงิ้ ขยะในทรี่ องรบั 2. หลกี เล่ียงการใชวัสดอุ ปุ กรณ ทกี่ อ ใหเ กดิ มลภาวะตอส่งิ แวดลอ ม 3. ใหม ีและใชสว มทถ่ี กู สุขลักษณะ 4. ใหมีการกาํ จัดนํา้ ทิ้งในครวั เรอื น ทีถ่ ูกตอง 5. ใชท รัพยากรอยา งประหยัด 6. อนุรกั ษแ ละพัฒนาสง่ิ แวดลอม ผลกระทบตอสุขภาพ ปัญหาส่ิงแวดล้อม - ขยะมลู ฝอย -มลพษิ ทางน้าํ -มลพิษทางอากาศ -มลพิษทางเสียง - ดินเสีย ด้านร่างกาย ด้านจติ ใจ ด้านความปลอดภัย - เกิดโรคภยั ไขเ้ จบ็ ต่าง ๆ - เกิดความราํ คาญ หงุดหงิด - ไมม่ ีท่ีอยอู่ าศยั - สุขภาพกายเส่ือมโทรม - เกิดความเครียด - ทรัพยส์ ินเสียหาย - ร่างกายอ่อนแอ - เกิดความเบื่อหน่าย ทอ้ แท้ - เกิดอาชญากรรมต่าง ๆ - เกิดโรคติดตอ่ แพร่ออกไปอยา่ ง - เกิดอุบตั ิเหตุไดง้ ่าย รวดเร็ว

6 การปองกันและแกไขปญ หาส่ิงแวดลอ ม : ทมี่ ีผลตอ สขุ ภาพ ลดหรอื หลีกเลย่ี งการใชวสั ดุ อปุ กรณ สารเคมี ทที่ ําลายสิ่งแวดลอม กาํ จดั ขยะมูลฝอยในบา นใหถ กู วธิ ี กําจัดนํา้ ทิ้งในบานอยา งถกู วธิ ี กอ นระบายสคู รู ะบายนา้ํ

7 ใชน้ําอยางประหยัด ใชไ ฟฟาอยางประหยัด  มสี ว นรวมในการอนรุ กั ษส่ิงแวดลอ ม

8 แบบฝก หดั : สขุ ภาพกบั ส่ิงแวดลอ ม คําส่งั ใหนกั ศึกษาแสดงความคิดเห็น ดา นการดแู ลสุขภาพตนเองท่ีมีผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ตามหวั ขอ ที่ กําหนดใหต อ ไปน้ี  พฤติกรรมทีแ่ สดงออกถงึ ความรบั ผดิ ชอบตอสขุ ภาพของสวนรวม ความรับผิดชอบตอ พฤตกิ รรมการแสดงความรับผิดชอบ(อยางไร)  ตนเอง 1……………………………………………………… 2……………………………………………………… 3………………………………………………………  ครอบครวั 1……………………………………………………… 2……………………………………………………… 3………………………………………………………  สถานศกึ ษา 1……………………………………………………… 2……………………………………………………… 3………………………………………………………  ชุมชน 1……………………………………………………… 2……………………………………………………… 3………………………………………………………

9 แบบฝก หดั : สุขภาพกับสิ่งแวดลอ ม คําส่งั ใหนักศึกษาสาํ รวจพฤติกรรมของตนเอง ในการดูแลรักษาสิ่งแวดลอ ม ตามหวั ขอ ทก่ี ําหนดใหตอ ไปน้ี โดยการขีด ลงในตาราง ตามความเปนจรงิ พฤตกิ รรม ทําประจาํ ทาํ บางครั้ง ไมเคยทาํ หมายเหตุ 1. ท้ิงขยะลงในถงั ขยะสาธารณะ 2. เด็ดดอกไมใ นสวนสาธารณะ 3. ทาํ ลายแหลงนาํ้ ขงั เพาะพนั ธยุ งุ ในชุมชน 4. ใชชอ นกลางขณะกินอาหารรวมกบั ผอู นื่ 5. ใชผ า ปดปากและจมูก ขณะจามหรอื ไอ 6. ทําความสะอาดสถานที่สาธารณะในชุมชน 7. เขารว มรณรงคป องกันโรค 8. ใชนาํ้ และไฟฟา อยา งประหยดั

10 แผนการเรียนรปู ระจาํ บท บทที่ 2 การดูแลสขุ ภาพตนเองและผูอ ่นื สาระสําคัญ ปจ จบุ ันสังคมไทยไดมกี ารเปลี่ยนแปลงจากสงั คมเกษตรกรรมไปสูส งั คมอุตสาหกรรม การใชช ีวติ ของ คนเปลีย่ นไปทง้ั ในแงก ารใชแ รงงานทาํ งานมาใชสมองนง่ั โตะทํางาน การใชชีวิตอยา งเรง รบี ทาํ ใหเกดิ ความเครียด ขาดการออกกําลงั กาย ขาดการรับประทานอาหารทม่ี คี ณุ ภาพ ขาดความสนใจตอสุขภาพตัว ทําใหเ กดิ โรคตา งๆ ซง่ึ เกดิ จากการไมด แู ลตวั เองใหดเี ชน โรคหลอดเลอื ดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง ความ ดนั โลหติ สูง โรคมะเร็งซึ่งโรคเหลาน้ีสามารถปอ งกนั หรอื ลดอุบตั กิ ารณไ ดโดยการทีเ่ ราใสใ จดแู ลตัวเอง เพยี งใช เวลาวนั ละประมาณ 1 ชัว่ โมงก็สามารถทําใหส ุขภาพดีขึน้ ผลการเรียนรทู คี่ าดหวัง ประเมนิ สขุ ภาพสวนบคุ คลเพือ่ กาํ หนดกลวิธีลดความเส่ยี งและนาํ ไปใชในการสรา งเสรมิ สุขภาพของ ตนเองชุมชนและสังคม ขอบขา ยเนือ้ หา 1. ความหมายและความสําคญั ของการมสี ุขภาพดี 2. หลกั การดูแลสุขภาพเบือ้ งตน การปอ งกันการสง เสรมิ การรักษาพยาบาล เบ้อื งตนและการฟน ฟสู ุขภาพ 3. กลวธิ ีนําไปสกู ารมี พฤตกิ รรมสุขภาพดวยการ สรางพลงั ปญญา กจิ กรรมการเรยี นรู 1. ศกึ ษาเอกสาร 2. ทํากจิ กรรมทไี่ ดร บั มอบหมาย สอื่ ประกอบการเรยี นรู 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู 2. สื่อ VCD 3. แหลง เรยี นรใู นชมุ ชน ประเมนิ ผล 1. ประเมินผลตนเองกอ นเรยี นและหลังเรยี น 2. ประเมนิ ผลจากใบงาน/แบบฝกหัด

11 ตอนที่ 2.1 ความหมายและความสาํ คัญ ของการมีสุขภาพดี สขุ ภาพ คอื อะไร ???? การมีสขุ ภาพทดี่ ี เปนสง่ิ ท่ีทุกคนตางกพ็ งึ ปรารถนาท่จี ะมี กอนอ่นื เรากค็ วรจะเขา ใจในความหมายท่ี แทจริงของคาํ วา \"สขุ ภาพ\" กนั กอ น วา สุขภาพน้นั มีความหมายวาอยางไร และคณุ เขา ใจความหมายของคาํ วา สุขภาพทีถ่ กู ตองแลวหรอื ยงั ?? สขุ ภาพ มีความหมาย 3 ประการ คอื 1. ความปลอดภยั (Safe) 2. ความไมม ีโรค (Sound) 3. ความปลอดภัย และไมม ีโรค (Whole) องคกรอนามัยโลก ไดใ หค าํ นิยามคาํ วา สขุ ภาพ หมายถึง สุขภาวะทส่ี มบรู ณท ั้งทางกาย ทางจติ และ ทางสงั คมตามรางพระราชบัญญตั สิ ุขภาพแหงชาติ 2545 ใหค วามหมายของคาํ วา สุขภาพ คือ ภาวะทม่ี ีความ พรอมสมบรู ณทัง้ ทางรา งกาย คอื รางกายทสี่ มบรู ณแ ข็งแรง คลองแคลว มกี าํ ลัง ไมเ ปน โรค ไมพ กิ าร ไมมี อุบตั เิ หตอุ ันตราย มสี ่งิ แวดลอ มท่ีสงเสริมสขุ ภาพ ดังนัน้ \"สขุ ภาพ\" จงึ หมายถึง \"การมรี า งกายแขง็ แรง ปราศจากโรคภยั ไขเ จ็บในทุกสวนของรา งกาย มีสุขภาพจิตดี และสามารถปรบั ตวั ใหอ ยรู วมกับผูอื่นในสังคมไดอ ยางปกติสขุ ผมู สี ุขภาพดีถอื วา เปน กําไร ของชวี ติ เพราะทาํ ใหผ เู ปนเจา ของชีวิตดํารงชีวติ อยูอยา งเปนสขุ ได\" นนั่ เอง จะเห็นไดวา สขุ ภาพนั้น ไมไดมีเพยี งทางกายและทางจติ ใจเทาน้ัน แตย งั รวมถงึ การปรบั ตัวเขา สูส ังคม ไดอ ยางมีความสุขดว ย เมอ่ื รอู ยา งนแี้ ลว เราก็ควรจะรกั ษาสขุ ภาพของเราใหดีอยเู สมอ เพอ่ื ท่เี ราจะไดมีจติ ใจที่มี ความสุข รื่นเรงิ ไมติดขัด มีเมตตา มสี ติ มสี มาธิ และการทีค่ รอบครวั จะมคี วามอบอนุ ชุมชนเขมแขง็ และสงั คม มีความยุติธรรมไดน้นั จะตองเกดิ ข้ึนจากการจัดการทางสุขภาพในระดับตางๆท้งั สุขภาพในระดับของปจ เจก บคุ คล (Individual Health) สุขภาพของครอบครวั ( Family Health) อนามยั ชุมชน (CommunityHealth) และสุขภาพของสาธารณะ (Public Health) น่นั เอง ความสําคญั ของสุขภาพ หลายคน อาจสงสัยวา \"สขุ ภาพ\" นัน้ มีความสาํ คญั อยางไร และทาํ ไมคนเราจึงตอ งดูแล รกั ษาสุขภาพ ในสื่อการเรยี นรูน้ี จงึ ไดนําพระพุทธภาษิตทางพระพทุ ธศาสนามาอธิบายความสําคัญของสขุ ภาพ ดงั นี้ \"อโรคยา ปรมา ลาภา” ความหมาย “ความไมมีโรคเปน ลาภอันประเสรฐิ ” นบั เปนสัจธรรมทที่ ุกคนสามารถสัมผัสไดดวยตนเอง อยา งเวลาทีเ่ ราเจ็บปวย ไมสบาย ตองทานยา เพือ่ รกั ษาและบรรเทาอาการเปนปว ย รวมท้งั อารมณห งดุ หงดิ และรําคาญใจ ที่ไมส ามารถดําเนินกจิ วตั ร ประจําวันไดตามปกติ เรากจ็ ะเห็นไดว า เวลาทเ่ี ราไมเ จ็บ ไมป ว ยนั้น มันชา งเปน เวลาที่มคี วามสุขยิง่ นัก พระ พทุ ธสภุ าษติ น้ี จึงเปนท่ยี อมรบั กนั ทั่วไป แมแตชาวอารยประเทศทางตะวนั ตก กย็ ังยอมรบั และเห็นพอ ง ตอ งกนั วา “สุขภาพ คือพรอันประเสรฐิ สุด\" นอกจากน้ี ยงั มสี ุภาษิตของชาวอาหรับโบราณที่กลา วไวว า “คนทีม่ สี ุขภาพดี คือคนทมี่ ีความหวงั และคนทมี่ คี วามหวัง คอื คนทม่ี ีทกุ สิ่งทุกอยา ง ” นัน่ กห็ มายความวา \"สุขภาพ คือวถิ แี หง ชวี ิต\" โดย สุขภาพ เปน เสมือนหน่งึ วิถีทาง หรือหนทางซ่ึงจะนําไปสคู วามสขุ และความสําเรจ็ ตางๆ ไดน่ันเอง

12

13 ตอนท่ี 2.2 หลักการดแู ลสุขภาพเบือ้ งตน การปอ งกนั การสงเสริมการรกั ษาพยาบาลเบอื้ งตน และการฟนฟสู ุขภาพ หลกั การดแู ลสขุ ภาพเบื้องตน 1. รับประทานอาหาร อยา งถูกตองเหมาะสม อาหารเชา สาํ คญั มากเพราะชว งเชา รางกายขาดนํ้าตาลถาไมร ับประทานอาหารเชา จะเกิดภาวะขาด นํ้าตาลซึ่งจะมีผลทําใหความคิดตือ้ ตนั ไมป ลอดโปรง วติ กกงั วล ใจส่นั ออ นเพลีย หงุดหงดิ โมโหงา ย มอ้ื เชา รับประทานไดเชาที่สดุ ยง่ิ ดี (ระหวา งเวลา 6.00 –7.00 น.) เพราะทอ งวางมานานหากยงั ไมมีอาหารใหดื่มนํ้าอนุ หรือน้ําขา วอุน ๆกอ น ควรทานขาวตมรอ น ๆจะชวยใหง า ยตอการขับถา ยอจุ จาระ ถา จาํ เปนตองรับประทาน (สาย)ใกลอ าหารมื้อกลางวัน อยา รบั ประทานมาก อาหารกลางวัน ควรเปนอาหารหนักเชน ขาวสวย พรอมกบั ขา วครบ 5 หมู เพราะรา งกายตอ งใช พลงั งานมากและควรรับประทานใหเพยี งพอแกค วามตอ งการของรา งกาย 2. ขบั ถายอุจจาระ ปสสาวะ สมํ่าเสมอทุกวัน 3. ใสเ สื้อผาใหเ หมาะสมกับฤดกู าล เชน หนาหนาวก็ใสเ ส้ือผาหนา ๆ สวมหมวก ถงุ มือ ถงุ เทา ขณะนอนตอนกลางคนื ควรหม ผาปดถงึ อก 4. ออกกาํ ลงั กายควรออกกาํ ลังกายกลางแจง ทุกวัน 5. รกั ษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัยเพ่ือชว ยใหสงิ่ แวดลอ มดีอากาศดี 6. รกั ษาอารมณใหปลอดโปรงแจมใสตลอดทั้งวันและอยาลืมนง่ั สมาธิทกุ วนั 7. พักผอ นใหเพียงพอเหมาะสมกับเพศและวยั ไมค วรนอนดกึ เกิน 20.00 น. ติดตอกนั หลายวัน 8. มที าทาง และอริ ิยาบถทถ่ี กู ตอ งเหมาะสมในการทํางานในชีวติ ประจําวัน

14 ตอนท่ี 2.3 แนะนําวิธกี ารออกกําลงั กายท่ีถกู ตอ งและมขี ัน้ ตอนทถี่ กู ตอ ง การสง เสริมสขุ ภาพเปนมิติหนึง่ ทางสุขภาพทีม่ ีความสําคัญมากที่จะชวยใหเราดาํ รงชีวติ อยูอยางปกติ สุข ในการสงเสรมิ สขุ ภาพจะตอ งมคี วามรคู วามเขา ใจ เกีย่ วกบั ความหมายของมิติสุขภาพ เขาใจหลกั และวธิ ี ปฏิบตั ิในการสง เสริมสขุ ภาพ เพือ่ นาํ ไปสูการปฏบิ ตั ิในการสง เสรมิ สขุ ภาพไดอ ยางถกู ตอง การดูแลสุขภาพตนเองเปน กระบวนการที่บคุ คลกระทํากจิ กรรมตางๆ ท่เี ปน การสง เสรมิ สุขภาพ การ ปอ งกนั การเกดิ โรคและการเจบ็ ปวย การรักษาอาการผิดปกติและการเจ็บปวยการดูแลสุขภาพตนเอง แบง ออกเปน 3 ลกั ษณะ คอื 1. การดแู ลสุขภาพตนเองในภาวะปกติ 2. การดแู ลสุขภาพตนเองเมอื่ รูสึกวาผิดปกติ 3. การดูแลสขุ ภาพตนเองเม่ือเจบ็ ปว ยและไดรบั การกําหนดวา เปน ผปู วย ประโยชนของการสงเสริมสุขภาพ 1. มีสุขภาพดที ั้งทางดานรา งกาย จิตใจ อารมณ และสงั คม ทําใหด ํารงชวี ิตอยรู วมกบั คนอน่ื ในสงั คมไดอยางปกติสุข 2. โอกาสเกดิ โรค การเจบ็ ปว ย และความผดิ ปกตติ างๆมีนอ ยมาก 3. ไมเ สยี เวลาในการเรยี น เน่อื งจากไมเ จบ็ ปวย 4. ไมเสยี คา ใชจายในการรกั ษาอาการเจ็บปวยตา งๆ 5. มพี ัฒนาการทางดา นรา งกายเปนไปตามปกติ การออกกําลงั กายหมายถงึ การเคลื่อนไหวรางกาย หรือการกระตุนใหส ว นตางๆของรา งกายทาํ งาน มากกวา ภาวะปกตอิ ยา งเปนระบบระเบียบโดยคาํ นงึ ถงึ ความเหมาะสมของเพศ วยั และสภาพรา งกายของแตล ะ บคุ คลจนสงผลใหสว นตา งๆของรางกายน้ันๆ มีการเปลี่ยนแปลงทีด่ ีข้นึ และสามารถดาํ รงชวี ติ ไดอ ยางเปนสุข และมคี ณุ ภาพ หลักปฏบิ ัตเิ พอ่ื นาํ มาใชในการวางแผนและจัดเวลาในการออกกําลงั กาย 1. ยึดหลกั \"4 พ\"คําวา \"หลกั ส่พี อ\" ประกอบดวย \"บอ ยพอ หนกั พอ นานพอ และพอใจ\" 2. สํารวจสขุ ภาพของตนเอง 3. ตัดสนิ ใจเลอื กชนิดของการออกกําลงั กายโดยตอ งใหเ หมาะกับเพศและวยั 4. กําหนดโปรแกรมออกกาํ ลังกาย 5. ขอ ควรระวังในขณะออกกําลงั กายควรหยุดออกกาํ ลังกายทนั ทีหากขณะออกกําลังกายมี อาการผิดปกตเิ กิดขนึ้ การเตรยี มตวั กอนออกกําลังกาย กอ นออกกาํ ลังกายทุกคร้งั ทา นตอ งทําการอบอนุ รา งกายกอน อาจใชวิธีเดินภายในบา น รอบบานหรือ เดนิ สายพาน ฯลฯ โดยปกตแิ ลว ควรใชเ วลาในการอบอุนรางกายประมาณ 5-10 นาที ซง่ึ ในการทาํ ความอบอุน รา งกายนจี้ ะทาํ ใหเลือดไปเลยี้ งอวัยวะสว นตาง ๆ ไดม ากข้ึน และหลอดเลือดมกี ารเตรียมความ พรอ มมากข้นึ เปน การปองกนั การบาดเจบ็ จากการออกกาํ ลงั กาย

15 เทคนคิ การออกกําลงั กายอยา งถกู วธิ ี 1. การออกกาํ ลังกายใหไดผลดีทีส่ ดุ คือ ไมค วรออกกาํ ลงั กายนอ ยกวา 30 นาที/คร้งั และ ไมควรนอ ยกวา 3 คร้งั ตอสปั ดาห ทางที่ดีควรจะหมั่นออกกาํ ลงั กายอยางสมาํ่ เสมอ รางกายจะได ปรับสมดุลอยางสมบูรณแ ขง็ แรง2. ถา เหนือ่ ยจากการออกกาํ ลังกายควรหยุดอยาออกกําลังกายแบบหักโหม อยาฝน สงั ขารตวั เอง และกาํ ลังของตัวเองเด็ดขาด เพราะจะทาํ ใหก ลา มเน้อื ฉกี ขาดไดง ายและเกิดอนั ตรายตอ รางกายได 3. กอ นออกกาํ ลงั กายทกุ ครงั้ ควรวอรมรา งกายกอ นเพอ่ื เปนการปรับอุณหภมู ิใหร า งกายพรอม และ เตรียมกลามเนือ้ เพือ่ ยืดและคลายตัวอยา งยดื หยุน สว นเวลาที่ออกกําลงั กายเสร็จก็ควรวอรมอพั ดวยเชนกนั เพือ่ ชว ยลดการปวดเมอ่ื ย 4. เวลาที่ออกกําลงั กายในชว งแรกๆอาจจะรสู ึกปวดเมื่อยไดอยางเหน็ ไดช ดั แตถาคุณออกกําลังกาย เปนประจําอาการปวดเม่ือยจะนอ ยลง 5. คณุ ควรจะเปลี่ยนรปู แบบในการออกกําลังกายบา งเพ่ือความสนุก เพิม่ ความหลากหลาย และ ไมน าเบื่อ เพราะแตละกฬี ากม็ ีขอดแี ตกตางกันออกไป 6. ควรดืม่ นา้ํ กอ นออกกาํ ลงั กายประมาณ 3 ชว่ั โมงประมาณ 2-3 แกว และในระหวางเลน ก็ควรดื่ม 1-2 แกว เพือ่ เปนการชดเชยการสญู เสียนาํ้ ระหวางทอ่ี อกกําลงั กาย และปอ งกนั ไมใ หร างกายเกดิ อาการเกร็ง เปนตะคริว คล่ืนไสหรอื ปวดหัว เนือ่ งจากภาวะขาดนา้ํ น่ันเอง 7. ไมควรดมื่ กาแฟกอนออกกําลงั กายเพราะสารคาเฟอนี จะไปกระตนุ การทํางานของหวั ใจทําใหรูส ึก เหนอ่ื ยหอบระหวา งท่ีออกกําลงั กายไดคะ การปฏบิ ัตติ วั หลังการออกกาํ ลงั กาย หลังจากออกกําลังกายแลว อยาหยุดออกกําลงั กายในทันที โดยเฉพาะทา นที่ออกกาํ ลังกายอยา งหนัก เพราะจะทําใหเ ลือดไปเลี้ยงสมองไมทนั อาจทําใหเ กดิ อาการหนามดื ควรอบอนุ รา งกายประมาณ 5-10 นาที จนกระท่งั ชพี จรกลบั คืนสสู ภาพปกติ และควรด่มื นํ้าใหเ พยี งพอภายหลังออกกาํ ลังกาย ประโยชนของการออกกาํ ลงั กาย การออกกาํ ลังกายอยา งสมาํ่ เสมอจะทําใหส ุขภาพรา งกายแขง็ แรง ระบบตาง ๆ ในรางกายทํางานได อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ เชน - ชว ยใหระบบไหลเวียนของเลือดทาํ งานไดดี ไปเล้ยี งสวนตา ง ๆ ไดม ากขนึ้ ปองกันการเกดิ โรคหัวใจ โรคความดันต่ํา มีภูมติ านทานของรา งกายดีขึน้ และปองกนั โรคตาง ๆ เชน โรคเบาหวาน โรคอว น โรคขอ เสอื่ ม เปน ตน - ชวยในการควบคมุ น้าํ หนกั การทรงตวั และทําใหก ารเคลือ่ นไหวคลอ งแคลวข้ึน - ชว ยใหระบบขับถายทาํ งานไดดีข้นึ - ชว ยลดความเครียด และทําใหการนอนหลบั พกั ผอนดีข้ึน

16 เรอ่ื งที่ 2.4 การบรโิ ภคอาหารท่ีถูกตามหลักโภชนาการและหลกั อนามยั อาหาร หมายถึง สารซึง่ อาจเปน ของแขง็ หรือของเหลวท่ีรับประทานเขาไปแลว ไมเ ปนพษิ หรอื โทษ ตอ รา งกายแตม ปี ระโยชนต อรา งกาย โภชนาการ หมายถงึ วิทยาศาสตรส าขาหนึง่ ท่ีศกึ ษาเกย่ี วกบั การเปล่ยี นแปลงของอาหารทเี่ ขาไปใน รางกายการพฒั นาของรา งกายจากการไดร บั สารอาหารรวมทั้งการปรุงแตง อาหารใหเหมาะสมกับความตองการ ตามสภาพและวัย อนามัย องคการอนามยั โลก ไดใหคาํ จาํ กดั ความไวว า “ การมีสุขภาพสมบูรณดที ัง้ ทางรางกายและ จิตใจ และสามารถดํารงชพี อยูใ นสงั คมไดด ว ยดซี ง่ึ ไมเพียงปราศจากโรค หรือไมแข็งแรงทพุ พลภาพเทานนั้ ” สารอาหารหมายถงึ สารเคมที ี่ประกอบอยใู นอาหาร เชน โปรตนี ไขมัน คารโบไฮเดรตซ่งึ ใหป ระโยชน ตอรางกาย อาหารตางๆท่เี รารับประทานเขาไปน้นั แยกคุณสมบตั ทิ างเคมแี ลวจะไดส ารอาหาร 6 ประเภท คือ 1. โปรตนี ไดแก เน้ือสัตว นม ไข และโปรตนี ในพชื ไดแก ถัว่ ชนิดตางๆเปนตน 2. คารโ บไฮเดรต ไดแก ขาวชนิดตางๆ แปง นํ้าตาลเผือก มัน เปนตน 3. ไขมัน ไดแก ไขมนั จากสตั ว และนาํ้ มันจากพืช 4. วิตามิน ไดแก วติ ามนิ ทีล่ ะลายไดในไขมนั และวิตามนิ ทีล่ ะลายในน้าํ 5. เกลอื แร ไดแ ก ผลไมชนดิ ตางๆ พืชผัก นม ไข เครื่องในสตั วอาหารทะเล เปน ตน การเลอื กบรโิ ภคอาหารใหถ ูกหลกั อนามัย มหี ลักการบรโิ ภคดงั นี้ 1. อาหารตองสกุ และผา นความรอนแลว อาหารทีป่ รุงสุกแลวยอมทาํ ใหเ ชือ้ โรคทีม่ ใี นอาหารถูกทาํ ลาย ไปดวย อาหารท่ีสกุ และผา นความรอ นอยางเพยี งพอยอมทาํ ใหเกดิ ความปลอด ภัยแกผ บู ริโภคอาหารนนั้ ๆ 2. ควรเลอื กซ้อื อาหารทมี่ ีคุณคา ทางอาหารสงู และมรี าคาถูก การเลอื กซื้ออาหาร ควรพจิ ารณาเปรียบเทยี บถึงคณุ คาของอาหารประเภทตา งๆ ใหล ะเอียด เพราะอาหารที่มรี าคาแพงไมไดมีคุณคาทางอาหารสงู เสมอไป เชน เนอ้ื สนั ในซง่ึ มีราคาแพง แตมีคุณคาอาหาร เทา กบั เน้อื สะโพกท่ีมรี าคาถกู กวา ถ่วั มีราคาถูกกวา อาหารจําพวกเน้ือสตั ว แตม ีคุณคา เทา ๆกนั เปน ตน 3. ควรเลือกซอื้ อาหารท่ีมคี ณุ ภาพ ในปจจุบันการทาํ อาหารรับประทานเองเปน การยงุ ยากและเปน การส้นิ เปลอื งเวลา การซื้ออาหาร จึงควรหาซื้ออาหารท่ีมีคณุ คาสูง หรอื รบั ประทานอาหารปนโตเพราะจะไดอาหารทส่ี ดและมีคุณคา ทางอาหารท่ี สงู กวาอาหารกระปองและราคาก็ถกู กวา แตเลอื กซ้อื จากพอคาที่ไวใจไดและไมเ อารัดเอาเปรียบผซู ้ือมากเกนิ ไป 4. ควรรับประทานผัก ผลไมเปน ประจํา การเลือกซอื้ ผลไมควรเปรยี บเทียบถงึ คุณคา ของผลไมชนดิ ตา งๆ เพราะผลไมบางชนิดใหแ คลอรีสงู บางชนดิ ใหแ คลอรีตาํ่ แตผ ลไมน ้นั มีคุณคา ใหสารวติ ามินและเกลือแรซ ึง่ เปน ประโยชนต อรา งกาย

17 ตอนที่ 2.5 การใชยาอยางถกู ตอ ง ยาท่เี รานํามาใชม อี ยูหลายชนิด บางชนดิ เราอาจหาซ้ือเองได แตบางชนดิ ตองซื้อตามใบสงั่ ของแพทย เทาน้นั เพราะยาเหลา นเ้ี ปน ยาอนั ตราย ดังน้นั กอ นใชย า เราจึงควรทราบหลกั การใชย าใหถูกตอง ดงั น้ี 1) กอนใชย าทกุ ครั้ง ตอ งอานฉลากยาใหเขาใจ อา นใหละเอยี ด และปฏิบตั ิตามอยางเครงครดั 2) ใชยาใหตรงกับโรค โดยปรกึ ษาแพทยห รือเภสชั กรกอนใช เพราะจะทําใหไมเ ปนอันตราย 3) ใชย าใหถ กู วธิ ี เชน ไมแ กะผงยาทอี่ ยูในแคปซูลมาโรยแผล ยาชนดิ ท่ใี ชท าหา มนํามารับประทาน ยาที่ใชภ ายนอก ไดแก ข้ผี ้ึง ครมี ยาผง ยาเหนบ็ ยาหยอด มขี อดคี อื มีผลเฉพาะบริเวณที่ใหยา เทานนั้ และมกี ารดดู ซมึ เขาสรู างกายไดนอย จึงไมค อ ยมผี ลอน่ื ตอ ระบบในรา งกาย ขอเสยี คอื ใชไดด ีกับโรคท่ี เกิดบรเิ วณพ้ืนผวิ รางกายเทา น้ัน และฤทธ์ิของยาอยูไดไมนาน โดยมวี ิธกี ารใชดังน้ี - ยาใชท า ใหทาเพยี งบาง ๆ เฉพาะบริเวณท่เี ปน ระวังอยา ใหถ ูกนา้ํ ลางออกหรอื ถกู เส้ือผา เชด็ ออก - ยาใชถ ูนวด กใ็ หท าและถูบรเิ วณทมี่ ีอาการเบา ๆ - ยาใชโ รย ควรทําความสะอาดแผล และเชด็ บรเิ วณที่จะโรยใหแหงเสยี กอ น ไมค วรโรยยาท่ีแผลสด หรือแผลมนี า้ํ เหลือง เพราะผงยาจะเกาะกันแข็งและปด แผล อาจเปนแหลงสะสมเชอ้ื โรคภายในแผลได - ยาใชหยอด จะมที ง้ั ยาหยอดตา หยอดหู หยอดจมูกหรือพน จมกู ยาท่ีใชภ ายใน ไดแ ก ยาเมด็ ยาผง ยาน้าํ ขอ ดี คอื สะดวก ปลอดภยั และใชไ ดกบั ยาสว นใหญ แตม ี ขอ เสยี คือ ออกฤทธ์ิไดช า และปริมาณยาที่เขา สูก ระแสเลอื ดอาจแตกตางกันตามสภาพการดูดซึม โดยมี วิธกี ารใชดังน้ี - ยาเมด็ ที่ใหเคยี้ วกอนรับประทาน ไดแก ยาลดกรดและยาขับลมชนิดเมด็ ทั้งนีเ้ พ่ือใหเมด็ ยาแตกเปน ชนิ้ เลก็ จะไดมผี วิ สัมผสั กบั กรดหรือฟองอากาศในกระเพาะอาหารไดม ากขึ้น - ยาท่ีหา มเคี้ยวใหกลนื ลงไปเลย ไดแก ยาชนดิ ทเี่ คลือบน้าํ ตาล และชนิดที่เคลอื บฟลม บาง ๆ จับดู จะรสู กึ ลน่ื ยาดังกลา วเปนรูปแบบท่ีออกฤทธ์ิเนิน่ นาน ตองการใหยาเมด็ คอ ยๆละลายทีละนอย - ยาแคปซลู เปน ยาทหี่ ามเคย้ี วใหกลนื ลงไปเลย ขอดคี ือรับประทานงาย เพราะกลบรสและกลิ่นของ ยาไดด ี - ยาผง มอี ยูห ลายชนิด และใชแตกตางกัน เชน ตวงใสชอ นรบั ประทานแลวด่มื น้าํ ตาม หรอื ชนดิ ตวง มาละลายนา้ํ กอน และยาผงท่ีตอ งละลายน้ําในขวดใหไ ดป ริมาตรทก่ี ําหนดไวก อ นท่ีจะใชรบั ประทาน เชนยา ปฏิชวี นะชนิดผงสําหรบั เดก็ โดยน้ําที่นํามาผสมตองเปน นํ้าด่ืมทตี่ ม สกุ และทงิ้ ใหเย็น ตอ งเกบ็ ในตเู ย็นท่ไี มใ ช ชอ งแชแขง็ และหากใชไมหมดใน 7 วันหลงั จากที่ผสมน้ําแลว ใหท ้ิงเสยี - ยานํ้าแขวนตะกอน ( Suspension) เชน ยาลดกรดตองเขยาขวดให ผงยาท่ีตกตะกอนกระจายเปน เน้อื เดยี วกนั จึงรินยารับประทาน ถา เขยาแลวตะกอนยังไมกระจายตวั แสดงวา ยาน้ันเส่อื มคณุ ภาพแลว - ยาน้ําใส เชน ยาน้ําเชอ่ื ม ตองเขยาขวดกอนใช ถาเกดิ ผลึกขน้ึ หรือเขยาแลวไมละลาย ไมควรกิน - ยานาํ้ แขวนละออง (Emulsion) เชน นา้ํ มันตับปลา ยาจะแยกออกเปนของเหลว 2 ชัน้ เวลาจะใช ใหเขยาจนเปน ชนั้ เดยี วกันกอ น จึงรินมารับประทาน ถาเขยา แลวยาไมรวมตวั กันแสดงวา ยาน้นั เส่อื ม คุณภาพแลว 4) ใชยาใหถ กู กับบุคคล ควรใชยาใหถ ูกกบั สภาพของบคุ คล เพราะรา งกายของแตละคน ไมเ หมอื นกัน เชน ยาท่ีใหเ ดก็ กนิ ตองมีปริมาณไมเ ทา กบั ผใู หญ ยาบางชนิดไมค วรใหห ญิงมคี รรภก นิ เพราะอาจเปน อนั ตราย ตอ ลกู ในทอ งได 5) ใชยาใหถูกขนาด ควรใชยาตามขนาดทีแ่ พทยหรอื เภสชั กรกาํ หนดไว เพราะถา ใชเ กนิ ขนาด อาจเกิด อันตรายตอรา งกาย หรอื ถา ใชน อ ยไป อาจจะทําใหก ารรักษาโรคไมไดผ ลดี

18 1 ชอนชา (มาตรฐาน) = 5 มิลลลิ ติ ร = 2 ชอนกาแฟ (ในครวั ) = 1 ชอ นกินขาว 1 ชอนโตะ (มาตรฐาน) =15 มลิ ลิลติ ร = 6 ชอ นกาแฟ (ในครวั ) = 3 ชอ นกินขา ว 6) ใชย าใหถ กู เวลา ยาแตล ะชนดิ จะกาํ หนดระยะเวลาที่ใชไ ว ดงั น้ี ยากอ นอาหาร ใหกินกอ นอาหาร 30 นาที ถึง 1 ชว่ั โมง เพือ่ ใหยาดูดซึมเขาสูรางกายไดด ี ยาหลังอาหาร ใหกนิ หลังอาหารทันที หรอื ไมเกิน 15 นาทถี า ลืมกนิ ยาในระยะเวลาทีก่ าํ หนด ใหก นิ ทนั ทที ่ีนกึ ได แตถา ใกลเวลากนิ ยาครัง้ ตอไปก็รอกินยาในมอื ตอ ไปในขนาดปกติ ขอแนะนาํ การใชย า 1. ยาหลงั อาหารทันที ใหกนิ หลงั อาหารทันที เชน ยาลดการอกั เสบปวดขอ หรือกลามเนือ้ 2. ยาพรอมอาหาร กินพรอมอาหาร ในม้ือนน้ั ๆ 3. ยาผงผสมนํา้ กินฆา เชื้อสาํ หรับเดก็ หลังจากผสมนา้ํ แลวไมค วรใชเ กิน 7 วนั ขณะทีไ่ มใชยา ควรเก็บยาในตเู ยน็ ช้ันใตชอ งแข็งลงมา หามเก็บไวใ นชอ งแชแ ขง็ 4. ยาหยอดตา หลงั เปดใชแ ลว จะเก็บไวไดไ มเกิน 1 เดือน โดยท่ัวไปจะเกบ็ ในตูเยน็ ชั้นใตช อ งแขง็ ลงมา หา มเก็บในชองแชแข็ง 5. การเก็บรักษายาทัว่ ไป ควรเกบ็ ไวในทแ่ี หง และพนจากแสงแดด 6. อาการแพยา หากกนิ ยาแลว มีอาการผิดปกตเิ กิดข้ึน เชน มีผ่นื คนั ตามตวั มีจาํ้ ที่ผวิ หนงั หนามดื แนนหนา อก หายใจไมส ะดวก หรือใจสัน่ ใหหยุดยา และมาปรกึ ษาแพทยท นั ที

19 แผนการเรยี นรปู ระจําบท บทท่ี 3 สุขภาพผูบ ริโภค สาระสาํ คญั คนไทยไมค อ ยเห็นความสําคญั ในเรือ่ งการใชสทิ ธขิ องผูบรโิ ภค จงึ ถกู เอารดั เอาเปรยี บทั้งในดานคุณภาพ เเละราคา เเละมักจะไมส นใจทจ่ี ะรกั ษาของตนเองใหมากข้นึ อกี ทงั้ ประชาชนสวนใหญยงั ขาดความรคู วาม เขาใจเกย่ี วกับสิทธิตางๆ ท่ไี ดรบั การคุมครองตามกฎหมาย และไมทราบถงึ วิธีการเลือกซือ้ สนิ คาเเละบริการที่ ถกู ตอง ตลอดจนขาดขอ มูลประกอบการตดั สนิ ใจเลือกซอื้ สคิ าเเละบริการ รวมทั้งผบู รโิ ภคยงั คงมลี ักษณะไม สนใจท่จี ะเอาเรอ่ื งกบั ผูป ระกอบธุรกิจทีเ่ อารัดเอาเปรยี บ ยงั มีลักษณะตา งคนตางอยู ไมม กี ารรวมตัวกนั เพื่อ สรา งอาํ นาจในการตอรองเพอื่ รกั ษาสิทธิประโยชนข องตนเอง ผลการเรยี นรูท่ีคาดหวงั 1.อธิบายเกี่ยวกบั สุขภาพผูบริโภค ขอบขายเนื้อหา 1.เลือกใชภ มู ปิ ญญาไทยเพ่ือสุขภาพ 2. ขอมูลขา วสาร ผลิตภัณฑ และบริการสขุ ภาพ 3. สทิ ธิผูบ รโิ ภคและกฎหมายทีเ่ กี่ยวขอ ง กิจกรรมการเรียนรู 1. ศกึ ษาเอกสาร 2. ทํากจิ กรรมท่ไี ดร บั มอบหมาย สอื่ ประกอบการเรยี นรู 1. เอกสารประกอบการเรียนรู 2. สือ่ VCD 3. แหลง เรียนรใู นชุมชน ประเมนิ ผล -

20 ตอนท่ี 3.1.1การเลอื กใชภ มู ิปญญาไทยเพื่อสุขภาพ ภมู ิปญ ญาไทย (Thai Wisdom)หมายถึงสติปญญา องคค วามรูและคานิยมท่นี าํ มาใชในการดําเนนิ ชวี ติ ไดอยา งเหมาะสม เปน มรดกทางวฒั นธรรมที่เกิดจากการสงั่ สมประสบการณ ความรแู ขนงตา งๆ ของ บรรพชนไทยนับแตอดีต สอดคลองกับวิถีชีวิต ภมู ปิ ญญาไทย จงึ มคี วามสาํ คัญตอการพัฒนาชวี ติ ความเปนอยู ของคนไทย ทง้ั ดา นเศรษฐกจิ และสงั คม ตัวอยางภูมปิ ญญาไทยทเี่ กยี่ วขอ งกับสุขภาพ เชน การแพทยแ ผนไทย สมนุ ไพร อาหารไทย ยาไทย ฯลฯ แนวทางการใชภมู ปิ ญญาไทยเพอื่ การสรา งเสริมสขุ ภาพและการปองกันโรคในชมุ ชน 1. การนวดไทยเปน ภูมิปญ ญาอนั ล้ําคา ในการรกั ษาโรค การสรา งเสรมิ สุขภาพรางกายและจิตใจ ของคนไทยทสี่ ืบทอดกันมาต้งั แตอ ดตี จนถงึ ปจ จุบนั เชน ภรรยานวดใหสามีลูกนวดใหปูยา ตายาย โดยอวยั วะ ตา งๆ เชน ศอก เขา เทา นวดใหก ันอกี ทั้งยังมีการพฒั นาโดยใชอ ุปกรณช ว ยในการนวด เชน ไมกดทอง นมสาว การนวดไทยแบงออกไดเปน 2 แบบ ไดแก การนวดแบบราชสํานัก และการนวดแบบเชลยศักด์ิ ประโยชนข องการนวดไทยมผี ลดีตอสุขภาพในหลายๆดา น เชน การกระตนุ ระบบประสาทเพ่ิมประสทิ ธิภาพ ของระบบทางเดนิ หายใจชวยกระตนุ การทํางานของระบบไหลเวยี นโลหิตและน้ําเหลือง ลดการเกร็งตัวของ กลามเนือ้ และผอนคลายความตึงเครยี ดทางจติ ใจ 2. การประคบสมุนไพร เปน ภมู ปิ ญ ญาทางดานการแพทยแ ผนไทย ทมี่ ีการสบื ทอดจากบรรพบรุ ษุ มา ชา นานโดยมกี ารใชสมุนไพรหอดวยผา เปนลกู เรียกวา ลูกประคบ นํามาประคบบริเวณท่ีมีอาการปวดเม่ือย เคล็ด ขัดยอกจะชว ยบรรเทาอาการปวดไดซ่ึงสมุนไพรที่ใชท ําลูกประคบสว นใหญน ัน้ จะมันนาํ้ มันหอมระเหย เม่อื นง่ึ ใหร อนแลว แลว น้ํามนั หอมระเหยซึง่ เปน ตวั ยาจะออกมากบั ไอนาํ้ และความชืน้ และเมื่อประคบตัวยา เหลา น้นั จะซึมเขา ผิวหนัง ชว ยรกั ษาอาการเคลด็ ขดั ยอก ลดอาการบวมอกั เสบของกลามเนือ้ เอ็น และขอตอ นอกจากนีค้ วามรอนจากลกู ประคบยังชวยกระตุน การไหลเวยี นของเลอื ด ชวยใหตวั ยาซมึ ผานผิวหนงั ไดด ีข้นึ อีก ท้ังกลน่ิ ของนาํ้ มนั หอมระเหยยังชวยใหค ลายเครยี ดเกดิ ความสดชนื่ อกี ดวย 3. นํา้ สมนุ ไพรผักพืน้ บานและอาหารเพื่อสุขภาพอาหารและน้าํ ดืม่ นอกจากจะชวยใหร า งกายเจรญิ เติม โตแขง็ แรงอยใู นภาวะปกตแิ ลว อาหารและนํา้ สมนุ ไพรบางชนิดทีน่ ยิ มรักประทานกันอยใู นปจ จบุ นั ยงั ชว ยรกั ษา โรคและอาการเจ็บปวยตา งๆไดอ ีก 4. การทําสมาธิ สวดมนต และภาวนาเพ่อื การรกั ษาโรคเปน วถิ ีชีวิต ความศรัทธาตอ พระพุทธศาสนา ของชาวไทย จัดวาเปนภูมปิ ญญาทางการแพทยแผนไทย ท่ีชว ยสรางเสรมิ สุขภาพไดเปน อยา งดีโดยเฉพาะ สุขภาพทางใจเพราะการทาํ สมาธสิ วดมนตแ ละภาวนา ชวยใหจติ ใจทส่ี บั สนและวาวุนเกิดความสงบมคี วามสขุ ผอ นคลายความเครยี ดมสี มาธแิ ละเกดิ ปญ ญาในปจ จบุ ันมกี ารวจิ ยั ทางการแพทย พบวา การสวดมนต ภาวนา และการทําสมาธชิ ว ยใหหัวใจทํางานหนักนอ ยลง สงผลดตี อปอด ระบบการหายใจ 29 5. กายบรหิ ารแบบไทย หรือกายบริหารทาฤาษีดดั ตนเปนภูมิปญ ญาทางการแพทยแ ผนไทยเกิดขน้ึ จากการสบื ทอดตอ ๆ กันมาของนกั บวชนักพรต พระสงฆ หรือชาวพุทธทน่ี ิยมน่ังสมาธิ วปิ ส สนากรรมฐานซง่ึ มคี วามแตกตางกบั ทา โยคะของอินเดีย โดยเปน ทาทไี่ มผาดโผนหรือฝน รางกายจนเกินไป บุคคลทัว่ ไปสามารถ ทําไดและเม่อื ปฏิบตั ิอยางถกู ตองจะชวยรักษาอาการปวดเมือ่ ย ชว ยใหก ารเคล่ือนไหวของแขนขา หรอื ขอตอ ตางๆ เปนไปอยางคลองแคลว ทําใหเ ลอื ดหมนุ เวียนไดดี สรา งสมาธิผอ นคลายความเครียด และเพิ่ม ประสิทธภิ าพของการหายใจ

21 ตอนที่ 3.1.2 ขอ มูลขา วสาร ผลติ ภัณฑ และบริการสขุ ภาพ ขอมูลขาวสาร ระบบขอ มลู ขาวสารสขุ ภาพในปจจบุ ันมจี ดุ แขง็ คือมคี วามชดั เจน ลดความซ้าํ ซอน ประหยัด งบประมาณในการจัดพมิ พระเบียนและรายงาน มกี ารแลกเปล่ียนขอมลู ไดก วางขวางยิ่งขึน้ ระบบขอ มูล ขาวสารสขุ ภาพ จงึ มคี วามจาํ เปน ตอ การระบุปญหา ตัดสินใจโดยใชขอ มลู สนบั สนนุ ควบคมุ กาํ กับและประเมนิ ประสิทธิผลประสทิ ธิภาพของงานสาธารณสขุ ในทุกระดับ ลักษณะที่ดีของขอ มลู สารสนเทศ 1. ตอ งมีความเทยี่ งตรง 2. ทันเวลาการใชงาน 3. ตรงตามความตอ งการ แหลง ที่มาของขอมลู ขาวสารสขุ ภาพ 1. แหลง ปฐมภมู ิ (Primary Sources) ไดแ ก การเกบ็ ขอมลู ดวยตนเอง อาจมาจาก - การจดทะเบยี น เชน การแจง เกิด แจง ตาย การยายท่อี ยู - การแจงนบั หรอื การสาํ รวจโดยตรง เชน การสาํ รวจสภาวะสขุ ภาพของประชาชน - ขอมลู จากการสง แบบสอบถามไปใหก รอกเปน เฉพาะเร่อื ง ๆ 2. แหลงทตุ ิยภูมิ ( Secondary sources) ไดแกแหลงท่ีทําการเผยแพรข อ มูล แตไ มไ ดทาํ การเก็บ รวบรวมในขั้นแรกนน้ั ดวยตนเอง หรอื สถานที่ท่ียนิ ยอมใหขอมูลแตผตู องการใช ซึ่งเปน วิธีทีท่ นุ คาใชจา ยและ เวลาไดม าก หากขอมูลนั้นมคี วามครบถว นและตรงกบั ความตอ งการ ประเภทของระบบขอมูลขาวสารสขุ ภาพทีก่ ระทรวงสาธารณสขุ รวบรวบ ไดแก 1. ขอ มูลสถานะสขุ ภาพ (Health status) 2. ขอ มลู บริการสุขภาพ (Health services) 3. ขอ มลู ทรพั ยากรสุขภาพ (Health resources) 4. ขอมูลตามนโยบายยุทธศาสตร (Health strategy support) 5. ขอมลู สภาวะเศรษฐกจิ สังคม และสิ่งแวดลอม

22 ตอนท3ี่ .2.2 สิทธิผูบริโภคและกฎหมายทเี่ กีย่ วของ กฎหมายคุม ครองผูบริโภค ไดบ ญั ญัตสิ ทิ ธขิ องผบู ริโภคได 5 ประการคอื 1) สิทธิที่จะไดร บั ขา วสาร รวมท้งั คาํ พรรณนาคุณภาพท่ถี กู ตอ งและเพียงพอเกยี่ วกบั สนิ คาและบรกิ าร เพ่ือการพจิ ารณาเลอื กซื้อสนิ คาหรอื รบั บริการอยา งถูกตอ ง ทาํ ใหไ มห ลงผดิ ในคณุ ภาพสนิ คา และบริการ 2) สทิ ธิทจ่ี ะมอี สิ ระในการเลือกสินคา และบรกิ ารโดยปราศจากการชกั จูงกอนตัดสนิ ใจซ้อื สนิ คา 3) สทิ ธทิ ่ีจะไดร ับความปลอดภัยจากการใชสนิ คาหรอื บรกิ ารสินคาทีม่ คี ุณภาพและไดมาตรฐาน เหมาะสมแกก ารใช ไมกอ ใหเกดิ อันตรายแกรา งกายหรอื ทรพั ยส ิน ในกรณีทีใ่ ชตามคําแนะนําของผผู ลิต 4) สทิ ธิทีจ่ ะไดรบั การพิจารณาและชดเชยความเสยี หาย อันหมายถึง สิทธทิ ี่จะไดร ับการคมุ ครอง และ ชดใชคา เสยี หาย เมื่อมกี ารละเมิดสทิ ธิผูบ รโิ ภค หนาทข่ี องผูบรโิ ภค โดยไมขัดตอ กฎหมาย ท่ีควรปฏบิ ตั ิ คือ 1) ผบู ริโภคตอ งใชความระมัดระวงั ตามสมควรในการซือ้ สนิ คาหรอื รับบรกิ าร เชน ตรวจสอบฉลากแสดง ราคาและปริมาณ ไมห ลงเช่ือในคาํ โฆษณาคณุ ภาพสินคา 2) การเขา ทําสญั ญาผูกมดั การตามกฎหมาย โดยการลงมือช่ือ ตองตรวจสอบความชดั เจนของภาษาท่ใี ช ตามสัญญาใหเ ขา ใจรดั กมุ หรอื ควรปรึกษาผรู ูทางกฎหมาย หากไมเ ขา ใจ 3) ขอ ตกลงตา ง ๆ ทตี่ องการใหมผี ลบงั คับใช ควรทาํ เปนหนงั สอื และลงลายมอื ชื่อผปู ระกอบธุรกิจดวย 4) ผูบริโภคมหี นาท่ีเกบ็ หลกั ฐานไว เพือ่ ประโยชนในการเรียกรอ งคาเสียหาย 5) เมอื่ มีการละเมดิ สิทธขิ องผูบ รโิ ภค ผูบริโภคควรดาํ เนนิ การเรียกรองตอหนวยงานท่เี กี่ยวของหรอื ตอ คณะกรรมการคมุ ครองผูบ ริโภค กฎหมายคมุ ครองผบู รโิ ภค กฎหมายคมุ ครองผบู ริโภคเปน กฎหมายทเ่ี ก่ยี วกับการดํารงชีวิตของคนในสังคม โดยท่วั ไปจะ เก่ียวขอ งกบั การบรโิ ภคสนิ คา และการใชบรกิ าร เชน มนุษยต องบรโิ ภคอาหาร เครือ่ งด่มื ตองใชบ ริการรถ ประจาํ ทาง รถไฟฟา รวมท้ังบริการอ่ืนๆ เพอื่ อาํ นวยความสะดวก เชน การใชบ ตั รเครดิต โทรศัพทมือถอื เปน ตน ดังน้ันการบริโภคหรือการใชบ ริการตาง ๆ จะตอ งไดม าตรฐานและมคี ุณภาพครบถว นตามทผี่ ผู ลิตได โฆษณาแนะนาํ ไว ดวยเหตนุ ร้ี ัฐในฐานะผคู ุมครองดแู ลประชาชน หากพบวาประชาชนไดร ับความเดอื ดรอ น จากการบริโภคสนิ คาและบรกิ ารจะตองรีบ เขาไปแกไ ขเยยี วยาและชดเชยความเสยี หายใหกับประชาชน หนว ยงานทคี่ ุมครองผูบรโิ ภค 1. กรณีทปี่ ระชาชนไดร ับความเดือดรอนเกี่ยวกับอาหาร ยา หรือเคร่อื งสําอาง เปน หนาท่ี สาํ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณาสขุ ท่ีตอ งเขา มาดแู ล 2. กรณีทีป่ ระชาชนไดรับความเดอื ดรอนเกี่ยวกบั มาตรฐานผลติ ภณั ฑอตุ สาหกรรมก็เปนหนาที่ ของสาํ นักงานมาตรฐานผลิตภณั ฑอ ตุ สาหกรรม กระทรวงอตุ สาหกรรม ทตี่ องเขา มาดแู ล 3. กรณีที่ประชาชนไดรบั ความเดือดรอนเกี่ยวกับเจา ของธรุ กิจจัดสรรทดี่ นิ อาคารชดุ เปน หนา ที่ ของกรมที่ดนิ กระทรวงมหาดไทยเขา มาดแู ล 4. กรณีทป่ี ระชาชนไดร ับความเดอื ดรอ นเกี่ยวกับคณุ ภาพหรอื ราคาสนิ คาอปุ โภคบริโภค เปน หนา ที่ของกรมการคาภายใน กระทรวงพาณิชย ท่ีตอ งเขามาดูแล 5. กรณที ีป่ ระชาชนไดร บั ความเดอื ดรอนเกย่ี วกับการประกนั ภยั หรอื ประกนั ชวี ติ เปนหนา ทขี่ อง กรมารประกนั ภัย กระทรวงพาณิชย ทีต่ อ งเขามาดูแล

23 แผนการเรียนรูป ระจําบท บทท่ี 4 การบริหารจัดการชวี ิตเพอ่ื สุขภาพ สาระสาํ คัญ ปจจบุ นั สภาวะสงิ่ แวดลอมทเี่ ปลย่ี นแปลง มลพิษทางอากาศที่ไมบรสิ ทุ ธิ์ รวมถึงพฤติกรรมในการดําเนิน ชวี ติ ท่ลี ะเลยการออกกาํ ลังกาย ทํางานหนกั หรอื เครยี ดมากเกินไป การพักผอ นนอย และการเลือกรับประทาน อาหารทไี่ มถ ูกตองตามหลักโภชนาการ ฯลฯ ทัง้ หมดท่ลี วนแลว แตท าํ ใหส ุขภาพทรดุ โทรมจึงตอ งมีการบรหิ าร จัดการชีวติ เพือ่ สุขภาพ ฟนฟูสภาพรางกายใหมีสภาพดขี ้ึน. ผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวงั วางแผนชวี ติ ตรวจสอบและ ประเมนิ ภาวะปรบั พฤตกิ รรม เพ่อื การมสี ขุ ภาพทดี่ ี ขอบขา ยเนอ้ื หา 1. การวางแผนชวี ติ เพื่อการมสี ขุ ภาพที่ดี 2. การตรวจสอบและประเมิน ภาวะสขุ ภาพ 3. การปรบั พฤตกิ รรมสุขภาพ กิจกรรมการเรยี นรู 1. ศกึ ษาเอกสาร 2. ทํากจิ กรรมที่ไดรบั มอบหมาย สอ่ื ประกอบการเรียนรู 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู 2. สอ่ื VCD 3. แหลงเรียนรใู นชมุ ชน ประเมนิ ผล -

24 ตอนท่ี 4.1 การวางแผนชีวติ เพอื่ การสุขภาพท่ดี ี การวางแผนดแู ลสุขภาพตนเองและบุคคลในครอบครัวเปนเรื่องทีม่ ีคณุ คาอยา งยิง่ เพราะนอกจาก จะเปนสิ่งที่ชวยกระตุน ใหต วั ของเราเองและบุคคลในครอบครัวเกดิ ความกระตือรอื รน ในการดูแลสุขภาพแลว ยงั เปนสิง่ ทช่ี ว ยใหเกดิ สมั พนั ธภาพอันดีระหวา งสมาชกิ ทุกคนในครอบครวั ซึง่ จะชวยแกป ญ หาตางๆ ไดอยา ง ดอี นั จะนาํ ไปสูการมีคณุ ภาพชีวติ ท่ีดใี นอนาคต การวางแผนในการดูแลสขุ ภาพลวงหนาซ่งึ จะชวยใหเ กิดผลดี ดงั น้ี 1. สามารถที่จะกาํ หนดวิธกี าร หรอื เลือกรปู แบบทีเ่ หมาะสมกับการดําเนินชีวติ ของตวั เราเองหรือ บุคคลในครอบครวั ไดอยา งเหมาะสม 2. สามารถจะกาํ หนดชว งเวลาในการดแู ลสขุ ภาพไดอยางเหมาะสม หรืออาจจะกําหนดชว งเวลาใน การตรวจสุขภาพประจาํ ปข องบุคคลในครอบครวั ไดอ ยางเหมาะสม 3. เปนการเฝา ระวังสขุ ภาพทงั้ ของตนเองและบคุ คลในครอบครัว ไมใ หป วยดว ยโรคตา ง ๆ นบั วาเปน การสรา งสขุ ภาพซึ่งจะดกี วา การทจ่ี ะตอ งมาซอ มสุขภาพ หรอื การรกั ษาพยาบาลในภายหลงั 4. ชว ยในการวางแผนเรือ่ งของเศรษฐกจิ และการเงนิ ในครอบครวั เนอ่ื งจากไมตอ งใชจายเงนิ ไปในการ รักษาพยาบาล 5. สง เสริมสขุ ภาพทง้ั ของตนเองและบคุ คลในครอบครัว 6. ทาํ ใหคุณภาพชีวติ ทัง้ ของตนเองและสมาชิกในครอบครวั ดีข้ึน ตอนที่ 4.2 การตรวจสอบและประเมนิ ภาวะสุขภาพ การประเมนิ หมายถึง การคาดคะเนหรอื ประมาณคา สขุ ภาพ (Health) หมายถงึ สขุ ภาวะ (Well–Being หรือ Wellness) ที่สมบรู ณแ ละเชอ่ื มโยงกันเปน องคร วมอยา งสมดุลทง้ั มติ ทิ างจิตวิญญาณ (มโนธรรม) ทางสงั คม ทางกาย และทางจิต ซึ่งมิไดห มายถงึ เฉพาะ ความไมพิการและความไมม โี รคเทา น้ัน การประเมินสุขภาพ หมายถึง การประมาณคา ความสมบรู ณทงั้ ทางกาย ทางจติ และทางสังคม ความสาํ คญั ของการประเมินสขุ ภาพ การประเมนิ สุขภาพ เปน วิธกี ารหนงึ่ ที่เราสามารถรตู นเองวา มคี วามเสี่ยงตอ สุขภาพอยางไร สามารถ ตรวจสอบดว ยตนเองได รเู หตุผลของการเกิดสภาวะเส่ยี งทางสขุ ภาพและ สวสั ดิภาพ ไมวาจะเกดิ จากโรค ส่งิ แวดลอม ส่งิ เสพติด อบุ ัตเิ หตุและอุบตั ภิ ยั ตางๆ เพ่อื ใหเกิดความตระหนัก และเหน็ ความสาํ คัญในการดแู ล สขุ ภาพใหมคี ุณภาพชวี ติ ทีด่ ี เปนท่ีปรารถนาของคนทกุ คน

25 องคป ระกอบของสขุ ภาพสขุ ภาพของคนเราจะดหี รอื ไมข ้ึนอยกู บั องคป ระกอบ 3 สว น คือ 1. สุขภาพทางกายดี สขุ ภาพดี หมายถงึ การมีรางกายท่ีแข็งแรง สมบรู ณ ระบบตางๆ ในรางกายทํางานมี ประสิทธภิ าพย่ิงข้นึ สามารถประกอบกิจกรรมตางๆ ไดเ ปน ปกติ 2. สุขภาพทางจิตดี สุขภาพจิตดี หมายถึง การสขุ ภาพของจิตใจทด่ี ี สามารถปรับตวั ใหอ ยูในสังคมและสง่ิ แวดลอ มได อยางเปนสุข 3. สุขภาพทางสังคมดี สขุ ภาพทางสังคมดี หมายถึง การดํารงชวี ิตอยใู นครอบครวั และสงั คมอยางมีความสุข สามารถทํางานรวมกับ ผูอื่นไดอยา งดี มคี วามขัดแยง นอยท่สี ุด ตอนท่ี 4.3 การปรับพฤตกิ รรมสุขภาพ เหตผุ ลของการปรับพฤติกรรมสุขภาพ 1.พฤติกรรมเสย่ี งในดา นตา งๆเปน ปญหาสาธารณสขุ ท่ีสําคัญ : ความเปลี่ยนแปลงดา นอาหารการกิน การกนิ นอกบานอยางเรงรีบอาหารสาํ เร็จรปู สดั สวนอาหารสารอาหารไดไมครบถวนและถูกตอ งขาดการออก กําลังกายทาํ ใหเ กดิ ภาวะอวน 2. นโยบายการสรา งหลักประกันสขุ ภาพถว นหนา มีการขยายการบรกิ าร สง เสริมสุขภาพและปองกนั โรคงานการคดั กรองพฤตกิ รรมเสยี่ งและปรบั เปลี่ยนพฤติกรรมสขุ ภาพในกลุมประชาชนอายุ 15 ปข้นึ ไป 3. การแพทยแผนไทยและการแพทยท างเลอื กเปน อกี ทางเลอื กทส่ี ามารถนาํ มาผสมผสานปฏบิ ัติเพอ่ื ปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมสรางเสริมสุขภาพ 4. เพือ่ สง เสรมิ ใหผูมีพฤติกรรมเสย่ี ง มีแนวทางเลอื กในการดแู ลสขุ ภาพและเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรม สขุ ภาพ ใหร างกายแขง็ แรง สขุ ภาพดีขน้ึ

26 แผนการเรยี นรปู ระจาํ บท บทที่ 5 การสงั เคราะหป ระยกุ ตใชข อ มลู สารสนเทศดานสขุ ภาพ สาระสาํ คญั ขอมลู สารสนเทศดา นสขุ ภาพ เปน สงิ่ จาํ เปนและมคี วามสาํ คัญชวยใหความร(ู Knowledge) ชว ยใน การตดั สนิ ใจ (Dicision Making) ขอมลู ขาวสารสขุ ภาพ อาจหมายถงึ ขอมูลขา วสารทางการแพทยแ ละ อนามยั ประกอบดว ยขอ มูลสถานะสุขภาพ ขอ มลู สถานบริการ การใหบรกิ ารขอมูลทรพั ยากรสขุ ภาพ ซึง่ จะ มีประโยชนใ นเร่อื งการดแู ลสขุ ภาพเปน อยางมาก ผลการเรียนรทู ่คี าดหวัง 1. การเลือกใชขอ มูล ขา วสารทางดานสุขภาพไดอยางถูกตอง 2. อธิบายหลักการและวธิ ีการนาํ เสนอและเผยแพรขอ มูล สารสนเทศดานสขุ ภาพความปลอดภยั การ ออกกาํ ลังกายและการเลนกีฬา ขอบขา ยเนอื้ หา 1. แหลง ขอ มูลสารสนเทศ 2. วิธกี ารแสวงหาและวิธีเลอื กขอมูลสนเทศ การสงั เคราะหป ระยุกตใ ชข อ มลู สนเทศ ดา นสุขภาพและ สมรรถภาพ 3. หลกั การและวธิ นี ําเสนอ และเผยแพรข อมูลขาวสารสนเทศดา นสขุ ภาพ ความปลอดภยั การออก กําลงั กาย และการเลน กฬี า กิจกรรมการเรยี นรู 1. ศกึ ษาเอกสาร 2. ทาํ กิจกรรมท่ีไดร บั มอบหมาย สื่อประกอบการเรียนรู 1. เอกสารประกอบการเรียนรู 2. ส่ือ VCD 3. แหลงเรียนรใู นชมุ ชน ประเมินผล -

27 ตอนที่ 5.1 แหลงขอมลู สารสนเทศดานสขุ ภาพ แหลง ท่ีมาของขอ มูลขาวสารสขุ ภาพ 1.แหลง ปฐมภูมิ (Primary Sources) ไดแ ก การเก็บขอ มูลดว ยตนเอง อาจมาจาก - การจดทะเบยี น เชน การแจง เกิด แจงตาย การยา ยที่อยู - การแจงนบั หรอื การสาํ รวจโดยตรง เชนการสาํ รวจสภาวะสขุ ภาพของประชาชน - ขอมูลจากการสงแบบสอบถามไปใหก รอกเปนเฉพาะเรื่อง ๆ 2.แหลง ทตุ ยิ ภูมิ (Secondary sources) ไดแก แหลงทีท่ าํ การเผยแพรขอ มลู แตไ มไ ดทาํ การเกบ็ รวบรวมในขนั้ แรกน้ันดว ยตนเอง หรอื สถานที่ที่ยนิ ยอมใหข อ มลู แตผ ตู อ งการใช ซง่ึ เปนวธิ ี ท่ีทุนคา ใชจายและเวลาไดม าก หากขอมลู นน้ั มคี วามครบถวนและตรงกับความตอ งการ 1. World Health Organization 2. World Heath Statistics 3. กระทรวงสาธารณสขุ 4. มูลนิธิสาธารณสขุ แหง ชาติ 5. สถาบนั วจิ ัยระบบสาธารณสขุ 6. สถาบนั รับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน) 7. สาํ นักงานกลางสารสนเทศบริการสขุ ภาพ 8. สาํ นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การเสริมสรา งสขุ ภาพ (สสส.) 9. สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบบสารสนเทศสขุ ภาพ( Health Information) หมายถงึ สารสนเทศท่เี ก่ยี วกับสุขภาพ อนามยั ของประชาชนรวมถึงขอมลู ดา นทรัพยากรสาธารณสุขและกจิ กรรมสาธารณสุขสารสนเทศ สขุ ภาพมี 5 ประเภทไดแ ก - ขอ มูลดานประชากรเศรษฐกจิ และสงั คม - ขอ มลู ดานสถานสุขภาพ - ขอมลู ดานทรพั ยากรสาธารณสุข - ขอ มลู ดา นกจิ กรรมสาธารณสุข - ขอ มลู ดานการบริหารจัดการ ประโยชนของสารสนเทศสขุ ภาพคือ ทําใหท ราบสถานสขุ ภาพปญ หาสขุ ภาพอนามยั ของ ชุมชนปญหา อุปสรรคในการใหบริการสาธารณสขุ ประสทิ ธภิ าพ/ประสทิ ธผิ ลของการดําเนินงาน บรกิ ารสาธารณสุขเพ่อื ใชเปน แนวทางในการวางแผนเพอื่ แกปญ หาสาธารณสขุ ไดอ ยา งถกู ตองและ เหมาะสม

28 ตอนที่ 5.2 วธิ แี สวงหาและวธิ ีเลอื กใชข อ มลู สารสนเทศดา นสขุ ภาพ การใชป ระโยชนจ ากขอมลู ขา วสารสุขภาพ การนําขอมลู ทจี่ ดั เกบ็ บนั ทึกเอง หรือนํามาจากแหลง อ่ืน มารวบรวมประมวลผล นําเสนอ วิเคราะห และแปรผล เพือ่ นําไปประกอบการวางแผน กาํ หนดยุทธศาสตร กาํ หนดตวั ชี้วดั ( KPI) กําหนดเปา หมายใน การประเมนิ ผลการดําเนินงานสาธารณสุขและใชเ ปน เครือ่ งมอื ในการควบคมุ กํากบั การดาํ เนินงานขอมลู จงึ เปน ส่งิ จาํ เปนและมคี วามสาํ คญั ชว ยใหค วามรู (Knowledge) ชว ยในการตดั สนิ ใจ (Decision Making) ขอมูลขา วสารสขุ ภาพ อาจหมายถงึ ขอมลู ขา วสารทางการแพทยแ ละอนามยั ประกอบดวย ขอ มลู สถานะสุขภาพขอมลู สถานบรกิ าร การใหบ รกิ าร ขอมูลทรพั ยากรสุขภาพเพ่อื การกาํ กับการดาํ เนินงานสําหรับ หนวยงานสาธารณสขุ ทัว่ ประเทศรวมถงึ ขอ มลู ดานการเงนิ การคลงั แตถ ึงอยางไรความตองการดานสขุ ภาพก็ยัง มขี อมลู ประกอบอ่นื ๆ ท่ีไมใ ชม าจากงานสาธารณสขุ โดยตรง เชน ขอ มลู ทางดา นประชากรเศรษฐกจิ สังคม และส่ิงแวดลอ ม ประเภทของระบบขอ มลู ขา วสารสุขภาพท่ีกระทรวงสาธารณสขุ รวบรวบ ไดแ ก 1. ขอมลู สถานะสขุ ภาพ (Health status) 2. ขอ มูลบริการสุขภาพ (Health services) 3. ขอมูลทรัพยากรสุขภาพ (Health resources) 4. ขอ มลู ตามนโยบายยทุ ธศาสตร (Health strategy support) 5. ขอมลู สภาวะเศรษฐกิจสังคม และส่งิ แวดลอม ตอนท่ี 5.3 วธิ ีการนาํ เสนอและเผยแพรข อ มลู สารสนเทศดานสุขภาพ 1. จัดต้งั คลงั ขอ มลู ดานสขุ ภาพระดับชาตเิ พื่อจัดเก็บขอมลู /ฐานขอมลู สขุ ภาพสาํ หรับ ใหบริการกบั ผบู ริหาร นกั วิชาการ หนวยงานตา ง และประชาชนทั่วไป 2. เปนศูนยก ลางเผยแพรอ งคความรูและการเรยี นรKูM() ของสาํ นกั นโยบายและยุทธศาสตร 3. จดั ทําสถิติ และขอ มลู ท่สี ําคญั ดา นสขุ ภาพ 4.เปน ศูนยก ลางการใหบริการขอมลู สถานะสุขภาพ บรกิ ารสุขภาพ ทรัพยากรสุขภาพ ขอมลู ตามตัวชีว้ ดั ตามแผนยทุ ธศาสตรตา ง ๆ และบริการขอ มลู สุขภาพที่ผานการวเิ คราะหซึง่ นําเสนอในเชงิ นโยบาย และยุทธศาสตร 5.ใหคําแนะนําแกผขู อใชขอ มูลตา ง ๆ เชน การใชป ระโยชนข อ มลู คํานยิ าม ขอ จาํ กดั ของ ขอมูลการไดมาซึง่ ขอ มลู เพ่อื ชว ยใหผ ูใ ชข อมูลใชข อ มูลไดอ ยา งถกู ตอง 6.วิเคราะห ออกแบบ จัดทํา Web site ในสวนของสํานกั นโยบายและยุทธศาสตรและกลุม ภารกิจดานขอ มูลขา วสารและสารสนเทศสขุ ภาพ 7.ใหบ รกิ ารเผยแพรข อ มลู ทาง web site และทางเอกสาร 8.งานหองสมดุ เพ่อื ใหบ รกิ ารหนังสือวชิ าการ/ตาํ รา/เอกสารทางวิชาการ ท้งั ภาษาไทยและ ภาษาองั กฤษ 9.วางระบบบาํ รงุ รักษาฐานขอมลู ใหปลอดภัยและสามารถใชป ระโยชนไ ดอ ยางมปี ระสทิ ธิภาพ

29 แผนการเรยี นรูประจําบท บทท่ี 6 การมีสติ สาระสําคัญ การฝก สมาธิ จะชว ยใหจ ติ ใจมีความสงบ ไมฟงุ ซานและเปน กลาง ทาํ ใหเ กิดการปลอ ยวาง ลดอารมณ ในเชงิ ลบ และความเขา ใจผิด ไดส ัมผสั กับความสุขอันแทจ ริงทีม่ ีอยภู ายในใจตนเอง เปน จติ ที่แจมใส มคี วาม ชดั เจน ทาํ ใหจิตรูวา ความทกุ ขตา งๆทีเ่ กิดข้นึ ภายในใจนัน้ เกดิ ขนึ้ ไดอยางไร แลว ปลอ ยวางท่เี หตุ ทําใหจ ิตใจ สงบสุข ผลการเรยี นรูท ี่คาดหวงั บอกวธิ กี ารฝก สติประโยชนและประเมนิ ระดบั ของการมสี ติ ขอบขายเนอื้ หา 1. วิธกี ารฝก สตแิ บบตางๆ 2. ประโยชนข องการมสี ติ 3. การประเมนิ ระดบั ของการมีสติ กิจกรรมการเรียนรู 1. ศกึ ษาเอกสาร 2. ทาํ กิจกรรมทไ่ี ดร ับมอบหมาย ส่อื ประกอบการเรยี นรู 1. เอกสารประกอบการเรียนรู 2. สื่อ VCD 3. แหลง เรียนรใู นชมุ ชน ประเมินผล -

30 ตอนที่ 6.1 วิธกี ารฝกสติแบบตาง ๆ แนวทางการปฏิบัติสําหรบั ฝก สติ แบบตาง ๆ มีดังนี้ คือ 1. เริม่ จากตืน่ นอนในแตละวันใหฝ กทําสมาธอิ ยา งนอ ยประมาณ 15- 30 นาที แลว จงึ คอยเพิ่ม จนถึง 1 ชวั่ โมงเปนประจํา (อาจมีการสวดมนตไ หวพ ระดวยหรอื ไมก ไ็ ด) การทาํ สมาธจิ ะอยใู นอิริยาบถ ใดก็ได และคําบรกิ รรมที่ใชแลวแตถ นัด เพอ่ื เริม่ ฝก จติ ใหมคี ุณภาพ 2. ตอดวยการเจริญสติ คอื ระลึกรูใ นการทํากจิ สว นตวั เชน อาบนา้ํ แปรงฟน รับประทาน อาหาร หรือพบปะพดู จา ฯลฯ ทํากจิ ไดกใ็ หม สี ตริ ะลกึ รูแ ละต่ืนตัวอยเู สมอทุกๆ อิรยิ าบถ “เดนิ นับเทา นอนนับทอง จับจองลมหายใจ เคลอื่ นไหวดวยสติ” หัดรสู กึ ตัวบอ ยๆ 3. ใหฝ กทาํ สมาธิ สลับกับการเจรญิ สติ เชนน้ที กุ ๆ 1 - 3 ช่ัวโมง(ระยะเวลาอาจปรบั ส้นั ยาวได ตามความเหมาะสม) ทง้ั น้ตี องแนใจวา เปนการปฏบิ ตั ใิ นแนวทางทถ่ี ูก เปน สมั มาทิฐิ เม่อื เจริญสตไิ ด คลอ งขึ้น ใหเ พิม่ การเจรญิ สตใิ หมากกวาการทําสมาธิ 4. ศีลหา และกศุ ลกรรมบถสบิ อยา ใหข าดและใหงดเวนอบายมขุ ทุกชนดิ ตลอดชวี ติ หากศลี ขอใด ขาดใหส มาทานศีลหาใหมทนั ที เอาเจตนางดเวน เปนทตี่ ัง้ เพราะศีลเปน บาทฐานของการปฏิบตั ิ 5. ทานทีม่ ีภารกิจมากและตอ งทํากิจการงานตา งๆ ทีจ่ ะตองพบปะติดตอ กบั บคุ คลอน่ื ๆ ให หมน่ั สํารวม กาย วาจา ใจ อยเู ปน นจิ ใหม ีสตริ ะลกึ รู อยูกบั งานนน้ั ๆ ขณะพูดเจรจากใ็ หมีสติระลกึ รูอยู กับการพดู เจรจาน้นั ๆ ตลอดเวลา เมื่ออยตู ามลาํ พงั กใ็ หเ รม่ิ สมาธิหรอื เจริญสติตอ ไป 6. เม่อื เริ่มฝกใหมๆ จะมีอาการเผลอสติบอ ยมาก และบางทเี จรญิ สติไมถ ูก ดังนน้ั จงึ ตองฝก รตู ัวใหเปน และเม่อื ใดทเ่ี ผลอหรอื คิด ใจลอยฟงุ ซา นไป ก็ใหก ลบั มามสี ตริ ะลกึ รอู ยูกบั ปจ จุบนั ใหตัง้ ใจ ปฏิบัตสิ มาธใิ หมัน่ ใหมอกี ครง้ั จนกวาจะสงบ ความสงบอยทู ี่การปลอยวางจิตใหพอดี 7. ขณะที่เขา หอ งน้ําถา ยทกุ ขหนัก-เบาหนาว-รอ น หิว-กระหาย ก็ใหเ จรญิ สติระลึกรทู กุ คร้งั ไป 8. ตอนกลางวัน ควรหาหนังสอื ธรรมะมาอา น หรือฟงเทปธรรมะสลบั การปฏบิ ตั ิ ถา เห็นวามี อาการเบ่ือหรือออนลา อาจเกดิ จากการตัง้ ใจเกนิ ไป หรืออาจปฏบิ ตั ิไมถกู ทางก็เปน ได ใหเฝา สงั เกตและ พจิ ารณาดว ย 9. ใหมองโลกแงด ีเสมอๆทําจติ ใจใหร า เรงิ แจม ใสตลอดทงั้ วนั ไมค ดิ พูด หรอื ทาํ ในส่งิ อกุศล ไม กลาวรา ยผอู นื่ ใหพดู คดิ แตสว นท่ีดีของเขา นนั่ แหละคอื การเจรญิ วปิ ส สนา และตอ ไปจะทําให กลายเปนคนทมี่ คี วามโกรธนอยลง จนการแสดงออกทางกายนอ ยลงๆ จะเหน็ แตความโกรธทีเ่ กิดอยูแต ในจติ เทา นัน้ 10. ใหป ระเมนิ ผลทุกๆ 1 - 3 ชัว่ โมงหรือวนั ละ 3-4 คร้งั และใหท ําทุกวนั ใหสังเกตดตู วั เองวา เบากายเบาใจกวาแตก อ นหรือไมเ พราะเหตใุ ด 11. กอ นนอนทกุ คนื ใหอยกู บั สมาธใิ นอิรยิ าบถนอนตะแคงขวา หรอื เจรญิ สติจนกวาจะหลบั ทกุ คร้งั ไป ถา ไมหลับใหน อนดู “รูปนอน” จนกวา จะหลับ 12. เมอ่ื ประเมินผลแลวใหส ํารวจตรวจสอบเปาหมาย คอื การเพียรใหมสี ติระลึกรูอยอู ยาง ตอเนื่อง สม่ําเสมอ ใหส ังเกตดวู า มคี วามกา วหนา อยางไรบา งหรือไม หากยังไมกาวหนา ตองคนหาสาเหตุแทจ ริง แลว รบี แกไขใหต รวจสอบดูวาทา นไดป ฏบิ ัติถกู ทาง 13. ใหพ ยายามฝกทาํ ความเพยี รเฝา ใสใ จในความรสู กึ ใหแ ยบคายพยายามแลวพยายามอีก ให เพิ่มมากขึ้นเร่อื ยๆ จากทคี่ ดิ วายากมากๆ จนกลายเปนงา ย และเกดิ เปน นสิ ัยประจําตัว

31 14. จงอยา พยายามสงสัยใหเพยี งแตพยายามเฝา ระลึกรูในปจจบุ นั ธรรมอยใู นกายในจิต (รปู - นาม) กลมุ ปญ หาขอสงสัยกจ็ ะหมดความหมายไปเอง (หลวงปูเ ทยี น จิตฺตสโุ ภ ทา นวา “คดิ เปนหนู รเู ปน แมว”) 15. จงอยา คดิ เอาเองวา ตนเองยงั มีบญุ วาสนานอ ยขอทําบญุ ทําทานไป จงอยาดูหม่ินตวั เอง เมื่อเริ่มฝก ปฏบิ ัตหิ รอื เจริญสติใหมๆ จะเกดิ การเผลอสตบิ อยๆจะเปนอยหู ลายเดอื น หรือบางทีอาจ หลายป แตฝ กบอ ยๆ เขาก็จะคอ ยๆระลกึ รูถี่ข้นึ เร่ือยๆ ขอใหพยายามทําความเพยี รตอไป 16. จงพยายามทําตนใหห นักแนน และกวางใหญ ดุจแผนดนิ และผืนนา้ํ ทสี่ ามารถรองรับไดท้งั สงิ่ ของที่สะอาดและโสโครกซ่ึงแผนดนิ และผนื นํ้ารักชงั ใครไมเปน คือ ท้งั ไมย ินดี (สง่ิ ของทส่ี ะอาด) และไมยินราย(ของโสโครก) ใดๆ วางใจใหเ ปนกลางๆ ใหได ความสําเรจ็ กอ็ ยทู ่ตี รงนี้ การทาํ สมาธเิ บ้ืองตน การทาํ สมาธิ หากปฏิบัตเิ ปน ประจาํ จะทําใหจ ิตใจเบกิ บาน สมองแจม ใส หายเครยี ด ซึ่งหลักของการ ทําสมาธิ คอื การเอาจิตใจไปจดจอ กับสิง่ ใดส่ิงหน่ึงเพียงอยา งเดยี ว ในท่ีน้ีก็คอื ลมหายใจเขา-ออก และหยดุ การ คิดถึงเรอื่ งอ่นื ๆ ท้งั หมด การปฏบิ ตั ิใหเ ลอื กสถานท่ที ีเ่ งยี บสงบ ไมมีใครรบกวนโดยอาจเปน มุมสงบในบา น เชน หอ งนอน หอง พระ เปน ตน วธิ กี ารฝก ใหผูฝก นั่งในทาท่ีสบาย โดยอาจนง่ั ขดั สมาธหิ รือน่ังพบั เพียบก็ได แลว แตถนดั จากนั้นจงึ กาํ หนด ลมหายใจเขา-ออก โดยสังเกตลมทมี่ ากระทบปลายจมูกหรือริมฝป ากบน ใหร ูวาขณะนนั้ ลมหายใจเขาหรอื ออก ซึ่งการฝก จะมีขนั้ ตอน ดงั น้ี ขั้นที่ 1เรม่ิ นับลมหายใจเขา-ออก ดงั น้ี หายใจเขา นับ 1 หายใจออกนับ 1 นบั เชน นี้ไปเร่อื ยๆ จนถงึ 5 เรม่ิ นับใหมจ าก 1 จนถงึ 6 เริม่ นบั ใหมจาก 1 จนถึง 7 เร่มิ นับใหมจาก 1 จนถึง 8 เร่มิ นับใหมจ าก 1 จนถงึ 9 เรมิ่ นบั ใหมจ าก 1 จนถงึ 10 เมื่อนบั ครบ 10 จะถอื เปน 1 รอบ ยอนกลับมาเรม่ิ นับ 1 ถึง 5 ใหม (ขนึ้ รอบใหม) ดังตัวอยางตอไปน้.ี 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9 10,10 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 ฯลฯ

32 ในการฝกครัง้ แรกๆ อาจยังไมมีสมาธิพอ ทาํ ใหนับเลขผดิ พลาดหรอื บางทอี าจลืมนบั เลขเปน บาง ชว งถือเปน เรื่องปกติ ตอไปใหพยายามต้งั สตใิ หม เม่อื มคี วามคิดอ่นื แทรกเขา มากใ็ หรับรู แลว ปลอยให ผา นไป ไมเก็บมาคิดตอ ในทีส่ ดุ ก็จะสามารถนบั เลขไดอยางตอเนื่องและไมผ ดิ พลาด เพราะมสี มาธดิ ีข้ึน ข้นั ท่ี 2 เมือ่ จติ ใจสงบมากขน้ึ ใหเ ร่ิมนบั เลขแบบเรว็ ข้ึนไปอีก คอื หายใจเขา นบั 1 หายใจออกนับ 2 หายใจเขา นับ 3 หายใจออกนบั 4 หายใจเขา นับ 5 เริ่มนบั ใหมจาก 1-6, 1-7, 1-8, 1-9 และ 1-10 ตามลาํ ดบั นบั เปน 1 รอบ ข้ึนรอบใหม หายใจเขา นบั 1 หายใจออกนบั 2 นบั ไปเรือ่ ยๆ จนถึง 5 ดังตวั อยางตอไปน้ี 12345 123456 1234567 12345678 123456789 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 12345 ฯลฯ ขน้ั ท่ี 3เมอื่ นบั ลมหายใจเขา -ออกไดเร็วและไมผดิ พลาด แสดงวาจติ ใจสงบแลว ในขัน้ นใ้ี หใ ชสติรับรูลม หายใจเขา-ออก เพยี งอยางเดยี ว ไมต องนบั เลขอีก และไมคดิ เร่อื งใดๆ ทง้ั ส้ิน มีแตความสงบเทาน้นั ขนั้ แนะนาํ ควรฝกสมาธิเปนประจํา โดยเฉพาะกอ นนอนจะชวยใหนอนหลับไดดี ตอนที่ 6.2 ประโยชนของการมสี ติ ชว ยใหเ กดิ ความระมดั ระวงั ปองกันภยั เหตุรา ยตางๆ ชวยใหก ารงานสําเร็จลลุ วงไปดวยดี ชวยปอ งกนั ไมใหต กสูความชั่ว ชว ยใหส าํ นกึ ตระหนักในหนา ทเี่ สมอ สติ ชวยใหประพฤตทิ างกาย วาจา และใจ ถกู ตอ ง ( เปน สจุ ติ ) สติ ชว ยใหความคิด และการรับรูว ตั ถุภายนอก แจมใส สติ ชว ยใหจ ติ ใจบริสทุ ธ์ิ สติ ชวยใหไ มห ลงใหลอารมณต างๆ ท่มี ากระทบ สติ มคี ณุ มากเหมอื นหวั ใจ ในการทาํ งานทกุ อยา ง และเปนหลักสําคัญในการดําเนินชีวติ ใหถ ูกตอ งและดี งามแมผมู คี วามรมู าก เปน พหสู ูตมศี ิลปะ หากขาดสติ กอ็ าจทาํ ผิดพลาด ยังความเสียหายใหเ กิดขน้ึ ไดเสมอ

33 ตอนท่ี 6.2 การประเมนิ ระดับของการมีสติ เทคนิคเตอื นจติ ตนเองในชวงที่จติ ถูกกระทบทางตา หู จมูก ล้นิ กายและจติ ในระยะทีเ่ ราฝกสมาธิ 1. เมื่อดวงตากระทบรูป กเ็ ตอื นตนเองวา \"ตา\" แคเห็นคลื่นแสงและสี ไมป ระเมินภาพ ดงึ จิตกลับมา อยูในปจจุบนั 2. เมื่อหูกระทบเสียง ก็เตือนตนเองวา \"หู\" แคไ ดย ินคลืน่ เสยี ง ไมป ระเมินเสียง ดึงจติ กลบั มาอยูใน ความเปน กลาง 3. เมื่อจมูกกระทบกลน่ิ กเ็ ตือนตนเองวา \"จมกู \" แคไ ดก ล่ิน ไมป ระเมินกลิน่ ดงึ จิตกลบั มาอยูใน ปจ จุบนั 4. เมอื่ ลนิ้ กระทบรส กเ็ ตอื นตนเองวา \"ล้ิน\" แครรู ส ไมประเมินรส ดงึ จติ กลับมาอยใู นความเปนกลาง 5. เม่ือกายกระทบเครอื่ งสัมผัส กเ็ ตอื นตนเองวา \"กาย\" แคสัมผสั รสู ึก ไมประเมนิ การกระทบทาง กาย ดงึ จิตกลับมาอยูใ นปจ จบุ นั 6. เมอื่ จติ กระทบกับขอมลู กเ็ ตอื นตนเองวา \"จิต\" แครูสกึ ใจ ไมป ระเมนิ การกระทบ ดงึ จติ กลบั มาอยู ในปจจุบัน 7. ในชว งท่เี ราฝกสมาธิ ถาเราเตอื นตนเองได เรากจ็ ะไมค อยหลงไปกบั ความคิดหรืออารมณ การ เตอื นจิตจะชว ยใหเ รากลับมาอยูในความเปนกลาง

34 แผนการเรยี นรปู ระจําบท บทท่ี 7 การพกั ผอนและนันทนาการ สาระสาํ คญั การพกั ผอนเปน ส่งิ ท่ีจาํ เปนตอ มนษุ ยท กุ คน การพักผอ นมีอยหู ลายลักษณะ ท้งั การหยดุ พกั ช่วั คราว ขณะปฏิบัตกิ ิจกรรม การนอนหลบั และรวมถงึ การทํากิจกรรมตาง ๆ ทท่ี ําใหเกิดความเพลดิ เพลินดวย ผลการเรยี นรูท ค่ี าดหวัง วเิ คราะหบ ทบาทและความรับผิดชอบของบุคคลทมี่ ีตอการปอ งกนั โรคการสรา งเสรมิ สุขภาพของ ครอบครวั และชุมชน ขอบขา ยเนอ้ื หา ออกกําลังกายพักผอน ฝก จิตและรว มกจิ กรรมนนั ทนาการท่เี หมาะสมจนเปนกิจนสิ ัย กจิ กรรมการเรียนรู 1. ศึกษาเอกสาร 2. ทาํ กจิ กรรมทีไ่ ดร บั มอบหมาย สอ่ื ประกอบการเรียนรู 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู 2. สื่อ VCD 3. แหลงเรยี นรูในชมุ ชน ประเมินผล -

35 ตอนท่ี 7.1 ความหมายความสาํ คญั ของการพกั ผอนการใชเ วลาวางและกิจกรรมนนั ทนาการ การพักผอ น หมายถึง การหยุดพักการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมท่กี อ ใหเ กิดภาวะความตึงเครยี ดหรือความ เมือ่ ยลาทเ่ี กดิ ข้นึ กับรา งกายและจิตใจของคนเรา นันทนาการ หมายถงึ กจิ กรรมตางๆ ทเ่ี ราปฏบิ ตั ดิ ว ยความสมัครใจในเวลาวางโดยไมหวังสง่ิ ตอบแทน นอกจากความพอใจและความเพลดิ เพลนิ ประโยชนของการพกั ผอนและนันทนาการ 1. อวัยวะตาง ๆ ในรา งกายไดพักผอน ขณะท่เี รานอนหลับ รางกายจะผอนคลาย หัวใจเตนชาลง ความดนั โลหติ จะลดลง การทาํ งานของอวยั วะตา ง ๆ ในรางกายจะลดลง จงึ ถอื วาอวยั วะตาง ๆ ไดพกั ผอ นไป ดวย ซ่ึงทําใหห ลงั จากนอนหลับอยางเพียงพอจะมีความสดชนื่ กระปรีก้ ระเปรา เม่ือตน่ื ขน้ึ มา และพรอ มท่ีจะ ปฏิบตั ิงานตา ง ๆ 2. คลายความเหน็ดเหนอ่ื ยเมอ่ื ยลา เพราะขณะที่คนเราปฏิบตั ิกิจกรรมจะทาํ ใหรา งกายและจิตใจมี ความเหนด็ เหน่อื ยเกิดข้นึ เนื่องจากมกี ารใชพลงั งานของรางกาย ทาํ ใหพ ลังงานในกลามเนอ้ื มีปริมาณลดลง รวมทัง้ จะมกี ารสะสมของเสยี ไดแก กรดแลคติกในเซลลกลา มเน้ือและในกระแสเลอื ดเพม่ิ ข้ึน ซึ่งจะสงผลให ประสิทธิภาพในการทาํ งานของรางกายลดลง แตถ า มีการหยดุ พักช่วั ขณะหน่ึงหรอื เปลี่ยนอริ ยิ าบถเปนระยะ ๆ จะทําใหก ลามเนือ้ บรเิ วณนน้ั ไดผ อ นคลาย และสามารถปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตอ ไป 3. ผอ นคลายความเครยี ด จากการปฏบิ ตั ภิ ารกจิ งานตาง ๆ และแตล ะวนั โดยเฉพาะการปฏบิ ัตงิ านที่ ซํา้ ซากเหมอื นเดิมทุกวนั งานทต่ี อ งรีบเรง งานบริการทต่ี องคอยดแู ลเอาใจใสล กู คา การทีต่ องทํางานหนัก ติดตอ กัน แมกระทงั่ การเรยี นหนงั สืออยา งขยนั ขนั แขง็ อาจทาํ ใหเกดิ ความเบ่ือหนายหรือเกดิ ความเครียด สะสมขน้ึ ได ซ่ึงจะสง ผลเสียตอรางกายและจิตใจ และยังทาํ ใหป ระสิทธิภาพในการทาํ งานหรอื การเรียนลดลง การพกั ผอนโดยการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทที่ าํ ใหเกิดความเพลิดเพลนิ ในเวลาวา ง หรอื เม่อื ทํางานอยางหนกั มา ชวงหน่งึ แลว หรอื ในชว งโรงเรยี นปด เทอม จะชวยผอนคลายความเครยี ดทีเ่ กิดข้นึ ลงไปไดแ ละทาํ ใหเ กิดความ กระตอื รือรนทจ่ี ะเรียนหนังสอื หรือปฏบิ ัติงานตอ ไป

36 ตอนที่ 7.2 แหลง บริการนันทนาการ แหลงนันทนาการหมายถงึ สถานที่ทีจ่ ดั เตรยี มเครอื่ งอาํ นวยความสะดวกและการใหบริการในดานการจดั กิจกรรมนนั ทนาการ ท้งั ภาครัฐบาลและภาคเอกชน สถานทจ่ี ัดกิจกรรมนนั ทนาการ 1. สวนหยอมและสวนไมตอกไมประดับ จดั ไวเพื่อการพักผอนหยอ นใจทง้ั ในบา น สาํ นักงานสถานท่ี ราชการ และในชมุ ชน 2. สวนสาธารณะ เปน แหลง ทบี่ ุคคลทั่วไปสามารถเขาไปใชบรกิ ารเปนทพ่ี ักผอ น ออกกําลังกาย 3. อุทยานแหงชาติ เปนแหลง ทางธรรมชาติท่ีมที วิ ทศั นสวยงาน มีพันธุไ ม พันธุส ตั วป า ที่หายาก มสี ภาพเปน ปาเขาตามธรรมชาติ พน้ื ที่กวา งขวาง มีสถานที่พักผอ นหยอนใน เปนสถานที่จัดแคมป เพือ่ ศึกษาธรรมชาติ การเดนิ ทางไกล 4. วนอทุ ยาน เปน สถานทธ่ี รรมชาตทิ ี่มที วิ ทศั นส วยงาม แตม พี ื้นทนี่ อ ยกวา อทุ ยานแหง ชาติเปน สถานที่พกั ผอนหยอ นใจ มสี ่งิ อาํ นวยความสะดวกเหมาะสมกับสภาพ เชน จัดทาํ โตะ มานงั่ ทางเดิน เปน ตน เปน ท่ีทีไ่ มหา งไกลจากชุมชนมากนกั 5. สวนรกุ ขชาติ เปน สวนทสี่ รางข้ึนเพอ่ื รวบรวมพนั ธไุ มตา งๆ โดยเฉพาะไมยนื ตน ท่ีมคี าทางเศรษฐกิจ รวมทง่ั ไมดอกทมี่ ีในทอ งถ่นิ ตางๆ เปน แหลงพกั ผอ นหยอนใจ และยงั ไดรบั ความรู 6. ศนู ยเยาวชน เปน แหลงสง เสรมิ ใหเ ยาวชนไดใชเวลาวา งใหเ ปนประโยชน สามารถจัดกจิ กรรม หลายอยาง มีทง้ั งานดานศลิ ปหตั ถกรรม ดนตรี กีฬา การอาน การเขยี น เปน ตน 7. คา ยลูกเสอื ดําเนินงานทัง้ ภาครฐั และเอกชน เปน แหลง จดั กิจกรรมใหกับเด็กและเยาวชน เพื่อใหมี สขุ ภาพดี ปลกู ฝง นิสัยรกั ชาติ มคี วามซ่อื สัตย สุจริต สรางความสามคั คใี นหมูคณะ เหน็ แกป ระโยชนสว นรวม มากกวาประโยชนส วนตัว 8. ชายหาด เปนสถานทพ่ี ักผอนหยอ นใจ 9. พพิ ิธภณั ฑ เปนแหลงรวบรวมโบราณวัตถุตางๆ 10. สนามกฬี า เปน สถานที่ใหค นมาเลนกีฬา มาออกกาํ ลังกาย

37 แผนการเรียนรปู ระจําบท บทที่ 8 การทดสอบและสรางเสริมสมรรถภาพทางกายเพอ่ื สุขภาพ สาระสาํ คญั สมรรถภาพทางกายเปนความสามารถของบคุ คลในอนั ทจี่ ะใชร ะบบตา งๆ กระทาํ กิจกรรมใดๆ อนั เกยี่ วกบั การแสดงออกซง่ึ ความสามารถทางรางกายได อยา งมีประสทิ ธภิ าพและสามารถฟน ตัวกลับสสู ภาวะ ปกตไิ ดใ นเวลาอันรวดเรว็ เราจะทราบไดว าเรามสี มรรถภาพทางกายในดานในมากหรอื นอ ย ก็โดยการทดสอบ สมรรถภาพทางกายดว ย แบบทดสอบมาตรฐาน เมอื่ เรามีสมรรถภาพทางกายในดานใดนอย เราก็สามารถ เสรมิ สรา งขึน้ มาไดดว ยการกําหนดการฝกหรือออกกาํ ลงั กายตอ ไป ผลการเรียนรูทคี่ าดหวัง ประเมินสรางเสริมและดาํ รงสมรรถภาพทางกายและทางจิตตามหลกั การสรางเสรมิ สมรรถภาพเพื่อ สุขภาพ ขอบขา ยเน้อื หา 1. หลกั และวธิ ีการสรา งเสริม สมรรถภาพทางกายเพอ่ื สขุ ภาพ 2. การทดสอบและประเมนิ สมรรถภาพทางกายเพอ่ื สุขภาพ กจิ กรรมการเรยี นรู 1. ศึกษาเอกสาร 2. ทํากิจกรรมท่ไี ดรบั มอบหมาย สอื่ ประกอบการเรียนรู 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู 2. ส่อื VCD 3. แหลง เรยี นรูใ นชมุ ชน ประเมนิ ผล -

38 ตอนท่ี 8.1หลักและวธิ ีการเสรมิ สรา งเสริมสมรรถภาพทางกายเพอื่ สุขภาพ ความหมายของสมรรถภาพทางกาย สมรรถภาพทางกาย (Physical fitness) หมายถงึ ภาพความสามารถของรา งกายในการประกอบการ งานหรือ กิจกรรมทางกาย อยางใดอยางหนงึ่ เปนอยางดโี ดยไมเหน่ือยเรว็ สมรรถภาพทางกายเปนสวนสาํ คญั ใน การพฒั นาการทางดา นรางกาย ของมนษุ ย สมรรถภาพทางกายของบุคคลท่ัวไป จะเกิดขน้ึ ไดจ ากการ เคลือ่ นไหวรา งกาย หรอื ออกกําลังกายอยางสมํา่ เสมอ องคประกอบของสมรรถภาพทางกาย 1. ความทนทานของระบบไหลเวียนเลอื ด (Cardiovascular Endurance) 2. ความแขง็ แรงของกลามเนื้อ (Muscular Strength) 3. ความทนทานของกลา มเน้ือ (Muscular Endurance) 4. กําลงั (Power) 5. ความเร็ว (Speed) 6. ความคลอ งตัว (Agility) 7. ความออนตวั (Flexibility) 8. การทรงตวั (Balance) ความสาํ คญั และความจาํ เปนในการเสริมสรา งสมรรถภาพทางกาย ปจ จัยทท่ี ําใหค นเราดาํ รงชีวิตอยไู ดอยา งเปนปกตสิ ุข ไดแ ก อาหาร น้าํ อากาศ แสงแดด การออก กําลงั กาย การพักผอ น และสง่ิ ยดึ เหนีย่ วทางจติ ใจ จะเห็นไดว า การออกกาํ ลังกายนับเปนปจ จยั ท่สี าํ คัญมาก เพราะเปนกิจกรรมท่ีทาํ ใหร า งกายเกิดการเคล่ือนไหวอนั เปน บอเกดิ แหงพัฒนาการดา นตางๆ ความกาวหนาทางเทคโนโลยที าํ ใหมนษุ ยไ ดร บั ความสะดวดสบายยิ่งขึน้ ผลทางมุมกลับท่ีเกิดขนึ้ ก็คอื การขาดการออกกําลังกาย ซงึ่ ความเจ็บไขไ ดป ว ยกจ็ ะตามมา เชน ความอวน โรคความดันเลือดสงู โรคเกย่ี วกบั หวั ใจ เปน ตน การออกกาํ ลงั กาย นอกจากจะชวยเพิม่ พูนสมรรถภาพทางกายแลว ยงั มีประโยชนอ น่ื ๆ อกี เชน รปู รางดขี ึ้น ชะลอความเสอื่ มของอวยั วะ ชวยใหผมู ีอาการผิดปกติมีอาการดีข้นึ ระบบขบั ถายดีขึน้ นอนหลบั ไดดขี ึน้ พลงั ทางเพศดขี ้นึ หวั ใจ ปอดและหลอดเลอื ดทาํ หนา ทไ่ี ดดีข้นึ ชวยใหอาการของโรคหลายโรคดขี น้ึ ชว ยใหต้ังครรภแ ละคลอดไดงายขึ้น ชวยประหยดั คารกั ษาพยาบาลเพราะมแี อนติบอดีสูง สรปุ แลว ก็คอื ความมี สขุ ภาพดีนั่นเอง ประเภทของสมรรถภาพทางกาย ประเภทของสมรรถภาพทางกายแบงเปน 2 ประเภท ดงั น้ี 1.สมรรถภาพทางกลไก หมายถงึ สมรรถภาพทป่ี ระกอบดว ยความทนทานของระบบหายใจ และ ระบบไหลเวียนเลือด ความแข็งแรงอดทนของกลา มเนอ้ื ความยดื หยนุ ของกลา มเน้อื หรือความออ นตวั และ สัดสว นของรา งกาย 2. สมรรถภาพทางกายเพ่อื สุขภาพ หมายถงึ ความสามารถของระบบตาง ๆ ในรางกายทเี่ ปน ความ สามารถเชงิ สรรี วิทยาของระบบท่ีจะชว ยปอ งกันบคุ คลจากโรคตางๆ ซ่งึ มสี าเหตุจากภาวะของการขาดการออก กําลังกาย และถอื วาเปนปจจัยสาํ คญั ทจ่ี ะชวยใหคนเรามสี ุขภาพทดี่ ี

39 คณุ คาการมีสมรรถภาพทางกายทดี่ ี สมรรถภาพทางกายจะเกิดข้นึ ไดกต็ อ เมื่อรา งกายไดมกี ารเคลอ่ื นไหวออกกาํ ลงั กายเปนประจํา สม่าํ เสมอ การท่ีบุคคลมสี มรรถภาพทางกายที่ดี มีคุณคา และประโยชนดังนี้ 1. ผูมีสมรรถภาพทางกายดจี ะเปน ผูท่มี สี ขุ ภาพดี 2. ผูมสี มรรถภาพทางกายที่ดจี ะชวยใหมีบุคลิกลกั ษณะสงา ผาเผย คลอ งแคลวกระฉบั กระเฉง 3. ผมู ีสมรรถภาพทางกายที่ดจี ะมีการทาํ งานประสานกันระหวา งระบบตา งๆ 4. ผมู ีสมรรถภาพทางกายทด่ี จี ะทํางานสําเร็จไดโดยใชแ รงนอยกวา เหนอ่ื ยนอ ยกวา ทําใหร า งกาย สามารถนํากาํ ลงั ไปใชใ นงานอ่นื ไดตอ ไป วธิ กี ารสรา งเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสขุ ภาพ การทดสอบสมรรถภาพทางกลไก กา วขาออกดา นขาง ผทู ดสอบยนื ครอ มเสน กลาง เทา ท้ังสองหางกันพอประมาณ เม่อื ไดร บั สัญญาณ เรมิ่ ใหเ ร่มิ กา วเทา ออกดา นขา งครอ มเสน ทางดานขวา กลบั มาครอ มเสน กลาง และกาวไปครอ มเสน ทางดา นซาย สลับไปสลับมาทง้ั สามเสน โดยทําใหเร็วทส่ี ดุ ในเวลา 20 วนิ าที ใหทาํ 2 ครั้ง เอาครง้ั ทีด่ ที ส่ี ดุ เปน ผลการทดสอบ บันทกึ ผลการทดสอบเปนจาํ นวนคร้ังท่ที าํ ได ยนื กระโดดสงู ยืนชิดกําแพง ยกแขนขา งหนง่ึ เหยยี ดขน้ึ ดา นบนเหนือหัว ทาํ เคร่อื งหมายวัดใหสูงกวาแขนประมาณ 20 เซนติเมตร แลว กระโดดใหส ุดที่สุด ทําอยางนี้กลายๆคร้จั ะพบวา ย่ิงกระโดดยิง่ สงู ขึน้ กลา มเนอื้ หลัง ยืนบนเครื่องวดั จบั คานแบบควํา่ มอื หลังทํามมุ 30 องศากบั แนวดิ่ง แขนและขาเหยยี ดตรง เกรง็ กลามเนอื้ หลงั เหยยี ดตัวขนึ้ บันทกึ ผลเปน กิโล แรงบีบมือ การทดสอบโดยใชม อื ลบู แมก็ นเี ซียมคารบ อเนต( magnesium carbonate) เพ่ือกันหลอลนื่ แลวปรับ เคร่ืองวัด จับเครอ่ื งวดั ใหเหมาะสม โดยใชขอน้วิ ที่ 2 รับนาํ้ หนักของเครอ่ื งวดั ยนื ตรงปลอยแขนหอ ยขา งลาํ ตวั พรอมแขนออกหา งลาํ ตัวเล็กนอ ย บบี ใหส ดุ แรงหา มไมใ หส วนใดของรา งกายโดนเครอื่ งวัด ทาํ อยางนส้ี องครง้ั 2 ครง้ั และบนั ทึกผลเพอื่ วดั การทดลองท่ดี ีทีส่ ุด ยนื กมตัวลงขางหนา ยืนใหเทาหางกนพอประมาณ ขาแขนยดื ตรงและชิดกัน กมตวั ไปขา งหนา ใหม ากทสี่ ดุ ทําอยางนี้ 2 คร้งั แลว บนั ทกึ และเลือกผลที่ดีทีส่ ดุ กาวขนึ้ มา กาวขน้ึ และลงบนั ไดเปน 4 จงั หวะ ใน 1นาที ตอ งทําใหไ ด 30 คร้ังตอกันเปนเวลา 3 นาที พักหนง่ึ นาที แลว จับชพี จร ทาํ อยางน้ี 3 คร้งั รวมชพี จรทงั้ 3ครั้ง

40 ตอนท่ี 8.2 การทดสอบและประเมนิ สมรรถภาพทางกายเพือ่ สขุ ภาพ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายทีน่ ยิ มใชกนั และเปนทย่ี อมรับจากประเทศตาง ๆทวั่ โลกวาเปน แบบทดสอบทเ่ี หมาะสมสําหรับผสู นใจทั่วไปและสามารถทดสอบดว ยตนเองได คือแบบทดสอบ สมรรถภาพทางกายมาตรฐานนานาชาติ ใชชอื่ ยอวา ICSPFT ( International Committee Standard of Physical Fitness Test ) ใชว ดั สมรรถภาพทางกาย โดยทั่วไปประกอบดว ยแบบทดสอบยอ ย 8 รายการ ไดแ ก 1. วงิ่ เร็ว 50 เมตร ( 50 Meter Sprint ) 2. ยนื กระโดดไกล ( Standing Board Jump) 3. แรงบบี ของมอื ( Grip Strength) 4. ลุก – นั่ง 30 วินาที ( 30 Second Sit Up) 5. ดึงขอ งอแขนหอ ยตวั (Pull Up) 6. ว่งิ เกบ็ ของ ( Shuttle Run) 7. นัง่ งอตัว/งอตวั ไปขางหนา ( Trunk Forward Flexion) 8. ว่งิ ระยะไกล ( Long Distance Run) ขอ ควรคาํ นึงในการสรา งเสริมสรรถภาพทางกาย การสรา งเสริมสรรถภาพทางกายโดยใชกิจกรรมออกกาํ ลังกายหรอื การเลน กีฬา เปนสิง่ ทีม่ ปี ระโยชน ตอ รา งกาย ทาํ ใหรางกายแขง็ แรง มบี ุคคิลภาพทดี่ ขี ึน้ 1. อายุ วัยตางๆ จะมคี วามเหมาะสมกับการออกกําลงั กาย หรอื การเลน กีฬาไมเหมือนกนั การเลอื ก กจิ กรรมจึงแตกตา งกันในแตละวัย 2. เพศ สมรรถภาพทางกายของหญงิ และชายยอมมีความแตกตา งกัน 3. สภาพรา งกาย จติ ใจ และ พรสวรรค เปนเรอื่ งของตัวบุคคล ซึ่งเปน ผลมาจากกรรมพนั ธแุ ละ อิทธพิ ล ของสิ่งแวดลอ มขนาดรูปราง ลักษณะทางกาย 4.อาหาร มีผลตอการสรางเสรมิ สรรถภาพทางกาย 5. ภมู ิอากาศ มอี ทิ ธิพลตอการสรา งเสริมสรรถภาพทางกายมาก ความรอนทาํ ใหค วามอดทนลดลง เพราะทาํ ใหก ารระบายความรอ นท่ีเกิดจากการทาํ งานของกลา มเนอ้ื ทาํ ไดย ากขึ้น ดงั น้ันกลางวันเหมาะสําหรับ การฝกความอดทน 6. เครอ่ื งแตงกาย ลักษณะของเสือ้ ผา เชน แขนส้นั แขนยาว เนอ้ื ผา สีของเสอื้ ผา จะมผี ลกระทบตอ การออกกําลังการของในแงของความคลอ งตวั การระบายความรอน 7. แอลกอฮอล มผี ลตอสรรถภาพโดยตรง แอลกอฮอลท ่สี ะสมอยใู นเลือดจะกระตุนใหส ว นประสาท สวนทเี่ กย่ี วกับการควบคุมการเคลือ่ นไหว การมองเห็นดอ ยประสิทธิภายลดลง 8. บุหร่ี ในควันบุหร่มี ีสารทเ่ี ปน พิษตอ รางกาย

41

42 แผนการเรยี นรูป ระจําบท บทที่ 9 ความปลอดภยั ในชีวติ สาระสําคญั ในสภาวะสังคมปจจบุ ันท่มี ีการแขง ขนั กันในทุกๆดานความปลอดภัยในการดาํ รงชีวิต กน็ บั เปน ดชั นี อยางหนึ่งท่ีสะทอนถึงการมีคณุ ภาพชีวิตท่ีดีซง่ึ ปญหาความปลอดภยั นน้ั สวนหน่งึ เกดิ จากอบุ ัติภัยตา งๆ และอกี สว นหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงของตนเองดวยเหตุนเี้ ราจงึ ตอ งเรยี นรูวา มี พฤตกิ รรมลกั ษณะใดบา งทีเ่ ส่ยี งตอ สขุ ภาพและความปลอดภยั หลกั การเสรมิ สรางความปลอดภยั วธิ กี ารรบั มอื เมอ่ื เผชญิ กบั ภยั อันตรายตางๆ ผลการเรยี นรทู ีค่ าดหวัง ประเมนิ ความเส่ียงตอ สุขภาพและแสวงหาแนวทางปอ งกนั อนั ตรายเพือ่ ความปลอดภยั ในชีวติ ขอบขา ยเน้ือหา 1. ปจ จัยเส่ยี งในการดาํ รงชวี ิต 2. การปองกันและหลีกเล่ียง ปจ จยั เสย่ี ง กจิ กรรมการเรยี นรู 1. ศึกษาเอกสาร 2. ทาํ กิจกรรมท่ไี ดรบั มอบหมาย ส่ือประกอบการเรยี นรู 1. เอกสารประกอบการเรียนรู 2. ส่อื VCD 3. แหลง เรยี นรูในชมุ ชน ประเมินผล -

43 ตอนท่ี 9.1 ปจ จัยเสี่ยงในการดํารงชวี ิต เรอื่ งท่ี 9.1.1 ส่ิงเสพติด ยาเสพตดิ หมายถงึ สารใดกต็ ามทเ่ี กดิ ขึ้นตามธรรมชาติ หรอื สารท่ีสงั เคราะหข ้ึน เม่ีอนําเขา สูร า งกาย ไมว า จะโดยวิธีรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรอื ดว ยวธิ ีการใด ๆ แลว ทาํ ใหเกิดผลตอรา งกายและจิตใจนอกจากน้ยี ังจะ ทําใหเ กดิ การเสพติดไดห ากใชส ารนน้ั เปนประจาํ ทุกวัน หรอื วนั ละหลาย ๆ ครง้ั ลักษณะสําคัญของสารเสพตดิ จะทาํ ใหเ กดิ อาการ และอาการแสดงตอ ผูเ สพดังน้ี 1. เกิดอาการด้ือยา หรอื ตานยา และเม่ือติดแลว ตอ งการใชส ารนนั้ ในประมาณมากขน้ึ 2. เกดิ อาการขาดยาถอนยา หรืออยากยา เม่ือใชสารน้นั เทาเดิม ลดลง หรือหยดุ ใช 3. มีความตอ งการเสพทัง้ ทางรางกายและจิตใจอยา งรุนแรงตลอดเวลา 4. สุขภาพรา งกายทรุดโทรมลงเกิดโทษตอ ตนเอง ครอบครัว ผูอนื่ ตลอดจนสังคม และประเทศชาติ ประเภทของยาเสพตดิ ปจจบุ ัน ส่ิงเสพติดหรอื ยาเสพติดใหโ ทษมีหลายประเภท อาจจําแนกไดหลายเกณฑ นอกจากแบง ตาม แหลงทีม่ าแลว ยงั แบงตามการออกฤทธ์ิและแบงตามกํากฎหมายดงั น้ี 1. จาํ แนกตามสิ่งเสพตดิ ทม่ี า - ประเภทที่ไดจากธรรมชาติ เชน ฝน มอรฟน กระทอม กญั ชา - ประเภททีไ่ ดจากการสังเคราะห เชน เฮโรอนี ยานอนหลบั ยามา แอมเฟตามนี สารระเหย 2. จาํ แนกส่ิงเสพติดตามกฎหมาย - ประเภทถูกกฎหมาย เชน ยาแกไอนํ้าดํา บหุ ร่ี เหลา กาแฟ ฯลฯ - ประเภทผิดกฎหมาย เชน มอรฟน ฝน เฮโรอีน กัญชา กระทอม แอมเฟตามีน ฯลฯ 3. การจาํ แนกส่งิ เสพตดิ ตามการออกฤทธต์ิ อ ระบบประสาทสวนกลาง -ประเภทกดประสาท เชน ฝน มอรฟน เฮโรอนี ยากลอ มประสาท ยาระงับประทสาท ยานอนหลับ สารระเหย เครื่องดืม่ มึนเมา เชน เหลา เบียร ฯ - ประเภทกระตุนประสาท เชน แอมเฟตามนี ยามา ใบกระทอม บหุ รี่ กาแฟ โคคาอีน - ประเภทหลอนประสาท เชน แอล เอส ด,ี เอส ที พ,ี นาํ้ มนั ระเหย - ประเภทออกฤทธ์ิผสมผสาน อาจกด กระตุน หรือหลอนประสาทผสมรวมกันไดแก กัญชา สาเหตทุ ที่ ําใหเ กดิ ยาเสพติด 1. ตดิ เพราะฤทธ์ิของยา เมือ่ รางกายมนุษยไ ดรบั ยาเสพตดิ เขา ไป ฤทธข์ิ องยาเสพติดจะทาํ ใหระบบตา งๆ ของรางกายเปลี่ยนแปลงไป ซึง่ ถา การใชย าไมบอยหรอื นานคร้งั ไมค อยมผี ลตอรา งกาย แตถ า ใชตดิ ตอ เพียงชั่ว ระยะเวลาหนึ่งจะทาํ ใหม ผี ลตอ รางกายและจติ ใจ มลี ักษณะ 4 ประการ คอื - มคี วามตอ งการอยา งแรงกลาที่จะเสพยาหรอื สารนั้นอกี ตอไปเรื่อๆ - มคี วามโนม เอยี งท่จี ะเพ่ิมปริมาณของยาเสพตดิ ขึ้นทดุ ขณะ - ถา ถึงเวลาทีเ่ กิดความตอ งการแลว ไมไ ดเสพ จะเกดิ อาการอยากยา หรอื อาการขาดยา เชน หาว อาเจียนน้าํ ตาน้ํามูกไหล ทรุ นทุราย คลมุ คลง่ั โมโห ขาดสติ - ยาที่เสพน้ันจะไปทําลายสุขภาพของผูเสพทั้งรางกาย ทาํ ใหซบู ผอม มีโรคแทรกซอ น และทางจติ ใจ เกิดอาการทางประสาท จติ ใจไมป กติ 2. ติดยาเสพติดเพราะสิง่ แวดลอม - สภาพแวดลอ มภายนอกของบานทอี่ ยอู าศยั เต็มไปดว ยแหลงคายาเสพตดิ เชนใกลบ รเิ วณ ศนู ยการคา หนาโรงหนงั ซง่ึ เปน การซอื้ ยาเสพตดิ ทกุ รปู แบบ

44 - สิ่งแวดลอ มภายในบา นขาดความอบอนุ รวมไปถึงปญหาชวี ิตคนในครอบครวั และฐานะทาง เศรษฐกิจ สงิ่ แวดลอ มจะทําใหเ ด็กหนั ไปพงึ่ ยาเสพติด การขาดความเอาใจใสดูแลจากพอแม และขาดการ ยอมรบั จากครอบครัว เด็กจะหนั ไปคบเพ่อื นรอมกลุมเพ่อื ตอ งการความอบอุน สภาพของกลุมเพอ่ื นสภาพของ เพอ่ื นบานใกลเ คยี ง - สิง่ แวดลอมทางโรงเรยี น เดก็ มปี ญ หาทางการเรียน เนอ่ื งจากเรียนไมท ันเพอ่ื น เบอื่ ครู เบ่ือ โรงเรียน ทาํ ใหหนีโรงเรียนไปอยใู นสงิ่ แวดลอมทตี่ นพอใจ เปน เหตุใหตกเปน เหย่ือของการติดยาเสพติด 3. ตดิ เพราะความผดิ ปกติทางรา งกายและจติ ใจ ตอนที่ 2 วธิ ีปองกนั และหลกี เลยี่ งการใชสารเสพติด สารเสพติดมอี นั ตรายตอผใู ชห รอื ผูเ สพ ดังน้ัน เราจงึ ตองมวี ิธีปองกนั และหลีกเลี่ยงการใชสารเสพตดิ 1. ครอบครวั ทีอ่ บอนุ จะเปน ร้วั ปอ งกนั สารเสพติดไดเ ปนอยางดี 2.ตอ งมีใจคอหนักแนน อาจมเี พ่ือนชกั ชวนใหเสพกต็ องปฏิเสธอยา ไปเสพไมตอ งเกรงใจเพ่อื นในทางทผี่ ดิ 3. อยา ลองเปน อนั ขาด เพราะจะนาํ ไปสกู ารใชสารเสพติดบอยครัง้ จนเกดิ การติดได สารเสพติด บางอยางเสพครั้งสองครัง้ ก็ติดแลว 4. ตอ งคิดใหม อยาคดิ แบบเกา ๆ คือคิดวา การเสพสารเสพติดเปน สงิ่ ทีโ่ กเ ก เพอื่ นฝูงจะยอมรับ คือ ตองคิดวาคนทีเ่ สพเปน คนทีเ่ สพเปน คนท่นี า อบั อาย นา รังเกียจเปนคนออ นแอชกั จูงงา ย ถา เพื่อนฝูงไมรับ เพราะเราไมเ สพกช็ ่งั เขาไมต อ งไปคบดว ยกับเพอื่ นคนท่ชี กั ชวน เราไปสูความหายนะ 5. ตอ งตระหนักถึงพิษภัยเพราะสารเสพตดิ ทกุ ชนดิ มพี ิษภัยตอรางกายท้ังสิน้ 6. ตองตระหนกั วา การทีน่ กั เรยี นไปใชส ารเสพติด ถาพอ แม ผปู กครองรจู ะทําใหท า นเสยี ใจ 7. พยายามหลกี เล่ียงจากสงิ่ แวดลอมท่เี อื้อตอ การใชสารเสพติด เชน หลีกเล่ยี งจากเพื่อน ที่ใชสาร เสพตดิ ไมไ ปเที่ยวสถานบนั เทิงเริงรมย เปน ตน 8. ศกึ ษาหาความรเู ก่ยี วกบั สารเสพติดชนิดตาง ๆ เพื่อใหรถู ึงอันตรายและเรียนรวู ิธหี ลกี เลีย่ งและ ปองกัน 9. ไมใ ชส ารเสพตดิ เพอ่ื การรักษาโรคดวยตนเอง ยาบางชนิดมีสารเสพติดผสมอยู เชน ยาระงบั ปวดบาง ชนิด ยาแกไ อบางชนดิ 10. ควรหากจิ กรรมทําอยาใหมเี วลาวางมาก “ ลานกีฬาตา นยาเสพตดิ ’’ ซึ่งการเลน กฬี าจะทาํ ให สนุกสนาน มเี วลาวา งนอ ยลง กจ็ ะชวยไมใหคนเราหนั เหไปใชสารเสพตดิ ได 11. ถา มีปญหาไมพ งึ่ สารเสพติด ควรปรกึ ษาพอ แม ผปู กครอง ครู อาจารย ญาติผูใหญ 12. ถาพบวามกี ารจําหนา ย จายแจกสารเสพติดกันในสถานศกึ ษาใหแ จงครูอาจารย ถา นอกใหบอก ผปู กครองใหไปแจงตํารวจ แตต องระมัดระวงั ในเรื่องความปลอดภัยดว ย เพราะถาผูจาํ หนา ยรูวาใครขดั ผล ประโยชนห รอื ทาํ ใหเขาเดือดรอน สรปุ ปจจัยเสีย่ งตอ สุขภาพ ประกอบดว ยปจจยั เส่ียงที่เกิดจากสิง่ แวดลอม และปจ จยั เสย่ี ง ดาน พฤติกรรม - ปจจยั เสย่ี งทเ่ี กดิ จากสงิ่ แวดลอม เชน การเกิดอุบัตเิ หตุ การเกิดภัยธรรมชาติ เปน ตน - ปจ จยั เสี่ยงดานพฤติกรรม เชน การติดสารเสพตดิ การบรโิ ภคอาหารและผลติ ภณั ฑท่เี ปนอนั ตรายตอ สขุ ภาพและถาคนเราสามารถหลีกเลี่ยงปจ จัยเส่ียงและพฤติกรรมเส่ยี งดงั ทก่ี ลาวมาแลว จะทําใหรางกายมี สขุ ภาพแขง็ แรง และมคี วามปลอดภยั ในชวี ิต

45 เรอ่ื งท่ี 9.1.2 โรคติดตอทางเพศสัมพันธ โรคติดตอ ทางเพศสัมพันธ หรือโรคสงผา นทางเพศสัมพนั ธ( Sexually transmitted disease; STD) อาจ เรยี กวา \"กามโรค\" (Venereal disease) หรอื \"วดี \"ี เกิดข้ึนจากการติดตอ กันผานทางเพศสมั พันธ ไมว า จะเปนการ รว มเพศทางชองคลอด ทางปาก หรอื ทวารหนกั สาเหตุของการเปน โรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ สาเหตขุ องการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ แบงออกเปน 3 กลุม คอื 1. เกิดจากเชือ้ ไวรัส ซ่ึงบางชนดิ สามารถรกั ษาใหหายขาดได บางชนดิ ไมม ยี ารกั ษา และบางชนดิ ยงั สามารถฝง ตวั อยู และกลบั มาเปน ซาํ้ ไดอ ีกโรคตดิ ตอทางเพศสมั พันธที่เกดิ จากเช้ือไวรัส ไดแ ก - เริมท่อี วัยวะเพศ - หดู หงอนไก - ไวรัสตบั อักเสบบี ฯลฯ 2. เกดิ จากเชื้อแบคทีเรยี สามารถรกั ษาใหห ายขาดได ดวยการใชยาปฏิชวี นะ ไดแ ก - ซฟิ ล ิส - หนองใน - หนองในเทียม - ทอปส สาวะอกั เสบ - ชองคลอดอักเสบ ฯลฯ 3. เกดิ จากเชอ้ื อ่ืน ๆเชน พยาธิ สามารถรกั ษาใหห ายขาดได ดวยการใชยาปฏิชวี นะ กลุมเส่ียงตอการเปน โรคตดิ ตอทางเพศสัมพนั ธ คนทม่ี เี พศสมั พนั ธกบั ชาย หรอื หญิงบริการ ใน 3 เดอื นกอ นหนา คนทม่ี ีคูนอนมากกวา 1 คน ในชว ง 3 เดือนกอ นหนา คนท่ีมีเพศสมั พันธก ับคคู นใหม ในชวง 3 เดอื นกอ นหนา ผูท ีม่ ีประวตั ปิ ว ยเปนโรคติดตอทางเพศสมั พนั ธใน 1 ปทีผ่ านมา ผูทม่ี ีคคู รองอยคู นละที่ อาการแบบใด สงสยั เปน โรคติดตอทางเพศสัมพันธ หากมีอาการเหลา นี้ สามารถสงสัยไดว าเปน โรคติดตอทางเพศสมั พันธ ในผชู ายจะมีอาการปส สาวะแสบขัด ขาหนบี บวม หรอื เปน ฝ เจบ็ ปวดอวัยวะเพศ มผี น่ื ตมุ แผล บริเวณอวัยวะเพศ มเี มอื กใส หรือหนองไหลออกมา ในผูหญงิ จะรสู กึ เจ็บ เสียวทองนอย ขาหนีบบวม หรอื เปนฝ เจบ็ ปวด คนั อวัยวะเพศ มผี ืน่ ตมุ แผล บรเิ วณอวยั วะเพศ มีตกขาวสเี หลือง มกี ลิน่ เหมน็