ก v หนังสือเรียน สาระทักษะการดาํ เนินชีวิต รายวชิ าเลอื ก พชื สมุนไพรกบั การดูแลสุขภาพ รหสั วชิ า ทช33017 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจังหวดั เชียงใหม่ สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย สํานักงานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ห้ามจาํ หน่าย หนงั สือเรียนเล่มน้ีจดั พมิ พด์ ว้ ยเงินงบประมาณแผน่ ดินเพอื่ การศึกษาตลอดชีวิตสาํ หรับประชาชน ลิขสิทธ์ิเป็ นของสาํ นกั งาน กศน. จงั หวดั เชียงใหม่
ก คํานาํ หนังสือเรียนรายวิชาเลือก วิชาพืชสมุนไพรกับการดูแลสุขภาพ รหัสวิชา ทช33017 ตามหลักสูตร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย จัดทําขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ ซึ่งเป็นไปตามหลักการและ ปรัชญาการศึกษานอกโรงเรียนและพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551 ให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญามีศักยภาพในการประกอบอาชีพและสามารถดํารงชีวิต อยู่ในสงั คมได้อย่างมคี วามสุข ดังนั้น เพื่อให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษามีประสิทธิภาพ สถานศึกษาต้องใช้หนังสือ เรียนที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคม และคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของสถานศึกษา หนังสือเล่มนี้ได้ประมวลองค์ความรู้ กิจกรรมเสริมทักษะ แบบวัดประเมินผลการ เรียนรู้ไว้อย่างครบถ้วน โดยองค์ความรู้น้ันได้นําเนื้อหาสาระตามที่หลักสูตรกําหนดไว้ นํามาเรียบเรียงอย่างมี มาตรฐานของการจัดทําหนังสือเรียน เพ่ือให้ผู้เรียนอ่านเข้าใจง่าย สามารถอ่านและค้นคว้าด้วยตนเองได้อย่าง สะดวก คณะผู้จัดทําหวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเรียนสาระรายวิชาพืชสมุนไพรกับการดูแลสุขภาพ รหัสวิชา ทช33017 เล่มน้ีจะเป็นส่ือการเรียนการสอนท่ีอํานวยประโยชน์ต่อการเรียนตามหลักสูตรการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามมาตรฐาน ตัวช้ีวัดท่ีกําหนดไว้ ในหลักสตู รทุกประการ คณะผจู้ ดั ทาํ สํานกั งาน กศน.จังหวดั เชียงใหม่
สารบญั ข คาํ นาํ หน้า สารบญั คําอธิบายรายวชิ า ก บทที่ 1 พชื สมุนไพร ข ง แผนการเรียนร้ปู ระจําบท 1 ตอนที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญของพืชสมนุ ไพร 1 เรือ่ งที่ 1.1 ความหมายของพืชสมนุ ไพร 2 เรอ่ื งที่ 1.2 ความสําคญั ของพชื สมนุ ไพร 2 แบบทดสอบหลงั เรียน 3 4 บทท่ี 2 ประเภทของพืชสมุนไพร แผนการเรียนรู้ประจําบท 5 ตอนที่ 2.1 ประเภทและสว่ นต่างๆ ของพืชสมนุ ไพร 5 แบบทดสอบหลงั เรยี น 6 8 บทท3ี่ สรรพคุณของพชื สมนุ ไพร ในงานสาธารณสุขมูลฐาน แผนการเรียนรปู้ ระจําบท 9 ตอนท่ี 3.1 สมุนไพรกับการดแู ลสุขภาพ 9 ตอนที่ 3.2 สรรพคณุ ของพชื สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน 10 แบบทดสอบหลังเรยี น 11 33 บทที4่ สมุนไพรที่นาํ มาทาํ เปน็ เครอื่ งด่ืม แผนการเรยี นรูป้ ระจําบท 34 ตอนที่ 4.1 สมุนไพรทีน่ าํ มาเปน็ เคร่อื งดม่ื 34 แบบทดสอบหลังเรยี น 35 42 บทท5ี่ สมุนไพรที่นํามาใชใ้ นการป้องกนั บาํ บัด และฟนื้ ฟสู ขุ ภาพ แผนการเรยี นรู้ประจําบท 43 ตอนท่ี 5.1 การใช้สมุนไพรในการปอ้ งกัน บาํ บดั และรกั ษาอาการต่างๆด้วยสมนุ ไพร 43 เร่อื งที่ 1 การใช้สมุนไพรในการป้องกัน บําบัด และฟืน้ ฟสู ุขภาพด้วยวธิ ีการนวด 44 เรอ่ื งท่ี 2 การใช้สมุนไพรในการป้องกนั บําบดั และฟน้ื ฟูด้วยวธิ ีการอบ 44 เร่ืองที่ 3 การใชส้ มนุ ไพรในการป้องกัน บําบดั และฟ้นื ฟูดว้ ยวิธกี ารประคบ 46 เรื่องที่ 4 การใช้สมนุ ไพรในการป้องกัน บําบดั และฟื้นฟูดว้ ยวิธีทําสปา 48 52
สารบญั (ตอ่ ) ค เร่ืองที่ 5 การใช้สมนุ ไพรในการป้องกัน บาํ บัด ฟ้นื ฟหู ลงั คลอด หน้า แบบทดสอบหลังเรียน 57 บทท6ี่ อนั ตรายจากการใช้สมุนไพร 59 แผนการเรียนร้ปู ระจาํ บท 61 ตอนที่ 6 อนั ตรายจากการใช้สมนุ ไพร ขอ้ ควรระวงั ในการใชส้ มุนไพร 61 เรอื่ งที่ 1 หลกั การใช้พชื สมุนไพร 62 เร่ืองท่ี 2 ข้อแนะนาํ ในการใช้พชื สมุนไพร 62 เรอ่ื งท่ี 3 สง่ิ ทค่ี วรร้ใู นการใชย้ าสมนุ ไพร 62 เรื่องท่ี 4 ขอ้ ควรระวังในการใชย้ าสมุนไพรบาํ บัดโรค 62 เร่ืองท่ี 5 ข้อดี ข้อเสียของการใชพ้ ืชสมนุ ไพร 64 แบบทดสอบหลังเรยี น 66 68 บรรณานกุ รม 70 คณะผูจ้ ดั ทาํ 71 คณะบรรณาธิการ/ปรบั ปรงุ เเก้ไข 72
ง คาํ อธิบายรายวิชา วชิ าพชื สมุนไพรกบั การดแู ลสขุ ภาพ รหสั วิชา ทช33017 จํานวน 2 หน่วยกติ 1. คําอธบิ ายรายวิชา ศึกษาสรรพคุณของพืชสมุนไพรกับการดูแลสุขภาพเพื่อวิเคราะห์นํามาใช้ในชีวิต โดยการนํามา ประยุกต์ประกอบอาหารหรอื ประยกุ ต์เปน็ เครอ่ื งด่มื เพือ่ สุขภาพ ฝกึ ปฏบิ ตั ิ ในการนําพืชสมุนไพรมาใช้เพ่ือการป้องกัน บําบัดและฟ้ืนฟูสุขภาพให้กลับสู่สภาพปกติ เพ่ือ เป็นการอนุรักษ์ภูมิปญั ญาไทยในการนาํ พืชสมุนไพรมาใช้ 2. วตั ถุประสงค์ 1. บอกความหมายและความสําคญั ของพืชสมนุ ไพรได้ 2. อธบิ ายประโยชนข์ องสมนุ ไพรได้ถูกต้อง 3. ปฏิบัตติ นในการนําชนดิ ของสมนุ ไพรมาใชใ้ นการรกั ษาโรคท่เี ป็นปญั หาตอ่ สขุ ภาพได้ 4. ประยกุ ต์ใช้สมนุ ไพรเพอื่ สขุ ภาพไดเ้ หมาะสม 5. นาํ ข้อมลู ความรู้เรื่องสมุนไพรมาใชเ้ พ่ือการดํารงชพี ได้ 6. วางแผนและปฏิบตั ิตามแผนในการนําสมนุ ไพรมาใช้ไดเ้ หมาะสม 7. วิเคราะหผ์ ลจากการนําสมนุ ไพรมาใช้เพอื่ สุขภาพได้เหมาะสม 8. แนะนําความรู้ทีถ่ กู ตอ้ งเกีย่ วกับการใช้สมุนไพรแก่ชมุ ชนได้ 9. จําแนกอนั ตรายทีเ่ กดิ จากการใช้สมนุ ไพรทไี่ มถ่ ูกต้องได้ 10.บอกลักษณะและปฏบิ ตั ติ นในการนําสมนุ ไพรมาใชใ้ นชวี ิตจรงิ ได้ รายชอื่ บทท่ี บทท่ี 1 พชื สมุนไพร บทที่ 2 ประเภทของพืชสมนุ ไพร บทท่ี 3 สรรพคณุ ของพืชสมุนไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน บทที่ 4 สมนุ ไพรที่นาํ มาทําเป็นเครื่องดืม่ บทท่ี 5 สมนุ ไพรท่ีนํามาใช้ในการปอ้ งกนั บําบดั และฟืน้ ฟสู ุขภาพ บทท่ี 6 อันตรายจากการใช้สมนุ ไพร
1 แผนการเรยี นรู้ประจาํ บท บทท่ี 1 พชื สมุนไพร สาระสาํ คญั สมุนไพรเป็นยาพื้นบ้านแผนโบราณของไทยแต่อดีต บางชนิดรับประทานเป็นอาหารให้คุณค่าทาง โภชนาการ ทําให้เจริญอาหาร และสมุนไพรหลายๆชนิดมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค ช่วยย่อยอาหารแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปัจจุบันมีผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเพ่ือพัฒนาสมุนไพรให้สามารถนํามาใช้ในรูปแบบที่สะดวกย่ิงข้ึน เช่น การนํามาบดเป็นผงแคปซูล ตอกเป็นยาเม็ดหรือทําเป็นครีมฯลฯแต่การนําสมุนไพรมาใช้จะต้องศึกษา รายละเอยี ดสรรพคณุ ของสมนุ ไพรนน้ั ๆอยา่ งละเอยี ดเพ่อื จะไดส้ รรพคณุ ของยาครบถ้วน ผลการเรยี นทค่ี าดหวัง ผูเ้ รียนบอกความหมายและความสาํ คัญของพืชสมุนไพรได้ ขอบข่ายเน้ือหา ความหมาย ความสําคัญของพืชสมนุ ไพร กจิ กรรมการเรียนรู้ 1. ศึกษารายละเอยี ดจากหนังสอื ประกอบการเรียนรู้ 2. ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามที่ได้รบั มอบหมายในหนังสือประกอบการเรยี น 3. ศึกษาหาความรเู้ พิม่ เตมิ จากผรู้ ู้หรือแหลง่ เรียนรูต้ า่ ง ๆ ส่อื ประกอบการเรยี นรู้ 1. เอกสารประกอบการเรียนรู้ 2. ใบงาน ประเมนิ ผล 1. ประเมินผลจากการสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้และกิจกรรมทไ่ี ด้รับมอบหมาย 2. ประเมนิ ผลจากใบงาน
2 ตอนที่ 1ความหมาย ความสาํ คัญของพชื สมุนไพร เร่ือง 1.1 ความหมายของพชื สมุนไพร คําวา่ (สมุนไพร) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถงึ พชื ทใ่ี ช้ทาํ เปน็ เครื่อง ยา สมุนไพรกาํ เนนิ มาจากธรรมชาตแิ ละมคี วามหมายต่อชีวติ มนุษย์ โดยเฉพาะ ในทางสขุ ภาพอนั หมายถงึ ทง้ั การสง่ เสรมิ สุขภาพและการรกั ษาโรค ความหมายของยาสมุนไพรในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ได้ระบุวา่ ยาสมนุ ไพร หมาย ความว่า ยาที่ได้จากพฤกษาชาตสิ ัตว์หรอื แรธ่ าตุ ซง่ึ มไิ ด้ผา่ นข้นั ตอนการแปรรปู ใดๆ แต่ ในทางการคา้ สมุนไพรมกั จะถูกดัดแปลงในรปู แบบตา่ งๆ เช่น ถูกหั่นให้เปน็ ชิน้ เลก็ ลง บดเป็นผลละเอยี ด หรอื อดั เป็นแท่งแต่ในความรู้สกึ ของคนทว่ั ไปเมื่อกล่าวถงึ สมุนไพร มกั นึกถงึ เฉพาะต้นไม้ท่ีนํามาใช้เปน็ ยาเท่านนั้ สมุนไพร หมายถงึ พชื ท่ีมีสรรพคุณในการรกั ษาโรค หรืออาการเจ็บปว่ ยตา่ งๆ การใชส้ มนุ ไพรสําหรบั รกั ษาโรค หรอื อาการเจ็บป่วยต่างๆนี้ จะตอ้ งนําเอาสมุนไพรต้งั แต่สองชนิดข้นึ ไป มาผสมรวมกันซงึ่ จะเรียกวา่ “ยา” ในตํารบั ยา นอกจากพืชสมนุ ไพรแลว้ ยังอาจประกอบด้วยสตั วแ์ ละแร่ธาตอุ ีกด้วย เราเรยี กพืชสตั ว์ หรือ แรธ่ าตุทเ่ี ป็นส่วนประกอบของยานวี้ ่า “เภสัชวตั ถุ” พืชสมุนไพรบางชนดิ เช่น เรว่ กระวาน กานพลู และจันทร์ เทศ เป็นต้น เปน็ พชื ท่มี ีกลนิ่ หอมและมรี สเผ็ดร้อน ใชเ้ ปน็ ยาสาํ หรับขบั ลม แกท้ ้องอืด ท้องเฟอ้ พชื เหล่านถ้ี ้า นํามาปรงุ อาหารเราจะเรียกว่า “เคร่อื งเทศ” ในพระราชบัญญตั ฉิ บบั ที่ 3 ปีพุทธศักราช 2522 ได้แบ่งยาทไ่ี ด้ จากเภสชั วตั ถุ สมุนไพร หมายถึง “พืชท่ีใช้ทําเป็นเครื่องยา” ส่วนยาสมุนไพร หมายถึง “ยาที่ได้จากส่วนของพืช สัตว์ และแรส่ มุนไพร ซงึ่ ยังมไิ ด้ผสมปรุง หรอื แปรสภาพ” การนํามาใช้ อาจดัดแปลงรูปลักษณะของสมุนไพร ให้ใช้ไดส้ ะดวกขน้ึ เช่น นาํ มาหั่นใหม้ ขี นาดเล็กลง หรอื นาํ มาบดเปน็ ผง เป็นต้น “ พื ช ส มุ น ไ พ ร ” นั้ น ต้ั ง แ ต่ โบราณก็ทราบกันดีว่ามีคุณค่าทางยามากมาย ซึ่งเชื่อกันอีกด้วยว่าต้นพืชต่างๆ ก็เป็นพืชท่ีมีสารที่เป็นตัวยา ดว้ ยกนั ทงั้ สน้ิ เพียงแตว่ ่าพืชชนิดไหนจะมีคณุ คา่ ทางยามากน้อยกว่ากนั เทา่ นัน้ “พืชสมนุ ไพร” หรือวัตถุธาตนุ ้ี หรือตวั ยาสมุนไพรนี้ แบ่งออกเป็น 5 ประการ 1. รปู ได้แก่ ใบไม้ ดอกไม้ เปลอื กไม้ แกน่ ไม้ กระพีไ้ ม้ รากไม้ เมล็ด 2. สี มองแล้วเห็นวา่ เป็นสเี ขียวใบไม้ สเี หลือง สีแดง สีส้ม สีม่วง สนี ้าํ ตาล สดี าํ 3. กลน่ิ ใหร้ ้วู ่ามกี ลนิ่ หอม เหมน็ หรอื กลิ่นอยา่ งไร 4. รส ให้รวู้ า่ มารสอย่างไร รสจืด รสฝาด รสขม รสเคม็ รสเปรี้ยว รสเยน็ 5. ชื่อ ต้องรู้ว่ามีช่ืออะไรในพืชสมุนไพรนั้นๆ ให้รู้ว่าของเป็นอย่างไร ข่าเป็นอย่างไร ใบข้ีเหล็กเป็น อย่างไร ปัจจุบันมีผู้พยายามศึกษาค้นคว้าเพ่ือพัฒนาสมุนไพรให้สามารถนํามาใช้ในรูปแบบที่สะดวกยิ่ง เช่น นํามาบดเป็นผงบรรจุแคปซูล ตอกเป็นยาเม็ด เตรียมเป็นครีมหรือยาข้ีผึ้ง เพื่อใช้ทาภายนอกเป็นต้น ใน การศึกษาวิจัยเพ่ือนําสมุนไพรมาใช้เป็นยาแผนปัจจุบันนั้น ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยพยายามสกัด สาระสาํ คญั จากสมนุ ไพร เพ่ือให้ไดส้ ารบริสุทธิ์ ศึกษาคณุ สมบตั ิทางด้านเคมี ฟิสิกส์ของสารเพ่ือให้ทราบว่าเป็น สารชนดิ ใด ตรวจสอบฤทธิด์ ้านเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลอง เพ่ือดูให้ได้ผลดีในการรักษาโรคหรือไม่เพียงใด ศึกษา ความเป็นพิษและผลข้างเคียง เมื่อพบว่าสารชนิดใดให้ผลในการรักษาท่ีดี โดยไม่มีพิษหรือมีพิษข้างเคียงน้อย จงึ นาํ สารนั้นมาเตรยี มเปน็ ยารูปแบบทเี่ หมาะสมเพอ่ื ใชท้ ดลองตอ่ ไป สมุนไพรกําเนิดจากธรรมชาติและมีความสําคัญต่อชีวิตมนุษย์ในทางสุขภาพ อันหมายถึง ทางด้าน ส่งเสริมสุขภาพและการรักษาโรค นอกจากมีคุณค่าทางด้านสุขภาพแล้ว สมุนไพรยังมีคุณค่าทางด้านสุขภาพ แล้ว สมุนไพรยังมีคุณค่าด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ ตลอดจนคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพ
3 เร่อื งที่ 1.2 ความสําคญั ของพชื สมนุ ไพร สมุนไพร เป็นยาพ้ืนบ้านแผนโบราณของไทยมาแต่อดีต ความนิยมในการใช้สมุนไพรได้ลดถอยลงไป บ้างเมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์และเภสัชศาสตร์สมัยใหม่จากตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลอย่างไรก็ดีในปัจจุบัน สมนุ ไพรกลบั มาได้รบั ความนยิ มกนั มากในเมอื งไทยและโลกตะวนั ตก ต่างประเทศกําลังหาทางเข้ามาลงทุนและ คัดเลือกสมุนไพรนําไปใช้สกัดหาตัวยาเพ่ือรักษาโรคบางชนิด มีหลายประเทศนําสมุนไพรไปปลูกและทําการ คา้ ขาย แข่งกบั ประเทศไทย สมุนไพร เป็นพืชอีกกลุ่มหนึ่ง ซ่ึงมีการปลูกใช้ประโยชน์มานานแล้ว เพราะบางชนิดสามารถนํามา รับประทานเป็นอาหาร ให้คุณค่าทางอาหารและยังให้รสชาติที่ทําให้เจริญอาหาร สมุนไพรหลายชนิดยังมี สรรพคุณเป็นยารักษาโรค ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ในอดีตการปลูกสมุนไพรมักกระทํากันใน ลักษณะการปลูกผักสวนครัว ริมรั้ว หลังบ้าน ตามที่ว่างเปล่าจะใช้ประโยชน์เม่ือใดก็สามารถเก็บเก่ียวได้ทันที ในระยะหลงั เนือ่ งจากมปี ระชากรมากขึน้ และส่วนหนึ่งได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ท่ีมักมีพ้ืนท่ีบ้านเรือนจํากัด ไม่มีพ้นื ทว่ี า่ งเพียงพอกับการปลูกพืชพักสวนครัวต่างๆ พืชผักเพ่ือการบริโภคทุกอย่างต้องได้จากการซื้อหา เม่ือ มีความต้องการซ้ือ จึงมีผู้หันมาปลูกผักสมุนไพรขายกันมากข้ึน นอกจากนี้สมุนไพรบางอย่างท่ีมีสรรพคุณเป็น ยา สามารถนํามาสกัดเอาสารท่ีมีอยู่ภายในมาใช้ทํายาสมุนไพร หรือนําไปเป็นส่วนประกอบของของใช้เพ่ือการ อุปโภคในชีวิตประจําวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพูสระผม ครีมนวดผม ครีมบํารุงผิว น้ําหอม ยาดม น้ํามันหอม ระเหย ฯลฯ ด้วยประโยชน์ของสมุนไพรมีมากมาย ดังที่กล่าวมาแล้ว ความต้องการใช้สมุนไพรจึงมีมากขึ้น ตามลําดับ โดยเฉพาะในระยะหลังที่คนเริ่มตื่นตัวในเร่ืองพิษภัยอันตรายจากสารเคมี และหันมาให้ความสนใจ ต่อสารที่สกัดจากธรรมชาติกันมากข้ึน ยิ่งทําให้ความต้องการใช้สมุนไพรมีมากขึ้นตามลําดับ การปลูกสมุนไพร ขาย จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งซึ่งมีอนาคตที่ดี ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปลูกสมุนไพรก็คือมักจะไม่ค่อยมีโรคแมลง รบกวน จึงใช้สารเคมเี พียงเลก็ นอ้ ยหรอื แทบไมต่ อ้ งใชเ้ ลย ทาํ ให้ประหยัดต้นทุนในส่วนน้ลี งได้ ยาสมนุ ไพร ยาสมุนไพรน้ันมีมานานแล้วต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการกล่าวขานบันทึกเรื่องราว และใช้สืบทอดกัน มาเป็นสมุนไพร ยารักษาโรคท่ีได้ตามธรรมชาติหาได้ง่าย ใช้รักษาได้ผลดี มีพิษน้อย และสมุนไพรหลายชนิด เราก็ใช้เป็นอาหารประจําวันอยู่แล้ว เช่น ขิง ข่า กระเทียม ตะไคร้ กระเพรา เป็นต้น ชีวิตประจําวันเราผูกพัน กับสมุนไพรทั้งในรูปของอาหารและเป็นยารักษาโรค พืชแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติ หรือสรรคุณในการรักษา แตกต่างกันตามส่วนต่างๆของพืช ในตํารับยา นอกจากพืชสมุนไพรแล้วยังอาจประกอบด้วยสัตว์และแร่ธาตุอีก ด้วย เราเรียนพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของยานี้ว่า “เภสัชวัตถุ” พืชสมุนไพรบางชนิด เช่น เร่ว กระวาน กานพลู และจันทน์เทศ เป็นต้น เป็นพืชท่ีมีกล่ินหอมและรสเผ็ดร้อน ใช้เป็นยาสําหรับขับลม แก้ ทอ้ งอดื ทอ้ งเฟอ้ พืชเหล่าน้ีถ้านาํ มาปรุงอาหารเราจะเรยี นวา่ “เครือ่ งเทศ”
4 ใบงาน 1 พืชสมนุ ไพร 1.สมุนไพร หมายถงึ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2.พชื สมุนไพร มีความสาํ คัญอยา่ งไร อธบิ ายพอสงั เขป .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
5 แผนการเรียนร้ปู ระจาํ บท บทท่ี 2 ประเภทของพืชสมนุ ไพร สาระสาํ คญั การเลอื กใชส้ มนุ ไพรมาเปน็ ส่วนผสมหรอื เปน็ ยาสมุนไพร ควรจะศึกษารายละเอยี ดของพืชสมนุ ไพรแต่ ละสว่ นแต่ละประเภท ว่ามสี รรพคุณทางยาอยา่ งไร ประโยชน์และคณุ สมบตั ขิ องสมนุ ไพรแต่ละชนดิ เปน็ อย่างไร จะไดเ้ ลอื กใชส้ มุนไพรอย่างถกู ตอ้ ง เชน่ ราก ลาํ ต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ผลการเรยี นทค่ี าดหวงั ผเู้ รยี นจําแนกชนดิ ของพชื สมนุ ไพรได้ถูกต้อง ขอบขา่ ยเนื้อหา ประเภทของสมนุ ไพร กิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ศึกษารายละเอียดหนงั สอื ประกอบการเรยี นรู้ 2. ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมตามท่ีได้มอบหมายในหนังสือประกอบการเรยี น 3. ศกึ ษาหาความรูเ้ พมิ่ เตมิ จากผ้รู หู้ รอื แหลง่ เรียนรู้ตา่ งๆ ส่อื ประกอบการเรยี นรู้ 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู้ 2. เอกสารใบงาน ประเมนิ ผล 1. ประเมินผลจากการสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นร้แู ละกจิ กรรมท่ไี ด้รับมอบหมาย 2. ประเมินผลจากใบงาน
6 ตอนท่ี 2.1 ประเภทและสว่ นตา่ งๆของพชื สมุนไพร พืชสมนุ ไพรทีห่ มอยาเลอื กนาํ มาใช้ทาํ ยาตามสรรพคณุ ทม่ี ใี นแต่ละสว่ นของพืช จําแนกตามสว่ นต่างๆ ของพชื เปน็ หลักได้ 5 ส่วน สว่ นของ “พชื สมุนไพร” เหล่านม้ี ีลกั ษณะลาํ ตน้ ยอด ใบ ดอก ท่ีแตกตา่ งกันไปตามสายพันธุแ์ ตส่ ว่ น ต่างๆกท็ ําหน้าท่เี ชน่ เดยี วกนั เชน่ รากก็ทาํ หนา้ ที่ดดู อาหารเล้ียงลาํ ตน้ กิ่งกา้ นต่างๆและใบกับสว่ นตา่ งๆนน่ั เอง ใบก็ทําหน้าท่ี ปรงุ อาหาร ดูดออกซเิ จน คายคารบ์ อนไดออกไซด์ออกมา ดอก ผล เมลด็ ก็ทาํ หนา้ ทส่ี บื พันธ์กุ ัน ต่อไป เพือ่ ทาํ ใหพ้ ืชพันธ์ุนี้แพร่กระจายออกไปเร่อื ยๆไมม่ ที ส่ี ้นิ สุด 1.ราก ( Root ) เปน็ สว่ นทีต่ ่อจากลาํ ตน้ หรอื เหงา้ ทําหนา้ ทีด่ ดู หรือลําเลยี งอาหารมาเลย้ี งลําต้นและ ช่วยคา้ํ จุนต้นไม้ให้ทรงตวั อยู่ได้ พืชบางชนิดรากจะพองออก เปน็ ทเี่ กบ็ อาหารเรยี กวา่ หัว รากมหี ลายชนิด เช่น รากใต้ดนิ ไดแ้ ก่ รากมะนาว รากบนดิน ไดแ้ ก่ รากมะพรา้ ว รากอากาศ ไดแ้ ก่ รากบอระเพ็ด เปน็ ตน้ รากของพชื มีมากหมายหลายชนดิ เอามาเป็นยาสมุนไพรได้อยา่ งดี เช่น กระชาย ขมิน้ ชัน ขิง ข่า ขมนิ้ ออ้ ย เปน็ ต้น รูปรา่ งและลกั ษณะของราก แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด คือ 1.1 รากแก้ว ต้นพืชมากหมายหลายชนิดมีรากแก้วอยู่ นับว่าเป็นรากที่สําคัญมาก งอกออก จากลําต้นส่วนปลาย รูปร่างยาวใหญ่เป็นรูปกรวยด้านข้างของรากแก้วจะแตกแยกออกเป็นรากเล็ก รากน้อย และรากฝอยออกมาเป็นจํานวนมาก เพื่อทําการดูดซึมอาหารในดินไปบํารุงเลี้ยงส่วนต่างๆของต้นพืชที่มีราก แก้ว ได้แก่ ตน้ ข้ีเหล็ก ต้นคูน เป็นต้น 1.2 รากฝอยรากฝอยเป็นส่วนที่งอกมาจากลําต้นของพืชที่ปลายงอกออกมาเป็นรากฝอย จํานวนมาก ลักษณะรากจะกลมยาวมีขนาดเท่าๆกัน ต้นพืชที่ใบเล้ียงเดี่ยวจะมีรากฝอย เช่น หญ้าคา ตะไคร้ เปน็ ตน้ 2.ลําต้นหรือต้น (Stem) นับว่าเป็นโครงสร้างท่ีสําคัญของต้นพืชท้ังหลายท่ีมีอยู่สามารถคํ้ายันเอาไว้ ได้ไม่ให้โค่นล้มลงโดยปกติแล้วลําต้นจะอยู่บนดิน แต่งบางส่วนจะอยู่ใต้ดินพอสมควร รูปร่างของลําต้นน้ันแบ่ง ออกได้เปน็ 3 สว่ นดว้ ยกนั คอื ตา ข้อ ปลอ้ ง บริเวณเหล่านี้จะมีก่ิงก้าน ใบ ดอกเกิดข้ึนอีกด้วย ซ่ึงจะทําให้พืชมี ลกั ษณะทแ่ี ตกต่างกันออกไปชนิดของลาํ ต้นพชื แบ่งตามลกั ษณะภายนอกของลําตน้ ได้เปน็ 2.1 ประเภทไมย้ ืนตน้ เชน่ อบเชย ยอ คณู 2.2 ประเภทไมพ้ ุ่ม เช่น ทองพันชั่ง ชมุ เหด็ เทศ มะนาว 2.3 ประเภทไม้ล้มลกุ เชน่ วา่ นหางจระเข้ แมงลกั ขมน้ิ 2.4 ประเภทไม้เลื้อย เชน่ บอระเพ็ด มะแวง้ ฟกั ทอง 3.ใบ (Leaves) ใบเป็นส่วนประกอบท่ีสําคัญของต้นพืชทั่วไป มีหน้าที่ทําการสังเคราะห์แสง ผลิต อาหารและเปน็ สว่ นทีแ่ ลกเปลี่ยนนาํ้ และอากาศใหต้ น้ พืช ใบเกิดจากการงอกของก่ิงและตาใบไม้โดยท่ัวไปจะมีสี เขียว (สีเขียวเกิดจากสารที่มีช่ือว่า “คอลโรฟิลล์”อยู่ในใบของพืช) ใบของพืชหลายชนิดใช้เป็นยาสมุนไพรได้ดี มาก รูปร่างและลกั ษณะและลักษณะของใบนน้ั ใบสมบรู ณม์ ีสว่ นประกอบรวม 3 สว่ นด้วยกันคอื 3.1 ตัวใบ 3.2 กา้ นใบ 3.3 หใู บ ชนิดของใบ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ คือ 1) ชนิดใบเลี้ยงเด่ียว หมายถึง เปน็ ใบท่ีบนก้านใบหนงึ่ มใี บเพยี งใบเด่ยี ว เชน่ กานพลู ขลู่ ยอ กระวาน 2) ชนิดใบประกอบ หมายถึง ตง้ั แต่ 2 ใบขึ้นไปท่เี กดิ ข้นึ กา้ นใบอันเดยี ว เช่น มะขามแขก แคบ้าน ขี้เหลก็ มะขาม เปน็ ต้น
7 4. ดอก (Flowers) สว่ นของดอกเป็นสว่ นท่ีสําคญั ของพืชเพ่อื เปน็ การแพร่พนั ธ์ขุ องพชื เปน็ ลกั ษณะ เดน่ พเิ ศษของต้นไม้แตล่ ะชนดิ สว่ นประกอบของดอกมคี วามแตกต่างกันตามชนดิ ของพันธไ์ุ ม้และลกั ษณะที่ แตกต่างกันนี้ เปน็ ขอ้ มลู สาํ คญั ในการจาํ แนกประเภทของตน้ ไม้ รปู รา่ งลักษณะของดอก ดอกจะตอ้ งมี สว่ นประกอบทส่ี าํ คัญ 5 ส่วน คอื 4.1 ก้านดอก 4.2 กลบี รอง 4.3 กลบี ดอก 4.4 เกสรตวั ผู้ 4.5 เกสรตัวเมยี ดอกของตน้ ไม้ท่ีสามารถนาํ มาทาํ เปน็ ยาได้ เชน่ กานพลู พิกลุ ดอกคาํ ฝอย 5. ผลหรือฝัก (Fruits) ผลคอื สว่ นหนึง่ ของพชื ทเี่ กิดจากผสมเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน หรือคนละดอกก็(ได้ มีลักษณะรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปตามประเภทและสายพันธุ์รูปร่างลักษณะของผลมี หลายอย่างตามชนดิ ของตน้ ไมท้ ่ีแตกต่างกนั แบง่ ตามลักษณะของการเกดิ ได้รวบ 3 แบบ 5.1 ผลเดียว หมายถึง ผลที่เกิดจากรังไข่อันเดียวกัน ผลเด่ียวแบ่งออกได้เป็น ผลสด ได้แก่ มะม่วง ฝร่ัง ฟัก ผลแห้งชนิดแตกได้ เช่น ฝักถ่ัว ผลรัก และผลเด่ียวชนิดแห้งไม่แตก เช่น เมล็ดข้าว เมล็ด ทานตะวนั เปน็ ต้น 5.2 ผลกลมุ่ หมายถึง ผลที่เกดิ จากปลายชอ่ ของรังไข่ในดอกเดียวกัน เช่น น้อยหน่า กระดังงา สตรอเบอรี่ เป็นตน้ 5.3 ผลรวม หมายถึง ผลท่ีเกิดจากดอกหลายดอกเช่น สับปะรด ขนุน มีการแบ่งผล ออกเป็น 3 ลักษณะ คอื 1) ผลเน้อื 2) ผลแหง้ ชนิดแตก 3) ผลแห้งชนิดไมแ่ ตก นอกจากนน้ั ยงั มีเมล็ดภายในผลทอ่ี าจนํามาใชท้ ํายาเปน็ ยาไดอ้ กี เชน่ ฟักทอง สะแก
8 ใบงาน1 ให้นักศกึ ษาตอบคําถามต่อไปนตี้ ามความเข้าใจ 1.สมุนไพรทส่ี ามารถนาํ มาทาํ เป็นยาไดม้ าจากอะไรบ้าง และยกตัวอย่างดว้ ย 2.สว่ นตา่ งๆของพชื ท่นี าํ มาเป็นยาสมนุ ไพร 5 สว่ น มาจากสว่ นใดบา้ ง 3.ใหน้ ักศกึ ษาสรุปความรู้ทไ่ี ด้ศึกษามาวา่ สมนุ ไพรนอกจากนาํ ไปใช้ประโยชนเ์ ป็นยารักษาโรคแลว้ สมุนไพรยังนํามาใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ในลักษณะอื่นๆ ไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง ตอบให้มากทสี่ ดุ
9 แผนการเรยี นรูป้ ระจาํ บท บทที่ 3 สรรพคุณของพืชสมุนไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน สาระสาํ คญั สมุนไพรให้ประโยชน์ท้ังเปน็ อาหารและเปน็ ยารกั ษาโรค สมนุ ไพรแตล่ ะชนดิ จะมีสรรพคณุ และ ประโยชน์แตกต่างกนั ปจั จบุ ันรัฐบาลได้เล็งเหน็ ความสาํ คญั ของพชื สมนุ ไพรและมนี โยบายใหส้ าธารณสุขมลู ฐานมีบทบาทหน้าที่ในการสง่ เสรมิ ให้ประชาชนนาํ สมุนไพรไปใชใ้ นการรกั ษาอาการเจบ็ ปว่ ยเล็กๆนอ้ ยๆแก่ ประชาชน ผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวงั 1. อธิบายประโยชนข์ องสมุนไพรไดถ้ กู ต้อง 2. ปฏิบัตติ นในการนําชนดิ ของสมุนไพรมาใชใ้ นการรกั ษาโรคที่เป็นปัญหาตอ่ สุขภาพได้ ขอบข่ายเน้อื หา 1. สมุนไพรกบั การดแู ลสุขภาพ 2. สรรพคณุ ของพืชสมนุ ไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน สามารถจําแนกตามกลุ่มอาการของโรค และ การเจบ็ ป่วยเป็น 5 กลุ่ม กิจกรรมการเรยี นรู้ 1.ศกึ ษารายละเอียดหนังสอื ประกอบการเรยี นรู้ 2.ปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามท่ีไดม้ อบหมายในหนังสอื ประกอบการเรียน 3.ศกึ ษาหาความรเู้ พมิ่ เติมจากผู้ร้หู รือแหล่งเรียนรตู้ า่ งๆ สอื่ ประกอบการเรยี นรู้ 1. เอกสารประกอบการเรียนรู้ 2. ใบงาน ประเมนิ ผล ประเมนิ ผลจากการสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้และกจิ กรรมทีไ่ ด้รับมอบหมาย
10 ตอนท่ี 3.1 สมุนไพรกบั การดูแลสขุ ภาพ 1. ประโยชนท์ างยา มดี งั นี้ 1.1 ยารับประทาน พืชสมนุ ไพรหลายชนดิ สามารถนาํ มาใช้รบั ประทานเพื่อรกั ษาอาการของโรค ได้ อาจใชส้ มนุ ไพรชนิดเดียว หรือหลายชนดิ รวมกันกไ็ ด้ ทง้ั นี้ขีน้ อยกู่ บั สาระสําคญั ท่มี ีอย่ใู นพืชสมุนไพรชนดิ นน้ั ๆ ท่ีออกฤทธิ์เพอ่ื การบําบัดรกั ษา เชน่ 1) แก้ไข้ : บอระเพด็ ฟา้ ทะลายโจร 2) แก้ทอ้ งอดื ท้องเฟอ้ : กระเพรา ไพล ขงิ 3) ระงบั ประสาท: ขี้เหล็ก ไมยราพ 4) ลดไขมันในเส้นเลอื ด : คาํ ฝอย กระเจย๊ี บแดง กระเทยี ม 1.2 ยาสําหรับใช้ภายนอก เป็นพืชสมุนไพรที่สามารถนํามาบําบัดโรคที่เกิดข้ึนตามผิวหนัง แผลที่ เกิดขึ้นตามร่างกายรวมท้ังแผลในปาก อาจใช้สมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดรวมกันก็ได้ ลักษณะของการ นํามาใช้มีหลายลักษณะ มีทั้งใช้สด บดเป็นผง ครีม ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับสาระสําคัญท่ีมีอยู่ในพืชสมุนไพร และ ความสะดวกในการนํามาใช้ ตัวอย่างของพชื สมนุ ไพรทน่ี าํ มาใชเ้ ปน็ ยาสาํ หรับใช้ภายนอก เช่น 1) ระงบั แผลในปาก : บัวบก หว้า โทงเทง 2) ระงบั กลิ่นปาก : ฝรัง่ กานพลู 3) แกแ้ พ้ : ผักบงุ้ ทะเล เสลดพังพอน เทา้ ยายม่อม ตาํ ลงึ 4) รักษาแผลนาํ้ รอ้ นลวก : บวั บก ยาสบู ว่านหางจระเข้ 5) แก้งสู วดั : ตําลงึ พุดตาน วา่ นมหากาฬ เสลดพงั พอน 2. ประโยชนท์ างอาหาร อาหารสมุนไพร หมายถึง สมุนไพรที่ให้ประโยชน์เป็นทั้งอาหารและยารักษาโรค ในแง่ของอาหาร สมุนไพรดงั กล่าวสามารถนาํ มาปรงุ เป็นอาหารท่ใี ห้ประโยชนแ์ กร่ า่ งกายในการดํารงชีวิต เนื่องจากมีสารอาหาร ที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายอยู่ สารดังกล่าวได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ กรด อินทรีย์ ไวตามิน และน้ําย่อย สารเหล่านี้ล้วนมีอยู่ในพืชแล้วทั้งส้ิน อาหารสมุนไพรอาจอยู่ในรูปของ ธัญญาหารและถั่วต่างๆ ผัก ผลไม้ เคร่ืองเทศ และเครื่องด่ืมที่เตรียมจากสมุนไพร ในแง่ของยารักษาโรค อาหารสมุนไพรท่ีใช้ขนาดท่ีจะรักษาโรคได้ เช่น ดอกอ่อนและยอดข้ีเหล็กใช้แกงเป็นอาหารในขณะเดียวกันก็ เป็นยาเจริญอาหาร และช่วยระบายด้วย กระเทียมเป็นเคร่ืองเทศที่ใช้แต่งกลิ่นอาหาร และออกฤทธิ์เป็นยา ขับลม ขับปัสสาวะขับเสมหะ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ตลอดจนมีฤทธิ์ฆ่าเช้ือแบคทีเรียและเช้ือราบางชนิด ได้ ประโยชน์อีกอย่างหน่ึงท่ีได้จากอาหารสมุนไพร คือ เส้นใยซึ่งเป็นเซลลูโลสในพืชจะทําให้ผู้บริโภคขับถ่าย ได้คลอ่ งตวั มากยิง่ ขน้ึ
11 3. ประโยชนท์ างเครื่องด่ืม สมุนไพรแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น กระเพราแดง นําไปตากแดดจนแห้ง เวลาจะชง ดื่มให้ใส่น้ําร้อนทิ้งไว้ให้สรรพคุณทางยาได้ละลายออกมาประมาณ 5 – 10 นาที แล้วดื่ม ประโยชน์ท่ี รา่ งกายไดร้ ับ คุณคา่ ทางยา ช่วยขับลม แกท้ ้องอดื ทอ้ งเฟ้อ 4. ประโยชน์ทางเครอ่ื งสาํ อาง เคร่ืองสําอางเป็นการนําพืชสมุนไพรมาใช้อีกลักษณะหน่ึง การนําพืชสมุนไพรมาใช้เป็นเคร่ืองสําอาง มีมานานแล้ว และในปัจจุบันได้รับการยอมรับมากข้ึน เนื่องจากปลอดภัยกว่าการใช้สารสังเคราะห์ทางเคมี ทําให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตข้ึนโดยมีส่วนผสมของพืชสมุนไพรเกิดข้ึนมากมาย เช่น แชมพู ครีมนวด สบู่ โลช่ัน ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่นํามาใช้เป็นเคร่ืองสําอาง เช่น อัญชัน ว่านหางจระเข้ ประคําดีควาย เห็ดหลินจือ เปน็ ต้น ตอนท่ี 3.2 สรรพคณุ ของพืชสมนุ ไพรในงานสาธารณสุขมลู ฐาน พชื สมนุ ไพรเพ่อื รกั ษากลุม่ โรค / อาการเจ็บปว่ ยตา่ งๆ ปัจจุบันรัฐบาลได้เล็งเห็นความสําคัญของพืชสมุนไพร โดยได้รับอิทธิพลจากการตื่นตัวของประเทศ ตะวันตก ซ่ึงได้กําหนดแผนการวิจัยสมุนไพรไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 4 และ อนุมัติให้ต้ังโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน มีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่การใช้สมุนไพรสําหรับ รักษาอาการเจ็บปว่ ยเลก็ ๆ นอ้ ยๆ ใหค้ วามรูเ้ ก่ียวกับการดูแลสขุ ภาพตนเองแกป่ ระชาชน ใหท้ ราบถึงขอบเขต ของโรคที่จะดูแลตนเอง และอาการบ่งชี้ถึงโรคร้ายท่ีต้องรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ รวมทั้งคุณและโทษ ของสมุนไรที่ควรใช้ ต่อมาสํานักงานคณะกรรมการ การสาธารณสุขมูลฐานได้จัดการสัมมนาเพื่อปรับปรุง รายการสมุนไพรสําหรับงานสาธารณสุขมูลฐานจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้รู้ด้านสมุนไพร นักวิชาการ จากองค์กร ภาครัฐและภาคเอกชน ไดพ้ จิ ารณาคัดเลือกโรคและอาการเจ็บปว่ ย แบง่ เปน็ 5 กล่มุ ดังนี้ กลุ่มโรคและอาการ อาการเจบ็ ปว่ ย รายการสมนุ ไพร เจบ็ ป่วย 1. ระบบทางเดิน 1. โรคกระเพาะอาหาร ขมน้ิ ชัน กล้วยน้ําวา้ อาหาร 2. อาการท้องอดื ขมิน้ ชนั ขงิ กานพลู กระเทยี ม กะเพรา ตะไคร้ พรกิ ไทย ทอ้ งเฟ้อ แน่น จกุ เสยี ด ดีปลี ขา่ กระชาย แห้วหมู กระวาน เรว่ มะนาว กระทอื 3. อาการทอ้ งผกู ชมุ เห็ดเทศ มะขาม มะขามแขก แมงลัก ขเี้ หลก็ คนู 4. อาการท้องเสีย ฝรั่ง ฟา้ ทะลายโจร กล้วยน้ําวา้ ทับทมิ มังคดุ สเี สียดเหนอื 5. อาการคลนื่ ไส้ อาเจียน ขงิ ยอ 6. โรคพยาธิลําไส้ มะเกลือ เล็บมอื นาง มะหาด ฟกั ทอง 7. อาการปวดฟัน แกว้ ข่อย ผกั คราดหวั แหวน 8. อาการเบ่อื อาหาร บอระเพ็ด ขเ้ี หลก็ มะระ สะเดาบา้ น 2. ระบบทางเดนิ 1. อาการไอ และระคาย ขงิ ดีปลี เพกา มะขามปอ้ ม มะขาม มะนาว มะแว้งเครอื
กลุ่มโรคและอาการ อาการเจบ็ ป่วย 12 เจ็บปว่ ย คอจากเสมหะ รายการสมุนไพร หายใจ 1. อาการขดั เบา มะแว้งต้น กระเจย๊ี บแดง ขลู่ ตะไคร้ สบั ปะรด หญา้ คา ออ้ ยแดง 3. ระบบทางปสั สาวะ 4. โรคผวิ หนงั 1. อาการกลากเกลอ้ื น กระเทียม ข่า ชุมเหด็ เทศ ทองพันชงั่ พลู 2. ชันนะตุ ปะคาํ ดีควาย 3. แผลไฟไหม้ นา้ํ รอ้ นลวก บัวบก น้าํ มันมะพรา้ ว ว่านหางจระเข้ นาํ้ แขง็ 4. ฝี แผลพพุ อง ขมน้ิ ชุมเห็ดเทศ เทยี นบา้ น ว่านหางจระเข้ ว่านมหากาฬ ฟา้ ทะลายโจร 5. อาการแพ้ อกั เสบจาก ขมน้ิ ชนั ตาํ ลงึ ผกั บงุ้ ทะเล พญายอ เสลดพงั พอน แมลงสตั วก์ ดั ต่อย 6. อาการลมพษิ พลู 7. อาการงูสวัด เริม พญายอ 5. อื่นๆ 1. เจ็บปว่ ยเคลด็ ขัดยอก ไพล 2. นอนไมห่ ลับ ข้เี หลก็ 3. อาการไข้ ฟ้าทะลายโจร 4. ขจดั เหบ็ เหา นอ้ ยหน่า 1. พชื สมุนไพรเพ่อื รักษากลมุ่ โรค / อาการเจ็บปว่ ยในระบบทางเดนิ อาหาร 1.1 พชื สมนุ ไพรเพ่ือรักษาโรคกระเพาะอาการ (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ ) ชอื่ สมุนไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสุข) : ขมนิ้ ชัน ทมี่ า :http://www.chuanchom.com
13 ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 50 – 70 ซม. มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้ม จนถึงสีแดงเข้มมีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเป็นใบเดี่ยวก้านยาว ใบเหนียว เรียวและปลายแหลม กว้าง 12 – 15 ซม. ยาว 30 – 40 ซม. ดอกเป็นดอกช่อทรงกระบอก มีก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรงยาว 7 – 15 ซม. ดอกย่อยสีเหลอื งอ่อน มีกลบี ประดับสีเขียวอมชมพู ดอกบานครง้ั ละ 3 – 4 ดอก ผลรูปกลม มี 3 พลู ส่วนทนี่ าํ มาใชเ้ ปน็ ยา เหงา้ แหง้ และสด รสและสรรพคณุ รสฝาด กลิน่ หอม แกโ้ รคผิวหนงั ผ่นื คัน ขับลม ท้องร่วง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร การเตรียมยาสมนุ ไพรอยา่ งงา่ ยและวธิ ใี ช้ ขมิ้นใช้รกั ษาโรคกระเพาะอาหารโดยการนําเหงา้ แก่สดล้างให้สะอาด (ไม่ตอ้ งปอกเปลือก) หั่นเป็นช้ิน บางๆ ตากแดดจัดสัก 1 – 2 วัน บดให้ละเอียดผสมน้ําผ้ึงป้ันเป็นลูกกลอนหรือบรรจุเป็นแคปซูล เก็บไว้ใน ขวดสะอาดและมดิ ชิด รับประทานวันละ 500 มลิ ลิกรมั วนั ละ 4 ครง้ั หลังอาหารและกอ่ นนอน ขอ้ ควรระวัง 1. รับประทานแล้วอาจมอี าการแพ้ขมิน้ เชน่ คล่นื ไส้ ท้องเสยี ปวดหัว นอนไม่หลับ เป็นต้น หาก มีอาการดังกลา่ วให้หยดุ ยาและเปลยี่ นไปใชย้ าชนิดอ่นื แทน 2. ขมิ้นแก้อาการแพ้และอักเสบจากแมลงกัดต่อยหรือฝีแผลพุพอง โดยนําเหง้าขม้ินยาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนกับนํา้ ต้มสุกทาบรเิ วณทีเ่ ปน็ หรือใช้ผงขม้นิ 3. แก้อาการท้องอืด ใช้ขม้ินสดล้างให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก ห่ันเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัด 1 – 2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับนํ้าผึ้ง ป้ันเป็นเม็ดขนาดปลายน้ิวก้อย ผึ่งลมให้แห้งและเก็บในขวดสะอาด มดิ ชดิ รบั ประทานครง้ั ละ 2 – 3 เม็ด วันละ 4 ครั้ง หลงั อาหารและก่อนนอน 1.2 กลมุ่ สมนุ ไพรแก้อาการทอ้ งอดื ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด (สมุนไพรในงานสาธารณสุข) 1) ช่อื สมุนไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุข) : ขิง ทม่ี า :http://www.farmkaset.org
14 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ซ่ึงเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่มีลําต้นอยู่ใต้ดิน เรียกว่าเหง้า เนื้อของเหง้าสีขาวนวล ส่วนที่อยู่เหนือ ดินงอกออกจากเหง้าสูงประมาณ 0.5 เมตร ใบเดี่ยวออกแบบสลับ ใบเรียวแคบ ปลายใบแหลม ขอบใบ เรียบ และมีขนาดกวา้ ง 1 – 3 ซม. ยาว 10 – 25 ซม. ดอกออกเป็นช่อจากเหงา้ มีกา้ นช่อยาว 10 – 20 ซม. ดอกสีเหลืองและมีปลายกลบี ม่วงแดง มีกลบี เลย้ี งสีเหลืองอมเขียวหุม้ อยู่ สว่ นทใ่ี ชเ้ ป็นยา เหง้าแก่สด รสและสรรพคณุ รสหวานเผ็ดร้อน แกล้ มจุกเสียด แกเ้ สมหะบํารงุ ธาตุ แกค้ ล่ืนเหยี นอาเจยี น การเตรยี มยาสมุนไพรแบบงา่ ยและวธิ ีใช้ 1. การใชข้ งิ รักษาอาการไอ มีเสมหะ ทําไดโ้ ดยใชเ้ หงา้ ขิงแก่ฝนกบั น้าํ มะนาวหรอื ใช้เหงา้ ขงิ สดตาํ ผสม น้ําตม้ สกุ เล็กนอ้ ย คั้นเอานํ้าและเตมิ เกลือเลก็ น้อย ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ 2. แกอ้ าการคลนื่ ไส้ อาเจียน เนือ่ งจากธาตไุ มป่ กติ เมารถ เมาเรือ ให้ใช้เหง้าแก่สดขนาดเท่าหวั แม่ มอื ทุบให้แตก ตม้ เอานา้ํ ด่ืม 3. แกท้ ้องอดื ทอ้ งเฟ้อ แน่นจุกเสียด เตรียมเชน่ เดียวกับแก้อาการคลน่ื ไส้ ชือ่ สมนุ ไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) : กระเทยี ม ท่มี า : http://www.industry.in.th ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กระเทียมเป็นพืชล้มลุก สูง 30 – 45 ซม. เป็นพืชลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบ รวมกัน โดยมีเปลือกห้มุ หลายชน้ั สีขาวหรือสขี าวอมมว่ ง เนื้อสขี าว ใบมีสเี ขยี วหนายาว แบนและกว้าง 1 – 2.5 ซม. ยาว 30 – 60 ซม. ปลายแหลมโคนแผ่เป็นแผ่นแบนภายในกลวงหุ้มซ้อนกัน กลายเป็นลําต้น กลมสีขาวหรือสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุกท่ีปลายก้านช่อ ก้านช่อยาว กลีบดอกมี 6 กลบี สีขาวหรือขาวอมชมพุ ส่วนทใ่ี ชเ้ ป็นยา หัวใต้ดิน รสและสรรพคณุ รสเผด็ ร้อน เป็นยาขับลมในลาํ ไส้ แกก้ ลากเกลอื้ น แกไ้ อ ขับเสมหะ ช่วยยอ่ ยอาหาร
15 การเตรยี มยาสมุนไพรอย่างง่ายและวธิ ีใช้ 1. การใช้กระเทยี มรกั ษากลากเกลื้อน ทาํ ได้โดยฝานกลบี กระเทียมแลว้ นาํ มาถูบอ่ ยๆ หรอื คั้นเอานํา้ ทาบรเิ วณทเ่ี ป็น โดยใช้ไมเ้ ลก็ ๆ หรอื ไมไ้ ผท่ ีส่ ะอาดขูดบรเิ วณที่เปน็ พอใหผ้ ิวแดงๆ ก่อน แลว้ จึงเอานํ้า กระเทียมขยที้ าบ่อยๆ หรือวนั ละ 3 – 4 ครั้ง เม่ือหายแล้ว ทาตอ่ อกี 7 วัน 2. การใชก้ ระเทียมรกั ษาอาการทอ้ งอดื ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสยี ดใช้กระเทยี มสดครั้งละประมาณ 5 – 7 กลีบ หลงั อาหาร หรือเวลามีอาการ 1.3 กลุ่มสมุนไพรแกอ้ าหารทอ้ งผกู (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ ) 1) ชื่อสมุนไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) : ชุมเห็ดเทศ ทม่ี า :http://www.kanchanapisek.or.th ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชุมเห็ดเทศ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1 – 5 เมตร มีแขนงมาก ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 4 – 20 คู่ ก้านใบแข็ง ต้ังฉากกับก่ิงใบเรียงตัวเป็นคู่ และเรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน รูปร่างของใบเป็นรูปไข่ ขอบขนาน ปลายใบมน หรือมีรอยเวา้ ตอนปลาย ใบกว้าง 3 – 7 ซม. ยาง 5 – 15 ซม. ดอกออกเป็นช่อ สเี หลอื งใหญ่ ผลเป็นฝักแบนมีปกี 4 ปีก คลา้ ยถวั่ พู ฝักอ่อนมสี ีเขียว ฝักแกส่ ีดาํ และมีเมลด็ สดี ํา ส่วนทใี่ ชเ้ ป็นยา ใบสด หรอื แหง้ ดอกสด รสและสรรพคณุ รสเบื่อเอียน ใชแ้ ก้กลากเกลอื้ น โรคผวิ หนงั และอาการท้องผกู การเตรียมยาสมุนไพรแบบงา่ ย และวธิ ใี ช้ 1. โรคกลาก ใช้ใบชมุ เหด็ เทศสด ขยหี้ รือตําในครกให้ละเอียด เตมิ นา้ํ เล็กน้อยหรือใชใ้ บชุมเห็ดเทศ กับหวั กระเทยี มเทา่ ๆ กัน ผสมปนู แดงทกี่ นิ กับหมากนิดหน่อย ตําผสมกันทาบรเิ วณท่ีเปน็ กลากโดยเอาไม้ไผ่ ขดู ผิวใหแ้ ดงกอ่ นทาบ่อยๆ อย่างนอ้ ยวันละ 3 – 4 ครั้ง จนหาย หายแล้วทาตอ่ อกี 7 วัน 2. อาการท้องผูก ใช้ใบและดอกชมุ เห็ดเทศรกั ษา เตรียมได้โดย (1) ใช้ดอกสด 1 ช่อ ตม้ รบั ประทานกับนาํ้ พรกิ (2) นําใบยอ่ ยสด 12 ใบ ห่นั ตากแดด นาํ มาต้มเอานํ้าดื่ม
16 (3) นาํ ใบชมุ เหด็ เทศแหง้ มาบดเป็นผง ใชผ้ งยาครั้งละ 3 – 6 กรัม บรรจุในถงุ กระดาษ เช่นเดียวกับถุงชา นํามาแช่ละลายนํ้าเดอื ด 120 มลิ ลิลิตร นาน 10 นาที และใชด้ มื่ ก่อนนอนเม่ือมอี าการ หรอื ใช้ผงยาปนั้ กับนาํ้ ผงึ้ เป็นลกู กลอนรบั ประทานคร้ังละ 3 เม็ด กอ่ นนอน 3. ใบและกา้ นสด 1 กาํ มือ ตม้ กับน้ําพอทว่ มยา เค่ยี วใหเ้ หลอื 1 ใน 3 ใช้ชะล้างฝี แผลพพุ อง วนั ละ 2 ครงั้ เช้า เยน็ ถา้ เป็นมากใช้ประมาณ 10 กาํ มือ ตม้ น้าํ อาบ 2) ช่ือสมุนไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุขมลู ฐาน) : มะขามแขก ท่ีมา : http://www.info.muslimthaipost.com ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะขามแขกเปน็ ไมพ้ ุม่ ใบคลา้ ยมะขามไทย แต่ยาวและปลายใบแหลมกวา่ ดอกออกเป็นช่อสเี หลอื ง ฝักคล้ายถั่วลันเตา แต่ป้อมและแบนกว่า สว่ นทใ่ี ช้เปน็ ยา ใบแห้งและฝักแหง้ รสและสรรพคณุ ใบและฝกั ใช้เปน็ ยาถ่าย ใบจะออกฤทธไิ์ ซ้ทอ้ งมากกวา่ ฝัก (อาการมวนทอ้ ง) การเตรียมยาสมนุ ไพรแบบง่าย และวธิ ใี ช้ มะขามแขกเป็นยาถ่ายที่ดีใช้รักษาอาการท้องผูก โดยใช้ใบแห้ง 1 – 2 กํามือคร่ึง (หนัก 3 – 10 กรัม) ต้มกับน้ําดื่ม หรือใช้วิธีบดเป็นผงชงน้ําดื่มหรือใช้ฝัก 4 – 5 ฝัก ต้มกับน้ําดื่ม บางคนดื่มแล้วเกิด อาการไซ้ท้อง (ฝักจะมผี ลขา้ งเคยี งนอ้ ยกว่าใบ) แกไ้ ขได้โดยใชร้ ว่ มกับยาขับลมจํานวนเลก็ นอ้ ย เชน่ กระวาน กานพลู เป็นต้น มะขามแขกเหมาะกับคนแก่ท่ีท้องผูกเป็นประจํา ผู้หญิงท้องหรือมีประจําเดือนห้าม รบั ประทาน
17 1.4 กลุ่มสมนุ ไพรแกอ้ าการทอ้ งเสยี (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุข) 1) ชือ่ สมุนไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสุขมลู ฐาน) : ฝร่ัง ที่มา : http://www.thaikasetsart.com ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไมพ้ ุ่มขนาดกลางสูงประมาณ 3-5 เมตร แตกกง่ิ ก้านสาขามากมาย ใบ หนาและแข็งใบเดยี่ ว ออกเป็นคู่ตรงขา้ มกัน รูปใบรีปลายใบและโคนใบมน ผิวใบมสี ีเขียวอมเทา เปลือกต้นเรียบ ยอดอ่อนมขี นอ่อน สนั้ ๆ ดอก ชอ่ ตรงสว่ นยอดของก่ิงกา้ นช่อละ 2-3 ดอก ดอกสขี าว เกสรตัวผ้จู ํานวนมากกล่ินหอม รว่ งง่าย กลีบ เล้ียงมคี วามคงทนและตดิ ทผ่ี ลมีรูปร่างต่างๆกนั ผล กลมโต ผลดิบมสี เี ขยี ว เมอื่ สุกมสี ีเขียวปนเหลือง เนอ้ื ของ ผลมสี นี วลถงึ เหลอื งบางชนดิ เน้อื ผลสแี ดง กลิ่นเฉพาะ เมลด็ ภายในจํานวนมาก สีนา้ํ ตาลออ่ น สง่ิ ทนี่ ํามาใช้เปน็ ยา ใบแก่สด หรอื ผลอ่อน รสและสรรพคณุ รสฝาด ฤทธ์ฝิ ากสมาน แกท้ ้องเสีย ใบฝรั่งมสี รรพคณุ ระงับกลิน่ ปาก โดยใชใ้ บสด 2 – 3 ใบ เคีย้ ว และคายทง้ิ หลงั รับประทานอาหาร การเตรียมยาสมุนไพรแบบงา่ ย และวธิ ีใช้ 1. ใชใ้ บแก่ 10 – 15 ใบ ปงิ้ ไฟและชงนํ้ารับประทานหรือใชผ้ ลอ่อน 1 ผล ฝนกับนํ้าปูนใส รับประทาน เม่ือมีอาการทอ้ งเสยี 2. ใบสด 2 – 3 ใบ เค้ยี วและคายท้ิงหลังรบั ประทานอาหารจะช่วยระงบั กลนิ่ ปาก
18 2) ช่อื สมนุ ไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : ฟ้าทะลายโจร ทีม่ า :http://www.raksuk.com ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ จัดเป็นพืชล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร หรือประมาณ 1-2 ศอก ลําต้นเป็นสี่เหล่ียม แตกก่ิงมาก ทุกส่วนของต้นมีรสขม ก่ิงเป็นใบสีเหล่ียมออกดอกเป็นช่อท่ีปลายกิ่งและตามซอกใบ ดอกมีขนาด เล็กสขี าว มดี อกยอ่ ย กลีบดอกมีสขี าวโคนกลบี ตดิ กัน ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ (มีเส้นสีม่วงแดง พาดอยู่) ส่วนปากล่างมี 2 กลีบฝักจะคล้ายกับฝักต้อยติ่ง ฝักอ่อนมีสีเขียว เม่ือแก่ฝักจะเป็นสีน้ําตาล และแตก ได้ ภายในฝักมีเมลด็ จาํ นวนมาก สนี า้ํ ตาลออ่ น รสและสรรพคณุ รสขม เย็น แกไ้ ข้ และอาการเจ็บคอ การเตรยี มยาสมนุ ไพรอยา่ งง่าย และวธิ ใี ช้ 1. ยาลูกกลอน นําใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผ่ึงลมให้แห้ง (ห้ามตากแดด) บดเป็นผงให้ ละเอียด ปั้นกับนํ้าผึ้งเป็นยาลูกกลอนผึ่งลมให้แห้ง เก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 4 ครัง้ กอ่ นอาหาร และก่อน 2. ยา ดองเหลา้ นําใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยําให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ในขวดแก้วใช้เหล้าโรงแช่ให้นํ้าท่วม ยาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน กรองเอานํ้าเก็บไว้ในขวดที่ มิดชดิ และสะอาด รบั ประทานครัง้ ละ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ (รสขมมาก) วันละ 3 – 4 ครง้ั กอ่ นอาหาร 3. ยาต้ม ใช้ใบฟ้าทะลายสด 1 – 3 กํามือ ต้มกับนํ้า 10 – 15 นาที ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง หรือเวลามีอาการ (แก้อาการเจ็บคอ ใช้เพียง 1 กํามือ) ฟ้าทะลายโจรรักษาฝีแผลพุพอง เตรียมโดย ใชใ้ บฟา้ ทะลายโจรตําพอกหรือค้นั นํ้าทาบริเวณฝแี ผลพพุ อง
19 1.5 กลุม่ สมนุ ไพรแก้อาการคลน่ื ไส้ อาเจยี น (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) 1) ช่อื สมุนไพร (สมุนไรในงานสาธารณสขุ ) : ขิง ที่มา :http://www.farmkaset.org ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ซ่ึงเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่มีลําต้นอยู่ใต้ดิน เรียกว่าเหง้า เนื้อของเหง้าสีขาวนวล ส่วนท่ีอยู่เหนือ ดินงอกออกจากเหง้าสูงประมาณ 0.5 เมตร ใบเด่ียวออกแบบสลับ ใบเรียวแคบ ปลายใบแหลม ขอบใบ เรียบ และมีขนาดกว้าง 1 – 3 ซม. ยาว 10 – 25 ซม. ดอกออกเปน็ ชอ่ จากเหงา้ มีก้านช่อยาว 10 – 20 ซม. ดอกสีเหลอื งและมีปลายกลีบม่วงแดง มกี ลีบเลีย้ งสีเหลืองอมเขียวหุ้มอยู่ ส่วนทใี่ ชเ้ ปน็ ยา เหงา้ แกส่ ด รสและสรรพคณุ รสหวานเผด็ ร้อนแก้ลมจุกเสยี ด แกเ้ สมหะบํารุงธาตุ แก้คลนื่ เหียนอาเจียน การเตรยี มยาสมนุ ไพรแบบง่ายและวธิ ใี ช้ 1. การใช้ขิงรกั ษาอาการไอ มเี สมหะ ทาํ ไดโ้ ดยใชเ้ หง้าขิงแกฝ่ นกบั น้ํามะนาวหรือใชเ้ หงา้ ขิง สดตําผสมน้ําตม้ สุกเลก็ น้อย ค้ันเอาน้าํ และเติมเกลือเล็กนอ้ ย ใช้กวาดคอหรอื จบิ บ่อยๆ 2. แก้อาการคลน่ื ไส้ อาเจียน เนื่องจากธาตุไม่ปกติ เมารถ เมาเรอื ให้ใช้เหงา้ แก่สดขนาดเทา่ หัว แม่มอื ทบุ ใหแ้ ตก ต้มเอานา้ํ ดมื่ 3. แก้ทอ้ งอืด ทอ้ งเฟอ้ แนน่ จกุ เสยี ด เตรยี มเชน่ เดยี วกบั แกอ้ าการคลืน่ ไส้ 2) ชอ่ื สมนุ ไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ ) : ยอ ทมี่ า : http://www.bhipshop.blog.com
20 ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้น สูง 2-6 เมตร เปลือกต้นสีนํ้าตาล แตกเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออก กิ่งอ่อนเป็นส่ีเหลี่ยม ใบ เป็นใบ เดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรี กว้าง 8-15 ซม. ยาว 10-20 ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อกลมตามซอกใบ ดอกสีขาว กลีบดอกโคนเช่ือมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีกล่ินหอม ผล เปน็ ผลรวม ผวิ ขรุขระเปน็ ตุม่ ผลสุกมีกล่ินเหม็นเอียน เมล็ดสีนา้ํ ตาลมีหลายเมลด็ สว่ นทีใ่ ช้เป็นยา ผลดิบหรอื ผลหา่ มสด รสและสรรพคณุ รสขมเลก็ น้อย ผลยอแกอ้ าเจียน ขบั ลม บาํ รงุ ธาตุ การเตรยี มยาสมนุ ไพรแบบง่าย และวิธีใช้ 1. ใช้ผลยอดิบเผาหรือป้ิงในเตาถ่าน โดยใช้ไฟอ่อน กะว่าผิวนอกใหม่ดํา ข้างในเหลืองกรอบ ต้ม เอานํ้าเป็นกระสายใชร้ ่วมกับยาอื่นแก้คลื่นไส้อาเจยี นทไ่ี ม่รุนแรง 2. เลือกเอาผลดิบหรือผลห่ามสด ฝานเป็นชิ้นบางๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อนๆ ให้เหลืองกรอบ ต้มหรือ ชงนํ้าด่ืม ใช้ครง้ั ละประมาณ 2 กํามือ ( 10 – 15 กรัม ) เอานํ้าที่ได้จิบทีละน้อยและบ่อยๆ ครั้ง จะได้ผล ดีกว่าดม่ื อย่างเดยี ว 1.6 กลุ่มสมนุ ไพรรกั ษาโรคพยาธลิ าํ ไส้ (สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน) 1) ชื่อสมุนไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : มะเกลอื ทม่ี า :http://www.thaikasetsart.com ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะเกลือเป็นไมย้ นื ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบรปู ไขร่ ีปลายแหลม ดอกเป็นช่อใหญ่ ประกอบดว้ ย ดอกเลก็ สเี หลืองอมเขียว ผลกลมสเี ขยี วเมอ่ื ผลแกจ่ ัดจะใหผ้ ลดกแต่ใบไมค่ ่อยงาม สว่ นทใ่ี ช้เป็นยา ผลดิบสด (ผลแกท่ ่มี สี ีขาว ผลสุกสีเหลือง หรอื ผลดําห้ามใช)้ รสและสรรพคณุ รสเบื่อเมา สรรพคณุ ถ่ายพยาธติ ัวตืด และพยาธิไส้เดือนตัวกลม
21 การเตรียมยาสมุนไพรอยา่ งง่าย และวธิ ใี ช้ ชาวบา้ นใช้ผลมะเกลอื ดิบ และสด ถา่ ยพยาธปิ ากขอได้ผลดี และพยาธเิ สน้ ด้าย (พยาธเิ ขม็ หมุด) โดยใช้ผลสดสีเขยี ว ไมช่ ํ้า ไมด่ ํา จํานวนเท่าอายขุ องคนไข้ ( 1 ปี ต่อ 1 ผล) นาํ มาโขลกพอแหลกแล้วผสม กะทสิ ด ( 2 ช้อนชาต่อมะเกลอื 1 ผล) คน้ั เอาแตน่ ้าํ ดืม่ ให้หมดก่อนรบั ประทานอาหารเชา้ ถ้า 3 ชวั่ โมง แล้วยงั ไม่ถ่ายให้ใชย้ าระบายเช่น ดีเกลือ 2 ชอ้ นโตะ๊ ละลายนา้ํ คนให้เขา้ กนั อยา่ ให้ตกตะกอน ดื่มตามลงไป ขอ้ ควรระวงั 1. เดก็ อายตุ ่าํ กว่า 10 ขวบ หญิงตั้งครรภ์ หรอื หญงิ หลังคลอดบตุ รใหม่ๆ ห้ามใช้ยาน้ี 2. ผู้ปว่ ยโรคกระเพาะอาหารหรือมีอาการปวดท้อง ถ่ายอจุ จาระผิดปกติบ่อยๆ ครงั้ หรือผทู้ ม่ี ีอาการ ไข้ ห้ามใชย้ านี้ 3. บางคนอาจแพ้ยานี้ ทําให้เกดิ อาการทอ้ งเดินบ่อยคร้งั แนน่ หนา้ อก เวียนศรี ษะ อาเจยี น ตามัว ถา้ รนุ แรงอาจถงึ ตาบอดได้ (แต่พบค่อนข้างนอ้ ย) ถา้ เกิดอาการดังกลา่ วใหพ้ าไปพบแพทย์โดยดว่ น 1.7 กลมุ่ สมนุ ไพรรกั ษาอาการปวดฟนั (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) 1) ขื่อสมนุ ไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุขมลู ฐาน) : แกว้ ท่ีมา :http://www.bloggang.com ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้นแก้วเป็นไม้พุ่มถึงไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่ม เปลือกต้นสีน้ําตาลปนเหลืองอ่อน ติดกับลําต้นแบบสลับกัน แต่ละใบประกอบด้วยใบย่อย 3 – 5 ใบ มีรูปคล้ายรูปไข่ค่อนข้างยาว ใบมีกลิ่น หอมเมื่อส่องดูกับแสงสว่างจะเห็นจุดต่อมน้ํามันบนใบ ใบมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน ดอกมีสีขาวกลิ่นหอม ออกเป็นข่อ ผลค่อนข้างกลม เมือ่ สุกเป็นสีแดงหรือสม้ แก่ ส่วนทใ่ี ช้เปน็ ยา ใบสด รสและสรรพคณุ ในตาํ รายาไทยมไิ ด้ระบุรสของใบแกว้ เมอ่ื ขยใ้ี บแกว้ ดมจะมกี ล่ินหอม ใบแกว้ ใชป้ รุงเปน็ ยาขบั ระดู และยาแก้จกุ เสียด แน่นท้อง ขบั ลม บาํ รงุ ธาตุ
22 การเตรียมยาสมนุ ไพรอยา่ งง่าย และวธิ ใี ช้ ใบแกว้ ใชร้ ักษาอาการปวดฟัน โดยนําใบสดดําพอแหลกแช่เหล้าโรงในอัตราสว่ น 15 ใบย่อย หรอื 1 กรมั ตอ่ เหลา้ โรง 1 ชอ้ นชา หรอื 5 มิลลลิ ิตร และนําเอายาทไ่ี ด้มาทาบริเวณท่ีปวด 1.8 กลุ่มสมนุ ไพรรกั ษาอาการปวดฟัน (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) 1) ชอ่ื สมุนไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : บอระเพด็ ท่มี า :http://www.the-than.com ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ บอระเพ็ดเปน็ ไม้เลื้อยเนอื้ อ่อน ลาํ ตน้ มขี นาดเส้นผ่านศนู ย์กลางประมาณ 1 ซม. ตามลาํ ต้นมีปุ่มปม กระจายอยทู่ ่วั ไป ยางมรี สขมจดั ใบเดีย่ วเรยี งตัวแบบสลับ ลกั ษณะใบเปน็ รูปไข่ ปลายใบแหลมดอกออกเป็น ชอ่ ยาว ดอกมขี นาดเล็ก สีเหลืองอมเขยี ว ผลรูปไขส่ ีเหลอื งหรือสีสม้ ส่วนทใ่ี ช้เปน็ ยา เถาหรอื ตน้ สด รสและสรรพคณุ รสขมจัด เย็นมีสรรพคุณระยังความรอ้ น แกไ้ ข้ทุกชนิด ชว่ ยเจริญอาหาร แกอ้ าการเบอ่ื อาหาร การเตรียมยาสมุนไพรอยา่ งง่ายและวธิ ีใช้ ใช้เถาบอระเพ็ดหรือต้นสด คร้ังละ 2 คีบคร่ึง (30 – 40 กรัม) ตําคั้นเอานํ้าด่ืมหรือต้มกับน้ําโดยใช้ นํ้า 3 ส่วนต้มเค่ียวให้เหลือ 1 ส่วน ด่ืมก่อนอาหารวันละ 2 คร้ัง เช้าและเย็น เม่ือมีอาการไข้ หรือเวลา มีอาการเบือ่ อาหารหรืออาจใช้วธิ ดี องนาํ้ ผง้ึ หรอื ป้นั เปน็ ยาลกู กลอนจะทําให้รบั ประทานสะดวกข้ึน
23 2. พชื สมนุ ไพรเพื่อรกั ษากลมุ่ โรค อาการเจบ็ ปว่ ยในระบบทางเดินหายใจ 2.1 กลุม่ สมุนไพรรกั ษาอาการไอ และระคายคอจากเสมหะ (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) ชอ่ื สมนุ ไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุข) : ขงิ ท่ีมา :http://www.farmkaset.org ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ขิงเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีที่มีลําต้นอยู่ใต้ดิน เรียกว่าเหง้า เนื้อของเหง้าสีขาวนวล ส่วนที่อยู่เหนือ ดินงอกออกจากเหง้าสูงประมาณ 0.5 เมตร ใบเด่ียวออกแบบสลับ ใบเรียวแคบ ปลายใบแหลม ขอบใบ เรยี บ และมีขนาดกว้าง 1 – 3 ซม. ยาว 10 – 25 ซม. ดอกออกเป็นช่อจากเหง้า มีก้านช่อยาว 10 – 20 ซม. ดอกสเี หลืองและมีปลายกลบี ม่วงแดง มกี ลีบเลี้ยงสเี หลอื งอมเขียวห้มุ อยู่ สว่ นทใ่ี ช้เป็นยา เหง้าแก่สด รสและสรรพคณุ รสหวานเผด็ ร้อนแก้ลมจกุ เสยี ด แกเ้ สมหะบาํ รุงธาตุ แก้คลืน่ เหียนอาเจยี น การเตรยี มยาสมนุ ไพรแบบง่ายและวธิ ใี ช้ 1. การใชข้ งิ รักษาอาการไอ มีเสมหะ ทําไดโ้ ดยใชเ้ หงา้ ขิงแก่ฝนกบั น้ํามะนาวหรอื ใชเ้ หง้าขงิ สดตําผสม น้ําต้มสกุ เลก็ นอ้ ย คั้นเอานํา้ และเตมิ เกลอื เลก็ นอ้ ย ใชก้ วาดคอหรอื จบิ บอ่ ยๆ 2. แก้อาการคลนื่ ไส้ อาเจยี น เน่อื งจากธาตไุ มป่ กติ เมารถ เมาเรอื ให้ใชเ้ หงา้ แก่สดขนาดเทา่ หวั แม่ มือ ทุบใหแ้ ตก ตม้ เอานาํ้ ดม่ื 3. แกท้ ้องอืด ท้องเฟ้อ แนน่ จุกเสยี ด เตรยี มเช่นเดยี วกบั แก้อาการคลืน่ ไส้
24 3. พืชสมนุ ไพรเพอ่ื รกั ษากลุ่มโรค / อาการเจบ็ ป่วยในระบบทางเดนิ ปสั สาวะ 3.1 กล่มุ สมนุ ไพรแกอ้ าการขดั เบา (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) ชอ่ื สมุนไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุข) : กระเจ๊ียบแดง ทมี่ า :http://www.natsima.com ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชล้มลุกปีเดียว ลําต้นสูง 1 – 2 เมตร ลําต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดงใบออก สลับกัน กา้ นใบยาวประมาณ 5 ซม. ตัวใบรแี หลม อาจมีรอยเว้าลึกแบ่งตัวใบออกเป็น 3 แฉก ดอกสีชมพู อมแดง หลังจากดอกแก่เต็มที่แล้ว กลีบเลี้ยงจะติดกันสีแดงอมม่วง เน้ือหนากรอบหักง่าย ห่อหุ้มเมล็ดสีดํา เมล็ดมีจํานวนมาก กระเจ๊ียบแดงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวหน่ึงท่ีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมให้ประชาชน ปลูก มตี ลาดทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ เชน่ ประเทศเยอรมนั สหรฐั อเมรกิ า เป็นต้น สว่ นทใ่ี ชเ้ ป็นยา กลบี เลีย้ ง และรวิ้ ประดบั รสและสรรพคณุ กลีบเลี้ยง ร้วิ ประดับ และใบ มีรสเปรยี้ วใช้เป็นยาสกดั เสมหะ การเตรียมยาสมนุ ไพรแบบง่ายและวธิ ใี ช้ ใช้เป็นยารักษาอาการขัดเมา โดยนําเอากลีบเลี้ยงหรือริ้วประดับสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้คร้ังละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับนํ้าเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ท้ิงไว้ 5 – 10 นาที ริน เฉพาะนาํ้ สีแดงใสดื่มวนั ละ 3 ครั้ง ติดตอ่ กนั ทกุ วันจนกวา่ อาการขดั เบาจะหายไป 4. พืชสมนุ ไพรเพื่อรักษากลุ่มโรคผิวหนงั 4.1 กลมุ่ สมุนไพรรกั ษากลากเกลือ้ น (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) ช่อื สมนุ ไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุข) : กระเทยี ม ที่มา :http://www.industry.in.th
25 ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ กระเทียมเป็นพืชล้มลุก สูง 30 – 45 ซม. เป็นพืชลงหัวใต้ดิน หัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบ รวมกัน โดยมเี ปลือกหุ้มหลายช้ันสีขาวหรือสีขาวอมม่วง เน้ือสีขาว ใบมีสีเขียวหนายาว แบนและกว้าง 1 – 2.5 ซม. ยาว 30 – 60 ซม. ปลายแหลมโคนแผ่เป็นแผน่ แบนภายในกลวงหุ้มซ้อนกัน กลายเป็นลําต้นกลม สขี าวหรอื สีเขยี วอ่อน ดอกออกเป็นชอ่ รวมกันเป็นกระจุกที่ปลายก้านช่อ กา้ นช่อยาว กลีบดอกมี 6 กลีบ สี ขาวหรือขาวอมชมพู ส่วนทใ่ี ช้เป็นยา หัวใตด้ นิ รสและสรรพคณุ รสเผ็ดรอ้ น เป็นยาขับลมในลําไส้ แกก้ ลากเกลอ้ื น แก้ไอ ขบั เสมหะ ชว่ ยยอ่ ยอาหาร การเตรยี มยาสมุนไพรอยา่ งงา่ ยและวิธีใช้ 1. การใช้กระเทียมรักษากลากเกล้ือน ทําได้โดยฝานกลีบกระเทียมแล้วนํามาถูบ่อยๆ หรือค้ันเอาน้ํา ทาบริเวณที่เป็น โดยใช้ไม้เล็กๆ หรือไม้ไผ่ที่สะอาดขูดบริเวณที่เป็นพอให้ผิวแดงๆ ก่อน แล้วจึงเอาน้ํา กระเทยี มขย้ีทาบอ่ ยๆ หรือวนั ละ 3 – 4 คร้งั เมือ่ หายแลว้ ทาตอ่ อกี 7 วัน 2. การใช้กระเทียมรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดใช้กระเทียมสดคร้ังละประมาณ 5 – 7 กลีบ หลังอาหาร หรอื เวลามีอาการ 4.2 กล่มุ สมนุ ไพรแก้อาการโรคชันนะตุ (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) ชื่อสมุนไพร (สมนุ ไพรงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : ประะคาํ ดคี วาย ท่ีมา :http://www.puechkaset.com ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ประคําดคี วายเป็นไมย้ นื ต้นขนาดกลางสูง 5 – 10 เมตร แผ่กิง่ กา้ นและแตกใบสว่ นบนของลาํ ตน้ ใบเปน็ ใบประกอบทม่ี ใี บย่อยออกตรงข้ามกนั หรือทแยงกนั เลก็ น้อย ประมาณ 5 – 12 คู่ ใบย่อยรปู รา่ งเรียว ยาว ขอบใบคอ่ นขา้ งขนาน โคนใบ และปลายใบแหลม ดอกสีขาวหรือสเี หลืองออ่ นออกเปน็ ช่อตามปลายก่ิง กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลบี ติดกันเล็กนอ้ ย และมีกลีบรอง 4 กลีบ ดา้ นนอกของกลบี รอง ส่วนทใี่ ช้เป็นยา ผลแก่
26 รสและสรรพคณุ รสขม แก้กาฬภายใน แก้พิษไข้ ดับพษิ ร้อน ลกู ตม้ แลว้ เกิดฟอง สมุ หัวเด็กแกห้ วดั แกร้ ังแค ใช้ซัก ผา้ และสระผมได้ การเตรยี มยาสมนุ ไพรอยา่ งงา่ ยและวธิ ใี ช้ ผลประคําดีควายใช้รักษาชันนะตุท่ีหัวเด็กได้โดยเอาผลประมาณ 5 ผล ทุบพอแตก ต้มกับน้ํา ประมาณ 1 ถ้วย ทาทีห่ นังศรี ษะบริเวณท่เี ป็น วนั ละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น จนกว่าจะหาย (ระวังอย่าให้เข้า ตาจะทําให้แสบตา) หรือใช้ผล 1 ผล ผ่าเมล็ดออก แกะเอาแต่เนื้อมาตีกับนํ้าจนเกิดฟองแล้วนํามาสระผม เด็ก วนั ละ 1 คร้งั จนกวา่ จะหาย 4.3 กลุ่มสมนุ ไพรเพื่อรักษาแผลไฟไหม้ นํ้ารอ้ นลวก (สมนุ ไพรงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) ชอื่ สมุนไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : บวั บก ท่มี า :http://www.termsuk.com ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ บัวบกเป็นไม้เลื้อย มีลําต้นเลื้อยไปตามดินท่ีเรียกว่าไหล มีรากงอกออกตามข้อของลําต้น ใบงอก ออกจากข้อต้ังตรง สูงประมาณ 10 – 15 ซม. ก้านใบสีเขียวใบเด่ียว รูปร่างกลม ฐานใบโค้งเว้าเข้าหากัน ขอบใบเปน็ คลืน่ หยักมดี อกขนาดเลก็ สมี ่วงเขม้ สว่ นทใี่ ช้เป็นยา ต้นและใบสด รสและสรรพคณุ กลน่ิ หอม รสขมเล็กนอ้ ย แกอ้ ่อนเพลยี เมือ่ ยลา้ สมานแผล ลดการอกั เสบจากแผลไฟไหม้ นาํ้ รอ้ นลวก การเตรยี มยาสมุนไพรแบบงา่ ยและวธิ ีใช้ บัวบกใช้รักษาแผลไฟไหม้ นํ้าร้อนลวก โดยเอาบัวบกท้ังต้นสด 1 กํามือ ล้างให้สะอาดและตําให้ ละเอียด ค้ันนํ้า และเอานํ้าทาชโลมบริเวณที่เป็นแผลให้ชุ่มอยู่เสมอในช่ัวโมงแรก (ใช้กากพอกด้วยก็ได้ ต่อจากนัน้ ทาวนั ละ 3 – 4 ครัง้ จนหาย)
27 4.4 กลุ่มสมุนไพรเพอ่ื รักษาอาการแพ้ อกั เสบจากแมลงสตั ว์กัดตอ่ ย (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) ชอ่ื สมุนไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสุข) : ขม้ินชัน ทีม่ า :http://www.chuanchom.com ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก ต้นสูงประมาณ 50 – 70 ซม. มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เน้ือในของเหง้ามีสีเหลืองเข้ม จนถึงสีแดงเข้มมีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเป็นใบเดี่ยวก้านยาว ใบเหนียว เรียวและปลายแหลม กว้าง 12 – 15 ซม. ยาว 30 – 40 ซม. ดอกเป็นดอกช่อทรงกระบอก มีก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรงยาว 7 – 15 ซม. ดอกยอ่ ยสเี หลอื งออ่ น มกี ลีบประดับสีเขยี วอมชมพู ดอกบานคร้งั ละ 3 – 4 ดอก ผลรปู กลม มี 3 พลู สว่ นทีน่ ํามาใชเ้ ปน็ ยา เหงา้ แหง้ และสด รสและสรรพคุณ รสฝาด กลิน่ หอม แก้โรคผิวหนัง ผนื่ คัน ขับลม ทอ้ งรว่ ง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร การเตรยี มยาสมนุ ไพรอย่างง่ายและวธิ ีใช้ ขมน้ิ ใชร้ ักษาโรคกระเพาะอาหารโดยการนําเหง้าแกส่ ดล้างให้สะอาด (ไมต่ ้องปอกเปลือก) หั่นเป็นช้ิน บางๆ ตากแดดจัดสัก 1 – 2 วัน บดให้ละเอียดผสมน้ําผ้ึงปั้นเป็นลูกกลอนหรือบรรจุเป็นแคปซูล เก็บไว้ใน ขวดสะอาดและมดิ ชิด รบั ประทานวนั ละ 500 มลิ ลิกรมั วันละ 4 คร้ัง หลงั อาหารและกอ่ นนอน 4.5 กล่มุ สมุนไพรเพอื่ รกั ษาอาหารลมพิษ (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) ช่ือสมุนไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : พลู ทม่ี า :http://frynn.com
28 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ พลู เป็นไม้เลื้อยระบบรากฝอย (fibrous root system) เกิดตามข้อใช้หาอาหารและยึดเกาะ ซ่ึงราก หาอาหารจะอยู่ในดินทําหน้าท่ีดูดนํ้าและอาหารจากดินมาเล้ียงลําต้น มีรากขนาดใหญ่ประมาณ 6 รากและมี รากแขนงแตกแยกออกไปเป็นวงกว้างตามขนาดของทรงพุ่มและจะหยั่งลึกลงไปในดิน ส่วนรากยึดเกาะบางครั้ง เรียกว่ารากตีนตุ๊กแก จะแตกออกตามข้อทําหน้าท่ียึดเกาะกับเสาหรือหลักหรือวัตถุค้ํายันเพ่ือให้ลําต้นสูงข้ึนไป และไม่ให้ลําต้นหลุดร่วงออกได้ง่าย รากชนิดน้ีไม่ทําหน้าที่หาอาหาร ปกติเป็นรากใหม่อ่อนๆ ลําต้น เป็นเถา เล้ือยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-5 มิลลิเมตร ลักษณะของลําต้นอวบน้ํามีร่องเล็กๆ สีนํ้าตาลยาวขนานไป ตลอดลําต้น สนั ร่องมสี เี ขยี ว เจริญยึดเกาะกับเสาหรือไม้คํ้ายันหรือหลัก ใบ เดี่ยว รูปไข่หรือรูปหัวใจ ฐานใบมน หรือค่อนข้างกลม ใบมีขนาดความยาวประมาณ 6-17.5 ซม. และกว้างประมาณ 3.5-10 ซม. ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าผิวใบด้านล่าง มีเส้นใบประมาณ 5-7 เส้น เส้นใบด้านบนจะบุ๋มลงไป ตลอดแผ่นใบ ส่วนผิวใบด้านล่างจะนูนออกมาเห็นได้ชัดเจน ดอก ช่ออัดกันแน่น ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาว ไม่ มีก้านดอก รูปร่างของดอกช่อเป็นรูปทรงกระบอก ก้านช่อดอกยาวประมาณ 5-15 ซม. เมล็ด รูปร่างค่อนข้าง กลมหรอื ยาวรีคล้ายรปู ไข่ มขี นาดความยาวประมาณ 2.25-2.6 มม. และมเี ส้นผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ 2 มม. ส่วนทใี่ ช้เปน็ ยา ใบสด รสและสรรพคณุ รสเผด็ เป็นยาฆา่ แมลง ขบั ลม แกล้ มพิษ รักษาโรคผวิ หนัง ใช้ทาปนู แดงรับประทานกบั หมาก การเตรยี มยาสมนุ ไพรอยา่ งง่ายและวิธใี ช้ 1. เป็นยารักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย ได้ผลดีกับอาการแพ้ลักษณะลมพิษ โดยเอา ใบ 1 – 2 ใบ ตาํ ใหล้ ะเอียดผสมกบั เหลา้ ขาว ทาบริเวณท่ีเป็น ห้ามใชก้ บั แผลเปดิ จะทําให้แสบมาก 2. ใช้รักษาโรคกลากเกล้ือน โดยนําใบพลูสดมาล้างให้สะอาด ตําละเอียดผสมแอลกอฮอล์ หรือ เหลา้ ขาว คนั้ นาํ้ ทาบรเิ วณทีเ่ ป็นอย่างน้อยวนั ละ 4 – 5 ครั้ง จนกว่าจะหาย 4.6 สมนุ ไพรเพ่อื รักษางูสวัด (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน) ชื่อสมุนไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน) : พญายอ ที่มา :https://kaengpeehangman.wordpress.com
29 ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ พญายอ ไม้พุ่มรอเลื้อย ลําต้นและก่ิงก้านเกลี้ยงเป็นมัน สูงได้ถึง 3 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 2-3 ซม. ยาว 7-9 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบ ยาว 0.5 ซม. ดอกเป็นช่อ ออกเปน็ กระจกุ ทปี่ ลายยอด กลีบดอกสสี ม้ แดงเชื่อมตดิ กันเป็นหลอดยาว ปลายแยก เปน็ 2 ปาก ยาว 3 – 4ซม. ไม่ตดิ ฝกั ส่วนท่ใี ชเ้ ป็นยา ใบสด รสและสรรพคณุ รสจืด ใบแก้อาการอักเสบเฉพาะท่ี ปวดบวมแดง ร้อน แต่ไม่มีไข้ ปวดแสบปวดร้อน จากแมลงมี พิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน เป็นต้น นอกจากนั้นยังใช้รักษาผู้ป่วยโรคเริม งูสวัด ได้ผลดี การเตรยี มยาสมุนไพรอยา่ งงา่ ยและวิธีใช้ นําใบสด 10 – 15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณท่ีเกิดอาการอักเสบ) ล้างให้สะอาดใส่ลงในครกตํายา ตําให้ละเอียด เติมเหล้าขาว พอชุ่มยา ปิดฝาให้มิดชิด และตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หม่ันคนยาทุกวัน กรอง นํ้ายาใส่ภาชนะสะอาด ใช้นํ้ายาทา หรือใช้กากพอก (ถ้าเป็นมาก) บริเวณที่บวมหรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ให้ทาซํ้าบ่อยๆ จนกวา่ จะหาย 5. พืชสมนุ ไพรเพอื่ รกั ษากลมุ่ โรค / อาการเจ็บปว่ ยอน่ื ๆ 5.1 กลมุ่ สมนุ ไพรเพ่อื รกั ษาอาการเจบ็ ปว่ ย เคล็ด ขดั ยอก (สมุนไพรในงานสาธารณสุข มูลฐาน) ชอ่ื สมุนไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสุขมลู ฐาน) : ไพล ท่มี า : http://natres.skc.rmuti.ac.th ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไพลเป็นไม้ล้มลุกมีความสูงประมาณ 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลือกมีสีน้ําตาลแกมเหลือง เน้ือ ดา้ นในมสี เี หลืองถึงสีเหลอื งแกมเขยี ว แทงหน่อ หรือลําต้นเทียมข้นึ เปน็ กอ โดยจะประกอบไปด้วยกาบหรือโคน ใบหุ้มซ้อนกนั อยู่ เหง้าไพลสดฉา่ํ นาํ้ รสฝาด เอียด รอ้ นซ่า มกี ลิ่นเฉพาะ ส่วนเหงา้ ไพลแก่สดและแหง้ จะมรี สเผด็ เล็กน้อย ขยายพันธ์ุด้วยวิธีการใช้เมล็ด แง่งหรือเหง้า แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้ส่วนของเหง้าเป็นท่อนพันธุ์ในการ เพาะปลูก
30 สว่ นที่ใชเ้ ปน็ ยา เหง้าแก่จัด รสและสรรพคณุ สรรพคุณแก้ฟกชํ้า บวม เคล็ดขัดยอก ขับลม ท้องเดิน และช่วยขับระดูประจําเดือนสตรี นิยมใช้ เปน็ ยาหลงั คลอดบุตร การเตรยี มยาสมุนไพรอย่างงา่ ยและวิธีใช้ 1. เหง้าไพลใช้เป็นยารักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกชํ้า โดยใช้เหง้าประมาณ 1 เหง้า ตําแล้วค้ันเอา น้าํ ทา ถูนวดบริเวณทีม่ อี าการ หรอื ตําให้ละเอียดผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนํามาห่อเป็นลูกประคบอัง ไอนาํ้ ใหค้ วามร้อนประคบบริเวณปวดเมื่อยและฟกชา้ํ เช้าเยน็ จนกว่าจะหาย 2. ทาํ เป็นนา้ํ มันไพลไว้ใชก้ ไ็ ด้ โดยเอาไพล หนกั 2 กโิ ลกรมั ทอดในน้ํามันพืชร้อนๆ 1 กก. ทอดจน เหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรอง แล้วรอจนนํ้ามันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ในภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนน้ํามันเย็นจึงเขย่าการบูร ใหล้ ะลาย น้ํามนั นใ้ี ช้ทาถนู วดวันละ 2 คร้งั เช้า – เยน็ หรือเวลาปวด (สตู รน้ีเป็นของนายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อําเภอสนามชยั เขต จังหวัดฉะเชงิ เทรา) 5.2 กลุ่มสมุนไพรเพอื่ รกั ษาอาการนอนไม่หลบั (สมนุ ไพรในงานสาธารณสุขมลู ฐาน) ชื่อสมนุ ไพร (สมุนไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : ข้เี หล็ก ท่มี า : http://prayod.com ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ข้ีเหล็ก ไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูงประมาณ 15 – 20 เมตร ใบเป็นใบประกอบ ประกอบด้วยใบ ย่อยประมาณ 6 – 10 คู่ ใบเรียว ปลายใบมนหยักเว้าหาเส้นกลางใบเล็กน้อย โคนใบกลมสีเขียว ใต้ใบซีด กว่าด้านบน ดอกเป็นช่อใหญ่ ยาวประมาณ 60 ซม. กลีบดอกสีเหลืองสด ฝักแบนหนาสีน้ําตาลเข้มกว้าง 1.2 – 2 ซม. มีเมล็ดอยู่ข้างใน ข้ีเหล็กเป็นพืชพ้ืนเมืองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย นิยมปลูกโดยทว่ั ไป ส่วนทใี่ ชเ้ ปน็ ยาง ใบออ่ นและดอก
31 รสและสรรพคณุ ดอกตูมและใบอ่อน รสขม ช่วยระบายท้อง ดอกตูม ทําให้นอนหลบั เจริญอาหาร การเตรยี มยาสมุนไพรอยา่ งง่ายและวิธีใช้ 1. ใช้ใบขี้เหล็กท้ังใบอ่อนและใบแก่ 4 – 5 กํามือ ต้มเอานํ้าด่ืมก่อนอาหาร หรือเวลามีอาการ ท้องผูก 2. ใช้ใบแห้งหนัก 30 กรัม หรือใช้ ใบสด 50 กรัม ต้มเอาน้ําด่ืมก่อนนอนหรือ ใช้ใบอ่อน ทําเป็นยาดองเหล้าโดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยาแช่ไว้ 7 วัน ให้น้ํายาสม่ําเสมอทุกๆวัน กรองกากยาออกจะได้ น้ํายาดองข้เี หลก็ และใชด้ ่ืมคร้งั ละ 1 – 2 ชอ้ นชา กอ่ นนอน 5.3 กลมุ่ สมุนไพรเพอื่ รกั ษาอาการไข้ (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) ชอ่ื สมนุ ไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มูลฐาน) : ฟา้ ทะลายโจร ทม่ี า : http://www.raksuk.com ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ฟ้าทะลายโจร จัดเป็นพืชล้มลุกท่ีมีความสูงประมาณ 30-70 เซนติเมตร หรือประมาณ 1-2 ศอก ลํา ต้นเป็นส่ีเหลี่ยม แตกก่ิงมาก ทุกส่วนของต้นมีรสขม กิ่งเป็นใบสีเหลี่ยมออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งและตามซอก ใบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีดอกย่อย กลีบดอกมีสีขาวโคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ (มีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่) ส่วนปากล่างมี 2 กลีบฝักจะคล้ายกับฝักต้อยต่ิง ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่ฝักจะเป็นสี น้ําตาล และแตกได้ ภายในฝักมเี มล็ดจํานวนมาก สนี า้ํ ตาลออ่ น รสและสรรพคณุ รสขม เยน็ แกไ้ ข้ และอาการเจ็บคอ การเตรียมยาสมนุ ไพรอยา่ งง่าย และวธิ ีใช้ 1. ยาลูกกลอน นําใบฟ้าทะลายโจรสดล้างให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง (ห้ามตากแดด) บดเป็นผงให้ ละเอียด ปั้นกับนํ้าผึ้งเป็นยาลูกกลอนผ่ึงลมให้แห้ง เก็บไว้ในขวดแห้งและมิดชิด รับประทานคร้ังละ 1 กรัม วันละ 4 คร้ัง ก่อนอาหารและก่อนนอน 2. ยา ดองเหล้า นําใบฟ้าทะลายโจรแห้งขยําให้เป็นช้ินเล็กๆ ใส่ในขวดแก้วใช้เหล้าโรงแช่ให้นํ้าท่วม ยาเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่น เขย่าขวดหรือคนยาวันละ 1 ครั้ง พอครบ 7 วัน กรองเอาน้ําเก็บไว้ในขวดท่ี มดิ ชิดและสะอาด รบั ประทานครั้งละ 1 – 2 ช้อนโตะ๊ (รสขมมาก) วันละ 3 – 4 ครัง้ ก่อนอาหาร
32 3. ยาต้ม ใช้ใบฟ้าทะลายสด 1 – 3 กํามือ ต้มกับน้ํา 10 – 15 นาที ด่ืมก่อนอาหารวันละ 3 คร้ัง หรือเวลามีอาการ (แก้อาการเจ็บคอ ใช้เพียง 1 กํามือ) ฟ้าทะลายโจรรักษาฝีแผลพุพอง เตรียม โดยใชใ้ บฟ้าทะลายโจรตาํ พอกหรือคัน้ นํ้าทาบริเวณฝีแผลพพุ อง 5.4 กลมุ่ สมุนไพรเพ่ือรักษาโรคหดิ เหา (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) ชอื่ สมนุ ไพร (สมนุ ไพรในงานสาธารณสขุ มลู ฐาน) : นอ้ ยหนา่ ท่ีมา : http://research.rae.mju.ac.th ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ น้อยหนา่ เปน็ ไมย้ นื ตน้ ใบเด่ยี วตดิ กับลําต้น ใบรปู รี ปลายแหลม หรอื มน ดอกเล็ก 4 กลบี สีเหลอื งอมเขียว กลนิ่ หอม ผลมลี ักษณะค่อนขา้ งกลมมีตุ่มนูนรอบผล เน้ือสีขาวขุ่น รสหวาน เมล็ดสีดําเป็นมัน ส่วนทใี่ ชเ้ ปน็ ยา ใบสดและเมล็ด รสและสรรพคุณ ใบและเมล็ดแกก้ ลากเกล้ือนและฆา่ เหาชาวชนบทเอาลกู ตาย (ผลดิบแห้งตายคาตน้ ) มาฝนกับเหลา้ ทารกั ษาแผล การเตรยี มยาสมุนไพรอยา่ งง่ายและวธิ ใี ช้ ใบสดและเมล็ดนอ้ ยหน่าใช้ฆ่าเหา โดยนําเอาเมล็ดน้อยหน่าประมาณ 10 เมล็ดหรือใบสด ประมาณ 1 กํามือ (15 กรัม) ตําให้ละเอียดผสมกับนํ้ามะพร้าว 1 – 2 ช้อนโต๊ะขย้ีให้ทั่วศีรษะแล้วใช้ผ้าคลุมโพกไว้ ประมาณครง่ึ ชวั่ โมงและสระผมให้สะอาด (ระวังอยา่ ให้เข้าตาจะทาํ ให้แสบตา ตาอกั เสบได)้
33 ใบงาน 1 จงตอบคําถามตอ่ ไปนี้ใหถ้ ูกตอ้ ง 1. ให้นกั ศกึ ษาบอกประโยชนข์ องพืชสมนุ ไพรมา 3 ประเภท พรอ้ มยกตัวอยา่ งประกอบ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ใหน้ กั ศกึ ษายกตัวอย่างสมุนไพรใกล้ตัวทร่ี ู้จกั มา 5 ชนดิ พรอ้ มยกตัวอยา่ งประโยชน์ของพชื สมุนไพรท่ใี ช้ ในการรักษาอาการเจบ็ ปว่ ยมาพอเขา้ ใจ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
34 แผนการเรยี นรู้ประจาํ บท บทท่ี 4 สมุนไพรทนี่ าํ มาทําเป็นเคร่อื งด่มื สาระสาํ คญั สมุนไพรหลาย ๆชนิดสามารถนํามาใช้รับประทานเพ่ือรักษาอาการของโรคได้ และมีหลายสถาบันมี การวิจัยค้นคว้า วิธีการแปรรูปหรือสกัดสมุนไพรออกมาในรูปแบบของสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เช่นการทํายา สมุนไพร ผลิตภัณฑอ์ าหารเสริมสมุนไพร ฯลฯ เป็นตน้ ผลการเรยี นทค่ี าดหวงั 1. ประยุกตใ์ ชส้ มนุ ไพรเพ่ือสขุ ภาพได้เหมาะสม 2. สามารถนําขอ้ มลู สมนุ ไพรมาใชเ้ พอ่ื การดาํ รงชีพได้ ขอบขา่ ยเนือ้ หา สมุนไพรทีน่ าํ มาเป็นเครอื่ งด่มื กิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ศกึ ษารายละเอยี ดจากหนังสือประกอบการเรยี น 2. ปฏิบัติกจิ กรรมตามที่ไดร้ บั มอบหมายในหนงั สอื ประกอบการเรยี น 3. ศกึ ษาหาความรู้เพม่ิ เตมิ จากผรู้ ู้หรือแหล่งเรยี นรูต้ า่ ง ๆ สอ่ื ประกอบการเรยี นรู้ 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู้ 2. ใบงาน ประเมนิ ผล ประเมินผลจากการสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรูแ้ ละกิจกรรมที่ไดร้ ับมอบหมาย
35 ตอนท่ี 4.1 สมุนไพรทน่ี าํ มาทาํ เป็นเครอ่ื งด่มื พืชสมนุ ไพรหลายชนิดสามารถนาํ มาทําเปน็ เครอื่ งดื่ม และผู้บริโภคร้สู กึ ปลอดภยั เม่อื ไดด้ มื่ นํ้าสมุนไพร การดื่มนํ้าสมุนไพร มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสรรพคุณทางยาของสมุนไพรแต่ละชนิด เช่น ดื่มเพื่อบํารุง สุขภาพอย่าง กระเจี๊ยบ มะตูม เก๊กฮวย ใบเตย ใบบัวบก หรือเพ่ือรักษาโรค เช่น รางจืด หญ้าปักกิ่ง หญา้ หนวดแมว นํ้าตะไคร้ เป็นต้น น้ําสมุนไพรต่างกับนํ้าผักผลไม้ ตรงที่น้ําสมุนไพรจะเน้นคุณค่าทางยาและการรักษาเป็นหลัก ไม่ได้ เน้นที่คุณค่าทางสารอาหารเหมือนกับนํ้าผักผลไม้ที่ต้องกินสดๆ นํ้าสมุนไพรจะไม่ได้ใช้ดื่มแทนนํ้าได้ตลอดเวลา แต่จะใช้ด่ืมในช่วงท่ีเราต้องการรักษา หรือปรับสมดุลให้ร่างกายและรักษาโรค เช่น น้ําสมุนไพรบางชนิดช่วย ผ่อนคลายความร้อน ทําให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง แก้อาการกระหายนํ้า เช่น น้ํามะขาม นํ้ากระเจ๊ียบ น้ําเก๊กฮวย สมุนไพรบางชนิดช่วยบํารุงหัวใจ เป็นยาเย็น ได้แก่ นํ้าใบเตย นํ้าใบว่านกาบหอย นํ้าใบบัวบก สมุนไพรบางชนิดมีคุณสมบัติ ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ขับเหงื่อ อย่างนํ้าตะไคร้ น้ําสมุนไพรบางชนิด ช่วยให้เจริญอาหารกินข้าวได้ อย่างนํ้ามะตูม หรือชาใบข้ีเหล็ก น้ําสมุนไพรบางอย่างก็ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ อย่างน้าํ มะขาม บางชนดิ ชว่ ยขับลมในกระเพาะ อย่าง นํ้าขงิ นอกจากนน้ี ้ําสมนุ ไพรบางอย่างยังช่วยถอนพิษ ตา่ งๆ ได้ดี อย่างนา้ํ รางจืด เปน็ ตน้ วิธกี ารทาํ น้ําสมนุ ไพร สมุนไพรท่ีนํามาทํานํ้าสมุนไพรได้มีหลายชนิด และวิธีการทํานํ้าสมุนไพรแต่ละชนิดที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราสามารถทําได้หลายแบบ เชน่ นาํ้ สมนุ ไพรต้มสด นาํ สมนุ ไพรสดๆ มาตม้ เคย่ี วจนไดน้ ํ้าสมุนไพร น้ําสมนุ ไพรท่ีไดจ้ ากการนําสมุนไพรตากแห้ง แล้วนาํ มาตม้ จนเป็นน้ําสมุนไพร น้ําสมุนไพรทไี่ ด้จากสมุนไพรตากแหง้ หนั่ ฝอยหรือบดผง นาํ มาชงดมื่ เป็นชาสมุนไพร การชง การชงเป็นวิธีพื้นฐานและงา่ ยสาํ หรบั การทาํ น้ําสมนุ ไพร มีวิธกี ารเตรียมเหมอื นกบั การชงชาโดยใชน้ ํา้ เดือดเทลงไปในสมนุ ไพร ใชไ้ ด้ทงั้ สมนุ ไพรสดและแหง้ แต่มักใชส้ มุนไพรตากแหง้ ทําสมุนไพรชงหรือบดเป็น ผงชงกบั นาํ้ ร้อนก็ได้ ภาชนะที่ชงควรเป็นกระเบ้อื งแกว้ หรอื ภาชนะเคลือบไม่ควรใชภ้ าชนะโลหะ ควรชงชา สมนุ ไพรใชใ้ นแตล่ ะวนั ชงแลว้ ดื่มทันที ไม่ทิ้งไว้นาน ดื่มวันละ 3 ครงั้ ดมื่ ร้อนหรอื เย็นกไ็ ด้ สมุนไพรบาง ชนดิ ท่มี สี รรพคณุ ไม่รุนแรงใชด้ ม่ื แทนนา้ํ ได้ เชน่ ขงิ มะตมู เก๊กฮวย เปน็ ต้น วิธที าํ (1) ใส่สมุนไพรลงในกาหรือหม้อชงชา 1 สว่ น เติมน้ําเดือน 10 สว่ น ปิดฝาทิ้งไว้ 10 นาที (2) รินนํา้ สมุนไพรผ่านตะแกรงหรือผ้าขาวบางลงถ้วย เพอ่ื กรองเศษสมุนไพรทต่ี ิดมากับน้าํ ยา แลว้ นําไปดม่ื ได้ เก็บสว่ นทีเ่ หลือไวใ้ นเหยอื กแช่ไวใ้ นตเู้ ยน็ ไวใ้ ช้ด่ืมในม้ือตอ่ ไป แตไ่ ม่ควรเกบ็ ไว้นานเกิน 1 วนั
36 การต้ม การต้ม เป็นวิธีการที่สกัดด้วยน้ําสมุนไพรได้ดีกว่าการชง โดยใช้สมุนไพรสดหรือแห้งต้มรวมกับนํ้า วธิ นี ี้มกั ใช้กับสว่ นสมุนไพรทีแ่ ขง็ เชน่ รากไม้ เปลือกไม้ กิ่งกา้ น เมลด็ หรือผลบางชนดิ วิธีการเตรียม ทําโดยการห่ันหรือทุบหรือสับสมุนไพรเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในหม้อต้มแล้วใส่นํ้าลงไปให้ ท่วมพอประมาณ 5 – 10 เท่า ใช้ไฟในกลางต้มจนเดือด แล้วจึงลดไฟให้อ่อน ควรคนสมุนไพรเร่ือยๆ เพ่ือ ไม่ให้สมุนไพรไหม้ ถ้าต้มเอาสรรพคุณทางยาตามตําราไทย มักจะต้มแบบ 3 เอา 1 คือใส่นํ้า 3 ส่วน ของปริมาณท่ีจะใช้ แล้วต้มให้เหลือ 1 ส่วน แต่ถ้าต้องการสรรพคุณในการบํารุงสุขภาพให้ต้มแบบ 3 เอา 2 กพ็ อ และควรทาํ ด่ืมสดๆ ใช้ในแตล่ ะวนั จะดีกว่าทําท้ิงไว้ข้ามคืน จะดืม่ รอ้ นหรือเย็นกไ็ ด้ วธิ ีทาํ (1) ใสส่ มนุ ไพรลงในหม้อต้ม ใส่นา้ํ ใหท้ ่วมสมนุ ไพร ต้มดว้ ยไฟปานกลางจนเดือด แลว้ จึงหรีไ่ ฟออ่ น ต้มต่อไปจนเหลือน้ํา 2 ใน 3 (2) เทนํ้าสมนุ ไพรผ่านตะแกรงหรือผ้าขาวบางลงในถ้วยหรือเหยอื ก แล้วใชด้ ื่ม ท่ีเหลอื เกบ็ ไว้ในตู้เย็น ใชด้ ืม่ ในมอ้ื ตอ่ ไป การเตรยี มเครอ่ื งดม่ื สมนุ ไพร (1) การเลือกสมุนไพร การใช้สมุนไพรแห้ง ควรเลือกสมุนไพรท่ีมีความใหม่ สะอาด ส่ิงสําคัญคือ ต้องระวังเรื่องเช้ือราที่อาจปะปนมาได้ การใช้สมุนไพรเก่ามาเตรียมจะทําให้คุณภาพของเครื่องด่ืมท่ีได้ลดลง สีสนั จะไม่สวยและสดใสเทา่ กับนา้ํ สมุนไพรทเ่ี ตรียมจากพืชใหมๆ่ ส่วนการใชส้ มุนไพรสดควรเลือกซื้อจากแหล่ง ท่ีปลอดภัย คือ ไม่มีการใช้สารเคมีเพ่ือให้ได้เคร่ืองด่ืมท่ีมีความปลอดภัยจริงๆ หรือสมุนไพรบางอย่างที่หาได้ ง่ายๆ เราก็ควรปลูกเอาไว้เอง เพราะจะทําให้ได้วัตถุดิบท่ีมีความสะอาดและปลอดภัย อีกทั้งยังได้คุณค่า อาหารและสารที่บํารงุ สขุ ภาพอย่างเต็มทีด่ ว้ ย (2) ความสะอาดภาชนะที่เตรียมและท่ีใช้บรรจุจะต้องมีความสะอาด ไม่เช่นนั้นอาจทําให้ผู้ดื่ม ท้องเสียและไม่สามารถเก็บนํ้าสมุนไพรนั้นๆไว้ได้นานอีกด้วย สมุนไพรที่ใช้ทําเคร่ืองด่ืมน้ัน ถ้าเป็นชนิดแห้ง ควรลา้ ง 1 – 2 ครงั้ ถา้ เป็นสมนุ ไพรสดควรล้าง 2 – 3 ครง้ั เพอื่ ใหส้ ะอาดและช่วยลดปรมิ าณสารปนเปื้อน ท่อี าจตกค้างลงได้ (3) ภาชนะท่ใี ช้บรรจุควรเปน็ ขวดแก้ว เพราะจะชว่ ยใหส้ ะดอกในการนึ่งหรอื ลวก กอ่ นทําการบรรจุ เครื่องดืม่ นอกจากน้าํ สมุนไพรจะไมท้ าํ ปฏกิ ิรยิ ากับขวดแก้วแลว้ กย็ ังทาํ ใหด้ ูใสสะอาดนา่ ดมื่ มากยิ่งขึน้ (4) การนึ่งฆ่าเชื้อ ขวดหรือภาชนะท่ีบรรจุจะต้องล้างให้สะอาด แล้วลวกหรือต้มด้วยน้ําเดือดแล้วผ่ึง ให้แห้ง และเม่ือบรรจุนํ้าสมุนไพรแล้วต้องนึ่งฆ่าเชื้ออีกไม่น้อยกว่า 20 – 30 นาที เมื่อเย็นแล้วจึงเก็บเข้า ตู้เย็น เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ได้ใส่สารกันบูด นํ้าตาลท่ีใส่เพียงเล็กน้อย ไม่สามารถป้องกันการบูดหรือรา ขน้ึ ได้ จงึ ตอ้ งทาํ ความสะอาดเปน็ หลักใหญซ่ งึ่ จะช่วยให้เก็บไว้ได้นาน 2 – 3 สปั ดาห์ โดยไม่ตอ้ งใสส่ ารกนั บดู (5) การกรอกนา้ํ สมนุ ไพรร้อนๆ ลงขวดแก้ว ใหค้ ่อยๆ เทนํา้ สมุนไพรรอ้ นๆ จํานวนเลก็ น้อยลงใน ขวดแก้ว กรอกไปมาใหท้ ว่ั เพ่อื ใหข้ วดไดร้ บั ความร้อนท่วั ๆ กนั เม่อื ใสเ่ ติมตอ่ ไปขวดจะไม่แตก (6) ถ้าจําเป็นต้องใสค่ วามหวานบ้าง ควรใช้นํา้ ตาลทรายแดงเพียงเลก็ นอ้ ย พอแต่งรสชาติเพราะถ้า กนิ น้ําตาลมากไปกไ็ ม่ดีต่อสขุ ภาพ หรืออีกทางเลือกหนึ่งใช้หญา้ หวานทดแทนนํ้าตาลกไ็ ด้เช่นกัน
37 ตวั อยา่ งเครอื่ งดม่ื สมุนไพรแกอ้ าการในระบบเลือดและบาํ รงุ หัวใจ ชาใบเตย ที่มา : http://health.teenee.com ส่วนผสม ใบเตยแก่ 20 ใบ วิธที าํ (1) ล้างใบเตยให้สะอาด จากนัน้ กน็ ํามาหนั่ ให้ละเอียด (2) นาํ ไปตากแดดใหแ้ หง้ (3) นํามาคัว่ หรืออบแห้ง (4) เกบ็ ใส่ขวดให้มดิ ชิด ปดิ ฝาให้แนน่ (5) ชาใบเตยสกั 1 หยบิ มอื ใสใ่ นแก้วน้ํา เทนาํ้ ร้อนจนเดอื ดลงไป ท้งิ ไว้ให้ตัวยาจากใบเตยละลาย ก่อนแลว้ จงึ ด่มื สรรพคณุ ชาใบเตย แกร้ ้อนในกระหายนาํ้ ชว่ ยบาํ รุงหัวใจ ในรายท่ีหัวใจไม่ค่อยแขง็ แรง พกชาใบเตยติด กระเปา๋ ด่ืมเป็นประจาํ ช่วยได้ดยี ง่ิ นัก นอกจากนย้ี ังช่วยแกร้ อ้ นในกระหายนาํ้ ดับพิษได้ ชว่ ยชกู ําลงั
38 ตวั อยา่ ง เครอื่ งดื่มพืชสมนุ ไพรช่วยแก้อาการในระบบทางเดนิ ปสั สาวะ นา้ํ ตะไคร้ ทม่ี า : https://plus.google.com สว่ นผสม ตะไคร้ 2 – 3 ต้น นาํ้ สะอาด 2 – 3 ถว้ ย น้าํ ตาลทรายแดงตามชอบ วธิ ที าํ (1) นาํ ตน้ ตะไคร้ตดั ใบออก แล้วล้างนา้ํ ใหส้ ะอาด (2) ตัดเปน็ ทอ่ นสนั้ ๆ ทบุ พอแตก ใส่หม้อเติมน้ํา ตัง้ ไฟพอเดือด กรองเอาแตน่ าํ้ (3) ถา้ ต้องการหวานให้เติมน้าํ ตาลนดิ หน่อย นาํ น้าํ สมนุ ไพรต้ังไฟใหเ้ ดอื ดประมาณ 3 นาที ยกลง (4) กรองใสข่ วดท่นี ึ่งแลว้ 20 – 30 นาที เย็นแล้วเกบ็ ใสต่ ู้เย็น จะได้นํ้าตะไคร้สเี หลืองอมเขยี ว อ่อนๆ ใส มกี ล่ินหอมตะไครป้ จั จบุ ันนิยมนําตะไคร้มาหนั่ เปน็ ฝอยนําไปตากแห้ง แลว้ ชงเปน็ ชาดมื่ ร้อนกไ็ ด้ เชน่ กนั สรรพคณุ นยิ มนาํ ตะไคร้แกงแกๆ่ สดทง้ั ต้นและใบมาทุบใหแ้ ตกแลว้ ตม้ กบั น้ําดื่มเปน็ ยาสมนุ ไพรชว่ ยบรรเทา อาการไขห้ วัด ขบั เหงอื่ ขบั ลม ขับปสั สาวะได้ดี
39 ตัวอย่าง เครอ่ื งดื่มพืชสมนุ ไพรช่วยแก้กระหาย คลายรอ้ น แก้ไข้ ขับเสมหะ นํ้าเกก๊ ฮวย ทม่ี า : https://chilliminicute.wordpress.com สว่ นผสม ดอกเกก๊ ฮวยแหง้ 30 กรัม นํา้ เปลา่ 1 ลติ ร น้าํ ตาลทรายแดงตามชอบ วิธีทํา ใช้ดอกเก๊กฮวยแห้ง มาล้างนํ้าให้สะอาด นําใส่หม้อต้มเค่ียว 5 นาที เติมน้ําตาลทรายแดงชิมรส ตามใจชอบ จะได้น้ําเก๊กฮวยสีเหลืองอ่อน รสหวานเย็น ถ้าต้องการให้น้ําสีเหลืองอ่อนน่าดื่มย่ิงข้ึน ให้ใส่ เมล็ดพดุ จนี ต้มเค่ยี ว เมล็ดพดุ จีนจะให้สีเหลอื ง ทําให้นํา้ เกก๊ ฮวยมสี ีสนั สวยงาม สรรพคุณ น้ําเก๊กฮวยเป็นน้ําสมุนไพรที่ได้จากการต้มดอกเก๊กฮวยแห้งหรือที่คนไทยเรียกว่าดอกเบญจมาศสวน แก้รอ้ นใน กระหายน้าํ ช่วยให้สดชื่น อาการครั่นเนื้อครัน่ ตวั หรือเปน็ หวดั เพราะอากาศร้อน
40 ตัวอยา่ งเครื่องดื่มพืชสมนุ ไพรช่วยลดไข้ ล้างพิษ นาํ้ รางจืด ที่มา : http://acnedefend.blogspot.com สว่ นผสม ใบรางจดื สด 1 กํามือ นํา้ เปล่า 3 ถ้วย วธิ ที าํ (1) นําใบรางจดื มาล้างนํ้าให้สะอาด ห่ันเปน็ ชิน้ เล็กๆ ใสน่ ้ําลงไปต้มเค่ยี วเรื่อยๆ นานประมาณ 10 นาที ยกลงตักเอานํ้ารางจืดมาดมื่ รอ้ นๆ (2) สว่ นทเ่ี หลอื เก็บไวต้ ้มเคยี่ วในวนั ตอ่ ไปจนกวา่ นํ้าสมุนไพรจะหมด วิธีการชงชา นําใบรางจืดแห้ง 1 หยบิ มอื มาใส่ในแก้วเทนา้ํ รอ้ นท่ีต้มจนเดือดลงแก้วทิง้ ไวส้ กั ครู่ ใหต้ วั ยาละลาย รอสกั พกั จึงดมื่ สรรพคณุ น้าํ รางจดื เปน็ นา้ํ สมุนไพรทไ่ี ด้จากใบรางจืดท่ีแก่ปานกลางต้มกับนํา้ หรอื ได้จากใบรางจืดมาหั่นเป็น ฝอยๆ แลว้ นําไปตากแดดหรอื อบให้แห้งแลว้ นาํ มาชงเปน็ ชาสมุนไพรรางจืดได้เช่นกนั ใช้ถอนพษิ เบ่อื เมา ถอนพิษไข้ และพษิ ทง้ั ปวง
41 นํ้ามะตมู ที่มา : http://www.healthydeejung.com สว่ นผสม มะตูมแห้ง 3 – 5 แผน่ นาํ้ 7 ถว้ ย นํ้าตาลตามชอบ วิธที ํา (1) นํามะตูมมาย่างไฟใหห้ อม ตงั้ น้ําให้เดอื ดนาํ มะตูมมาใส่ลงไปในหมอ้ ต้มนานประมาณ 30 นาที (2) ตักเน้อื มะตมู ออกใส่น้ําตอ่ ปรุงรสตามชอบ พอน้าํ ตาลละลายยกหม้อลง (3) นํานํา้ มะตมู กรองผ้าขาวบาง ตักใสข่ วดเก็บไวใ้ นตเู้ ยน็ เกบ็ ไวด้ ื่มได้นาน วธิ ีการชงชา ใหใ้ ช้ผงมะตูม 1 ชอ้ นชา ละลายในนํา้ ร้อน 1 แก้ว ทง้ิ ไว้สักครู่ แลว้ ดมื่ รอ้ นๆ สรรพคุณ นํา้ มะตมู เป็นน้าํ สมนุ ไพรท่ไี ดจ้ ากผลออ่ นของมะตมู มาฝานบางๆแลว้ ตากแหง้ นํามาตม้ กับน้ําหรือนํา มะตูมไปบดเป็นผง นํามาชงเป็นชามะตูมได้เช่นกัน เป็นยาบํารุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหารกินข้าวได้ แก้บิด แก้ร้อนใน ช่วยขบั ลม
42 ใบงานที่ 1 จงตอบคาํ ถามตอ่ ไปนใ้ี ห้ถูกตอ้ ง 1. สมนุ ไพรสามารถนาํ มาใช้เพือ่ สขุ ภาพดา้ นใดได้บ้างจงอธบิ าย พร้อมยกตวั อย่าง ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................. 2. บอกวิธีการทําชาใบเตยพอสังเขป ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 3. พชื สมุนไพรทนี่ ิยมนํามาผลติ เป็นเครือ่ งดืม่ สมุนไพร 1. ........................................................................... 2. ................................................................... 3. ............................................................................... 4. ................................................................... 4. ตะไคร้หอมมีสรรพคุณ คอื ....................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... 5. บอกสรรพคณุ ของมะตูมมาพอสงั เขป ................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................
43 แผนการเรยี นรูป้ ระจําบท บทที่ 5 สมนุ ไพรท่นี าํ มาใชใ้ นการปอ้ งกันบาํ บัด และฟน้ื ฟสู ุขภาพ สาระสาํ คญั การนําสมุนไพรมาใช้ในการป้องกัน บําบัด และฟื้นฟูสุขภาพมีหลากหลายวิธี เช่นการป้องกัน บําบัด และฟ้ืนฟูด้วยวิธีการนวด การอบ การประคบ การทําสปาแต่ละวิธีควรมีการวางแผนปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ ผลการนําสมุนไพรมาใช้ให้เหมาะสม และควรให้ความรู้ที่ถูกต้องเก่ียวกับการนําสมุนไพรมาใช้ในการป้องกัน บําบัด ฟื้นฟูสขุ ภาพ ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั 1. ผเู้ รียนสามารถวางแผนและปฏบิ ตั ิตามแผนในการนาํ สมนุ ไพรมาใช้ไดเ้ หมาะสม 2. ผู้เรยี นสามารถวิเคราะห์ผลจากการนําสมุนไพรมาใชเ้ พอื่ สขุ ภาพไดเ้ หมาะสม 3. ผเู้ รียนสามารถแนะนําความร้ทู ่ีถกู ต้องเกย่ี วกบั การใช้สมุนไพรแกช่ ุมชนได้ ขอบข่ายเนอื้ หา การใช้สมนุ ไพรในการปอ้ งกนั บาํ บดั และรกั ษาอาการต่างๆดว้ ยสมุนไพร กจิ กรรมการเรียนรู้ 1. ศกึ ษารายละเอียดจากหนงั สือประกอบการเรยี นรู้ 2. ปฏิบตั ิกจิ กรรมตามทไ่ี ดร้ บั มอบหมายในหนงั สอื ประกอบการเรียน 3. ศกึ ษาหาความรเู้ พมิ่ เตมิ จากผูร้ ูห้ รือแหลง่ เรยี นร้ตู า่ ง ๆ ส่อื ประกอบการเรยี นรู้ 1. เอกสารประกอบการเรยี นรู้ 2. ใบงาน ประเมนิ ผล ประเมินผลจากการสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นร้แู ละกจิ กรรมที่ได้รบั มอบหมาย
44 ตอนที่ 5.1 การใชส้ มนุ ไพรในการปอ้ งกัน บําบัด และรักษาอาการตา่ ง ๆดว้ ยสมนุ ไพร เร่อื งที่ 1 การใชส้ มนุ ไพรในการป้องกัน บําบดั และฟน้ื ฟสู ขุ ภาพด้วยวธิ ีการนวด 1. การเตรยี มตวั ของผนู้ วด 1.1การฝึกกําลังน้ิว หมอนวดไทยสายราชสํานักที่ดี ควรมีน้ิวที่มีกําลังแข็งแรงไม่อ่อนล้าหมด กําลังก่อนการรักษาให้เสร็จสิ้น ดังนั้นก่อนฝึกนวด ควรฝึกกําลังน้ิวก่อน โดยการฝึกยกกระดานทุกวัน ด้วยการ นั่งสมาธิเพชรหรือนั่งเหยียดขาตรง และหย่งน้ิวให้เป็นรูปถ้วยวางข้างลําตัว แล้วยกตัวให้ลอยพ้นพ้ืน หรือฝึก โดยการบีบขี้ผ้ึงให้อ่อนตัว หรือฝึกนวดผู้ป่วยเลยก็ได้ การฝึกบ่อย ๆ ทําให้นิ้วแข็งแรง มีกําลัง ไม่อ่อนแรง หรือ ส่นั ขณะทําการนวด การรักษาจะได้ผลตามเปา้ หมาย 1.2 การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยหม่ันออกกําลังกาย เล็บมือต้องสั้น และสะอาดอยเู่ สมอ 2. นํา้ หนักกดจดุ หรอื การแต่งรสมือ ควรลงนาํ้ หนักในการกดแบง่ เป็น 3 ระดบั คือ 2.1 นํ้าหนักเบา โดยเร่ิมแตะถูกผดิ ออกแรงกดไม่มาก สังเกตผวิ ท่ีถกู กดไมม่ ีเงารอบน้ิวมือ 2.2 น้าํ หนักปานกลาง โดยเพมิ่ นา้ํ หนกั การกดมากขนี้ สังเกตผวิ ทถี่ ูกกดจะมเี งาจาง ๆ รอบน้วิ มือ 2.3 นํ้าหนักมาก ใหเ้ พมิ่ การกดเน้นหนกั ทีส่ ุด สังเกตท่ีผิวหนา้ จะมเี งาทึบ ในการนวดจะเริ่มกดจากน้ําหนักเบา เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเน้ือรู้ตัว แล้วค่อยๆเพ่ิมน้ําหนักมากขึ้นขนาด ปานกลางแล้วจึงเพิ่มนํ้าหนักมากขึ้น ในการกดต้องค่อยๆเพ่ิมนํ้าหนักทีละน้อย เพื่อทําให้กล้ามเนื้อสามารถ ปรับตวั รับนํ้าหนกั ได้ ผู้ปว่ ยจะไม่รู้สึกเจ็บมาก และไมเ่ ปน็ อนั ตราย ในการกดไม่สามารถระบุได้ว่า ต้องกดแรงอย่างไร เน่ืองจากทุกคนมีร่างกายที่มีกล้ามเน้ือและผิวหนัง ไขมนั หนาบางไมเ่ หมือนกนั เช่น คนอ้วนหรือผอมจดระบบประสาทต่าง ๆ จะอยู่ต้ืน ลึก ไม่เท่ากัน ใช้น้ําหนักท่ี เหมาะสมซึ่งข้ึนอยู่กับจุดประสงค์ ในการกดและประสบการณ์การฝึกนวดมาก ๆ ก็จะทราบได้ว่าควรกดแรง เท่าใดการกดแตล่ ะจุดควรมสี มาธิ จติ ใจจดจ่ออย่กู บั นิ้วทก่ี ดลงไป(มอื อยู่ทใ่ี นใจอยู่ท่ีน่ัน) มีจังหวะในการกด โดย ใช้หลักการหน่วง เน้น นิ่ง 1 คาบของการกําหนดลมหายใจ การปล่อยมือต้องค่อย ๆ ปล่อย หากยกนิ้วท่ีกดข้ึน อย่างรวดเร็ว อาจจะทําใหร้ ะบมได้ 3. สรปุ การนวดพ้นื ฐานเพื่อเตรียมกอ่ นการรกั ษา การนวดพ้ืนฐาน ของการนวดแบบราชสํานักเป็นการนวดเพ่ือนําเลือดมาเลี้ยงบริเวณที่จะทํา การรักษา มี 5 ตาํ แหน่ง 3.1 การนวดพ้ืนฐานบ่า คือ การนวดบริเวณบ่าท้ัง 2 ข้าง เพ่ือให้กล้ามเนื้อท่ีเกร็งเกิดการ อ่อนตัว และทาํ ใหก้ ารไหลเวียนเลือดบรเิ วณบ่าดขี ้ึน
45 3.2 การนวดพ้ืนฐานแขน คือ การนวดบริเวณแขนด้านใน จากต้นแขนไปจนถึงเหนือสร้อย ข้อมือ เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปทั่วแขนและการนวดบริเวณแขนด้านนอกท้ัง 2 ข้าง จากต้นแขนไปจนถึงเหนือ ข้อมือ 3.3 การนวดพ้นื ฐานหลงั คือ การนวดในแนวข้างกระดกู สันหลังท้ัง 2 ข้าง จากเอวถึงต้นคอ และจากตน้ คอลงมาถึงเอว เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณกระดกู สันหลังดีข้นึ 3.4 การนวดพื้นฐานขา คือ การนวดขาทั้ง 2 ข้าง ตามแนวกระดูกขาด้านช้าง จากหน้าแข้ง ลงไปถึงข้อเทา้ และจากเหนือเขา่ ข้ึนไปจนถึงตน้ ขาและกลับมอื นวดด้านลา่ งของขาจากตน้ ขา ถึงข้อเท้า 3.5 การนวดพื้นฐานท้อง คือ การนําเลือดมาเล้ียงบริเวณหน้าท้อง ให้เส้นท้องหย่อนคลาย กลา้ มเนื้อ เพอื่ กดนวดสัญญาณทอ้ งแต่ละจุด 4. สรปุ การนวดเบื้องตน้ แบบราชสํานกั ผ้ฝู กึ การนวดเบื้องต้น จะต้องมีสุขภาพท่ีดี พร้อมทั้งมีนิ้วที่แข็งแรงพอที่จะทําการนวดได้ ผู้รับ การนวดเองจะต้องไม่มีความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อ ไม่เป็นโรคประจําตัวที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ในขณะรบั การนวด หรอื กาํ ลงั มีไข้ การนวดนั้นจะใช้นิ้วหัวแม่มือ ใช้ข้อต่อกระดูกน้ิวหัวแม่มือเป็นจุดสัมผัส กด เพราะให้นํ้าหนัก การกดได้ดีกว่าน้ิวอื่น น้ําหนักการกดมาจากไหล่ ผ่านแขนท่ีตึงไปยังข้อต่อกระดูกน้ิวหัวแม่มือ ซ่ึงสามารถ ควบคุมน้ําหนกั ได้ โดยกาํ หนดท่าทาง ระยะใกลห้ รอื หา่ ง องศาการกดใช้มอื เดยี วใชส้ องมือ การกดแต่ละคร้ัง น้วิ ที่กดลงไปจะต้องนิ่ง ไมส่ ั่น ถา้ ส่ันจะต้องผ่อนนาํ้ หนกั การกดให้ลดลง การ กดจุดนานเกนิ ไป อาจทาํ ใหส้ ั่นได้เชน่ เดียวกนั การใช้เวลาในการกดต่อหน่ึงจุด อาจใช้วิธนับในใจช้าๆ หน่ึงถึงสิบ หรือ หน่ึงถึงสิบห้าหรือ สามสิบ ส่ีสิบ ในบางจุดหรือนับเป็นคาบ เช่น หายใจออกขณะกด หายใจเข้า ยกน้ิวข้ึนนับเป็น 1 คาบ แต่ไม่ ควรกดแรง และนานเกินไปจะเกิดอันตรายต่อผ้รู บั การนวดได้ ในบางจุดท่ีมีเส้นประสาท และเส้นเลือดแดงผ่าน จะต้องกดด้วยความระมดั ระวัง 5. ประโยชน์ของการนวดแผนไทยเพือ่ สขุ ภาพ 5.1 ช่วยทําใหร้ ะบบไหลเวียนโลหิตดีขึน้ 5.2 ชว่ ยทําให้กระดูกและกลา้ มเนอื้ มีประสทิ ธภิ าพดขี ึ้น 5.3 สามารถขจัดของเสียในกลา้ มเนอ้ื ทําให้กล้ามเน้ือมีความยืดหย่นุ ดขี ้นึ 5.4 ทาํ ให้รู้สึกผอ่ นคลาย สบายกาย สบายใจ ลดความเครียด 5.5 ทําให้รสู้ ึกสดช่นื แจม่ ใส กระฉบั กระเฉงขน้ึ นอกจากให้ประโยชน์ต่อผู้ถูกนวดแล้ว ยังเกิดประโยชน์ต่อผู้นวดอีกด้วย ท่ีกระทําตนอย่างมีคุณค่า ถ่ายทอดความรกั ความรูส้ ึกผา่ นทางประสาทสัมผัส สง่ มอบความสุขตอ่ ผอู้ นื่ จากประโยชน์ของการนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นการนวดเพื่อการผ่อนคลายกล้ามเน้ือ กระตุ้น ระบบประสาทผา่ นผวิ หนัง ทําให้กล้ามเนื้อกระชับ ระบบการไหลเวียนของโลหิตและระบบนํ้าเหลืองถูกกระตุ้น ทําใหม้ กี ารแลกเปล่ยี นของเสีย นอกจากนก้ี ารนวดเพื่อสุขภาพบางส่วนจะช่วยละลายไขมัน เช่น บริเวณสะโพก
Search