อยากเป็น “ครูอาชีวะ” เทคโนโลยที างการศกึ ษา เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การนำความรูทางวิทยาศาสตรมาประยุกตใช ในการพัฒนาเคร่ืองมอื วิธกี ารเพ่ือชว ยแกปญหาและพัฒนาดานตา งๆ การนำเทคโนโลยมี าใชเพื่อกอใหเกดิ ประโยชนแ ละเอ้ืออำนวยในดา นตางๆ ดังน้ี 1. ดานประสิทธภิ าพ (Efficiency) 2. ดา นประสทิ ธผิ ล (Effectiveness) 3. ประหยดั (Economy) 4. ปลอดภัย (Safety) เทคโนโลยีทางการศกึ ษา หมายถึง การใชเครอื่ งมอื วสั ดุ มาปรับปรุง พฒั นาการเรียน การสอนใหดีขึ้น โดยนำแนวคิด หลักการ เทคนิค ความรู กระบวนการ และผลผลิต ทางวทิ ยาศาสตรม าประยุกตใชกบั การเรียนการสอน ประเภทของเทคโนโลยีทางการศึกษา 1. เทคโนโลยีทางการศึกษาประเภทชวยสอน (Tutorial) เชน การสาธิต การฝก ปฏิบัติการ คอมพิวเตอรชวยสอนแบบตางๆ โทรทัศนศึกษา ซอฟตแวรแบบฝก การใช เทคโนโลยีทำการเรยี นการสอน เปนตน 2. เทคโนโลยีทางการศึกษาประเภทชวยคนควา (Exploratory) เปนเทคโนโลยีที่ให อิสระผูเรียนในการสำรวจคนหาความรูดวยวิธีแบบคนควา เชน ซีดีรอม เครือขายขอมูล คอมพวิ เตอร เปนตน 3. เทคโนโลยีทางการศึกษาประเภทเครื่องมือหรือสื่อชวยการเรียน (Tools / Application) ไดแก เทคโนโลยีทางการศึกษาท่ีชวยผูเ รียนในการทำงานหรอื กิจกรรมการเรียน การวิเคราะหขอมูล การคนควาและจัดทำฐานขอมูล การพิมพ การคำนวณและงานนำเสนอ การบนั ทกึ และตดั ตอวดี ิทศั น เปน ตน 4. เทคโนโลยีทางการศึกษาประเภทการสื่อสาร (Communication) ไดแก เทคโนโลยีที่ชวยใหผูสอนและผูเรียนติดตอกันโดยผานหรือขามเครือขายดวยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เชน การสอนทางไกลเชิงปฏิสัมพันธผานดาวเทียม คอมพิวเตอรและโมเด็ม เคเบิลทีวี จดหมาย อิเลก็ ทรอนิกส การสง ไลนผ า นโทรศพั ทม ือถือ เปนตน 6
อยากเปน็ “ครูอาชีวะ” ความสำคญั ของเทคโนโลยที างการศกึ ษา 1. ทำใหการเรียนการสอนการจัดการศึกษามคี วามหมายขึ้น 2. สามารถสนองตอบความแตกตางระหวา งบคุ คลได 3. ทำใหการจัดการศกึ ษาต้ังอยบู นรากฐานของวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร 4. ชว ยใหการจัดการศึกษามพี ลังมากข้ึน 5. ชวยทำใหก ารเรียนรอู ยใู กลต วั 6. ชว ยทำใหเกิดความเสมอภาคในทางการศึกษา เหตผุ ลทต่ี อ งนำเทคโนโลยีมาใชในทางการศึกษา 1. ขาดแคลนสถานท่ีเรียน ขาดสอ่ื การสอนเทคโนโลยที ท่ี นั สมยั 2. ประชาชนตองการการศึกษามากข้นึ และมีคุณภาพ 3. ความเปลย่ี นแปลงทางสังคมและดา นเศรษฐกิจรวดเรว็ 4. แนวคดิ พื้นฐานทางการศึกษาของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา 1. E-Learning หรือ Electronic Learning หมายถึง การเรียนรูผานทางส่ือ อเิ ลก็ ทรอนิกส ซึ่งใชการนำเสนอเน้อื หาทางคอมพิวเตอรในรปู ของส่ือมัลติมีเดีย ไดแ ก ขอความ อิเล็กทรอนิกส ภาพนิ่ง ภาพกราฟก วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว บนเครือขายอินเทอรเน็ต โดย ผูสอนจะนำขอมูลความรูใหผูเรียนไดทำการศึกษาผานบริการ World Wide Web หรือ เวบ็ ไซต สามารถสนทนาโตตอบ สง ขา วสารกันได 2 รปู แบบ ไดแ ก 1. แบบ Real – time ไดแก การสนทนาในลักษณะของการพิมพขอความ แลกเปลี่ยนขา วสารกัน (Chat) 2. แบบ Non real–time ไดแก การสงขอความถึงกันผานบริการอิเล็กทรอนิกสเมล (E-mail) 2. E-Book หรอื Electronic Book เปนการจำลองหนงั สอื มาอยูในสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส 3. หองเรยี นเสมอื นจรงิ (Virtual Classroom) เปน การจัดส่งิ แวดลอ มในความวางเปลา โดยอาศัยศักยภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร เพื่อใหเปนการจัดประสบการณเหมือนจริง แกผูเรียน 4. DLTV เปนการศึกษาและขยายผลโครงการการศึกษาทางไกลผานดาวเทียม ไปยัง พน้ื ที่อ่ืนๆ 5. DLIT เปน การจดั การเรยี นรูผานเทคโนโลยีสารสนเทศ ท่ีมุงแกป ญ หาการขาดแคลนครู การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกลผานเทคโนโลยีสารสนเทศ (Distance learning information technology : DLIT) มี 5 รูปแบบ คอื 7
อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” 1. DLIT Classroom หอ งเรียนคุณภาพ 2. DLIT Resources คลังส่อื ประกอบการเรยี นการสอน 3. DLIT Library หองสมุดออนไลน 4. DLIT Professional Learning Community : DLIT PLC ชุมชนแหง การ พฒั นาวิชาชีพ 5. DLIT Assessment คลังขอสอบ 6. Blog หมายถึง สื่อใหม คนเขียนบล็อกสามารถทำหนาที่เปนสื่อดวยตัวเอง ไมตอง พึ่งส่อื สารมวลชน 7. E-Commerce หมายถึง การประกอบธรุ กจิ การคาผานส่ืออเิ ล็กทรอนิกส 8. Multimedia หมายถึง การนำองคประกอบของสื่อตางๆ มาผสมผสานรวมเขา ดว ยกัน เพอ่ื ใหเ กดิ ปฏิสัมพันธก ับผใู ชงาน องคประกอบของมลั ตมิ ีเดยี แบง ได 5 ชนิด ไดแก 1. Text (ขอ ความ) 2. Still Image (ภาพน่ิง) 3. Animation (ภาพเคลื่อนไหว) 4. Sound (เสยี ง) 5. Video (วิดีโอ) 9. Social Network หรือเครือขายทางสังคมในอินเทอรเน็ต ซึ่งเปนเครือขายทาง สังคมที่ใชสำหรับเชื่อมตอระหวางบุคคล กลุมบุคคล เพื่อรวมกันแลกเปลี่ยนและแบงปนขอมูล ระหวางกนั ในดา นธรุ กจิ การเมอื ง การศกึ ษา 10. PLC คอื ชมุ ชนการเรยี นรูทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) 11. CAI คือ คอมพวิ เตอรชวยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) 12. DEEP : Digital Education Excellence Platform หมายถึง แพลตฟอรม ดานการศึกษาเพือ่ ความเปน เลิศของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร “โรงเรียนหยดุ ได การเรียนรูหยดุ ไมได” ผานทาง www.deep.go.th คือ การจัดการเรียนการสอนออนไลน โดยใชแพลตฟอรม ในสถานการณโควิด 19 ขอมูล (Data) หมายถึง รายละเอียด หรือ ขอเท็จจริงตางๆ ที่ตองการศึกษา สำหรับใช ในการคนหาคำตอบและสรปุ ผล ขอมูลอาจจะอยูในรปู ตัวเลข หรอื คุณลักษณะทส่ี ามารถสังเกตได เชน คะแนน อายุ นำ้ หนกั สวนสงู สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ผลลพั ธท ีเ่ กิดจากการนำขอมลู มาผานกระบวนการตางๆ อยา งเปน ระบบ จนไดสงิ่ ทมี่ คี ณุ คา สามารถนำไปใชป ระโยชนไ ด 8
อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” องคประกอบของระบบสารสนเทศ 1. ฮารดแวร (Hardware) หมายถึง ตัวเครื่องคอมพิวเตอรและอุปกรณตอพวงตางๆ เชน คยี บอรด เมาส จอภาพ เครอื่ งพมิ พ ฮารด ดิสก 2. ซอฟตแวร (Software) หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ใชในการควบคุมการ ทำงานของเครือ่ งคอมพวิ เตอร แมสหี ลัก 3 สี ทฤษฎสี ี หลกั การใชส ี ในการสรา งสือ่ การสอน สแี ดง แดง, เหลือง, น้ำเงิน สชี มพู ความเขม แขง็ ความโกรธ สสี ม อบอุน กระตอื รอื รน มชี ีวติ ชวี า สนี ้ำตาล โรแมนติก สที อง พ้ืนดิน สีเหลอื ง ความรำ่ รวย สีเขยี ว ฉลาด สนี ำ้ เงนิ /ฟา การเกษตร สีมว ง การตดิ ตอ สีขาว อิทธิพล สเี ทา บริสทุ ธิ์ สีดำ ความปลอดภยั ความตาย กระดานชอลก ตั้งอยูขอบลางของสายตาผูเรียน 60 องศา และอยูหางจากกระดาน ปา ยนิเทศ อยางนอ ย 3 เมตร เวลาลบใหลบจากบนลงลา ง ขนาด 2 * 3, 2 * 4 เมตร 9
อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” 8. การวดั และประเมนิ ผลการศึกษา ปรัชญาของการวดั ผล ทดสอบเพอื่ คน หาและพฒั นาศักยภาพของมนุษย การวัดผล (Measurement) คือ กระบวนการหาคาหรือกำหนดตัวเลขใหกับวัตถุ ส่งิ ของ เหตุการณ ปรากฎการณ หรอื พฤติกรรมตางๆ โดยใชเ ครื่องมอื วดั เพ่อื ใหไดต ัวเลขแทน คณุ ลักษณะตางๆ ของสิ่งท่สี นใจ เชน ใชไมบรรทดั วัดความยาวของหนงั สอื ได 29 เซนตเิ มตร การวดั ผล ตองมเี ครื่องมอื ท่จี ะใชใ นการวัด โดยผลที่ไดแ สดงเปน ตวั เลขหรอื คะแนน สวนประกอบของการวัดผล ประกอบดวย 1. คุณลักษณะทต่ี องการวดั ไดแ ก สวนสูง นำ้ หนกั ความสามารถทางภาษา 2. เครื่องมือที่ใชวัด ไดแก อุปกรณที่ใชวัด เชน ไมบรรทัด ตลับเมตร แบบสอบถาม แบบทดสอบ 3. ผลท่ีไดจากการวดั ซง่ึ จะออกมาเปน สัญลักษณ ตวั เลขทแี่ สดงผลจากการวัด หลักการวดั ผลการศึกษา สำคญั ที่สุด 1. วัดใหตรงจุดประสงค ผลที่ไดจากการวัดแตละครั้งตองมั่นใจวาสามารถวัดไดตรง ตามจดุ ประสงคอ ยางแทจ ริง หากการวดั ผลไมส ามารถวดั ไดตามคณุ ลกั ษณะทีต่ อ งการ การวดั ผล นั้นก็จะไมมีความหมายอะไร เชน ตองการวัดความสามารถทางคณิตศาสตร แตใชภาษาที่ ทำความเขาใจยาก จะทำใหไมสามารถวัดความรูทางคณิตศาสตรไดตรงตามที่ตองการ เพราะ นักเรียนอานภาษาแลวไมเขาใจความหมาย ซึ่งสาเหตุที่วัดไดไมตรงตามวัตถุประสงค อาจมี สาเหตุมาจาก 1.1 ไมทราบส่งิ ทต่ี องการวดั 1.2 ใชเคร่อื งมอื ทจ่ี ะวัดไมถ กู ตอ ง 1.3 การวัดไมครอบคลุมทุกคุณลักษณะความสามารถ 2. ใชเครื่องมือที่มีคุณภาพ เครื่องมือที่ดีจะชวยใหการวัดผลนาเชื่อถือ หากใช เครือ่ งมือวัดที่ไมเ หมาะสม การวดั ผลอาจมคี วามคลาดเคล่อื นได 3. มีความยุติธรรม การวัดผลตองใหโอกาสแกผูสอบและดำเนินการสอบภายใต สถานการณเ ดยี วกนั จงึ จะสามารถตัดสนิ ความสามารถของผูเรียนได 1
อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” 4. แปลผลไดถ ูกตอ ง โดยปกตกิ ารแปลผลสอบจะมี 2 ลกั ษณะ คอื 4.1 แปลผลโดยเปรียบเทยี บกบั ผลการวดั ภายในกลุมผูเรยี น 4.2 แปลผลโดยเปรยี บเทียบกับมาตรฐานท่มี อี ยู หลักการแปลผลจะตองยึดหลักวาคะแนนหรือผลที่ไดจากการวัดนั้น ตองแทน คุณลกั ษณะของผูเรยี นไดช ดั เจน วดั ไดรอบคอบ มีหนว ยเทา กนั และคลาดเคลื่อนนอยที่สุด 5. ใชการวัดผลใหคุม การวัดผลไมใชมุงตรวจสอบความสามารถของนักเรียนวาสอบได หรือตกเทานั้น แตควรมุงคนหาความสามารถ ความเดน ความดอยของนักเรียน เพื่อจะได พัฒนาปรับปรุงความสามารถของนักเรยี นแตล ะคนใหดยี ่งิ ขึ้น การวัดแบง ออกเปน 2 ประเภท 1. วดั ทางตรง วดั คณุ ลกั ษณะท่ตี อ งการโดยตรง เชน สว นสงู นำ้ หนกั ระยะทาง 2. วัดทางออม วัดคุณลักษณะที่ตองการโดยตรงไมได ตองวัดโดยผานกระบวนการทาง สมอง เชน วดั ความรู เจตคติ วัดบุคลิกภาพ วดั ความสามารถ การวดั ผลทางการศึกษา เปน การวดั ผลทางออม วดั ไดย าก เพราะเปนการวดั ส่ิงที่เปนนามธรรม ไดแก ความรู ความสามารถ ทกั ษะ และเจตคติ ดังน้ัน ผลทีไ่ ด ยอ มมีความคลาดเคลือ่ นเปนธรรมชาติ การวัดทางออม แบงออกเปน 3 ดานคอื 2.1 ดานสติปญญา (Cognitive Domain) เชน วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วดั เชาวนป ญญา วัดความถนดั ทางการเรียน วดั ความคดิ สรา งสรรค 2.2 ดานความรูสึก (Affective Domain) วัดความสนใจ วัดเจตคติ วัดบุคลิกภาพ วัดความวิตกกงั วล วดั จริยธรรม 2.3 ดานทักษะกลไก (Psychomotor Domain) เชน การเคล่ือนไหว การปฏิบัติ มาตรการวดั แบงออกเปน 4 ระดบั คือ มาตราการวัด N–O–I-R 1. มาตรานามบัญญัติ (Nominal Scale) เปนมาตราจำแนกสิ่งทั้งหลายออกเปนพวก เพือ่ สะดวกในการนับหรอื จดจำ เชน ชื่อคน สตั วและสงิ่ ของ 2. มาตราการวัดเรียงอันดับ (Ordinal Scales) เปนมาตรฐานที่ไดจากการประเมิน เปรยี บเทียบแลว จดั ลำดับ เชน ดี เลว ออ น ปานกลาง เกง 2
อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” 3. มาตราอนั ตรภาคชน้ั (Interval Scale) คะแนนในมาตรานีจ้ ะมชี ว งคะแนนเทากนั จุดออนของมาตรานี้คือคะแนนชนิดนี้ จะไมมี 0 (ศูนย) ที่แทจริง เชน อุณหภูมิ 0 องศา ไมไ ดหมายความวา ไมมีความรอนเลย 4. มาตราอนั ตราสว น (Ratio Scale) คุณสมบตั ทิ สี่ ำคญั ของมาตรนี้คือ มีชวงคะแนน เทาๆ กัน และมีศูนยแท หมายความวา 0 ในมาตรานี้ แปลวาไมมีเลย เชน การวัดความสูง ความยาว ความกวา ง การชง่ั น้ำหนกั ขอ มูลทีอ่ ยรู ะดบั นามบัญญตั ิและเรียงลำดับ มักเปนขอ มลู เชิงคณุ ภาพ ขอมูลในระดบั อนั ตรภาคช้นั และอัตราสวน มักเปน ขอมลู เชิงปรมิ าณ ลกั ษณะของเคร่ืองมือวดั ที่มคี ุณภาพ ตอ งมคี ุณสมบตั ิดงั ตอไปน้ี 1. ความเที่ยงตรง (Validity) เปนคุณลักษณะของเครื่องมือวัดที่ถือวา สำคัญที่สุด ซึง่ หมายถึง ผลท่ไี ดจ ากการวดั มีความตรง ความถูกตอง สอดคลองกับส่งิ ท่ตี องการวัด เขา ใจงาย คอื วัดอะไรก็ตอ งไดสง่ิ น้นั ความเทย่ี งตรงเชิงเนือ้ หา หาไดจ ากคา IOC โดย ผูเชย่ี วชาญอยางนอ ย 3 คน คาทย่ี อมรับไดอยูระหวา ง 0.5 - 1 2. ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง ความคงที่ของการวัด วัดซ้ำกี่รอบก็ได ผลเชน เดมิ หรือใกลเ คียงผลเดมิ 3. ความเปนปรนัย (Objectivity) เปนความชัดเจน ชัดแจง ในความหมายของ คำถาม ขอสอบ ที่คนอานขอสอบ ไมวาจะเปนผูสอบหรือผูตรวจขอสอบยอมจะเขาใจตรงกัน ไมตีความไปคนละแง สามารถตรวจใหค ะแนนไดต รงกนั 4. ความยากงาย (Difficulty) พิจารณาไดจากผลการสอบของผูสอบเปนสำคัญ ขอไหนมีคนตอบถูกมาก ขอนั้นงาย ขอไหนมีคนตอบถูกนอย แสดงวาขอนั้นยาก คาความ ยากงา ยของขอ สอบรายขอ (P) มีคาอยูระหวา ง 0 – 1 ขอไหนทีม่ ีคา นอ ยแสดงวาขอ สอบน้ันยาก คา ความยากงา ย (P) พอเหมาะ มคี า อยรู ะหวาง 0.20 – 0.80 ถาคา P มีคานอกเกณฑทก่ี ำหนด จะตองปรับปรงุ ขอสอบน้ัน หรอื ตัดทิ้งไป 3
อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” 5. อำนาจจำแนก (Discrimination) เปน คุณสมบัติของขอสอบทสี่ ามารถจำแนกผูเรียน ไดตามความแตกตางของบุคคล ใครเกง ปานกลาง ออน ใครรอบรู ไมรอบรู โดยยึดหลักการวา คนเกง จะตอ งตอบขอ สอบนั้นถกู คนไมเ กงจะตองตอบผดิ คา อำนาจจำแนก มีคาตัง้ แต -1.00 ถงึ +1.00 ขอสอบทีด่ คี วรมคี าอำนาจจำแนก ต้งั แต 0.20 ขึน้ ไป 6. ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง เครื่องมือที่ทำใหไดขอมูลที่ถูกตอง เช่ือถือได ความมงุ หมายของการวัดผล 1. วัดผลเพื่อจัดลำดับ (Placement) เปนการวัดผลเพื่อดูระดับความสามารถของ นักเรียนแตละคน วาอยูตรงระดับใดของกลุม ซึ่งทำใหสามารถแยกแยะและจัดประเภทไดวา ใครเกง -ไมเ กง ไดอันดบั ทเ่ี ทาไหร หรอื เปรียบเทยี บกบั เกณฑแลวอยใู นระดับใด 2. วัดเพอื่ วินิจฉัย (Diagnosis) เปนการวัดเพื่อตรวจสอบผูเ รยี นวาเกง หรือออนวิชาใด เนอื้ หาใด เพือ่ ครจู ะไดชวยเหลือไดถ ูกจดุ 3. วัดผลเพื่อเปรียบเทียบ (Assessment) เปนการวัดผลเพื่อเปรียบเทียบผูเรียนวา ไดม ีการพฒั นาเพมิ่ ข้นึ หลงั จากผา นการเรยี นการสอนไปแลว มากนอ ยเพียงใด เชน เปรียบเทียบ ผลกอนการเรียนและหลงั เรียน 4. วัดเพื่อพยากรณ (Prodiction) เปนการวัดผล ทำนาย หรือคาดคะเนความ สามารถของผูเรยี น ซ่ึงเหมาะสำหรบั การใหคำปรกึ ษาแนะแนวอาชีพมาก เชน การสอบวดั แวว 5. การวดั เพ่อื ประเมินผล (Evaluation) เปนการวดั ผลเพอื่ ตัดสิน ตีคณุ คา คุณภาพ การเรยี นรูของผูเรียน เพื่อเอาผลท่ีไดไปประเมินหรือสรุปรวมอยางมีหลักเกณฑวาหลักสูตร หรือ วธิ กี ารสอนของครู สามารถชว ยใหผูเรียนเกิดการเรียนรไู ดมากนอ ยเพียงใด เชน การสอบปลายภาค 4
อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ นการวดั ผลทางการศกึ ษา การทดสอบ (Testing) เปนกระบวนการในการนำชุดของสิ่งเราไปกระตุนใหนักเรียน แสดงพฤติกรรมที่ตองการวัดออกมาใหครูสังเกตไดและวัดได โดยทั่วไปครูใชการทดสอบเพื่อวัด พฤติกรรมพทุ ธิพิสยั ของนักเรยี น การสงั เกต (Observation) เปนการเฝา ดพู ฤตกิ รรมที่ตอ งการสังเกตอยางมีจุดมุงหมาย โดยอาศัยประสาทสัมผัสแลวจดบันทึกสิ่งที่สังเกตไดไวเปนหลักฐาน เพื่อใชเปนขอมูลในการ ลงสรปุ สิง่ ทีท่ ำการสังเกตได ครใู ชก ารสังเกตในการวดั พฤติกรรมจติ พิสยั และทักษะพสิ ัย แบบสำรวจรายการ (Checklist) หมายถงึ เปนเครอื่ งมือวัดทม่ี ีลกั ษณะเปนชุดรายการ ที่ตองการตรวจสอบ ซึ่งตองการคำตอบเพียง 2 กรณี คือ ตอบรับกับตอบปฏิเสธ นิยมใช ประกอบการสังเกตวุ า นักเรียนมพี ฤติกรรมจิตพสิ ัยหรอื ทกั ษะพสิ ยั มาตรประมาณคา (Rating Scale) เปนเครื่องมือวัดมีลักษณะเปนชุดรายการที่ตองการ ตรวจสอบเหมือนกับแบบสำรวจรายการ ตางกันตรงที่สามารถบอกระดับคุณภาพหรือระดับ ปริมาณวามมี ากนอ ยเพยี ง นิยมใชป ระกอบการสังเกตพฤตกิ รรมจติ พสิ ยั หรือทักษะพิสัย การจดบันทึก (Records) เปนเครื่องมือที่ใชในการจดบันทึกพฤติกรรมหรือเหตุการณ จากที่สังเกตได โดยการเขียนขอความเกี่ยวกับสิ่งที่สังเกตไดลงในสมุดบันทึกอยางเปนระบบ ตามความเปน จรงิ นยิ มใชเปน เคร่อื งมอื ประกอบการสังเกตจติ พิสยั การสัมภาษณ (Interview) เปน การพูดคยุ กันอยา งมีจดุ มงุ หมายระหวางบุคคล 2 ฝา ย คอื ผสู มั ภาษณกับผถู กู สัมภาษณ เพ่อื ใหไดขอมูลทต่ี อ งการ แบบสอบถาม (Questionnaire) เปนชุดของคำถามที่ใชร วบรวมขอมูลตางๆ ที่ตองการ ทราบ โดยผูตอบจะตอ งเขียนตอบลงในแบบสอบถามดวยตวั เอง สังคมมิติ (Sociometry) เปนวิธีการวัดเพือ่ ศึกษาลักษณะความสัมพันธทางสังคมของ บุคคล วา นกั เรยี นเปน ท่ยี อมรบั ของสมาชกิ ในกลมุ เพียงใด ขอ มลู เชิงปริมาณ >> ตัวเลข, จำนวน, คะแนน ขอมลู เชิงคุณภาพ >> คำบรรยาย คำบอกเลา การสัมภาษณ บนั ทึก 5
อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” การประเมินผลการศึกษา (Evaluation) หมายถึง กระบวนการที่กระทำตอจากการ วัดผล แลวมีการตัดสิน สรุปคุณคาที่ไดจากการวัดผลอยางมีกฎเกณฑและมีคุณธรรม เพ่ือ พจิ ารณาตดั สินวา ส่งิ นน้ั ดีหรอื เลว เกง หรือไมเ กง ไดหรือตก กระบวนการประเมินผล มี 3 ขนั้ ตอน คือ 1. การวดั ผล (Measurement) ทำใหทราบสภาพความเปนจริงของสงิ่ ทีจ่ ะประเมนิ ผล วามีประมาณเทา ใด มคี ณุ สมบตั อิ ยา งไร เพอื่ เปน ขอ มลู สำหรบั นำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ 2. เกณฑหรอื มาตรฐาน (Criteria) เปน ส่ิงท่ใี ชพ ิจารณาตดั สินวาส่ิงใดด-ี เลว เหมาะหรอื ไมเ หมาะ โดยอาศัยหลกั บรรทัดฐานเพอ่ื นำผลทไี่ ดม าเทียบ 3. การตัดสิน (Decision) เปนการชี้ขาดระหวางผลการปฏิบัติที่ไดจากการวัด กับเกณฑที่กำหนดไววาควรสรุปผลออกมาอยางไร ผานหรือไมผาน ทั้งนี้การตัดสินใจตองทำ อยางถถี่ วน ยตุ ธิ รรม ประเภทประเมนิ ผล แบงเปน 3 ประเภท คือ 1. การประเมินผลกอนเรียน (Pre – assessment or Pre – evaluation) เปน การประเมินผล เพื่อคนหาขอบกพรองของความรูพื้นฐานจากผูเรียน เพื่อดูความแตกตาง ระหวางบคุ คล จะไดจดั การเรียนการสอนใหเหมาะสมกบั นักเรียนแตละคน 2. การประเมินผลระหวางเรียน (Formative Evaluation) หรือประเมิน ความกาวหนา มีจุดมุงหมายเพื่อปรับปรุงหรือแกไข การเรียนการสอนระหวางเรียน เพื่อให นกั เรียนบรรลุตามจุดประสงคของเร่ืองทีจ่ ะเรยี น * สำคญั ทีส่ ุด * 3. การประเมินผลหลังสิ้นสุดการเรียนหรือการประเมินผลรวม (Summative Evaluation) เปนการประเมินหลงั จากเรียนจบท้ังวชิ า หรือจะเรียกวา การประเมินผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน โดยมีจดุ มงุ หมายเพอ่ื ตดั สนิ ผลการเรียน วิธีการประเมินผล ท่ีนิยมใชใ นปจจุบัน มีดงั น้ี 1. การประเมนิ ผลแบบองิ กลุม (Norm Reference Evaluation) >> เทยี บกบั กลุม ผูเรียนทไ่ี ดรบั การวัดผลการเรียนรูดว ยเครื่องมอื ชุดเดยี วกัน 2. การประเมินผลแบบองิ เกณฑ (Criterion Reference Evaluation) >> เทียบกบั เกณฑท ีก่ ำหนดขึ้น การประเมินผลการเรียนในทุกรูปแบบการศึกษา ใหประเมินเปนรายวิชา โดย กำหนดการประเมินตามสภาพจริง ตอเนื่องตลอดภาคเรียน ดานความรู ความสามารถ และ เจตคติ จากกิจกรรมการเรียนการสอนและการปฏิบัตงิ านที่มอบหมาย ซึ่งครอบคลุมจุดประสงค และเนือ้ หาวชิ าตามสมรรถนะรายวชิ า โดยใชเครอื่ งมือและวิธกี ารหลากหลายตามความเหมาะสม 6
อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” ตัวเลขแสดงระดบั ผลการเรียนในแตล ะรายวิชา ดังตอ ไปน้ี รอยละตามเกณฑ ระดับผลการเรยี น ผลการเรียน รอยละ 80 ขน้ึ ไป 4.0 ดีเยยี่ ม รอ ยละ 75 - 79 3.5 ดมี าก รอ ยละ 70 - 74 3.0 ดี รอ ยละ 65 - 69 2.5 ดีพอใช รอยละ 60 - 64 2.0 พอใช รอยละ 55 - 59 1.5 ออน รอยละ 50 – 54 1.0 ออนมาก รอยละ 0 - 49 0 ตก รายวิชาใดท่ีแสดงระดบั ผลการเรียนตามดา นบนไมไ ด ใหใ ชตัวอักษรตอ ไปนี้ ข.ร. หมายถึง ขาดเรียน ไมมีสิทธิเขารบั การประเมินสรปุ ผลการเรียน เนื่องจากมีเวลา เรยี นต่ำกวา รอ ยละ 80 โดยสถานศกึ ษาพิจารณาแลว เหน็ วาไมใ ชเ หตุสุดวสิ ยั ข.ป. หมายถึง ขาดการปฏบิ ตั ิงานหรือปฏิบตั งิ านไมครบ โดยสถานศกึ ษาพิจารณาแลว เห็นวาไมม ีเหตุผลสมควร (* ฝก งาน *) ข.ส. หมายถงึ ขาดการประเมนิ สรุปผลการเรยี น โดยสถานศึกษาพจิ ารณาแลว เหน็ วา ไมมเี หตผุ ลสมควร ถ.ล. หมายถงึ ถอนรายวชิ าภายหลังกำหนด โดยสถานศึกษาพิจารณาแลว เหน็ วาไมมี เหตุผลสมควร ถ.น. หมายถึง ถอนรายวิชาภายในกำหนด ขอเปล่ยี นรายวิชาทลี่ งทะเบียนไวแ ลวหรือขอเพ่ิมรายวิชาตองกระทำภายใน 15 วนั นบั แตวันเปด ภาคเรยี น หรอื ภายใน 5 วนั นับแตวันเปดภาคเรียนฤดรู อ น ขอถอนรายวิชาตองกระทำภายใน 30 วนั นบั แตวันเปดภาคเรยี นหรอื ภายใน 10 วัน นับแตวันเปด ภาคเรยี นฤดูรอ น 7
อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” ท. หมายถงึ ทุจริตในการสอบหรืองานทม่ี อบหมายใหท ำ ม.ส. หมายถึง ไมส มบรู ณเ นอื่ งจากไมสามารถเขา รับการประเมนิ ครบทกุ คร้งั หรอื ไมสงงาน อันเปนสวนประกอบของการเรียนรายวิชาตามกำหนดดวยเหตุสุดวิสัย (ผูที่ได ม.ส. เนื่องจาก ไมสามารถสงงานอันเปนสวนประกอบของการเรียนรายวิชาตามกำหนดใหสงงานนั้นใหสมบูรณ ภายใน 10 วนั นับแตวนั ประกาศผลการเรยี นรายวิชา) ถา ผเู รียนมรี ะดบั ผลการเรยี นเปน 0 เม่อื แกแ ลวไดระดบั ผลการเรยี นเปน 1 เทานน้ั ถา ผูเรยี นมีระดับผลการเรียนเปน ม.ส. เมอ่ื แกแ ลวไดระดับผลการเรยี นตง้ั แต 1 – 4 * แกภายใน 10 วนั นบั ต้งั แตว ันประกาศผลการเรียนรายวชิ า * ม.ท. หมายถึง ไมส ามารถเขารับการประเมนิ ทดแทนการประเมินสวนทีข่ าดของรายวิชา ทไ่ี มส มบูรณภายในภาคเรยี นถดั ไป ผ. หมายถึง ไดเ ขารวมกจิ กรรมตามกำหนดหรือผลการประเมินผา น ม.ผ. หมายถงึ ไมเ ขา รวมกจิ กรรม หรอื ผลการประเมนิ ไมผ าน ผเู รียนตองเขารว มปฏิบัตกิ ิจกรรมเสรมิ หลักสูตรทส่ี ถานศกึ ษาจัดไมนอยกวา 2 ช่ัวโมง ตอสปั ดาห ครบทุกภาคเรียน ตามแผนการเรยี นที่สถานศกึ ษากำหนด โดยมเี วลาเขารว ม ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ไมน อยกวา รอยละ 60 ของเวลาทจ่ี ดั กิจกรรมในแตละภาคเรยี น ม.ก. หมายถึง การเรียนโดยไมนับจำนวนหนวยกิตมารวมเพื่อการสำเร็จการศึกษาตาม หลักสตู ร และผลการประเมินผา น ในกรณีตอไปนี้ ใหระดบั ผลการเรียนเปน 0 (ศนู ย) เฉพาะรายวิชา 1. ได ข.ร. 2. ได ข.ป. 3. ได ข.ส. 4. ได ถ.ล. 5. ได ท. 6. ได ม.ท. 8
อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” การพนสภาพนักเรยี น เปน ไปตามกรณใี ดกรณีหน่งึ ตอไปน้ี 1. สำเรจ็ การศึกษาตามหลักสูตร 2. ลาออก 3. ถึงแกกรรม 4. สถานศึกษาส่งั ใหพ น สภาพนักเรียนในกรณีใดกรณีหนง่ึ ดังตอไปนี้ 4.1 ขาดเรียน ขาดการฝกอาชีพ ขาดการฝก ประสบการณส มรรถนะวชิ าชีพ หรือ ขาดการติดตอ กบั สถานศกึ ษาหรอื สถานประกอบการเกินกวา 15 วัน ตดิ ตอ กัน 4.2 ไมยื่นคำรองขอกลับเขาเรียนภายใน 15 วัน นับแตวันถัดจากวันครบ กำหนดลาพกั การเรยี นหรอื ฝกอาชพี 4.3 ไมมาติดตอเพื่อรักษาสภาพนักเรียน ภายใน 15 วัน นับแตวันถัดจากวัน สิน้ สุดการลงทะเบียน 4.4 ไดรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดใหจำคุก เวนแตเปนโทษสำหรับ ความผดิ ทไ่ี ดก ระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ 4.5 ขาดพื้นความรู (สำเร็จการศึกษาไมต่ำกวาระดับมัธยมศึกษาตอนตนหรือ เทียบเทา) 4.6 ขาดคุณสมบตั ิของผเู ขาเรียน 4.7 พนสภาพนักเรียน - ลงทะเบยี นเรียน 2 ภาคเรยี น เกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกวา 1.50 - ลงทะเบยี นเรยี น 4 ภาคเรยี น เกรดเฉลยี่ สะสมตำ่ กวา 1.75 - ลงทะเบียนเรียน 6 ภาคเรยี น เกรดเฉลย่ี สะสมตำ่ กวา 1.90 4.8 การพน สภาพนักเรียน นักเรียนที่เรียนแบบเต็มเวลาและไดลงทะเบียนรายวิชา รวม 6 ภาค เรียนแลว แตย ังไมเขาเกณฑการสำเร็จการศกึ ษาตามหลักสูตร - ไดรายวิชาและจำนวนหนวยกิตสะสมในทุกหมวดวิชาครบถวน ตามเกณฑที่กำหนดไวในหลักสูตรแตละประเภทวิชาและสาขาวิชาและตามแผนการเรียน ทีส่ ถานศกึ ษากำหนด - ไดค า ระดบั คะแนนเฉลย่ี สะสมไมต ำ่ กวา 2.00 - ผานเกณฑการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ - ไดเขารวมปฏิบัติกิจกรรมเสรมิ หลักสตู รตามแผนการเรียนทีส่ ถานศึกษา กำหนด “ผา น” ทุกภาคเรียน 9
อยากเป็น “ครอู าชีวะ” การเทียบโอนความรู รายวิชาที่ไดรับผลการเรียนตั้งแต 2.00 ขึ้นไป โดยสถานศึกษา จะรับโอนผลการเรียนหรอื จะทำการประเมนิ ใหมแลว จึงรบั โอนรายวชิ านน้ั ก็ได นักเรียนที่มีความรูและประสบการณในงานอาชีพหรือฝกงานในสถานประกอบการหรือ ทำงานในอาชพี นั้นอยูแลวหรือมีความรูในรายวิชาตรงตามหลกั สูตรมากอนเขาเรียนหรือเขาเรียนแลว แตไดเรียนหรือฝกปฏบิ ัติในสถานประกอบการ จะขอประเมินเทียบโอนความรูแ ละประสบการณ เพื่อนับจำนวนหนวยกิตสะสมสำหรับรายวิชานั้นก็ได โดยเทียบโอนไดไมเกิน 2 ใน 3 ของ จำนวนหนวยกิตตามหลักสูตรแตละประเภทวิชา และสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่ สถานศึกษากำหนด สถิติเบ้ืองตน ในการวัดผลเพ่ือประเมินผล 1. คา เฉล่ียเลขคณติ (Mean : ������������� ) ผลรวมของขอ มูลทงั้ หมด / จำนวนขอมลู ทง้ั หมด 2. คามัธยฐาน (Mediam) คาที่อยูตรงกลาง เมื่อนำขอมูลมาเรียงลำดับจากนอย ไปมาก หรือจากมากไปนอย 3. คา ฐานนิยม (Mode) ตวั เลขท่ีซำ้ กันมากที่สดุ 4. พิสัย (Range) การหาการกระจายของขอมูล โดยนำขอมูลที่มีคาสูงสุด - ขอมูลที่มี คา ต่ำสุด 5. สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) การวัดการกระจาย ที่สำคัญทางสถิติ เพราะเปนคาที่ใชบอกถึงการกระจายของขอมูลไดดีกวาคาพิสัยและคาสวน เบ่ียงเบนเฉลีย่ 6. เปอรเซนไทล (Percentile) เปนการวัดตำแหนงของขอมูลที่แบงขอมูลออกเปน 100 สว นเทา ๆ กนั เมื่อเรยี งขอ มลู จากนอยไปหามาก 7. ควอไทล (Quartile) เปนการวัดตำแหนงของขอมูลที่แบงขอมูลทั้งหมดออกเปน 4 สว นเทา ๆ กนั เมือ่ เรยี งขอมลู จากนอยไปหามาก 8. เดไซล (Decile) เปนการวัดตำแหนงของขอมูล ที่แบงขอมูลทั้งหมดออกเปน 10 สว นเทา ๆ กัน เมอื่ เรยี งขอมูลจากนอ ยไปหามาก การทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติดานอาชวี ศึกษา (Vocational National Educational Test : V – NET) เพ่ือวัดความรแู ละความคิดของนักเรียนในระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชีพชั้นปท่ี 3 (ปวช.3) 10
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114