Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาการศึกษา

วิชาการศึกษา

Published by kitthanachon01, 2021-11-12 01:59:01

Description: วิชาการศึกษา

Search

Read the Text Version

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” กระบวนการแกป ญ หาตามหลกั อรยิ สัจ 4 โดย สาโรจ บวั ศรี วธิ ีสอนแบบอรยิ สจั 4 คลายคลึงกบั วธิ ีสอนแบบวิทยาศาสตร ประกอบดว ย 1. ทุกข (ปญหา) การพจิ ารณาเพอ่ื กำหนดปญ หาไดถกู ตอ ง 2. สมทุ ยั คอื การรูทีข่ องปญหาและหาวธิ ีแกไ ขปญ หา 3. นิโรธ การดบั ทุกข คือ การทดลองและการบันทึกผล หรือการเกบ็ ขอมูล 4. มรรค คอื การหาเหตผุ ลและการแกปญหา วธิ ีสอนแบบพุทธวิธี (Buddha Method) หมายถึง วิธีสอนท่ีมุงเนนที่ตัวผูเรียนเปนสำคัญ โดยการวิเคราะหสภาพของผูเรียน จัดลำดับความสำคัญ ความยากงายของเนื้อหาสาระใหเหมาะสมแกผูเรียน และไดแบงลักษณะ ของผูเรียนออกเปน 4 กลมุ โดยเปรียบเทียบกบั ดอกบัว ซึ่งมี 4 เหลา กลุมที่ 1 ประเภทบัวพน นำ้ เปรียบไดก ับคนทีม่ ีสตปิ ญญาดี กลมุ ท่ี 2 ประเภทบวั ปรมิ่ น้ำ เปรียบไดกับคนทม่ี ีสตปิ ญ ญาคอนขา งดี กลุมที่ 3 ประเภทบัวใตน ำ้ เปรียบไดกบั คนทม่ี ีสตปิ ญญาปานกลาง กลุมที่ 4 ประเภทบวั ตดิ ดนิ ในโคลนตม เปรยี บไดก บั คนทป่ี ญญาออน มแี ตจะเปนเหยือ่ ของปลาและสัตวน ้ำ 10

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” วิธีการสอนโดยใชกระบวนการของ เอ็ดเวิรด เดอ โบโน คือ หมวก 6 ใบ หรือ หมวก 6 สี (Six Thinking Hats) แนวคิดของ ดร.เอ็ดเวิรด เดอ โบโน (Dr.Edward de Bono) กำหนดบทบาทของ ผูสวม ซึ่งหมวกทั้ง 6 ใบ 6 สี จะเกี่ยวเนื่องกับการคิด ไดแก สีขาว สีแดง สีดำ สีเหลือง สีเขยี ว และสฟี า สขี าว เปนกลาง ไมมีอคติ ไมลำเอียง หมวกขาวจะเกี่ยวของกับ ขอ เท็จจริงและตัวเลข สีแดง แสดงถึงความโกรธ ความเดือดดาล และอารมณ สีแสดงให มุมมองทางดานอารมณ สดี ำ ขอควรระวัง และคำเตือน ซึ่งจะชี้ใหเห็นถึงจุดออนของ ความคิดนัน้ ๆ สีเหลือง ใหความรูสึกในทางที่ดี สีเหลืองเปนมุมมองทางบวก ใหความหวัง และคดิ ในแงด ดี ว ย สีเขยี ว ความคดิ รเิ รมิ่ ความคิดสรางสรรค และความคิดใหมๆ สฟี า การควบคุม การจัดระบบ กระบวนการคิดและการใชหมวก อื่นๆ 11

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” การจดั การเรยี นรูท ี่เนน ผเู รยี นเปนสำคญั การจดั การเรียนรทู เ่ี นน ผูเรยี นเปนสำคัญ หมายถงึ การจดั การเรียนรทู ผี่ ูสอนเปดโอกาส ใหผูเรียนไดเรียนรูดวยตนเองเปนหลัก โดยเปดโอกาสใหผูเรียนมีสวนรว มในการคิดและตัดสินใจ ดวยตัวเอง ผูสอนจะคอยแนะนำ สนับสนุน ใหผูเรียนเกิดความรู โดยคำนึงถึงความแตกตาง ระหวางบุคคลของผูเรียน ผูทีน่ ำคำศัพท Child Center มาใชเปนคนแรก คอื Carl R Rogers บทบาทของครใู นการจัดการเรยี นการสอนท่เี นน ผูเรยี นเปน ศนู ยก ลาง 1. การเตรยี มการจัดการเรียนการสอน 1.1 ศึกษาและวิเคราะหรายวิชา หนวยการเรียนรู และเรื่องที่จะจัดการเรียน การสอนใหเขา ใจ ครตู อ งมีความรูใ นเร่อื งทจ่ี ะสอนอยางถกู ตอง ชัดเจน 1.2 วางแผนการจัดการเรียนรู โดยออกแบบการจัดการเรียนการสอนที่ เนนผเู รียนเปนศูนยกลาง โดยครูอาจจะวางแผนรวมกันกับครูท่สี อนในรายวิชาเดียวกัน ระดับช้ัน เดยี วกนั 1.3 การจัดเตรียมสื่อการเรียนรู แหลงการเรียนรูใหเพียงพอสำหรับผูเรียน เชน หนังสอื ตำรา เอกสาร วัสดุอปุ กรณ คอมพวิ เตอร โสตทัศนูปกรณ ครูควรมคี วามรูความเขาใจ ในการใชส ื่อตางๆ เปน อยางดี 1.4 การจัดเตรียมเอกสารประกอบการเรียนรู เครื่องมือในการวัดประเมินผล การเรยี นรู 1.5 การจัดเตรียมหอ งเรียน หรือสถานทีท่ ี่จะจัดกจิ กรรมการเรียนรู ตองอยูในสภาพ ทเี่ อื้อตอ การจัดกิจกรรมตามทว่ี างแผนการจดั การเรยี นรู 2. การจดั การเรยี นการสอน 2.1 สำรวจจำนวนผูเรียนและความพรอมของผูเรียน เพื่อชวยแกไขปญหาใหกับ ผูเ รียนและการเสรมิ สรา งสาระการเรยี นรทู ีห่ ายไป 2.2 สรา งบรรยากาศการเรียนรทู ด่ี ี 2.3 กระตุนผเู รยี นใหส นใจเขา รวมกจิ กรรม 2.4 จดั กจิ กรรมการเรยี นรูตามแผนการจดั การเรยี นรทู ี่วางไว อาจมีการปรับแผน ใหเหมาะสมกับผเู รยี นและสถานการณที่เปนจรงิ 2.5 สังเกตและบนั ทึกพฤตกิ รรมและกระบวนการเรียนรขู องผเู รียน รวมท้งั ปญ หา อปุ สรรคทเ่ี กดิ ข้นึ ในขณะทำกิจกรรม เพอ่ื การปรบั ปรงุ 2.6 เสรมิ แรงแกผูเรียนตามความเหมาะสม 2.7 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานการเรียนรูของผูเรียน และอาจใหขอมูล เน้ือหา ความรูเพ่ิมเติมแกผูเรยี นตามความเหมาะสม 12

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” บทบาทของครูในการเตรียมความพรอ มใหกับผูเรียนเพ่ือการเรยี นรูท ด่ี ี เปาหมายสำคัญของการจัดการศึกษา คือ การพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี คนเกง และมีความสุข การที่ครูจะจัดการเรียนรูเพื่อพัฒนาผูเรียนใหถึงพรอมซึ่งความเปนคนดี คนเกง และมีความสุขได จำเปนอยางยิ่งที่ครูจะตองทำความรูจักและเขาใจลูกศิษยของครูบนพื้นฐาน ความเชอ่ื ดังนี้ 1. ทุกคนแตกตางกัน ทั้งดานรางกาย อารมณ สังคม ความรู เชาวปญญา ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ฯลฯ หากแตละคนไดใชธรรมชาติที่มีมาอยางเหมาะสม ยอมประสบความสำเรจ็ ได 2. ทกุ คนมีคณุ คา มีความสำคญั จงึ ควรไดร บั การดแู ลชว ยเหลือพฒั นาอยา งเทาเทยี มกัน 3. ทุกคนมีศักยภาพในตนเอง หากไดรับการกระตุน และพัฒนาอยางเหมาะสม จะชวย ใหสามารถนำศักยภาพทม่ี ีอยมู าใชไ ดอ ยางมีประสิทธิภาพ 4. ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีความสามารถที่จะแกปญหาของตนเองได แมบางคร้ังอาจตองการ ความชวยเหลือ 5. พฤติกรรมที่เกิดยอมมีสาเหตุ อาจมาจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตุก็ได ขณะที่ พฤติกรรมเดียวกันไมจำเปนตอ งมาจากสาเหตทุ ี่เหมอื นกัน การเรยี นรทู ด่ี ี ลกั ษณะสำคญั ทจ่ี ะชวยใหผ เู รียนเกิดการเรียนรทู ี่ดี มีดงั นี้ 1. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่อสิ่งที่จะเรียนมีความหมายตอเขา ตรงกับความสนใจและ ความจำเปน ของผเู รียน การเรียนรูในสงิ่ ใกลต วั และสัมพนั ธกับชีวิตจริง จะชว ยสรางความตระหนัก ใหแกผ เู รียน 2. ผเู รยี นจะเรยี นรไู ดดเี มอ่ื สิ่งท่จี ะเรียนมีความทาทายและสามารถบรรลไุ ด หากผูเรียน เหน็ วาสิง่ ท่จี ะเรยี นรงู ายเกนิ ไปหรือยากเกินไป ผูเ รียนก็จะไมสนใจเรียน ดังนั้น การจัดส่งิ ท่ีจะเรียน จะตอ งคำนึงถงึ พนื้ ฐานเดิมของผูเรยี น จะตอ งไมย ากไมงา ยเกนิ ไป 3. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่อสิ่งที่จะเรียนนั้นสอดคลองกับระดับพัฒนาการของเขา ผูเรียนที่มีอายุตางกัน มีความสามารถตางๆ กันยอมเกิดการเรียนรูไดตางกัน ผูสอนจึงตองรู ระดบั การพฒั นาของผเู รียน 4. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่อผูเรียนเปนผูเลือกกำหนดวางแผนและตัดสินใจเอง ใหผูเรียนตัดสินใจเอง หรือใหเขาเปนคนเลือกวาจะเรียนโดยวิธีใด ครูตองมีวิธีการวางเงื่อนไข ใหผูเรียนเลือกในสงิ่ ท่ีดี 5. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่อเขาเปนผูสรางความรูเอง ถาผูเรียนเพียงแตรับฟงไมลงมือ ทำงานใดๆ เลย เขาก็จะเรียนรูไดนอย การเรียนรูที่รับฟงจากผูอื่นมายอมมีความหมายนอย การสรางความรไู ดเองก็คือการทผี่ ูเรยี นหาคำตอบดว ยตนเอง 13

อยากเปน็ “ครูอาชีวะ” 6. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่อเขาไดฝกฝนเรียนรูเกี่ยวกับวิธีการเรียน ผูเรียนจำเปนตอง ฝก ฝนขน้ั ตอนการทำงานแตล ะขน้ั ตอน วิธีการทจี่ ะไดมาซึง่ คำตอบเปนส่งิ ท่ผี เู รียนตองการฝก ฝน 7. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่อไดรับการแจงผลและขอมูลที่เปนประโยชนตอการพัฒนา ขอมูลยอนกลับเปนสิ่งสำคัญในการพัฒนา ผูเรียนตองการขอมูลที่เปนประโยชน เชน เมื่อทำ ไมไดเขาอยากรวู า จะทำอยางไรใหไ ด คำแนะนำของผูสอนจงึ เปน ประโยชนอ ยางย่งิ 8. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่อมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกัน การซักถาม ในแงมุมตางๆ เปนกิจกรรมที่จะทำใหเกิดความคิด เกิดการไตรตรอง การแลกเปลี่ยนขอมูล กับผูเรียนคนอื่น การอภิปรายแลกเปลี่ยนจึงทำใหผูเรียนตองคิดขยายความอธิบายใหได การอภิปรายจะชวยใหเกิดความเขาใจ เรยี นรูไดอยา งลึกซึง้ ย่งิ มแี งม มุ ก็ยิง่ เขา ใจเรียนรไู ดมาก 9. ผูเรียนจะเรียนรูไดดีเมื่ออยูในบรรยากาศอารมณทางบวก อารมณของผูเรียน มีสวนสำคัญในการเรียนรูเปนอันมาก ถาผูเรียนมุงมั่นเกินไป กดดันเกินไป การคิดการปฏิบัติ ก็จะบกพรองไมเปนไปตามสภาพที่ควรจะเปน การเรงรัดดวยเวลาหรือความกังวลตางๆ ก็ทำให ความสามารถในการคิดลดนอ ยลง ความรสู ึกทางอารมณน ตี้ อ งมีอยูในระดบั ปานกลาง ไมสงู เกินไป ไมต ่ำเกนิ ไป ถาผูเรยี นรสู กึ สบายเกินไปเขากไ็ มอยากเรยี น แตถ ากังวลเกนิ ไปก็ทำไมไ ดด ี 10. ผเู รยี นจะเรียนรไู ดดีเมอื่ ยใู นบรรยากาศท่เี ออื้ อำนวยสนับสนนุ การเรยี นรูท่ีดี เชน มีสิง่ ตางๆ ใหคนควา มีแหลงความรทู ีค่ นหาได มีสื่ออปุ กรณท่ใี ชไ ดต ลอดเวลา 14

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” การจัดการความรู (KM Knowledge management) “โมเดลปลาทู” เปนโมเดลอยางงายของสถาบันสงเสริมการจัดการความรูเพื่อสังคม (สคส.) ท่เี ปรียบการจดั การความรู เหมอื นปลาทู 1 ตวั มี 3 สวนคอื 1. สวน “หัวปลา” (Knowledge Vision – KV) หมายถึง สวนที่เปนเปาหมาย วิสยั ทัศนห รือทิศทางของการจดั การความรู โดยกอนทจี่ ะทำการจัดการความรู ตองตอบใหไดวา “เราจะทำ KM ไปเพื่ออะไร โดย “หัวปลา” นี้จะตองเปนของ “คุณกิจ” หรือผูดำเนิน กิจกรรม KM ท้งั หมดโดยมี “คณุ เออื้ ” และ “คุณอำนวย” คอยชวยเหลือ 2. สวน “ตัวปลา” (Knowledge Sharing – KS) หมายถึง สวนของการแลกเปลี่ยน ความรู ซึ่งถือวาเปนสวนสำคัญ โดย “คุณอำนวย” จะมีบทบาทในการชวยกระตุนให “คุณกิจ” มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูความรู โดยเฉพาะความรูซอนเรนที่มีอยูในตัว “คุณกิจ” พรอมอำนวยใหเกิดบรรยากาศในการเรียนรูแบบเปนทีม ใหเกิดการหมุนเวยี นความรู ยกระดับ ความรแู ละเกิดนวัตกรรม 3. สวน “หางปลา” (Knowledge Assets – KA) เปนสวนของ “คลังความรู” หรือ “ชุมชนความรู” ท่ีไดจากการเก็บสะสม “เกร็ดความรู” ท่ีไดจากกระบวนการแลกเปล่ียนเรียนรู “ตัวปลา” ซึ่งเราอาจเก็บสวนของ “หางปลา” นี้ดวยวิธีการตางๆ เชน ICT ซึ่งเปนการสกัด ความรูท ซ่ี อนเรนใหเ ปน ความรทู ีเ่ ดนชดั นำไปเผยแพรและแลกเปล่ียนหมุนเวยี นใช พรอ มยกระดับ ตอ ไป “คุณเอ้ือ” 15

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” 3. จิตวทิ ยาการศกึ ษาและการแนะแนว จิตวิทยา จิตวิทยา เปนวิทยาศาสตรที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย เพื่อชวยใหเกิดความเขาใจ ถงึ สาเหตขุ องการแสดงพฤติกรรม อกี ท้ังยงั ชวยใหส ามารถพยากรณแ ละควบคุมพฤติกรรมตางๆ ได ความรูทางจิตวิทยาชวยใหผูสอนมีความเขาใจเกี่ยวกับตัวผูเรียน วิธีสอน วิธีเรียน ตลอดจนรูสาเหตุและสภาพแวดลอมที่มีอิทธิพลตอการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผูเรียน ทำให ผสู อนถายทอดความรไู ดต รงจุดมุงหมายทพ่ี ึงประสงค และทำใหผ ูส อนสามารถจดั สภาพการเรียน การสอนทเี่ อื้ออำนวยตอ การเรียนรไู ด แนวคดิ นกั จติ วิทยากลมุ ตางๆ 1. กลมุ โครงสรา งทางจิต (Structuralism) ผนู ำกลุม ความคดิ น้ีคือ วลิ เฮลม วุนต แนวคิดน้สี นใจศึกษาเก่ียวกับโครงสรา งของจติ สำนึก ของมนุษย โดยมีแนวคิดวาจิตสำนึกของมนุษยประกอบดวย ธาตุทางจิต 3 ชนิด คือ การรูสึก อารมณ และจินตนาการ โดยในการศึกษาจิตธาตุทั้ง 3 ชนิด จะใชวิธีพิจารณาภายใน ซึ่งไมเปน วทิ ยาศาสตรเพราะขอ มลู ทไ่ี ดจ ากการรายงานความรสู กึ ของผถู กู ศึกษา มคี วามเปน อตั นยั สงู 2. กลุม หนา ท่ขี องจติ (Functionalism) วิลเลี่ยม เจมส และ จอหน ดิวอี้ แนวคิดของกลุมหนาที่ทางจิตใหความสำคัญกับ วิธีการท่ีมนุษยใชในการปรับตัวเขากบั สิ่งแวดลอม นักจิตวิทยาในกลุมนีใ้ หความเห็นวาจิตเปนตัว กอใหเกิดปญหา เปนอวัยวะที่สำคัญที่สุดที่มนุษยใชในการปรับตัวเพื่อดำรงชีวิตอยูได ซึ่งแสดง ใหเหน็ ถึงความสนใจของนกั จติ วิทยาในการศึกษาความสมั พันธร ะหวา งจิตกบั พฤติกรรม 3. กลมุ พฤติกรรมนยิ ม (Behaviorism) จอหน บี วัตสนั นักจติ วทิ ยาชาวอเมริกัน ผูน ำแนวคดิ ทส่ี ำคญั ท่ีเสนอใหม ีการศกึ ษา พฤติกรรมของมนุษยในดานที่สังเกตและมองเห็นได ซึ่งจัดวาเปนการศึกษาที่เปนวิทยาศาสตร ทำใหวัตสันไดรับการยกยองวาเปนบิดาของจิตวิทยาสมัยใหม แนวคิดของพฤติกรรมนิยมเนนวา พฤติกรรมทุกอยางตองมีเหตุและเหตุนั้นอาจมาจากสิ่งเราในรูปใดก็ไดมากระทบอินทรีย ทำให อนิ ทรียมพี ฤตกิ รรมตอบสนอง นกั คดิ ในกลมุ นี้จงึ มักศกึ ษาพฤติกรรมตางๆ ดว ยวิธกี ารทดลองและ ใชก ารสงั เกตอยางมรี ะบบจากการทดลอง โดยสรปุ วา การวางเงือ่ นไขเปนสาเหตสุ ำคญั ท่ีทำใหเกิด พ ฤ ต ิ ก ร ร ม แ ล ะ ถ  า เ ร า ร ู  ส า เ ห ต ุ ข อ ง พ ฤ ต ิ ก ร ร ม เ ร า ก ็ จ ะ ส า ม า ร ถ เ ป ล ี ่ ย น พ ฤ ต ิ ก ร ร ม ไ ด จอหน บี วัตสัน (1878 – 1958) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันและผูกอตั้งสำนักพฤติกรรมนิยม (behaviorism) 1

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” ทฤษฎีการเรียนรู ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอรนไดค (Thorndike’s Classical Connectionism) ธอรนไดคเ ชื่อวา การเรียนรูเกดิ จากการเช่อื มโยงระหวางสิ่งเรา กับการตอบสนอง ซง่ึ มหี ลายรูปแบบ บคุ คลจะมกี ารลองผิดลองถูก (trial and error) ปรับเปล่ียนไปเร่ือยๆ จนกวา จะพบรูปแบบการ ตอบสนองที่สามารถใหผลที่พึงพอใจมากที่สุด เมื่อเกิดการเรียนรูแลว บุคคลจะใชรูปแบบการ ตอบสนองที่เหมาะสมเพียงรูปแบบเดียว และจะพยายามใชรูปแบบนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเราในการ เรยี นรูตอไปเรอ่ื ย ๆ ทฤษฎกี ารวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) - ทฤษฎกี ารวางเงือ่ นไขแบบอัตโนมตั ิ (Classical conditioning) ของพาฟลอฟ พาฟลอฟ (Pavlov) ไดทำการทดลองใหสุนัขน้ำลายไหลดว ยเสียงกระดิ่ง การเรียนรูของ สุนัขเกิดจากการรูจักเชื่อมโยงระหวางเสียงกระดิ่ง ผงเนื้อบดและพฤติกรรมน้ำลายไหล - ทฤษฎกี ารวางเงื่อนไขของวัตสัน (Watson) วัตสัน (Watson) ไดทำการทดลอง โดยใหเด็กคน-หนึ่งเลนกับหนูขาว ก็ทำเสียงดัง จนเด็กตกใจรองไห หลงั จากนน้ั เดก็ ก็จะกลัวและรอ งไหเม่ือเห็นหนูขาว ตอ มาทดลองใหนำหนูขาว มาใหเดก็ ดูโดยแมจ ะกอดเดก็ ไวจากนนั้ เด็กก็จะคอ ยๆหายกลัวหนขู าว - ทฤษฎกี ารวางเงือ่ นไขแบบตอ เนือ่ ง (Contiguous Conditioning) ของกทั ธรี กทั ธรี ไดทำการทดลอง โดยปลอ ยแมวท่หี วิ จดั เขาไปในกลอ งปญหา มีเสาเล็กๆ ตรงกลาง มีกระจกที่ประตูทางออก มีปลาแซลมอนวางไวนอกกลอง เสาในกลองเปนกลไกเปดประตู แมวบางตัวใชแบบแผนการกระทำหลายแบบเพื่อจะออกจากกลอง แมวบางตัวใชวิธีเดียว - ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบโอเปอรแ รนต (Operant Conditioning) ของสกินเนอร สกินเนอร (Skinner) ไดทำการทดลองโดยนำหนูที่หิวจัดใสกลอง ภายในมีคานบังคับ ใหอาหารตกลงไปในกลองได ตอนแรกหนูจะวิ่งชนโนนชนน่ี เมื่อชนคานจะมีอาหารตกมาใหกิน ทำหลายๆครั้งพบวา หนูจะกดคานทำใหอาหารตกลงไปไดเ ร็วขน้ึ “ ชือ่ พาฟลอฟ ชอบเล้ียงหมา น้ำลายไหล วตั สนั ให เดก็ ตวั นอ ย เลนหนูขาว สกินเนอร จับหนูหิว ใสก ลอ งเปลา หนูแขนยาว กดคานงัด รบั ของกิน ธอรนไดคแปลก จับแมวหิว ใสกรงไม แมวเปดได รบี ออกมา ปลาหวานล้นิ คนกแ็ ปลก ปลามาวาง ใหแมวกิน แมวสดุ ฟน กนิ ปลา คนบาเอย ” 2

อยากเป็น “ครูอาชีวะ” 4. กลมุ เกสตอลท (Gestalt Psychology) Wertheimer,Maxz ผูนำกลุมเกสตอลทกลมุ เกสตอลท เปน กลุมแนวคิดทางจติ วิทยา ที่ตั้งขึ้นโดยนักจิตวิทยาชาวเยอรมันเพื่อโตแยงกลุมทางจิตกลุมอื่น โดยมีแนวคิดวาการศึกษา จิตสำนึกนั้นจะตองศึกษาจากการรับรูของมนุษย ซึ่งจะมุงความสนใจไปที่หลักการตางๆ ที่เกี่ยวกับการจัดระบบการรับรูของมนุษยและจากการศึกษาพบวามนุษยจะรับรูสวนรวมของ สิ่งเรามากกวาเอาสวนยอย ๆ ของสิ่งเรานั้นมารวมกัน นอกจากจะศึกษาเกี่ยวกับการรับรูแลว นักจิตวิทยากลุมนี้ยังศึกษาเก่ียวกับการเรียนรูซึ่งถือไดวาเปนตนกำเนิดของการพัฒนาจิตวิทยา กลมุ ความรูความเขา ใจ หลกั การเรยี นรูข องกลุม เกสตลั ท กลุมเกสตัลท เชื่อวา การเรียนรูที่เห็นสวนรวมมากกวาสวนยอยนั้น จะตองเกิดจาก ประสบการณเดมิ และการเรยี นรูยอมเกิดข้นึ 2 ลักษณะ คอื 1. การรับรู (Perception) หมายถึง การแปลความหมายหรือการตีความตอส่ิงเราของ อวัยวะรับสัมผัสสวนใดสวนหนึ่งหรือทั้งหาสวน ไดแก หู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง การตีความน้ี มักอาศัยประสบการณเดิม ดังนั้นแตละคนอาจรับรูในสิ่งเราเดียวกันแตกตางกันได แลวแต ประสบการณ เชน นางสาว ก. เห็นสีแดงแลวนึกถึงเลือด แตน างสาว ข.เห็นสีแดงอาจนึกถึงดอก กหุ ลาบสแี ดงกไ็ ด 2. การหยั่งเห็น (Insight) หมายถึง การเรียนรูดวยตนเอง โดยจะเกิดแนวความคิด ในการเรียนรูห รอื การแกปญหาขึ้นอยา งฉบั พลนั ทันทีทนั ใด (เกิดความคดิ แวบขึน้ มาในสมองทันที) มองเห็นแนวทางการแกปญหา ตั้งแตจุดเริ่มตนเปนขั้นตอน จนถึงจุดสุดทาย ที่สามารถจะ แกปญหาได เชน การรองออกมาวายูเรกาของอารคีเมดิส เพราะเกิดการหยั่งเห็น (Insight) ในการแกปญหาการหาปริมาตรของมงกุฎทองคำดวยวิธีการแทนที่น้ำ วาปริมาตรของมงกุฎ ท่จี มอยูใ นนำ้ จะเทากับปรมิ าตรของน้ำทีล่ นออกมา แลว ใชวธิ กี ารน้หี าปริมาตรของวัตถุที่มีรูปทรง ไมเ ปน เรขาคณิตมาจนถึงบดั นี้ การเรียนรูของกลุมเกสตัลทที่เนน “การรับรูเปนสวนรวมมากกวาสวนยอย”นั้น ไดสรุป เปนกฎการเรียนรูของทั้งกลุม 4 กฎ เรียกวา กฎการจัดระเบียบเขาดวยกัน (The Laws of Organization) ดงั นี้ 1. กฎแหง ความแนน อนหรอื ชดั เจน (Law of Pregnant) 2. กฎแหงความคลา ยคลงึ (Law of Similarity) 3. กฎแหงความใกลช ิด (Law of Proximity) 4. กฎแหง การส้นิ สดุ (Law of Closure) 3

อยากเปน็ “ครอู าชวี ะ” 5. กลุมจิตวเิ คราะห (Psychoanalysis) ผูนำแนวคิดของกลุมนี้ไดแก ซิกมุนด ฟรอยด โดยเชื่อวาพฤตกิ รรม ทั้งหลายมีสาเหตุเกดิ จากพลังทอี่ ยูในจติ ไรสำนึก จิตสวนนจ้ี ะรวบรวมความคิด ความตอ งการ และประสบการณท่ีผูเปน เจาของจิตไมตองการหรือปรารถนาที่จะจดจำ จึงเก็บกดความรูสึกตางๆ เหลานี้ไวใหลงอยูในจิต สวนนี้ อยางไรก็ตามหากความตองการหรือความรูสึกตางๆ ที่บุคคลเก็บกดไวยังมีพลังอยู ถาเกิด มีสิ่งใดมากระตุนขึ้น พลังนี้ก็จะแสดงอิทธิพลทำใหบุคคลเกิดพฤติกรรมบางอยางที่ไมรูสึกตัว นอกจากนี้นักจิตวิทยากลุมนี้ยังเชื่ออีกวาพฤติกรรมทั้งหลายมีสาเหตุเกิดจากพลังที่อยูในจิต ไรสำนึก ความคิดเชนนี้ไดรับการตอตานอยางมากในตอนแรกๆ แตในเวลาตอมาหลักการทาง จิตวิเคราะหไดรับการยอมรับโดยการนำไปใชในวงการของจิตแพทยหรือการบำบัดรักษาอาการท่ี ผิดปกตทิ างอารมณแ ละจติ ใจ สว นประกอบของพฤตกิ รรมท่ีเกดิ จากจิตใตส ำนกึ เกิดจากพลงั จิต 3 ประการ 1. Id เปนสวนประกอบดว ย ความตองการพ้นื ฐานของมนษุ ย คอื เปน ตวั ที่มพี ลงั ขับใหค นเรา แสดงพฤตกิ รรมออกมาตามหลักแหงความพอใจ โดยไมฟงเหตผุ ลใดๆ ท้ังสน้ิ 2. Ego เปน สว นท่ที ำหนาที่ควบคุมพฤติกรรมอันเกิดจากความตองการของ Id ใหแสดงออก ในทางที่เหมาะสม เปนท่ยี อมรับของสงั คม 3. Superego เปนสวนท่ีพัฒนาข้นึ มาจากประสบการณข อง Ego เปนตวั ท่ีมหี นา ท่สี รา งอดุ มคติ ที่พึงปรารถนาของสงั คมเปน มโนธรรมทคี่ อยเตือน Ego ใหรูวาสงิ่ นนั้ ผดิ จงอยา ทำ 6. กลมุ ปญญานยิ ม (Cognitivism) การรูการคิด (Cognition) หมายถึง กระบวนการทางจิตซึ่งทำการเปลี่ยนขอมูลที่ผาน เขามาทางประสาทสัมผัสไปในรูปแบบตางๆ กระบวนการนี้ทำหนาที่ตั้งแตลดจำนวนขอมูล (Reduced) เปลี่ยนรหัส(Code) และสงไปเก็บไว (Store) ในหนวยความจำและรื้อฟนเรียกคืน (Retrieve) มาไดเ มอ่ื ตองการ การรับรู จนิ ตนาการ การแกปญหา การจำได และการคดิ คำเหลานี้ ลวนอธิบายถึงขั้นตอนตางๆ เมื่อเกิดการรู-การคิด นักจิตวิทยากลุมนี้คัดคานวามนุษยเรามิไดเ ปน เพียงแตหนวยรับสิ่งเราที่อยูเฉยๆ เทานั้น แตจิตจะมีกระบวนการสรางขอสนเทศขึ้นใหมหรือ ชนิดใหม การตอบสนองของมนุษยขึ้นอยูกับกระบวนการทำงานของจิตในการประมวลผลขอมูล และเมือ่ มขี อมลู ใหมหรือประสบการณใ หม การตอบสนองก็เปลย่ี นไปได 4

อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” 7. กลุมมนุษยนิยม (Humanism) ผนู ำสำคัญในกลุม มนุษยน ิยม ไดแก มาสโลว (Abraham Maslow) คารล โรเจอร (Calr R. Rogers) จติ วิทยากลมุ มนษุ ยน ยิ มพัฒนาข้ึนประมาณป ค.ศ. 1940 โดยเชื่อวาเราสามารถเขาใจถึง ธรรมชาตขิ องมนุษยไ ดดีขึ้นดวยการศึกษาถึงการรับรขู องบคุ คลท่ีเก่ียวกบั ตนเอง ความคิดสวนตัว ทเี่ ขามีตอบคุ คลอ่นื และโลกท่เี ขาอาศยั อยูและยังมีความเชื่อวามนษุ ยเรามคี ุณลักษณะที่สำคัญท่ีทำ ใหเราแตกตางไปจากสัตวคอื มนษุ ยเ รามีความมุงมนั่ อยากที่จะเปนอิสระเราสามารถกำหนดตัวเอง ได และเรามีพลังจูงใจ (Motivational Force) ที่จะพัฒนาตนเองไปสูระดบั ที่สมบูรณขึ้น ที่แสดง ถึงความเปนจริงแหงตน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาความรูความสามารถที่ตนเองมีอยูใหเต็มที่ (Self Actualization) มาสโลว (Maslow) กลา วถงึ ทฤษฎีลำดับขั้นความตอ งการไว 5 ขน้ั ตอน ดงั นี้ 1. ความตองการทางกายภาพ (Physiological Needs) เปนความตองการขั้นพื้นฐาน ของมนษุ ยเปน สิ่งท่จี ำเปน ในการดำรงชวี ติ ไดแ ก อาหาร อากาศ ทอ่ี ยูอาศัย เครือ่ งนุงหม ยารักษา โรค ความตองการพกั ผอ น และความตอ งการทางเพศ เปนตน 2. ความตองการความม่ันคงและปลอดภยั (Safety Needs and Needs for Security) 3. ความตอ งการมสี วนรว มในสังคม (Social Belonging Needs) 4. ความตองการยกยองนับถือ (Esteem Needs) 5. ความตองการบรรลใุ นสง่ิ ทต่ี ้งั ใจ (Need for Self Actualization) จติ วทิ ยาการเรียนรู จิตวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษวา Psychology มีรากศัพทมาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Phyche แปลวา วิญญาณ กับ Logos แปลวา การศึกษา ตามรูปศัพท จิตวิทยาจึงแปลวา วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ แตในปจจุบันนี้ จิตวิทยาไดมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ความหมายของจิตวิทยาไดมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปดวย นั่นคือ จิตวิทยาเปนศาสตรที่ ศกึ ษาเกี่ยวกบั พฤติกรรมของมนุษยแ ละสตั ว การเรียนรู (Learning) ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของบุคคลอยางคอนขางถาวร อันเปนผลมาจากการฝกฝนหรือการมีประสบการณ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไมจัดวาเกิดจากการเรียนรู ไดแก พฤติกรรมที่เปนการเปลี่ยนแปลง ชั่วคราว และการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจากวุฒภิ าวะ 5

อยากเปน็ “ครอู าชวี ะ” จิตวทิ ยาการศกึ ษา การจัดการศึกษาใหเกิดผลดีตอผูเรียน ครูจะตองคำนึงถึงความแตกตางของแตละบุคคล หรือมีจิตวิทยาในการสอน เพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูที่ดี เนื่องจากผูเรียนแตละคนมีระดับ สตปิ ญ ญา สภาพรางกายท่แี ตกตางกัน อนั เปนผลมาจากพันธุกรรมและส่ิงแวดลอม ความรใู นเรื่องบคุ คลมคี วามแตกตา งกัน ทงั้ ในดานรางกาย อารมณ สังคม และสติปญ ญา เปนองคประกอบหนึ่งในการพิจารณากำหนดเปาหมายทางการศึกษา และกำหนดแนวทาง การศึกษา หรือการจัดทำหลักสูตร เพื่อใหเหมาะสมกับบุคคลในแตละวัย ใหมีการพัฒนา อยา งสงู สดุ จดุ มุงหมายของจติ วิทยาการศึกษา เพื่อใหเขาใจ (Understanding) เพื่อการทำนาย (Prediction) และเพื่อควบคุม (Control) พฤติกรรมการเรียนรขู องมนุษย ประโยชนของจติ วิทยาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษามีประโยชนสำหรับบุคคลทุกวัยไมเฉพาะครูผูสอน เชน ผูบริหาร การศึกษา นักแนะแนว ศึกษานิเทศก หัวหนาหนวยงานตางๆ รวมทั้งบิดา มารดา ผูปกครอง ในดา นตา งๆ ตอ ไปนี้ 1. ชวยใหครูเขาใจธรรมชาติ ความเจริญเติบโตของเด็กและสามารถนำความรูที่ไดมา จัดการเรียนการสอนไดอยางเหมาะสมและสอดคลองกับธรรมชาติ ความตองการ ความสนใจของ เด็กแตละวัย 2. ชวยใหครูสามารถเตรียมบทเรียน วิธีสอน จัดกิจกรรม ตลอดจนใชวิธีการวัดและ ประเมินผลการศึกษาไดสอดคลอ งกับวยั ซึ่งเปน การชว ยใหจ ัดการเรยี นการสอนมีประสิทธิภาพ 3. ชวยใหครูสามารถจัดกิจกรรมไดอยางสนุกสนานดวยบรรยากาศของความเขาใจ การ ใหความรว มมอื และใหก ารยอมรับซึ่งกนั และกัน 4. ชวยสรางสัมพันธภาพทีด่ รี ะหวา งครู ผูปกครองและเด็ก ทำใหปกครองเด็กงายข้ึนและ สามารถทำงานกบั เด็กไดอ ยา งราบรน่ื 5. ชวยใหครูปองกันและหาทางแกไข ตลอดจนพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กไดอยาง เหมาะสม 6. ชวยใหผูบ รหิ ารการศึกษาวางแนวทางการศึกษา จัดหลกั สตู ร อุปกรณการสอนและการ บริหารงานไดเหมาะสม 7. ชวยใหผูเรยี นเขากับสังคมไดดี ปรบั ตวั เขากบั ผูอื่นไดด ี 6

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” ความสำคญั ของจิตวิทยา จิตวิทยามีอิทธิพลตอการดำเนินชีวิตอยางกวางขวาง ผูศึกษาจิตวิทยาสามารถไดรับ ประโยชนดังตอ ไปนี้ 1. ทำใหเกิดความรูความเขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย เชน ความตองการ การ แกป ญหา การปรับตัว อารมณและความรสู กึ ในสถานการณต างๆ 2. ชวยในการแกปญ หาทางจิต รูจกั วธิ ีรกั ษาสขุ ภาพจติ ไดด ี สามารถเอาชนะปมดอยตางๆ รวู ิธแี กปญหาและปรับตวั อยางเหมาะสม ขจัดความขดั แยงในใจไดแ ละความวิตกกังวลได 3. สามารถเขา ใจ ตัดสนิ ใจ และมมี นษุ ยสมั พันธท่ดี ีกับบคุ คลในสงั คม 4. ชว ยในการวางแผนการใชช ีวติ ไดอยางเหมาะสม จติ วิทยากบั ผูเรยี น กอนการใหความรูผูสอนจะตองรูจักผูเรียนโดยเฉพาะในสวนที่เกี่ยวของกับโครงสราง รางกายของมนุษย วุฒิภาวะ ความตองการของบุคคล การรับรู สิ่งเรา อารมณ การจำ และ การลมื โครงสรางของรางกายมนุษย ประกอบดวยกลุมเซลลที่เรียกวา เนื้อเยื่อและอวัยวะ การทำงานของกลามเน้อื ทำใหอ วัยวะตา งๆ ของรางกายมีความเคล่อื นไหว การทำงานของตอม ตางๆ ในรางกายมีผลการตอแสดงพฤติกรรมของมนุษย ระบบประสาทควบคุมการทำงาน ของกลามเนือ้ และตอม มีอิทธพิ ลตอ การแสดงพฤติกรรมของมนษุ ยโ ดยตรง วุฒิภาวะ เปนระดับความเจริญเติบโตสูงสุดของพัฒนาการดานรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญาของบุคคลในแตละวัยที่เปนไปตามธรรมชาติ ไมขึ้นอยูกับการฝกหรือสภาวะ แวดลอม การจะสอนใหบุคคลใดแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค จำเปนตองสรางใหบุคคลน้ัน มวี ฒุ ภิ าวะเปนประการแรก และยิ่งถาบคุ คลเกิดความตองการหรอื ความสนใจท่จี ะเรียน พรอมทั้ง พอมคี วามรูพนื้ ฐานทีจ่ ำเปนสำหรับการเรียนรูอยูดว ยก็ยอ มชวยใหบุคคลมีพฤติกรรมท่ีพึงประสงค ตามที่ตอ งการไดร วดเรว็ ขึน้ เรยี กวา บคุ คลมีความพรอ มทจี่ ะเรียน ความพรอ มของบุคคลขึ้นอยกู ับ วฒุ ภิ าวะและสภาพแวดลอ ม ความตองการของบุคคล ประกอบดวยความตองการทางกายและความตองการทางใจ เมื่อบุคคลเกิดความตองการยอมมีผลกอใหเกิดแรงผลักดัน ทำใหบุคคลแสดงพฤติกรรม เพื่อตอบสนองความตอ งการทางกายเกิดขึ้น การรับรู คือ กระบวนการที่บุคคลรับสัมผัสสิ่งเรา แลวใชประสบการณหรือความรูเดิม แปลความหมายของสิ่งเราที่รับสัมผัสนั้น การรับรูของบุคคลขึ้นอยูกับสิ่งเราที่จะรับรู อวัยวะ รบั สัมผสั หรอื ความรูสึกสัมผสั ของผูรับรู และประสบการณเ ดมิ ที่เกี่ยวกับสิ่งเรา ซง่ึ ไดสัมผัสส่ิงท่ีมี อทิ ธิพลตอ การรับรขู องบคุ คล ไดแก ลักษณะของส่งิ เรา และลักษณะของบคุ คลทรี่ ับรู 7

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” สิ่งเรา ลักษณะของสิ่งเรา ไดแก ความเขมของสิ่งเรา ความเคลื่อนไหวหรือความ เปลี่ยนแปลงของสิ่งเรา ความซ้ำซากของสิ่งเรา การรับรูเกิดจากการทำหนาที่ของอวัยวะ รบั สมั ผสั และความตงั้ ใจท่ีจะรับรู อารมณ การเกิดอารมณและการควบคุมพฤตกิ รรมเมื่อเกดิ อารมณ เปนผลจากวุฒิภาวะ และประสบการณ อารมณมีสวนกระตุนใหบุคคลแสดงพฤติกรรมอยางใดอยางหนึ่ง อารมณ ท่ีกอใหเกิดความพึงพอใจ มผี ลทำใหบ คุ คลแสดงพฤติกรรมในลักษณะยอมรบั หรอื เขาหา อารมณ ที่กอใหเกิดความไมพึงพอใจ มีผลทำใหบุคคลตอตานหรือถอยหนี อารมณมีผลตอการ เปลี่ยนแปลงทางสรีระ เชน การทำงานของกลามเนื้อ การทำงานของตอมตางๆ การเตนของ หวั ใจ การหดหรือขยายของมานตา การบีบตวั ของกระเพาะและลำไส การไหลเวียนของโลหติ การจำและการลมื มีท้ังสวนที่เปน ประโยชนและไมเ ปน ประโยชนตอ การเรียนรู การจำ คือ การทบ่ี ุคคลสามารถรักษาความรู หรือประสบการณที่เคยไดร ับและสามารถ นำออกมาบอกเลาหรอื ใชป ระโยชนไดอกี การลืม คือ การที่บุคคลไมสามารถเก็บสะสมสิ่งที่เรียนหรือประสบการณที่เคยรับไวได สวนประกอบที่ทำใหเกิดความจำ ไดแก เนื้อหาที่มีความหมาย การจัดระบบความรูเขาเปน หลักการหมวดหมู การเรียนรูใหแจงเห็นจริง การจำเปนหนวย และวิธีการเรียนที่ดี สวนประกอบทีท่ ำใหเกดิ การลืม ไดแก การขาดการฝกฝนหรือทบทวน การเรียนเรื่องท่ีคลายกัน ในเวลาตดิ ตอ กนั จนเกิดความสบั สน การเลือนหายไปเอง เน่ืองจากเวลาผา นไป และการจงใจลืม จติ วิทยากบั ผสู อน จติ วิทยากบั ผูส อนเปนส่ิงท่ีผูสอนจำเปนตองรับรูและพฒั นาตนเองใหมีจติ วิทยาในการสอน ซึ่งประกอบดว ย บุคลกิ ภาพของผูสอน การปฏบิ ตั ติ นเปน ตัวแบบ การเสริมแรง และการลงโทษ บุคลิกภาพของครู ไดแก บุคลิกภาพทางกาย บุคลิกภาพทางอารมณ บุคลิภาพทาง สงั คม บุคลกิ ภาพทางสติปญญา การปฏิบัติตนเปนตัวแบบของครู ไดแก ดานการสอน ลักษณะนิสัย การปฏิบัติตน ใหส อดคลอ งกบั คำสอน การเสริมแรง คอื การทำใหบ ุคคลเกดิ ความพอใจดวยการใหสิ่งทีผ่ รู บั พอใจ หรือเอาสิ่งที่ ผรู ับไมพ อใจออกไป การลงโทษ คือ การทำใหบุคคลรูสึกไมเปนสุขดวยการใหสิ่งที่เขาไมพอใจ หรือเอาสิ่งที่ พอใจออก พฤตกิ รรมของมนษุ ย แบงออกเปน 2 ลกั ษณะ 1. พฤติกรรมภายใน เชน ความรสู ึก การรบั รู ความจำ ความคิด ความกลวั 2. พฤติกรรมภายนอก เชน การแสดงออก การพูด ทาทาง 8

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” เชาวปญญา (Intelligence) คือ สมรรถภาพของสมองที่แสดงความสามารถดาน ความจำ การคิดอยา งมีเหตุผล เกณฑภาคเชาว คอื ความสามารถในการศึกษา อาชีพ การปรบั ตวั 140 ข้ึนไป อัจฉริยะ ฉลาดมากท่ีสุด (very superior) 120 – 139 ฉลาดมาก (superior) 110 – 119 ฉลาดกวาระดบั ปกติ (higher average) 90 – 109 ฉลาดปานกลาง หรือระดับปกติ (average) 80 – 89 ** คนปกตทิ วั่ ไป ** 70 – 79 ตำ่ กวา ปกติ (low average) ตำ่ กวา 70 คาบเสนปญ ญาออน (borderline mental retardation) ปญญากอ น (mental retardation) บิดาจติ วิทยา บดิ าแหงจิตวทิ ยาแผนใหม วลิ เฮลม วุนด (Wilhelm max Wundt) บิดาแหง จติ วิทยาการทดลอง ซกิ มุนด ฟรอยด (Sigmund Freud) บิดาแหงจิตวิทยา อลั เฟรด บิเนท (Alfres Brnet) บดิ าแหง จิตวทิ ยาวิเคราะห ธอรด ไดค (Edward L. Thorndike) บิดาแหงเชาวป ญญา ฟลอเบล บิดาแหงจิตวิทยาการศึกษา แฟรงค พารสนั ส บดิ าแหงการอนบุ าล จอหน ดิวอี้ บดิ าแหง การแนะแนว โสเครตสี บิดาแหง การศกึ ษาสมัยใหม จอหน บี วตั สัน (John B. Watson) บดิ าแหงปรชั ญา บดิ าแหงจติ วิทยายคุ ใหม/ แหง พฤตกิ รรม บิดาแหง จิตวทิ ยาพฤตกิ รรม 9

อยากเป็น “ครอู าชีวะ” กลวิธานในการปรับตวั (Defense Mechanism) Self Defense Mechanism คือ กลไกที่มนุษยมักใชปองกันตนเองเพื่อไมใหเกิดความ คิดลบ,รูสึกแย,ทุกข,เสียใจ อาจจะดวยตั้งใจหรือไมตั้งใจ คนที่ทำสิ่งเหลานี้ไป ไมวาจุดประสงค เพื่อประการใดๆ ก็ตามแต ซึ่งโดยมากมักเปนการกระทำเพื่อปกปองตัวเอง (หรือรายกวานั้น หากทำบอยๆ อาจเขาขั้นระยะเริ่มตนของอาการทางจิต) นั่นคือสิ่งที่จิตแพทยชื่อกองโลก อยาง Sigmiund Frued ไดศึกษาและจัดหมวดหมูการกระทำที่เรียกวา \"Self-defense Mechanism\" นี้ไว 1. การเกบ็ กด (Repression) หมายถึง เปนการพยายามทจี่ ะลืมเร่ืองราว ตลอดจนความ เจบ็ ปวดรา วรานทเ่ี กิดข้นึ โดยการเกบ็ กดความรสู กึ น้นั ไวใ นจติ ไรสำนกึ 2. การปายความผิดใหแกผูอื่น (Projection) หมายถึง การลดความวิตกกังวล โดยการ ปายความผดิ ใหแ กผูอนื่ ตวั อยาง เด็กบางคนท่โี กงในเวลาสอบก็อาจจะปายความผิดหรือใสโทษวา เพอื่ นโกง 3. การหาเหตุผลเขาขางตนเอง (Rationalization) หมายถึง การปรับตัวโดยการ หาเหตุผลเขาขางตนเอง โดยใหคำอธิบายที่เปนที่ยอมรับสำหรับคนอื่น ตัวอยางเชน นักเรียน ที่สอบตกก็อาจจะอางวาไมสบาย แทนที่จะบอกวาไมไดดูหนังสือ บางครั้งจะใชเหตุผลแบบ “องุนเปรีย้ ว” เชนนักเรียนอยากเรยี นแพทยศาสตร แตสอบเขาไมได ไดวิศวกรรมศาสตร อาจจะ บอกวาเขาแพทยไมไดก็ดีแลว เพราะอาชีพแพทยเปนอาชีพที่เหน็ดเหนื่อย ไมมีเวลาของตนเอง เปนวิศวกรดีกวา เพราะเปนอาชีพอิสระ “การหาเหตุผลเขาขางตนเอง” แตกตางกับการโกหก เพราะผแู สดงพฤติกรรมไมรสู กึ วา ตนเองทำผิด 4. การถดถอย (Regression) หมายถึงการหนีกลับไปอยูในสภาพอดีตที่เคยทำใหตน มีความสุข ตัวอยางเชน เด็ก 2-3 ขวบ ที่ชวยตนเองได มีนองใหม เห็นแมใหความเอาใจใสกับนอง ความรูสึกวาแมไมรักและไมสนใจตนเทาที่เคยไดรับ จะมีพฤติกรรมถดถอยไปอยูในวัยทารก ที่ชวยตนเองไมได ตอ งใหแมท ำใหทุกอยา ง 5. การชดเชย (Compensation) เปนการแสดงออกเพื่อชดเชยความบกพรอง หรือ ปมดอ ยของตน เชน คนตัวเล็กมักจะเสยี งดัง หรอื บางคนเรียนไมเ กง ก็หันไปเอาเดนทางกฬี า 6. การทดแทน (Sublimation) เปน การหาทางทดแทนความรูสึกทไ่ี มสมหวงั ดวยการ ดน้ิ รนใหบรรลุเปาหมาย หรอื เอาชนะอุปสรรคน้นั เชน ชายหนุม จีบสาวสวยคนพี่ เม่ือไมสำเร็จ ก็หันไปแตงงานกับคนนอง ทำใหเกิดความรูสึกวาอยางนอยก็เปนแมเดียวกัน หรือนามสกุล เดยี วกนั (การชดเชย ไมต องแทนสง่ิ ทเี่ หมอื นกนั การทดแทน แทนดว ยสิง่ ทีเ่ หมือนกัน) 10

อยากเป็น “ครูอาชีวะ” การแนะแนว การแนะแนว เปนศาสตรที่ถูกจัดระเบียบไวทั้งดานองคความรู วิธีการและกระบวนการ โดยมีเปาหมายหลักเพื่อชวยบุคคลแตละคนใหเขาใจตนเอง สามารถวางแผนชีวิตที่มีคุณภาพ ดำเนนิ ชีวิตตามแผนนน้ั ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ล ความสำคญั ของการแนะแนว จุดหมายของการแนะแนว คือ การปองกันปญหา แกไขพฤติกรรมทุกอยางที่ผิดปกติ และการพัฒนาใหท กุ คนไปสูจดุ หมายของชวี ติ ท่ตี อ งการ การแนะแนวจะชว ยใหค รเู ขา ใจเดก็ ยงิ่ ข้ึน ครูเขาใจลักษณะการเจริญเตบิ โตของเด็กดีข้ึน เขาใจความตองการของเด็ก เขาใจความแตกตาง ระหวา งบุคคล จัดกลมุ เรยี น จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนและกิจกรรมอน่ื ๆ วัตถปุ ระสงคข องการแนะแนว 1. มีคณุ ธรรม จริยธรรม คา นยิ ม สามารถทำงานและดำรงชวี ิตอยูใ นสงั คมไทย 2. มีสขุ ภาพและบุคลกิ ภาพดี มีสนุ ทรียภาพ 3. มีความสามารถในการคิด การแกปญหา มีความเปนผูนำ และมีวสิ ัยทศั น 4. มีความรูและทักษะทจี่ ำเปนและการเรยี นรูตลอดชวี ิต 5. มีความภาคภูมิใจในความเปนไทยและเปนพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย อันมพี ระมหากษัตริยเปน ประมขุ 6. มีความพรอ มทีจ่ ะรวมมืออยางสรา งสรรคในการพัฒนาสงั คมและส่ิงแวดลอม ประโยชนท ี่จะไดร บั จากบรกิ ารแนวแนว ประโยชนตอนกั เรยี น 1. ชว ยใหนักเรียนรูจกั ตนเองดขี ้ึนและสามารถปรบั ปรุงตนเองในดานการเรียน 2. ชวยใหน กั เรยี นตัดสินใจไดด ว ยตนเองอยางฉลาดและมเี หตผุ ล 3. ชว ยใหน กั เรยี นเขา ใจสาเหตุของปญหาและวิธแี กปญหา ประโยชนตอครู 1. ชว ยใหครูเขา ใจถึงปญ หาและสาเหตขุ องปญ หา รวมทัง้ หาวธิ ีแกปญหานน้ั 2. ชวยครูในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหสอดคลองกับความตองการและความ สนใจของนักเรียน 3. ชว ยครูในการศึกษานักเรียน ทำใหรูจ ักนกั เรียนดขี ึน้ 11

อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” หลกั การเบอื้ งตนของการแนะแนว 1. มุงพัฒนาบคุ คลใหเ จริญงอกงาม ทงั้ ดานรา งกาย สติปญ ญา อารมณ และสังคม 2. ยึดบุคคลเปนศูนยกลาง ยอมรับในศักดิ์ศรี ความตองการและความแตกตางระหวาง บุคคล เปดโอกาสใหทุกคนไดเลือกใชวิถีชีวิต การเรียน และการประกอบอาชีพตามความถนัด และความสนใจของตน 3. มุงใหบุคคลรูจักตนเอง ชวยตนเอง ปกครองตนเอง นำตนเองได และมีความมั่นคง ไมย อมใหส่งิ ใดชกั จงู ไปในทางเสียหาย 4. มุงใหบุคคลฉลาด รูจักแสวงหาขอมูลและใชปญญาในการเลือก ตัดสินใจหรือ แกปญหาอยา งรอบคอบ 5. มุง แกปญหาระยะยาว โดยวธิ ปี องกนั และพัฒนาบคุ คล 6. การพัฒนาบุคคลตองคำนึงถงึ อทิ ธพิ ลของครอบครัว สงั คมและส่งิ แวดลอ มทั้งทางวัตถุ และจิตใจ หนาที่และหลักการแนะแนว 1. การใหบริการแนะแนวตองยึดปรัชญาการแนะแนว เชน บุคคลแตละคนยอมมีความ แตกตา งกัน ทง้ั รา งกาย อารมณ สงั คม และสตปิ ญ ญา ความสนใจ ความสามารถ ความถนัด และเจตคติ 2. จัดบริการใหครอบคลุมและเปนระบบตอเนื่องกัน เชน การจัดบริการแนะแนว ในโรงเรียนตอ งจัดใหค รอบคลุมขอบขา ยท้งั 3 ดา น และบริการ 5 บริการ 3. การแนะแนวในโรงเรยี นจัดบริการใหแกน กั เรียนทกุ คน 4. การแนะแนวตองคำนึงถึงปรัชญาของการแนะแนวที่เนนความแตกตา งระหวา งบุคคล 5. การแนะแนวเปนกระบวนการทำงานทตี่ องอาศยั ความรว มมือ การแนะแนวมขี อบขา ยสาระสำคญั 3 ดาน คือ 1. การแนะแนวการศึกษา ชวยใหนักเรียนรูจักเลือกและปรับตัวไดอยางเหมาะสม ในเรื่องการศึกษาเลาเรียนของตน ทั้งยังชวยใหนักเรียนสามารถวางแผนการศึกษาตอของตน ไดอยางถูกตอง 2. การแนะแนวอาชีพ จะชวยใหนักเรียนไดคนพบและตัดสินใจเลือกอาชีพได อยางถูกตอง ซ่ึงจะเปนผลใหนักเรียนมีความพึงพอใจในงานของตนและมีชีวิตการทำงาน ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพ เปน การชว ยใหทรพั ยากรมนุษยไดร บั การสง เสริมพฒั นาใหเกิดประโยชนแกสังคม และประเทศชาตอิ ยา งแทจ รงิ 3. การแนะแนวสวนตัวและสังคม ชวยใหนักเรียนไดมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการ รักษาสขุ ภาพกายและสุขภาพจติ มารยาทสงั คม การคบเพ่อื นตา งเพศ และเพอ่ื นเพศเดยี วกัน 12

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” เปา หมายของการแนะแนว มี 3 ประการ 1. เพอ่ื ปอ งกนั ปญหา (Prevention) 2. เพ่อื แกไ ขปญหา (Curation) 3. เพอ่ื สงเสรมิ พฒั นา (Development) บรกิ ารแนะแนว มดี งั นี้ 1. บรกิ ารสำรวจนกั เรยี นเปนรายบคุ คล 2. บรกิ ารสนเทศ 3. บรกิ ารใหค ำปรึกษา >> เปนหัวใจของการแนะแนว 4. บริการจดั วางตัวบคุ คล 5. บรกิ ารตดิ ตามผล การคัดกรองนักเรยี น พิจารณาขอมูลแลวทำการคดั กรองขอมูลนักเรียนเปน 4 กลมุ 1. กลุมปกติ คอื กลมุ นกั เรยี นท่ีควรไดร ับการสรางภูมิคุมกันและการสง เสริมการพัฒนา 2. กลมุ เส่ยี ง คือ กลุม นักเรยี นที่โรงเรยี นตองปองกันและแกไขตามกรณี 3. กลมุ มปี ญหา คือ กลุม นกั เรียนท่โี รงเรียนตองชว ยเหลอื และแกป ญหาเรง ดวน 4. กลุมพิเศษ คือ กลุมนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ที่โรงเรียนตองการสงเสริม ใหนกั เรียนไดพัฒนาศักยภาพความสามารถพิเศษนนั้ จนถึงขนั้ สงู สดุ การสงเสริมพัฒนานักเรียน เปนการสนับสนุนใหนักเรียนทุกคน ไมวาจะเปนนักเรียน กลุมปกติหรือกลุมเสี่ยง กลุมที่มีปญหา กลุมความสามารถพิเศษ ใหกลับมาเปนนักเรียน กลุมปกติและมีคุณภาพตามมาตรฐานที่ชุมชนคาดหวัง การสงเสริมพัฒนานักเรียนมีหลายวิธี ท่โี รงเรียนดำเนนิ การ แตม ีกจิ กรรมหลักทสี่ ำคัญทโี่ รงเรยี นดำเนนิ การ คือ 1. กิจกรรมโฮมรมู 2. การเยี่ยมบาน เปนวิธีการหนึ่งในขั้นตอนการรูจักนักเรียนเปนรายบุคคล ซึ่งเปน ขนั้ ตอนของระบบการดแู ลชวยเหลือนักเรยี น วตั ถปุ ระสงคก ารเยี่ยมบา นนกั เรียน 1. เพื่อเยีย่ มเยอื นสรางความสมั พันธอนั ดีระหวางบานกับโรงเรยี น 2. เพอื่ ใหไ ดข อมูลเพิ่มเติมเกยี่ วกบั ตัวนักเรียน 3. เพือ่ ใหคำปรกึ ษาและแนะนำกับนกั เรยี น 4. เพ่ือนำขอมูลทไี่ ดไ ปวางแผนในการพฒั นา สง เสริม ปองกนั และแกไ ขปญ หา 13

อยากเป็น “ครูอาชีวะ” 3. การจัดประชุมผูปกครองชั้นเรียน (Classroom Meeting) การจัดประชุม ผูปกครองชั้นเรียน เปนกิจกรรมที่มุงเปดโอกาสใหผูปกครองนกั เรยี น ไดมีสวนรวมในการพฒั นา สง เสรมิ ศักยภาพของนกั เรยี น รวมท้ังเปนการรว มมอื ในการดแู ล ปองกนั แกไ ขปญ หาของนกั เรียน และพิจารณาใหค วามชว ยเหลอื นักเรียนแตล ะคนในช้นั เรยี นใหไ ดเ รยี นรูอยางมีคุณภาพ 4. การจดั กจิ กรรมสรา งเสรมิ ทกั ษะการดำรงชีวิตและกิจกรรมพัฒนาผเู รยี น ปรชั ญากบั การพฒั นาผเู รียน 1. ทกุ คนมคี ณุ คา และมศี ักดศิ์ รแี หง ความเปนมนุษย 2. ทุกคนมสี ิทธแิ ละเสรีภาพทดั เทียมกนั 3. คนมีศักยภาพที่สามารถพฒั นาและเรยี นรูไดด ว ยตนเอง 4. คนมคี วามแตกตางกัน 5. พฤตกิ รรมยอมมสี าเหตุและบุคคล เปล่ยี นแปลงไดตามเหตปุ จจัยนั้นๆ 6. คนทกุ คนยอ มมีปญ หา 7. คนเปนสตั วส งั คมท่ีตอ งพึ่งพาอาศัยกัน 8. พฤตกิ รรมของแตละบุคคลยอ มสง ผลกระทบตอบคุ คลอื่น สง่ิ ท่ีควรยดึ ถอื ในการปฏิบตั ิหลักการในการพฒั นาผูเรยี น 1. จัดบริการใหกับทุกคนโดยไมเ ลอื กปฏบิ ตั ิ 2. การจัดบริการจะตอ งคำนงึ ถงึ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคล 3. ไมม กี ารบงั คับ 4. การใหบริการ ตอ งเปด โอกาสใหบ ุคคลใชป ญ ญา 5. เรยี นรวู ธิ แี กป ญ หาดวยตนเอง 6. พัฒนาตนเองเตม็ ตามศักยภาพ 7. การใหบ ริการจะตอ งคำนึงถงึ หรือตอบสนองความแตกตา งของแตล ะบุคคล 8. การใหบ ริการชว ยเหลือเพ่อื นมนุษยเปนภารกจิ ที่พึงกระทำดว ยความเมตตา สาเหตุทท่ี ำใหนกั เรยี นมีแนวโนมจะมีปญ หา เกิดจาก 1. ตัวนักเรยี น >> กรรมพันธ,ุ เชาวป ญ ญา, สุขภาพ, ลกั ษณะบุคลิกภาพของตัวเดก็ เอง 2. สิ่งแวดลอ ม >> สภาพครอบครัว, ฐานะทางครอบครวั , การอบรมเลย้ี งดู, ส่ิงแวดลอมอื่นๆ 14

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” ลกั ษณะพฤติกรรมและการแสดงออกของนกั เรียนทมี่ แี นวโนมจะมปี ญหา 1. การแสดงออกทางพฤติกรรม 1.1 การแตงกาย แตงกายผิดระเบียบ แตงกายสกปรก มอมแมม ไมเอาใจใส ดแู ลตนเอง 1.2 ลักษณะทาทาง กาวราว ไมสุภาพ ไมทำตามคำสั่ง มีอาการเหมอลอย เก็บตัว เซอ่ื งซมึ แยกตวั อยคู นเดยี ว ไมคบเพ่อื น 1.3 การเรียนตกต่ำ ไมสนใจเรียน หนีเรียน มาเรียนสายเปนประจำ ไมสงงาน ตามกำหนดหรอื ไมทำงานท่ีไดร บั มอบหมาย 1.4 พฤติกรรมทางเพศ มเี พศสัมพันธในวยั เรียน มัว่ สมุ ทางเพศกบั เพื่อนชายหญงิ 1.5 มนุษยสัมพนั ธ ความสัมพันธกบั คนในครอบครัวหรือเพ่อื นไมด ี มเี พ่ือนนอ ย 2. การแสดงออกทางอารมณ 2.1 อารมณร ุนแรง โมโหงาย 2.2 ควบคุมอารมณตนเองไมได 2.3 มคี วามวิตกกังวล เครยี ด ย้ำคิดยำ้ ทำ 2.4 ซึมเศรา ออนไหวงาย ไมม ีเหตผุ ล วิธกี ารชว ยเหลอื นกั เรียนทม่ี ปี ญหา 1. ทำใหนักเรียนเขาใจตนเอง ทั้งดานความคิด บุคลิกภาพ อารมณ จิตใจ และ บทบาทหนาท่ขี องตนเองทเ่ี ปน อยู 2. ทำใหนกั เรยี นเขาใจบคุ คลอื่นและส่ิงแวดลอม สามารถยอมรับและรจู ักเลอื กรับสิ่งที่ดี ของผอู น่ื มาใชใหเ กิดประโยชนก ับชีวติ ของตนเองและผูอ ื่นได 3. ทำใหนักเรียนเขาใจสาเหตุของปญหา สามารถคิดและตัดสินใจหาทางแกไขปญหา พัฒนาตนเองไดตามศกั ยภาพและสภาพแวดลอม 4. ทำใหน กั เรียนสามารถปรับตัว เปล่ียนแปลงพฤตกิ รรม แกไ ขปญ หาได สำหรบั แนวทางการชว ยเหลอื ครูสามารถนำหลกั การเรียนรู การปรบั พฤติกรรม และการใหคำปรึกษามาชวยเหลอื นักเรียน โดยประยุกตใชใหเ หมาะสมกับสภาพปญ หา สง่ิ แวดลอมของครอบครวั และโรงเรียน ตลอดจนสภาพแวดลอมของนักเรยี นแตละคน 15

อยากเป็น “ครอู าชีวะ” การใหค ำปรึกษา (Counseling) การใหคำปรึกษา หมายถึง กระบวนการชวยเหลอื บคุ คลทกี่ ำลงั ประสบปญหา ใหส ามารถ แกไขปญหาได โดยใหผูรับการปรึกษาเขาใจตนเองและสภาพแวดลอม เขาใจปญหา สาเหตุ และสามารถปรับตัว ใชศักยภาพของตนเองในการคิด ตัดสินใจ หาแนวทางในการแกปญหาได อยางมีประสิทธิภาพ หลกั การใหก ารปรึกษา 1. ผูใหการปรึกษา ตองมีความจริงใจและยอมรับผูรบั การปรึกษาอยางแทจริง ใหความ สนใจในขณะใหก ารปรกึ ษา มคี วามซ่อื สัตยใ นการรกั ษาความลับของผรู ับการปรึกษา 2. ผใู หก ารปรกึ ษา ตอ งทำใหผ ูรับการปรกึ ษาเกิดความไวว างใจและมีความศรทั ธา 3. ในการใหคำปรึกษาตอ งมกี ารนัดหมายอยา งชัดเจน มใิ ชพ บกันโดยบงั เอิญ 4. ควรใชเวลาใหเหมาะสม โดยถาเปนการใหการปรึกษารายบุคคล ควรใชเวลาไมเกิน 50 นาที หรอื ถา เปน การใหก ารปรกึ ษากลุม ควรใชเ วลา 1 ชว่ั โมง ถึง 1 ช่วั โมง 30 นาที 5. สัมพนั ธภาพระหวางผูใหก ารปรึกษาและผูร ับการปรกึ ษา ตองมีขอบเขตจำกัด ไมควร มคี วามสัมพันธฉ นั ชูส าว กระบวนการใหการปรึกษา สรปุ ได 5 ข้นั ตอน ดังน้ี 1. เปน การสรางสัมพนั ธภาพท่ดี ีระหวา งผูใหการปรึกษากบั ผรู ับการปรึกษา 2. ผูใ หการปรกึ ษาจะตอ งชวยใหผูรบั การปรึกษาสำรวจตนเองและปจจัยตา งๆ ทีเ่ กีย่ วของ เพอ่ื ใหผ ูรบั การปรกึ ษาเกิดความเขา ใจปญ หา เขา ใจถงึ สงิ่ ทเ่ี ปนเหตุและเปนผล 3. ผูรับการปรึกษาจะเกิดความชัดเจนในตนเอง และเขาใจถึงปญหาสาเหตุและความ ตองการตา งๆ 4. เปนการวางแผนแกปญหา โดยผูใหการปรึกษาจะชวยใหผูรับการปรึกษาพิจารณา หาทางออกหรือวธิ ีแกไ ขปญ หาของตนเอง ตัดสินใจเลอื กส่งิ ทจี่ ะตองปฏิบตั ติ อ ไปดวยตนเอง 5. เปนการสรุปและยุติการปรึกษา เพื่อย้ำถึงความรูความเขาใจที่เกิดขึ้นระหวางการปรึกษา และใหผรู บั การปรกึ ษาไดม แี รงจูงใจและกำลงั ใจที่จะพัฒนาตนเองตอ ไป การปรับพฤตกิ รรม (Behavior Modification) การปรับพฤติกรรม เปนแนวคิดทางจิตวิทยา ซึ่งอาศัยพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู และหลักจิตวิทยาการทดลองมาใชในการแกไขพฤติกรรมที่เปนปญหา โดยมีเทคนิควิธีการตางๆ ทส่ี ามารถนำมาใชเ พ่อื เปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมอยา งเปนรูปธรรม 16

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” การปอ งกนั และแกปญหา ดูแลชว ยเหลอื กลมุ เสีย่ งและกลมุ มีปญหา มกี ารจัดกจิ กรรมปองกันและแกไ ขปญ หาของนกั เรียน ผาน 5 แนวทาง 1. กิจกรรมเสริมหลกั สูตร 2. กิจกรรมในหองเรยี น 3. กจิ กรรมเพ่ือนชว ยเพอ่ื น 4. กจิ กรรมซอมเสริม 5. กจิ กรรมสื่อสารกบั ผปู กครอง กระบวนการดำเนนิ การตามระบบดแู ลชว ยเหลอื นักเรยี น โดยครทู ปี่ รึกษาเปน บคุ ลากรหลกั ในการปฏบิ ัติงาน มอี งคป ระกอบสำคัญ 5 ประการ คือ 1. การรจู ักนกั เรยี นเปน รายบคุ คล 2. การคัดกรองนกั เรยี น 3. การสง เสริมนักเรยี น 4. การปอ งกันและแกป ญหา 5. การสง ตอ การสงตอ แบงเปน 2 ประเภท การสงตอภายใน ครูที่ปรึกษาสงตอไปยังครูที่สามารถใหการชวยเหลือนักเรียนได ทั้งน้ี ขน้ึ อยูกบั ลักษณะ เชน สง ตอ ครูแนะแนว ครูพยาบาล ครูประจำวิชา หรอื ฝา ยปกครอง การสงตอภายนอก ครูแนะแนวหรือฝายปกครองเปนผูดำเนินการสงตอไปยัง ผูเชี่ยวชาญภายนอก หากพิจารณาเห็นวาเปนกรณีปญหาที่มีความยากเกินกวาศักยภาพของ โรงเรียนจะดูแลชวยเหลอื โรงพยาบาล สถานตี ำรวจ ผูนำชมุ ชน คณะกรรมการในระบบการดแู ลชว ยเหลอื ผเู รยี น คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการประสานงาน คณะกรรมการดำเนินการ (ทีมนำ) (ทมี ประสาน) (ทีมทำ) ผูอ ำนวยการโรงเรียน รองผูอำนวยการโรงเรยี น หัวหนา ระดบั ช้นั เปนประธานกรรมการ เปน ประธานกรรมการ เปนประธานกรรมการ หวั หนากลุมงานแนะแนว หวั หนากลมุ งานแนะแนว เปน กรรมการและเลขานุการ เปนกรรมการและเลขานกุ าร ครแู นะแนว เปน กรรมการและเลขานกุ าร 17

อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” 4. การพัฒนาผูเรยี น การพัฒนาผเู รยี น (Student Development) หมายถึง ความสามารถในการปลกู ฝง คุณธรรม จรยิ ธรรม การพัฒนาทกั ษะชีวติ สขุ ภาพกายและสุขภาพจิต ความเปน ประชาธิปไตย ความภมู ใิ จในความเปนไทย การจดั ระบบดแู ลชว ยเหลือผูเรยี น เพอ่ื พัฒนาผเู รยี นใหม ีคณุ ภาพ กิจกรรมพัฒนาผูเรียน มุงใหพัฒนาตนเองตามศักยภาพอยางรอบดาน เพื่อความเปน มนุษยที่สมบูรณทั้งรางกาย สติปญญา อารมณ และสังคม เสริมสรางใหเปนผูมีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝงและสรางจิตสำนึก การกระทำที่เปนประโยชนเพื่อสังคม สามารถควบคมุ จดั การตนเองได และอยรู ว มกับผูอน่ื อยางมีความสุข เปาหมายของการจัดกจิ กรรมพัฒนาผเู รียน 1. ผูเรียนไดรับประสบการณที่หลากหลาย เกิดความรู ความชำนาญ ทั้งวิชาการและ วิชาชพี อยางกวางขวางมากย่ิงขนึ้ 2. ผูเรียนคนพบความสนใจ ความถนัด และพัฒนาความสามารถพิเศษเฉพาะตัว มองเหน็ ชอ งทางในการสรางงาน อาชพี ในอนาคตไดเหมาะสมกับตนเอง 3. ผูเรียนเห็นคุณคาขององคความรูตางๆ สามารถนำความรูและประสบการณไปใช ในการพฒั นาตนเองและประกอบอาชพี กิจกรรมพัฒนาผูเ รียน แบงออกเปน 3 กจิ กรรม ดังน้ี 1. กจิ กรรมแนะแนว บริการหลกั ท่ีงานแนะแนวจัดใหนักเรียนมี 5 บริการ คือ 1.1 บริการสำรวจและศึกษาขอมูลเปนรายบุคคล เพื่อรูจักเด็กทุกๆ ดาน โดยวธิ กี ารสังเกต การสัมภาษณ แบบสอบถาม การทดสอบ การเยีย่ มบาน การศึกษาเด็กเปน รายกรณี 1.2 การบริการสนเทศ เพื่อใหขาวสารความรูที่จำเปนแกนักเรียนเกี่ยวกับ การศึกษา อาชพี สงั คม วัฒนธรรม และส่งิ แวดลอ มตา งๆ โดยวธิ ีการอภปิ ราย บรรยาย หรือ การจดั กิจกรรมในรปู แบบของนทิ รรศการ การศกึ ษานอกสถานท่ี การสาธิต การจดั รายการวิทยุ โทรทศั น 1.3 บริการใหคำปรกึ ษา เพื่อชวยใหบ ุคคลหรอื นกั เรียนมองเห็นชองทางในการ ตดั สนิ ใจ และสามารถแกป ญ หาดวยตนเอง ดว ยวธิ ีทฉ่ี ลาดและเหมาะสม 1.4 บริการจัดวางตัวบุคคล เพื่อชวยใหบุคคลหรือนักเรียนไดมีโอกาสแสดง ตามพฤติกรรมหรอื ไดประสบการณแ ละการเรยี นรูที่ถูกตองเหมาะสม เชน การจัดทุนการศึกษา การจดั สอนซอ มเสริม 1

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” 1.5 บริการติดตามผล เพื่อติดตามผลงานในดานตางๆ ของบริการแนะแนว และติดตามผลพฤติกรรมของบุคคลหรือเด็ก วาควรไดรับการแนะแนวเพิ่มเติมหรือไมเพียงใด เชน การสงั เกต การสัมภาษณ การใชแบบสอบถาม 2. กิจกรรมนักเรยี น เปน กจิ กรรมทีม่ งุ พัฒนาความมรี ะเบียบ ความเปนผูนำผูตามที่ดี ความรับผิดชอบ การทำงานรวมกัน การรูจักแกปญหา โดยจัดใหสอดคลองกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผูเรียน ใหไดปฏิบัติดวยตนเองทุกขั้นตอน กิจกรรมนักเรียน ประกอบดว ย - กิจกรรมลูกเสือเนตรนารี - กิจกรรมนักศกึ ษาวิชาทหาร กิจกรรมนักเรยี น จัดใหสอดคลองกับ - กจิ กรรมชมรม องคก ารวิชาชพี ความถนัด และความสนใจ โดยเนนไปท่ี - กิจกรรมเขาแถวหนาเสาธง คณุ ธรรม จริยธรรม ความมรี ะเบยี บวนิ ัย 3. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน เปนกิจกรรมที่ตองสงเสริมใหผูเรียน บำเพ็ญตนใหเปนประโยชนตอสังคม ชุมชน และทองถิ่น ตามความสนใจ ในลักษณะ อาสาสมัคร เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละตอสังคม มีจิตสาธารณะ ประกอบดวย - กจิ กรรมบำเพ็ญประโยชน - กจิ กรรมอาสาพัฒนา - กิจกรรมสรางสรรคส ังคม กิจกรรมพัฒนาผูเ รยี น ของสำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) แบง ไดเปน 2 ประเภท คอื 1. กิจกรรมองคการนกั วิชาชพี ในอนาคตแหงประเทศไทย (อวท.) (ASSOCIATION OF FUTURE THAI PROFESSIONAL : AFT) ทุกสถานศึกษาในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา ยกเวน วทิ ยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ใหมี อวท. 4 ระดับ ไดแก ระดับสถานศึกษา, ระดับจังหวัด, ระดับภาค และ ระดับชาติ ผปู ระกาศจดั ต้งั อวท. ระดับสถานศึกษา >> ผูอำนวยการ ระดับจังหวัด >> ประธาน อศจ. ระดบั ภาค >> ประธานกรรมการบริหาร อวท. ระดับภาค ระดับชาติ >> เลขาธิการ สอศ. 2

อยากเปน็ “ครอู าชวี ะ” คณะกรรมการ อวท. ในสถานศกึ ษา มี 2 ประเภท ไดแก 1. คณะกรรมการบริหาร อวท. มีจำนวนไมน อ ยกวา 15 คน แตไมเ กนิ 25 คน มีวาระ 2 ปการศกึ ษา 2. คณะกรรมการดำเนินงาน อวท. มีจำนวนไมนอยกวา 15 คน แตไมเกิน 25 คน ครทู ป่ี รึกษา 1 คน มีวาระ 1 ปการศึกษา ประกอบดว ย 1) นายกองคการ จำนวน 1 คน 2) รองนายกองคก าร จำนวน 1 คน 3) กรรมการ จำนวน 8 - 18 คน 4) เหรัญญกิ จำนวน 1 คน 5) ปฏคิ ม จำนวน 1 คน 6) นายทะเบยี น จำนวน 1 คน 7) ประชาสัมพันธ จำนวน 1 คน 8) เลขานุการ จำนวน 1 คน 9) ครทู ป่ี รึกษา จำนวน 1 คน ให อวท. จัดประชุมวิชาการ ระดับสถานศึกษา ระดับจังหวัด ระดับภาค และ ระดับชาติ ปการศึกษาละ 1 ครั้ง โดยมีการประกวด แสดง แขงขัน หรือเสนอผลงาน ของสมาชกิ ประเภทของสมาชิก มี 3 ประเภท ดังนี้ 1. สมาชิกสามัญ ไดแก นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หลกั สูตรประกาศนียบตั รวิชาชพี (ปวช.) และหลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งสมัครเปนสมาชิกถูกตองตามระเบียบขององคการนักวิชาชีพ ในอนาคตแหง ประเทศไทย 2. สมาชิกวิสามัญ ไดแก นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หลักสูตรวิชาชีพระยะสัน้ และผูทีเ่ คยเปนสมาชิกสามญั หลังจากที่สำเร็จการศึกษาไปแลว แจงความจำนง สมัครเปนสมาชิกถูกตองตามระเบียบของ องคก ารนกั วชิ าชพี ในอนาคตแหง ประเทศไทย 3. สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไดแก ครู อาจารย ศึกษานิเทศก ผูบริหารสถานศึกษา ผูบรหิ ารสำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา หรอื บุคคลอนื่ ๆ ทไี ดรับการยกยองในดา นสาขา วิชาชีพตางๆ และเปนผูใหความอุปถัมภชวยเหลือเพื่อความเจริญกาวหนา ใหแกองคการ นกั วิชาชพี ในอนาคตแหงประเทศไทย 3

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” ประเภทของครทู ่ีปรกึ ษา มี 3 ประเภท ดงั นี้ 1. ครทู ป่ี รึกษาคณะกรรมการดำเนินงานชมรมวชิ าชพี 2. ครูทปี่ รึกษาสมาชิกดเี ดนโครงการภายใตการนเิ ทศ 3. ครทู ่ปี รึกษาคณะกรรมการดำเนินงานองคก ารนักวชิ าชพี ในอนาคตแหงประเทศไทย ครูที่ปรึกษาคณะกรรมการดำเนินงานองคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย มี 4 ระดับดังน้ี 1. ครทู ี่ปรึกษาระดบั สถานศึกษา 2. ครูที่ปรึกษาระดบั จังหวดั 3. ครูทป่ี รกึ ษาระดบั ภาค 4. ครูทป่ี รึกษาระดับชาติ การจัดกิจกรรมขององคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย แบงกิจกรรมหลัก ออกเปน 2 เปาหมาย ดงั นี้ เปาหมายที่ 1 การพัฒนาสมาชิกใหเปน คนดีและมีความสุข ประกอบดวย แผนพัฒนา 5 แผนดงั น้ี 1) แผนการจดั กิจกรรมเสรมิ สรา งบคุ ลิกภาพและความรับผิดชอบตอ สังคม 2) แผนการจัดกจิ กรรมเสรมิ สรา งสุขภาพ กฬี าและนนั ทนาการ 3) แผนการจดั กิจกรรมเสริมสรางพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 4) แผนการจัดกจิ กรรมสง เสริมศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรม 5) แผนการจัดกจิ กรรมสงเสรมิ การอนุรกั ษธรรมชาติและสิง่ แวดลอม เปาหมายที่ 2 การพัฒนาสมาชิกใหเปน คนเกงและมีความสุข ประกอบดวย แผนพัฒนา 5 แผนดังน้ี 1) แผนการจัดกิจกรรมพัฒนามาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณวิชาชีพ 2) แผนการจดั กจิ กรรมสงเสริมความคดิ ริเรมิ่ สรางสรรค 3) แผนการจัดกจิ กรรมสง เสริมการเรยี นรแู บบบรู ณาการ 4) แผนการจัดกจิ กรรมพฒั นาความรู และความสามารถทางวชิ าการ 5) แผนการจัดกจิ กรรมพฒั นานกั เรียน นักศกึ ษาใหมมี าตรฐานสูส ากล 4

อยากเป็น “ครอู าชีวะ” รายไดข ององคก ารนักวชิ าชพี ในอนาคตแหงประเทศไทย ไดมาจาก 1) คาบำรุงกิจกรรมของสมาชิกสามัญและสมาชิกวิสามัญเฉพาะหลักสูตร ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชัน้ สงู (ปวส.) ปก ารศึกษาละ ไมเ กิน 300 บาทตอคน ทั้งน้ีใหอยูใน ดลุ ยพินิจของคณะกรรมการบรหิ ารสถานศกึ ษา 2) คาลงทะเบียนซอมกิจกรรม ทั้งหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ภาคเรียนละไมเกิน 150 บาทตอคน ทงั้ นใ้ี หอ ยใู นดลุ ยพินิจของคณะกรรมการบรหิ ารสถานศกึ ษา 3) เงินจากการหารายไดข ององคก าร 4) เงินงบประมาณท่ีไดรับการสนับสนนุ จากระทรวง ทบวง กรม หรอื หนว ยงานอนื่ ๆ 5) เงินบรจิ าค การจัดทำปายชื่อองคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย ใหมีขนาดไมนอยกวา กวาง 80 เซนติเมตร ยาว 240 เซนตเิ มตร มีขอความดงั ภาพ แลว ตดิ ตง้ั ไวใ นท่ีเหมาะสม 5

อยากเป็น “ครูอาชีวะ” ตราสัญลกั ษณและธงองคก ารนกั วชิ าชพี ในอนาคตแหง ประเทศไทย ตราสัญลักษณขององคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย ประกอบดวย สัญลักษณ 6 ประการ ปรากฏเปนวงกลม 2 วงซอนกันระหวางเสนรอบวงกลมมีขอความวา “องคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย” ดานลางมีขอความภาษาอังกฤษวา “ASSOCIATION OF FUTURE THAI PROFESSIONAL” 1. เสมาธรรมจักร เปนสัญลักษณแหงความดี ความจริง ความยุติธรรมและ ความถกู ตอง 2. อักษรยอ ทุ ส นิ ม (อริยสัจ 4 ) ใตฐานเสมาธรรมจักร เปนสัญลักษณ ของความจริงอนั ประเสริฐ 4 ประการ 3. กนกลายไทยสที อง เปน สัญลักษณข องความกาวหนา ของนกั วิชาชพี ทกุ สาขาวิชา 4. พื้นสีประจำสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปนสัญลักษณของ พลังแหงการพัฒนาภาพลักษณของสมาชิกนักวิชาชีพทุกสาขาวิชา สูความเปนเลิศและสงางาม ดวยความดีความเกง และอยรู วมกบั ผอู นื่ ไดอ ยางมคี วามสขุ 5. ดอกจันทน เปนสัญลักษณแหงความหอมหวนฟุงกระจาย ดวยความ มชี อื่ เสยี งในการเปน คนดี คนเกง และมีความสุข ของสมาชกิ นักวชิ าชีพทกุ สาขา 6. วงกลมสีเหลอื งทอง เปนสญั ลกั ษณข องความรุงเรอื ง รุง โรจน ดว ยแสงสวาง แหงปญ ญาทีล่ ้ำเลศิ ในการพฒั นานกั วิชาชีพ ของสมาชกิ ความหมายรวมของตราสัญลกั ษณองคก ารนกั วิชาชพี ในอนาคตแหง ประเทศไทย คอื การ พัฒนาภาพลักษณของสมาชิกนักวิชาชีพทุกสาขาวิชาใหเปนคนดี คนเกง และมีความสุข ดวยการยึดมั่นบนฐานแหงความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค มีความพรอมเพ่ือพฒั นาตนเองและสังคม เพ่ือความกาวหนา ในวิชาชีพ 6

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” ธงองคการนกั วิชาชีพในอนาคตแหง ประเทศไทย แตล ะระดบั 1. ระดับสถานศึกษา ใชพื้นธงสีประจำของสถานศึกษา ขนาดกวาง 80 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร ปกตราสัญลักษณองคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย ไวตรงกลาง ขนาดเสนผาศูนยกลางไมนอยกวา 30 เซนติเมตร ดานลางปกชื่อสถานศึกษา แนวตรงอยูใตสัญลักษณองคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย โดยปกชื่อภาษาไทย ดานหนงึ่ และภาษาองั กฤษอีกดานหนึ่ง 2. ระดับจังหวัด ใชพื้นธงสีเดียวกับของจังหวัด กวาง 80 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร ปกตราสัญลักษณองคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย ไวตรงกลาง ขนาดเสนผาศูนยกลางไมนอยกวา 30 เซนติเมตร ดานลางปกชื่อจังหวัดแนวตรงอยูใตสัญลักษณ องคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย โดยปกชื่อภาษาไทยดานหนึ่งและภาษาอังกฤษ อีกดานหนึ่ง สำหรับอาชวี ศกึ ษากรุงเทพ ดานลา งปกชื่อภาษาไทยกรุงเทพมหานคร (อศก.) และ อาชีวศึกษามหานคร ดานลางปกชื่อภาษาไทย กรุงเทพมหานคร (อศม.) อีกดานหนึ่งใหปกช่ือ ภาษาองั กฤษ BANGKOK 3. ระดับภาค ใชสีแตกตางที่แตละภาคกำหนด ขนาดกวาง 80 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร ปกตราสัญลักษณองคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย ไวตรงกลาง ขนาดเสน ผาศูนยก ลางไมนอ ยกวา 30 เซนตเิ มตร ดา นลา งปกช่ือภาคแนวตรงอยูใตสัญลักษณ องคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย โดยปกชื่อภาษาไทยดานหนึ่งและภาษาอังกฤษ อกี ดา นหน่งึ 1) ภาคเหนอื สเี หลือง 2) ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ สแี สด 3) ภาคกลาง สขี าว 4) ภาคตะวนั ออกและกรงุ เทพมหานคร สฟี า 5) ภาคใต สเี ขยี ว 4. ระดับชาติ ขนาดกวาง 100 เซนติเมตร ยาว 150 เซนติเมตร ใชสีขาว แดงเลอื ดหมู และนำ้ เงินเขม ปก ตราสัญลกั ษณองคการนกั วชิ าชีพในอนาคตแหง ประเทศไทยไวตรงกลาง ขนาดเสนผาศูนยกลางไมนอยกวา 30 เซนติเมตร ดานลางปกชื่อแนวตรงอยูใตสัญลักษณ องคการนักวิชาชีพในอนาคตแหงประเทศไทย โดยปกชื่อภาษาไทยดานหนึ่งและภาษาอังกฤษ อีกดา นหนงึ่ 7

อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” คำขวัญขององคก ารนกั วิชาชพี ในอนาคตแหงประเทศไทย คตพิ จน ขององคก ารนักวิชาชพี ในอนาคตแหง ประเทศไทย “มีคุณธรรม ล้ำเลิศความรู เปนผูชำนาญ บรกิ ารดเี ยี่ยม” 4.2 กจิ กรรมลูกเสือ และนักศกึ ษาวิชาทหาร ลูกเสือวิสามัญ จัดเปนกิจกรรมใหนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปที่ 1 ทุกคนตองเรียนเปนเวลา 1 ปการศึกษา เรียน 2 ชั่วโมงตอสัปดาห สวนนกั ศึกษาวิชาทหาร ข้นึ อยูกบั ความสมัครใจ 8

อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” การเรยี นรูในศตวรรษที่ 21 ทกั ษะการเรยี นรูแ ละนวัตกรรม 3R และ 8C Reading 3R WRiting ARithmatic อานออก เขียนได มีทักษะในการคำนวณ Critical Thinking and 8C มที ักษะในการคิด วเิ คราะห การคิดอยา งมีวิจารณญาณ Problem Solving และแกไ ขปญหาได Creativity and Innovation คดิ อยางสรา งสรรค คิดเชงิ นวัตกรรม Collaboration Teamwork ความรวมมอื การทำงานเปน ทมี และภาวะผนู ำ and Leadership Communication Information ทักษะในการสือ่ สารและการรเู ทาทนั สอื่ and Media Literacy Cross-cultural Understanding ความเขา ใจความแตกตา งทางวัฒนธรรม กระบวนการคิด ขา มวฒั นธรรม Computing and ICT ทักษะการใชค อมพิวเตอรและการรเู ทา ทนั เทคโนโลยี Literacy ซง่ึ เยาวชนในยคุ ปจจุบันมีความสามารถดานคอมพิวเตอร และเทคโนโลยีอยางมากหรอื เปน Native Digital สวนคนรนุ เกาหรอื ผูสูงอายุเปรยี บเสมือนเปน Immigrant Digital แตเราตองไมอ ายทจ่ี ะเรียนรแู มว า จะสูงอายุแลว ก็ตาม Career and Learning Skills ทกั ษะทางอาชีพและการเรียนรู Compassion มีคณุ ธรรม มีเมตตา กรุณา มรี ะเบียบวนิ ัย ซึ่งเปน คณุ ลักษณะพื้นฐานสำคัญของทักษะขั้นตน ทั้งหมด และเปนคณุ ลกั ษณะที่เด็กไทยจำเปน ตองมี 9

อยากเป็น “ครอู าชีวะ” 5. การบริหารจัดการชน้ั เรยี น การบริหารจัดการชั้นเรียน เปนวิธีการจัดชั้นเรียนใหอยูในสภาพความพรอม ทจ่ี ะดำเนินการเรียนการสอนใหเปน ไปอยางมปี ระสิทธภิ าพ ความสำคญั ของการบรหิ ารจดั การชั้นเรยี น 1. ชว ยใหผูเรยี นเกิดความม่ันใจในขณะอยใู นชนั้ เรียน และมีความสขุ ในขณะที่มีการเรียน การสอน 2. ชวยสงเสริมสนับสนุนบรรยากาศแหงการเรียนรูจนเกิดประโยชนสูงสุด ทั้งในเวลา เรียนปกตแิ ละนอกเวลาเรียน 3. ชว ยใหผ เู รยี นและผูสอนมปี ฏสิ มั พนั ธระหวา งกนั ตามธรรมชาตขิ องรายวชิ าน้นั ๆ 4. ชว ยสง เสริมใหผ ูเรยี นตระหนักในเร่ืองของวินยั ในช้นั เรียน 5. ชวยปองกันสิ่งรบกวนที่เปนสภาพแวดลอมภายนอกที่สงผลตอการเรียนการสอนและ การทำกจิ กรรมตางๆ ของผเู รยี น องคประกอบของการบริหารจัดการชัน้ เรยี น 1. องคประกอบดานกายภาพ หมายถึง สิ่งอำนวยความสะดวกในชั้นเรียน ซึ่งจัดไว เพียงพอสำหรับใชงานตลอดเวลา เชน โตะ เกาอี้ กระดานดำ บอรดนิทรรศการ รวมถึงวัสดุ อุปกรณ สงิ่ อำนวยความสะดวกอนื่ ๆ 2. องคป ระกอบดานสงั คม หมายถงึ ปฏสิ ัมพันธระหวางผเู รียนกับผูสอน ตามกิจกรรม การเรียนการสอนของแตละวิชา ผูสอนกับผูเรียนรวมกันทำงาน ผูเรียนทำงานเปนทีม ผูสอน สาธิตใหผ ูเ รยี นศึกษาสงั เกต 3. องคประกอบดานการศึกษา หมายถึง การจัดลำดับเนื้อหาความรูใหเหมาะสมกับ วุฒิภาวะของผูเรียน มีการวางแผนการเรียนรวมกับผูสอน และสงเสริมผูเรียนใหตระหนัก ในคุณคาของความรู ความสามารถที่ไดรับจากผูสอน หรือศึกษาคนควาตามที่ไดรับมอบหมาย การจดั การศกึ ษาในสวนของการจัดการชน้ั เรียนเปน เปาหมายสูงสุดในการเรียนรู จดุ มุง หมายของการบรหิ ารจัดการช้นั เรียน 1. เพ่ือเพิ่มเวลาการเรยี นรู ขยายเวลาการเรยี นเพ่มิ ขน้ึ 2. วธิ ใี นการเรยี นรู การท่กี ิจกรรมจะดำเนนิ ไปโดยราบรน่ื ครตู อ งสงเสริมผเู รยี นใหมีสวน รวมในกจิ กรรม มีเกณฑอ นั เปน ทีเ่ ขาใจตรงกัน 3. สง เสรมิ ใหนักเรียนบริหารตนเอง สามารถพึง่ พาตนเองได 1

อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” หลกั การบริหารจดั การชัน้ เรียน 1. ช้นั เรียนควรมีสที ่ีดูสบายตา มีอากาศถายเทไดด ี แสงสวา งเพยี งพอ ไมมีเสียงรบกวน อากาศไมเปน พษิ ไมรอ นจนเกนิ ไป หองมีขนาดกวา งเพยี งพอ 2. ถูกสุขลกั ษณะ เปนระเบียบเรยี บรอ ย นาอยู มีบรรยากาศและสิ่งแวดลอ มทีส่ ะอาด 3. สิ่งที่อยูในชั้นเรียน ไดแก โตะ เกาอี้ ปายนิเทศ สื่อการสอน สามารถเคลื่อนที่ได สามารถจัดหรือดดั แปลงใหม ลี ักษณะเอ้อื อำนวยตอการสอนและกจิ กรรมตางๆ 4. จดั กิจกรรมการเรยี นรอู ยา งมคี วามสขุ มีอิสระในการเรียนรู 5. จัดทำมมุ หนังสอื มุมประสบการณ สือ่ การสอนใหเ พยี งพอตอการเรยี นรูของนกั เรียน 6. ชั้นเรียนควรเปนชั้นเรียนแบบเปด แบบธรรมชาติ เปนการศึกษานอกชั้นเรียน ซึง่ นักเรียนมคี วามตองการและมคี วามสนใจ 7. เปลีย่ นสิ่งแวดลอม เนอื้ หาสาระ กระบวนการเรยี นรูอยูเสมอ 8. ควรมกี ารจัดเตรยี มความพรอมตอการสอนทุกครัง้ เพอ่ื พัฒนาทกั ษะผูเรยี น 9. ครูตองควบคุมอารมณและความรูสึกของตนใหดี ไมกาวราว หรือแสดงอาการ ไมพ อใจในชน้ั เรียน การจดั ชน้ั เรียนทสี่ ง เสรมิ บรรยากาศการเรียนรู บรรยากาศในชั้นเรยี นท่จี ะนำไปสูความสำเรจ็ ในการสอน จดั แบงได 6 ลกั ษณะ สรุปได ดังน้ี 1. บรรยากาศทาทาย (Challenge) ครูกระตุนใหกำลังใจผูเรียน เพื่อมุงผลสำเร็จ ในการเรยี น ผูเ รียนจะเกิดความเชื่อมนั่ ในตนเองและพยายามทำงานใหสำเร็จ 2. บรรยากาศมีอิสระ (Freedom) เปนบรรยากาศที่ผูเรียนมีโอกาสคิด ตัดสินใจ เลือกส่ิงที่มีความหมายและมีคุณคา โดยปราศจากความกลวั และวิตกกังวล 3. บรรยากาศมีการยอมรับนับถือ (Respect) เปนบรรยากาศท่ีผูเรียนเปนบุคคล สำคัญ มีคุณคา และสามารถเรียนได เพื่อใหผูเรียนมีความเชื่อมั่นใจตนเองและเกิดการนับถือ ตนเอง 4. บรรยากาศมีความอบอุน (Warmth) เปนบรรยากาศทางดานจิตใจ ซึ่งสงผล ตอความสำเร็จในการเรียน ครูมีความเขาใจผูเรียน เปนมิตร ใหความชวยเหลือ เพื่อทำให ผเู รียนเกดิ ความอบอุน สบายใจ รักโรงเรยี น และอยากมาเรยี น 5. บรรยากาศแหงการควบคุม (Control) ฝกใหผูเรียนมีวินัย มิใชการควบคุม ไมใหอิสระ แตครูตองมีวิธีการปกครองชั้นเรียน และฝกใหผูเรียนรูจักใชสิทธิหนาท่ีของตนเอง อยา งมขี อบเขต 6. บรรยากาศมอี สิ ระ (Freedom) สงเสรมิ ใหผเู รยี นเกิดความรสู ึกประสบความสำเร็จ ในการเรยี น ซึ่งสง ผลใหผ เู รยี นเกดิ การเรียนรไู ดด ขี ้นึ 2

อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” รูปแบบการจัดการช้ันเรยี น 1. ชนั้ เรียนแบบธรรมดา เปนชน้ั เรยี นทค่ี รูเปนศูนยก ลาง เปน ผนู ำการเรียนรู เปนผูรับ ความรูจากครู การจัดการชั้นเรียนแบบนี้จะมีโตะครูอยูหนาชั้นเรียน มีโตะนักเรียนวางเรียงกัน เปนแถว โดยหันหนาเขาหาครู สื่อการสอนที่ใชส วนมาก ไดแก ชอลก กระดานดำ ไวทบอรด หนังสอื เรียน แบบฝกหัด 2. ชั้นเรียนแบบนวัตกรรม เปนชั้นเรียนที่เอื้อตอการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใชเทคนิควิธีการสอนแบบใหมๆ นักเรียนมีอิสระในการเรียน ครูเปนผูใหคำปรึกษา การจัดการชั้นเรียนจึงมีรูปแบบการจัดโตะ เกาอี้ ในลักษณะตางๆ ไมตองเรียงแถวหันหนา เขาหาครู อาจจดั เปน ตวั ยู วงกลม หรือจดั เปนกลมุ การจดั บรรยากาศทีส่ งเสรมิ การเรียนรู 1. บรรยากาศทางจิตวิทยา เปนบรรยากาศการเรียนรูท่ีเนนตัวผูเรียนเปนสำคัญ ใหอิสรภาพแกผูเรียน โดยเฉพาะอิสระจากความหวาดกลัว บรรยากาศทางจิตวิทยา ชวยสนับสนนุ การเรียนรูของผูเรยี น สามารถทำไดด งั น้ี 1.1 การสรา งบรรยากาศที่ทาทาย กระตนุ และสนบั สนุนใหผ ูเรียนมีความอยากรู อยากเห็น อยากแกปญ หา อยากแสวงหาคำตอบ 1.2 การสรา งบรรยากาศที่อบอนุ ปลอดภยั มีความเปนมิตร 1.3 บรรยากาศทเี่ ปน อิสระในการทำสงิ่ ตางๆ ดวยตนเอง 1.4 บรรยากาศทสี่ งเสรมิ ความคดิ ความสำเร็จและใหเกิดการเรยี นรู 1.5 บรรยากาศแหงการยอมรบั นบั ถือซึง่ กันและกัน 1.6 บรรยากาศแหง ความใกลชดิ 2. บรรยากาศทางกายภาพ เปนการจัดสภาพแวดลอมเกี่ยวกับอาคาร สถานที่ วัสดุ อุปกรณ และแหลงความรูที่เกื้อกูลตอการเรียนรูและการปฏิบัติกิจกรรมตางๆ ของผูเรียน การจัดบรรยากาศทางกายภาพท่ีสงเสริมการเรยี นรู สามารถทำไดดงั น้ี 2.1 การจดั สถานท่ีและบรเิ วณหองเรยี นทส่ี ะดวก ตอบสนองการทำกิจกรรมตา งๆ 2.2 จัดสื่อวัสดุอุปกรณที่สอดคลองกับกิจกรรม การเรียนรูจากการมีปฏิสัมพันธ กับคนอื่น 2.3 จดั แหลง ความรทู ่ีสอดคลองกบั กิจกรรมและความสนใจของผูเ รยี น 3

อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” 3. บรรยากาศทางสังคม เปนบรรยากาศท่ีเกิดจากการปฏสิ ัมพันธร ะหวางผูที่อยูรวมกัน ทำใหผูเรียนรูสึกรักที่จะเรียนรูและเกดิ การเรียนรูไดงาย การจัดบรรยากาศทางสังคมที่สนับสนุน การเรียนรู สามารถทำไดด งั น้ี 3.1 สรางบรรยากาศประชาธิปไตย 3.2 สรางบรรยากาศแหง ความรวมมอื รวมใจ 3.3 สรางบรรยากาศแหงการมสี มั พันธภาพทด่ี ีระหวา งกนั ท้ังครกู บั นกั เรยี น 3.4 สรางบรรยากาศท่ไี มกดดัน การจดั การชนั้ เรยี นดา นสงิ่ แวดลอมกายภาพ สภาพแวดลอมภายในหองเรียน ประกอบดวยหองเรียนและอุปกรณการเรียนตางๆ แสงสวา ง สี เสยี ง อณุ หภมู ิ เหลานี้เปน ตน 1. หองเรียนและอุปกรณการเรียน หอง พื้นหอง ผนัง ประตู หนาตาง ขนาด และพน้ื ทว่ี า งภายในหองเรยี น โตะ เกา อ้ี กระดานดำ และอุปกรณต กแตง หอ งเรยี น 2. แสงสวา ง แสงธรรมชาตจิ ากดวงอาทติ ย และแสงจากหลอดไฟ 3. เสียง เสียงของผูสอน เสียงสนทนาระหวางผูสอนและผูเรียน หรือผูเรียนกับผูเรียน เสียงจากเครื่องขยายเสียง ควรมรี ะดับความดงั ทพ่ี อเหมาะ 4. อุณหภูมิ ความรอนหนาว ระดับความชื้นของอากาศ การถายเทของอากาศ การระบายของอากาศโดยธรรมชาติ และการระบายอากาศจากอุปกรณอ ำนวยความสะดวก เชน พัดลม เครื่องปรับอากาศ เปนตน สภาพแวดลอมภายนอกหองเรียน แหลงความรูตางๆ เชน หองสมุด หองทดลอง โรงฝกงาน ศูนยการศึกษาตางๆ สิ่งเหลานี้จะมีความสัมพันธเกี่ยวเนื่องกับการเรียน และ การศกึ ษาคนควา หาความรูเ พิ่มเติมนอกหองเรยี น การจดั บรรยากาศดานกายภาพ 1. การจัดโตะเรยี นและเกา อี้ของนักเรียน 1.1 ควรมีขนาดเหมาะสมกบั รูปรางและวัยของนกั เรยี น 1.2 ควรมีชองวางระหวางแถว ซึ่งนักเรียนจะลุกนั่งไดสะดวก และทำกิจกรรม ไดค ลอ งตวั 1.3 ควรมีความสะดวกตอการทำความสะอาด สามารถเคลอื่ นยา ยเปลี่ยนรปู แบบ ท่นี ัง่ เรียนได 1.4 ควรมรี ูปแบบท่ีไมจำเจ 1.5 ควรจดั ท่ีนงั่ นกั เรยี นทุกจุดใหสามารถอา นกระดานดำไดชัดเจน 4

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” 1.6 สำหรับแถวหนาโตะเรียนควรอยูหางจากกระดานดำพอสมควร ไมนอยกวา 3 เมตร ไมควรจัดโตะติดกระดานดำ กระดานเขียนไวทบอรดมากเกินไป ทำใหนักเรียน ตองแหงนมอง และหายใจเอาฝุนชอลก กล่นิ สารเคมที ี่ใชเขยี นเขาไปมาก ทำใหเสียสขุ ภาพ 2. การจดั โตะครู 2.1 ตั้งตรงจุดที่เหมาะสม อาจเปนหนาหอง ขางหอง หรือหลังหองก็ได หากจดั ไวด านหลงั หองจะทำใหม องเห็นนกั เรียนไดอยางท่วั ถึง 2.2 จัดใหเปนระเบียบ เพื่อความสะดวกตอการทำงานของครู และการวาง แบบฝกหัดของนกั เรยี น 3. การจัดปายนิเทศ ปายนิเทศตามฝาผนังของหองเรียนสวนใหญจะติดไวที่ขางกระดานดำ ทั้ง 2 ขาง ครูควรใชป า ยนเิ ทศใหเปน ประโยชนต อการเรยี นการสอน 3.1 ตกแตงออกแบบใหส วยงาม นา ดู สรางความสนใจกบั นักเรยี น 3.2 จัดเนื้อหาสาระที่สอดคลองกับบทเรียน อาจเปนการสรุปบทเรียน ทบทวน บทเรียน หรือเสริมความรูใหกบั นกั เรยี น 3.3 ควรจัดใหใหมอยูเสมอ สอดคลองกับเหตุการณหรือวันสำคัญตางๆ ทนี่ ักเรียนควรรู 3.4 ติดผลงานของนกั เรยี นและแสดงความกาวหนา ในการเรียนของนักเรียน 4. การจดั สภาพหอ งเรยี นตอ งใหถ ูกสุขลักษณะ 4.1 มีอากาศถา ยเทดี มหี นา ตา งพอเพียง มปี ระตเู ขา ออกไดสะดวก 4.2 มีขนาดกวางเพียงพอตอ การทำกิจกรรมการเรียนการสอน 4.3 มแี สงสวางเพียงพอตอการมองเห็น การอา นและการเขียนหนังสือ 4.4 ไมม เี สียงดังรบกวนจากหองใกลเคียง หรือบริเวณรอบๆ หองเรยี น ลักษณะการจดั ชนั้ เรียนทางกายภาพที่ดี 1. มีการจัดที่วางในชั้นเรียนเพื่อใชประโยชนไดหลายอยาง และเพื่อใหนักเรียนมั่นใจ ในการใชท ่ีวา งของตน 2. กรณีชั้นเรียนที่มีนักเรียนมีปญหาทั้งทางดานการเรียนและดานพฤติกรรม อาจแกปญหาไดดวยการแยกออกมาอยูในที่วางมากขึ้น เพื่อใหนักเรียนสงบมีสมาธิในการทำงาน อยา งอสิ ระตามลำพงั 3. ที่วางสวนตัวของนักเรียนแตละคน และมีพื้นที่ของนักเรียนทั้งกลุมใหญ กลุมเล็ก สำหรับทำกจิ กรรมตา งๆ 4. ลักษณะที่นั่งของนักเรียนเปนแถว เพื่อสะดวกในการทำกิจกรรมการเรียนรู แบบเนนเนอ้ื หาวชิ าการ ในขณะทก่ี ารจดั ที่นง่ั แบบกลุม จะทำใหน ักเรยี นมีปฏิสมั พันธทางสงั คม 5

อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” 5. การจดั ชั้นเรียนในบรเิ วณทีจ่ ำกดั และมกี ารใชอยางหนาแนน เชน บริเวณที่วางถังขยะ หลังหองหรือบริเวณที่มีการเรียนการสอนในสวนที่จะทำใหนักเรียนถูกรบกวน ครูควรจัดให นกั เรยี นนงั่ หา งออกไป 6. ครูและนักเรียนทั้งชั้นควรมองเห็นกันและกันอยางชัดเจน สำหรับลักษณะ การเคล่อื นไหวในชั้นเรียนนน้ั ควรใหค รูมโี อกาสใกลช ดิ นกั เรียนไดมากทส่ี ดุ 7. จำกัดสิ่งเราทางการมองเห็นและการไดยินที่จะมารบกวนความสนใจและพฤติกรรม ของนักเรียน ซงึ่ จะทำใหเกิดผลเสียตอ การดำเนนิ การในชั้นเรียน 8. จดั ทวี่ า งสำหรับนักเรียนทม่ี ีความตองการพิเศษ ควรจัดใหนั่งอยูใกลกับครูเพราะจะทำให เกิดผลดี การทำเชนนี้ไมเพียงแตจะทำใหครูสามารถจัดการกับพฤติกรรมที่เปนปญหาสำหรับ นกั เรยี นเทานัน้ หากยงั ชว ยครูใหส ามารถพดู สงเสรมิ นักเรียนในทางบวกได 6

อยากเป็น “ครอู าชีวะ” 6. การวจิ ัยทางการศึกษา การวิจัยทางการศึกษา หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรูใหมๆ ทางการศึกษา เพื่อตอบปญ หาอยางเปนระบบ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคก ารศึกษาทีแ่ นนอน ดวยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร ทีเ่ ช่ือถือได ทฤษฎกี ารวจิ ยั ทางการศึกษา 1. วธิ กี ารเสาะแสวงหาความรู (Methods of acquiring knowledge) 2. วิธีการทางวิทยาศาสตร (Scientific method) เปนการเสาะแสวงหาความรู เมื่อตองการคนควาหาความรู หรือแกปญหาในเรื่องใดก็ตองรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นกอน แลว นำขอมลู มาใชใ นการสรางสมมติฐาน ซ่งึ เปน การคาดคะเนคำตอบลวงหนา ตอจากน้ันเปนการ ตรวจสอบปรับปรุงสมมติฐาน การเก็บรวบรวมขอมูล และการทดสอบสมมติฐาน และ John Dewey ปรบั ปรุงใหดีข้ึนแลว ใหช อื่ วธิ ีน้วี า การคิดแบบใครค รวญรอบคอบ (reflective thinking) ประโยชนของการวิจยั 1. ชว ยสง เสรมิ ความรูทางดา นวชิ าการและศาสตรส าขาตา งๆ ใหมกี ารคนควา ขอเทจ็ จริง มากย่งิ ขน้ึ 2. นำความรทู ่ีไดจากการวจิ ัยไปใชป ระโยชนใ นการปฏิบตั ิหรือแกป ญ หาโดยตรง ชว ยทำ ใหผูปฏิบตั ไิ ดเลือกวธิ ีปฏบิ ตั ทิ ดี่ ที ่สี ดุ 3. ชวยในการกำหนดนโยบาย หรือหลักปฏิบัติงานตางๆ เปนไปดวยความถูกตอง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 4. ชว ยใหคนพบทฤษฎีและส่ิงประดิษฐใ หมๆ 5. ชวยพยากรณผลภายหนาของสถานการณ ปรากฏการณและพฤติกรรมตางๆ ไดอยางถูกตอ ง รปู แบบการวจิ ัย 1. แบงตามจดุ มงุ หมายของการวจิ ัย 1. การวิจัยเชิงพยากรณ (Predictive research) เปนการวิจัยเพื่อที่จะนำผลที่ได น้นั ไปใชทำนายสง่ิ ทจ่ี ะเกดิ ข้นึ ตอไปในอนาคต 2. การวิจัยเชิงวินิจฉัย (Diagnostic research) เปนการวิจัยเพื่อศึกษาสาเหตุ ของปญหาตางๆ เพื่อใหเกิดความเขาใจในปญหา เขาใจในพฤติกรรม ตลอดจนเขาใจในสาเหตุ ทีท่ ำใหเ กิดปญหาอนั จะเปนประโยชนใ นการชว ยเหลือ 3. การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย (Explanatory research) เปนการวิจัยเพื่อศึกษา เหตุการณท่เี กดิ ขึ้นแลววา เกดิ ข้นึ ไดอยา งไร มีสาเหตุมาจากอะไร และทำไมจงึ เปนเชน นนั้ 1

อยากเป็น “ครอู าชีวะ” 2. แบง ตามลกั ษณะการวเิ คราะหขอมูล 1. การวจิ ยั เชิงคุณภาพ (Qualitative research) 2. การวจิ ัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) 3. แบง ตามระเบียบวธิ วี ิจยั 1. การวิจัยเชงิ ประวตั ิศาสตร (Historical research) เปนการวิจัยเพอ่ื คน หาขอ เท็จจริง ของเหตกุ ารณที่ผา นมาแลว ในอดตี 2. การวิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา (Descriptive research) เปน การวจิ ัยเพื่อคนหา ขอเท็จจริงในสภาพการณหรือภาวการณข องส่งิ ที่เปนอยูในปจ จุบนั วาเปน อยางไร 3. การวิจยั เชิงทดลอง (Experimental research) เปน การวิจัยเพ่ือคนหาความสมั พันธ เชิงเหตแุ ละผลของปรากฏการณตา งๆ รูปแบบการวจิ ัยทางการศึกษา ท่พี บบอย 1. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case study) ศึกษาขอเท็จจริง โดยศึกษาปญหาที่เกิดข้ึน เฉพาะกรณี 2. การศึกษาแบบสำรวจ ( Survey Design ) เปนการสำรวจเพื่อรวบรวมขอมูล และใช ขอ มูลในปจ จุบันนัน้ มาตีความหมายอธบิ ายสภาพการณตา ง ๆ 3. การศึกษาเชิงทดลอง ( Experimental Design ) การศึกษาความสัมพันธของตัวแปร สาเหตุ กับตวั แปรของผลที่เกิดขน้ึ 4. การศึกษาแบบกึ่งทดลอง ( Quasi - Experimental Design) เปนการวิจัยที่คลายกัน กับการศึกษาเชิงทดลอง มีความตางกันที่เปนการศึกษาโดยไมมีกลุมควบคุม หรือศึกษาจากกลุม ตวั อยา งทม่ี ีอยูตามธรรมชาติ แตม กี ารออกแบบการศึกษา ท่ีแกไขความคลาดเคลื่อนไวกอ น วัตถปุ ระสงคข องการวจิ ัย 2. เพ่ือใชในการอธิบาย 1. เพอ่ื ใชในการบรรยาย 4. เพอ่ื ใชในการควบคุม 3. เพื่อใชในการทำนาย 5. เพอื่ ใชในการพฒั นา ขนั้ ตอนของการวิจัย ยดึ ถือและปฏบิ ัตติ ามวิธีการทางวทิ ยาศาสตรเปน หลัก มีลำดบั ขน้ั ตอนการวิจัย 5 ข้ันตอน ดงั น้ี ขน้ั ที่ 1 การกำหนดปญหา (Problem Identification) ข้นั ท่ี 2 การตง้ั สมมตุ ฐิ าน (Formulation Hypothesis) ขัน้ ที่ 3 การรวบรวมขอมลู (Collection of Data) ข้ันที่ 4 การวิเคราะหข อมูล (Data Analysis) ขน้ั ท่ี 5 การสรุปผล (Conclusion) 2

อยากเปน็ “ครูอาชวี ะ” วิธีการรวบรวมขอ มลู ที่นยิ มใชใ นการวิจยั ทางการศกึ ษา 1. การใชแบบทดสอบ 2. การใชแบบวดั เจตคติ 3. การใชแบบสอบถาม 4. การสัมภาษณ 5. การสงั เกต 6. การใชเทคนิคสังคมมิติ 7. การทดลอง การดำเนินการวิจยั ผูวิจัยจะตองทำการวางแผนไวลวงหนา เพื่อใหงานวิจัยเปนไปอยางมีแบบแผน ประกอบดว ย 1. การเลอื กหวั ขอ ปญหาการวจิ ยั การหนดชอ่ื เรื่องและขอบเขตของการวจิ ัย (ขัน้ ตอนสำคญั ท่ีสุด) 2. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วของ 3. เขยี นเคา โครงการวิจัย เพ่ือใหการวจิ ยั ดำเนินไปตามข้นั ตอนอยางเปนระบบ 4. การดำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ มลู 5. การวเิ คราะหข อ มูล โดยวิเคราะหข อมลู ตามวธิ ที ่กี ำหนดไวในเคา โครงการวจิ ยั 6. สรปุ อภปิ รายผลและขอ เสนอแนะ 7. การเขยี นรายงานวิจยั การเขยี นรายงานการวจิ ยั แบง เปน 5 บท บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ียวของ บทที่ 3 วธิ ีดำเนินการศึกษา บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอ มูล บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ ลกั ษณะของสมมตฐิ านทด่ี ี 1. สอดคลองกับจดุ มุง หมาย 2. สอดคลองกบั สภาพความเปนจริง 3. ทดสอบไดดว ยขอ มลู หรอื หลักฐาน 4. อธบิ ายหรือตอบคำถามไดหมด 5. สมเหตุสมผลตามทฤษฎีความรูพน้ื ฐาน 6. ภาษาท่เี ขียนตอ งงา ยตอการเขา ใจ 7. มอี ำนาจในการพยากรณสูง 3

อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” ประชากร (Population) หมายถึง สิ่งตางๆ ที่เราสนใจที่จะศึกษา เชน คน สัตว หรอื สิง่ ของก็ได ซงึ่ มที ั้งลักษณะรูจบและไมร ูจ บ กลุมตัวอยางกลุม (Sample) หมายถึง เปนสวนหนึ่งของประชากรที่ผูวิจัยสนใจ กลุมตัวอยางที่ดี หมายถึง กลุมตัวอยางที่มีลักษณะตางๆ ที่สำคัญครบถวนเหมือนกับกลุม ประชากร เปน ตัวแทนทีด่ ีของกลุมประชากรได ตัวแปร (Variable) หมายถึง คุณลกั ษณะหรือคณุ สมบัติของสิง่ ตา งๆ ที่สามารถแปรคา ได เชน น้ำหนกั สว นสงู อายุ เพศ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ระดับสตปิ ญ ญา เชือ้ ชาติ เปน ตน ในการวจิ ยั โดยทั่ว ๆ ไป มักจะแบง ตวั แปรออกเปน 2 ชนดิ คอื 1. ตัวแปรตน หรอื ตวั แปรอสิ ระ (Independent Variable) เปน ตวั แปรท่ีเปน สาเหตุ ที่กอใหเกิดผล หรือกอใหเกิดการแปรผันของปรากฏการณ เปนตัวแปรที่ผูวิจัยกำหนดหรือ จัดกระทำได เพอ่ื ศึกษาผลที่เกดิ ขนึ้ จากตวั แปรนี้ 2. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) เปน ตัวแปรท่เี ปนผลมากจากการเปลี่ยนแปลง คา ของตัวแปรอสิ ระ เปนตวั แปรที่ผวู ิจยั มงุ วดั เพอ่ื เปน ขอมลู สำหรับนำมาวเิ คราะห เพ่อื ตอบคำถาม ของการวิจัยวาเปน ผลมากจากส่ิงใด 3. ตัวแปรควบคุม (Control Variable) เปนตวั แปรทีเ่ ราตองจัดใหเหมือนกันทงั้ หมดใน ชุดทดลอง 4. ตัวแปรแทรกซอ นหรือเรยี กวา ตัวแปรเกิน (Extraneous Variable) เปนตัวแปร ท่ีไมตองการศกึ ษาของงานวิจยั เรือ่ ง หน่งึ ๆ ในขณะนน้ั สถิตเิ พ่ือการวจิ ัย แบง เปน 2 ประเภท คอื 1. สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) หมายถึง การบรรยายลักษณะของ ขอมูล (Data) ท่ีผวู ิจัยเกบ็ รวบรวมจากประชากรหรอื กลุม ตวั อยา งที่สนใจ 2. สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) หมายถึง สถิติที่วาดวยการวิเคราะหขอมูล ที่รวบรวมมาจากกลุมตัวอยาง เพื่ออธิบายสรุปลักษณะบางประการของประชากร โดยมีการ นำทฤษฎคี วามนา จะเปน มาประยกุ ตใช ขอมลู (Data) หมายถงึ ขอมลู หรือตัวเลขที่แสดงคุณสมบตั ิทผี่ วู ิจัยตอ งการศึกษา เชน อายุ รายได ยอดขาย เปนตน กระบวนการทางสถิติ 1. การวางแผน (Planning) ในขั้นตอนนีต้ องกำหนดวาจะกำหนดวธิ ีการสำรวจอยางไร จะใชอะไรเปนขอมูล ประกอบการพิจารณาบาง รวมถึงวิธีการรวบรวมขอมูล และกำหนดวิธีการ ทดสอบขอ มลู ดวย 2. การเก็บรวบรวมขอมูล (Collection of Data) เมื่อกำหนดในขั้นตอนที่ 1 แลววา จะนำอะไรมาเปน ขอมูลก็จะทำการรวบรวมตามวิธที างสถิติซงึ่ จะไดก ลาวตอ ไป 4

อยากเปน็ “ครูอาชีวะ” 3. การนำเสนอขอมูล (Presentation of Data) เมื่อรวบรวมไดแลวก็จะนำมาแสดง ใหค นเขา ใจ ซึ่งอาจจะแสดงในรูปตารางสถติ ิ เปน รูปภาพ หรอื เปนแบบเสน โคง ฯลฯ 4. การวิเคราะหขอมูล (Analysis of Data) เมื่อไดขอมูลตามตองการแลวก็จะนำมา วิเคราะห ซึ่งอาจอยูในรูป คาเฉลี่ย คารอยละ คาสัดสวน หรือคาใด ๆ ตามแตจะกำหนดไวใน ขัน้ ตอนที่ 1 5. การตีความ (Interpretation of Data) เปนขั้นตอนสุดทาย คือ การสรุปผล การวิเคราะหในขนั้ ตอนที่ 4 รวมถงึ การนำเอาผลทไ่ี ดไปอางองิ ใชก ับสวนอ่ืนดว ย สถติ ิพืน้ ฐานที่นยิ มใชในการวิเคราะหขอ มลู การวิจยั ในชัน้ เรียน มีดงั น้ี 1. คา รอ ยละ (Percentage) นยิ มเรยี กวา เปอรเ ซ็นต (%) 2. คาเฉลย่ี (Mean) สัญลักษณ ������������̅ (กลมุ ตวั อยาง) และ ������������ ประชากร 3. สวนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สญั ลักษณ S.D. (กลมุ ตัวอยา ง) ������������ (ประชากร) 4. t – test dependent ใชเ ปรยี บเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนกอนและหลงั เรยี น 5. One – way Anova ใชเ ปรยี บเทยี บความแตกตางของคาเฉลย่ี กลุมตวั อยาง 3 กลมุ ขอสำคัญของการวจิ ยั คอื ตองตอบครอบคลมุ ตรงตามวตั ถปุ ระสงคท่ตี อ งการศกึ ษา การหาประสทิ ธิภาพของนวตั กรรมการศกึ ษา การหาประสทิ ธภิ าพของนวัตกรรมการศึกษาท่ีเปน ส่ือการเรียนการสอน โดยทัว่ ไปนยิ มหา ประสทิ ธิภาพกระบวนการและประสิทธภิ าพผลลพั ธ (E1/E2) ดังน้ี ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) หมายถึง ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการศึกษา ที่เกิดขึ้นระหวางการใชหรือผลที่เกิดขึ้นเปนระยะ โดยปกตินิยมนำมาจากคะแนนเก็บภายในชุด ของนวัตกรรมนน้ั ๆ ประสทิ ธภิ าพผลลพั ธ (E2) หมายถึง ประสทิ ธิภาพของนวัตกรรมท่ีเกดิ ข้นึ ภายหลังจาก การใชส ้ินสดุ ลง โดยปกติหมายถึง การทดสอบรวมภายหลงั การใชน วัตกรรมครบทกุ ชดุ 5

อยากเปน็ “ครอู าชวี ะ” การวิจัยในช้นั เรยี น ความสำคัญของการวจิ ยั ในช้นั เรยี น การวิจัยในช้ันเรียนมีความสำคัญตอวงการวิชาชพี ครูเปนอยางยิ่ง เนื่องจากครูจำเปนตอ ง พัฒนาหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การจูงใจใหผูเรียนเกิดความอยากรูอยากเรียน การพัฒนา พฤติกรรมผูเรียน การเพิ่มสัมฤทธิผลการเรียน และการสรางบรรยากาศการเรียนรู เพื่อใหเกดิ การ เรียนรูไ ดอ ยางมปี ระสทิ ธิภาพ ความหมายของการวิจัยในช้นั เรียน การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) หมายถึง การสืบสอบเชิงธรรมชาติ (Natural Inquiry) จากปรากฏการณที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนการเรียนรูหรือพฤติกรรม ผูเรียน โดยที่ครูเปนผูวิจัยในสิ่งที่ครูปฏิบัติอยู มีผูเรียน ผูบริหารหรือครูในโรงเรียน มีสวนรวม ในการวจิ ยั ดว ย ลกั ษณะสำคญั ของการวิจยั ในช้ันเรียน 1. ครเู ปนผูวิจยั เอง เพ่ือเพมิ่ พนู ความรใู หแ กว งการวชิ าชีพครู 2. ผลการวจิ ยั สามารถแกปญหาผูเรียนไดทนั เวลา และตรงจดุ 3. การวิจัยชวยเชอ่ื มชอ งวา งระหวา งทฤษฎีและการปฏิบตั ิ 4. การเพม่ิ ศักยภาพการคิดสะทอน (Reflective Thinking) ของครูตอ ปญ หาทเี่ กดิ ในหอ งเรียน 5. การเพิม่ พลังความเปน ครูในวงการการศึกษา 6. การเปดโอกาสใหครูกาวหนาทางวิชาการ 7. การพฒั นา และทดสอบการแกปญ หาในชั้นเรียน 8. การเปดโอกาสใหผูเ รยี นแสดงความคดิ เรอ่ื งการเรยี นการสอน และทางแกปญหา 9. การนำเสนอขอคน พบและการรบั ฟง ขอ เสนอแนะจากกลุมครู 10. การวจิ ัยและพัฒนาเปนวงจร (Cycle) เพื่อทำใหขอ คน พบสมบูรณข้ึน 6

อยากเปน็ “ครอู าชวี ะ” เทคนิคการนำเสนอผลงานวิจัย 1. เทคนิคการนำเสนอผลงานวิจัยในการประชมุ ทางวิชาการ แบงเปน 2 แบบคอื 1.1 การนำเสนอโปสเตอร (Poster Presentation) โปสเตอรเปนสื่อประเภท ไมม ีการเคลอื่ นไหว สำหรับการนำเสนอ ‘สาร’ 1.2 การนำเสนอดว ยวาจา (Oral Presentation) โดยท่วั ไป การเสนอ ผลงานวจิ ยั ดว ยวาจา นักวิจยั มีเวลาประมาณ 15-20 นาที ในการนำเสนอสาระสรุปของ ผลงานวจิ ยั และมเี วลา 10-15 นาที สำหรบั การซักถามและใหข อเสนอแนะ 2. เทคนิคการนำเสนอผลงานวิจยั ในรูปบทความวิจัยพิมพเผยแพรในวารสารวิชาการ ประกอบดว ยสว นสำคัญ 6 สวน ดังน้ี 2.1 บทคดั ยอ (Abstract) 2.2 สว นนำ (Introduction 2.3 วธิ กี าร (Methods) 2.4 ผลการวเิ คราะหขอมลู (Analysis Results) 2.5 การอภปิ รายและ/หรอื การสรปุ (Discussion and/or Conclusion) 2.6 สวนอางอิงและผนวก (References and Appendix) 7

อยากเป็น “ครอู าชวี ะ” 7. สือ่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา สื่อการเรียนการสอน เปนสิ่งท่ีชวยใหผูเรียนสามารถพัฒนาความรู ทักษะ และเจตคติ ใหบรรลุผลตามจุดประสงคการเรียนการสอนและตามจุดหมายของหลักสูตรไดดียิ่งขึ้น หรือเรว็ ย่ิงข้ึน ประโยชนของสอื่ การเรยี นการสอน 1. ชว ยใหเกดิ การเรยี นรูไดดีขน้ึ เพราะสามารถหยบิ ได จบั ได มองเห็นได สัมผสั ได 2. ชวยใหเรียนรูไดเร็วภายในเวลาอันสั้น ไมตองเสียเวลาอธิบายมาก ผูเรียนเห็นสื่อ กส็ ามารถเขาใจไดท นั ที 3. ชว ยใหผเู รียนสนใจรว มปฏิบตั กิ ิจกรรมการเรียนมากกวาการเรียนการสอนท่ใี หนักเรียน นง่ั ฟงเฉยๆ 4. ชวยใหจดจำงาย เพราะมองเห็นดวยตา สัมผัสดวยผิวกาย ไมวาจะเปนของจริงหรอื ของจำลอง ชวยทำใหผ ูเรียนจดจำไดดีขน้ึ 5. ชวยใหเ ขาใจสิง่ ทย่ี ากไดงาย เพราะมวี สั ดุอุปกรณเ ตรียมพรอ ม ชวยใหเกดิ ความเขาใจ สิ่งท่ยี ากและเสียเวลาเรียนรนู าน มาเปนเขา ใจไดง า ยขน้ึ ลกั ษณะส่อื ที่ดี สอื่ การสอนกับวตั ถปุ ระสงคท ่นี าสนใจ ดังน้ี 1. เหมาะกับวัตถุประสงคที่วางไว สามารถนำไปสูความรู ความเขาใจ ของผูเรียน ไดเปนอยางดี สนองความตอ งการตรงตามวัตถุประสงค 2. เหมาะกับวยั ของผูเรียน ความแตกตางของวยั มคี วามสมั พนั ธกบั สอ่ื การสอนมาก 3. เหมาะกับกิจกรรมการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะตอง คำนงึ ถงึ เสมอวาใครเปน ผใู ช 4. ใชงา ย ปลอดภยั และสะดวก ลกั ษณะของสอ่ื ควรมขี นาดพอเหมาะ ไมใ หญหรือเล็ก จนเกินไป สอื่ สรางความปลอดภยั แกผ ใู ช ไมก อใหเกดิ อนั ตรายขณะหยิบจบั ใชส อย 5. ไมสิ้นเปลืองและคุมคา ส่ือที่มีราคาแพงใชไดผลเพียงเล็กนอยควรงดเสีย เพราะไมคุมคา กับเงินท่ีซ้ือหาหรือเสยี เวลาทำ 1

อยากเปน็ “ครอู าชวี ะ” ประเภทของสอ่ื การสอน สื่อการสอนแบงออกไดเปนหลายประเภท สามารถแบงตามลักษณะทั่วไป และตาม ประสบการณก ารเรยี นรู ไดดังน้ี การแบง ประเภทของส่ือตามลักษณะทว่ั ไป ส่อื ที่ใชว งการศึกษา มีหลายชนดิ หลายประเภท เพอ่ื ความสะดวกในการจัดประเภท จงึ แบง ตามลกั ษณะท่วั ไปได 3 ลกั ษณะ คอื 1. ประเภทเครื่องมอื (Hardware) เปนประเภทเครื่องมือหรอื อุปกรณ ทช่ี วยใหผ เู รียน เกิดการเรียนรูที่ดีขึ้น เชน เครื่องเสียง วิทยุ โทรทัศน คอมพิวเตอร วีดิทัศน เครื่องฉาย ภาพยนตร เครอ่ื งฉายขามศรี ษะ (Over Head) 2. ประเภทวัสดุ (Software) เปนสื่อท่ีมีความสมบูรณในตัวเอง สามารถหยิบนำมาใช ไดทันที บางชนิดใชบรรจุขอมูลรายการตางๆ ไว เวลาใชตองนำไปใชกับเครื่องมือเฉพาะอยาง จึงจะเกิดผล สื่อประเภทนี้ เชน แผนดิสกตองใชคูกับเครื่องคอมพิวเตอร มวนฟลมวีดิทัศน ตอ งใชค กู บั เคร่อื งฉาย เปน ตน สำหรับวสั ดทุ ่นี ำไปใชไ ดทนั ที ไดแก ของจรงิ สิ่งจำลอง รูปภาพ ปา ย บัตรคำ แผนท่ี หนงั สอื เปน ตน 3. ประเภทวิธีการ (Techniques) เปน ประสบการณการทำกิจกรรมทรี่ วมเอาประเภท ที่ 1 เครื่องมอื ประเภทที่ 2 วัสดุ มาใชรวมกบั การดำเนนิ การ โดยเนนวธิ กี ารเปน สำคญั การแบง ประเภทของสอื่ ตามประสบการณก ารเรียนรู เอ็ดการ เดล (Edgar Dale) จัดแบงประสบการณก ารเรียนรูของคนออกเปน ขั้นตา งๆ ตามกรวยประสบการณ (Cone of Experience) โดยยึดหลกั จากรปู ธรรมมากทสี่ ดุ ไปสนู ามธรรม ดังนี้ 2

อยากเปน็ “ครอู าชวี ะ” 1. ประสบการณตรง (Direct or Purposeful Experiences) เปนประสบการณ ท่ีเปนรูปธรรมมากที่สุด สื่อการสอนที่สรางประสบการณใหผูเรียนสามารถรับรูและเรียนรูได ดว ยตนเอง ลงมือปฏิบตั กิ จิ กรรมดว ยตนเองจะทำใหประสาทสมั ผัสทง้ั หาไดรับรู 2. ประสบการณจำลอง (Contrived experience) เปนสื่อการสอนที่ผูเรียนเรียนรู จากประสบการณท่ีใกลเคียงกับความเปนจริงที่สุดแตไมใชความเปนจริง อาจเปนสิ่งของจำลอง หรือสถานการณจำลองสิ่งตางๆ เหลานั้นมาศึกษาแทน เชน หุนจำลอง ของตัวอยาง การแสดง เหตกุ ารณจ ำลองทางดาราศาสตร เปนตน 3. ประสบการณนาฏการหรือการแสดง (Dramatized Experience) เปนสื่อการสอน ทีผ่ เู รียนเรยี นรูจากประสบการณในการแสดงบทบาทสมมตหิ รอื การแสดงละคร เปนประสบการณ ที่จัดข้นึ แทนประสบการณตรงหรอื เหตุการณจ รงิ ทเ่ี กดิ ข้ึนในอดีต 4. การสาธิต (Demonstration) เปนสื่อการสอนที่ผูเรียนเรียนรูจากการดู การแสดง หรือการกระทำประกอบคำอธิบาย เพื่อใหเห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น ๆ เชน การสาธิต การอาบนำ้ เดก็ แรกเกิด การสาธติ การผายปอด การสาธิตการแกะสลักผลไม เปนตน 5. การศึกษานอกสถานที่ (Field Trip) การพานักเรียนไปศึกษายังแหลงความรู นอกหองเรียนในสภาพจริง เพื่อเปดโอกาสใหนักเรียนรูหลายๆดาน ไดแก การศึกษาความรู จากสถานทีส่ ำคัญ เชน โบราณสถาน โรงงาน อุตสาหกรรม เปน ตน 6. นิทรรศการ (Exhibition) คือ การจัดแสดงสิง่ ตางๆ รวมทั้งมีการสาธิตและการฉาย ภาพยนตรประกอบ เพื่อใหประสบการณในการเรียนรดู ว ยการดูแกผ ูเรยี นหลายดาน ไดแก การจัดปายนิทรรศการ การจดั แสดงผลงานนักเรียน 7. โทรทัศนและภาพยนตร(Television and Motion Picture) สื่อประเภทโทรทศั น และภาพยนตรจัดเขาไวในระดับใกลเคียงกัน เนื่องจากเปนสื่อประเภทเสียงและภาพเคลื่อนไหว เชนเดียวกัน แตที่จัดโทรทัศนเปนสื่อที่ใหประสบการณรูปธรรมมากกวาเนื่องจากโทรทัศน สามารถกระจายขอมูลขาวสารจากเหตุการณจริงเปนรายการสดไดทันที โดยผานการแพรภาพ ดาวเทียมและสถานี ซึ่งเปนสิ่งที่ภาพยนตรทำไมได โทรทัศนจึงจัดวาเปนสื่อที่ใหประสบการณ รปู ธรรมมากกวา 8. ภาพนิ่ง วิทยุ แผนเสียง (Recording, Radio and Still Picture) เปนสื่อการสอน ที่ใหประสบการณการเรียนรูของผูเรียนสัมผัสไดเพียงดานเดียว เชน สื่อภาพนิ่ง อาจเปนรูปภาพ สไลด ซึ่งผูเรียนเรียนรูจากการดู สื่อวิทยุหรือแผนเสียงเปนสื่อที่ผูเรียนเรียนรูจากการฟง ขอมูล หรอื สาระความรู เปนสือ่ ประเภทใหประสบการณถงึ แมผ ูเรยี นจะอา นหนงั สือไมออก 9. ทัศนสัญลักษณ (Visual Symbol) เปนสัญลักษณที่สามารถรับรูไดดวยระบบ ประสาทสัมผัสทางตา มีความเปนนามธรรมมากขึ้น จำเปนที่จะตองคำนึงถึงประสบการณ ของผูเรียนเปนพื้นฐานในการเลือกนำไปใช สื่อที่จัดอยูในประเภทนี้ คือ แผนภูมิ แผนสถิติ ภาพโฆษณา การตูน แผนที่ และสัญลักษณตางๆ เปนตน สื่อเหลานี้เปนสื่อที่มีลักษณะ เปนสญั ลกั ษณสำหรับถายทอดความหมายใหเขาใจไดรวดเร็วขน้ึ 3

อยากเป็น “ครูอาชวี ะ” 10. วจนสัญลักษณ (Verbal Symbol) เปน สญั ลกั ษณทางภาษาซ่งึ เปนนามธรรมมากที่สดุ ไดแก การใชตัวหนังสือแทนคำพูด แผนปลิว แผนพับ ที่ใชตัวอักษร ตัวเลข แทนความหมายของ สงิ่ ตางๆ นบั เปน ประสบการณท ่ีเปนนามธรรมมากทส่ี ุด การเลือกส่ือการสอน สื่อการสอน เปนสิ่งที่มีคุณคาตอการเรียนการสอนเปนอยางมาก การเลือกสื่อการสอน จงึ ควรยึดหลักการเลอื กสอื่ การสอน ดังน้ี 1. เลือกสอ่ื ทสี่ อดคลอ งกบั วัตถปุ ระสงคข องการเรยี น 2. เลอื กสื่อใหตรงกับเนอื้ หา 3. เลอื กสือ่ การสอนทีส่ อดคลองกบั วยั ของผูเ รียน 4. เลือกสือ่ ทีส่ นองความมงุ หมายตามทต่ี องการนำเสนอวาเปน ดา นใด 5. เลือกสือ่ โดยพิจารณาคณุ ภาพทางเทคนิค 6. เลอื กสื่อทสี่ ะดวกตอ การใชแ ละการเกบ็ รักษา 7. เลอื กสอ่ื ใหเหมาะกับประสทิ ธิภาพของสื่อชนดิ น้ัน นวตั กรรมการศึกษา นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง การนำสิ่งใหมๆ อาจเปนแนวความคิด หรือ สิ่งประดิษฐใหมๆ ที่ยังไมเคยมีใชมากอนหรือเปนการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยูแลว ใหทันสมัย และไดผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกวาเดิม ทั้งยังชวยประหยัดเวลาและ แรงงานไดด ว ย นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม ซึ่งอาจจะอยูในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐเขามาใชในระบบการศึกษา เพื่อมุงหวังเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยูเดิมในระบบการจัดการศึกษาใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชน การสอนโดยใชคอมพวิ เตอรช ว ยสอน การใชว ีดิทัศนเ ชิงโตต อบ (Interactive Video) สอื่ หลายมิติ (Hypermedia) และอินเทอรเ น็ต เปน ตน การเกดิ นวัตกรรมการศกึ ษา ประกอบดว ย 1. ความแตกตางระหวา งบคุ คล 2. เวลาทใ่ี ชในการศึกษา 3. ความพรอม 4. การขยายตัวดานวิชาการและอตั ราประชากร 4

อยากเปน็ “ครอู าชีวะ” คณุ คา และประโยชนของนวัตกรรมการศกึ ษาและการเรียนการสอน 1. ชวยพฒั นาศักยภาพและความสามารถสงู สดุ ของบคุ คล 2. ชวย ขยายขอบเขตความรูแ ละโลกทศั นทางวชิ าการไดอ ยางมีประสิทธภิ าพ 3. ชว ยลดปญ หาเร่อื งความแตกตางระหวา งบคุ คล 4. ชวยเปด โอกาสทางการเรยี นใหก ับผูเรยี นอยางทวั่ ถึง 5. ชวยใหค นสามารถปรับตวั ในสงั คมท่ีเปลี่ยนแปลงอยา งรวดเร็วได 6. ชว ยใหผูเรียนใชเ วลาวางใหเ กดิ ประโยชนส งู สดุ ในการศกึ ษาหาความรเู พ่ิมเตมิ องคป ระกอบของนวตั กรรม มีลักษณะดังน้ี 1. ความใหม เปน การพฒั นาข้นึ ใหม หรอื ปรับปรุงของเดิมใหใ หมข ึ้น 2. กอ ใหเ กิดประโยชนต อการพัฒนาดา นตา งๆ 3. ใชความรูและความคิดสรางสรรคเปนฐานของการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ไมใชเกิดจาก การลอกเลียนแบบหรือการทำซ้ำ ประเภทของนวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมที่นำมาใชทั้งที่ผานมาแลวและที่จะมีในอนาคตมีหลายประเภท ขึ้นอยูกับการ ประยกุ ตใชนวตั กรรมในดานตางๆ แบง ออกเปน 2 กลมุ คอื 1. สง่ิ ทเ่ี ปน นามธรรม เชน เทคนคิ วธิ กี าร หลักสตู ร รปู แบบการสอน 2. สงิ่ ที่เปนรปู ธรรม เชน สื่อการเรยี นการสอนตา งๆ กระบวนการพัฒนานวัตกรรมทางการศกึ ษา การพัฒนานวัตกรรมนั้นจะเกิดจากกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ซึง่ มีขัน้ ตอนการพฒั นาและการทดลองใชนวตั กรรมหลายวงรอบ ดังน้ี 1. ศกึ ษา สำรวจสภาพปจ จบุ นั ปญ หา 2. สรา งนวตั กรรม 3. ทดลองใชน วัตกรรม 4. การนำนวัตกรรมไปใชจรงิ 5. การประเมนิ ผลการใชน วตั กรรมและเผยแพร 5


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook