Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เล่ม 3 การจัดการศึกษาคนพิการหรือผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

เล่ม 3 การจัดการศึกษาคนพิการหรือผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

Published by boonsong kanankang, 2019-10-01 04:07:08

Description: การจัดการศึกษาคนพิการหรือผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

Search

Read the Text Version

คำชแี้ จง ชดุ เอกสารศึกษาดว้ ยตนเอง วชิ าความรู้พน้ื ฐานดา้ นการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนท่ีมี ความต้องการจาเป็นพิเศษ เรื่อง การจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เล่มน้ี ได้รวบรวมเน้ือหาจากเอกสาร บทความ ของนักการศึกษาท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ หรือผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ ซึ่งมีเน้ือหาสาระท่ีครูและบุคลากรที่สนใจควรทราบ ได้แก่ รูปแบบและ แนวทางการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ การจัดบริการเพ่ือเพิ่ม ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และนวัตกรรมการจัด การศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนท่ีมีความต้องการพิเศษ เพื่อให้ครูและผู้สนใจนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมท้ัง นาแนวทางความรูแ้ นะนาแกผ่ ู้ปกครองตอ่ ไป คณะทางาน

สำรบญั หนา้ คำนำ คำชแี้ จง สำรบัญ แนวทำงกำรใช้ชุดเอกสำรศึกษำดว้ ยตนเอง หน่วยท่ี 1 รปู แบบการจดั การศกึ ษาสาหรบั ผูเ้ รยี นท่ีมีความต้องการจาเปน็ พเิ ศษ.......................... 1 รปู แบบการจัดการศกึ ษาของศนู ย์การศึกษาพิเศษ....................................................... 1 รูปแบบการจดั การศึกษาของโรงเรยี นเฉพาะความพกิ าร.............................................. 4 รูปแบบการจดั การศกึ ษาของโรงเรยี นเรียนรวม............................................................ 6 รูปแบบการจดั การศกึ ษาของศนู ย์การเรยี นเฉพาะความพกิ าร..................................... 9 หนว่ ยที่ 2 การจดั บริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจดั การศึกษา สาหรับผู้เรียนทม่ี ีความต้องการจาเป็นพเิ ศษ................................................................. 12 การใหบ้ ริการช่วยเหลอื ระยะแรกเร่ิม (Early Intervention: EI)................................ 12 การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP)............................................................. 14 การจัดทาแผนการใหบ้ รกิ ารเฉพาะครอบครวั (Individual Family Service Plan: IFSP)................................................................. 20 การใหบ้ ริการเปลยี่ นผ่านของผ้เู รียนทม่ี ีความต้องการจาเป็นพิเศษ (Transition Services)……………………………………………………………………………….……. 29 ศนู ย์บริการสนับสนนุ ผเู้ รยี นทีม่ คี วามต้องการพเิ ศษ (Student Support Services Center: SSSC)…………………………………….…..………. 36 หนว่ ยที่ 3 นวตั กรรมการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรอื ผ้เู รียนทม่ี ีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ.. 37 การตอบสนองต่อการช่วยเหลอื .................................................................................... 37 เทคโนโลยสี ิง่ อานวยความสะดวก................................................................................. 41 การออกแบบการเรยี นรทู้ เี่ ป็นสากล.............................................................................. 43 กรอบแนวคดิ SETT..................................................................................................... 45 สรปุ สำระสำคัญ………………………………………………………………………………………………….……..… 49 แหล่งข้อมูลเพ่ิมเติมท่ีต้องศึกษำ บรรณำนุกรม แบบทดสอบทำ้ ยบท แบบเขยี นสะทอ้ นคดิ

แนวทำงกำรใช้ชดุ เอกสำรศึกษำดว้ ยตนเอง ท่ำนที่ศึกษำเอกสำรควรปฏิบตั ดิ ังต่อไปนี้ 1. ศึกษาขอบขา่ ยของเน้ือหา สาระสาคัญ และจดุ ประสงค์ 2. ศกึ ษาขอบข่ายของเน้ือหาและทาความเข้าใจเนอื้ หาอยา่ งละเอยี ด 3. ศกึ ษาแหลง่ ความร้เู พิ่มเตมิ 4. โปรดระลึกไว้เสมอวา่ การศึกษาจากเอกสารด้วยตนเองเป็นเพียงสว่ นหน่งึ ของการพฒั นาความรู้ ด้านการศึกษาพเิ ศษเทา่ นน้ั ควรศึกษาคน้ คว้าและหาประสบการณต์ รงจากแหล่งความรอู้ ืน่ ๆ เพ่มิ เตมิ

หน่วยท่ี 1 รูปแบบการจดั การศกึ ษาสาหรบั คนพิการหรือผู้เรียนทม่ี ีความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ การจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษในประเทศไทยปัจจุบันนี้ มีรูปแบบการจัดที่หลากหลาย และผู้เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษสามารถเลือกรับบริการได้ตามอายุ ประเภทความพกิ าร และระดับความรุนแรง ดงั นี้ 1. รูปแบบการจัดการศึกษาของศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษ 2. รูปแบบการจดั การศึกษาของโรงเรยี นเฉพาะความพิการ 3. รูปแบบการจดั การศกึ ษาของโรงเรียนเรยี นรวม 4. รปู แบบการจดั การศกึ ษาของศูนย์การเรียนเฉพาะความพกิ าร 5. รปู แบบการจัดการศึกษาทางเลือก รปู แบบการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ หมายความว่า สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษานอกระบบหรือตามอัธยาศัยแก่ คนพิการ ต้ังแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการจนตลอดชีวิต และจัดการศึกษาอบรมแก่ผู้ดูแลคนพิการ ครู บุคลากรและชุมชน รวมท้ังจัดส่ือ เทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก บริการและความช่วยเหลืออ่ืนใด ตลอดจนปฏิบัติหนา้ ทอี่ ื่นตามทีก่ าหนดในประกาศกระทรวง (พระราชบญั ญตั กิ ารจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ, 2551) ศูนย์การศึกษาพิเศษ สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ข้ันพื้นฐาน มบี ทบาทหนา้ ที่ ดังน้ี 1. จัดและส่งเสรมิ สนบั สนนุ การศกึ ษาในลกั ษณะศนู ยบ์ รกิ ารช่วยเหลือระยะแรกเรมิ่ (Early Intervention: EI) และเตรยี มความพร้อมของคนพิการ เพื่อเข้าสู่ศนู ย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนบุ าล โรงเรียน เรยี นร่วม โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศนู ยก์ ารเรยี นเฉพาะความพิการ หนว่ ยงานที่เกีย่ วข้อง เป็นตน้ 2. พัฒนาและฝกึ อบรมผู้ดูแลคนพิการ บคุ ลากรทจี่ ัดการศึกษาสาหรบั คนพกิ าร 3. จัดระบบและส่งเสริม สนับสนุนการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) ส่ิงอานวยความสะดวก ส่ือ บริการและความช่วยเหลอื อื่นใดทางการศึกษา สาหรับ คนพกิ าร 4. จดั ระบบบรกิ ารช่วงเชื่อมต่อสาหรับคนพิการ (Transitional Services) 5. ให้บริการฟืน้ ฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยครอบครัวและชมุ ชน ด้วยกระบวนการทางการศึกษา 6. เปน็ ศนู ยข์ อ้ มลู รวมทง้ั จดั ระบบข้อมลู สารสนเทศด้านการศึกษาสาหรับคนพิการ 7. จัดระบบสนับสนุนการจัดการเรียนร่วม และประสานงานการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ ในจังหวัด 8. ภาระหนา้ ทีอ่ ืน่ ตามทก่ี ฎหมายกาหนดหรือตามที่ได้รบั มอบหมาย

ศูนย์การศกึ ษาพิเศษแบง่ เป็น ศนู ย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง กรงุ เทพมหานคร ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต การศกึ ษา จานวน 12 เขตการศึกษา และศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัด จานวน 64 จงั หวดั ดงั น้ี 1. ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ เขตการศกึ ษา 1 จงั หวัดนครปฐม 2. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษ เขตการศึกษา 2 จงั หวัดยะลา 3. ศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ เขตการศกึ ษา 3 จงั หวัดสงขลา 4. ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษ เขตการศกึ ษา 4 จังหวดั ตรงั 5. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษ เขตการศกึ ษา 5 จังหวัดสุพรรณบุรี 6. ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ เขตการศึกษา 6 จังหวดั ลพบรุ ี 7. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษ เขตการศึกษา 7 จงั หวัดพษิ ณุโลก 8. ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศกึ ษา 8 จงั หวัดเชยี งใหม่ 9. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษ เขตการศึกษา 9 จังหวดั ขอนแก่น 10. ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 10 จังหวดั อบุ ลราชธานี 11. ศนู ย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 จังหวัดนครราชสมี า 12. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษ เขตการศึกษา 12 จงั หวดั ชลบรุ ี 13. ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง กรงุ เทพมหานคร 14. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดนนทบรุ ี 15. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั ปทุมธานี 16. ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั สมุทรปราการ 17. ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดสมุทรสาคร 18. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั นราธวิ าส 19. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดปตั ตานี 20. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั สตลู 21. ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดชมุ พร 22. ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั นครศรีธรรมราช 23. ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั พทั ลุง 24. ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี 25. ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั ภเู กต็ 26. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั กระบ่ี 27. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั พังงา 28. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดระนอง 29. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั ราชบุรี 30. ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดประจวบครี ขี นั ธ์

31. ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดสมุทรสงคราม 32. ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดกาญจนบุรี 33. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดเพชรบุรี 34. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 35. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั สิงห์บรุ ี 36. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดอทุ ัยธานี 37. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดชยั นาท 38. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั สระบรุ ี 39. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั อา่ งทอง 40. ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั กาแพงเพชร 41. ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั ตาก 42. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั นครสวรรค์ 43. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั พิจติ ร 44. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั เพชรบรู ณ์ 45. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั สโุ ขทัย 46. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั อุตรดิตถ์ 47. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั แม่ฮ่องสอน 48. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั ลาพูน 49. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั เชยี งราย 50. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั พะเยา 51. ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวดั แพร่ 52. ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั นา่ น 53. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั ลาปาง 54. ศนู ย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดเลย 55. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดอุดรธานี 56. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดสกลนคร 57. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวัดหนองคาย 58. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดหนองบวั ลาภู 59. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดมหาสารคาม 60. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวัดมกุ ดาหาร 61. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดอานาจเจรญิ 62. ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดกาฬสนิ ธุ์ 63. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดนครพนม

64. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดยโสธร 65. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดร้อยเอด็ 66. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดบุรรี มั ย์ 67. ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั สรุ นิ ทร์ 68. ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวัดชัยภมู ิ 69. ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวดั ศรีสะเกษ 70. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั จันทบรุ ี 71. ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวัดฉะเชงิ เทรา 72. ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั ตราด 73. ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั นครนายก 74. ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั ปราจนี บุรี 75. ศูนยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจังหวดั ระยอง 76. ศูนย์การศึกษาพเิ ศษประจาจังหวัดสระแกว้ 77. ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษประจาจงั หวดั บึงกาฬ รูปแบบการจดั การศึกษาของโรงเรียนเฉพาะความพิการ โรงเรียนเฉพาะความพิการ เป็นสถานศึกษาของรัฐหรือเอกชนท่ีจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ โดยเฉพาะ ทงั้ ในลกั ษณะอยปู่ ระจา ไป กลับ และรบั บริการท่บี า้ น บทบาทหน้าท่ีของโรงเรียนเฉพาะความพิการ ซ่ึงเป็นสถานศึกษาท่ีจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานมีบทบาท หน้าท่ีตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติการจัด การศกึ ษาสาหรบั คนพกิ าร พ.ศ. 2551 ดังนี้ 1. จัดทานโยบาย แผนพัฒนาการศึกษาสาหรับคนพิการ ด้านวิชาการ บุคคล งบประมาณ และ บรหิ ารท่วั ไป 2. จัดตั้งและบริหารงบประมาณ 3. พฒั นาหลักสูตรและจดั การเรียนการสอน พฒั นาการเรียนรู้ สง่ เสริมศักยภาพ ฟื้นฟู บาบัด ท่ีสอดคลอ้ งเหมาะสมกับศักยภาพคนพิการ 4. ออกระเบียบ ขอ้ บังคบั ประกาศ แนวปฏิบัติ ท่สี อดคล้องกับการจัดการศกึ ษาในแต่ละระดับ 5. กากบั ติดตาม ประเมินผล ตามแผนงานและโครงการ 6. ระดมทรัพยากร ดแู ลรกั ษาทรพั ยส์ ินของทางราชการ 7. จัดระบบประกนั คุณภาพภายในสถานศกึ ษา 8. สง่ เสริมความเข้มแข็งระหวา่ งสถานศึกษากับชุมชน

การจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษในรูปแบบของโรงเรียน เฉพาะความพิการ เป็นการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ ในระดับปฐมวัย และการศึกษาข้ันพื้นฐาน สาหรับ โรงเรียนเฉพาะความพิการสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขนั้ พื้นฐาน มจี านวนทงั้ ส้นิ 48 โรงเรยี น ใน 36 จังหวัด แบง่ ออกเป็น 4 ประเภทความพกิ าร ดังนี้ 1. โรงเรียนเฉพาะความพิการสาหรับผ้เู รยี นทีม่ ีความบกพร่องทางการเหน็ มี 2 โรงเรียน ใน 2 จังหวัด รับ เด็กอนบุ าล – มัธยมศึกษาตอนปลาย แบบอยปู่ ระจา ได้แก่ 1.1 โรงเรยี นสอนคนตาบอดภาคเหนือในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวดั เชียงใหม่ 1.2 โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคใต้ จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี 2. โรงเรียนเฉพาะความพิการสาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มี 21 โรงเรียน ใน 20 จังหวัด และกรงุ เทพมหานคร รบั เด็กอนุบาล – มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย แบบอยปู่ ระจา ได้แก่ 2.1 โรงเรียนเศรษฐเสถยี รในพระราชูปถัมภ์ กรงุ เทพมหานคร 2.2 โรงเรียนโสตศกึ ษาทุง่ มหาเมฆ กรุงเทพมหานคร 2.3 โรงเรยี นโสตศกึ ษาจังหวดั นนทบรุ ี 2.4 โรงเรยี นโสตศกึ ษาจังหวัดนครปฐม 2.5 โรงเรยี นโสตศึกษาจงั หวดั สงขลา 2.6 โรงเรียนโสตศึกษาจงั หวัดนครศรีธรรมราช 2.7 โรงเรยี นโสตศกึ ษาเทพรตั น์ จังหวดั ประจวบคีรีขันธ์ 2.8 โรงเรียนโสตศกึ ษาจงั หวดั กาญจนบุรี 2.9 โรงเรียนโสตศกึ ษาปานเลิศ จงั หวัดลพบุรี 2.10 โรงเรยี นโสตศึกษาจงั หวัดตาก 2.11 โรงเรียนโสตศกึ ษาจังหวัดเพชรบรู ณ์ 2.12 โรงเรยี นโสตศกึ ษาอนสุ ารสุนทร จังหวัดเชียงใหม่ 2.13 โรงเรียนโสตศกึ ษาจังหวัดขอนแก่น 2.14 โรงเรยี นโสตศกึ ษาจังหวัดอดุ รธานี 2.15 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดมกุ ดาหาร 2.16 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดร้อยเอด็ 2.17 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดสรุ ินทร์ 2.18 โรงเรยี นโสตศกึ ษาจังหวัดชยั ภูมิ 2.19 โรงเรียนโสตศกึ ษาจงั หวัดชลบรุ ี 2.20 โรงเรียนโสตศกึ ษาจังหวัดปราจนี บรุ ี 2.21 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดพังงา 3. โรงเรียนเฉพาะความพิการสาหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มี 19 โรงเรียน ใน 19 จังหวดั รับเดก็ อนุบาล – มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย แบบอยปู่ ระจา ไดแ้ ก่

3.1 โรงเรียนชุมพรปญั ญานกุ ูล 3.2 โรงเรยี นสงขลาพัฒนาปัญญา 3.3 โรงเรียนนครศรีธรรมราชปัญญานุกลู 3.4 โรงเรยี นภูเก็ตปัญญานุกลู 3.5 โรงเรยี นสุพรรณบรุ ีปัญญานกุ ูล 3.6 โรงเรียนเพชรบรุ ีปัญญานุกลู 3.7 โรงเรียนลพบรุ ีปญั ญานุกูล 3.8 โรงเรยี นนครสวรรค์ปัญญานุกูล 3.9 โรงเรยี นพษิ ณโุ ลกปัญญานกุ ูล 3.10 โรงเรียนพิจติ รปญั ญานุกูล 3.11 โรงเรียนกาวลิ ะอนุกลู จังหวดั เชยี งใหม่ 3.12 โรงเรยี นนา่ นปญั ญานกุ ูล 3.13 โรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล 3.14 โรงเรียนแพร่ปัญญานุกูล 3.15 โรงเรยี นอบุ ลปญั ญานุกูล 3.16 โรงเรยี นกาฬสนิ ธุ์ปัญญานกุ ลู 3.17 โรงเรียนนครราชสีมาปญั ญานุกูล 3.18 โรงเรียนระยองปัญญานุกูล 3.19 โรงเรียนฉะเชงิ เทราปัญญานุกลู 4. โรงเรียนเฉพาะความพิการสาหรบั ผู้เรียนทม่ี ีความบกพร่องทางร่างกาย หรอื การเคล่ือนไหว หรือ สขุ ภาพ มี 5 โรงเรียน ใน 5 จังหวดั รับเดก็ อนุบาล – มธั ยมศึกษาตอนปลาย แบบอย่ปู ระจา ได้แก่ 4.1 โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น จังหวดั ขอนแก่น 4.2 โรงเรยี นศรสี งั วาลย์เชยี งใหม่ จงั หวดั เชยี งใหม่ 4.3 โรงเรยี นสาหรับคนพิการทางร่างกายและการเคล่ือนไหวของจงั หวดั นครศรีธรรมราช 4.4 โรงเรยี นศกึ ษาพเิ ศษชยั นาท 4.5 โรงเรยี นเฉลยี วภาวนานสุ รณ์ (ศกึ ษาพิเศษชลบุรี) 5. โรงเรียนศกึ ษาพิเศษเขตพฒั นาพเิ ศษเฉพาะกจิ จังหวดั ชายแดนภาคใต้ จังหวดั ยะลา (รับคนพกิ ารทกุ ประเภท) รูปแบบการจดั การศกึ ษาของโรงเรียนเรียนรวม การเรียนรวม (Inclusive Education) เป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่จัดให้นักเรียนในวัยเดียวกัน ทุกคนได้เข้าเรียนในช้ันเรียนเดียวกันให้ได้มากท่ีสุด โดยไม่มีข้อจากัดในความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคน มีการปรับหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ ตลอดจนการสนับสนุนบริการและความช่วยเหลือท่ีตอบสนอง ตอ่ ความตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษของนกั เรียนรายบุคคล เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงการเรียนรู้และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ใน

สภาพแวดล้อมที่มีข้อจากัดน้อยที่สุด (เอกสารชุดศึกษาด้วยตนเอง เล่มที่ 16 การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม) สาหรับการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือผู้เรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษในประเทศไทย ท่ผี า่ นมา ไดม้ ีการจัดการเรยี นรว่ ม ซงึ่ เปน็ การจัดการศึกษาให้แกบ่ ุคคลท่ีมีความบกพร่องประเภทต่างๆ ได้เรียน ร่วมกับนักเรียนปกติทั่วไปน้ัน จะต้องคานึงถึงความหมายของเด็กแต่ละบุคคล โดยใช้แผนการศึกษาเฉพาะ บุคคลเป็นตัวกาหนดรูปแบบการจัดการเรียนร่วมในแบบต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมกับเด็กโดยได้รับความร่วมมือ สนับสนุนและความร่วมมือจากบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง ให้เด็กได้เข้าเรียนร่วมมากท่ีสุด เพื่อเด็กสามารถดารงชีวิตใน สงั คมไดอ้ ยา่ งปกตสิ ุข ในภาษาองั กฤษมีคาท่ีมคี วามหมายเกย่ี วกับการเรยี นรว่ ม 2 คา คอื Mainstreaming หมายถึง การเรียนรว่ มเต็มเวลานัน่ คอื ผู้เรยี นทมี่ คี วามต้องการจาเป็นพิเศษ จะถูกส่ง เข้าไปเรยี นในห้องเรียนสาหรับผู้เรียนทั่วไปทุกอย่าง และไม่มีการบริการเพิ่มเติมสาหรับผเู้ รียนประเภทนี้ Integration หมายถึง การเรียนร่วมระหว่างผู้เรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษกับผู้เรียนท่ัวไป แต่ เป็นการเรียนร่วมบางเวลา นั่นคือ ผู้เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษจะเข้าไปเรียนร่วมในชั้นปกติบางเวลา เทา่ น้นั และมคี วามหมายรวมไปถงึ การจัดการชนั้ พเิ ศษในโรงเรียนปกตดิ ้วย รปู แบบการจัดการศกึ ษาเรียนรว่ มมี 6 ลักษณะ ดงั นี้ 1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน เป็นการจัดผู้เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษเข้าเรียนร่วมกับผู้เรียนทั่วไป เต็มเวลา และเรียนเหมือนกับนักเรียนทั่วไปทุกประการ โดยอยู่ในความดูแลของครูประจาช้ัน และนักเรียน ไม่ได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษโดยตรง นักเรียนที่จะเข้าเรียนในลักษณะน้ีได้ควรเป็นนักเรียนที่มีความ บกพร่องเล็กน้อย มีความพร้อมในด้านการเรียนตลอดจนวุฒิภาวะทางการอารมณ์และสังคม นักเรียนจะได้รับ บรกิ ารเสริมทางอ้อมได้แก่ 1.1 จดั บรกิ ารสื่อวสั ดุ อปุ กรณ์ทีจ่ าเปน็ ในการศึกษาให้ เชน่ แว่นสายตา หรอื แว่นขยาย บริการล่าม ภาษามือ 1.2 จัดครูการศึกษาพิเศษ ช่วยให้คาแนะนา เทคนิคการสอน และความต้องการทั่วไปของผู้เรียน ท่ีมคี วามต้องการจาเปน็ พิเศษใหก้ บั ครเู รยี นรว่ มชั้นปกตเิ ปน็ การนิเทศภายใน 1.3 จดั อบรมครูทง้ั โรงเรียน ใหม้ คี วามรู้ทางดา้ นการสอนเด็กพิเศษ 2. เรยี นรว่ มช้ันปกตเิ ต็มวนั และมีครศู ึกษาพิเศษให้คาปรกึ ษา การจัดการเรียนร่วมวิธีนี้คล้ายกับวิธีแรกก็คือ ผู้เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษเรียนร่วมกับ นกั เรยี นท่วั ไปเต็มเวลาแตม่ ีครูการศึกษาพิเศษคอยชว่ ยเหลอื ครปู ระจาชั้นและครูประจาวิชา ครูการศึกษาพิเศษ นี้เรยี กว่า ครูที่ปรึกษา ครูประเภทน้ีไม่ทาการสอนโดยตรง แต่ให้คาแนะนาแก่ครูที่สอนนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการ สอนจัดสภาพแวดล้อมและจัดหาส่งิ อานวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับนักเรียน รวมทั้งช่วยประเมินผล พัฒนาการในการเรยี นร้ขู องเด็กพิเศษดว้ ย 3. การเรียนรว่ มปกตเิ ต็มวันและบรกิ ารครเู ดินสอน เป็นการจัดการเรียนตามปกติในห้องเรียนปกติอยู่ในความดูแลของครูประจาชั้น แต่ได้รับบริการ

ด้านการสอนเสริมจากครูเดินสอนตามตารางท่ีกาหนด หรือถ้าเด็กพิเศษคนใดมีความต้องการจาเป็นทางด้าน กายภาพบาบัด นกั กิจกรรมบาบัด ครแู ก้ไขการพูด ซ่ึงครูเดินสอนจะเดนิ ทางไปตามโรงเรียนต่าง ๆ เพ่ือให้ความ ช่วยเหลือแก่เด็กพิเศษเน่ืองจากจานวนนักเรียนในแต่ละโรงเรียนมีไม่มากนัก (ประมาณโรงเรียนละ 3 – 4 คน) ครูจงึ ตอ้ งเดินจากโรงเรียนหน่ึงไปอีกโรงเรียนหนึ่ง จึงเรียกครปู ระเภทนีว้ า่ “ครเู ดินสอน” 4. การเรียนร่วมชน้ั ปกติเต็มวนั และบริการสอนเสรมิ รับการสอนเสริมจากครูสอนเสริมนักเรียนพิเศษเรียนในช้ันปกติเต็มเวลาแต่จะได้ครูสอนเสริม คือ ครูการศึกษาพิเศษที่ปฏิบัติงานประจาอยู่ในห้องเสริมวิชาการ นักเรียนพิเศษที่ต้องการเรียนเสริมบางวิชาก็จะ ได้รับตารางเรียนสอนเสริมเป็นเวลา อาจจะวันละ 1 – 2 ชั่วโมง หรือมากกว่าน้ีขึ้นอยู่กับความต้องการจาเป็น พเิ ศษของนกั เรยี น นักเรียนทุกคนที่เข้ามาในห้องนี้จะต้องมีตารางเรียนท่ีกาหนดไว้แน่นอนครูสอนเสริมอาจจะ มีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ขึ้นอยู่กับจานวนและประเภทของเด็กพิเศษ อาจสอนเด็กเป็นรายบุคคล หรือกลุ่ม เล็ก ๆ ก็ได้ และสอนในเนื้อหาที่เด็กไม่ได้รับการสอนในช้ันเรียนปกติ เช่น ภาษามือสาหรับเด็กหูหนวก อักษร เบรลล์สาหรับเด็กตาบอด หรือสอนเนื้อวิชาที่เด็กมีปัญหา ครูสอนเสริมยังมีหน้าท่ีให้คาแนะนาปรึกษาแก่ครู ปกตใิ นโรงเรียนเรียนร่วมอกี ดว้ ย หอ้ งเสริมวชิ าการ (Resource Room) เป็นห้องที่มขี นาดเทา่ กับห้องเรียนหรืออาจมีขนาดใหญ่กว่า หรือเล็กกว่าก็ได้ ในห้องมีอุปกรณ์ เคร่ืองมือ ตลอดจนเอกสารและหนังสือท่ีจาเป็นต้องใช้ในการสอนผู้เรียนที่มี ความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ 5. ชน้ั พิเศษในโรงเรยี นปกติและเรยี นรว่ มบางวิชา เป็นการจัดเด็กพิเศษไว้ในช้ันเรียนพิเศษโดยรวมประเภทของเด็กพิเศษไว้เป็นกลุ่มในห้องเดียวกัน มีครูการศึกษาพิเศษเป็นผู้ดูแลและสอนแทบทุกวิชา มีบางวิชาที่ให้เด็กพิเศษเข้าเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติกับ เด็กทั่วไป เชน่ วชิ าพลศึกษา ศิลปศกึ ษา ดนตรี-นาฏศลิ ป์ การงานพื้นฐานอาชีพ จริยศึกษา จะเรียนร่วมได้มากหรือ น้อยข้ึนอยู่กับความสามารถของเด็กแต่ละบุคคล ซ่ึงครูการศึกษาพิเศษและครูปกติต้องร่วมกันทางานร่วมกัน รบั ผดิ ชอบรปู แบบน้ีจัดไดท้ งั้ ประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษา 6. ชน้ั เรียนพิเศษในโรงเรยี นปกติ เป็นการจัดเด็กพิเศษที่มีความบกพร่องประเภทเดียวกันไว้รวมกันเป็นกลุ่ม เด็กเหล่าน้ีจะเรียน ในชน้ั พเิ ศษตลอดเวลา โดยมีครูการศึกษาพเิ ศษสอนทกุ วชิ า การเรียนร่วมในลักษณะน้ีจะจัดให้กับเด็กพิเศษที่มี ความพิการค่อนข้างมาก แต่เด็กจะได้โอกาสเข้าร่วมกิจกรรมท่ัวไปกับเด็กท่ัวไปในโรงเรียน เช่น การเข้าแถว เคารพธงชาติ การรบั ประทานอาหาร การจดั งานหรอื กจิ กรรมในโรงเรียน วนั ไหว้ครู เป็นตน้ การจัดการเรียนร่วมท้ัง 6 รูปแบบหรือการจัดการเรียนร่วมในลักษณะอ่ืนได้นั้น ขึ้นอยู่กับ สภาพ ความพิการและความพร้อมของเด็กที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษ (Special needs) รวมทั้งจากหลายๆ ฝ่าย ได้แก่ ผู้ปกครอง เด็ก ครู ผู้บริหาร บุคลากรต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องและ นักวิชาชีพท่ีจะร่วมกันจัดการเรียนร่วมได้ เหมาะสมทส่ี ุดดังแผนภมู ินี้

การจัดการเรียนร่วมในลักษณะใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของเด็กไม่ว่าจะเป็นความ พร้อม ทางด้านร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ ถ้าเด็กมีความพร้อมมากก็สามารถเรียนร่วมในช้ัน เรียนปกติได้มาก แตถ่ ้าเด็กมคี วามพรอ้ มน้อยกจ็ ะเรียนรว่ มได้น้อยลง ปัจจุบันการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ มุ่งจัดในลักษณะการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) ซ่ึงหมายถึง การจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนในระบบการศึกษาเดียว โดยไม่แยกว่า เด็กพิการต้องไปเรียนในสถานศึกษาเฉพาะทาง รวมทั้งเด็กพิการต้องได้รับการสนับสนุนทุกด้าน ท้ังด้าน การแพทย์ วชิ าการ ส่ือ ส่ิงอานวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา โรงเรียน ต้อง ปรับเปล่ียนหลักสูตร ยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการ เทคนิคการเรียนการสอน สถานท่ี ฯลฯ รวมท้ัง จัด บุคลากรสนับสนุน ทง้ั น้ีเพือ่ ให้เด็กพกิ ารได้เรยี นรวมในสถานศึกษาเดียวกนั รปู แบบการจดั การศกึ ษาของศูนย์การเรยี นเฉพาะความพกิ าร ศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ หมายถงึ สถานศึกษาท่ีจัดการศึกษานอกระบบ หรือตาม อัธยาศัย แก่คนพกิ ารโดยเฉพาะ โดยหน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร เอกชน องค์กร ปกครองส่วนท้องถ่ิน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์และสถาบันทางสังคมอ่ืนเป็นผู้จัด ต้ังแต่ระดับการศึกษาปฐมวัย การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน อาชีวศกึ ษา อดุ มศกึ ษาและหลกั สูตรระยะส้ัน วัตถปุ ระสงค์ของการจดั ตง้ั ศูนยก์ ารเรียนเฉพาะความพกิ าร 1. เพอ่ื ให้ครอบครวั มคี วามตระหนกั รู้ในเรื่องการดแู ลและพัฒนาศกั ยภาพคนพิการ 2. เพอ่ื ให้ครอบครวั มีความรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่ดี และทกั ษะ สามารถพฒั นาศักยภาพคนพิการได้ 3. เพอ่ื ใหค้ รอบครัว มีการรวมกลมุ่ แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ และเสริมสร้างกาลังใจซ่ึงกันและกัน ตลอดจน

มีการสรา้ งเครือข่ายในทกุ ระดับ 4. เพื่อให้คนพิการมีพัฒนาการเต็มศักยภาพ และสามารถอยูร่ ว่ มกับผ้อู ื่นในสังคมได้อยา่ งมี ความสขุ หลักสูตรท่ีศนู ย์การเรยี นเฉพาะความพกิ ารสามารถดาเนินการจัดการศกึ ษาได้ 1. หลกั สูตรการใหบ้ รกิ ารชว่ ยเหลอื ระยะแรกเร่ิม 2. หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย 3. หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน 4. หลกั สูตรการศึกษาระดบั อาชีวศึกษา 5. หลกั สตู รการศกึ ษาระดับอุดมศึกษา 6. หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบและตามอธั ยาศัย 7. หลักสตู รระยะสน้ั รปู แบบการจัดการศกึ ษาทางเลือก (เอกสารสาระหลกั การและแนวคดิ ประกอบการดาเนินงาน กศน. : คัมภรี ์ กศน.) การศึกษาทางเลือก (Alternative Education) หมายถึง การจัดการศึกษาเพ่ือตอบสนองตอบต่อ ความตอ้ งการของผู้เรียนท่ไี ม่ประสงค์จะเรียนในระบบการศึกษาตามปกตซิ ่งึ มีเหตผุ ลมาจากพื้นฐานของบุคคล ตามปรัชญาความเชื่อทางการศึกษาและการเรียนรู้หรือตามปรัชญาความเชื่อทางการเมือง ปรัชญาความเชื่อ ทางศาสนาและความศรัทธา หรือเป็นการสนองความต้องการส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะมิใช่การศึกษาท่ีจัด ให้กับบุคคลทั่วไป หรือแม้กระท่ังการสนองตอบของบุคคลท่ีจะปฏิเสธระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและ ผเู้ รยี นในการศกึ ษาระบบปกติ จากความหมายดังกล่าวข้างต้น ตัวอย่างการจัดการศึกษาทางเลือกในปัจจุบัน สามารถเห็นได้จาก รูปแบบของโรงเรียนวิถีธรรม โรงเรียนวิถีธรรมชาติการสอนแบบ Home-based learning หรือ Home-school เป็นตน้ ซึ่งมีจดุ เนน้ ทคี่ วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งผ้สู อน ผู้เรียน เน้ือหาหลักสูตร การจัดบรรยากาศให้เข้ากับวิถีของ ชมุ ชน และความเชื่อเปน็ หลัก วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการศกึ ษาทางเลือก 1. เพ่อื ใหก้ ารเรยี นรู้ เป็นเครอื่ งมือในการพฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ป็น มนษุ ยท์ สี่ มบูรณท์ กุ ดา้ น 2. เพื่อแก้ปัญหาของระบบการศึกษาในปัจจุบัน เป็นทางเลือกให้ แก่ประชาชนทุกกลุ่มให้ได้รับ การศึกษาท่ีเหมาะสม และเป็นเครอื่ งมอื พัฒนามนษุ ยใ์ นระดบั ปจั เจกบคุ คล 3. เพ่ือกระจายอานาจการจดั การศกึ ษาไปยังประชาชน ใหม้ ี สทิ ธิและเสรีภาพในการจัดการศึกษาด้วย ตนเอง รูปแบบการจดั การศึกษาทางเลอื ก รูปแบบของการศึกษาทางเลือก มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน และกระบวนการเรียนรู้รวมท้ังเนื้อหา สาระที่เรียนรู้ แนวทางของการศึกษาทางเลือกในประเทศไทย มีดังน้ี

สุชาดา) จักรพิสทุ ธิ์, 2548) 1. การศึกษาทางเลือกที่จัดโดยครอบครัวหรือโฮมสคูล ซ่ึง ครอบคลุมท้ังแบบครอบครัวเดี่ยว กลุ่ม และเครือข่ายครอบครัว 2. การศกึ ษาทางเลอื กทีอ่ งิ กบั ระบบโรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนท่ี สามารถจัดหลักสูตร หรือกระบวนการ เรียนรทู้ ี่แตกต่างไปจากโรงเรียน ตามแนวกระแสหลักทั่วไป เน้นนวัตกรรมการเรียนรู้การทดลองปฏิบัติ หรือ ประสบการณเ์ ช่น โรงเรียนรุง่ อรุณ โรงเรยี นหม่บู า้ นเด็ก เป็นต้น 3. การศึกษาทางเลือกสายครูภูมิปัญญา ได้แก่ พ่อครู ปราชญ์ชาวบ้าน ท่ีมีการถ่ายทอดภูมิปัญญา ความรแู้ ก่ผเู้ รียน เช่น ศลิ ปะ การช่าง ดา้ นเกษตรกรรม การแพทยพ์ นื้ บา้ น สมุนไพร เปน็ ตน้ 4. การศึกษาทางเลือกสายศาสนาและวิธีปฏิบัติธรรม จัดการ เรียนรู้แก่สมาชิกทั้งแนวเศรษฐกิจ พอเพยี ง ตอ่ ต้านการบริโภคนิยม การ ปฏบิ ัติสมาธิในแนวต่าง ๆ ตามวิถคี วามเช่ือ 5. การศึกษาทางเลอื กทเี่ ป็นสถาบันนอกระบบ ได้แก่ กลุ่ม กิจกรรมทางการศึกษาที่มีการจัดหลักสูตร หรือกระบวนการเรียนรู้ของ ตนเอง ไม่อิงกับหลักสูตรรัฐ มีทั้งแบบเสียค่าใช้จ่าย และไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น มหาวิทยาลัยเท่ียงคนื เสมสกิ ขาลยั สถาบันเรียนรู้ขององค์กรพัฒนา เอกชน )NGOs) เป็นต้น 6. การศกึ ษาทางเลอื กกล่มุ การเรียนผ่านกจิ กรรม เปน็ การเรียนรู้ ท่ีกว้างขวางหลากหลายท่ีสุด มีผลใน การเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ทั้ง กลุ่มการเรียนรู้ ผ่านกลุ่มกิจกรรมชุมชน การสืบสานภูมิปัญญา การฟื้นฟู ศลิ ปวัฒนธรรม การอนุรกั ษ์ทรัพยากร การแพทย์พ้ืนบ้าน การสาธารณสุข การจัดการปัญหาชุมชน เด็ก และ สตรเี ป็นต้น 7. การศึกษาทางเลือกผ่านสื่อการเรียนและแหล่งเรียนรู้ ท้ังท่ี เป็นส่ือมวลชน เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ส่ือชุมชน อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สถานท่ีท่องเท่ียว หรือแหล่งเรียนรู้ ต่าง ๆ

หน่วยที่ 2 การจดั บรกิ ารเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการหรือ ผู้เรยี นทมี่ ีความต้องการจาเป็นพเิ ศษ การให้บรกิ ารช่วยเหลอื ระยะแรกเร่มิ (Early Intervention: EI) เด็กพิการแต่ละคนมีศักยภาพ หากได้รับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทั้งทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคม โดยวิธีการที่เหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล เด็กพิการจะสามารถ ใช้ ชวี ติ ในสังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุขตามศักยภาพ ต้องได้รับความเข้าใจและการช่วยเหลือท่ีถูกต้อง เหมาะสมต้ังแต่ แรกพบความพิการหรือแรกเกิด ดังนั้นการช่วยเหลือเด็กพิการต้ังแต่แรกเริ่มจึงมีความสาคัญยิ่ง ผู้ปกครอง ครู อาสาสมัครเพ่ือเด็กพิการหรือบุคคลทั่วไปหากมีความรู้ความเข้าใจในการ ให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มแก่ เดก็ พิการกจ็ ะสามารถให้การช่วยเหลือเดก็ พิการได้ถูกต้องเหมาะสม มากขนึ้ การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิม หมายถึง กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพและเตรียมความพร้อม ให้กับเด็กที่มีความบกพร่องประเภทต่าง ๆ ต้ังแต่แรกเกิดหรือต้ังแต่เมื่อทราบว่ามีความบกพร่อง โดยมี จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กให้ได้รับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพท่ีมีอยู่โดยเร็วที่สุดเท่าท่ีจะทาได้ ซ่ึงต้องมี การ ประเมินศักยภาพเบื้องต้น สภาพความบกพร่องที่อาจเกิดข้ึนต่อไป การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ ที่ เก่ียวข้องนามาวิเคราะห์และวางแผนร่วมกับผู้ปกครอง การปฏิบัติการฟื้นฟูสมรรถภาพตามแผนร่วมกัน ระหว่างผู้ปกครองที่มีความรู้กับครูผู้สอน ตลอดจนการประเมินผลทั้งระหว่างการให้บริการและหลังการ ใหบ้ รกิ ารช่วยเหลอื ทั้งนี้โปรแกรมทจ่ี ัดขน้ึ ต้องเป็นไปตามความต้องการจาเปน็ ของเด็กแต่ละบุคคล รูปแบบการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม การใหบ้ รกิ ารชว่ ยเหลือระยะแรกเริม่ แก่เดก็ พิการมีหลายรปู แบบซงึ่ เป็นการทางานระหว่างครอบครัว กับบุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถด้านการศึกษาพิเศษเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการ ช่วยเหลือเด็ก การให้บรกิ ารช่วยเหลอื อาจทาไดห้ ลายรปู แบบในขณะเดยี วกันซ่ึงมีรายละเอยี ด ดงั น้ี 1. รปู แบบทางการแพทย์ (Medical Model) เป็นรูปแบบท่ีเด็กพิการจะอยู่ในความดูแลของแพทย์ มีส่วนน้อยที่จาเป็นต้องได้รับบริการฟื้นฟู ด้านการศึกษา ในการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมจะเกิดผลน้อยถ้าผู้ให้บริการเน้นการให้บริการทาง การแพทย์เพียงอย่างเดียว เพราะการฟ้ืนฟูทางการแพทย์ให้ความสนใจในการรักษาสิ่งที่มีความบกพร่องของ เด็กพกิ ารท่ีเหมือนกันกับเดก็ ทั่วไป 2. รูปแบบทางการศกึ ษา (Educational model) เป็นรปู แบบการใหบ้ ริการช่วยเหลอื เดก็ พิการให้มีพัฒนาการและความสามารถในการเรียนรู้ได้มาก ที่สุดตามข้ันตอนพัฒนาการของเด็กทั่วไป ท้ังน้ีไม่สนใจสาเหตุของความพิการ การทดสอบมีข้ึนเพื่อประเมิน ความสามารถและปัญหาของเด็ก การจัดการศึกษาเพ่ือส่งเสริมศักยภาพและในขณะเดียวกันก็มุ่ง ลดปัญหา ของเด็กเปน็ รายบคุ คล

3. รูปแบบเกย่ี วกบั วธิ ีการทางานระหว่างผปู้ กครองกบั ผู้ชานาญการ 3.1 ปฏิบัตติ ามคาแนะนาของผู้เชย่ี วชาญ (Expert Model) การให้บริการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษในรูปแบบนี้ ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนา วิธกี ารพัฒนาเดก็ ใหผ้ ู้ปกครองรบั ความรู้อย่างเดียว เช่น แนะนาว่าควรทาอย่างไร เหมือนคนไข้ไปหาหมอ ต้อง ทาตามคาสั่งหมอ ผลจากการใหบ้ รกิ ารในรปู แบบน้ีพบวา่ ผปู้ กครองจะเกรงใจผเู้ ช่ียวชาญ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทา อะไรตอ้ งรอผู้เชี่ยวชาญนากอ่ น ผู้ปกครองจะไม่เช่ือมั่นในตนเองท่จี ะตดั สินใจทาอะไรกับลูก ผู้ปกครองมักอยาก ส่งลูกให้เข้าเรียนในโรงเรียนเฉพาะทาง ซ่ึงผู้ปกครองจะเช่ือว่าครูคือผู้เช่ียวชาญ ซ่ึงจะ ฟื้นฟูและสอนลูกได้ ดีกวา่ ตนเอง แต่เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างท้ังหมดเกี่ยวกับรายละเอียดของ เด็กและไม่ได้ถามความ คิดเห็นจากผู้ปกครองท่ีอยู่กับเด็กมานาน จึงทาให้มีข้อบกพร่องมากซ่ึงผู้ปกครองจะ ไม่พอใจและตาหนิ ผู้เชีย่ วชาญด้วย 3.2 การส่งตอ่ ความรู้ (Transplant Model) ผู้เชี่ยวชาญเช่ือว่าตัวเองมีความเช่ียวชาญเกี่ยวกับเด็กพิการทุกอย่างแต่เห็นความสาคัญของ ผู้ปกครองว่ามีประโยชนใ์ นการเป็นแหลง่ ข้อมลู เกย่ี วกับเด็กเหมือนกับพ่ีเลี้ยงให้บริการ ช่วยเหลือตามรูปแบบนี้ เช่ือว่า ผปู้ กครองทางานฟื้นฟชู ่วยเหลอื ลูกของตนเองได้ โดยผ้เู ช่ียวชาญสอนให้ ผปู้ กครองรู้วิธีการท่ีถูกต้อง แต่ มีปัญหาเกิดข้ึนจากการท่ีผู้เชี่ยวชาญมีบทบาทในการควบคุมตัดสินใจในการ ช่วยเหลือเด็กทั้งหมดโดยไม่ไว้ใจ ผู้ปกครองผู้เช่ียวชาญต้องมีทักษะในการสอนผู้ปกครองและมี ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครอง ซ่ึงทาให้ ผปู้ กครองมีความพอใจมากกว่า รูปแบบท่ี 1 3.3 ผ้ปู กครองเปน็ ลูกค้าทมี่ ารับบริการ (Consumer Model) การให้บริการตามรูปแบบนี้ ผู้ปกครองสามารถตัดสินใจได้เองและเลือกใช้บริการจาก ผู้เช่ียวชาญที่มีความรู้ ซ่ึงมีบทบาทในการให้คาแนะนาและเสนอทางเลือกท่ีหลากหลายตัวอย่าง เช่น การเลอื กวิธีการสื่อสารของเด็กหูหนวกในชนบท ว่าจะใช้ภาษามือหรือภาษาพูดเป็นสิ่งที่ยาก ผู้เชี่ยวชาญ ต้อง ให้ข้อมูลเกย่ี วกบั ข้อดแี ละขอ้ เสยี ในการใช้วธิ ีทงั้ สองวธิ ีแกผ่ ้ปู กครอง ซ่ึงผู้ปกครองตอ้ งตดั สนิ ใจเลือก วิธีการเอง 3.4 การมีสว่ นรว่ มระหวา่ งผปู้ กครองกบั ผเู้ ชย่ี วชาญ (Partnership Model) รปู แบบน้ีเชื่อวา่ ครเู ปน็ ผูเ้ ชย่ี วชาญด้านการศกึ ษาพิเศษ สว่ นผ้ปู กครองเปน็ ผู้เช่ียวชาญเก่ียวกับ ลูกของเขาเอง ความรว่ มมอื ทเี่ กิดขึน้ มีเป้าหมายเพ่ือพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล เนื่องจากพ่อแม่รัก และสนใจลูก ของตนเองมากกว่าคนอ่ืน เขาจะคิดและเอาใจใส่ลูกมาก สนใจพฤติกรรมที่เกิดข้ึนจริงในแต่ละวัน การฟื้นฟู และพฒั นาเดก็ ทเี่ กิดจากความร่วมมอื ในการทางานระหว่างผู้ปกครองกับผู้เชี่ยวชาญจึงมี ประสิทธิผลมากท่ีสุด และมีผลเสียน้อยกวา่ รูปแบบอื่น ๆ ซ่งึ ทง้ั สองฝ้ายต้องยอมรับนับถือรับฟังความคดิ เห็นและให้เกียรติซง่ึ กันและกนั ขั้นตอนการใหบ้ รกิ ารชว่ ยเหลือระยะแรกเรม่ิ การใหบ้ รกิ ารชว่ ยเหลอื ระยะแรกเริม่ สาหรบั เด็กพิการใหเ้ กิดประสิทธิผลอย่างทว่ั ถึงนนั้ มี ขอบข่าย การจดั บรกิ ารอยา่ งเปน็ ระบบ ดังนี้ 1. เกบ็ รวบรวมข้อมูล ประวตั จิ ากหลกั ฐานและสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 2. ประเมนิ ความสามารถพน้ื ฐานปจั จบุ นั ของเด็กพิการ

3. เยี่ยมบา้ น 4. จัดทาแผนใหบ้ ริการช่วยเหลอื ระยะแรกเริ่มเฉพาะครอบครวั 5. อบรมผู้ปกครอง 6. จัดทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล ใหบ้ รกิ ารฟน้ื ฟูสมรรถภาพและเตรียมความ พร้อมตาม แผนทก่ี าหนด 7. ประสานหนว่ ยงานทเี่ กย่ี วข้องเพ่ือใหเ้ ด็กพกิ ารได้รบั ส่ิงอานวยความสะดวก สือ่ บรกิ าร ตามความ ต้องการจาเปน็ 8. เยยี่ มโรงเรียนเรยี นร่วม 9. ให้บรกิ ารชว่ ยเหลือโดยชมุ ชนและบริการทรัพยากรการเรียนรู้ การจดั ทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล (Individualized Education Program: IEP) การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลมีต้นกาเนิดที่สหรัฐอเมริกาโดยมีพัฒนาการ ตามลาดับ ดังนี้ ในปี ค.ศ. 1975 รัฐบาลกลางได้ออกกฎหมายฉบับหน่ึงช่ือว่า Education For All Handicapped Children Act of 1975 ซ่ึงเรียกย่อๆว่า Public Law 94-142 หรือ PL 94-142 ซ่ึงมีผล บังคับใช้ในปี ค.ศ. 1977 สาระสาคัญกฎหมายฉบับนี้กาหนดให้รัฐจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการศึกษา แก่เด็กพิการอายุ ระหว่าง 3-21 ปีเพ่ิมมากข้ึนจากเดิมต่อมาในเดือนตุลาคมปี ค.ศ.1990 รัฐบาลกลางได้ ออกกฎหมาย Individuals with Disabilities Education Act : IDEA 1 (PL 101-476) ซ่ึงกฎหมายฉบับน้ีได้กาหนดให้ จัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลแก่เด็กพิการทุกคน โดยให้ความสาคัญกับ ผู้ปกครองเป็นอย่างย่ิง เพราะเชื่อวา่ ผู้ปกครองมีสว่ นสาคญั ในการพฒั นาเดก็ พิการรว่ มกบั นกั การศกึ ษา และผูป้ กครองเป็นบุคคลสาคัญ ในการนาเด็กพิการเข้าถงึ บริการทางการศึกษาตามทกี่ ฎหมายให้สทิ ธไิ ว้ สาหรับประเทศไทยในปัจจุบันได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซ่ึงถือว่า เป็นกฎหมายหลักของประเทศได้รับรองสิทธิ เสรีภาพ และคุ้มครองสิทธิของประชนไว้อย่างครอบคลุม โดย สว่ นท่ีเกย่ี วขอ้ งกับคนพกิ ารนั้นมบี ทบญั ญัตทิ เ่ี กย่ี วข้องดังนี้ มาตรา ๕๔ รฐั ตอ้ งดาเนนิ การให้เด็กทุกคนได้รบั การศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ต้ังแต่ก่อนวัยเรียนจน จบการศึกษาภาคบังคับอย่างมคี ณุ ภาพโดยไมเ่ ก็บคา่ ใช้จ่าย รัฐต้องดาเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพ่ือ พัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิน่ และภาคเอกชนเขา้ มีสว่ นรว่ มในการดาเนินการด้วย รัฐต้องดาเนินการให้ประชาชนได้รับ การศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือ กันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ ดาเนินการ กากับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ท้ังนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทา แผนการศึกษา แห่งชาติ และการดาเนินการและตรวจสอบการดาเนนิ การใหเ้ ป็นไปตามแผนการศกึ ษาแห่งชาตดิ ว้ ย

การศึกษาท้ังปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเช่ียวชาญได้ตาม ความถนดั ของตน และมคี วามรบั ผิดชอบตอ่ ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ ในการดาเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาตามวรรคสอง หรือให้ประชาชนได้รับ การศกึ ษาตามวรรคสาม รัฐต้องดาเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา ตามความถนดั ของตน เพ่ือให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐจึงได้มีการปฏิรูปการศึกษา เพ่อื ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพอันจะเป็นกาลังสาคัญในการขับเคลื่อนให้มีการ พัฒนาสังคม และประเทศจึงได้มีการตรากฎหมายเพ่ิมเติมให้คนท่ัวไปและคนพิการได้มีสิทธิได้รับการศึกษาในทุกระดับ ซึ่ง ในส่วนทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ประกอบดว้ ยกฎหมายสาคญั ดงั น้ี 1. พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 มาตรา 5 คนพิการมีสิทธิ ทางการศึกษาดังนี้ 1) ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายต้ังแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิต พร้อมทั้งได้รับเทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา 2) เลือก บริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดยคานึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความ ถนัดและความต้องการจาเป็นพิเศษของบุคคลน้ัน 3) ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพ การศึกษา รวมท้ังการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับ ความต้องการจาเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคลมาตรา 7 ให้สถานศึกษาของรัฐและเอกชนท่ี จดั การเรียนร่วม สถานศึกษาเอกชนการกุศลที่จัดการการศึกษาสาหรับคนพิการโดยเฉพาะ และศูนย์การเรียน เฉพาะความพิการ ทไ่ี ด้รับรองมาตรฐานได้รับเงนิ อดุ หนนุ และความ ช่วยเหลือพิเศษจากรัฐ โดยหลักเกณฑ์และ วิธีการในการรับเงินอุดหนุนและความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกาหนด มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ให้สถานศึกษาในทุกสังกัดจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล วรรคสอง ให้สถานศึกษาในทุก สังกัดและศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ จัดการศึกษาในรูปแบบท่ีหลากหลาย วรรคสาม ให้สถานศึกษาใน ทุกสงั กดั จดั สภาพแวดล้อมและระบบ สนับสนุนการเรียนการสอน วรรคสี่ ให้สถานศึกษาในระดับอุดมศึกษามี หน้าท่ีรับคนพิการในสัดส่วนหรือ จานวนท่ีเหมาะสม วรรคห้า สถานศึกษาใดปฏิเสธไม่รับคนพิการเข้าศึกษา ให้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย วรรคหก ให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือจาก ชมุ ชนและนักวิชาชีพ เพ่ือใหค้ นพิการไดร้ ับการศึกษาทุกระดบั 2. กฎกระทรวง กาหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการให้คนพิการ มีสิทธิได้รับส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความชว่ ยเหลอื อ่ืนใดทางการศกึ ษา พ.ศ. 2550 ออกตามความในมาตรา 10 วรรคสาม และมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซ่ึงกาหนดให้คนพิการ มีสิทธิได้รับสิ่ง อานวยความ สะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามท่ีกาหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ บคุ คล 3. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ บุคคลระดบั การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พ.ศ. 2552 ไดก้ าหนดองคป์ ระกอบกระบวนการจัดทา บุคคลท่ีเก่ียวข้อง การ นาแผนไปส่กู ารปฏบิ ัติ การทบทวน ปรับปรุงและความสาคญั ของแผนต่อการส่งตอ่ ไว้อย่างชดั เจน

ด้วยเหตุจากรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ดังกล่าวข้างต้น หน่วยงาน ที่จัดการศึกษาสาหรับคนพิการจึงต้องจัดการศึกษาให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายกาหนด เพ่ือพัฒนาศักยภาพ ของคนพกิ ารให้สอดคล้องกบั ความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ โดยการจดั ทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลให้กับ คนพิการในวยั เรียนทกุ คน วตั ถปุ ระสงคข์ องการจัดทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล 1. เพ่ือให้คนพิการไดร้ ับการจัดการศึกษาให้สอดคล้องความตอ้ งการจาเป็นพิเศษเปน็ รายบุคคล 2. เพื่อใชเ้ ปน็ กระบวนการจดั การเรียนรู้ การตรวจสอบความก้าวหน้าทางการเรียนและ พัฒนาการ ของคนพิการ 3. เพ่ือใหผ้ ปู้ กครอง ครู นักสหวิชาชีพ มสี ว่ นร่วมในการวางแผนการจัดการศกึ ษาให้คนพิการแตล่ ะ คนได้รบั พัฒนาเต็มตามศักยภาพ 4. เพ่ือให้สถานศึกษาสามารถวางแผนจัดบริการทางการศึกษา ตลอดจนจัดหา ส่ิงอานวยความ สะดวก ส่ือและบรกิ ารท่เี กี่ยวข้องทสี่ อดคล้องกบั ความต้องการจาเป็นพเิ ศษของคนพกิ าร แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล (Individualized Education Program : IEP) หมายถึง แผนซึ่ง กาหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของคนพิการ ตลอดจน กาหนด เทคโนโลยี สงิ่ อานวยความสะดวก สือ่ บริการ และความชว่ ยเหลืออืน่ ใดทางการศึกษาเฉพาะ บคุ คล องคป์ ระกอบของแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัด ทาแผนการจัด การศึกษาเฉพาะบุคคลระดบั การศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน พ.ศ. 2552 โดยมอี งค์ประกอบดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ข้อมูลทั่วไปเป็นข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนและผู้เก่ียวข้อง ประกอบด้วย ช่ือ - สกุล เลขประจาตัว ประชาชน การจดทะเบียนคนพิการ วันเดือนปีเกิด ประเภทความพิการ ชื่อ-สกุลบิดามารดา ช่ือ-สกุลผู้ปกครอง และที่อยขู่ องผู้เรยี นหรือผ้ปู กครองท่ีตดิ ต่อได้ 2. ข้อมูลด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพเป็นข้อมูลของผู้เรียนซ่ึงเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยและการ รกั ษา ประกอบดว้ ย โรคประจาตัว ประวัติการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ ข้อจากัดอ่ืนๆ และผลการตรวจทางการแพทย์ ตา่ ง ๆ 3. ข้อมูลด้านการศึกษาเป็นข้อมูลท่ีผู้เรียนได้รับหรือไม่ได้รับการศึกษา บริการทางการศึกษา ประกอบด้วย การได้รับการศึกษาหรือบริการทางการศึกษาจาก ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะ ความ พิการ โรงเรียนเรยี นรว่ ม การศึกษาดา้ นอาชพี การศึกษานอกระบบ การศกึ ษาตามอัธยาศยั และ อื่น ๆ 4. ข้อมลู อื่น ๆ ที่จาเป็น เป็นขอ้ มลู ความสามารถพิเศษ บคุ ลิกภาพเฉพาะบุคคลหรือข้อมูลบุคคลที่ มี ส่วนเก่ียวข้อง ตลอดจนพืน้ ฐานสถานภาพครอบครัว 5. กาหนดแนวทางการศึกษาและการวางแผนการจัดการศึกษาพิเศษเป็นข้อมูลของผู้เรียนในการ วางแผนการจัดการศึกษา ประกอบด้วย ระดับความสามารถในปัจจุบัน เป้าหมายระยะเวลา 1 ปี จุดประสงค์ เชิงพฤตกิ รรม (เป้าหมายระยะส้ัน) เกณฑ์และวธิ ปี ระเมินผล และผรู้ ับผดิ ชอบ

6. ความตอ้ งการด้านสิ่งอานวยความสะดวกเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความ ช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา เป็นการระบุรายการ รหัส สิ่งท่ีมีอยู่แล้ว ส่ิงที่ต้องการ จานวนเงินที่ขออุดหนุน เหตุผลและความจาเปน็ และผู้ประเมิน 7. คณะกรรมการจัดทาแผนเป็นการระบุองค์คณะบุคคลในการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ บุคคล ประกอบดว้ ย ผู้บรหิ าร บิดามารดาผูป้ กครอง ครูประจาช้นั หัวหนา้ งานวิชาการสหวทิ ยาการ 8. ความเห็นของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้เรียนการลงความเห็นชอบในการจัดทาแผนการจัด การศึกษาเฉพาะบคุ คล องค์ประกอบของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลทั้ง 8 ข้อ เป็นข้อมูลสาคัญพ้ืนฐานเพื่อ นาไปสู่ การวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล อันจะนาไปสู่กระบวนการวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาให้ สอดคลอ้ งและเหมาะสมตามความต้องการจาเป็นพิเศษของผูเ้ รยี น กลมุ่ เปา้ หมายท่ีไดร้ บั ประโยชนจ์ ากแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบคุ คล 1. ประโยชนต์ ่อผ้เู รยี น 1.1 ผู้เรียนได้รับการช่วยเหลือ บาบัด ฟ้ืนฟูสมรรถภาพ และพัฒนาเต็มตามศักยภาพของ แต่ละ บคุ คลอยา่ งเหมาะสม 1.2 ผู้เรียนได้รับสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทาง การศึกษาตาม กฎกระทรวง เรอ่ื ง กาหนดหลกั เกณฑ์และวิธีการให้คนพิการมีสิทธิได้รับสิ่งอานวย ความสะดวกสื่อบริการและ ความช่วยเหลอื อน่ื ใดทางการศกึ ษา พ.ศ. 2550 1.3 ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการศึกษา การพัฒนาศักยภาพ การวัดและ ประเมินผลตลอดจนการปรบั ปรงุ เป้าหมายในการจัดการศึกษาของตน 1.4 ผู้เรยี นไดเ้ รยี นรู้และไดร้ ับการพฒั นาเตม็ ศักยภาพอย่างเปน็ ระบบ 2. ประโยชนต์ ่อครูผู้สอน 2.1 มขี ้อมลู ในการวางแผนการจดั การศึกษาให้สอดคล้องกบั ความต้องการจาเป็นพเิ ศษของผเู้ รยี น 2.2 รูข้ อบเขตความรับผิดชอบของตนเอง 2.3 มขี ้อมูลในการจัดทาแผนการสอนเฉพาะบคุ คลใหส้ อดคลอ้ งตามศักยภาพของผเู้ รยี น 2.4 วัดและประเมนิ ผลการพฒั นาไดส้ อดคล้องกบั เป้าหมายทกี่ าหนดไว้ 2.5 สามารถปรับปรุงแผนการจดั การศึกษาใหเ้ หมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของผเู้ รียน 2.6 สามารถจัดส่ิงอานวยความสะดวก ส่ือ บรกิ ารและความช่วยเหลอื อ่ืนใดทางการศึกษาท่ี เหมาะสมกบั ผ้เู รียน 3. ประโยชน์ตอ่ ผ้ปู กครอง 3.1 มีส่วนรว่ มในการวางแผนการจดั การศึกษาและรบั รู้เป้าหมายในการพฒั นาบุตรหลาน 3.2 สามารถขอรับสิง่ อานวยความสะดวก สอื่ เพื่อนาไปใช้ฝึกบตุ รหลานท่บี ้านได้อย่างต่อเนือ่ ง 3.3 มคี วามรู้ ความเข้าใจและมีสว่ นร่วมในการฝึกและพัฒนาการศึกษาของบุตรหลานได้ 3.4 ไดม้ ีส่วนรว่ มในการวัดและประเมนิ ผล การปรบั ปรุงแผนการจดั การศกึ ษาใหส้ อดคล้อง

เหมาะสมกบั ศักยภาพของบุตรหลาน 3.5 ได้รับทราบความกา้ วหนา้ และพัฒนาการของบตุ ร ซง่ึ สามารถนามาวางแผนพัฒนาคุณภาพ ชีวิตบุตรหลานได้อย่างมีเป้าหมาย 4. ประโยชน์ตอ่ สถานศึกษา 4.1 เปน็ ขอ้ มลู ในการจดั คนพิการเข้าศึกษาในรูปแบบ ระบบ และระดบั ทเ่ี หมาะสม มีข้อมูล ท่ีชดั เจนในการวางแผนบรหิ าร จัดงบประมาณ และการพัฒนาหลักสูตรและแนวทางในการจดั การเรียน การสอนแก่คนพกิ าร 4.2 สถานศึกษาสามารถวางแผนจัดบริการทางการศึกษา ตลอดจนจัดหาส่ิงอานวยความสะดวก สือ่ และบริการที่เก่ยี วขอ้ งท่ีสอดคลอ้ งกับความต้องการจาเปน็ พเิ ศษของคนพิการ 4.3 สถานศึกษากาหนดทิศทางการจดั การ การประสาน การส่งต่อผู้เรยี นใหก้ บั หนว่ ยงานท่ีเก่ียวข้อง 4.4 สถานศกึ ษามขี อ้ มูลเพื่อในการปรับปรงุ พฒั นา สง่ เสริมการจดั การศึกษาของคนพกิ าร 5. ประโยชน์ตอ่ ผบู้ รหิ าร 5.1 มสี ่วนร่วมในการวางแผนการจดั การศึกษา การวัดผล ประเมนิ ผล และการปรบั ปรุงการจดั การศึกษาให้กบั ผเู้ รยี นอยา่ งเหมาะสม 5.2 มีข้อมลู ในการวางแผนการบริหารการจดั งบประมาณและการจัดการเรยี นการสอนที่เอ้ือตอ่ การเรยี นรแู้ ละพัฒนาศักยภาพของคนพิการ 5.3 มีขอ้ มลู ในการจดั สอ่ื สงิ่ อานวยความสะดวก ฯลฯ เพ่ือสนบั สนนุ ส่งเสรมิ การพัฒนาผูเ้ รยี น 6. ประโยชน์ตอ่ นักวชิ าชีพ นกั วชิ าชพี ไดใ้ ชค้ วามรคู้ วามสามารถวิชาชพี ของตวั เอง ในการร่วมวิเคราะหว์ างแผนประเมิน พัฒนาการคนพิการรายบคุ คล โดยเนน้ ศักยภาพทแี่ ตกตา่ งของคนพิการอย่างละเอยี ด และเกดิ ความเขา้ ใจ ว่าคนพกิ ารต้องการได้รับการจดั การศึกษาเป็นการเฉพาะแตล่ ะบคุ คล ขน้ั ตอนในการจัดทาแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบคุ คล ดังนี้ 1. การรวบรวมข้อมลู (Data Base) โดยการรวบรวมขอ้ มูลของผเู้ รียนจากบคุ คลทีเ่ กย่ี วข้อง ดว้ ยวธิ กี ารตา่ ง ๆ ดังน้ี การสัมภาษณ์ การสงั เกต และเอกสารหลกั ฐานที่เกยี่ วข้อง 2. การคัดกรองประเภทความพกิ ารทางการศกึ ษา (Screening Test) กระบวนการคัดกรอง ทาได้โดยใช้แบบคัดกรองของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2550 เป็นหลัก และอาจใช้แบบคัดกรองของหน่วยงานอนื่ ๆ เพือ่ ประมวลข้อมลู เพิ่มเติม 3. การประเมนิ ความสามารถพ้นื ฐาน (Based Assessment) โดยการตรวจสอบและประเมินผู้เรยี น เพ่ือคน้ หาศักยภาพหรอื ความสามารถท่ีเป็นจดุ เด่นของ ผ้เู รยี นและทกั ษะท่ผี ูเ้ รยี นมีความสามารถในปจั จุบนั (Functional skill) รวมทงั้ คน้ หาจุดด้อย หรอื ปัญหาของผเู้ รยี น ทงั้ น้ีควรประเมนิ ในหลายสถานการณ์ เพ่ือใหไ้ ด้ข้อมูลทถ่ี ูกต้อง กรณผี ูเ้ รียนทม่ี ีความพร้อม ให้พิจารณาเข้าสู่กระบวนการเปลย่ี นผ่าน (Transition)

4. การประสานความร่วมมือกับผู้เกยี่ วข้อง (Cooperation) ผสู้ อนหรือผรู้ บั ผดิ ชอบต้องประสานความร่วมมือกับผู้ทเ่ี กย่ี วข้องในการพัฒนาตามความต้องการ พิเศษของผู้เรียน เช่น ครูประจาวิชา นักกายภาพบาบัด/นักจิตวิทยา/นักกิจกรรมบาบัด/นักอรรถ บาบัด เพ่ือประเมินความสามารถ วางแผนในการพัฒนาการเรียนรู้หรือศักยภาพ ตลอดจนการวัดและ ประเมนิ ผล พฒั นาการ 5. การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) โดย การประชุมคณะกรรมเพ่ือจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ตามองค์ประกอบท่ีกาหนดไว้ใน ประกาศ กระทรวงเร่ืองหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2552 6. การให้บริการด้วยการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม (Appropriate Intervention Activities) ในการ จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนพิการทุกประเภทจะต้องคานึงถึงกิจกรรมเช่นเดียวกับผู้เรียนท่ัวไปตามแผนการสอน เฉพาะบคุ คล (Individual Implementation Plan: IIP) 6.1 ในกรณีการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิม (Early Intervention : EI) ซึ่งประกอบด้วยทักษะ สาคัญ 7 ดา้ น ดังน้ี 1) ทักษะกลา้ มเนื้อมดั ใหญ่ (Gross Motor Skill) 2) ทักษะกล้ามเน้อื มัดเลก็ (Fine Motor Skill) 3) ทักษะการช่วยเหลอื ตนเอง (Self - Help Skill) 4) ทกั ษะการรบั ร้แู ละการแสดงออกทางภาษา (Language/Communication Skill) 5) ทกั ษะทางสงั คม (Social Skill) 6) ทักษะทางสตปิ ัญญาหรอื การเตรยี มความพร้อมทางวิชาการ (Pre-academic 7) ทกั ษะจาเปน็ เฉพาะความพกิ ารหรือทกั ษะจาเป็นอืน่ ๆ 6.2 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาเฉพาะความพิการ ให้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามโครงสร้างหลักสูตร สถานศึกษาเฉพาะความพกิ าร 6.3 สถานศึกษาที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม ให้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตาม โครงสร้าง หลักสูตรของสถานศกึ ษา 7. การประเมนิ ความกา้ วหน้า (Re-Assessment) การให้บรกิ ารต้องมีการจดบนั ทกึ รวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เก่ียวข้อง การประชุม ทบทวน และ ประเมิน เพ่ือสรุปความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน แล้วรายงานความก้าวหน้าให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และ ผู้เกี่ยวข้องทราบ อย่างน้อยปีละ 2 คร้ัง ในกรณีที่ผู้เรียนมีพัฒนาการ หรือการเรียนรู้ท่ีสูงหรือต่ากว่าเกณฑ์ที่ กาหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล สามารถปรับปรุงการให้บริการหรือปรับเปล่ียน กิจกรรมให้ เหมาะสม 8. การส่งต่อ (Referral) และหรอื การเปลย่ี นผ่าน (Transition) ในการส่งต่อผู้เรียนท่ีจบการศึกษาแต่ละระดับ หรือย้ายสถานศึกษาให้สถานศึกษานาส่งแผนการ

จัดการศึกษาเฉพาะบุคคล รายงานผลการประเมิน การดาเนินการตามแผน แฟ้มประวัติและแฟ้มสะสมผลการ เรียนของผเู้ รียน เพอื่ เปน็ ข้อมลู ในการจัดการศกึ ษาต่อไป การเปลี่ยนผ่าน เป็นกระบวนการให้บริการที่ต้องการการวางแผน และประเมินอย่างเป็นระบบ และตอ้ งการการปรับตัวเข้าหากันระหว่างเด็ก ครอบครัว และผู้ให้บริการท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือเปลี่ยนผ่านจากระบบ การให้บรกิ ารหนง่ึ ไปส่อู ีกระบบการใหบ้ ริการหนึง่ การจัดทาแผนการใหบ้ รกิ ารช่วยเหลอื เฉพาะครอบครัว (Individual Family Service Plan : IFSP) แผนการให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (Individualized Family Service Plan: IFSP) หมายถงึ แผนที่จัดทา ขึ้นเป็นลายลักษณ์ อักษร ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกันระหว่างครอบครัวของเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษและผู้เช่ียวชาญด้านต่าง ๆ เพ่ือวางแผนในการพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษโดยครอบครัว แผนการใหบ้ รกิ ารช่วยเหลือเฉพาะครอบครัวนีใ้ ช้สาหรับเด็กตง้ั แต่วยั ทารกจนถึงอายุ 3 ปี ระบบหรือกระบวนการดาเนินงานการใหบ้ ริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว การให้บรกิ ารช่วยเหลือครอบครัวมีกรอบความคิด เรอ่ื งการมีสว่ นรว่ มและการสร้างความเข้มแข็ง ของครอบครวั ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีระบบหรอื กระบวนการดาเนนิ งาน ดังนี้ แผนภูมทิ ่ี 1 แสดง กระบวนการใหบ้ ริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครวั

การปฏบิ ตั ิงานตามกระบวนการใหบ้ ริการชว่ ยเหลือเฉพาะครอบครวั ดาเนนิ การ ดงั น้ี 1. ข้ึนลงทะเบียนแรกรับ ดาเนินการรับสมัครเด็กพิการ โดยผู้ปกครองนามารับบริการในศูนย์- การศึกษาพิเศษ หรือบุคลากรศูนย์การศึกษาพิเศษ ออกพื้นที่สารวจค้นหาเด็กพิการที่อยู่ท่ีบ้านในพื้นท่ี รับผิดชอบของแต่ละจังหวัด ลงทะเบียนแรกรับโดยใช้เอกสารใบสมัคร สนทนากับผู้ปกครองและ ครอบครัว ของเด็กพกิ าร เพอ่ื รวบรวมข้อมูลพนื้ ฐานเกย่ี วกับครอบครวั และเดก็ พิการให้มากทส่ี ุด บุคลากร ศูนย์การศึกษา พิเศษ เป็นผรู้ วบรวมข้อมูลบันทกึ สรปุ ข้อมูลคนพิการและครอบครัวตามเอกสารแบบเก็บ ข้อมูลเบื้องต้น ได้แก่ ใบสมัครเขา้ รับบริการ แบบสอบถาม/แบบสัมภาษณ์ ทะเบียนข้อมูลเด็กพิการ แบบเก็บข้อมูล ใบนัดหมายเข้า รบั บรกิ ารโดยการสรปุ และจัดเกบ็ ขอ้ มูลเป็นรายบคุ คล เพื่อใช้ในการติดต่อ ประสานงานและปฏิบัติงานร่วมกับ ครอบครวั เดก็ พิการ 2. ขั้นพบเพื่อน ดาเนนิ การโดยจัดให้มีห้องกิจกรรมให้ผู้ปกครองและครอบครัวที่นาเด็กพิการมา รับ บริการครั้งแรก แต่ละครอบครัวเก่าได้มีโอกาสพบปะ แลกเปล่ียนความรู้และประสบการณ์ เพ่ือ เสริมสร้าง กาลังใจ มีความมั่นใจและเห็นแบบอย่างที่ดีในการเลี้ยงดูเด็กพิการ เพื่อเข้าสู่การก้าวข้าม อุปสรรคเชิงเจตคติ ภายในตนเอง ทาให้เกิดการยอมรับและเคารพตนเอง โดยบุคลากรศูนย์การศึกษาพิเศษ ร่วมพูดคุยและสังเกต พฤติกรรม ประเมนิ ทักษะพื้นฐานของคนพิการ และประเมินความพร้อมของ ครอบครัว บันทึกข้อมูลท่ีได้ จาก การพบเพื่อน จัดเก็บข้อมูลในแฟ้มประวัติครอบครัวเด็กพิการ กาหนดให้มีบุคลากรรับผิดชอบรายครอบครัว ออกใบนดั หมายครอบครวั เพ่อื การพบกลุ่มในคร้งั ต่อไป 3. ขั้นพบกลุ่ม ดาเนินการโดยครอบครัวนาเด็กพิการมารับบริการตามใบนัดทีมบุคลากรศูนย์- การศึกษาพิเศษเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมแบบสหวิทยาการ จัดกิจกรรมร่วมกันเป็นทีม โดยใช้การเรียนรู้ แบบ ร่วมมือกัน เพ่ือให้ครอบครัวได้เรียนรู้ เร่ืองการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กพิการ และเด็กพิการ ได้รับการ พฒั นาคณุ ชวี ติ ไปพรอ้ มกนั 4. ข้ันวางแผนการพัฒนา ดาเนินการโดยนัดหมายครอบครัวคนพิการ พบกับทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย แพทยผ์ ูเ้ ชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นักสังคมสงเคราะห์ นักแก้ไขการพูด นักกิจกรรมบาบัด นักกายภาพบาบัด ครูการศึกษาพิเศษ โดยบุคลากรศูนย์การศึกษาพิเศษผู้รับผิดชอบแต่ละครอบครัวนาข้อมูลประวัติเด็กพิการ ทักษะหรือความสามารถพื้นฐานของคนพิการ และข้อมูลความพร้อมของครอบครัวมาใช้ในการวางแผนการ พัฒนาคนพิการ ทีมสหวิชาชีพและครอบครวั ร่วมกนั จัดทาแผนการ ให้บริการช่วยเหลือครอบครัว โดยผู้จัดการ รายกรณเี ปน็ ผู้รวบรวมจัดทาแผนบริการช่วยเหลือครอบครัว ตามเอกสารท่ีกาหนด เพื่อให้ครอบครัวคนพิการ นาไปทดลองใช้ 5. ขั้นปฏิบัติโดยครอบครัว ดาเนินการเตรียมครอบครัวเด็กพิการ โดยการจัดอบรมให้สามารถ จัดทาตารางกิจกรรมประจาวัน เพ่ือให้คนพิการได้รับการพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นระบบ ให้ผู้ปกครอง ครอบครัวนาไปทดลองใช้ในครอบครัว และบันทึกผลการพัฒนาตามเอกสารที่กาหนด โดยบุคลากร ศูนย์การศึกษาพิเศษออกพ้ืนท่ีติดตามให้คาแนะนาปรึกษา และประเมินความก้าวหน้าของการดาเนินการ พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ เดก็ พิการ

6. ขั้นประเมินผลการปฏิบัติ ดาเนินการโดยนัดหมายครอบครัวเด็กพิการพบกับทีมสหวิชาชีพ บุคลากรศูนย์การศึกษาพิเศษผู้รับผิดชอบรายครอบครัว เพ่ือนาผลการดาเนินงาน ตามแผนบริการ ช่วยเหลือ ครอบครัว และแบบบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กพิการ และข้อมูลท่ีได้จากการออกพ้ืนท่ี ติดตามให้ คาแนะนาปรกึ ษา มาประเมนิ ความก้าวหน้า ของเด็กพกิ ารและครอบครวั เพื่อปรับปรุงการ ปฏิบัติงานและเพื่อ ตัดสินทศิ ทางการให้บริการช่วยเหลอื ครอบครัว

ตารางท่ี 1 แสดงรายละเอียดกระบวนการให้บรกิ ารช่วยเหลอื ครอบคร ข้นั ตอน กิจกรรม วัตถปุ ระสงค์ ผลท่ีคาดว่าจะไ 1. ลงทะเบียน 1. สารวจ 1. เพื่อรวบรวมครอบครวั ท่ี 1. ไดข้ อ้ มูลครอบ แรกรับ กลมุ่ เปา้ หมาย มีคนพิการ มีคนพิการ 2. พบเพ่ือน 2. ลงทะเบยี น 3. นัดหมายพบ 2. เพอ่ื นัดหมายการทา 2. ครอบครัวเรม่ิ กลุ่ม 1. พบเพื่อน กจิ กรรม บรกิ ารความชว่ ย (ควรจะ 1. สร้างบรรยากาศแบบ 1. ไดแ้ ลกเปลยี่ น มากกว่า 2 คร้งั ) เพ่ือนช่วยเพื่อน ประสบการณ์ 2. สร้างความคุน้ เคย 2. มีกาลงั ใจ มีคว 3. สร้างโอกาสแลกเปลย่ี น มนั่ ใจ ไดเ้ ห็น ประสบการณ์ แบบอย่างการดแู พกิ าร 3.การกา้ วขา้ ม อปุ สรรคเชิงเจตค ภายในตนเองทา เกดิ การ ยอมรับและเคาร ตนเอง

รัว ไดร้ ับ เอกสารที่ ผรู้ บั ผดิ ชอบ/ สถานท่ี สง่ิ ทต่ี ้องทาต่อไป เกี่ยวข้อง ผเู้ กี่ยวข้อง 1. ศูนย์ 1. นัดหมายการพบ บครัวท่ี 1. แบบเก็บ 1. บุคลากร การศกึ ษา เพอื่ น ขอ้ มลู เบ้ืองต้น ศูนย์ฯ พิเศษ 2. เยย่ี มบ้าน 2. บา้ น 3. เตรียมกลุ่มเพื่อน มร้จู กั 2. ใบนดั หมาย 2. ผูป้ กครอง 3. โรงพยาบาล ยเหลอื 1. ศนู ย์ 1. นัดหมายการพบ การศกึ ษา กลุม่ น 1. แบบ 1. บคุ ลากร พเิ ศษ 2. ประเมินความพรอ้ ม ประเมนิ ทักษะ ศูนย์ฯ 2. บา้ น ของครอบครัว วาม พื้นฐานของ 2. เครอื ขา่ ย 3. มอบหมาย คนพกิ าร ผู้ปกครอง ผรู้ บั ผิดชอบครอบครวั (ผูจ้ ัดการายกรณี) แลคน 2. แบบ 3. ผู้ปกครอง 4. เตรียมการพบกลุม่ ประเมนิ ความ ใหม่ พร้อมของ คติ ครอบครวั าให้ 3. บันทึกข้อมลู การพบเพือ่ น รพ 4. แฟม้ ประวตั ิ 5. ใบนัดหมาย

ขั้นตอน กิจกรรม วัตถุประสงค์ ผลท่คี า 3. พบกลมุ่ 1. พบกลมุ่ (ควรจะ 1. สรา้ งบรรยากาศแบบ 1. ข้อมูลพ มากกวา่ 1 คร้งั ) ชเพว่ ่อืยนเพื่อน ครอบครัว 2. เก็บขอ้ มลู พื้นฐาน 2. สรา้ งความคุ้นเคย 2. การก้า โดยการสังเกต แบบมีสว่ นร่วม 3. สร้างโอกาสแลกเปลย่ี น เชงิ เจตคต 3. ให้ความรโู้ ดย การพาทา ประสบการณ์ ทาให้เกดิ กจิ กรรมตา่ งๆ 4. ใหค้ วามรเู้ รื่องการดแู ลคน เคารพตน พกิ าร 3. ไดแ้ ลก ประสบกา 4. ผู้รับบร ไว้วางใจ ม แบบอยา่ ง 5. ครอบค วิธีการดูแ

าดว่าจะได้รบั เอกสารที่ ผู้รบั ผิดชอบ/ สถานท่ี สิ่งที่ต้องทาต่อไป เกีย่ วข้อง ผเู้ ก่ียวข้อง พนื้ ฐานของ 1. แผนการจัด 1. ผจู้ ัดการราย ศูนยก์ ารศึกษา 1. รวบรวมขอ้ มูลทไ่ี ด้ จากการสงั เกต ว กิจกรรม กรณี พิเศษ 2. วางแผนการพบ กคลร้งัมุ่ ตอ่ ไป าวข้ามอปุ สรรค 2. บนั ทึกผลการ 2. ทีมสหวิชาชีพ ตภิ ายในตนเอง จัดกิจกรรม 3. กลุม่ เครอื ข่าย ดการยอมรับและ 3. ใบนดั หมาย ผู้ปกครอง นเอง 4. ผู้ปกครอง และ กเปลยี่ น คนพกิ าร ารณ์ รกิ ารเกดิ ความ ม่ันใจ ได้เห็น ง ครวั ได้เรียนรู้ แลคนพิการ

ข้ันตอน กจิ กรรม วัตถปุ ระสงค์ ผลทีค่ า 4. วางแผน 1. พบปะ 1. เพือ่ ให้ครอบครัวมสี ่วนร่วม 1. ร่วมกัน การพฒั นา ในการวางแผน พิการ ครอบครัวร่วมกบั 2. เพอ่ื จัดทาแผนการ 2. ได้แผน 5. ปฏบิ ตั ิ ทมี สหวชิ าชพี ชให่วบ้ยเรหกิ ลาอืรครอบครวั ครอบครวั 5.1 เตรียม 2. จดั ทาแผนการ ครอบครัว ใหบ้ ริการ 1. เพ่อื ถ่ายทอดวธิ กี ารการ 1 .ครอบค 5.2 ครอบครวั ชว่ ยเหลอื พัฒนาศักยภาพคนพิการ ประสบกา นาไปใช้ ครอบครวั 2. สรา้ งโอกาสแลกเปล่ยี น 2. ครอบค 1. ฝึกอบรม ประสบการณ์แบบเพอ่ื นชว่ ย แผนการช เพื่อน ครอบครวั ครอบครัว 3. ครอบครวั ได้นาความรู้ไป 2. ครอบครัวพา ปฏิบัตไิ ดจ้ ริง คนพกิ ารทา กิจกรรมตาม ตารางนาฬิกา ชวี ิตใน 1 วนั 3. การบนั ทึกผล การปฏบิ ตั ิ

าดว่าจะไดร้ บั เอกสารท่ี ผู้รับผิดชอบ/ สถานที่ ส่งิ ท่ตี ้องทาต่อไป เก่ยี วข้อง ผู้เกย่ี วข้อง นวางพฒั นาคน 1. แฟ้มประวตั ิ 1.ผู้จัดการราย ศูนย์การศึกษา 1. ครอบครัวนาไป ครอบครัวและ กรณี พเิ ศษ ทดลองนาไปใช้ 2. เกบ็ ข้อมูลโดยการ นการชว่ ยเหลือ คนพิการ 2.ครอบครวั บันทกึ และถา่ ยภาพ 3. ครอบครวั มารบั ว 2. แผนการ 3.ทีมสหวิชาชีพ บรกิ ารตามแผน ให้บริการ ช่วยเหลอื ครอบครัว ครวั ไดเ้ รยี นรู้จาก 1. หลกั สูตร 1. ผู้จดั การราย 1. ศนู ย์ 1. ครอบครวั ทดลอง ทกจิากรรมตามตาราง ารณ์ของผูอ้ นื่ ฝึกอบรม กรณี การศึกษา นาฬิกาชวี ิตใน 1 วัน พเิ ศษ 2. ตดิ ตาม ครัวสามารถนา ครอบครัว 2. ครอบครัว 2. บ้าน ความกา้ วหนา้ ชว่ ยเหลอื 2. ตาราง 3. ทีมสหวชิ าชีพ วไปใชไ้ ด้ กจิ กรรม 4. เครอื ขา่ ย ประจาวนั ครอบครวั

ข้ันตอน กิจกรรม วตั ถุประสงค์ ผลท 6. ประเมินผล 1. เยยี่ มบ้านให้ 1. เพื่อเก็บข้อมูลความกา้ วหน้า 1. ได้ขอ้ การปฏิบัติ คาแนะนาพบ ของเด็ก ครอบครัว ส่ิงแวดลอ้ ม เพ่ือนาม กลมุ่ ประเมนิ และชมุ ชนให้คาแนะนา ปรกึ ษา ปฏบิ ตั ิง ความ ก้าวหน้า ให้กาลังใจ 2. ครอบ รว่ มกบั ทมี 2. เพอ่ื ประเมนิ ความก้าวหนา้ ส่วนร่วม สหวชิ าชพี ของเด็ก ครอบครัว สง่ิ แวดลอ้ ม ประเมนิ 2. นาผลทไี่ ดจ้ าก และชมุ ชน 3. ครอบ การติดตาม 3. เพอ่ื ปรบั ปรุงการปฏิบตั งิ าน ในการด ความก้าวหน้า 4. เพือ่ ตัดสนิ ทิศทางการ 4. ไดผ้ ล มาประเมิน ให้บริการ 5. ได้ทิศ ปฏิบตั ิง

ท่ีคาดว่าจะไดร้ บั เอกสารที่ ผูร้ ับผิดชอบ/ สถานท่ี สงิ่ ทีต่ ้องทาต่อไป อมูลเชิงประจกั ษ์ เก่ยี วข้อง ผ้เู ก่ียวข้อง 1. ศนู ย์ 1. ปรบั ปรุงแผนฯ มาปรบั ปรุง การ การศึกษา 2. นาเสนอผลงาน งานหน่วยงาน แบบประเมิน 1. ผู้จัดการราย พิเศษ บครัวและกล่มุ มี ความกา้ วหนา้ กรณี 2. บา้ น มในการ นผลการปฏิบัติ 2. ครอบครัว บครวั มีความมนั่ ใจ 3. ทมี สหวชิ าชพี ดูแลคนพิการ ลการปฏิบตั งิ าน ศทางการ งานต่อไป

2. บทบาทหน้าท่ใี นการให้บรกิ ารชว่ ยเหลอื ครอบครวั ของบคุ ลากร และหน่วยงาน 2.1 ครอบครัว นาเด็กพิการมารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้ข้อมูลพ้ืนฐานของ ครอบครัว ข้อมูลความสามารถพื้นฐานของเด็กพิการ ร่วมกิจกรรมพบเพ่ือน กิจกรรมพบกลุ่ม ประชุมจัดทาแผนบริการ ช่วยเหลือครอบครัวร่วมกับบุคลากรศูนย์การศึกษาพิเศษ และทีมสหวิชาชีพ บอกความต้องการหรือเลือกรับ บริการที่เหมาะสมกับครอบครัวของตนเอง ฝึกทักษะท้ัง 6 ด้านตามแผนท่ี กาหนดบันทึกผลการพัฒนา ศักยภาพเด็กพิการ และร่วมประเมินผลการดาเนินงานตามแผนบริการ ช่วยเหลือครอบครัวกับบุคลากรศูนย์ การศึกษาพิเศษ และทมี สหวชิ าชีพ และใหก้ ารช่วยเหลือครอบครวั เด็กพกิ ารอนื่ ๆ 2.2 บุคลากรศูนย์การศึกษาพิเศษ ประเมินความพร้อมของครอบครัว ประเมิน ความสามารถ พ้ืนฐานของเด็กพิการ สอบถามข้อมูล เป็นผู้จัดการรายกรณีให้กับเด็กพิการ ประสานงาน ครอบครัว ทีมสห วชิ าชีพ ชุมชน และหน่วยงานทเ่ี กยี่ วข้อง เพอ่ื สนับสนุนการให้บรกิ ารชว่ ยเหลอื ครอบครัว 2.3 ทีมสหวิชาชีพร่วมประชุมจัดทาแผนการให้บริการช่วยเหลือครอบครัวกับครอบครัว เด็กพิการ บุคลากรศูนย์การศึกษาพิเศษ และร่วมดาเนินการประเมินผลการดาเนินงานตามแผนการ ให้บริการช่วยเหลือ ครอบครัว 2.4 ผู้จัดการรายกรณี เป็นผู้รับผิดชอบครอบครัวและเด็กพิการ ตามที่ได้รับมอบหมาย นาแผนการ ให้บริการช่วยเหลือครอบครัวไปสู่การปฏิบัติให้การสนับสนุนและให้คาปรึกษา นาทีมสหวิชาชีพ ร่วม ประเมินผลการดาเนินงานตามแผนการให้บริการชว่ ยเหลือครอบครัว 2.5 ชุมชน มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนทรัพยากร ปรับสภาพแวดล้อมภายในชุมชน อานวยความ สะดวกในการดาเนนิ ชวี ิตประจาวันของครอบครวั และเดก็ พกิ าร การประเมินผล การประเมนิ ผลการใหบ้ รกิ ารช่วยเหลือครอบครวั มี 2 แบบ คือ แบบท่ี 1 เป็นการประเมินผลการปฏิบัติการ ตามกระบวนการให้บริการช่วยเหลือครอบครัว รายกรณี เพื่อประเมินความก้าวหน้าของเด็ก ครอบครัว สิ่งแวดล้อม และชุมชน ผู้จัดการรายกรณีเป็น ผรู้ บั ผิดชอบการประเมินโดยใช้เอกสารแบบประเมนิ ความกา้ วหน้า แบบท่ี 2 เป็นการประเมินผลการดาเนินงาน การให้บริการช่วยเหลือครอบครัว ทั้งหมดที่ ศูนย์การศึกษาพิเศษได้ดาเนินงานในแต่ละภาคเรียน คณะทางานเป็นผู้รับผิดชอบการประเมิน โดยใช้ CIPP Model การให้บริการเปลย่ี นผ่านของผ้เู รียนทมี่ คี วามตอ้ งการจาเปน็ พิเศษ (Transition Services) การเปลี่ยนผ่าน (Transition) ในความหมายทั่วไป คือ การเปลี่ยนจากระดับหน่ึงไปสู่อีกระดับหน่ึง เช่น การเปล่ียนแปลงจากสถานที่ สภาพแวดล้อม ระยะเวลา จากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง โดยมีเป้าหมาย อยู่ข้างหน้าที่มีสภาพดีกว่าปัจจุบัน ดังน้ัน การเปล่ียนผ่านสาหรับผู้เรียนจึงอาจหมายถึงกระบวนการเล่ือน ระดับการดาเนินชีวิต จากระดับหน่ึงไปสู่อีกระดับหน่ึง เช่น จากบ้านสู่ศูนย์เตรียมความพร้อมก่อนวัย เรียน/ ศูนย์การศึกษาพิเศษ/โรงเรียน จากชั้นเรียนสู่ช้ันเรียน และจากโรงเรียนสู่ชุมชน เป็นต้น โดยการดาเนินการ เปลี่ยนผ่านต้องมีการวางแผนและจัดทาแผนการเปลี่ยนผ่านเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักประกันว่า

ผู้เรียนจะไดร้ บั การเตรียมความพรอ้ มในการเปลี่ยนผ่าน เชน่ เดียวกบั การมีแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล แผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เป็นแผนที่มีเนื้อหาสาระสะท้อนถึงการพัฒนาผู้เรียน ระบุจุดแข็ง หรือความต้องการจาเป็นท่ีสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงของชีวิต โดยความร่วมมือของ ผ้เู กี่ยวข้องในการจดั ทาแผน ในสหรัฐอเมริกามีกฎหมายท่ีเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสาหรับนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็น พเิ ศษทใ่ี หด้ าเนินการทนั ทเี มอ่ื นกั เรียนอายุ 16 ปี หรอื ทันทที เ่ี ห็นว่าเหมาะสม (IDEA, 2004) เพ่ือเตรียม ให้เด็ก ทจ่ี บการศกึ ษาในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายไดร้ ับบริการเพ่ือประกันกับครอบครัวว่าผู้เรียนท่ีมี ความต้องการ จาเป็นพิเศษจะมีความพร้อมไปอยู่ในสังคมต่อไป ซ่ึงผู้ท่ีเก่ียวข้องจะต้องร่วมกันดาเนินการ จัดทาแผนการ เปล่ียนผ่านตามความต้องการจาเป็นและเป้าหมายในอนาคตของผู้เรียน แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าการเปลี่ยน ผ่านต้องเริ่มให้เร็วทีส่ ดุ ต้ังแต่อายุ 3 ปี โดยบรรจุไว้ในแผนบริการเฉพาะครอบครัว (Individual Family Service Plan: IFSP) เพ่ือช่วยเหลือเด็กท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษก้าวผ่าน บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมไปสู่ บรกิ ารอ่ืนๆ เช่น การศกึ ษาพเิ ศษในระดบั ปฐมวยั ดงั น้ัน กระบวนการ จดั ทาแผนการเปล่ียนผ่านสาหรับผู้เรียน ท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษ จึงควรดาเนินการให้แก่ผู้เรียนทุก ช่วงวัยและทุกระดับการศึกษาเพ่ือให้บุคคล เหล่านี้ได้รับบริการที่เหมาะสม และพัฒนาตามธรรมชาติและ เต็มตามศักยภาพ การวางแผนการเปล่ียนผ่าน เป็นการสร้างความม่ันใจให้แก่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และ ชุมชน ว่าสถานศึกษาได้จัดการศึกษาที่สอดคล้องกับ เป้าหมายการดารงชวี ติ ของผู้เรียนและได้เตรยี มตัวให้ ผู้เรยี นมคี วามพรอ้ มสาหรับกา้ วไปสชู่ ่วงชวี ติ ต่อไป การวางแผนการเปล่ียนผ่าน คือการดาเนินการร่วมกันระหว่างตัวผู้เรียน ครอบครัว ชุมชน ท้องถ่ิน บุคลากรทางการศึกษา และรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนได้ผ่านกิจกรรมที่สอดคล้องกับ เป้าหมายของตนเองในช่วงวยั ตา่ ง ๆ ตัง้ แตว่ ยั เรยี นจนเขา้ สู่วัยผ้ใู หญ่โดยผเู้ รียนจะมีแผนการ เปล่ียนผ่านเฉพาะ บคุ คล (Individual Transition Plan: ITP) ท่ีผเู้ ก่ียวข้องจะทางานร่วมกนั การวางแผนการเปล่ียนผ่านเป็นการบริการท่ีมีความจาเป็นอย่างย่ิงในการสร้างโอกาสให้แก่ ผู้เรียน พบความสาเร็จตอ่ การดาเนินชวี ิตในอนาคต เปน็ การเตรียมผู้เรียนให้สามารถเข้าสู่สังคม และการ พ่ึงพาตนเอง เปรียบเสมือนการสร้างสะพานเช่ือมระหว่างชีวิตในวัยเรียนไปสู่การดารงชีวิตในวัยผู้ใหญ่ สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ซ่ึงให้ความหมายของ การส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตว่า คือการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ การจัดสวัสดิการ การส่งเสริม และพิทักษ์สิทธิ การ สนับสนุนให้คนพิการสามารถดารงชีวิตอิสระ มีศักด์ิศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และ เสมอภาคกับบุคคลท่ัวไป มี ส่วนร่วมกับสังคมอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่คน พิการสามารถเขาถึงและใช้ ประโยชน์ได้ ดังนน้ั การวางแผนการเปล่ียนผ่าน จึงมีประโยชน์และสอดรับกับ หลักการดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียน ที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษ สามารถผ่านข้ันตอนในระยะต่าง ๆ ของชีวิตได้ และสามารถอยู่ร่วมในสังคม ตามศกั ยภาพสงู สดุ

แนวทางการจดั ทาแผนการเปลีย่ นผา่ น การนาหลักการดังกล่าวข้างต้นมาเป็นแนวทางการจัดทาแผนการเปลี่ยนผ่านสามารถกาหนดเป็น ขัน้ ตอน ดังนี้ ขั้นตอนท่ี 1 การศึกษานโยบาย และหลกั การ การศึกษากฎหมายและนโยบายท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพ่ือคนพิการ กฎหมายและ พระราชบญั ญัตทิ างการศกึ ษาของประเทศไทย ได้กล่าวถึงการสนับสนุนให้คนพิการสามารถดารงชีวิต อิสระ มี ศักด์ิศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และมีหลักเกณฑ์กาหนดให้ผู้เรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษต้อง มีแผนจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลระบุถึงแนวทางจัดการศึกษาที่ นามา เช่ือมตอ่ สกู่ ารวางแผนการเปลี่ยนผ่านได้ ดงั น้ัน การวางแผนการเปลี่ยนผ่านจึงสามารถทาควบคู่ไป กับการวาง แผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล ขน้ั ตอนท่ี 2 การรว่ มกันให้คาปรกึ ษา การวางแผนการเปล่ียนผ่านจาเป็นต้องให้ผู้เกี่ยวข้องมาประชุมให้คาปรึกษาร่วมกัน เพื่อ วางเป้าหมายในอนาคตตามความตอ้ งการของผ้เู รียน และจัดหาทรัพยากรสนบั สนนุ การดาเนินงาน ตามแผนให้ บรรลเุ ป้าหมายทกี่ าหนดไว้ ขั้นตอนท่ี 3 กระบวนการวางแผนการเปล่ยี นผ่าน ในข้นั ตอนนี้ เป็นกระบวนการรวบรวมข้อมลู ไปส่กู ารวางแผน การนาไปใช้ และการตดิ ตามผล ข้นั ตอนท่ี 4 การจดั ทาแผนการเปล่ียนผา่ นเฉพาะบคุ คล เป็นแผนท่ีกาหนดเป็นลายลักษณ์อักษร เช่นเดียวกับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลหรือ แผนการใหบ้ รกิ ารเฉพาะครอบครัว (IEP/IFSP) โดยผ่านกระบวนการขั้นตอนท่ี 1-3 จนมีแผนการเปลี่ยน ผ่าน เฉพาะบคุ คล ดงั รปู ท่ี 1 แสดงถึงขั้นตอนทน่ี าไปสู่แผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล ดังน้ี

แนวทางการพัฒนาแผนการเปลี่ยนผ่าน การเริ่มต้นการจัดทาแผนการเปล่ียนผ่าน เป็นการดาเนินการต่อเน่ืองจากการจัดทาแผนการจัด การศึกษาเฉพาะบุคคล โดยสามารถนาข้อมูลจากการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลมาใช้ ร่วมกัน คณะกรรมการที่ร่วมกันจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลสามารถดาเนินการวางแผนการ เปล่ียนผ่าน รว่ มดว้ ยได้ การพัฒนาแผนการเปล่ียนผ่านจะมีกิจกรรมต่าง ๆ หลายข้ันตอนท้ังนี้ข้ึนอยู่กับการศึกษา วิเคราะห์ ของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ อย่างไรก็ตามแนวทางการพัฒนาแผนการเปล่ียนผ่านจะต้องมี องค์ประกอบ อย่างน้อย 5 กจิ กรรม ได้แก่ การแต่งต้ังคณะกรรมการจัดทาแผนการเปลี่ยนผ่าน การเก็บ รวบรวมข้อมูล การ พัฒนาแผนการเปล่ียนผ่าน การนาแผนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิบัติ การปรับหรือ ทบทวนแผนการเปลี่ยน ผ่าน และการจัดประชุมก่อนผู้เรียนจบการศึกษา ในการวางแผนการเปล่ียนผ่าน ของผู้เรียนที่มีความต้องการ จาเป็นพิเศษ มีหลักการสาหรับผ้เู ก่ียวข้องดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี 1. การเริ่มต้นวางแผนแต่เนิ่นๆ (Begin Planning Early) การวางแผนการเปล่ียนผ่านสู่วัยผู้ใหญ่ ในต่างประเทศจะเริ่มต้นวางแผนเม่ือเด็กมีอายุ 16 ปี และทาต่อเน่ืองไปจนถึงอายุ 19 ปี อย่างไรก็ตาม การ วางแผนการเปลยี่ นผ่านสามารถทาได้ทุกช่วงอายุ เช่น การเปลี่ยนผ่านจากระดับการศึกษาหน่ึงไปยัง อีกระดับ การศึกษาหนึ่ง จากชั้นหน่ึงไปยังช้ันที่สูงข้ึน และจากโรงเรียนหนึ่งไปยังอีกโรงเรียนหนึ่ง เป็นต้น การวางแผน การเปล่ียนผ่านรว่ มกบั การวางแผน IEP/IFSP จดั เป็นการเร่ิมต้นที่รวดเร็วและสามารถ เช่ือมโยงข้อมูลจากการ วางแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลและนาไปปรบั ปรงุ โปรแกรมการให้การศึกษาได้ ทนั ทว่ งที 2. การวางแผนพัฒนาเฉพาะบุคคลและแผนสู่อนาคต (Develop an Individualized and Future - oriented Plan) ใช้หลักการของการให้ความสาคัญกับบุคคล (Person-Centered Approach) โดยการเน้น ความตอ้ งการของผูเ้ รียนเป็นตัวขับเคลื่อนการวางแผนตา่ งๆ 3. การเน้นจุดแข็งและความสามารถ (Focus on Strengths and Abilities/ Competencies) ใน การวางแผนการเปลี่ยนผ่านต้องระบุความสามารถที่เป็นจุดแข็งของผู้เรียน และ ดาเนินการประเมิน ความสามารถของผู้เรียนโดยสหวชิ าชพี 4. การส่ือสารและการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ (Foster Effective Communication and Collaboration) การทาให้แผนการเปล่ียนผ่านประสบความสาเร็จนั้น จาเป็นต้องอาศัยการส่ือสาร และการทางานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยบุคคลต่อไปนี้ ผู้เรียน ผู้ปกครอง ครู ผู้ให้บริการ ตา่ ง ๆ ตอ้ งมกี ารสอื่ สารเพ่อื ใหไ้ ดข้ ้อเทจ็ จรงิ ตรงไปตรงมาอย่างครบถว้ น 5. การจัดหาบริการตอบสนอง (Provide Responsive Services) แนวทางการวางแผนที่มีบุคคล เป็นศูนย์กลางอยู่บนพ้ืนฐานของการช่วยให้บุคคลประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายและตามแรงบันดาลใจ ของบุคคลน้ัน การวางแผนการเปล่ียนผ่านเป็นการช่วยให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคล ดังน้ัน การจัดหา บริการเพื่อตอบสนองดังกล่าว จึงต้องมีการปรับเปล่ียนหรือทบทวนการให้บริการเพ่ือให้การบริการน้ันมีความ เป็นไปได้ และตรงตามความตอ้ งการของผู้เรยี น

6. การใช้ประโยชน์และการสนับสนุนจากชุมชน (Utilize Existing Community Support) ในโปรแกรมวางแผนการเปลี่ยนผ่านจาเป็นต้องระบุแหล่งสนับสนุนในชุมชน หรือแหล่งทรัพยากรต่างๆ โดย ผู้ร่วมวางแผนตอ้ งแสวงหาแหล่งสนับสนนุ จากเพ่ือนบ้านใกล้เคียง ผรู้ ่วมงาน ชมุ ชนท่ีสามารถ สนับสนนุ ผู้เรยี นได้ การเปล่ียนผ่านกบั ผู้เรียนที่มีความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ ผู้เรยี นทม่ี คี วามต้องการจาเปน็ พิเศษ มักมคี วามยากลาบากในการดาเนินชีวิต และต้องการ บริการท่ี หลากหลาย เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เรียนบรรลุถึงศักยภาพ การเปลี่ยนผ่านจึงเป็นการบริการหนึ่งท่ี รองรับการ เชื่อมโยงจากการศึกษาไปสู่การดาเนินชีวิต เด็กท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษทุกประเภท จึงจาเป็นต้องมี แผนการเปล่ียนผ่าน ยกตัวอย่าง เช่น ผู้เรียนออทิสติก อาจมีความยากลาบากในการ ปรับตัวเมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงส่ิงแวดล้อมใหม่ ท้ังช้ันเรียนใหม่ หรือโรงเรียนใหม่ หากไม่ได้มีการเตรียม ความพร้อมแก่ผู้เรียน อาจเกดิ ปญั หาดา้ นพฤติกรรมการต่อต้านของผู้เรียนออทิสติก และการจัดการกับ พฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียน จะยากลาบากมากขน้ึ เพ่ือใหก้ ารเปล่ียนแปลงในแต่ละช่วงวัยของผู้เรียนท่ีมี ความต้องการจาเป็นพิเศษเป็นไป อย่างราบร่ืนในการปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมใหม่ การเตรียมความพร้อมจากการศึกษาหนึ่งไปสู่อีก ระดับการศึกษาหนึ่ง จึงจาเป็นต้องเตรียมบุคคลท่ี เก่ียวข้องและตัวของผู้เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ในช่วงวยั นั้นรวมไปถงึ การจดั สรรทรัพยากรให้พรอ้ ม เพอ่ื ตอบสนองต่อความต้องการจาเป็นของผเู้ รยี น ลักษณะการเปลยี่ นผา่ นสาหรับผู้เรียนทีม่ ีความต้องการจาเปน็ พเิ ศษ 1. การเปลี่ยนผ่านในระบบโรงเรียน (Transition into the school system) ครอบครัวของ ผู้เรียน ทม่ี คี วามต้องการจาเป็นพิเศษ เม่ือรับทราบถึงความต้องการของบุตรหลานที่ต้องเข้าเรียน จาเป็นต้องแสวงหา สถานท่ีเรียนสาหรับบุตรหลานเพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือระบบการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิม ผู้ปกครองจึง เป็นบุคคลแรกที่แสวงหาบริการแก่บุตรหลาน โดยการไปพบปะผู้เก่ียวข้อง เช่น ครู นักวิชาชีพ หรือแสวงหา ข้อมูลจากแหลง่ ตา่ ง ๆ เพอ่ื เขา้ รบั การศึกษา 2. การเปลี่ยนผ่านระหว่างช้ันเรียนและการเลื่อนช้ัน (Transitions between grade levels and class transfers) เมื่อผู้เรียนจบการศึกษาในแต่ละระดับชั้น และต้องเข้าสู่การศึกษาในชั้นท่ีสูงขึ้น จึงมคี วามจาเป็นท่ีจะต้องเตรียมความพร้อมผู้เรียนและครูผู้รับการส่งต่อในช้ันถัดไป ท้ังน้ีเพื่อท่ีครูที่รับ การส่ง ต่อจะได้รับทราบขอ้ มลู และความต้องการจาเปน็ ของผูเ้ รยี น เพอ่ื ให้การช่วยเหลือได้อย่างต่อเน่ือง ครูผู้รับส่งต่อ ผู้เรียนจึงควรมาเยี่ยมช้ันเรียนของผู้เรียน สังเกตพฤติกรรม สภาพแวดล้อมของผู้เรียน และนาข้อมูลมาเตรียม ความพร้อมในการจดั ชัน้ เรยี นใหผ้ ้เู รยี นไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 3. การเปล่ียนผ่านระหวา่ งโรงเรยี น (Transitions between schools) เมื่อผูเ้ รยี นจบการศกึ ษา จาก สถาบันการศึกษาหนึ่งแล้ว หรือมีการย้ายสถานศึกษาจาเป็นต้องมีการส่งต่อข้อมูลจากสถานศึกษาเดิม ให้ สถานศึกษาใหม่ท่ีรับส่งต่อ โดยสถานศึกษาใหม่อาจตั้งผู้ประสานงานที่ให้ผู้เรียนสามารถติดต่อสอบถามได้ รวมถึงการให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองและผู้เรียนอ่ืนในโรงเรียนใหม่ รับสมัครเพ่ือนอาสาเป็นพ่ีเล้ียงแก่ ผู้เรียนที่มี ความตอ้ งการจาเปน็ พิเศษ และเตรยี มพร้อมความรู้ทักษะท่ีจาเป็นในการดาเนินชีวิตในโรงเรียน ใหม่แก่ผู้เรียน ทีม่ ีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ

4. การเปล่ียนผา่ นจากระดับมธั ยมศึกษาสู่การศึกษาในระดับสูงข้ึน และวัยผู้ใหญ่ (Transition from secondary school to higher education or adult life) เมื่อผู้เรียนสาเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษา แล้วต้องการศึกษาต่อในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกอาชีพ วิชาชีพเฉพาะทาง การเรียนต่อ ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา จาเป็นต้องได้รับการเตรียมความพร้อมในการศึกษาที่สูงข้ึน เช่น การศึกษา ในระดับอุดมศึกษา จาเป็นต้องวางแผนเลือกโปรแกรมการศึกษาให้สอดคล้องกับศักยภาพ และความต้องการ ของผูเ้ รยี นมากท่สี ดุ เตรียมทุนการศึกษาสาหรบั การใช้จ่ายในการเรยี นและบริการต่าง ๆ ทีเ่ กย่ี วข้อง การเปลยี่ นผ่านในระยะน้ี เป็นระยะสาคัญท่ีนาไปสู่การพึ่งพาตนเองในการดาเนินชีวิต จึงต้องมี การ เตรียมแผนการบริการและแหล่งสนับสนุนต่าง ๆ ซ่ึงต้องอาศัยข้อมูลการเปลี่ยนผ่านท่ีดาเนินการ มาทั้งหมดมาพิจารณาจุดแข็งและเป้าหมายของผู้เรียนท่ีควรส่งเสริม เพ่ือนาไปสู่การวางแผนการเปล่ียนผ่าน สาหรบั การศึกษาต่อในระดับสูงและการดาเนินชวี ติ ในวยั ผใู้ หญ่

สรปุ การวางแผนการเปลี่ยนผ่าน เป็นกระบวนการท่ีทาร่วมไปกับการจัดทาแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยใช้หลักการบุคคลเป็นศูนย์กลาง (Person-Centered Approach) ซ่ึงสามารถวางแผนการ เปลี่ยนผ่านได้ ทันทีท่ีเห็นว่าเหมาะสม การวางแผนการเปล่ียนผ่านต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ปกครอง ตัวผู้เรียน บุคลากร ทางการศึกษา องค์กร ชุมชน การวางแผนการเปลี่ยนผ่านเป็นกระบวนการ สนับสนุนให้ผู้เรียนได้รับบริการ ที่ต่อเนื่องสอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบันและอนาคตท่ีเป็นหลักประกันทางการศึกษาว่าในอนาคต ผู้เรียนสามารถพึ่งพาตนเองในอนาคตได้ตามศักยภาพ ฉะน้ัน การวางแผนการเปลี่ยนผ่านจึงต้องมีตรวจสอบ กับเป้าหมายท่ีเป็นจริงเป็นระยะ เพ่ือให้การดาเนินงานของทุกภาคส่วนปรับเปล่ียนได้ตรงกับความต้องการ จาเป็นพเิ ศษของผู้เรียน ซ่งึ จะชว่ ยให้ผเู้ รียนบรรลถุ ึงเป้าหมายตามศักยภาพของตนเองได้มากที่สดุ

ศูนยบ์ ริการสนบั สนนุ ผเู้ รียนทม่ี ีความต้องการจาเปน็ พเิ ศษ (Student Support Services Center: SSSC) ศูนย์บริการสนับสนุนผู้เรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษในประเทศไทยท่ีมีการดาเนินการและ เผยแพร่ โดยทั่วไปจะมีการจัดในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ศูนย์บริการนักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์บริการนักศึกษาพิการมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศูนย์บริการนักศึกษา พิการ มหาวิทยาลัยรามคาแหง ศูนย์บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการเรียนร่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ฝ่ายบริการสนับสนุนนักศึกษาพิการ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม หน่วยบริการสนับสนุนสาหรับบุคคล พิการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ศูนย์บริการนักศึกษาพิการ DSS มหาวทิ ยาลยั ราชมงคลธญั บุรี ศูนย์บริการสนับสนุนผู้เรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษควรจัดบริการที่ครอบคลุมต่อความ ต้องการจาเปน็ พิเศษ (Special Needs) เฉพาะบคุ คลของผู้เรียน ดังนี้ 1. ข้อมลู สารสนเทศ ธรุ การ 2. สอื่ 3. สงิ่ อานวยความสะดวก 4. บรกิ าร 5. ความชว่ ยเหลืออ่นื ใด สาหรับชั้นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่ปรากฏหรือเผยแพร่ว่า มีการดาเนินการอย่างจริงจัง ในสถานศึกษาใด ซ่ึงโรงเรียนเรียนร่วมท่ัวไปมักจัดบริการในลักษณะห้องเสริมวิชาการ (Resource Room) เป็นส่วนใหญ่ และปัจจุบันสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานได้มีนโยบายให้โรงเรียนจัดการศึกษา ในลักษณะเรียนรวม ซ่ึงโรงเรียนอาจดาเนินการจัดศูนย์บริการสนับสนุนบุคคลที่มีความ ต้องการพิเศษ ในโรงเรียน โดยอาจจดั กิจกรรม ดังนี้ 1. จัดทาฐานขอ้ มูลเกี่ยวกับนกั เรยี นพิการท้ังหมดของโรงเรยี น ตลอดจนกิจกรรม โครงการต่างๆ 2. เป็นศูนย์กลางของแหล่งเอกสาร หนังสือ ตารา แบบฝึกหัด สื่อ สิ่งอานวยความสะดวกที่จาเป็น สาหรบั ผู้เรยี นและผูส้ อน 3. สนบั สนุนและช่วยเหลือพรอ้ มทั้งจัดใหบ้ รกิ ารและช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาและ ประสานงาน กับทกุ งานทุกฝ้ายในโรงเรียน 4. รว่ มเป็นเครอื ข่ายกับหน่วยราชการ องคก์ รภาคเอกชน มลู นิธิ และสมาคมคนพิการต่าง ๆ ภายนอก โรงเรยี นในการพฒั นา ชว่ ยเหลอื และให้บริการแกน่ ักเรยี นพิการ 5. จัดสภาพแวดล้อมและการก่อสร้างทางกายภาพใหเ้ หมาะสมกับการใชช้ ีวติ ประจาวนั และการศึกษา 6. ดาเนนิ การให้นักเรียนพกิ ารสามารถเขา้ ถึงสถานที่เรยี น 7. ดาเนนิ การให้นักเรียนพกิ ารสามารถเข้าถึงการเรียน ได้แก่ การจดั ทาบทเรยี นอกั ษรเบรลล์ 8. อานวยความสะดวกในการเขา้ ถงึ การเดนิ ทาง และทพ่ี ักอาศัย 9. ช่วยลดปัญหาและอุปสรรคท่ีขัดขวางการศึกษา เช่น การขาดเงินทุนในการเล่าเรียน ดูแลสุขภาพจิต และเปน็ ที่ปรกึ ษาทางการศกึ ษา การปรบั ตัว การใชช้ วี ติ ประจาวัน

หนว่ ยท่ี 3 นวัตกรรมการจัดการศกึ ษาสาหรับคนพกิ ารหรือผู้เรยี นทีม่ ีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ การตอบสนองตอ่ การชว่ ยเหลือ ปัจจบุ นั จานวนคนพิการมีแนวโน้มเพิ่มข้ึนอย่างต่อเนื่อง ทุกกลุ่มอายุ การจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ ควรส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาครอบคลุมคนพิการทุกคนอย่างเท่าเทียม และมี มาตรฐานทุกระบบ ทุกระดับการศึกษาแก่คนพิการทุกประเภทคนพิการให้ชัดเจน โดยมีระบบการวินิจฉัย คดั กรองความพิการหรือความบกพร่องตั้งแต่แรกเกิดพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการสนับสนุน เทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา มีกระบวนการติดตามการช่วยเหลือ คนพิการ โดยสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐ เอกชนและองค์กรภาคีเครือข่าย ท่ีเกี่ยวข้องกับ คนพิการในท้องถิ่นเพื่อบริการทางการศึกษาเหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษและมี คุณภาพ รวมท้ัง การจัดสภาพแวดลอ้ มให้เออื้ ตอ่ การพัฒนาตนเองและจัดการเรยี นการสอนของครู การเพมิ่ จานวนของนกั เรยี นทม่ี ีปญั หาทางการเรียนรู้ในโรงเรียนเรียนร่วม นาไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ กระบวนการ ขั้นตอนและเกณฑ์การคัดกรอง คัดแยกความพิการทางการศึกษาว่าเป็นไป เพื่อการวางแผน การเรยี นการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียนรายบุคคลหรือไม่ อย่างไรก็ตามทาให้ สถานศึกษาต่ืนตัวให้การช่วยเหลือนักเรียนท่ีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่าหรือเป็นการลดจานวนนักเรียน กล่มุ เสี่ยงท่ีจะมปี ัญหาทางการเรียนรหู้ รอื พฤตกิ รรม ซงึ่ นักเรยี นที่มีปัญหาพฤติกรรม หรือมีข้อจากัดในการอ่าน การเขียน อาจจะไม่ใช่นักเรียนที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางการ เรียนรู้หรือมีปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ก็ได้ ถ้าหากนักเรียนได้รับการช่วยเหลือก่อนหน้าน้ันอย่างเหมาะสม ต้ังแต่กระบวนการประเมิน กระบวนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ การวัดประเมินผลที่เหมาะสม ตาม หลักสูตรแกนกลางหรือหลักสูตร สถานศึกษาสาหรับนักเรียนท่ัวไปและหลักสูตรเร่งรัดเฉพาะบุคคล (Individual intensive curriculum) สาหรบั นักเรียนทเ่ี ปน็ กลมุ่ เสยี่ งหรอื มีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษทาง การศึกษา กระบวนการประเมิน คัดกรอง การให้ความช่วยเหลือ ตรวจสอบพัฒนาการของนักเรียนอย่างเป็นระบบ การตัดสินใจใหบ้ ริการตา่ ง ๆ ท่ีเป็นความจาเป็นสาหรับนักเรียน เช่น การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนรวมถึง การให้บริการภายใต้ข้อมูลการคัดกรองและข้อมูลการให้บริการ จากการตรวจสอบความก้าวหน้าทาง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง เพื่อให้นักเรียนประสบความสาเร็จตามเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลาง เรียกว่า การตอบสนองตอ่ การช่วยเหลอื (Responsiveness to Intervention: RTI) มีหลกั การพื้นฐาน ดังน้ี 1. กระบวนการตรวจคัดกรองของโรงเรียน ซ่ึงในโรงเรียนท่ัวไปจะมีการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากสมุดรายงานผลการเรียนของนักเรียน ซึ่งจะเป็นข้อมูลคัดกรองเบื้องต้นของครูประจาชั้นหรือประจาวิชา ในระดับช้ันที่นักเรียนจะเรียนต่อไป ในขั้นตอนนี้ครูจะได้รับข้อมูลท้ังจากรายงานผลการเรียน การสัมภาษณ์ สอบถามผู้เก่ียวข้อง เพ่ือระบุนักเรียนท่ีมีความเส่ียงที่จะมีปัญหาทางการเรียนและพฤติกรรม โรงเรียนควรมี การต้ังคณะกรรมการคัดกรองนักเรียนทาหน้าท่ีกาหนดเกณฑ์ ตัวช้ีวัดหรือคุณลักษณะของนักเรียนที่จะต้อง

ได้รับการช่วยเหลือทางการเรียนในระดับต่าง ๆ เช่น การสอนเสริมหรือการให้เวลาในการเรียนเพ่ิมขึ้น การปรบั หลกั สูตรแกนกลางบางด้านหรอื การใช้เทคโนโลยี ส่งิ อานวยความสะดวกเพื่อลดข้อจากัดทางการเรียน การใช้หลักสูตรเร่งรัดเฉพาะบุคคลหรือการทาแผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคลในกรณีที่นักเรียน มคี วามต้องการจาเป็นพเิ ศษทางการศึกษา การตรวจคัดกรอง เป็นการประเมินท่ีมีลักษณะอย่างง่าย รวดเร็วและต้นทุนต่า โดยใช้การทดสอบ การทาซ้าในทักษะท่ีสาคัญที่เหมาะสมกับวัย เช่น การระบุตัวอักษร การอ่านคา ความเข้าใจการคิด คานวณ เบ้ืองต้นในชีวิตประจาวัน หรือการสังเกตความถ่ีของพฤติกรรม เช่น ความงุ่มง่าม การอยู่ไม่นิ่ง การขาดสมาธิ หรือการทางานไม่เสร็จตามเวลา ในกระบวนการคัดกรองน้ีไม่ใช่การวินิจฉัยโรค นักเรียนควรได้รับการตัดสิน ว่าเป็น \"ความเส่ียง\" ตัวอย่างเช่น ครูพยาบาลประจาโรงเรียนใช้แบบคัดกรองสายตา (Snellen chart) เพื่อต้องการตัวบ่งช้ีอย่างรวดเร็วเก่ียวกับปัญหาการมองเห็นของนักเรียนที่อาจมีจากระยะการมองไกล หาก นักเรียนมีปัญหาในการอ่านแบบคัดกรองสายตา ครูพยาบาลจะส่งต่อโรงพยาบาล หรือแพทย์เฉพาะทาง เพ่ือประเมินในเชิงลึกมากขึ้น ในทานองเดียวกันครูในห้องเรียนใช้มาตรการตรวจคัด กรองเพ่ือระบุนักเรียน ทีม่ ีคุณสมบตั ิตามเกณฑก์ ารคดั กรอง ความเป็นไปไดส้ าหรบั กลุ่มท่มี ีความเส่ียง ซ่ึงนักเรียนจะได้รับการประเมิน ในเชิงลึกต่อไป และนักเรียนกลุ่มเส่ียงจะได้รับการตรวจสอบความก้าวหน้าในช่วงถัดไปหกสัปดาห์กับการ ประเมินที่เฉพาะเจาะจง นักเรียนบางคนอาจมีพัฒนาการดีข้ึนหรือปัญหาทางการเรียนหมดไปในหกสัปดาห์ ก็ได้ เนื่องจากในช่วงเวลาการคัดกรองนักเรียนอาจไม่มีความพร้อมหรืออยู่ระหว่างการปรับตัวกับช้ันเรียนใหม่ เมื่อนักเรียนทราบข้อมูลการคัดกรองจากครู นักเรียนจะพยายามปรับตัวมากขึ้นและผู้ปกครองให้ความสาคัญ และมสี ว่ นรว่ มในการแกป้ ัญหาของ นักเรียน สาหรบั กระบวนการการคัดกรองท่จี ะมีประโยชน์ควรมีลกั ษณะ ดังนี้ 1. สามารถระบุนักเรยี นทีต่ ้องการประเมนิ ในเชงิ ลึกและเฉพาะเจาะจงต่อไปได้ชัดเจน 2. กระบวนการคัดกรองตอ้ งมีการปฏบิ ตั ิหรือเกิดจากความสามารถทแี่ ทจ้ รงิ ของนกั เรยี น 3. การตรวจคัดกรองเปน็ ไปในทางสรา้ งสรรค์เพื่อลดข้อจากดั ทางการเรยี นรู้ซง่ึ นามาซงึ่ การสนับสนุน ทรพั ยากรและการช่วยเหลือต่างๆ กระบวนการตรวจ คัดกรอง ท่ีต้องตัดสินระบุนักเรียนที่เป็นกลุ่มเส่ียงทางการศึกษาจาเป็นต้องทา ในรปู แบบของคณะกรรมการ เนือ่ งจากถ้าการระบุนักเรียนผิดพลาดจะทาให้สูญเสียทรัพยากรและมีค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น เช่น การตรวจประเมินในเชิงลึกซ่ึงต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เฉพาะทาง ในขณะเดยี วกันถา้ นักเรยี นท่มี ีปัญหาไม่ไดร้ ับการระบุว่าเปน็ กลุ่มเสี่ยง จะสง่ ผลใหน้ กั เรยี นเหลา่ นั้นพลาดโอกาส ท่ีจะได้รับประโยชน์จากการให้บริการการช่วยเหลือ ดังนั้นคณะกรรมการคัดกรองนักเรียนควรร่วมกันกาหนด ตัวช้วี ัดทีม่ คี วามเหมาะสมถูกตอ้ ง ชดั เจน มปี ระสทิ ธิภาพและเป็นทีย่ อมรบั ได้ การคัดกรองเป็นส่ิงสาคัญท่ีแสดง ให้เห็นก่อนการแนะนาบริการขั้นต่อไป ซ่ึงต้องทาซ้าแล้วซ้าอีกในระหว่างปีการศึกษา ข้ามระดับชั้น และ ในระหว่างหลักสูตรของการเรียนการสอนต้ังแต่ปฐมวัยจนระดับประถมศึกษา ซ่ึงนักเรียนที่ได้รับการคัดกรอง ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงอาจจะได้รับการประเมินอย่างต่อเน่ืองอย่างน้อย 2 ปีการศึกษา และต้องมีการระบุครู ผ้รู บั ผิดชอบนกั เรยี นแตล่ ะคนเพื่อใหก้ ารติดตามตรวจสอบข้อมลู มปี ระสทิ ธิภาพมากข้ึน

เกณฑ์การชี้วัดระดับการช่วยเหลือควรสอดคล้องกับระดับความต้องการจาเป็นพิเศษทางการศึกษา ท้ังวัสดุประกอบหลักสูตร สถานท่ี อุปกรณ์และบุคคลในโรงเรียน เช่น 1) กาหนดว่านักเรียนท่ีได้รับคะแนน ตา่ กวา่ ร้อยละ 15 ของคะแนนเตม็ แต่ละวิชา จะได้รับการช่วยเหลือ คือ การจัดทาหลักสูตรเร่งรัดเฉพาะบุคคล หรอื การจัดทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คลท่ีมีครูการศึกษาพิเศษช่วยเหลือ 2) กาหนดว่านักเรียนที่ได้รับ คะแนนต่ากว่าร้อยละ 15 – 25 ของคะแนนเต็มแต่ละวิชาจะได้รับการช่วยเหลือ คือ การสอนเสริมหลังเวลาเรียน การสนับสนุนเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก การเชิญผู้ปกครองให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา 3) นักเรียน ทไ่ี ดค้ ะแนนระหวา่ ง ร้อยละ 25 – 50 จะได้รับการช่วยเหลือ คือการเพ่ิมเวลาในการทาข้อสอบ เพิ่มเวลาเรียน จัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนหรือที่บ้าน สนับสนุนเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก โดยในข้อ 2) และ 3) มุ่งเน้นให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายตามหลักสูตรของโรงเรียน ซ่ึงการคัดกรองจะดาเนินการต้นปีการศึกษาและ ให้การช่วยเหลือ ติดตามความก้าวหน้าประจาสปั ดาห์ เป็นเวลา 5 – 8 สปั ดาห์ พบว่าจานวนนักเรียนกลุ่มเส่ียง จะลดลงถึงร้อยละ 50 นักเรียนทีไ่ ม่จาเปน็ ตอ้ งรับการช่วยเหลืออีก 2. การติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าของการตอบสนองการช่วยเหลือนักเรียน เป็นข้ันตอน การ ประเมินเพ่ือกาหนดขอบเขตท่ีนักเรียนจะได้รับประโยชน์จากการเรียนการสอนในช้ันเรียนและ การ ตรวจสอบประสทิ ธภิ าพของหลักสูตร โดยมสี มมติฐานพืน้ ฐาน คอื นักเรยี นจะไดร้ ับประโยชน์จากการเรียน การสอนท่ีมีคุณภาพสูง ได้เรียนรู้ทักษะ ประสบความสาเร็จในการเรียนการสอนของห้องเรียนสาหรับนักเรียน ท่ีตอบสนองต่อการเรียนการสอนไม่เป็นไปตามเกณฑ์ นักเรียนจะได้รับทางเลือกใหม่จากการช่วยเหลือเพื่อให้ นักเรยี นสามารถตอบสนองได้เหมาะสม กระบวนการตรวจสอบความก้าวหน้าของนักเรียนอย่างต่อเน่ือง เป็นเครื่องมือจาเป็นท่ีใช้วัด ประสิทธิภาพการเรียนการสอนซ่ึงครูได้ปรับเปล่ียนและยังเป็นข้อมูลสาคัญสาหรับตัดสินใจ กาหนดระดับ การช่วยเหลือที่เหมาะสมสาหรับนักเรียนเป็นรายบุคคล ข้ึนอยู่กับข้อกาหนดของคณะกรรมการคัดกรอง นักเรียนมีหลายระดับ ยกตวั อย่าง เชน่ การตรวจสอบความก้าวหน้าในข้ันที่ 1 เป็นวิธีการตรวจคัดกรองทั่วไปสาหรับนักเรียนทุกคน การตรวจคัดกรอง และการตรวจสอบความก้าวหน้า ในข้ันท่ี 1 ข้ันตอนการตรวจสอบความก้าวหน้าแต่ละ ช่วงเวลาเพ่ือกาหนดนักเรียนท่ีอาจมีความเสี่ยงและเพ่ือตรวจสอบว่านักเรียนมีความก้าวหน้าตามท่ีคาดหวังไว้ ในหลักสูตรสถานศึกษา ซ่ึงวัดประเมินผลโดยใช้หลักสูตรเป็นฐาน (Curriculum Based Measurement) เป็นการประเมินทักษะที่แตกต่างกันครอบคลุมหลักสูตรประจาปีในลักษณะท่ีการ ทดสอบรายสัปดาห์เพื่อ เทียบเคียงในความยากลาบาก เช่น ในเดือนกันยายนทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ เร่ืองการคานวณเงินกราฟ แผนภูมิและทักษะการแก้ปัญหาซึ่งครอบคลุมในช่วงเวลาเรียนตลอดทั้งปี ในเดือนพฤศจิกายนและหรือเดือน กุมภาพนั ธแ์ ละหรอื พฤษภาคมก็ทดสอบหลักสูตรประจาปี ในตรงเร่ือง เดียวกันแต่มีรายการทดสอบท่ีแตกต่าง ออกไปเพ่อื ดูความกา้ วหน้า ถ้าคะแนนท่เี พม่ิ ข้นึ น้แี สดงใหเ้ ห็นวา่ นักเรยี นมีการพฒั นาเพ่ิมขึ้น ถ้าคะแนนเท่าเดิม หรือลดลงแสดงให้เห็นว่านักเรียนจาเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือโดยการปรับหลักสูตร หรือปรับเปล่ียน กระบวนการเรียนการสอนและตอ้ งได้รับการช่วยเหลอื ในระดบั ต่อไป

ในขั้นที่ 2 การตรวจสอบความก้าวหน้าที่มีการกาหนดการช่วยเหลือให้นักเรียนประสบความสาเร็จ จะต้องมีการสร้างหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจข้ึนมาเพ่ือตรวจสอบให้นักเรียนสามารถกลับไป เรียนในห้องเรียน ท่ัวไป อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์รวมท้ังการปรับเปล่ียนหลักสูตรหรือออกแบบการเรียนการสอน ที่ตอบสนองความตอ้ งการของนักเรียนรายบุคคล ตดิ ตามความกา้ วหน้าของนักเรียนตาม วัตถุประสงค์ระยะส้ัน และเป้าหมายประจาปีที่ระบุในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Plan: IEP) ในการดาเนินงานให้สาเร็จน้ันโรงเรียนอาจต้องเปล่ียนแปลงโครงสร้างรวมทั้งกาหนดคณะกรรมการทางาน อยา่ งเปน็ รปู ธรรม 3. การให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาพิเศษตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการในโรงเรียนร่วมกันกาหนด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม โดยกาหนดเป้าหมายตามความ ต้องการจาเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล เช่น ระดับน้อยสาหรับนักเรียนท่ีมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่าระดับ ปานกลางสาหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและระดับมากสาหรับนักเรียนพิการ ประเด็นที่ควรนามาใช้กาหนดเกณฑ์ เพือ่ ออกแบบกลยทุ ธก์ ารเรยี นการสอนการและวธิ ีการในระดบั ตา่ งๆ ดงั นี้ 3.1 ขนาดของกลมุ่ การเรียนการสอน หรอื การสอนรายบคุ คล 3.2 ขอ้ กาหนดของเน้ือหาหรอื มาตรฐานการเรียนรใู้ นแต่ละกล่มุ สาระการเรยี นรู้ 3.3 ระยะเวลาของการชว่ ยเหลือ ควรนบั เปน็ สัปดาห์ 3.4 ความถ่ีของการสนับสนุนความชว่ ยเหลอื 3.5 ความถข่ี องการตรวจสอบความก้าวหน้า 3.6 ระดบั ความสามารถหรือทกั ษะของผู้สอน 3.7 วตั ถุประสงค์การสอนเนน้ พุทธพิ สิ ยั หรือทักษะพิสยั การออกแบบกลยทุ ธ์การเรยี นการสอนการ และวิธีการวัดประเมินผลนน้ั ข้ึนอยู่กบั ความชัดเจนของ กระบวนการคัดกรองการตรวจสอบความก้าวหนา้ ของการตอบสนองการช่วยเหลอื นักเรียนของครู หรอื ผูใ้ ห้ความช่วยเหลอื 4. การใหค้ วามช่วยเหลืออย่างจริงใจ เป็นการสร้างความมั่นใจว่านักเรียนจะได้รับการเรียนการสอน ในห้องเรยี นท่ีเหมาะสมในช้ันเรยี นท่ัวไปตามกฎหมาย ส่วนประกอบสาคัญที่นาไปสู่ความจริงใจในการให้ความ ชว่ ยเหลอื ท่ีนักเรียนทม่ี คี วามตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษทางการศึกษาต้องการจากโรงเรยี น มีดงั น้ี 4.1 ระบบการนาหลักสตู รไปสู่การปฏิบตั บิ นพน้ื ฐานข้อมูลทสี่ อดคล้องกบั นักเรียนทุกคนในโรงเรยี น 4.2 กระบวนการจัดการเรยี นการสอนที่มีประสิทธภิ าพ 4.3 การใช้รปู แบบการสอนตรง (Direct instruction model) 4.4 การระบุวสั ดกุ ารเรยี นการสอนในแต่ละเนือ้ หาสาระทีม่ ีการปรับเปลย่ี นสาหรับนกั เรยี น 4.5 การตรวจสอบองค์ประกอบการเรยี นการสอนทเี่ น้นนกั เรยี นสาคัญ 4.6 การวดั ประเมนิ โดยใชห้ ลักสูตรเปน็ ฐาน (Curriculum Based Measurement: CBM) 4.7 การใช้วีดีโอหรือบนั ทึกข้อสังเกตของการเรียนการสอนเป็นแนวทางการปรบั ปรุงการเรียน การสอนแต่ละครงั้

4.8 ตรวจสอบความก้าวหน้าของนักเรียนเป็นรายสปั ดาห์ หรือรายเดือน 4.9 การเปรยี บเทยี บผลลพั ธก์ ับเป้าหมายการให้ความชว่ ยเหลือทุกสัปดาห์เปน็ เส้นกราฟ การให้ ความช่วยเหลอื นักเรยี นอย่างมปี ระสิทธิภาพ มีความจาเป็นต้องพฒั นาระบบสนับสนุนการช่วยเหลอื ของ โรงเรยี นดว้ ย ซ่งึ ควรมุ่งเน้นที่ครูต้องมีความร้เู ร่ืองหลักสูตรและอ่านหลักสตู รของโรงเรียนเป็นประจาจนมี ความค้นุ เคยกบั หลักการและข้นั ตอนของการนาหลักสตู รสู่การเรยี นการสอน มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในหลกั การ การวดั ผล การตรวจสอบความก้าวหน้า โดยใชห้ ลักสูตรเปน็ ฐาน ดงั นั้นโรงเรียนจงึ ควรดาเนินการ ดังนี้ 1. การฝกึ อบรมครูใหม้ ีความรู้ ความเขา้ ใจหลักสตู รของโรงเรยี นและให้บรกิ ารชว่ ยเหลอื นักเรยี น แบบมืออาชพี 2. การจดั สรรทรพั ยากร ถ้าครูไมม่ ที รัพยากรท่ีเหมาะสมที่จะใช้การช่วยเหลอื ซ่งึ เปน็ หนา้ ที่ของ ผบู้ ริหารที่จะไดร้ บั หรือแจกจ่ายทรัพยากรท่ีจาเปน็ ต่อการช่วยเหลือนกั เรยี นกลมุ่ เสย่ี งใหไ้ ด้รับการพฒั นาตาม เป้าหมายของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 5. ความเที่ยงตรงในการดาเนินการ RTI วิธีการช่วยเหลือและกระบวนการรวบรวมข้อมูลการ ปรับเปล่ียนวิธีการเรียนการสอน การสนับสนุนทรัพยากร การปฏิบัติอย่างมืออาชีพ ควรมีการตรวจสอบ และ พัฒนาอย่างต่อเน่ืองเพ่ือให้กระบวนการ RTI มีความสอดคล้องกับนักเรียนและบริบท สถานการณ์ ปัจจุบัน มากที่สุด การดาเนินงานที่ทาให้แน่ใจว่านักเรียนตอบสนองต่อการช่วยเหลือในทางท่ีดี เช่น กาหนดการ ช่วยเหลือในโครงสร้างของโรงเรียน มีผู้รับผิดชอบโดยตรง มีการปรับปรุงกระบวนการ ช่วยเหลือหลังการ ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน อธิบายเทคนิค วิธีการช่วยเหลือที่ชัดเจนมีระบบ การรวบรวมข้อมูล ขอ้ เสนอแนะ การตัดสนิ ใจกาหนดมาตรการรับผิดชอบชดั เจน และระบโุ ทษหากไม่ ปฏิบตั ติ ามข้อกาหนด กล่าวโดยสรุปการตอบสนองต่อการช่วยเหลือหรือ RTI เป็นกระบวนการ ที่ปูองกันความล่าช้า ในการเรียนรู้ ลดปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ ป้องกันความล้มเหลวทางการเรียนของนักเรียน กระบวนการ RTI ควรเริ่มต้ังแต่ช้ันอนุบาลหรือประถมศึกษา เพื่อให้ครูสามารถช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเส่ียงได้ทันท่วงที เช่น การปรับเปลี่ยนทศั นคติ กระบวนการเรยี นการสอน การใชเ้ ทคโนโลยสี ่งิ อานวยความสะดวก หรอื การสอนเสริม ซ่ึงครูควรมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจเลือกเนื้อหา สาระ เทคนิค วิธีการสอน ส่ือการเรียนการสอน วิธีการ วดั ประเมินผลทีต่ รงกับเป้าหมายหลกั สูตรและสอดคลอ้ งกบั ปญั หาการเรยี นของนักเรียน ให้ความสาคัญกับการ ตรวจสอบความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ และโรงเรียนมีระบบการสนับสนุน เช่น พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจ หลักสูตรสถานศึกษา การนาหลักสูตรสู่การปฏิบัติเพ่ือพัฒนานักเรียน ทุกคนในโรงเรียน สนับสนุนทรัพยากร สนับสนุนการเรียนการสอน สภาพแวดล้อม บริการเทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ บริการและ ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่เพียงพอแก่ครูในการให้ความช่วยเหลือนักเรียนอย่างจริงจัง เพื่อช่วยให้ นักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษทางการศึกษาประสบความสาเร็จในการเรียนร่วมและได้รับการศึกษา ท่มี มี าตรฐานตามท่ีกฎหมายกาหนด เทคโนโลยสี ง่ิ อานวยความสะดวก พระราชบัญญตั ิการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ให้คาจากัดความ “เทคโนโลยีส่ิงอานวย ความสะดวก” (Assistive Technology : AT) ไว้ว่าเป็นเคร่ืองมือ อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ หรือบริการท่ีใช้สาหรับ

คนพิการโดยเฉพาะ หรือท่ีมีการดัดแปลงหรือปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการจาเป็น พิเศษของคนพิการแต่ละ บุคคล เพื่อเพ่ิม รักษา คงไว้ หรือพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่จะเข้าถึง ข้อมูล ข่าวสาร การสื่อสาร รวมถึงกจิ กรรมอ่ืนใดในชีวติ ประจาวนั เพื่อการดารงชีวิตอสิ ระ เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกมีระดับการใช้งานที่ซับซ้อนแตกต่างกัน ซ่ึงอาจจัดแบ่งเป็น 3 ระดบั ใหญ่ ๆ ได้ดงั น้ี 1. เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกท่ีไม่ใช้เทคโนโลยี (No Technology) เช่น ด้ามจับดินสอ กระดาษขนาดพิเศษ 2. เทคโนโลยีระดับพื้นฐาน (Low Technology) หมายถงึ เทคโนโลยสี งิ่ อานวยความสะดวกทใี่ ชง้ าน งา่ ย มรี าคาถูก ไมจ่ าเป็นต้องใช้เวลาในการเรยี นรู้ พัฒนาทักษะและความชานาญเฉพาะด้าน สว่ นมาก เทคโนโลยรี ะดับน้เี ปน็ พืน้ ฐานของเทคโนโลยีระดบั สงู เชน่ แผน่ กระดานสื่อสาร (Communication boards) แทน่ วางหนังสอื กระดานและดินสอเขยี นเบรลล์ (Slate and Stylus) เปน็ ตน้ 3. เทคโนโลยีระดับสูง (High Technology) หมายถึง เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกที่ต้องใช้ กระแสไฟฟ้า มีการทางานที่ซับซ้อน มีราคาแพง บางอุปกรณ์จาเป็นต้องมีความเช่ียวชาญและมีการพัฒนา ทักษะในการใช้งาน แต่ส่วนมากจะใชง้ านง่าย ท้งั นอี้ าจเป็นเครื่องมือที่สามารถหาซ้ือได้ทั่วไปหรือเป็นเครื่องมือ ที่มีการออกแบบเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล เช่น เก้าอ้ีล้อเลื่อนไฟฟ้า เคร่ืองช่วยฟัง เครื่องแสดงผลของ จอคอมพวิ เตอรเ์ ปน็ อกั ษรเบรลล์ (Braille display) เป็นต้น ประโยชน์และความสาคัญ เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกจึงมีความจาเป็นสาหรับบุคคลที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้เรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษ ซ่ึงช่วยให้บุคคลเข้าถึงหรือทากิจกรรมต่างๆในชีวิตประจาวัน ด้วยตนเองมากขึ้นและง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในสถานศึกษา กิจกรรมทางสังคม กิจกรรมกีฬาและ นนั ทนาการ จึงถอื ไดว้ า่ เปน็ สิ่งท่ีชว่ ยเปิดโอกาสการมสี ว่ นรว่ มในสังคมกบั บคุ คลท่ัวไปได้ อยา่ งไรก็ตาม ผเู้ รียนที่มคี วามตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษจะไมส่ ามารถใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยี สิ่งอานวย ความสะดวกได้อยา่ งเต็มประสิทธิภาพ หากขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดเทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวก ในกิจกรรมต่าง ๆ การจัดหมวดหมู่และประเภทของเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกจะช่วยให้มองภาพรวมของ เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกได้เข้าใจง่ายและชัดเจนขึ้น ซ่ึงอาจแบ่งประเภทตามลักษณะการจัดให้ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. อุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวก (Assistive technology device) หมายถึง สิ่งของ อุปกรณ์และระบบผลิตภัณฑ์ท่ีช่วยรักษาหรือเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้เรียนท่ีมี ความต้องการ จาเป็นพเิ ศษ 2. บริการเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก (Assistive technology service) หมายถึง บริการ ท่ีช่วยให้ผู้เรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษเลือกการจัดหาและการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี ส่ิงอานวย ความสะดวก ได้แก่

1. การประเมินความต้องการของผู้เรยี นในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ 2. การจดั และการขอรบั อุปกรณ์เทคโนโลยีสง่ิ อานวยความสะดวกในรูปแบบการซ้ือ การเช่า 3. การเลอื ก การออกแบบ การปรับ การนามาใช้ การดูแลรกั ษา การซ่อมแซม หรือการใช้อปุ กรณ์ ทดแทนสาหรบั การทากจิ กรรมต่างๆ 4. การประสานงานและการบริการรปู แบบตา่ งๆ ไดแ้ ก่ การบาบัด การชว่ ยเหลือการใช้บรกิ าร 5. การอบรมและการช่วยเหลือด้านเทคนคิ วิธีการใช้สาหรับผูเ้ รยี นที่มคี วามต้องการจาเปน็ พิเศษ และครอบครัว 6. การอบรมและการช่วยเหลือนกั วิชาชีพ บคุ ลากรและหรือผเู้ กยี่ วข้องกับการดาเนินชีวิตของผเู้ รียน ที่มคี วามต้องการจาเปน็ พิเศษ การจดั แบง่ ประเภทอุปกรณเ์ ทคโนโลยสี งิ่ อานวยความสะดวกสามารถแบ่งได้เปน็ 2 กลุ่มใหญ่ คอื 1. การจดั แบ่งตามประเภทการใชง้ าน 2. การจัดแบ่งตามประเภทความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ ในท่นี ี้ จะกล่าวถึงการจัดแบง่ ตามประเภทการใชง้ าน ดงั น้ี 1. อปุ กรณช์ ่วยในการส่ือสาร (Communication aids) 2. อปุ กรณ์ชว่ ยในการเขา้ ถึงคอมพวิ เตอร์ (Computer access aids) 3. อปุ กรณ์ชว่ ยในการใช้ชีวติ ประจาวนั 4. อุปกรณช์ ว่ ยในการศกึ ษาและเรียนรู้ 5. อปุ กรณ์ช่วยในการเขา้ ถึงสภาพแวดล้อม 6. อุปกรณช์ ่วยในการปฏบิ ัตงิ าน 7. อปุ กรณ์ช่วยในการไดย้ นิ และได้ฟงั 8. อปุ กรณช์ ่วยในการเคล่อื นไหวและการเดินทาง 9. อุปกรณ์ทดแทนอวยั วะท่สี ูญเสยี ไป 10. อุปกรณช์ ่วยในกิจกรรมนันทนาการและงานอดิเรก 11. อปุ กรณช์ ่วยในการน่ังและการเคลือ่ นท่ี 12. อุปกรณ์ชว่ ยในการเหน็ และการอา่ น การออกแบบการเรยี นรูท้ ่ีเปน็ สากล การออกแบบการเรียนรู้ท่ีเป็นสากล Universal Design for Learning: UDL หมายถึง โครงสร้าง หรอื การออกแบบบรรยากาศการเรียนรเู้ พือ่ ให้ผ้เู รียนทกุ คนมโี อกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกันในด้านความรู้และ ทักษะ โดยการออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้มีบรรยากาศท่ีผู้เรียนสามารถเข้าถึงอาคาร สถานที่และสอื่ วสั ดุอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ท่ีจาเป็นสาหรบั การเรียนรู้