Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เล่ม 10 การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

เล่ม 10 การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

Published by boonsong kanankang, 2019-10-03 11:22:50

Description: การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ

Search

Read the Text Version

คำช้ีแจง ชุดเอกสารศึกษาด้วยตนเอง วิชาความรู้พื้นฐานด้านการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการและผู้เรียน ท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษ เร่ือง การจัดการศึกษาสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การเคล่ือนไหว หรือสุขภาพ เล่มนี้ ได้รวบรวมเน้ือหาจากเอกสาร บทความ ของนักวิชาชีพ ทางการแพทย์ ทางการศึกษาพิเศษต่าง ๆ ซ่ึงมีเนื้อหาสาระที่ครูและบุคลากรท่ีสนใจ ควรทราบ ได้แก่ ความรู้ท่ัวไป หลัก เทคนิค วิธีการช่วยเหลือและการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลท่ีมีความ บกพร่องทางร่างกาย หรือการ เคลื่อนไหว หรือสุขภาพ เพื่อให้ครูและผู้สนใจนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการ จัดการเรียนการสอน รวมถึง การพฒั นาศกั ยภาพของผู้เรียนใหม้ ปี ระสิทธิภาพสงู ข้ึนพรอ้ มทัง้ แนวทาง ความรู้แนะนาแก่ผูป้ กครองตอ่ ไป คณะทางาน

สำรบัญ หน้ำ คำนำ คำชแ้ี จง แนวทำงกำรใช้ชดุ เอกสำรศกึ ษำดว้ ยตนเอง หน่วยที่ 1 ควำมรูท้ ว่ั ไปเก่ียวกับบุคคลที่มคี วำมบกพรอ่ งทำงร่ำงกำย หรือกำรเคล่ือนไหว หรอื สขุ ภำพ..........................................................................................................…. 1 ความหมาย…………………………………………………………………………………………………………. 1 สาเหตุ……………………………………………………………………………………………………………….. 1 ลักษณะโรคหรอื สภาวะท่ีทาใหเ้ กิดความบกพร่อง…………………………………………………… 2 ประวตั ิความเปน็ มาของโรงเรียนเฉพาะความพิการด้านร่างกายหรอื การเคลื่อนไหว หรอื สขุ ภาพ ในประเทศไทย………………………………………………………..….……………..…….. 6 หนว่ ยท่ี 2 หลกั กำร เทคนคิ วิธกี ำรชว่ ยเหลือและกำรศึกษำสำหรับบุคคลทีม่ ีควำมบกพร่อง ทำงรำ่ งกำยหรือกำรเคลอื่ นไหวหรือสุขภำพ แนวทำงกำรให้บริกำรช่วยเหลือระยะแรกเริม่ สำหรับบุคคลท่ีมีควำมบกพร่อง ทำงรำ่ งกำย หรอื กำรเคลอ่ื นไหว หรอื สุขภำพ……………………………………………….…….. 8 การให้บรกิ ารช่วยเหลอื ระยะแรกเริ่มสาหรับบคุ คลทีม่ ีความบกพร่องทางร่างกาย หรอื การเคล่ือนไหว หรือสุขภาพ.................................................................................... 8 การบาบดั ฟืน้ ฟสู มรรถภาพของบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางรา่ งกาย หรอื การเคลื่อนไหว หรอื สุขภาพ................................................................................... 15 การพัฒนาทกั ษะการสื่อสารสาหรับบคุ คลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย หรอื การเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ.................................................................................... 16 การสอื่ สารเสริมและทางเลือก....................................................................................... 19 นวัตกรรมและสื่อส่งิ อานวยความสะดวก สอ่ื บรกิ าร และความชว่ ยเหลืออนื่ ใดทางการศึกษา........................................................................ 20 การวดั และประเมินผลสาหรบั บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ.................................………………..………………………….. 32 - การวดั และประเมินผลการเรียนร.ู้ ........................................................................ 32 - การวัดและประเมนิ ผลตามแนวทางของหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551.................................................................................................... 33 - การวดั และประเมินผลโดยการใช้แผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)........... 34

สำรบัญ (ต่อ) หนำ้ กรณศี กึ ษำ.................................................................................................................................................. 35 สรุปสำระสำคัญ………………………………………………………………………………………………………………………….. 37 แหลง่ ข้อมูลเพิ่มเติมทต่ี อ้ งศึกษำ …………………………..……………………………………………………….………..….. 38 บรรณำนุกรม…………………………………………………………………………………………………………………….…….…. 39 แบบทดสอบท้ำยบท งำนเขยี นสะท้อนคิด ภำคผนวก

แนวทำงกำรใช้ชดุ เอกสำรศึกษำดว้ ยตนเอง ทำ่ นทศ่ี ึกษำเอกสำรควรปฏิบตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ี 1. ศกึ ษาขอบขา่ ยของเนื้อหา สาระสาคบั และจดุ ประสงค์ 2. ศึกษาขอบขา่ ยของเนื้อหาและทาความเข้าใจเน้ือหาอยา่ งละเอยี ด 3. ศึกษาแหลง่ ความรูเ้ พิ่มเติม 4. โปรดระลกึ ไว้เสมอวา่ การศึกษาจากเอกสารดว้ ยตนเองเป็นเพียงส่วนหนง่ึ ของการพฒั นาความรู้ ดา้ นการศึกษาพิเศษเทา่ นั้น ควรศึกษาคน้ คว้าและหาประสบการณ์ตรงจากแหลง่ ความรู้อืน่ ๆ เพม่ิ เติม

1 หน่วยที่ 1 ความรทู้ ่วั ไปเกยี่ วกับบุคคลที่มคี วามบกพรอ่ งทางร่างกายหรือการเคลอ่ื นไหวหรือสขุ ภาพ บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ เป็นบุคคลท่ีมีข้อจากัดทาง การเคล่ือนไหว ไม่สามารถใชอ้ วยั วะในการเคล่ือนไหวได้อย่างบุคคลอ่ืนทั่วไป ยังมีปัญหาด้านการสื่อสาร ได้แก่ การพูดและการเขียนร่วมด้วย ซ่ึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดการเรียนรู้ ดังน้ันการจัดการศึกษาสาหรับบุคคล ท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ จึงต้องสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นของ แต่ละคน นอกจากน้ีบุคคลเหล่านี้ยังต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านร่างกาย การเสริมสร้างสุขภาพ การจัดสภาพแวดล้อมและส่ิงอานวยความสะดวก รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเหมาะสม เพ่ือให้ เด็กไดร้ ับการศกึ ษาและการพฒั นาเต็มตามศักยภาพ คู่มือการศึกษา ด้วยตนเองเ ร่ืองความรู้ท่ั วไปเกี่ยวกับ บุคคลท่ีมีควา มบก พร่องทา งร่างกายหรื อ การเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ จัดทาขึ้นเพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ท่ีเกี่ยวข้องได้ศึกษา เกี่ยวกับการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ และ หลักการ เทคนิค วิธีการช่วยเหลือและการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ความหมาย ความหมายทางการศกึ ษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการกาหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 ได้ให้คาจากัดความของบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ โดยแบ่งเปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี 1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคล่ือนไหว ได้แก่ บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วน หรือขาดหายไป กระดูกหรอื กล้ามเนอ้ื ผิดปกติ มีอปุ สรรคในการเคล่ือนไหว ความบกพร่องดังกล่าวอาจเกิดจาก โรคทางระบบประสาท โรคของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก การไม่สมประกอบมาแต่กาเนิด อุบัติเหตุและ โรคติดตอ่ 2. บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่ บุคคลท่ีมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจาตัว ซง่ึ จาเปน็ ต้องได้รับการรักษาดูแลอย่างต่อเน่ืองในโรงพยาบาล และเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาในระบบ ซ่ึงมีผล ทาให้เกดิ ความจาเปน็ ต้องได้รับการศึกษาพเิ ศษ สาเหตุของบคุ คลทมี่ ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรอื สขุ ภาพ สาเหตทุ ที่ าให้เกิดความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพมีได้ต้ังแต่ระยะก่อนคลอด ขณะคลอด และ เกิดขึ้นในภายหลังความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพต้ังแต่แรกเกิด มักมีสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปน้ี (พลตรี แพทยห์ ญิงเฟือ่ งฟ้า คุณาดร : 2543)

2 1. สาเหตุระหว่างมารดาตั้งครรภ์ เป็นช่วงท่ีทารกในครรภ์กาลังมีการพัฒนาโครงสร้างของร่างกาย และอวยั วะตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงคือ ชว่ ง 3 เดือนแรก ถา้ มีความผิดปกตขิ องการตั้งครรภ์ ระยะนี้อาจทาให้ ทารกที่คลอดออกมามีความพิการได้ ตัวอย่างได้แก่มารดาเป็นหัดเยอรมัน หรือมีประวัติการใช้ยา หรือรักษา ด้วยยา สูบบุหร่ี หรือติดเหล้า มารดาเป็นโรคเบาหวาน มารดาได้รับบาดเจ็บหรือการกระทบกระแทกท่ี หน้าท้อง มารดาได้รับกัมมันตรังสี หรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อการเติบโตของเด็ก หรือภาวะทุพโภชนาการ ทาให้ขาดสารอาหาร 2. สาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม มีการถ่ายทอดความผิดปกติมาทางสายเลือด เด็กในครรภ์อาจ ดิน้ ไม่แรง หรือไม่ด้ิน เน่ืองจากมีความผิดปกติของร่างกาย เช่น มีภาวะโรคไขสันหลังฝ่อ หรือเป็นโรคข้อยึดติด หรือเป็นอัมพาตของขาเนื่องจากมีความผิดปกติของการสร้างกระดูกสันหลังท่ีมาห่อหุ้มไขสันหลังในระดับสูง เด็กอาจเป็นโรคกระดกู อ่อนหักง่ายหรอื โรคกลา้ มเนื้อพิการ 3. ความผิดปกติระหว่างคลอดหรือหลังคลอด ภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เช่น คลอดยาก คลอดโดยการใช้เคร่ืองมือหรือผ่าตัดคลอด คลอดท่าก้น คลอดก่อนกาหนดหรือหลังกาหนด เด็กมีปัญหาเรื่อง การหายใจหลังคลอดหรืออาจมีเลือดออกในสมอง ทาให้มีความผิดปกติของสมอง เด็กอาจแสดงอาการหายใจ ลาบาก ตัวอ่อนปวกเปียก ไม่กลืนนม มีอาการชัก หรือซึม เด็กที่คลอดก่อนกาหนด หรือมีน้าหนักตัวน้อย เป็นสาเหตุของสมองพิการชนิดเกร็งได้ (Cerebral palsy) ส่วนเด็กท่ีมีน้าหนักตัวน้อยอาจได้รับอันตราย ระหว่างคลอดทาให้เกิดการบาดเจ็บต่อสมองและไขสันหลังหรือกลุ่มเส้นประสาทเบรเคียล (Brachial Plexus Injury) เด็กท่มี ีอาการตวั เหลอื งหลังคลอดอาจทาใหพ้ ิการชนดิ เคลอ่ื นไหวผิดปกติ สาเหตทุ ท่ี าใหเ้ กดิ ความบกพรอ่ งทางร่างกายหรือสขุ ภาพภายหลงั ไดแ้ ก่ อุบตั ิเหตทุ ี่ก่อให้เกิดอันตราย ต่อสมอง ไขสันหลงั และแขนขา เช่น อบุ ัตเิ หตจุ ากการจราจร การตกจากท่ีสูง การถูกทาร้าย ภาวะที่ถูกไฟไหม้ หรือน้าร้อนลวก ภาวะการอักเสบหรือติดเช้ือของสมอง เย่ือหุ้มสมอง ไขสันหลัง เน้ืองอกของสมองและ ไขสนั หลงั หรอื กระดูก โรคขอ้ อกั เสบรูมาตอยด์ โรคเลือด ทาให้มีเลอื ดออกในขอ้ ใหญ่ ก่อใหเ้ กิดความพิการได้ ลักษณะโรคหรือสภาวะท่ีทาให้เกิดความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ทพี่ บบอ่ ย (พลตรี แพทยห์ ญงิ เฟอื่ งฟาู คุณาดร : 2543) 1. ซีรีบรัล พัลซี (Cerebral palsy) หรือกลุ่มสมองพิการ เป็นสภาวะความผิดปกติของท่าทาง และการเคล่ือนไหว ซงึ่ เกดิ จากพยาธิสภาพในสมอง ในช่วงท่ีสมองกาลังเจริญเติบโตภายใน 8 ปีแรก แต่ถ้าเด็ก มีความพกิ ารทางสมองหลังชว่ งอายุนี้ จะไม่เรียกว่า Cerebral palsy เด็กจะมีความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ของกล้ามเน้ือปาก แก้ม ล้ิน ใบหน้า แขน ขา มีการพัฒนาของปฏิกิริยาตอบสนองต่าง ๆ ของร่างกายผิดปกติ ไม่เป็นไปตามวัย และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระตุ้น เอ็นหรือกล้ามเน้ือผิดปกติ ทาให้มีกล้ามเน้ือหดสั้น และดงึ ใหข้ ้ออย่ใู นลกั ษณะงอหรอื ผิดรปู แบง่ เปน็ กลุ่มใหญไ่ ด้ 2 กลุ่ม คอื 1.1 กลุ่มเกร็ง (spastic) เด็กมีกล้ามเน้ือเกร็ง เคล่ือนไหวได้ช้า ขาอาจมีอาการมากกว่าแขน หรือ มีความผดิ ปกติคร่ึงซีก หรือผดิ ปกติท้ังตวั ทาให้ควบคุมกล้ามเนอื้ คอ ลาตัว แขน และขา ไม่ได้

3 1.2 กลุ่มเคลื่อนไหวผิดปกติ (Dystonia) เด็กไม่สามารถควบคุมให้อยู่น่ิง ๆ ได้ จะมีการแสดงสีหน้า คอบิด แขนงอ หรือเหยียดเปะปะ ท้ังพูดลาบาก กลืนลาบาก อาจมีการกระตุกอย่างรวดเร็ว คล้ายอาการ ขวา้ งลกู บอล เด็กสมองพิการ (Cerebral palsy) มักมีปัญหาทางสายตาหรือการได้ยินร่วมด้วย และอาจมีปัญหา ในการสอื่ ความหมาย เด็กจานวนหนงึ่ อาจมรี ะดับสตปิ ัญญาตา่ 2. กลุ่มท่ีมีความผิดปกติที่ไขสันหลัง กลุ่มแรกได้แก่ กลุ่มท่ีมีความผิดปกติระหว่างการพัฒนา ร่างกายในครรภ์ กระดูกสันหลังที่ห่อหุ้มไขสันหลังไม่เชื่อมติดกัน ทาให้มีการดึงร้ังของประสาทไขสันหลัง บางคร้ังมีน้าในสมองเพ่ิมด้วย เด็กจะมีอาการขาอ่อนแรง ไม่มีความรู้สึก และควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ หรือ ปัสสาวะไม่ได้ กลุ่มที่ 2 เกิดภายหลังจากอุบัติเหตุต่อกระดูกสันหลัง และไขสันหลัง ได้แก่ อุบัติเหตุรถยนต์ ถูกยิง ถูกแทง ตกจากท่ีสูง หรือการติดเช้ือในไขสันหลัง ความรุนแรงข้ึนอยู่กับระดับท่ีได้รับบาดเจ็บ ถ้าเกิด ในระดับท่ีสูงมาก ก็จะมีอาการอัมพาตของแขนและลาตัวร่วมด้วย การที่กล้ามเนื้อลาตัวอ่อนแรงก็จะทาให้ กระดูกสันหลังคด และกล้ามเน้ือที่เป็นอัมพาต มักมีอาการเกร็ง กระตุก เด็กทั้งสองกลุ่มน้ีมีความเส่ียงต่อการ เกดิ แผลกดทบั และการสญู เสียหน้าที่การทางานของไตทาใหไ้ ตวายได้ 3. กลุ่มแขนขาขาด อาจเป็นแต่กาเนิดหรือจากอุบัติเหตุ หรือเป็นมะเร็งของกระดูก ทาให้สูญเสีย แขนขาภายหลัง 4. กลุ่มโปลิโอ เกิดจาการติดเชื้อไวรัสโปลิโอที่ไขสันหลัง ทาให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอัมพาต โดยประสาทรับความรู้สึกยังเป็นปกติ อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นกระจัดกระจาย ไม่เป็นเฉพาะแขน ขา ข้างใดข้างหนึ่ง อาจมีกล้ามเนื้อลาตัวเป็นอัมพาตด้วย กล้ามเน้ือที่อ่อนแรงจะถูกกล้ามเน้ือท่ีแข็งแรงกว่า ดึงให้ข้อผิดรูป ทาให้มีกระดูกสันหลังคด ขาโก่ง เท้าบิด แขนขายาวไม่เท่ากัน เป็นต้น ปัจจุบันกล่าวได้ว่า ประเทศไทยสามารถควบคุมโรคน้ีได้โดยเด็ดขาดหลังจากท่ีมีการระบาดครั้งแรกเม่ือ 50 ปีก่อน แต่ยังอาจพบ ได้ประปรายตามชายแดนของประเทศ 5. ความพิการอื่น ๆ ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม ข้ออักเสบ ข้อติดยึด กระดูกสันหลังฝ่อ กล้ามเนื้อ พกิ าร โรคกระดูกเปราะบางเป็นต้น ลักษณะของบุคคลที่มีความบกพรอ่ งทางรา่ งกายหรือการเคลอื่ นไหวหรือสุขภาพ ความผิดปกติของระบบประสาทที่ทาให้เกิดความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือ สุขภาพ มีดงั นี้ เดก็ สมองพิการ (Cerebral Palsy) คาจากดั ความของเด็กสมองพิการ ภาวะสมองพิการมีผู้ให้ความหายไว้หลากหลายดังนี้ เช่น กิ่งแก้ว ปาจรีย์ (2542) กล่าวไว้ว่า เป็นกลุ่มอาการท่ีมีสาเหตุจากการเคล่ือนไหวและท่าทางโดยท่ีพยาธิสภาพนั้นเป็นแบบคงที่ (Non- progressive pathology)

4 มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ (2540) ได้กล่าวว่าเด็กท่ีมีความบกพร่องทางด้านร่างกายเนื่องมาจาก สมองพิการ คืออาการแสดงในทารกหรือเด็กเล็กท่ีมีพัฒนาการล่าช้าโดยเฉพาะด้านการเคล่ือนไหว ถ้ามีความ ผิดปกติทางการเคลือ่ นไหวอวยั วะในชอ่ งปากจะทาใหพ้ ูดชา้ หรือพดู ไม่ชัด หากมคี วามผิดปกติทางสมองเก่ียวกับ เชาวน์ปัญญา ก็จะช้าทางภาษาและการปรับตัวทางสังคมและที่สาคัญทางกล้ามเน้ือไม่ แข็งแรงอ่อนปวกเปียก มกี ารดงึ ตวั ของเอ็นและข้อต่อต่าง ๆ ทาใหแ้ ข็งและเกร็ง สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541) ได้กล่าวว่า เด็กที่มีความพิการ ทางร่างกาย (สมองพิการ) คือเด็กท่ีมีปัญหาทางการเคลื่อนไหว ซ่ึงอาจเป็นท้ังตัวทาให้เด็กไม่สามารถควบคุม การเคลื่อนไหวของแขน-ขา และร่างกายได้ อาจมีอาการเกร็งหรือตัวอ่อน ไม่มีแรง บางคนเป็นเพียงเล็กน้อย หรือบางส่วน เช่น เป็นเฉพาะแขนหรือขาข้างเดียว หรือสองข้าง เด็กสมองพิการอาจมีความบกพร่องซ้าซ้อน เชน่ บกพร่องทางสติปัญญา บกพรอ่ งทางการเห็น บกพรอ่ งทางการได้ยนิ เปน็ ตน้ สาเหตขุ องการเกดิ ภาวะสมองพกิ าร สาเหตุท่ีทาให้เกิดความพิการร่างกายเน่ืองจากสมองพิการ (Cerebral palsy) ได้มีผู้กาหนดสาเหตุ ทส่ี าคัญ ดงั น้ี รองศาสตราจารย์ แพทย์หญงิ ก่งิ แก้ว ปาจรยี ์ ได้กลา่ วถงึ สาเหตุของภาวะสมองพกิ ารไว้วา่ 1. การขาดออกซิเจนหรอื เลอื ดไปเลีย้ งสมอง เปน็ สาเหตทุ ่ีพบไดบ้ ่อยท่ีสุด 2. ภาวะเลือดออกในสมอง ทาให้เกิดการบาดเจบ็ ของเนอ้ื สมอง 3. ภาวะ Bilirubin เข้าไปสะสมในสมองมากผิดปกติจนเกิดการทาลายเซลล์สมอง ภยันตรายต่อ สมองทท่ี าให้เกดิ สมองพิการ พบได้ 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะก่อนคลอด ในระยะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดานั้น ถ้ามารดามีการติดเช้ือ เช่น หัดเยอรมัน, มีเลือดออก ทางช่องคลอดผิดปกติ ได้รับยาหรือสารพิษบางอย่าง ขาดสารอาหารหรือเจ็บป่วยเร้ือรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหติ สงู ลมชัก ทารกในครรภ์กม็ โี อกาสเส่ยี งสงู ท่ีจะเกิดสมองพิการ 2. ระยะระหวา่ งคลอด ในข้ันตอนของการคลอดทารกมีโอกาสเกิดสมองพิการได้ง่ายจากสาเหตุการขาดออกซิเจน ไปเลี้ยงสมอง เช่นในกรณี รกพันคอ, คลอดลาบาก, สาลักน้าคร่า และครรภ์แฝด เป็นต้น เด็กท่ีคลอดก่อน กาหนด (ก่อน 32 สัปดาห์) หรือมีน้าหนักตัวแรกคลอดน้อยกว่าปกติ (น้อยกว่า 2,500 กรัม) มีโอกาสเสี่ยงสูง ที่จะมีสมองพิการ นอกจากนี้การมีหมู่เลือดของมารดาและบุตรท่ีไม่เข้ากันก็อาจทาให้เกิดภาวะ Hemolysis ในระหว่างคลอดทาให้ระดับ Bilirubin ในเลือดของเด็กสูงผิดปกติจนเกิดการทาลายของเซลล์สมองระยะ ระหวา่ งคลอดเป็นระยะทพ่ี บวา่ เกิดภาวะสมองพิการไดม้ ากท่ีสุด 3. ระยะหลังคลอด สาเหตุที่ทาให้เกิดภาวะสมองพิการในช่วงหลังคลอด ได้แก่ การอักเสบติดเชื้อของระบบ ประสาทสว่ นกลาง การสาลกั อาหารลงปอดและอุบตั ิเหตุต่าง ๆ เช่น ถูกรถชนหรอื จมน้า (ก่ิงแก้ว ปาจรยี ์. 2542)

5 การแบ่งชนิดของเดก็ พิการ ประเภทของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายเน่ืองมาจากสมองพิการ (Cerebral palsy) ได้มี ผ้แู บ่งประเภทไว้ดงั นี้ ก่งิ แก้ว ปาจรีย์ (2542) ไดก้ ลา่ วถงึ การแบง่ ของเด็กสมองพกิ าร ดังนี้ 1. แบง่ ตามลกั ษณะความผดิ ปกติของกลา้ มเน้ือและการเคลอ่ื นไหว Spastic เป็นลักษณะท่ีพบได้มากท่ีสุด คือ ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ป่วยเด็กสมองพิการทั้งหมด โดยตรวจพบอาการเกร็งกระตุก (Spasticity) ของกล้ามเน้ือแขน ขา และลาตัว บางรายจะเกร็งมาก จนไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อต่าง ๆ ได้ รีเฟล็กซ์ไวกว่าปกติ มี ancle clonus และมักพบว่ามีปัญหาแทรกซ้อน เรอื่ งข้อยึดตดิ (Joint Contracture) Dyskinetic เด็กกลุ่มน้ีมีอาการเคล่ือนไหวของแขน ขา และลาตัวผิดปกติ ได้แก่ ลักษณะ athetoid มีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ควบคุมไม่ได้อย่างช้า ๆ เหมือนราละคร อาจมีใบหน้าและล้ิน ที่ดูบิดเบ้ียว มักพบในระยะท่ีเกิดอันตรายจากสมองส่วน Basal Ganglia เน่ืองจากมี Hyperbilirubimia หรือขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง การเคล่ือนไหวที่ผิดปกติแบบ Athetoid แต่เร็วกว่าส่วนแบบ Ataxia มีความ ผิดปกติในการทรงตัวจะพบไดน้ อ้ ย Hypotonic พบได้น้อยมาก มีลักษณะแขน ขา และลาตัว อ่อนปวกเปียก สามารถดัดข้อต่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมือและข้อเท้าได้เกินพิสัยปกติของข้อลักษณะ Hypotonia มักเปลี่ยนรูปแบบอื่น ๆ เช่น Spastic หรือ Athetoid เม่ือเดก็ โตขึ้น Mixed เด็กบางรายอาจมีลักษณะผิดปกติดังกล่าวเบ้ืองต้นปนกัน ท่ีพบบ่อยคือแบบ Spastic กับ Athetoid 2. แบ่งตามสว่ นของร่างกาย Hemiplegia พบความผดิ ปกติในการเคล่ือนไหวแขนขาซกี หน่ึงของรา่ งกาย Paraplegia พบความผดิ ปกตใิ นการเคลื่อนไหวของขาทงั้ สองข้าง Quadriplegia พบความผดิ ปกตใิ นการเคลื่อนไหวของทงั้ แขนและขาท้ัง 2 ข้าง Diplegia พบความผิดปกติในการเคล่ือนไหวของทั้งแขนและขาทั้ง 2 ข้าง แต่ขามีอาการ รุนแรงมากกว่าแขนเป็นแบบที่พบได้บ่อยที่สุดในปัจจุบัน มักพบในเด็กท่ีคลอดก่อนกาหนดและมีน้าหนักแรก คลอดนอ้ ยกว่าปกติ 3. แบ่งตามความรนุ แรงของอาการ Mild มคี วามผิดปกตนิ อ้ ย เด็กสามารถดาเนนิ กิจวัตรประจาวนั ได้ด้วยตนเอง ต้องการความ ช่วยเหลอื เพียงเลก็ นอ้ ย Moderate เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง ต้องอาศัยการดูแลช่วยเหลือจากผู้อื่นมาก พอสมควรและมักตอ้ งใชอ้ ุปกรณช์ ว่ ย Severe เด็กไมส่ ามารถชว่ ยเหลือตนเองในชีวิตประจาวนั ได้

6 มูลนธิ ิอนเุ คราะหค์ นพิการ ได้แบง่ ประเภทความพกิ ารไว้ดงั น้ี 1. แบบแข็งเกร็ง (Spasticity) จะมีแขนขาเกร็งเคลื่อนไหวช้าและยากส่วนท่ีแข็งเกร็งจะปรากฏ ตามส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายคอื 1.1 แบบคร่ึงซีก (Spasticity Hemipigia) จะมีแขนและขาซีกหน่ึงแข็งเกร็งโดยแขนจะมีลักษณะ งอและหมนุ บิดเขา้ ไปขา้ งใน มือกาแน่น ส่วนขาจะงอเขา้ ข้างในและยนื ดว้ ยปลายเทา้ เฉพาะข้างทมี่ ีอาการเกรง็ 1.2 แบบคร่ึงท่อน (Spasticity Diplegia) จะมีอาการเกร็งของขามากกว่าแขน ซึ่งแขนจะทางาน ได้แตไ่ มป่ กติ ส่วนลักษณะของขาจะหมุนบิดเข้าข้างในและหนีบ กางขาลาบาก เด็กกลุ่มนี้จะยืนเดินในลักษณะ เขยง่ ปลายเทา้ เป็นสว่ นใหญ่ 1.3 แบบทั้งตวั (Spasticity Quadriplegia) จะมีอาการเกรง็ ทั้งตัว การขยับศีรษะจะทาได้ลาบาก แขนจะมีลักษณะงอและหมุนบิดเข้าข้างใน มือกา ขาจะอยู่ในลักษณะหนีบและหมุนเข้าข้าง ในส่วนปลายเท้า จะอย่ใู นลักษณะเขย่งปลายเทา้ 2. แบบเคลื่อนไหวไม่ได้ (Athetoid) จะมีอาการกล้ามเน้ือแขน ขา เปล่ียนแปลง อาการเกร็ง ในลักษณะแข็งและอ่อนสลับกันร่วมกับมีการบิดหมุนของแขน ขา โดยไม่ต้ังใจ ท่ีใบหน้าอาจจะเห็นว่ามีอาการ คล้ายกลา้ มเนอื้ กระตกุ มักพดู ไม่ค่อยชัด ทาให้มปี ญั หาในการสอื่ สารกบั คนทั่วไป 3. แบบควบคมุ การทรงตัวไม่ดี (Ataxia) จะมีอาการเคล่ือนไหวแบบส่ันท่ีสังเกตเห็นชัด คือ ขณะท่ี กาลังใช้มือหยิบจับสิ่งของ ขณะยืนจะยืนในลักษณะกางขาออกมากเนื่องจากมีปัญหาในการทรงตัว และการ ปรบั สมดุลรา่ งกาย (ศิรพิ ร สหสั สานนท์. 2544; อ้างอิงจาก มลู นธิ ิอนุเคราะหค์ นพกิ าร. 2540) ประวัติความเป็นมาของโรงเรียนเฉพาะความพิการด้านร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ ในประเทศไทย โรงเรียนเฉพาะความพิการด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพในประเทศไทย เร่ิมจาก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ได้ก่อต้ังและจดทะเบียน ชื่อ “มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ” เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2497 และด้วยพระมหากรุณาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงรับไว้ ในพระราชูปถัมภเ์ ม่ือ พ.ศ. 2499 งานของมูลนิธิ ฯ เริม่ จากการใหบ้ รกิ ารสอนหนงั สือแก่เด็กป่วยเป็นโรคโปลิโอ ซ่ึงอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยผู้อาสาสมัครสอนเป็นแพทย์ พยาบาล นักศึกษาแพทย์และพยาบาล ต่อมาเม่ือ มีจานวนเด็กป่วยเป็นโรคโปลิโอเพ่ิมมากข้ึน ในปี พ.ศ. 2501 หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ซ่ึงเป็นประธานมูลนิธิฯ ในขณะน้ันจึงได้ขอครูจากกองการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ มาช่วยสอน 1 คน ใน ปีน้ันมีนักเรียน 17 ถึง 25 คน โดยนกั เรยี นแต่ละคนมีพน้ื ความรู้ตง้ั แต่ระดบั เด็กเลก็ ถงึ ระดับเตรยี มอดุ มศึกษา ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 มูลนิธิฯ ได้ก่อต้ังศูนย์บริการเด็กพิการในที่ราชพัสดุ ตาบลบางตลาด อาเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นท่ีต้ังของมูลนิธิฯ ในปัจจุบัน เพื่อให้บริการที่พักและเล้ียงดูเด็กพิการจาก ตา่ งจังหวดั ซง่ึ อย่ใู นระหว่างรอและรับการบาบัดรักษาที่โรงพยาบาลในกรงุ เทพมหานคร เม่ือวันท่ี 28 มิถุนายน 2504 กระทรวงศึกษาธิการอนุญาตให้มูลนิธิฯ ต้ัง “โรงเรียนสอนเด็กพิการ” ในบริเวณเดียวกับศูนย์บริการเด็กพิการ เพื่อให้การศึกษาแก่เด็กพิการท่ีไม่เคยเรียนหนังสือถึงระดับ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6

7 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จเปิดโรงเรียนในวันท่ี 11 กุมภาพันธ์ 2508 และ พระราชทานพระนามของพระองค์เป็นชอื่ “โรงเรยี นศรีสังวาลย์” นับได้ว่ามูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ เป็นองค์กรเอกชนแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ให้บริการฟ้ืนฟูสมรรถภาพเด็กพิการด้านร่างกายและการเคล่ือนไหวรวมท้ังเด็กพิการทางร่างกายเนื่องจาก สมอง (Cerebral Palsy: CP) อย่างครบวงจรท้ังด้านการแพทย์ การศึกษา สังคม และอาชีพ โดยศูนย์บริการ เด็กพิการ ให้บริการด้านการแพทย์ รวมทั้งท่ีพัก การเลี้ยงดู เส้ือผ้า อาหาร เครื่องช่วยคนพิการ และ กายอุปกรณ์ เป็นต้น พร้อมกับการให้บริการพาเด็กไปรับการตรวจ วินิจฉัย รักษา ผ่าตัด พักฟ้ืน และ บาบัด ฟืน้ ฟูสมรรถภาพที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ส่วนโรงเรียนศรีสังวาลย์ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษา สังคม และอาชพี ปีพุทธศักราช 2539 กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศจัดตั้ง “โรงเรียนศึกษาพิเศษขอนแก่น” สังกัด กองการศึกษาเพื่อคนพิการ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการศึกษา แก่เด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ และสนองนโยบายการขยายโอกาส ทางการศึกษาของเด็กพิการ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2534 โดยอาศัยอานาจตามความในมาตรา 4 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 และนโยบายการจัดการศึกษา พิเศษ ในแผนพัฒนาการศึกษาระยะท่ี 8 (พ.ศ. 2540-2544) โรงเรียนได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระนามาภิไธยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็นช่ือโรงเรียนว่า “โรงเรียนศรีสังวาลขอนแก่น” ต้ังแตว่ ันที่ 18 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นมา ปีพุทธศักราช 2544 กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศจัดต้ัง “โรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่” เม่ือวันที่ 26 สิงหาคม 2544 เป็นโรงเรียนการศึกษาพิเศษสาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซ่ึงตรงกับวันท่ี 21 ตุลาคม 2543 โดยจัดการศึกษาแบบสหศึกษาต้ังแต่ระดับชั้นเตรียมความพร้อมถึงชั้น มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ในปัจจุบันการจัดการศึกษาสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ อยู่ภายใต้การดูแลของสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ในรูปแบบของศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะความพิการ โรงเรียน ที่จัดการศึกษาแบบเรียนร่วม อีกท้ังยังมีการจัดการศึกษาและให้การฟ้ืนฟูในรูปแบบของหน่วยงาน โรงเรียน เอกชน โรงพยาบาล โรงเรียนอาชีวศึกษา มูลนิธิ สมาคม มหาวิทยาลัย รูปแบบการจัดการศึกษาที่จัดให้กับ ผทู้ ่มี คี วามบกพรอ่ งทางรา่ งกายหรอื การเคล่ือนไหวหรือสุขภาพก็แตกต่างกันออกไป ข้ึนอยู่กับความสนใจความ สมัครใจของผู้ปกครองและผู้ท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพเอง ระดับ ความสามารถท่ยี ังหลงเหลืออยู่ ฐานะทางการเงินทสี่ ามารถจะเลือกวธิ ีฟน้ื ฟูและหนว่ ยงานตามความต้องการได้

8 หนว่ ยที่ 2 หลักการ เทคนคิ วธิ กี ารชว่ ยเหลอื และการจดั การศึกษา สาหรับบุคคลทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางรา่ งกายหรือการเคล่ือนไหวหรอื สุขภาพ แนวทางการให้บริการช่วยเหลอื ระยะแรกเรม่ิ สาหรับบคุ คลทมี่ ีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลอ่ื นไหวหรอื สุขภาพ กระบวนการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคล่ือนไหวหรือสุขภาพ มุ่งให้การช่วยเหลือ ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ สติปัญญาอยา่ งเต็มศกั ยภาพตามความจาเป็นพเิ ศษของแต่ละบุคคล มดี ังนี้ 1. การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคล่ือนไหวหรอื สุขภาพ 2. การบาบัดฟ้ืนฟูสมรรถภาพของบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือ สุขภาพ 3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือ สขุ ภาพ 4. การส่ือสารเสรมิ และทางเลือก 5. นวตั กรรมและสอ่ื ส่งิ อานวยความสะดวก สอ่ื บริการและความช่วยเหลืออ่นื ใดทางการศกึ ษา 1.-การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การ เคลื่อนไหวหรอื สุขภาพ กระบวนการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การเคล่ือนไหวหรือสุขภาพเป็นระบบในการให้บริการด้านต่าง ๆ โดยเร็วท่ีสุดแก่บุคคลที่มีความเส่ียงทุกระดับ ทันที ตั้งแต่แรกเกิดหรือทันทีที่ได้รับการวินิจฉัยหรือประเมินคัดกรองว่ามีความพิการหรือมีความบกพร่อง การให้ความช่วยเหลือมุ่งเน้นการให้ความรู้กับพ่อแม่และครอบครัว ท้ังนี้ มุ่งพัฒนาบุคคลที่มีความบกพร่อง ให้ได้รับบริการจากนักวิชาชีพที่หลากหลายทั้งด้านการศึกษา ด้านสุขภาพอนามัย การบาบัดรักษา ตลอดจน ป้องกันความพิการท่ีจะเกิดขึ้น เพ่ือให้เด็กมีพัฒนาการไปตามข้ันตอนเช่นเดียวกับบุคคลท่ัวไปหรือใกล้เคียง บุคคลทั่วไปมากท่ีสุด สาหรับบุคคลท่ีพบความพิการภายหลังจะมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพให้อยู่ในสังคมได้ อยา่ งปกตสิ ุขโดยอาศัยความรว่ มมือจากครอบครวั ชุมชน สถานศึกษา และหน่วยงานทเี่ กีย่ วข้อง

9 การจัดการเรียนการสอนสาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคล่ือนไหว หรอื สุขภาพ หลักสตู รสถานศกึ ษา หลักสูตรสถานศึกษา ควรเป็นหลักสูตรท่ีเหมาะสมกับลักษณะความพิการ ข้อจากัด และความ ต้องการจาเปน็ ของนักเรยี น ได้แก่ 1. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ประเภทบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ พ.ศ. 2546 โดยมีการปรับเน้ือหาการเรียนรู้และคุณลักษณะตามวัย ที่สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนและ ความจาเปน็ แตล่ ะบคุ คลของนักเรียน 2.-หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 สาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางรา่ งกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ สามารถเรียนได้ท้ัง 8 กลุ่มสาระ โดยการปรับเน้ือหาและกิจกรรม ท่ีเหมาะสมกับสภาพของนกั เรยี น 3.-หลักสูตรสถานศึกษาสาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือ สขุ ภาพ หอ้ งเรยี นพิการซอ้ น (ห้องเรยี นทกั ษะการดารงชวี ติ : Independent Living Class) 4.-หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคลื่อนไหวหรอื สขุ ภาพ ทจ่ี บการศกึ ษาแล้วไม่สามารถเข้าเรยี นร่วมในสถาบันการศกึ ษาอ่ืนได้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้ การจดั การเรยี นการสอนสาหรบั นักเรียนทค่ี วามบกพรอ่ งทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ ครูผู้สอนต้องศึกษาทุกรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน ได้แก่ ลักษณะความบกพร่อง ข้อจากัด ศักยภาพ ความสามารถพ้ืนฐาน การดาเนินชีวิตประจาวัน สภาพครอบครัว ความต้องการพ้ืนฐาน องค์ประกอบในการ จัดการเรียนรู้ ทฤษฎีการรับรู้ เรียนรู้ วิธีการจัดการช้ันเรียน การจัดสภาพแวดล้อม การจัดบรรยากาศ ในชั้นเรียน รูปแบบการสอน เทคนิคการสอน การพัฒนาทักษะท่ีจาเป็น จิตวิทยา และการวัดผลและ ประเมนิ ผล สิ่งเหลา่ นเ้ี ปน็ สิ่งท่มี คี วามสาคญั และจาเปน็ ทสี่ ดุ การวางแผนการจดั การเรียนการสอนจึงต้องวางแผน ใหส้ อดคล้องกับธรรมชาติและรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูจึงต้องรอบรู้และมีความรู้ความเข้าใจ มีเทคนิค ในการจัดการ รู้จักเลือกใช้ทักษะที่เหมาะสม มีเจตคติท่ีดีต่อการพัฒนานักเรียน เพ่ือให้เป้าหมายทางการเรียน บรรลุตามตัวชว้ี ดั และนักเรียนไดร้ ับการพัฒนาตามศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ น้ัน ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าควรดาเนินการอย่างไร แต่มีหลักการกว้าง ๆ ไว้เป็นแนวทางในการศกึ ษาทาความเขา้ ใจ และนาไปประยุกต์ใช้ใหเ้ หมาะสมกับนักเรียน เนื่องจากนักเรียนกลุ่มน้ี มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ครูจึงต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ท้ังน้ีมีแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูล นักเรียนเพอื่ การนามามาใช้ให้เกดิ ประโยชน์ ดงั นี้

10 1. การวเิ คราะหผ์ ู้เรยี น ครูต้องศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนเป็นรายบุคคลอย่างละเอียด ชัดเจน และนาข้อมูล ที่ได้มาจาแนก จัดกลุ่ม วางแผน เพื่อการช่วยเหลือหรือส่งเสริมพัฒนา ใช้ประกอบการออกแบบการจัดการ เรียนการสอน การจัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์เครื่องช่วยท่ีเหมาะสม และเพื่อท่ีผู้สอนจะได้ทราบว่าผู้เรียน มคี วามพรอ้ มในการเรยี นมากนอ้ ยเพียงใด ท้งั นี้ ครสู ามารถนาขอ้ มูลเดิมของนักเรียนท่ีมีอยู่แล้วมาประกอบการ วิเคราะห์ ได้แก่ ข้อมูลจากตัวนักเรียน ข้อมูลทางการแพทย์ ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้ปกครองแฟ้มสะสม ผลงานนักเรียนและขอ้ มูลอ่ืน ๆ ท่เี กยี่ วขอ้ ง โดยศกึ ษาขอ้ มูลพ้ืนฐานท้งั 5 ดา้ น ประกอบดว้ ย 1.1 ด้านรา่ งกาย ควรศึกษาพฤตกิ รรมดา้ นร่างกายของผู้เรียนเกย่ี วกับพฒั นาการทางด้านร่างกาย สุขภาพ และการเจรญิ เตบิ โต การใชก้ ลา้ มเน้ือมัดเล็ก กล้ามเน้ือมัดใหญ่ ข้อจากัดทางด้านร่างกาย ความสามารถ ทางด้านการได้ยิน การมองเห็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนเพ่ือหาทางในการแก้ไข ส่งเสรมิ และพัฒนาใหผ้ ู้เรียนมพี ัฒนาการและความพรอ้ มทางดา้ นร่างกายให้มากย่ิงข้ึน 1.2-ด้านอารมณ์ ควรศึกษาพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ จิตใจ เพ่ือส่งเสริม พัฒนาให้ผู้เรียน มีพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ และเพ่ือใช้เป็นข้อมูลในการปรับพฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาให้เป็นพฤติกรรม ท่ีพึงประสงค์ เช่น ผู้เรียนมีลักษณะนิสัยและมีพฤติกรรมการแสดงออกอย่างไร เหมาะสมกับวัยหรือไม่ การปฏิบัติตนขณะอยูร่ ่วมกับบคุ คลอนื่ ๆ ในสงั คมเป็นอย่างไร มีพฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาใดบ้าง ลักษณะการเกิด พฤติกรรมเป็นอย่างไร เกิดข้ึนบ่อยเพียงใด มีความรุนแรงของพฤติกรรมอย่างไร ส่งผลต่อการปฏิบัติกิจกรรม ทางการเรยี นและการดาเนินชีวิตอย่างไร เปน็ ตน้ 1.3 ด้านสังคม ควรศึกษาพฤติกรรมด้านสังคมของผู้เรียนเก่ียวกับความสามารถในการปรับตัว การทางาน การปฏิบัติกิจกรรม และการดารงชีวิตร่วมกับผู้อื่น การยอมรับ และการเคารพกฎกติกา ข้อตกลง ของการอยู่ร่วมกันในสังคม เพ่ือหาทางแก้ปัญหา หรือส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางสังคมที่ดี และ มีพฤติกรรมทพ่ี งึ ประสงค์ เช่น การมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม การมีมารยาทท่ีดี การมีลักษณะนิสัย ทด่ี ใี นการอนุรักษ์ รกั ษา ธรรมชาติและสภาพแวดลอ้ ม เปน็ ต้น 1.4 ด้านสติปัญญา ด้านสติปัญญาของผู้เรียน เพ่ือให้สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์ โดยศึกษาเก่ียวกับความสามารถพ้ืนฐานทางการเรียน ความพร้อมทางการเรียน ความสามารถในการรับรู้ เรียนรู้ ความสามารถในการแสวงหาความรู้และการพัฒนาตนเอง เช่น การใช้ทักษะ การสื่อสาร ความสามารถในการคิด ตัดสินใจ ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการให้เหตุผล ความคดิ สร้างสรรค์ เปน็ ต้น 1.5 ข้อมูลจาเป็นอ่ืน ๆ ควรศึกษาข้อมูลท่ีจาเป็นอ่ืน ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา การวิเคราะหผ์ ู้เรียน ใหม้ ีความชดั เจนและเปน็ ประโยชน์ต่อการชว่ ยเหลอื พฒั นานักเรียน เชน่ ภมู ิหลงั ครอบครัว ประวัติการเจ็บป่วย โรคประจาตัว รายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ข้อมูลพฤติกรรมในห้องเรียน พฤติกรรมนอกห้องเรียน ความต้องการจาเป็น ศักยภาพ ความถนัด และความสนใจ เป็นต้น เม่ือครูผู้สอน ทาการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนครบทั้ง 5 ด้าน แล้ว ครูผู้สอนสามารถนาข้อมูลท่ีได้มาวางแผนจาแนก จัดกลุ่มนักเรยี นเพื่อวางแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คลและออกแบบการจดั การเรียนการสอน ดงั นี้

11 1. นักเรยี นทเี่ รยี นได้ตามหลกั สตู ร 2. นกั เรยี นท่เี รียนได้แต่ต้องปรับหลักสูตร ได้แก่ ปรับตัวชี้วัด ปรับกิจกรรมการเรียนการสอน ปรบั วิธกี ารวดั ประเมินผล เช่น การตัด ปรับ หรือ ลด ให้สอดคล้องกับความสามารถพ้ืนฐานและความต้องการ จาเปน็ ในการดารงชวี ิตปัจจบุ นั และอนาคต 3. นักเรียนท่ีมีปัญหาความพิการซ้อน (สติปัญญา) เรียนตามหลักสูตรพิการซ้อน (ทักษะการ ดารงชีวติ : Independent Living Class : ILC) หลักการพนื้ ฐานในการปรับหลกั สูตร 1. ปรับหลักสูตร ตามความพร้อมของนักเรียน โดยพิจารณาจากความสามารถพื้นฐานท่ีได้จากการ วิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล 2. ปรบั ตวั ชว้ี ดั เนือ้ หา กจิ กรรมการจัดการเรียนการสอน สื่อ วิธีการ เครื่องมือ หรือเกณฑ์การวัดผล ประเมินผลสอดคล้องกับลักษณะความพิการ ขอ้ จากดั และศกั ยภาพของนักเรียนรายบุคคล 3. ส่ิงท่ีปรับควรเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือความสามารถพื้นฐานของนักเรียน ควรเป็นสิ่งที่เป็น รูปธรรม ใกลต้ วั สอดคลอ้ งกบั ชวี ิตประจาวัน สง่ เสรมิ ให้นกั เรยี นมโี อกาสพัฒนาตนเอง นาไปสู่การปฏิบัติได้จริง และมเี จตคติท่ดี ที างการเรยี น เมอื่ มีโอกาสประสบความสาเร็จ 4. เนื้อหาท่ีปรับอาจจาเป็นต้องตัดหรือแบ่งออกเป็นข้ันตอนเล็ก ๆ อย่างเช่ือมโยงกันจนครบถ้วน หรอื จาแนกเนอ้ื หาใหม่ ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับศกั ยภาพของนักเรียน 5. คานึงถึงข้อจากัดของนักเรียนรายบุคคล โดยไม่ควรนามาเป็นส่ิงที่ปิดกั้นหรือก่อให้เกิดอุปสรรค ทางการเรยี น เช่น หลีกเล่ียงการใช้ไมบ้ รรทัดกบั นกั เรียนท่มี ีอาการเกรง็ หลกี เลย่ี งการอา่ นออกเสียงคล่องแคล่ว กบั นกั เรียนท่ีพูดชา้ พดู ไม่ชัด ลดจานวนแบบฝึกทักษะสาหรับนกั เรียนทป่ี ฏบิ ัตกิ ิจกรรมไดช้ า้ เปน็ ตน้ 6. นักเรียนจะมีส่วนร่วมและเกิดแรงจูงใจ ถ้าสิ่งที่เรียนมีความสาคัญและน่าสนใจต่อตนเอง เช่น นักเรียนที่มีความบกพร่องในระดับปานกลางถึงมาก สิ่งที่เรียนควรจะเป็นไปประโยชน์นาไปใช้ได้ทันที ในการดารงชวี ติ ประจาวนั 7. คานงึ ถงึ ขอ้ จากัดทางด้านประสบการณต์ รงของนักเรยี น การปรบั วธิ กี ารสอน การปรับวิธีการสอน ควรปรับให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการจาเป็นของผู้เรียน โดย พิจารณาวา่ ส่วนท่ีปรับมคี วามสาคัญและจาเปน็ อยา่ งไร ครอู าจเลือกใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย เช่น การสาธิต และให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ การชี้แนะ ช่วยเหลือ หรือคอยบอกให้ทา โดยครูอาจต้องใกล้ชิดและ สอนนักเรียนเปน็ รายบุคคล สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการถาม-ตอบ และเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมปรับ และยืดหยุ่นเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเรียน ทั้งนี้ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเป็นส่ิงที่ มีความสาคัญมาก จึงควรสนใจและใส่ใจนักเรียนรายบุคคลเป็นพิเศษ มอบหมายงานท่ีเหมาะสม เด็กบางคน อาจท้อถอย ถา้ ตอ้ งใชเ้ วลานานมากกวา่ จะไปถึงจุดหมายปลายทาง จงึ ควรกาหนดเป้าหมายระยะส้ันเพื่อให้เกิด โอกาสประสบความสาเรจ็ ในการพฒั นา

12 การปรบั สื่อการเรยี นการสอน การปรับสื่อการเรียน เช่น แบบฝึกหัด หนังสือเรียน เทป เคร่ืองคอมพิวเตอร์ CD/VCD MP3 ฯลฯ จะชว่ ยให้นักเรียนที่มคี วามบกพรอ่ งไมม่ ากนัก สามารถเรียนหลักสูตรเดียวกันท้ังช้ันเรียนได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยน อย่างอื่นมากนัก เมื่อจะเลือกหรือปรับสื่อให้พิจารณาวิธีการนาเสนอแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ถ้าการอ่านและเขียน เป็นปัญหาใหญ่สาหรับเด็กก็ควรใช้เทปเสียง CD/VCD MP3 เทปวีดีทัศน์ ภาพ หรืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม ในด้านการใชส้ อ่ื ที่เปน็ เอกสารมวี ธิ ีการปรบั และเลือกใช้ ดังนี้ 1. ปรับเอกสารแบบเรียนท่ีมีอยู่แล้ว โดยอาจทาการปรับขนาด ปรับความยากง่ายของเน้ือหา เลอื กใช้ขอ้ มูลเพยี งบางเนื้อหา หรอื อาจจดั กลุ่มเนื้อหาใหม่ใหม้ ีความสอดคล้องกับผู้เรียน เช่น ปรับภาษาให้ง่าย กว่าเดิม ไม่ซับซ้อน เลือกคาศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจาวัน ลดความยาวของเน้ือเร่ือง ครูจะต้องตัดสินใจแบ่ง ส่ิงท่ีจะสอนออกเป็น 3 ระดับ คือ สิ่งท่ีต้องรู้ ควรรู้ และสิ่งที่จะรู้ด้วยก็ได้แต่ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร โดยพิจารณาปรับ ตามลาดับขัน้ ตอน ดังน้ี 1.1-ระดับความสามารถของนักเรียนส่วนใหญ่ หากนักเรียนมีระดับแตกต่างกันมากอาจต้องทา 2 ชุด อย่างไรก็ตามหาเกณฑ์ความสามารถกลางของนักเรยี นส่วนใหญ่วา่ จะอยทู่ ี่ความยากงา่ ยเพยี งใด 1.2 ตัดสินใจวา่ จะใหเ้ น้ือหาส่วนไหน เป็นส่ิงท่ีนกั เรยี น\"ตอ้ งรู้\" \"ควรรู้\" และ \"รไู้ ด\"้ 1.3 ตัดสินใจเรื่องคาศัพท์และภาษาท่ีจะใช้ ที่สาคัญเม่ือเปล่ียนแปลงตรงไหน ตัดทอนตรงไหน จะตอ้ งทาใหต้ อ่ เน่ืองสมา่ เสมอ ไม่ใชใ่ ชบ้ ้าง ไมใ่ ช้บา้ ง 1.4 คดิ กจิ กรรมทจ่ี ะใชส้ อนคาศัพท์ หรอื ความหมายของภาษาไว้ดว้ ยพร้อมกัน โดยเฉพาะกิจกรรม ท่ีใหน้ กั เรียนปฏิบตั ิ ตลอดจนส่ือที่ใช้เพ่ือใหเ้ กิดความเข้าใจในสงิ่ ทีเ่ รียน 1.5 ปรบั เกณฑ์การวัด โดยปรบั เปล่ียนเรม่ิ ตง้ั แต่จดุ ประสงคเ์ ปน็ ต้นมา 1.6 เมื่อปรับเปล่ียนเนื้อเรื่อง ศัพท์ วิธีการสอนและการวัดผลแล้ว ตรวจให้แน่ใจว่าไม่มี สื่อหรือ กจิ กรรมไหนทม่ี องขา้ มไปไม่ได้ปรบั ถา้ จะใหด้ ีควรตรวจสอบหลายๆครง้ั 2. นาเอกสารอ่นื มาใช้ทดแทนตามความจาเป็น 3. ทาเอกสารขน้ึ มาใหม่ โดยผ่านการวิเคราะห์ และจดั ทาขนึ้ โดยคานึงถึงประโยชน์ และความสะดวก ท่ีคาดวา่ นักเรียนจะได้รบั เช่น ทาหนังสือเล่มเล็ก ๆ เปน็ เรอ่ื งเกีย่ วกับตัวฉัน ครอบครัวของฉัน หอ้ งเรียนของฉัน โรงเรียนของฉัน เม่ือฉันไปเที่ยวที่ต่าง ๆ เช่น สวนสัตว์ ทะเล ฯลฯ ส่ือเหล่านี้จะมี ความหมายและน่าสนใจ สาหรับนักเรียนเพราะเป็นเรื่องของนักเรียนเอง มีข้อมูลจริง เช่น สูงเท่าไร หนัก เท่าไร อายุเท่าไร เกิดเม่ือไร อยู่ทีไ่ หน เปน็ ต้น 4. ใชว้ ิธกี าร 1 - 3 รวมกนั การผลิตหรอื เลอื กใช้สื่อการสอน ครูผู้สอนควรผลิตหรือเลือกใช้ส่ือการสอน ท่ีจะให้ผลคุ้มค่าในการช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และ ประสบการณแ์ ก่ผู้เรยี น โดยควรยดึ หลักการดังตอ่ ไปนี้ 1. เน้นจุดเดน่ ที่ต้องการใชป้ ระโยชน์ 2. ลดรายละเอยี ดที่มากไป

13 3. ใชภ้ าษาที่ง่าย (ประโยคต้องสั้น คาศพั ท์เขา้ ใจง่าย) 4. สอนศพั ท์ทสี่ าคัญก่อนจะเรม่ิ ใช้ 5. มรี ูปภาพ หรือแผนภูมิประกอบ 6. ใหค้ าแนะนาหรือคาใบเ้ มือ่ ตอ้ งการใหน้ ักเรียนตอบ 7. เปดิ โอกาสให้เปลยี่ นหรอื แก้คาตอบได้ 8. ตวั พิมพอ์ า่ นง่าย ตวั หนังสอื มาตรฐาน รปู แบบไม่สบั สน การวิเคราะหแ์ ละปรับตัวช้ีวดั การวิเคราะห์และปรับตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับนักเรียน (กรณีนักเรียนเรียนได้) หากนักเรียนท่ีเรียน ไม่ได้ ใหย้ ึดตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ให้ความหมายของมาตรฐานการ เรียนรแู้ ละตวั ช้ีวัดไว้ ดงั น้ี มาตรฐานการเรียนรู้ หมายถึง สิ่งท่ีผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ท่ีพึงประสงค์ท่ีต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากน้ัน มาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็น กลไกสาคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท้ังระบบเพราะมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนให้ทราบว่าต้องการ อะไร ต้องสอนอะไร จะสอนอย่างไรและประเมินอยา่ งไร รวมทง้ั เปน็ เคร่อื งมือในการตรวจสอบ เพื่อการประกัน คุณภาพการศกึ ษา ตัวช้ีวัด หมายถึง สิ่งท่ีผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมท้ังคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ัน ซ่ึงสะทอ้ นถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นาไปใช้ในการกาหนดเน้ือหา จัดทาหนว่ ยการเรยี นรู้ จดั การเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สาคญั สาหรบั การวัดและประเมนิ ผล เพื่อตรวจสอบ คณุ ภาพผเู้ รียน ดังน้ันการวิเคราะห์ตัวช้ีวัดในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ และปรับตัวช้ีวัดท่ีเหมาะสมกับนักเรียน (กรณีนักเรียนเรียนได้) หากนักเรียนที่เรียนไม่ได้ให้ยึดตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เป็นการ วิเคราะห์ตัวช้ีวัดในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้และแต่ละระดับช้ันเรียนท่ีครูผู้สอนจะต้องปฏิบัติก่อน ทาการ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือให้ตัวช้ีวัดที่ปรับแล้ว ผู้เรียนสามารถลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ได้ วัดและ ประเมินผลได้ ซ่ึงจะทาให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ และบรรลุเป้าหมาย ของหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 ควรปรับให้สอดคล้องกับนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง ทางรา่ งกายหรอื การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพแลว้ แนวการสอนนักเรยี นทม่ี คี วามบกพร่องทางด้านรา่ งกายหรือการเคล่อื นไหวหรอื สุขภาพ 1. ในช่วั โมงเรยี นฝกึ ให้เด็กนัง่ ตัวใหต้ รงแมว้ ่าจะมีปญั หากต็ ามแต่เดก็ ตอ้ งใช้ความพยายาม 2.-ครูจะต้องทาความเข้าใจกับกลไกการทางานของเครื่องมือต่าง ๆ ท่ีติดมากับตัวเด็กเพ่ือจะได้ ไมเ่ ปน็ อปุ สรรคในการสอนของครู 3. ฝกึ ใหเ้ ดก็ ใช้คอมพิวเตอรเ์ พื่อใช้พิมพแ์ ทนการเขียน

14 4. การใหเ้ ด็กเข้ารว่ มกจิ กรรมควรคานึงถึงความเหมาะสมกับสภาพของเดก็ 5. ครูควรให้เวลาในการทางาน หรอื ทากิจกรรมใหม้ ากขึน้ 6. เน้นการพฒั นาทางจิตใจเพื่อใหเ้ ดก็ มีภาพพจน์ท่ีดีเกยี่ วกบั ตนเองและยอมรบั ความเปน็ จริง 7. เนน้ การส่อื สารเพือ่ ให้ส่ือความหมายกับผอู้ ืน่ โดยสือ่ หลากหลาย 8. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงมีประโยชน์ต่อการนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน มากท่ีสดุ 9. ควรจดั การศึกษาพเิ ศษต้งั แต่ระดับอนุบาล 10. จดั เดก็ พกิ ารทไี่ ม่มีปญั หาดา้ นอนื่ เข้าเรยี นร่วมกับเดก็ ท่ัวไป 11.-ครูควรขอคาแนะนาจากนักกายภาพบาบัด นักกิจกรรมบาบัดเพื่อช่วยให้ครูจัดกิจกรรม การ เรยี นรไู้ ดเ้ หมาะสมกับข้อจากัดในการเคลื่อนไหวของเด็กมากย่ิงขึ้น 12. ใหเ้ ด็กใช้ปากกาหรอื ดนิ สอทเี่ ขียนออกง่ายโดยไม่ต้องใช้แรงกดมาก 13. อัดเทปให้เดก็ ฟงั แทนการโน้ตย่อกรณที ีเ่ ปน็ ขอ้ ความยาวหลายหนา้ กระดาษ 14. สอนเป็นรายบุคคล การจัดประสบการณ์ให้เด็กเหล่านี้สาคัญมาก เพราะเด็กเหล่าน้ีไม่ค่อยได้รับ ประสบการณ์ตรง การให้ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ การออกศึกษานอกสถานท่ีจึงเป็นส่ิงจาเป็น ครูจะต้องมีทักษะ ในการกระตุ้นเด็กท่ีมีความคับข้องใจ และเด็กท่ีมักแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวให้เรียนรู้และทากิจกรรม รวมท้ัง มีทักษะในการจัดการกับอารมณ์รุนแรงของเด็ก อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการสอนบางอย่างการสอนเป็นกลุ่ม กย็ ังจาเป็นอยา่ งยิ่ง 15.-เด็กพิการทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ ถ้าร่างกายพิการอย่างเดียวไม่มี ความพิการซ้อนจะสามารถเรียนร่วมชั้นปกติได้ เพราะไม่มีความผิดปกติด้านอ่ืน ๆ เช่น สมองในเด็กท่ีมี ความพกิ ารซ้อนอยูน่ นั้ จาเปน็ ต้องใหค้ วามชว่ ยเหลือเป็นพิเศษ 16. การใช้วิธีการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีการเปล่ียนพฤติกรรมท่ีเราไม่ต้องการให้เป็นพฤติกรรม ทส่ี งั คมยอมรับโดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การใหร้ างวัล การทาสญั ญา ฯลฯ 17. การใชว้ ิธกี ารต่าง ๆ ในการสอนการรับรู้ท้ังการเห็นและการได้ยิน โดยนาเอาเกม นิทาน รูปภาพ บทกลอน โคลง แบบฝึกหัด ฯลฯ มาใช้ฝึกเด็กให้สามารถบอกความแตกต่างของส่ิงที่มองเห็นหรือได้ยิน มีความประสานสัมพันธ์ของตาและการเคล่ือนไหวของร่างกาย สามารถมองเห็นความคงที่ของรูปทรง เช่น วิธี สอนการอ่านแบบให้ดูแล้วพูดตาม การให้ฟังคาหรือประโยคแล้วหาเสียงสระหรือพยัญชนะ การให้หาส่ิงของ จากรูปภาพ เป็นตน้ 18. การใช้อุปกรณ์การเรียนการสอน เช่น เคร่ืองพิมพ์ดีดไฟฟ้า แผ่นพลาสติก ครอบแป้นพิมพ์ โต๊ะ คอกสาหรบั ยนื ท่เี ปดิ หน้าหนังสอื ฯลฯ 19. การเพ่ิมเติมหลักสูตร อันอาจจะมีประโยชน์อย่างมากสาหรับเด็กร่างกายพิการเหล่านี้ เช่น การ ฝึกการเคล่ือนไหว โดยการสอนให้วางแผนการเดินทางในบริเวณโรงเรียน อาจช่วยให้บางคนประหยัดแรงงาน ที่เด็กพิการร่างกายมีจากัด เด็กในระดับช้ันมัธยมการสอนทักษะการเขียนเป็นสิ่งจาเป็นต้องทาต่อเนื่อง ท้ังการเขียนด้วยมือและพิมพ์ดีด หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และอาจจะสอนเพิ่มเติมในเรื่องของการขับรถ

15 นนั ทนาการ การใช้เวลาว่าง การบริหารรา่ งกายตา่ ง ๆ เทา่ ที่จะทาได้ เช่น วา่ ยนา้ รวมทัง้ เพศศกึ ษาดว้ ย 20. การให้ความชว่ ยเหลอื การเรียน อาจทาได้ ดงั นี้ - ใชก้ ารติดกระดาษบนโตะ๊ เพ่ือเขยี นหนังสือ - ผกู ดินสอกบั โตะ๊ จะได้หมดปัญหาในการก้มเกบ็ เวลาดนิ สอตก - อนญุ าตใหเ้ ดก็ ตอบคาถามปากเปล่า หรืออดั เทปสง่ งานแทนการเขยี นจดให้ - ให้สมุดจดบันทึกของครแู ก่เดก็ พกิ ารทีเ่ ขยี นช้าหรืออาจใหเ้ พือ่ นใช้กระดาษ คารบ์ อน - ให้เด็กใชส้ ะพายกระเป๋าสาหรับขนหนังสือและอปุ กรณก์ ารเรียนจากห้องหน่ึง ไปยังอกี หอ้ งหนึง่ เมอ่ื เด็กต้องใช้ไมค้ า้ ยนั - ใหเ้ วลาสอนเดก็ พิการทเ่ี ขยี นช้ามากกว่าคนอ่นื ๆ - ใหเ้ วลาเดก็ พิการมากขน้ึ หรือใหง้ านใหน้ อ้ ยลง - ชว่ ยเหลอื ในการเคลื่อนไหว เช่น จัดสถานที่เรยี นให้สะดวกแกเ่ ดก็ - บรกิ ารด้านอปุ กรณ์จาเป็น เชน่ เคร่ืองพิมพ์ดีด โต๊ะ 2. การบาบัดฟื้นฟูสมรรถภาพของบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหว หรือ สขุ ภาพ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ อาจมีความบกพร่อง หลายอย่างในบุคคลเดียว การฟื้นฟูสมรรถภาพความพิการจึงจาเป็นต้องมีหลายด้านตามสภาพความบกพร่อง ของนักเรยี นแต่ละบุคคลซึง่ การบาบัดฟื้นฟูตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ กายภาพบาบัด เปน็ การฟืน้ ฟสู มรรถภาพทางร่างกายตงั้ แตแ่ รกเริ่มในด้านต่าง ๆ เชน่ การทรงตัว การน่ัง หรือการยืน ทรงตัวเพ่ือกระตุ้นให้เด็กได้เคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ในลักษณะที่ถูกต้อง เป็นพ้ืนฐานในการเคลื่อนไหว ที่ถูกต้องต่อไป นักกายภาพบาบัดจะเริ่มจากการตรวจประเมินพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและการทรงท่า เพ่อื วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ซ่งึ มีหลักการรักษาทางกายภาพบาบัด ดังน้ี 1. ปรับและควบคุมความตึงตัวของกล้ามเนื้อให้ใกล้เคียงภาวะปกติมากที่สุด และป้องกันการผิดรูป ของขอ้ ต่อต่าง ๆ โดยเทคนิคกระบวนการทางกายภาพบาบัด ไดแ้ ก่ 1.1. การจัดท่าให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอยู่ในแนวที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น การจัดท่านอนหงาย โดยใชห้ มอนหนุนบริเวณศีรษะและใต้สะบักให้อยู่ในท่างอเล็กน้อย และรองใต้เข่าให้มีการงอเล็กน้อย ให้มีการ งอสะโพกและข้อเข่าเพื่อช่วยลดอาการเกร็งของขา 1.2. การเพิ่มช่วงการเคล่ือนไหวของข้อต่อและความยาวของกล้ามเน้ือ ทาได้โดยการยืดเหยียด กล้ามเน้อื เพ่อื ลดการหดส้นั และนามาซึง่ ความผิดรูปของข้อต่อ เช่น การยืดแขน โดยใช้มือกางเหยียดนิ้วหัวแม่มือ พรอ้ มทงั้ น้วิ ทงั้ สี่ออก กระดกข้อมือหงายมือพร้อมเหยียดศอกจนเต็มช่วงการเคลื่อนไหว และการยืดขา โดยจับ ขอ้ เข่าให้งอเลก็ น้อย อกี มอื จบั ขอ้ เทา้ ให้กระดกขน้ึ มากทสี่ ุดเท่าท่ีจะทาได้ ค่อย ๆ ดนั ใหข้ ้อเขา่ และขอ้ สะโพกงอ

16 2. กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้รูปแบบ การเคล่ือนไหวท่ีปกติและสามารถรักษาสมดุล เพื่อทรงท่าอยู่ได้ โดยการฝึกรูปการเคลื่อนไหวและการทรงท่าที่ถูกต้องตามพัฒนาการท่ีปกติหรือใกล้เคียงปกติ เช่น การฝึกชัน คอ พลิกตะแคงตัว การลุกขึน้ นั่ง การนั่งทรงตวั การคืบ การคลาน ยืน และเดิน การฝึกการทรงตัว เช่น การฝึก ทรงตัวบนบอลเพื่อส่งเสริมการทางานของกล้ามเนื้อเพ่ือควบคุมการทรงท่า หรือการเดินบนทางแคบ เดินบน พน้ื ผิวทมี่ ลี ักษณะต่างกัน 3. การใชเ้ คร่อื งช่วยและอุปกรณ์พิเศษทางกายภาพบาบัด เพ่ือใช้ในการจัดท่าทาง เพื่อส่งเสริมให้เกิด ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือท่ีควบคุมการทรงท่า และจากัดท่าทางหรือการเคล่ือนไหวที่ผิดปกติ เช่น หมอนรูป ลมิ่ อปุ กรณ์ฝึกยืน หรืออุปกรณ์ทชี่ ว่ ยในการเคล่ือนท่ี เช่น อุปกรณฝ์ ึกเดิน กิจกรรมบาบัด เป็นการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางร่างกาย เพื่อเน้นด้านการช่วยเหลือตนเองตามศักยภาพให้ได้มากท่ีสุด สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี สามารถอยู่ได้โดยไม่เป็นภาระแก่ชุมชนและสังคม นักกิจกรรมบาบัด จะมีการตรวจประเมินพัฒนาการด้านใช้กล้ามเน้ือมัดเล็กและสติปัญญา ฝึกการกระตุ้น พัฒนาการในทุกด้าน การฝึกการดูดเค้ียว และการกลืน การฝึกทักษะการทากิจวัตรประจาวัน การฝึก การเคล่ือนไหวของแขนและมือ เตรียมความพร้อมในการเขียน ป้องกันข้อติดแข็งและการผิดรูปของข้อต่อ กระตุ้นการรับรู้ระบบประสาทสัมผัสการจัดระเบียบการรับรู้และตอบสนองรวมท้ังการปรับสภาพแวดล้อม และทอ่ี ยอู่ าศัย การแก้ไขการพูด ในส่วนเด็กท่ีมีความบกพร่องทางการพูดจะต้องฝึกการควบคุมน้าลาย การกลืน การเค้ียวอาหาร นกั อรรถบาบัดจะทาการตรวจประเมินความสามารถทางดา้ นภาษาและการพดู กระต้นุ ฝกึ และแก้ไขการพดู ศลิ ปะบาบัดและดนตรีบาบดั เป็นกิจกรรมเสริมเพ่ือพัฒนาเด็กท่ีมีความแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ ให้มีการพัฒนาอย่างเหมาะสม ตามศักยภาพโดยคานึงถึงความสนกุ สนาน ความต้องการธรรมชาติรวมถงึ ความจาเปน็ ของเด็กเป็นรายบคุ คล 3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หรือสขุ ภาพ การส่ือสารเป็นวิธีที่จะทาให้เข้าใจข้อความท่ีส่งจากบุคคลหนึ่ง ซ่ึงแสดงให้รู้ถึงความคิดความ ต้องการและความรู้สึกต่าง ๆ ไปยังคนอ่ืน เด็กท่ีสามารถได้ยินเสียงจะสื่อสารโดยการพูด การสื่อสารวิธีอ่ืน ๆ ไดแ้ ก่ ทางเสยี ง เช่น การหวั เราะ ร้องไห้ การเคลือ่ นไหวรา่ งกาย เช่น ผงกหวั การแสดงสีหน้า เชน่ ยม้ิ ท่าทางตา่ ง ๆ เช่น โบกมอื บ๊ายบาย การชี้มือหรอื จ้องมองดว้ ยสายตา การเขยี นหรอื วาด 3.1 ปญั หาการสื่อสารในเด็กสมองพิการ เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และมีปัญหาด้านการเคล่ือนไหว สาเหตุหลักอย่างหน่ึง มาจากภาวะสมองพิการ เด็กสมองพิการบางคนอาจมีปัญหาเรื่องการพูดและการกลืน เน่ืองจากกล้ามเนื้อที่ใช้

17 ในการพดู การกลืนและการหายใจ ทางานไม่ประสานกัน หรือพูดช้าเน่ืองจากความผิดปกติทางการได้ยิน หรือ ระดับสติปัญญาตา่ กว่าปกติ เดก็ สมองพกิ ารสว่ นใหญ่สามารถได้ยนิ เสยี ง โดยจะได้ยินและเขา้ ใจกอ่ นที่จะพดู ได้ สาหรับเด็ก ท่ีมคี วามยากลาบากในการควบคมุ การเคลอ่ื นไหวศีรษะ ใบหน้า ปากและล้ิน จะส่งผลให้พูดได้ลาบากและพูด ไม่ชัด หากผฟู้ ังไมเ่ ข้าใจในส่งิ ทเ่ี ดก็ พยายามพดู อาจทาใหเ้ ด็กทอ้ แท้และหมดความพยายาม ภาวะสมองพิการ ทาใหก้ ล้ามเนื้อมีความตึงตัวผิดปกติ มีท้ังความตึงตัวต่า ทาให้เด็กมีร่างกาย อ่อนปวกเปียกและความตึงตัวสูง ทาให้ร่างกายแข็งเกร็ง มีความลาบากในการควบคุมการเคล่ือนไหว ของร่างกายและอวัยวะท่ีเกี่ยวข้องการพูด เช่น เคลื่อนไหวน้อย กล้ามเน้ือต่าง ๆ ทางานไม่ประสานกันและ ไม่ ต่อเนื่อง บางคนอาจมีความพิการซ้อน และอาจมีปัญหาพฤติกรรมอารมณ์ การรับรู้ เช่น วอกแวกง่าย ความสนใจสน้ั อารมณ์ไมค่ งทีแ่ ละอาจมปี ญั หาการเรียนรูด้ ้านการอา่ นและการเขยี นรว่ ม ปัญหาทางภาษาและการพูดลา่ ชา้ ไมส่ มวยั ของเด็กสมองพิการ ซง่ึ เดก็ อาจจะทาตามคาส่ังไม่ได้ ฟังคาพูดไม่เข้าใจ พูดประโยคสั้น ๆ เนื้อหาไม่สมบูรณ์ พูดไม่ชัด เสียงพูด ความดัง และจังหวะพูดผิดปกติ เด็กสมองพิการจะต้องได้รับการกระตุ้นการทางานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ท่ีร่างกายและอวัยวะท่ี เกี่ยวข้องกับ การพูด ได้แก่ ริมฝีปาก ลิ้น ขากรรไกรโดยเร็วที่สุด เพ่ือฝึกให้สมองส่วนท่ีเกี่ยวกับการรับรู้และการเคลื่อนไหว ทางานประสานกันไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ กอ่ นจะฝกึ ให้เปลง่ เสยี งเปน็ ขั้นตอนตามลาดบั ตอ่ ไป กระบวนการแกไ้ ขการพดู ในเดก็ สมองพกิ าร ดาเนนิ การ ดังนี้ 1. การประเมนิ ดา้ นการส่ือความหมาย การประเมนิ ดา้ นเสียงพูด การประเมินการได้ยิน การประเมิน ดา้ นภาษา 2. การประเมินด้านเสียงพูด ได้แก่ กลไกการออกเสียงพูด การหายใจ โครงสร้างและการทางานของ อวัยวะทใ่ี ชใ้ นการพูด ระบบการรบั ความรู้สกึ ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือ 3. เสยี งพดู คณุ ภาพเสียง การเปลง่ เสียงพูด ความกอ้ งกงั วานของเสยี ง 4. การประเมินด้านภาษา ทาได้โดยการประเมินคร่าว ๆ การประเมินโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน การประเมนิ การเรียนรู้คาศพั ท์เทียบกับพฒั นาการของเด็กปกติ วธิ กี ารฝึกพูด 1. การฝกึ พดู ในเด็กเล็ก - อวยั วะทใี่ ชใ้ นการฝกึ พดู การดดู การกลืน - การรบั ความร้สู กึ สมั ผัส - ลดความผิดปกติของกล้ามเนอื้ เชน่ การเกรง็ - กระตุ้นการทางานของกลา้ มเนื้อและอวยั วะ - จัดสถานการณก์ ารให้เด็กมีโอกาสฝึกฝนทักษะดา้ นภาษา

18 2. การฝกึ พดู ในเดก็ โต - ฝกึ ให้ใชอ้ วัยวะรับความรู้สึกทางประสาทสมั ผสั ทกุ อยา่ ง - จดั ให้เดก็ ได้รบั ประสบการณ์ทางสง่ิ แวดลอ้ มเทา่ ที่จะทาได้ - กระตุน้ ใหเ้ ด็กเลน่ เสยี งเป็นพน้ื ฐาน - กระตนุ้ ให้ใช้การพูดสอ่ื สาร กรณีเด็กพูดไดบ้ า้ ง - กระตุน้ พัฒนาความคิดรวบยอด - ฝึกใช้ระดับเสยี งตา่ ง ๆ - แกไ้ ขการพูดสาหรับเดก็ พดู ไม่ชดั หลักการฝกึ - อยู่ในท่าท่ผี ่อนคลาย ทา่ นง่ั ท่ีเหมาะสมตอ่ การฝกึ พูด คือ เดก็ นั่งตัวตรง ศีรษะตรง - ส่งเสริมใหก้ นิ อาหารและดม่ื ในท่าท่ถี ูกต้องซึ่งจะเปน็ การเตรียมความพร้อมสาหรับการพูด - ผู้ฝึกนั่งหันหน้าเข้าหาเด็ก พูดคุยกับเด็กโดยอยู่ในระดับสายตาที่เด็กสามารถมองเห็นและมี สมาธิ - พดู กบั เด็กโดยใช้คาพยางคเ์ ดียวหรอื ประโยคส้ัน ๆ อาจใช้ท่าทางประกอบเพื่อให้ง่ายต่อการ เขา้ ใจ - ใหเ้ วลาเด็กในการตอบสนอง - ยอมรับวธิ กี ารสอื่ สารทเ่ี ด็กใช้ และให้คาชม - กระต้นุ ครอบครัวเพ่อื ให้โอกาสเดก็ ในการส่ือสารผา่ นทางเลือกตา่ ง ๆ - หากฝึกไประยะเวลาหนึ่งแลว้ ยังไมไ่ ด้ผล ควรเลือกวิธีการสื่อสารวิธอี นื่ คาแนะนาในการฝึก ระยะที่ 1 เด็กเริ่มสนใจส่ิงแวดล้อม แต่ยังไม่เข้าใจคาศัพท์ต่าง ๆ สามารถส่ือสารได้โดยการแสดงสีหน้าและ เปล่งเสียง ควรเรียกช่ือเด็ก และให้คาชมหรือย้ิมและพูดคุยด้วยเม่ือเด็กมองตอบ ควรแสดงออกทางใบหน้า ใหช้ ัดเจน เมื่อเด็กเปล่งเสียงให้เลยี นเสยี งเด็กและพูดคุยด้วย สอนเดก็ ถงึ เสียงตา่ ง ๆ ในชีวิตประจาวัน และบอก ความหมายของเสยี งนั้น ระยะท่ี 2 ถึงแม้จะยังพูดไม่ได้ เด็กสามารถเข้าใจและเลียนเสียงคาต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเข้าใจการแสดง ท่าทางต่าง ๆ ในระยะน้ีเด็กจะสอ่ื สารโดยใชท้ ่าทางและเปล่งเสยี งที่ใกล้เคียงกับคาพูด ให้เด็กเล่นของเล่นต่าง ๆ ที่มีเสียงหลากหลายอธิบายหรือบอกเด็ก เมื่อทาส่ิงต่าง ๆ อาจร้องเพลง ให้เดก็ ฟงั เพื่อให้เกดิ การเรียนรู้ ให้เด็กทาท่าทางตามท่ีบอก เช่น โบกมือบ๊ายบาย, จับมือกัน พยายามเข้าใจเสียงที่เด็กเปล่งออกมา และสอนใหพ้ ูดชอื่ ส่งิ ต่าง ๆ เช่น พดู วา่ “บอล” เมอื่ เลน่ บอล

19 ระยะท่ี 3 เด็กพดู คาพยางคเ์ ดียวได้ และทาท่าประกอบคาพดู นัน้ เล่นเกมกับเด็ก และใช้คาพูดประกอบการเล่นน้ัน เช่น เล่นเกมต่อบล็อกไม้ พูดชื่อส่วนต่าง ๆ ของ รา่ งกายและเสือ้ ผา้ เมื่ออาบนา้ และแต่งตวั ให้เด็ก ให้เด็กเลือกของเลน่ หรืออาหาร ถามเด็ก เชน่ “หนจู ะด่มื นมหรอื น้า” “หนูจะเล่นลกู บอลหรือตุก๊ ตาดี” สังเกตการตอบสนองของเด็ก เชน่ คาพูด การเปลง่ เสยี ง การมองหรอื ใชน้ วิ้ ชี้ ระยะที่ 4 เด็กพดู ประโยคส้ัน ๆ 2-3 คาได้ รู้จักถามคาถาม เล่าเร่ืองต่าง ๆ ให้เด็กฟังและถามคาถามเก่ียวกับเร่ืองน้ัน เช่น ให้เด็กช้ีรูปภาพ บอกชื่อคนหรือ สิ่งของ เปน็ ต้น สอนให้พูดคา 2 คาติดกัน เช่น “ใส่เสื้อ” สอนเก่ียวกับท่ีอยู่ของคนและส่ิงของ เช่น “ลูกบอลอยู่ บนโต๊ะ” “แม่อยขู่ ้าง ๆ หน”ู เป็นตน้ สนใจเมื่อเด็กพูดแม้คาพูดจะไม่ชัดเจน เพราะเด็กจะรู้สึกสับสน ท้อแท้ หากไม่สามารถบอกให้ผู้อื่น เขา้ ใจได้ หากฝึกไปเปน็ เวลาหลายเดือนแลว้ เดก็ ยงั ไม่สามารถสือ่ สารด้วยวธิ ีนีไ้ ด้ ใหฝ้ กึ การส่อื สารวธิ อี ่ืน การฝึกพูดสาหรับเด็กสมองพิการต้องคานึงถึงระดับสติปัญญา การได้ยิน ปัญหาด้านร่างกายและ จิตใจ ถ้าพบว่าเด็กมีสติปัญญาด้านใด ควรปรึกษาผู้เช่ียวชาญเฉพาะทางช่วยแก้ไขปัญญาก่อนขอทาการฝึกพูด หรอื อาจจะทาควบค่กู นั ไป ซง่ึ จาเป็นต้องอาศยั การประสานงานระหว่างบคุ ลากรหลายอาชีพ สิ่งสาคัญอย่างหน่ึง คือความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองกับทีมงานผู้ให้การรักษา เนื่องจากต้องเป็น ผ้ดู แู ลเด็กมากท่สี ดุ และเป็นผ้ทู ต่ี อ้ งนาวธิ ีการไปฝกึ ปฏิบัติกับเด็กท่ีบ้านได้ 4. การสอ่ื สารเสริมและทางเลือก ในกรณีที่เด็กพูดได้ลาบากหรือพูดไม่ได้ อาจใช้วิธีส่ือสารอื่น ๆ เช่น ใช้มือช้ีหรือใช้การมอง หรือใช้ การเคลื่อนไหวศีรษะหรือแขน ครอบครัวต้องให้กาลังใจและชมเชยเม่ือเด็กพยายามส่ือสารด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เดก็ อยากสื่อสารและพยายามใช้คาพูดตา่ ง ๆ มากขึน้ การถามคาถาม ถ้าแน่ใจว่าเด็กสามารถเข้าใจได้ ให้ทาสัญญาณแทนคาว่า “ใช่” “ไม่ใช่” อาจใช้ การเปล่งเสียงหรือการเคล่ือนไหว เช่น กระพริบตาเม่ือตอบว่า “ใช่” หรือยกมือเม่ือตอบว่า “ไม่ใช่” การใช้ แผ่นภาพ ถ้าเดก็ ไม่สามารถยกมือหรอื ทาสญั ลกั ษณ์ตา่ ง ๆ ได้อาจใชแ้ ผน่ ภาพเพ่อื การส่ือสารอาจตัดรูปภาพจาก หนงั สอื พิมพ์หรือปฏทิ ิน นารปู ภาพทตี่ ดั มาติดกบั กระดาษแข็งหรือไม้กระดาน ทาเป็นเล่ม เพื่อสะดวกตอ่ การใช้ การช้ีรูปภาพ จัดให้เด็กอยู่ในท่าท่ีสบายและผ่อนคลายสามารถมองเห็นรูปภาพได้ชัดเจน อธิบาย เก่ยี วกับรูปใหเ้ ด็กเข้าใจบอกใหเ้ ด็กชท้ี ีร่ ปู ท่ีตอ้ งการหรืออยากทา การแก้ปญั หา - ถา้ เด็กยกแขนได้ แต่แบมือไม่ได้ อาจใหช้ รี้ ปู ภาพดว้ ยกาปั้น - กรณยี ่ืนแขนไปยังรูปภาพไมไ่ ด้ เพราะขอ้ ศอกเกรง็ งอ อาจใชเ้ ครอ่ื งดามเพอื่ จดั ให้ขอ้ ศอกเหยยี ด - ชี้รูปภาพต่าง ๆ แทนเด็ก กรณีท่ีเด็กไม่สามารถชี้ได้ด้วยตนเอง ให้เด็กเปล่งเสียงหรือเคล่ือนไหว

20 บางอย่างเมอื่ คุณชี้ไปยงั ภาพท่เี ด็กเลอื กหรอื สังเกตจากสายตา ภาษามือ เด็กสมองพิการบางรายท่ีเคล่ือนไหวแขนและขาได้ดีอาจเรียนการใช้ภาษามือได้ สาหรับ เด็กบางรายที่เคล่ือนไหวมือได้ลาบาก อาจทาท่าเฉพาะของตนเองขึ้นมา ทุกคนควรพยายามเข้าใจท่าทางนั้น ของเดก็ การส่อื สารทางเลือก นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ ส่วนใหญ่มักมีปัญหา การส่ือสาร ทั้งการส่งข้อมูลและการรับข้อมูล ในนักเรียนที่มีความยากลาบากในการควบคุมการทางาน ของกล้ามเน้ือที่ใช้ในการพูด เช่น ในเด็กสมองพิการท่ีมีอาการเกร็งของกล้ามเน้ือ เราพบว่านักเรียนจะมี ความยากลาบากในการเปล่งเสียงพูดหรือไม่สามารถเปล่งเสียงพูดได้ นักเรียนจึงไม่สามารถสื่อสารบอก ความต้องการหรือแสดงความคิดเห็นผ่านการสื่อสารด้วยการพูดได้ ดังนั้นครูผู้สอนควรตระหนักถึงความสาคัญ ของการสื่อสารของนักเรียน โดยการนาการส่ือสารเสริมและทางเลือกอื่น (Augmentative and Alternative Communication หรือเรียกย่อ ๆ ว่า AAC) มาช่วยในการสื่อสารของนักเรียน เพ่ือช่วยให้นักเรียนสามารถ สื่อสารกับผู้อ่ืนในฐานะผู้ส่งสาร และสามารถเข้าใจในสิ่งที่ครูหรือบุคคลอ่ืนสื่อสารด้วย ซึ่งจะนาไปสู่การ มีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน การเข้าใจกันระหว่างครูและนักเรียน และที่สาคัญนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้ผ่านการ ส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพได้ดีข้ึน เช่น การทากระดานส่ือสาร สมุดภาพสื่อสาร หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถบันทึกเสียง การพิมพ์คอมพิวเตอร์เพ่ือการส่ือสาร กระดานคาศัพท์ โปรแกรมปราศรัย โปรมแกรม วาจา และกระตนุ้ ใหน้ ักเรยี นชสี้ ัญลกั ษณ์รูปเพือ่ สือ่ สารแทนการพูด 5. นวตั กรรมและสือ่ สงิ่ อานวยความสะดวก สอ่ื บริการและความช่วยเหลอื อน่ื ใดทางการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใด ทางการศกึ ษาสาหรับนักเรียนทมี่ ีความบกพรอ่ งทางร่างกายหรือการเคลอ่ื นไหวหรือสุขภาพ เป็นท่ีทราบกันดีว่า นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพสามารถเรียนรู้ได้ตามเน้ือหาหลักสูตร โดยท่ัวไป แต่มีข้อจากัดในการเคล่ือนไหวของร่างกาย การทรงท่า การเข้าถึงสภาพแวดล้อม การควบคุม การทางานของกล้ามเนื้อมือในการเขียน การควบคุมอวัยวะในการพูด การอ่าน และทักษะในการดารงชีวิต ประจาวัน เช่น การรับประทานอาหาร การแต่งกาย การแปรงฟัน เป็นต้น ครูผู้สอนจาเป็นต้องมีการปรับ เน้ือหาของกิจกรรมและจัดหาเทคโนโลยีส่ิงอานวยสะดวก (Assistive Technology : AT) เพ่ือเสริมศักยภาพ ใหเ้ หมาะสมกบั นักเรียนแต่ละบุคคล ซ่ึงในบทที่ 6 ประกอบด้วยเน้อื หา ดังนี้ 5.1 ความหมายเทคโนโลยีส่งิ อานวยสะดวก 5.2 หลกั การ และกระบวนการใหบ้ รกิ ารเทคโนโลยีสง่ิ อานวยความสะดวก 5.3 ประเภทเทคโนโลยี ส่งิ อานวยความสะดวก 5.3.1 เทคโนโลยสี ่ิงอานวยความสะดวกช่วยในการสอื่ สาร 5.3.2 เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกช่วยในการเขียน 5.3.3 เทคโนโลยีสง่ิ อานวยความสะดวกช่วยในการอา่ น 5.3.4 เทคโนโลยีสง่ิ อานวยความสะดวกช่วยในการคดิ คานวณ

21 5.3.5 เทคโนโลยสี ิ่งอานวยความสะดวกชว่ ยในการเขา้ ถงึ การใช้งานคอมพวิ เตอร์ 5.3.6 เทคโนโลยสี ิ่งอานวยความสะดวกช่วยในการทากิจกรรมพลศึกษาและนันทนาการ 5.3.7 เทคโนโลยสี ิง่ อานวยความสะดวกชว่ ยในการจัดทา่ ทาง 5.3.8 เทคโนโลยสี งิ่ อานวยความสะดวกชว่ ยในการเคล่อื นไหว 5.3.9 การปรบั สภาพแวดล้อมท้ังในและนอกห้องเรยี น 5.3.10 เทคโนโลยสี ง่ิ อานวยความสะดวกช่วยในการทากิจวตั รประจาวัน 5.1 ความหมายเทคโนโลยสี ่ิงอานวยสะดวก ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ให้คาจากัดความ “เทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก” (Assistive Technology: AT) ไว้ว่า เป็นเคร่ืองมือ อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์ หรอื บริการทใ่ี ช้สาหรบั คนพิการโดยเฉพาะ หรือท่ีมีการดัดแปลงหรือปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการ จาเป็นพิเศษของคนพิการแต่ละบุคคล เพื่อเพ่ิม รักษา คงไว้ หรือพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่จะเข้าถึง ขอ้ มลู ขา่ วสาร การสอ่ื สาร รวมถึงกิจกรรมอืน่ ใดในชีวิตประจาวนั เพ่อื การดารงชวี ิตอิสระ” อาจกล่าวว่าเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก เป็นส่ิงท่ีช่วยบุคคลท่ีมีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพตามความตอ้ งการพเิ ศษดงั นี้ 1. ปรบั ปรงุ ความสามารถในการปฏบิ ัติงาน (functioning capability) 2. เพม่ิ ความสามารถในการปฏบิ ัตงิ าน 3. รกั ษาระดบั ความสามารถในการปฏิบัติงาน 4. การสนับสนุนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเน้ือหาและรายละเอียดของกิจกรรมต่าง ๆ ท้ัง ในด้านการเรยี นรู้ การดารงชีวติ และการพ่ึงพาตนเองอย่างอสิ ระ ประโยชนแ์ ละความสาคญั เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกจึงมีความจาเป็นสาหรับบุคคลท่ีมีความต้องการพิเศษ โดยเฉพาะ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษอุปกรณ์เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกช่วยให้นักเรียนเข้าถึง/ทากิจกรรม ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันด้วยตนเองมากข้ึนและง่ายข้ึน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในสถานศึกษา กิจกรรมทางสังคม กจิ กรรมกฬี าและนันทนาการ จงึ ถือไดว้ า่ เปน็ ส่งิ ที่ชว่ ยเปดิ โอกาสการมสี ว่ นร่วมในสังคมกับบคุ คลท่ัวไปได้ อย่างไรก็ตาม นักเรียนท่ีมีความต้องการพิเศษจะไม่สามารถใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีส่ิงอานวย ความสะดวกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก ในกิจกรรมตา่ ง ๆ 5.2 หลักการ และกระบวนการใหบ้ ริการเทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวก (assistive technology service) หมายถงึ บริการทีช่ ่วยใหบ้ ุคคลที่มคี วามต้องการพิเศษเลือกการจัดหาและการใช้ อุปกรณ์เทคโนโลยี สง่ิ อานวยความสะดวกใหเ้ หมาะสมกบั ศักยภาพของแตล่ ะบุคคล ซงึ่ มีขั้นตอนดังนี้ 1. การตรวจประเมินถึงความต้องการจาเป็นของผู้พิการแต่ละคน ซ่ึงรวมไปถึงการประเมิน ความสามารถหรือศักยภาพในการทางานในสิ่งแวดล้อมเฉพาะของแตล่ ะบุคคล 2. การซ้ือ การเช่า หรือการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกท่ีจาเป็นสาหรับ

22 นักเรยี นแตล่ ะบุคคล 3. การเลือก การออกแบบ การผลิตอุปกรณ์เฉพาะบุคคล การปรับแต่งและการประยุกต์ใช้ อุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละบุคคล ตลอดจนการบารุงรักษา การซ่อมแซม และการปรบั เปล่ยี นอปุ กรณท์ ่ีเหมาะสม 4. การประสานงานและการหาความร่วมมือในการให้บริการอุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอานวย ความสะดวกกับผูร้ ักษา นักวชิ าชพี ผใู้ หค้ วามช่วยเหลือเบื้องตน้ หรือบคุ คลอ่นื ๆ ทเี่ กี่ยวข้อง 5. การฝึกหรือให้ความช่วยเหลือเก่ียวกับเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวกแก่นักเรียนแต่ละบุคคล หรือครอบครัวของคนพิการ หรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องกับ คนพกิ าร รวมไป ถึงผู้เช่ียวชาญด้านต่าง ๆ ท้ังผู้ที่ให้บริการด้านการศึกษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ นักเรียน นายจ้าง หรือบุคคลอ่ืน ๆ ซึ่งทาหน้าที่ให้การบริการ การจ้างงาน หรือเก่ียวข้องกับการดาเนินชีวิต ส่วนใหญข่ องคนพิการแต่ละบคุ คล 5.3 ประเภทเทคโนโลยสี งิ่ อานวยสะดวก 5.3.1 เทคโนโลยีสงิ่ อานวยความสะดวกช่วยในการสือ่ สาร นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายส่วนใหญ่มักมีปัญหาการสื่อสารท้ังการส่งข้อมูล และการรับข้อมูล ในนักเรียนที่มีความยากลาบากในการควบคุมการทางานของกล้ามเน้ือท่ีใช้ในการพูด เช่น ในเด็กสมองพิการที่มีอาการเกร็งของกล้ามเน้ือ เราพบว่านักเรียนจะมีความยากลาบากในการเปล่งเสียงพูด หรือไม่สามารถเปล่งเสียงพูดได้ นักเรียนจึงไม่สามารถสื่อสารบอกความต้องการ หรือแสดงความคิดเห็นผ่าน การสื่อสารด้วยการพูดได้ ดังนั้น ครูผู้สอนควรตระหนักถึงความสาคัญของการส่ือสารของนักเรียน โดยการนา การส่ือสารเสริมและทางเลือกอ่ืน (Augmentative and Alternative Communication หรือเรียกย่อ ๆ ว่า AAC) มาช่วยในการส่ือสารของนักเรียน เพ่ือช่วยให้นักเรียนสามารถสื่อสารกับผู้อ่ืนในฐานะผู้ส่งสาร และ สามารถเข้าใจในส่ิงที่ครูหรือบุคคลอ่ืนสื่อสารด้วย ซึ่งจะนาไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน การเข้าใจกัน ระหว่างครูและนักเรียน และท่ีสาคัญนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพได้ดีข้ึน เช่น การทากระดานส่ือสาร สมุดภาพส่ือสาร หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถบันทึกเสียง การพิมพ์ คอมพิวเตอร์เพ่ือการส่ือสาร กระดานคาศัพท์ โปรแกรมปราศรัย โปรมแกรมวาจา และกระตุ้นให้นักเรียน ชี้สญั ลักษณร์ ูปเพ่ือสือ่ สารแทนการพดู 5.3.2 เทคโนโลยีสิง่ อานวยความสะดวกช่วยในการเขยี น ผู้เรี ยน ที่มีคว ามบกพร่ อง ทา งด้ าน ร่า งกาย หรื อสุ ขภ าพที่มีคว ามยา ก ล าบ ากใน กา ร ควบคุมการใช้กล้ามเน้ือแขนและมือ หรือไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อแขนและมือทั้งสองข้างได้ เน่ืองจากมีอาการ เกรง็ หรือออ่ นแรงของกลา้ มเนอื้ มกี ระดกู ผิดรปู หรือมีข้อจากดั ในการเคลอื่ นไหวแขนและมือขาดหายไป เป็นต้น จะทาให้มีความยากลาบากหรือไม่สามารถทากิจกรรมท่ีเก่ียวข้องกับการเขียนด้วยวิธีปกติ เช่น การจับ ดินสอ เขียนบนกระดาษ จาเป็นต้องใช้เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทา กิจกรรม ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การเขียน ดงั นี้

23 1. กระดานอักษร/กระดานคาศัพท์ ผู้เรียนที่ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ สามารถ ใช้การเลือกตัวอักษรหรือคาศัพท์จากระดานอักษรหรือกระดานคาศัพท์แทนการเขียน โดยมีผู้บันทึกคาตอบ หรือจดข้อความลงไปให้แทนกระดานอักษรหรือกระดานคาศัพท์แทนการเขียน โดยมีผู้บันทึกคาตอบหรือ จด ขอ้ ความลงไปใหแ้ ทน 2. กระดานและตัวอักษรแม่เหล็ก ผู้เรียนท่ีไม่สามารถเขียนหนังสือได้ สามารถใช้การ หยบิ ตวั อักษรแมเ่ หลก็ มาเรียงเป็นคาหรอื ขอ้ ความบนกระดานแม่เหล็กแทนการเขียนดว้ ยมือ 3. การตัดกระดาษ-ทากาวแทนการเขียน การเขียนคาศัพท์ลงไปในกระดาษ และตัด คาศัพท์ ทากาว แปะคาลงไปในกระดาษหรือสมุดหรือแบบฝกึ หัด แทนการเขยี นดว้ ยมอื 4. กระดาษท่ีปรับให้เขียนได้ง่าย (Alternative Paper) การปรับกระดาษที่ใช้เขียน ให้แสดงผลของเส้นบรรทัดง่ายต่อการควบคุมการเขียนด้วยมือ จะช่วยให้ผู้เรียนท่ีมีความยากลาบากในการ ควบคุมการใช้กล้ามเน้ือมือในการจับดินสอเขียนหนังสือ สามารถควบคุมการเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษได้ดีข้ึน เช่น การทาเส้นบรรทัดเป็นแถบสี การตีเส้นบรรทัดให้หนาและใหญ่ข้ึน การทาเส้นบรรทัดให้นูนข้ึน (Raised lines) จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถควบคุมขอบเขตในการเขียนตัวอักษรลงบนช่องบรรทัดที่กาหนดได้ง่ายขึ้น กระดาษกราฟหรือกระดาษที่ตีเป็นตาราง จะช่วยให้ผู้เรียนที่มีความยากลาบากในการเขียนด้วยมือสามารถ กาหนดขอบเขตของการเขียนตัวอักษรแต่ละตัวลงไปในช่องว่างแต่ละช่องที่ปรากฏบนกร ะดาษกราฟหรือ กระดาษท่ีตเี ปน็ ตารางได้ง่ายขน้ึ รวมทงั้ สามารถเรียนรู้การควบคุมการเว้นช่องว่างระหว่างตัวอักษรที่ต้องเขียน ลงไป นอกจากน้ี ถ้าผู้เรียนมีปัญหาในการควบคุมการเขียนในช่องขนาดเล็ก สามารถนาไปถ่ายเอกสารขยาย ใหญ่เพื่อช่วยให้ควบคุมการเขียนตัวอกั ษรลงไปในช่องตารางไดง้ า่ ยขึ้น การพดู บอกข้อมลู แทนการเขียน ผู้เรยี นท่ีสามารถพดู ไดป้ กติแต่ไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยมือได้น้ัน สามารถใช้การพูด เพอ่ื ตอบคาถามหรือบอกข้อมลู ใหผ้ ู้อื่นจดบนั ทึกแทนการเขยี นได้ 1. กรอบสาหรับเขียนข้อความ กรอบบรรทัดท่ีนาแผ่นพลาสติกหรือกระดาษขนาด เท่ากับกระดาษที่ใช้ในการเขียน เช่น กระดาษ A4 มาเจาะช่องตามแนวบรรทัดท่ีใช้เขียน เพื่อให้ผู้เรียน สามารถควบคมุ การเขยี นให้อยูใ่ นบรรทดั ทก่ี าหนดไดง้ ่ายและสะดวกขึ้น 2. อปุ กรณช์ ว่ ยจับดนิ สอหรือปากกา ผู้เรียนท่ีมีความยากลาบากในการจับดินสอหรือ ปากกาแบบปกติ สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยจับดินสอสวมเข้ากับดินสอหรือปากกา เพื่อให้สามารถจับดินสอหรือ ปากกาในขณะท่ีเขียนได้กระชับและมั่นคงขึ้น หรือสามารถใช้อุปกรณ์ช่วยจับดินสอเขียนหนังสือแทนได้ ตวั อยา่ งเช่น อปุ กรณช์ ว่ ยจับดนิ สอแบบสามน้ิว อปุ กรณช์ ว่ ยจบั ดนิ สอแบบใช้อุง้ มือกา 3. ดินสอ/ปากกาด้ามจับขนาดใหญ่ การปรับให้ดินสอ/ปากกามีด้ามจับขนาดใหญ่ เช่น การพันด้วยฟองน้า การนาโฟมยางมาสวม เพื่อให้ผู้เรียนที่จับดินสอ/ปากกาแบบใช้มือกาสามารถจับ ดนิ สอเขยี นไดด้ ขี ึน้ 4. อุปกรณ์พยุงมือ/ข้อมือติดกับดินสอหรือปากกา ผู้เรียนที่ไม่สามารถใช้นิ้วมือและ มือจับดินสอหรือปากกาแบบปกติ หรือแบบท่ีมีด้ามจับขนาดใหญ่เขียนหนังสือได้ แต่ยังมีความสามารถในการ

24 ควบคุมการใช้กล้ามเน้ือแขนและมือเขียนหนังสือได้บ้าง สามารถใส่อุปกรณ์พยุงมือหรือข้อมือท่ีส่วนปลาย สวมเข้ากับดนิ สอหรือปากกาใชแ้ ทนการเขยี นปกติ 5. ตรายางใชแ้ ทนการเขียน การใช้ตรายางที่เป็นตัวพยัญชนะ สระ ตัวเลข ปั๊มตัวอักษรลงไปบนกระดาษหรือ สมุดแทนการ เขียนด้วยมือ อุปกรณช์ ว่ ยในการระบายสี การระบายสีเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เก่ียวข้องกับการเขียน ซึ่งผู้เรียนต้องมีความสามารถ ในการจับดนิ สอสีเพื่อระบายสีลงไปในภาพ ดังนนั้ ผู้เรยี นทม่ี คี วามยากลาบากในการควบคุมการใช้กล้ามเนื้อมือ และแขนในการระบายสีด้วยวิธีปกติ จาเป็นต้องมีการดัดแปลงหรือจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการระบายสีให้สะดวก และงา่ ยขน้ึ ได้แก่ การทาดินสอสีขนาดปกติให้มีด้านขนาดใหญ่ข้ึน เช่น การพันด้ามด้วยฟองน้า การใช้ อุปกรณ์ช่วยจับดินสอสวมเข้ากับดินสอสีขนาดปกติ ดินสอสีด้ามจับขนาดใหญ่ เช่น สีไม้ สีเทียน และสีเมจิก ด้ามใหญ่ ลูกกลิ้งทาสี สามารถนามาใช้ในการระบายสีแทนการใช้ดินสอสีแบบปกติหรือแบบ ดา้ มจบั ขนาดใหญ่ โดยผู้เรยี นจับด้ามของลูกกล้ิงทาสีนามาจุ่มสีและทาลงไปบนภาพท่ีต้องการระบายสี ซึ่งภาพ ตอ้ งมีขนาดใหญแ่ ละไมม่ ลี ายละเอยี ดมาก ตรายางระบายสี สามารถใช้แท่งไม้หรือวัสดุอ่ืนทาเป็นด้ามจับที่ส่วนปลายติดกับ ฟองน้า ลกั ษณะเหมอื นตรายาง เพ่อื นามาใช้ในการระบายสแี ทนการใช้ดินสอสีแบบปกติหรือด้ามจับขนาดใหญ่ โดยผู้เรียนที่ยังมีความสามารถในการควบคุมการใช้แขนและมือได้บ้างจะใช้มือกาด้ามไม้ของตรายาง ระบายสี และใช้ฟองนา้ จ่มุ สมี าระบายสีแทน ถุงมือระบายสีการนาถุงมือมาติดกับฟองน้าเพ่ือใช้ในการจุ่มสีมาระบายแทน สาหรับ ผ้เู รยี นที่ไม่สามารถใช้มือในการจับอุปกรณร์ ะบายสีได้ อปุ กรณ์ชต้ี าแหนง่ อุปกรณ์ชี้ตาแหน่งเป็นอุปกรณ์ที่ทาจากวัสดุท่ีมีลักษณะเป็นด้ามยาวขนาดเรียวเล็ก เช่น แท่งอลูมิเนียมแท่งพลาสติก และนามายึดติดกับด้ามจับหรือยึดติดกับอุปกรณ์ท่ีสวมเข้ากับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สายคาดศีรษะ อุปกรณ์ประคองมือ เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนท่ีไม่สามารถใช้นิ้วมือชี้ไปยังปุ่มกด ขนาดเล็กบนอุปกรณ์ เช่น ปุ่มตัวเลขบนเครื่องคิดเลข หรือแป้นพิมพ์ต่าง ๆ หรือกรอบขนาดเล็กบนกระดาน อักษร/คาศัพท์ เพื่อเลือกตัวอักษรแทนการเขียน สามารถใช้อุปกรณ์ชี้ตาแหน่งชี้ไปยังตาแหน่งท่ีต้องการเลือก ทดแทนการใชน้ ิว้ มือได้สะดวกขนึ้ อุปกรณช์ ต้ี าแหนง่ ตดิ กับอปุ กรณ์ท่ใี ชใ้ นการเขียน อุปกรณ์ชี้ตาแหน่งท่ีส่วนปลายติดเข้ากับดินสอหรือปากกา หรืออุปกรณ์ท่ีใช้ในการ ระบายสี เช่น สีไม้ สีเทียน หรือพู่กัน สามารถนามาใช้เป็นอุปกรณ์แทนการเขียนแบบปกติได้ โดยผู้เรียน ที่ไม่สามารถควบคุมการใช้แขนและมือได้ สามารถใช้อุปกรณ์ช้ีตาแหน่งน้ีติดเข้ากับสายคาดศีรษะ (Head

25 stick) สายคาดต้นแขน (Arm stick) หรือใช้ปากคาบ (Mouth stick) เพื่อควบคุมอุปกรณ์ชี้ตาแหน่งในการทา กิจกรรมการเขยี น เทปบันทึกเสียง (Adapted tape recorder) ผู้เรียนที่สามารถใช้การพูดได้ดีแต่ไม่สามารถเขียนหนังสือได้ สามารถใช้การพูดบันทึก ข้อความลงบนเทปบันทึกเสียงแทนการเขียน นอกจากนี้สามารถใช้เทปบันทึกเสียงบันทึกคาพูดที่ครูสอน ในชน้ั เรียน แทนการจดโน้ตได้ เคร่อื งจดอิเลก็ ทรอนกิ ส์ เคร่ืองจดอิเล็กทรอนิกส์เป็นอุปกรณ์ท่ีมีแป้นพิมพ์สาหรับให้ผู้เรียนสามารถพิมพ์ ข้อความบนั ทึกลงในเครือ่ งและสามารถต่อกับเครื่องพิมพ์เพ่ือพิมพ์เอกสารท่ีได้บันทึกไปออกมาได้ ทาให้ผู้เรียน ที่มคี วามลาบากในการเขียนสามารถทางานไดส้ ะดวกและรวดเร็วข้ึน เคร่ืองพมิ พด์ ีด เครื่องพิมพด์ ดี ธรรมดาหรอื เคร่ืองพิมพ์ดีดไฟฟ้าสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยในการพิมพ์ แทนการเขียนสาหรบั ผเู้ รียนทมี่ ีความยากลาบากในการเขียนแบบปกติการใช้เคร่ืองพิมพ์ดีดธรรมดาผู้เรียนต้อง สามารถควบคุมแรงในการกดแป้นพิมพ์ได้ดี แต่ถ้ามีแรงในการกดน้อยการใช้เคร่ืองพิมพ์ดีดไฟฟ้าจะเป็น ทางเลอื กท่ชี ่วยกดแป้นพมิ พ์ได้ง่ายข้นึ หรือใชค้ อมพวิ เตอร์ช่วยพิมพ์แทนการเขียน 5.3.3 เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกชว่ ยในการอ่าน อุปกรณ์ช่วยการอ่าน (Reading Aids) เป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยเพ่ิมขีดความสามารถ ในการอ่านให้แก่นักเรียนพิการที่มีความยากลาบากในการอ่านที่มีทักษะพื้นฐานการอ่านคาและประโยคไม่ดี มปี ัญหาในการรับรูข้ ้อมูลสื่อสงิ่ พิมพ์ตา่ ง ๆ ผา่ นการมอง อาจทาใหม้ คี วามยากลาบากในการสะกดคา การตัดคา หรอื บางคนอาจเห็นตัวหนังสือหัวกลับ เป็นต้น เช่น นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาร่วมด้วย อุปกรณ์ เทคโนโลยีสง่ิ อานวยความสะดวกช่วยในการอา่ น เชน่ 1. กรอบบรรทัดช่วยการอ่าน (Reading Window) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทาให้นักเรียน ที่มีความยากลาบากในการกวาดสายตาอ่านคาหรือประโยคในแต่ละบรรทัดที่ติดกัน สามารถใช้กรอบบรรทัด ช่วยอ่านแยกบรรทัดของคาหรือประโยคแต่ละบรรทัดที่ติดกันให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น ทาให้สามารถอ่านคาหรือ ประโยคที่ปรากฏในแต่ละบรรทัดได้ง่ายและสะดวกขึ้น เช่น นักเรียนที่บกพร่องทางการเห็นท่ีเห็นเลือนราง ร่วมด้วย เปน็ ตน้ 2. โปรแกรมประมวลผลคาที่มีภาพประกอบ (Graphic-based word processing program) เปน็ โปรแกรมทสี่ ามารถแสดงผลขอ้ มูลเปน็ ภาพและคาประกอบกัน ทาให้ง่ายต่อการเริ่มต้นการอ่าน ซง่ึ การอา่ นจากภาพจะทาให้นักเรียนทมี่ คี วามบกพร่องทางร่างกายและที่มปี ัญหาในการรับรู้ข้อมูลจาก การอ่าน ตัวอกั ษร สามารถอ่านคาจากภาพทเ่ี ห็นไดง้ า่ ยขนึ้ 3. ปากกาแถบสี ใช้สาหรับลากแถบสีบนคาหรือข้อความสาคัญท่ีเน้นให้อ่าน เพ่ือช่วย ให้นกั เรียนทม่ี ีปญั หาในแยกแยะข้อมลู ในการมอง สามารถแยกแยะคาทีต่ อ้ งอา่ นได้ดขี น้ึ

26 5.3.4 เทคโนโลยสี ่ิงอานวยความสะดวกช่วยในการคิดคานวณ นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ โดยเฉพาะนักเรียนในกลุ่มสมอง พกิ าร มักมีปัญหาการเรยี นร้ใู นวิชาคณติ ศาสตร์ ในเร่ืองของการคิดคานวณ การรู้ค่าของตัวเลขจานวนนับ และ ไม่สามารถพัฒนาความคิดรวบยอด ฉะนั้นครูผู้สอนควรมีการปรับเน้ือหา ย่อยข้ันตอนในการสอนเพ่ือให้ง่าย ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละบุคคล และจัดทา จัดหา หรือปรับเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก ให้หลากหลายและเหมาะสม ทาให้ผู้เกิดการเรียนรู้จนสามารถนาไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจาวันหรือ สถานการณ์อ่ืน ๆ ได้ เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกช่วยการคานวณ (Math Aids) สาหรับนักเรียน ท่มี ี ความบกพร่องในการคานวณ เชน่ เครอ่ื งคดิ เลข โปรแกรมทช่ี ่วยในการคานวณคณติ ศาสตร์ เปน็ ตน้ 5.3.5 เทคโนโลยสี ง่ิ อานวยความสะดวกชว่ ยในการเข้าถงึ การใช้งานคอมพิวเตอร์ ปญั หาหลกั ในการใชง้ านคอมพวิ เตอร์ของผเู้ รียนท่มี ีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือ การเคลือ่ นไหวหรอื สุขภาพ คือ การควบคุมการใช้กล้ามเนื้อแขน มือ และนิ้วมือ ในการป้อนข้อมูลแผ่นแป้นคีย์ บอรด์ ปกติ เชน่ มคี วามยากลาบากในเคลือ่ นนิว้ มือมากดแป้นคยี ์ที่มขี นาดเล็ก หรือการใช้มือควบคุมการทางาน ของเมาส์ปกติ เพื่อควบคุมทิศทางการเคล่ือนท่ีของลูกศรบนจอภาพและการกดปุ่มคลิกบนเมาส์ในการป้อน ขอ้ มลู ดังนน้ั จึง จาเป็นตอ้ งมีการดัดแปลงปรับปรงุ หรือจดั หาเทคโนโลยสี ิ่งอานวยความสะดวกทั้งท่ีเป็นอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรือโปรแกรม (Software) เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไดง้ ่าย สะดวก และรวดเร็วขน้ึ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ฮาร์ดแวร์หลักที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการควบคุมการใช้งานคอมพิวเตอร์ภายนอก ของผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ คือ จอภาพ คีย์บอร์ด และเมาส์ ตัวอย่างอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ทั้งคีย์บอร์ด หรือเมาส์ที่ช่วยให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคลื่อนไหวหรอื สขุ ภาพเข้าถึงการใช้งานคอมพวิ เตอร์ได้ มดี งั นี้ จอภาพ (Monitor) ขนาดตาแหน่งและการแสดงผลบนจอภาพมีผลต่อการมอง จอภาพของผู้เรียนท่ีมีปัญหาในการควบคุมการเคล่ือนไหวของศีรษะหรือลาตัว เช่น ต้องใช้จอภาพขนาดใหญ่ มีการแสดงผลของภาพบนจอท่ีละเอียดและขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนท่ีมีอาการส่ันของศีรษะหรือไม่อยู่นิ่ง สามารถรับรูข้ ้อมูลบนจอภาพได้ชดั เจนขนึ้ คีย์บอร์ดดัดแปลง (Adaptive Keyboard) การปรับคีย์บอร์ดปกติใหผ้ ู้พิการสามารถ ใช้งานได้ ตัวอยา่ งเชน่ คีย์การ์ด (Key guard) เป็นอุปกรณ์ท่ีนาแผ่นพลาสติกหรือวัสดุอื่น มาตัดให้มีขนาด เท่ากับแป้นคีย์บอร์ดปกติ และเจาะช่องตามตาแหน่งและขนาดของแป้นคีย์ท้ังหมดที่อยู่บนแป้นคีย์บอร์ด แล้วนามาครอบลงบนแป้นคีย์บอร์ด เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนท่ีมีความยากลาบากในการควบคุมนิ้วมือกดแป้นคีย์ ท่ีต้องการได้ตรงตาแหน่ง มักกดพลาดไปโดนแป้นคีย์อ่ืนที่ไม่ต้องการสามารถกดแป้นคีย์ที่ต้องการได้ ตรงตาแหนง่ และแม่นยามากขนึ้

27 คีย์บอร์ดแบบพิเศษ (Alternative Keyboard) คีย์บอร์ดท่ีมีลักษณะภายนอก แตกต่างไปจากแป้นคีย์บอร์ดปกติ ออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้งานให้เหมาะสมกับความสามารถในการ ใช้งานของคนพิการแตล่ ะบคุ คล ตัวอยา่ งเชน่ คีย์บอร์ดขนาดใหญ่ (Expanded Keyboard) สาหรับผู้เรียนท่ีต้องการใช้การกด แปน้ คยี ข์ นาดใหญ่ในการป้อนขอ้ มลู ผา่ นแป้นคีย์บอร์ดได้ง่ายขึ้น เช่น ผู้เรียนใช้นิ้วมือหลายน้ิวกดแป้นคีย์บอร์ด เปน็ ตน้ คีย์บอร์ดขนาดเล็ก (Contacted Keyboard) สาหรับผู้เรียนที่มีข้อจากัด ในการเคลื่อนไหว จาเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดขนาดเล็กเพ่ือช่วยให้กดแป้นคีย์ต่าง ๆ ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น คีย์บอร์ดท่ีสามารถเปล่ียนรูปแบบของแป้นพิมพ์ได้ เป็นคีย์บอร์ดท่ีสามารถเปล่ียนรูปแบบของแป้นพิมพ์ (Keyboard Layout) ให้เหมาะสมกับความสามารถในการใช้งานของคนพิการแต่ละบุคคลได้ โดยรับค่า การออกแบบแป้นพิมพ์จากโปรแกรมสาหรับสร้างแป้นพิมพ์ เช่น ออกแบบให้มีแป้นคีย์ขนาดใหญ่หรือ ขนาดเล็ก ออกแบบให้การแสดงผลบนแป้นคยี เ์ ปน็ ตวั อกั ษร ข้อความ หรอื รปู ภาพ เป็นตน้ อุปกรณ์เช่ือมต่อสวิตช์ควบคุมการกดแป้นคีย์บอร์ด เป็นอุปกรณ์ท่ีปรับคีย์บอร์ด ให้ใชง้ านรว่ มกบั สวติ ช์เดยี่ ว สาหรับผู้พิการทไ่ี ม่สามารถใชน้ ้วิ มอื กดแป้นคียบ์ นแป้นคีย์บอรด์ ปกติได้ เมาส์แบบพิเศษ (Alternative Mouse) เมาส์แบบต่าง ๆ ที่พัฒนาขึ้น และมีรูปแบบลักษณะ ภายนอกแตกต่างไปจากเมาส์ปกติ แต่มีคุณสมบัติการใช้งานเพ่ือเป็นอุปกรณ์ชี้ตาแหน่งควบคุมการเคลื่อนท่ี ของลูกศรบนจอภาพ และการป้อนข้อมูลเข้าคอมพวิ เตอร์เชน่ เดยี วกับการทางานของเมาสป์ กติ ตัวอยา่ งเช่น เมาส์แบบลูกบอลควบคุม (Trackball) เป็นเมาส์แบบท่ีมีลูกบอลอยู่ด้านบน สาหรับ ใช้ในการควบคมุ การเคล่ือนท่ขี องลูกศรบนจอภาพ โดยการกล้ิงลูกบอลไปในทิศทางท่ีต้องการให้ลูกศรเคล่ือนท่ี ลูกบอลควบคุมน้ีออกแบบให้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่แตกต่างกันไป เพื่อความเหมาะสมในการควบคุม การใชง้ านของคนพกิ ารแตล่ ะบคุ คล เมาส์แบบคันโยกควบคุม (Joystick) เป็นเมาส์ที่ออกแบบให้มีคันโยกสาหรับควบคุม ทศิ ทางการเคล่ือนทีข่ องลกู ศรบนจอภาพอยดู่ ้านบน ซง่ึ เมาสแ์ บบคนั โยกน้มี กี ารออกแบบให้ใช้ได้ทั้งการควบคุม โดยใช้มือหรือการควบคุมโดยใช้ปาก หรือมีการออกแบบด้ามจับของคันโยกที่หลากหลายเพ่ือให้เหมาะสม กบั การใช้มอื จบั ของผพู้ กิ ารแตล่ ะบคุ คล อุปกรณ์เชื่อมต่อสวิตช์ควบคุมแทนการใช้เมาส์ เป็นอุปกรณ์ที่มีช่องสาหรับต่อเช่ือม สวติ ซเ์ ดย่ี วหรอื สวิตซ์รวม และกาหนดค่าการทางานของสวิตซ์ให้ควบคุมการเคลื่อนที่ของลูกศรบนจอภาพหรือ การกดปมุ่ ปอ้ นข้อมูลแทนการใชเ้ มาสป์ กติ เหมาะสาหรับคนพกิ ารทตี่ ้องการใช้สวิตซ์ในการควบคุมการ ทางาน เมาส์ควบคุมโดยใช้ศีรษะ (Head Mouse) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนท่ีไม่สามารถ ใช้แขนและมือ สามารถใช้ศีรษะควบคุมการเคลื่อนท่ีของลูกศรบนจอภาพและการป้อนข้อมูลโดยใช้ระบบ หนว่ งเวลาหรอื ตอ่ พ่วงกับสวติ ซ์แทนการใชเ้ มาสป์ กติ

28 จอภาพแบบสัมผัส (Touch Screen) จอภาพแบบสัมผัสเป็นอุปกรณ์สาหรับช่วยให้ ผูเ้ รยี นทม่ี คี วามยากลาบากในการใช้เมาส์ปกติ สามารถใช้การเคล่อื นไหวแขนและมือมาสัมผัสไอคอนขนาดใหญ่ บนหน้าจอคอมพวิ เตอรเ์ พอ่ื ป้อนข้อมูลแทนการใช้เมาส์ปกติได้ สวิตซ์ (Switches) สวิตซ์เป็นอุปกรณ์สาหรับนามาใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ สาหรบั ควบคมุ การป้อนข้อมูลแทนการกดปมุ่ คลิกบนเมาส์ การควบคุมการเคล่ือนท่ีของลูกศรบนจอภาพ หรือ การทางานแทนการกดแป้นคีย์ต่าง ๆ บนแป้นคีย์บอร์ด เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนท่ีมีความพิการระดับรุนแรง ไม่ สามารถใช้แขนและมือหรือส่วนอื่นของร่างกายควบคุมการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ปกติหรือพิเศษได้ จาเป็นต้องต่อเช่ือมสวิตช์เพ่ือนามาติดต้ังตรงตาแหน่งท่ีสามารถใช้ส่วนของร่างกายใดก็ตามควบคุมการกด สวิตซไ์ ดด้ ี เชน่ ศรี ษะ ขอ้ ศอก เปน็ ต้น สวิตซ์ได้รับการออกแบบให้มีหลากหลายลักษณะ เพื่อรองรับการใช้งาน ให้เหมาะสมกบั ความสามารถของคนพิการแต่ละบุคคล 2. โปรแกรม (Software) โปรแกรมสาหรับช่วยในการใช้คีย์บอร์ดและเมาส์สาหรับ ผเู้ รยี นทีม่ ี ความบกพรอ่ งทางดา้ นร่างกายหรอื การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ มดี ังน้ี Accessibility Options บน Windows เป็นฟังก์ชันที่อยู่ภายใน Control Panel บน ระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งภายใน Accessibility Options มีฟังก์ชันย่อยสาหรับช่วยกาหนดค่าการ ทางานของคีย์บอร์ดปกติ หรือการควบคุม การทางานของเมาส์ เพื่อช่วยเหลือผู้เรียนที่มีความยากลาบากใน การใชค้ ียบ์ อร์ดหรอื เมาสป์ กติ ดังน้ี Sticky Keys เป็นการต้ังค่าให้สามารถกดแป้นคีย์ลัด (Shortcut keys) ท่ีต้องกด แป้นคีย์ ตั้งแต่ 2 แป้นขึ้นไปพร้อม ๆ กัน เช่น Ctrl+C (สาหรับใช้คัดลอกข้อมูล) เปล่ียนให้สามารถกดแป้นคีย์ ทีละแปน้ ได้โดยไม่ตอ้ งกดพร้อม ๆ กันช่วยให้ผู้เรียนท่ีใช้นิ้วมือเพียงหน่ึงนิ้วในการกดแป้นคีย์บอร์ด สามารถกด แปน้ คยี ์ลดั ไดด้ ว้ ยตนเอง Filter Keys เป็นการต้ังค่าให้สามารถลดการส่งข้อมูลซ้าจากการกดแป้นคีย์ใด ๆ ค้างไว้ (Repeated Keys) เช่น เมื่อกดแป้นคีย์ตัวอักษร “ก” ค้างไว้ จะเกิดตัวอักษร “ก” เกิดข้ึนซ้ากันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถต้ังค่าให้อัตราการเกิดคีย์ซ้าในแต่ละตัวนานข้ึน หรือไม่ให้เกิดคีย์ซ้าข้ึนเลย นอกจากนี้ยังสามารถ ต้ังค่า Slow keys ท่ีกาหนดค่าหน่วงเวลาของการเกิดข้อมูลจากการกดแป้นคีย์ในครั้งแรก ซ่ึงช่วยให้ผู้เรียน ที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนและมือที่มักกดแป้นคีย์และยกมือข้ึนช้า หรือมักกดไปโดนแป้นคีย์อ่ืน ท่ไี มต่ ้องการในครงั้ แรก สามารถกดแป้นคีย์บอรด์ ไดด้ ขี น้ึ Mouse Keys เป็นการตั้งค่าให้สามารถใช้แป้นคีย์ลูกศรและตัวเลขบน Numeric Keypad ของ แป้นคยี ์บอรด์ ควบคุมการเคลอื่ นที่ของลกู ศรบนจอภาพและการป้อนข้อมูลแทนการใช้เมาส์ปกติ ได้ การตั้งค่านี้ช่วยให้ผู้เรียนท่ียังมีความสามารถในการใช้น้ิวมือกดแป้นคีย์บอร์ดปกติ สามารถใช้ฟังก์ชันนี้ ควบคมุ การทางานของเมาสไ์ ด้ โปรแกรมแสดงแป้นพิมพ์บนจอภาพ (On-Screen Keyboard Software) เป็น โปรแกรมที่แสดงแป้นคีย์บอร์ดบนจอภาพสาหรับใช้งานแทนแป้นคีย์บอร์ดปกติหรือคีย์บอร์ดพิเศษอ่ืน ๆ สามารถใช้ร่วมกบั เมาส์ปกติ อุปกรณท์ างานแทนเมาสแ์ บบต่าง ๆ หรอื สวติ ชเ์ ดย่ี วเพอ่ื ป้อนขอ้ มูลเข้าคอมพิวเตอร์

29 โปรแกรมเดาคาศัพท์ (Word Prediction Software) เป็นโปรแกรมท่ีทางาน ร่วมกับโปรแกรมประมวลผลคาโดยทาหน้าที่เติมเต็มคาให้สมบูรณ์ และทาการคาดเดาคาศัพท์คาต่อไป ที่จะเป็นไปได้ เพื่อประโยชน์ในการลดจานวนคร้ังในการพิมพ์ช่วยให้ผู้เรียนที่มีข้อจากัดในการเคล่ือนไหวแขน และมือ หรือเคล่ือนไหวได้ช้า สามารถใชโ้ ปรแกรมเดาคาศพั ท์ชว่ ยในการพมิ พ์ได้เรว็ ข้นึ โปรแกรมส่ังงานคอมพิวเตอร์ด้วยเสียง (Speech Recognition) เป็นโปรแกรม ท่ีชว่ ยให้ผเู้ รยี นท่ไี มส่ ามารถใชง้ านของแขนและมอื แต่สามารถใช้การพูดได้ดีสามารถใช้การสั่งงานคอมพิวเตอร์ ดว้ ยเสยี งได้ 5.3.6 เทคโนโลยสี ิ่งอานวยความสะดวกชว่ ยในการทากิจกรรมพลศกึ ษาและนนั ทนาการ การจัดกิจกรรมพลศึกษาและนันทนาการสาหรับผู้เรียนท่ีมีความบกพร่องทางด้าน ร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ โรงเรียนควรมีการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียน แต่ละคน เพื่อเป็นการให้นักเรียนผ่อนคลาย เกิดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมพลศึกษาและนันทนาการ โดยจัดหา เทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวกที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแต่ละกิจกรรม นักเรียนจะต้อง ได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกายและจิตใจซึ่งประเภทของเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม พลศกึ ษาและนันทนาการ ตัวอยา่ งดงั นี้ 1..เมโลเดียนอังกะลุงราวขิมคีย์บอร์ด ใช้อุปกรณ์ประกอบในจัดกิจกรรมฟ้ืนฟู สมรรถภาพทางการฟัง และเป็นเครื่องประกอบจังหวะในกิจกรรมดนตรีบาบัด ควรมีการเลือกหรือปรับ ดัดแปลงเครอ่ื งดนตรใี หเ้ หมาะสมกบั นักเรียนแต่ละบุคคล 2. จักรยานสามลอ้ แบบใชม้ อื บังคบั เปน็ จักรยานดดั แปลงที่มีล้อ 3 ล้อและใช้มือในการ ป่ันเพื่อบังคับทิศทางใช้เป็นอุปกรณ์ สาหรับออกกาลังกายโดยเฉพาะในส่วนแขนส่งเสริมด้านนันทนาการ ใหส้ ามารถเคลอื่ นทไี่ ปยังท่ตี า่ ง ๆ ไดต้ ามตอ้ งการ 3. จักรยานสามล้อแบบใช้เท้าบังคับ เป็นจักรยานดัดแปลงที่มีล้อ 3 ล้อและใช้เท้า ในการปั่นเพื่อให้จักรยาน 3 ล้อ ใช้เป็นอุปกรณ์สาหรับออกกาลังกายและใช้การเคลื่อนท่ีไปยังท่ีต่าง ๆ ได้ ตามตอ้ งการ 3..การบ็อกเชีย Boccia เป็นอุปกรณ์พลศึกษาประกอบด้วย ลูกบอลหนังและ ในนกั เรยี นทีม่ ีอาการเกรง็ กล้ามเนอื้ มือทีร่ ุนแรงมากไม่สามารถโยนลูกบอลหนงั ได้ รางจงึ เป็นอุปกรณ์ช่วยในการ โยนลกู บอลหนัง สามารถปรับระดบั ความสูงและความยาวของรางให้เหมาะสมกับนกั เรียนแตล่ ะบุคคล 5.3.7 เทคโนโลยสี งิ่ อานวยความสะดวกช่วยในการจัดท่าทาง 1. ท่ีนงั่ และการจัดท่าทาง (Seating and Positioning) เป็นระบบการจดั ความสะดวกสบาย บนรถเข็น (Wheelchair) หรือท่ีน่ังต่าง ๆ ซ่ึงจัดให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นศีรษะ ลาตัว แขนขา ให้อยใู่ นท่าทางทเ่ี หมาะสมและถูกตอ้ ง เพือ่ เป็นการลดแรงกดผวิ หนัง หรืออาการเกร็งของกล้ามเนื้อหรือช่วยให้ ทรงท่าได้ดีขึ้น เช่น การเสริมเบาะรองนั่ง การเสริมอุปกรณ์พยุงด้านข้างลาตัวหรืออุปกรณ์ประคองศีรษะ เป็นตน้ นอกจากนร้ี วมถึงการจดั ทา่ ทางอน่ื ๆ ใหเ้ หมาะสมด้วย เชน่ การยนื การนอน เปน็ ตน้

30 2. แท่นวางหนังสือ (Slant Board) การนาสมุดหรือกระดาษที่ใช้เขียนมาวางบนแท่น วางหนังสือ จะช่วยให้การวางตาแหน่งของแขนและมือในขณะจับดินสอเขียนหนังสือของผู้เรียนดีขึ้น รวมทั้ง ช่วยให้ผู้เรียนท่ีมักก้มลาตัวมาข้างหน้าในขณะเขียนหนังสือ สามารถนั่งทรงตัวขณะที่เขียนให้อยู่ในท่าทาง ท่ีตัง้ ตรงและเหมาะสมขึ้น 5.3.8 เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกชว่ ยในการเคลือ่ นไหว นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคล่ือนไหว หรือสุขภาพ จะมีปัญหา ในการเคล่ือนยา้ ยตัวเองไปท่ีต่าง ๆ เพอ่ื เข้าสะดวกในการเข้าร่วมกจิ กรรมได้ดว้ ยตนเอง 1. การออกแบบอาคารสถานท่ี โรงเรียนควรออกแบบและจัดสภาพและเทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกให้เหมาะสม สะดวกต่อการเคล่ือนย้ายตัวของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ เช่น อาคารควรมีทาง ลาด มีประตูบานเลื่อน มีห้องน้าท่ีมีราวเกาะ ในกรณีท่ีนักเรียนไม่สามารถเคล่ือนย้าย ตวั เองดว้ ยทางลาดได้ ควรจดั ให้มลี ิฟท์ เพ่ือให้นักเรียนสามารถเคล่ือนย้ายตัวเองได้ตามระเบียบคณะกรรมการ การฟ้ืนฟูสมรรถภาพคนพิการว่าด้วยมาตรฐานอุปกรณ์หรือส่ิงอานวยความสะดวกโดยตรงแก่คนพิการ พ.ศ. 2544 2. รถเข็นและอุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนท่ี (Wheelchairs/Mobility Aids) รถเข็น ทั้งทเ่ี ป็นระบบทีใ่ ช้มอื และใชอ้ เิ ลก็ ทรอนิกส์ (Manual and Electric Wheelchair) เก้าอ้ีแบบเคลื่อนท่ีได้เคร่ืองช่วยเดิน รถสกูตเตอร์แบบ 3 ล้อเคร่ืองช่วยยกและ เคล่ือนย้าย และยานพาหนะอื่น ๆ ทช่ี ่วยในการเคล่อื นทเ่ี ฉพาะบคุ คล 3. การดัดแปลงยานพาหนะ (Vehicle Modifications) โรงเรียนควรมีการดัดแปลง ยานพาหนะในการรับส่งนักเรียนให้สะดวกต่อการนานักเรียนที่น่ังรถเข็นข้ึนไปบนยานพาหนะได้สะดวก เช่น การติดเคร่ืองช่วยยกรถเข็นคนพิการกับประตูทางข้ึนลงรถ หรือการนาทางลาดแบบพับเก็บได้มาวางพาดตรง ประตูทางข้ึนลงรถ เพ่ือช่วยอานวยความสะดวกในการนานักเรียนที่นั่งรถเข็นหรือใช้เคร่ืองช่วยเดินข้ึนลงรถ ได้สะดวกข้นึ 4. กายอปุ กรณเ์ ทียมและกายอุปกรณเ์ สริม (Prosthesis and Orthosis) เป็นการแทนท่ีการทาหน้าท่ีแทน หรือการเสริมส่วนที่ขาดหายไป หรือเสริมการงาน ท่ีผิดปกติของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยการใช้กายอุปกรณ์เทียมต่าง ๆ เช่น แขนขาเทียม หรือกายอุปกรณ์เสริม อ่ืน เช่น อุปกรณ์ประคองเท้า/ข้อเท้า อุปกรณ์ประคองแขน นอกจากน้ี ยังมีกายอุปกรณ์เทียมที่ช่วยผู้ซึ่งมี ความบกพร่องหรือมีข้อจากดั ทางการรับรู้ ซึ่งรวมถึงเทปทีใ่ ช้ในการรับฟงั หรือ เพจเจอร์ 5.3.9 การปรับสภาพแวดลอ้ มทั้งในและนอกห้องเรียน การจัดสภาพแวดล้อมให้เอ้ือต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแก่นักเรียนที่มี ความบกพร่องทางรา่ งกายเป็นสิง่ ที่ครผู สู้ อนควรให้ความสาคัญ เพราะจะชว่ ยให้นกั เรียนเขา้ มามีส่วนร่วมในการ ทากิจกรรมต่าง ๆ ได้ดี เนื่องจากนักเรียนเหล่านี้บางคนต้องน่ังรถเข็น บางคนใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น เครื่องชว่ ยเดนิ แบบมีลอ้ หรอื ไมค้ า้ ยัน ดงั นน้ั การจัดโต๊ะ เก้าอ้ี หรือเฟอร์นิเจอร์อ่ืน ๆ ในชั้นเรียน ควรจัดวางให้

31 มีท่ีว่างสาหรับให้นักเรียนสามารถเคล่ือนที่ไปยังมุมต่าง ๆ ในห้องได้สะดวกสบาย และต้องคานึงถึง ความปลอดภยั ดว้ ย นักเรียนมักไม่ค่อยสนใจเรื่องการดูแลตัวเอง ไม่ควรวางของที่เป็นอันตรายอยู่ในระยะ ท่ีนักเรียนหยิบฉวยได้ ควรเก็บให้มิดชิด ควรลบเหลี่ยมของมุมโต๊ะ เก้าอ้ี หรือเฟอร์นิเจอร์อื่นท่ีจะทาให้เกิด อันตรายต่อนักเรียนได้ เช่น หาฟองน้ามาติดไว้ที่บริเวณมุมโต๊ะ หรือด้านบนพนักพิงหลังของเก้าอี้ เป็นต้น พื้นห้องไม่ควรลื่นจะทาให้เกิดอันตรายได้ เช่น ใช้กระเบื้องขัดมัน หรือไม้ขัดมัน เป็นต้น โดยเฉพาะนักเรียน ทใ่ี ชอ้ ปุ กรณช์ ่วยเดินจะทาให้ล่ืนหกลม้ ได้ง่าย พื้นควรนิ่มมีความยืดหยุ่นและมีแรงเสียดทาน เช่น การปูพื้นด้วย แผ่นดูลาฟอร์ เป็นต้น ส่วนโต๊ะหรือเก้าอ้ีท่ีน่ังทากิจกรรมควรจัดหาหรือปรับให้เหมาะสมต่อการนั่งทากิจกรรม ของนักเรยี นแต่ละคนทง้ั ขนาดและความสูง เนอ่ื งจากข้อจัดทางร่างกายทาให้นักเรียนกลุ่มน้ีมีปัญหาการน่ังทรง ตัวในขณะนั่งทากิจกรรม การจัดหาโต๊ะเก้าอ้ีที่มีขนาดและความสูงที่เหมาะสมต่อการจัดท่าทางในการทา กจิ กรรมจะช่วยเสรมิ ศักยภาพของนกั เรียนให้สามารถใช้แขนและมือในขณะนั่งทากิจกรรมได้ดีขึ้น โดยความสูง ของโต๊ะที่ดีควรอยู่ในระดับความสูงท่ีนักเรียนวางแขนแนบลาตัวและงอ ข้อศอกขึ้นมาประมาณ 90 องศา เพื่อวางแขนบนโต๊ะได้ ส่วนเก้าอี้ต้องมีขนาดและความสูงท่ีนั่งเรียนสามารถนั่งได้เต็มก้นและวางเท้าราบกับพื้น ได้พอดี สาหรับนักเรียนนั่งรถเข็นเข้ามาเรียนไม่จาเป็นต้องย้ายนักเรียนไปน่ังเก้าอี้ ควรจัดหาโต๊ะที่สามารถ สอดรถเข็นเข้าไปน่ังได้พอดีและมีความสูงในระดับท่ีเหมาะสมดังที่กล่าวข้างต้น หรือหาถาดปรับระดับติด ท่ีรถเข็น และควรจัดให้น่ังทากิจกรรมบนรถเข็นเป็นหลักมากกว่าให้นั่งทากิจกรรมบนพื้นเป็นระยะเวลานาน เพราะนกั เรียนอาจมีปัญหาการนง่ั ทรงตวั บนพ้นื ทีไ่ ม่เหมาะสม ซง่ึ ทาให้เกดิ ความพิการเพิ่มมากข้ึนได้ ดังน้ันการ จัดหาโต๊ะหรือเกา้ ที่ทสี่ ามารถปรับระดับความสงู ได้จะชว่ ยใหค้ รปู รับให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคนได้สะดวก ขึ้น ถ้าจัดความสูงของโต๊ะได้เหมาะสมแล้วแต่นักเรียนยังมีปัญหานั่งก้มตัว การใช้แท่นวางหนังสือมาวางไว้ บนโต๊ะอีกทีจะช่วยให้นักเรียนสามารถนั่งทรงตัวในท่าตั้งตรงได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ครูควรปรึกษานักวิชาชีพ เช่น นกั กายภาพบาบัด หรือนักกิจกรรมบาบัด ในการจัดหาหรือปรับโต๊ะ เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ให้เหมาะสม รวมทั้งการจัดทา่ ทางของนักเรียนขณะทากิจกรรมต่าง ๆ นอกจากน้ีควรจัดมุมทากิจกรรมต่าง ๆ โดยการจัดโต๊ะ เก้าอ้ี หรือเฟอร์นิเจอร์อ่ืน กาหนดขอบเขตใหน้ กั เรยี นเห็นชดั เจน เช่น มุมนั่งเรียนกลุ่ม มุมเล่นอิสระ มุมอ่านหนังสือ มุมคอมพิวเตอร์หรือ การใช้การตีเส้นสีแบ่งมุมต่าง ๆ รวมทั้งการทาบัตรภาพรูปประกอบคาศัพท์ที่บอกถึงมุมต่าง ๆ เฟอร์นิเจอร์ ตา่ ง ๆ ติดไว้ในทกุ มมุ ทท่ี ากิจกรรม รวมท้ังบนเฟอรน์ ิเจอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะครู โต๊ะนักเรียน เก้าอ้ี ตู้ เปน็ ต้น 5.3.10 เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวกช่วยในการทากิจวัตรประจาวัน (Aids for Daily Living) อุปกรณ์ช่วยเหลือตนเอง (Self help aids) ในการทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันของนักเรียน ทบี่ กพร่องทางร่างกายหรอื การเคลอื่ นไหวหรอื สุขภาพ ไดแ้ ก่ อปุ กรณช์ ว่ ยในการรับประทานอาหาร การอาบน้า การทาอาหาร การแตง่ ตวั การขบั ถา่ ย การทาความสะอาดบ้าน เปน็ ต้น

32 การวัดและประเมินผลสาหรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหว หรือสขุ ภาพ การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ของผู้เรยี นต้องอยบู่ นหลกั การพ้ืนฐานสองประการ คือ การประเมิน เพอ่ื พฒั นาผู้เรยี นและเพือ่ ตัดสนิ ผลการเรียน ในการพัฒนาคณุ ภาพการเรียนรขู้ องผู้เรียนให้ประสบผลสาเร็จนั้น ผ้เู รยี นจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะ สาคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ในทกุ ระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษา และระดับชาติ การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประ เมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศ ท่ีแสดงพัฒนาการความก้าวหน้า และความสาเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ สาหรับการวัดและประเมินผลผู้เรียน ที่มคี วามบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ มีแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ในระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป ตามเป้าหมายท่ีสถานศึกษากาหนดไว้ในมาตรฐาน การเรียนรู้และตัวช้ีวัดของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ตามจดุ ประสงค์ที่กาหนดไว้ในแผนการจัดการการศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) การวัดและประเมินผลบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ซ่ึงมีข้อจากัดสาคัญ คือ การเคล่ือนไหวในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจาวัน หรือการทากิจกรรมในการ จัดการเรยี นการสอน รวมถึงการเขา้ ไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมซ่ึงเป็นผลมาจากการสูญเสียความสามารถ ของอวัยวะในการเคลื่อนไหว ได้แก่ มือ เท้า แขน ขา มีผลกระทบต่อการทางานมือ เท้า แขน ขาและ การสื่อสารทง้ั การพดู และการเขยี น บุคคลที่มีข้อจากัดทางด้านการเคลื่อนไหวและการสื่อสารทั้งการพูดและการเขียนจาเป็นต้องปรับ วัสดุอุปกรณ์และสิ่งจาเป็นอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับลักษณะความพิการของแต่ละบุคคลรวมถึงปรับวิธีการสอบ กาหนดเวลาในการสอบให้เหมาะสม ในแต่ละบุคคลการวัดและประเมินผลบุคคลที่มีข้อจากัดทางด้าน การเคล่อื นไหว และการส่อื สารท้งั การพูดและการเขยี นในแตล่ ะบุคคลนั้น มีความแตกต่างกันไปแล้วแต่ลักษณะ ความพิการและข้อจากัดของบุคคลน้ัน เช่น การสอบปากเปล่า หรือสัมภาษณ์ การอ่านข้อสอบให้ฟัง โดยครู เพ่ือน หรือพ่ีเล้ียง การสังเกตพฤติกรรมทุก ๆ ด้าน ประเมินผลจากการมีส่วนร่วม ประเมินผลจากแฟ้มงาน (Portfolio) สอบที่ใดก็ได้ที่วัดศักยภาพจริงของเด็กได้ ฯลฯ และสภาพแวดล้อมให้มีความพร้อมและสะดวก ในการวัดและประเมินผล เช่น สภาพพื้นท่ีเรียบและโล่ง มีที่วางวัสดุอุปกรณ์และเคร่ืองช่วยความพิการ มคี วามปลอดภัยในการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมและต้องระวังการวัดและประเมินผลที่ต้องใช้ ความเร็วและแรงในบุคคล ทีใ่ ช้กายอุปกรณ์ แขนหรือขาเทียม เพราะอาจเกดิ อาการบาดเจ็บได้ ส่วนบุคคลท่ีมีข้อจากัดทางด้านการส่ือสาร มีความจาเป็นต้องใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย ใช้สื่อ ส่ิงอานวยความสะดวก บริการและ ความช่วยเหลืออ่ืนใดท่ีมีความเหมาะสมสอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน อาจเลือกใช้การส่ือสารเสริม หรือทางเลือก (AAC) เช่น กระดานส่ือสาร กระดานคาศัพท์ บัตรคา บัตรภาพ สมุดภาพสื่อสาร หนังสือเรียน

33 ท่ีอ่านง่าย หนังสือท่ีใช้สัญลักษณ์ (Symbol) หนังสือเสียง (Talking Book) สวิตซ์พูดได้ (Talking Switch) เป็นต้น หรือจัดหาคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น เมาส์พิเศษ สวิตซ์พิเศษ แทร็กบอล คีย์บอร์ด คีย์การ์ด จอ Touch screen เป็นต้น บางกรณีอาจต้องจัดเคร่ืองช่วยยึดกระดาษ แสลนด์บอร์ด หรือจัดหา กระดาษคาตอบตารางขนาดใหญ่ให้ ประการสาคญั ท่ีสดุ ก็คือตอ้ งพิจารณายืดหยุ่นในเร่ืองการใช้เวลาในการวัด และประเมินผล การวัดและประเมินผลตามแนวทางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 การวัดและประเมินผลตามแนวทางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ท้ังในการวัดและประเมินผลด้านความรู้ความสามารถตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ท้ัง 8 กลุ่มและกิจกรรม การพัฒนาผู้เรียน ตลอดจนการวัดและประเมินผลด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีวิธีการอย่างหลากหลาย โดยเน้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic assessment) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนปฏิบัติงาน ที่เหมือนการปฏิบัติงานในชีวิตจริงมีเวลาเพียงพอสาหรับวางแผนการลงมือทางานจนได้งานที่เสร็จสมบูรณ์ มีโอกาสประเมินผลการทางานด้วยตนเองและมีการปรึกษาร่วมกับผู้เรียน เช่น กิจกรรมในช้ันเรียน กิจกรรม การปฏิบัติ กิจกรรมสารวจภาคสนาม กิจกรรมสารวจตรวจสอบ การทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรม ศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงาน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในการทากิจกรรมเหล่านี้ต้องคานึงว่าผู้เรียนแต่ละคน มีศักยภาพแตกต่างกัน และผลงานท่ีได้ก็อาจแตกต่างกันด้วย เม่ือผู้เรียนทากิจกรรมเหล่านี้แล้วก็จะต้อง เกบ็ รวบรวมผลงาน เชน่ รายงาน ช้ินงาน บันทกึ และรวมถึงทักษะปฏิบัติต่าง ๆ เจตคติ ความรัก ความซาบซ้ึง กิจกรรมท่ีผู้เรียนได้ทาและผลงานเหล่านี้ต้องใช้วิธีประเมินท่ีมีความเหมาะสมและแตกต่างกัน เพ่ือช่วยให้ครู หรือผู้สอนสามารถประเมินความรู้ ความสามารถ และความรู้สึกนึกคิดท่ีแท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและ ประเมินผลจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเม่ือมีการประเมินหลาย ๆ ด้าน หลากหลายวิธีในสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง และต้องประเมินอย่างต่อเนื่อง เพ่ือจะได้ข้อมูลท่ีมากพอที่จะสะท้อน ความสามารถท่ีแท้จริงของนักเรียนได้และความต้องการของนักเรียนแต่ละบุคคล เป็นการประเมิน ความสามารถของนักเรียนในการถ่ายโอนการเรียนรู้ไปสู่ชีวิตจริงได้ ด้วยวิธีที่หลากหลายในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างตอ่ เนอ่ื ง วิธีที่นามาใช้ในการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ มอบหมายงาน ให้ทา การกาหนดช้ินงาน กาหนดตัวอย่างช้ินงาน สร้างสถานการณ์จาลองท่ีสัมพันธ์กับชีวิตจริงของนักเรียน และการประเมินโดยใช้แฟม้ สะสมผลงาน (Portfolio) การประเมินตนเอง (Self Assessment) การประเมินกลุ่ม (Group Assessment) การประเมิน โดยกลุ่มเพื่อน (Peer Assessment) การจัดนิทรรศการผลงานของผู้เรียน การเขียนรายงาน (Self Report) เป็นต้น

34 การวดั และประเมินผลโดยการใช้แผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP) หลกั การประเมนิ ผลตามแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP) 1. ประเมินสมรรถภาพของผู้เรยี นเบ้อื งต้น 2. จัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ตามสาระสาคัญของหลักสูตร โดยให้ผู้ปกครองและครู ผู้มีสว่ นเกีย่ วขอ้ งร่วมกันตดั สนิ ใจในการวางแผนการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเพ่ือท่ีจะได้พัฒนา นกั เรียนได้เตม็ ศกั ยภาพ 3.-จัดทาแผนการสอนเป็นรายบุคคล (IIP) โดยการนาจุดประสงค์จากแผนการจัดการศึกษา เฉพาะบคุ คลมาวิเคราะหจ์ ดั ลาดับจุดประสงคจ์ ากง่ายไปหายาก กาหนดกิจกรรมและแนวทางในการประเมินผล ตามสภาพจรงิ ดังน้ี 3.1 จดั กจิ กรรมทเ่ี นน้ ประสบการณ์ตรงให้นักเรียนฝึกปฏิบตั โิ ดยเรยี นรผู้ า่ นประสาทสมั ผสั ทง้ั 5 3.2 จัดสภาพแวดลอ้ มให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเรยี นรู้ 3.3 จดั กจิ กรรมทั้งในและนอกห้องเรียน 3.4 จัดให้นกั เรยี นเรียนปนเลน่ เพอื่ ให้เกดิ การเรยี นรู้ เปน็ การเสริมโอกาสในการเรยี นรู้ 3.5 ใช้สอ่ื การสอนที่หลากหลาย น่าสนใจ ทนทาน 4. รูปแบบการจัดกิจกรรมมีหลากหลาย จะต้องหาวิธีการบูรณาการกิจกรรมให้สอดคล้องกับเนื้อหา และความสามารถของนักเรยี น 5. มีการตดิ ต่อประสานงาน กับบคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพ่อื ให้ความช่วยเหลือได้ถกู วิธี 6. ประเมินผลตามเกณฑ์ที่กาหนดในหลักสูตร โดยมีการทบทวนแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล อย่างนอ้ ยปกี ารศึกษาละ 1 ครง้ั

35 กรณศี ึกษา 1. การคน้ ควา้ แบบอิสระ การใช้แผนการสอนเพ่อื เพิ่มความสามารถการใช้มือสาหรับเด็ก สมองพกิ าร นางสาวสพุ ตั รา นามวงค์ ผวู้ ิจัย บทคดั ยอ่ การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างแผนการสอนสาหรับเพิ่มความสามารถการใช้มือสาหรับเด็ก สมองพิการ และทดสอบผลของแผนการสอน ในการศึกษานี้กรณีศึกษาเป็นเด็กสมองพิการ เพศชาย จานวน 1 ราย ท่ีมารับบริการเตรียมความพร้อมท่ีศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัดลาปาง ประจาปีการศึกษา 2548 เครื่องมือประกอบด้วยแผนการสอน แบบบันทึก หลังการสอน แบบประเมินความสามารถการใช้มือ ผลการศึกษาพบว่าแผนการสอนที่สร้างข้ึน ประกอบด้วยแผนการสอน 10 แผน กรณีศึกษาได้รับการสอน ตามแผนการสอนท้ัง 10 แผน โดยในแต่ละแผนการสอน ผู้ศึกษาทาการสอน จานวน 5 ครั้ง คร้ังละ 30 นาที กรณีศึกษาได้รับการสอนรวมทั้งส้ินจานวน 50 ครั้ง ผลการประเมิน ความสามารถการใช้มือของกรณีศึกษา กอ่ นและหลังการสอนพบว่า ระดับความสามารถการใช้มือข้างซ้าย ในการกาและนาวัตถุในกิจกรรมหยิบก้อนไม้ จากทาได้เองบางส่วน เป็นทาได้เองโดยไม่ต้องช่วย ส่วนกิจกรรมเสียบหมุด จากท่ีกรณีศึกษาไม่สามารถทาได้ เองต้องจับมือทาเป็นสามารถทาได้เองโดยไม่ต้องช่วย ในกิจกรรมหยิบก้อนไม้ ความสามารถของกรณีศึกษา ในการปล่อยดีขึ้นจากไม่สามารถทาได้เองต้องจับมือทาเป็นสามารถทาได้เองบางส่วน ระดับความสามารถ การใช้มือข้างขวา ในกิจกรรมร้อยลูกปัด การกาดีขึ้น จากไม่สามารถทาได้เองต้องจับมือทาเป็นสามารถทาได้ เอง บางส่วน การปล่อยดีข้ึน จากไม่สามารถทาได้เองต้องจับมือทาเป็นสามารถทาไต้เองโดยไม่ต้องช่วย เวลาเฉลี่ยท่ีใช้ในการทา 3 กิจกรรม (หยิบลูกบอล หยิบก้อนไม้ เสียบหมุด) ของมือข้างซ้ายเพิ่มขึ้นจาก 2 นาที 54 วินาที เป็น 3 นาที 50 วินาที เวลาเฉลี่ยของมือซ้ายเพิ่มข้ึน แต่ระดับความสามารถการใช้มือซ้ายดีข้ึน เป็นผลมาจากในการประเมินก่อนใช้แผนการสอน กรณีศึกษาไม่สามารถทาได้เองต้องอาศัยผู้ประเมินจับมือทา จึงเร็วกว่าในการประเมินหลังใช้แผนการสอน ที่กรณีศึกษาทากิจกรรมบางส่วนได้เอง แต่ยังไม่คล่อง ส่วนเวลาเฉลี่ย ท่ีใช้ในการทา 3 กิจกรรมของมือขวาลดลงจาก 1 นาที 52 วินาที เป็น 1 นาที 13 วินาที ซึ่งแสดงว่ามือขวา ทางานไดด้ ีข้ึน สรุป แผนการสอนที่สรา้ งข้นึ สามารถเพิม่ ความสามารถการใช้มือของกรณีศึกษาเด็กสมองพิการ

36 2. การค้นคว้าแบบอิสระ โปรแกรมการออกกาลังกายสาหรับเด็กสมองพิการท่ีมีอาการเกร็งของ ขาทง้ั สองข้าง นายพงศกร หงสร์ ะนยั ผู้วจิ ัย บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการออกกาลังกายสาหรับเด็กสมองพิการ ท่ีมีอาการเกร็งของขาท้ังสองข้าง ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ศึกษาคือเด็กสมองพิการที่มีอาการ เกร็งของขาท้ังสองข้าง โรงเรียนศรีสังวาลย์จังหวัดเชียงใหม่ จานวน 16 คน ที่มีอายุระหว่าง 9 – 15 ปี (เฉลี่ย 12.81 + 19.73 ปี) โดยพิจารณาจากสมรรถภาพทางกายดังนี้ อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก และความดันโลหิต ความแข็งแรงของกล้ามเน้ือ มือและแขน ความสามารถในการทรงตัว ทาการทดสอบก่อนและหลังการ เข้าโปรแกรมการออกกาลังกายโดยการออกสัปดาห์ละ 3 คร้ัง ๆ ละ 1 ชั่วโมง ในวันศุกร์ วันเสาร์ และ วันอาทิตย์ ในสัปดาห์ที่ 1- 4 เป็นการออกกาลังกายแบบแอโรบิคตามโปรแกรม ส่วนสัปดาห์ที่ 5 - 6 จะเป็นการออกกาลังกายแบบมีแรงต้านตามโปรแกรม ผลการศึกษาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี (p < 0.05 ) ได้แก่ การลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก (resting heart rate) การลดค่าความตนั โลหิต (blood pressure) การเพมิ่ ข้ึนของความแข็งแรงของกล้ามเน้ือบีบมือ (flexor group of forearm) การเพ่ิมขึ้นของความสามารถในการทรงตัว (balance) ในทิศทางด้านหน้า ด้านข้างขวา และ ด้านซ้าย สรุปได้ว่า การออกกาลังกายตามโปรแกรม 6 สัปดาห์มีผลให้เด็กสมองพิการมีการเปลี่ยนแปลง ทางด้านร่างกายดีขึ้น สมควรนามาใช้ในเด็กสมองพิการตลอดจนปรับเปล่ียนให้มีความหนักและมีท่าเฉพาะ มากข้นึ ในการศกึ ษาครงั้ ตอ่ ไป

37 สรุปสาระสาคัญ การพัฒนาและฟ้ืนฟูสมรรถของผู้เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษ เป็นแนวทางการพัฒนาผู้เรียน ให้มีพัฒนาการเต็มศักยภาพ สามารถดารงชีวิตได้โดยอิสระ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ท่ีให้คนพิการและมีสิทธิได้รับสิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา ตามความจาเป็นของคนพิการแต่ละบุคคล ท้ังนี้เพื่อผู้ที่มีข้อจากัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจาวัน และการมีส่วนร่วมในสังคม ได้รับบริการที่มีความจาเป็นในการพัฒนาศักยภาพหรือแก้ไขข้อจากัดต่าง ๆ ของ คนพิการ การจัดการศึกษาสาหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพน้ัน เป็นการให้ความชว่ ยเหลอื มงุ่ เนน้ การใหค้ วามรู้กับพ่อแม่และครอบครัว ท้ังนี้มุ่งพัฒนาบุคคลที่มีความบกพร่องให้ ได้รับบริการจากนักวิชาชีพท่ีหลากหลาย ทั้งด้านการศึกษาด้านสุขภาพอนามัยการบาบัดรักษา ตลอดจน ป้องกันความพิการท่ีจะเกิดขึ้น เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการไปตามขั้นตอนเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป หรือใกล้เคียง บุคคลทั่วไปมากท่ีสุด สาหรับบุคคลที่พบความพิการภายหลังจะมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพ ให้อยู่ในสังคม ไดอ้ ย่างปกตสิ ุขโดยอาศยั ความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา และหนว่ ยงานท่ี เกย่ี วข้อง จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเด็กหรือคนพิการต้องได้รับการบาบัดฟ้ืนฟูสมรรถภาพที่เหมาะสมท้ังทางด้าน การแพทย์ การศึกษา สังคมและอาชีพ ซึ่งทุกด้านมีความจาเป็นและสาคัญทั้งนี้เพื่อให้เด็กหรือคนพิการ มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อยา่ งอสิ ระและมคี วามสุข

38 แหลง่ ขอ้ มูลเพมิ่ เติมทตี่ อ้ งศกึ ษา สาหรบั ผูท้ ศ่ี ึกษาขอ้ มูลบุคคลท่มี ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหวหรือสุขภาพ นอกจาก หนังสือชุดการศึกษาด้วยตนเองแล้ว ผู้ศึกษาเองน้ันควรหาข้อมูลความรู้เพิ่มเติม เพ่ือให้เข้าใจ และมีความรู้ เก่ียวกับบุคคลที่ความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ให้ครบในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะของบุคคลที่มีความบุคคลที่ความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือ สุขภาพ การฟื้นฟู สมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ การจัดการเรียนการสอน การใช้สื่อ และเทคโนโลยีในการ ช่วยสอน การใช้ ภาษามือ การฝกึ พูด ฯลฯ เพราะในปัจจุบัน การศึกษาของผู้ท่ีมีความบุคคลที่มีความ บกพร่องทางร่างกายหรือ การเคลือ่ นไหวหรือสุขภาพ ได้มกี ารพัฒนาองคค์ วามร้ทู างด้านต่าง ๆ ไปมาก ผทู้ ่ีศึกษาจึงควรหาความรู้เพ่ิมเติม เพอื่ ใหท้ ันตอ่ เหตกุ ารณ์ในปัจจุบัน แหลง่ ข้อมลู เพิม่ เติมทต่ี ้องศกึ ษา เชน่ 1. พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 2. พระราชบญั ญตั ิการจัดการศกึ ษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2556 3. เว็บไซต์ สานักบรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ www.special.obec.go.th 4. เวบ็ ไซต์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย์ www.m-society.go.th 5. เวบ็ ไซต์ ภาควิชาการศกึ ษาพิเศษ มหาวทิ ยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ www.special.edu.swu.ac.th 6. เว็บไซต์ มลู นธิ ิเพอื่ เดก็ พกิ าร http://www.fcdthailand.org/ 7. เว็บไซต์ โรงเรยี นศรสี ังวาลยข์ อนแก่น http://www.srisangwankhonkaen.ac.th 8. เวบ็ ไซต์ โรงเรยี นศรสี ังวาลย์นนทบรุ ี http://swn.ac.th 9. เว็บไซต์ โรงเรยี นศรสี งั วาลยเ์ ชียงใหม่ http://school.obec.go.th/srisungwan/ ซึ่ง เ ว็ บ ไ ซ ต์ เ ห ล่ า น้ี จ ะ ส า ม า ร ถ ห า ข้ อ มู ล เ ก่ี ย ว กับ บุ ค ค ล ที่ มี ค ว า ม บ ก พ ร่ อ ง ท า ง ร่ า ง ก า ย ห รื อ ก า ร เคลอื่ นไหวหรือสขุ ภาพ ดังน้ี ข้อมูลสาคัญทางด้านต่าง ๆ เก่ียวกับบุคคลท่ีมีความบุคคลท่ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคลอ่ื นไหวหรือสขุ ภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีความบุคคลท่ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรื อ สขุ ภาพ หน่วยงานและสถานศึกษาเก่ียวข้องกับบุคคลท่ีมีความบุคคลที่ความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคล่อื นไหวหรอื สขุ ภาพ องค์กรที่เก่ียวข้องกับบุคคลท่ีมีความบุคคลท่ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือ สุขภาพ

39 บรรณานุกรม เฟอื้ งฟ้า คุณาดร,พลตรีแพทย์หญิง. (2543). ชีวิตใหมใ่ ต้รม่ พระบารมีสมเด็จยา่ . กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั อมรินทร์ พรน้ิ ตงิ้ แอนด์พับลิชชงิ่ จากดั (มหาชน). กิ่งแก้ว ปาจรยี ์. (2542). การฟ้นื ฟสู มรรถภาพคนพิการ. กรงุ เทพฯ : บริษัท กรนี พรนิ ท์ จากัด. มูลนธิ อิ นเุ คราะห์คนพกิ าร. (2540). ความร้เู กี่ยวกับความพิการทางการเคล่ือนไหวและการศึกษา. นนทบุรี: มลู นธิ อิ นเุ คราะห์คนพกิ าร: อัดสาเนา. สานกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ. (2541). การจัดการศึกษาสาหรับเด็กทม่ี ีความบกพรอ่ ง ทางร่างกายหรือการเคลือ่ นไหว. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว. ภาควชิ ากายภาพบาบัด. (2552). เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏบิ ัติการ เร่ืองกายภาพบาบัด ในเด็กสมองพิการ. ขอนแกน่ : ภาควิชากายภาพบาบดั คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น. กลมุ่ ส่ือเทคโนโลยสี ่ิงอานวยความสะดวกทางการศึกษาสาหรับคนพิการ สานกั งานการศึกษาพเิ ศษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). ค่มู อื รายการส่งิ อานวยความ สะดวก สื่อ บรกิ ารและความช่วยเหลืออืน่ ใดทางการศกึ ษา ประจาปี 2546 บัญชี (ก) (ข) (ค). การส่งเสรมิ การเขา้ ถึงข้อมลู และเทคโนโลยสี ารสนเทศสาหรบั คนพิการ คณะกรรมการ. (2546). แนวทางการ สง่ เสรมิ การเข้าถึงข้อมลู ข่าวสาร การสือ่ สาร ตลอดจนเทคโนโลยีสง่ิ อานวยความสะดวกสาหรบั คนพกิ าร. กรุงเทพฯ. ดุสิตา ทิมาลา. (2553). Assistive Technology และ Universal Design. ในโครงการ ยกระดับคุณภาพครู ท้ังระบบตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข็มแข็ง ระหวา่ งวันท่ี 10 -13 ก.ค. 53 โรงแรม เดอะ ทวิน ทาวเวอร์. กรงุ เทพฯ. วันทนีย์ พันธชาติ. (2547). ศนู ย์เทคโนโลยีอิเลก็ ทรอนกิ ส์และคอมพวิ เตอร์แห่งชาติ สานกั งานพัฒนาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ชาติกระทรวงวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. จาก http://www2.nstda.or.th/pr/press/feb03/hrh_act.htm. วิทยาลยั ราชสดุ า, มหาวทิ ยาลยั มหิดล. (2551). เอกสารประกอบการอบรมโครงการพัฒนาศกั ยภาพ บุคลากร ประจาศูนย์บริการนักศกึ ษาพิการ. เดือนพฤษภาคม 2551. ศรยี า นยิ มธรรม. (2539). การศกึ ษาพิเศษและการเรยี นรว่ ม. ทศวรรษการจัดการเรยี นร่วม. กรุงเทพ: สานกั งานการประถมศึกษา. สมชาย รงุ่ ศิลป์. การออกแบบเพ่ือมวลชน. ยอ่ และเรียบเรียงจากเอกสารประกอบการฝึกอบรม เรอ่ื ง Universal Design.Castillo,N.D.University of the Philippines. จาก http://www.opp.go.th/ km/fund/apcd3_7_12_49.pdf.

40 สานกั งานสง่ เสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพิการแหง่ ชาติ กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คง ของ มนษุ ย์. (2552). คู่มือกฎหมายการปฏิบตั ิงานเพื่อการส่งเสริมและพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพิการ. กรุงเทพ: ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย. สานกั บรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. แนวทางการวัดผลประเมนิ ผล นกั เรียนทมี่ คี วามบกพร่องทางรา่ งกาย หรอื การเคล่อื นไหว หรอื สขุ ภาพ. หลักสูตรการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551. อลสิ า สุวรรณรตั น์.(2553). Assistive Technology และ Universal Design.ในโครงการ ยกระดับคุณภาพ ครูท้ังระบบตามแผนปฏิบตั ิการไทยเข็มแขง็ ระหวา่ งวันท่ี 10 -13 ก.ค. 53 โรงแรม เดอะทวิน ทาวเวอร์. กรุงเทพ. Assistive Technology Link Library. (2004, March 24). What is Assistive Technology? Retrieved from http://www.rehabtool.com/at.html. Burgstahler, S. (2009). Universal design of instruction (UDI): Definition, principles, and examples.WA:DO-IT. Retrieved from http://www.washington.edu/doit/Brochures/Academics/instruction.html. David Werner. Disabled Village Children.(2011, July 13). Retrieved from http://www.dinf.ne.jp/doc/english/access/assistive_technology_index.html.

แบบทดสอบทา้ ยบท ชุดเอกสารศึกษาด้วยตนเอง วชิ าความรู้พน้ื ฐานด้านการจดั การศกึ ษาสาหรบั คนพกิ ารหรือผเู้ รียนท่ีมคี วามต้องการจาเป็นพิเศษ เลม่ 10 การจดั การศึกษาสาหรบั บคุ คลทมี่ ีความบกพร่องทางดา้ นรา่ งกาย หรือการเคลือ่ นไหว หรือสุขภาพ 1. ข้อใดไม่ใช่สาเหตขุ องบุคคลทีม่ ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสขุ ภาพ ก. สาเหตรุ ะหว่างมารดาต้ังครรภ์ ข. สาเหตจุ ากโรคทางพนั ธกุ รรม ค. ความผดิ ปกติระหว่างคลอดหรอื หลังคลอด ง. การเกิดอบุ ตั ติเหตุ รถชน จมน้า 2. ซรี บี รัล พัลซี (Cerebral palsy) หรอื กล่มุ สมองพกิ าร แบ่งออกเป็นก่ีประเภท อะไรบ้าง ก. 2 ประเภท กลุ่มแขนขาขาด และ กลุ่มเกร็ง (spastic) ข. 2 ประเภท กลมุ่ เกร็ง (spastic) และ กลุม่ เคลื่อนไหวผิดปกติ (Dystonia) ค. 3 ประเภท กลมุ่ แขนขาขาด กลมุ่ โปลิโอ และ กลมุ่ เกร็ง (spastic) ง. 3 ประเภท กลุม่ เกร็ง (spastic) กลุม่ เคลื่อนไหวผิดปกติ (Dystonia) และกลุ่มโปลิโอ 3. ข้อใดเป็นลกั ษณะโรคหรอื สภาวะที่ท้าให้เกิดความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลอื่ นไหวหรอื สุขภาพ ก. กล่มุ สมองพิการ กลมุ่ ท่ีมคี วามผิดปกตทิ ่ีไขสนั หลัง กลมุ่ แขนขาขาด กลุ่มโปลิโอ ความพิการอ่นื ข. กลุ่มสมองพกิ าร กลมุ่ ที่มีความผิดปกติที่ไขสนั หลงั กลุ่มแขนขาขาด ค. กล่มุ สมองพกิ าร กลุ่มที่มีความผดิ ปกตทิ ี่ไขสนั หลงั กลมุ่ โปลิโอ ง. กลุม่ สมองพิการ กลุ่มทม่ี ีความผิดปกตทิ ่ีไขสันหลัง กล่มุ แขนขาขาด กลมุ่ โปลโิ อ 4. เด็กกลุ่มใดมีกลา้ มเนอ้ื เกรง็ เคล่อื นไหวไดช้ ้า ขาอาจมีอาการมากกวา่ แขน หรือมคี วามผิดปกติครึ่งซีก หรือผิดปกตทิ ้งั ตัว ท้าให้ควบคุมกลา้ มเนื้อ คอ ลา้ ตวั แขน และขา ไม่ได้ ก. กลุ่มเกรง็ (spastic) ข. กล่มุ เคล่อื นไหวผดิ ปกติ (Dystonia) ค. กลมุ่ โปลิโอ ง. กลมุ่ คลอดก่อนกา้ หนด

5. กระบวนการใหบ้ ริการชว่ ยเหลอื ระยะแรกเริ่มส้าหรับบคุ คลทีม่ คี วามบกพร่องทางร่างกายหรอื การเคล่ือนไหว หรือสขุ ภาพ ขอ้ ใดถูกต้อง ก. การบา้ บัดฟ้ืนฟสู มรรถภาพ ข. การพฒั นาทักษะการสื่อสาร ค. นวตั กรรมและส่อื สิง่ อา้ นวยความสะดวก ส่ือ บรกิ ารและความช่วยเหลืออน่ื ใดทางการศึกษา ง. ถูกทุกข้อ 6. ขอ้ ใดสา้ คัญที่สุดในการจัดท้าหลกั สตู รสถานศึกษาสา้ หรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือ การเคลือ่ นไหวหรือสขุ ภาพ ก. หลกั สูตรที่เหมาะสมกบั ลกั ษณะความพิการ ขอ้ จา้ กดั และความต้องการจ้าเป็นของนักเรยี น ข. หลักสูตรเหมาะสมกบั บรบิ ทท้องถิ่น ค. หลักสูตรบรู ณาการ ง. หลกั สูตรมีความหลากหลาย 7. ข้อใดมีความสา้ คัญและจ้าเป็นทส่ี ดุ ในการวางแผนการจัดการเรยี นการสอนสา้ หรับบคุ คลทม่ี คี วามบกพร่อง ทางรา่ งกายหรือการเคลื่อนไหวหรอื สุขภาพ ก. ความสามารถพ้นื ฐาน ข. ธรรมชาติและรปู แบบการเรียนรู้ของผเู้ รียน ค. เทคนคิ การสอน ง. การจัดสภาพแวดลอ้ ม 8. ขัน้ ตอนแรกของการออกแบบการเรียนการสอนสา้ หรับบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หรอื สขุ ภาพ คือขอ้ ใด ก. วิเคราะห์หลักสตู ร ข. วเิ คราะหผ์ ู้เรยี น ค. กา้ หนดการสอน ง. วิเคราะห์เนอ้ื หา

9. การปรบั วธิ กี ารสอนควรคา้ นึงถงึ สงิ่ ใดมากที่สดุ ก. มอบหมายงานทเ่ี หมาะสม ข. ยืดหยนุ่ เวลาในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทางการเรยี น ค. สอดคลอ้ งกบั ศักยภาพและความตอ้ งการจา้ เปน็ ของผเู้ รียน ง. ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งครูกบั นักเรียน 10. การปรบั เน้ือหาการเรียน ลดเนื้อหา ควรจัดแบง่ เนื้อหาสง่ิ ทีจ่ ะสอนอย่างไร ก. สง่ิ ที่ต้องรู้ ควรรู้ และสิง่ ทจ่ี ะรู้ด้วยก็ได้แต่ไมร่ ู้ก็ไมเ่ ป็นไร ข. ปรับขนาด ปรับความยากงา่ ย ค. ปรบั ภาษา เลอื กค้าศพั ท์ที่ใช้ในชีวิตประจ้าวัน ง. เลือกใชข้ ้อมลู เนื้อหาบางส่วน 11. การบ้าบดั ฟ้ืนฟสู มรรถภาพของบุคคลท่มี ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสขุ ภาพ ได้แก่ อะไรบ้าง ก. กายภาพบา้ บดั กิจกรรมบ้าบัด การแก้ไขการพูด ศิลปะบ้าบัดและดนตรีบ้าบัด อาชาบ้าบดั ข. กายภาพบา้ บดั กิจกรรมบ้าบัด การแก้ไขการพดู ศลิ ปะบ้าบัดและดนตรบี า้ บัด ค. กายภาพบ้าบัด กิจกรรมบ้าบัด การแก้ไขการพดู ง. กายภาพบ้าบัด กิจกรรมบ้าบัด การแก้ไขการพดู ศลิ ปะบ้าบัด 12. กจิ กรรมบ้าบดั เป็นการการบา้ บัดฟื้นฟสู มรรถภาพของบคุ คลทีม่ ีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคล่ือนไหว หรอื สขุ ภาพ แบบใด ก. การฝึกการดูดเคี้ยว และการกลนื การฝึกทกั ษะการท้ากจิ วตั รประจ้าวนั การฝึกการเคลอื่ นไหวของ แขนและมือ เป็นต้น ข. ฝกึ การกระตุ้นพฒั นาการในทุกด้าน การฝึกการดดู เคย้ี ว และการกลืน การฝกึ ทักษะการท้ากิจวตั ร ประจ้าวนั เป็นต้น ค. ฝกึ การกระตนุ้ พฒั นาการในทุกด้าน การฝึกการดูดเคย้ี ว และการกลนื การฝกึ ทักษะการท้ากิจวตั ร ประจา้ วัน การฝึกการเคลอ่ื นไหวของแขนและมือ เป็นตน้ ง. ฝึกการกระตุ้นการดดู เคี้ยว และการกลนื การฝึกทักษะการทา้ กจิ วัตรประจ้าวัน การฝึกการ เคลอื่ นไหวของแขนและมือ เป็นตน้

13. Augmentative and Alternative Communication หมายถงึ ข้อใด ก. การทดแทนส่ือสาร ข. การกระตนุ้ การส่อื สาร ค. การสง่ และการรับสาร ง .การสื่อสารเสรมิ และทางเลือก 14. ข้อใดไมใ่ ช่ประเภทของเทคโนโลยีสง่ิ อ้านวยสะดวก ก. เทคโนโลยสี ง่ิ อา้ นวยความสะดวกชว่ ยในการสื่อสาร ข. เทคโนโลยีส่ิงอา้ นวยความสะดวกช่วยในการเขยี น ค. เทคโนโลยีโปรแกรมสง่ั งานคอมพวิ เตอรด์ ว้ ยเสยี ง ง. เทคโนโลยีสิง่ อา้ นวยความสะดวกช่วยในการเคลอ่ื นไหว 15. ข้อใดคอื เทคโนโลยีสิง่ อ้านวยความสะดวกชว่ ยในการเคลือ่ นไหว ก. การดัดแปลงยานพาหนะ (Vehicle Modifications) ข. รถเข็นและอุปกรณ์ท่ชี ว่ ยในการเคลือ่ นท่ี (Wheelchairs/Mobility Aids) ค. กายอปุ กรณเ์ ทียมและกายอปุ กรณเ์ สริม (Prosthesis and Orthosis) ง. ถูกทุกข้อทกี่ ล่าวมา 16. ขอ้ ใดกล่างถงึ ประโยชนแ์ ละความสา้ คัญของ “เทคโนโลยี สิ่งอ้านวยความสะดวก” ก. เปน็ เคร่ืองมือ อุปกรณ์ ฮารด์ แวร์ ซอฟต์แวร์ หรอื บริการที่ใชส้ า้ หรบั คนพิการโดยเฉพาะ .ขเทคโนโลยสี ่งิ อา้ นวยความสะดวกชว่ ยในการทา้ กจิ วตั รประจา้ วนั ค. การดดั แปลงหรือปรับใชใ้ ห้ตรงกบั ความต้องการจ้าเปน็ พิเศษของคนพิการแต่ละบุคคล ง .ชว่ ยใหน้ กั เรียนเข้าถงึ /ท้ากิจกรรมตา่ งๆ ในชวี ติ ประจา้ วนั ด้วยตนเองมากข้ึนและงา่ ยข้ึน 17. รถบัสไฮโดรลิก เป็นเทคโนโลยสี ิง่ อา้ นวยความสะดวกช่วยเหลอื ด้านใด ก. เทคโนโลยีส่ิงอ้านวยความสะดวกชว่ ยในการเคลื่อนไหว ข. เทคโนโลยสี ่งิ อา้ นวยความสะดวกช่วยในการจัดทา่ ทาง ค. การปรบั สภาพแวดล้อมทง้ั ในและนอกห้องเรียน ง. เทคโนโลยีสงิ่ อ้านวยความสะดวกช่วยในการทา้ กิจวัตรประจ้าวนั