๗๑ มมุ หนงั สอื ในห้องเรยี นควรมบี รเิ วณทีเ่ งยี บ สาหรับให้เดก็ ไดด้ รู ูปภาพ อา่ นหนงั สือนิทาน ฟังนิทานผู้สอนควร จัดมมุ หนังสอื ให้เดก็ ไดค้ นุ้ เคยกบั ตวั หนังสือ และทากิจกรรมตามลาพังหรอื เป็นกลุ่มเลก็ ๆ แนวทางการจัด มุมหนังสอื เป็นมุมทต่ี ้องการความสงบควรจดั ห่างจากมมุ ทมี่ เี สยี ง เชน่ มมุ บล็อก มุมบทบาท สมมติ ฯลฯ และควรจัดบรรยากาศจูงใจใหเ้ ดก็ ให้เด็กได้เข้าไปใชเ้ กิดความรักและทนุถนอมหนงั สือและปลูกฝงั นสิ ยั รักการอ่าน มีจานวนหนังสอื เพียงพอกับเด็กและเหมาะสมกบั วยั ของเดก็ ควรมีการเปลี่ยนหนังสอื ทุกสัปดาห์ และ เลือกหนงั สอื ทสี่ ่งเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรมใหก้ บั เด็กดว้ ย มุมบทบาทสมมติ มุมบทบาทสมมติ เป็นมุมที่จดั ขนึ้ เพ่ือใหเ้ ด็กมีโอกาสไดน้ าเอาประสบการณ์ท่ไี ดร้ บั จากบ้านหรอื ชุมชนมาเล่นแสดงบทบาทสมมติ เลียนแบบบุคคลต่าง ๆ ตามจนิ ตนาการของตน เชน่ เป็นพอ่ แม่ในมุมบ้าน เปน็ หมอในมุมหมอ เปน็ พ่อค้าแม่ค้าในมุมรา้ นค้า ฯลฯ การเลน่ ดงั กล่าวเปน็ การปลกู ฝงั ความสานึกถึงบทบาททางสงั คม ที่เด็กไดพ้ บเหน็ ในชวี ิตจรงิ แนวทางการจดั มุมบทบาทสมมตินี้ ควรอยู่ใกล้มุมบลอ็ กและอาจจดั ให้เป็นท่ีต่าง ๆ นอกเหนอื จากการจดั เป็นบ้าน โดยสังเกตการณเ์ ลน่ และความสนใจของเดก็ วา่ มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทการเลน่ จากบทบาทเดมิ ไปส่รู ปู แบบการเลน่ อ่ืนหรอื ไม่ อุปกรณ์ทนี่ ามาจัดควรเปลี่ยนไปตามความสนใจของเด็กเชน่ กัน มมุ บทบาทสมมตอิ าจจัดเป็นบา้ น/ ร้านอาหาร/ร้านขายของ ร้านเสริมสวย โรงพยาบาล ฯลฯ ในขณะเดยี วกนั อุปกรณ์ทน่ี ามาจดั ให้เด็กควรหม่ันดูแล และทาความสะอาดทุกสัปดาห์ ไม่เป็นอันตราย และความเหมาะสมกับสภาพทอ้ งถิ่น มุมวิทยาศาสตร์/มมุ ธรรมชาติ มมุ วทิ ยาศาสตรห์ รือมุมธรรมชาติ เปน็ มมุ เล่นทผี่ ู้สอนจดั รวบรวมสง่ิ ของตา่ ง ๆ หรือสิ่งที่มใี น ธรรมชาติมาใหเ้ ดก็ ได้สารวจ สงั เกต ทดลอง คน้ พบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการชว่ ยพฒั นาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตรใ์ ห้กบั เด็ก แนวทางการจดั มุมวทิ ยาศาสตรห์ รือมุมธรรมชาติ อาจจัดไว้ใกล้มุมหนังสือ ส่ิงของท่จี ดั วาง ต้องคานึงถึงความ ปลอดภยั กบั เด็กในขณะทใี่ ชห้ รอื เก็บควรอยูใ่ นระดบั ท่เี ด็กหยบิ จบั ดวู สั ดอุ ปุ กรณเ์ หลา่ นนั้ ได้โดยสะดวก ควรจะ ปรบั เปลีย่ นสิ่งของท่นี ามาจดั แสดง อาจมีการจาลองการทดลองอย่างงา่ ย เพ่ือใหเ้ ด็กได้เรยี นรู้ สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน คือ การจัดสภาพแวดล้อมภายในบรเิ วณสถานศึกษา รวมท้งั จดั สนาม เด็กเลน่ พร้อมเครื่องเล่นสนาม จดั ระวงั รกั ษาความปลอดภัยภายในสถานศกึ ษา ดแู ลรักษาความสะอาด ปลูก ตน้ ไมใ้ ห้ความรม่ ร่ืนรอบ ๆ บริเวณสถานศึกษา ส่ิงต่าง ๆ เหล่าน้เี ป็นส่วนหนง่ึ ท่ีส่งผลตอ่ การเรียนร้แู ละพฒั นาการ ของเด็ก สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน ประกอบดว้ ย ๑) สนามเดก็ เลน่ ควรมพี น้ื ผิวหลายประเภท เชน่ ดนิ ทราย หญา้ พืน้ ท่ีสาหรับเลน่ ของเล่นที่มีลอ้ ม รวมทัง้ ที่รม่ ท่โี ลง่ แจ้ง พน้ื ดินสาหรับขดุ ทเี่ ล่นน้า บ่อทราย พร้อมอปุ กรณป์ ระกอบการเล่น เครอื่ งเลน่ สนามสาหรบั ปีนป่าย ทรงตัว ฯลฯ ท้ังน้ีตอ้ งไม่ตดิ กับบริเวณท่ีมีอันตราย ต้องหมัน่ ตรวจตราเครือ่ งเล่นใหอ้ ยใู่ นสภาพแขง็ แรง ปลอดภยั อยเู่ สมอ และหมนั่ ดูแลเรือ่ งความสะอาด ๒) ทนี่ ่งั เล่นพกั ผ่อน จัดทน่ี ง่ั ไวใ้ ต้ตน้ ไม้มีรม่ เงา อาจใช้กจิ กรรมกลุ่มย่อย ๆ หรอื กิจกรรม ท่ีตอ้ งการความสงบ หรืออาจจดั เป็นพ้นื ทใี่ ห้ความรู้ ประชาสมั พนั ธ์ ปา้ ยนิเทศ เพ่ือให้ความรู้แก่เด็ก และผ้ปู กครอง ๓) บริเวณธรรมชาติ ปลูกไมด้ อก ไม้ประดบั แปลงปลูกพืชผักสวนครัว หากบริเวณ สถานศกึ ษา มีไม่มากนกั อาจปลูกพชื ในกระบะหรือกระถาง หรือเศษวสั ดุในท้องถ่ิน
๗๒ ๔) หอ้ งปฏิบัติการและอาคารประกอบตา่ ง ๆ เช่น โรงอาหาร เรอื นเพาะชา ห้องสมุด หอ้ งปฏิบตั กิ ารตา่ ง ๆ ควรจัดใหม้ ีพนื้ ท่สี าหรับให้เดก็ ทากจิ กรรมและเรียนรู้ทส่ี ะอาดและปลอดภยั สาหรบั เดก็ สภาพแวดล้อมดา้ นจติ ภาพ เป็นการจดั การห้องเรยี นตามแนวคิดเร่อื งการเรียนรอู้ ย่างมีความสุข การจดั สภาพแวดล้อม การจัดสภาพแวดลอ้ มจงึ เปน็ การจดั เพื่อใหเ้ กดิ บรรยากาศที่ดใี นการอยรู่ ่วมกนั ซึ่งจะเกิดความ สะดวกปลอดภัย ราบรืน่ จากการทากิจกรรมในห้องที่มลี ักษณะทางกายภาพที่เหมาะสมและมีการปฏบิ ตั ิตอ่ กนั ที่ เหมาะสมของผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทง้ั เดก็ และผู้สอน นอกจากนย้ี ังรวมถึงกฎ ระเบยี บ กติกา ข้อตกลงท่ี ทุกคน สามารถปฏบิ ตั ริ ว่ มกนั ได้และเกดิ ความสุขในการอยู่ร่วมกนั การจดั บรรยากาศด้านจติ ภาพจึงมีเปา้ หมายเพือ่ ให้เด็ก ได้เรยี นรกู้ ารอยู่ร่วมกนั ในสภาพแวดลอ้ มแหง่ ความสุข ผ้สู อนมีทา่ ทที ่ีอบอนุ่ ให้ความม่ันใจแกเ่ ด็กสนับสนนุ ให้เด็กได้ ประสบความสาเร็จในกจิ กรรมต่าง ๆ มสี ถานทีท่ เี่ ด็กสามารถมคี วามเป็นสว่ นตวั หรือเม่ือต้องการอยตู่ ามลาพัง ตอ้ งการความสงบ ให้อสิ ระเด็กในการสื่อสาร เคล่อื นไหว ทากจิ กรรมต่าง ๆ รวมทง้ั ข้อตกลงต่าง ๆ สามารถยืดหยุ่น ไดเ้ มื่อจาเป็น การจัดสภาพแวดลอ้ มทางจติ ภาพมีรายละเอียดดงั นี้ บุคลกิ ภาพผูส้ อน บคุ ลกิ ภาพผสู้ อนชว่ ยเสริมบรรยากาศในการเรยี นรใู้ หเ้ กดิ ข้ึนในหอ้ งไดเ้ ปน็ อย่างดี ยิม้ แย้ม แจม่ ใส มกี ิริยามารยาทแบบไทย แตง่ กายเหมาะสมกบั วฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ใช้ภาษาถกู ต้องชดั เจน เตม็ ใจตอบคาถาม ของเด็ก พูดกับเด็กด้วยเสียงนมุ่ นวลเปน็ มิตร และพูดชีแ้ จงเหตุผล แก่เด็กด้วยนา้ เสยี งปกติ การจัดการชั้นเรียนของผสู้ อน ผู้สอนควรใส่ใจดแู ลให้เด็กให้อยู่รว่ มกันในห้องเรยี นอย่างมีความสุข พร้อมทง้ั เรยี นรสู้ ทิ ธิ และหน้าทีข่ องตน มีการสร้างข้อตกลงในการปฏิบัติตนร่วมกันระหวา่ งครกู บั เด็ก และเด็กกับเด็ก การแบ่งหน้าที่ ความรบั ผดิ ชอบ แนวทางปฏิบัติเม่อื เด็กไมท่ าตามข้อตกลง และแก้ไขปัญหาเม่ือมขี ้อขัดแย้งเกิดขึน้ การสรา้ งความสัมพนั ธ์ระหว่างผสู้ อนกับเด็ก ความสมั พันธ์อนั ดีระหว่างผู้สอนกบั เด็กช่วยเสริมสร้างใหเ้ ด็กรสู้ กึ อบอุน่ ปลอดภัย สร้าง ความม่ันใจในตนเอง และเกิดความรสู้ กึ ทด่ี ตี ่อตนเอง ผูส้ อนควรสร้างความสมั พันธก์ ับเดก็ ดว้ ยท่าทาง เช่น ย้ิม สมั ผัส ทักทายและพดู คุยกบั เดก็ ดูแลเด็กที่มปี ัญหาสขุ ภาพ ไม่สบาย หรือต้องการกาลังใจ รบั ฟงั เมื่อเด็กพูด ด้วย ให้โอกาสเด็กท่ีต้องการพดู คยุ กับผสู้ อน ตอนเมือ่ เด็กถาม และยอมรบั การชว่ ยเหลือของเดก็ การสรา้ งความสัมพนั ธร์ ะหว่างเด็กกับเด็ก ความสมั พนั ธท์ ่ดี รี ะหว่างเด็กกับเด็กในสถานศกึ ษา จะทาให้เด็กอยรู่ ่วมกันอย่างมคี วามสขุ และลดปัญหาความขดั แย้งระหวา่ งเด็กกับเด็ก ผสู้ อนควรจัดใหม้ กี ิจกรรมทีส่ ง่ เสริมความสัมพนั ธท์ ดี่ ีระหว่างเดก็ กบั เด็ก โดยการจัดกจิ กรรมทีส่ ง่ เสรมิ การช่วยเหลือซง่ึ กันและกนั สร้างความรบั ผิดชอบในการทางาน ให้เด็กได้ร่วมคดิ รว่ มทา และรว่ มแก้ปญั หา เช่น การจัดของเล่น การดูแลความสะอาด การทางานกลุ่ม เปน็ ตน้ การสรา้ งความสัมพนั ธร์ ะหว่างผ้ปู กครองและสถานศกึ ษา ผสู้ อนมบี ทบาทสาคัญยง่ิ ในการสนบั สนนุ และส่งเสรมิ ใหเ้ กิดความสัมพนั ธ์ระหวา่ งผู้ปกครอง กับสถานศึกษา ผ้สู อนจงึ ควรสรา้ งความสมั พันธ์กับผปู้ กครองดว้ ยการจดั ทาป้ายนิเทศซ่ึงมีสาระเกยี่ วกบั เดก็ ผู้ปกครอง ชมุ ชน และโรงเรียน จัดทาจดหมายขา่ วถงึ ผปู้ กครองเยี่ยมช้นั เรียนของเด็กจัดประชมุ พบปะระหว่าง ผู้ปกครองและผู้สอน รวมท้งั เปดิ โอกาสให้ผู้ปกครองได้ทางานอาสาสมัครร่วมกับทางโรงเรยี น การจัดสภาพแวดล้อมดา้ นสังคม เปน็ การจดั สภาพแวดล้อมที่เกดิ จากแนวคิดเรื่องการเรยี นรทู้ างสังคมของ เดก็ ปฐมวยั ท่ีเรียนรู้ทางสงั คมจากการเลน่ การทากจิ กรรมและทางานร่วมกับผู้อ่ืนทั้งเด็กและผใู้ หญ่ การจดั การ สภาพแวดลอ้ มด้านสงั คมจงึ เปน็ การจดั การท่ีใหเ้ ด็กอย่รู ว่ มกับผู้อ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข สนับสนนุ ให้ปฏิบัตติ นใน ลักษณะทสี่ งั คมยอมรบั และเกิดทกั ษะทางสังคม มสี ัมพันธภาพทด่ี ีกบั ผ้อู นื่ สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ การแบ่งปนั กันท้ังในด้าน ความคดิ ความรสู้ กึ พนื้ ทแ่ี ละอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ จัดให้มีบรรยากาศแบบประชาธิปไตย เดก็ ได้แสดงความเห็นและมี สว่ นร่วมในการตัดสินใจต่าง ๆ เชน่ การกาหนดขอ้ ตกลง กตกิ า กฎ ระเบียบต่าง ๆ การแบง่ หนา้ ท่ี การฝกึ การมี วนิ ยั ในตนเอง
๗๓ การเรยี นรขู้ องเด็กที่ได้ปฏิสัมพนั ธ์ส่ิงแวดล้อมท้ังดา้ นวัตถแุ ละบคุ คล ผู้สอนจะตอ้ งพยายามจดั สภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ใหเ้ ด็กได้ทากิจกรรมกบั ผอู้ ื่น กบั ส่ิงของและกระบวนการตา่ ง ๆ รวมถงึ ให้เด็กได้ปฏิสัมพันธก์ ับประสบการณ์ต่าง ๆ และผสู้ อนจะตอ้ งมกี ารวางแผนการจัดกิจกรรมประจาวนั ให้เด็กได้ พัฒนาท้งั รา่ งกายและสังคม โดยการเตรียมสอ่ื วัสดทุ ีเ่ หมาะสม เพื่อกระตุน้ ให้เด็กได้เกิดกระบวนการคดิ ใหเ้ ดก็ ได้ เห็นความสมั พนั ธ์ของสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยจดั สภาพแวดล้อมให้เด็กไดป้ ฏิสัมพนั ธ์กบั ผู้คนและกระบวนการต่าง ๆ อย่าง กว้างขวาง การทเี่ ดก็ อยู่ในสภาวะแวดล้อมทเ่ี หมาะสม เด็กจะพัฒนาความรสู้ กึ ทดี่ ตี ่อตนเอง เกดิ ความเช่อื ม่ันใน ตนเองและมีความคิดริเริม่ สร้างสรรค์ สอื่ เพ่ือส่งเสรมิ พัฒนาการและการเรียนรขู้ องเดก็ เด็กตวั กลางกระต้นุ ให้เกิดการเรยี นรู้ตามจดุ ม่งุ หมายท่ี กาหนด การเรยี นร้ขู องเด็กอาย ๓-๖ ปี จาเป็นต้องผ่านการลงมอื ปฏิบัติจริงหรือเกิดจากการค้นพบดว้ ยตนเองเป็น ประสบการณ์ตรง ซงึ่ เดก็ จะเรียนรจู้ ากส่ิงที่เปน็ รูปธรรมหรือมองเห็น จับตอ้ งไดไ้ ปสู่สิ่งทีเ่ ปน็ นามธรรมเมื่อเขาสู่อายุ ท่ีสงู ข้ึน การเรยี นร้ขู องเด็กวยั นี้จงึ ข้ึนอยู่กบั ของจริงที่พบเหน็ ของเล่นทเ่ี ลยี นแบบของจรงิ นทิ านและเพลง ดงั นี้ ๑. ของเล่น ของเล่นเป็นสงิ่ ที่ประกอบการเล่นของเด็ก ของเลน่ ชว่ ยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรยี นรู้และเกดิ ความมน่ั ใจในการเล่นของเล่นอาจจัดทาขนึ้ เองจากวสั ดุ สิ่งของ เศษวัสดุเหลือใชท้ ่มี ีอยู่รอบตัวในชวี ิตประจาวนั หรอื เป็นการเลอื กซอื้ ของเล่นทม่ี ีขายในท้องตลาด ซ่ึงการจดั หาของเลน่ ใหเ้ ด็กต้องคานึงถึงความปลอดภัยและเหมาะกับ วยั ของเด็ก ๑.๑ ลักษณะของเล่นเดก็ ของเลน่ ทเ่ี กยี่ วกับการเล่นของเด็ก แบ่งเปน็ ๑.๑.๑ ของจริง เป็นของเล่นทเี่ ป็นส่งิ ของหรอื เคร่อื งใชใ้ นชวี ิตจรงิ ของจรงิ ทีเ่ ด็กเลน่ ได้ เชน่ ชอ้ น ถ้วย ชามพลาสตกิ หม้อ จาน ๑.๑.๒ ของเล่นเลยี นแบบของจรงิ เปน็ ของเลน่ ที่ทาข้นึ ให้มีรปู แบบเหมือนของจริงทมี่ ีอยู่ ในชวี ิตประจาวัน อาจทาจากวัสดปุ ระเภทไม้ พลาสติก โลหะ หรอื กระดาษก็ได้ เชน่ ตกุ๊ ตาสตั ว์ขนอ่อนนุ่ม ตกุ๊ ตาคน ลูกบอลเด็กเลน่ รถเด็กเล่น ของเลน่ เคร่อื งครัว /เครื่องใช้ในบา้ น ๑.๑.๓ ของเล่นสรา้ งสรรค์ เปน็ ของเล่นที่ทาขึ้นไม่มรี ูปแบบทแี่ นน่ อนตายตวั สามารถ ประกอบเขา้ ด้วยกนั ให้เป็นอะไรก็ได้ตามความต้องการหรือจนิ ตนาการของผู้เลน่ เชน่ ตัวต่อพลาสติก พลาสติก สรา้ งสรรค์ บล็อกพลาสติก / ไม้ วสั ดุทใี่ ช้ในการวาดภาพ/การป้ัน/เคร่อื งใช้ในบา้ น ๑.๑.๔ ของเล่นเพ่อื การศึกษา เปน็ ของเลน่ ทท่ี าขึ้น มีรูปแบบชว่ ยพัฒนาทักษะการสังเกต ทักษะกล้ามเน้ือมือ ประสานสัมพันธก์ ับตา ทักษะการคดิ เช่น ไม้บล็อก เกมภาพตดั ต่อ เกมโดมโิ น ๑.๑.๕ ของเลน่ พ้ืนบา้ น เปน็ ของเล่นที่ทาขึ้นจากวสั ดธุ รรมชาติหรอื วสั ดทุ ม่ี ีอยู่ในท้องถิ่น ดว้ ย เช่น โมบายล์ปลาตะเพียนใบลาน ตะกร้อใบลาน ต๊กุ ตาสัตว์ทาจากฟาง กังหันลมใบตาล ลอ้ กล้ิงไม้ไผ่ นก/ตก๊ั แตนสานใบมะพร้าว กะลารองเท้า ปใี่ บมะพรา้ ว และปั้นดนิ เหนยี วรูปสตั ว์ ๑.๒ ประเภทของเลน่ เดก็ ของเล่นเดก็ มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยูก่ ับวัตถปุ ระสงค์ของการใช้ เลน่ แบ่งเปน็ ๑.๒.๑ ของเลน่ ฝกึ ประสาทสัมผัส เป็นของเล่นทด่ี ึงดดู ความสนใจของเด็กในการมองเห็น ไดย้ นิ และสัมผัส เชน่ ของเล่นมผี ิวสัมผสั เรยี บ-ขรุขระ ของเลน่ หยบิ จับไว้ในมือได้ เสยี งเพลง ๑.๒.๒ ของเลน่ ฝึกการเคลอื่ นไหว เปน็ ของเลน่ ท่ีเคลอ่ื นท่ีไม่ได้ กระตนุ้ ให้เด็กใชก้ ล้ามเนื้อ แขน ขา เช่น ลูกบอล ของเลน่ ลากจงู ได้ ของเลน่ ไขลาน ของเลน่ มลี ้อเลอื่ น ๑.๒.๓ ของเล่นฝึกความสมั พันธ์มือ ตา เปน็ ของเล่นทีฝ่ ึกให้เด็กได้พฒั นาการประสาน สมั พันธร์ ะหว่างการใช้กล้ามเนื้อมือและตาอยา่ งมีจุดหมาย เชน่ กระดานค้อนตอก กลอ่ งหยอดรูปทรง ของเล่น ร้อยลกู ปัดเม็ดโต ของเลน่ ร้อยเชือกตามรู ของเลน่ ผูกเชือก /รปู ซิป/ติดกระดุม
๗๔ ๑.๒.๔ ของเล่นฝกึ ภาษา เปน็ ของเล่นท่ชี ่วยในการฟงั การสือ่ สารทางด้านการฟัง การพูด เลา่ เร่ือง เชน่ หนงั สือภาพ นิทาน เทป เพลงเด็ก เคร่อื งดนตรี หุ่นมอื ๑.๒.๕ ของเล่นฝึกการสังเกต เปน็ ของเลน่ ฝึกทักษะการเปรยี บเทียบ การจาแนกหรือจัด กลุ่ม เช่น ของเลน่ รูปทรงเรขาคณติ แผ่นภาพจบั คู่ บล็อกตา่ งสีตา่ งขนาด ๑.๒.๖ ของเล่นฝึกการคิด เป็นของเลน่ สอนใหเ้ ด็กมีสมาธแิ ละรู้จกั แก้ปญั หา คิดใช้เหตุผล เช่น ภาพตดั ตอ่ ตัวต่อ ภาพปรศิ นา บล็อกไม้ ๑.๒.๗ ของเลน่ ฝกึ ความคดิ สร้างสรรค์ เปน็ ของเล่นทสี่ ง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ สร้างจินตนาการตาม ความนึกคิด หรอื แสดงบทบาทสมมติ เช่น บล็อกไม้ ตัวตอ่ ของเลน่ เครือ่ งครวั ของเล่นรา้ นคา้ ของเล่น เคร่อื งมอื แพทย์ ๑.๓ การเลือกของเลน่ เด็ก หลักเกณฑท์ ี่ควรคานงึ มีดังน้ี ๑.๓.๑ ความปลอดภัยในการเลน่ ของเล่นสาหรับเด็กอาจทาด้วยไม้ ผ้า พลาสติก หรือ โลหะทีไ่ มม่ ีอันตรายเก่ยี วกบั ผิวสัมผัสที่แหลมคมหรอื มีชน้ิ สว่ นทีห่ ลุดหรอื แตกหักง่าย ตลอดจนทาด้วยวสั ดุที่ไมม่ ีพษิ มภี ยั ตอ่ เดก็ ในสีท่ีทาหรือส่วนผสมในการผลิต มขี นาดไมเ่ ล็กเกนิ ไปจนทาใหเ้ ด็กกลืนหรือหยิบใส่รูจมูกหรือเขา้ ปากได้ รวมทง้ั มีน้าหนักพอเหมาะที่เดก็ สามารถหยบิ เลน่ เองได้ ๑.๓.๒ ประโยชนใ์ นการเล่น ของเลน่ ที่ดีควรเร้าความสนใจของเด็กให้อยากรู้อยากเห็น มี สีสนั สวยงามสะดดุ ตาเด็ก มีการออกแบบที่ส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กใชค้ วามคดิ และจินตนาการที่จะเลน่ อย่างริเร่ิมสรา้ งสรรค์ หรอื แก้ปญั หาช่วยในการพัฒนากลา้ มเน้ือ การเคล่ือนไหวและการใช้มืออยา่ งคล่องแคล่วทั้งยงั เสรมิ สรา้ งการพัฒนา ประสานมือกับตาให้สัมพันธ์กัน ๑.๓.๓ ประสิทธภิ าพในการใชเ้ ลน่ ของเลน่ ท่เี หมาะในการเล่นควรมีความยากง่ายเหมาะ กับระดบั อายแุ ละความสามารถตามพฒั นาการของเด็ก ของเลน่ ท่ียากเกินไปจะบนั่ ทอนความสนใจในการเลน่ ของ เด็กและทาใหเ้ ด็กรู้สกึ ท้อถอยไดง้ ่าย ส่วนของเล่นทง่ี า่ ยเกนิ ไปก็ทาให้เดก็ เบอ่ื ไม่อยากเลน่ ได้ นอกจากนีข้ องเล่นควร ทาให้เดก็ ไดใ้ ช้ประสบการณ์ตรงและเกดิ การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มคี วามแขง็ แรงทนทานและปรบั เปล่ยี นดัดแปลงใช้ ประโยชนไ์ ด้หลายโอกาส หลายรปู แบบหรอื เลน่ ไดห้ ลายคน ๑.๓.๔ ความประหยดั ทรพั ยากร ของเล่นทีดีไม่จาเป็นต้องมรี าคาแพงหรอื ผลติ ดว้ ย เทคโนโลยที ที่ ันสมัย มีตราเคร่อื งหมายผลิตภณั ฑ์ของบริษทั ทมี ีช่ือเสียงเปน็ ท่ีนิยมทวั่ ไป หากแตเ่ ปน็ วสั ดหุ รอื ของ เลน่ ท่สี ามารถจดั หาไดง้ ่าย มีราคาย่อมเยา และมีอยู่ในท้องถน่ิ นนั้ โดยหาซ้ือไดง้ า่ ยหรือทาข้นึ เองไดจ้ ากภมู ปิ ัญญา พ้ืนบ้านหรอื วฒั นธรรมท้องถิ่น ๒. นิทาน นทิ านเปน็ สอื่ เครื่องมือ และวธิ กี ารที่สาคัญในการพัฒนาเด็ก การอ่านหนงั สือใหเ้ ดก็ ฟัง จะช่วยสรา้ งความค้นุ เคยระหว่างเด็กกบั หนงั สือ ถือเป็นการบม่ เพาะนสิ ยั รักการอา่ นหนังสอื ได้อยา่ งแยบยล ๒.๑ ประโยชนข์ องนิทาน นทิ านมบี ทบาทสาคัญต่อการเสรมิ สรา้ งพฒั นาการเด็กในทุกด้าน ดงั นี้ ๒.๑.๑ ดา้ นร่างกาย การอา่ นหนงั สอื ให้เดก็ ฟัง เด็กจะไดบ้ รหิ ารรา่ งกายตามเร่ืองราวของ นิทาน ทาให้อวยั วะสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายแข็งแรง ๒.๑.๒ ด้านอารมณ์ จติ ใจ การอา่ นหนงั สือให้เด็กฟังเดก็ จะรู้สึกสนกุ สนานมีความสุขที่ได้ ฟังเร่ืองราวหรอื ท่องบทกลอนและแสดงท่าทางอย่างอิสระตามความต้องการ เด็กจะมีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ๒.๑.๓ ด้านสังคม สร้างความสมั พนั ธ์ในครอบครวั และสังคมรอบดา้ น ๒.๑.๔ ด้านสตปิ ญั ญา การอ่านหนงั สือจะชว่ ยใหเ้ ด็กสามารถจดจาถ้อยคา จาประโยค และเรือ่ งราวในหนงั สือได้ ร้จู กั เลียนแบบคาพูด เขา้ ใจความหมายของเรื่องทจี่ ะอ่าน รู้จักคิดและรูจ้ ักจินตนาการ
๗๕ ๒.๒ วธิ ีการเลา่ นทิ านและเร่ืองราวสาหรบั เด็ก เมอ่ื เลอื กนิทานเร่ืองราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว วิธกี ารเล่านิทานหรอื เร่ืองราว เพ่อื ให้เดก็ เกดิ ความสนใจตดิ ตามฟงั เน้ือเร่ืองจนจบ จาเป็นต้องทาใหเ้ หมาะสมกบั เร่ืองที่จะเลา่ ดว้ ย ในการเลา่ เรื่อง นิทานที่นยิ มใชม้ ี ๒ วิธดี งั นี้ ๒.๒.๑ การเล่าเรื่องโดยไม่มีอุปกรณ์ เปน็ การเลา่ นิทานดว้ ยการบอกเลา่ ด้วยน้าเสยี งและ ลลี าของผเู้ ล่า ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดังน้ี ๑) การขน้ึ ต้นเร่ืองทีจ่ ะเล่าควรดึงดูดความสนใสของเด็ก โดยคอ่ ย ๆ เร่ิมเลา่ ด้วย เสยี งพดู ท่ีชัดเจน ลีลาการเล่าช้า ๆ และเริ่มเรว็ ขน้ึ จนเปน็ การเล่าด้วยจังหวะปกติ ๒) ระดบั เสยี งทใี่ ช้ควรดัง และประโยคท่ีเล่าควรแบ่งเป็นประโยคส้ัน ๆ แต่ได้ ใจความ การเล่าควรดาเนนิ ไปอย่างต่อเนือ่ ง ไม่ควรเว้นจังหวะการเล่าให้นานและจะทาใหเ้ ดก็ เบื่อ อีกท้งั ไม่ควรมี คาถามหรือคาพดู อนื่ ๆ ท่ีเปน็ การขัดจังหวะทาใหเ้ ด็กหมดสนกุ ๓) การใช้น้าเสียง สหี นา้ ท่าทาง ควรแสดงให้สอดคลอ้ งกับลักษณะของตัวละคร ไมค่ วรพูดเนือย ๆ เร่ือย ๆ เพราะจะทาใหข้ าดความตนื่ เต้น ๔) การนั่งเลา่ เร่อื ง ควรจัดหาเก้าอน้ี ่ังให้เหมาะกบั ระดบั สายตาเด็ก ควรเว้น ระยะห่างของการนัง่ เผชญิ หน้าเด็กพอประมาณทจี่ ะสามารถสบตาเด็กขณะเลา่ เรอื่ งได้ทัว่ ถงึ ๕) การใชเ้ วลาไมค่ วรเกิน ๒๐ นาที โดยสังเกตทา่ ทางการแสดงออกของเด็ก ซงึ่ ไม่ได้ให้ความสนใจจดจ่อกับเร่ืองทเี ลา่ ๖. การเปิดโอกาสใหเ้ ด็กได้คิดและวิจารณ์เรอ่ื งทเ่ี ลา่ ควรใช้คาถามสอบถาม ความคดิ ของเด็กเก่ียวกับเร่ืองราวทไ่ี ดฟ้ ัง ให้เด็กมโี อกาสแสดงความคิดเห็นภายหลังทเ่ี รื่องเล่าจบลง ๒.๒.๒ การเลา่ เรอื่ งโดยมอี ปุ กรณ์ชว่ ย อุปกรณท์ ีใ่ ช้ชว่ ยในการเลา่ เร่ืองมหี ลายประเภท ได้แก่ ๑) ส่ิงแวดลอ้ มรอบตัวเดก็ ซ่ึงสามารถนามาเลา่ เร่อื งราวประสบการณ์ให้แก่เด็กได้ อปุ กรณ์ทเี่ ป็นส่ิงแวดล้อม ได้แก่ สัตว์ พืช บุคคลสาคญั สถานท่ีสาคัญ ข่าว เหตุการณ์ ตลอดจนส่ิงที่อยู่ตาม ธรรมชาติ ๒) วัสดุเหลือใช้ ส่งิ ของที่ไม่เปน็ ท่ตี อ้ งการแตย่ ังมีประโยชน์ เช่น ภาพจาก หนงั สือ นติ ยสาร กิง่ ไม้ กล่องกระดาษ สง่ิ เหล่านี้อาจนามาใช้ประกอบการเล่าเรอื่ งได้ ๓) ภาพ ใช้รปู ภาพทม่ี ีเร่ืองราวเลา่ ได้ เช่น ภาพทม่ี ีเร่ืองราวรวมอยู่ในแผ่นเดียว หรอื ทาเป็นแผ่นภาพพลกิ หลาย ๆ แผน่ ขนาดใหญพ่ อควรและมีเน้ือเร่ืองเขยี นไวด้ ้านหลงั ๔) หนุ่ จาลอง ใชห้ นุ่ ท่ที าด้วยผ้า หรอื กระดาษทาเปน็ ละครหุ่นมอื หุ่นเชิด หนุ่ ชกั ๕) สไลด์ประกอบการเล่าเรอื่ ง ใชภ้ าพถ่ายเปน็ สไลด์แผน่ ฉายทีละภาพ ๖) หนา้ กากทาเป็นรปู ตวั ละคร ใชว้ ัสดุทาเป็นหนา้ กากรูปตัวละครต่าง ๆ ๗) เทปนทิ านหรือเรือ่ งราว ใช้การเปดิ เทปทม่ี ีเสียงเล่าเร่ืองราว ๘) นิว้ มอื ประกอบการเล่าเร่ือง ใชน้ ิ้วมือเคลื่อนไหวเป็นตัวละครตา่ ง ๆ ๒.๓ การอ่านนิทาน การสรา้ งนิสยั รกั การอา่ นให้เด็กเป็นหน้าทสี าคัญประการหนึ่งของผสู้ อน เพราะ หนงั สือคืออาหารสมองและอาหารใจ หนังสอื คือความสขุ หนงั สอื คอื เพ่ือน หนงั สือคือแหลง่ เรยี นร้ขู องเด็กไป ตลอดชวี ติ การสรา้ งนิสัยรักการอ่านให้เดก็ จงึ เปน็ การสร้างพืน้ ฐานสาคญั ของชีวติ ใหเ้ ดก็ เด็กจะรักหนงั สือได้ จาก การที่ผ้สู อนอา่ นหนงั สอื ทีเ่ ด็กชอบให้ฟงั ซา้ แล้วซ้าเล่าเท่าทีเ่ ด็กเรียกร้องต้องการ เด็กจะรู้สึกพอใจและมีความสุขมาก ในขณะท่ีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟงั และจะเตบิ โตข้ึนมาเปน็ คนรักหนงั สือ และรักการอ่าน
๗๖ การอา่ นนิทานใหเ้ ด็กฟงั คือ การอา่ นหนังสือท่ีไมป่ ลอ่ ยให้เด็กเดนิ ทางไปคนเดยี ว หรือเปน็ ผรู้ บั ฟังเพยี งอยา่ งเดียว แต่ผู้สอนต้องส่วนร่วมไปกับเดก็ ด้วย นทิ านเปน็ สื่อสาหรับผสู้ อน ในการสรา้ ง ปฏสิ มั พนั ธ์ท่ดี ี เดก็ ทเ่ี ติบโตด้วยการหล่อหลอมใหฟ้ ังนิทาน มักจะเปน็ เด็กทใ่ี ชภ้ าษาไดด้ ีมากกวา่ เด็กในวยั เดียวกนั ท่ี ไมไ่ ด้ถกู หล่อหลอมมาดว้ ยหนังสอื หรือนทิ าน อกี ท้ังเด็กทม่ี ีนิสัยรกั การอ่านจะพฒั นาในด้านอ่ืน ๆ ได้อยา่ งรวดเร็ว ตามมา เชน่ สมอง พฤติกรรม และอารมณท์ ่ีดี แหล่งเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรยี นรขู้ องเด็ก โรงเรียนบา้ นใหมป่ ระชาสามัคคีได้แบง่ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ ไดด้ งั น้ี ๑. แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทบคุ คล ไดแ้ ก่ วิทยากรหรือผูเ้ ชยี วชาญเฉพาะด้าน ทีจ่ ัดหามาเพอ่ื ให้ความรู้ ความเข้าใจอยา่ งกระจา่ งแก่เดก็ โดยสอดคล้องกับเนือ้ หาสาระการเรียนรูต้ ่างๆ ได้แก่ - กานนั ตาบลสะเดาใหญ่ - เจ้าหนา้ ทใี่ น สานกั งานเทศบาล - เจ้าหน้าทสี่ าธารณสุข - พระสงฆ์ - พอ่ ค้า – แม่ค้า - เจ้าหน้าท่ตี ารวจ - ผปู้ กครอง - ชา่ งตดั ผม / ช่างเสริมสวย - ครู - ภารโรง - ฯลฯ ๒. แหลง่ เรยี นรภู้ ายในชมุ ชน ไดแ้ ก่ แหล่งข้อมูลหรือแหลง่ วิทยาการต่างๆ ทีอ่ ยู่ในชมุ ชน มีความสัมพันธ์กับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณชี ่วยให้เด็กสามารถเช่ือมโยงโลกภายในและโลกภายนอก (inner world & outer world) ได้ และสอดคล้องกบั วิถกี ารดาเนนิ ชีวิตของเด็กปฐมวัย ไดแ้ ก่ - หอ้ งสมดุ โรงเรียนบา้ นใหม่ประชาสามคั คี - โรงเลีย้ งไก่ไขโ่ รงเรียนบา้ นใหม่ประชาสามัคคี - สวนเกษตรโรงเรยี นบา้ นใหมป่ ระชาสามัคคี - วัดสาโรงสูง -วดั สิเรียม -วดั เขียนบูรพาราม - ศนู ยส์ ุขภาพตาบลเมืองห้วยเหนอื - สถานตี ารวจภธู รขขุ ันธ์ - ทวี่ า่ การอาเภอขุขันธ์ - สวนพระยาไกรภักดศี รนี ครลาดวน ๓. สถานทส่ี าคัญต่างๆ ได้แก่ แหล่งความรูส้ าคญั ต่างๆ ท่เี ด็กใหค้ วามสนใจ ไดแ้ ก่ - สวนสัตว์ศรีนครินทร์จงั หวัดศรีสะเกษ - ศนู ยพ์ ันธ์สัตว์น้าจงั หวัดศรสี ะเกษ - วดั พระธาตุเรอื งรอง
๗๗ ๙. การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการประเมนิ พัฒนาการทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ัญญาของเด็ก โดยถือเปน็ กระบวนการต่อตนเอง และเป็น สว่ นหนึง่ ของกจิ กรรมปกติทีจ่ ัดให้เดก็ ในแตล่ ะวนั ผลทีไ่ ดจ้ ากการสังเกตพฒั นาการเด็กต้องนามาจดั ทาสารนิทัศนห์ รือจดั ทาข้อมูลหลักฐานหรือเอกสาร อยา่ งเป็นระบบ ดว้ ยการวบรวมผลงานสาหรบั เดก็ เป็นรายบุคคลท่ีสามารถบอกเรื่องราวหรอื ประสบการณ์ท่เี ด็กไดร้ บั ว่าเดก็ เกิดการเรียนรูแ้ ละมีความก้าวหนา้ เพียงใด ทง้ั นี้ ให้นาขอ้ มูลผลการประเมินพฒั นาการเด็กมาพจิ ารณา ปรบั ปรุง วางแผล การจดั กิจกรรม และส่งเสริมใหเ้ ด็กแตล่ ะคนได้รบั การพฒั นาตามจุดหมายของหลกั สตู รอยา่ งต่อเน่ือง การ ประเมนิ พัฒนาการควรยดึ หลกั ดังนี้ ๑. วางแผนการประเมนิ พัฒนาการอย่างเปน็ ระบบ ๒. ประเมนิ พัฒนาการเด็กครบทุกด้าน ๓. ประเมินพฒั นาการเด็กเปน็ รายบคุ คลอยา่ งสมา่ เสมอตอ่ เน่อื งตลอดปี ๔. ประเมนิ พฒั นาการตามสภาพจรงิ จากกิจกรรมประจาวันด้วยเครื่องมอื และวธิ ีการท่ีหลากหลาย ไมค่ วรใช้ แบบทดสอบ ๕. สรปุ ผลการประเมนิ จดั ทาข้อมูลและนาผลการประเมินไปใชพ้ ฒั นาเดก็ สาหรับวิธกี ารประเมินท่เี หมาะสมและควรใชก้ บั เด็กอายุ ๓ – ๖ ปี ไดแ้ ก่ การสังเกต การบนั ทกึ พฤติกรรม การสนทนากับเดก็ การสัมภาษณ์ การวิเคราะหข์ ้อมลู จากผลงานเดก็ ท่เี ก็บอย่างมีระบบ ประเภทของการประเมนิ พฒั นาการ การพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้ของเด็ก ประกอบดว้ ย ๑) วัตถุประสงค์ (Obejetive) ซ่ึงตามหลกั สตู ร การศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช๒๕๖๐ หมายถงึ จดุ หมายซึ่งเปน็ มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบง่ ชี้และสภาพ ท่พี ึงประสงค์ ๒) การจดั ประสบการณการเรยี นรู้ (Leanning) ซึ่งเปน็ กระบวนการไดม้ าของความรหู้ รือทักษะผ่านการ กระทาสิ่งต่างๆท่ีสาคัญตามหลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั กาหนดให้หรอื ทีเ่ รยี กวา่ ประสบการณ์สาคัญ ในการชว่ ยอธิบาย ใหค้ รเู ข้าใจถึงประสบการณ์ท่ีเดก็ ปฐมวยั ตอ้ งทาเพอ่ื เรยี นรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และชว่ ยแนะผู้สอนในการสังเกต สนับสนนุ และวางแผนการจัดกิจกรรมให้เดก็ และ ๓) การประเมินผล(Evaluation) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมหรือความสามารถ ตามวยั ทคี่ าดหวังให้เด็กเกิดข้ึนบนพื้นฐานพฒั นาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาตใิ นแตล่ ะระดบั อายุ เรียกวา่ สภาพทพี่ งึ ประสงค์ ท่ีใช้เปน็ เกณฑ์สาคญั สาหรับการประเมนิ พฒั นาการเด็ก เปน็ เป้าหมายและ กรอบทิศทางในการพัฒนาคณุ ภาพเดก็ ทงั้ น้ีประเภทของการประเมนิ พัฒนาการ อาจแบ่งไดเ้ ป็น ๒ ลักษณะ คือ ๑) แบ่งตามวตั ถปุ ระสงค์ของการประเมิน การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการประเมนิ แบง่ ได้ ๒ ประเภท ดังนี้ ๑.๑) การประเมินความก้าวหนา้ ของเด็ก (Formative Evaluation) หรอื การประเมินเพ่ือพัฒนา (Formative Assessment) หรอื การประเมนิ เพ่ือเรยี น (Assessment for Learning) เป็นการประเมนิ ระหว่างการ จัดระสบการณ์ โดยเกบ็ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กในระหว่างทากจิ กรรมประจาวัน/ กจิ วัตรประจาวนั ปกติอย่างต่อเนอ่ื ง บนั ทกึ วเิ คราะห์ แปลความหมายข้อมลู แล้วนามาใช้ในการส่งเสริมหรือปรบั ปรงุ แก้ไขการเรยี นรู้ของเด็ก และการจดั ประสบการณ์การเรยี นร้ขู องผสู้ อน การประเมินพัฒนาการกับการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้สอนจึงเปน็ เรอื่ งทส่ี ัมพนั ธ์กนั หากขาดส่งิ หนง่ึ สงิ่ ใดการจดั ประสบการณ์การเรียนรกู้ ็ขาด ประสิทธภิ าพ เปน็ การประเมินผลเพือ่ ใหร้ จู้ ุดเด่น จุดที่ควรสง่ เสริม ผสู้ อนต้องใช้วิธีการและเคร่ืองมือประเมิน พฒั นาการทีห่ ลากหลาย เชน่ การสงั เกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความกา้ วหน้าแต่ละดา้ น
๗๘ ของเด็กเปน็ รายบุคคล การใช้แฟ้มสะสมงาน เพ่อื ให้ไดข้ ้อสรุปของประเดน็ ท่ีกาหยด สง่ิ ท่ีสาคัญทีส่ ุดในการประเมิน ความกา้ วหนา้ คือ การจัดประสบการณใ์ หก้ ับเดก็ ในลกั ษณะการเช่อื มโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ทาให้ การเรียนรูข้ องเดก็ เพิม่ พูน ปรับเปล่ยี นความคดิ ความเขา้ ใจเดิมท่ีไม่ถูกต้อง ตลอดจนการให้เด็กสามารถพัฒนาการ เรยี นรขู้ องตนเองได้ ๑.๒) การประเมนิ ผลสรปุ (Summatie Evaluation) หรือ การประเมินเพื่อตดั สินผลพัฒนาการ (Summatie Assessment) หรือการประเมินสรปุ ผลของการเรียนรู้ (Assessment of Learning) เป็นการประเมิน สรปุ พัฒนาการ เพอื่ ตดั สนิ พัฒนาการของเด็กวา่ มีความพร้อมตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ของหลักสตู ร การศกึ ษาปฐมวยั หรือไม่ เพอ่ื เปน็ การเช่อื มต่อของการศึกษาระดบั ปฐมวัยกับช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑ ดังนั้น ผสู้ อนจึงควรให้ความสาคัญกบั การประเมินความก้าวหนา้ ของเด็กในระดับหอ้ งเรียนมากกวา่ การ ประเมนิ เพือ่ ตัดสนิ ผลพฒั นาการของเด็กเม่ือสิ้นภาคเรยี นหรือส้ินปีการศึกษา ๒) แบง่ ตามระดับของการประเมนิ การแบง่ ตามระดบั ของการประเมิน แบง่ ได้เป็น ๒ ประเภท ๒.๑) การประเมินพฒั นาการระดับช้ันเรยี น เป็นการประเมินพฒั นาการท่ีอยูใ่ นกระบวนการจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ ผสู้ อนดาเนนิ การเพื่อพฒั นาเด็กและตดั สินผลการพฒั นาการดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสตปิ ัญญา จากกจิ กรรมหลัก/หนว่ ยการเรียนร(ู้ Unit) ท่ผี ู้สอนจดั ประสบการณ์ให้กับเด็ก ผสู้ อนประเมินผล พฒั นาการตามสภาพท่ีพงึ ประสงค์และตัวบง่ ชท้ี ่กี าหนดเป็นเปา้ หมายในแต่ละแผนการจัดประสบการณ์ของหน่วยการ เรียนร้ดู ้วยวธิ ตี ่างๆ เชน่ การสงั เกต การสนทนา การสมั ภาษณ์ การรวบรวมผลงานท่แี สดงออกถึงความกา้ วหนา้ แต่ ละดา้ นของเด็กเปน็ รายบุคคล การแสดงกริยาอาการตา่ งๆของเด็กตลอดเวลาที่จัดประสบการณ์เรียนรู้ เพื่อตรวจสอบ และประเมนิ ว่าเดก็ บรรลตุ ามสภาพทพี่ งึ ประสงค์ละตัวบง่ ช้ี หรือมีแนวโนม้ วา่ จะบรรลสุ ภาพท่ีพงึ ประสงค์และตัวบ่งชี้ เพยี งใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะๆอยา่ งตอ่ เน่ือง ทัง้ นี้ ผ้สู อนควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการว่า เด็กมผี ลอัน เกดิ จากการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด โดยมีวตั ถุประสงค์เพอ่ื รวบรวมหรอื สะสมผลการ ประเมินพฒั นาการในกิจกรรมประจาวนั /กจิ วตั รประจาวนั /หน่วยการเรียนรู้ หรืผลตามรูปแบบการประเมนิ พัฒนาการทส่ี ถานศึกษากาหนด เพือ่ นามาเป็นข้อมลู ใชป้ รังปรุงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และเป็นข้อมลู ในการ สรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาในระดับสถานศึกษาต่อไปอีกดว้ ย ๒.๒) การประเมินพฒั นาการระดบั สถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการประเมินพฒั นาการของเด็กเป็น รายบคุ คลเปน็ รายภาค/รายปี เพอื่ ให้ไดข้ ้อมูลเกี่ยวกบั การจัดการศึกษาของเด็กในระดับปฐมวัยของสถานศกึ ษาว่า ส่งผลตาการเรียนรขู้ องเด็กตามเปา้ หมายหรือไม่ เด็กมีส่งิ ท่ีต้องการได้รบั การพัฒนาในด้านใด รวมท้ังสามารถนาผล การประเมินพัฒนาการของเด็กในระดับสถานศึกษาไปเปน็ ข้อมลู และสารสนเทศในการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา ปฐมวยั โครงการหรือวธิ กี ารจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ตลอดจนการจดั แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยของ สถานศึกษาตามแผนการประกันคณุ ภาพการศึกษาและการรายงานผลการพัฒนาคุณภาพเดก็ ต่อผปู้ กครอง นาเสนอ คณะกรรมการถานศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานรับทราบ ตลอดจนเผยแพรต่ อ่ สาธรณชน ชุมชน หรือหนว่ ยงานต้นสังกดั หรือ หนว่ ยงานตน้ สังกดั หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้องตอ่ ไป อนง่ึ สาหรบั การประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวยั ในระดับเขตพื้นท่ีการศกึ ษาหรือระดบั ประเทศน้นั หากเขต พืน้ ท่กี ารศกึ ษาใดมคี วามพรอ้ ม อาจมีการดาเนนิ งานในลกั ษณะของการสุ่มกลุ่มตวั อย่างเด็กปฐมวยั เข้ารบั การประเมนิ ก็ได้ ทงั้ น้ี การประเมนิ พัฒนาการเด็กปฐมวัยขอให้ถอื ปฏิบัตติ ามหลักการการประเมนิ พัฒนาการตามหลกั สูตร การศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ บทบาทหนา้ ทข่ี องผู้เกยี่ วข้องในการดาเนนิ งานประเมนิ พฒั นาการ การดาเนนิ งานประเมินพฒั นาการของสถานศึกษาน้ัน ต้องเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เก่ียวข้องเข้ามามสี ว่ นรว่ มในการ ประเมินพัฒนาการและรว่ มรับผิดชอบอยา่ งเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาแต่ละขนาด ดังนี้
๗๙ ผู้ปฏบิ ตั ิ บทบาทหนา้ ที่ในการประเมินพฒั นาการ ผู้สอน ๑. ศึกษาหลกั สูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย และแนวการปฏิบตั ิการประเมนิ พฒั นาการตามหลักสูตร ผู้บริหาร สถานศกึ ษาปฐมวัย สถานศึกษา ๒. วเิ คราะห์และวางแผนการประเมนิ พัฒนาการทสี่ อดคลอ้ งกบั หนว่ ยการเรียนร/ู้ กิจกรรม ประจาวนั /กิจวัตรประจาวนั พอ่ แม่ ๓. จัดประสบการณต์ ามหน่วยการเรียนรู้ ประเมนิ พัฒนาการ และบนั ทึกผลการประจาวัน/กจิ วัตร ผู้ปกครอง ประจาวัน ๔. รวบรวมผลการประเมนิ พัฒนาการ แปลผลและสรุปผลการประเมนิ เมื่อสน้ิ ภาคเรยี นและสิ้นปี คณะกรรมการ การศึกษา สถานศกึ ษาข้นั ๕. สรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการระดับชน้ั เรยี นลงในสมุดบันทกึ ผลการประเมินพัฒนาการประจา พื้นฐาน ชั้น สานักงานเขต ๖. จดั ทาสมดุ รายงานประจาตวั นักเรยี น พ้นื ท่ีการศกึ ษา ๗. เสนอผลการประเมินพฒั นาการต่อผบู้ ริหารสถานศึกษาลงนามอนุมัติ ๑.กาหนดผรู้ ับผดิ ชอบงานประเมนิ พัฒนาการตามหลกั สูตร และวางแนวทางปฏิบัติการประเมนิ พฒั นาการเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย ๒. นเิ ทศ กากับ ติดตามให้การดาเนนิ การประเมนิ พฒั นาการให้บรรลุเป้าหมาย ๓. นาผลการประเมินพฒั นาการไปจดั ทารายงานผลการดาเนนิ งานกาหนดนโยบายและวางแผน พฒั นาการจดั การศึกษาปฐมวัย ๑. ใหค้ วามรว่ มมือกบั ผู้สอนในการประเมินพฤติกรรมของเด็กที่สงั เกตไดจ้ ากท่บี ้านเพื่อเป็นขอ้ มลู ประกอบการแปลผลทเ่ี ทย่ี งตรงของผู้สอน ๒. รับทราบผลการประเมนิ ของเดก็ และสะท้อนใหข้ ้อมลู ย้อนกลับทเี่ ปน็ ประโยชน์ในการส่งเสรมิ และพัฒนาเดก็ ในปกครองของตนเอง ๓. รว่ มกบั ผ้สู อนในการจดั ประสบการณ์หรือเป็นวิทยากรท้องถน่ิ ๑. ให้ความเห็นชอบและประกาศใชห้ ลักสตู รสถานศึกษาปฐมวยั และแนวปฏบิ ัตใิ นการประเมนิ พัฒนาการตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย ๒. รบั ทราบผลการประเมินพัฒนาการของเดก็ เพื่อการประกันคณุ ภาพภายใน ๑. สง่ เสรมิ การจดั ทาเอกสารหลักฐานว่าดว้ ยการประเมินพฒั นาการของเดก็ ปฐมวัยของสถานศกึ ษา ๒. ส่งเสรมิ ใหผ้ สู้ อนในสถานศึกษามีความรู้ ความเขา้ ใจในแนวปฏิบตั ิการประเมนิ พฒั นาการตาม มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัย ตลอดจนความเข้าใจในเทคนิค วธิ กี ารประเมินพฒั นาการในรูปแบบต่างๆโดยเนน้ การประเมินตามสภาพจรงิ ๓. สง่ เสริม สนบั สนุนใหส้ ถานศึกษาพฒั นาเครอ่ื งมอื พฒั นาการตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงคต์ ามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัยและการจัดเก็บเอกสารหลักฐานการศกึ ษาอยา่ งเปน็ ระบบ ๔. ใหค้ าปรกึ ษา แนะนาเกีย่ วกบั การประเมินพฒั นาการและการจดั ทาเอกสารหลกั ฐาน ๕. จัดให้มกี ารประเมนิ พัฒนาการเดก็ ทีด่ าเนนิ การโดยเขตพื้นทก่ี ารศึกษาหรือหน่วยงานต้นสังกดั และใหค้ วามร่วมมอื ในการประเมินพัฒนาการระดบั ประเทศ
๘๐ แนวปฏบิ ัตกิ ารประเมินพฒั นาการ การประเมนิ พัฒนาการเดก็ ปฐมวยั เปน็ กจิ กรรมท่สี อดแทรกอยูใ่ นการจัดประสบการณ์ทุกขนั้ ตอนโดยเริ่ม ตั้งแต่การประเมนิ พฤติกรรมของเด็กก่อนการจัดประสบการณ์ การประเมินพฤติกรรมเด็กขณะปฏบิ ัติกิจรรม และการ ประเมนิ พฤติกรรมเด็กเมื่อสน้ิ สดุ การปฏิบตั กิ จิ กรรม ทั้งน้ี พฤตกิ รรมการเรยี นรู้และพัฒนาการด้านตา่ งๆ ของเด็กที่ ได้รับการประเมินนั้น ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพทพ่ี ึงประสงคข์ องหลกั สตู ร สถานศกึ ษาระดับปฐมวยั ท่ีผู้สอนวางแผนและออกแบบไว้ การประเมนิ พัฒนาการจึงเป็นเครือ่ งมือสาคัญทจี่ ะช่วยให้ การเรียนรขู้ องเดก็ บรรลุตามเปา้ หมายเพื่อนาผลการประเมินไปปรับปรงุ พัฒนาการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ และ ใชเ้ ป็นข้อมลู สาหรับการพฒั นาเด็กต่อไป สถานศกึ ษาควรมีกระบวนการประเมินพัฒนาการและการจัดการอย่างเปน็ ระบบสรปุ ผลการประเมินพฒั นาการท่ีตรงตามความรู้ ความสามารถ ทักษะและพฤติกรรมทีแ่ ท้จรงิ ของเด็กสอดคล้อง ตามหลักการประเมนิ พฒั นาการ รวมทงั้ สะท้อนการดาเนนิ งานการประกนั คุณภาพภายในของสถานศกึ ษาอยา่ งเปน็ ระบบและต่อเนื่อง แนวปฏบิ ัตกิ ารประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวยั ของสถานศึกษา มีดงั น้ี ๑. หลักการสาคัญของการดาเนนิ การประเมนิ พฒั นาการตามหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ สถานศกึ ษาทจี่ ดั การศึกษาปฐมวัยควรคานึงถงึ หลักสาคัญของการดาเนินงานการประเมินพัฒนาการตาม หลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั สาหรับเดก็ ปฐมวัยอายุ ๓-๖ ปี ดงั นี้ ๑.๑ ผ้สู อนเปน็ ผรู้ ับผิดชอบการประเมนิ พฒั นาการเด็กปฐมวยั โดยเปิดโอกาสให้ผู้ทเ่ี กย่ี วขอ้ งมสี ่วนรว่ ม ๑.๒ การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมนิ เพ่ือพฒั นาความกา้ วหน้าของเดก็ และสรปุ ผล การประเมินพฒั นาการของเด็ก ๑.๓ การประเมินพฒั นาการตอ้ งมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ ตวั บ่งชี้ สภาพท่พี ึงประสงค์แต่ละวยั ซ่งึ กาหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวยั ๑.๔ การประเมนิ พฒั นาการเปน็ สว่ นหนึง่ ของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ต้องดาเนนิ การด้วย เทคนิควิธกี ารที่หลากหลาย เพอ่ื ให้สามารถประเมินพัฒนาการเดก็ ไดอ้ ย่างรอบดา้ นสมดุลทัง้ ดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสตปิ ัญญา รวมทงั้ ระดบั อายขุ องเด็ก โดยตงั้ อย่บู นพืน้ ฐานของความเท่ียงตรง ยตุ ธิ รรมและเชือ่ ถือได้ ๑.๕ การประเมนิ พฒั นาการพิจารณาจากพฒั นาการตามวยั ของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรียนร้แู ละ การรว่ มกจิ กรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจดั ประสบการณ์การเรียนรูต้ ามความเหมาะสมของแตล่ ะระดับอายุ และ รปู แบบการจัดการศึกษา และต้องดาเนนิ การประเมนิ อย่างตอ่ เน่ือง ๑.๖ การประเมนิ พัฒนาการตอ้ งเปดิ โอกาสให้ผู้มสี ว่ นเกีย่ วข้องทุกฝา่ ยได้สะท้อนและตรวจสอบผลการ ประเมนิ พัฒนาการ ๑.๗ สถานศึกษาควรจดั ทาเอกสารบันทึกผลการประเมนิ พฒั นาการของเดก็ ปฐมวัยในระดับชั้นเรียนและ ระดับสถานศึกษา เชน่ แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหนว่ ยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทกึ ผลการประเมน พัฒนาการประจาช้ัน เพ่ือเป็นหลักฐานการประเมนิ และรายงานผลพัฒนาการและสมดุ รายงานประจาตวั นกั เรยี น เพอื่ เปน็ การสื่อสารข้อมูลการพัฒนาการเด็กระหว่างสถานศึกษากับบา้ น ๒. ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ได้กาหนดเปา้ หมายคุณภาพของเด็กปฐมวยั เปน็ มาตรฐาน คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ซ่งึ ถือเป็นคุณภาพลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นตัวเดก็ เม่ือจบหลักสตู รการศกึ ษา ปฐมวยั คณุ ลักษณะที่ระบุไวใ้ นมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ถือเป็นสิง่ จาเป็นสาหรับเด็กทุกคน ดังนัน้ สถานศกึ ษาและหน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้องมีหน้าทีแ่ ละความรบั ผดิ ชอบในการจดั การศึกษาเพ่ือพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ มาตรฐานทพ่ี ึงประสงคก์ าหนด ถอื เปน็ เครอ่ื งมือสาคัญในการขบั เคลือ่ นและพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาปฐมวยั แนวคดิ
๘๑ ดังกลา่ วอยู่บนฐานความเชื่อที่วา่ เด็กทุกคนสามารถพฒั นาอย่างมคี ณุ ภาพและเท่าเทยี มได้ ขอบเขตของการประเมิน พฒั นาการประกอบด้วย ๒.๑ ส่ิงทจี่ ะประเมนิ ๒.๒ วธิ แี ละเคร่อื งมอื ที่ใช้ในการประเมิน ๒.๓ เกณฑ์การประเมนิ พัฒนาการ ๒.๑ สงิ่ ทจ่ี ะประเมนิ การประเมินพัฒนาการสาหรับเดก็ อายุ ๓-๖ ปี มเี ปา้ หมายสาคญั คือ มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ จานวน ๑๒ ขอ้ ดงั นี้ ๑. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบดว้ ย ๒ มาตรฐาน คอื มาตรฐานที่ ๑ รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตตามวัยและมสี ุขนสิ ยั ทด่ี ี มาตรฐานท่ี ๒ กลา้ มเน้ือใหญ่และกล้ามเนื้อเลก็ แข็งแรงใช้ได้อยา่ งคล่องแคลว่ และประสานสมั พนั ธ์ กัน ๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จติ ใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คอื มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจติ ดีและมีความสขุ มาตรฐานท่ี ๔ ช่นื ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ิตใจทด่ี ีงาม ๓. พฒั นาการดา้ นสังคม ประกอบดว้ ย ๓ มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๖ มที ักษะชวี ิตและปฏบิ ัติตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มาตรฐานท่ี ๗ รักธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกบั ผู้อนื่ ไดอ้ ย่างมีความสุขและปฏิบตั ิตนเปน็ สมาชิกท่ีดีของสงั คมในระบอบ ประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข ๔. พฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐาน คอื มาตรฐานที่ ๙ ใชภ้ าษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวยั มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคดิ ทเ่ี ป็นพ้ืนฐานในการเรียนรู้ มาตรฐานที่ ๑๑ มีจินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์ มาตรฐานท่ี ๑๒ มีเจตคตทิ ่ีดตี ่อการเรียนรแู้ ละมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสม กบั วัย ส่งิ ทจ่ี ะประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวยั แตล่ ะดา้ น มดี ังนี้ ด้านรา่ งกาย ประกอบดว้ ย การประเมนิ การมีน้าหนักและสว่ นสูงตามเกณฑ์ สขุ ภาพอนามยั สุขนสิ ยั ทด่ี ี การรูจ้ กั รกั ษาความปลอดภยั การเคลอ่ื นไหวและการทรงตัว การเล่นและการออกกาลงั กาย และการใชม้ ืออยา่ ง คล่องแคลว่ ประสานสมั พนั ธ์กัน ด้านอารมณ์ จติ ใจ ประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม กับวัยและสถานการณ์ ความรสู้ ึกที่ดีต่อตนเองและผู้อืน่ มีความร้สู ึกเหน็ อกเหน็ ใจผู้อื่น ความสนใจ/ความสามารถ/ และมคี วามสุขในการทางานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ความรับผิดชอบในการทางาน ความซอ่ื สัตย์สจุ รติ และ รู้สึกถกู ผดิ ความเมตตากรุณา มีน้าใจและช่วยเหลอื แบ่งปนั ตลอดจนการประหยัดอดออม และพอเพียง ด้านสงั คม ประกอบดว้ ย การประเมนิ ความมวี ินัยในตนเอง การชว่ ยเหลือตนเองในการปฏบิ ตั กิ ิจวัตร ประจาวัน การระวังภยั จากคนแปลกหนา้ และสถานการณ์ที่เสีย่ งอันตราย การดูแลรกั ษาธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม การมีสัมมาคารวะและมารยาทตามวฒั นธรรมไทย รักษาความเป็นไทย การยอมรบั ความเหมอื นและความแตกต่าง ระหว่างบคุ คล การมสี ัมพันธท์ ีด่ กี ับผ้อู ืน่ การปฏิบัตติ นเบ้ืองตน้ ในการเป็นสมาชิกทีด่ ีของสงั คมในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข
๘๒ ดา้ นสตปิ ัญญา ประกอบด้วย การประเมนิ ความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเลา่ เรอ่ื งใหผ้ ้อู ่นื เข้าใจ ความสามารถในการอ่าน เขยี นภาพและสญั ลักษณ์ ความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหา คิดเชิงเหตุผล คดิ รวบยอด การ เลน่ /การทางานศิลปะ/การแสดงทา่ ทาง/เคลอื่ นไหวตามจินตนาการและความคิดสรา้ งสรรคข์ องตนเอง การมีเจตคตทิ ่ี ดตี ่อการเรยี นรู้และความสามารถในการแสวงหาความรู้ ๒.๒ วธิ ีการและเครอื่ งมอื ท่ีใชใ้ นการประเมนิ พัฒนาการ การประเมนิ พัฒนาการเด็กแต่ละคร้ังควรใชว้ ธิ กี ารประเมินอยา่ งหลากหลายเพ่ือให้ได้ขอ้ มลู ทส่ี มบูรณท์ ่สี ดุ วธิ กี ารท่เี หมาะสมและนิยมใชใ้ นการประเมนิ เด็กปฐมวัยมีด้วยกันหลายวธิ ี ดงั ต่อไปน้ี ๑. การสงั เกตและการบันทกึ การสงั เกตมอี ยู่ ๒ แบบคือ การสังเกตอย่างมรี ะบบ ได้แก่ การสงั เกต อยา่ งมจดุ มงุ่ หมายทีแ่ นน่ อนตามแผนท่ีวางไว้ และอีกแบบหนง่ึ คือ การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ เปน็ การสงั เกตใน ขณะทีเ่ ดก็ ทากิจกรรมประจาวนั และเกิดพฤติกรรมที่ไมค่ าดคดิ ว่าจะเกิดขึ้นและผ้สู อนจดบันทกึ ไว้การสงั เกตเป็น วิธกี ารที่ผู้สอนใช้ในการศึกษาพฒั นาการของเด็ก เมื่อมีการสงั เกตกต็ ้องมีการบันทึก ผู้สอนควรทราบวา่ จะบนั ทึกอะไร การบนั ทกึ พฤติกรรมมีความสาคญั อย่างยงิ่ ทต่ี ้องทาอย่างสม่าเสมอ เน่ืองจากเด็กเจรญิ เติบโตและเปลีย่ นแปลงอย่าง รวดเรว็ จึงต้องนามาบนั ทึกเป็นหลักฐานไว้อย่างชดั เจน การสังเกตและการบันทึกพฒั นาการเด็กสามารถใช้แบบง่ายๆ คอื ๑.๑ แบบบนั ทกึ พฤตกิ รรม ใชบ้ นั ทึกเหตกุ ารณ์เฉพาะอย่างโดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก ผู้บันทกึ ตอ้ ง บันทึกวนั เดอื น ปีเกดิ ของเด็ก และวัน เดอื น ปี ที่ทาการบันทึกแต่ละคร้งั ๑.๒ การบันทกึ รายวนั เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรอื ประสบการณห์ รอื ประสบการณท์ ีเ่ กิดขึน้ ในชน้ั เรียนทุกวัน ถ้าหากบนั ทึกในรูปแบบของการบรรยายกม็ ักจะเนน้ เฉพาะเด็กรายที่ต้องการศกึ ษา ข้อดีของการบนั ทกึ รายวนั คอื การชใี้ ห้เหน็ ความสามารถเฉพาะอยา่ งของเดก็ จะช่วยกระตุ้นใหผ้ ู้สอนได้พจิ ารณาปัญหาของเด็กเป็น รายบคุ คลชว่ ยให้ผู้เชยี วชาญมีขอ้ มูลมากขน้ึ สาหรับวนิ ิจฉยั เด็กวา่ สมควรจะไดร้ บั คาปรึกษาเพ่อื ลดปัญหาและสง่ เสริม พฒั นาการของเดก็ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง นอกจากนนั้ ยังชว่ ยชใ้ี ห้เห็นขอ้ เสยี ของการจดั กิจกรรมและประสบการณ์ไกเ้ ปน็ อย่างดี ๑.๓ แบบสารวจรายการ ชว่ ยใหส้ ามารถวเิ คราะหเ์ ด็กแตล่ ะคนไดค้ ่อนข้างละเอียด ๒. การสนทนา สามารถใชก้ ารสนทนาได้ทัง้ เปน็ กล่มุ หรือรายบุคคล เพือ่ ประเมนิ ความสามารถในการ แสดงความคิดเห็น และพัฒนาการดา้ นภาษาของเดก็ และบันทกึ ผลการสนทนาลงในแบบบนั ทึกพฤติกรรมหรือบนั ทกึ รายวนั ๓. การสมั ภาษณ์ ดว้ ยวธิ พี ูดคยุ กับเด็กเปน็ รายบคุ คลและควรจัดในสภาวะแวดลอ้ มเหมาะสมเพือ่ ไม่ใหเ้ กดิ ความเครยี ดและวิตกกังวล ผูส้ อนควรใช้คาถามที่เหมาะสมเปดิ โอกาสใหเ้ ด็กได้คดิ และตอบอย่างอิสระจะทาใหผ้ สู้ อน สามารถประเมินความสามารถทางสติปญั ญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศกั ยภาพในตัวเดก็ ไดโ้ ดยบนั ทึกข้อมลู ลงใน แบบสมั ภาษณ์ การเตรยี มการก่อนการสัมภาษณ์ ผู้สอนควรปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ - กาหนดวัตถุประสงคข์ องการสัมภาษณ์ - กาหนดคาพูด/คาถามทจ่ี ะพูดกบั เด็ก ควรเปน็ คาถามท่ีเดก็ สามารถตอบโตห้ ลากหลาย ไม่ผิด/ถูก การปฏิบัติขณะสมั ภาษณ์ - ผู้สอนควรสรา้ งความคุ้นเคยเป็นกันเอง - ผสู้ อนควรสรา้ งสภาพแวดล้อมท่ีอบอนุ่ ไม่เครง่ เครียด - ผูส้ อนควรเปิดโอกาสเวลาให้เดก็ มโี อกาสคดิ และตอบคาถามอย่างอสิ ระ - ระยะเวลาสมั ภาษณ์ไมค่ วรเกิน ๑๐-๒๐ นาที
๘๓ ๔. การรวบรวมผลงานท่ีแสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละดา้ นของเด็กเป็นรายบุคคล โดยจดั เก็บรวบรวม ไวใ้ นแฟ้มผลงาน (portfolio) ซึง่ เปน็ วธิ ีรวบรวมและจัดระบบข้อมูลตา่ งๆทีเ่ กย่ี วกับตวั เดก็ โดยใชเ้ ครื่องมือต่างๆ รวบรวมเอาไวอ้ ย่างมจี ดุ มุ่งหมายท่ชี ดั เจน แสดงการเปล่ียนแปลงของพัฒนาการแตล่ ะด้าน นอกจากนยี้ งั รวมเครื่องมือ อ่ืนๆ เชน่ แบบสอบถามผ้ปู กครอง แบบสงั เกตพฤติกรรม แบบบนั ทึกสุขภาพอนามยั ฯลฯ เอาไว้ในแฟม้ ผลงาน เพ่อื ผสู้ อนจะได้ข้อมูลเกยี่ วกับตัวเด็กอยา่ งชัดเจนและถูกต้อง การเกบ็ ผลงานของเด็กจะไม่ถือวา่ เป็นการประเมินผลถ้างาน แต่ละชิน้ ถกู รวบรวมไว้โดยไม่ไดร้ บั การประเมนิ จากผสู้ อนและไม่มีการนาผลมาปรับปรุงพัฒนาเดก็ หรือปรับปรุงการ สอนของผู้สอน ดงั นั้นจงึ เป็นแต่การสะสมผลงานเทา่ นัน้ เช่นแฟ้มผลงานขีดเขียน งานศลิ ปะ จะเปน็ เพียงแค่แฟม้ ผลงานทไี่ มม่ ีการประเมนิ แฟ้มผลงานนี้จะเป็นเครื่องมือการประเมินต่อเนื่องเม่ืองานที่สะสมแต่ละช้ินถูกใชใ้ นการบ่ง บอกความก้าวหน้า ความตอ้ งการของเดก็ และเป็นการเกบ็ สะสมอย่างตอ่ เน่ืองทสี่ ร้างสรรค์โดยผู้สอนและเด็ก ผ้สู อนสามารถใชแ้ ฟ้มผลงานอยา่ งมีคณุ ค่าสอ่ื สารกบั ผปู้ กครองเพราะการเก็บผลงานเด็กอย่างต่อเน่ืองและ สมา่ เสมอในแฟ้มผลงานเป็นข้อมลู ให้ผูป้ กครองสามารถเปรียบเทียบความก้าวหน้าทลี่ กู ของตนมเี พิ่มขึ้น จากผลงาน ชิ้นแรกกบั ชน้ิ ต่อๆมาข้อมลู ในแฟม้ ผลงานประกอบด้วย ตัวอยา่ งผลงานการเขียดเขียน การอา่ น และขอ้ มูลบาง ประการของเดก็ ที่ผู้สอนเป็นผู้บนั ทึก เช่นจานวนเลม่ ของหนังสอื ทเี่ ด็กอ่าน ความถ่ีของการเลือกอ่านทมี่ ุมหนังสือใน ช่วงเวลาเลอื กเสรี การเปล่ยี นแปลงอารมณ์ ทัศนคติ เป็นต้น ข้อมลู เหลา่ นี้จะสะท้อนภาพของความงอกงามในเด็กแต่ ละคนไดช้ ัดเจนกว่าการประเมินโดยการใหเ้ กรด ผ้สู อนจะต้องช้แี จงใหผ้ ปู้ กครองทราบถึงทม่ี าของการเลือกชน้ิ งานแต่ ละชน้ิ งานทสี่ ะสมในแฟ้มผลงาน เชน่ เปน็ ชิ้นงานทด่ี ีทีส่ ุดในช่วงระยะเวลาที่เลือกชิน้ งานนัน้ เปน็ ชนิ้ งานท่ีแสดงความ ต่อเนือ่ งของงานโครงการ ฯลฯ ผ้สู อนควรเชญิ ผู้ปกครองมามีส่วนรว่ มในการคดั สรรชิน้ งานท่บี รรจลุ งในแฟ้มผลงาน ของเด็ก ๕. การประเมินการเจรญิ เติบโตของเดก็ ตวั ช้ีของการเจริญเติบโตในเด็กท่ีใช้ทว่ั ๆไป ได้แก่ นา้ หนกั ส่วนสงู เสน้ รอบศรี ษะ ฟนั และการเจริญเติบโตของกระดูก แนวทางประเมินการเจริญเติบโต มีดังนี้ ๕.๑ การประเมนิ การเจริญเติบโต โดยการชง่ั นา้ หนักและวดั ส่วนสงู เด็กแลว้ นาไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ ปกติในกราฟแสดงน้าหนักตามเกณฑอ์ ายุกระทรวงสาธารณสขุ ซงึ่ ใชส้ าหรับติดตามการเจริญเติบโตโดยรวม วิธีการใช้ กราฟมีข้ันตอน ดงั น้ี เมอ่ื ชง่ั นา้ หนักเดก็ แลว้ นานา้ หนกั มาจดุ เครือ่ งหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการเจริญเตบิ โต ของเด็ก โดยดเู คร่ืองหมายกากบาทวา่ อยู่ในแถบสีใด อา่ นข้อความบนแถบสนี นั้ ซง่ึ แบ่งภาวะโภชนาการเปน็ ๓ กลุ่ม คือ น้าหนกั ท่ีอยู่ในเกณฑป์ กติ นา้ หนกั มากเกนเกณฑ์ นา้ หนักน้อยกว่าเกณฑ์ ข้อควรระวังสาหรบั ผูป้ กครองและผูส้ อน คอื ควรดูแลนา้ หนักเด็กอยา่ งให้แบง่ เบนออกจากเส้นประเมินมิเชน่ นน้ั เดก็ มีโอกาสนา้ หนักมากเกนิ เกณฑ์หรือน้าหนกั นอ้ ยกว่าเกณฑ์ได้ ขอ้ ควรคานึงในการประเมนิ การเจรญิ เติบโตของเด็ก -เดก็ แตล่ ะคนมคี วามแตกต่างกันในด้านการเจริญเติบโต บางคนรปู ร่างอ้วน บางคนช่วงครง่ึ หลังของ ขวบปแี รก น้าหนักเด็กจะข้ึนช้า เนือ่ งจากห่วงเลน่ มากขน้ึ และความอยากอาหารลดลง รา่ งใหญ่ บางคนร่างเลก็ -ภาวะโภชนาการเป็นตวั สาคัญทเ่ี กีย่ วข้องกบั ขนาดของรปู รา่ ง แต่ไม่ใช่สาเหตเุ ดียว -กรรมพนั ธุ์ เด็กอาจมรี ูปร่างเหมือนพ่อแม่คนใดคนหนง่ึ ถ้าพ่อหรือแมเ่ ต้ยี ลูกอาจเตยี้ และพวกน้ีอาจ มนี ้าหนกั ตา่ กวา่ เกณฑ์เฉลย่ี ไดแ้ ละมักจะเป็นเดก็ ที่ทานอาหารไดน้ อ้ ย ๕.๒ การตรวจสขุ ภาพอนามัย เปน็ ตัวช้ีวัดคณุ ภาพของเด็ก โดยพจิ ารณาความสะอาดส่ิงปกติขอรา่ งกายที่ จะสง่ ผลตอ่ การดาเนนิ ชวี ิตและการเจริญเติบโตของเด็ก ซง่ึ จะประเมนิ สขุ ภาพอนามัย ๙ รายการคือ ผมและศรี ษะ หู และใบหู มือและเลบ็ มือ เท้าและเล็บเท้า ปาก ลิน้ และฟนั จมกู ตา ผวิ หนังและใบหน้า และเสอื้ ผ้า
๘๔ ๒.๓ เกณฑ์การประเมินพฒั นาการ การสรา้ งเกณฑ์หรือพัฒนาเกณฑห์ รือกาหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวยั ผสู้ อนควรให้ ความสนใจในสว่ นท่เี กย่ี วข้อ ดงั น้ี ๑. การวางแผนการสงั เกตพฤตกิ รรมของเด็กอย่างเปน็ ระบบ เชน่ จะสังเกตเด็กคนใดบ้างในแต่ละวนั กาหนดพฤตกิ รรมท่ีสังเกตให้ชัดเจน จัดทาตารางกาหนดการสังเกตเด็กเปน็ รายบุคคล รายกลมุ่ ผู้สอนต้องเลือกสรร พฤติกรรมท่ตี รงกบั ระดับพฒั นาการของเด็กคนนัน้ จรงิ ๆ ๒. ในกรณที ีห่ อ้ งเรียนมีนกั เรียนจานวนมาก ผูส้ อนอาจเลือกสงั เกตเฉพาะเดก็ ทท่ี าไดด้ แี ล้วและเดก็ ทย่ี ังทา ไม่ได้ ส่วนเดก็ ปานกลางใหถ้ ือวา่ ทาไดไ้ ปตามกิจกรรม ๓. ผ้สู อนต้องสังเกตจากพฤติกรรม คาพูด การปฏิบตั ติ ามขั้นตอนในระหวา่ งทางาน/กจิ กรรม และคณุ ภาพ ของผลงาน/ชิ้นงาน ร่องรอยท่นี ามาใชพ้ จิ ารณาตัดสินผลของการทางานหรือการปฏบิ ัติ ตัวอยา่ งเช่น ๑) เวลาทใี่ ชใ้ นการทากจิ กรรม/ทางาน ถ้าเด็กไม่ชอบ ไม่ชานาญจะใชเ้ วลามาก มที า่ ทางอดิ ออด ไม่ กล้า ไม่เต็มใจทางาน ๒) ความต่อเน่ือง ถ้าเด็กยงั มีการหยดุ ชะงัก ลงั เล ทางานไมต่ ่อเน่ือง แสดงวา่ เด็กยังไม่ชานาญหรือยัง ไม่พร้อม ๓) ความสมั พันธ์ ถา้ การทางาน/ปฏบิ ตั นิ น้ั ๆมคี วามสัมพันธต์ ่อเน่ือง ไมร่ าบรื่น ทา่ ทางมือและเทา้ ไม่ สัมพันธก์ นั แสดงวา่ เด็กยังไม่ชานาญหรอื ยงั ไม่พร้อม ทา่ ท่ีแสดงออกจึงไม่สง่างาม ๔) ความภมู ใิ จ ถา้ เด็กยงั ไม่ชื่นชม ก็จะทางานเพียงให้แล้วเสรจ็ อยา่ งรวดเรว็ ไมม่ คี วามภูมิใจในการ ทางาน ผลงานจงึ ไม่ประณตี ๒.๓.๑ ระดับคณุ ภาพผลการประเมินพัฒนาการเด็ก การให้ระดบั คุณภาพผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็กทั้งในระดับชัน้ เรียนและระดบั สถานศึกษาควรกาหนดในทิศทางหรือรูปแบบเดยี วกนั สถานศึกษาสามารถใหร้ ะดับคณุ ภาพผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กที่สะท้อนมาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์ ตัวบง่ ช้ี สภาพท่พี ึงประสงค์ หรือพฤตกิ รรมทจี่ ะ ประเมนิ เปน็ ระบบตัวเลข เช่น ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรอื เป็นระบบทีใ่ ชค้ าสาคญั เช่น ดี พอดี หรือ ควรส่งเสรมิ ตามที่สถานศึกษากาหนด ตวั อย่างเช่น ระบบตัวเลข ระบบทใี่ ชค้ าสาคญั ๓ ดี ๒ พอใช้ ๑ ควรสง่ เสรมิ สถานศึกษาอาจกาหนดระดับคุณภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เปน็ ๓ ระดับ ดังนี้ ระดับคุณภาพ ระบบท่ใี ช้คาสาคัญ ๑ หรือ ควรส่งเสริม เดก็ มคี วามลงั เล ไมแ่ น่ใจ ไม่ยอมปฏิบตั กิ จิ กรรม ทัง้ น้ี เน่ืองจากเด็กยังไม่พร้อม ยัง ม่ันใจ และกลัวไม่ปลอดภยั ผู้สอนต้องยั่วยุหรือแสดงใหเ้ หน็ เปน็ ตวั อย่างหรอื ต้อง คอยอยูใ่ กลๆ้ ค่อยๆให้เด็กทาทลี ะขน้ั ตอน พร้อมต้องให้กาลังใจ ๒ หรือ พอใช้ เดก็ แสดงไดเ้ อง แต่ยงั ไม่คล่อง เด็กกล้าทามากขึน้ ผูส้ อนกระตนุ้ น้อยลง ผ้สู อนต้อง คอยแก้ไขในบางคร้งั หรอื คอยใหก้ าลังใจให้เด็กฝกึ ปฏบิ ัตมิ ากขนึ้ ๓ หรือ ดี เด็กแสดงไดอ้ ย่างชานาญ คล่องแคล่ว และภมู ิใจ เดก็ จะแสดงได้เองโดยไม่ตอ้ ง กระตนุ้ มีความสัมพนั ธ์ทดี่ ี
๘๕ ตัวอย่างคาอธิบายคุณภาพ พัฒนาการด้านร่างกาย : สขุ ภาพอนามยั พฒั นาการด้านรา่ งกาย : กระโดดเท้าเดียว ระดบั คุณภาพ คาอธิบายคุณภาพ ระดับคุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ ๑หรือ ควรสง่ เสริม ส่งเสริมความสะอาด ๑หรือ ควรส่งเสริม ทาได้แตไ่ ม่ถูกต้อง ๒ หรอื พอใช้ สะอาดพอใช้ ๒ หรอื พอใช้ ทาได้ถูกต้อง แต่ไม่คล่องแคล่ว ๓ หรอื ดี สะอาด ๓ หรอื ดี ทาได้ถูกต้อง และคลอ่ งแคลว่ พฒั นาการดา้ นอารมณ์ : ประหยัด ระดับคุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ ๑หรอื ควรส่งเสรมิ ใชส้ ง่ิ ของเครื่องใชเ้ กนิ ความจาเป็น ๒ หรือ พอใช้ ใชส้ ิ่งของเครอื่ งใช้อย่างประหยัดเป็นบางครัง้ ๓ หรอื ดี ใช้สิ่งของเครอื่ งใช้อย่างประหยดั ตามความจาเป็นทกุ ครงั้ พฒั นาการด้านสังคม : ปฏบิ ตั ิตามข้อตกลง ระดบั คุณภาพ คาอธบิ ายคุณภาพ ๑หรือ ควรสง่ เสรมิ ไมป่ ฏิบัตติ ามขอ้ ตกลง ๒ หรอื พอใช้ ปฏิบตั ิตามข้อตกลง โดยมผี ชู้ ี้นาหรอื กระต้นุ ๓ หรือ ดี ปฏบิ ตั ิตามข้อตกลงได้ดว้ ยตนเอง พฒั นาการด้านสติปัญญา : เขียนช่อื ตนเองตามแบบ ระดบั คุณภาพ คาอธิบายคุณภาพ ๑หรือ ควรส่งเสริม เขยี นชื่อตนเองไม่ได้ หรือเขยี นเปน็ สญั ลกั ษณ์ทไี่ ม่เปน็ ตัวอักษร ๒ หรอื พอใช้ เขียนชอ่ื ตนเองได้ มีอักษรบางตัวกลบั หวั กลับด้านหรอื สลบั ที่ ๓ หรือ ดี เขียนช่ือเองได้ ตัวอกั ษรไม่กลับหวั ไมก่ ลบั ด้านไม่สลับท่ี ๒.๓.๒ การสรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการเดก็ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กาหนดเวลาเรยี นสาหรับเด็กปฐมวยั ตอ่ ปี การศกึ ษาไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาทีไ่ ด้รบั น้ีใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ ต่อการพัฒนา เดก็ อย่างรอบดา้ นและสมดลุ ผู้สอนควรมีเวลาในการพัฒนาเด็กและเติมเตม็ ศักยภาพของแดก็ เพื่อให้การจดั ประสบการณ์การเรียนร้มู ีประสิทธภิ าพ ผ้สู อนตอ้ งตรวจสอบพฤติกรรมท่แี สดงพัฒนาการของเด็กต่อเนื่องมีการ ประเมินซ้าพฤติกรรมนนั้ ๆอย่างนอ้ ย ๑ ครง้ั ต่อภาคเรียน เพอ่ื ยนื ยันความเชอื่ มัน่ ของผลการประเมินพฤตกิ รรมน้นั ๆ และนาผลไปเปน็ ขอ้ มูลในการสรุปการประเมนิ สภาพท่ีพึงประสงค์ของเด็กในแต่ละสภาพท่พี งึ ประสงค์ นาไปสรุปการ ประเมนิ ตัวบง่ ช้แี ละมาตรฐานคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงคต์ ามลาดบั อน่ึง การสรปุ ระดบั คุณภาพของการประเมินพัฒนาการเดก็ วิธีการทางสถติ ิท่เี หมาะสมและ สะดวกไมย่ ุ่งยากสาหรับผูส้ อน คือการใช้ฐานนิยม (Mode) ในบางคร้ังพฤติกรรม หรอื สภาพทพี่ งึ ประสงค์หรือตัว บง่ ช้ีนิยมมากว่า ๑ ฐานนยิ ม ให้อยใู่ นดลุ ยพนิ ิจของสถานศึกษา กลา่ วคอื เมอื่ มีระดับคุณภาพซ้ามากกว่า ๑ ระดับ สถานศึกษาอาจตัดสนิ สรุปผลการประเมินพฒั นาการบนพ้ืนฐาน หลกั พฒั นาการและการเตรยี มความพร้อม หากเป็น ภาคเรียนที่ ๑ สถานศกึ ษาควรเลอื กตดั สนิ ใจใชฐ้ านนยิ มท่มี ีระดับคุณภาพต่ากว่าเพ่ือใช้เป็นข้อมูลในการพฒั นาเดก็ ให้ พรอ้ มมากขน้ึ หากเป็นภาคเรียนท่ี ๒ สถานศึกษาควรเลอื กตดั สินใจใช้ฐานนยิ มที่มรี ะดบั คณุ ภาพสงู กวา่ เพื่อตัดสินและ การส่งตอ่ เด็กในระดบั ชน้ั ท่สี ูงขึน้ ๒.๓.๓ การเลอ่ื นชน้ั อนบุ าลและเกณฑก์ ารจบการศึกษาระดับปฐมวยั เม่ือส้ินปกี ารศึกษา เดก็ จะไดร้ บั การเล่ือนชน้ั โดยเดก็ ตอ้ งไดร้ บั การประเมนิ มาตรฐาน คณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงคท์ ้งั ๑๒ ขอ้ ตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั เพือ่ เปน็ ข้อมูลในการส่งต่อยอดการพัฒนาใหก้ ับ
๘๖ เด็กในระดบั สูงขึน้ ต่อไป และเนื่องจากการศึกษาระดบั อนุบาลเป็นการจัดการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานท่ีไมน่ ับเปน็ การศึกษา ภาคบงั คับ จึงไมม่ ีการกาหนดเกณฑ์การจบช้ันอนบุ าล การเทียบโนการเรียน และเกณฑ์การเรียนซา้ ช้ัน และหากเด็กมี แนวโน้มว่าจะมีปญั หาต่อการเรียนรู้ในระดับทส่ี งู ขึน้ สถานศึกษาอาจต้ังคณะกรรมการเพ่ือพิจารณาปญั หา และ ประสานกับหนว่ ยงานที่เก่ยี วข้องในการให้ความช่วยเหลอื เชน่ เจา้ หนา้ ทส่ี าธารณสขุ สง่ เสรมิ ตาบล นกั จิตวิทยา ฯลฯ เขา้ รว่ มดาเนนิ งานแกป้ ัญหาได้ อยา่ งไรก็ตาม ทักษะทน่ี าไปส่คู วามพร้อมในการเรียนรทู้ ีส่ ามารถใช้เปน็ รอยเชอ่ื มต่อระหว่างช้นั อนุบาลกบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ ท่ีควรพิจารณามที กั ษะดังน้ี ๑. ทักษะการชว่ ยเหลอื ตนเอง ได้แก่ ใช้หอ้ งน้า ห้องส้วมได้ด้วยตนเอง แต่งกายไดเ้ อง เก็บของ เขา้ ทีเ่ ม่ือเลน่ เสรจ็ และชว่ ยทาความสะอาด ร้จู ักร้องขอใหช้ ่วยเมือ่ จาเป็น ๒. ทกั ษะการใช้กล้ามเนือ้ ใหญ่ ได้แก่ วงิ่ ได้อย่างราบรืน่ วิ่งก้าวกระโดดได้ กระด้วยสองขาพน้ จากพ้นื ถือจบั ขวา้ ง กระดอนลกู บอลได้ ๓. ทักษะการใช้กล้ามเน้อื เลก็ ไดแ้ ก่ ใชม้ อื หยบิ จับอปุ กรณ์วาดภาพและเขียน วาดภาพคนมแี ขน ขา และส่วนต่างๆของร่างกาย ตัดตามรอยเสน้ และรูปตา่ งๆ เขยี นตามแบบอยา่ งได้ ๔. ทักษะภาษาการร้หู นงั สือ ไดแ้ ก่ พูดให้ผู้อ่นื เข้าใจได้ ฟังและปฏบิ ัติตามคาช้ีแจงงงา่ ยๆ ฟัง เรือ่ งราวและคาคล้องจองตา่ งๆอยา่ งสนใจ เข้ารว่ มฟงั สนทนาอภิปรายในเรื่องต่างๆ รจู้ กั ผลัดกันพดู โต้ตอบ เล่าเร่อื ง และทบทวนเรื่องราวหรือประสบการณ์ตา่ งๆ ตามลาดับเหตุการณ์เลา่ เรื่องจากหนงั สือภาพอยา่ งเปน็ เหตุเป็นผล อ่าน หรือจดจาคาบางคาที่มีความหมายต่อตนเอง เขยี นช่ือตนเองได้ เขียนคาทม่ี คี วามหมายตอ่ ตนเอง ๕. ทักษะการคดิ ไดแ้ ก่ แลกเปลย่ี นความคดิ และให้เหตผุ ลได้ จดจาภาพและวสั ดทุ ่เี หมอื นและ ต่างกันได้ ใช้คาใหม่ๆในการแสดงความคิด ความรู้สึก ถามและตอบคาถามเกยี่ วกบั เร่อื งท่ฟี งั เปรยี บเทียบจานวนของ วัตถุ ๒ กลุ่ม โดยใชค้ า “มากกวา่ ” “นอ้ ยกว่า” “เทา่ กัน” อธิบายเหตกุ ารณ์/เวลา ตามลาดบั อย่างถกู ต้อง ร้จู กั เชื่อมโยงเวลากบั กิจวัตรประจาวนั ๖. ทกั ษะทางสงั คมและอารมณ์ ไดแ้ ก่ ปรับตวั ตามสภาพการณ์ ใชค้ าพูดเพ่ือแกไ้ ขข้อขัดแยง้ นั่งได้ นาน ๕-๑๐ นาที เพอ่ื ฟังเร่ืองราวหรือทากจิ กรรม ทางานจนสาเรจ็ รว่ มมือกบั คนอนื่ และรู้จกั ผลดั กันเลน่ ควบคมุ อารมณ์ตนเองไดเ้ ม่ือกังวลหรอื ตื่นเต้น หยดุ เลน่ และทาในส่ิงทีผ่ ู้ใหญต่ อ้ งการให้ทาได้ ภูมใิ จในความสาเร็จของตนเอง ๓. การรายงานผลการประเมินพฒั นาการ การรายงานผลการประเมินพฒั นาการเปน็ การส่ือสารใหพ้ อ่ แม่ ผปู้ กครองไดร้ ับทราบความกา้ วหน้าใน การเรยี นรขู้ องเด็ก ซ่ึงสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมนิ พฒั นาการ และจดั ทาเอกสารรายงานใหผ้ ปู้ กครองทราบ เปน็ ระยะๆ หรืออย่างน้อยภาคเรยี นละ ๑ ครั้ง การรายงานผลการประเมินพฒั นาการสามารถรายงานเปน็ ระดับคุณภาพที่แตกต่างไปตามพฤตกิ รรมท่ี แสดงออกถึงพัฒนาการแต่ละดา้ น ทีส่ ะท้อนมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพึงประสงคท์ ั้ง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย ๓.๑ จดุ มงุ่ หมายการรายงานผลการประเมินพฒั นาการ ๑) เพือ่ ใหผ้ ูเ้ กย่ี วข้อง พ่อ แม่ และผ้ปู กครองใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแกไ้ ข ส่งเสรมิ และ พฒั นาการเรียนรู้ของเดก็ ๒) เพ่อื ให้ผูส้ อนใชเ้ ป็นข้อมลู ในการวางแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ๓) เพื่อเป็นข้อมูลสาหรบั สถานศกึ ษา เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา และหนว่ ยงานตน้ สังกัดใชป้ ระกอบในการ กาหนดนโยบายวางแผนในการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา ๓.๒ ขอ้ มูลในการรายงานผลการประเมินพฒั นาการ ๓.๒.๑ ข้อมูลระดบั ชนั้ เรยี น ประกอบดว้ ย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมนิ พัฒนาการตาม หน่วยการจัดประสบการณ์ สมดุ บนั ทกึ ผลการประเมนิ พฒั นาการประจาชั้น และสมดุ รายงานประจาตัวนกั เรียน และ
๘๗ สารนิทัศน์ที่สะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เปน็ ข้อมูลสาหรบั รายงานให้ผมู้ ีสว่ นเกย่ี วข้อง ได้แก่ ผ้บู ริหารสถานศึกษา ผ้สู อน และผูป้ กครอง ได้รบั ทราบความก้าวหน้า ความสาเร็จในการเรยี นรขู้ องเด็กเพ่ือนาไปในการวางแผนกาหนด เป้าหมายและวธิ ีการในการพัฒนาเดก็ ๓.๒.๒ ข้อมลู ระดับสถานศกึ ษา ประกอบดว้ ย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ ทง้ั ๑๒ ข้อตามหลักสตู ร เพ่ือใช้เปน็ ขอ้ มลู และสารสนเทศในการพัฒนาการจดั ประสบการณ์การเรียนการสอนและ คุณภาพของเด็ก ใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานคุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์และแจง้ ใหผ้ ปู้ กครอง และผู้เก่ยี วข้องได้รบั ทราบ ขอ้ มูล โดยผมู้ หี นา้ ท่รี บั ผิดชอบแต่ละฝ่ายนาไปปรบั ปรงุ แกไ้ ขและพัฒนาเดก็ ให้เกดิ พัฒนาการอย่างถูกต้อง เหมาะสม รวมทัง้ นาไปจดั ทาเอกสารหลักฐานแสดงพฒั นาการของผเู้ รียน ๓.๒.๓ ขอ้ มูลระดับเขตพ้นื ที่การศึกษา ได้แก่ ผลการประเมนิ มาตรฐานคุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ท้ัง ๑๒ ข้อ ตามหลกั สตู รเปน็ รายสถานศึกษา เพื่อเปน็ ข้อมูลที่ศกึ ษานเิ ทศก/์ ผู้เกี่ยวข้องใช้วางแผนและดาเนนิ การพฒั นา คณุ ภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศกึ ษาในเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษา เพื่อใหเ้ กิดการยกระดับคณุ ภาพเด็กและมาตรฐาน การศึกษา ๓.๓ ลกั ษณะขอ้ มูลสาหรบั การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ สถานศึกษาสามารถเลอื กลกั ษณะขอ้ มลู สาหรับการรายงานได้ หลายรูปแบบให้เหมาะสมกับวธิ ีการรายงานและสอดคล้องกับการใหร้ ะดบั ผลการประเมินพัฒนาการโดยคานงึ ถงึ ประสทิ ธภิ าพของการรายงานและการนาขอ้ มลู ไปใชป้ ระโยชน์ของผรู้ ายงานแต่ละฝา่ ยลักษณะขอ้ มลู มรี ูปแบบ ดงั น้ี ๓.๓.๑ รายงานเปน็ ตัวเลข หรอื คาท่ีเปน็ ตวั แทนระดบั คุณภาพพัฒนาการของเด็กที่เกิดจากการ ประมวลผล สรปุ ตดั สินขอ้ มลู ผลการประเมินพฒั นาการของเดก็ ได้แก่ - ระดบั ผลการประเมนิ พัฒนาการมี ๓ ระดบั คือ ๓ ๒ ๑ - ผลการประเมนิ คุณภาพ “ดี” “พอใช้” และ “ควรสง่ เสริม” ๓.๓.๒ รายงานโดยใชส้ ถิติ เปน็ รายงานจากข้อมูลท่ีเป็นตวั เลข หรือข้อความใหเ้ ปน็ ภาพแผนภูมหิ รอื เส้นพฒั นาการ ซ่ึงจะแสดงใหเ้ ห็นพฒั นาการความก้าวหนา้ ของเด็กวา่ ดขี ึ้น หรือควรไดร้ ับการพฒั นาอย่างไร เมื่อเวลา เปลย่ี นแปลงไป ๓.๓.๓ รายงานเป็นขอ้ ความ เป็นการบรรยายพฤติกรรมหรอื คณุ ภาพทผี่ ู้สอนสงั เกตพบ เพ่อื รายงาน ให้ทราบวา่ ผู้เก่ียวข้อง พ่อ แม่ และผ้ปู กครองทราบว่าเด็กมีความสามารถ มีพฤติกรรมตามคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ ตามหลกั สตู รอย่างไร เชน่ - เดก็ รับลูกบอลท่ีกระดอนจากพ้ืนด้วยมือทั้ง ๒ ข้างได้โดยไมใ่ ช้ลาตัวชว่ ยและลกู บอลไม่ตกพ้นื - เดก็ แสดงสหี น้า ท่าทางสนใจ และมีความสุขขณะทางานทกุ ช่วงกิจกรรม - เด็กเลน่ และทางานคนเดียวเปน็ สว่ นใหญ่ - เด็กจบั หนงั สือไม่กลบั หวั เปิด และทาท่าทางอา่ นหนงั สือและเล่าเรื่องได้ ๓.๔ เปา้ หมายของการรายงาน การดาเนนิ การจดั การศึกษาปฐมวยั ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายร่วมมอื ประสานงานกนั พฒั นา เด็กทางตรงและทางออ้ ม ใหม้ ีพัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยมและคุณลักษณะที่พึง ประสงคโ์ ดยผมู้ ีส่วนรว่ มเก่ียวขอ้ งควรไดร้ บั การายงานผลการประเมินพฒั นาการของเดก็ เพื่อใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการ ดาเนินงาน ดงั นี้
๘๘ กลุม่ เปา้ หมาย การใชข้ ้อมูล ผู้สอน -วางแผนและดาเนินการปรับปรงุ แกไ้ ขและพฒั นาเด็ก -ปรบั ปรุงแก้ไขและพัฒนาการจัดการเรยี นรู้ ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา -สง่ เสรมิ พฒั นากระบวนการจัดการเรยี นรูร้ ะดับปฐมวยั ของสถานศกึ ษา พ่อ แม่ และผปู้ กครอง -รับทราบผลการประเมินพฒั นาการของเด็ก -ปรับปรงุ แกไ้ ขและพัฒนาการเรยี นร้ขู องเด็ก รวมทัง้ การดูแลสุขภาพอนามัยรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และพฤติกรรมตา่ งๆของเด็ก คณะกรรมการสถานศึกษา -พฒั นาแนวทางการจดั การศึกษาปฐมวยั สถานศกึ ษา ขัน้ พ้นื ฐาน สานักงานเขตพนื้ ท่ี -ยกระดบั และพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาปฐมวยั ของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา การศึกษา/หน่วยงานต้น นิเทศ กากับ ติดตาม ประเมินผลและให้ความช่วยเหลอื การพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา สังกดั ปฐมวัยของสถานศกึ ษาในสังกัด ๓.๕ วธิ กี ารรายงานผลการประเมินพฒั นาการ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการใหผ้ ูเ้ กีย่ วขอ้ งรับทราบ สามารถดาเนนิ การ ได้ดงั นี้ ๓.๕.๑ การรายงานผลการประเมินพฒั นาการในเอกสารหลักฐานการศึกษา ข้อมูลจากแบบ รายงาน สามารถใช้อ้างอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพฒั นาการของเด็ก เช่น - แบบบันทึกผลการประเมินพฒั นาการประจาชัน้ - แฟ้มสะสมงานของเด็กรายบคุ คล -สมุดรายงานประจาตัวนักเรยี น -สมดุ บนั ทึกสขุ ภาพเด็ก ฯลฯ ๓.๕.๒ การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้ผู้เก่ยี วข้องทราบ สามารถรายงานได้หลายวธิ ี เช่น - รายงานคณุ ภาพการศึกษาปฐมวัยประจาปี - วารสาร/จลุ สารของสถานศึกษา -จดหมายสว่ นตวั -การใหค้ าปรึกษา -การใหพ้ บครทู ี่ปรกึ ษาหรือการประชุมเครือข่ายผู้ปกครอง - การให้ขอ้ มูลทางอินเตอรเ์ น็ตผา่ นเว็ปไซต์ของสถานศกึ ษา ภารกจิ ของผูส้ อนในการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวยั ท่ีมีคุณภาพและประสิทธภิ าพนนั้ เกดิ ขึน้ ในห้องเรยี น และระหว่างการจัดกจิ กรรมประจาวันและกจิ วัตรประจาวัน ผ้สู อนตอ้ งไม่แยกการประเมินพัฒนาการออกจากการ จดั ประสบการณต์ ามตารางประจาวัน ควรมลี ักษณะการประเมินพฒั นาการในชั้นเรยี น (Classroom Assessment) ซ่งึ หมายถึง กระบวนการและการสังเกต การบนั ทกึ และรวบรวมข้อมลู จากการปฏบิ ตั ิกจิ วตั รประจาวัน/กจิ กรรม ประจาวนั ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผูส้ อนควรจัดทาข้อมลู หลักฐานหรือเอกสารอย่างเปน็ ระบบ เพ่ือ เปน็ หลกั ฐานแสดงให้เห็นรอ่ งรอยของการเจริญเติบโตพฒั นาการและการเรยี นรขู้ องเด็กปฐมวยั แล้วนามาวิเคราะห์ ตีความ บันทึกข้อมลู ทีไ่ ด้จากการประเมินพฒั นาการวา่ เด็กรู้อะไร สามารถทาอะไรได้ และจะทาตอ่ ไปอย่างไร ด้วย
๘๙ วธิ กี ารและเคร่ืองมือทีห่ ลากหลายท้ังที่เป็นทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ ทั้งนั้นการดาเนินการดังกลา่ วเกิดขน้ึ ตลอด ระยะเวลาของการปฏิบัตกิ ิจวัตรประจาวนั /กิจกรรมประจาวันและการจดั ประสบการณเ์ รียนรู้ ดงั น้นั ข้อมลู ทีเ่ กิดจากการประเมนิ ที่มีคณุ ภาพเทา่ น้ัน จึงสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ ตรงตามเปา้ หมาย ผู้สอน จาเปน็ ตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจอยา่ งถ่องแท้ในหลกั การ แนวคิด วธิ ีดาเนินงานในส่วนต่างๆทเ่ี กยี่ วข้องกบั หลักสตู รการ จดั ประสบการเรยี นรู้ เพื่อสามารถนาไปใช้ในการวางแผนและออกแบบการประเมินพฒั นาการได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ บนพื้นฐานการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียนทีม่ ีความถูกต้อง ยตุ ิธรรม เชอื่ ถือได้ มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมตาม จุดหมายของหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย สะท้อนผลและสภาพความสาเร็จเม่ือเปรียบเทียบกบั เปา้ หมายของการ ดาเนินการจดั การศกึ ษาปฐมวัย ทง้ั ในระดับนโยบาย ระดบั ปฏิบัติการ และผมู้ ีสว่ นเกี่ยวข้องต่อไป ๑. ขนั้ ตอนการประเมนิ พัฒนาการเด็กปฐมวัย การประเมนิ พฒั นาการเดก็ ของผสู้ อนระดบั ปฐมวัยจะมีขัน้ ตอนสาคญั ๆคลา้ ยคลงึ กับการประเมนิ การศึกษา ทั่วไป ข้ันตอนตา่ งๆอาจปรับลด หรอื เพ่ิมไดต้ ามความเหมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศึกษาและสอดคล้องกบั การจัด ประสบการณ์ หรืออาจสลบั ลาดบั ก่อนหลงั ไดบ้ า้ ง ขนั้ การประเมนิ พฒั นาการเด็กปฐมวยั โดยสรุปควรมี ๖ ข้นั ตอน ดงั นี้ ขน้ั ตอนที่ ๑ การวเิ คราะห์มาตรฐานคุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี และสภาพที่พงึ ประสงค์ ตวั บ่งช้ี และ สภาพท่ีพงึ ประสงค์ทส่ี มั พนั ธ์กับหนว่ ยการจดั ประสบการณ์ตา่ งๆ อนั จะเป็นประโยชน์ในการดาเนินงานการประเมิน พัฒนาการอยา่ งเป็นระบบและครอบคลมุ ท่ัวถึง ขนั้ ตอนท่ี ๒ การกาหนดส่ิงที่จะประเมินและวิธีการประเมิน ในขัน้ ตอนนส้ี ิง่ ท่ผี ูส้ อนต้องทาคือ การ กาหนดการประเด็นการประเมนิ ได้แก่ สภาพที่พงึ ประสงค์ในแต่ละวยั ของเด็กที่เกดิ จากกาจัดประสบการณใ์ นแต่ การ จัดประสบการณ์ มากาหนดเป็นจดุ ประสงค์การเรยี นรขู้ องหนว่ ยการเรียนรู้ จุดประสงค์ยอ่ ยของกิจกรรมตามตาราง ประจาวัน ๖กจิ กรรมหลกั หรือตามรปู แบบการจดั ประสบการณท์ ่ีกาหนด ผสู้ อนตอ้ งวางแผนและออกแบบวธิ กี าร ประเมินใหเ้ หมาะสมกับกิจกรรม บางคร้ังอาจใช้การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ช้นิ งาน การพูดคยุ หรอื สมั ภาษณเ์ ด็ก เปน็ ต้น ทง้ั นีว้ ธิ กี ารทีผ่ สู้ อนเลือกใช้ต้องมีความหมายหลากหลาย หรือมากวา่ ๒ วธิ กี าร ขั้นตอนท่ี ๓ การสร้างเครื่องมือและเกณฑก์ ารประเมิน ในขั้นตอนน้ี ผูส้ อนจะต้องกาหนดเกณฑ์การ ประเมิน พัฒนาการใหส้ อดคล้องกับพฤติกรรมที่จะประเมนิ ในข้นั ตอนท่ี ๒ อาจใชแ้ นวทางการกาหนดเกณฑ์ท่ี กลา่ วมาแลว้ ข้างต้นในส่วนที่ ๒ เปน็ เกณฑ์การประเมนิ แยกส่วนของแต่ละพฤตกิ รรมและเกณฑ์สรุปผลการ ประเมิน พรอ้ มกับ จดั ทาแบบบนั ทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพท่ีพึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจดั ประสบการณ์นั้นๆ ขัน้ ตอนท่ี ๔ การดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เปน็ ขน้ั ตอนท่ผี ู้สอนออกแบบ/วางแผนและทาการสังเกต พฤติกรรมของเด็กเปน็ รายบคุ คล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือการสัมภาษณ์เดก็ หรือการประเมินผลงาน/ชนิ้ งานของเดก็ อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมขอ้ มูลพฒั นาการของเด็กให้ท่ัวถึงครบทกุ คน สอดคลอ้ งและตรงประเดน็ การประเมินท่ี วางแผนไวใ้ นขน้ั ตอนที่ ๔ บนั ทึกลงในเครอื่ งมือที่ผสู้ อนพฒั นาหรอื จดั เตรียมไว้ การบันทึกผลการประเมินพัฒนาการตามสภาพท่ีพึงประสงคข์ องแตล่ ะหนว่ ยการจัดประสบการณ์นน้ั ผู้สอนเปน็ ผูป้ ระเมินเด็กเป็นรายบุคคลหรือรายกล่มุ อาจให้ระดบั คุณภาพ ๓ หรือ ๒ หรอื ๑ หรือให้คาสาคัญ ท่ีเป็นคณุ ภาพ เช่น ดี พอใช้ ควรส่งเสริม กไ็ ด้ ท้ังนี้ควรเป็นระบบเดยี วกนั เพ่อื สะดวกในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลและแปล ผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็ ในระยะตน้ ควรเปน็ การประเมนิ เพ่ือความก้าวหนา้ ไม่ควรเป็นการประเมินเพ่ือตดั ส้นิ พัฒนาการเด็ก หากผลการประเมินพบว่า เดก็ อยใู่ นระดับ ๑ พฤติกรรมหนึ่งพฤตกิ รรมใดผูส้ อนตอ้ งทาความเข้าใจวา่ เด็กคนนัน้ มีพัฒนาการเรว็ หรอื ช้า ผู้สอนจะต้องจดั ประสบการณส์ ่งเสรมิ ในหนว่ ยการจดั ประสบการณ์ตอ่ ไปอย่างไร ดังนัน้ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ผลการประเมนิ พัฒนาการในแตล่ ะหน่วยการจัดประสบการณข์ องผูส้ อน จงึ เปน็ การ สะสมหรอื รวบรวมข้อมลู ผลการประเมินพฒั นาการของเดก็ รายบุคคล หรือรายกลุ่มนน่ั เอง เมือ่ ผสู้ อนจัดประสบการณ์ ครบทกุ หนว่ ยการจัดประสบการณต์ ามทว่ี ิเคราะห์สาระการเรียนรรู้ ายปขี องแตล่ ะภาคเรยี น ขั้นตอนที่ ๕ การวิเคราะห์ข้อมลู และแปลผล ในข้ันตอนนี้ ผ้สู อนทเ่ี ปน็ ผปู้ ระเมิน ควรดาเนินดาร ดงั นี้
๙๐ ๑) การวเิ คราะห์และแปลผลการประเมนิ พัฒนาการเมื่อสิ้นสดุ หน่วยการจดั ประสบการณ์ ผสู้ อนจะ บนั ทึกผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กลงในแบบบันทกึ ผลการสังเกตพฤตกิ รรมตามสภาพท่พี ึงประสงคข์ องหน่วย การจัดประสบการณห์ น่วยที ๑ จนถึงหนว่ ยสุดทา้ ยของภาคเรียน ๒) การวเิ คราะห์และแปลผลการประเมนิ ประจาภาคเรยี นหรอื ภาคเรยี นท่ี ๒ เมื่อส้นิ ปกี ารศึกษา ผู้สอนจะนาผลการประเมินพัฒนาการสะสมที่รวบรวมไวจ้ ากทกุ หน่วยการเรยี นรู้สรุปลงในสมดุ บนั ทกึ ผลประเมนิ พฒั นาการประจาช้นั และสรุปผลพฒั นาการรายด้านทงั้ ชนั้ เรียน ขนั้ ตอนที่ ๖ การสรุปรายงานผลและการนาข้อมลู ไปใช้ เป็นขัน้ ตอนท่ผี ู้สอนซึง่ เป็นครูประจาชัน้ จะสรุปผล เพือ่ ตัดสนิ พัฒนาการของเด็กปฐมวยั เป็นรายตัวบ่งชีร้ ายมาตรฐานและพัฒนาการทง้ั ๔ ด้าน เพอื่ นาเสนอผบู้ ริหาร สถานศกึ ษาอนุมตั กิ ารตัดสิน และแจง้ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พร้อมกับครูประจาช้ันจะจดั ทารายงานผล การประเมนิ ประจาตัวนักเรียน นาขอ้ มลู ไปใช้สรุปผลการประเมินคุณภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของ สถานศกึ ษาเม่ือสนิ้ ภาคเรียนท่ี ๒ หรือเมือ่ ส้ินปีการศึกษา รายละเอยี ดการดาเนนิ งานแตล่ ะขน้ั ตอน มีดังน้ี ขั้นตอนที่ ๑ การวเิ คราะห์มาตรฐาน ตวั บง่ ชี้ และสภาพท่ีพึงประสงค์ตามหลกั สตู รสถานศึกษา โดยนาขอ้ มูล จากการวิเคราะห์การเรยี นรูร้ ายปใี นหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวยั มาตรวจสอบความถี่ของตัวบง่ ชี้ และสภาพทพี่ ึง ประสงคว์ ่าเกิดข้ึนกบั เด็กตามหนว่ ยการจัดประสบการณเ์ รียนรใู้ ดบา้ ง ขน้ั ตอนที่ ๑.๑ การวเิ คราะหส์ าระการเรยี นรู้รายปขี องโรงเรียน ข้นั ตอนที่ ๑.๒ ตรวจสอบความถเี่ พื่อตรวจสอบจานวนครัง้ ของตัวบง่ ชี้ สภาพที่พึงประสงคว์ ่าวางแผน ให้เกดิ พัฒนาการในหนว่ ยการจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ใดบา้ งจากหลักสูตรสถานศกึ ษา ขนั้ ตอนที่ ๒ กาหนดส่ิงท่ปี ระเมนิ และวธิ กี ารประเมิน โดยกาหนดสภาพที่พึงประสงค์ที่วเิ คราะหไ์ วใ้ นขั้นตอนท่ี ๑.๒ มากาหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้ใน ๖ กจิ กรรมหลัก ข้นั ตอน๒.๑ การเขยี นหรือกาหนดจุดประสงค์การเรยี นของหนว่ ยการจัดประสบการณ์ ข้นั ตอน๒.๒ การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู ขัน้ ตอนท่ี ๓ การสร้างเคร่ืองมือและเกณฑก์ ารประเมนิ ผสู้ อนจะตอ้ งกาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ พฒั นาการ เดก็ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมท่จี ะประเมนิ ตามแผนการจัดกจิ กรรม พรอ้ มทาเกณฑ์การประเมนิ และสรปุ ผลการ ประเมนิ พร้อมจัดทาแบบบันทกึ ผลหลงั สอนประจาหนว่ ยการจัดประสบการณ์ ขั้นตอนที่ ๔ การดาเนินการเปน็ การรวบรวมขอ้ มูล ข้นั ตอนน้ี ผสู้ อนทที่ าหน้าท่เี ปน็ ผ้ปู ระเมินโดยการสงั เกต พฤติกรรมของเด็กรายบคุ คล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือสมั ภาษณ์เด็ก หรือการประเมนิ ผลงานชนิ้ งานของเดก็ อยา่ งเป็น ระบบ ไปพรอ้ มๆกับกจิ กรรมให้เดก็ เพื่อรวบรวมขอ้ มูลพัฒนาการของเด็กทุกคน และบนั ทึกลงแบบบันทกึ ผลหลงั สอน ประจาหน่วยการจัดประสบการณ์ ท่ีจัดเตรียมไว้ ขนั้ ตอนท่ี ๕ การวเิ คราะห์ข้อมลู และแปลผลเมื่อสิน้ สุดหน่วยการจดั ประสบการณ์ ผู้สอนจะตรวจสอบความ ครบถว้ น สมบรู ณข์ องผลการประเมนิ ในแบบบนั ทึกผลการประเมนิ พฒั นาการของเดก็ หลงั การจดั ประสบการณ์ลงใน แบบบันทกึ ผลหลังการจัดประสบการณป์ ระจาหน่วยการจดั ประสบการณ์ และเก็บสะสมเพอ่ื นาได้สรปุ ผลในการ ตัดสินพฒั นาการเด็กในภาพรวมเม่ือส้นิ ปีการศึกษา โดยผู้สอนจะนาผลการประเมนิ พฒั นาสะสมทร่ี วบรวมไว้ทุกหน่วย การเรยี นรู้ มาสรปุ ลงในสมุดบันทึกผลการประเมนิ พัฒนาการประจาช้นั และสรปุ ผลพัฒนาการรายด้านทงั้ ช้นั เรยี น ทงั้ นี้การสรุปผลการประเมินพัฒนาการ ผสู้ อนควรใช้ ฐานนิยม (Mode) จึงเหมาะสมและสอดคล้องกบั การประเมิน มากทสี่ ุด ตามทกี่ ล่าวมาแล้วข้างต้น ขั้นตอนท่ี ๖ การสรปุ รายงานผลและการนาข้อมูลไปใช้ ครูประจาช้นั จะสรุปผลเพื่อพัฒนาการของเด็ก ปฐมวัยเปน็ รายตวั บ่งชี้ รายมาตรฐานและพฒั นาการทั้ง๔ ด้าน และรายงานต่อผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาอนุมัตผิ ลการ ตัดสนิ และแจง้ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พร้อมกบั ครปู ระจาชน้ั จะจัดทารายงานผลการประเมิน พฒั นาการของเด็กรายบุคคล รายภาค และรายปตี ่อผปู้ กครองในสมดุ รายงานปราตัวเด็กนักเรียน
๙๑ ๑๐.การบริหารจัดการหลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั การนาหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั สู่การปฏิบัติให้เกดิ ประสิทธภิ าพตามจุดหมายของ หลักสตู ร ผเู้ กี่ยวขอ้ งกบั การบรหิ ารจัดการหลักสูตรในระบบสถานศึกษา ไดแ้ ก่ ผู้บรหิ าร ผ้สู อน พ่อแม่ หรือผปู้ กครอง และชุมชน มบี ทบาทสาคัญยง่ิ ต่อการพัฒนาคุณภาพของเด็ก ๑. บทบาทผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาปฐมวยั การจัดการศกึ ษาแก่เด็กปฐมวัยในระบบสถานศกึ ษาให้เกิดประสิทธผิ ลสูงสุด ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีบทบาท ดังน้ี ๑.๑ ศึกษาทาความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและมีวิสยั ทัศนด์ า้ นการจดั การศึกษาปฐมวยั ๑.๒ คัดเลอื กบคุ ลากรที่ทางานกบั เดก็ เช่น ผ้สู อน พ่เี ล้ยี ง อย่างเหมาะสม โดยคานงึ ถึงคุณสมบตั ิ หลกั ของบุคลากร ดังน้ี ๑.๒.๑ มีวุฒิทางการศึกษาด้านการอนบุ าลศกึ ษา การศึกษาปฐมวัย หรือผา่ นการอบรมเกย่ี วกับ การจดั การศกึ ษาปฐมวัย ๑.๒.๒ มคี วามรักเด็ก จิตใจดี มีอารมณข์ ันและใจเยน็ ให้ ความเป็นกันเองกับเด็กอย่าง เสมอภาค ๑.๒.๓ มีบุคลิกของความเป็นผู้สอน เข้าใจและยอมรบั ธรรมชาตขิ องเด็กตามวยั ๑.๒.๔พดู จาสุภาพเรียบร้อย ชดั เจนเปน็ แบบอย่างได้ ๑.๒.๕ มคี วามเป็นระเบียบ สะอาด และรจู้ ักประหยดั ๑.๒.๖ มีความอดทน ขยนั ซื่อสัตย์ในการปฏบิ ัติงานในหน้าทแ่ี ละ การปฏบิ ตั ติ ่อเด็ก ๑.๒.๗ มีอารมณร์ ่วมกบั เด็ก รู้จกั รับฟงั พิจารณาเร่ืองราวปัญหาต่างๆ ของเด็กและตัดสนิ ปญั หา ตา่ งๆอย่างมีเหตุผลดว้ ยความ เป็นธรรม ๑.๒.๘ มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ สมบรู ณ์ ๑.๓ ส่งเสรมิ การจัดบรกิ ารทางการศึกษาให้เดก็ ไดเ้ ขา้ เรียนอย่างทั่วถึง และเสมอภาค และ ปฏิบตั ิการรบั เด็กตามเกณฑ์ที่กาหนด ๑.๔ ส่งเสริมใหผ้ ู้สอนและผทู้ ี่ปฏบิ ัติงานกบั เดก็ พัฒนาตนเองมีความรกู้ ้าวหนา้ อยเู่ สมอ ๑.๕ เป็นผนู้ าในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาโดยรว่ มให้ความเห็นชอบ กาหนดวสิ ัยทศั น์ และ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กทุกช่วงอายุ ๑.๖ สร้างความร่วมมือและประสานกับบุคลากรทุกฝา่ ยในการจดั ทาหลกั สตู รสถานศึกษา ๑.๗ จัดให้มขี ้อมูลสารสนเทศเกีย่ วกับตวั เดก็ งานวิชาการหลักสูตร อยา่ งเปน็ ระบบและมกี าร ประชาสมั พันธห์ ลกั สตู รสถานศกึ ษา ๑.๘ สนบั สนุนการจดั สภาพแวดล้อมตลอดจนส่ือ วัสดุ อุปกรณท์ ี่เออ้ื อานวยต่อ การเรียนรู้ ๑.๙ นิเทศ กากบั ตดิ ตามการใชห้ ลกั สตู ร โดยจัดให้มรี ะบบนิเทศภายในอย่างมรี ะบบ ๑.๑๐ กากบั ติดตามให้มีการประเมนิ คุณภาพภายในสถานศกึ ษาและนาผลจากการประเมนิ ไปใชใ้ น การพัฒนาคุณภาพเดก็ ๑.๑๑ กากับ ตดิ ตาม ให้มีการประเมินการนาหลกั สตู รไปใช้ เพอื่ นาผลจากการประเมินมา ปรบั ปรงุ และพฒั นาสาระของหลกั สตู รของสถานศึกษาใหส้ อดคล้องกบั ความต้องการของเดก็ บรบิ ทสังคมและใหม้ ี ความทนั สมยั
๙๒ ๒. บทบาทผสู้ อนปฐมวัย การพัฒนาคุณภาพเด็กโดยถือว่าเดก็ มีความสาคญั ที่สุด กระบวนการจดั การศึกษาต้องส่งเสรมิ ให้ เดก็ สามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติ สอดคล้องกบั พัฒนาการและเต็มตามศักยภาพ ดงั น้ัน ผู้สอนจงึ มบี ทบาทสาคัญ ยิง่ ที่จะทาใหก้ ระบวนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวบรรลุผลอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ผูส้ อนจงึ ควรมีบทบาท / หนา้ ที่ ดังนี้ ๒.๑ บทบาทในฐานะผู้เสรมิ สรา้ งการเรียนรู้ ๒.๑.๑ จัดประสบการณก์ ารเรียนร้สู าหรับเด็กทเ่ี ด็กกาหนดข้ึนด้วยตัวเดก็ เองและผู้สอนกับ เด็กร่วมกันกาหนด โดยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กให้ครอบคลุมทกุ ดา้ น ๒.๑.๒ สง่ เสริมใหเ้ ด็กใชข้ ้อมูลแวดล้อม ศกั ยภาพของตัวเด็ก และหลักทางวิชาการในการ ผลติ กระทา หรอื หาคาตอบในส่ิงท่ีเด็กเรยี นรู้อยา่ งมเี หตุผล ๒.๑.๓ กระตุ้นใหเ้ ดก็ รว่ มคิด แกป้ ัญหา ค้นควา้ หาคาตอบดว้ ยตนเองดว้ ยวิธีการศกึ ษาท่ี นาไปสูก่ ารใฝร่ ู้ และพฒั นาตนเอง ๒.๑.๔ จดั สภาพแวดล้อมและสรา้ งบรรยากาศการเรียนทส่ี ร้างเสรมิ ให้เดก็ ทากิจกรรมได้ เต็มศักยภาพและความแตกต่างของเดก็ แตล่ ะบุคคล ๒.๑.๕ สอดแทรกการอบรมด้านจริยธรรมและค่านยิ มทพ่ี ึงประสงคใ์ นการจดั การเรยี นรู้ และกิจกรรมต่างๆอย่างสมา่ เสมอ ๒.๑.๖ ใชก้ ิจกรรมการเลน่ เปน็ สือ่ การเรยี นรู้สาหรบั เดก็ ใหเ้ ปน็ ไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ๒.๑.๗ ใชป้ ฏสิ ัมพนั ธท์ ด่ี ีระหว่างผูส้ อนและเด็กในการดาเนินกจิ กรรมการเรียนการสอน อยา่ งสมา่ เสมอ ๒.๑.๘ จดั การประเมนิ ผลการเรยี นรทู้ ี่สอดคล้องกับสภาพจรงิ และนาผลการประเมินมา ปรบั ปรุงพฒั นาคุณภาพเด็กเต็มศักยภาพ ๒.๒ บทบาทในฐานะผูด้ แู ลเดก็ ๒.๒.๑ สังเกตและสง่ เสรมิ พัฒนาการเดก็ ทกุ ดา้ นทัง้ ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และ สติปญั ญา ๒.๒.๒ ฝึกใหเ้ ดก็ ชว่ ยเหลือตนเองในชีวติ ประจาวัน ๒.๒.๓ ฝึกให้เดก็ มคี วามเชื่อม่นั มีความภูมิใจในตนเองและกล้าแสดงออก ๒.๒.๔ ฝึกการเรยี นรหู้ น้าที่ ความมีวินัย และการมนี ิสยั ท่ีดี ๒.๒.๕ จาแนกพฤติกรรมเด็กและสร้างเสริมลักษณะนสิ ัยและแกป้ ัญหาเฉพาะบุคคล ๒.๒.๖ ประสานความรว่ มมอื ระหว่างสถานศึกษา บ้าน และชมุ ชน เพ่ือให้เด็กได้พฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและมีมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ๒.๓ บทบาทในฐานะนักพฒั นาเทคโนโลยีการสอน ๒.๓.๑ นานวตั กรรม เทคโนโลยีทางการสอนมาประยกุ ตใ์ ช้ใหเ้ หมาะสมกับสภาพบรบิ ท สงั คม ชุมชน และท้องถ่ิน ๒.๓.๒ ใช้เทคโนโลยแี ละแหลง่ เรียนร้ใู นชุมชนในการเสรมิ สร้างการเรียนรูใ้ ห้แก่เด็ก ๒.๓.๓ จดั ทาวิจยั ในชนั้ เรียน เพือ่ นาไปปรบั ปรงุ พฒั นาหลกั สตู ร / กระบวนการเรยี นรู้ และพฒั นาส่ือการเรียนรู้ ๒.๓.๔ พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแหง่ การเรยี นรู้ มคี ณุ ลักษณะของผู้ใฝ่รู้มวี ิสัยทัศน์และ ทนั สมยั ทนั เหตุการณ์ในยุคของขอ้ มูลขา่ วสาร ๒.๔ บทบาทในฐานะผูบ้ รหิ ารหลกั สตู ร ๒.๔.๑ ทาหน้าท่ีวางแผนกาหนดหลักสูตร หน่วยการเรยี นรู้ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ การประเมินผลการเรียนรู้
๙๓ ๒.๔.๒ จัดทาแผนการจดั ประสบการณท์ ่เี น้นเด็กเปน็ สาคัญ ให้เด็กมอี สิ ระในการเรียนรู้ทั้ง กายและใจ เปดิ โอกาสใหเ้ ด็กเล่น/ทางาน และเรยี นรทู้ ั้งรายบุคคลและเป็นกล่มุ ๒.๔.๓ ประเมินผลการใช้หลักสูตร เพือ่ นาผลการประเมินมาปรับปรงุ พฒั นาหลักสูตรให้ ทันสมัย สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการของ ผู้เรียน ชุมชน และท้องถ่นิ ๓. บทบาทของพอ่ แมห่ รือผ้ปู กครองเด็กปฐมวยั การศกึ ษาระดับปฐมวัยเปน็ การศึกษาที่จัดให้แก่เด็กท่ีผู้สอนและพ่อแมห่ รือผปู้ กครองตอ้ งสอ่ื สารกัน ตลอดเวลา เพือ่ ความเขา้ ใจตรงกนั และพรอ้ มร่วมมือกันในการจดั การศกึ ษาให้กับเด็ก ดังน้นั พอ่ แม่หรอื ผู้ปกครอง ควรมบี ทบาทหนา้ ที่ ดงั นี้ ๓.๑ มีสว่ นรว่ มในการกาหนดแผนพัฒนาสถานศกึ ษาและให้ความเหน็ ชอบ กาหนด แผนการเรียนรู้ของเด็กรว่ มกับผู้สอนและเด็ก ๓.๒ ส่งเสริมสนบั สนุนกจิ กรรมของสถานศึกษา และกจิ กรรมการเรยี นรู้เพื่อพฒั นาเดก็ ตาม ศักยภาพ ๓.๓ เป็นเครือข่ายการเรยี นรู้ จัดบรรยากาศภายในบ้านใหเ้ ออ้ื ต่อการเรียนรู้ ๓.๔ สนบั สนุนทรพั ยากรเพ่อื การศึกษาตามความเหมาะสมและจาเปน็ ๓.๕ อบรมเล้ียงดู เอาใจใสใ่ หค้ วามรัก ความอบอนุ่ ส่งเสรมิ การเรียนรแู้ ละพฒั นาการดา้ นต่าง ๆ ของเด็ก ๓.๖ ปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงคต์ ลอดจนสง่ เสรมิ คุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ โดยประสานความรว่ มมือกับผสู้ อน ผู้เกี่ยวขอ้ ง ๓.๗ เปน็ แบบอย่างท่ีดีทั้งในด้านการปฏบิ ัติตนให้เป็นบุคคลแหง่ การเรยี นรู้ และมี คุณธรรมนาไปสู่ การพฒั นาใหเ้ ปน็ สถาบนั แห่งการเรียนรู้ ๓.๘ มสี ่วนรว่ มในการประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กและในการประเมนิ การจัดการศึกษาของ สถานศึกษา ๔. บทบาทของชมุ ชน การปฏิรปู การศึกษา ตามพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดก้ าหนดให้ชุมชนมบี ทบาทใน การมสี ว่ นร่วมในการจดั การศึกษา โดยให้มีการประสานความรว่ มมือเพื่อ ร่วมกันพฒั นาผู้เรียนตามศกั ยภาพ ดงั น้ัน ชุมชนจงึ มบี ทบาทในการจดั การศึกษาปฐมวยั ดังนี้ ๔.๑ มีส่วนรว่ มในการบรหิ ารสถานศกึ ษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคม / ชมรมผู้ปกครอง ๔.๒ มสี ่วนร่วมในการจัดทาแผนพัฒนาสถานศึกษาเพ่ือเปน็ แนวทางในการดาเนนิ การของ สถานศกึ ษา ๔.๓ เปน็ ศนู ย์การเรยี นรู้ เครือขา่ ยการเรียนรู้ ให้เดก็ ได้เรียนรแู้ ละมปี ระสบการณ์จากสถานการณ์ จรงิ ๔.๔ ให้การสนับสนนุ การจัดกิจกรรมการเรียนรขู้ องสถานศกึ ษา ๔.๕ ส่งเสริมให้มกี ารระดมทรัพยากรเพอื่ การศึกษา ตลอดจนวิทยากรภายนอก และภมู ิปญั ญา ทอ้ งถ่นิ เพื่อเสรมิ สร้างพัฒนาการของเดก็ ทุกดา้ น รวมท้งั สืบสานจารตี ประเพณี ศลิ ปวฒั นธรรมของท้องถิน่ และของ ชาติ ๔.๖ ประสานงานกับองค์กรทง้ั ภาครัฐและเอกชน เพ่อื ให้สถานศึกษาเปน็ แหลง่ วิทยาการของ ชุมชน และมสี ่วนในการพฒั นาชุมชนและท้องถ่นิ
๙๔ ๔.๗ มสี ่วนร่วมในการตรวจสอบ และประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษา ทาหนา้ ที่เสนอแนะในการพัฒนาการจดั การศกึ ษาของสถานศกึ ษา การจดั การศกึ ษาระดับปฐมวยั ( เดก็ อายุ ๓ – ๖ ปี ) สาหรับกลมุ่ เปา้ หมายเฉพาะ การจดั การศึกษาสาหรับกลมุ่ เปา้ หมายเฉพาะสามารถนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั ไปปรับใช้ได้ ท้ังในสว่ น ของโคตรสรา้ งหลักสูตร สาระการเรยี นรู้ การจัดประสบการณ์ และการประเมินพฒั นาการให้เหมาะสมกบั สภาพ บริบท ความต้องการ และศักยภาพของเดก็ แตล่ ะประเภทเพ่ือพฒั นาให้เด็กมีคณุ ภาพตามมาตรฐานคุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ทห่ี ลักสตู รการศึกษาปฐมวัยกาหนดโดยดาเนนิ การดงั นี้ ๑. เป้าหมายคุณภาพเด็ก หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไดก้ าหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ และสาระ การเรยี นรู้ เปน็ เป้าหมายและกรอบทิศทางเพื่อให้ทุกฝา่ ยท่เี ก่ียวขอ้ งใชใ้ นการพัฒนาเดก็ สถานศกึ ษาหรอื ผู้จัดการ ศึกษาสาหรบั กลมุ่ เป้าหมายเฉพาะ สามารถเลือกหรอื ปรับใช้ ตวั บง่ ชีแ้ ละสภาพทพ่ี ึงประสงคใ์ นการพฒั นาเด็ก เพื่อ นาไปทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลแต่ยงั คงไวซ้ ง่ึ คุณภาพพัฒนาการของเด็กท้งั ด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสติปัญญา ๒. การประเมนิ พฒั นาการ จะต้องคานึงถงึ ปจั จัยความแตกตา่ งของเด็ก อาทิ เด็กที่พิการอาจตอ้ งมีการปรบั การประเมินพัฒนาการที่เอ้อื ตอ่ สภาพเด็ก ท้ังวธิ ีการเคร่ืองมือที่ใช้ หรอื กลุ่มเด็กท่มี จี ุดเน้นเฉพาะดา้ น ๑๑.การเช่ือมต่อของการศกึ ษาระดบั ปฐมวยั กับระดับประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ การเชอ่ื มต่อของการศึกษาระดับปฐมวยั กับระดับประถมศึกษาปที ่ี ๑ มีความสาคญั อย่างย่งิ บุคลากรทุกฝ่าย จะต้องให้ความสนใจต่อการชว่ ยลดช่องว่างของความไมเ่ ข้าใจในการจัดการศึกษาทั้งสองระดับ ซ่งึ จะส่งผลต่อการ จัดการเรียนการสอน ตัวเดก็ ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบคุ ลากรทางการศึกษาอืน่ ๆทง้ั ระบบ การเชื่อมต่อของ การศึกษาระดบั ปฐมวยั กบั ระดับประถมศึกษาปที ่ี ๑ จะประสบผลสาเร็จได้ต้องดาเนนิ การดังตอ่ ไปน้ี ๑. ผ้บู ริหารสถานศกึ ษา ผ้บู รหิ ารสถานศึกษาเป็นบคุ คลสาคัญท่ีมบี ทบาทเป็นผ้นู าในการเช่ือมต่อโดยเฉพาะระหว่างหลกั สตู ร การศึกษาปฐมวยั ในชว่ งอายุ ๓ – ๖ ปี กบั หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐานในช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ โดยต้อง ศึกษาหลักสตู รทง้ั สองระดบั เพื่อทาความเข้าใจ จดั ระบบการบรหิ ารงานด้านวชิ าการทจี่ ะเอ้ือต่อการเชอื่ มโยง การศึกษาโดยการจัดกิจกรรมเพื่อเช่ือมต่อการศึกษา ดังตัวอยา่ งกจิ กรรมต่อไปนี้ ๑.๑ จัดประชมครูระดับปฐมวัยและครรู ะดับประถมศึกษาร่วมกันสรา้ งรอยเชอ่ื มต่อของหลักสูตรทงั้ สอง ระดับใหเ้ ปน็ แนวปฏบิ ัตขิ องสถานศกึ ษาเพื่อครทู ้งั สองระดับจะได้เตรียมการสอนให้สอดคล้องกับเด็กวยั นี้ ๑.๒ จดั หารเอกสารด้านหลกั สูตรและเอกสารทางวิชาการของทง้ั สองระดบั มาไว้ให้ครูและบคุ ลากรอืน่ ๆ ไดศ้ ึกษาทาความเขา้ ใจ อยา่ งสะดวกและเพียงพอ ๑.๓ จดั กจิ กรรมให้ครูทั้งสองระดับมีโอกาสแลกเปล่ียนเผยแพร่ความรู้ใหมๆ่ ท่ีได้รบั จากการอบรม ดู งาน ซึง่ ไม่ควรจัดใหเ้ ฉพาะครูในระดับเดียวกนั เทา่ นั้น
๙๕ ๑.๔ จดั เอกสารเผยแพร่ตลอดจนกจิ กรรมสัมพนั ธใ์ นรูปแบบตา่ งๆ ระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ผปู้ กครองและบุคลากรทางการศกึ ษาอย่างสม่าเสมอ ๑.๕ จดั ใหม้ ีการพบปะ หรือการทากจิ กรรมรว่ มกับพ่อแม่ ผู้ปกครองอยา่ งสม่าเสมอต่อเน่ือง ในระหว่าง ที่เด็กอยู่ในระดบั ปฐมวัย เพ่ือพอ่ แม่ ผปู้ กครอง จะได้สรา้ งความเข้าใจและสนบั สนนุ การเรียน การสอนของบุตรหลาน ตนไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง ๑.๖ จดั กจิ กรรมให้ครูทั้งสองระดับได้ทากจิ กรรมรว่ มกันกับพอ่ แม่ ผูป้ กครองและเด็กในบางโอกาส ๑.๗ จดั กจิ กรรมปฐมนเิ ทศพอ่ แม่ ผ้ปู กครองอยา่ งนอ้ ย ๒ ครงั้ คอื ก่อนเดก็ เข้าเรยี นระดับปฐมวัยศกึ ษา และก่อนเดก็ จะเลือ่ นขน้ึ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๑ เพื่อให้พอ่ แม่ ผู้ปกครองเข้าใจ การศึกษาท้ังสองระดบั และใหค้ วาม รว่ มมือในการช่วยเดก็ ให้สามารถปรับตวั เขา้ กับสภาพแวดลอ้ มใหม่ได้ดี ๒. ครรู ะดับปฐมวัย ครรู ะดับปฐมวยั นอกจากจะต้องศึกษาทาความเข้าใจหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั และจดั กิจกรรมพฒั นาเดก็ ของตนแล้ว ควรศึกษาหลักสูตรการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน การจัดการเรียนการสอนในช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๑ และสรา้ ง ความเข้าใจให้กบั พอ่ แม่ ผู้ปกครองและบคุ ลากรอื่นๆ รวมทั้งชว่ ยเหลอื เดก็ ในการปรับตวั กอ่ นเล่ือนขึ้นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยครอู าจจัดกจิ กรรมดังตัวอย่างต่อไปนี้ ๒.๑ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกับตวั เด็กเป็นรายบคุ คลเพ่ือส่งต่อครูชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๑ ซึ่งจะทาใหค้ รู ระดบั ประถมศึกษาสามารถใชข้ อ้ มลู นัน้ ชว่ ยเหลอื เด็กในการปรับตัวเข้ากบั การเรียนร้ใู หม่ต่อไป ๒.๒ พูดคุยกับเด็กถึงประสบการณ์ท่ีดีๆ เก่ียวกบั การจดั การเรยี นรใู้ นระดับช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๑ เพ่ือให้ เด็กเกิดเจตคตทิ ี่ดีตอ่ การเรียนรู้ ๒.๓ จดั ให้เด็กได้มโี อกาสทาความรจู้ ักกบั ครูตลอดจนสภาพแวดล้อม บรรยากาศของห้องเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๑ ทง้ั ทอ่ี ย่ใู นสถานศกึ ษาเดียวกนั หรือสถานศกึ ษาอืน่ ๓. ครูระดับประถมศกึ ษา ครูระดับประถมศึกษาต้องมีความรู้ ความเข้าใจในพัฒนาการเด็กปฐมวยั และมีเจตคตทิ ่ีดีต่อการจัด ประสบการณ์ตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั เพื่อนามาเป็นข้อมลู ในการพัฒนาจดั การเรยี นรใู้ นระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ ๑ ของตนให้ต่อเน่ืองกับการพฒั นาเดก็ ในระดับปฐมวัย ดังตัวอยา่ ง ต่อไปน้ี ๓.๑ จดั กิจกรรมใหเ้ ด็ก พอ่ แม่ และผู้ปกครอง มโี อกาสได้ทาความร้จู ักคนุ้ เคยกับครแู ละหอ้ งเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๑ ก่อนเปิดภาคเรยี น ๓.๒ จัดสภาพห้องเรียนใหใ้ กลเ้ คียงกบั ห้องเรยี นระดับปฐมวยั โดยจัดใหม้ ีมมุ ประสบการณภ์ ายในห้อง เพื่อใหเ้ ด็กไดม้ โี อกาสทากิจกรรมได้อย่างอิสระเช่น มมุ หนงั สอื มุมของเล่น มมุ เกมการศึกษา เพื่อช่วยให้เดก็ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ ได้ปรบั ตัวและเรยี นรู้จากการปฏิบตั ิจริง ๓.๓ จัดกจิ กรรมรว่ มกันกบั เด็กในการสร้างขอ้ ตกลงเกีย่ วกับการปฏิบตั ิตน ๓.๔ เผยแพรข่ า่ วสารด้านการเรยี นร้แู ละสรา้ งความสัมพนั ธ์ท่ดี กี ับเด็ก พ่อแม่ ผปู้ กครอง และชุมชน ๔. พ่อแม่ ผู้ปกครองและบุคลากรทางการศกึ ษา พ่อแม่ ผูป้ กครอง และบุคลากรทางการศึกษาต้องทาความเขา้ ใจหลักสตู รของการศึกษาท้ังสองระดบั และ เข้าใจว่าถึงแม้เดก็ จะอยู่ในระดับประถมศกึ ษาแล้วแต่เด็กยังตอ้ งการความรักความเอาใจใส่ การดูแลและการ
๙๖ ปฏิสมั พันธ์ทไ่ี ม่ไดแ้ ตกตา่ งไปจากระดับปฐมวยั และควรให้ความร่วมมือกับครูและสถานศกึ ษาในการช่วยเตรียมตวั เด็ก เพือ่ ให้เด็กสามารถปรบั ตัวได้เรว็ ยิง่ ขนึ้ การกากบั ติดตาม ประเมิน และรายงาน การจดั สถานศึกษาปฐมวัยมีลกั การสาคัญในการให้สังคม ชุมชน มีส่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษาและกระจาย อานาจการศกึ ษาลงไปยังท้องถิน่ โดยตรง โดยเฉพาะสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั ซงึ่ เป็นผูจ้ ัดการศึกษาใน ระดับน้ี ดังน้นั เพ่ือใหผ้ ลผลติ ทางการศึกษาปฐมวยั มคี ุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และสอดคล้องกบั ความตอ้ งการของชุมชนและสังคมจาเป็นต้องมีระบบการกากบั ติดตาม ประเมนิ และรายงานที่มปี ระสทิ ธิภาพ เพ่ือให้ ทุกกลมุ่ ทุกฝ่ายทีม่ ีส่วนร่วมรับผดิ ชอบในการจดั การศึกษา เห็นความกา้ วหนา้ ปญั หา อปุ สรรค ตลอดจนการให้ความ ร่วมมอื ชว่ ยเหลือ สง่ เสริม สนบั สนนุ การวางแผน และดาเนินงานการจัดการศกึ ษาปฐมวัยให้มคี ณุ ภาพอย่างแทจ้ รงิ การกากบั ตดิ ตาม ประเมนิ และรายงานผลการจดั การศึกษาปฐมวัยเปน็ ส่วนหนึ่งของกระบวนการบรหิ าร การศกึ ษาและระบบการประกนั คุณภาพทีต่ ้องดาเนนิ การอยา่ งตอ่ เน่ือง เพ่ือนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน การศกึ ษาปฐมวยั สรา้ งความมนั่ ใจให้ผเู้ กยี่ วข้อง โดยต้องมีการดาเนินการทีเ่ ปน็ ระบบเครอื ขา่ ยครอบคลุมทงั้ หน่วยงานภายในและภายนอกตัง้ แต่ระดับชาติ เขตพ้นื ท่ีทุกระดบั ละทกุ อาชพี การกากับดแู ลประเมินผลต้องมีการ รายงานผลจากทุกระดับให้ทกุ ฝ่ายรวมทงั้ ประชาชนทั่วไปทราบ เพ่ือนาขอ้ มลู จากรายงานผลมาจดั ทาแผนพฒั นา คณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวัยต่อไป
๙๗ หนงั สืออ้างองิ
๙๘ ภาคผนวก
๙๙ กาหนดหนว่ ยการจดั ประสบการณ์ ภาคเรียนที่ ๑ ท่ี หนว่ ยการเรียนรู้ หอ้ ง จานวนเด็ก จานวนสัปดาห์ ๑ ๑ ปฐมนเิ ทศ อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒ โรงเรียนของเรา อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๓ หนูนอ้ ยปลอดภยั หา่ งไกลโควิด อนบุ าลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๔ หนทู าได้ อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๕ วันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ อนบุ าลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๖ อาหารดมี ปี ระโยชน์ อนุบาลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๗ วันแม่ อนุบาลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๘ ข้าว อนุบาลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๙ ปลอดภัยไว้ก่อน อนุบาลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๑๐ ครอบครัวมีสุข อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑๑ ฝน อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑๒ รักเมืองไทย อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑๓ ของเล่นของใช้ อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑๔ ชุมชนของเรา อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑๕ ตน้ ไมท้ ีร่ ัก อนุบาลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑๖ ดิน หนิ ทราย อนุบาลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑๗ สัตว์น่ารัก อนุบาลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑๘ ลอยกระทง อนบุ าลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑๙ การจัดการเรยี นร้ทู ดลองวทิ ยาศาสตร์ อนบุ าลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ น้อย ๒๐ การจดั การเรียนรทู้ ดลองวทิ ยาศาสตร์ อนบุ าลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ น้อย
๑๐๐ กาหนดหนว่ ยการจัดประสบการณ์ ภาคเรยี นที่ ๒ ที่ หน่วยการเรียนรู้ หอ้ ง จานวนเดก็ จานวนสปั ดาห์ ๑ ๒๑ วันชาติ อนบุ าลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๒ กลางวันกลางคืน อนบุ าลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๓ คมนาคม อนุบาลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๔ เทคโนโลยแี ละการสือ่ สาร อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๕ วันขึ้นปใี หม่ อนบุ าลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๖ ค่านยิ มไทย อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๗ วนั เดก็ วนั ครู อนุบาลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๘ เศรษฐกิจพอเพยี ง อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๒๙ ปริมาตร นา้ หนัก อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๑ ๓๐ รักการอา่ น อนุบาลปีท่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๑ ๓๑ ขนาด รูปร่าง รปู ทรง อนุบาลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๓๒ แรงและพลังงาน อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๓๓ ฤดรู อ้ น อนบุ าลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๓๔ ฤดหู นาว อนบุ าลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ ๓๕ รู้รอบปลอดภัย อนบุ าลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๓๖ สนุกกบั ตัวเลข อนุบาลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ ๓๗ เสยี งรอบตัว อนุบาลปที ี่ ๒ - ๓ ๑๘ ๓๘ โลกสวยด้วยสีสนั อนุบาลปที ่ี ๒ - ๓ ๑๘ ๓๙ ทบทวน อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘ ๔๐ ทบทวน อนุบาลปีที่ ๒ - ๓ ๑๘
๑๐๑
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131