๓๓ สังคมในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข สาระการเรียนร้รู ายปี ประสบการณ์สาคญั สาระทคี่ วรรู้ รทางานร่วมกับผูอ้ ื่น ๑.การเล่นและการทากจิ กรรมร่วมกบั ผอู้ ืน่ นของไทย ๒.การปฏบิ ัติวฒั นธรรมทอ้ งถ่ินและความเปน็ สถานท่ี ไทย กจิ กรรมร่วมกบั กล่มุ เพ่ือน แบบร่วมมือ าและแลกเปลย่ี นความคิดเห็น คล กลุม่ ย่อย
พฒั นาการด้านสังคม มาตรฐานท่ี ๘ อย่รู ่วมกับผ้อู ื่นได้อยา่ งมีความสุขและปฏิบัตติ นเปน็ สมาชิกท่ดี ีของส สภาพทพี่ งึ ประสงค์ ตวั บ่งช้ี ชั้น อ.๒ ช้ัน อ.๓ (๔-๕ ป)ี (๕-๖ ป)ี ๘.๓ ปฏิบัตติ น ๘.๓.๑ มีสว่ นรว่ ม ๘.๓.๑ มสี ว่ นรว่ ม ๑.การรว่ มกาหนดข เบอ้ื งต้นในการ สรา้ งข้อตกลงและ สรา้ งขอ้ ตกลงและ ๒.การปฏบิ ัติตนเป เปน็ สมาชิกท่ดี ี ปฏิบตั ติ ามข้อตกลง ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง ๓.การให้ความร่วม ของสังคม เม่อื มผี ู้ชแ้ี นะ ด้วยตนเอง ๔.การร่วมกจิ กรรม ๘.๓.๒ ปฏิบัติตน ๘.๓.๒ ปฏิบัตติ นเปน็ ๕.การมสี ว่ นร่วมใน เป็นผู้นาและผู้ ผู้นาและผู้ตามได้ ๖.การมสี ่วนร่วมใน ตามทีด่ ีไดด้ ว้ ย เหมาะสมกับ ตนเอง สถานการณ์ ๘.๓.๓ ๘.๓.๓ประนปี ระนอม ประนีประนอม แกไ้ ขปัญหาโดย แกไ้ ขปญั หาโดย ปราศจากการใช้ ปราศจากการใช้ ความรนุ แรงด้วย ความรนุ แรงเม่ือมีผู้ ตนเอง ช้แี นะ
๓๔ สงั คมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ต่อ) สาระการเรียนรรู้ ายปี ประสบการณ์สาคัญ สาระที่ควรรู้ ข้อตกลงของห้องเรยี น ๑. การปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบียบและข้อตกลง ป็นคนดีของห้องเรียน มมือในการปฏิบัตกิ ิจกรรมตา่ ง ๆ - ผูน้ าผูต้ าม มวันสาคัญ ๒.การแสดงออกทางอารมณ์และความรูส้ ึก นการเลอื กวธิ ีการแก้ปัญหา อยา่ งเหมาะสม นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ๓.การแสดงมารยาทที่ดี
พฒั นาการด้านสติปัญญา มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาสอ่ื สารไดเ้ หมาะสมกบั วยั ระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมห ตวั บ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ ชั้น อ.๒ (๔-๕ ปี) ชัน้ อ.๓ (๕-๖ ปี) ๙.๑ สนทนา ๙.๑.๑ ฟงั ผู้อืน่ พดู ๙.๑.๑ ฟงั ผู้อ่นื พูดจน ๑.การฟงั เสียงตา่ ง โต้ตอบและเลา่ จนจบและสนทนา จบและสนทนา ๒.การฟังและปฏบิ เรอ่ื งใหผ้ ู้อนื่ โตต้ อบสอดคล้อง โต้ตอบอยา่ งตอ่ เน่ือง ๓.การฟงั เพลง นทิ เขา้ ใจ กบั เรื่องที่ฟงั เช่ือมโยงกับเรื่องท่ีฟัง เร่อื งราวต่าง ๆ ๔.การเล่นเกมทาง ๙.๑.๒ เล่าเร่ืองเป็น ๙.๑.๒ เลา่ เปน็ ๑. การพดู แสดงคว ประโยคอยา่ ง เรอ่ื งราวตอ่ เนื่องได้ ๒. การพูดเกยี่ วกบั ต่อเนื่อง เรอ่ื งราวเก่ียวกับต ๓.การพดู อธบิ ายเก ความสัมพนั ธข์ องส ๔.การพูดอย่างสร้า ๕.การรอจังหวะท่ีเ ๖.การพดู เรียงลาด ๗.การเล่นเกมทาง
๓๕ หากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข สาระการเรียนรู้รายปี สาระทค่ี วรรู้ ประสบการณส์ าคญั ๆ ในสิ่งแวดล้อม ๑.มารยาทในการฟัง บัติตามคาแนะนา - การรับฟัง ทาน คาคล้องจอง บทร้อยกรอง หรือ - การสนทนาเชื่อมโยงโยงสง่ิ ต่าง ๆ งภาษา ๑.การใช้ภาษาในการสื่อความหมายใน วามคิด ความรู้สกึ และความต้องการ ชวี ิตประจาวนั บประสบการณข์ องตนเอง หรือพูด ความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับการใช้หนงั สือและ ตนเอง ตวั หนงั สือ กย่ี วกบั สง่ิ ของเหตกุ ารณ์ และ สง่ิ ตา่ ง ๆ างสรรค์ในการเล่นและการกระทาต่าง ๆ เหมาะสมในการพดู ดับเพือ่ ใช้ในการสอื่ สาร งภาษา
พฒั นาการดา้ นสติปัญญา มาตรฐานที่ ๙ ใชภ้ าษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย ระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมห ตวั บ่งชี้ สภาพท่ีพึงประสงค์ ช้นั อ.๒ (๔-๕ ปี) ชั้น อ.๓ (๕-๖ ปี) ๙.๒ อา่ น ๙.๒.๑ อา่ นภาพ ๙.๒.๑ อา่ นภาพ ๑.การอ่านหนงั สอื เขยี นภาพ และ สัญลักษณ์ คา สัญลกั ษณ์ คา ด้วย รปู แบบ สัญลกั ษณไ์ ด้ พร้อมทัง้ ชี้ หรอื การชี้ หรือกวาดตา ๒.การอา่ นอยา่ งอสิ กวาดตามอง มองจดุ เริ่มต้นและจดุ โดยมีผู้ชีแ้ นะ ขอ้ ความตาม จบของขอ้ ความ ๓.การเห็นแบบอย บรรทดั ๔.การสงั เกตทศิ ทา ๕.การอ่านและชี้ขอ้ ซา้ ยไปขวา จากบ ๖.การสังเกตตวั อัก ๗.การสังเกตตัวอัก เขยี นของผใู้ หญ่
๓๖ หากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข (ต่อ) สาระการเรียนรูร้ ายปี ประสบการณ์สาคัญ สาระทีค่ วรรู้ อภาพ นทิ านหลากหลายประเภท/ ๑.การใชภ้ าษาในการส่ือความหมายใน ชวี ิตประจาวันความรพู้ ื้นฐานเก่ยี วกับการใช้ สระตามลาพงั การอ่านร่วมกัน การอา่ น หนงั สือและตวั หนังสือ - การอ่านภาพ สัญลกั ษณ์นิทาน ยา่ งของการอา่ นทถ่ี ูกต้อง างการอ่านตัวอักษร คาและข้อความ อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจาก บนลงล่าง กษรในชอ่ื ของตน หรือคาคนุ้ เคย กษรท่ปี ระกอบเปน็ คาผ่านการอ่านหรือ
พฒั นาการดา้ นสตปิ ญั ญา มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาสื่อสารไดเ้ หมาะสมกับวัย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมห ตวั บ่งชี้ สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ ช้นั อ.๒ (๔-๕ ปี) ช้ัน อ.๓ (๕-๖ ปี) ๘.การคาดเดาคา ว จากนทิ าน เพลง ๙.การเลน่ เกมทาง ๑๐. การเห็นแบบอ ๙.๒ อ่าน ๙.๒.๒ เขียนคล้าย ๙.๒.๒ เขียนช่อื ของ ๑.การเขียนร่วมกัน เขียนภาพ และ ตัวอักษร ตนเอง ตามแบบ ๒.การเขียนคาท่ีมคี สญั ลักษณไ์ ด้ เขยี นขอ้ ความด้วย ๓.การคดิ สะกดคา (ตอ่ ) วธิ ที ี่คดิ ข้นึ เอง อยา่ งอสิ ระ ๔.การเลน่ เกมทาง
๓๗ หากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข (ต่อ) สาระการเรียนรรู้ ายปี ประสบการณส์ าคัญ สาระทคี่ วรรู้ วลี หรือ ประโยคที่มโี ครงสร้างซา้ กัน คาคลอ้ งจอง งภาษา อย่างของการเขยี นที่ถูกต้อง นตามโอกาสและการเขยี นอิสระ ๑.การใช้ภาษาในการสื่อความหมายใน ความหมายกบั ตวั เลือก/คาคนุ้ เคย ชวี ติ ประจาวันความรู้พื้นฐานเก่ยี วกบั การใช้ า และเขยี นเพ่ือสื่อความหมายด้วยตนเอง หนังสอื และตัวหนงั สือ - การเขียนภาพ สญั ลกั ษณ์ งภาษา ตัวอกั ษร ชื่อ-สกลุ ของตนเอง
พัฒนาการด้านสติปญั ญา มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคดิ ท่ีเปน็ พื้นฐานในการเรียนรู้ สภาพท่พี งึ ประสงค์ ตัวบง่ ชี้ ชัน้ อ.๒(๔-๕ ปี) ช้ัน อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๐.๑ มี ๑๐.๑.๑ บอก ๑๐.๑.๑ บอก ๑.การสังเกตลกั ษณ ความสามารถ ลกั ษณะและ ลกั ษณะ ความสัมพันธข์ องส ในการคิดรวบ ส่วนประกอบของ สว่ นประกอบ การ เหมาะสม ยอด ส่งิ ของต่างๆจาก เปล่ียนแปลง หรอื ๒.การสังเกตสง่ิ ต่า การสังเกตโดยใช้ ความสัมพนั ธ์ของสิ่ง ๓.การเล่นกับสือ่ ต่า ประสาทสัมผัส ต่างๆ จากการสังเกต ทรงกระบอก ทรงก โดยใช้ประสาทสัมผสั ๔การใช้ภาษาทางค ชีวิตประจาวนั ๑๐.๑.๒ จับคแู่ ละ ๑๐.๑.๒ จบั ค่แู ละ ๑.การคดั แยก กา เปรยี บเทยี บความ เปรียบเทยี บความ ลักษณะและรูปราง แตกต่างหรือความ แตกตา่ งหรือความ ๒.การตอ่ ของช้นิ เล เหมอื นของสงิ่ ตา่ งๆ เหมือนของสิง่ ตา่ งๆ แยกชน้ิ สว่ น โดยใช้ลักษณะที่ โดยใชล้ ักษณะท่ี ๓.การจบั คู่ การเป สงั เกตพบเพียง สงั เกตพบ ๒ ตามลักษณะความ ลกั ษณะเดยี ว ลักษณะขึ้นไป ๔.การใชภ้ าษาทาง ชวี ิตประจาวัน
๓๘ ประสบการณ์สาคัญ สาระการเรยี นรู้รายปี ณะสว่ นประกอบ การเปลี่ยนแปลงและ สาระที่ควรรู้ ส่งิ ต่าง ๆ โดยใช้ประสาทสมั ผสั อย่าง ๑.การคิด าง ๆ และสถานท่จี ากมุมมองทตี่ า่ งกนั - ประสาทสมั ผัส าง ๆทีเ่ ป็นทรงกลม ทรงสเ่ี หลยี่ มมุมฉาก - การสงั เกต กรวย ๒.การเปลยี่ นแปลงและความสัมพนั ธข์ องส่งิ คณติ ศาสตร์กบั เหตกุ ารณ์ใน ต่าง ๆ รอบตัว ารจัดกลมุ่ และการจาแนกสิง่ ตา่ ง ๆ ตาม ๑.การคดิ ง รูปทรง - การจบั คู่ ลก็ เติมในช้นิ ใหญใ่ ห้สมบรู ณ์ และการ - การเปรียบเทียบลกั ษณะ ตา่ ง ๆ ปรียบเทยี บและการเรยี งลาดบั สิ่งตา่ ง ๆ มยาว/ความสูง นา้ หนัก ปริมาตร งคณติ ศาสตร์กบั เหตุการณใ์ น
พฒั นาการด้านสตปิ ญั ญา มาตรฐานท่ี ๑๐ มคี วามสามารถในการคดิ ที่เปน็ พ้ืนฐานในการเรียนรู้ (ตอ่ ) ตัวบง่ ช้ี สภาพท่พี ึงประสงค์ ชนั้ อ.๒(๔-๕ ปี) ชนั้ อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๐.๑ มี ๑๐.๑.๓ จาแนก ๑๐.๑.๓ จาแนกและ ๑.การคดั แยก กา ความสามารถ และจัดกลุม่ สง่ิ ต่างๆ จดั กล่มุ สิ่งต่างๆโดย ลกั ษณะและรูปราง ในการคิดรวบ โดยใช้อยา่ งนอ้ ย ๑ ใช้ตง้ั แต่๒ ลกั ษณะ ๒.การทาซา้ การต ยอด (ตอ่ ) ลกั ษณะเป็นเกณฑ์ ข้ึนไปเปน็ เกณฑ์ ๓.การรวมและการ ๔.การใชภ้ าษาทาง ชีวิตประจาวนั ๑๐.๑.๔ เรยี งลาดับ ๑๐.๑.๔ เรียงลาดับ ๑.การนับและแสด ส่ิงของหรือ สิ่งของหรือเหตกุ ารณ์ ๒.การเปรียบเทยี บ เหตุการณ์อยา่ งน้อย อยา่ งน้อย ๕ ลาดบั ๓.การบอกและแส ๔ ลาดับ ๔. การบอกและเร หรือเวลา ๕.การใช้ภาษาทาง ชวี ติ ประจาวัน ๖.การบอกและแส ด้วยการกระทา ก
๓๙ ประสบการณส์ าคญั สาระการเรยี นรรู้ ายปี ารจัดกลมุ่ และการจาแนกสง่ิ ตา่ ง ๆ ตาม สาระทคี่ วรรู้ ง รูปทรง ต่อเตมิ และการสร้างแบบรูป ๑.การคดิ รแยกสิง่ ต่าง ๆ - การจาแนกสิ่งของตง้ั แต่ งคณติ ศาสตรก์ ับเหตุการณ์ใน ๒ ลักษณะ - การจดั กลุ่ม ดงจานวนของสิ่งต่าง ๆ ในชวี ติ ประจาวน ๑.การคดิ บและเรยี งลาดบั จานวนของสง่ิ ต่าง ๆ - การเรียงลาดับ อย่างน้อย 5 สดงอันดับที่ของสิง่ ตา่ ง ๆ รยี งลาดับกิจกรรมหรือเหตุการณ์ตามชว่ ย ลาดบั - จานวนและตวั เลข งคณิตศาสตร์กับเหตุการณใ์ น สดงทศิ ทาง และระยะทางของสงิ่ ตา่ ง ๆ การวาด ภาพถ่าย และรปู ภาพ
พัฒนาการดา้ นสตปิ ัญญา มาตรฐานท่ี ๑๐ มคี วามสามารถในการคดิ ทเ่ี ป็นพืน้ ฐานในการเรียนรู้ (ต่อ) ตัวบง่ ช้ี สภาพทพ่ี ึงประสงค์ ชน้ั อ.๒(๔-๕ ปี) ชนั้ อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๐.๒ มี ๑๐.๒.๑ ระบุสาเหตุ ๑๐.๒.๑ อธบิ าย ๑.การชัง่ การตวง ความสามารถ หรอื ผลทีเ่ กดิ ขึ้นใน เชอื่ มโยงสาเหตุและ ไม่ใชห่ นว่ ยมาตรฐา ในการคดิ เชงิ เหตุการณห์ รือ การ ผลท่เี กดิ ขน้ึ ใน ๒.การอธิบายเช่ือม เหตผุ ล กระทาเมอื่ มีผชู้ ้แี นะ เหตุการณ์หรือการ หรอื การแนะนา กระทาด้วยตนเอง ๑๐.๒.๒ คาดเดา ๑๐.๒.๒ คาดคะเน ๑.การคาดเดาหรือ หรือคาดคะเนสงิ่ ท่ี สงิ่ ทอี่ าจจะเกิดขึน้ เหตผุ ล อาจจะเกิดขนึ้ หรือ และมีสว่ นรว่ มในการ ๒.การมสี ว่ นร่วมใน มีส่วนร่วมในการลง ลงความเหน็ จาก ความเหน็ จากข้อมูล ข้อมูลอยา่ งมีเหตุผล
๔๐ สาระการเรยี นร้รู ายปี ประสบการณ์สาคัญ สาระทค่ี วรรู้ วัดสง่ิ ตา่ ง ๆ โดยใช้เครือ่ งมือและหน่วยที่ ๑.การแสดงความคิดเหน็ าน - การช่งั มโยง สาเหตแุ ละผลท่ีเกดิ ขนึ้ ในเหตุการณ์ - การตวง - การวัด ๒. การเช่อื มโยงส่ิงตา่ ง ๆในชีวิตประจาวัน อการคาดคะเน ส่ิงที่อาจจะเกิดขน้ึ อยา่ งมี ๑.การหาความสัมพนั ธ์อย่างมีเหตผุ ล นการลงความเหน็ จากข้อมูลอยา่ งมีเหตุผล
พฒั นาการด้านสติปัญญา มาตรฐานที่ ๑๐ มคี วามสามารถในการคิดทีเ่ ป็นพ้นื ฐานในการเรียนรู้ (ต่อ) ตัวบ่งช้ี สภาพท่ีพึงประสงค์ ชั้น อ.๒(๔-๕ ปี) ชั้น อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๐.๓ มี ๑๐.๒.๒ ตดั สนิ ใจ ๑๐.๒.๒ ตดั สนิ ใจใน ๑.การตดั สนิ ใจและ ความสามารถ ในเรอ่ื งงา่ ยๆและ เรอื่ งง่ายๆและ ๒.การคาดเดาหรอื ในการคดิ เรม่ิ เรียนรผู้ ลท่ี ยอมรบั ผลที่เกิดข้ึน เหตผุ ล แกป้ ญั หาและ เกิดขน้ึ ๓.การมสี ่วนร่วมใน ตดั สนิ ใจ ๑๐.๓.๒ ระบปุ ญั หา ๑๐.๓.๒ ระบปุ ญั หา ๑.การตดั สินใจและ และแกป้ ัญหาโดย สร้างทางเลอื กและ ๒.การคาดเดาหรอื ลองผดิ ลองถกู เลือกวิธีแก้ปัญหา เหตผุ ล ๓.การมีสว่ นรว่ มใน
๔๑ ประสบการณส์ าคัญ สาระการเรยี นรรู้ ายปี ะการมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา สาระที่ควรรู้ อการคาดคะเนส่งิ ทอี่ าจจะเกิดขึน้ อยา่ งมี ๑.การตัดสินใจสง่ิ ตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเอง นการลงความเหน็ จากข้อมูลอย่างมเี หตผุ ล ะมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา ๑.การแกป้ ัญหาด้วยตนเองอย่างม่ันใจ อการคาดคะเนสง่ิ ทอ่ี าจจะเกดิ ข้ึนอย่างมี นการลงความเหน็ จากข้อมูลอย่างมีเหตุผล
พฒั นาการด้านสติปญั ญา มาตรฐานที่ ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ตวั บง่ ช้ี สภาพทพ่ี ึงประสงค์ ชนั้ อ.๒(๔-๕ ปี) ชนั้ อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๑.๑ ทางาน ๑๑.๑.๑ สร้าง ๑๑.๑.๑ สร้างผลงาน ๑.การแสดงความค ศิลปะตาม ผลงานศิลปะเพื่อ ศลิ ปะเพ่อื ส่ือสาร เคลอ่ื นไหว และศ จนิ ตนาการ ส่อื สารความคิด ความคดิ ความรูส้ ึก ๒. การเขียนภาพแ และความคิด ความรู้สึกของ ของตนเองโดยมีการ ๓.การปัน้ สรา้ งสรรค์ ตนเองโดยมีการ ดัดแปลงแปลกใหม่ ๔. การประดิษฐส์ ิง่ ดดั แปลงและแปลก จากเดิมและ ๕.การทางานศลิ ปะ ใหม่จากเดิมหรอื มี มีรายละเอยี ดเพ่ิมขึน้ ซา้ หรือแปรรูปแลว้ รายละเอยี ดเพ่มิ ขน้ึ ๖. การหยบิ จับ ก และการร้อยวสั ดุ ๗.การแสดงความค เคล่ือนไหว และศ ๘.การทางานศลิ ปะ ๙.การสร้างสรรคช์ น้ิ ง หลากหลาย ๑๐.การรบั รู้และแสด และชิน้ งาน
๔๒ ประสบการณส์ าคญั สาระการเรยี นรู้รายปี คิดสร้างสรรค์ ผ่านภาษา ท่าทาง การ สาระทีค่ วรรู้ ศิลปะ และการเลน่ กับสี ๑.การทางานศลิ ปะทีแ่ ปลกใหม่ ๒.วิธกี ารใชเ้ คร่อื งมอื เคร่ืองใช้ในการทางาน ศลิ ปะอย่างถูกวธิ แี ละปลอดภัย เล่น กรรไกร งตา่ ง ๆด้วยเศษวัสดุ ะทีน่ าวสั ดุหรอื ส่งิ ของเคร่ืองที่ใชแ้ ล้วมาใช้ วนากลบั มาใช้ใหม่ การใชก้ รรไกร การฉีก การตดั การปะ คิดสรา้ งสรรค์ ผา่ นภาษา ท่าทาง การ ศิลปะ งานโดยใช้รปู ร่าง รปู ทรง จากวสั ดทุ ่ี ดงความคดิ ความรสู้ ึกผ่านส่ือ วสั ดุ ของเลน่
พฒั นาการดา้ นสตปิ ญั ญา มาตรฐานที่ ๑๑ มจี นิ ตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์ ตัวบ่งช้ี สภาพทีพ่ ึงประสงค์ ชน้ั อ.๒(๔-๕ ปี) ชน้ั อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๑.๒ แสดง ๑๑.๒.๑เคล่ือนไหว ๑๑.๒.๑เคลือ่ นไหว ๑.การเคลื่อนไหวอ ท่าทาง/ ท่าทางเพ่ือสื่อสาร ท่าทางเพ่ือสื่อสาร ๒.การเคลื่อนไหวเค เคล่ือนไหวตาม ความคิด ความรสู้ ึก ความคิด ความรสู้ ึก ๓.การเคล่อื นไหวพ จนิ ตนาการ ของตนเอง ของตนเอง ๔.การแสดงความค อยา่ ง อย่างหลากหลาย อยา่ งหลากหลายและ เคลื่อนไหวและศลิ สรา้ งสรรค์ หรอื แปลกใหม่ แปลกใหม่ ๕.การเคล่ือนไหวโ พื้นที่ ๖.การเคลอื่ นไหวต ๗.การฟังเพลง การ เสียงดนตรี ๑๒.๑ มีเจตคติ ๑๒.๑.๑สนใจ ๑๒.๑.๑สนใจหยิบ ๑.สารวจสง่ิ ตา่ ง ๆแ ทีด่ ตี ่อการ ซกั ถามเกี่ยวกบั หนังสือมาอา่ นและ ๒.การตง้ั คาถามใน เรยี นรู้ สญั ลักษณ์หรือ เขยี นสือ่ ความคิดด้วย ตวั หนังสอื ทพี่ บเห็น ตนเองเป็นประจา อย่างต่อเนอื่ ง
๔๓ ประสบการณส์ าคญั สาระการเรียนรูร้ ายปี อยกู่ บั ท่ี สาระที่ควรรู้ คลอ่ื นท่ี พรอ้ มวัสดอุ ุปกรณ์ ๑.การเคลื่อนไหวรา่ งกายในทิศทางระดบั คิดสร้างสรรค์ ผ่านภาษาท่าทาง การ พืน้ ทต่ี า่ ง ๆ ลปะ ๒.การท่าทางตา่ ง ๆ ตามความคดิ ของตนเอง โดยควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดบั ตามเสยี งเพลง/ดนตรี รร้องเพลงและการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ และแหล่งเรยี นรรู้ อบตัว ๑.ความร้พู ื้นฐานเกี่ยวกับการใชห้ นังสือและ นเร่ืองทส่ี นใจ ตวั หนงั สอื อยา่ งอิสระ
มาตรฐานท่ี ๑๒ มีเจตคตทิ ่ีดีตอ่ การเรียนรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความ ตวั บง่ ชี้ สภาพทีพ่ งึ ประสงค์ ชน้ั อ.๒(๔-๕ ปี) ชน้ั อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๒.๑ มเี จตคติ ๑๒.๑.๒ ๑๒.๑.๒กระตือรือรน้ ๑.การให้ความร่วม ท่ีดตี ่อการ กระตือรือร้นในการ ในการรว่ มกิจกรรม ๒.การตง้ั คาถามใน เรียนร้(ู ต่อ) เขา้ ร่วมกจิ กรรม ตั้งแตต่ น้ จนจบ ๓.การมสี ่วนร่วมใน การสืบเสาะหาควา ง่าย ๑๒.๒ มี ๑๒.๒.๑ ค้นหา ๑๒.๒.๑ ค้นหา ๑.การตัง้ คาถามใน ความสามารถ คาตอบของข้อสงสยั คาตอบของข้อสงสัย ๒.การสบื เสาะหาค ในการแสวงหา ต่างๆ ตามวธิ กี าร ต่างๆ โดยใชว้ ธิ ีการท่ี ๆ ความรู้ ของตนเอง หลากหลายดว้ ย ตนเอง
๔๔ มรู้ไดเ้ หมาะสมกบั วัย สาระการเรยี นรรู้ ายปี ประสบการณส์ าคญั สาระที่ควรรู้ มมือในการปฏิบัตกิ จิ กรรมตา่ ง ๆ ๑.การแสดงออกทางอารมณ์และความรสู้ กึ นเร่ืองทสี่ นใจ อยา่ งเหมาะสม นการรวบรวมข้อมูลและนาเสนอข้อมลู จา ๒.ความสนการทากจิ กรรม ามรใู้ นรปู แบบตา่ ง ๆ และแผนภมู ิอยา่ ง นเร่ืองท่ีสนใจ ๑.การเรียนรู้ที่จะเล่นและทาสิง่ ตา่ ง ๆอย่าง ความรู้เพื่อค้นหาคาตอบของข้อสงสยั ต่าง หลากหลายหลายดว้ ยตนเอง
มาตรฐานท่ี ๑๒ มเี จตคตทิ ี่ดีต่อการเรยี นรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความ ตวั บ่งชี้ สภาพท่พี ึงประสงค์ ชน้ั อ.๒(๔-๕ ปี) ช้นั อ.๓(๕-๖ ปี) ๑๒.๒ มี ๑๒.๒.๒ใช้ประโยค ๑๒.๒.๒ใช้ประโยค ๑.การต้งั คาถามใน ความสามารถ คาถามวา่ “ทีไ่ หน” คาถามวา่ “เม่อื ไร” ๒.การสบื เสาะหาค ในการแสวงหา “ทาไม” ในการ อยา่ งไร” ในการ ๆ ความรู้ (ต่อ) คน้ หาคาตอบ คน้ หาคาตอบ
๔๕ มรู้ไดเ้ หมาะสมกบั วัย สาระการเรยี นรรู้ ายปี สาระทคี่ วรรู้ ประสบการณส์ าคัญ นเร่ืองทสี่ นใจ ๑.การสนใจซักถามคาถามเพ่ือคน้ หาคาตอบ ความรเู้ พ่ือค้นหาคาตอบของข้อสงสัยต่าง ด้วยตนเอง
๔๖ ๗. การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณส์ าหรบั เดก็ ปฐมวยั อายุ ๓ – ๖ ปี จะจัดในรปู แบบของกจิ กรรมบรู ณาการผ่านการ เลน่ ด้วยการปฏบิ ัติจริงโดยใช้ประสาทสัมผสั ท้งั ห้า เพ่ือใหเ้ ดก็ ได้รบั ประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ และ เจตคติในการเรียนรู้ ได้พัฒนาท้งั ด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสตปิ ัญญา ไมจ่ ดั เป็นรายวชิ าโดยมี หลักการ และแนวการจัดประสบการณ์ ดังนี้ ๑. หลักการจัดประสบการณ์ หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ไดก้ าหนดหลักการจดั ประสบการณ์ไว้ ดังนี้ ๑.๑ จัดประสบการณ์การเลน่ และการเรียนรู้หลากหลาย เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่างสมดุลและ ต่อเน่ือง ๑.๒ เน้นเด็กเป็นสาคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบคุ คลและบริบทของ สังคมทเ่ี ด็กอาศัยอยู่ ๑.๓ จัดใหเ้ ดก็ ได้รบั การพัฒนา โดยใหค้ วามสาคัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก ๑.๔ จัดการประเมนิ พฒั นาการให้เปน็ กระบวนการอย่างต่อเน่อื ง และเปน็ ส่วนหนึ่งของการจดั ประสบการณ์ พร้อมท้งั นาผลการประเมินมาพัฒนาเดก็ อย่างตอ่ เน่ือง ๑.๕ ใหพ้ ่อแม่ ครอบครวั ชุมชน และทุกฝา่ ยท่เี กี่ยวขอ้ งมสี ่วนรว่ มในการพัฒนาเด็ก ๒. แนวทางการจัดประสบการณ์ การจดั ประสบการณส์ าหรับเดก็ ปฐมวยั ควรดาเนินการตามแนวทางดังต่อไปน้ี ๒.๑ จดั ประสบการณ์ให้สอดคลอ้ งกับจิตวทิ ยาพัฒนาการและการทางานของสมองท่เี หมาะสมกับ อายุ วฒุ ภิ าวะและระดบั พัฒนาการ เพ่ือให้เด็กทกุ คนได้พฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพ ๒.๒ จัดประสบการณ์ใหส้ อดคล้องกับแบบการเรยี นร้ขู องเดก็ เด็กไดล้ งมือกระทาเรยี นรู้ผา่ น ประสาทสัมผัสทง้ั หา้ ได้เคล่ือนไหว สารวจ เล่น สังเกต สบื ค้น ทดลอง และคดิ แก้ปญั หาดว้ ยตนเอง ๒.๓ จดั ประสบการณแ์ บบบูรณาการ โดยบรู ณาการทั้ง 6 กจิ กรรมหลัก ๒.๔ จัดประสบการณแ์ บบโครงการบา้ นวิทยาศาสตร์น้อยแหง่ ประเทศไทย ๒.๔ การจดั การเรียนรู้โดยใชส้ มองเปน็ ฐาน (Brain-based learning : BBL) เปน็ กระบวนการทม่ี ชี ีวติ ชวี า (active) บทเรียน หรือกิจกรรมต้องทา้ ทาย ชดั เจน ไม่คลุมเครอื ใช้สถานการณ์ท่ี ส่งเสรมิ ความคิดสร้างสรรค์ โดยมกี ิจกรรมฝกึ ซ้าทบทวนบ่อยๆ ทกุ คร้ังทฝ่ี ึกการคดิ ทักษะใหม่ กับทกั ษะท่เี คยฝึกแล้ว การเช่อื มโยงจะทาไดด้ เี มื่อครูใช้การเปรยี บเทยี บสถานการณ์จาลองอุปมาอุปไมย เร่ืองขบขนั บทความ ตัวอย่าง และ เทคนคิ การปฏสิ มั พันธแ์ บบต่างๆ การพัฒนากระบวนการคิดมีองคป์ ระกอบท่ีสาคัญ ไดแ้ ก่ การใชค้ าถาม การมี ปฏสิ ัมพนั ธ์อยา่ งต่อเน่ือง และการให้ข้อมลู ยอ้ นกลบั ทุกสงิ่ ที่อย่รู อบตวั ผเู้ รียน มีผลตอ่ การเรยี นรู้ทั้งส้นิ จงึ ตอ้ งจดั สภาพแวดลอ้ ม อุปกรณ์ หรือสื่อใหเ้ อ้ือต่อการคิด การสอนใชแ้ บบผู้เรียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง กิจกรรมมีความสนุก มี ความหมายและกระตนุ้ การเรียนรู้รายบคุ คล ครใู หโ้ อกาสผเู้ รียนมเี วลาไดร้ บั ประสบการณ์จากการทากจิ กรรมทีใ่ ช้ สมอง และเรียนรู้เนื้อหา ดว้ ยวิธกี ารสอนลักษณะน้ี ผเู้ รียนจะสามารถเพมิ่ พนู ความเขา้ ใจ เกบ็ ประเดน็ สาคญั และเพิ่ม ศกั ยภาพในการนาความรู้ไปใช้
๔๗ พ้ืนฐาน 3 ขอ้ ของการเรยี นรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain based Learning: BBL) 1.การทาให้เด็กเกิดการต่ืนตวั แบบผ่อนคลาย - การสรา้ งบรรยากาศใหเ้ ด็กไม่รู้สึกเหมือนถกู กดดนั แตม่ ีความ ทา้ ทาย ชวนให้ค้นควา้ หาคาตอบ 2.การทาให้เด็กจดจ่อในสงิ่ เดียวกนั - การใชส้ อื่ หลาย ๆ แบบ รวมท้งั การยกปรากฏการณจ์ รงิ มาเปน็ ตัวอยา่ ง และการเปรยี บเทียบให้เหน็ ภาพ - การเชื่อมโยงความรู้หลาย ๆ อยา่ ง – การอธิบายปรากฏการณด์ ว้ ยความรู้ที่เด็ก ไดร้ ับ 3.ทาให้เกดิ ความร้จู ากการกระทาดว้ ยตนเอง - การใหเ้ ดก็ ได้ลงมอื ทดลอง ประดษิ ฐ์ หรือได้เลา่ ประสบการณ์ จริงทเ่ี กี่ยวข้อง หลักสูตรการเรียนการสอนสาหรับเด็กปฐมวัยตามแนวทาง BBL 1.การเคลื่อนไหวของร่างกาย ฝึกการยืน เดิน วงิ่ จบั ขว้าง กระโดด การเคล่อื นไหวไปในทิศทางต่างๆที่ เราต้องการ หรอื พวกนักกีฬาตา่ งๆ 2. ภาษาและการสอื่ สาร เปน็ การใชภ้ าษาสื่อสารโดยการปฏิบตั ิจรงิ จากการพูด การฟัง การอ่านและการ เขยี น เช่น ให้เด็กเล่าส่ิงทีเ่ ขาได้พบเหน็ ไดล้ งมือกระทา ฟังเร่อื งราวตา่ งๆทีเ่ ดก็ ตอ้ งการเล่าให้ฟงั ด้วยความตั้งใจ 3.การรู้จกั การหาเหตผุ ล ฝกึ ให้เดก็ เป็นคนชา่ งสังเกต การเปรยี บเทียบ จาแนกแยกแยะส่ิงตา่ งๆ จัด หมวดหมู่ส่งิ ของท่ีมีอยู่ในชวี ิตประจาวนั เรียนร้ขู นาด ปรมิ าณ การเพ่ิมขนึ้ ลดลง การใชต้ ัวเลข 4 .มติ ิสมั พนั ธ์และจินตนาการจากการมองเห็น ใหเ้ ดก็ ได้สัมผสั วตั ถตุ ่างๆที่เป็นของจรงิ เรียนรู้สง่ิ ตา่ งๆ จากประสบการณต์ รง เขา้ ใจความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง ระยะ ขนาดตาแหน่ง และการมองเหน็ สงั เกต รายละเอียดของส่ิงตา่ งรอบตัว 5. ดนตรแี ละจังหวะ ใหเ้ ด็กได้ฟังดนตรี แยกแยะเสยี งต่างๆ ร้องเพลง เล่นเครอ่ื งดนตรี ฝึกใหเ้ ด็กรูจ้ ัก จงั หวะดนตรี 6.การมปี ฏิสัมพันธ์กับคนอน่ื ฝึกให้เด็กอยู่ร่วมกบั ผู้อืน่ ในด้านการช่วยเหลือ เอ้ือเฟ้ือ แบง่ ปนั เข้าใจ ผู้อ่นื เรยี นรกู้ ารทางานร่วมกับผู้อ่ืน ปฏสิ มั พนั ธ์ในสงั คม 7.การรูจ้ ักตนเอง รับรอู้ ารมณ์ความรสู้ กึ ของตนเอง เข้าใจตนเอง จะทาใหด้ แู ลกากับพฤติกรรมตนเองได้ อย่างเหมาะสม 8. การปฏสิ ัมพนั ธ์กับธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ กุญแจ 5 ดอก ก้าวสู่ BBL กญุ แจดอกที่ 1 สนามเด็กเล่น เปลย่ี นสนามเด็กเล่น เพอื่ พัฒนาสมองนอ้ ยและไขสนั หลงั ให้แขง็ แกรง่ เมื่อเดก็ ออกกาลังกายรา่ งกายจะสง่ เลอื ดไปเลย่ี งสมองมากขึน้ ทาใหก้ ารเรียนรมู้ ปี ระสิทธภิ าพ Make จัดทาสนามท่ีมฐี านหลากหลาย ให้เด็กไดว้ ิ่ง ปีน โหน ลอด กระโดด ฯลฯ และมีวสั ดกุ นั กระแทก Move จดั เวลาให้เดก็ ได้เลน่ สนามวนั ละ 20 - 30 นาที ทกุ วัน โดยมคี ณุ ครคู อยดูแลอย่างใกลช้ ดิ กญุ แจดอกที่ 2 ห้องเรยี น เปล่ียนหอ้ งเรยี น เพ่อื เปลยี่ นสมองของเด็กสิง่ แวดล้อมทแ่ี ปลกใหม่ มีความเข้มข้น มีสสี ัน จะชว่ ยกระต้นุ ใหเ้ ด็กสามารถเรียนร้แู ละจดจาเนอ้ื หาท่ีเรียนได้ดีข้นึ Color ปรับปรงุ ห้องเรยี น ทาสผี นังหรือนาฟิวเจอร์บอรด์ สมี าติดผนงั และทาสีโต๊ะเกา้ อี้ Corner จดั มมุ อา่ นไวใ้ นห้องเรยี นทกุ ห้อง Clean ทง้ิ ของท่ีไม่ใช้ในห้องเรยี น จัดวางอปุ กรณ์และส่ือตา่ งๆ ไวบ้ นช้นั ให้เป็นระเบียบ Clear รอ้ื บอร์ดเก่าท่ีไม่มีประโยชน์ทิง้ ไป แล้วนาความรูท้ มี่ ีประโยชนม์ าจดั บอรด์
๔๘ กุญแจดอกที่ 3 กระบวนการเรียนรู้ กระตนุ้ กระบวนการเรยี นร้ขู องเด็ก โดยใช้กิจกรรมต่างๆ ในการจดั การเรียนการสอน เพ่อื ใหส้ มองของเด็กตื่นตัว สนใจ ท้าทายการคดิ คน้ หา ลองผิด ลองถูก เรยี นรู้ และจดจา One กระตุน้ สมองน้อย ด้วยกจิ กรรม \"ขยับกาย ขยายสมอง\" ทุกๆด้านตน้ ช่วั โมง Two กระตุ้นสมองทัง้ สองซีก โดยใช้บทเพลงและบทกลอน และกจิ กรรมท่ีสนุกสนานช่วย ในการสอนภาษาและคณิตศาสตร์ Four กระต้นุ สมองท้ังสส่ี ่วน โดยจัดกิจกรรมให้นักเรยี นไดเ้ หน็ ภาพ ไดร้ ับร้ผู ่านการไดย้ นิ เสียง ได้เคล่อื นไหว และได้ใชป้ ระสาทสัมผสั กญุ แจดอกท่ี 4 หนังสือเรยี น ใช้หนงั สอื และใบงาน ทไ่ี ดร้ บั การออกแบบให้สอดคล้องกับการทางานของสมอง เพอ่ื ช่วยกระตุ้น สมองของนักเรยี น ฝกึ ให้เด็กคิดที่ละข้ันตอน และนาทักษะและความรู้ในแต่ละขั้น มาประกอบกนั เปน็ ความเข้าใจ(concept) ในที่สุด Brainy Books จดั หาหนังสือเรยี น และหนังสอื อ่านเพ่ิมเติมต่างๆ ท่จี ะกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ อย่างมีคณุ ภาพ Brainy Worksheets จัดทาใบงานตามหลักการ BBL ทม่ี ี road map นานักเรียนสู่ความสาเรจ็ กุญแจดอกท่ี 5 ส่ือและนวัตกรรมการเรียนรู้ ใชส้ ือ่ และนวัตกรรมที่แปลกใหม่ นา่ ตน่ื เตน้ และมีสสี ัน และมีจานวนเพยี งพอสาหรบั นักเรียนทุกคน เครอ่ื งมอื เหลา่ นี้จะชว่ ยในการเรยี นรู้ และกระตุน้ ให้เด็กร้สู ึกสนุกสนาน พึงพอใจ เกดิ ความต้ังใจทจี่ ะ เรยี นรู้เน้อื หาท่ซี บั ซอ้ น Learning Tools จดั หาสือ่ เคืรอ่ งมอื และอุปกรณท์ จ่ี าเป็นสาหรบั กิจกรรมการเรียนรู้ Learning Board จดั หากระดานเคลอ่ื นท่ี สาหรับห้องเรียนชนั้ อนบุ าลและประถมทกุ ห้อง Learning Cards จดั หาบัตรภาพ บัตรคา เพื่อใชป้ ระกอบการสอน ๒.๖ จดั ประสบการณ์ทางวทิ ยาศาสตร์สาหรบั เด็กปฐมวัย เป็นการจดั ประสบการณ์ที่ให้เด็กมีโอกาส เรียนรูส้ ่งิ แวดล้อมที่อยรู่ อบตัวและประสบการณ์ตา่ งๆ ท่เี ป็นพืน้ ฐานในการนามาใชแ้ กป้ ัญหาในชวี ติ ประจาวนั และต่อ ยอดการเรยี นรู้ การจัดการเรียนรู้ควรสอดแทรกกิจกรรมท่ีพัฒนาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ใหก้ ับเดก็ ปฐมวัยไดอ้ ย่างเป็นธรรมชาติผา่ นการกิจกรรมการสารวจ การทดลอง และการเล่น บทความนจี้ ึงมงุ่ นาเสนอแนวทาง ในการจัดกจิ กรรมท่ีพฒั นาทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ใหก้ บั เดก็ ปฐมวัยผา่ นการจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยวัฏจักร การสืบเสาะตามแนวทางของโครงการบา้ นนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เพ่ือให้ผู้สอนสามารถนาไปใช้ในการ จัดการเรียนรู้เพ่ือพฒั นาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ ห้กับผเู้ รียนระดบั ปฐมวัยได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ๒.๗ จดั ประสบการณ์ให้เด็กไดร้ เิ รมิ่ คิด วางแผน ตัดสินใจลงมือกระทาและนาเสนอความคิดโดยครู หรือผูจ้ ัดประสบการณเ์ ปน็ ผู้สนับสนุนอานวยความสะดวก และเรยี นรรู้ ว่ มกบั เด็ก ๒.๘ จัดประสบการณ์ใหเ้ ด็กมีปฏสิ มั พันธก์ บั เด็กอน่ื กับผู้ใหญ่ ภายใตส้ ภาพแวดล้อมทีเ่ อ้ือต่อการ เรียนรู้ ในบรรยากาศท่ีอบอุ่นมคี วามสุข และเรียนรูก้ ารทากจิ กรรมแบบรว่ มมอื ในลักษณะต่างๆกนั ๒.๙ จดั ประสบการณใ์ หเ้ ด็กมีปฏสิ ัมพันธ์กับสือ่ และแหลง่ การเรียนร่ีหลากหลายและอยใู่ นวถิ ชี วี ติ ของเด็ก
๔๙ ๒.๑๐ จัดประสบการณท์ ่ีสง่ เสริมลกั ษณะนสิ ยั ท่ีดีและทักษะการใช้ชีวิตประจาวนั ตลอดจนสอดแทรก คณุ ธรรมจรยิ ธรรมใหเ้ ปน็ ส่วนหน่งึ ของการจดั ประสบการณ์การเรยี นรอู้ ย่างต่อเนื่อง ๒.๑๑ จดั ประสบการณ์ท้ังในลักษณะทีด่ ีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนทเี่ กิดขึน้ ในสภาพจริงโดย ไม่ได้คาดการณ์ไว้ ๒.๑๒ จัดทาสารนทิ ศั น์ดว้ ยการรวบรวมข้อมลู เกย่ี วกับพัฒนาการและการเรยี นร้ขู องเด็กเป็น รายบุคคล นามาไตรต่ รองและใช้ใหเ้ ป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก และการวิจัยในชน้ั เรียน ๒.๑๓ จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมสี ่วนร่วมทั้งการวางแผน การสนบั สนุน สอ่ื แหลง่ เรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมินพฒั นาการ ๓. การจัดกจิ กรรมประจาวนั กิจกรรมสาหรบั เด็กอายุ ๓ – ๖ ปีบรบิ ูรณ์ สามารถนามาจดั เปน็ กจิ กรรมประจาวันไดห้ ลายรูปแบบ เป็นการช่วยให้ครูผสู้ อนหรือผู้จดั ประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะทากิจกรรมอะไร เม่ือใด และอยา่ งไร ทัง้ นี้ การจดั กิจกรรมประจาวนั สามารถจัดไดห้ ลายรปู แบบ ข้ึนอย่กู ับความเหมาะสมในการนาไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพ ชุมชน ทสี่ าคัญครูผ้สู อนต้องคานึงถึงการจดั กจิ กรรมใหค้ รอบคลมุ พัฒนาการทุกดา้ นการจัดกิจกรรมประจาวันมี หลกั การจัดและขอบข่ายกจิ กรรมประจาวัน ดังน้ี ๓.๑ หลกั การจัดกิจกรรมประจาวัน ๑. กาหนดระยะเวลาในการจัดกจิ กรรมแตล่ ะกิจกรรมใหเ้ หมาะสมกับวยั ของเด็กในแตล่ ะวันแต่ ยดื หยุ่นไดต้ ามความต้องการและความสนใจของเด็ก เชน่ วัย ๓-๔ ปี มีความสนใจช่วงส้ันประมาณ ๘-๑๒ นาที วยั ๔ – ๕ ปี มคี วามสนใจอยไู่ ด้ประมาณ ๑๒-๑๕ นาที วัย ๕-๖ ปี มคี วามสนใจอยู่ได้ประมาณ ๑๕- ๒๐ นาที ๒. กิจกรรมทตี่ ้องใช้ความคิดทงั้ ในกลมุ่ เล็กและกลุ่มใหญ่ ไมค่ วรใชเ้ วลาตอ่ เนื่องนานเกินกว่า ๒๐ นาที ๓. กิจกรรมทเ่ี ดก็ มอี ิสระเลอื กเลน่ เสรี เพื่อช่วยใหเ้ ด็กรู้จักเลือกตัดสินใจ คิดแกป้ ัญหา คิด สร้างสรรค์ เช่น การเลน่ ตามมุม การเลน่ กลางแจ้ง ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ ๔๐-๖๐ นาที ๔. กจิ กรรมควรมคี วามสมดลุ ระหวา่ งกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้กล้ามเน้อื ใหญ่ และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมทเ่ี ปน็ รายบุคคล กล่มุ ย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมทีเ่ ดก็ เปน็ ผูร้ ิเริ่มและครูผู้สอนหรอื ผู้จัด ประสบการณ์เป็นผรู้ เิ ริม่ และกิจกรรมที่ใชก้ าลงั และไมใ่ ช้กาลัง จดั ให้ครบทุกประเภท ทั้งน้ี กจิ กรรมที่ตอ้ งออกกาลงั กายควรจดั สลับกบั กิจกรรมที่ไม่ต้องออกกาลังมากนัก เพื่อเด็กจะไดไ้ มเ่ หนื่อยเกนิ ไป ๓.๒ ขอบข่ายของกิจกรรมประจาวนั การเลอื กกจิ กรรมท่จี ะนามาจดั ในแตล่ ะวันสามารถจดั ไดห้ ลายรูปแบบ ทัง้ นี้ ข้นึ อยกู่ ับความ เหมาะสมในการนาไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ทส่ี าคัญครูผสู้ อนต้องคานึกถงึ การจัดกิจกรรมให้ ครอบคลุมพฒั นาการทุกดา้ น ดงั ต่อไปน้ี
๕๐ ๓.๒.๑ การพัฒนากลา้ มเนอื้ ใหญ่ เปน็ การพัฒนาความแขง็ แรง การทรงตัว ความยดื หยุ่น ความ คลอ่ งแคลว่ ในการใช้อวยั วะต่าง ๆ และจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กลา้ มเนื้อใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กไดเ้ ล่น อสิ ระกลางแจง้ เล่นเคร่ืองเล่นสนาม ปีนป่ายเลน่ อิสระ เคล่อื นไหวร่างกายตามจงั หวะดนตรี ๓.๒.๒ การพฒั นาการกลา้ มเนือ้ เลก็ เปน็ การพัฒนาความแขง็ แรงของกล้ามเน้ือเลก็ กลา้ มเน้ือ มือ-นว้ิ มอื การประสานสัมพนั ธร์ ะหว่างกล้ามเนื้อมือและระบบประสาทตามือได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพนั ธ์ โดยจดั กิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครอ่ื งสัมผัส เลน่ เกมการศึกษา ฝึกชว่ ยเหลือตนเองในการแตง่ กาย หยิบจับช้อนส้อม และใช้อปุ กรณ์ศลิ ปะ เชน่ สีเทียน กรรไกร พู่กัน ดินเหนยี ว ฯลฯ ๓.๒.๓ การพฒั นาการอารมณ์ จิตใจ และปลกู ฝังคณุ ธรรม จริยธรรม เป็นการปลกู ฝังให้เด็กมี ความรู้สึกทด่ี ตี ่อตนเองและผอู้ นื่ มคี วามเช่ือมัน่ กลา้ แสดงออก มวี นิ ยั รบั ผิดชอบ ซอ่ื สัตย์ ประหยัด เมตตากรณุ า เอ้อื เฟ้ือ แบ่งปัน มมี ารยาทและปฏบิ ตั ิตนตามวฒั นธรรมไทยและศาสนาที่นับถือโดยจัดกิจกรรมตา่ งๆ ผ่านการเล่นให้ เด็กได้มโี อกาสตัดสินใจเลอื ก ไดร้ ับการตอบสนองตาความต้องการได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรม จรยิ ธรรมอย่าง ตอ่ เน่ือง ๓.๒.๔ การพฒั นาสังคมนสิ ยั เปน็ การพัฒนาให้เดก็ มีลกั ษณะนิสัยทีด่ ี แสดงออกอย่างเหมาะสม และอย่รู ว่ มกบั ผอู้ ื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลอื ตนเองในการทากิจวตั รประจาวันมนี ิสัยรักการทางาน ระมัดระวงั ความปลอดภัยของตนเองและผอู้ ื่น โดยรวมท้งั ระมดั ระวงั อนั ตรายจากคนแปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏบิ ตั ิกิจวัตรประจาวัน อยา่ งสมา่ เสมอ เชน่ รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถา่ ย ทาความสะอาดรา่ งกาย เล่นและทางานร่วมกบั ผอู้ ่นื ปฏบิ ัตติ ามกฎกติกาขอ้ ตกลงของรว่ มรวม เกบ็ ของเข้าท่เี มอื่ เลน่ หรือทางานเสรจ็ ๓.๒.๕ การพฒั นาการคิด เปน็ การพัฒนาใหเ้ ด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาความ คิด รวบยอดทางคณิตศาสตร์ และคิดเชิงเหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตรโ์ ดยจดั กจิ กรรมใหเ้ ดก็ ไดส้ นทนา อภปิ รายและเปลย่ี นความคดิ เหน็ เชิญวิทยากรมาพดู คุยกับเดก็ ศึกษานอกสถานที่ เลน่ เกมการศึกษา ฝกึ การ แก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน ฝกึ ออกแบบและสร้างชิ้นงาน และทากิจกรรมทง้ั เปน็ กลมุ่ ย่อย กลมุ่ ใหญ่และรายบคุ คล ๓.๒.๖ การพัฒนาภาษา เป็นการพฒั นาให้เด็กใชภ้ าษาสือ่ สารถ่ายทอดความรสู้ ึกนึกคิด ความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ท่ีเด็กมปี ระสบการณโ์ ดยสามารถตั้งคาถามในสงิ่ ท่ีสงสยั ใคร่รู้ จัดกจิ กรรมทางภาษาให้มคี วาม หลากหลายในสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ ม่งุ ปลูกฝงั ใหเ้ ดก็ ได้กลา้ แสดงออกในการฟงั พดู อา่ น เขียน มีนสิ ัยรัก การอ่าน และบคุ คลแวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างทด่ี ใี นการใช้ภาษา ทง้ั นต้ี ้องคานกึ ถงึ หลักการจัดกจิ กรรมทางภาษาที่ เหมาะสมกับเดก็ เป็นสาคญั ๓.๒.๗ การสง่ เสรมิ จินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์ เปน็ การสง่ เสรมิ ให้เดก็ มีความคดิ ริเริม่ สรา้ งสรรค์ ได้ถา่ ยทอดอารมณ์ความร้สู กึ และเห็นความสวยงามของสิ่งตา่ งๆ โดยจัดกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรคด์ นตรี การเคลือ่ นไหวและจงั หวะตามจินตนาการ ประดษิ ฐส์ ิ่งต่างๆ อย่างอสิ ระ เล่นบทบาทสมมตุ ิ เลน่ น้า เลน่ ทราย เลน่ บลอ็ ก และเล่นก่อสร้าง ๓.๓ รปู แบบกจิ กรรมประจาวนั การจดั ตารางกจิ กรรมประจาวนั สามารถจดั ได้หลายรปู แบบ ทงั้ นีข้ ึ้นอยู่กับความเหมาะสม ในการนาไปใชข้ องแต่ละหนว่ ยงาน ทสี่ าคัญผู้สอนต้องคานึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลมุ พัฒนาการทกุ ้าน จงึ ขอ เสนอแนะสดั ส่วนเวลาในการพฒั นาเด็กแตล่ ะด้าน ดงั นี้
๕๑ อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี การพัฒนา ช่วั โมง:วนั ช่วั โมง:วัน (ประมาณ) (ประมาณ) ๑.การพฒั นาทักษะพนื้ ฐานในชีวิตประจาวัน ๒ ๑/๒ ๒ ๑/๔ (รวมทั้งการช่วยตนเองในการแต่งกาย การรับประทาน อาหาร สขุ อนามัยและการนอนพกั ผอ่ น) ๒.การเลน่ ตามมมุ ประสบการณ์/มุมเลน่ ๑๑ ๓.การคิดและความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ๑๑ ๔.กิจกรรมดา้ นสงั คม(การทางานร่วมกบั ผู้อ่นื ) ๓/๔ ๑ ๕.กจิ กรรมพฒั นากลา้ มเน้ือใหญ่ ๓/๔ ๓/๔ ๖.กจิ กรรมทีม่ ีการวางแผนโดยผูส้ อน ๑๑ เวลาโดยประมาณ ๗ ๗ จากตารางกิจกรรมประจาวัน ผสู้ อนตอ้ งจัดกจิ กรรมโดยคานึงถงึ ประเด็นดงั ต่อไปนี้ ๑. การจัดสัดสว่ นของเวลาในแตล่ ะวนั ทเ่ี สนอไว้สามารถปรับและยืดหยนุ่ ได้ ทงั้ น้ี ขนึ้ อยู่กับผสู้ อนและ สภาพการณ์ โดยยึดหลกั การจัดกิจกรรมประจาวนั ๒. การจัดกจิ กรรมประจาวันควรจัดเพื่อสง่ เสริมทักษะพืน้ ฐานในชีวติ ประจาวันของเด็ก โดยผสู้ อนต้องให้ ความสาคัญในการสง่ เสรมิ ให้เด็กได้ใช้กลา้ มเนื้อเล็กในการหยบิ จับ วสั ดตุ ่าง ๆ เพ่ือช่วยเหลือตนเองในการปฏบิ ัติ กจิ วตั รประจาวันและถอื เป็นส่วนหน่ึงของการเรยี นร้ขู องเด็กปฐมวัย เช่น เด็กอายุ ๓ ปี ตอ้ งใหเ้ วลาในการทา กจิ วตั รประจาวนั มากและเมอื่ เด็กอายุมากขึน้ เวลาทีท่ ากจิ วัตรประจาวนั จะน้อยลงตามลาดับเน่อื งจากเดก็ ช่วยเหลือ ตนเองไดม้ ากข้นึ ๓. การจดั กจิ กรรมพฒั นากล้ามเนอื้ ใหญ่ เปน็ กจิ กรรมท่ชี ว่ ยให้เดก็ มีร่างกายแข็งแรง มกี ารทรงตัวทดี่ ี มกี าร ยดื หยุ่นและความคลอ่ งแคล่วในการใช้อวยั วะต่าง ๆ ตามจังหวะการเคลื่อนไหวและการประสานสมั พันธก์ นั ๔. การจดั กิจกรรมการเลน่ อิสระ เป็นสิ่งสาคญั และจาเปน็ สาหรับเดก็ ปฐมวัย ช่วยให้เดก็ เลือก ตดั สนิ ใจ คดิ แกป้ ัญหา คิดสรา้ งสรรค์ในแตล่ ะวนั เด็กทกุ วัยควรมีโอกาสเล่นอิสระกลางแจ้งอย่างนอ้ ย ๑ ชัว่ โมง : วัน ๕. การคิดและการคดิ สร้างสรรค์ ทาให้เดก็ เกิดความคิดรวบยอด การคิดเชงิ เหตผุ ล มีความสามารถในการ แกป้ ัญหาและตดั สนิ ใจ มจี ินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ๖.กจิ กรรมพัฒนาทกั ษะทางสังคม เปน็ กจิ กรรมท่ีเด็กได้พัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอยา่ งเหมาะสม มีปฏิสมั พันธแ์ ละอยรู่ ว่ มกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข เด็กที่อายนุ ้อยยังยดึ ตัวเองเปน็ ศูนย์กลาง ดังน้ัน การให้เวลาใน ช่วยวัย ๓ ขวบ จึงใหเ้ วลานอ้ ยในการทากจิ กรรมกลุ่ม เน่ืองจากเดก็ ยังยดึ ตนเองเปน็ ศูนย์กลางและจะเพม่ิ เวลาเม่ือ อายมุ ากข้ึน เพราะเด็กต้องการเวลาในการเล่นและทากิจกรรมรว่ มกับคนอนื่ มากขึ้น ๗. กิจกรรมที่มกี ารวางแผนโดยครผู สู้ อน ให้คดิ รวบยอดโดยครูผูส้ อน จะช่วยใหเ้ ดก็ เกิดทกั ษะหรอื ความคิด รวบยอดในเร่ืองใดเร่ืองหน่งึ ตามสาระการเรยี นรู้ทีก่ าหนดไวใ้ นหลกั สูตร เช่นครูผสู้ อนต้องการให้เกดิ ความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกบั น้า ผู้สอนต้องวางแผนกจิ กรรมลว่ งหนา้ เวลาทใี่ ช้ในแต่ละวันทีก่ าหนดไว้ ๓/๔ ช่วั โมง ( ๔๕ นาที) ทงั้ น้ีมไิ ดห้ มายความว่าใหผ้ ู้สอนตอ่ เน่อื ง ๔๕ นาทใี น ๑ กจิ กรรม ผู้สอนตอ้ งพจิ ารณาว่า เด็กมีช่วงความสนใจส้ัน
๕๒ ตามพฒั นาการ จาเปน็ ต้องจัดแบง่ เวลาเปน็ หลายชว่ งและใหห้ ลากหลายกิจกรรม กจิ กรรมต้องใช้ความคดิ ทงั้ ใน กลมุ่ เลก็ และกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใชเ้ วลาตอ่ เนอ่ื งนานกว่า ๒๐ นาที ๘. การจดั กิจกรรมประจาวันสามารถจดั ได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสมของบรบิ ทแตล่ ะสถานศกึ ษาและ แนวคดิ การจัดการศึกษาปฐมวยั ที่นามาใชใ้ นการจดั ประสบการณ์ ทง้ั น้ีต้องให้ครอบคลมุ ขอบเขตของการจดั กจิ กรรมประจาวัน แตไ่ มแ่ บ่งรายช่วั โมงหรือรายคาบ เพ่ือใหเ้ ด็กได้เรียนรู้อยา่ งต่อเนื่อง และตอ้ งจดั กจิ กรรมไม่น้อย กว่า ๕ ชวั่ โมง/วนั ดังตัวอย่างตารางกจิ กรรมประจาวนั ตอ่ ไปนี้ ตารางกิจกรรมประจาวันระดับปฐมวยั โรงเรยี นบ้านใหม่ประชาสามคั คี เวลา กิจกรรม ๐๗.๓๐ น.- ๐๘.๐๐ น. รบั เด็ก ๐๘.๐๐ น.- ๐๘.๓๐ น. เคารพธงชาติ สวดมนต์ ๐๘.๓๐ น.- ๐๘.๔๕ น. ตรวจสุขภาพ ไปห้องนา้ ๐๘.๔๕ น.- ๐๙.๐๕ น. กิจกรรมเคล่อื นไหวและจังหวะ ๐๙.๐๕ น.- ๑๐.๐๕ น. กจิ กรรมเสริมประสบการณ/์ ในวงกลม ๑๐.๐๕ น.- ๑๐.๑๕ น พัก(รับประทานอาหารวา่ ง) ๑๐.๑๕ น.- ๑๐.๓๐ น กจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์และการเล่นตามมุม ๑๐.๓๐ น.- ๑๑.๑๕ น กจิ กรรมกลางแจ้ง ๑๑.๑๕ น.- ๑๒.๐๐ น พกั รบั ประทานอาหารกลางวัน ๑๒.๐๐ น.- ๑๔.๐๐ น นอนพักผอ่ น ๑๔.๐๐ น.- ๑๔.๒๐ น เก็บที่นอน ล้างหนา้ ๑๔.๒๐ น.- ๑๔.๓๐ น พกั (รับประทานอาหารว่าง) ๑๔.๓๐ น.- ๑๔.๕๐ น กจิ กรรมเกมการศกึ ษา ๑๔.๕๐ น.- ๑๕.๐๐ น เตรียมตวั กลับบ้าน ๓.๔ แนวทางการจัดกิจกรรมประจาวัน การจัดกิจกรรมประจาวนั มแี นวทางในการจัดกจิ กรรมและการใช้สือ่ ดังนี้ ๑. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ การเคลอ่ื นไหวและจงั หวะ เป็นกิจกรรมท่จี ัดใหเ้ ด็กไดเ้ คลื่อนไหวสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย อย่างอสิ ระตามจังหวะ โดยใช้เสยี งเพลง คาคล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะ และอุปกรณ์อ่ืนๆ มาประกอบการ เคล่อื นไหว ซง่ึ จงั หวะและเครื่องดนตรปี ระกอบ ได้แก่ การปรบมือ การร้องเพลง การเคาะไม้ กรุ๋งกร๋งิ รามะนา กลอง กรับ เพื่อส่งเสริมใหเ้ ดก็ พัฒนากลา้ มเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเลก็ อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสตปิ ญั ญา เกดิ จินตนาการ ความคดิ สรา้ งสรรค์ สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์ ดังนี้
๕๓ จุดประสงค์ ๑. เพื่อพฒั นาอวัยวะทกุ ส่วนให้มีความสมั พนั ธก์ ันอย่างดีในการเคลอ่ื นไหว ๒. เพื่อฝึกทักษะภาษา ฝึกฟังคาส่งั และขอ้ ตกลง ๓. เพ่อื ฝึกให้เกิดทักษะในการฟงั ดนตรี หรอื จังหวะต่าง ๆ ๔. เพ่ือใหเ้ กิดความซาบซึ้งและสุนทรียภาพ ๕. เพื่อฝึกความจาและเสริมสรา้ งประสบการณ์ ๖. เพอ่ื ฝึกการเป็นผนู้ าผ้ตู ามทดี่ ี ๗. เพื่อพัฒนาด้านสังคม การปรับตวั และความรว่ มมือในกลมุ่ ๘. เพอ่ื ให้โอกาสเด็กได้แสดงออก มีความเชอ่ื มัน่ ในตนเอง และความคิดรเิ ร่ิมสร้างสรรค์ ๙. เพอ่ื ใหเ้ กิดความสนกุ สนาน ผ่อนคลายความตึงเครียดท้ังร่างกายและจติ ใจ ขอบขา่ ยของการจัดกจิ กรรมเคล่อื นไหวและจงั หวะ ๑. การเคล่ือนไหวรา่ งกาย ๒. การฟงั สัญญาณและการปฏบิ ัติตามข้อตกลง ๓. การฝึกการเปน็ ผู้นาและผู้ตามที่ดี ๔. การฝกึ จินตนาการและความคิดริเรมิ่ สรา้ งสรรค์ ๕. ความมีระเบียบวนิ ัย ๖. การเรียนรจู้ งั หวะ ๗. ความเพลดิ เพลินสนกุ สนาน ๘. การฝกึ การจา ๙. การแสดงออก ๑๐.เน้อื หาของหนว่ ยการสอน รปู แบบการเคลื่อนไหว ๑. การเคล่อื นไหวพื้นฐาน เปน็ กจิ กรรมท่ีตอ้ งฝึกทุกคร้งั ก่อนทีจ่ ะเรม่ิ ฝกึ กิจกรรมอื่น ๆ ตอ่ ไป ลกั ษณะการจัดกจิ กรรมมีจุดเนน้ ในเรื่องจังหวะและการเคลื่อนไหวหรือท่าทางอย่างอสิ ระ การเคลือ่ นไหวตาม ธรรมชาติของเด็กมี ๒ ประเภท ได้แก่ ๑.๑ การเคลอ่ื นไหวอยกู่ ับที่ เชน่ ปรบมือ ผงกศรี ษะ ขยบิ ตา ชันเช่า ขยบั มือ และแขน มือและน้ิวมอื เท้าและปลายเทา้ ๑.๒ การเคลื่อนไหวเคลอ่ื นท่ี เช่น คลาน คบื วิง่ กระโดด ควบมา้ ก้าวกระโดด เขย่ง กา้ วชิด ๒. การเคล่ือนไหวที่สัมพนั ธ์กบั เนือ้ หา เป็นกิจกรรมทีจ่ ัดใหเ้ ด็กได้เคล่ือนไหวรา่ งกาย โดยเน้นการทบทวนเรอื่ งท่ีได้รบั รูจ้ ากกจิ กรรมอนื่ และนามาสมั พันธ์กับสาระการเรยี นรู้ หรอื เรอื่ งอนื่ ๆ ทเี่ ด็กสนใจ ไดแ้ ก่ ๒.๑ การเคลอื่ นไหวเลียนแบบ เป็นการเคลื่อนไหวเลียนแบบสิง่ ตา่ ง ๆ รอบตัว เช่น การเลยี นแบบท่าทางสตั ว์ การเลยี นแบบทา่ ทางคน การเลียนแบบเครอื่ งยนตก์ ลไกและเครือ่ งเลน่ และการ เลียนแบบปรากฏการณธ์ รรมชาติ
๕๔ ๒.๒ การเคลื่อนไหวตามบทเพลง เปน็ การเคล่ือนไหวหรอื ทาท่าทางประกอบเพลง เชน่ เพลงไก่ เพลงขา้ มถนน เพลงสวัสดี ๒.๓ การทาท่าทางกายบรหิ ารประกอบเพลงหรือคาคล้องจอง เป็นการเคล่ือนไหว แบบกายบรหิ าร อาจจะมีทา่ ทางไมส่ มั พนั ธก์ ับเนือ้ หาของเพลงหรือคาคลอ้ งจอง เชน่ เพลงกามอื แบมือ เพลงออก กาลงั คาคล้องจองฝนตกพราพรา ๒.๔ การเคลอื่ นไหวเชงิ สรา้ งสรรค์ เป็นการเคลื่อนไหวทีใ่ ห้เด็กคดิ สร้างสรรค์ทา่ ทาง ขน้ึ เองหรืออาจใชค้ าถามหรอื คาสัง่ หรอื ใชอ้ ปุ กรณ์ประกอบ เชน่ หว่ งหวาย แถบผ้า รบิ บน้ิ ถุงทราย ๒.๕ การเคลือ่ นไหวหรอื การแสดงท่าทางตามคาบรรยายทค่ี รูเล่า หรือเร่ืองราว หรือ นทิ าน ๒.๖ การเคลอ่ื นไหวหรือการแสดงท่าทางตามคาส่งั เปน็ การเคล่ือนไหวหรือทา ท่าทางตามข้อตกลงทไ่ี ด้ตกลงไว้กอ่ นเร่ิมกิจกรรม ๒.๗ การเคลือ่ นไหวหรือการแสดงทา่ ทางตามข้อตกลง เปน็ การเคลอ่ื นไหวหรอื ทา ท่าทางตามข้อตกลงท่ีได้ตกลงไว้กอ่ นเร่ิมกิจกรรม ๒.๘ การเคล่อื นไหวหรือการแสดงท่าทางเปน็ ผนู้ า ผู้ตาม เป็นการคิดท่าทางการ เคลื่อนไหวอยา่ งสรา้ งสรรค์ของเด็กเองแล้วให้เพื่อนปฏบิ ตั ติ าม สอ่ื กจิ กรรมการเคล่ือนไหวและจังหวะ ๑. เครือ่ งเคาะจังหวะ เช่น ฉิ่ง เหลก็ สามเหลย่ี ม กรบั รามะนา กลอง ๒. อปุ กรณ์ประกอบการเคล่ือนไหว เชน่ หนงั สอื พมิ พ์ รบิ บ้ิน แถบผา้ หว่ งหวาย ห่วงพลาสตกิ ฮลู าฮบู ถุงทราย แนวการจดั กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ ๑. เรม่ิ จากการทากิจกรรมเคล่ือนไหวพื้นฐาน เพื่อเปน็ การเตรยี ม โดยการแตะสมั ผสั สว่ นตา่ ง ๆ ของ ร่างกาย สารวจการใชส้ ว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายในการเคล่ือนไหว ๒. อธิบายหรือสรา้ งข้อตกลงร่วมกนั ในการกาหนดสญั ญาณ การใชเ้ ครือ่ งใหจ้ ังหวะ และการกาหนด จงั หวะ เชน่ ข้อตกลงเกี่ยวกบั สญั ญาณและจงั หวะ จะใช้เครือ่ งเคาะจงั หวะเปน็ การกาหนดจงั หวะใหส้ ม่าเสมอ และชดั เจน อาจจะกาหนดดังนี้ ๒.๑ ให้จงั หวะ ๑ คร้งั สมา่ เสมอ แสดงว่า ใหเ้ ดก็ เดินหรือเคล่ือนไหวไปเรื่อย ๆ ตามจงั หวะ ๒.๒ ใหจ้ ังหวะ ๒ ครง้ั ตดิ กนั แสดงว่า ใหเ้ ด็กหยุดการเคล่อื นไหว โดยเด็กจะต้องหยุดนิง่ จรงิ ๆ หากกาลังอยู่ในท่าใด ก็ต้องหยุดน่งิ ในท่านน้ั จะเคลอื่ นไหวหรือเปล่ยี นท่าไมไ่ ด้ ๒.๓ ใหจ้ งั หวะรวั แสดงว่า ให้เดก็ เคลือ่ นไหวอยา่ งรวดเรว็ หรือเคลือ่ นที่เร็วข้ึนแต่ไมใ่ ช่การวง่ิ และ ส่งเสยี งดงั บางกิจกรรมอาจจะหมายถึงการเปล่ียนตาแหน่ง การทาตามคาสง่ั หรอื ขอ้ ตกลง ๓. ให้เด็กเคล่ือนไหวอย่างอสิ ระตามความคิด หรือจนิ ตนาการของตนเอง โดยใชส้ ่วนต่างๆ ของรา่ งกาย ใหม้ ากที่สุด ในขณะเดียวกันตอ้ งคานึงถงึ องค์ประกอบพื้นฐานในการเคลื่อนไหว ได้แก่ การใช้รา่ งกายตนเอง การใช้ พื้นที่ การเคลือ่ นไหวอย่างอิสระ มีระดบั และทศิ ทาง ๔. ใหเ้ ด็กทดลองปฏบิ ัตแิ ละปฏบิ ตั ิซา้ เพ่ือให้เด็กได้เคล่อื นไหวหลากหลายรูปแบบ ๕. หลังจากปฏิบตั กิ จิ กรรมให้เด็กได้พักผ่อนตามอธั ยาศัย โดยให้เด็กนงั่ กับพน้ื ห้อง ผู้สอนเปิดเพลงเบา ๆ
๕๕ ขอ้ เสนอแนะ ๑. ควรเร่ิมกิจกรรมจากการเคล่ือนไหวท่เี ป็นอสิ ระ และมวี ิธีการทไ่ี ม่ย่งุ ยากมานัก เชน่ ใหเ้ ดก็ ได้ กระจายอยู่ภายในห้องเรียนหรอื บริเวณทีฝ่ กึ และใหเ้ คล่ือนไหวไปตามธรรมชาติของเด็ก ๒. ควรให้เดก็ ไดแ้ สดงออกดว้ ยตนเองอย่างอิสระและเปน็ ไปตามความนกึ คิดของเด็กเอง ครูไม่ควรชี้แนะ ๓. ควรเปดิ โอกาสให้เด็กคดิ หาวิธีเคล่อื นไหวทั้งทตี่ ้องเคล่ือนที่และไม่ต้องเคลอื่ นท่ีเป็นรายบุคคล เปน็ คู่ เปน็ กลมุ่ ตามลาดบั และกลุ่มไมค่ วรเกิน ๕-๖ กล่มุ ๔. ควรใชส้ ิง่ ของที่หาได้ง่าย เชน่ ของเลน่ กระดาษ หนงั สือพิมพ์ เศษผ้า เชือก ท่อนไม้ ประกอบการเคล่อื นไหวและการให้จังหวะ ๕. ควรกาหนดจงั หวะสัญญาณนัดหมายในการเคลื่อนไหวตา่ ง ๆ หรือเปลี่ยนท่า หรือหยดุ ให้เด็กทราบ เม่ือทากิจกรรมทกุ ครัง้ เช่น เมื่อให้จังหวะ ๑ จังหวะ ใหเ้ ด็กทาท่าทาง ๑ ทา่ ทาง ฯลฯ ๖. ควรสร้างบรรยากาศอยา่ งอสิ ระ ชว่ ยใหเ้ ดก็ ร้สู ึกอบอุ่น เพลดิ เพลิน และรูส้ ึกสบายและสนกุ สนาน ๗. ควรจดั ให้มรี ปู แบบของการเคลอื่ นไหวที่หลากหลาย เพ่ือช่วยให้เด็กสนใจมากขนึ้ ๘. กรณีเดก็ ไมย่ อมเขา้ ร่วมกจิ กรรม ครูไมค่ วรใช้วิธีบงั คับ ควรใหเ้ วลาและโนม้ นา้ วให้เด็กสนใจเขา้ ร่วม กจิ กรรมดว้ ยความสมัครใจ ๙. หลงั จากเด็กได้ทากิจกรรมแลว้ ตอ้ งใหเ้ ดก็ ได้พักและผ่อนคลายอิรยิ าบถ โดยเปิดเพลงจังหวะชา้ ๆ เบา ๆ ๑๐. การจัดกิจกรรมควรจัดตารางกจิ วัตรประจาวัน และควรจดั ให้เป็นท่นี ่าสนใจ เกิดความสนุกสนาน ๒.กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ /กิจกรรมในวงกลม เป็นกิจกรรมทีม่ งุ่ เน้นให้เดก็ ได้พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ มีทักษะการฟงั การพูด การอา่ น การสังเกต การคิดแกป้ ญั หา การใช้เหตุผล โดยการฝึกปฏบิ ัตริ ว่ มกันและ การทางานรว่ มกันเป็นกลุ่ม ท้ังกลุ่มย่อยและกล่มุ ใหญ่ เพื่อใหเ้ กดิ ความคิดรวบยอดเกยี่ วกับเร่ืองที่ไดเ้ รยี นรู้สอดคล้อง กบั จุดประสงคด์ ังน้ี จดุ ประสงค์ ๑. เพื่อให้เด็กเข้าใจเน้ือหาและเร่ืองราวในหนว่ ยการจดั ประสบการณ์ ๒. เพื่อฝึกการใช้ภาษาในการฟงั พดู และการถา่ ยทอดเรื่องราว ๓. เพื่อฝึกมารยาทในการฟัง การพดู ๔. เพื่อฝึกความมีระเบียบวนิ ยั ๕. เพอ่ื ให้เด็กเรยี นร้ผู ่านการสังเกต เปรยี บเทยี บ ๖. เพอ่ื สง่ เสรมิ ความสามารถในการคิดรวบยอด การคดิ แกป้ ญั หาและตัดสินใจ ๗. เพื่อสง่ เสริมการเรียนรูว้ ธิ แี สวงหาความรู้ เกดิ การเรียนร้จู ากการค้นพบด้วยตนเอง ๘. เพื่อฝึกใหก้ ล้าแสดงความคดิ เหน็ รว่ มแสดงความคิดเหน็ อย่างมเี หตผุ ลและยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อ่นื ๙. เพื่อฝึกให้มีลกั ษณะนสิ ัยใฝ่รู้ ใฝเ่ รียน ๑๐.เพอ่ื ฝึกลักษณะนสิ ยั ให้มีคณุ ธรรม จริยธรรม
๕๖ ขอบข่ายสาระของกิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม สาระทีค่ วรรู้ สาระในสว่ นนกี้ าหนดเฉพาะหัวข้อไม่มรี ายละเอยี ด ท้ังนเ้ี พื่อประสงค์จะใหผ้ ู้สอน สามารถกาหนดรายละเอยี ดขึ้นเองใหส้ อดคลอ้ งกับวยั ความต้องการ ความสนใสของเด็ก อาจยดื หยุน่ เนือ้ หาได้โดย คานงึ ถึงประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมในชีวติ ของเด็ก ผ้สู อนสามารถนาสาระท่ีควรรู้มาบรู ณาการจัดประสบการณ์ ตา่ ง ๆ ให้งา่ ยต่อการเรยี นรู้ ท้ังน้ีมิได้ประสงคใ์ หเ้ ดก็ ท่องจาเน้อื หา แต่ต้องการให้เดก็ เกิดแนวคดิ หลังจากนาสาระ การเรยี นรนู้ นั้ ๆ มาจัดประสบการณใ์ หเ้ ด็กเพ่อื ใหบ้ รรลุจดุ หมายทกี่ าหนดไว้ นอกจากน้ีสาระท่คี วรเรยี นรยู้ ังใช้เปน็ แนวทางช่วยผู้สอนกาหนดรายละเอียดและความยากง่ายของเนือ้ หาใหเ้ หมาะสมกับพฒั นาการของเด็ก สาระที่ควร เรียนรูป้ ระกอบดว้ ยเรือ่ งราวเกย่ี วกับตวั เด็ก เรือ่ งราวเกี่ยวกับบคุ คลและสถานที่แวดลอ้ มเด็ก ธรรมชาตริ อบตวั และสิ่งต่าง ๆรอบตวั เดก็ ดังน้ี ๑. เรื่องราวเกี่ยวกับตวั เด็ก เด็กควรเรยี นรู้เก่ยี วกบั ชอ่ื นามสกลุ รปู รา่ งหน้าตา อวยั วะตา่ ง ๆ วิธีระวงั รกั ษาร่างกายใหส้ ะอาดและมสี ขุ ภาพอนามัยทีด่ ี การรับประทานอาหารทเี่ ปน็ ประโยชน์ การรักษาความ ปลอดภยั ของตนเอง รวมท้ังการปฏิบตั ิต่อผู้อื่นอยา่ งปลอดภัย การรูจ้ กั ประวัติความเป็นมาของตนเองและครอบครวั การปฏิบตั ติ นเป็นสมาชกิ ที่ดขี องครอบครัวและโรงเรยี น การเคารพสทิ ธิของตนเองและผู้อื่น การกากับตนเอง การเลน่ และทาสง่ิ ต่าง ๆ ด้วยตนเองตามลาพงั หรือกับผู้อ่ืน การตระหนักรูเ้ ก่ียวกับตนเอง ความภาคภูมใิ จในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณแ์ ละความรสู้ กึ ของตนเองและผู้อ่ืน การแสดงออกทางอารมณ์และความรูส้ ึกอย่าง เหมาะสม การแสดงมารยาทท่ดี ี การมคี ุณธรรมจริยธรรม ๒. เรือ่ งราวเกย่ี วกบั บคุ คลและสถานท่แี วดล้อมเด็ก เดก็ ควรเรียนรเู้ กีย่ วกับครอบครวั สถานศกึ ษา ชุมชน และบคุ คลต่าง ๆ ท่เี ด็กต้องเกยี่ วขอ้ งหรอื ใกลช้ ดิ และมปี ฏสิ มั พนั ธ์ในชวี ติ ประจาวนั สถานที สาคัญ วันสาคญั อาชพี ของคนในชุมชน ศาสนา แหลง่ วฒั นธรรมในชมุ ชน สญั ลักษณส์ าคัญของชาติไทย และ การปฏิบัตติ ามวัฒนธรรมท้องถนิ่ และความเป็นไทย หรอื แหลง่ เรียนรจู้ ากภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ อืน่ ๆ ๓. ธรรมชาติรอบตัว เดก็ ควรเรยี นรเู้ กี่ยวกบั ชือ่ ลักษณะ สว่ นประกอบ การเปลีย่ นแปลงและ ความสัมพันธ์ของมนษุ ย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้า ท้องฟา้ สภาพอากาศ ภยั ธรรมชาติ และ พลังงานในชีวิตประจาวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนรุ ักษ์สง่ิ แวดลอ้ มและการรักษาสาธารณสมบัติ ๔. สิ่งตา่ ง ๆ รอบตวั เด็ก เดก็ ควรเรยี นรู้เกย่ี วกบั การใช้ภาษาเพื่อสือ่ ความหมายใน ชวี ติ ประจาวนั ความร้พู น้ื ฐานเก่ียวกับการใช้หนังสอื และตัวหนงั สอื รจู้ กั ชอื่ ลกั ษณะ สี ผวิ สมั ผสั ขนาด รูปรา่ ง รปู ทรง ปริมาตร จานวน สว่ นประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพนั ธข์ องส่งิ ต่าง ๆ รอบตวั เวลา เงนิ ประโยชน์ การใชง้ าน และการเลือกใช้สิ่งของเคร่ืองใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยแี ละการสอื่ สารต่าง ๆ ทใ่ี ช้อยู่ในชวี ติ ประจาอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาส่งิ แวดลอ้ ม ส่ือกจิ กรรมเสริมประสบการณ์/กจิ กรรมในวงกลม ๑. ส่ือของจริงที่อยู่ใกลต้ วั และสือ่ จากธรรมชาตหิ รือวัสดุท้องถ่ิน เชน่ ตน้ ไม้ ใบไม้ เปลอื กหอย เสื้อผา้ ๒. สอื่ ท่ีจาลองขึ้น เชน่ ตน้ ไม้ ตุ๊กตาสัตว์ ๓. สื่อประเภทภาพ เชน่ ภาพพลกิ ภาพโปสเตอร์ หนังสอื ภาพ ๔. ส่ือ เทคโนโลยี เชน่ เครือ่ งบนั ทกึ เสียง เครื่องขยายเสียง โทรศัพท์ แมเ่ หล็ก แว่นขยาย เคร่อื งชั่ง กล้องถา่ ยรปู ดจิ ติ อล
๕๗ ๕. สอ่ื แหล่งเรยี นรู้ เชน่ แหลง่ เรยี นรภู้ ายในและนอกสถานศึกษา เชน่ แปลงเกษตร สวนผัก สมนุ ไพร รา้ นค้า สวนสัตว์ แหลง่ ประกอบการในทอ้ งถิน่ แนวการจดั กจิ กรรมเสริมประสบการณ/์ กิจกรรมในวงกลม การจดั กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม จดั ไดห้ ลายวิธี ได้แก่ ๑. การสนทนาหรอื การอภปิ ราย เปน็ การพูดคยุ ซักถามระหวา่ งเดก็ กบั ครู หรือเดก็ กับเด็ก เป็นการส่งเสรมิ พฒั นาการทางภาษาด้านการพูดและการฟัง ได้การกาหนดประเด็นในการสนทนาหรืออภปิ รายเด็ก จะไดแ้ สดงความคิดเห็นและยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อื่น ครูหรอื ผ้สู อนเปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ซกั ถามโดยใช้คาถาม กระตนุ้ หรือเล่าประสบการณ์ทีแ่ ปลกใหม่ นาเสนอปญั หาท่ี ทา้ ทายความคดิ การยกตัวอย่าง การใชส้ ่อื ประกอบการสนทนาหรอื การอภปิ รายควรใชส้ ือ่ ของจรงิ ของจาลอง รูปภาพ หรอื สถานการณจ์ าลอง ๒. การเล่านทิ าน และการอ่านนิทาน เป็นกจิ กรรมทค่ี รูหรือผู้สอนเล่าหรอื อ่านเร่ืองราวจาก นิทาน โดยการใช้น้าเสยี งประกอบการเลา่ แตกตา่ งตามบุคลกิ ของตัวละคร ซ่ึงครูหรือผู้สอนควรเลอื กสาระของนทิ าน ใหเ้ หมาะสมกบั วยั ส่อื ทีใ่ ช้อาจเปน็ หนงั สือนทิ าน หนงั สอื ภาพ แผน่ ภาพ หุน่ มือ หุ่นนิ้วมือ หรือการแสดงทา่ ทาง ประกอบการเลา่ เร่ือง โดยครูใช้คาถามเพ่ือกระตนุ้ การเรียนรู้ เชน่ ในนทิ านเร่อื งนีม้ ีตวั ละครอะไรบ้าง เหตุการณใ์ น นทิ านเรื่องนเ้ี กิดที่ไหน เวลาใด หรอื ลาดบั เหตกุ ารณ์ทีเ่ กิดข้นึ ในนทิ าน นทิ านเรื่องน้ีมีปัญหาอะไรบา้ ง และเดก็ ๆ ชอบเหตกุ ารณ์ใดในนทิ านเร่อื งนมี้ ากท่ีสุด ๓. การสาธติ เป็นกจิ กรรมที่เด็กไดเ้ รยี นรู้จากประสบการณ์ตรง โดยแสดงหรือทาสิ่งท่ีต้องการให้ เด็กได้สงั เกตและเรยี นรตู้ ามข้ันตอนของกิจกรรมน้ัน ๆ และเดก็ ได้อภิปรายและร่วมกนั สรุปการเรียนรู้ การสาธติ ใน บางครง้ั อาจให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิตรว่ มกบั ครูหรอื ผสู้ อน เพ่ือนาไปสกู่ ารปฏิบัตจิ ริงดว้ ยตนเอง เช่น การเพาะ เมลด็ พืช การประกอบอาหาร การเปา่ ลูกโปง่ การเลน่ เกมการศึกษา ๔. การทดลอง/ปฏิบัตกิ าร เปน็ กิจกรรมท่จี ัดใหเ้ ดก็ ได้รับประสบการณ์ตรง จากการลงมือปฏบิ ตั ิ ทดลอง การคิดแก้ปัญหา มีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะคณติ ศาสตร์ ทักษะภาษา สง่ เสริมให้เดก็ เกิดข้อสงสัย สืบคน้ คาตอบด้วยตนเอง ผ่านการวเิ คราะห์ สงั เคราะห์อย่างง่าย สรปุ ผลการทดลอง อภิปรายผล การทดลอง และสรุปการเรยี นรู้ โดยกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์งา่ ย ๆ เช่น การเล้ียงหนอนผเี สอื้ การปลูกพืช ฝกึ การสงั เกตการณ์ไหลของน้า ๕ การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กไดเ้ รยี นรู้ผ่านการทดลองโดยเปิดโอกาสใหเ้ ด็กได้ ลงมือทดสอบและปฏบิ ตั กิ ารดว้ ยตนเองเก่ยี วกับการาเปลย่ี นแปลงของผัก เนอื้ สตั ว์ ผลไม้ด้วยวิธีการตา่ ง ๆ เช่น ต้ม นง่ึ ผัด ทอด หรือการรับประทานสด เด็กจะได้รบั ประสบการณ์จาการสงั เกตการณ์เปล่ียนแปลงของอาหาร การ รบั ร้รู สชาติและกลิ่นของอาหาร ดว้ ยการใชป้ ระสาทสมั ผสั และการทางานร่วมกนั เชน่ การทาอาหารจากไข่ ๖. การเพาะปลูก เป็นกิจกรรมที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กจะ ได้เรยี นรกู้ ารบรู ณาการจะทาใหเ้ ดก็ ไดร้ ับประสบการณโ์ ดยทาความเข้าใจความต้องการของส่ิงมีชีวิตในโลก และชว่ ย ให้เด็กเขา้ ใจความคดิ รวบยอดเกีย่ วกบั ส่ิงที่อยู่รอบตวั โดยการสังเกต เปรยี บเทยี บ และการคิดอย่างมีเหตผุ ล ซึง่ เป็น การเปิดโอกาสให้เด็กได้คน้ พบและเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง ๗. การศึกษานอกสถานท่ี เปน็ การจัดกิจกรรมทศั นศึกษาท่ีใหเ้ ด็กไดเ้ รยี นรู้สภาพความเป็นจรงิ นอกห้องเรยี น จากแหล่งเรียนรู้ในสถานศกึ ษา หรอื แหล่งเรยี นร้ใู นชุมชน เชน่ ห้องสมดุ สวนสมนุ ไพร วัด
๕๘ ไปรษณยี ์ พพิ ธิ ภณั ฑ์ เพ่ือเป็นการเพ่ิมพนู ประสบการณ์แก่เด็ก โดยครูและเดก็ ร่วมกนั วางแผนศกึ ษาสิ่งท่ตี ้องการ เรยี นร้กู ารเดินทาง และสรุปผลการเรยี นร้ทู ีไ่ ดจ้ ากการไปศึกษานอกสถานที่ ๘. การเล่นบทบาทสมมติ เปน็ กิจกรรมที่ให้เด็กสมมตติ นเองเปน็ ตัวละคร และแสดงบทบาท ตา่ ง ๆ ตามเนือ้ เรื่องในนิทาน เร่ืองราวหรือสถานการณต์ า่ ง ๆ โดยใชค้ วามรสู้ ึกของเดก็ ในการแสดง เพ่ือใหเ้ ด็ก เข้าใจเร่ืองราว ความร้สู ึกและพฤตกิ รรมของตนเองและผู้อ่ืน ๆ ควรใช้สอื่ ประกอบการเลน่ สมมติ เช่น ห่นุ สวม ศรี ษะ ที่คาดศีรษะรูปคนและสัตว์ รปู แบบตา่ ง ๆ เครือ่ งแตง่ กาย และอปุ กรณข์ องจรงิ ชนดิ ตา่ ง ๆ ๙. การร้องเพลง ทองคาคลอ้ งจอง เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เดก็ ได้เรียนรเู้ ก่ียวกบั ภาษา จังหวะ และการแสดงท่าทางใหส้ มั พันธก์ ับเน้อื หาของเพลงหรือคาคลอ้ งจอง ครูหรือผสู้ อนควรเลอื กให้เหมาะกับวัยของเด็ก ๑๐. การเลน่ เกม เปน็ กจิ กรรมทนี่ าเกมการเรยี นรู้เพื่อฝึกทักษะการคิด การแก้ปัญหาและการ ทางานเปน็ กลุ่ม เกมทีน่ ามาเลน่ ไม่ควรเนน้ การแขง่ ขนั ๑๑. การแสดงละคร เป็นกิจกรรมทเ่ี ด็กจะไดเ้ รยี นรเู้ ก่ยี วกับการลาดับเรอ่ื งราว การเรยี งลาดับ เหตกุ ารณ์ หรือเร่ืองราวจากนิทาน การใช้ภาษาในการสือ่ สารของตัวละครเพ่ือใหเ้ ด็กได้เรียนรูแ้ ละทาความเข้าใจ บุคลกิ ลักษณะของตัวละครทเี่ ดก็ สวมบทบาท สือ่ ท่ใี ช้ เช่น ชดุ การแสดงทสี่ อดคล้องกับบทบาทที่ไดร้ บั บทสนทนา ท่ีเด็กใช้ฝกึ สนทนาประการแสดง ๑๒. การใชส้ ถานการณจ์ าลอง เปน็ กจิ กรรมทเี่ ดก็ ได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมอ่ื อยู่ใน สถานการณ์ทค่ี รูหรอื ผู้สอนกาหนด เพ่อื ใหเ้ ด็กได้ฝึการการแก้ปญั หา เชน่ น้าท่วมโรคระบาด พบคนแปลกหนา้ ขอ้ เสนอแนะ ๑. การจดั กจิ กรรมควรให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ใชป้ ระสารทสมั ผสั ท้งั หา้ และมโี อกาสคน้ พบ ด้วยตนเองให้มากที่สดุ ๒. ผูส้ อนควรยอมรับความคดิ เห็นทห่ี ลากหลายของเด็กและให้โอกาสเด็กไดฝ้ ึกคิดแสดง ความคิดเหน็ ฝกึ ต้ังคาถาม ๓. การจัดกิจกรรมอาจเชญิ วิทยากรมาใหค้ วามรเู้ พิ่มเตมิ เพ่ือช่วยให้เดก็ สนใจและสนุกสนานย่งิ ขึน้ ๔. ในขณะท่ีเด็กทากิจกรรม หรือหลงั จากทากจิ กรรมเสร็จแล้ว ผ้สู อนควรใช้คาถามปลายเปดิ ท่ี ชวนให้เด็กคดิ หลีกเลี่ยงการใช้คาถามท่มี ีคาตอบ “ใช่”“ไม่ใช่” หรอื มคี าตอบให้เด็กเลือกและผ้สู อนควรให้เวลาเด็ก คิดคาตอบ ๕. ชว่ งระยะเวลาท่ีจัดกจิ กรรมสามารถยืดหยุ่นได้ตามาความเหมาะสม โดยคานึงถึงความสนใจของ เดก็ และความเหมาะสมของกจิ กรรมนน้ั ๆ เชน่ กจิ กรรมการศึกษานอกสถานท่ี การประกอบอาหาร การปลกู พืช อาจใช้เวลานานกวา่ ท่ีกาหนดไว้ ๖. ควรสรปุ สิง่ ต่าง ๆ ทไี่ ด้เรยี นรใู้ หเ้ ด็กเขา้ ใจ ซึง่ ครหู รือผสู้ อน อาจใช้คาถาม เพลง คาคลอ้ งจอง เกมการเรียนรู้ แผนภูมิ แผนผังกราฟฟิก ฯลฯ เพื่อนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ๓.กิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ เปน็ กจิ กรรมที่มุง่ พฒั นากระบวนการคิด การรบั รเู้ ก่ียวกับความงาม และ สง่ เสรมิ กระตุ้นให้เดก็ แสดงออกทางอารมณ์ ความร้สู ึก ความคดิ ริเร่มิ สร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้กจิ กรรม ศิลปะหรอื กจิ กรรมอ่ืนที่เหมาะกบั พฒั นาการของเด็กแต่ละวัยและสอดคล้องกับจุดประสงค์
๕๙ จุดประสงค์ ๑. เพื่อพัฒนากล้ามเน้ือมือ และตาให้ประสานสัมพนั ธก์ ัน ๒. เพ่อื ใหเ้ กดิ ความเพลิดเพลิน ชน่ื ชมในสิง่ ที่สวยงาม ๓. เพ่ือสง่ เสริมการปรับตวั ในการทางานร่วมกบั ผูอ้ ่นื ๔.เพือ่ ส่งเสริมการแสดงออกและความมั่นใจในตนเอง ๕.เพ่อื ส่งเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรม และทักษะทางสังคม ๖.เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษา ๗.เพ่ือฝกึ ทักษะการสังเกต และการแกป้ ัญหา ๘.เพอ่ื สง่ เสริมความคิดริเริม่ สรา้ งสรรค์ และจินตนาการ ขอบขา่ ยการจดั กจิ กรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ การจัดกจิ กรรมสรา้ งสรรค์ประกอบด้วย ๑. การวาดภาพและระบายสี เช่น การวาดภาพด้วยสีเทยี น หรือสีไม้ การวาดภาพดว้ ยสนี า้ ๒. การเล่นกับสนี า้ เช่น การหยดสี การเทสี การเปา่ สี ละเลงสีดว้ ยนวิ้ มอื ๓. การพมิ พภ์ าพ เช่น การพิมพภ์ าพดว้ ยพชื การพิมพภ์ าพดว้ ยวัสดตุ ่าง ๆ ๔.การปัน้ เชน่ การป้นั ดนิ เหนียว การปัน้ แป้งปน้ั การปนั้ ดินนา้ มนั การป้นั แป้งขนมปงั ๕.การพับ ฉีก ตัด ปะ เชน่ การพับใบตอง การฉีกกระดาษเสน้ การตดั ภาพต่าง ๆ ๖.การปะติดวสั ดุ ๗.การประดิษฐ์ เช่น การประดิษฐเ์ ศษวัสดุ การร้อย การสาน สอ่ื กิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ ๑. การวาดภาพและระบายสี ๑.๑ สีเทียนแทง่ ใหญ่ สไี ม้ สชี อล์ก สนี า้ ๑.๒ พ่กู นั ขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ ๑๒) ๑.๓ กระดาษ ๑.๔ เสื้อคลุม หรอื ผา้ กันเป้ือน ๒. การเลน่ กับสี ๒.๑ การเป่าสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สนี า้ ๒.๒ การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พู่กนั สนี า้ ๒.๓ การพบั สี มี กระดาษ สีนา้ พ่กู ัน ๒.๔ การเทสี มี กระดาษ สีนา้ ๒.๕ การละเลงสี มี กระดาษ สีน้า แปง้ เปยี ก ๓. การพิมพภ์ าพ ๓.๑ แม่พมิ พ์ต่าง ๆ จากของจริง เช่น นิ้วมือ ใบไม้ ก้านกลว้ ย ๓.๒ แมพ่ มิ พจ์ ากวสั ดอุ ่นื ๆ เช่น เชอื ก เสน้ ด้าย ตรายาง ๓.๓ กระดาษ ผ้าเชด็ มือ สีโปสเตอร์ (สนี ้า สฝี ุ่น ฯลฯ) ๔. การปั้น เชน่ ดินนา้ มัน ดนิ เหนยี ว แปง้ โดว์ แผ่นรองป้นั แม่พิมพ์รปู ต่าง ๆ ไมน้ วดแป้ง
๖๐ ๕.การพับ ฉีก ตัดปะ เชน่ กระดาษ หรือวัสดอุ น่ื ๆ ท่จี ะใชพ้ บั ฉีก ตดั ปะ กรรไกรขนาดเลก็ ปลายมน กาวนา้ หรือแปง้ เปียก ผ้าเชด็ มอื ๖.การประดษิ ฐเ์ ศษวัสดุ เชน่ เศษวสั ดุต่าง ๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผา้ เศษไหม กาว กรรไกร สี ผา้ เช็ดมือ ๗.การร้อย เช่น ลูกปดั หลอดกาแฟ หลอดด้าย ๘.การสาน กระดาษ ใบตอง ใบมะพรา้ ว แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ๑. เตรียมจัดโตะ๊ และอปุ กรณใ์ ห้พรอ้ ม และเพียงพอก่อนทากิจกรรม โดยจัดไวห้ ลาย ๆกจิ กรรม และอยา่ งน้อย ๓-๔ กจิ กรรม เพือ่ ให้เด็กอิสระภาพในการเลือกทากิจกรรมทีส่ นใจ ๒. ควรสร้างขอ้ ตกลงในการทากิจกรรม เพ่อื ฝึกใหเ้ ด็กมีวินัยในการอยรู่ ว่ มกนั ๓. การจัดให้เดก็ ทากจิ กรรม ควรให้เด็กเลือกทากจิ กรรมอยา่ งมรี ะเบยี บ และทยอยเขา้ ทา กิจกรรม โดยจดั โต๊ะ ๕-๖ กจิ กรรม ๔. การเปลยี่ นและหมนุ เวยี นทากิจกรรม ต้องสรา้ งขอ้ ตกลงกบั เด็กใหช้ ดั เจน เชน่ หากกิจกรรม ใดมเี พื่อนครบจานวนทก่ี าหนดแลว้ ให้คอยจนกว่าจะมที วี่ ่าง หรอื ให้ทากิจกรรมอนื่ ก่อน ๕. กิจกรรมใดเปน็ กิจกรรมใหม่ หรือการใช้วสั ดุ อุปกรณ์ใหม่ ครูจะต้องอธิบายวิธกี ารทา วิธีการใช้ วิธกี ารทาความสะอาด และการเกบ็ ของเข้าท่ี ๖. เม่ือทางานเสรจ็ หรอื หมดเวลา ควรเตอื นใหเ้ ดก็ เกบ็ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้เข้าท่ี และช่วยกันดแู ลห้องให้สะอาด ขอ้ เสนอแนะ ๑. ควรจดั กจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์ให้เด็กทกุ วนั วนั ละ ๓-๕ กิจกรรม และใหเ้ ด็กเลอื กทา อย่างน้อย ๑-๒ กิจกรรม ตามความสนใจ ควรเน้นกระบวนการทางศิลปะของเด็กและไมเ่ นน้ ให้ทาเหมือนกันท้ัง หอ้ ง ๒. การจดั เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ ควรพยายามหาวสั ดทุ ้องถน่ิ มาใชก้ อ่ นเป็นอันดับแรก ๓. ก่อนให้เด็กทากิจกรรม ต้องอธิบายวิธใี ช้วสั ดทุ ่ถี กู ต้องใหเ้ ด็กทราบ พร้อมทั้งสาธติ ให้ดูจนเข้าใจ เชน่ การใชพ้ กู่ นั หรือกาว จะตอ้ งปาดพู่กนั หรือกาวนนั้ กบั ขอบภาชนะท่ีใส่ เพื่อไมใ่ หก้ าวหรือสีไหลเลอะเทอะ ๔. ควรให้เดก็ ทากจิ กรรมอิสระ หรือกลมุ่ ย่อย เพ่ือฝกึ การวางแผน และการทางานร่วมกนั กับผ้อู ่ืน ๕. ควรแสดงความสนใจ และช่ืนชมผลงานของเด็กทุกคน และน้าผลงานของเด็กทกุ คน หมุนเวียนจดั แสดงทีป่ ้ายนิเทศ ๖. หากพบว่าเด็กสนใจทากจิ กรรมเดยี วทุกครั้ง ควรชกั ชวนให้เด็กเปลีย่ นทากิจกรรมอื่นบ้าง เพราะกจิ กรรมสร้างสรรคแ์ ต่ละประเภทพฒั นาเดก็ แตล่ ะด้านแตกต่างกัน และเม่อื เด็กทาตามท่ีแนะนาได้ ควรให้แรง เสรมิ ทางบวกทุกคร้ัง ๗. เมอ่ื เด็กทางานเสรจ็ ควรให้เล่าเร่ืองเก่ยี วกบั สิ่งทที่ าหรือภาพที่วาด โดยครูหรอื ผู้สอนบันทึก เรอ่ื งราวท่ีเด็กเล่า และวนั ที่ทท่ี า เพื่อให้ทราบความก้าวหนา้ และระดบั พัฒนาการของเดก็ โดยเขียนดว้ ยตัวบรรจง และให้เด็กเหน็ ลลี ามอื ในการเขียนท่ีถูกตอ้ ง
๖๑ ๘. เก็บผลงานช้นิ ท่ีแสดงความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลเพอ่ื เป็นขอ้ มลู สังเกตพัฒนาการ ของเด็ก ๔. กิจกรรมการเล่นตามมุม กิจกรรมการเลน่ ตามมุม เปน็ กจิ กรรมท่เี ปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมมุ เลน่ หรอื มุม ประสบการณ์ หรือกาหนดเป็นพืน้ ฐานท่ีจดั ไวใ้ นห้องเรยี น ซ่ึงพื้นทห่ี รือมุมตา่ ง ๆ เหล่าน้ีเดก็ มีโอกาสเลือกเล่นได้ อยา่ งเสรตี ามความสนใจและความต้องการของเด็ก ท้งั เป็นรายบุคคลและเป็นกล่มุ ย่อย เด็กอาจจะเลือกทากจิ กรรม ครจู ดั เสริมข้นึ เชน่ เกมการศกึ ษา เครื่องเล่นสัมผัส โดยจัดให้สอดคล้องกับจดุ ประสงค์ ดงั น้ี จุดประสงค์ ๑. เพื่อส่งเสรมิ พฒั นาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเลก็ และการประสาน สัมพนั ธร์ ะหว่างมือกับตา ๒. เพื่อสง่ เสรมิ ใหร้ จู้ กั ปรบั ตัวอยู่ร่วมกบั ผู้อื่น มวี นิ ยั เชงิ บวก รู้จกั การรอคอย เอ้ือเฟ้ือ เผื่อแผ่ และให้อภัย ๓. เพอ่ื ส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ครู และสิ่งแวดลอ้ ม ๔. เพ่ือส่งเสรมิ พัฒนาการทางดา้ นภาษา ๕. เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ นสิ ัยรักการอา่ น ๖. เพอ่ื สง่ เสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสารวจ การสงั เกต และการทดลอง ๗. เพอื่ ส่งเสริมใหเ้ ด็กพัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์และจนิ ตนาการ ๘. เพอ่ื สง่ เสรมิ ให้เด็กฝึกแก้ปัญหา การคดิ อย่างมเี หตุผลเหมาะสมกับวยั ๙. เพื่อส่งเสริมให้เด็กฝึกคิด วางแผน และตัดสนิ ใจในการทากิจกรรม ๑๐. เพอ่ื ส่งเสริมใหเ้ ด็กมีทกั ษะพน้ื ฐานทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณิตศาสตร์ ๑๑. เพื่อฝกึ การทางานร่วมกัน ความรบั ผิดชอบ และระเบียบวนิ ัย ขอบข่ายของการจดั กจิ กรรมการเล่นตามมมุ ๑. เปดิ โอกาสใหเ้ ด็กเลือกทากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และเล่นตามมุมในชว่ งเวลาเดยี วกัน อยา่ งอิสระ ๒. การจดั มุมเล่นหรือมมุ ประสบการณ์ ควรจดั อย่างน้อย ๓-๕ มุม ดงั ตัวอยา่ งมุมเล่นหรอื มุมประสบการณ์ ดังนี้ ๒.๑ มมุ บลอ็ ก เปน็ มมุ ที่สง่ เสริมให้เดก็ เรยี นรูเ้ กีย่ วกบั มติ ิสัมพันธ์ผ่านการสร้าง ๒.๒ มุมหนงั สือ เป็นมมุ ทเี่ ด็กเรียนรเู้ ก่ียวกับภาษา การการฟัง การพดู การเล่าเร่ือง หรือการยืม – คนื หนังสือ ๒.๓ มุมวิทยาศาสตร์หรอื มุมธรรมชาติศกึ ษา เป็นมุมทเี่ ดก็ ได้เรยี นรู้ธรรมชาตริ อบตวั เช่น ผ่านการเลน่ ทดลองอย่างงา่ ย ๒.๔ มุมเคร่อื งเลน่ สัมผสั เปน็ มมุ ทีเ่ ด็กจะได้ฝึกการประสานสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมือกับตา การสรา้ งสรรค์ เช่น การรอ้ ย การสาน การต่อเข้า การถอดออก ฯลฯ ๒.๕ มุมบทบาทสมมติ เป็นมุมทเี่ ด็กได้เรยี นรเู้ กีย่ วกับบทบาทของแตล่ ะอาชีพ หรอื แต่ละ หนา้ ทเี่ ดก็ ๆ เลียนแบบบทบาท
๖๒ สือ่ กจิ กรรมการเลน่ ตามมมุ ๑. มมุ บทบาทสมมติ อาจจัดเป็นมมุ เลน่ ตา่ ง ๆ เชน่ ๑.๑ มมุ บ้าน ๑) ของเล่นเคร่ืองใช้ในครัวขนาดเล็ก หรอื ของจาลอง เชน่ เตา กะทะ ครก กานา้ เขียง มีดพลาสตกิ หมอ้ จาน ช้อน ถ้วยชาม กะละมัง ๒) เครื่องเลน่ ตุ๊กตา เตยี ง เปลเด็ก ตุก๊ ตา ๓) เคร่อื งแตง่ บ้านจาลอง เชน่ ชุดรับแขก โต๊ะเคร่ืองแปง้ หมอนองิ หวี ตลบั แปง้ กระจกขนาดเหน็ เต็มตวั ๔) เครอ่ื งแตง่ กายบุคคลอาชีพตา่ ง ๆ ทีใ่ ช้แลว้ เช่น ชุดเครื่องแบบทหาร ตารวจ ชุดเส้ือผ้าผู้ใหญช่ ายและหญิง รองเท้า กระเป๋าถือที่ไมใ่ ช้แลว้ ๕) โทรศพั ท์ เตารีดจาลอง ท่รี ดี ผา้ จาลอง ๖) ภาพถา่ ยและรายการอาหาร ๑.๒ มุมหมอ ๑) เครือ่ งเลน่ จาลองแบบเคร่ืองมือแพทย์และอุปกรณ์การรักษาผ้ปู ว่ ย เช่น หูฟงั เสอ้ื คลมุ หมอ ๒) อปุ กรณส์ าหรับเลียบแบบการบันทกึ ข้อมลู ผู้ป่วย เช่น กระดาษ ดนิ สอ ฯลฯ ๓) เคร่ืองช่ังน้าหนัก วดั ส่วนสงู ๑.๓ มุมร้านค้า ๑) กล่องและขวดผลิตภณั ฑ์ต่าง ๆทใี่ ชแ้ ล้ว ๒) ผลไม้จาลอง ผักจาลอง ๓) อปุ กรณ์ประกอบการเล่น เชน่ เคร่ืองคิดเลข ลกู คดิ ธนบัตรจาลอง ฯลฯ ๔) ปา้ ยช่อื รา้ น ๕) ป้ายชื่อผลไม้ ผักจาลอง ๒. มุมบลอ็ ก ๒.๑ ไม้บลอ็ กหรอื แท่งไม้ท่ีมีขนาดและรปู รา่ งต่าง ๆ กัน เชน่ บลอ็ กตนั บลอ็ กโตะ๊ จานวนตั้งแต่ ๑๐๐ ช้นิ ขึ้นไป ๒.๒ ของเลน่ จาลอง เชน่ รถยนต์ เคร่อื งบนิ รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้ ๒.๓ ภาพถา่ ยตา่ ง ๆ ๒.๔ ท่จี ัดเก็บไมบ้ ล็อกหรือแท่งไม้อาจเป็นชัน้ ลังไมห้ รือพลาสติก แยกตาม รูปทรง ขนาด ๓. มมุ หนังสือ ๓.๑ หนังสอื ภาพนทิ าน หนังสือภาพทม่ี ีคาและประโยคสน้ั ๆ พรอ้ มภาพ ๓.๒ ชนั้ หรือท่วี างหนังสอื
๖๓ ๓.๓ อุปกรณต์ ่าง ๆ ที่ใชใ้ นการสรา้ งบรรยากาศการอ่าน เช่น เส่ือ พรม หมอน ๓.๔ สมดุ เซ็นหนังสือกลับบา้ น ๓.๕ อปุ กรณ์การเขียน ๓.๖ อุปกรณเ์ สริม เช่น เครอื่ งเสียง แผ่นนทิ าน พร้อมหนังสือนทิ าน หฟู งั ๔. มุมวิทยาศาสตร์ หรือมุมธรรมชาติศกึ ษา ๔.๑ วัดสุต่าง ๆ จากธรรมชาติ เชน่ เมล็ดต่าง ๆ เปลอื กหอย ดนิ หิน แร่ ฯลฯ ๔.๒ เครอื่ งมือเครอ่ื งใชใ้ นการสารวจ สงั เกต ทดลอง เชน่ แวน่ ขยาย แมเ่ หล็ก เขม็ ทิศ เคร่ืองช่งั แนวการจัดกิจกรรมการเล่นตามมุม ๑. แนะนามุมเลน่ ใหม่ เสนอแนะวธิ ใี ช้ การเล่นของเล่นบางชนิด ๒. เด็กและครูรว่ มกนั สร้างข้อตกลงเกยี่ วกบั การเล่น ๓. ครูเปิดโอกาสให้เด็กคิด วางแผน ตดั สนิ ใจ เลอื กเล่นอยา่ งอิสระ เลือกทากิจกรรมท่ี จดั ขนึ้ ตามความสนใจของเด็กแตล่ ะคน ๔. ขณะเด็กเลน่ /ทางาน ครูอาจชแี้ นะ หรอื มีสว่ นรว่ มในการเลน่ กบั เด็กได้ ๕. เด็กตอ้ งการความช่วยเหลือและคอยสงั เกตพฤติกรรมการเลน่ ของเด็กพร้อมท้งั จด บันทกึ พฤติกรรมทน่ี ่าสนใจ ๖. เตอื นให้เด็กทราบล่วงหนา้ ก่อนหมดเวลาเลน่ ประมาณ ๓-๕ นาที ๗. ให้เดก็ เกบ็ ของเล่นเข้าทใ่ี ห้เรยี บรอ้ ยทกุ ครัง้ เม่ือเสรจ็ สนิ้ กจิ กรรม ขอ้ เสนอแนะ ๑. ขณะเดก็ เล่น ครูต้องสงั เกตความสนใจในการเล่นของเด็ก หากพบวา่ มุมใด เด็กส่วนใหญ่ไมส่ นใจทจี่ ะเลน่ ควรเปลีย่ นหรอื จดั สื่อในมมุ เล่นใหม่ เชน่ มุมบ้าน อาจดัดแปลงหรอื เพ่ิมเติม เตมิ เปลยี่ นเป็น มุมร้านค้า มุมเสรมิ สวย มุมหมอ ฯลฯ ๒. หากมมุ ใดมจี านวนเด็กในมุมมากเกินไปควรเปิดโอกาสใหเ้ ด็กเลือกเล่นมมุ ใหม่ ๓. หากเด็กเลือกมุมเลน่ มุมเดยี วเป็นระยะเวลานาน ควรชกั ชวนให้เด็กเลือกมมุ อืน่ ๆ ดว้ ยเพ่ือใหเ้ ด็กมปี ระสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อให้เด็กเกิดการเรยี นรูท้ หี่ ลากหลาย ๕. กจิ กรรมการเลน่ กลางแจง้ กิจกรรมการเลน่ กลางแจง้ เป็นกิจกรรมทจี่ ดั ใหเ้ ด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพ่ือเคลื่อนไหว ร่างกายออกกาลงั และแสดงออกอยา่ งอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเดก็ แตล่ ะคนเป็นหลกั โดยจดั ใหส้ อดคล้องกับจุดประสงค์ ดงั น้ี จดุ ประสงค์ ๑. เพื่อพฒั นากล้ามเน้อื ใหญ่ กล้ามเนอื้ เล็ก และการประสานสมั พนั ธข์ องอวัยวะตา่ ง ๆ ๒. เพือ่ สง่ เสริมให้มีรา่ งกายแข็งแรง สขุ ภาพดี ๓. เพ่อื สง่ เสริมให้เกิดความสนุกสนาน ผอ่ นคลายความเครยี ด ๔. เพอ่ื ปรับตัว เล่นและทางานร่วมกบั ผู้อ่นื
๖๔ ๕. เพ่อื เรียนรู้การระมัด รักษาความปลอดภยั ทัง้ ของตนเองและผอู้ น่ื ๖. เพือ่ ฝึกการตัดสินใจ และแกป้ ัญหาด้วยตนเอง ๗. เพื่อสง่ เสริมใหม้ ีความอยากรู้อยากเห็นสิง่ ต่าง ๆ ท่แี วดล้อมรอบตวั ๘. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรตู้ ่าง ๆ เชน่ การสงั เกต การเปรียบเทยี บ การจาแนก ฯลฯ ขอบข่ายของกจิ กรรมการเล่นกลางแจ้ง ลักษณะกิจกรรมการเล่นกลางแจ้งทค่ี รูควรจดั ให้เดก็ ได้เลน่ ไดแ้ ก่ ๑. การเล่นเครอ่ื งเล่นสนาม ๑) เครือ่ งเลน่ สนามสาหรับป่าย หรือตาข่ายสาหรับปีนเลน่ ๒) เครื่องเล่นสาหรบั โยกหรือไกว เชน่ มา้ ไม้ ชิงช้า มา้ นงั่ โยก ไม้กระดก ๓) เครื่องเลน่ สาหรับหมุน เช่น ม้าหมนุ พวงมาลัยสาหรับหมุนเลน่ ๔) ราวโหนขนาดเล็กสาหรบั เด็ก ๕) ต้นไมส้ าหรบั เดนิ ทรงตัว หรอื ไม้กระดานแผน่ เดียว ๖) เครอ่ื งเล่นประเภทล้อเลื่อน เชน่ รถสามลอ้ รถลากจูง ๒. การเล่นทราย ทรายเปน็ ส่งิ ท่ีเด็ก ๆ ขอบเลน่ ท้งั ทรายแห้ง ทรายเปยี ก นามาก่อเป็นรูปตา่ ง ๆ ได้ และสามารถนาวัสดอุ ืน่ มาประกอบการเล่นตกแต่งได้ เชน่ กงิ่ ไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ขนม ทตี่ ักทราย ปกติบ่อทรายจะอย่กู ลางแจ้ง โดยอาจจัดใหอ้ ยู่ใต้รม่ เงาของต้นไมห้ รือสร้างหลังคาทาขอบ กั้น เพื่อมใิ ห้ทรายกระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมน้าให้ช้นื เพอื่ เด็กจะได้ก่อเลน่ นอกจากนี้ ควรมีวธิ กี ารปดิ กั้นมิ ใหส้ ตั ว์เล้ยี งลงไปทาความสกปรกในบ่อทรายได้ ๓. การเล่นนา้ เดก็ ทัว่ ไปชอบเลน่ นา้ มาก การเลน่ นา้ นอกจากสรา้ งความพอใจและคลายความเครียดให้ เด็กแลว้ ยังทาให้เดก็ เกดิ การเรียนรูอ้ ีกด้วย เช่น ทกั ษะการสังเกต จาแนกเปรียบเทียบปริมาตร อุปกรณ์ที่ใสน่ า้ อาจเป็นถงั ท่สี รา้ งข้นึ โดยเฉพาะหรืออา่ งนา้ วา่ งบนขาตัง้ ที่มั่นคง ความสูง พอทีเ่ ดก็ จะยืนได้พอดี และควรมีผา้ พลาสติกกนั เสื้อผา้ เปยี กใหเ้ ดก็ ใชค้ ลุมระหวา่ งเลน่ ๔. การเล่นสมมตใิ นบ้านต๊กุ ตาหรอื บา้ นจาลอง บา้ นจาลองสาหรบใหเ้ ด็กเลน่ จาลองแบบจากบ้านจรงิ ๆ อาจทาด้วยเศษวัสดุประเภท ผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงทไี่ ม่ใชแ้ ลว้ เชน่ หมอ้ เตา ชาม อา่ ง เตารีด เครื่องครวั ต๊กุ ตาสมมติเปน็ บุคคลใน ครอบครวั เส้อื ผ้าผ้ใู หญ่ที่ไม่ใช้แลว้ สาหรบั ผลดั เปล่ียน มีการตกแต่งบริเวณใกล้เคียงใหเ้ หมอื นบ้านจริง ๆ บางครั้ง อาจจัดเปน็ ร้านขายของ สถานทีท่ าการตา่ ง ๆ เพ่ือใหเ้ ด็กเลน่ สมมติตามจินตนาการของเด็กเอง ๕. การเล่นในมมุ ช่างไม้ เด็กต้องการออกแรงเคาะ ตอก กจิ กรรมการเลน่ ในมมุ ช่างไม้นจ้ี ะช่วยในการพัฒนา กล้ามเนอื้ ให้แข็งแรง ชว่ ยฝกึ การใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหวา่ งมือกบั ตา นอกจากนีย้ งั ฝึกให้รักงานและ สง่ เสรมิ ความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย
๖๕ ๖. การเลน่ เกมการละเลน่ กิจกรรมการละเล่นเกมการละเลน่ ทจี่ ัดใหเ้ ด็กเล่น เช่น เกมการละเลน่ ของไทย เกมการละเลน่ ของท้องถ่นิ เชน่ มอญซ่อนผ้า รรี ีข้าวสาร แมง่ ู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่าน้ี ตอ้ งใชบ้ ริเวณท่ี กว้าง การเลน่ อาจเลน่ เปน็ กลุ่มเลก็ /กลุม่ ใหญ่ก็ได้ ก่อนเล่นครูอธบิ ายกติกาและสาธติ ให้เด็กเขา้ ใจ ไมค่ วรนาเกม การละเลน่ ที่มีกติกายุ่งยากและเน้นการแขง่ ขันแพช้ นะ มาจัดกจิ กรรมให้กบั เด็กวยั นี้ เพราะเด็กจะเกิดความเครยี ด และสรา้ งความรสู้ ึกท่ไี ม่ดีต่อตนเอง สอื่ กจิ กรรมกลางแจ้ง ๑. การเล่นเครอื่ งเล่นสนาม เครอ่ื งเลน่ สนาม หมายถงึ เคร่ืองเลน่ ที่เด็กอาจปีนปา่ ย หมุน ซง่ึ ทาออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ๑.๑ เครือ่ งเล่นสนามสาหรบั ปนี ป่าย หรือตาขา่ ยสาหรับปีนเลน่ ๑.๒ เคร่อื งเล่นสาหรับโยกหรือไกว เช่น มา้ ไม้ ชิงช้า ม้านัง่ โยก ไมก้ ระดก ๑.๓ เครือ่ งเลน่ สาหรับหมุน เช่น มา้ หมนุ พวงมาลยั สาหรับหมนุ เล่น ๑.๔ ราวโหนขนาดเล็กสาหรบั เดก็ ๑.๕ ต้นไม้สาหรบั เดนิ ทรงตัว หรือไม้กระดานแผ่นเดียว ๑.๖ เครอ่ื งเล่นประเภทล้อเลือ่ น เชน่ รถสามล้อ รถลากจูง ๒. การเลน่ ทราย ทรายเปน็ สิง่ ท่ีเด็ก ๆ ขอบเลน่ ท้งั ทรายแหง้ ทรายเปียก นามาก่อเปน็ รปู ตา่ ง ๆ ได้ และสามารถนาวสั ดอุ ่นื มาประกอบการเลน่ ตกแตง่ ได้ เช่น กงิ่ ไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพข์ นม ทีต่ ักทราย ปกตบิ อ่ ทรายจะอย่กู ลางแจง้ โดยอาจจัดใหอ้ ยใู่ ตร้ ่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคาทาขอบ กน้ั เพื่อมใิ ห้ทรายกระจดั กระจาย บางโอกาสอาจพรมน้าให้ชนื้ เพือ่ เด็กจะได้ก่อเลน่ นอกจากนี้ ควรมวี ิธีการปิดกั้นมิ ให้สตั ว์เลยี้ งลงไปทาความสกปรกในบอ่ ทรายได้ ๓. การเลน่ น้า เด็กท่ัวไปชอบเล่นน้ามาก การเลน่ นา้ นอกจากสรา้ งความพอใจและคลายความเครยี ดให้ เด็กแลว้ ยังทาใหเ้ ดก็ เกิดการเรียนรอู้ กี ดว้ ย เชน่ ทกั ษะการสังเกต จาแนกเปรียบเทียบปริมาตร อปุ กรณ์ทใ่ี ส่น้าอาจเปน็ ถังทส่ี รา้ งข้นึ โดยเฉพาะหรืออา่ งน้าว่างบนขาตง้ั ท่มี น่ั คง ความสงู พอทเ่ี ดก็ จะยืนได้พอดี และควรมผี า้ พลาสตกิ กันเส้ือผ้าเปียกให้เด็กใช้คลุมระหว่างเล่น ๔. การเล่นสมมตใิ นบ้านต๊กุ ตาหรอื บา้ นจาลอง บ้านจาลองสาหรบใหเ้ ด็กเล่น จาลองแบบจากบ้านจรงิ ๆ อาจทาด้วยเศษวัสดุประเภท ผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงทีไ่ ม่ใชแ้ ลว้ เช่น หมอ้ เตา ชาม อ่าง เตารดี เคร่ืองครัว ต๊กุ ตาสมมตเิ ปน็ บคุ คลใน ครอบครัว เสอ้ื ผ้าผู้ใหญ่ท่ไี ม่ใชแ้ ลว้ สาหรบั ผลดั เปล่ียน มีการตกแตง่ บรเิ วณใกล้เคยี งให้เหมอื นบา้ นจรงิ ๆ บางคร้ัง อาจจัดเป็นร้านขายของ สถานทท่ี าการตา่ ง ๆ เพ่ือให้เด็กเลน่ สมมติตามจินตนาการของเด็กเอง ๕. การเลน่ ในมุมชา่ งไม้ เด็กตอ้ งการออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเลน่ ในมุมช่างไมน้ ี้จะช่วยในการพัฒนา
๖๖ กล้ามเนอ้ื ใหแ้ ข็งแรง ชว่ ยฝกึ การใช้มือและการประสานสมั พันธร์ ะหว่างมือกับตา นอกจากนีย้ ังฝึกให้รักงานและ ส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์อีกด้วย ๖. การเลน่ เกมการละเลน่ กจิ กรรมการละเลน่ เกมการละเลน่ ที่จดั ให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเลน่ ของไทย เกมการละเลน่ ของท้องถนิ่ เช่น มอญซ่อนผ้า รรี ีขา้ วสาร แมง่ ู โพงพาง ฯลฯ การละเลน่ เหลา่ น้ี ตอ้ งใชบ้ รเิ วณที่ กว้าง การเลน่ อาจเลน่ เป็นกลมุ่ เลก็ /กลุ่มใหญ่ก็ได้ กอ่ นเล่นครอู ธิบายกติกาและสาธติ ให้เดก็ เขา้ ใจ ไม่ควรนาเกม การละเล่นทีม่ ีกติกายงุ่ ยากและเนน้ การแข่งขันแพช้ นะ มาจดั กิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้ เพราะเด็กจะเกิดความเครียด และสรา้ งความรสู้ ึกทไี่ มด่ ีต่อตนเอง แนวการจัดกจิ กรรม ๑. เดก็ และครูรว่ มกันสร้างข้อตกลง ๒. จัดเตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณป์ ระกอบการเลน่ ใหพ้ ร้อม ๓. สาธิตการเล่นเครอื่ งเลน่ สนามบางชนดิ ๔. ให้เด็กเลือกเล่นอิสระตามความสนใจและใหเ้ วลาเลน่ นานพอสมควร ๕. ครูควรจดั กจิ กรรมให้เหมาะสมกบั วัย (ไม่ควรจดั กจิ กรรมพลศึกษา) เช่น การเลน่ นา้ เล่นทราย เลน่ บา้ นต๊กุ ตา เล่นในมุมช่างไม้ เลน่ บลอ็ กกลวง เครอื่ งเล่นสนาม เกมการละเล่น ๖. ขณะเดก็ เล่นครูต้องคอยดูแลความปลอดภยั และสงั เกตพฤติกรรมการเล่น การอยู่ร่วมกันกบั เพอ่ื นของเด็กอย่างใกลช้ ดิ ๗. เมือ่ หมดเวลาควรให้เด็กเก็บของใชห้ รอื ของเลน่ ให้เรียบร้อย ๘. ให้เดก็ ทาความสะอาดรา่ งกายและดแู ลเคร่ืองแต่งกายให้เรียบร้อยหลงั เลน่ ขอ้ เสนอแนะ ๑. หมัน่ ตรวจตราเคร่ืองเลน่ สนามและอปุ กรณ์ประกอบให้อยูใ่ นสภาพทปี่ ลอดภัยและใช้การได้ดี อยู่เสมอ ๒. ให้โอกาสเด็กเลือกเล่นกลางแจง้ อย่างอสิ ระทุกวัน อย่างน้อยวนั ละ ๓๐ นาที ๓. ขณะเดก็ เลน่ กลางแจง้ ครูต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชดิ เพ่ือระมัดระวังความปลอดภยั ในการเล่น หากพบว่าเดก็ แสดงอาการเหนอื่ ย ออ่ นลา้ ควรใหห้ ยดุ พัก ๔. ไม่ควรนากจิ กรรมพลศึกษาสาหรับเด็กระดบั ประถมศึกษามาใชส้ อนกบั เด็กระดบั ปฐมวัยเพราะ ยังไมเ่ หมาะสมกับวัย ๕. หลงั จากเลิกกจิ กรรมกลางแจ้ง ควรใหเ้ ดก็ ได้พักผ่อนหรือน่ังพกั ไม่ควรใหเ้ ด็กรบั ประทาน อาหารกลางวนั หรือดื่มนมทนั ที เพราะอาจทาให้เด็กอาเจยี น เกดิ อาการจกุ แนน่ ได้ ๕. เกมการศกึ ษา เกมการศึกษา ( Didactic Games ) เปน็ ทช่ี ว่ ยพฒั นาสติปญั ญาช่วยสง่ เสรมิ ใหเ้ ด็กเกิดการเรยี นรู้ เป็นพนื้ ฐานการศึกษา มกี ฎเกณฑ์กตกิ างา่ ย ๆ เดก็ สามารถเล่นคนเดยี วหรอื เลน่ เป็นกล่มุ ได้ ชว่ ยให้เด็กรจู้ กั สงั เกต คดิ หาเหตุผลและเกิดความคดิ รวบยอด เกยี่ วกบั สี รูปรา่ ง จานวน ประเภท และความสมั พนั ธ์เก่ียวกับพ้ืนที่ ระยะ เกมการศึกษาท่เี หมาะสมจะช่วยฝกึ ทักษะความพร้อมทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ สงั คมและสตปิ ัญญาสาหรับเด็กวยั ๓-๖ ปี มีจดุ ประสงค์ ดังนี้
๖๗ จุดประสงค์ ๑. เพื่อฝึกทกั ษะการสังเกต จาแนกและเปรยี บเทียบ ๒. เพือ่ ฝึกทกั ษะการแยกประเภท การจัดหมวดหมู่ ๓. เพอ่ื ส่งเสริมการคิดหาเหตุผล และตดั สินใจแกป้ ัญหา ๔. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกดิ ความคิดรวบยอดเกี่ยวกบั สงิ่ ท่ไี ด้เรยี นรู้ ๕. เพื่อส่งเสริมการประสานสัมพันธร์ ะหวา่ งมอื กบั ตา ๖. เพ่ือปลูกฝงั คุณธรรมและจรยิ ธรรมต่าง ๆ เชน่ ความรับผิดชอบ ความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ ประเภทเกมการศกึ ษา ๑. เกมจบั คู่ เช่น จับคู่ภาพเหมือน จบั ภาพกบั เงา จับคูภาพกับโครงรา่ ง จับคู่ภาพทีซ่ ่อน อยูใ่ นภาพหลัก จับค่ภู าพท่ีมีความสมั พันธ์กัน จับคภู่ าพสัมพนั ธแ์ บบตรงกนั ข้าม จับคู่ภาพทสี่ มมาตร จบั คู่ภาพ แบบอนุกรม ฯลฯ ๒. เกมต่อภาพใหส้ มบูรณ(์ jigsaws)หรอื ภาพตัดต่อ ๓. เกมวางภาพต่อปลาย(โดมิโน) ๔. เกมเรยี งลาดับ ๕. เกมการจัดหมวดหมู่ ๖. เกมการศกึ ษารายละเอียดของภาพ(ลอตโต) ๗. เกมจบั คู่แบบตารางสัมพันธ์(เมตริกเกม) ๘. เกมพ้นื ฐานการบวก ๙. เกมหาความสัมพันธต์ ามลาดับท่กี าหนด สอ่ื เกมการศกึ ษา ๑. เกมจับคู่ เพื่อใหเ้ ดก็ ไดฝ้ กึ สังเกตสง่ิ ท่เี หมือนกนั หรือต่างกันซึ่งอาจเป็นการเปรยี บเทียบส่ิงตา่ ง ๆแลว้ จดั เป็นคู่ ๆ ตามจุดมุ่งหมายของเกมแต่ละชุด เกมประเภทจบั คนู่ ี้ สามารถแบ่งได้หลายแบบดังน้ี ๑.๑ เกมจบั ค่ภู าพที่เหมอื นกันหรอื จับคสู่ งิ่ ของเดยี วกนั ๑.๒ เกมจบั คู่ภาพส่ิงที่มคี วามสมั พันธก์ ัน ๑.๓ เกมจับคภู่ าพชนิ้ ส่วนท่ีหายไป ๑.๔ เกมจับคู่ภาพท่สี มมาตรกัน ๑.๕ เกมจบั ค่ภู าพทสี่ มั พันธ์กันแบบอปุ มาอปุ ไมย ๑.๖ เกมจบั คูภ่ าพแบบอนุกรม สอ่ื เกมการศึกษา ๒. เกมภาพตัดต่อ ๒.๑ ภาพตดั ตอ่ ที่สมั พนั ธ์กับหน่วยการเรียนตา่ ง ๆ เชน่ ผลไม้ ผกั ๒.๒ ภาพตัดตอ่ แบบมติ ิสัมพันธ์ ๓. เกมจัดหมวดหมู่ ๓.๑ ภาพสง่ิ ตา่ ง ๆท่ีนามามาจดั เปน็ พวก ๆ
๖๘ ๓.๒ ภาพเกยี่ วกบั ประเภทของใชใ้ นชีวติ ประจาวัน ๓.๓ ภาพจดั หมวดหมู่ตามรปู ร่าง สี ขนาด รปู ทรงเรขาคณิต ๔ เกมภาพตัดตอ่ ๔.๑ โดมิโนภาพเหมอื น ๔.๒ โดมโิ นสมั พนั ธ์ ๕. เกมเรยี งลาดบั ๕.๑ เรียงลาดบั ภาพเหตุการณต์ ่อเนื่อง ๕.๒ เรียงลาดบั ขนาด ๖. เกมการศึกษารายละเอยี ดของภาพ ๗. เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์(เมตริกเกม) ๘. เกมพน้ื ฐานการบวก แนวการจดั กิจกรรมเกมการศกึ ษา ๑. แนะนากจิ กรรมใหม่ ๒. สาธติ /อธบิ าย วิธกี ารเลน่ เกมอยา่ งเป็นขนั้ ตอนตามประเภทของเกม ๓. ใหเ้ ดก็ หมนุ เวยี นเข้าเล่นเปน็ กลุม่ หรอื รายบุคคล ๔. ขณะท่ีเด็กเลน่ เกม ครเู ปน็ เพียงผู้แนะนา ๕. เมอ่ื เด็กเลน่ เลน่ เกมแตล่ ะชุดแตล่ ะชุดเสรจ็ เรียบร้อย ควรให้เดก็ ตรวจสอบความถกู ต้อง ดว้ ยตนเอง หรอื รว่ มกันตรวจกบั เพ่ือน หรือครเู ปน็ ผชู้ ว่ ยตรวจ ๖. ให้เด็กนาเกมทแ่ี ล่นแลว้ เกบ็ ไปใส่กล่อง เข้าท่ใี หเ้ รียบร้อยทกุ ครงั้ ก่อนเลน่ เกมชุดอ่ืน ขอ้ เสนอแนะ ๑. การจดั ประสบการณ์เกมการศึกษาในระยะแรก ควรเรม่ิ สอนโดยใช้ของจรงิ เช่น การจับคู่ กระป๋องแปง้ ท่ีเหมือนกนั หรือการเรยี บลาดับกระป๋องแปง้ ตามลาดบั สงู -ตา่ ๒. การเลน่ เกมในแต่ละวัน อาจจดั ให้เล่นทง้ั เกมชุดใหมแ่ ละเกมชดุ เกา่ ๓. ครอู าจให้เด็กหมนุ เวียนเข้าเลน่ เกมกับครูทีละกลุ่ม หรอื สอนทัง้ ชั้นตามความเหมาะสม ๔. ครอู าจใหเ้ ด็กท่เี ล่นได้แล้ว มาชว่ ยแนะนากติกาการเลน่ ในบางโอกาสได้ ๕. การเลน่ เกมการศึกษา นอกจากใช้เวลาในชว่ งกจิ กรรมเกมการศกึ ษาตามตารางกิจกรรม ประจาวันแลว้ อาจใหเ้ ด็กเลือกเลน่ อิสระในช่วงเวลากจิ กรรมการเล่นตามมุมได้ ๖. การเกบ็ เกมทีเ่ ลน่ แล้ว อาจเก็บใสก่ ลอ่ งเล็ก ๆ หรอื ใส่ถุงพลาสตกิ หรอื ใช้ยางรดั แยกแต่ละเกม แล้วจดั ใสก่ ลอ่ งใหญ่รวมไวเ้ ป็นชดุ
๖๙ ๘. การจดั สภาพแวดลอ้ ม ส่ือและแหล่งการเรียนรู้ การจัดสภาพแวดลอ้ มและแหล่งเรียนร้สู าหรบั การจัดการศึกษาระดบั ปฐมวยั มีความสาคัญต่อเด็กเนอื่ งจาก ธรรมชาตขิ องเด็กในวยั นส้ี นใจทีจ่ ะเรยี นรู้ คน้ ควา้ ทดลอง และตอ้ งการสมั ผัสกบั ส่งิ แวดลอ้ มรอบ ๆ ตวั อีกท้ัง สภาพแวดลอ้ มและแหลง่ เรียนรู้ เปน็ ตัวกลางนาความรูจ้ ากครผู ้สู อนสูเ่ ด็ก ทาใหเ้ ดก็ เกิดการเรยี นรู้ตามจุดประสงค์ท่ี วางไว้ ช่วยให้เด็กไดร้ บั ประสบการณ์ตรง ทาใหส้ ่ิงทีเ่ ปน็ นามธรรมเข้าใจยากเปลย่ี นเป็นรปู ธรรมทเ่ี ด็กเขา้ ใจง่าย รูไ้ ด้ เรยี นรไู้ ดง้ ่าย รวดเรว็ เพลดิ เพลิน เด็กสามารถเรยี นรจู้ ากการเลน่ ท่เี ป็นประสบการณ์ตรงทเ่ี กดิ จากการรับรู้ ตาม ความตอ้ งการของเด็ก จงึ มคี วามสาคญั ท่เี กยี่ วข้องกับพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ทง้ั ในห้องเรยี นและ นอกห้องเรียนของสถานศึกษา ใหส้ อดคลอ้ งกับเปา้ หมาย ของหลกั สตู รสถานศกึ ษาการศกึ ปฐมวัย ตามบริบทของ สถานศึกษาและท้องถิน่ อยา่ งเหมาะสม เพ่ือส่งผลใหบ้ รรลุตามจดุ หมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยตอ่ ไป การจดั สภาพแวดลอ้ ม การเรยี นรู้ของเดก็ ปฐมวัยเป็นไปอยา่ งราบรนื่ และมีประสทิ ธิภาพ ถ้าหากเด็กอยูใ่ นสภาพแวดล้อม ทเี่ หมาะสม มกี ารสนบั สนนุ อานวยความความสะดวกจากผู้ใหญ่ ภายใตบ้ รรยากาศท่ีมีความสุข ไม่เคร่งเครียดด้วย กฎระเบยี บทีเ่ คร่งครดั หรือยากตอ่ การปฏิบัติ การจดั บรรยากาศการเรยี นรจู้ ึงจัดแบง่ เป็น ๓ ดา้ น การจดั สภาพแวดล้อมดา้ นกายภาพ เปน็ การจดั การสภาพแวดลอ้ มตามแนวคิดเรอ่ื งการ ตอบสนองความต้องการพืน้ ฐานและการเรยี นรู้โดยการปฏิสัมพนั ธ์กับสิ่งแวดล้อม การจัดการจึงมีเป้าหมายให้เด็กได้ อยู่รว่ มกันอย่างมีสุขอนามยั ที่ดี มีพ้นื ท่ีในการตอบสนองการทากจิ กรรมต่าง ๆ อย่างคล่องตวั และตอบสนองการทา กิจกรรมทหี่ ลากหลาย ลกั ษณะการจดั การจึงเน้นในเรื่องของความสะอาด ความปลอดภัย ความอสิ ระอย่างมี ขอบเขตในการเลน่ ความสะดวกทีจ่ ะทาให้รสู้ ึกคลอ่ งตัว สดใส กระฉบั กระเฉง ความพร้อมของห้องเรยี นใน สถานศึกษาทม่ี ลี ักษณะกายภาพที่ดีคอื มีการถ่ายเทอากาศที่ดี มีอุณหภมู ทิ เี่ หมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ มคี วาม สงบทจี่ ะทากจิ กรรมอย่างสบายและมีสมาธิ มีท่ีใหเ้ กบ็ วสั ดุของใช้และผลงานมีทจ่ี ัดแสดงเพ่ือการสื่อสารข้อมูล แต่ละ จุดของพนื้ ทจ่ี ะต้องสะดวกในการเข้าออก พ่อแม่ผูป้ กครองสามารถเข้าไปดูแลอย่างทั่วถึงในทุกพ้นื ท่ี สภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน หลกั สาคัญในการจดั ต้องคานึงถึงความปลอดภยั ความสะอาด เป้าหมายการพัฒนาเด็ก ความเปน็ ระเบียบ ความเป็นตวั ของเดก็ เอง ใหเ้ ดก็ เกิดความรู้สึกอบอุน่ ม่ันใจ และมีความสุข โดยคานึงถึงเร่ืองต่อไปน้ี ๑) การจดั วางวัสดุ อปุ กรณ์ เครื่องเลน่ ครุภณั ฑ์ ควรจัดใหเ้ หมาะสมสอดคล้องกบั วัย และ พัฒนาการ เพื่อให้เด็กสามารถใชห้ รอื ทากจิ กรรมไดส้ ะดวกด้วยตนเอง ๒) วสั ดุ อปุ กรณ์ ส่อื เคร่ืองเล่น ครภุ ณั ฑ์ ควรใหม้ ีขนาดเหมาะสมกบั เดก็ ปฐมวยั ๓) การจดั พ้นื ที่ในหอ้ งเรยี นควรจัดใหเ้ หมาะสม เลือกทตี่ ั้งครุภัณฑ์ อปุ กรณต์ า่ ง ๆ และมุม ประสบการณ์ โดยคานึงถงึ ทิศทางลม แสงสว่าง เพยี งพอต่อการทากจิ กรรม ไม่มีแสงแดดสอ่ ง รบกวนสายตาเด็กขณะทากิจกรรม ทกุ จดุ ของห้องควรใหม้ องเห็นได้โดยรอบ ๔) สภาพแวดลอ้ มในห้องปลอดภยั จากสัตว์ แมลง พชื และสารเคมที ม่ี ีพิษ ครภุ ณั ฑ์ โตะ๊ เกา้ อี้ ไม่ควรเปน็ มุมแหลมทีเ่ ปน็ อันตราย ๕) การแบง่ พ้ืนที่ในห้องเรยี นให้เหมาะสมกับการจดั กิจกรรม มดี ังน้ี ๕.๑. พนื้ ทอ่ี านวยความสะดวกเพ่ือเด็กและผสู้ อน ๑) ท่แี สดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผน่ ป้าย หรือที่แขวนผลงาน ๒) ทเ่ี กบ็ แฟม้ ผลงานของเดก็ อาจจดั ทาเป็นกล่องหรือจดั ใส่แฟม้ รายบุคคล ๓) ทเ่ี ก็บเครื่องใชส้ ว่ นตัวของเดก็ อาจทาเปน็ ชอ่ งตามจานวนเด็ก ๔) ทเ่ี ก็บเคร่ืองใช้ของผู้สอน เช่น อปุ กรณก์ ารสอน ของสว่ นตัวผสู้ อน ฯลฯ
๗๐ ๕) ป้ายนิเทศตามหนว่ ยการสอนหรือสิ่งที่เด็กสนใจ ๕.๒ พ้ืนทป่ี ฏิบตั กิ ิจกรรมและการเคล่อื นไหว ต้องกาหนดใหช้ ดั เจน ควรมีพน้ื ทที่ ่เี ด็ก สามารถจะทางานไดด้ ้วยตนเอง และทากจิ กรรมดว้ ยกันในกลุ่มเลก็ หรือกลมุ่ ใหญ่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวไดอ้ ย่าง อสิ ระจากกจิ กรรมหนง่ึ ไปยังกิจกรรมหนง่ึ โดยไม่รบกวนผอู้ ืน่ ๕.๓ พ้นื ทจ่ี ดั มมุ เล่นหรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสมขน้ึ อยู่กับสภาพ ของห้องเรียน จัดแยกสว่ นที่ใชเ้ สยี งดงั และเงียบออกจากกัน เช่น มมุ บลอ็ กอยหู่ ่างจากมุมหนงั สือ มมุ บทบาทสมมติอยตู่ ิดกบั มมุ บล็อก มุมวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้มมุ ศลิ ปะฯ ลฯ ทีส่ าคญั จะตอ้ งมขี องเล่น วสั ดอุ ปุ กรณ์ในมมุ อย่างเพยี งพอต่อการเรยี นรู้ของเดก็ การเลน่ ในมุมเล่นอยา่ งเสรี มกั ถูกกาหนดไว้ในตารางกจิ กรรมประจาวนั เพื่อให้ โอกาสเดก็ ได้เล่นอย่างเสรีประมาณวันละ ๖๐ นาทกี ารจดั มมุ เลน่ ต่างๆ ผ้สู อนควรคานึงถงึ สง่ิ ต่อไปน้ี ๑) ในห้องเรยี นควรมีมุมเลน่ อย่างน้อย ๓-๕ มุม ท้งั น้ขี ึน้ อยู่กบั พ้นื ท่ีของห้อง ๒) ควรได้มีการผลดั เปลยี่ นสอ่ื ของเล่นตามมมุ บา้ ง ตามความสนใจของเดก็ ๓) ควรจัดให้มปี ระสบการณท์ ่ีเด็กได้เรียนรู้ไปแลว้ ปรากฏอยู่ในมุมเลน่ เชน่ เดก็ เรียนร้เู ร่อื งผเี ส้ือ ผสู้ อนอาจจัดให้มีการจาลองการเกิดผเี สือ้ ล่องไว้ใหเ้ ด็กดูในมุมธรรมชาติศกึ ษาหรอื มมุ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ๔) ควรเปดิ โอกาสใหเ้ ด็กมสี ว่ นรว่ มในการจดั มุมเลน่ ท้งั นเี้ พือ่ จูงใจใหเ้ ดก็ รู้สึกเป็น เจา้ ของ อยากเรียนรู้ อยากเข้าเลน่ ๕) ควรสร้างขอ้ ตกลงในการทากจิ กรรม เพ่ือเสริมสร้างวนิ ัยเชิงบวกใหก้ บั เด็ก เช่น สร้างขอ้ ตกลงรว่ มกนั วา่ เมือ่ เล่นเสร็จแลว้ จะต้องเก็บอุปกรณ์ทุกอยา่ งเข้าท่ีให้เรียบร้อย ๖) การจัดแสดงผลงานและการเกบ็ ของ ควรคานงึ ถึงเรื่องต่อไปนี้ - จัดใหม้ ีท่แี สดงผลงานเสนอภาพวาด งานเขยี นอิสระหรืองานปนั้ งาน ประดษิ ฐข์ องเด็ก ๆ - จดั ทีแ่ สดงผลงานให้นา่ สนใจและสดชืน่ - ให้เด็กเห็นของแปลก ๆ ใหม่ ๆ ทเ่ี ด็กไมเ่ คยเหน็ - สอนใหร้ ู้จกั จดั ของเป็นตามชนิด/ประเภท และเลอื กของออกมาใชต้ าม ความต้องการ - สร้างนสิ ัยในการเกบ็ ของใหเ้ ปน็ ทเ่ี ป็นทาง ตัวอย่างมุมเล่นหรือมมุ ประสบการณ์ ท่คี วรจัดมีดงั นี้ มมุ บล็อก เป็นมุมท่ีจดั เก็บบล็อกไม้ตน้ ที่มีขนาดและรปู ทรงตา่ ง ๆ กัน เด็กสามารถนามาเลน่ ตอ่ ประกอบกัน เปน็ สงิ่ ตา่ ง ๆ ตามจนิ ตนาการ ความคดิ สร้างสรรคข์ องตนเอง นอกจากน้ีควรมสี ื่ออ่นื ๆ เช่น ยานพหนะ หรอื สตั ว์ จาลอง ฯลฯ เพ่อื ประกอบการเล่น แนวทางการจดั มมุ บลอ็ กเปน็ มมุ ทค่ี วรจดั ให้อยู่หา่ งจากมุมทีต่ ้องการความสงบ เช่น มุมหนังสือ ทั้งน้ี เพราะเสียง จาการเล่นก่อไมบ้ ล็อก อาจรบกวนสมาธเิ ด็กที่อยู่ในมุมหนังสือได้ นอกจากนีค้ วรอยู่ห่างจากทางเดินผา่ นหรือ ทางเขา้ ออกของห้องเพ่ือไม่ให้กีดขวางทางเดินหรอื เกดิ อนั ตรายจาการเดนิ สะดุดไม้บลอ็ ก ถ้ากรณีเด็กยังเล่นไม่เสรจ็ ครุ และเดก็ ร่วมกันกาหนดพื้นทโ่ี ดยใชส้ ญั ลักษณ์สหี รือเครื่องหมายการจราจรมารกน้ั ไวเ้ พื่อให้เดก็ กลับมาเล่นต่อได้ การจัดเกบ็ ไม้บล็อกเหล่านี้ ควรจัดวางไวใ้ นระดบั ทเ่ี ด็กสามารถหยบิ มาเล่น หรือนาเกบ็ ดว้ ยตนเอง ไดอ้ ย่างสะดวก ปลอดภยั และควรฝกึ ให้เด็กหดั จัดเกบ็ เปน็ หมวดหมเู่ พื่อความเป็นระเบยี บและสะดวกตอ่ การหยบิ ใช้และเกบ็ คืน โดยทาภาพสัญลักษณ์ รปู รา่ ง ของไม้บล็อกติดไว้ท่ีช่องจัดเก็บ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131