71 Sound and 9 Hearing เสียงและการไดย นิ ตอนที่ 1 อัตราเร็วเสียง วัตถุประสงคการทดลอง เพอ่ื หาคา อัตราเรว็ เสียง อตั ราเร็วของเสียง ในหนว ยเมตรตอ วินาที ขน้ึ อยกู ับอุณหภมู ิ TC ในหนว ยเซลเซียส ดงั น้ี v =v0 1+ TC =v0 + 0.6TC (9.1) 273 เม่ือ v0 = 331 m/s (TC = 0 °C) นักศกึ ษาตองอา นคาอณุ หภมู ใิ นหองทดลองอยา งนอ ยสองครง้ั คร้ังแรกกอนทำการวดั ความยาว คลื่น ครัง้ ทส่ี องหลงั ทำการทดลองเสรจ็ ความคลาดเคล่อื นของอตั ราเร็วเสยี งจากการวัดอณุ หภูมแิ ตล ะ คร้ังจากสมการขา งตน นี้ คอื ∆v = 0.6∆TC (9.2) นอกจากน้ี อตั ราเร็วเสียงซง่ึ เปนคล่ืนยงั สามารถหาคาไดจากสมการ v = fλ (9.3) โดยที่ f คือ ความถี่ มหี นว ยเปนเฮิรตซซ (Hz) และ λ คือ ความยาวคลน่ื มีหนวยเปน เมตร (m) ในการทดลองนี้เปนการศึกษาการเกิดการสั่นพองเสียงในหลอดปลายเปด 1 ดาน และใช สมารตโฟนเปนแหลง กำเนดิ ความถีเ่ สียงดงั แสดงในภาพที่ 9.1 (ก) โดยการส่นั พองแรกจะมีจุดบัพ 1 จุด วัดระยะจากปากหลอดถึงระยะท่ีเกิดจุดบพั (จุด A) ในภาพที่ 9.1(ข) และการส่ันพอ งทีส่ องจะมี จุดบพั 2 จดุ (จุด A และ B) เปน เชน น้ไี ปเรอ่ื ย ๆ ความยาวคล่นื เสียงหาไดจาก =λ =AB =BC CD (9.4)
72 ภาพที่ 9.1 (ก) การติดตง้ั ชดุ อุปกรณ และ (ข) การวดั ตำแหนง การกำทอนเสียง [Yavuz, 2015] วธิ กี ารทดลอง 1. ติดต้งั ชดุ การทดลองดังแสดงในภาพท่ี 9.1 2. ติดต้งั แอปพลเิ คชัน frequency generation (เครื่องกำเนิดคลื่นเสียง) บนสมารต โฟน แลว เปดแอปพลิเคชันกำหนดคาความถี่บนแอปพลิเคชันเปน 500, 1000, 1500, และ 2000 Hz ตามที่ กำหนดใหในตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง แลววางตำแหนง ลำโพงของสมารตโฟนไวใ กล ๆ ปากทอ 3. เลื่อนทอขึ้นเรื่อย ๆ จนไดยินเสียงดังกองครั้งแรกใหทำเครื่องหมายตำแหนงไวเปนจุด A แลวเลือ่ นทอ ขึน้ ไปอกี จนกระท่งั ไดยินเสยี งดงั กองครั้งที่ 2 ใหเ ปนจุด B ทำเชน นไ้ี ปเรอ่ื ย ๆ จนไดเปน จุด C และ D ตามลำดบั 4. ใชไมบรรทัดหรือไมเมตรวัดระยะระหวางจุด A, B, C และ D บันทึกคาที่ไดลงในตาราง บนั ทึกผล 5. คำนวณหาคา ความยาวคลน่ื (λ) ซึง่ เปนระยะจากจุด A → B หรอื B → C หรือ C → D 6. คำนวณหาคาอัตราเร็วเสยี งในอากาศจากสมการ v = f λ ตอนที่ 2 การสน่ั พอ งเสียง วัตถปุ ระสงค เพอ่ื หาคา ความเร็วเสยี งโดยวธิ ีการสั่นพอ ง อุปกรณ ทอ ปลายเปดทั้งสองขาง และ ทอ ปลายเปด ขางเดยี ว สมารท โฟนเซนเซอร Android : Spectrum Analyzer app
73 iOS : SpectrumView app (SpectrumView Plus app) ทฤษฎีเบ้ืองตน การสั่นพอง (Resonance) เปนปรากฏการณที่มีแรงมากระทำใหวัตถุสั่นหรือแกวงโดยที่ ความถ่ขี องแรงทก่ี ระทำใหวัตถุส่ันหรือแกวงน้ันมีคาเทากบั ความถี่ธรรมชาติของวตั ถุ ผลที่ตามมาคือ แอมพลิจดู ของการสั่นมีคาเพิม่ มากขึ้น เชนเดียวกบั การเกดิ การสัน่ พองในทอเสียงความยาวคงทีถ่ า ปรับความถี่ของลำโพงใหเหมาะสมกบั ความถี่การสัน่ ของอนุภาคอากาศในทอก็จะทำใหเกิดการสัน่ พองในทอเสียงขึน้ (ไดยินเสียงดังมากขึ้น) ลักษณะของการสั่นพองในทอจะคลายกับคลื่นน่ิงและคา การสั่นพองในทอเสยี งมไี ดหลายคา แบง เปน ความถีม่ ูลฐาน (Fundamental) คอื ความถ่ตี ำ่ สดุ ที่ทำใหเ กิดการส่นั พองของเสยี ง เสยี งกงั วาน ท่ี n (Overtone) คอื ความถ่ที ถี่ ัดจากความถม่ี ลู ฐาน โดยท่ี n คือตัวเลข กำหนดคา ของโอเวอรโทนซึ่งจะมีคา เทา กับจำนวนลูปท่เี กดิ ขึน้ ในทอ ฮารม อนิค ที่ n (Harmonic) คือ คา ตัวเลขท่ีทำใหเ ราทราบวาความถข่ี ณะนั้นเปนก่ีเทา ของความถีม่ ูลฐาน การเกดิ การส่นั พอง พจิ ารณา 2 กรณี ดังน้ี 1. การสั่นพองในทอปลายปดดานหนึ่ง ดังแสดงในภาพท่ี 9.2 การสั่นพองในทอปลายปด เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงเกิดการสะทอนแบบเฟสเดิมทำใหเกิดการรวมคลื่นแบบหักลางของคลื่นตก กระทบและคลน่ื สะทอน ซงึ่ เปนเหตุผลทที่ ำใหค ลนื่ เสยี ง ณ บรเิ วณปลายปด ของทอ มกี ารกระจัดเปน ศูนย หรือเปน ตำแหนง บัพของคลนื่ นงิ่ ตลอด ภาพท่ี 9.2 คลืน่ กระจดั ของการสั่นพองในทอ ปลายปด (Jewett & Serway, 2014, p. 547) จากรปู (ก) L = λ ดังน้นั f1 = v 4 4L จากรปู (ข) L = 3 λ ดังน้นั ( )f2 = 3 v 4 4L
74 จากรูป (ค) L = 5 λ ดังนน้ั ( )f3 = 5 v 4 4L จากรูป (ง) L = 7 λ ดงั น้นั ( )f4 = 7 v 4 4L ดังน้นั fn = (2n −1) v เมื่อ n เทากับจำนวนครึ่งลูป 4L ในกรณที เ่ี ราทราบคา ความยาวทอ (L) และรศั มีทอ (R) สามารถคำนวณคาความถม่ี ูลฐาน (f0) ไดด ังน้ี f0 = v โดยท่ี a = 0.61R (9.5) (9.6) 4(L + a) fn =(2n +1) f0 n =0,1, 2,... 2. การสั่นพองในปลายเปดทั้งสองขาง ดังแสดงในภาพท่ี 9.3 การสั่นพองในทอปลายเปด อาศยั รอยตอของ 2 บรเิ วณที่มีความดันอากาศแตกตางกนั กลาวคอื ทป่ี ลายเปด ของทอ จะเกิดรอยตอ ระหวางอากาศดา นในทีม่ ีความดนั อากาศต่ำกบั ดานนอกทอ ที่มีความดันอากาศสงู เม่อื คลื่นตกกระทบ เคลื่อนที่ไปเจอรอยตอของสองตวั กลางก็จะทำใหคลื่นเกิดการสะทอน ณ ตำแหนงปลายเปดของทอ พอดี ซึ่งที่ตำแหนงปลายเปดทั้งสองขางจะเปนบริเวณที่มีความดันอากาศตํ่าที่สุด หรือพูดไดว าเปน ตำแหนง ทก่ี ารกระจัดมคี าสูงท่สี ดุ หรอื เปน ตำแหนงปฎิบพั ของคลื่นน่งิ ภาพท่ี 9.3 คลืน่ กระจดั ของการส่นั พอ งในทอปลายเปด (Jewett & Serway, 2014, p. 547) จากรปู (ก) L = λ ดังนั้น f1 = v 2 2L จากรูป (ข) L = 3 λ ดงั นน้ั ( )f2 = 3 v 2 2L จากรปู (ค) L = 5 λ ดงั น้นั ( )f3 = 5 v 2 2L จากรูป (ง) L = 7 λ ดงั นั้น ( )f4 = 7 v 2 2L
75 ดังนน้ั fn = nv เม่ือ n เทา กับจำนวนบัพ 2L ในกรณที เี่ ราทราบคา ความยาวทอ (L) และรศั มีทอ (R) สามารถคำนวณคาความถม่ี ูลฐาน (f0) ไดด ังน้ี f0 = v โดยท่ี a = 0.61R (9.7) 2(L + 2a) fn =(n +1) f0 n =0,1, 2,... (9.8) วธิ กี ารทดลอง 1. เปด แอปพลเิ คชนั SpectrumView (iOS) หรอื Spectrum Analyzer (Android) 2. ตดิ ต้ังอุปกรณก ารทดลอง ในกรณที อ ปลายเปด ทงั้ สองขาง ดงั ภาพ 9.4 ภาพท่ี 9.4 การติดต้ังการทดลองการส่นั พองเสยี งของทอปลายเปดท้ัง 2 ดา น (both ends) แหลงกำเนดิ เสียงอาจใช ชิ้นกระดาษ (ดังภาพที่ 9.4) หรือแหลง กำเนดิ ความถี่จากแอปพลิเค ชัน Physics Toolbox Tone เพื่อปลอยสัญญาณความถ่ี ดังภาพ 9.5 ภาพท่ี 9.5 การใชแ อปพลิเคชนั บนสมารตโฟนเปน แหลงกำเนิดเสยี ง 3. ติดตง้ั อปุ กรณการทดลอง ในกรณที อปลายเปด ขางเดยี ว ดงั ภาพท่ี 9.6
76 ภาพที่ 9.6 การติดตง้ั การทดลองการสั่นพองเสยี งของทอปลายเปดดานเดยี ว (one end) ตวั อยา งผลการทดลอง SpectrumView (iOS) ในกรณที อปลายเปดท้งั สองขาง ภาพที่ 9.7 ตวั อยา งผลการทดลองกรณที อปลายเปด ทง้ั 2 ดา น (Hirth, Kukn & Muller, 2015) ในกรณที อปลายเปดขางเดยี ว ภาพท่ี 9.8 ตัวอยา งผลการทดลองกรณที อปลายเปด ดา นเดยี ว (Hirth, Kukn & Muller, 2015) แหลงขอ มูลสำหรบั ศึกษาเพ่ิมเตมิ http://smarterphysics.blogspot.com/p/articulos.html#!/p/articulos.html
77 ตอนท่ี 3 บีตของเสียง วัตถปุ ระสงค เพือ่ หาคาความถ่บี ตี สข องเสยี ง อุปกรณ สมารทโฟน 3 เคร่ือง สมารท โฟนเซนเซอร เซนเซอรวัดคา ความถ่ี Android : OsciPrime Oscilloscope app, SPARKvue app iOS : Oscilloscope app, SPARKvue app แหลงกำเนิดคา ความถี่ Android : Frequency Generator app, Physics Toolbox Tone iOS : Frequency Generator app, Physics Toolbox Tone ทฤษฎเี บ้อื งตน บีต เปนปรากฏการณการแทรกสอดของคลื่นเสียง 2 ชุด ที่มีความถี่ตางกนั เล็กนอ ย และ เคล่ือนที่อยูในแนวเดียวกนั มาพบกนั ทำใหเ กดิ การรวมกนั ของคลื่นไดค ลนื่ ลัพธ ซึ่งมีแอมพลิจูดไมคงท่ี เกดิ การเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา บรเิ วณทมี่ ีแอมพลิจดู มากเสยี งจะดัง บริเวณที่มแี อมพลิจดู นอยเสียง จะเบา จึงทำใหเสียงที่ไดยินมีลักษณะเสียงดังและเสียงเบาสลับกันเปนจังหวะคงตัว เรียก ปรากฏการณน วี้ า การเกดิ บตี ของเสียง ในการเกิดบีตสแตล ะคร้งั เสียงดัง–เบาท่ีไดยินจะมีจังหวะคง ตัวดวยความถ่หี น่งึ ท่เี รียกวาความถี่บตี ความถี่บีต เทา กับ จำนวนครั้งของเสียงดังหรอื เสยี งเบาทีไ่ ดยินในหนง่ึ วินาที f=b f1 − f2 (9.9) เมอ่ื fb = ความถ่บี ีต (Hz) f1 = ความถี่คล่นื เสียงขบวนทห่ี นึง่ f2 = ความถค่ี ล่ืนเสยี งขบวนทสี่ อง การหาความถรี่ วมของของแหลง กำเนดิ คล่ืนเสียง fav = f1 + f2 (9.10) 2 เมอื่ fav = ความถขี่ องคลื่นรวม
78 เมอ่ื พิจารณากราฟของคล่ืนเสียง 2 ชุด (ดงั ภาพที่ 9.9) ทเี่ กดิ การรวมคลน่ื ทีละตำแหนงจะ เห็นวาในชุดของการเกิดบตี สก็จะเกิดการรวมคลืน่ แบบเสริมและแบบหักลา งเชนเดียวกับการแทรก สอด ภาพที่ 9.9 แสดงภาพการเกิดบีตจากคลื่น 2 ชดุ (Jewett & Serway, 2014, p. 551) พิจารณาสมการคลื่นรวมที่เกิดจากการรวมกันของคลื่น 2 ขบวนที่มีความถ่ี f1 และ f2 มีคา ตา งกันเลก็ นอย (ดังภาพที่ 9.9) คล่ืนขนวนที่ 1 มีสมการคลื่นเปน y1= Acos ω1t= Acos (2πf1t ) (9.11) คลน่ื ขบวนที่ 2 มสี มการคลืน่ เปน y2= Acos ω2t= Acos (2πf2t ) (9.12) ผลลัพธข องคลนื่ รวมคือ ψ= y1 + y2 (9.13) =ψ (9.14) Acos (2πf1t ) + Acos (2πf2t ) จากสมการตรีโกณมิติ cos A + cos B= 2 cos 1 ( A − B ) cos 1 ( A + B ) (9.15) 2 2 (9.16) ( ) ( )ψ =2 A cos 2πf1t −2πf2t cos 2πf1t +2πf2t 2 2 เทอมแรกของสมการคลน่ื ลัพธ ( )=ϕ1 f1 − f2 (9.17) 2Acos 2π 2 t เปนเทอมของคล่ืนบตี ท่มี ีแอมพลจิ ดู สงู สุด 2A หรือ −2A ดังนนั้ ความถบี่ ตี (ภาพที่ 9.9) f=b f1 − f2 (9.18) สว นเทอมท่ีสองของสมการคลน่ื ลัพธ ( )ϕ2= f1 + f2 (9.19) cos 2π 2 t เปนเทอมของคลื่นรวม หรือเทอมของความถ่ที ผ่ี ฟู งไดยนิ
79 fav = f1 + f2 (9.20) 2 วิธกี ารทดลอง นำโทรศัพท 3 เครื่อง เครื่องแรกเปน แหลงกำเนิดเสยี งที่ 1 เครื่องที่สองเปน แหลงกำเนิดท่ี 2 โดยใชแอพพลิเคชัน่ Physics Toolbox Tone Generator และเครื่องที่สามเปนเครื่องท่ีวัดคาความ เขม เสียงทแี่ หลงกำเนิดของเครื่องท่ี 1 และเคร่อื งที่ 2 โดยใชแอปพลิเคชนั OScope (ระบบปฏบิ ตั กิ าร iOS) ไดผ ลการทดลองดังนี้ ภาพที่ 9.10 การเกดิ บีตเสียงจากแหลง กำเนิดเสียง 2 แหลง [Kuhn, Vogt & Hirth, 2014] ภาพที่ 9.11 การตดิ ต้ังชุดทดลองการเกดิ บตี เสียงโดยใชสมารตโฟน 3 เครื่อง [Kuhn, Vogt & Hirth, 2014]
80
Search
Read the Text Version
- 1 - 10
Pages: