51 7Periodic Motion การเคล่อื นทีแ่ บบคาบ ตอนท่ี 1 เพนดูลมั อยา งงาย (Simple Pendulum) วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่อื หาความสัมพนั ธร ะหวางคาบกบั ความยาวของแขนเพนดลู มั 2. เพ่ือหาความสัมพนั ธร ะหวางมมุ เริม่ ตนกบั คาบ 3. เพอื่ หาคาความเรงเนือ่ งจากแรงโนมถวงของโลก ณ ตำแหนง ทีท่ ำการทดลอง อุปกรณการทดลอง 1. ตมุ นำ้ หนกั 2. เครื่องจบั เวลาโฟโตเกจ 3. Smartphone สำหรบั บันทึกภาพวีดโี อ 4. โปรแกรม Tracker ทฤษฎี เพนดลู มั อยางงา ยหรอื ลกู ตุม นาิกาอยางงา ย คอื วตั ถุทแี่ ขวนจากจุดตรึงดวยแขนของเพนดูลัม ซึง่ อาจจะเปนดายเชือกหรอื แทงวตั ถุเลก็ ๆก็ได เมื่อดงึ วตั ถุไปจากตำแหนง สมดลุ แลวปลอ ยวัตถุเคลื่อน ท่ี ผานตำแหนงนี้ โดยระนาบการแกวงจะอยูในแนวดิง่ และแขนของเพนดูลัมจะทำมุม θ กับแนวดิ่ง ดัง ภาพที่ 7.1 เนอ่ื งจากแรงดึงเพนดูลมั จะมีทศิ พุง เขาหาตำแหนง สมดุลเสมอ
52 ภาพท่ี 7.1 เพนดูลมั อยา งงาย [Radi & Rasmussen, 2017, p. 492] ดังนน้ั F = − mg sinθ (7.1) เมอ่ื m = มวลเพนดลู มั (7.2) g = ความเรง เนอื่ งจากแรงโนมถวงของโลก (7.3) (7.4) ถา θ เปนมมุ เลก็ มาก ไมเ กนิ 5 องศา (7.5) sinθ ≅ θ (radian) ≈ tanθ (7.6) (7.7) F = − mgθ (7.8) F = − mg x (7.9) L (7.10) (7.11) แตใ นการเคลอ่ื นท่ีแบบฮารม อนกิ อยา งงายของสปริง F = − kx หรือ ω2 = k ดังนัน้ m สมการ (7.4) เทากบั สมการ (7.8) k = ω2m F = − ω2mx ดังน้นั ω2 = g L 2π = T g หรอื T = 2π L g จากสมการ (7.10) จะได L g = 4π 2 L T2
53 สมการ (7.10) และ (7.11) แสดงใหเหน็ วา คาบการแกวง (T) ของเพนดลู ัมขนึ้ อยกู บั ความยาว ของแขนเพนดูลมั (L) และความเรง เนอ่ื งจากแรงโนมถว งของโลก (g) ณ ตำแหนงทท่ี ดลองโดยไมไดขนึ้ กับ มวลของเพนดูลมั แตอ ยางใด วธิ ีการทดลอง (อยาลมื บนั ทกึ ภาพวีดโี อการทดลอง) ตอนท่ี 1 ความสัมพนั ธร ะหวางคาบ กับ ความยาวของแขนเพนดลู มั ใหจับลูกตุมเบนไปทางดานขางใหเชือกเอยี งไปจากแนวดิง่ หรอื แนวตำแหนง สมดุลเปนมมุ เล็กๆ แลวปลอยใหลูกตุมแกวง บันทึกคาความยาวของแขนเพนดูลัมและคาบ ตอไปใหเปลี่ยนความยาวของ แขนเพนดูลัมหลายๆคา แลว ปฏิบตั ิเชน เดิม โดยใหมุมที่เบนไปของเสนเชอื กเทา กนั ทกุ ครั้ง นำคาท่ีไดไป หาความสัมพันธตอ กัน ตอนท่ี 2 ความสมั พันธร ะหวางมมุ เรมิ่ ตนกบั คาบ ใหความยาวของแขนเพนดูลัมคงที่ เมื่อทำใหเสนเชือกหรือแขนของเพนดูลัมเบนไป เปนมมุ ตา งๆกันแตล ะมุม ปลอยใหลกู ตุมแกวง หาคาคาบของการแกวง บันทึกคามุมและคาบของการแกวงแต ละครัง้ แลวนำคามมุ และคาบไปหาความสมั พนั ธตอ กัน เม่ือความยาวของแขนเพนดลู ัมคงท่ี ตอนที่ 3 ความสมั พันธร ะหวางมวลกบั คาบ ใหความยาวของแขนเพนดลู ัมคงที่ เมอ่ื ทำใหเสนเชือกหรอื แขนของเพนดลู ัมเบนไป โดยการเพิม่ คาตางๆ ปลอ ยใหลูกตุม แกวง หาคาคาบของการแกวง บันทกึ คา มวลและคาบของการแกวงแตละครั้ง แลวนำคา มวลและคาบไปหาความสัมพันธตอกนั เม่อื ความยาวของแขนเพนดลู ัมคงที่ นำผลท่ไี ดจ ากการทดลองตอนที่ 1 2 และ 3 ไปเขยี นกราฟความสัมพันธร ะหวาง L และ T2 θ และ T และ m และ T แลว หาคา ความเรง เนื่องจากแรงโนม ถว งของโลก ณ สถานที่ทีท่ ดลอง g จากความชันของกราฟซ่ึงจะสอดคลองกบั สมการ (7.11)
54 ตอนท่ี 2 การเคลอ่ื นท่แี บบฮารม อนิกอยางงา ย วตั ถปุ ระสงค 1. เพอ่ื หาคาคงตวั ของสปริง 2. เพอื่ หาความสมั พนั ธระหวางคาบกบั มวล ทฤษฎี การเคล่อื นทแ่ี บบฮารม อนิกอยางงา ย (Simple Harmonic Motion: SHM) เปน การเคลื่อนทขี่ องที่ วัตถุเคลื่อนที่กลับไปกลับมารอบ ๆ ตำแหนงสมดุล (equilibrium position) โดยที่แอมพลิจูด (amplitude) ของการสั่นคงที่ ซึ่งการการเคลื่อนที่เชนนี้จะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อมีแรงคืนตัว (restoring force) ซึ่งมีขนาดแปรผันโดยตรงกับการกระจัดของวัตถุ โดยที่แรงคืนตัวจะมีทิศทางตรงกันขามกบั การ กระจดั ของวตั ถุเสมอ พจิ ารณาวตั ถมุ วล m ติดกบั สปรงิ ทมี่ ีคาคงตวั สปรงิ (spring constant) k (สมมติให สปริงไมม มี วล) วางอยูบนพืน้ ท่ีไมมแี รงเสียดทานดังแสดงในรปู 7.2 กำหนดใหต ำแหนง ของตำแหนงสมดลุ ของวตั ถุ (ไมม กี ารยืดและหด) เปนตำแหนง x = 0 ภาพท่ี 7.2 ระบบของมวลตดิ สปรงิ แรงสปริงทาหนาที่เปนแรงคนื ตัว ขณะวตั ถเุ กิดการเคลอื่ นทเ่ี ปน ระยะทาง จากตำแหนง สมดลุ แรงลัพธท กี่ ระทำตอวตั ถุคอื แรงคนื ตวั ของ สปรงิ ( Fr ) จากกฎของฮคุ (Hooke’s law) แรงคนื ตวั ของสปรงิ เขยี นไดวา Fr = − kx (7.12) เคร่ืองหมายลบดา นหนาแสดงใหเห็นวา แรงคนื ตัวมที ิศทางตรงกนั ขามกบั การกระจดั เสมอ จากกฎการ เคลือ่ นท่ี ขอที่ 2 ของนิวตัน สามารถเขียนไดวา
55 ∑ F = ma = − kx (7.13) เม่อื a คือความเรง ของวัตถุท่ีตำแหนง x เน่ืองจากความเรง เปน อนพุ ันธเ ชิงเวลา (time derivative)ของการกระจดั ดงั นัน้ สมการท่ี 7.13 สามารถเขียนในรปู สมการเชงิ อนพุ นั ธ (differential equation) ของการกระจัดไดเ ปน d2x = − kx (7.14) m dt2 ซง่ึ จัดรูปใหมไดเ ปน d2x = − kx m dt2 d2x + k x =0 dt 2 m กำหนดให ω2 =k ดังนั้น จะได m d2x + ω2 x =0 (7.15) dt 2 สำหรับผทู ่มี ีพืน้ ฐานการแกส มการเชงิ อนพุ นั ธจะสามารถหาคำตอบของสมการอนุพันธไ ดสำหรับนักศึกษา ทม่ี ี พืน้ ฐานในสว นนีส้ ามารถดผู ลเฉลยของสมการเชิงอนุพนั ธไ ดในตำราสมการเชงิ อนพุ นั ธท วั่ ไป ผลเฉลย ของ สามารถที่ 4 สามารถเขียนอยูใ นรปู ดังน้ี =x Asin (ωt + θ) (7.16) โดยท่ี x แทนการกระจดั (displacement) x A แทนแอมพลจิ ดู (amplitude) ซง่ึ เปน การกระจดั ท่มี ีคา มากท่สี ดุ A ω แทนความถ่เี ชงิ มมุ (angular frequency) θ แทนมมุ เฟสเริ่มตน เมอ่ื เวลา t = 0 ωt + θ เปน มมุ เฟส (Phase angle) ปรมิ าณทอี่ ยูในวงเล็บ คอื มุมเฟส (phase angle) หรอื เฟส (phase) ของการเคลื่อนที่ ซง่ึ ทเี่ วลาเร่มิ ตน (t = 0) เฟสมคี า เทา กับ θ ดงั นนั้ เราอาจเรียก θ วา เฟสเรม่ิ ตน (initial phase) สวนปรมิ าณ k m บอกถึงความถ่ีเชิงมมุ ของการเคล่อื นที่ ซึง่ มักใชสญั ลกั ษณ ω นน่ั คอื ω=k (7.17) m
56 โดยความถี่เชิงมุมสัมพันธกับความถ่ี (frequency) ซึ่งบอกจำนวนของการเคลื่อนที่ตอวินาที และคาบ (Period) T ซ่ึงบอกเวลาทใี่ ชใ นการเคล่อื นท่ีครบหน่งึ รอบ ผา นความสมั พันธ ω = 2πf = 2π ∴ f= 1 T T ดังนน้ั ความถ่ีและคาบของการเคลื่อนท่ีของมวลตดิ สปริง อธิบายไดโ ดย f= 1 k (7.18) 2π m T = 2π m (7.19) k k= 4π2 m (7.20) T2 เมื่อ k คือ คาคงตัวของการยดื หยนุ (Elastic constant) T คือ เวลาของการเคล่อื นทคี่ รบรอบ หรือ คาบ ฟงกชันของไซน (Sine Function) ในสมการท่ี (7.16) จะซำ้ คาเดมิ ในทกุ ๆ คร้ังทมี่ มุ เฟส ωt เพม่ิ ขึ้นอีก 2π ดังน้ัน การกระจดั ของอนภุ าคจะซ้ำเดมิ อกี ครั้ง หลังจากชวงเวลา 2π ไดผา นไป ω จา=ก x Asin(ωt + θ) แตถาเวลาผา นไป t + 2π ไดค วามสัมพนั ธว า ω =x A sin ω 2π + t + θ ω =x Asin(ωt + θ) (7.21) จะเห็นวาสมการท่ี (7.21) จะกลับมามรี ปู ซ้ำเดิมดังสมการท่ี (7.16) อีก ดังนั้นเราสามารถที่หาอัตราเร็ว และอตั ราเรง โดยหาคาอนพุ ันธข องสมการ (7.16) เทียบกับเวลา t จะได v= dx = Aωcos(ωt + θ) dt a= d 2x = Aω2 sin(ωt + θ) dt 2 = − ω2 x (7.22) สมการ (7.22) เปน สมการแสดงถงึ อัตราเรง ของการเคลอื่ นท่ีแบบฮารม อนกิ อยางงา ยของอนุภาค ดังแสดง ในภาพที่ 7.3
57 x ปฏิบพั A 2π 0 บพั บัพ 2π 2π time -A ปฏบิ ัพ ภาพที่ 7.3 ความสัมพันธระหวางการกระจัดกับเวลา จากสมการ (7.19) เราสามารถคำนวณหาคาคงตัวสปริงไดจากการวัดคาบการสั่นของมวลติดสปริง สำหรับมวลขนาดตาง ๆ กนั ไดอยา งไรกต็ าม สมการน้ไี ดมาจากการสมมติวาสปริงไมมมี วล ซึง่ ในความเปน จรงิ แลว เราตองรวบรวมมวลทัง้ ระบบซึง่ มผี ลตอการเคลอื่ นท่ีแบบฮารม อนกิ โดยไมไดมีเฉพาะมวลของ ตุมน้ำหนัก ดังนั้น เราสามารถอธิบายผลอันเนื่องมาจากมวลของสปริงไดโดยเพิม่ มวลยังผล (effective mass) Meff เขาไปซ่ึงเกิดจากผลมวลของสปริงนัน่ เอง จึงสามารถเขยี นสมการท่ี 7.20 ใหมไ ดว า M= m + M eff (7.23) โดยที่ M คอื มวลรวมทั้งระบบ m คือ ผลรวมของมวลของตมุ นำ้ หนกั และฐานรอง Meff คือ มวลยงั ผลของสปรงิ ดงั น้ัน สมการท่ี (7.19) อาจจะเขยี นไดเ ปน T = 2π m + M eff (7.24) k ( )=T 2 4π2 (7.25) k m + M eff เมือ่ เขียนกราฟแสดงความสมั พันธระหวาง T 2 กับ m โดยให T 2 เปน แกนต้งั และ m เปนแกนนอน จะไดก ราฟเสนตรงมคี วามชนั เทา กบั 4π2 และตัดแกน T2 ท่ี 4π2 ดงั ภาพที่ 7.4 k k M eff
58 T2 4π2 M eff k ความชัน = 4π2 k m −M eff ภาพท่ี 7.4 แสดงกราฟความสมั พันธระหวาง T 2 กับ m จากคาความชนั และคา ทีต่ ดั แกน T 2 ทำใหสามารถหาคาคงตัวนจิ ของสปรงิ (k) และคามวลยังผลของ สปรงิ ( Meff ) ได อปุ กรณท ดลอง 1. ชุดทดลองการเคลอ่ื นท่ีแบบฮารม อนกิ อยา งงา ย ซง่ึ ประกอบดว ย - สปรงิ - ฐานรองใสตมุ น้ำหนัก - ขาตั้ง 2. นากิ าจบั เวลา 3. ชุดตมุ น้ำหนัก 4. ไมเมตร 5. Smartphone สำหรับบันทึกภาพวดี โี อ 6. โปรแกรม Tracker
59 วิธีการทดลอง ตอนท่ี 1 การหาคา คงตวั ของสปรงิ (k) 1.1 นำสปริงไปแขวนทขี่ าต้ังพรอมใสฐ านรองลกู ตุมเขากับสปรงิ วัดตำแหนง ปลายลางของฐานรองลูกตุม จนถึงดา นบนสดุ ของแทน ยดึ สปริง บันทึกเปนตำแหนง x0 เพอื่ เปน ตำแหนงอางอิง ดังภาพที่ 7.5 ภาพท่ี 7.5 การยดื ตวั ของสปรงิ 1.2 เพม่ิ มวล 50 กรมั ลงบนฐานรับลูกตมุ บันทึกระยะทส่ี ปริงยดื ออกจากตาแหนง x0 1.3 ทำซำ้ ในขอ 1.2 โดยเพ่มิ มวลอกี 4 คา ครง้ั ละ 50 กรมั (โดยแตล ะครงั้ วัดระยะยดื จำนวนสามครง้ั เพอ่ื หาคา เฉลยี่ ) 1.4 คำนวณหาระยะยืดของสปรงิ เฉลยี่ ซึง่ ไดจากคา เฉล่ยี ของระยะยดื ออกไปลบดวยคา ตำแหนง เรม่ิ ตน ( x0 ) 1.5 เขยี นกราฟระหวางน้ำหนักท่ดี งึ สปรงิ ใหยดื ออกกับระยะยืดของสปริง แลว คำนวณหาคาคงทส่ี ปรงิ (k) จากกราฟ (g = 9.87 เมตร/วนิ าท2ี ) ตอนท่ี 2 การหาคา มวลยังผลของสปริง ( Meff ) ท่มี ผี ลตอ การเคล่ือนที่ 1. นำสปรงิ ไปแขวนติดกบั ขาตงั้ พรอมใสฐานรองพรอ มตุมมวล 50 กรัม 2. ใสต ุมน้ำหนักแลวออกแรงดึงหรอื ผลักฐานรองตมุ นำ้ หนักเพียงเลก็ นอ ย ใหสปรงิ สน่ั ขึ้น -ลงในแนวดง่ิ (ตอ งไมส ายไป-มา) 3. จบั เวลาของการเคลอื่ นทขี่ น้ึ ลง 10 รอบ 3 ครง้ั แลวนำไปคำนวณหาคาเฉลย่ี 4. เพม่ิ มวลอีกครงั้ ละ 50 กรัมอกี 4 คร้งั โดยแตละครั้ง ทำการซ้ำขอท่ี 2 และ 3 5. คำนวณหาคาบในการเคลื่อนที่ T (เทา กบั เวลาเฉลย่ี ในการเคลอื่ น 10 รอบ หารดว ยจำนวนรอบ) และ คำนวณหา T 2
60 6. เขยี นกราฟระหวางคาบการสน่ั กำลงั สอง T 2 กบั มวลทีห่ อย m (มวลฐานรอง + มวลตุมน้ำหนกั ) คำนวณหาคาความชันของกราฟ และหาจดุ ตดั บนแกน y 8. โดยสมการท่ี (7.21) และ (7.22) คำนวณหาคา คงทส่ี ปรงิ และคา มวลของสปรงิ ทมี่ ผี ลในการเคลอ่ื นที่ เอกสารอา งองิ Baker, G. and Blackburn, J. A. (2005). The Pendulum: A case study in physics. United States: Oxford University Press. Matthews, M. R., Gauld, C. F. and Stinner, A. (2005). The Pendulum: Scientific, Historical, Philosophical and educational perspectives. Netherlands: Springer. Pook, L.P. (2011). Understanding pendulums: A brief introduction. New York: Springer. Vogt, P. and Khun, J. (2012). Analyzing simple pendulum phenomena with a smartphone acceleration sensor. The Physics Teacher, 50, 439 – 440. Khun, J. and Vogt, P. (2012). Analyzing spring pendulum phenomena with a smartphone acceleration sensor. The Physics Teacher, 50, 504 – 505. Pestka, K. A. and Warren, C. (2012). Hooke's Law and the Stiffness of a Plastic Spoon. The Physics Teacher, 50, 470–471. Matthews, M. R., Gauld, C. F. and Stinner, A. (2005). The Pendulum: Scientific, Historical, Philosophical and educational perspectives. Netherlands: Springer. Baker, G. and Blackburn, J. A. (2005). The Pendulum: A case study in physics. United States: Oxford University Press.
Search
Read the Text Version
- 1 - 10
Pages: