Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงการกำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า เมืองเก่าอุทัยธานี

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า เมืองเก่าอุทัยธานี

Published by oldtown.su.research, 2021-09-07 17:31:09

Description: โครงการกำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า เมืองเก่าอุทัยธานี

Keywords: เมืองเก่า,อุทัยธานี

Search

Read the Text Version

เมืองเกา่ อทุ ยั ธานี แผนท่ี ผ-4: แผนผงั กำหนดการใช้ประโยชน์ท่ีดินในเขตผังเมอื งรวมเมอื งอุทยั ธานี พ.ศ.2558 ท่ีมา: http://www.dpt.go.th (2563) ผ- 17

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นท่เี มอื งเกา่ 1.3.5 ท่ีดินราชพสั ดใุ นพน้ื ทศี่ ึกษาเมอื งอุทยั ธานี จากข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ของ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่อุทัยธานี (2563) ที่แสดงพื้นท่ี ของทางราชการ (ที่ราชพัสดุ) ในพื้นที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พบว่า ในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานมี ีที่ดินที่เปน็ ของทางราชการอยู่ประมาณ 279 ไร่ ส่วน ใหญ่ตั้งเกาะกลุ่มอยู่รอบนอกตัวเมืองอุทัยธานี เช่น กลุ่มศูนย์ราชการจงั หวัดอุทัยธานี และบ้านพักข้าราชการ ตั้งอยู่ทางทิศใต้บริเวณถนนศรีอุทัย ห่างจากชุมชนประมาณ 1 กิโลเมตร และกลุ่มสถานที่ทำการราชการ บริเวณเชิงเขาสะแกกรัง ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเมืองอุทัยธานี ส่วนที่เหลือตั้งกระจายตัวอยู่ทั่วไปใน เขตเมอื งอทุ ยั ธานี ทดี่ ินราชพัสดุในเขตเทศบาลเมอื งอทุ ัยธานี แบ่งเป็น 2 ประเภทหลกั คือ (แผนท่ี ผ-5) - ที่ดินราชพัสดุประเภทที่ตั้งของหน่วยงานราชการ การสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ที่ดิน ราชพัสดุประเภทนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก สถานที่ราชการที่สำคัญ ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดอุทัยธานี ศาลจังหวัดอุทัยธานี สำนักงานเทศบาลเมืองอุทัยธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี สำนักงาน โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอุทัยธานี สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุทัยธานี สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง อุทัยธานี แขวงการทางอุทัยธานี เรือนจำจังหวัดอุทัยธานี การประปาเทศบาลเมืองอุทัยธานี โรงพยาบาล อุทัยธานี ศูนย์เยาวชนเทศบาลเมอื งอุทัยธานี ห้องสมุดประชาชน บ้านพักข้าราชการ และสวนสาธารณะต่าง ๆ เปน็ ตน้ - ท่ีดินราชพัสดุประเภทจดั สรรให้เอกชนเช่า ท้งั เพอ่ื การอยู่อาศยั และเพอ่ื ประกอบกิจกรรมการค้า และบริการ ท่ีดินราชพสั ดุประเภทนีม้ อี ยไู่ ม่มากนัก ต้งั อยูท่ ่วั ไปในตัวเมืองอุทัยธานี ผ- 18

เมอื งเกา่ อุทยั ธานี ผ- 19

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเกา่ ผ.2 การรวบรวมข้อมูลโบราณสถาน อาคาร และสถานท่สี ำคญั ในพ้นื ท่ีเมอื งอุทยั ธานี พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองอุทัยธานีมีความชัดเจนมาอย่างช้าในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานีดังที่กล่าวในเอกสารประวัติศาสตร์ เช่น กฎหมายตราสามดวง เนื่องจากทำเลที่ตั้งของเมืองเก่า อุไทยธานีอยู่บนเส้นทางเดินทัพ จึงถูกทำลายทิ้งร้างและฟื้นฟูใหม่หลายครั้งหลายครา ซึ่งต่อมาได้ย้ายมายัง ทำเลทีต่ ั้งทปี่ จั จุบัน ในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระนงั่ เกล้าเจ้าอยูห่ วั รัชกาลที่ 3 ทั้งนี้ พื้นที่เมืองอุทัยธานีซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการประกาศขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า เป็นชัยภูมิ ที่ตั้งที่ก่อกำเนิดขึ้นโดยมีความสัมพันธ์กับแม่น้ำและภูเขาสะแกกรัง ตลอดจนแวดล้อมด้วยแหล่งมรดกทาง ธรรมชาติ ด้วยมูลเหตุปัจจัยแห่งความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวนั้น ส่งผลให้การก่อรูปของวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจภายในพื้นที่เมืองอุทยั ธานเี ป็นไปอย่างรุ่งเรือง สะท้อนให้เหน็ ผ่านมรดกทางวัฒนธรรมรูปธรรม และ มรดกทางวัฒนธรรมนามธรรม ทำให้สภาพแวดล้อมและสภาพภูมิทัศน์ของพื้นท่ีเมืองเก่าอุทัยธานีมคี วามเปน็ เอกลักษณ์ แสดงถึงการดำรงชวี ิตทผ่ี กู พนั กับสิง่ แวดลอ้ มทางธรรมชาติ โดยเฉพาะแมน่ ำ้ สะแกกรงั จากการสำรวจภาคสนามพบว่า มรดกวัฒนธรรมทางกายภาพของเมืองอุทัยธานีนั้นกระจุกตัวอยู่ บริเวณตอนกลางของชุมชนเมืองอุทัยธานี ทั้งที่เป็นโบราณสถาน อาคาร และสถานที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ซึ่งคุณค่าและความสำคัญของแหล่งมรดกทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม แต่ละแหง่ ในเมืองอทุ ัยธานี มรี ายละเอียดพอสงั เขปดงั น้ี (แผนท่ี ผ-6) 2.1 แม่นำ้ สะแกกรัง “แม่น้ำสะแกกรัง” มีต้นกำเนิดในเขตเทือกเขาโมโกจู ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร มคี วามยาวประมาณ 225 กโิ ลเมตร จุดท่ีแม่นำ้ สะแกกรงั ไหลผา่ นเขตเมืองเกา่ ของจังหวัด อุทัยธานี เรมิ่ ต้นจากบริเวณปากคลองขุมทรัพย์ และไหลผ่านขนาบตัวเมืองอทุ ัยธานีทางฝ่งั ตะวนั ตกของแมน่ ้ำ สะแกกรัง โดยมีตลาดสดเทศบาลเมืองอุทัยธานีที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ประจำเมือง ซึ่งรายล้อมด้วยอาคาร บ้านเรือน และบ้านค้าขายอย่างหนาแน่น สำหรับพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ คือ “เกาะเทโพ” ซึ่งเป็น ภูมิลักษณ์ที่เกิดข้ึนจากการโอบกระหวัดของแม่น้ำสะแกกรังและแม่น้ำเจ้าพระยา จนมีสถานะเป็นเกาะขนาด ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนเกาะเทโพตรงหน้าเมืองอุทัยธานี เป็นที่ตั้งของ “วัดอุโปสถาราม” ที่ชุมชน ท้องถิ่นเรียกว่า “วัดโบสถ์” ผู้คนสองฝั่งของแม่น้ำสะแกกรังเชื่อมโยงกันด้วยสะพานวัดโบสถ์ที่สร้างขึ้นใน คราวฉลองกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ 200 ปี เพ่ืออำนวยความสะดวกผ้คู นให้ไปมาหาส่รู ะหว่างกันได้โดยสะดวก วิถีชีวิตชาวแพในแม่น้ำสะแกกรังมีการตั้งถิ่นฐานกระจุกตัวกันบริเวณหน้าเมืองอุทัยธานี นับเป็น ชุมชนชาวแพแห่งสดุ ท้ายที่ยังเหลอื อยู่ในประเทศไทย นอกจากนี้ แม่น้ำสะแกกรังเป็นแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำจืดที่สำคัญของคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะปลา แรดซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในนามของ “ปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี (สช 56100061)” ผ- 20

เมืองเก่าอทุ ัยธานี แม่น้ำสะแกกรังไหลลงใต้ผ่านหน้าเมืองอุทัยธานีแล้วไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณบ้าน ทา่ ซุง ตำบลทา่ ซงุ อำเภอเมอื งอทุ ัยธานี ซงึ่ ทำเลทตี่ ัง้ ดังกล่าวตรงอกี ฟากหน่ึงของแม่น้ำเจา้ พระยานั้นเป็นที่ต้ัง ของตลาดคงุ้ สำเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ซงึ่ เปน็ ศนู ย์กลางการค้าทางน้ำท่ีสำคัญมาตง้ั แตอ่ ดีต แม่นำ้ สะแกกรงั บริเวณหนา้ วดั อโุ ปสถาราม บริเวณแมน่ ำ้ สะแกกรังทไี่ หลมาบรรจบกบั แมน่ ้ำเจ้าพระยา รูปที่ ผ-12: แม่นำ้ สะแกกรงั 2.2 คลองท่าโพ “คลองท่าโพ” เป็นคลองที่ไหลมาจากทางทิศตะวันตก เกิดจากการรวมตัวกันของแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่อำเภอหนองฉาง ซ่ึงแมน่ ้ำเหล่านี้ไหลมาจากแนวเทือกเขาทางตะวนั ตก ไหลมาทางดา้ นตะวันตกเฉียงใต้ของ เขาสะแกกรัง และมาบรรจบกับแม่น้ำสะแกกรังที่ตอนใต้ของเมืองอุทัยธานี ด้วยแนวของลำคลองที่เช่ือมต่อ เข้าไปยังพื้นที่ตอนในทางฟากตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของเมืองอุไทยธานีเก่าที่อำเภอหนองฉาง จึงสันนิษฐานว่า นอกจากจะทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเส้นทางสัญจรและการเดินทัพในสมัย โบราณด้วย รปู ท่ี ผ-13: ปากคลองโพธ์ทิ เี่ ชอื่ มตอ่ กับแมน่ ำ้ สะแกกรงั ผ- 21

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นท่เี มืองเก่า ผ- 22

เมอื งเก่าอุทยั ธานี 2.3 เขาสะแกกรัง “เขาสะแกกรัง” เป็นภูเขาลูกโดด วางตัวแนวทิศเหนือ-ใต้ ทางทิศตะวันตกของตัวเมืองอุทัยธานี เดิมชาวบ้านเรียกว่า “เขาแก้ว” เป็นที่ตั้งของ “วัดสังกัสรัตนคีรี” หรือ “วัดสะแกกรัง” ในอดีตนั้นมีทางขึ้นอยู่ ทางทิศใต้ของภูเขาเป็นบันไดที่ทอดยาว 449 ขั้น อันเป็นเส้นทางสำหรับการจาริกขึ้นไปยังยอดเขาสะแกกรัง ของผแู้ สวงบญุ ในอดีต นอกจากน้ี บนั ไดทางขึน้ ส่ยู อดเขายังเปน็ ส่วนหน่ึงของพื้นท่ีประเพณกี ารตักบาตรเทโวใน เทศกาลวันออกพรรษา ซึ่งได้จำลองเรื่องเล่าในพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าในการเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้น ดาวดงึ ส์มายังโลกมนุษยท์ ่ีนครสังกสั สะ (Sankassa Nagara) ทำให้ชื่อเรียกว่า “ภเู ขาแก้ว” ได้มีชื่อเป็นทางการ ใหมว่ ่า “เขาสงั กสั รตั นครี ”ี ซงึ่ หมายถึง “เขาแก้วแหง่ สงั กสั สะ” นน่ั เอง ทางขึ้นสู่ยอดเขาสะแกกรังโดยรถยนต์นั้น มีต้นทางจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3220 ทางแยก ใกล้กับสนามกีฬาจังหวัดอุทัยธานีขึ้นสู่ยอดเขามีระยะทาง 4 กิโลเมตร ไปยังลานจอดรถ และพระราชานุสาวรีย์ สมเดจ็ พระปฐมบรมมหาชนก บนยอดเขาสะแกกรังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญหลายแห่ง แบ่งเป็น 2 บริเวณใหญ่ ๆ คือ บริเวณ ด้านทิศใต้เป็นบริเวณของวัดสังกัสรัตนคีรี ประกอบด้วยเสนาสนะต่าง ๆ เช่น มณฑปประดิษฐานรอยพระ พุทธบาทจำลอง ซึ่งย้ายมาจากวัดใหม่จันทราราม ระฆังสัมฤทธ์ิใบใหญ่ที่พระปลัดใจและชาวอุทัยธานีร่วมกัน สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2443 ศาลารัชมังคลาภิเษก และวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิม ส่วนบริเวณด้านทิศเหนือ ประกอบด้วย พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก และหมุดแผนที่โลก ซึ่งใช้ในการสำรวจทำ แผนที่ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2457 เป็นหมุดแผนที่โลกหนึ่งในสามแห่งของทวีปเอเชีย โดยหมุดโลกอีก 2 แห่ง ตัง้ อย่ทู ปี่ ระเทศอินเดีย และเวยี ดนาม เขาสะแกกรงั ยังทำหน้าที่เปน็ จุดหมายตา (Landmark) สำคัญของเมอื งอทุ ัยธานีท่ีสามารถมองเหน็ ได้ในระยะไกล และเป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองอุทัยธานี ซึ่งชาวเมืองอุทัยธานีนิยมมา พกั ผอ่ น และออกกำลังกาย รูปที่ ผ-14: เขาสะแกกรงั และทางเดนิ บนสนั เขาสะแกกรังไปสหู่ มดุ แผนทโ่ี ลก ผ- 23

โครงการกำหนดขอบเขตพืน้ ที่เมืองเกา่ 2.4 วดั อโุ ปสถาราม “วัดอุโปสถาราม” หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “วัดโบสถ์” ในอดีตนั้นเรียกกันว่า “วัดโบสถ์ มโนรมย์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัดแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่าช่วงเวลาที่ย้ายทำเลที่ตั้งเมืองจากทำเลที่ตั้งเมือง อุไทยธานีเก่า ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นชุมชนบ้านสะแกกรังยังขึ้นกับเมืองมโนรมย์นั่นเอง สอดคล้องกับ ประวัติของวัดที่สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2325 ตั้งอยู่บนเกาะเทโพทางฟากตะวันออกของแม่น้ำสะแกกรัง ซ่ึงอยู่ตรงข้ามกับฝั่งตลาดสดเทศบาลเมืองอุทยั ธานี มมุ มองจากพ้นื ทีอ่ เนกประสงคร์ ิมแมน่ ้ำสะแกกรงั ฝ่งั ตลาด สดไปยังฝั่งวัดอุโปสถารามเป็นภาพจำสำคัญของเมืองอุทัยธานี ด้านเหนือของพื้นที่วัดมีสะพานคอนกรีตที่ยก สูงเพื่อขา้ มแม่นำ้ สะแกกรังเช่ือมพน้ื ทแ่ี ละชุมชนทัง้ สองฟากฝงั่ ของแม่น้ำเขา้ ด้วยกัน รปู ที่ ผ-15: ภาพถ่ายทางอากาศบรเิ วณวดั อุโปสถารามท่ีอยตู่ ดิ ริมฝ่งั แมน่ ำ้ สะแกกรัง วัดอุโปสถาราม มีพุทธศาสนสถาปัตยกรรมหลายหลัง นับลำดับจากแม่น้ำสะแกกรังเข้าไปจะพบ “แพโบสถ์น้ำ” ซึ่งลอยอยู่ในแม่น้ำสะแกกรังหน้าวัด ถัดเข้าไปที่ชายตลิ่งเป็นที่ตั้งของ “ศาลาท่าน้ำ” หลังคา ป้ันหยามมี ุขหนา้ หนั ลงสู่แมน่ ้ำ และมี “มณฑปแปดเหลีย่ ม” ถดั เข้าไปเปน็ ฐานไพทีขนาดกว้างขวางที่ทำหน้าที่ รองรับอาคารสำคัญ คือ “อุโบสถ” และ “วิหาร” ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมกัน ด้วยออกแบบก่อสร้างให้ ตั้งอยู่บนฐานไพทีที่ยกสูง ตัวอาคารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหลังมี “เจดีย์ราย” 3 องค์ ดังมี รายละเอียดขยายความอาคารแต่ละหลังดงั นี้ วหิ าร วิหารเป็นอาคารเครื่องก่อ มีหลังคาแบบไทยประเพณี มีมุขลดหน้า-หลัง ลึก 5 ห้องเสา ด้านหน้า เป็นมุขโถง และบนผนังสกัดของมุขโถงด้านหน้านั้นเขียนจิตรกรรมฝาผนังเต็มทั้งผืนแสดงเรื่องราวในพุทธ ประวัติ ที่ผนังด้านหน้าดังกล่าวนั้นเจาะช่องประตู 2 ช่อง เป็นซุ้มโค้งแบบตะวันตก แสดงให้เห็นว่าตัวอาคาร ได้รับการก่อสร้าง หรือการบูรณะใหม่ครั้งใหญ่ในช่วงเวลาทีส่ ถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเปน็ ท่ีนิยมแพร่หลาย ประเด็นดังกล่าวนี้ ทำให้มีข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าตัวอาคารวิหารหลังปัจจุบัน และภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น ไมเ่ ก่าไปถงึ สมยั ตน้ รตั นโกสินทรด์ งั ท่กี ล่าวกนั ทว่าน่าจะมอี ายุในราวรชั กาลท่ี 4–5 ผ- 24

เมืองเกา่ อทุ ยั ธานี ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปประธานประทับยืนปางห้ามญาติ พุทธศิลป์รัตนโกสินทร์ และมีพระพุทธรูปประทับยืนอีกหลายองค์ประดิษฐานร่วมฐานชุกชีเดียวกัน บนผนังภายในเขียนจิตรกรรม ภาพพุทธประวัติตอนห้ามพระแก่นจันทน์ เรื่องพระมาลัยไปนมัสการพระจุฬามณีเจดีย์ อสุภกรรมฐาน และ ภาพพระอสีตมิ หาสาวก 80 องค์ วหิ ารและอุโบสถท่ตี ง้ั ค่กู ันอยูบ่ นฐานไพทยี กพืน้ สูง กลมุ่ พระพุทธรูปภายในวหิ าร กลุ่มพระพทุ ธรปู ภายในอุโบสถ เจดยี ์สามองคด์ ้านหลงั วิหารและอุโบสถ มณฑปแปดเหล่ยี ม และภาพปูนปัน้ พระพทุ ธรปู ปางอมุ้ บาตร รปู ท่ี ผ-16: วดั อโุ ปสถาราม (วดั โบสถ)์ ผ- 25

โครงการกำหนดขอบเขตพ้นื ทเี่ มอื งเก่า หอประชุมอทุ ัยพุทธสภา แพโบสถน์ ำ้ รปู ที่ ผ-17: วัดอโุ ปสถาราม (วัดโบสถ์) อุโบสถ เป็นอาคารเครื่องก่อ มีหลังคาแบบไทยประเพณี มีมุขลดหน้า-หลัง เช่นเดียวกับวิหาร ทว่าโครงสร้างเครื่องบนของอุโบสถได้ถูกบูรณะเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแล้ว ขนาดของอาคารมี ความลึก 5 ห้องเสา ด้านหน้าเป็นมุขโถง ภายในอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย ศิลปะ สมัยรัตนโกสินทร์ ภายในอาคารเขียนจิตรกรรมฝาผนังพุทธประวัติจากคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถาอยู่บนผนัง ระหวา่ งช่องหนา้ ตา่ ง เหนอื ขนึ้ ไปเขียนเปน็ ภาพเทพชุมนมุ เจดีย์ บนฐานไพทีด้านหลังวิหารและอุโบสถมีเจดีย์ 3 องค์ ที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง กัน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นร่วมสมัยกันในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประกอบด้วย เจดีย์ทรงระฆังตั้งอยู่ ด้านหลังวิหาร เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองตั้งระหว่างวิหารและอุโบสถ และเจดีย์ทรงระฆังผังแปดเหลี่ยมตั้งอยู่ ดา้ นหลงั อุโบสถ มณฑปแปดเหลีย่ ม ตามประวัติกล่าวว่าหลวงพิทักษ์ภาษา (บุญเรอื ง พิทักษ์อรรณพ) สร้างขึ้นเพื่อ ถวายให้พระสุนทรมุนี (จัน) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดและเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี เมื่อปี พ.ศ. 2442 ในสมัย รัชกาลท่ี 5 ตัวอาคารตั้งอยู่บนพน้ื ลานตะพักรมิ แม่น้ำสะแกกรังถดั มาจากฐานไพทีอันเป็นท่ีต้ังของกลุ่มอาคาร สำคัญทางศาสนาของวัดอุโปสถารามไปทางตลิ่งแม่น้ำ เมื่อมองจากฝั่งตลาดสดเทศบาลซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัด จะเห็นมณฑปแปดเหลี่ยม 2 ชั้น ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์ภาพจำของผู้คน ตัวอาคารเป็นเครื่องก่อผสม โครงสร้างไม้ ผังแปดเหลี่ยมมีมุขหลักของอาคารอยู่ทางด้านตะวันตกซึ่งหันลงไปที่แม่น้ำสะแกกรัง และมี บันไดแยกออกมาท้ังสองฝงั่ ของมุขด้านหน้าแลว้ ทอดตวั เกาะไปตามแนวขอบของอาคาร ความน่าสนใจในทางสถาปัตยกรรมและการตกแต่ง คือ ด้านทิศเหนือของตัวอาคาร เป็นกระเปาะ ยื่นออกมาจากระนาบผนังอาคารทางด้านเหนือ หน้าบันของกระเปาะมุขนี้เป็นครึ่งวงโค้งตกแต่งด้วยงานปูน ปน้ั และลงสดี ว้ ยฝมี ือชา่ งจีน หอประชุมอุทัยพุทธสภา ตามประวัตินั้นกล่าวว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2492 สมัยพระครูอุเทศธรรม วิจัย (ป๊อก) เป็นเจ้าอาวาส ตัวอาคารตั้งอยู่ถัดลึกจากฐานไพทีอันเป็นที่ตั้งของวิหารและอุโบสถ ถัดเข้าไปใน พื้นที่ตอนในเป็นเขตสังฆาวาส ทำหน้าที่เป็นหอสวดมนต์สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ผังอาคารเป็นตรีมุข ผ- 26

เมืองเกา่ อุทัยธานี โครงสร้างหลักของอาคารเป็นคอนกรีตและไม้ หลังคาทรงจั่วมีปีกนก 1 ตับ และมีกันสาดที่สันนิษฐานว่าต่อ เตมิ ในภายหลงั ซึง่ มงุ ดว้ ยสงั กะสีเพ่ือลดน้ำหนักของผืนหลังคา สำหรับมุขหลักด้านหน้าของอาคารนัน้ หนั ไปทางทิศตะวนั ตกไปสู่แมน่ ้ำสะแกกรัง มหี ลงั คาช้นั ลด 3 ช้นั ส่วนมขุ ดา้ นขา้ งนน้ั มีชั้นลดหลงั คา 2 ชนั้ หน้าบันทั้ง 2 ดา้ น ตกแต่งด้วยปนู ปน้ั ประดับกระจกและปิดทอง แพโบสถ์น้ำ สร้างขึ้นโดยพระครูอุทัยธรรมนิเทศ (จัน) และเป็นที่รับการเสด็จพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือ เมื่อปี พ.ศ. 2444 (ร.ศ. 120) ดังปรากฏ หลักฐานแสดงไว้บนหน้าบันเป็นจารึกอักษรขอมภาษาบาลีบนแผ่นป้ายวงกลม ความว่า “สุ อาคตํ เต มหา ราชา” (มหาราชเสดจ็ ฯ มาด)ี ลักษณะทางสถาปัตยกรรมนั้น แต่เดิมเป็นเรือนแพแฝด 2 หลัง มีหลังคาแบบไทยประเพณีช่อฟ้า ใบระกาเหมือนอุโบสถทั่วไป มีประวัติกล่าวว่าในเวลาต่อมาได้ขยายขนาดพื้นที่ใช้สอยแต่ยังคงลักษณะเดิมไว้ ในที่นั้นสันนิษฐานว่า มีการต่อชายคาโดยรอบออกมาโดยคงรักษาหลังคาจั่วแฝดไว้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 มีการซ่อมแซมและปรับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใหม่ให้กลายเป็นอาคารหลังที่มีหลังคาแบบปั้นหยาคลุม พน้ื ทใี่ ชส้ อยท้งั หมด มีมุขตรงกลาง และนำปา้ ยจารกึ ข้อความสำคญั ดงั กล่าวมาขา้ งตน้ มารกั ษาไว้บนจว่ั ทั้งนี้ ภายในแพแบ่งเป็นสัดส่วนเป็น 2 ระดับ คือ อาสนะสงฆ์สำหรับพระสงฆ์ และพื้นนั่งสำหรับ ฆราวาส ปัจจุบันแพโบสถน์ ้ำหลังนท้ี างวัดใชป้ ระกอบกจิ กรรมตามประเพณี เช่น ลอยกระทง และใช้ในโอกาส วันสำคัญของจังหวัด และยังให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนเรือนแพยืมไปใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น แต่งงาน บวชนาค ทำศพ และทำบญุ ต่าง ๆ 2.5 วดั สงั กสั รัตนครี ี “วัดสังกัสรัตนคีรี” ตั้งอยู่ที่บ้านวังยาง หมู่ 3 ตำบลน้ำซึม ตั้งอยู่บนเขาสะแกกรัง สุดถนนท่าช้าง ทางฝั่งตะวันตกของตัวเมืองอุทัยธานี เขตพุทธาวาสของวัดส่วนหนึ่งอยู่ที่เชิงเขาสะแกกรัง อีกส่วนอยู่บน “ยอดเขาสะแกกรัง” หรือ “ยอดเขาแก้ว” ชื่อเดิมว่า “วัดสังกัสรัตนคีรีมงคลประไพอุทัยเขตร์” โดยพระครู ประไพคุณาจารย์ (ใจ) เจ้าอาวาสวัดทุ่งแก้ว (วัดมณีธุดงค์) ได้พบซากโบราณสถานอยู่บนภูเขา จึงได้ริเริ่มจะ ฟื้นฟูปฏสิ งั ขรณ์วัดขึ้นใหม่โดยชกั ชวนชาวเมืองอุทยั ธานสี รา้ งบนั ไดทางขึน้ เขา เมื่อปี พ.ศ. 2442 และสร้างวดั จนสำเร็จในปี พ.ศ. 2443 และสร้างวหิ ารสำเรจ็ ในปี พ.ศ. 2446 ต่อมาไดร้ ว่ มกับขุนกอบกัยกิจ (อุ้ยสุน่ แซ่ต้ัง) และพุทธศาสนิกชนชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างมณฑปบนยอดเขาสะแกกรังในปี พ.ศ. 2448 เพื่อประดิษฐาน พระพุทธบาทจำลอง รวมทง้ั ศาลาปรกอกี แหง่ หน่ึง ในปี พ.ศ. 2465 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสจังหวัดอุทัยธานี ได้เสด็จ พระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาทที่มณฑปแห่งนี้ และต่อมาในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2478 เกิดไฟ ไหม้ป่าบรเิ วณยอดเขาสะแกกรงั และลกุ ลามไหม้เคร่อื งบนของมณฑปพระพทุ ธบาทบนยอดเขาสะแกกรงั ด้วย มณฑปหลังปัจจุบันเป็นหลังที่สร้างขึ้นใหม่แทนหลังเดิมที่ประสบเหตุอัคคีภัยโดยเจ้าคุณสุนทรมุนี (พุฒ) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับชาวจังหวัดอุทัยธานี และการสนับสนุนจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2497 สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2511 โดยจำลองรูปทรงมาจากมณฑปพระพุทธบาทจังหวัด ผ- 27

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นทีเ่ มอื งเกา่ สระบุรี โดยมีนามมณฑปว่า “พระมณฑปสิริมหามายากุฎาคาร” โดยอุปมาว่าเป็นปราสาทที่พระพุทธองค์ได้ แสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ยังเมืองสังกัสนคร จงึ สร้างความหมายให้วัดแห่งนเี้ ปรียบดังเมืองแห่งนน้ั ภายหลงั จึงไดช้ ือ่ ว่า “วดั สงั กสั รัตนคีรี” ในมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองซึง่ อัญเชิญมาจากวัดใหมจ่ ันทราราม วัดน้ีเป็นที่รู้จกั ของผู้คนทั่วไปจากภาพการจัดงานประเพณีตักบาตรเทโว ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี โดยพระสงฆ์ เดินลงจากยอดเขาตามบันได 449 ขั้น ลงมาสู่ลานวัดสังกัสรัตนคีรี สอดคล้องกับพุทธประวัติในวันที่ พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ภายหลังจากที่ประทับจำพรรษาเพื่อเทศนาโปรดพระพุทธมารดา นนั่ เอง ที่เขตพุทธาวาสของวัดสังกัสรัตนคีรีที่บริเวณเชิงเขามีอาคารประดิษฐาน “พระพุทธมงคล ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเมืองอุทัยธานี เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย เศียรกับ สว่ นองค์พระเป็นคนละองค์ สันนษิ ฐานว่ามีการซอ่ มแซมให้เป็นองค์เดยี วกันก่อนทีจ่ ะนำมายังเมอื งอุทยั ธานี มี ประวัติว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธรูปชำรุดจาก สโุ ขทัยไปไวต้ ามหัวเมืองต่าง ๆ และเมืองอุทยั ธานไี ดร้ ับพระราชทานพระพุทธรูป 3 องค์ โดยอัญเชิญลงแพมา และนำข้ึนประดิษฐานอยู่ทีว่ ัดขวิด เดิมทีประดษิ ฐานอยูเ่ บ้ืองหนา้ พระประธานในวหิ ารวดั ขวิด ริมแม่น้ำสะแก กรัง ต่อมาเมื่อได้รวมวัดขวิดเข้ากับวัดทุ่งแก้ว สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) จึงมีบัญชาให้ดูแลรักษาเป็น พระพุทธรูปสําคัญของบ้านเมือง ซึ่งพระครูอุเทศธรรมวิจัย (ป๊อก) วัดอุโปสถารามได้ถวายพระนามว่า “พระ พุทธมงคลศักดิ์สิทธ์ิ” และในปี พ.ศ. 2491 พระครูอุเทศธรรมวิจัย (ป๊อก) ร่วมกับข้าราชการ พ่อค้า และ ประชาชนชาวอุทัยธานีร่วมกันอัญเชิญพระพุทธรูปสุโขทัยจากวัดขวิดไปประดิษฐาน ณ วัดสังกัสรัตนคีรี และ บรรจุพระบรมสารรี กิ ธาตภุ ายในพระเศียรของพระพุทธรปู องคน์ ้ี วัดสังกัสรัตนคีรีจึงเป็นสถานที่สำคัญของเมืองอุทัยธานีที่พุทธศาสนิกชนชาวอุทัยธานีใช้เป็น ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และได้ร่วมกันจัดงานไหว้พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเป็นประจำ ระหว่างวันขึ้น 3-4 ค่ำ เดอื น 4 ของทุกปี ณ บรเิ วณใกล้กบั มณฑปบนยอดเขาสะแกกรงั (ซ้าย) ภาพถ่ายเกา่ ยุคปี พ.ศ. 2450 - 2460 บรรยากาศบริเวณบนั ไดทางขน้ึ วดั สงั กสั รตั นครี ี เชงิ เขาสะแกกรงั (ขวา) มณฑปบนยอดเขาสะแกกรังหลงั จากไฟไหม้ ก่อนไดร้ บั การบณู ะปฏิสงั ขรณ์ ครัง้ ท่ี 2 ท่มี า: เอนก นาวิกมูล และธงชยั ลิขติ พรสวรรค,์ 2561: 38, 82 ผ- 28

เมืองเกา่ อุทยั ธานี พระมณฑปสริ มิ หามายากุฎาคาร ระฆงั สำรดิ หลอ่ ข้นึ ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระพุทธมงคลศักดิส์ ิทธิ์ รูปท่ี ผ-18: วัดสงั กัสรัตนคีรี 2.6 วดั มณีสถิตกปฏิ ฐาราม (วดั ทุ่งแกว้ ) “วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม” ตั้งอยู่บนถนนมณีสถิตย์ ตำบลอุทัยใหม่ เดิมชื่อ “วัดมณีธุดงค์สงฆ์มูลิกา วาส” เริ่มก่อสร้างราวปี พ.ศ. 2431 โดยพระอาจารย์แย้ม วัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพมหานคร ได้จาริกธุดงค์ มาพักที่ป่าไผ่ นายพุ่ม นางพิณ จึงสร้างศาลาพื้นกระดานเพื่อถวายเป็นท่ีพัก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่อื ปี พ.ศ. 2434 และเมอ่ื วันท่ี 13 ธันวาคม พ.ศ. 2456 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส เสด็จตรวจการณ์คณะสงฆ์ในมณฑลฝ่ายเหนือได้เสด็จมาทอดพระเนตร จึงทรงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดทุ่งแก้ว” ตามทปี่ ระชาชนนิยมเรยี กกัน และเมือ่ ปี พ.ศ. 2481 หลังจากเหตุการณไ์ ฟไหม้ใหญใ่ นเมืองอทุ ยั ธานี วดั ขวิดได้รับความเสียหายเป็น อย่างมาก จึงได้ประกาศรวมวัดขวิดเข้ากับวัดทุ่งแก้ว และได้ย้ายหมู่กุฏิเรือนไทยยกใต้ถุนสูง จำนวน 5 หลังจาก วัดขวิดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม ขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนดิ สามัญ สำหรบั สถาปัตยกรรมและอาคารเสนาสนะทีส่ ำคัญภายในวดั แห่งน้ี ได้แก่ พระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถขนาดเล็ก หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้นเขียนสีแบบช่างพื้นถิ่น ใช้สสี นั สดใสแทนการประดบั กระจก สระน้ำก่ออิฐ เปน็ สระนำ้ มนตข์ นาดใหญท่ ส่ี รา้ งข้ึนพร้อมกบั การสร้างวัด กลางสระมีแผ่นศิลาทจี่ าร อักขระยันต์ของหลวงพ่อแย้มฝังเอาไว้ เพื่อประสิทธิ์ประสาทน้ำในสระเป็นน้ำมนต์ เป็นที่นับถือของคนทั่วไป น้ำในสระแห่งนี้เคยใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 รชั กาลที่ 7 และรัชกาลท่ี 10 พระปรางค์องค์ใหญ่ มีขนาดฐานกว้าง 8 เมตร สูง 16 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2452 เดิมมีแต่ฐาน คุณเกตุผู้เป็นป้าของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ได้สร้างต่อเป็นพระปรางค์ห้ายอด ซุ้มทั้ง 4 ปั้นเป็นรูป พระอินทร์ทรงชา้ งเอราวณั ฐานลดหลนั่ เปน็ 5 ชน้ั ปัน้ รปู ยักษ์ ลิง กนิ นร เรยี งรายรอบพระปรางค์ สมเด็จพระ วันรัต (เฮง เขมจารี) ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ภายในพระปรางค์องค์นี้ และยังได้สร้างซุ้ม ประดษิ ฐานหลวงพอ่ แยม้ ผสู้ รา้ งวัดไวด้ า้ นหนา้ พระปรางค์อีกด้วย ผ- 29

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นที่เมืองเก่า พระอุโบสถ หมูก่ ฏุ สิ งฆเ์ รือนไทยที่ยา้ ยมาจากวดั ขวิด รูปที่ ผ-19: วดั มณสี ถิตกปิฏฐาราม (วัดทงุ่ แก้ว) 2.7 วัดธรรมโศภิต (วดั โคง่ ) “วัดธรรมโศภิต” ตั้งอยู่บนถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ ด้านหน้าวัดติดแม่น้ำสะแกกรัง ในอดีต เรียกว่า “ท่าน้ำวัดโค่ง” วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ เดิมชื่อ “วัดราษฎร์จำนงโค่ง” ตามชื่อผู้สร้างชาวพม่าช่ือ “หม่องโค่ง” สันนิษฐานว่าสร้างในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น ชาวบ้านนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า วัดโค่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 จงึ ได้เปลี่ยนช่ือวัดเป็นช่อื ในปจั จบุ ัน และวดั นย้ี งั มวี ัตถมุ งคลท่ีมีชอ่ื เสยี งมาก คอื พระเครอ่ื ง “วดั โค่ง” อาคารเสนาสนะท่สี ำคัญของวดั ท่ียังหลงเหลืออยใู่ นปัจจุบัน ไดแ้ ก่ ศาลาการเปรียญ เป็นศาลาโถงโครงสร้างไม้ ยกใต้ถุนสูง สูงกว้าง 14 วา ยาว 16 วา หลังคาแบบ ไทยประเพณีมงุ กระเบื้องดนิ เผา บนศาลามีภาพเขยี นสฝี นุ่ ที่ นายฟู อนนั ตวงศ์ เขียนไว้เมอ่ื ปี พ.ศ. 2484 เร่ือง พทุ ธประวัติเขียนบนแผน่ ไม้ติดไว้ตอนบนของผนังอาคาร (พระมหาฟู, 2563) หอสวดมนต์ เป็นอาคารโครงสร้างไม้ 2 ชั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 ด้วยช่างฝีมือเดียวกับ หอสวดมนต์ของวัดอุโปสถาราม หน้าบันตกแต่งด้วยรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ภาพแกะสลักหน้าบัน ดังกล่าวเดิมเคยตกแต่งด้วยการลงรักปิดทอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 มีการบูรณะหอสวดมนต์ครั้งใหญ่ ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณการบูรณะ จึงมิได้ลงรักปิดทองแบบเดิม แต่บูรณะด้วยการทาสีภาพแกะสลัก ใหมแ่ ทน ในอดตี ชนั้ บนใช้เป็นท่ีทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น สว่ นชนั้ ล่างใช้เป็นทเ่ี รียนพระปริยตั ธิ รรม ศาลาการเปรียญ หนา้ บันไมแ้ กะสลกั แสดงภาพพระพทุ ธเจา้ ในปางปาลิไลยก์ ผ- 30

เมืองเก่าอทุ ัยธานี หอสวดมนต์ ลายแกะสลักรปู พระอินทรท์ รงชา้ งเอราวณั บนหนา้ บนั รปู ท่ี ผ-20: วดั ธรรมโศภติ (วดั โคง่ ) 2.8 วดั ธรรมโฆษก (วดั โรงโค) “วัดธรรมโฆษก” ตั้งอยู่บนถนนศรอี ุทัย ตำบลอุทัยใหม่ อยู่ใกล้กับตลาดสดเทศบาล เป็นวัดที่สร้าง ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อปี พ.ศ. 2325 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. 2345 เดิมมีช่ือ “วัดโรงโค” วัดแห่งนี้เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการเมืองอุทัยธานี ปจั จุบนั ภายในวดั มสี ถาปตั ยกรรมและอาคารเสนาสนะท่สี ำคญั ได้แก่ วิหาร วิหารและอุโบสถของวัดนี้วางผังแบบคู่ขนานกัน ทั้งอุโบสถและวิหารจึงอยู่ภายในกำแพงแก้ว เดียวกัน วิหารตั้งอยู่บนฐานที่ยกพื้นสูงกว่าอุโบสถเล็กน้อย ตัวเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน เป็นอาคารขนาด 4 ห้อง ผนังวิหารฉาบปูนเรียบ มีประตูด้านหน้าทางทิศตะวันออก 2 บาน ซุ้มประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายปูน ปัน้ ลายพันธพุ์ ฤกษาและเรื่องรามเกียรต์ิ ภายในมแี ทน่ สำหรับประดิษฐานพระพุทธรปู สมัยรัตนโกสินทร์ อุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาด 4 ห้อง กว้าง 6.10 เมตร ยาว 20 เมตร หันหน้าไปทางทิศ ตะวันออกเช่นเดียวกับวิหาร โครงสร้างหลังคาเป็นหลังคาประธาน 1 ตับ มีหลังคาซ้อนทางด้านหน้าและ ด้านหลัง 1 ชั้น และมีหลังคาปีกนกลาดต่อจากหลังคาประธาน และหลังคาซ้อนอีก 1 ตับ เครื่องลำยองเป็น ปูนซีเมนต์หล่อถอดพิมพ์ ภายในอุโบสถเขยี นจิตรกรรมฝาผนงั ภาพพทุ ธประวัติ เจดีย์ ภายในวัดมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ จำนวน 3 องค์ ตอนต้น และ เจดยี ท์ รงปรางค์ 5 ยอด เปน็ ศลิ ปะสมยั รัตนโกสินทร์ตอนตน้ ในราวสมยั รชั กาลท่ี 4 ตั้งอยบู่ ริเวณหน้าวหิ าร พระวิหารและพระอโุ บสถที่วางผงั แบบค่ขู นานกัน เจดีย์ยอ่ มมุ ไมส้ ิบสอง รูปท่ี ผ-21: วัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค) ผ- 31

โครงการกำหนดขอบเขตพน้ื ทีเ่ มอื งเกา่ พระพทุ ธรปู ภายในพระวหิ าร พระพทุ ธรูปภายในพระอุโบสถ งานปนู ปั้นประดับกรอบหน้าตา่ งและกรอบประตพู ระอโุ บสถ วดั ธรรมโฆษก รูปที่ ผ-22: วดั ธรรมโฆษก (วัดโรงโค) 2.9 วัดใหม่จนั ทราราม “วัดใหม่จันทราราม” ตั้งอยู่บนถนนสายณรงค์วิถี ตำบลอุทัยใหม่ แต่เดิมเป็นวัดร้าง ชาวบ้านนิยม เรียกสั้น ๆ ว่า “วัดใหม่” วัดนี้มีสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า คือ อุโบสถ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปาง ไสยาสน์เป็นพระประธาน ด้านหลังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นฉากต้นรังคู่ สื่อถึงสถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จ ดับขันธ์ปรินิพพาน โดยรอบผนังของอุโบสถมีภาพดอกมณฑาทิพย์ และภาพอาชีวกเดินถือดอกมณฑาทิพย์เพ่ือ มาถวายสักการะพุทธสรีระ นอกจากนี้ยังประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางอุ้มบาตร ปางห้ามญาติ ห่มจีวรคลมุ ไหล่ลายดอกพิกุล ประดิษฐานภายในอุโบสถเดียวกัน ด้านนอกอุโบสถ มีลักษณะคลา้ ยศลิ ปะตะวันตก ที่แสดง ให้เห็นคุณค่าทางสถาปัตยกรรมซึ่งผู้สร้างนำมาผสมผสานกับศิลปะตะวันออกได้อย่างกลมกลืน เช่น การทำ ซุ้มโค้งครึ่งวงกลมที่ซุ้มประตูหน้าต่าง หน้าบันตกแต่งด้วยจานเบญจรงค์ทำเป็นรูปดอกไม้และแต่งเติมสีเป็น ก้านใบแบบศิลปะจีน ด้านข้างแสดงให้เห็นรูปแบบศิลปะจีน มีรูปมังกรข้างละ 1 ตัว ส่วนใบเสมายังคงเป็น ของด้ังเดมิ ซง่ึ คลุมด้วยซ้มุ โค้งยอดแหลมบนฐานสงิ ห์ ผ- 32

เมืองเกา่ อทุ ยั ธานี อุโบสถทตี่ ้งั อยู่คู่กบั วิหาร พระพทุ ธรปู ปางไสยาสน์ และจิตรกรรมฝาผนงั ภายในอุโบสถ วัดใหมจ่ นั ทราราม . การประดับตกแต่งภายนอกอุโบสถทผ่ี สมผสานระหวา่ งศลิ ปะแบบอยา่ งของจนี ตะวนั ตก และไทยประเพณี รปู ที่ ผ-23: วดั ใหมจ่ ันทราราม ผ- 33

โครงการกำหนดขอบเขตพ้นื ท่เี มอื งเก่า 2.10 วัดหลวงราชาวาส วัดหลวงราชาวาส ตั้งอยู่บนถนนท่าช้างติดกับวัดใหม่จันทราราม ตำบลอุทัยใหม่ วัดแห่งนี้ สันนิษฐานว่าถูกสรา้ งข้ึนสมยั อยุธยาตอนปลาย ราวปี พ.ศ. 2370 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ชาวบ้านมักเรยี ก สั้น ๆ ว่า “วัดหลวง” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. 2428 มีอุโบสถตั้งคู่วิหารเก่าแก่ ภายในวิหาร เปน็ ทป่ี ระดษิ ฐาน “หลวงพอ่ ในวหิ าร” ซึ่งเปน็ พระพทุ ธรปู ปางสมาธิทม่ี ีดอกบัวรองรบั พระหัตถ์ บนเสาภายใน วิหารประดับวาดลวดลายสญั ลกั ษณ์มงคล และฉากเทพในศลิ ปะแบบจนี 2.11 วัดพิชัยปรุ อณโุ บาสรถาทมต่ี ั้งอย่คู ู่กบั วิหาร และ “หลวงพ่อในวหิ าร” พระประธานในวหิ าร “วัดพิชัยปุรณาราม“ ตั้งอยู่บนถนรนปู ศทรี่ ผีอ-ุท24ัย: วตดั ําหบลลวองรุทาชัยาใวหาสม่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยอยุธยา พระยา พิชัยสุนทรเจ้าเมืองอุทัยธานีในสมัยนั้นได้ชักชวนพุทธศาสนิกชนร่วมกันบูรณะปฏิสังขรณ์และได้เปลี่ยนชื่อเดิม จาก “วัดกร่าง” เป็น “วัดพิชัยปุรณาราม” เรียกแบบสั้นกันว่า “วัดพิชัย” วัดนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมแล้ว หลายครงั้ ครง้ั ล่าสุดเม่ือปี พ.ศ. 2522 แตย่ ังคงรักษารปู เดิมไวอ้ ย่างดี สถาปัตยกรรมและอาคารเสนาสนะที่สำคัญของวัดนี้ คือ วิหารเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนสมัย อยุธยาหรือในสมัยอยุธยาตอนต้น ลักษณะวิหารเป็นอาคารผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก ด้านข้างไม่มีช่องหน้าต่าง แต่เจาะเป็นช่องลมและช่องแสงแคบ ๆ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของอาคาร ในสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง ภายในวิหารประกอบด้วยเสาแปดเหลี่ยม 2 แถว หัวเสาประดับด้วย บัวกลุ่ม และยังมีห้องเล็กย่อเป็นกระเปาะตรงท้ายวิหารทางทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งพระประธาน “พระพุทธชัย สิทธิ์” ปางมารวิชัยศิลปะแบบอู่ทอง ขนาดหน้าตัก กว้าง 1.47 เมตร สูง 1.87 เมตร มีซุ้มเรือนแก้วปูนปั้นรูป พญานาคประดบั อยู่ ด้านหน้าวิหารมเี จดยี ์ จำนวน 5 องค์ ซอ้ นบนฐานสเี่ หล่ียม นอกจากน้ี ยังมีอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทย ภายในเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่อง พุทธประวัติ ชาดก และตำนานพระมาลัย สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างพื้นบ้านท้องถ่ิน และภายในยังเป็นท่ี ประดิษฐานพระพทุ ธรปู ปนู ปนั้ ปางมารวิชัย ผ- 34

เมืองเก่าอทุ ยั ธานี วหิ าร เจดยี ์ 5 องค์ ดา้ นหน้าวดั รปู ที่ ผ-25: วัดพชิ ยั ปรุ ณาราม 2.12 วดั อมฤตวารี (วัดหนองนำ้ คัน) “วดั อมฤตวาร”ี ตงั้ อยทู่ บี่ า้ นหนองน้ำคนั หมูท่ ี่ 8 ตําบลอทุ ัยใหม่ สรา้ งข้ึนเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2325 เดิมชื่อว่า “วัดหนองน้ำคัน” ต่อมาปี พ.ศ. 2482 พระสุนทรมุนี (พุฒ สุทตฺโต) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี และ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานีเปลี่ยนใหม่เป็น “วัดอมฤตวารี” ที่มีความหมายว่า วัดท่ีมีน้ำศักดสิ์ ิทธด์ จุ น้ำอมฤต ซึง่ เป็นนำ้ ที่มีฤทธิ์ใหผ้ ูด้ มื่ เปน็ อมตะ ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมและอาคารเสนาสนะที่สำคัญ คือ อุโบสถหลังเก่า สันนิษฐานว่าสร้างข้ึน สมยั อยุธยาตอนปลาย และได้รับการบูรณปฏิสังขรณใ์ นช่วงรัชกาลที่ 4 ผนงั อาคารในภายเขยี นภาพจิตรกรรม เร่อื งพระเวสสนั ดรชาดก มีภาพเทพชุมนมุ และมีภาพสถาปัตยกรรมแบบจีน เช่น ป้อม กำแพง เก๋งจีน เป็นต้น ผนังสกดั หลงั พระประธานเขยี นภาพพุทธประวตั ิตอนมารวิชยั เหนือประตูทางเข้าอโุ บสถเขยี นภาพพระพุทธเจ้า ตอนเสดจ็ ลงจากสวรรค์ชั้นดาวดงึ ส์ ผ- 35

โครงการกำหนดขอบเขตพ้ืนทเี่ มอื งเกา่ อุโบสถหลังเดมิ ของวดั อมฤตวารี พระประธานภายในอุโบสถหลังเดิม รูปที่ ผ-26: วัดอมฤตวารี (วดั หนองน้ำคัน) 2.13 วดั ขวิด (ร้าง) “วัดขวิด” เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยฝีมือช่างชาว จีน แต่เดิมเคยมีวิหารตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง ภายหลังถูกรื้อลงเพราะชำรุด ปัจจุบันจึงเหลือเพียงอุโบสถหลัง เดียวที่ถูกล้อมรั้ว ตั้งอยู่ใจกลางตลาดสดเทศบาลเมืองอุทัยธานี อุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมไทย ก่ออิฐถือปูน และมีบานประตูและบานหน้าต่างไม้สลักลวดลายเป็นรูปเซี่ยวกาง (ทวารบาลแบบจีน) ยืนถือของ้าวเหยียบ บนหัวกเิ ลนและสิงโตจีน ซุ้มหน้าตา่ งยังประดับดว้ ยลายปนู ป้ันทมี่ ลี กั ษณะศิลปะไทย เหตุที่วัดขวิดเหลือเพียงอุโบสถหลังเดียว และกลายเป็นวัดร้างนั้น สืบเนื่องมาจากเหตุเพลิงไหม้เมือง อุทัยธานีครั้งใหญ่ ในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2478 ในการนี้ จึงมีการจัดผังเมืองใหม่เพื่อสร้างตลาดและขยาย เขตบ้านเรือนที่อยู่อาศัยภายในเมือง จึงตัดถนนผ่านที่ดินของวัดขวิด และประกาศให้รวมวัดขวิดเข้ากับวัดทุ่ง แก้ว และเจ้าคณะมณฑลนครสวรรค์ ให้เปลี่ยนชื่อ “วัดทุ่งแก้ว” เป็น “วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม” ซึ่ง “มณี” แปลวา่ “แก้ว” และ “กปฏิ ” แปลวา่ “มะขวดิ ” เม่ือปี พ.ศ. 2481 คณะสงฆด์ ้านหนา้ อุโบสถวดั ขวดิ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2460 หมกู่ ุฏสิ งฆเ์ รือนไทยของวัดขวิด เม่อื ปี พ.ศ. 2490 ที่มา: เอนก นาวิกมลู และธงชยั ลขิ ติ พรสวรรค์, 2561: 69 และ 85 ผ- 36

เมืองเกา่ อุทยั ธานี อโุ บสถ และบานประตูของวดั ขวดิ ในปจั จบุ ัน พระประธานในอุโบสถวดั ขวดิ ปจั จบุ ัน รปู ท่ี ผ-27: วัดขวดิ (ร้าง) 2.14 ศาลหลักเมอื งอุทัยธานี “ศาลหลักเมืองอุทัยธานี” ตั้งอยู่บนถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ ริมแม่น้ำสะแกกรังหน้าศาลากลาง จังหวัดอุทัยธานี เป็นศาลาจัตุรมุข เรือนยอดปรางค์ เสาหลักเมืองเป็นไม้มงคล แต่เดิมเมืองอุทัยธานีมีเสาหลัก เมืองดั้งเดิมอยู่ที่เมืองอุทัยธานีเก่าในพื้นที่ตำบลอุทัยเก่า อำเภอหนองฉางในปัจจุบัน ต่อมาจึงได้มีการสร้าง ศาลหลักเมืองแห่งใหม่ข้ึนที่บริเวณหนา้ ศาลากลางจงั หวัดอุทัยธานใี นปัจจุบัน สร้างขึน้ ในสมัยนายสดุ จิต นิมิตกุล เปน็ ผ้วู ่าราชการจงั หวดั อุทยั ธานี วางศลิ าฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2536 รปู ท่ี ผ-28: ศาลหลักเมอื งและเสาหลักเมือง 2.15 ศาลเจ้าพ่อหลักเมอื ง “ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (ปุงเถ่ากง)” ตั้งอยู่บนถนนท่าช้างติดกับตลาดสดเทศบาลเมืองอุทัยธานี เรียกกันว่า “ศาลเจ้าท่าช้าง” ตัวศาลไม่ปรากฏปที ่ีสร้าง เดิมเป็นเรือนไม้หลงั เลก็ ๆ ต่อมานายพิพัฒน์ พัฒนา ภรณ์ (นายจ๊กซอย แซ่ตั้ง) คหบดีเชื้อสายจีนที่ประกอบธุรกิจในตลาดอุทัยธานีได้ร่วมกับชาวตลาดสร้างศาล ข้ึนใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2477 เป็นตึกหลังคาเรือนแฝด โครงสร้างเป็นคอนกรีตผสมไม้ เดิมเป็นพื้น ไม้กระดาน ภายหลังเปลย่ี นเปน็ พ้ืนซีเมนต์ หนา้ ประตูเขยี นภาพเทพผู้รักษาบานประตู ผนงั ดา้ นนอกเขียนเป็น รูปเสือมังกรและเทพนิยายจีน เทพเจ้าประจำศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแห่งนี้เป็นเทพเจ้าที่ทำจากไม้แกะสลักรูป เทวดาแบบไทยประทบั ยนื ในท่าเดนิ สวมชฎา น่งุ โจงกระเบน มอื ซา้ ยถอื ดอกบวั ผ- 37

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นทเี่ มืองเกา่ อาคารศาลเจา้ พอ่ หลักเมอื ง เทพเจ้าประจำศาล ภาพเขียนผนงั ดา้ นหน้าอาคาร รปู ที่ ผ-29: ศาลเจ้าพ่อหลกั เมอื ง (ปงุ เถ่ากง) 2.16 ศาลเจา้ พอ่ กวนอู “ศาลเจ้าพ่อกวนอู” ตั้งอยู่บริเวณท่าแร่ ริมแม่น้ำสะแกกรัง ใกล้กับบ้านฮกแซตึ้ง เดิมเป็นศาลเรือนไม้ ขนาดเล็ก ไม่ไกลจากท่าแร่นั้นมีโรงสีจึงมีพ่อค้าข้าวนำเรือมาจอดเพื่อขนถ่ายข้าว ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2458 นายพิพัฒน์ พัฒนาภรณ์ (นายจ๊กซอย แซ่ตั้ง) คหบดีเชื้อสายจีนที่ได้รวบรวมแรงศรัทธาจากพ่อคา้ ชาวจีนที่ค้าขาย ในเมืองอุทัยธานีสร้างศาลเจ้าพ่อกวนอูขึ้นใหมใ่ หม้ ีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นอาคารยกใตถ้ ุนสูง ลักษณะอาคารคลา้ ยศาล เจ้าพ่อหลักเมือง แต่มีใต้ถุนสูงกว่า ภายในอาคารไม่มีภาพเขียนตกแต่ง แต่ผนังด้านนอกเขียนภาพนิยายจีน บรเิ วณด้านหน้าศาลมลี านริมน้ำ ซึ่งใช้เปน็ พน้ื ทีฝ่ กึ ซอ้ มสิงโตสำหรบั งานเทศกาล อาคารศาลเจ้าพ่อกวนอู เทพเจ้าประจำศาล ภาพเขียนสีดา้ นหนา้ อาคารและบานประตู รปู ที่ ผ-30: ศาลเจา้ พอ่ กวนอู 2.17 ศาลเจา้ แมท่ ับทิมอุทยั ธานี “ศาลเจ้าแม่ทับทิมอุทัยธานี” หรือ “ศาลเจ้าจุ๊ยบ๊วยเนี้ย” ตั้งอยู่บนถนนสุนทรสถิตย์ ใกล้กับสมาคม พาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี เป็นศาลเจ้าของชาวจีนไหหลำอันเป็นที่เคารพศรัทธาเดิมเป็นศาลไม้ขนาดเล็กชั้น เดียว เมื่อแรกเข้ามาตั้งถิ่นฐานได้ทำงานในโรงงานถลุงเหล็ก โรงสี และเมื่อรวบรวมทรัพยากรได้มากพอก็เริ่ม ลงทุนทำธุรกิจเป็นพ่อค้าข้าว ต่อมาแป๊ะหย่วนชาวจีนไหหลำ บ้านตรอกโรงยา ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาสร้างศาล เจ้าแม่ขึ้นใหม่เป็นอาคารเครื่องก่อประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมปูนปั้นแบบศิลปะจีน ผนังด้านหน้าศาล เจ้ามีภาพเขียน 8 เซียนและภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนจีน ภายในประดิษฐานรูปเคารพเจ้าแม่ทับทิมที่ เปน็ ไม้แกะสลกั ท่ีอัญเชญิ มาจากเกาะไหหลำ ประเทศจีน ผ- 38

เมืองเก่าอทุ ยั ธานี อาคารศาลเจ้าแมท่ บั ทิม เทพเจ้าประจำศาล รปู ที่ ผ-31: ศาลเจา้ แม่ทบั ทมิ 2.18 ศาลเจา้ แม่ละอองสำลี “ศาลเจ้าแม่ละอองสำลี” หรือศาลเจ้าปุงเถ่าม่า ตั้งอยู่บนถนนณรงค์วิถี อยู่บริเวณทางแยกฝั่งตรง ข้ามกับวัดใหม่จันทรารามตรงข้ามกับวัดธรรมโฆษก ศาลเจ้าแม่ละอองสำลีก่อสร้างก่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จึงมอี ายปุ ระมาณ 100 ปกี วา่ ลักษณะเปน็ ตึกชน้ั เดยี ว โครงหลังคาเปน็ ไมเ้ ชน่ เดียวกบั ศาลเจา้ พอ่ หลกั เมอื ง อาคารศาลเจา้ แมล่ ะอองสำลี เทพเจา้ ประจำศาล รปู ที่ ผ-32: ศาลเจ้าแม่ละอองสำลี 2.19 ชุมชนชาวแพแมน่ ำ้ สะแกกรงั เรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของเมืองอุทัยธานี และยัง คงเหลือจำนวนเรือนแพมากที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบัน โดยยังคงมีเรือนแพหลังที่เก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดอุโปสถาราม ชาวแพส่วนใหญ่ดำรงชีวิตด้วยการประมง เลี้ยงปลา และ บางครัวเรือนปลูกต้นเตยเพื่อตัดใบขาย นอกจากน้ี ยังมีผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรโดยมีพื้นที่ทำกินอยู่บน เกาะเทโพดว้ ย เรือนแพส่วนใหญ่ปลูกสร้างโดยใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก หลังคาไม่ชันมากนักเพื่อลดการต้านแรงลม ฝาเรือนโดยส่วนมากยังคงใช้ฝาไม้จริง ชั้นหลังมีการซ่อมแซมด้วยแผ่นสังกะสี ด้านใต้แพเป็นลูกบวบไม้ไผ่มัด ผ- 39

โครงการกำหนดขอบเขตพืน้ ท่ีเมอื งเก่า รวมกันเป็นกลุ่มที่ช่วยพยุงให้เรือนทั้งหลังสามารถลอยตัวอยู่บนน้ำได้ โดยมีทะเบียนสำมะโนครัวจึงมี บา้ นเลขที่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจำนวนประชากรและจำนวนบ้านเรือนแพมีแนวโน้มลดจำนวนลง เพราะ บางส่วนเลือกย้ายไปสร้างบ้านอยู่บนบก เพื่อความสะดวกในธุรกิจการค้าและการเดินทาง และด้วยข้อจำกัด จากนโยบายภาครัฐที่ไม่อนุญาตให้มีการเพิ่มจำนวนแพ รวมถึงข้อกังวลเรื่องความสะดวกปลอดภัยในการ เข้าถึงเรือนของผู้สูงอายุ เรื่องสุขอนามัยของเรือนที่อยู่อาศัย ปริมาณน้ำในแม่น้ำสะแกกรังที่ลดระดับลง จาก การปิดเขื่อนเป็นผลให้เรือนแพบางส่วนเกยตื้นกับชายฝั่งน้ำ และเหตุผลสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา บ้านเรือนแพที่มีความจำเป็นต้องซ่อมแซมในทุก ๆ 3-5 ปี และต้องมีการเปลี่ยนไม้ไผ่ที่เป็นฐานของแพหรือ ลกู บวบไม้ไผ่ ทีท่ ำใหบ้ ้านลอยอยู่บนนำ้ ได้ ซึง่ มีค่าใช้จ่ายท่ีสูงมาก รูปท่ี ผ-33: ภาพถ่ายมมุ สูงชมุ ชนเรอื นแพในแม่น้ำสะแกกรงั บริเวณคงุ้ นำ้ หนา้ วัดอุโปสถาราม เทศบาลเมืองอุทัยธานี 2.20 ย่านชุมชนชาวจีนตรอกโรงยา “ตรอกโรงยา” ในอดีตเป็นชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล และเป็นที่ตั้งของโรงยาฝิ่นเถ้าแก่จ๊กซอย เป็นผู้ ก่อสร้างโรงยาฝิ่น เป็นที่มาของชื่อ “ตรอกโรงยา” ภายหลังเมื่อรัฐบาลประกาศให้ฝิ่นเป็นสิ่งเสพติดและผิด กฎหมายในปี พ.ศ. 2500 ตรอกโรงยาจึงซบเซาลงไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ยังเป็นแหล่งรวมอาหารของ คนอุทัยธานี รวมทัง้ ยงั เป็นแหล่งบันเทิงและท่ีพักสำหรับผ้ทู ่ีเดินทางมาจากต่างถ่ินซ่ึงดำเนินการโดยพ่อค้าชาว ไทยเช้ือสายจนี ทวา่ ในปจั จุบนั ได้ปิดกจิ การลงไปหมดแลว้ ปัจจุบันตรอกโรงยากลายเป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านขาย ของที่ระลึก โดยชาวบา้ นรว่ มกันปรบั ปรงุ เรอื นแถวไมเ้ กา่ ใหก้ ลายเปน็ รา้ นคา้ จำหน่ายสนิ ค้า เรือนแถวบางคูหา เช่น บ้านนกเขา และบ้านรักษ์อุทัย เปิดให้เข้าชมเป็นแหล่งเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวสามารถชมภาพถ่ายเก่าของ ผ- 40

เมอื งเก่าอุทัยธานี เมืองอุทัยธานี รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้ในอดีตที่ถูกนำมาจัดแสดงให้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ มรดกทางวัฒนธรรมและการทอ่ งเท่ยี วของชุมชน อาคารไม้แถวดัง้ เดมิ ในตรอกโรงยา ซงึ่ ด้านหลงั เคยใช้เป็นโรงสบู ฝน่ิ ท่ยี งั เหลอื บานประตทู างเข้าโรงสบู ฝน่ิ โรงยาฝิน่ จำลองในตรอกโรงยา รปู ที่ ผ-34: ยา่ นชมุ ชนชาวจีนตรอกโรงยา 2.21 กลมุ่ อาคารเก่าเทศบาลเมืองอุทัยธานี “กลุ่มอาคารเก่าในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี” แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ “กลุ่มบ้านค้าขายเรือน แถวไม้ละแวกวัดธรรมโฆษก (ย่านตลาดพัฒนา)” “กลุ่มบ้านค้าขายตึกแถวละแวกห้าแยกวิทยุ และตลาดสด เทศบาล” และ “กลุ่มบา้ นคา้ ขายเรอื นแถวไม้ในตรอกโรงยา” ทั้งนี้ อาคารบ้านค้าขายเรือนแถวไม้ในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี พบกระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่เมือง เก่าอุทยั ธานี ทว่ามีจำนวนที่เข้มข้นอยู่ในละแวกวัดธรรมโฆษก (ย่านตลาดพัฒนา) และตรอกโรงยา มีลักษณะ ทางสถาปัตยกรรมเป็นเรือนแถวไม้สูง 2 ชั้น หลังคาทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้องดินเผา สังกะสี ส่วนด้านหน้า อาคารชั้นบนเป็นฝาไม้ตีตามแนวนอน กึ่งกลางมีหน้าต่างบานเปิดคู่ ชั้นล่างเป็นประตูบานเฟี้ยมไม้เปิดตลอด ช่วงเสา คลุมด้านหนา้ อาคารด้วยหลังคากันสาดมุงสังกะสี โครงหลงั คาไม้รบั ด้วยคำ้ ยันย่ืนคลมุ ตลอดทางเดินเท้า (Foot path) ผ- 41

โครงการกำหนดขอบเขตพนื้ ทเ่ี มืองเกา่ สำหรับตึกแถวการค้าละแวกห้าแยกวิทยุและตลาดสดเทศบาล ปลูกขึ้นหลังเหตุเพลิงไหม้ในปี พ.ศ. 2478 จึงมีการจัดผังของเมืองใหม่ มีการตัดถนนผ่านที่ดินของวัดขวิด 3 ด้าน คือ ถนนศรีอุทัย ถนนมหาราช และถนนชยั พฤกษ์ โดยมรี ปู แบบสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ชว่ งต้น (Early modern) กลา่ วคือ รูปทรงอาคารได้รับการ ออกแบบให้สอดคล้องกับการใช้งาน และการดูแลรักษา ด้านหน้าอาคารชั้นบนจึงฉาบผิวเรียบ กึ่งกลางมี หน้าต่างบานกระทุ้ง ขนาบสองข้างด้วยหน้าต่างบานเปิดเดี่ยว ชั้นล่างเป็นประตูบานเฟี้ยมไม้เปิดตลอดช่วง เสา คลมุ ด้านหนา้ อาคารดว้ ยการยื่นหลงั คาแบน (Slab roof) ตลอดทางเดนิ เท้า (Foot path) รูปท่ี ผ-35: กลุ่มอาคารไมบ้ รเิ วณวดั ธรรมโฆษก (ยา่ นตลาดพัฒนา) 2.22 อาคารไมโ้ รงเรียนเบญจมราชทู ิศ “อาคารไม้โรงเรียนเบญจมราชูทิศ” ปัจจุบันใช้ประโยชน์เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทอ้ งถนิ่ จังหวัดอทุ ัยธานี ต้ังอยทู่ ี่ถนนศรีอุทยั ตำบลอทุ ัยใหม่ เดิมต้งั อยตู่ รงขา้ มบา้ นพกั ผู้พพิ ากษาหัวหน้าศาล ต่อมายา้ ยมาสรา้ งใหมห่ ลงั ทวี่ า่ การอำเภอเมืองอทุ ยั ธานี มีลักษณะเป็นอาคารไม้ 2 ช้ัน ขนาดใหญ่ มีมุขอย่ตู รง กลาง และแยกออกเป็นปีกอาคารทั้ง 2 ฟาก ปัจจุบันใช่เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถ่ิน จังหวัดอุทัยธานี รวมรวมและจัดแสดงข้อมูลศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวอุทัยธานีตั้งแต่ ในอดตี จนถงึ ปัจจบุ ัน รวมทั้งยังจัดแสดงผนงั ดา้ นหน้าชัน้ บนของอาคาร (façade) บา้ นขนุ กอบกัยกิจมาจัดแสดง ไว้ ทงั้ น้ี พิพธิ ภณั ฑ์เปิดให้ชมในวันและเวลาราชการ โดยตดิ ต่อขอเข้าชมได้ทีส่ ำนกั งานการศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดอทุ ัยธานี รปู ที่ ผ-36: อาคารไม้โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ผ- 42

เมืองเกา่ อุทัยธานี 2.23 บา้ นฮกแซตึ้ง “บ้านฮกแซตึ้ง” ตั้งอยู่บนถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ เป็นอาคารไม้รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยอาคารฮกแซตึ้งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสมาคมเจรจาธุรกิจการค้าของชาวจีนในพื้นที่ภาคกลางตอนบน เช่น อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ และใช้เป็น “สำนักฮกฮันตั๋ว” เพื่อเป็นศูนย์กลางกิจกรรมในเทศกาล กนิ เจ จงึ เปน็ พนื้ ที่ทีช่ าวจีนมารวมตัวพบปะชุมนุมกันในเทศกาลกินเจ ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การค้าของพ่อค้าชาวจีนลดลง ซินแส เล็ก แซ่ลี้ จึงเปิดแผนกรักษา โรคกับร้านขายยาจีนแบบกึ่งสาธารณกุศล จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ฮกแซตึ้ง” และเป็นแหล่งผลิตบุคลากรการ รกั ษาพยาบาลแผนจนี โบราณอยา่ งตอ่ เน่ืองจนถึงปี พ.ศ. 2530 จงึ ได้ปดิ กิจการลง รูปท่ี ผ-37: บา้ นฮกแซต้ึง 2.24 บา้ นขนุ กอบกยั กจิ บ้านขุนกอบกัยกิจเป็นกลุ่มอาคาร ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองอุทัยธานี มีอายุมากกว่า 120 ปี เป็นเรือน ไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนท่าช้าง ตำบลอุทัยใหม่ สร้างขึ้นโดยขุนกอบกัยกิจ (นายอุยสุ่น แซ่ตั้ง หรือตั้งอุยสุ่น) ต้นตระกูลกอบกัยกิจ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) อยู่ใกล้กับบริเวณท่าช้าง ในอดตี เคยเปน็ ศนู ย์กลางชมุ ชนและศนู ยก์ ลางการค้าของเมืองอทุ ยั ธานี ตั้งอุยสุ่นเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่เดินทางมาจากเมืองเฉิงไห่ ซึ่งภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า เมืองเถ่งไฮ่ จังหวัด ฉาวโจว (แต้จิ๋ว) ประเทศจีน โดยมาประกอบอาชีพค้าขายเครื่องเหล็กนานาชนิด และตั้งบ้านเรือนร้านค้า บริเวณตลาดวัดหลวงบ้านสะแกกรัง เป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ด้านสาธารณกุศลต่าง ๆ ให้แก่เมืองอุทัยธานี ผ- 43

โครงการกำหนดขอบเขตพนื้ ท่ีเมอื งเกา่ มากมาย รวมทั้งรับหน้าที่เป็นมัคนายกดูแลวัดสังกัสรัตนคีรี และมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือสนับสนุนการ กอ่ สร้างเสนาสนะต่าง ๆ ของวดั และทำนุบำรุงพทุ ธศาสนาให้เมอื งอุทยั ธานีมาโดยตลอด เชน่ สร้างวิหารพุทธ รัตนมุนี พระเจดีย์ทองเหลือง ศาลาครอบบันได หอระฆัง กุฏิอาคารตึก ฯลฯ ด้วยเหตุดังกล่าวตั้งอุยสุ่นจึง ได้รับความเมตตาจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นำเข้าเฝ้าถวายหนังสืออนุโมทนาเพื่อถวายเป็น พระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2452 (ร.ศ.128) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ตั้งอุยสุ่นได้รับแต่งตั้งเป็นขุนกอบกัยกิจ กรมการพิเศษจังหวัดอุทัยธานี และได้รับ พระราชทานเหรียญราชรุจิจากพระหัตถ์ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส เมืองอุทัยธานี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2465 ขุนกอบกัยกิจถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 74 ปี เป็นบุคคลที่มีความ จงรกั ภกั ดีและศรัทธาทำนบุ ำรงุ พระพทุ ธศาสนาแหง่ เมืองอทุ ยั ธานีตลอดมา กลุ่มอาคารบ้านขุนกอบกัยกิจประกอบด้วยห้องแถวการค้ารูปตัว U ที่ตั้งอยู่ริมถนนท่าช้าง และ อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 2 ชั้น (ระบุปีสร้าง พ.ศ. 2518 ไว้บนแผงหน้าจั่วของอาคาร) ตำแหน่งที่ตั้งของ กลุ่มอาคารนี้อยู่ย่านกลางใจเมืองอุทัยธานี ณ บริเวณส่วนถนนท่าช้างที่เคยแคบที่สุดของจังหวัดอุทัยธานี ห้องแถวการคา้ รปู ตัว U นม้ี อี ายมุ ากกว่า 120 ปี ลกั ษณะอาคารเป็นอาคารครึ่งตกึ ครึ่งไมส้ งู 2 ชน้ั หลังคาทรง ปั้นหยา ห้องแถวชุดที่ตั้งอยู่ริมถนนท่าช้างมุงด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนชุดที่ตั้งอยู่ริมซอยสุขเกษมมุงด้วย กระเบื้องว่าวซีเมนต์ ผนังอาคารชั้นบนเป็นผนังโครงไม้ไผ่สานยึดเข้ากับโครงไม้จริงภายในอาคาร ฉาบผิวปูน เรียบทั้งภายในและภายนอกอาคาร ส่วนผนังอาคารชั้นล่างและผนังกั้นระหว่างคูหาเป็นผนังไม้ พื้นอาคารช้ัน บนเป็นไม้กระดาน ส่วนพื้นชั้นล่างเป็นปูนขัดมัน ประตูชั้นล่างเป็นบานเฟี้ยมไม้ ส่วนชั้นบนของอาคารจะมี ช่องเปิดสามรูปแบบ คือ หน้าต่างบานเปิดคู่ไม้ช่องลมปูนลายจีน และหน้าต่างไม้ลูกฟักบานสูง ครึ่งล่างเป็น ลกู ฟกั บานทึบสว่ นครึง่ บนโปรง่ ด้วยการทำไขว้ไม้ระแนงเปน็ ตารางรปู สเ่ี หลีย่ มขนมเปยี กปูนเปน็ ชอ่ งลม ในปี พ.ศ. 2539 ทางเทศบาลเมืองอุทัยธานขี อเวนคืนท่ีดินริมถนนท่าช้าง เพื่อดำเนินการขยายความ กว้างถนน จึงรื้อถอนบางส่วนของห้องแถวออกไป ซึ่งหมายรวมถึงด้านหน้าของหอ้ งแถวที่ถือเป็นลักษณะเดน่ ของอาคารหลังนี้ คือ ช่องลม ดินเผาเคลือบสีเป็นรูปวงกลมอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม บริเวณรอบประดับด้วย ภาพเขียนสีโดยช่างจีนแต้จิ๋ว ปัจจุบันบ้านขุนกอบกยั กิจอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์เหมือนเมื่อแรกสร้าง เนื่องจาก มีการเวนคืนที่ดินเพื่อขยายถนนท่าช้าง จึงมีการนำส่วนหัวอาคารจำนวน 2 ห้องเสา ที่เดิมอยู่ติดถนนท่าช้าง ไปเก็บรักษาในบริเวณพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นอุทัยธานี (โรงเรียนเบญจมราชูทิศเก่า) และอกี สว่ นยงั คงตัง้ อยู่ในบริเวณโดยเจา้ ของอาคารใหเ้ ช่าพืน้ ทบี่ างสว่ นของห้องแถวสำหรับพักอาศัย บ้านขุนกอบกัยกิจจึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และความ ทรงจำที่เกี่ยวขอ้ งกับชุมชนชาวจีนแห่งเมืองเก่าอุทัยธานี ที่อพยพมาจากจีนและเขา้ มาตั้งถิ่นฐานทำมาค้าขาย ในยา่ นกลางเมืองเก่าอุทัยธานี ผ- 44

เมอื งเก่าอุทัยธานี สภาพบา้ นขนุ กอบกยั กจิ ในปจั จุบัน (ซา้ ย) ด้านหนา้ อาคารติดกับกบั ถนนท่าชา้ ง ซงึ่ ถกู ร้ือถอนดา้ นหนา้ อาคารไปแลว้ (ขวา) ดา้ นหลงั อาคารที่ยงั คงเหลอื ชอ่ งระบายอากาศ หน้าตา่ ง และภาพเขยี นสี รปู ที่ ผ-38: บา้ นขนุ กอบกยั กจิ 2.25 บา้ นจงรัก “บ้านจงรัก” ตั้งอยู่บนถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ เป็นบ้านเรือนไทยของชาวอุทัยธานีดั้งเดิมที่ตก ทอดมาจากบรรพบุรุษ ปจั จุบันบ้านจงรกั แบง่ เปน็ 2 ส่วน คือ 1) สว่ นร้านกาแฟท่อี ยตู่ ิดถนนศรอี ทุ ยั เป็นอาคาร 2 ชัน้ ชน้ั ล่างเป็นร้านกาแฟ และสนิ ค้าทร่ี ะลึกของ จังหวัดอุทัยธานี และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านคุณตาหลวงเพชรสงครามเพื่อเป็นอนุสรณ์และรำลึกถึง หลวงเพชรสงคราม (เผือก รัตนวราหะ) หลวงยกกระบัตรเมืองอุทัยธานีในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นคุณตาทวด ของเจ้าของบ้านจงรักรุ่นปจั จบุ ัน 2) เรือนไทยโบราณสมัยรัชกาลที่ 6 จากการสัมภาษณ์ได้รับข้อมูลว่ามีอายุกว่า 100 ปี ภายในจัด แสดงข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอุทัยธานี เช่น ห้องครัวแบบโบราณ จัดแสดงเตาไฟ หม้อ และไหดินเผา ในบรรยากาศเรือนไทยแบบโบราณ บ้านจงรักเปิดเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ จันทร์ และวันหยุด นกั ขตั ฤกษ์ รูปที่ ผ-39: การจดั แสดงของพพิ ธิ ภณั ฑ์ภายในบา้ นจงรัก 2.26 บา้ นพระยารามราชภักดี (ใหญ่ ศรลมั พ)์ ผ- 45

โครงการกำหนดขอบเขตพืน้ ทีเ่ มืองเกา่ “พระยารามราชภักดี (ใหญ่ ศรลมั พ์)” เปน็ บตุ รของพระยามหานทศี รีบรรพตภมู ิพิทกั ษ์ (ผูว้ ่าราชการ จังหวัดนครสวรรค์) เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2412 ใช้ชีวิตวัยเยาว์อยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ซึง่ เปน็ ญาติ และรบั ราชการท่เี มืองอุทยั ธานี จนไดเ้ ป็นหลวงพนิ ิจสุภาแพ่ง ตำแหน่งกรมการ เมื่อปี พ.ศ. 2432 และไดร้ บั ราชการในทางตุลาการทเี่ มืองอุทยั ธานีในลำดับถัดมา จนกระท่ังปี พ.ศ. 2450 ไดเ้ ล่ือนตำแหน่งเป็น ผู้ว่าราชการเมืองสุโขทัย และมีโอกาสนำเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระยศ เป็นสมเด็จพระยุพราชในคราวเสด็จประพาส “เมืองพระร่วง” จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงทรงพระเมตตา มาแต่ครั้งนั้น ครั้นเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร เลื่อน บรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นอำมาตย์เอก พระยารามราชภักดี เป็นผู้ว่าราชการเมืองสุโขทัยรวม 12 ปี และต่อมาในปี พ.ศ. 2463 ดำรงตำแหน่งสดุ ท้ายเป็นผวู้ ่าราชการเมืองกำแพงเพชร 3 ปี จนกระท่งั ป่วยทพุ พลภาพไม่สามารถ รับราชการได้ พระยารามราชภักดีจึงกลับลงมาอยู่ที่บ้านเดิมที่เมืองอุทัยธานี ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญ ตลอดมา จนถงึ แก่อนิจกรรมด้วยอายุ 58 ปี เมื่อวันที่ 11 สงิ หาคม พ.ศ. 2469 ภาพเกา่ บา้ นพระยารามราชภกั ดี (ภาพจาก คณุ อดลุ ย์ เหลืองบรบิ ูรณ์) บา้ นพระยารามราชภกั ดใี นปจั จบุ นั รปู ที่ ผ-40: บา้ นพระยารามราชภกั ดี 2.27 โรงภาพยนตร์นิวเฉลิมอุทยั “โรงภาพยนตร์นิวเฉลิมอุทัย” ตั้งอยู่ด้านหลังตึกแถวบนถนนมหาราช ตรงตลาดเช้าสะแกกรัง ตรง ข้ามกับทางเข้าตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี ใจกลางเมืองอุทัยธานี โรงภาพยนตร์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2486 มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตเดคโค (Art Deco) ผสมกับ รูปแบบสมัยใหม่ช่วงต้น (Early Modern) ภายในโรงภาพยนตร์แบ่งที่นั่งเป็น 2 ระดับ บนชั้นสองมีพื้นไล่ ระดับแบบอัฒจรรย์ จอภาพยนตรข์ นาดใหญ่ และมเี วทีรองรบั ดงั ท่ีเคยใช้จัดการแสดงดนตรี ทั้งนี้ โรงภาพยนตร์นิวเฉลิมอุทัยเป็นที่รู้จักกันดีของชาวเมืองเก่าอุทัยธานีในนาม “วิกเหนือ” หรือ “วิกนิวเฉลิมอุทัย” ที่เรียกกันว่า “วิกนิว” โดยในอดีตมีโรงภาพยนตร์อีกแห่งหนึ่งคู่กันคือโรงภาพยนตร์ศรี อุทัย เรียกว่า “วิกใต้” หรือ “วิกศรีอุทัย” ที่เรียกกันว่า “วิกศรี” ตั้งอยู่บนถนนศรีอุทัยใกล้กับวัดธรรมโฆษก ตรงข้ามกบั โรงแรมพบิ ูลยส์ ุข ผ- 46

เมืองเกา่ อุทยั ธานี โรงภาพยนตรน์ วิ เฉลมิ อทุ ัยในอดตี (ภาพจาก พันโท จเร ศรีสุก) โรงภาพยนตร์นวิ เฉลิมอทุ ยั ในปัจจบุ นั รปู ที่ ผ-41: โรงภาพยนตร์นิวเฉลมิ อทุ ยั 2.28 วงเวียนวิทยุ (วงเวียนหา้ แยกวทิ ย)ุ “วงเวียนวทิ ยุ” หรอื ชาวเมืองเรียกกันว่า “วงเวยี นห้าแยกวทิ ยุ” ตั้งอยบู่ นจดุ ตัดของถนนศรีอุทัยและ ถนนท่าช้าง ซึง่ อย่บู รเิ วณหา้ แยกพอดี เปน็ ย่านใจกลางเมืองอุทัยธานี ตวั วงเวียนเป็นท่ีตง้ั ของหอกระจายเสียง วิทยุที่สร้างขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งท่ี 2 ราวปี พ.ศ. 2485 วงเวียนนี้ถือเป็นจุดหมายตา (Landmark) ทส่ี ำคัญของ และเป็นใชจ้ ดั กจิ กรรมทีส่ ำคญั ต่าง ๆ รูปที่ ผ-42: ภาพถ่ายเกา่ เสาวทิ ยุกระจายเสียง ในปี พ.ศ. 2485 และขบวนแห่นาคตระกลู พรพิบูลย์ ในปี พ.ศ. 2495 ทม่ี า: เอนก นาวิกมูล และธงชยั ลขิ ติ พรสวรรค์, 2561: 98, 122 รูปที่ ผ-43: วงเวยี นวิทยุ ผ- 47

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นทีเ่ มอื งเก่า ผ.3 บญั ชรี ายชอื่ อาคาร สถานที่ และโบราณสถานที่มคี ณุ คา่ (Inventory) ในพืน้ ทีเ่ มืองเก่าอทุ ัยธานี และ บริเวณโดยรอบ ปัจุบันในพืน้ ทีเ่ มืองเก่าอุทัยธานีและบริเวณโดยรอบ มีอาคาร สถานที่และโบราณสถานจำนวนมากที่ มีคุณค่า ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุรักษ์ บูรณะฟื้นฟูและพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม ด้วยสิ่งเหล่านี้มี คุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี คุณค่าด้านอายุและความเก่าแก่ คุณค่าด้านสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรม คุณค่าด้านการเป็นองค์ประกอบเมืองเก่า และคุณค่าความสำคัญต่อสังคมและชุมชน จากการ สำรวจพื้นที่เมืองเก่าอุทัยธานี และบริเวณโดยรอบ พบอาคาร สถานที่ และโบราณสถานที่มีคุณค่า มรี ายละเอียดท่ีสำคญั ในแตล่ ะแห่งสรปุ ไดด้ ังนี้ หมายเลขอ้างอิง 1 ชอื่ แม่นำ้ สะแกกรงั ประเภท แม่น้ำ/คคู ลอง พิกัด 15°23'08.1\"N 100°01'46.7\"E ที่ต้ัง ทศิ ตะวนั ออกของเมืองเกา่ อทุ ยั ธานี อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสิทธ์ิ กรมชลประทาน ข้อมลู โดยสงั เขป / สภาพปัจจบุ นั / การใชป้ ระโยชน์ “แมน่ ้ำสะแกกรงั ” มีต้นกำเนดิ อยใู่ นเขตอทุ ยานแหง่ ชาติแมว่ งก์ จังหวัดกำแพงเพชร มีความยาวประมาณ 225 กิโลเมตร แมน่ ำ้ สะแกกรังไหลผ่านขนาบทางฝั่งตะวันออกของตัวเมืองอุทัยธานี ทั้งยังปรากฏการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเรือนแพกระจุกตัวกัน บรเิ วณหน้าเมอื งอุทยั ธานี นับเป็นชมุ ชนชาวแพแหง่ สดุ ทา้ ยที่ยงั เหลืออยูใ่ นประเทศไทย หมายเลขอา้ งองิ 2 ช่ือ คลองทา่ โพ ประเภท แมน่ ้ำ/คูคลอง พกิ ดั 15°22'04.2\"N 100°02'33.2\"E ที่ตั้ง ทิศใตข้ องเมอื งเกา่ อทุ ัยธานี อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสิทธ์ิ กรมชลประทาน ขอ้ มลู โดยสงั เขป / สภาพปจั จุบนั / การใช้ประโยชน์ “คลองท่าโพ” เป็นคลองที่ไหลมาทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเขาสะแกกรัง และมาบรรจบกับแม่น้ำสะแกกรังที่ตอนใต้ของ เมืองอุทัยธานี ด้วยแนวของลำคลองที่เชื่อมต่อเข้าไปยังพื้นที่ตอนในทางฟากตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของเมืองอุไทยธานีเก่าที่ อำเภอหนองฉาง จึงสันนิษฐานว่านอกจากจะทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรแลว้ ยังทำหน้าที่เป็นเส้นทางสญั จรและการ เดินทพั ในสมัยโบราณด้วย ผ- 48

เมืองเก่าอทุ ยั ธานี หมายเลขอา้ งอิง 3 ช่ือ เขาสะแกกรัง ประเภท ภูเขา พิกัด 15°22'49.4\"N 100°00'58.6\"E ทตี่ ้งั ทศิ ตะวนั ตกของเมืองเกา่ อทุ ัยธานี อ.เมอื ง จ.อุทัยธานี กรรมสทิ ธิ์ สาธารณประโยชน์ ข้อมลู โดยสงั เขป / สภาพปัจจบุ ัน / การใช้ประโยชน์ “เขาสะแกกรัง” เป็นภูเขาลูกโดดวางตัวแนวเหนือ-ใต้ บนยอดเขาทางทิศใต้เป็นบริเวณของวัดสังกัสรัตนคีรี ส่วนด้านทิศเหนือ เป็นที่ตั้งพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) และหมุดแผนที่โลก เขาสะแกกรังยังเป็นจุดหมายตา (Landmark) สำคัญของเมืองอุทัยธานีที่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และเป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมือง อทุ ยั ธานี หมายเลขอ้างอิง 4 ชือ่ วัดอุโปสถาราม (วดั โบสถ)์ ประเภท วัด/ศาสนสถาน พกิ ัด 15°23'02.3\"N 100°01'50.2\"E ที่ต้งั ต.สะแกกรงั อ.เมอื ง จ.อทุ ัยธานี กรรมสิทธิ์ วัดอุโปสถาราม (วดั โบสถ์) ขอ้ มูลโดยสงั เขป / สภาพปัจจุบัน / การใช้ประโยชน์ “วดั อโุ ปสถาราม” หรอื “วัดโบสถ์” สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2325 ตั้งอย่บู นเกาะเทโพทางฟากตะวนั ออกของแม่น้ำสะแกกรัง ซึง่ อยู่ตรงข้ามกับฝ่ังตลาดสดเทศบาลเมืองอุทัยธานี ภายในผังบริเวณ มอี าคารสำคญั หลายหลัง คอื “แพโบสถน์ ำ้ ” “ศาลาท่าน้ำ” “มณฑปแปดเหลย่ี ม” ถัดเข้าไปเป็นฐานไพทรี องรบั “อโุ บสถ” “วิหาร” และ “เจดีย์ราย” หมายเลขอ้างอิง 5 ชื่อ วดั สงั กสั รตั นครี ี ประเภท วัด/ศาสนสถาน พกิ ัด 15°22'30.1\"N 100°01'03.7\"E ท่ีตงั้ ถ.สนุ ทรสถิตย์ ต.นำ้ ซมึ อ.เมอื ง จ.อทุ ยั ธานี กรรมสทิ ธ์ิ วัดสงั กสั รตั นครี ี ขอ้ มลู โดยสังเขป / สภาพปัจจบุ นั / การใชป้ ระโยชน์ “วัดสังกัสรัตนคีรี” ประกอบด้วยพื้นที่ 2 ส่วน คือ เขตพุทธาวาสของวัดส่วนหนึ่งอยู่ที่เชิงเขาสะแกกรัง และอีกส่วนอยู่บนยอด เขาสะแกกรัง ซึ่งแต่เดิมมีลักษณะเป็นซากโบราณสถานอยู่บนภูเขา และได้รับการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์สร้างบันไดขึ้นเขา ขุนกอบกัยกิจ (นายอุยสุ่น แซ่ตั้ง) และพุทธศาสนิกชนชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างมณฑปบนยอดเขาสะแกกรังในปี พ.ศ. 2448 เพอื่ ประดษิ ฐานพระพทุ ธบาทจำลอง รวมทั้งศาลาปรกอกี แหง่ หนึ่ง ผ- 49

โครงการกำหนดขอบเขตพนื้ ทเี่ มืองเกา่ หมายเลขอ้างอิง 6 ชื่อ วดั มณสี ถิตกปฏิ ฐาราม (วดั ทุ่งแกว้ ) ประเภท วดั /ศาสนสถาน พิกัด 15°23'00.5\"N 100°01'25.0\"E ที่ตงั้ ต.อทุ ัยใหม่ อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสิทธิ์ วัดมณสี ถิตกปิฏฐาราม ขอ้ มูลโดยสงั เขป / สภาพปัจจุบัน / การใช้ประโยชน์ “วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม” หรือ “วัดทุ่งแก้ว” เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2431 โดยนายพุ่ม นางพิณ สร้างศาลาพื้นกระดานเพื่อถวาย พระอาจารย์แย้ม วัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพมหานคร ที่ธุดงค์มาที่ป่าไผ่ ให้เป็นที่จำพรรษา ต่อมาปี พ.ศ. 2481 มีการพัฒนาและ จัดการผังเมอื งในยา่ นพาณชิ ยกรรม จงึ ได้ยา้ ยหมู่กุฏเิ รือนไทย และอาราธนานมิ นต์พระสงฆ์จากวัดขวิด มายังวดั ทุ่งแกว้ หมายเลขอา้ งอิง 7 ช่อื วัดธรรมโศภติ (วัดโคง่ ) ประเภท วัด/ศาสนสถาน พกิ ดั 15°23'17.5\"N 100°01'46.3\"E ท่ตี ั้ง ถ.ศรอี ทุ ัย ต.อทุ ัยใหม่ อ.เมอื ง จ.อทุ ยั ธานี กรรมสิทธ์ิ วดั ธรรมโศภิต ขอ้ มลู โดยสงั เขป / สภาพปัจจบุ นั / การใชป้ ระโยชน์ “วัดธรรมโศภิต” เดิมชื่อ “วัดราษฎร์จำนงโค่ง” ตามชื่อผู้สร้างชาวพม่าชื่อหม่องโค่ง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนตน้ ชาวบา้ นนิยมเรยี กสน้ั ๆ ว่า วดั โค่ง ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2482 จึงไดเ้ ปล่ยี นช่อื เป็น “วัดธรรมโศภิต” หมายเลขอ้างอิง 8 ชอ่ื วดั ธรรมโฆษก (วดั โรงโค) ประเภท วัด/ศาสนสถาน พกิ ดั 15°22'49.4\"N 100°01'49.5\"E ที่ตงั้ ถ.ศรอี ุทัย ต.อทุ ัยใหม่ อ.เมอื ง จ.อทุ ยั ธานี กรรมสทิ ธ์ิ วัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค) ขอ้ มูลโดยสงั เขป / สภาพปัจจบุ ัน / การใชป้ ระโยชน์ “วัดธรรมโฆษก” เดิมชื่อ “วัดโรงโค” สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อปี พ.ศ. 2325 มีประวัติศาสตร์กล่าวกันว่าเคยใช้ เป็นสถานท่ีประกอบพธิ ีถอื นำ้ พระพิพฒั นส์ ัตยาของข้าราชการเมืองอทุ ยั ธานี รวมทงั้ เคยใช้เปน็ ลานประหารนักโทษ สำหรับการ วางผังเขตพทุ ธาวาสโดยการสรา้ งวิหารคู่กบั อุโบสถ สำหรับวิหารนั้นสร้างขึ้นบนฐานไพทที ี่ยกสูงกว่าอุโบสถ ด้านหน้าวัดมเี จดยี ์ รายแบบยอ่ มมุ ไม้สบิ สอง และเจดียท์ รงปราสาทยอดปรางค์ ศลิ ปะรัตนโกสินทร์ ผ- 50

เมอื งเก่าอุทัยธานี หมายเลขอา้ งอิง 9 ช่ือ วัดใหม่จันทราราม ประเภท วดั /ศาสนสถาน พิกัด 15°22'49.4\"N 100°01'49.5\"E ท่ตี ัง้ ถ.ณรงค์วิถี ต.อุทัยใหม่ อ.เมอื ง จ.อทุ ยั ธานี กรรมสิทธิ์ วัดใหม่จนั ทราราม ขอ้ มูลโดยสงั เขป / สภาพปจั จบุ ัน / การใชป้ ระโยชน์ “วัดใหม่จนั ทราราม” เดิมเป็นวัดรา้ ง ตอ่ มามีการฟ้ืนฟูขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆจ์ ำพรรษา มีการวางผงั เขตพุทธาสวาสโดยการสร้าง วิหารคู่กับอุโบสถ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมไทยประเพณี แต่มีการตกแต่งแบบผสมผสานด้วยแรงบันดาลใจทางศิลปะท้ัง แบบไทย จีน และตะวันตกอย่างงดงาม เช่น การทำซุ้มโค้งครึ่งวงกลมแบบอย่างตะวันตกที่ซุ้มประตูหน้าต่าง หน้าบันตกแต่ง ด้วยจานเบญจรงค์ทำเป็นรปู ดอกไมแ้ ละแต่งเตมิ สีเปน็ กา้ นใบแบบศิลปะจนี หมายเลขอา้ งองิ 10 ชือ่ วัดหลวงราชาวาส ประเภท วดั /ศาสนสถาน พกิ ดั 15°22'50.2\"N 100°01'38.0\"E ท่ีตง้ั ถ.ท่าช้าง ต.อทุ ยั ใหม่ อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสทิ ธ์ิ วัดหลวงราชาวาส ข้อมูลโดยสงั เขป / สภาพปัจจุบัน / การใช้ประโยชน์ “วัดหลวงราชาวาส” สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย มีการวางผังเขตพุทธาสวาสโดยการสร้างวิหารคู่ กบั อโุ บสถ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมไทยประเพณี และมีการประดบั ตกแต่งด้วยศิลปกรรมแบบไทยประเพณที ่งี ดงาม หมายเลขอ้างอิง 11 ชอื่ วัดพชิ ัยปรุ ณาราม ประเภท วดั /ศาสนสถาน พกิ ัด 15°22'44.8\"N 100°01'59.0\"E ท่ตี ัง้ 199 ถ.ศรีอุทัย ต.อทุ ัยใหม่ อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสิทธิ์ วัดพชิ ยั ปรุ ณาราม ขอ้ มลู โดยสงั เขป / สภาพปจั จุบัน / การใชป้ ระโยชน์ “วดั พิชัยปุรณาราม” เดมิ มีนามวา่ “วัดกรา่ ง” สร้างขนึ้ มาต้ังแต่สมัยอยุธยาดังหลักฐานศลิ ปสถาปัตยกรรมของพระพุทธรูปและ วิหาร ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2301 พระยาพิชัยสุนทรเจ้าเมืองอุทัยธานีได้ชักชวนพุทธศาสนิกชนร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์และได้ เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพิชัยปุรณาราม” ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดพิชัย” วัดนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมแล้วหลายครั้ง ครั้งล่าสุด เมอ่ื ปี พ.ศ. 2522 แตย่ ังคงรักษารปู เดมิ ไว้อย่างดี ผ- 51

โครงการกำหนดขอบเขตพ้ืนท่ีเมืองเกา่ หมายเลขอ้างอิง 12 ช่ือ วดั อมฤตวารี (วัดหนองน้ำคัน) ประเภท วัด/ศาสนสถาน พกิ ดั 15°22'11.6\"N 100°01'27.2\"E ทีต่ ง้ั ถ.พบิ ูลยศ์ ิริ บ.หนองน้ำคัน ต.อุทยั ใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี กรรมสิทธิ์ วดั อมฤตวารี ข้อมลู โดยสงั เขป / สภาพปจั จบุ นั / การใช้ประโยชน์ “วัดอมฤตวารี” ตั้งอยู่ที่บ้านหนองน้ำคัน สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2325 เดิมชื่อว่า “วัดหนองน้ำคัน” ต่อมาปี พ.ศ. 2482 พระสุนทรมุนี (พุฒ สุทตฺโต) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี และสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เห็นว่าชื่อดังกล่าวไม่เป็นนามมงคล จึงเปลี่ยนใหใ้ หม่เปน็ “วดั อมฤตวารี” มคี วามหมายว่า นำ้ ท่ีมีน้ำท่ีมฤี ทธิท์ ท่ี ำใหผ้ ู้ดืม่ นน้ั เปน็ อมตะ หมายเลขอา้ งองิ 13 ชื่อ วัดขวดิ ประเภท วดั /ศาสนสถาน พกิ ัด 15°23'01.2\"N 100°01'42.3\"E ท่ตี ้งั ถ.ศรีอทุ ัย ต.อุทัยใหม่ อ.เมอื ง จ.อุทยั ธานี กรรมสิทธ์ิ วดั มณสี ถติ กปิฏฐาราม ขอ้ มลู โดยสงั เขป / สภาพปจั จบุ ัน / การใช้ประโยชน์ “วัดขวดิ ” ตง้ั อย่รู มิ แม่นำ้ สะแกกรัง ปัจจบุ ันเป็นวัดรา้ ง เหลอื เพียงอุโบสถหลงั เดียว เนอ่ื งมาจากเหตุเพลิงไหมเ้ มืองอุทัยธานีคร้ัง ใหญ่ ใน พ.ศ. 2478 บริเวณตลาดและชุมชนทางทิศใต้และทิศตะวันตกของวัดขวิด จึงมีจัดผังเมืองใหม่จัดการวางผังเมืองและ ย่านพาณิชยกรรมใหม่ จึงได้ผาติกรรมรื้อถอนเสนาสนะของวัดขวิดนำไปสร้างรวมกับวัดทุ่งแก้ว และเปลี่ยนชื่อวัดทุ่งแก้วเป็น “วัดมณสี ถติ กปฏิ ฐาราม” ทำใหว้ ัดขวิดกลายเปน็ วดั รา้ ง และมอี าคารซง่ึ ขนึ้ ทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติต้งั อยู่ท่ามกลางวง ลอ้ มของอาคารบ้านร้านคา้ และอาคารตลาดสด หมายเลขอ้างอิง 14 ชอื่ ศาลหลักเมืองอทุ ยั ธานี ประเภท วัด/ศาสนสถาน พกิ ดั 15°22'23.5\"N 100°02'23.6\"E ที่ตั้ง ถ.ศรอี ทุ ัย ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสทิ ธิ์ เทศบาลเมอื งอทุ ยั ธานี ข้อมลู โดยสังเขป / สภาพปัจจุบนั / การใช้ประโยชน์ “ศาลหลักเมืองอุทัยธานี” เดิมทีนั้นเมืองอุทัยธานีมีหลักเมืองเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองอุทัยธานีเก่า อำเภอหนองฉาง ต่อมามี การย้ายเมืองอุทัยธานี จึงได้มีการสร้างศาลหลักเมืองแห่งใหม่ประจำเมืองอุทัยธานีขึ้น ที่บริเวณริมแม่น้ำสะแกกรังหน้าศาลา กลางจังหวัดอทุ ัยธานี รูปแบบอาคารประดษิ ฐานเสาหลกั เมืองเปน็ อาคารผงั จัตุรมุข และมีเรือนยอดทรงปรางค์ ผ- 52

เมอื งเกา่ อุทยั ธานี หมายเลขอ้างองิ 15 ช่ือ ศาลเจา้ พ่อหลกั เมือง (ปงุ เถ่ากง) ประเภท วัด/ศาสนสถาน พกิ ดั 15°22'55.7\"N 100°01'45.3\"E ที่ต้ัง 22 ถ.ทา่ ช้าง ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทยั ธานี กรรมสทิ ธิ์ ศาลเจา้ พอ่ หลกั เมือง ข้อมูลโดยสงั เขป / สภาพปจั จุบนั / การใช้ประโยชน์ “ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (ปุงเถ่ากง)” ไม่ปรากฏปีที่สร้าง เดิมเป็นอาคารไม้ขนาดเล็ก ต่อมานายพิพัฒน์ พัฒนาภรณ์ (จ๊กซอย แซต่ ั้ง) คหบดเี ชอื้ สายจีนที่ประกอบธรุ กิจในตลาดอทุ ยั ธานไี ด้รว่ มกับชาวตลาดสร้างศาลขน้ึ ใหมเ่ ม่อื เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2477 เป็นอาคารโครงสร้างคอนกรตี เสรมิ เหลก็ ผสมไม้ ประดับตกแต่งดว้ ยองค์ประกอบแบบศลิ ปะจนี หมายเลขอา้ งอิง 16 ชื่อ ศาลเจ้าพอ่ กวนอู ประเภท วัด/ศาสนสถาน พิกดั 15°23'04.8\"N 100°01'43.8\"E ที่ตงั้ ถ.ศรอี ทุ ัย ต.อุทัยใหม่ อ.เมอื งฯ จ. อทุ ยั ธานี กรรมสิทธ์ิ ศาลเจ้าพ่อกวนอู ข้อมูลโดยสังเขป / สภาพปจั จุบนั / การใชป้ ระโยชน์ “ศาลเจ้าพ่อกวนอู” เป็นศาลเจ้าที่มีท่าเรือติดริมแม่น้ำ พ่อค้าทางเรือจึงนิยมมาจอดเรือสินค้าและเรือข้าวที่ท่าน้ำหน้าศาลเจ้า ในช่วงฤดูน้ำหลาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2458 นายพิพัฒน์ พัฒนาภรณ์ (จ๊กซอย แซ่ตั้ง) ร่วมกับกลุ่มพ่อค้าชาวไทยเชื้อสายจนี ได้มี การระดมทุนเพื่อสร้างศาลเจ้าพ่อกวนอูขึ้นมาใหม่ เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กผสมไม้ ยกใต้ถุนสูง คล้ายกับศาลเจ้าพ่อ หลกั เมือง หมายเลขอา้ งอิง 17 ช่อื ศาลเจา้ แม่ทับทิมอุทัยธานี ประเภท วดั /ศาสนสถาน พิกัด 15°22'59.8\"N 100°01'36.2\"E ที่ต้งั 12 ซ.พระยาวฑิ ูรย์ ต.อทุ ัยใหม่ อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสทิ ธิ์ ศาลเจา้ แมท่ ับทิม ข้อมลู โดยสังเขป / สภาพปจั จบุ ัน / การใชป้ ระโยชน์ “ศาลเจ้าแม่ทับทิมอุทัยธานี” หรือ “ศาลเจ้าจุ๊ยบ๊วยเนี้ย” เป็นศาลเจ้าที่เคารพศรัทธาของชาวจีนไหหลำ เดิมเป็นศาลไม้ขนาด เล็กชั้นเดียว ต่อมาได้มีลูกหลานชาวจีนไหหลำโดยการนำของแป๊ะหย่วน (บ้านตรอกโรงยา) ร่วมกันสร้างใหม่ให้มีขนาดใหญ่ กวา่ เดิม ภายในประดษิ ฐานรปู เคารพเจ้าแม่ทบั ทมิ ทีเ่ ปน็ ไมแ้ กะสลักที่อัญเชิญมาจากเกาะไหหลำ ประเทศจีน ผ- 53

โครงการกำหนดขอบเขตพ้ืนท่เี มืองเก่า หมายเลขอ้างองิ 18 ชื่อ ศาลเจ้าแม่ละอองสำลี ประเภท วดั /ศาสนสถาน พิกัด 15°22'50.8\"N 100°01'48.2\"E ท่ีตั้ง วงเวยี นศาลเจา้ แม่ละอองสำลี ถ.ณรงค์ วถิ ี ต.อุทยั ใหม่ อ.เมือง จ.อทุ ัยธานี กรรมสิทธ์ิ ศาลเจา้ แมล่ ะอองสำลี ข้อมูลโดยสงั เขป / สภาพปจั จุบนั / การใชป้ ระโยชน์ “ศาลเจ้าแมล่ ะอองสำลี” หรอื ศาลเจ้าปงุ เถ่ามา่ ตัง้ อยู่บนถนนณรงค์วถิ ี อยู่บริเวณทางแยกฝั่งตรงข้ามกับวัดใหมจ่ ันทรารามตรง ข้ามกับวัดธรรมโฆษก ตัวอาคารศาลเจ้าแม่ละอองสำลีก่อสร้างก่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมือง มีอายุประมาณ 100 กว่าปี ทั้งนี้ อาคารหลงั ปัจจบุ นั ไดร้ ับการบรู ณปฏิสังขรณ์ ลักษณะเป็นอาคารยกพนื้ โครงหลงั คาเป็นไม้เชน่ เดียวกบั ศาลเจา้ พอ่ หลกั เมือง หมายเลขอ้างอิง 19 ช่อื ชมุ ชนชาวแพแมน่ ำ้ สะแกกรงั ประเภท ชมุ ชน พกิ ัด 15°23'08.3\"N 100°01'47.7\"E ที่ต้ัง แม่น้ำสะแกกรงั ช่วงหน้าเมืองอุทยั ธานี อ.เมือง จ.อุทัยธานี กรรมสิทธิ์ เอกชน ขอ้ มลู โดยสงั เขป / สภาพปจั จบุ นั / การใชป้ ระโยชน์ “ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรงั ” เปน็ ชมุ ชนของชาวเมืองอุทัยธานที อี่ ย่อู าศัยบนเรือนแพในแมน่ ้ำสะแกกรงั ส่วนใหญร่ วมกลมุ่ อยู่บริเวณตลาดสดเทศบาล ชาวแพส่วนใหญม่ อี าชพี เพาะเลย้ี งสัตวน์ ้ำ ปลูกพชื บนแพลอยน้ำ ตลอดจนขนึ้ ไปประกอบอีพอื่น ๆ เชน่ การเกษตรกรรมอย่างไรกต็ าม ปัจจบุ นั จำนวนประชากรและจำนวนบา้ นเรอื นแพมแี นวโนม้ ลดจำนวนลง เพราะบางสว่ น เลือกย้ายไปสร้างบ้านอยบู่ นบก หมายเลขอา้ งองิ 20 ชอื่ ย่านชมุ ชนชาวจนี ตรอกโรงยา ประเภท ชมุ ชน พิกัด 15°22'55.5\"N 100°01'40.6\"E ทต่ี ั้ง ตรอกโรงยา ซ.ราษฎร์อุทศิ ต.อทุ ัยใหม่ อ.เมอื งฯ จ.อุทัยธานี กรรมสทิ ธิ์ เอกชน ขอ้ มลู โดยสงั เขป / สภาพปัจจบุ นั / การใช้ประโยชน์ “ตรอกโรงยา” ในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวจีน เถ้าแก่จ๊กซอยตั้งโรงยาฝิ่น ทำให้มีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่คึกคัก เกิดร้านอาหาร แหล่งบันเทิง และโรงแรม ต่อมาเมื่อมีการประกาศให้ฝิ่นเป็นสิ่งเสพติดและผิดกฎหมายในปี พ.ศ. 2500 ตรอก โรงยาจึงซบเซาลงไปโดยปริยาย ปัจจุบันได้มีการบริหารจัดการพื้นที่ให้ตรอกโรงยาเป็นทีจ่ ัดกิจกรรมถนนคนเดินในเย็นวันเสาร์ จึงทำใหเ้ กดิ การเคล่ือนไหวทางเศรษฐกิจ และเป็นแหลง่ เรยี นรเู้ พือ่ อนุรกั ษม์ รดกวฒั นธรรมและการทอ่ งเที่ยว ผ- 54

เมอื งเกา่ อทุ ยั ธานี หมายเลขอ้างองิ 21 ชื่อ กลุ่มอาคารเกา่ ในเขตเทศบาลเมือง อุทยั ธานี ประเภท อาคารเกา่ พิกัด 15°22'56.9\"N 100°01'43.1\"E ท่ีตง้ั บริเวณห้าแยกวทิ ยุ, ตรอกโรงยา, ย่าน ตลาดพฒั นา อ.เมือง จ.อุทัยธานี กรรมสทิ ธ์ิ เอกชน ขอ้ มลู โดยสังเขป / สภาพปัจจบุ ัน / การใชป้ ระโยชน์ “กลุ่มอาคารเก่าในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี” แบ่งออกเปน็ 3 กลุ่ม ได้แก่ “กลุ่มบา้ นค้าขายเรือนแถวไม้ละแวกวัดธรรมโฆษก (ยา่ นตลาดพัฒนา)” “กลุ่มบา้ นค้าขายตึกแถวละแวกหา้ แยกวิทยุ และตลาดสดเทศบาล” และ “กลุม่ บ้านค้าขายเรอื นแถวไม้ใน ตรอกโรงยา” หมายเลขอา้ งองิ 22 ชอ่ื อาคารไม้โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ประเภท อาคารเกา่ /พิพธิ ภัณฑ์ พกิ ดั 15°22'29.3\"N 100°02'11.9\"E ที่ตัง้ โรงเรียนเบญจมราชทู ิศ ถนนศรีอทุ ยั ต. อุทยั ใหม่ อ.เมือง จ.อุทยั ธานี กรรมสิทธ์ิ โรงเรยี นเบญจมราชทู ศิ ขอ้ มูลโดยสงั เขป / สภาพปัจจุบนั / การใชป้ ระโยชน์ “อาคารไม้โรงเรียนเบญจมราชูทิศ” เดิมตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านพักผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต่อมาปี พ.ศ. 2461 จึงย้ายมาสร้างใหม่ หลงั ที่ว่าการอำเภอเมอื งอทุ ัยธานี ปัจจบุ นั มีลกั ษณะทางสถาปตั ยกรรมเป็นอาคาร 2 ช้นั มีมุขอยู่ตรงกลาง และแยกออกเป็นปีก อาคารทง้ั 2 ฟาก ปัจจุบนั ใช้เป็นพิพธิ ภัณฑ์ประวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรมทอ้ งถ่นิ จังหวัดอุทัยธานี หมายเลขอ้างองิ 23 ชอื่ บ้านฮกแซต้งึ ประเภท อาคารเกา่ พกิ ัด 15°23'05.4\"N 100°01'40.5\"E ที่ตง้ั ถ.ศรีอุทัย ตำบลอทุ ยั ใหม่ อำเภอเมอื งฯ จ.อทุ ยั ธานี กรรมสิทธิ์ เอกชน ขอ้ มลู โดยสังเขป / สภาพปัจจุบัน / การใชป้ ระโยชน์ “บ้านฮกแซตึ้ง” เป็นอาคารไม้รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบจีน โดยอาคารฮกแซตึ้งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสมาคมเจรจาธุรกิจ การค้าของชาวจีนในพื้นที่ภาคกลางตอนบน และใช้เป็น “สำนักฮกฮันตั๋ว” เพื่อเป็นศูนย์กลางกิจกรรมในเทศกาลกินเจ ต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การค้าของพ่อค้าชาวจีนลดลง ซินแส เล็ก แซ่ลี้ จึงเปิดแผนกรักษาโรคกับร้านขายยาจีนแบบกึ่ง สาธารณกุศล และเปล่ยี นชอ่ื เป็น “ฮกแซต้ึง” ผ- 55

โครงการกำหนดขอบเขตพน้ื ท่ีเมืองเก่า หมายเลขอ้างองิ 24 ชือ่ บ้านขุนกอบกัยกจิ ประเภท กลุม่ อาคารเก่า พกิ ดั 15°22'54.0\"N 100°01'43.0\"E ทีต่ ง้ั ย่านใจกลางเมืองอทุ ัยธานี ถ.ท่าช้าง ต. อุทยั ใหม่ อ.เมือง จ.อทุ ยั ธานี กรรมสิทธ์ิ เอกชน ข้อมูลโดยสังเขป / สภาพปัจจบุ ัน / การใชป้ ระโยชน์ “บา้ นขนุ กอบกัยกิจ” เปน็ กลมุ่ อาคาร มอี ายมุ ากกว่า 120 ปี ลักษณะเป็นเรอื นไม้ 2 ชัน้ สร้างขน้ึ โดยขนุ กอบกัยกิจ (นายอุยสุ่น แซ่ตั้ง หรือตั้งอุยสุ่น) ต้นตระกูลกอบกัยกิจ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ราวปี พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) ทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนท่าช้างที่เปน็ แกนถนนสำคัญทีเ่ ช่ือมระหว่างท่าช้างไปยังภูเขาสะแกกรงั ซึ่งเป็นแกนเส้นทางสญั จรสำคัญของเมืองเกา่ อุทัยธานี หมายเลขอา้ งองิ 25 ช่ือ บ้านจงรัก ประเภท อาคารเก่า พิกดั 15°22'48.7\"N 100°01'53.0\"E ท่ตี ัง้ ถ.ศรีอุทัย ต.อุทยั ใหม่ อ.เมอื ง จ.อทุ ยั ธานี กรรมสิทธ์ิ เอกชน ข้อมลู โดยสังเขป / สภาพปัจจุบนั / การใช้ประโยชน์ “บ้านจงรัก” ตั้งอยู่บนถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ เป็นบ้านเรือนไทยของชาวอุทัยธานีดั้งเดิมที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ปจั จุบนั บา้ นจงรักแบ่งเป็น 2 ส่วน คอื 1) ส่วนร้านกาแฟท่อี ย่ตู ิดถนนศรอี ทุ ัย เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นลา่ งเปน็ รา้ นกาแฟ และสินคา้ ทรี่ ะลกึ ของจงั หวัดอทุ ัยธานี 2) เรือนไทยโบราณสมยั รชั กาลท่ี 6 มอี ายุกว่า 100 ปี หมายเลขอา้ งองิ 26 ชอ่ื บ้านพระยารามราชภักดี (ใหญ่ ศรลมั พ์) ประเภท อาคารเก่า พิกดั 15°22'49.6\"N 100°01'55.6\"E ทีต่ ง้ั ถ.ศรีอุทัย ต.อทุ ยั ใหม่ อ.เมอื ง จ.อุทัยธานี กรรมสิทธ์ิ เอกชน ขอ้ มูลโดยสงั เขป / สภาพปจั จุบนั / การใชป้ ระโยชน์ “พระยารามราชภกั ดี (ใหญ่ ศรลัมพ์)” เกิดเมอ่ื วนั ที่ 30 กนั ยายน พ.ศ. 2412 ใชช้ ีวติ วัยเยาว์อยู่กบั ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ผู้เป็นญาติ ท่านรับราชการที่เมืองอุทัยธานี ทั้งยังเคยเป็นผู้ว่าราชการเมืองสุโขทัยรวม 12 ปี จนกระทั่งป่วยทุพพลภาพไม่ สามารถรบั ราชการไดด้ งั แต่กอ่ น พระยารามราชภกั ดจี งึ กลบั ลงมาอยู่ทีบ่ ้านเดิมท่เี มอื งอุทยั ธานจี นถึงแก่อนจิ กรรม ผ- 56

เมืองเก่าอทุ ัยธานี หมายเลขอา้ งองิ 27 ชอ่ื โรงภาพยนตร์นวิ เฉลมิ อุทัย ประเภท อาคารเก่า พิกดั 15°22'59.8\"N 100°01'43.4\"E ทต่ี ้ัง หลังตึกแถวถนนมหาราช ต.อทุ ยั ใหม่ อ.เมอื ง จ.อุทัยธานี กรรมสทิ ธิ์ สำนักพทุ ธศาสนาจงั หวัดอุทยั ธานี ขอ้ มลู โดยสังเขป / สภาพปจั จบุ ัน / การใชป้ ระโยชน์ “โรงภาพยนตร์นิวเฉลิมอุทัย” ก่อสร้างขึ้นใน ปี พ.ศ. 2486 ภายหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ ซึ่งทำให้มีการพัฒนาพื้นที่ใน เขตเมืองเก่าอุทัยธานีให้ตอบโจทย์กับการพาณิชยกรรม ตัวอาคารตั้งอยู่ด้านหลังตึกแถวบนถนนมหาราช ตรงตลาดเช้า สะแกกรัง ตรงข้ามกบั ทางเขา้ ตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี ปจั จุบนั ถูกท้งิ ร้างไมไ่ ดใ้ ชป้ ระโยชน์ หมายเลขอ้างองิ 28 ชอื่ วงเวยี นวทิ ยุ (วงเวียนหา้ แยกวทิ ย)ุ ประเภท อาคารเกา่ พิกดั 15°22'55.0\"N 100°01'44.9\"E ทตี่ ้ัง ใจกลางหา้ แยกวทิ ยุ อ.เมือง จ.อุทยั ธานี กรรมสทิ ธ์ิ เทศบาลเมืองอุทัยธานี ข้อมูลโดยสงั เขป / สภาพปจั จุบนั / การใชป้ ระโยชน์ “วงเวียนวิทยุ” หรือเรียกกันว่า “วงเวียนห้าแยกวิทยุ” ตั้งอยู่บนจุดตัดของถนนศรีอุทัยและถนนท่าช้าง ซึ่งอยู่บริเวณห้าแยก พอดี เป็นย่านใจกลางเมืองอุทัยธานี ตัววงเวียนเป็นที่ตั้งของหอกระจายเสียงวิทยุที่สร้างขึ้น ราวปี พ.ศ. 2485 ภายหลัง สงครามโลกครั้งท่ี 2 ถอื เป็นจดุ หมายตา (Landmark) และเปน็ สถานทีจ่ ัดกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของเมืองอทุ ัยธานี ผ- 57

โครงการกำหนดขอบเขตพ้ืนทเ่ี มืองเก่า ผ.4 การวิเคราะห์และประเมนิ คณุ ค่าองคป์ ระกอบท่ีสำคัญของเมอื งอทุ ยั ธานี จากการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าด้านต่าง ๆ ขององค์ประกอบที่สำคัญของเมืองเก่าอุทัยธานี ทั้งหมด 28 แห่ง ทั้งเกณฑ์คุณค่าด้านความสำคัญต่อสังคมและชุมชนคุณคา่ ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ด้านองค์ประกอบและภาพลักษณ์ของเมือง (Image of City) ด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ด้านอายุและ ความเก่าแก่ ด้านคุณภาพและสภาพอาคาร สถานที่ และแหล่งโบราณสถานเมื่อนำค่าคะแนนที่ได้จากการ ประเมินคุณค่าในทุกด้านมารวมกัน และจัดแบ่งกลุ่มคะแนนรวมขององค์ประกอบของเมืองที่สำคัญดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มคะแนนตามศักยภาพขององคป์ ระกอบเมืองได้ 3 ระดับ มีรายละเอียดดังนี้ (แผนท่ี ผ-7 และ ตารางที่ ผ-1) 4.1 กล่มุ องค์ประกอบเมืองทีม่ ีศกั ยภาพระดับสงู องค์ประกอบของเมืองกลุ่มนี้มี 6 แห่ง ได้แก่ แม่น้ำสะแกกรัง เขาสะแกกรัง วัดอุโปสถาราม (วัดโบสถ์) วดั สังกสั รตั นครี ี ชุมชนชาวแพแม่นำ้ สะแกกรงั และย่านชุมชนชาวจีนตรอกโรงยา องคป์ ระกอบของเมืองในกลุ่ม นี้ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่มีคุณค่าและความสำคัญอย่างมากต่อเมืองอุทัยธานี มีทั้งองค์ประกอบที่เป็นมรดก ทางธรรมชาตแิ ละมรดกทางวฒั นธรรม เนอ่ื งจากเปน็ องคป์ ระกอบของเมอื งทมี่ คี ุณคา่ ในระดบั สูงเกือบทุกด้าน ทั้งด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ด้านอายุและความเก่าแก่ โดยเป็นหลักฐานสำคญั ที่ปจั จุบันยังหลงเหลือ และปรากฏให้เห็นอยู่ ซง่ึ บง่ บอกถงึ เรือ่ งราวของความเป็นเมืองเกา่ อทุ ัยธานที ม่ี ปี ระวัติศาสตร์การตั้งถน่ิ ฐานมา ยาวนาน และยังพบว่าองค์ประกอบของเมืองในกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างมากและตั้งอยู่ใน บริเวณที่ไม่ไกลกัน ก่อให้เกิดคุณค่าความสำคัญต่อสังคมและชุมชนเมืองอุทัยธานี ทั้งในแง่ของการดำรงชีวิต เพื่อการอยู่อาศัยและการทำมาหากินที่พึ่งพาอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของสายน้ำ จนเกิดเป็นวิถีชีวิตแบบชาว แพในแมน่ ำ้ สะแกกรัง ซ่ึงปจั จุบนั เหลอื อยู่เพียงแห่งเดยี วในประเทศไทย และความสำคัญในแงก่ ารรับรู้ของคน อุทัยธานีและคนทั่วไป รวมถึงการเป็นพื้นที่ให้ชาวอุทยั ธานีได้ใชป้ ระกอบกิจกรรมที่สำคัญเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ณ เขาสะแกกรัง วัดสังกัสรัตนคีรี งานประเพณีลอยกระทง ในแม่น้ำ สะแกกรงั บรเิ วณหนา้ วดั อุโปสถาราม เป็นต้น ส่วนคุณค่าด้านภาพลักษณ์ของเมือง (Image of City) โดยเฉพาะเขาสะแกกรังถือเป็นที่หมาย ตาที่สำคัญ (Landmark) ของเมืองอุทัยธานี ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าสามารถมองเห็นในระยะไกลได้ทุกทิศทุก ทาง และเป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญของเมืองที่ช่วยส่งเสริมและรักษาสภาพภูมิทัศน์ของเมืองเกา่ อุทยั ธานีให้ สวยงามและมีความเป็นธรรมชาติ รวมถึงบนเขาสะแกกรังยังเป็นที่ตั้งของวัดสังกัสรัตนคีรี ทำหน้าที่เป็น ศนู ย์กลางหลกั ของชมุ ชนเมืองอทุ ยั ธานี 4.2 กลุ่มองค์ประกอบเมอื งท่ีมศี กั ยภาพระดบั ปานกลาง องคป์ ระกอบของเมอื งกลมุ่ นีม้ ดี ว้ ยกนั 15 แห่ง ไดแ้ ก่ วดั มณสี ถติ กปิฏฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) วดั ธรรมโศภติ (วัดโค่ง) วัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค) วัดใหม่จันทราราม วัดหลวงราชาวาส วัดพิชัยปุรณาราม วัดอมฤตวารี (วัดหนองนำ้ คัน) ศาลหลกั เมืองอุทยั ธานี ศาลเจ้าพอ่ หลกั เมือง ศาลเจา้ พ่อกวนอู ศาลเจา้ แม่ทบั ทมิ อทุ ยั ธานี ศาล เจา้ แม่ละอองสำลี กลุ่มอาคารเกา่ ในเทศบาลเมืองอุทยั ธานี บา้ นฮกแซตึง้ และวงเวียนวิทยุ (วงเวียนห้าแยกวทิ ย)ุ ผ- 58

เมอื งเก่าอุทยั ธานี องค์ประกอบของเมืองในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นวัดหรือศาสนสถานในศาสนาพุทธ และศาลเจ้าจีน โดย ตั้งกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ในเมืองอุทัยธานี อีกส่วนหนึ่งเป็นอาคารเก่าแก่หรือสถานที่สำคัญทาง ประวตั ศิ าสตร์ของเมืองอทุ ยั ธานี เหตุผลท่อี งคป์ ระกอบของเมืองในกลมุ่ น้ี จัดอยู่ในกลุม่ ท่ีมีศักยภาพรองลงมา แม้ว่าศาสนสถานเหล่าน้ีจะมีอายแุ ละความเก่าแก่ มคี วามสำคญั ทางดา้ นประวตั ศิ าสตร์ทค่ี ล้ายกนั และอาคาร เสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัดยังคงคุณค่าด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน โดยเฉพาะรูปแบบนิยมของสร้างโบสถ์และวิหารตั้งเคียงคู่กันภายในกำแพงแก้ว แต่คุณค่าความสำคัญต่อสังคม และชุมชน และคุณค่าด้านภาพลักษณ์ของเมือง (Image of City) จะมีความโดดเด่นที่น้อยกว่าศาสนสถานใน กลมุ่ แรก ส่วนกลุ่มอาคารเก่าในเทศบาลเมืองอุทัยธานี ส่วนใหญ่เป็นอาคารไม้ที่ยังเหลืออยู่เป็นจำนวนมากตั้ง กระจายตัวตามพนื้ ทส่ี ่วนตา่ ง ๆ ของเมอื งอทุ ยั ธานี โดยเฉพาะถนนศรอี ุทัย ถนนท่าช้าง และบริเวณย่านตลาด พัฒนา ปัจจุบันอาคารส่วนใหญ่มีสภาพที่ทรุดโทรม ด้วยอายุอาคารที่ค่อนข้างมาก การเสื่อมสภาพตาม ธรรมชาติของวสั ดทุ ี่ใช้ปลกู สรา้ ง และการเกิดอุทกภยั ทบี่ ่อยครง้ั ในพนื้ ทเ่ี มืองอุทัยธานี 4.3 กลุ่มองค์ประกอบเมอื งทมี่ ศี กั ยภาพระดับตำ่ องค์ประกอบของเมืองกลุ่มนี้มีด้วยกัน 7 แห่ง ได้แก่ คลองท่าโพ วัดขวิด (ร้าง) อาคารไม้โรงเรียน เบญจมราชูทิศ (พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นอุทัยธานี) บ้านขุนกอบกัยกิจ บ้านจงรัก บ้านพระยารามราชภักดี (ใหญ่ ศรลัมพ์) และโรงภาพยนต์นิวเฉลิมอุทัย เหตุผลท่ีองค์ประกอบของเมืองใน กลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีศักยภาพต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม ผุพัง และถูกปล่อยทิ้งขาดการดูแล รักษา ส่วนคลองท่าโพเป็นคลองสายเล็ก ๆ อยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองอุทัยธานี ปัจจุบันสภาพลำคลองและ คุณภาพน้ำในคลองมสี ภาพท่ีเสอื่ มโทรมเปน็ เพียงทางระบายน้ำทิ้งของเมอื งอทุ ยั ธานี ผ- 59

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นท่เี มืองเก่า ผ- 60

เมอื งเกา่ อุทยั ธานี ผ- 61

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นท่เี มืองเก่า ผ- 62

เมอื งเกา่ อุทยั ธานี ผ- 63

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นท่เี มืองเก่า ผ- 64

เมอื งเกา่ อุทยั ธานี ผ- 65

โครงการกำหนดขอบเขตพื้นท่เี มืองเก่า ผ- 66