Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เมืองเก่ากับการอนุรักษ์และพัฒนา

เมืองเก่ากับการอนุรักษ์และพัฒนา

Published by oldtown.su.research, 2021-09-02 05:55:02

Description: โครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า:
เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า

ความร่วมมือระหว่าง
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

และ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

Keywords: oldtown,thailand,culture

Search

Read the Text Version

เมอื งเกา่ กับ การอนุรักษ์ และ พัฒนา โครงการอนุรักษแ์ ละพัฒนาเมืองเกา่ : เสรมิ สรา้ งความรู้ความเข้าใจเพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการอนุรกั ษแ์ ละพัฒนาเมอื งเกา่ ความร่วมมอื ระหวา่ ง สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม และ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร เมืองเกา่ กับ การอนุรกั ษ์ และ พัฒนา

เมืองเกา่ กับ การอนรุ ักษ์ และ พัฒนา จัดทำ� โดย กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาตแิ ละศิลปกรรม ส�ำนกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม ๖๐/๑ ซอยพิบลู วฒั นา ๗ ถนนพระราม ๖ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรงุ เทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ / โทรสาร ๐๒-๒๖๕-๖๕๘๔ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ๓๑ ถนนหนา้ พระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรงุ เทพฯ ๑๐๒๐๐ โทรศัพท์ ๐๒-๔๓๓-๙๙๗๐ โทรสาร ๐๒-๔๓๓-๙๙๗๑ เรียบเรยี ง เกรียงไกร เกดิ ศริ ิ - วิลาวัณย์ ภมรสุวรรณ - ธนิก หมน่ื คำ� วงั บรรณาธกิ าร อสิ รชัย บูรณะอรรจน์ กองบรรณาธิการ กิตตคิ ณุ จันทร์แยม้ - ปัทม์ วงศป์ ระดษิ ฐ์ - กกึ กอ้ ง เสอื ดี สิริชัย รอ้ ยเท่ยี ง - ศริ ิลกั ษณ์ สขุ สวุ รรณ - จิรวฒั น์ ทศศะ พริษฐ์ ผอ่ งประเสรฐิ ออกแบบปกและรปู เล่ม เกรยี งไกร เกดิ ศริ ิ กราฟกิ กุลพัชร์ เสนวี งศ์ ณ อยธุ ยา - ธนิก หมื่นคำ� วัง ภาพถ่าย อสิ รชยั บูรณะอรรจน์ - กุลพัชร์ เสนวี งศ์ ณ อยธุ ยา ส�ำหรับภาพถา่ ยจากแหลง่ อ่นื นั้นจะอา้ งอิงไวใ้ ต้ภาพ ภาพถ่ายมุมสงู อิสรชัย บรู ณะอรรจน์ จ�ำนวนพิมพ ์ ๗๐๐ เลม่ พิมพ์ท่ ี อ.ี ที.พบั ลิชช่งิ ซ.ลาดพร้าว ๑๐๑ แขวงคลองจัน่ เขตบางกะปิ กรงุ เทพมหานคร ๑๐๒๔๐ พมิ พค์ รั้งแรก ๒๕ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ขอ้ มลู ทางบรรณานกุ รม ส�ำนกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม. เมืองเก่ากบั การอนุรักษแ์ ละพัฒนา. ๒๕๖๓ ๑. เมอื งเกา่ ๒. Old Town ISBN:เม๙อื ๗ง๘เก-า่๖๑กบั ๖ก-า๓ร๑อ๖นรุ-๕ักษ๙์๑แล-ะ๖พฒั นา

สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม ที่ปรึกษา เลขาธกิ ารสำ� นกั งานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม ๑. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช รองเลขาธกิ ารสำ� นกั งานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม ๒. นายประเสรฐิ ศริ ินภาพร ผู้อ�ำนวยการกองจดั การสงิ่ แวดลอ้ ม ธรรมชาตแิ ละศลิ ปกรรม ๓. นางกติ ติมา ยินเจริญ คณะกรรมการกำ� กับโครงการ ๑. นางสาวสิรวิ รรณ สโุ อฬาร นกั วิชาการสง่ิ แวดล้อมชำ� นาญการพเิ ศษ ๒. นางสาวกนกกาญจน์ โกตริ ัมย์ นกั วชิ าการสิ่งแวดล้อมชำ� นาญการพิเศษ ๓. นางสาวน�้ำทพิ ย์ ศรวี งษ์ฉาย นักวิชาการสงิ่ แวดล้อมชำ� นาญการ ๔. นางสาวปวณี ร์ ศิ า อาจสาลี นักวิชาการสง่ิ แวดล้อมชำ� นาญการ ๕. นางสาวนิลอบุ ล ไวปรีชี นกั วชิ าการส่ิงแวดล้อมชำ� นาญการ เมืองเกา่ กบั การอนรุ กั ษ์ และ พัฒนา

สารบญั ๕ ๗ ค�ำนำ� ๙ กลา่ วน�ำ ๑๑ องคป์ ระกอบของเมอื งเกา่ ๑๕ - การกอ่ รา่ งสร้างเมอื ง และพัฒนาการของเมืองเกา่ ๑๘ - องคป์ ระกอบของเมอื งเก่า ๒๔ - ปราการปอ้ งกนั เมือง ๒๗ - โครงข่ายเสน้ ทางสญั จร ๓๒ - จุดหมายตาและอนสุ รณส์ ถาน ๓๓ - ย่านและบริเวณสำ� คัญของเมอื ง ๓๙ - มรดกทางสถาปัตยกรรมในเมอื งเก่ า ๔๓ คณุ คา่ และความสำ� คญั ของการอนรุ ักษแ์ ละพัฒนาเมอื งเกา่ ๔๖ - เมืองเก่ากบั ส่งิ คุกคาม ๔๙ - การอนรุ ักษแ์ ละพฒั นาเมืองเก่ากบั เป้าหมายการพฒั นาที่ยั่งยนื ๕๑ คณุ คา่ และความสำ� คญั ของการอนรุ กั ษ์และพฒั นาเมอื งเกา่ ๕๒ - เมืองเกา่ กับระเบียบสำ� นักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอนุรกั ษ์และพัฒนา ๕๔ กรงุ รัตนโกสินทรแ์ ละเมอื งเกา่ พ.ศ.๒๕๔๖ ๕๗ - ท่ีมาและความหมายของเมอื งเกา่ ๕๙ - การจัดกล่มุ “เมอื งเก่า” ในประเทศไทย โดยสำ� นักงานนโยบายและแผน ๖๒ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม ๖๖ - ระเบยี บส�ำนักนายกรฐั มนตรี ว่าด้วยการอนรุ ักษ์และพฒั นากรงุ รตั นโกสินทร์ ๖๙ และเมอื งเกา่ พ.ศ.๒๕๔๖ ๗๕ - การก�ำหนดขอบเขตและการประกาศเขตพน้ื ทเ่ี มืองเกา่ ๗๘ - เมอื งเกา่ และบทบาทของคณะอนุกรรมการอนุรกั ษแ์ ละพัฒนาเมืองเก่ารายเมอื ง ๘๐ - กรณีศึกษาท่นี ่าสนใจในการด�ำเนนิ การของคณะอนุกรรมการอนรุ กั ษ์และพัฒนา ๘๔ เมืองเกา่ รายเมอื ง ๙๓ - เมอื งเกา่ ในประเทศไทย กลไก มาตรการ และการส่งเสริมการอนรุ ักษ์และพัฒนาเมืองเกา่ - กลไก และมาตรการภาครฐั ในการส่งเสรมิ การอนรุ ักษแ์ ละพฒั นาเมืองเก่า - ข้อบัญญัติทอ้ งถ่ินเพื่อการอนุรกั ษแ์ ละพฒั นาเมอื งเกา่ - ตวั อย่างการสร้างแรงจงู ใจการอนุรกั ษแ์ ละพฒั นาเมอื งเก่า ภาคผนวก: ระเบียบส�ำนกั นายกรฐั มนตรี วา่ ดว้ ยการอนรุ ักษแ์ ละพัฒนากรุงรตั นโกสนิ ทร์ และเมืองเกา่ พ.ศ. ๒๕๔๖ เมืองเกา่ กบั การอนรุ กั ษ์ และ พัฒนา

คำ� น�ำ “เมืองเก่า” คือ เมืองหรือบริเวณของเมืองท่ีมีลักษณะพิเศษเฉพาะแห่งสืบต่อมาแต่ กาลกอ่ น ประกอบด้วยคุณค่าซง่ึ แสดงออกถงึ เอกลกั ษณ์ของวฒั นธรรมท้องถิ่น ตลอดจนคุณคา่ ที่แสดงออกผ่านการวางผัง การก่อสร้างสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเก่ียวเนื่อง เอกลักษณ์ ดังกล่าวยังแสดงออกถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมในช่วงเวลาที่เมืองเก่า แหง่ น้นั กอ่ ร่างและมพี ัฒนาการขน้ึ มา และยงั คงมีพลวัตอยูใ่ นสังคมปจั จบุ นั ดว้ ยความสำ� คญั ดงั กลา่ ว รฐั บาลจงึ ใหค้ วามสาํ คญั กบั การอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาเมอื งเก่า โดยกําหนดนโยบายการดําเนนิ งานเปน็ พิเศษเฉพาะพน้ื ทขี่ องระเบียบสํานกั นายกรัฐมนตรี ว่า ด้วยการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า พ.ศ.๒๕๔๖ ให้คณะกรรมการ อนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่ามีอํานาจหน้าที่ในการวางนโยบาย กําหนด พน้ื ทแี่ ละจดั ทาํ แผนแมบ่ ทการอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาเมอื งเกา่ โดยความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรี โดยสาํ นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม (สผ.) กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม ทําหน้าท่ีเปน็ สํานกั งานเลขานุการของคณะกรรมการ และเพื่อใหก้ าร บริหารจดั การเมอื งเกา่ มกี ารขับเคลอื่ นและดาํ เนนิ งานอย่างเปน็ รูปธรรม ก้าวทันต่อสถานการณ์ การเปล่ียนแปลงและการคุกคามในพ้ืนที่เมืองเก่า เพื่อธ�ำรงรักษาคุณค่าให้เมืองเก่าเปน็ แหลง่ มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติตลอดไป ปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๖๓) มีเมืองเก่าที่ได้รับการประกาศแล้วท้ังส้ิน ๓๒ เมือง อยู่ระหว่างการ ด�ำเนินการ ๑ เมือง และมีเมืองเปา้ หมายในการศึกษาเพ่ิมเติมอกี ๓ เมือง ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมเล็งเห็นความส�ำคัญใน การเผยแพรอ่ งคค์ วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั เมอื งเกา่ และแนวคดิ เกยี่ วกบั การอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นา เมอื งเกา่ แกค่ ณะอนกุ รรมการอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาเมอื งเกา่ รายเมอื ง หนว่ ยงานทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั พนื้ ท่ี เมืองเก่า ตลอดจนผู้ท่ีสนใจท่ัวไป ซึ่งมอบหมายให้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร ด�ำเนินโครงการ “โครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า: เสรมิ สร้างความรคู้ วามเข้าใจ เพ่อื เพิม่ ประสทิ ธิภาพการอนรุ ักษ์และพฒั นาเมอื งเก่า” และได้จัดทำ� หนังสอื “เมืองเก่ากับการ อนรุ กั ษแ์ ละพฒั นา” สำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ขอขอบคณุ ดร.เกรยี งไกร เกิดศิริ และคณะ ทีเ่ ห็นความส�ำคัญในการอนรุ กั ษ์และพัฒนาเมืองเก่า จงึ ได้จัดท�ำ หนงั สอื เล่มน้ี และหวงั เป็นอย่างยงิ่ ว่าจะเกดิ ประโยชนแ์ ก่ทกุ ภาคส่วนในการอนรุ กั ษแ์ ละพัฒนา เมืองเก่าไปสคู่ วามยั่งยืนสบื ไป สำ� นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม เมืองเกา่ กบั การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา ๕

ภาพมุมสูงเมืองเก่าเพชรบรุ ี มเี นอื้ ที่ ๑.๘๕ ตารางกโิ ลเมตร ไดร้ บั กเามรือปงเรกะ่ากกาบั ศกเาขรตอนพุรน้ื กั ทษ์เี่ แมละอื พงัฒเกนา่ าเมอื่ วนั ที่ ๑๐ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๕๘

กลา่ วนำ� “เมืองเก่า” เปน็ ตน้ ทุนส�ำคัญของการพฒั นาคุณภาพชีวติ ของผู้คนในบริบทสังคมรว่ มสมยั จนเป็นที่ยอมรับกันท่ัวไปในระดับสากล เมืองเก่าได้ก่อร่างสร้างตัวข้ึนมาจากบริบทประวัติศาสตร์ อันเก่าแก่ท่ียังต้องท�ำหน้าท่ีรับใช้โลกร่วมสมัยในปัจจุบัน การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าคือการ ธ�ำรงรักษาคุณค่าเอาไว้ ในขณะเดียวกันต้องตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายท่ีเกิดข้ึน จากกจิ กรรมทางสงั คม วฒั นธรรม การเมอื ง และเศรษฐกจิ ในขณะทส่ี ภาพทางกายภาพของเมอื งเกา่ ไมไ่ ดถ้ กู ออกแบบใหร้ บั มอื กบั ความเปลยี่ นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ อยา่ งฉบั พลนั อนั เกดิ ขน้ึ มาจากปจั จยั คกุ คาม ในรปู แบบตา่ ง ๆ จงึ มคี วามจำ� เปน็ อยา่ งยง่ิ ทห่ี นว่ ยงานทงั้ ระดบั นานาชาติ และระดบั ชาตไิ ดบ้ รรจุไว้ ในวาระเร่งดว่ นที่ต้องดำ� เนนิ การ ด้วยความจ�ำเป็นเร่งด่วนดังกล่าว ส�ำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ ส่ิงแวดลอ้ ม จึงรว่ มกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขบั เคลื่อนโครงการสร้าง ความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั เมอื งเกา่ ในประเทศไทยซงึ่ กระจายตวั อยใู่ นทกุ ภมู ภิ าคของไทย และมเี มอื ง เกา่ ทท่ี รงคณุ คา่ ทร่ี อรบั การศึกษาและการประกาศเขตพ้ืนที่เมืองเก่าเพ่ิมเติมในอนาคต หนังสือเล่มน้ีจึงมุ่งน�ำความรู้ว่าด้วยเมืองเก่า ท้ังกรอบความคิดของการขับเคล่ือนการ อนรุ ักษแ์ ละพัฒนาเมืองเกา่ ไปสคู่ วามยง่ั ยนื ประโยชนข์ องการอนุรกั ษแ์ ละพัฒนาเมอื งเกา่ กระบวน การคัดสรร ศึกษา และการประกาศเขตพืน้ ท่ีเมอื งเกา่ บทบาทหน้าทีข่ องคณะอนกุ รรมการอนรุ ักษ์ และพัฒนาเมืองเก่า และกลไกหนุนเสริมการท�ำงานเกี่ยวกับเมืองเก่าในเรื่องต่างๆ เพ่ือเผยแพร่สู่ สาธารณะชนอยา่ งกว้างขวาง ทัง้ ในรปู ของหนงั สอื เลม่ และหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-Book) ขอขอบพระคุณ อาจารยภ์ ราเดช พยัฆวเิ ชียร, ศาสตราจารยก์ ติ ตคิ ุณ ดร.ศริ วิ รรณ ศิลา- พัชรนันท์, อาจารย์สด แดงเอียด, รองศาสตราจารย์ ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร, รองศาสตราจารย์ โรจน์ คุณเอนก, รองศาสตราจารย์ ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์, อาจารย์อิศรา กันแตง, อาจารย์ ดร.จเร สุวรรณชาติ ท่ีกรุณาให้ค�ำแนะน�ำอันเป็นประโยชน์ในการด�ำเนินโครงการวิจัยน้ี ตลอดจน คณะกรรมการกำ� กบั โครงการฯ จากส�ำนกั งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม ใหข้ ้อมูลและค�ำแนะน�ำต่างๆ ท่เี ปน็ ประโยชนอ์ ย่างยิ่งส�ำหรบั โครงการและการเรียบเรยี งหนังสือนี้ สุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยท�ำความเข้าใจถึงคุณค่า ของเมืองเก่าบนฐานของพลวัตเพื่อออกแบบเคร่ืองมือการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าแต่ละเมืองได้ อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และให้ความส�ำคัญต่อกระบวนการการมีส่วนร่วม โดยมี เปา้ หมายให้เมอื งเก่าเปน็ ต้นทุนในมติ ิต่างๆ ส�ำหรบั การพฒั นาคุณภาพชวี ิตของผคู้ นและสงั คมไปสู่ การพัฒนาท่ียั่งยืนได้บนฐานของการธ�ำรงรักษาคุณคา่ ของเมืองเก่าไวไ้ ดอ้ ยา่ งไมเ่ สือ่ มคลาย ผเู้ รียบเรียง เมืองเก่า กับ การอนุรกั ษ์ และ พัฒนา ๗

ภาพมุมสูงเมืองเก่าภูเก็ต มเี นอ้ื ท่ี ๒.๗๖ ตารางกโิ ลเมตร ไดร้ บั กเามรือปงเรกะ่ากกาบั ศกเาขรตอนพุรนื้ กั ทษ์เี่ แมละอื พงัฒเกนา่ าเมอ่ื วนั ที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

องคป์ ระกอบของ เมอื งเกา่ เมืองเก่า กับ การอนรุ ักษ์ และ พฒั นา

ภาพมุมสงู เมอื งเก่านราธวิ าส มเี นอ้ื ที่ ๑ ตารางกโิ ลเมตร ไดร้ บั กาเมรอืปงรเกะก่าากศบั เกขาตรอพนนืุ้รักทษเ่ี ์มแลอื ะ พงเัฒกา่นเามอ่ื วนั ที่ ๑๘ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

การกอ่ รา่ งสรา้ งเมอื ง และพัฒนาการของเมอื งเกา่ ในดินแดนประเทศไทยมีหลักฐานทางโบราณคดีท่ีแสดงว่ามีการตั้งถิ่นฐานมาอย่างยาวนาน เก่าแก่นับต้งั แต่สมัยก่อนประวตั ิศาสตร์ ทว่าชุมชนในช่วงเวลาดังกลา่ วนน้ั เป็นแตเ่ พยี งชุมชนขนาดเล็ก และมีการต้ังถ่ินฐานใกล้ชิดกับส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติและอิงอาศัยทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างใกล้ ชดิ และเพ่ิงเร่ิมต้นท�ำการเกษตรกรรม อันน�ำมาสู่การเริ่มตัดสินใจต้ังถ่ินฐานอย่างเป็นหลักแหล่งมาก ขึ้นเมื่อมคี วามมนั่ คงทางอาหาร และการดำ� เนนิ ชีวิต ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เริ่มมีการต้ังถิ่นฐานสร้างบ้านแปงเมือง ลงหลักปักฐานอย่างถาวร และมีระบบเศรษฐกิจมูลฐาน คือ การกสิกรรมท�ำนา ท�ำให้มนุษย์ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเริ่มต้นปรับ สภาพภมู ปิ ระเทศโดยรอบทำ� เลทตี่ งั้ ชมุ ชนเขา้ สคู่ วามเปน็ เมอื ง ผสานกบั การตดิ ตอ่ คา้ ขายกบั โลกภายนอก โดยเฉพาะการตดิ ตอ่ คา้ ขายและรบั วัฒนธรรมจากอินเดยี มาเปน็ ต้นทนุ ในการยกระดับวถิ ีวฒั นธรรมของ ชุมชนในท้องถิ่นในแง่มุมต่างๆ ดังปรากฏหลักฐานเป็นชุมชนระดับเมืองที่แสดงให้ถึงเห็นความสัมพันธ์ กบั วัฒนธรรมอนิ เดยี ที่รู้จักกนั ในนามวา่ “วัฒนธรรมทวารวด”ี ซึง่ มอี ายใุ นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ ซ่ึงพบเมอื งร่วมวฒั นธรรมทวารวดกี ระจายตวั อยู่ทั่วท้ังประเทศไทย เริ่มต้ังแต่การคัดสรรท�ำเลท่ีต้ังที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต เช่น ท�ำเลที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่ การท�ำการเกษตร ท�ำเลท่ีสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติท่ีถูกให้ความหมายในแง่ของการเป็นที่ ต้ังอันศักดิ์สิทธ์ิและเป็นมงคลต่อการสร้างบ้านแปงเมือง เช่น ภูมิลักษณ์ทางธรรมชาติท่ีมีคุณลักษณะ พิเศษ และถูกให้ความหมายเป็นสถานท่ีอันศักด์ิสิทธิ์ ท�ำเลที่ตั้งที่อยู่บนเส้นทางการคมนาคมเช่ือมต่อ กบั พนื้ ทอี่ น่ื ๆ หรอื ทสี่ ามารถสรา้ งความมง่ั คงั่ จากการคา้ พาณชิ ยเ์ พราะอยตู่ ดิ กบั แมน่ ำ้� หรอื เสน้ ทางสญั จร อนื่ ๆ เปน็ ตน้ เมอื่ คดั สรรชยั ภมู อิ นั เหมาะสมแลว้ บรรพชนในอดตี จงึ เรมิ่ ลงหลกั ปกั ฐานสรา้ งชมุ ชน และ ขยายตวั ตอ่ เนอ่ื งจนกลายเปน็ เมอื งทม่ี บี รบิ ทอนั ซบั ซอ้ น และสมั พนั ธเ์ ชอื่ มโยง พงึ่ พาอาศยั กนั ของความ หลากหลายของประเภทกิจกรรมที่มีการเคล่ือนไหวภายในเมือง เพ่ือตอบโจทย์การอยู่อาศัยของผู้คน ในเมอื ง ทงั้ น้ี พัฒนาการความเป็นเมืองนับตัง้ แต่การคดั สรรชยั ภมู ิท่เี หมาะสมในการวางหลักฐานสร้าง บ้านแปงเมือง มีการต้ังถิ่นฐาน และสร้างสรรค์องค์ประกอบของเมือง เพื่อตอบโจทย์การใช้สอยในวิถี ชวี ิตประจ�ำวนั ของผู้คน เมอ่ื กาลเวลาผ่านไปจนท�ำเลทีต่ ้ังดังกล่าวนัน้ ไม่อาจตอบโจทย์กับความตอ้ งการ ของวิถีชีวิตของพลเมืองท่ีมีความเปล่ียนแปลงไปอย่างมีพลวัต หรือท�ำเลท่ีตั้งดังกล่าวอาจมีปัญหาที่ ส่งผลกระทบต่อการด�ำเนินชีวิต เกิดทุพภิกขภัย หรืออาจเกิดภัยพิบัติท่ีไม่อาจแก้ปัญหาได้ จึงต้อง ต้องโยกย้ายเมืองไป เพราะฉะน้นั จงึ มเี มอื งเก่าหลายเมอื งทถ่ี กู ท้งิ ใหก้ ลายเปน็ เมอื งรา้ ง และมลี กั ษณะ เปน็ “เมอื งโบราณ” อย่างไรก็ดี ส�ำหรับบางเมืองที่มีชัยภูมิท่ีต้ังมีความเหมาะสมมาตั้งแต่อดีตอันเก่าแก่ และยัง คงดำ� รงบรบิ ทแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมตอ่ การตง้ั ถนิ่ ฐานของผคู้ นเรอ่ื ยมา อาจมบี างชว่ งเวลาทท่ี งิ้ รา้ งไปบา้ ง ด้วยเหตุสงคราม แต่ก็สามารถกลับมารื้อฟื้น บูรณปฏิสังขรณ์บ้านเมืองข้ึนอีกในท�ำเลท่ีตั้งเดิม และมี พลวตั สบื เนอื่ งเรอ่ื ยมาจนกระทงั่ ก้าวเขา้ สูส่ งั คมรว่ มสมัยในปจั จุบนั เชน่ เมอื งลพบุรี เมืองราชบรุ ี เมอื ง เมืองเกา่ กับ การอนุรกั ษ์ และ พัฒนา ๑๑

พิมาย เมอื งนครราชสีมา เปน็ ตน้ เมืองเหล่านกี้ ็จะเต็มไปดว้ ยองคป์ ระกอบเมอื งทีห่ ลากหลาย และตา่ ง ยคุ ตา่ งสมยั ทวา่ องคป์ ระกอบเหลา่ นล้ี ว้ นแตม่ คี ณุ คา่ และความหมายในฐานะหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ ทแี่ สดงให้เห็นพลวัตทางสังคม วฒั นธรรม และเศรษฐกิจ อันเปน็ ประโยชนใ์ นการศกึ ษาค้นควา้ และการ ประยกุ ตใ์ ชอ้ นั เป็นต้นทุนในการพฒั นาเมอื งและเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรมอย่างดีย่งิ “พระปรางค์สามยอด” มรดกสถาปัตยกรรมส�ำคัญท่ีเป็นดั่งจุดหมายตาของเมืองเก่าลพบุรี ซ่ึงเป็นส่ิงก่อสร้างในช่วง เวลาพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ ด้านหน้าเป็นซากวิหารท่ีสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา และรายล้อมไปด้วย “ตึกแถวแบบสมัยใหม่ ระยะต้น (Early Modern)” อันเปน็ เอกลกั ษณส์ �ำคญั ของเมอื งเกา่ ลพบรุ ี ซ่งึ ได้รบั การพฒั นาเมืองในชว่ งปลายศตวรรษ ท่ี ๒๕๐๐ จะเหน็ ไดว้ ่า องค์ประกอบต่างยุคตา่ งสมัยในเมอื งเกา่ ล้วนแตม่ คี ุณคา่ ยิ่งส�ำหรับการศกึ ษาเรียนรู้ ตลอดจน เปน็ ตน้ ทนุ ในการตอ่ ยอดสบู่ รบิ ทสงั คมรว่ มสมยั และเศรษฐกจิ ฐานวฒั นธรรม ทง้ั มติ กิ ารทอ่ งเทยี่ วและการปรบั ประโยชน์ ใชส้ อยอาคารโดยรอบเพอ่ื การอยู่อาศยั และธุรกจิ ตา่ ง ๆ จะเห็นได้ว่า เมืองเก่าท่ียกตัวอย่างมาข้างต้น ได้แก่ เมืองลพบุรี เมืองราชบุรี เมืองพิมาย เมอื งนครราชสมี า ซงึ่ จะเหน็ ไดว้ า่ ในเมอื งเกา่ ทย่ี กตวั อยา่ งมานม้ี รี อ่ งรอยการตงั้ ถน่ิ ฐานของผคู้ นมาตง้ั แต่ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนกระท่ังมีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมและรับวัฒนธรรมอินเดียอันส่งผล ต่อชุดความคิด ความเช่ือ ศาสนา และคุณลักษณะอื่นๆ ทางสังคมวัฒนธรรม ที่เรียกว่า “วัฒนธรรม ทวารวดี” ท�ำใหม้ กี ารก่อสรา้ งเมอื งทม่ี ีคนู ้�ำ คนั ดนิ เพ่อื ปกป้องตวั เองจากศตั รู (Defensive War) รวม ทั้งระบบการจัดการนำ้� ภายในเมอื งมกี ารก่อสรา้ งศาสนสถานเนื่องในศาสนาพทุ ธและศาสนาฮินดู ดังมี หลกั ฐานทางโบราณคดีเปน็ ซากสถาปตั ยกรรมและศลิ ปกรรมเปน็ จำ� นวนมาก ๑๒ เมืองเกา่ กบั การอนุรักษ์ และ พฒั นา

ต่อมาเม่ือวัฒนธรรมเขมรโบราณในลุ่มน้�ำโตนเลสาบได้เบ่งบานเป็นมหาอาณาจักรใหญ่แห่ง หน่ึงของหน้าประวัตศิ าสตรเ์ อเชียตะวนั ออกเฉยี งใตย้ คุ โบราณ และไดส้ ง่ อทิ ธิพลสืบเนื่องต่อมายงั เมอื ง ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือและเมืองในภาคกลางของไทยด้วย ท�ำให้มกี ารกอ่ สร้างศาสนสถานและองค์ ประกอบเมอื งในวฒั นธรรมเขมรโบราณซอ้ นทบั ลงไปบนเมอื งเกา่ แกด่ ัง้ เดิมนั้น และตอ่ มาเมอ่ื อาณาจกั ร เขมรโบราณได้ลดบทบาทลง เปดิ โอกาสให้รฐั ต่างๆ ได้มบี ทบาทเพม่ิ ข้ึน เชน่ “สุโขทยั ” ท่ีสถาปนาขึน้ ใน ราวปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ ดังร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีท่ีเป็นประจักษ์ที่เมืองเก่าพิษณุโลก “ลา้ นนา” สถาปนาขน้ึ ในราวครงึ่ แรกของพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ และ “อยธุ ยา” สถาปนาขน้ึ อยา่ งเปน็ ทางการ ในราวปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ ซ่ึงท�ำให้มีการก่อสร้างมรดกสถาปัตยกรรม และปรากฏร่องรอยทาง วัฒนธรรมของยคุ สมยั ดังกลา่ วน้รี ว่ มอยู่ด้วยในเมืองตา่ งๆ เจดียป์ ระธานสมัยทวารดี วิหารสมยั อยธุ ยาตอนกลาง พระปรางคส์ มยั อยธุ ยาต้น รางรถไฟ รชั กาลที่ ๕ “วัดนครโกษา” เมอื งเกา่ ลพบรุ ี แสดงใหเ้ หน็ ถงึ พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรส์ ังคมในพน้ื ท่ีเมืองเก่าลพบรุ ีทม่ี มี าต้งั แต่ สมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ เจดยี ป์ ระธานวดั นครโกษานน้ั มรี ปู แบบทางสถาปตั ยกรรมทสี่ นั นษิ ฐานกนั วา่ เปน็ สถาปตั ยกรรม สมัยทวารวดี พระปรางค์ของวัดสมัยอยุธยาตอนต้น วิหารทางด้านตะวันตกสมัยพระนารายณ์มหาราช และเส้นทาง รถไฟท่ีตัดขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ เมอื งเก่า กบั การอนุรกั ษ์ และ พฒั นา ๑๓

จวบจนเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์ในราวคร่ึงแรกของพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ ในช่วง เวลาการเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) ตามบริบทแวดล้อมของความเป็น สากล รวมทั้งความสัมพันธ์กับศูนย์กลางท่ีกรุงเทพมหานคร ได้ท�ำให้เกิดการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของเมืองทั้งระบบการขนส่งทางรางและถนนหนทางในส่วนภูมิภาค ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเช่นน้ีท�ำให้แม่น้�ำที่เคยเป็นเส้นทางสัญจรเดิมลด บทบาทลง ปรบั เปลยี่ นมาใชเ้ สน้ ทางสญั จรทางบก เกดิ การวางผงั สรา้ งบา้ นแปงเมอื งที่ สอดคลอ้ งกบั การสัญจรท่เี ปล่ยี นแปลงดงั กล่าว ค�ำว่า “ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity)” ในทางวิชาการกับการรับรู้ของ สาธารณชนน้ันแตกต่างกัน กล่าวคือ การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในสังคมไทยได้มีจุด เร่ิมต้นท่ีก่อรูปก่อร่างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มาแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าวน้ันเร่ิมมีความเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นในทางการเมือง การปกครอง สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท่ีปรับตัวใหม่ แตกตา่ งไปจากสมยั จารตี ทมี่ มี ากอ่ นหนา้ ทวา่ ความเปน็ สมยั ใหมน่ น้ั เบง่ บานมากยงิ่ ขนึ้ ในช่วงภายหลังเปล่ียนแปลงการปกครอง ในทศวรรษท่ี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เน่ืองจาก มีการขยายตัวของความเปน็ เมอื งไปยังภมู ภิ าคตา่ งๆ เพิ่มเติมมากข้นึ ท้ังนี้ ในระยะแรกๆ นนั้ ความเปน็ เมืองได้เกดิ ข้นึ มากในพืน้ ท่ชี มุ ชนการค้าและ ชุมทางที่แม่น�้ำหลายสายมาบรรจบกัน ท�ำให้เป็นแหล่งรวมสินค้าเกษตร และของป่า จากพนื้ ทตี่ อนในของแมน่ ำ�้ กลายเปน็ ชมุ ชนบนชมุ ทางการแลกเปลยี่ นสนิ คา้ และทรพั ยากร โดยมีตลาดริมน้�ำท�ำหน้าท่ีเป็นศูนย์กลาง และมีการก่อสร้างบ้านร้านค้าอยู่รายรอบ ตลอดจนจะพบมีการสร้างโรงสีข้าวอยู่ด้วย เนื่องจากระบบเศรษฐกิจท่ีเฟื่องฟูมากใน ระยะเวลานเ้ี ปน็ อตุ สาหกรรมการสขี า้ วและการคา้ ขา้ ว หลงั จากเกดิ ชมุ ชนเมอื งทม่ี รี ะบบ เศรษฐกจิ จากการคา้ ทางนำ้� ความเปน็ เมอื งยงิ่ พฒั นาเตบิ โตขน้ึ อกี เมอื่ มกี ารตดั ทางรถไฟ ผา่ นทำ� ใหส้ ามารถขนถา่ ยสนิ คา้ จากระบบโครงขา่ ยทางนำ้� สรู่ างไดม้ ากขน้ึ เพราะฉะนนั้ เมอื งเกา่ ท่ยี ่งิ มีเสน้ ทางรถไฟตัดผา่ นก็ยิง่ มบี รบิ ททางเศรษฐกจิ ท่ีเตบิ โตมากขึ้น ต่อมาในราวทศวรรษท่ี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ท�ำให้บ้านเมืองมีการพัฒนามาก ยิ่งข้ึน โดยเฉพาะเมื่อมีการตัดถนนสายหลักที่เช่ือมโยงไปยังภูมิภาคต่างๆ อาทิ ถนน พหลโยธนิ ขนึ้ สภู่ าคเหนอื ถนนมติ รภาพขนึ้ สภู่ าคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ถนนสขุ มุ วทิ ไป ยังภาคตะวนั ออก และถนนเพชรเกษมลงไปยงั ภาคใต้ ทงั้ น้ี เรยี กรปู แบบทางสถาปตั ยกรรมทกี่ อ่ รปู ขนึ้ ในชว่ งเวลาดงั กลา่ วและสรา้ ง ต่อเน่ืองกันมาจนทศวรรษที่ ๒๕๐๐ ว่า “สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Archi- tecture)” เพอื่ สอื่ สารถงึ สถาปตั ยกรรมแบบใหมท่ เ่ี กดิ ขน้ึ มาในสงั คมไทยทไี่ ดต้ งั้ คำ� ถาม กับความวิจิตรบรรจง และความหมายช้ันสูงแบบสถาปัตยกรรมแบบประเพณีนิยม มาสู่การก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่เน้นประโยชน์การใช้สอยเป็นส�ำคัญ จึงเน้นรูปทรงที่ เรยี บงา่ ย เกล้ยี งเกลา ตลอดจนประยกุ ต์ใชว้ ัสดกุ ่อสร้างแบบอุตสาหกรรมมาใชใ้ นการ กอ่ สรา้ งด้วย ทว่าในการรับรู้ทั่วไปในสังคมนั้นเรียกสถาปัตยกรรมท่ีสร้างข้ึนในบริบทของ ปจั จบุ ันวา่ “แบบโมเดริ ์น” ในทนี่ ี้ทำ� ให้การรบั รตู้ อ่ ความหมายของค�ำดงั กลา่ ว และนำ� ๑๔ เมอื งเก่า กับ การอนรุ ักษ์ และ พัฒนา

มาสกู่ ารสอื่ ความหมายนั้นคลาดเคลื่อนไป ในการนี้ จงึ ควรเรียกอาคารท่สี รา้ งใหมว่ ่า “อาคารรว่ มสมยั (Contemporary Architecture)” เพ่ือไม่ให้สับสนในการอภิปรายบริบทที่แวดล้อมที่ซับซ้อนมากข้ึน โดยเฉพาะประเด็นเร่ืองบริบทแวดล้อม การให้คุณค่าและการให้ความหมายของสถาปัตยกรรมในพ้ืนท่ี เมอื งเกา่ ท้ังนี้ การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของสังคมน้ันส่งผลให้มีการก่อสร้างอาคารท่ีมีหลากหลาย มากขนึ้ เพราะหนา้ ทใี่ ชส้ อยของอาคารนนั้ มคี วามแตกตา่ งออกไปจากบรบิ ทการใชส้ อยแบบจารตี สำ� หรบั เมืองเก่าท่ีมีบทบาทเป็นเมืองศูนย์กลางการบริหารและการปกครอง จึงมีการก่อสร้างอาคารท่ีท�ำการ ของรฐั เพอื่ ทำ� หนา้ ทใี่ หบ้ รกิ ารแกป่ ระชาชนและเปน็ ทที่ ำ� การของหนว่ ยงานราชการ ตลอดจนมกี ารกอ่ สรา้ ง อาคารสาธารณะต่างๆ เช่น ตลาด สถานรี ถไฟ สถานขี นส่ง ศาลาทพี่ ักตา่ งๆ รวมท้งั อาคารบ้านเรอื นทง้ั ทเี่ ป็นสถาปัตยกรรมพนื้ ถนิ่ แบบจารีต และสถาปัตยกรรมพืน้ ถ่นิ ท่ไี ดร้ บั อิทธิพลจากความเป็นสมยั ใหม่ รวมท้ังการพัฒนาพ้ืนท่ีในย่านเมืองเก่าด้วยการก่อสร้างบ้านร้านค้า (Shophouse) ซึ่งมีหน้าที่ใช้สอย ทงั้ ตอบโจทยค์ วามตอ้ งการด้านการอย่อู าศัยและพาณิชยกรรมในอาคารหลังเดยี วกัน จึงกลา่ วไดว้ า่ เมืองเกา่ แต่ละแห่งน้นั ตา่ งก็มเี งอื่ นไขของพัฒนาการทแ่ี ตกต่างกันออกไป ทำ� ให้ ผลลัพธข์ องพัฒนาการทางสงั คม การเมือง และวฒั นธรรมทฉี่ ายผา่ น “รปู ลกั ษณ์” ของเมืองเก่าแต่ละ เมอื งทส่ี มั พนั ธก์ บั ประวตั ศิ าสตรแ์ ตล่ ะชว่ งเวลาทแี่ ตกตา่ งกนั ไป ซงึ่ ความแตกตา่ งหลากหลายดงั กลา่ วนน้ั ไดก้ ลายเปน็ ตน้ ทนุ อนั สำ� คญั ในการบอกเลา่ ประวตั ศิ าสตรแ์ ละพฒั นาการของเมอื ง ซง่ึ ถอื เปน็ “เมอื งเกา่ ท่ีมีพลวัต” ที่มีต้นทุนหลากมิติเป็นโอกาส ทว่าก็มีความท้าทายส�ำหรับการอนุรักษ์และการพัฒนาบน ฐานของการธำ� รงรักษาคุณค่าบนบริบทสงั คมรว่ มสมยั องคป์ ระกอบของเมอื งเก่า ทงั้ น้ี เมอื งเกา่ ตา่ งๆ มี “องคป์ ระกอบ” หรอื อาจเรยี กวา่ เปน็ “มรดกเมอื ง (Urban Heritage)” ซง่ึ เป็นผลลัพธ์ของการด�ำเนินวิถชี วี ิตของผ้คู นท่อี ยอู่ าศัยในเมือง และมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทาง ประวัติศาสตร์ของเมืองในห้วงเวลาต่างๆ ท่ีท�ำให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงองค์ประกอบต่างๆ ของเมือง เพ่ือใหต้ อบโจทยก์ บั ความต้องการ การใช้สอย หรือแมแ้ ตใ่ นเชงิ คตคิ วามเช่อื และศาสนา กล็ ้วนแล้วแต่ เปน็ ปจั จัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการพฒั นาเมืองมาตั้งแตอ่ ดีตจนกระท่งั ปจั จบุ นั องค์ประกอบของเมืองเก่าที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมน้ันถือเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมจับต้องได้ (Tangible Cultural Heritage)” หรือ “มรดกวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม” อันเป็นองค์ประกอบของ เมอื ง อันได้แก่ คนู ำ้� (Moat) คูเมอื ง (City Moat) คันดิน (City Rampart) กำ� แพงเมอื ง (City Wall) โครงขา่ ยเสน้ ทางสญั จร (Route) สะพานประวตั ศิ าสตร์ (Historic Bridge) ศาสนสถาน (Religious Site) จดุ หมายตา (Landmark) อนสุ าวรยี ์ หรืออนสุ รณส์ ถาน (Monument) สวนประวัติศาสตร์ (Historic Garden) มรดกอาคารราชการ (Government Heritage Building) มรดกอาคารสาธารณะ (Public Heritage Building) มรดกอาคารทพี่ กั อาศยั พน้ื ถน่ิ (Vernacular Heritag) มรดกอาคารพาณชิ ย์ (Her- itage Commercial Building) ซงึ่ องคป์ ระกอบตา่ งๆ เหลา่ นถ้ี กู สรา้ งขนึ้ มาตามหนา้ ทใ่ี ชส้ อยทีส่ อดคล้อง กับบริบทแวดลอ้ มและตกทอดเป็นมรดกส่งิ ก่อสรา้ งมาจนกระท่งั ปจั จุบนั เมอื งเกา่ กับ การอนรุ ักษ์ และ พฒั นา ๑๕

๑๖ เมืองเกา่ กับ การอนุรกั ษ์ และ พฒั นา

เมอื งเก่า กบั การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา ๑๗

จากตัวอย่างองค์ประกอบของเมืองเก่าท่ีกล่าวมาข้างต้นน้ัน สามารถ จำ� แนกออกได้ ๒ กลุ่มหลกั คอื ๑) มรดกสงิ่ ก่อสร้างทเ่ี ปน็ แหลง่ โบราณสถาน มีคณุ ค่าและความหมายในมติ ิทางประวตั ศิ าสตรใ์ นระดับชาติ และ ๒) มรดกส่ิง ก่อสร้างท่ียังมีพลวัตและสัมพันธ์กับชีวิตประจ�ำวันของผู้คนที่อยู่อาศัยภายใน เมอื งเกา่ ซงึ่ มรดกทางวฒั นธรรมนนั้ ๆประกอบกนั เปน็ คณุ คา่ และความหมายท่ี แสดงใหเ้ หน็ ถงึ “ถนิ่ ท”ี่ หรอื “ความเปน็ สถานที่ (Place)” อนั มีลักษณะเฉพาะ ตวั ของแต่ละเมือง แต่ละชุมชน ปราการปอ้ งกันเมือง ท้ังน้ี องค์ประกอบที่บ่งช้ีขอบเขตของเมืองเก่า คือ “ก�ำแพงเมือง” “คูเมือง” “ป้อม” และ “ประตูเมือง” ซึ่งในอดีตในยุคจารีตน้ัน องค์ประกอบ เหล่านี้จะมีหน้าที่ส�ำคัญในการปกป้องบ้านเมืองจากผู้มารุกราน นอกจากนี้ สำ� หรบั บางเมอื งยงั ใชแ้ นวกำ� แพงเมอื งเปน็ เครอ่ื งการปอ้ งกนั หรอื ใชใ้ นการบงั คบั นำ้� ไมใ่ หห้ ลากทว่ มเขา้ มาในพืน้ ทเ่ี มือง เชน่ ก�ำแพงเมอื งเก่าแพร่ เปน็ ตน้ คูเมือง จากการศึกษาภาคสนาม และศึกษาด้วยวิธีการสัมผัสระยะไกล (Re- mote Sensing) เพื่อการแปลความหมายภาพถ่ายดาวเทียม พบว่า “คูเมือง” ของเมืองเก่าท่ีได้ศึกษานั้นมี ๓ รูปแบบ คือ “คูเมืองของเมืองที่มีสัณฐานกลม” “สัณฐานอิสระ” และ “คูเมอื งของเมอื งทมี่ ีสณั ฐานส่ีเหล่ยี ม” ทั้งนี้ เมอื งเกา่ ท่ีมกี ารสร้างบา้ นแปงเมืองซ้อนทับลงบนชุมชนเกา่ แกใ่ น สมัยทวารวดี จะมีแนวคูเมืองที่มีรูปทรงอิสระโดยสัมพันธ์กับสภาพภูมิประเทศ และลำ� น�ำ้ ในพ้ืนท่ี เชน่ เมอื งเก่าบรุ ีรัมย์ เมอื งเก่าลพบรุ ี เมืองเกา่ ล�ำพูน เปน็ ตน้ หากเปน็ เมอื งเกา่ ทส่ี รา้ งซอ้ นทบั ลงบนเมอื งเกา่ ทกี่ อ่ รปู ขนึ้ ในวฒั นธรรม เขมรโบราณก็จะมีผังเมืองเป็นส่ีเหล่ียม เช่น เมืองเก่าพิมาย เมืองเก่าสกลนคร รวมทั้งเมืองที่มีการออกแบบวางผังในสมัยรัฐจารีต เช่น สมัยสุโขทัย ล้านนา และอยธุ ยา เชน่ ผงั เมอื งเกา่ เชยี งใหม่ ซงึ่ สรา้ งขนึ้ ภายใตบ้ รบิ ทวฒั นธรรมลา้ นนา ในขณะท่ีเมืองเก่านครศรีธรรมราช เมืองเก่านครราชสีมา เมืองเก่าสุพรรณบุรี ซง่ึ สรา้ งขนึ้ ภายใตบ้ รบิ ทวฒั นธรรมสมยั อยธุ ยา เป็นตน้ ๑๘ เมืองเก่า กบั การอนุรกั ษ์ และ พัฒนา

“เมืองเก่าบุรีรัมย์” เป็นเมืองท่ีมีสัณฐานกลมมีคูน�้ำล้อมรอบ “เมืองเก่าล�ำพูน” เป็นเมืองท่ีมีสัณฐานอิสระ ซึ่งมีต�ำนานเล่าถึงว่าเป็นสัณฐานเป็นรูปหอยสังข์อันเป็นสิริมงคล “เมืองเก่านครราชสีมา” มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประวัติศาสตร์ว่าสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ใน สมัยอยุธยา เมืองเกา่ กบั การอนรุ ักษ์ และ พัฒนา ๑๙

แผนที่เก่าเมืองเชียงใหม่ เป็นข้อมูลส�ำคัญในศึกษาในประเด็นเร่ืองเมืองเก่า ที่มา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เมืองเก่า กับ การอนุรักษ์ และ พฒั นา

บน : ก�ำแพงดนิ เมอื งเชยี งใหม่ กำ� แพงเมอื ง ล่าง : การขุดค้นทางโบราณคดี ก�ำแพงดินเชียงใหม่ ด�ำเนินการ จากการสำ� รวจ “กำ� แพงเมอิื ง” ในฐานะขององค์ประกอบของเมืองเก่า โดยสำ� นักศลิ ปากรที่ ๗ เชยี งใหม่ พบว่า มีรูปแบบการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างหลายชนิด อาทิ “ก�ำแพงเมือง แบบคนั ดิน” ทีน่ �ำดนิ ท่ขี ุดจากคเู มอื งมาพนู เป็นคนั ดนิ จะเห็นได้วา่ การกอ่ สร้าง ภาพ : อาจารยณ์ ฐั พงษ์ ปัญจบรุ ี ก�ำแพงเมืองแบบคันดินจะปรับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติท่ีมีอยู่เป็นต้นทุน เดิมให้ตอบโจทย์ความต้องการใช้สอย เช่น แนวเนินดิน และแนวล�ำน้�ำ ทั้งนี้ เมอื งทใ่ี ชต้ น้ ทนุ ทางธรรมชาตมิ าเปน็ สว่ นหนง่ึ ของการวางผงั แบบน้ี ผงั ของเมอื ง จะมีรปู ทรงอิสระทสี่ ัมพนั ธ์กบั สภาพภูมลิ กั ษณ์ทางธรรมชาติ จากการศึกษาเอกสารทางประวัตศิ าสตร์ และการสำ� รวจภาคสนามใน เมืองเก่าในภาคเหนือ เช่น เมืองเก่าเชียงใหม่ เมืองเก่าล�ำพูน เมืองเก่าล�ำปาง เมืองเก่าแพร่ พบว่า มีการกล่าวถึงก�ำแพงเมืองแบบคนั ดิน หรอื บางเมอื งแนว ก�ำแพงเมืองแบบคันดินนี้ยังเป็นประจักษ์อยู่ ท้ังน้ี บนคันดินปักเสาระเนียดไม้ ซงึ่ ในลา้ นนาโบราณเรยี กวา่ “เสาตา้ ย” ดงั ปรากฏในเอกสารโคลงนริ าศหรภิ ญุ ชยั ทัง้ น้ี มกี ารเปลยี่ นแปลงกำ� แพงเมืองคนั ดนิ มาเป็น “ก�ำแพงเครื่องก่อ” ในราวพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ เปน็ ตน้ มา ดงั หลกั ฐานกลา่ ววา่ มกี ารบรู ณะปฏสิ งั ขรณ์ กำ� แพงดว้ ยกำ� แพงอิฐท่ีเมืองเกา่ เชียงใหมแ่ ละเมอื งเก่าลำ� พนู อยา่ งไรกด็ ี เมอื งเกา่ บางเมอื งกย็ งั คงลกั ษณะของกำ� แพงเมอื งเปน็ คนั ดนิ เชน่ เมืองเก่าแพร่ ทเี่ รยี กว่า “เมกเมือง” นอกจากนี้ ส�ำหรบั เมอื งเกา่ เชียงใหม่ ยังมีแนวก�ำแพงดินท่ีโอบล้อมเมืองทางด้านตะวันออกลงมาด้านทิศใต้ของพ้ืนที่ สเ่ี หล่ยี มคเู มืองเชียงใหม่ เรียก “ก�ำแพงดนิ ” ซงึ่ นอกจากจะมแี นวคันดนิ แลว้ ยงั มลี ำ� เหมอื ง “ลำ� คไู หว-คลองแมข่ า่ ” เลยี บกบั แนวกำ� แพงดนิ ดงั กลา่ วดว้ ย สำ� หรบั วสั ดกุ อ่ สรา้ งอนื่ ๆ ทใี่ ชใ้ นการกอ่ สรา้ งกำ� แพง พบมกี ารใช้ “ศลิ า แลง” เป็นวัสดุก่อสร้าง เช่น เมืองเก่าก�ำแพงเพชร “หิน” เช่น ก�ำแพงเมืองเก่า สงขลา และ “อฐิ ” ซงึ่ เปน็ วสั ดพุ นื้ ฐานทพี่ บเหน็ ไดใ้ นการกอ่ สรา้ งกำ� แพงเมอื งเกา่ ต่างๆ ทั่วไป ประตูเมอื ง “ประตูเมือง” เป็นองค์ประกอบที่ส�ำคัญของเมือง ท้ังในแง่ของหน้าที่ ใชส้ อยส�ำหรับเปน็ ชอ่ งทางในการผ่านเข้า-ออกเมอื ง ท้งั น้ี ประตเู มอื งยังมีความ หมายในเชงิ สญั ลักษณด์ ว้ ย เช่น ประตทู างทิศเหนือของเมอื งเกา่ เชยี งใหม่ เรยี ก “ประตชู า้ งเผอื ก” ซง่ึ เปน็ ประตสู ำ� คญั ทม่ี คี วามหมายเชงิ “ชยั ชนะ ความรงุ่ เรอื ง” ดังแสดงผ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ท่ีกล่าวถึงเหตุการณ์ท่ีผู้ปกครองเมือง เชียงใหม่ข้ึนครองเมืองจะต้องมีธรรมเนียมในการเสด็จพระราชด�ำเนินเข้าเมือง เชยี งใหมท่ างประตชู า้ งเผอื ก ในแงน่ ้ี จะเหน็ ไดว้ า่ ประตชู า้ งเผอื กจงึ มคี วามหมาย และมสี ถานะเปน็ จดุ เปลยี่ นผา่ นสถานภาพไปสสู่ ถานะของผคู้ รองเมอื ง นอกจากน้ี ยงั มตี ัวอยา่ ง “ประตแู สนปงุ ” ดา้ นทิศใตข้ องเมืองเก่าเชียงใหม่ ท่ีมคี วามเชอ่ื ว่า เมอื งเก่า กับ การอนรุ ักษ์ และ พฒั นา ๒๑

เป็นประตูท่ีจะใช้น�ำร่างไร้วิญญาณออกจากเมืองเก่าเชียงใหม่ไปยังฌาปนสถาน ภาพถ่ายเกา่ ประตูเมอื งเชียงใหม่ ทอี่ ยนู่ อกเมอื งดา้ นทศิ ใต้ ซงึ่ ยงั ปฏบิ ตั สิ บื ตอ่ กนั มาจนกระทงั่ ปจั จบุ นั จะเหน็ ไดว้ า่ ภาพถ่ายเกา่ ประตเู มืองสงขลา ประตเู มอื งนอกจากจะมหี นา้ ทใี่ ชส้ อยดงั กลา่ วมาขา้ งตน้ ยงั เปน็ องคป์ ระกอบสำ� คญั ของเมืองทม่ี ีเรอ่ื งคตคิ วามเชอื่ และเรือ่ งสิรมิ งคลของเมอื งก�ำกับอยู่ด้วย ทัง้ น้ี ในการศกึ ษาเกี่ยวกับประตูเมืองของเมืองเก่าพบวา่ เมืองเก่าบาง เมืองยงั มีซุม้ ประตูทีอ่ ย่ใู นสภาพที่สมบรู ณ์ เช่น ประตูชัยที่เมืองเกา่ ลพบรุ ี ประตู เมืองกาญจนบุรี ประตเู มืองราชบรุ ี เปน็ ตน้ ส�ำหรบั เมืองเกา่ หลายเมอื งน้นั ตัวซมุ้ ประตไู ดพ้ งั ทลายไปแลว้ ทว่ายงั ทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ จดุ เชอื่ มตอ่ ระหวา่ งพนื้ ทภ่ี ายในเมอื งและนอกเมอื งในปจั จบุ นั เชน่ เมอื งเกา่ ลำ� ปาง เมอื งเกา่ แพร่ เปน็ ต้น นอกจากนี้ ยงั พบวา่ เมืองเก่าบางเมอื งทซ่ี ุม้ ประตไู ด้ถูกร้ือลงไปแลว้ ใน อดีตจากการขยายตัวเมืองหรือส้ินสภาพลงตามกาลเวลา ทว่าในเวลาต่อมามี หลักฐานทางประวัตศิ าสตรท์ ส่ี ามารถนำ� เปน็ หลักฐานอ้างอิง เชน่ ภาพถ่ายเก่า หรือเอกสารแบบสถาปัตยกรรม เพื่อน�ำมาใช้ในการศึกษาท�ำความเข้าใจ ท�ำให้ สามารถรื้อฟื้นปฏิสังขรณ์ประตูเมืองกลับมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเก่าฟื้น กลับมาได้ เข่น ประตูท่าแพท่ีเมืองเก่าเชียงใหม่ ประตูเมืองเก่าสงขลา ประตู ชุมพลทเี่ มอื งเก่านครราชสีมา ประตเู มอื งเกา่ ล�ำพูน เปน็ ตน้ ป้อม “ป้อม” เป็นองค์ประกอบของเมืองส�ำหรับการป้องกันเมืองจากศึกท่ี เข้ามาประชิด (Defensive War) โดยเฉพาะในสมัยจารีต ท้ังนี้ จากการศึกษา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ล้านนา มีช่ือเรียกป้อมที่อยู่มุมก�ำแพงเมืองส�ำหรับ สังเกตการณ์ว่า “หอห่ิง หอเลอ” สร้างเป็นหอสูงด้วยไม้ ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ มีความเปลี่ยนแปลงในการออกแบบ ก่อสร้างก�ำแพงเมืองและป้อมเป็นเคร่ืองก่อ ท้ัง อิฐ ศิลาแลง และหิน เพ่ือให้มี ความคงทนในการรับศึกท่ีมีความเปล่ียนแปลงจากเดิม ด้วยมีการใช้ปืนใหญ่ท่ี ซื้อหามาจากการท�ำการค้ากับชาติตะวันตกมาใช้ในการท�ำสงครามระหว่างกัน นอกจากนี้ พบว่าในการออกแบบป้อมในเมืองเก่าหลายเมืองที่เป็น ป้อมแบบที่มีแขนยื่นออกเป็นแฉก ซึ่งเรียกว่า “ป้อมแบบดาว (Star Fort)” หรอื “ปอ้ มแบสชนั่ (Bastion Fort)” ๑ ซง่ึ ถกู ออกแบบสำ� หรบั การรบั ศกึ ทใี่ ชก้ าร ๑ John Francis Guilmartin. (2003). ต่อสู้กันด้วยปืนใหญ่ ซึ่งมีการก่อสร้างครั้งแรกในอิตาลีในกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ หรือในราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ส�ำหรับเมืองเก่าท่ีพบการสร้างป้อม Gunpowder & galleys: changing รูปแบบนี้ เชน่ ปอ้ มท่เี มอื งเก่าลพบุรี ปอ้ มทเ่ี ขาแดงเมืองสงขลา เปน็ ตน้ technology & Mediterranean war fare at sea in the 16th century. Conway Maritime Press. ๒๒ เมืองเก่า กับ การอนรุ กั ษ์ และ พัฒนา

“ประตูชัย” เปน็ ประตูเมือง ทางด้านทิศใต้ของเมืองเก่า ลพบุรี เป็นประตูเมืองที่มี ความสงา่ งาม และมรี ปู แบบ สถาปัตยกรรมท่ีแปลกตา เน่ืองจากได้รับอิทธิพลจาก ศลิ ปะเปอรเ์ ซยี ซง่ึ เปน็ ทนี่ ยิ ม ในรชั กาลสมเดจ็ พระนารายณ์ แหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา ดงั จะเหน็ การเจาะชอ่ งประตแู บบซมุ้ โคง้ กลีบบัว (Pointed Arch) บนยอดประตู และก�ำแพงมี ใบเสมาตกแตง่ “ป้อม” ขนาบด้านข้าง ป ร ะ ตู ชั ย เ มื อ ง เ ก ่ า ล พ บุ รี สันนิษฐานวา่ ปอ้ มฟากหนงึ่ ได้พังทลายจนไม่เหลือซาก ทงั้ น้ี เรยี กวา่ “ปอ้ มรปู ดาว” ซ่ึงรูปแบบของป้อมที่ได้รับ เทคนิควิธีในการออกแบบ จากตะวันตก ท้งั น้ี เรียกว่า ป้อมหอรบ (bastion fort) พบการก่อสร้างคร้ังแรกที่ อิตาลี ในครสิ ตศ์ ตวรรษ ท่ี ๑๕ หรอื กลางพทุ ธศตวรรษ ที่ ๒๑ “ปอ้ มบนเขาแดง” เมอื งเกา่ สงขลาฝั่งเขาแดงเป็นเมือง ที่สรา้ งขึ้นในสมัยอยธุ ยา มี การสร้างป้อมบนภูเขาแดง เพื่อใช้ในการสังเกตการณ์ รบั ศึกสงคราม ทงั้ น้ี ป้อม เมืองเก่าสงขลาฝั่งเขาแดง ใชห้ ินเปน็ วสั ดุกอ่ สร้าง เมอื งเก่า กบั การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา ๒๓

โครงข่ายเส้นทางสญั จร โครงขา่ ยเสน้ ทางสญั จรในพนื้ ทเ่ี มอื งเกา่ เปรยี บเปน็ เครอื ขา่ ยทเี่ ชอ่ื มโยงจดุ สำ� คญั หรือย่านต่างๆ ในเมืองเก่าเข้าหากัน ทั้งนี้ เส้นทางสัญจรภายในพื้นท่ีเมืองเก่ามีท้ังเส้น ทางสญั จรทางบก และทางนำ้� ซงึ่ เชอ่ื มโยงองคป์ ระกอบและยา่ นตา่ งๆ เขา้ หากนั ท้ังน้ี หากเมืองเก่ามีท�ำเลท่ีตั้งอยู่บนที่ราบ จะต้ังอยู่คู่กับแม่น้�ำเพื่อรับประโยชน์ จากแมน่ ำ�้ ในฐานะเสน้ ทางสญั จรทสี่ ำ� คญั ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ ทำ� เลทตี่ ง้ั ทเี่ ปน็ จดุ บรรจบกนั ของ แมน่ ำ้� หลายสายทำ� ใหท้ ำ� เลดงั กลา่ วทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ชมุ ทางในการรวบรวมสนิ คา้ และผลติ ผล ตา่ งๆ จากดนิ แดนตอนในของแมน่ ำ้� มาคา้ ขายแลกเปลย่ี นกนั ทช่ี มุ ชนหรอื ทเ่ี มอื งศนู ยก์ ลาง การแลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น “เมืองแปดร้ิว” หรือ “เมืองเก่าฉะเชิงเทรา” ซึ่งต้ังอยู่ริม แมน่ ำ�้ แมบ่ างปะกง ซง่ึ ทำ� เลทตี่ งั้ ดงั กลา่ วนน้ั อยใู่ นละแวกทแี่ มน่ ำ้� ลำ� คลองหลายสายไหลมา บรรจบกัน “เมืองเกา่ ราชบรุ ี” ต้งั อยรู่ ิมแม่น้�ำแม่กลอง “เมืองเกา่ เพชรบรุ ”ี ตัง้ อยรู่ ิมแมน่ �้ำ เพชรบุรี “เมืองเกา่ สุพรรณบรุ ี” ตงั้ อยรู่ ิมแม่น�้ำทา่ จีน ตลอดจนเมอื งทม่ี ลี กั ษณะของการเปน็ เมอื งทา่ การคา้ ขา้ มภมู ภิ าค เชน่ “เมอื งเกา่ สงขลา” ตงั้ อยู่ริมทะเลสาบสงขลาซึง่ มนี ำ้� ลึกเพียงพอท่ีสามารถจอดเทียบเรอื เพอ่ื ขนถา่ ย สินคา้ ได้ “เมืองเก่าปัตตานี” ต้งั อยู่ริมแมน่ �้ำปตั ตานี ท�ำเลที่ตั้งดงั กล่าวนั้นกม็ ีคณุ ลกั ษณะ เชน่ เดียวกันกบั เมืองเก่าสงขลา “เมอื งเก่าภเู กต็ ” ตง้ั อยรู่ มิ คลองบางใหญ่ “เมอื งตะก่วั ป่า” ตง้ั อยรู่ มิ คลองตะกวั่ ปา่ ซ่ึงจะเห็นไดว้ ่า แมว้ ่าจะมสี ถานะเป็นเมืองทา่ การค้าข้ามภูมภิ าค แต่ก็ไม่ได้ตั้งเมืองประชิดกับทะเลโดยตรง เนื่องจากขาดน้�ำจืดส�ำหรับการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนไมส่ ามารถจอดเรอื เพอ่ื ขนถา่ ยสนิ คา้ ได้ และเปน็ ทหี่ ลบลมพายแุ ละฝนทกี่ อ่ ตวั ใน อา่ วไทยเพอื่ หลกี เลี่ยงความเสียหายแกเ่ รือและสนิ คา้ เมอื งเกา่ สงขลา ตงั้ อยรู่ มิ ทะเลสาบสงขลา ซงึ่ มที อ้ งนำ้� ลกึ จงึ เหมาะสำ� หรบั การจอดเรอื เพอ่ื ขนถา่ ยสนิ คา้ และเปน็ ทำ� เลทต่ี ้ังที่เหมาะสมกบั การหลบลมมรสุมทก่ี อ่ ตัวจากมหาสมทุ รได้เป็นอย่างดี ๒๔ เมืองเกา่ กับ การอนุรักษ์ และ พัฒนา

ภาพมุมสูงเมอื งเกา่ ฉะเชิงเทรา เมอื งเก่า กับ การอนุรักษ์ และ พฒั นา

เส้นทางสัญจรทางน้�ำเร่ิมลดบทบาทลงเม่ือเส้นทางสัญจรทางบกทวีบทบาท มากขน้ึ ทั้ง “เสน้ ทางสญั จรประเภทถนน” และ “เส้นทางสญั จรประเภทราง” ในปี พ.ศ.๒๔๓๓ ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ ได้ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ถาปนากรมรถไฟข้ึนเปน็ คร้ังแรกภายใตส้ ังกัดกระทรวง โยธาธิการ และได้มีการเริ่มต้นวางรางอย่างเป็นทางการในปีรุ่งข้ึน เมื่อเส้นทางรถไฟเร่ิม ขยายตวั มากขน้ึ ทำ� ใหเ้ กดิ ทางเลอื กของผคู้ นใหเ้ รมิ่ ตน้ มาใชร้ ถไฟแทนการขนสง่ และสญั จร ทางนำ�้ ทเี่ รม่ิ ตน้ ลดบทบาทลง เมอื งตา่ งๆ ทตี่ งั้ อยบู่ นเสน้ ทางรถไฟตดั ผา่ นไดร้ บั โอกาสการ ขยายตวั ทางเศรษฐกิจมากยง่ิ ข้ึน กลา่ วคอื สายเหนอื มเี มอื งเกา่ ลพบุรี เมืองเก่าล�ำพูน และปลายทางคอื เมอื งเกา่ เชยี งใหม่ สำ� หรบั เสน้ ทางสายตะวนั ออกเฉยี งเหนอื คอื เมอื งเกา่ นครราชสีมา และเมืองเก่าสุรินทร์ ส�ำหรับสายใต้ คือ เมืองเก่าราชบุรี เมืองเก่าเพชรบุรี เมืองเก่านครศรีธรรมราช เมอื งเกา่ ตรงั และสายตะวันตก คือ เมอื งเก่าสพุ รรณบุรี และ เมืองเกา่ กาญจนบรุ ี เสน้ ทางรถไฟสายเหนอื ทต่ี ดั ผ่านทางดา้ นตะวนั ออกของพระปรางคส์ ามยอดเมอื งเกา่ ลพบุรี หลังจากห้วงเวลาท่ีการขนส่งระบบรางท่ีท�ำให้เมืองเก่ามีพลวัตมีชีวิตชีวาเติบโต ท�ำให้มีการพัฒนาย่านต่างๆ ในเมืองเก่าเพื่อการอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจ และการค้า ทว่าในเวลาต่อมา ราวทศวรรษท่ี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ที่มีการบุกเบิกก่อสร้างถนนหนทาง อย่างมากมายเพ่ือเช่ือมโยงภูมิภาคต่างๆ เข้าหากันเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ในห้วงเวลานี้ มีการตัดถนนสายหลักท�ำหน้าท่ีเป็นด่ังเส้นเลือดหลักที่เช่ือมโยง ออกไปจากรงุ เทพฯ กลา่ วคือ สายเหนือมกี ารตัดถนนสายพหลโยธิน ภาคตะวันออกเฉียง เหนือตัดถนนมิตรภาพ ภาคตะวันออกตัดถนนสุขุมวิท ภาคตะวันตกตัดถนนมาลัยแมน และภาคใต้ตัดถนนเพชรเกษม โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวมาน้ีได้สร้างการเจริญเติบโตให้ กับเมืองเก่าท่ีถนนสายหลักได้ตัดผ่านหรือสามารถเชื่อมโยงเข้าไปถึง แต่ในทางกลับกันก็ สร้างความถดถอยกบั เมืองเกา่ ทไ่ี ม่ได้เชื่อมตอ่ กบั โครงสรา้ งพืน้ ฐานเหลา่ น้ี ๒๖ เมืองเกา่ กบั การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา

จุดหมายตา และอนุสรณ์สถาน “จุดหมายตาในบริเวณเมืองเก่า” เป็นองค์ประกอบส�ำคัญท่ีแสดงเป็น “ภาพจ�ำของเมือง (Image of the City)” ตามข้อเสนอของ Kevin Lynch เสนอว่า “ภาพจ�ำของเมือง” ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๕ ประเด็น คือ เส้นทางสัญจร (Paths) ขอบเขต (Edges) ความเป็นย่าน (Districts) ชุมทาง (Nodes) และจุดหมายตา (Landmarks) ประมวลออกมาเป็นภาพท่ีผู้รับได้จดจ�ำ และรับรู้ได้ถึง “ส�ำนึกของถ่ินท่ี (Sense of Place)” ที่เกิดจากการสร้างความเชื่อมโยงกับภาพจ�ำท่ีเป็นประสบการณ์ได้รับรู้เอกลักษณ์อันโดดเด่น และเป็นเคร่ืองบ่งช้ี ถงึ ความเป็นสถานท่ีของเมืองเก่านั้นๆ ท้ังน้ี จุดหมายตาอาจจะเป็นสถานทีท่ างธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่นำ�้ ตน้ ไม้ใหญ่ ท่มี ลี ักษณะอันโดดเด่น มองเห็นไดแ้ ต่ไกล หรือผูค้ นในพื้นท่ีมปี ระสบการณ์ในแง่มุมตา่ งๆ เป็นความทรงจำ� ร่วมอยดู่ ้วย หรือเปน็ ส่งิ ก่อสร้าง ต่างๆ เช่น มรดกสถาปัตยกรรมทางศาสนา และอาคารทางประวัติศาสตร์ที่มีความงดงามทั้งเชิงการวางผังและ การออกแบบ มรดกสถาปัตยกรรมอาคารท่ที ำ� การของหนว่ ยงานภาครฐั ท่ีมีความสงา่ งามเปน็ เอกลกั ษณ์ สถานท่ี เป็นอนสุ รณใ์ หร้ ะลกึ ถึงสิง่ ใดสง่ิ หนึง่ ในท่ีนี้ บางเมอื งจะมอี นสุ าวรีย์ (Monument) หรอื สวนประวตั ศิ าสตร์ (His- toric Garden) ทีเ่ ป็นสว่ นหนึง่ ของวิถชี ีวิตของผคู้ นในเมอื งเก่าจนกลายเปน็ ภาพทีจ่ ดจำ� และกลายเปน็ ส่วนหนึง่ ของความทรงจำ� เปน็ ต้น ภาพซา้ ย : ภาพจำ� รมิ แมน่ ำ้� สะแกกรงั มมุ มองจากสะพาน แลเหน็ มณฑปแบบอทิ ธพิ ลตะวนั ตกตกแตง่ ดว้ ยฝมี อื ชา่ งจนี และฐานไพทขี นาด ใหญท่ ยี่ กสงู ขน้ึ แสดงถงึ ความสำ� คญั ของมรดกสถาปตั ยกรรมทก่ี อ่ สรา้ งอยดู่ า้ นบน อาทิ หมเู่ จดยี ์ พระวหิ าร และพระอโุ บสถ นอกจากนี้ การยกฐานไพทนี ย้ี งั แสดงขบั เนน้ ใหม้ รดกสถาปตั ยกรรมโดดเดน่ ยงั ชว่ ยใหอ้ าคารสำ� คญั เหลา่ นพี้ น้ จากเหตอุ ทุ กภยั ทอ่ี าจเกดิ ขนึ้ ดว้ ย | ภาพขวา : เขาสะแกกรงั และวดั สงั กตั รตั นครี บี นยอดเขา เปน็ จดุ หมายตาทสี่ ำ� คญั ของเมอื งเกา่ อทุ ยั ธานี และยงั เปน็ ทจี่ ดั กจิ กรรมประเพณี ตกั บาตรเทโวทเ่ี ปน็ ทรี่ จู้ กั กนั อยา่ งแพรห่ ลาย เมอื งเกา่ กับ การอนรุ กั ษ์ และ พัฒนา ๒๗

วดั ภมู นิ ทรส์ รา้ งขน้ึ เมอื่ พ.ศ. ๒๑๓๙ เป็นสถาปัตยกรรม แบบจตั ุรมขุ มีท�ำเลทต่ี ง้ั อยู่ กลางเมืองเก่าไม่ไกลจาก คุ้มหลวงอันเป็นท่ีตั้งของ หอค�ำ วัดพระธาตุช้างค�้ำ ซ่ึงเป็นวัดที่มีพระบรมธาตุ ของเมอื ง ด้วยรปู แบบทาง สถาปัตยกรรมท่ีมีลักษณะ แตกต่างจากวิหารล้านนา ท่ัวไปท�ำให้อาคารท�ำหน้าที่ เป็นสัญลักษณ์และภาพจ�ำ ของเมืองเก่านา่ น บา้ นตระกูล ณ สงขลา เปน็ โ บ ร า ณ ส ถ า น ส� ำ คั ญ ข อ ง เมืองเก่าสงขลา ปัจจบุ ันท�ำ หน้าท่ีเป็นพิพิธภัณฑสถาน แหง่ ชาตสิ งขลา ดว้ ยรปู แบบ ทางสถาปัตยกรรมแบบจีน ทงี่ ดงาม การออกแบบวางผงั ที่เน้นความสมมาตรจึงมี ความสง่างามยิ่งนัก สีสัน ขององค์ประกอบตกแต่งท่ี สะดุดตา เป็นจุดหมายตา และเป็นภาพจ�ำส�ำคัญของ เมืองเก่าสงขลา สะพานรษั ฎาภเิ ศก เมอื งเกา่ ลำ� ปาง ทเี่ รยี กกนั ในทอ้ งถน่ิ ว่า “ขัวสี่โก๊ง” เป็นสะพาน ค อ น ก รี ต เ ส ริ ม เ ห ล็ ก ข ้ า ม แม่น้�ำวังท่ีเมืองเก่าล�ำปาง ทั้งน้ี เจา้ นรนนั ทไชยชวลติ เจ้าผ้คู รองนครล�ำปาง และ ชาวลำ� ปางร่วมกนั สร้างเพ่ือ เฉลิมพระเกียรติพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ ในโอกาส ท่ีครองราชย์ครบ ๒๕ ปี ใน ปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ดว้ ยรูปแบบ ที่เป็นเอกลักษณ์ท่ีแสดงถึง บริบทการเข้าสู่ความเป็น สมัยใหมข่ องสังคม สะพาน แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์และ ภาพจ�ำส�ำคัญของเมืองเก่า ล�ำปาง ๒๘ เมืองเกา่ กับ การอนุรกั ษ์ และ พฒั นา

อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลที่อยู่ในละแวกย่านเมืองเก่าจันทบุรี หรือที่รู้จักกันว่าเมืองเก่าจันทบูร เป็นอาสนวิหารประจ�ำ ๒๙ สังฆมณฑลจนั ทบรุ ี สรา้ งโดยบาทหลวงเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ ชาวฝรัง่ เศส เม่อื วนั ท่ี ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ด้วยรูปทรงทาง สถาปัตยกรรมของอาคารที่มีหอสูงคู่ด้านหน้าท�ำหน้าท่ีเป็นจุดหมายตาท่ีส�ำคัญ นอกจากน่ี้ การออกแบบพื้นท่ีโล่งด้านหน้าอาคารที่ ทำ� ให้เกิดมมุ มองทเี่ น้นความส�ำคญั ไปยงั ตวั อาคาร และใช้เป็นลานกจิ กรรมทส่ี ร้างชวี ิตชีวาให้กบั ชุมชน ภาพโดย : ธนวัฒน์ ทองจันทร์ รางวัลชนะเลศิ การประกวดภาพถ่าย หวั ขอ้ “วิถีของเมอื งเกา่ ” ประจ�ำปี ๒๕๖๓ | ประเภทอดุ มศึกษา จากสำ� นกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม และคณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร เมอื งเก่า กบั การอนุรกั ษ์ และ พฒั นา

เมอื งเก่า กบั การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา

ซุ้มประตูเมืองเก่าสงขลา เป็นภาพจ�ำและจุดหมายตา ใ ห ม ่ ท่ี ป ฏิ สั ง ข ร ณ ์ ข้ึ น ใ ห ม ่ จากการศึกษาข้อมูลทาง ประวัติศาสตร์ต่างๆ เช่น ภาพถา่ ยเกา่ ปจั จบุ ันกลาย เปน็ สญั ลกั ษณข์ องเมอื งเกา่ ทผี่ มู้ าเยอื นจะมาบนั ทกึ ภาพ เกบ็ ไวเ้ ปน็ ทร่ี ะลึก ภาพโดย : กนก สไุ ลมัน รางวัลชนะเลิศการประกวด ภาพถ่าย หัวข้อ “วิถีของ เมอื งเกา่ ” ประจ�ำปี ๒๕๖๓ ประเภทบุคคลทว่ั ไป จากส�ำนักงานนโยบายและ แผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ้ ม และคณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร เมอื งเกา่ กับ การอนรุ ักษ์ และ พัฒนา

ยา่ นและบรเิ วณสำ� คัญของเมืองเก่า “ยา่ น” มีความหมาย “แถว ถน่ิ ที่” อันแสดงถงึ บริบทของความเป็นชุมชน ใน แต่ละย่านจะมีการสร้างศูนย์กลางทางกายภาพหรือสังคม อาทิ ในชุมชนโบราณจะมกี าร คดั สรรท�ำเลท่ตี ้ังที่เหมาะสมในการสร้างศูนยก์ ลางของชุมชน ซึ่งจะเป็นศาสนสถาน และ องค์ประกอบอ่นื ๆ เช่น ทท่ี ำ� การของหน่วยงานต่างๆ ตลาด รา้ นค้า และมีการสร้างชุมชน อยรู่ ายรอบ ทงั้ นี้ ในแตล่ ะยา่ นกจ็ ะมศี นู ยก์ ลางการคา้ ขายและขบั เคลอื่ นเศรษฐกจิ ของชมุ ชน จึงมีการก่อสร้างตลาด และมีการสร้างบ้านค้าขายรายล้อมอาคารตลาด กลายเป็นย่าน ธรุ กจิ ตา่ งๆ ของเมือง นอกจากน้ี ในอดีตความเป็นย่านนั้นยังมีความหมายในแง่ของการตั้งถ่ินฐาน ร่วมกันของผู้ประกอบอาชีพหรือมีวิชาชีพเดียวกันจ�ำนวนมากจนกลายเป็นเอกลักษณ์ ของพ้นื ท่ี เชน่ คำ� ว่า “ยา่ นร้านทอง” “ย่านบ้านบ”ุ “ย่านบ้านบาตร” เป็นต้น ย่านวัดมหาธาตุเพชรบุรี ริมแมน่ �้ำเพชรบรุ ี นอกจาก จะมีวัดมหาธาตุท�ำหน้าท่ี เป็นศูนย์กลางชมุ ชน ยังมี ชมุ ชนทีอ่ ยอู่ าศยั ร้านค้า ตลาด โรงเรยี น อยรู่ ายรอบ ๓๒ เมืองเกา่ กบั การอนุรกั ษ์ และ พัฒนา

มรดกทางสถาปตั ยกรรมในเมอื งเก่า พนื้ ทเ่ี มอื งเกา่ ประกอบขน้ึ จากยา่ นตา่ งๆ การรบั รใู้ นประเดน็ เรอื่ งคณุ คา่ และความ ส�ำคัญของพ้ืนท่ีเมืองเก่านั้นเป็นประจักษ์ชัดจากมรดกทางสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ภายใน พื้นท่ี เน่ืองจากเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจับต้องได้ หรือมรดกวัฒนธรรมท่ีเป็นรปู ธรรม ทแี่ สดงตวั ตนสกู่ ารรบั รขู้ องผคู้ นไดช้ ดั เจนมากกวา่ มรดกวฒั นธรรมประเภทอนื่ ๆ ในที่น้ี มรดกทางสถาปัตยกรรมในพื้นที่เมืองเก่า อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ “มรดกสถาปัตยกรรมทางศาสนา” “มรดกสถาปัตยกรรมอาคารของรัฐและอาคาร สาธารณะ” และ “มรดกสงิ่ กอ่ สร้างพ้ืนถน่ิ ” ๑) “มรดกสถาปัตยกรรมทางศาสนา” ในพื้นท่ีเมืองเก่านั้น พบว่ามีความ หลากหลายทเี่ กดิ ขน้ึ จากบรบิ ททางสงั คมและวฒั นธรรมในพนื้ ที่ ซงึ่ การกอ่ รปู ขน้ึ ของมรดก สถาปัตยกรรมน้ันเกิดขึ้นจากความหลากหลายทางศาสนา วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ที่ แตกตา่ ง ซง่ึ ลว้ นแลว้ แตเ่ ปน็ ปจั จยั แวดลอ้ มใหเ้ กดิ ความหลากหลายทางวฒั นธรรมในพนื้ ท่ี เมอื งเก่าท้ังสนิ้ จะเห็นได้ว่าภาพรวมของเมืองเก่าในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคกลางน้ันจะมีพทุ ธศาสนาเปน็ กระแสหลัก ในขณะท่เี มอื งเกา่ ทีก่ ่อกำ� เนดิ ขนึ้ จากบริบท แวดล้อมของการเป็นเมืองท่าการค้าที่ติดต่อค้าขายกับการค้าต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น เมืองเกา่ ภเู ก็ต เมอื งเก่าตรัง เมืองเก่าปัตตานี เมืองเก่าสงขลา และเมืองเกา่ จันทบุรี จะเหน็ ไดว้ า่ ลกั ษณะสงั คมในเมอื งเกา่ ในบรบิ ทเมอื งทา่ นน้ั มคี ณุ ลกั ษณะเปน็ สงั คม พหวุ ัฒนธรรม รวมทั้งมีความหลากหลายทางศาสนา อาทิ ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาซิกข์ นอกจากนี้ แมว้ า่ ผู้คนจะนบั ถือศาสนาเดยี วกัน ทวา่ ในวถิ ีการของปฎบิ ัตขิ อง แต่ละศาสนาก็ยังมีรายละเอียดท่ีแตกต่างกัน อันเน่ืองมาจากว่าในแต่ศาสนาก็จะมีแขนง ของนิกายที่แยกย่อย ตลอดจนประเดน็ เร่ืองความแตกตา่ งหลากหลายของกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ ก็เป็นส่วนส�ำคัญที่ท�ำให้วิถีปฏิบัติ และการตีความส่ิงต่างๆ อาจจะมีความแตกต่างกันไป แม้ว่านับถือศาสนาเดียวกันก็ตาม ท้ังน้ี จะเห็นได้ว่า จากปัจจัยแวดล้อมที่หลากหลาย นัน้ ลว้ นทำ� ให้เกดิ ความหลากหลายทางวฒั นธรรมท่เี กีย่ วเน่อื ง ซึ่งยอ่ มส่งผลตอ่ การกอ่ รปู ทางสถาปตั ยกรรมทางศาสนาในพนื่้ ทเ่ี มืองเกา่ ให้มีความหลากหลายดว้ ยนน่ั เอง ๒) “มรดกสถาปัตยกรรมอาคารของรัฐ และอาคารสาธารณะ” ท่ีก่อสร้างใน เมืองเกา่ นน้ั ได้เรม่ิ ต้นมคี วามเปล่ยี นแปลงอย่างเปน็ รปู ธรรมเห็นได้ประจักษช์ ัดในรชั สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เน่ืองจากช่วงเวลาดังกล่าวนั้น สถานการณ์โลกสากลก็ได้โอบล้อมเข้ามาอย่างใกล้ชิด ท�ำให้พระองค์ต้องทรงวางแผน ปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินหลายด้านให้สอดรับกับบริบทสากลที่มี ความเปลย่ี นแปลงและแวดลอ้ มเข้ามา สงิ่ หนง่ึ ที่พระองค์ดำ� เนนิ การ คอื การสร้างความ เช่ือมโยงระหว่างศูนย์กลางการปกครองที่กรุงเทพฯเข้ากับหัวเมืองต่างๆ ผ่านระบบการ บรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ทำ� ใหม้ กี ารกอ่ สรา้ งอาคารทที่ ำ� การของรฐั เพอื่ รองรบั หนา้ ทใ่ี ชส้ อย เมอื งเกา่ กับ การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา ๓๓

ดงั กล่าว และกเ็ ปน็ การปฏบิ ตั ิสบื เนื่องในรัชกาลถดั มา ดังปรากฏมกี ารกอ่ สร้างศาลากลางเมือง ศาล ไปรษณีย์ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานีตำ� รวจ ตลาด สถานีรถไฟ และอาคารอนื่ ๆ อกี เป็น จ�ำนวนมาก เพ่ือให้อาคารเหล่านี้ท�ำหน้าท่ีรองรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินในส่วน ภูมภิ าคอย่ใู นเมอื งตา่ งๆ ในการน้ี พบวา่ อาคารตา่ งๆ เหลา่ นม้ี กี ารออกแบบกอ่ สรา้ งอยา่ งพถิ พี ถิ นั และมลี กั ษณะ ทางสถาปตั ยกรรมทโี่ ดดเด่น โดยพบในเมืองเก่าทเ่ี ป็นเมืองส�ำคญั ทางเศรษฐกจิ ทมี่ ีผู้คนอาศัยใน เมืองจ�ำนวนมาก เช่น เมืองเก่าราชบรุ ี เมืองเกา่ เพชรบรุ ี เมอื งเกา่ ฉะเชิงเทรา เมอื งเกา่ อทุ ัยธานี เมืองเกา่ เชยี งใหม่ เมืองเกา่ เชียงราย เป็นตน้ ตอ่ มาเมอ่ื มกี ารเปลยี่ นแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ ในชว่ งเวลานร้ี ะบบการบรหิ าร ราชการแผ่นดินได้เปล่ียนแปลงอย่างพลิกฝ่ามือ มีการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดท�ำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางบริหารราชการแผ่นดิน ทว่าในห้วงเวลาน้ีบริบทแวดล้อมในการก่อสร้าง และการให้ ความหมายของสถาปัตยกรรม และความต้องการรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ ที่มีการ ลดทอนรายละเอียดการประดบั ประดาตกแต่งแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณีลง มีการใช้ วัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ คือ ซีเมนต์แทนการใช้ไม้เป็นวัสดุก่อสร้าง ท�ำให้มีการออกแบบก่อสร้าง อาคารศาลากลางจงั หวดั ศาลจงั หวดั และอาคารราชการอน่ื ๆ ดว้ ยแบบสถาปตั ยกรรมแบบไทย ประยุกต์ที่เป็นแบบมาตรฐานจากส่วนกลางเพื่อลดข้ันตอนในการออกแบบ ลดค่าใช้จ่ายในการ ก่อสร้าง เพิ่มความคงทนและลดค่าใช้จ่ายการบ�ำรุงรักษา ตลอดจนมีเป้าหมายในการสร้าง สัญลักษณ์ทแี่ สดงให้เห็นถึงการเข้าสู่ความเป็นสมยั ใหม่ของประเทศไทยด้วย ๓) “มรดกสิ่งก่อสร้างพ้ืนถ่ิน” เป็นสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ท่ี เกดิ ขน้ึ จากการใชส้ อยในชวี ติ ประจำ� วนั ของผคู้ น เพราะฉะนน้ั การกอ่ รปู ของของสงิ่ กอ่ สรา้ งพน้ื ถน่ิ จงึ เปน็ เครือ่ งสะทอ้ นบริบทแวดล้อมในแง่มุมตา่ งๆ ของพืน้ ที่ซ่งึ สง่ ผลตอ่ การกอ่ รปู ให้ส่งิ ก่อสรา้ ง พื้นถิ่นเหล่าน้ันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความนาสนใจ มีความงดงาม ตลอดจนสะท้อนถึงวิถี ชีวิตในบริบทรว มกบั ช่วงเวลาที่มกี ารกอ่ สร้าง และสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิสัมพันธกับทาํ เลท่ตี ง้ั ซ่ึงแสดงถึงความหลากหลายดา้ นตา่ งๆ ที่แวดล้อมเป็นปัจจัยในการก่อรปู และมพี ลวัตทม่ี คี วาม เปลยี่ นแปลงไปตลอดหนา้ ประวตั ิศาสตร์ของทอ้ งถน่ิ เพราะฉะนั้น มรดกสงิ่ ก่อสร้างพ้ืนถ่นิ จึงทำ� หน้าท่ีบนั ทึกของประวตั ิศาสตรข องสงั คมและชุมชนทท่ี รงคุณคา่ ย่ิง ในเมอื งเกา่ จงึ เปน็ แหลง่ รวบรวมคณุ คา่ และความหลากหลายของมรดกสงิ่ กอ่ สรา้ งพนื้ ถนิ่ ทั้งที่เป็น “มรดกส่ิงก่อสร้างพื้นถ่ินเรือนพักอาศัย” ซึ่งเป็นท่ีอยู่อาศัยทั้งที่เป็นเรือนเดี่ยว หรือ เรอื นหมู่ เชน่ กรณศี กึ ษาของเรอื นไทยซง่ึ เปน็ เรอื นหมทู่ ปี่ ระกอบสรา้ งขนึ้ จากเรอื นหลงั เลก็ ๆ หลาย เรอื น เพอ่ื เพม่ิ พน้ื ทใี่ ชส้ อยใหส้ อดรบั กบั ความตอ้ งการของครอบครัวขยาย ทงั้ น้ี รูปทรงและขนาด ของเรือนก็ข้ึนอยู่กับปัจจัยแวดล้อมนานาทเี่ จา้ เรอื นจะตอ้ งประมวลออกมาแลว้ คลคี่ ลายไปสกู่ าร ออกแบบพื้นที่ เพ่อื ให้เรือนทอ่ี อกแบบกอ่ สรา้ งนนั้ มหี นา้ ทใี่ ชส้ อยตอบโจทยค์ วามตอ้ งการไดอ้ ยา่ ง เหมาะสม ต่อมาในชั้นหลงั ทบ่ี ริบทแวดลอ้ มของความเปน็ ตะวันตกได้โอบล้อมเขา้ มายงั ภูมภิ าค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมท้ังประเทศไทย ท�ำให้มีการก่อสร้างอาคารรูปทรงอย่างตะวันตก ทว่าคุณลักษณะของเรือนเหล่าน้ีก็ยังแสดงออกถึงความเคารพต่อบริบทแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยออกแบบใหส้ อดคล้องกับสภาพภมู อิ ากาศ และการใชว้ สั ดกุ อ่ สรา้ งทห่ี าไดใ้ นแตล่ ะทอ้ งถนิ่ ๓๔ เมอื งเกา่ กับ การอนรุ ักษ์ และ พฒั นา

๒ Paul Oliver. (1998). Encyclo- สำ� หรบั ความเปน็ “ยา่ น” ในพน้ื ทเ่ี มอื งเกา่ ถกู บง่ ชใ้ี หร้ บั รไู้ ดจ้ ากจำ� นวน pedia of Vernacular Architecture. อันเข้มข้นของมรดกสิง่ กอ่ สร้างพนื้ ถน่ิ ประเภท “บ้านรา้ นค้า (Shophouse)” ท่ี Cambridge; Cambridge University ก่อสร้างอย่างหนาแนน่ ในชมุ ชน Press, p.21. ในสารานุกรมสถาปัตยกรรมพืน้ ถนิ่ โลก (Encyclopedia of Ver- ๓ Paul Oliver. Ibid., p.657. nacular Architecture)๒ ไดใ้ หค้ วามหมาย “บา้ นรา้ นคา้ (Shophouse)” คอื “สถาปัตยกรรมบ้านรา้ นค้า มีหน้าทีร่ องรบั การพักอาศยั และการพาณชิ ย์ใน อาคารหลงั เดยี วกนั โดยปลกู สรา้ งอยรู่ มิ ถนน ทง้ั นจี้ ะเหน็ วา่ เจา้ ของบา้ นจะทาํ การคา้ หรอื ธรุ กจิ อยใู่ นพน้ื ทช่ี นั้ ลา่ งตวั อาคารดา้ นหนา้ ในขณะทคี่ รอบครวั จะ อย่อู าศยั ในตัวอาคารดา้ นหลงั และพน้ื ที่ชั้นสอง” ๓ จากสถานภาพความรู้เก่ียวกับ “บ้านร้านค้า (Shophouse)” ซ่ึง การกอ่ ตวั ของรปู แบบทางสถาปตั ยกรรมเปน็ ผลมาจากสมั ภาระทางวฒั นธรรม ของชาวจีนที่ได้อพยพย้ายถ่ินไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นๆ สารานุกรมสถาปัตยกรรม พื้นถน่ิ โลกเสนอวา่ บา้ นรา้ นคา้ ไดก้ อ่ ตวั ภายใตอ้ ทิ ธพิ ลจนี ทสี่ รา้ งขน้ึ ทเี่ มอื งทา่ ต่างๆ ท่ีรุ่งเรืองขึ้นจากการเป็นสถานีการค้า ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมและแลก เปล่ียนสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จําเป็นสําหรับการเดินทาง โดยเฉพาะการ ปฏิสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ดัตช์ อังกฤษ และฝรั่งเศส นอกจากนี้ การกอ่ สรา้ งบา้ นรา้ นคา้ ยงั เปน็ กลไกสำ� คญั ของการพฒั นา เมอื ง ผา่ นการกอ่ สรา้ งบา้ นรา้ นคา้ เพอื่ การอยอู่ าศยั ทผ่ี นวกพนื้ ทก่ี ารคา้ ขายหรอื พื้นท่ีทํางานเข้าไว้อยู่ในอาคารหลังเดียวกัน พบก่อสร้างแพร่หลายท่ีเมืองท่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า รวมถึง ไทยมาต้งั แต่ปลายครสิ ต์ศตวรรษท่ี ๑๗ เป็นตน้ มา มรดกสง่ิ กอ่ สรา้ งพน้ื ถนิ่ ประเภทบา้ นรา้ นคา้ จงึ เปน็ องคป์ ระกอบส�ำคญั ของเมืองเก่าที่ช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็นย่าน และสร้างภาพจ�ำแก่ ผคู้ นทมี่ าเยอื นในพน่้ื ทเ่ี มอื งเกา่ ดว้ ย สำ� หรบั เมอื งเกา่ ทมี่ บี า้ นรา้ นคา้ ทโ่ี ดดเดน่ กลายเป็นภาพที่สาธารณะชนจดจ�ำ เช่น เมืองเก่าสงขลา เมืองเก่าปัตตานี เมืองเกา่ ภเู กต็ เมอื งเก่าจนั ทบุรี เป็นต้น ส�ำหรับการเรียกรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของ “บ้านร้านค้า” ใน เมอื งเกา่ ตา่ งๆ มกั จะถกู เรยี กวา่ เปน็ แบบ “ชโิ นปอรต์ กุ สี ” ซง่ึ คำ� เรยี กดงั กลา่ ว น้ันไม่สื่อความหมายกับบริบทแวดล้อมการก่อรูปของบ้านร้านค้าในเมืองเก่า ของไทยและเมืองอ่นื ๆ ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ในการน้ี จึงเสนอใช้ค�ำว่า “สถาปัตยกรรมแบบสรรค์ผสาน (Eclec- tic Architecture Style)” ที่หมายถึงอาคารท่ีประยุกต์องค์ประกอบทาง สถาปตั ยกรรมหลากแบบ หลากยุคสมัยมารวมไวใ้ นอาคารหลงั เดียวกัน เช่น รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของบ้านร้านค้าต่างๆในเมืองเก่าดังท่ีกล่าวอธิบาย มาขา้ งต้น เมืองเกา่ กบั การอนรุ ักษ์ และ พฒั นา ๓๕

องคป์ ระกอบของเมอื งเกา่ ๓๖ เมอื งเกา่ กับ การอนรุ ักษ์ และ พัฒนา

เมอื งเก่า กบั การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา ๓๗

ภาพมุมสูงเมอื งเกา่ ลพบรุ ี มเี นอื้ ที่ ๑.๗๒๙ ตารางกโิ ลเมตร ไดร้ บั การประกาศเขตพนื้ ทเ่ี มอื งเกา่ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เมืองเกา่ กบั การอนรุ ักษ์ และ พฒั นา

คณุ คา่ และความสำ� คญั ของการอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นา เมอื งเกา่ เมอื งเกา่ กบั การอนุรักษ์ และ พฒั นา

เมอื งเกา่ ลำ� ปาง | รางวลั รองชมเชย ประเภทนกั ศกึ ษา | ปณุ ยาพร แสนแปง เมอื งเกา่ สงขลา | รางวัลรองชมเชย ประเภทนักศกึ ษา | กมลพัชร นววิศิษฎก์ ลุ เมืองเกา่ กบั การอนุรกั ษ์ และ พฒั นา

คณุ ค่าและความสำ� คัญ ของการอนรุ กั ษ์และพฒั นาเมืองเกา่ ๔ UNESCO. (2013). New การตง้ั ถน่ิ ฐานและการกอ่ รา่ งสรา้ งเมอื งในอดตี เปน็ ผลลพั ธจ์ ากความพยายาม life for historic cities: the จดั การสภาพแวดลอ้ มในการสรา้ งสรรคบ์ า้ นเรอื นทอี่ ยอู่ าศยั และองคป์ ระกอบของเมอื ง historic urban landscape ทว่าอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์และมีปัจจัยทางธรรมชาติเป็นทั้งสิ่งส่งเสริมและข้อจำ� กัด approach explained. p.5. ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ ภมู ทิ ศั นข์ องเมอื งในชว่ งระยะตน้ ของการสรา้ งบา้ นแปงเมอื งจะแสดงออก ถึงความเคารพเกื้อกูลกับส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติบนแนวคิด “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (Cultural Landscape)” แตเ่ ม่ือเมืองมีพฒั นาการทางสงั คม วฒั นธรรม เศรษฐกิจท่ี ซบั ซอ้ นมากขน้ึ บทบาทและความโดดเดน่ ของสงิ่ แวดลอ้ มทางธรรมชาตไิ ดล้ ดบทบาทลง และถูกแทนท่ีด้วยความเป็นเมือง (Urbanization) ท่ีโดดเด่นข้ึน และท�ำให้ภูมิทัศน์ ของเมอื งในภาพรวมมคี วามโดดเดน่ และมคี วามหมายสอดคลอ้ งกบั แนวคดิ “ภมู ทิ ศั น์ เมืองประวัติศาสตร์ (Historic Urban Landscape)” ท่ีไม่ได้มองเพียงแค่ความเป็น เมอื งทวา่ สนใจในคณุ คา่ หลากมิติของเมอื งเกา่ รวมทัง้ การมองเมอื งอย่างมีพลวัตด้วย การก่อรูปของเมืองเก่าสัมพันธ์กับบริบทแวดล้อมต่างๆ ท�ำให้เมืองเก่าเป็น แหล่งรวมองค์ความรใู้ นหลากมิติ จึงมีคณุ คา่ อยา่ งยง่ิ ในฐานะพน้ื ทที่ แ่ี สดงออกถงึ พลัง ของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมต่อสังคมในอดีตเป็นรากฐาน สำ� คญั ของพลวตั ทเ่ี ปน็ อยใู่ นสงั คมรว่ มสมยั นอกจากน้ี เมอื งเกา่ หลายเมอื งยงั คงดำ� รง บทบาทหน้าที่เป็นศูนย์กลางทาง การปกครอง ธุรกิจและอุตสาหกรรมท่ีหลากหลาย โดยมีพัฒนาการสบื ทอดมาจากอดตี อนั เก่าแก่อกี ดว้ ย จะเหน็ ได้ว่าวิถีชวี ิตและวฒั นธรรมเป็นส่ิงทมี่ ีพลวตั สร้างความเคลือ่ นไหวให้ เมืองมีชีวิตชีวา สร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ และดึงดูดผู้คนที่หลากหลายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาเมือง ด้วย เหตุนี้การสร้างกลยุทธ์โดยใช้วัฒนธรรมเป็นธงน�ำจึงเป็นการสร้างความหมายของการ ใช้สอยเมืองเก่าอย่างตอบโจทย์ต่อสังคมร่วมสมัย บนฐานของการไม่เป็นการลดทอน คณุ คา่ ด้านตา่ งๆ และตอ้ งสรา้ งกลไกให้พลเมอื งในทอ้ งถ่นิ ของเมืองเก่าไดเ้ ข้ามามีส่วน ร่วมในกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งของวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนประยุกต์สูบ่ ริบทรว่ มสมัย และความภาคภูมใิ จของชุมชน รวมถงึ เอกลกั ษณ์ ทอ้ งถนิ่ ไปไดใ้ นคราวเดยี วกนั มรดกเมอื งเกา่ ทงั้ ทจี่ บั ตอ้ งไดแ้ ละจบั ตอ้ งไมไ่ ดม้ คี วามสำ� คัญ อย่างย่ิงต่อการใช้สอยในปัจจุบันและอนาคต เน่ืองจากเป็นปัจจัยส่งเสริมความคิด สรา้ งสรรค์ นวัตกรรม ตลอดจนการฟ้ืนฟชู มุ ชน๔ จะเห็นว่าในการบริหารจัดการเมืองเก่าจึงจ�ำเป็นต้องมีกระบวนการอนุรักษ์ และพฒั นาเมอื งเก่าอยา่ งเหมาะสม รวมไปถงึ มกี ารขบั เคล่ือนให้เป็นประเด็นสำ� คัญใน ระดบั นโยบายสาธารณะ เมืองเกา่ กับ การอนุรักษ์ และ พัฒนา ๔๑

นอกจากนี้ กระบวนทัศน์ของการอนุรักษ์และพัฒนาแบบสากลในปัจจุบัน ๕ Nancy Duxbury, Jyoti ได้เปลี่ยนจากเดิมซ่ึงให้ความส�ำคัญกับส่ิงก่อสร้างแบบอนุสรณ์สถาน หรือสถานที่ ท่ีมีความส�ำคัญทางกายภาพ (Material-based) มาสู่การให้ความหมายต่อคุณค่า Hosagrahar and Jordi Pas- (Value-based) สง่ิ ทม่ี คี วามสำ� คญั ตอ่ สงั คม วฒั นธรรม และกระบวนการทางเศรษฐกจิ แมว้ า่ สงิ่ กอ่ สรา้ งนน้ั จะไมใ่ หญโ่ ต หรอื ไมไ่ ดเ้ ปน็ สง่ิ กอ่ สรา้ งทางศาสนา ทวา่ เปน็ สว่ นหนงึ่ cual. (2016). Why Must ของการใช้สอยโดยชุมชนและสังคม หรือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน หรือ Culture Be at the Heart ประวัตศิ าสตรส์ ังคม of Sustainable Urban ในการน้ี นโยบายและแนวทางในการอนรุ กั ษค์ ณุ คา่ ของเมอื งเกา่ และการพฒั นา Development ?. the world ท่ีเหมาะสมมีความจ�ำเป็นต้องปรับเปล่ียน รวมถึงควรให้ความส�ำคัญต่อการออกแบบ association of United Cities เครอ่ื งมือและกระบวนการท�ำงานใหมเ่ พือ่ ตอบรับกบั นโยบายดงั กล่าว การบริหารจัดการเมืองเก่าต่างๆ จึงต้องมีการวางวิสัยทัศน์ของการบริหาร and Local Governments. จัดการเมอื งเกา่ บนรากฐานของการอนุรักษ์และพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อการพฒั นา อย่างยั่งยืน รวมถึงมีการจัดท�ำผังแม่บทและแผนแม่บทเพ่ือใช้วางแนวทางการปฏิบัติ ทเี่ หมาะสมตอ่ การอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาเมอื งเกา่ ดว้ ยการสนบั สนนุ ของภาครฐั ภาคเอกชน และชุมชน โดยน�ำไปปฏิบัติใช้โดยมีเป้าหมายเพ่ือการพิทักษ์รักษาคุณค่าของเมืองเก่า และเพิ่มศักยภาพในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างของเมืองเก่าอย่างมีคุณภาพ รวมท้ังเพื่อ สรา้ งสมดลุ ทม่ี คี วามเหมาะสมต่อการพัฒนาบนฐานคิดของการอนุรักษ์และสอดคล้อง กับแนววสิ ัยทัศน์วา่ ดว้ ยการพัฒนาท่ียั่งยนื อนั เป็นกรอบแนวทางในระดับสากล เมืองเก่าจึงเป็นต้นทุนส�ำคัญในการพัฒนาและเพ่ิมศักยภาพของเมืองเก่าใน บริบทสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจ และการอยู่ร่วมกันของ พลเมืองในเมืองเก่าภายใต้บริบทสังคมร่วมสมัย โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันซ่ึง เปน็ หว้ งเวลาทส่ี ภาพแวดลอ้ มมกี ารเปลยี่ นแปลงอยา่ งสงู และเปน็ สญั ญาณวา่ ถงึ เวลา ท่ีมนุษย์ต้องปรับเปล่ียนวิถี ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ท้งั น้ี เครือ่ งมอื ด้านการวางผังเมืองและการบริหารจัดการ การอนรุ ักษ์ และการพฒั นา ที่เหมาะสมจะกลายเป็นกลยุทธ์ส�ำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตของ เมืองและคณุ ภาพชีวิตบนพนื้ ฐานของความยัง่ ยนื จากการสำ� รวจขององคก์ ารสหประชาชาตพิ บวา่ ในปจั จบุ นั ประชากรเกนิ กวา่ ครง่ึ หนง่ึ ของโลกอยอู่ าศยั ในเมอื ง และเปน็ ชว่ งเวลาทม่ี นษุ ยโ์ ยกยา้ ยถนิ่ ฐานเขา้ มาสเู่ มอื ง มากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ท�ำให้เมืองทวีความส�ำคัญมากขึ้นในฐานะกลไกส�ำคัญ ของการพฒั นา ทงั้ นี้ การยา้ ยเขา้ มาอยอู่ าศยั ของพลเมอื งชนบทเขา้ สเู่ มอื งยงั สง่ ผลทำ� ให้ เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเกิดการเปล่ียนแปลงการใช้สอยเมืองอย่าง กะทนั หนั หากขาดมาตรการทางผงั เมอื งและการจดั การทเ่ี หมาะสม จะเปน็ ปญั หาการ คุกคามรูปแบบใหมท่ ่เี กิดขนึ้ กบั เมืองเกา่ ๕ ๔๒ เมืองเกา่ กับ การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา

เมอื งเกา่ กบั ส่ิงคกุ คาม โลกาภวิ ัตน์จากโลกภายนอกทโี่ อบล้อมเมอื งเกา่ ตลอดจนกระบวนการกลาย เป็นเมืองท่ีเกิดข้ึนอย่างรวดเร็ว ทว่าเมืองไม่มีการวางผังและแผนต่างๆ ที่รัดกุมจะน�ำ มาซง่ึ ปญั หาและความทา้ ทายใหมๆ่ เกดิ ขน้ึ กบั เมอื งเกา่ เนอื่ งจากเมอื งเกา่ ทสี่ รา้ งบา้ น แปงเมืองข้ึนมาในอดีตน้ัน เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายใต้ปัจจัยแวดล้อมทางธรรมชาติ และพัฒนาการของมนุษย์เกิดขึ้นบนปัจจัยของบริบทแวดล้อมท่ีไม่ซับซ้อนเท่าภาวะที่ เกดิ ขน้ึ ในปจั จบุ นั และไมไ่ ดอ้ อกแบบมาเพอ่ื รองรบั การตงั้ ถน่ิ ฐานทเี่ ขม้ ขน้ มาก ตลอดจน ไมไ่ ดถ้ กู ออกแบบมาเพอ่ื เผอื่ ไวส้ ำ� หรบั การพฒั นาแบบไรข้ ดี จำ� กดั กอ่ ใหเ้ กดิ ความแออดั ในการใช้สอยพ้ืนท่ี การขาดพ้ืนท่ีสาธารณะ และขาดส่ิงอ�ำนวยความสะดวกในชีวิต ประจำ� วนั ตลอดจนขาดแคลนการบรกิ ารจากโครงสรา้ งพนื้ ฐานดา้ นตา่ งๆ อยา่ งเพยี งพอ อาทิ ปญั หาการจราจรในเมืองเกา่ ระบบสุขาภิบาล ระบบสาธารณปู โภค สาธารณูปการ อันรวมไปถึงการเปล่ียนแปลงหน้าที่การใช้สอยอาคารในเมืองเก่า ส่งผลให้เกิดปัญหา สขุ ภาพของผอู้ ยอู่ าศยั ในเมอื งเกา่ สรา้ งความเหลอื่ มลำ�้ และทำ� ใหเ้ กดิ ปญั หาความยากจน จากการเพ่ิมขึ้นของจ�ำนวนประชากรอย่างรวดเร็วเกินกว่าขีดจ�ำกัดความสามารถของ เมอื งทีจ่ ะรองรบั ได้ การก่อสรา้ งอาคารท่ีมคี วามหนาแน่นสูงเกินสมควร ตลอดจนเกดิ การพฒั นาใหมแ่ ละการกอ่ สรา้ งใหมข่ นึ้ ไดท้ ำ� ลายคณุ คา่ ของเมอื งเกา่ ลง การสญู เสยี พน้ื ที่ สาธารณะและส่ิงอ�ำนวยความสะดวกของเมือง ตลอดจนการมีโครงสร้างพื้นฐานและ ระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ โครงสร้างพื้นฐานท่ีไม่เหมาะสม ล้วนแต่เป็นสิ่งท่ี ลดทอนคุณภาพชวี ิตของพลเมอื งท่ีอยู่อาศัยในเมืองเกา่ ปญั หาตา่ งๆ ท่ีกลา่ วมาข้างตน้ สง่ ผลกระทบต่อคุณภาพชีวติ ของพลเมืองและ สงั คม ท�ำใหเ้ กิดสงั คมปจั เจก เน่อื งจากขาดพ้ืนท่แี หง่ ความเกือ้ กลู กนั กลายเป็นสังคม แยกสว่ นทมี่ องเรอ่ื งของปจั เจกมากกวา่ เรอื่ งของสว่ นรวม นอกจากน้ี ยงั ขาดการสง่ เสรมิ โอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งผลกระทบให้เกิดความยากจนของพลเมือง และ การใชท้ รพั ยากรอย่างไม่ย่ังยืน อาจกล่าวได้ว่าปจั จัยที่กล่าวมาทั้งหมดนัน้ ตา่ งเป็นเหตุ ใหก้ ระบวนกลายเปน็ เมอื งและการเตบิ โตของเมอื งเกา่ ดำ� เนนิ เปน็ ไปในทศิ ทางทท่ี ำ� ลาย คณุ ภาพของเมอื งซง่ึ ปญั หาตา่ งๆ เหลา่ นเ้ี ปน็ ปญั หาทคี่ กุ คามเมอื งเกา่ ทวั่ โลก ความเปลีย่ นแปลงทีพ่ บนั้นมรี ปู แบบทีห่ ลากหลาย ทั้งการรือ้ ถอนอาคารทาง ประวตั ศิ าสตร์ในเมอื งเก่าลง การเปลี่ยนแปลงหน้าทีใ่ ชส้ อยโดยไม่มีการศึกษาถงึ ความ เหมาะสม การก่อสร้างใหม่ท่ีสร้างความหนาแน่นจนเกิน “ขีดจ�ำกัดความสามารถใน การรองรับ (Carrying Capacity)” ทเ่ี มอื งเกา่ ทจี่ ะรองรับได้ นอกจากนี้ ยังพบการก่อสร้างอาคารสมัยใหม่ในเมืองใหม่ โดยเฉพาะการ ก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยท่ีเป็นอาคารชุด อาคารส�ำนักงาน หรืออาคารหน่วยงานรัฐ ทนี่ ยิ มใชแ้ บบมาตรฐานเดยี วกนั เพอื่ ลดตน้ ทนุ การออกแบบและการกอ่ สรา้ ง ทวา่ กท็ ำ� ให้ เกิดรูปแบบอาคารท่ีมีความซ้�ำ และไม่แสดงถึงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และการ แกไ้ ขปัญหาผ่านการออกแบบท่ีเข้าใจในบรบิ ทพ้นื ท่ีต้งั อย่างทค่ี วรจะเป็น เมืองเกา่ กบั การอนุรักษ์ และ พฒั นา ๔๓

เมอื งเก่ากบั การถกู คุกคามในรปู แบบต่าง ๆ ท้งั กระบวนการกลายเปน็ เมืองแบบไร้การวางแผน การใชเ้ มอื งเกา่ เพอ่ื ธรุ กิจ และการแสวงหาผลประโยชน์จากการตลาดอย่างเกินพอดี การท่องเท่ียวที่เน้นแต่ปริมาณของนักท่องเท่ียว และการ เปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศซ่ึงเป็นภยั คุกคามท่ีสง่ ผลกระทบอย่างมากกับเมืองเก่า ปรบั ปรุงจาก: UNESCO. 2013. New life for historic cities: the historic urban landscape approach explained. Paris: UNESCO. P. 5 ความเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วได้คุกคามต่ออัตลักษณ์ท้องถิ่นที่มี ๖ UNWTO. (2018). ‘Over ในเมืองเก่า และคุกคามต่อความครบถ้วนสมบรู ณข์ องภาพทัศนเ์ มอื ง (Visual Integ- tourism’?–Understanding rity of Cities) ซง่ึ เมอื งเกา่ ไดส้ ง่ั สมขน้ึ มาจากวฒั นธรรมเฉพาะตวั จนกลายเปน็ ความ and Managing Urban Tour- โดดเด่น และพัฒนาการของเมอื งทสี่ ัมพันธก์ บั ประวตั ิศาสตร์ในช่วงเวลาตา่ งๆ กไ็ ด้รบั ism Growth beyond Per- ผลกระทบจากการกลายเป็นเมอื งท่ปี ราศจากการควบคมุ ทีม่ ีประสทิ ธิภาพ อนั น�ำไปสู่ ceptions, Executive Sum- ความเสอ่ื มโทรมและการทำ� ลายมรดกของเมอื ง การคกุ คามตอ่ อตั ลกั ษณแ์ ละวฒั นธรรม mary. Spain: Centre of Ex- ทอ้ งถ่ินของชมุ ชน รวมท้งั ส�ำนึกในถนิ่ ท่ี (Sense of Place) ของพลเมอื งดว้ ย pertise Leisure, Tourism & ส�ำหรับ “การท่องเท่ียวที่เน้นปริมาณ (Mass Tourism)” ในบางเมืองเป็น “การทอ่ งเทย่ี วทลี่ น้ เกนิ (Over Tourism)” หมายถงึ “ผลกระทบจากการทอ่ งเทยี่ วทมี่ ี Hospitality. P.4. ตอ่ แหลง่ หรอื สว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของแหลง่ ทสี่ ง่ ผลกระทบอยา่ งมากตอ่ วถิ ชี วี ติ ของพลเมอื ง หรือให้ประสบการณ์ทางลบกับผู้มาเยือน” ๖ ในปัจจุบันได้สร้างผลกระทบกับพนื้ ทที่ ม่ี ี ความเปราะบางสูงโดยเฉพาะระบบนิเวศน์ อีกทง้ั เมืองเก่าไมไ่ ด้วางแผนและออกแบบ ๔๔ เมอื งเก่า กับ การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา

๑๓ เพิ่งอ้าง. p.5. เพอ่ื รองรบั ผมู้ าเยอื นจำ� นวนมาก ทำ� ใหเ้ กดิ ภาวะการแยง่ ชงิ ทรพั ยากรตา่ งๆ ตลอดจน สาธารณูปโภคต่างๆ ท่ีมีอยู่อย่างจ�ำกัดไปจากคนท้องถ่ินเพื่อน�ำไปให้บริการแก่ นกั ทอ่ งเทย่ี ว เชน่ ทรพั ยากรนำ�้ ไฟฟา้ เปน็ ตน้ ซงึ่ มกั พบกบั ประเทศกำ� ลงั พฒั นาที่ มคี วามเหลอื่ มลำ�้ ในประเดน็ เรอื่ งการเขา้ ถงึ บรกิ ารและสาธารณปู โภคพนื้ ฐานสงู มาก การท่องเที่ยวท่ีเน้นปริมาณยังเป็นปัจจัยเร่งเร้าให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ต่อพื้นที่อย่างรุนแรงและบ่อยคร้ังพบว่าส่งผลต่อการตัดสินใจรื้อถอนอาคารทรง คณุ คา่ ทางประวตั ศิ าสตร์ หรอื มรดกสถาปตั ยกรรมพนื้ ถน่ิ ทอี่ ยอู่ าศยั เพอื่ นำ� ไปพฒั นา เป็นสิง่ อำ� นวยความสะดวกแกน่ กั ท่องเที่ยว ในการพิจารณาเรื่องการท่องเท่ียวกับพื้นที่เมืองเก่าน้ัน จะต้องก้าวข้าม จากการมองเพยี งแคจ่ ำ� นวนของนกั ทอ่ งเทย่ี ว แตต่ อ้ งพจิ ารณาวา่ การบรหิ ารจดั การ กับการท่องเท่ียวในเมืองเก่านั้นให้มีจุดสมดุลกับขีดจ�ำกัดความสามารถในการ รองรับกับนักท่องเท่ยี ว (Carrying Capacity)๗ มกี ารดแู ลสภาพทางกายภาพของ เมืองเก่าและสิ่งอ�ำนวยความสะดวกส�ำหรับการท่องเที่ยวในเมืองเก่า ตลอดจน ผลกระทบท่ีจะเกิดขน้ึ กับสงั คม วฒั นธรรม และเศรษฐกจิ ของชุมชนท้องถ่ิน ทง้ั นี้ การพฒั นาทไี่ มส่ มดลุ และการไมเ่ คารพคณุ คา่ ในมติ ติ า่ งๆ ของเมอื งเกา่ ท้ังที่เกิดข้ึนจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเกิดจากความจงใจ ตลอดจนการสร้าง ความเปลยี่ นแปลงในเมอื งโดยขาดการวางผงั แมบ่ ทและแผนแมบ่ ทเพอื่ วางแนวทาง ของการบริหารจดั การเมอื งเกา่ ไปสู่เปา้ หมายตามวิสยั ทัศนท์ ก่ี ำ� หนดไว้ หรอื แมว้ า่ จะมแี ผนฯ แตบ่ อ่ ยครงั้ ทพ่ี บวา่ ไมม่ กี ารขบั เคลอื่ นการปฏบิ ตั งิ านใหเ้ ปน็ ไปตามแผนฯ หรอื แมแ้ ตม่ กี ารขบั เคลอ่ื นแตโ่ ครงการหรอื กจิ กรรมนนั้ ไมส่ ะทอ้ น ความเช่ือมโยงกับ แผนฯ ท�ำให้เมืองเก่าอยู่ในสภาวะที่มีปัญหารุมเร้าหลายด้าน เกิดปัญหามลภาวะ ด้านต่างๆ และย่ิงจะเพ่ิมความเส่ียงท่ีจะเกิดขึ้นจากผลกระทบท่ีจะเกิดข้ึนจากการ เปลย่ี นแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพบิ ัติทางธรรมชาตกิ ็มีแนวโน้มท่ีจะทวคี วาม รุนแรงมากข้ึนดว้ ย ในการน้ี จงึ มีความจ�ำเป็นเรง่ ด่วนตอ้ งเรง่ สร้างกลไกในการบรหิ ารจดั การ เมืองเก่าบนฐานของการอนุรักษ์และพัฒนาที่สมดุล มีการวางแผนเพ่ือรับมือการ กลายเปน็ เมือง เพราะหากไม่มกี ารวางแผนทเ่ี หมาะสม ไม่มกี ารศึกษาผลกระทบท่ี รอบดา้ น จะสง่ ผลกระทบและอาจเกดิ การคกุ คามคณุ คา่ ของเมอื งเกา่ จากการเตบิ โต ของเมอื งอยา่ งรวดเร็วโดยปราศจากการควบคมุ ซงึ่ จะสง่ ผลกระทบตอ่ สงั คม และ ท�ำให้สภาพแวดล้อมของเมืองเก่าให้เกิดการเสื่อมสภาพลงอย่างรุนแรง ซึ่งย่อม ส่งผลกระทบตอ่ ไปยงั ชมุ ชนทอ่ี ยใู่ นเมอื งเกา่ และชมุ ชนรายรอบด้วยนน่ั เอง การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าให้ธ�ำรงรักษาคุณค่าท่ามกลางสังคมร่วม สมยั เปน็ พนั ธกจิ สำ� คญั ทสี่ อดคลอ้ งกบั “เปา้ หมายการพฒั นาทยี่ ง่ั ยนื (Sustainable Development Goals)” หรือ “SDGs” ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวท่ีบรรจุวาระส�ำคัญใน ระดบั นานาชาตโิ ดยรว่ มกนั ขบั เคลอื่ นไปสจู่ ดุ หมายทจี่ ะท�ำใหม้ นษุ ยแ์ ละสงิ่ แวดลอ้ ม มีความยัง่ ยนื เมอื งเก่า กบั การอนุรกั ษ์ และ พฒั นา ๔๕

การอนรุ ักษ์และพัฒนาเมืองเก่า กบั เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าได้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลาย ประเด็น อาทิ เป้าหมายท่ี ๑ ว่าดว้ ย “การขจัดความยากจน (No Poverty)” หากมีการ อนรุ กั ษแ์ ละพฒั นาเมอื งเกา่ อยา่ งเหมาะสมแลว้ นนั้ เมอื งเกา่ จะเปน็ ตน้ ทนุ สำ� คญั ในการสรา้ ง รายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นรวมไปถึงประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างย่ิงหากมีการท่องเที่ยว ทางวฒั นธรรมในพนื้ ท่ี ยอ่ มจะสรา้ งรายไดก้ ระจายไปยงั ภาคสว่ นตา่ งๆ ของสงั คมและชมุ ชน น�ำไปสเู่ ป้าหมายของการพัฒนาท่ีย่ังยืน เปา้ หมายท่ี ๘ คอื “มอี าชีพท่ีเหมาะสมและเมือง มีเศรษฐกิจท่ีเติบโต (Decent Work and Economic Growth)” ในการอนุรักษ์และ พฒั นาเมอื งเกา่ มคี วามทา้ ทายอยา่ งสงู ในบรบิ ทสงั คมรว่ มสมยั เพราะเมอื งเกา่ ไมอ่ าจพง่ึ พา แตก่ จิ กรรมการทอ่ งเทยี่ วแตอ่ ยา่ งเดยี วได้ จากตวั อยา่ งของสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของ ไวรัสโคโรน่าใน ปี พ.ศ.๒๕๖๒-๒๕๖๓ เป็นตัวอย่างท่ีส�ำคัญที่ท�ำให้เห็นปัญหาเกิดขึ้นกับ เมืองท่ีพึ่งพิงแต่การท่องเท่ียวเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเมืองเก่าต้องได้รับการอนุรักษ์และ พฒั นาบนฐานของการรองรบั การอยอู่ าศยั ของผคู้ น รองรบั ประเภทของกจิ กรรมทมี่ คี วาม หลากหลาย ตลอดจนรองรบั การประกอบธรุ กจิ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผคู้ นได้ อย่างเหมาะสมโดยไม่ลดทอนคณุ ค่าของเมอื งเกา่ การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าให้ตอบโจทย์การใช้สอยร่วมสมัยยังต้องการ “อตุ สาหกรรม นวตั กรรม และโครงสรา้ งพื้นฐาน (Industry, Innovation and Infra- structure)” ซ่ึงเป็นเป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืนล�ำดับที่ ๙ เน่ืองจากเมืองเก่าต้องการ การพัฒนานวัตกรรม และโครงสร้างพ้ืนฐานที่ทันสมัยเพื่อเพ่ิมศักยภาพให้กับเมืองเก่าใน การรองรับการอยู่อาศยั และกจิ กรรมตา่ งๆ ของผูค้ นในเมอื งเก่า นอกจากนี้ เมอื่ เมอื งเกา่ ทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั ของพลเมอื ง และมคี วามจำ� เปน็ ต้องได้รับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพบนฐานของการมุ่งสู่ความยั่งยืนแล้ว ย่อม ส่งผลตอ่ เปา้ หมายของการพัฒนาท่ยี งั่ ยนื ในเปา้ หมายท่ี ๓ คอื “สุขภาพและความเป็นอยู่ ที่ดี (Good Health and Well Being)” และเป้าหมายที่ ๖ คือ “มีน�้ำสะอาดมีระบบ สุขาภิบาลท่ีดี (Clean Water and Sanitation)” เป้าหมายที่ ๑๑ คือ “เมืองและชุมชน ที่ย่ังยืน (Sustainable Cities and Communities)” ซ่ึงเป็นเป้าหมายส�ำคัญของการ อนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า เพ่ือให้เมืองเก่าท�ำหน้าท่ีรองรับการต้ังถ่ินฐานการอยู่อาศัย ตลอดจนเปน็ เมืองท่มี พี ลวตั ทางการเมอื ง เศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม สามารถสืบทอด คุณค่าหลากมิติที่ก่อรูปผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานไปเป็นต้นทุนส�ำคัญของผู้คนใน อนาคตสืบต่อไป ๔๖ เมอื งเก่า กับ การอนุรกั ษ์ และ พัฒนา

เปา้ หมายการพัฒนาทีย่ ัง่ ยนื (Sustainable Development Goals) ท้งั ๑๗ ดา้ น เมืองเก่า กับ การอนรุ กั ษ์ และ พฒั นา ๔๗

เมืองเกา่ ลำ� พนู | รางวลั รองชนะเลิศ ประเภทประชาชนทั่วไป | อภิสทิ ธ์ิ วไิ ลจิตต์ เมอื งเกา่ ลำ� ปาง | รางวัลรองชมเชย ประเภทนกั ศกึ ษา | สุกฤษฏิ์ หิรญั สารพงศ์ เมอื งเก่า กบั การอนรุ ักษ์ และ พัฒนา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook