Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 1218044TM-คู่มือครูวิทยาศาสตร์-ป2-1[211111]

1218044TM-คู่มือครูวิทยาศาสตร์-ป2-1[211111]

Published by อดิเทพ สินธสา, 2022-05-26 14:59:39

Description: 1218044TM-คู่มือครูวิทยาศาสตร์-ป2-1[211111]

Search

Read the Text Version

นาํ สอน สรุป ประเมนิ ขนั้ สอน á¼¹ÀÒ¾ à»ÃÕºà·ÕºÅѡɳÐÊíÒ¤ÑޢͧÊè§Ô ÁªÕ ÇÕ ÔµáÅÐʧÔè äÁÁ‹ ªÕ ÕÇÔµ ขยายความเขา้ ใจ ลกั ษณะสําคญั ของสิ่งมีชีวิต 1. ครแู จกใบงาน เรอ่ื ง ลกั ษณะของสิง่ มีชีวิตและ • ตองการอาหารและนา้ํ • สืบพันธไุ ด สงิ่ ไมม ีชวี ติ ใหแตละคนทํา • มกี ารเจรญิ เติบโต • หายใจได (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช • ตอบสนองตอ สงิ่ เรา • ขบั ถา ยของเสยี ได แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) • เคลื่อนทแ่ี ละเคลือ่ นไหวได 2. ครสู มุ เรียกนักเรยี นตามเลขท่ี 3-4 คน ออกมา ลกั ษณะสาํ คัญของสิ่งไมมชี ีวิต นําเสนอใบงานหนาช้ันเรียน เพื่อแลกเปลี่ยน ขอมลู กับเพ่ือนคนอน่ื ๆ • ไมตองการอาหารและนํ้า • ไมส ืบพันธุ • ไมม ีการเจริญเตบิ โต • ไมหายใจ ขนั้ สรปุ • ไมต อบสนองตอ ส่ิงเรา • ไมข บั ถายของเสีย • ไมสามารถเคลอื่ นทแี่ ละเคล่ือนไหวไดเอง ตรวจสอบผล 1. นกั เรียนทาํ กิจกรรมพัฒนาการเรียนรทู ี่ 1 จาก หนังสอื เรยี น หนา 39 ลงในสมุด 2. ครูสุมนักเรียน 3-4 คน ออกมาเฉลยคําตอบ จากทาํ กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรู โดยมคี รคู อย เสริมในสว นท่ขี าดตกบกพรองไป (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล) 38 เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills ครสู ามารถหยบิ ใชใ บงาน เรอื่ ง ลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ ไมม ชี วี ติ ไดจ าก 1. นักเรียนแบง กลุม กลุมละ 3-5 คน แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 4 เรอื่ ง ลกั ษณะสาํ คญั ของสงิ่ มชี วี ติ และสงิ่ ไมม ชี วี ติ ของ 2. ครใู หน ักเรยี นแตล ะกลมุ เลือกสงั เกตส่ิงมีชีวิตมา 3 ชนดิ พรอม หนวยการเรยี นรูท ี่ 2 สิ่งแวดลอมรอบตัวเรา ไดด ังภาพตัวอยาง เขียนบอกลักษณะอยางใดอยางหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่สังเกตไดใน ขณะทก่ี าํ ลังสงั เกต 3. เม่ือแตละกลุมไดคําตอบแลว จากนั้นใหนําผลการทํากิจกรรม มาจัดกระทําและส่ือความหมายขอมูลในกระดาษแข็งแลว ตกแตงใหส วยงาม 4. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนแตละกลุมออกนําเสนอผลงานหนา ชัน้ เรยี น T44

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2หนว ยการเรียนรทู ี่ ขน้ั สรปุ ÊÔ§è áÇ´ÅÍŒ ÁÃͺµÇÑ àÃÒ ตรวจสอบผล 1¡¨Ô ¡ÃÃÁ ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ·Œ Õè 3. ครูถามคําถามทาทายการคิดขั้นสูง จาก หนงั สอื เรยี นหนา น้ี แลว ใหน กั เรยี นชว ยกนั ตอบ ดภู าพแลว ระบวุ า ภาพแตล ะหมายเลขคอื ภาพอะไร จากนน้ั จดั จาํ แนกวา เปนส่งิ มชี ีวติ หรือส่ิงไมม ชี ีวิต แลวบันทึกลงในสมดุ 4. นกั เรียนทาํ กจิ กรรมสรุปความรูป ระจาํ บทที่ 1 ลงในสมดุ 1) 2) 3) ขนั้ ประเมนิ 4) 5) 6) ตรวจสอบผล ¤Ó¶ÒÁ·ÒŒ ·Ò¡ÒäԴ¢é¹Ñ ÊÙ§ สงิ่ ไมม ชี วี ติ ตา งๆ ตอ งการปจ จยั ในการดาํ รงชวี ติ 1หรอื ไม เพราะอะไร 1. ครูตรวจสอบผลงานการสรุปความรูท่ีไดเรียน จากบทนี้ในกระดาษ 2. ครูตรวจสอบผลการทําสรุปความรูประจําบท ที่ 1 ในสมุด 3. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง ลักษณะ ของสงิ่ มชี ีวิตและสง่ิ ไมม ีชวี ิต 4. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมพัฒนาการ เรียนรูท ี่ 1 ลงในสมดุ µÃǨÊͺµ¹àͧ กจิ กรรม สรปุ ความรปู ระจาํ บทที่ 1 หลงั เรียนจบบทนแี้ ลว ใหน ักเรยี นบอกสญั ลกั ษณท ่ตี รงกับระดับความสามารถของตนเอง แนวตอบ กจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู้ท่ี 1 รายการ เกณฑ 1) แมว เปนสงิ่ มีชีวติ 2) ลกู โปง เปน ส่ิงไมม ชี ีวิต ดี พอใช ควรปรับปรงุ 3) กหุ ลาบ เปน สิง่ มชี วี ติ 4) กลว ย เปน สิ่งมีชวี ติ 1. เขาใจเนอ้ื หาเก่ียวกับเรอ่ื งสง่ิ มีชวี ติ และสง่ิ ไมมชี ีวิต 5) ไก เปน สิ่งมีชีวติ 2. สามารถทาํ กจิ กรรมและอธิบายผลการทํากจิ กรรมได 6) รถยนต เปน สงิ่ ไมม ชี วี ติ 3. สามารถตอบคําถามจากกิจกรรมหนูตอบได 4. ทาํ งานกลมุ รวมกับเพอ่ื นไดด ี แนวตอบ คาํ ถามท้าทายการคดิ ขั้นสูง 5. นําความรไู ปใชป ระโยชนในชวี ติ ประจาํ วนั ได ไมต อ งการ เพราะสง่ิ ไมม ชี วี ติ ไมต อ งการอาหาร 39 และน้ํา เพือ่ ทาํ ใหร า งกายเจรญิ เติบโต ไมต อ งการ อากาศในการหายใจ ซ่ึงอาหาร น้ํา และอากาศ เปน ปจ จัยที่สําคัญตอ สง่ิ มชี ีวติ ขอสอบเนน การคิด นักเรียนควรรู ขอ ใดเปนการตอบสนองตอส่งิ เรา 1 ปจจัยในการดํารงชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกชนิดตองการปจจัยในการดํารงชีวิต 1. วัวกินหญา ดงั น้ี 2. แมวนอนหลบั 3. สนุ ัขเหา เสียงดัง ปจ จัยในการดํารงชีวิตของมนุษย ไดแก อาหาร นํา้ และอากาศ ปจจยั ในการดํารงชวี ิตของสัตว ไดแก อาหาร นาํ้ และอากาศ (วเิ คราะหค าํ ตอบ ววั กนิ หญา เปน การตอ งการอาหารของสงิ่ มชี วี ติ ปจ จยั ในการดํารงชีวิตของพืช ไดแก แสง นาํ้ อากาศ และธาตุอาหาร แมวนอนหลบั เปน การเจรญิ เตบิ โตของรา งกาย สว นสนุ ขั เหา เสยี งดงั เปนการตอบสนองตอเราที่มากระตุนสุนัข เชน แมว สุนัขตัวอ่ืน แนวทางการวัดและประเมินผล ดังนนั้ ขอ 3. จงึ เปนคําตอบทถ่ี ูกตอ ง) ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามรายบุคคล พฤติกรรมการ ทาํ งานกลุม และการนาํ เสนอผลงานหนาช้นั เรยี นของนักเรียน โดยศกึ ษาเกณฑ การวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของหนวยการเรียนรู ท่ี 2 ส่ิงแวดลอมรอบตวั เรา T45

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ ÊÃØ» ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞัลกษณะ ํสาคัญของ ิส่งมี ีช 1»ÃШÒí º··èÕ วิต ตองการอ กระตนุ้ ความสนใจ ากามศีกหาารยเใคจลื่อนไตหอวแงกลาะมรเมมีคกอีกีกาลาาราห่ือรรสมนาขตืบรีกทับอแพา่ีถบรลันเาสจะธยนนรุ ขิญอ้ําองเงตตเิบอสโสียต่ิงเรา 1. ครูทบทวนความรูเดิมโดยการถามคําถาม นกั เรยี นวา ภายในหอ งเรยี นของเรามสี งิ่ มชี วี ติ และสิ่งไมมีชีวิตอะไรบาง ใหนักเรียนยกมือ ชวยกนั ตอบ (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) 2. ครนู าํ บตั รขอ ความเกยี่ วกบั ลกั ษณะสาํ คญั ของ ส่ิงมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตมาใสกลองวางคละ กนั ไวหนา ชั้นเรียน 3. ครสู มุ หยบิ บตั รขอ ความขน้ึ มา ใหน กั เรยี นอา น พรอ มกนั แลว บอกวา เปน ลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ติ หรอื ส่งิ ไมม ีชีวติ ไมหายใจ Á°. Ç 1.3 ».2/1วิต ไมสามารถเคพลันื่อธนุ ท่ี ไดเอง ไ มมีการสืบ Êè§Ô ÁªÕ ÕÇµÔ áÅÐÊè§Ô äÁ‹ÁÕªÕÇÔµ ไ มตองการอาหารและน้ํา ไมม ีลกั ษณะสาํ คญั ของสงิ่ ไมม ชี ี ไมตอบสนองตอส่ิงเรา การขับถายของไเมสมียีการเจริญเติบโต 40 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด เมอ่ื เรยี นจบบทนแี้ ลว ครอู าจใหน กั เรยี นตง้ั คาํ ถามทอี่ ยากรเู พม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั แมวกบั สุนัข จดั เปน สิ่งมีชีวติ เพราะอะไร เรื่องส่งิ แวดลอมรอบตัวเรา คนละ 1 คาํ ถาม จากนนั้ ครูสุมเรียกใหน ักเรียนบอก 1. มีนิสัยขี้ออ น คําถามของตนเอง แลว ใหเ พือ่ นคนอนื่ ๆ ในชน้ั เรียนชว ยกนั แสดงความคดิ เห็น 2. มขี นปกคลุมลาํ ตัว โดยครทู าํ หนา ทเ่ี ปน ผชู ีแ้ นะและสงั เกตการทาํ กจิ กรรมของนกั เรยี นอยา งใกลช ดิ 3. กนิ อาหารและน้ําได (วเิ คราะหค าํ ตอบ แมวกับสนุ ัขเปน สิง่ มชี วี ิต เนือ่ งจากส่ิงมชี ีวิตมี ลกั ษณะสาํ คญั คอื หายใจ ขบั ถา ย กินอาหารและนา้ํ เจริญเตบิ โต สบื พันธุ และเคล่ือนทีไ่ ด ดังน้ัน ขอ 3. จงึ เปน คําตอบทถี่ กู ตอง) T46

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2หนวยการเรยี นรูท่ี ขน้ั สอน ʧèÔ áÇ´ÅÍÁÃͺµÑÇàÃÒ สาํ รวจคน้ หา กิจกรรมฝกทักษะ 1. ครใู ชว ธิ สี อนโดยใชเ กมแบบแขง ขนั ในการสอน โดยแบง นกั เรยี นออกเปน สองกลุม º··Õè 1 (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม) 1. ตอบคําถามตอ ไปนี้ลงในสมดุ 1) ตน มะพรา ว กอนหนิ มา สง่ิ ใดเปน สงิ่ มีชีวติ 2. ครชู แี้ จง วธิ กี ารเลน ใหน กั เรยี นเขา ใจกอ น ดงั นี้ 2) ไก โทรศพั ท แกวน้ํา สิง่ ใดตา งจากพวก เพราะอะไร 1) ครูติดบัตรคําส่ิงมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตไว 3) ยกตัวอยางส่ิงมชี ีวติ ทเี่ ปน สตั วม า 3 ตัวอยา ง คนละฝงของกระดาน 4) ยกตัวอยา งสง่ิ ไมม ชี ีวิตทีพ่ บในบา นของนักเรียนมา 3 ตวั อยา ง 2) ครูวางบัตรขอความลักษณะสําคัญของส่ิง 5) ถา จะสงั เกตวาสงิ่ ใดเปน สงิ่ มีชีวติ นักเรยี นจะสงั เกตไดจากอะไรบาง มีชวี ติ และส่ิงไมม ชี วี ติ คละกันไวห นาหอง 3) ใหแตละกลุมเลือกวากลุมตนเองจะเปน 2. ดูภาพ แลวนําขอความลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่กําหนดใหไปเขียนลงใน สิ่งมีชีวิตหรือส่ิงไมมีชีวิต แลวสงตัวแทน สมุดใหมคี วามสัมพันธกนั กับภาพแตละขอ ออกมา 7 คน และเขา แถวตอนลึก 4) เม่อื ครใู หส ัญญาณ “เร่มิ ” ใหต ัวแทนว่งิ ไป กนิ อาหาร ขับถาย หายใจ เจรญิ เตบิ โต เลือกบัตรขอความลักษณะท่ีกลุมตนเอง สบื พันธุ เคลือ่ นไหว/เคลอ่ื นที่ ตอบสนองตอ สิ่งเรา เปน แลว นาํ ไปตดิ ทก่ี ระดาน จากนน้ั วง่ิ กลบั มาแปะมอื เพอ่ื นคนทันไปจนครบ 7 คน 1 23 5) กลุมใดท่ีเสร็จกอนและตอบไดถูกตอง ทั้งหมดเปน ฝา ยชนะ อธบิ ายความรู้ เมอ่ื จบเกมครแู ละนกั เรยี นชว ยกนั สรปุ เกย่ี วกบั ลักษณะสําคัญของส่ิงมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตที่ได จากการเลม เกม 4 56 41 กจิ กรรม สรางเสริม แนวตอบ กิจกรรมฝกทักษะ ใหนักเรียนติดภาพสิ่งมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตลงในสมุด ขอ 1. 1) ตน มะพรา ว มา อยางละ 1 ภาพ แลวเขียนเปรียบเทียบลักษณะของส่ิงมีชีวิตกับ 2) ไก เพราะไกเปน สง่ิ มีชวี ติ สว นโทรศพั ทกบั แกวนํา้ เปน สิ่งไมมชี ีวติ สงิ่ ไมมชี วี ิต 3) ตัวอยางเชน หมู สนุ ขั ไก เปด วัว แมว 4) ตัวอยา งเชน เกาอ้ี โตะ โทรทศั น ปากกา ดินสอ ตุก ตา กิจกรรม ทาทาย 5) สังเกตไดจ าก สง่ิ มชี วี ติ ตองการอากาศในการหายใจ มกี ารเคลื่อนท่ี และเคลอื่ นไหว มกี ารสบื พนั ธุ ตองการอาหารและนํ้า มกี ารขับถาย ใหนักเรียนเขียนแผนผังความคิดแสดงลักษณะสําคัญของ ของเสยี มกี ารตอบสนองตอ สงิ่ เรา และมกี ารเจรญิ เตบิ โตของรา งกาย สิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต พรอมวาดรูปหรือติดภาพของลักษณะ สาํ คัญตา งๆ สิง่ มีชวี ิตประกอบ ขอ 2. ภาพท่ี 1 ขับถาย ภาพที่ 2 กนิ อาหาร ภาพที่ 3 เจรญิ เตบิ โต ภาพท่ี 4 เคล่ือนท่ี ภาพท่ี 5 สบื พันธุ ภาพท่ี 6 ตอบสนองตอสง่ิ เรา T47

นาํ สอน ลงใน(ใส หุมนัดกปเรีระย ํจนา ับัตวน ันึทกกเขีรอย ูมน)ลสรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 3. ดภู าพ แลว เขยี นลงในสมดุ วา เปน ภาพอะไร เปน สง่ิ มชี วี ติ หรอื สงิ่ ไมม ชี วี ติ 1) 2) ขยายความเขา้ ใจ 3) 4) 1. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 1 จาก หนังสือเรยี น หนา 41-42 ลงในสมดุ หรอื ใน 4. ขีด ✓ หนา ขอความทีถ่ ูกตอ ง และกา ✗ หนาขอ ความทีไ่ มถูกตอง แบบฝกหดั วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ............................ 1) แมววิ่งหนีสนุ ขั เปนการตอบสนองตอสงิ่ เรา (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช ............................ 2) เครอื่ งบนิ บงั คับบินในอากาศได จึงจดั วาเปนส่ิงมีชวี ติ แบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล) ............................ 3) เกา อไี้ มเ ปน สง่ิ มชี วี ติ เพราะทาํ มาจากตน ไมท เี่ ปน สงิ่ มชี วี ติ ............................ 4) ไกแ ละกบเปนสง่ิ มีชวี ติ เพราะตอ งการอากาศในการหายใจ 2. ครูสมุ นกั เรยี น 5 คน ออกมาเฉลยคําตอบของ ............................ 5) เม่ือเราเปาลมเขาในลูกโปง ทําใหลูกโปงโตขึ้น แสดงวา แตล ะขอ โดยมีครูคอยเสริมในสวนท่บี กพรอ ง ลกู โปง เปน สงิ่ มีชีวติ เพราะมีการเจริญเติบโต ไป 5. เขยี นเปรยี บเทยี บลกั ษณะสาํ คญั ของสง่ิ มชี วี ติ และสงิ่ ไมม ชี วี ติ ลงในสมดุ 3. นักเรียนทํากิจกรรมทาทายการคิดขั้นสูง ใน แบบฝก หดั วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 กจิ กรรม ทา ทายการคดิ ขน้ั สงู 4. นักเรียนแบงกลุม จากนั้นใหแตละกลุมทํา 42 กิจกรรมสรางสรรคผลงาน จากหนังสือเรียน หนา 43 โดยปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ดังนี้ 1) ใหแตละกลุมวางแผนและจัดทําสมุดภาพ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิตลงในสมุดภาพ แลว เขยี นชอื่ และบอกลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ติ และสิ่งไมมีชีวิตในภาพ พรอมตกแตงให สวยงาม 2) นาํ ผลงานออกมานาํ เสนอหนา ชน้ั เรยี น เพอ่ื แลกเปลยี่ นขอ มูลกัน 5. ใหแตละกลุมนําผลงานสมุดภาพของกลุม ตนเอง นําไปวางไวทแ่ี หลงการเรยี นรูของหอ ง เพือ่ ใหเ พื่อกลมุ อืน่ มาศกึ ษาตอ ไป (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ ) เกร็ดแนะครู แนวตอบ กจิ กรรมฝกทักษะ 2) ดอกชบา เปนสิ่งมชี วี ิต 4) ตกุ ตาหมี เปน สิ่งไมม ชี วี ติ ครูสามารถใชแบบทดสอบหลังเรียนที่แนบมาทายแผนการจัดการเรียนรู ขอ 3. 1) รถของเลน เปนสงิ่ ไมมชี วี ติ ของหนว ยการเรยี นรทู ่ี 2 สิง่ แวดลอมรอบตัวเรา ไดด ังภาพตวั อยาง 3) มา เปน สง่ิ มชี ีวิต T48 ขอ 4. 1) ✓ 2) ✗ 3) ✗ 4) ✓ 5) ✗ ขอ 5. เปรียบเทียบลกั ษณะสาํ คัญของสง่ิ มชี วี ติ และสิ่งไมม ีชีวติ ลกั ษณะ สิ่งมีชวี ติ ส่ิงไมมีชวี ิต 1. มกี ารเจริญเติบโตของรางกาย ✓✗ 2. ตองการอากาศ เพือ่ หายใจ ✓✗ 3. มกี ารสืบพันธอุ อกลกู ออกหลาน ✓✗ 4. ตอ งการอาหารและน้ํา ✓✗ 5. สามารถเคล่อื นไหวและเคล่อื นทไ่ี ดเอง ✓ ✗ 6. มกี ารตอบสนองตอ สง่ิ เรา หรอื สง่ิ กระตนุ ✓ ✗ 7. ตองขับถายของเสยี ✓✗

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2หนว ยการเรียนรูท ่ี ขน้ั สรปุ ʧÔè áÇ´ÅÍÁÃͺµÇÑ àÃÒ ตรวจสอบผล Ê¡Ã¨Ô ŒÒ¡§ÃÊÃÃÁä ¼Å§Ò¹ ·¡Ñ ÉÐá˧‹ ȵÇÃÃÉ·Õè 21 1. นักเรียนทําทบทวนทายหนวยในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 แบงกลุม จากน้ันรวมกันจัดทําสมุดภาพ ✓การส่อื สาร ส่ิงมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต โดยวาดภาพหรือ ✓ความรวมมือ 2. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนหนวย ติดภาพของสิ่งมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตลงสมุด การเรยี นรูที่ 2 ภาพ แลวเขียนช่ือและบอกลักษณะสําคัญของ การแกป ญ หา ✓การสรางสรรค 3. ครูใหนักเรียนดูตารางตรวจสอบตนเองจาก หนังสือเรียน หนา 39 จากน้ันถามนักเรียน การคดิ อยางมีวิจารณญาณ รายบุคคลตามรายการขอ 1-5 เพื่อตรวจสอบ ✓การใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร ความรูความเขาใจของนักเรียนหลังเรียนจบ บทนีแ้ ลว สิ่งมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตจากภาพนั้น พรอมตกแตงใหสวยงาม แลวนําเสนอผลงานหนา ชั้นเรียน ขน้ั ประเมนิ (ตวั อยา งผลงาน) ตรวจสอบผล สง่ิ มีชวี ติ 1. ครตู รวจสอบผลการทาํ แบบทดสอบหลังเรยี น ภาพนี้ คือ ปลา 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมฝกทักษะใน ลักษณะสาํ คญั สมุดหรอื แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครตู รวจสอบผลการทาํ กจิ กรรมทา ทายการคดิ 1. ตอ งการอากาศหายใจ 2. ตองการอาหารและน้ํา ขนั้ สงู ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. 4. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมทบทวนทาย 4. หนวยในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 ภาพท่ี 2.7 ตัวอยา งสมดุ ภาพสิง่ มชี ีวติ และส่ิงไมม ชี วี ติ 5. ครูตรวจสอบชิ้นงานสมุดภาพสิ่งมีชีวิตและ สิ่งไมมีชีวิต และการนําเสนอช้ินงาน/ผลงาน หนา ช้ันเรียน 6. ครูประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม การทํางานกลุม การทํางานราย บคุ คล และการนําเสนอหนา ชนั้ เรียน 43 ขอ สอบเนน การคิด แนวทางการวัดและประเมินผล ขอใดแสดงวาส่งิ มชี วี ิตมีการสืบพันธุ ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามรายบุคคล พฤติกรรมการ 1. ตนมะลิมใี บเพิม่ มากข้นึ ทํางานกลุม และการนาํ เสนอผลงานหนา ช้ันเรยี นของนักเรยี น รวมทัง้ สามารถ 2. นกกาํ ลงั กนิ ปลา วดั และประเมนิ ผลชน้ิ งาน/ผลงานชน้ิ งานสมดุ ภาพสงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ ไมม ชี วี ติ โดย 3. กบวางไขใ นนํา้ ศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของ (วิเคราะหคําตอบ ตนมะลิมีใบเพิ่มมากข้ึนเปนการเจริญเติบโต หนวยการเรยี นรูท ่ี 2 สิง่ แวดลอมรอบตัวเรา ของส่ิงมีชีวิต นกกําลังกินปลาเปนการตองการอาหารของส่ิงมี- ชีวิต และกบวางไขในน้ําเปนการสืบพันธุออกลูกของสิ่งมีชีวิต ดังน้ัน ขอ 3. จงึ เปนคาํ ตอบทถ่ี ูกตอง) T49

Chapter Overview แผนการจัด สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธสี อน ประเมิน ทักษะที่ได้ คณุ ลกั ษณะ การเรยี นรู้ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 1 การดำ� รงชีวติ - แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 1. ระบุวา่ แสงและนำ้� เป็น - แ บบสืบเสาะ - ตรวจแบบทดสอบ - ทกั ษะการสังเกต - มีวนิ ัย ของพชื - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ปัจจยั ทีจ่ �ำเป็นตอ่ การ หาความรู้ ก่อนเรยี น - ทักษะการให้เหตผุ ล - ใฝเ่ รียนรู้ ป.2 เล่ม 1 เจรญิ เติบโตของพชื ได้ (5Es - ต รวจการท�ำกิจกรรม - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมน่ั ใน 2 - แ บบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ (K) Instructional ในสมุดหรือในแบบ - ทกั ษะการท�ำงานกลมุ่ การท�ำงาน ป.2 เลม่ 1 2. ม คี วามสนใจและ Model) ฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ชัว่ โมง - ใบงาน เรือ่ ง ปจั จัยท่ี กระตอื รอื รน้ ในการ - ก ารนำ� เสนอผลการ จำ� เป็นต่อการด�ำรงชีวิต เรียนรู้ (A) ท�ำกจิ กรรม ของพืช - ตรวจใบงาน เรื่อง - PowerPoint ปจั จัยทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การ - บัตรภาพ ดำ� รงชีวติ ของพืช - บัตรคำ� - สงั เกตพฤตกิ รรม - สมดุ ประจำ� ตัวนักเรียน การท�ำงานรายบุคคล - สงั เกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกลุม่ - สังเกตคุณลกั ษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 2 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อธบิ ายว่าแสงเป็น - แ บบสืบเสาะ - ต รวจการท�ำกิจกรรม - ทักษะการสังเกต - มีวนิ ัย แสงกับการดำ� รง ป.2 เลม่ 1 ปัจจยั ที่จำ� เปน็ ต่อการ หาความรู้ ในสมุดหรือในแบบ - ทกั ษะการใหเ้ หตุผล - ใฝเ่ รียนรู้ ชีวติ ของพืช - แ บบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ เจริญเติบโตของพชื ได้ (5Es ฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มงุ่ ม่นั ใน ป.2 เลม่ 1 (K) Instructional - การนำ� เสนอผลการ - ทกั ษะการท�ำงานกลุ่ม การท�ำงาน 3 - บัตรภาพ 2. ทดลองวา่ พืชต้องการ Model) ท�ำกจิ กรรม - วสั ดุ-อุปกรณก์ ารทำ� แสง เพื่อการเจริญ - สังเกตพฤตกิ รรม ช่ัวโมง กจิ กรรม่ี 1 เติบโตได้ (P) การท�ำงานรายบคุ คล - สมดุ ประจำ� ตวั นักเรียน 3. ป ฏิบตั ิตนในการท�ำ - สงั เกตพฤติกรรม กิจกรรมอย่างเหมาะสม การท�ำงานกลมุ่ (A) - สงั เกตคุณลักษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 3 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อธิบายว่านำ้� เป็น - แ บบสบื เสาะ - ต รวจการท�ำกจิ กรรม - ทักษะการสงั เกต - มีวนิ ยั นำ้� กับการดำ� รง ป.2 เล่ม 1 ปจั จัยทีจ่ ำ� เป็นตอ่ การ หาความรู้ ในสมุดหรอื ในแบบ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - ใฝเ่ รยี นรู้ ชวี ิตของพืช - แ บบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ เจริญเตบิ โตของพืชได้ (5Es ฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ - ทกั ษะการสรปุ อา้ งอิง - มงุ่ มัน่ ใน ป.2 เล่ม 1 (K) Instructional - การนำ� เสนอผลการ - ทกั ษะการใหเ้ หตุผล การทำ� งาน 3 - ใบงาน เรอื่ ง น้�ำมคี วาม 2. ทดลองวา่ พชื ตอ้ งการนำ้� Model) ท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการท�ำงานกลมุ่ ส�ำคัญกับพืชหรอื ไม่ เพื่อการเจริญเติบโตได้ - การเรียนรู้ - ตรวจใบงาน เรอื่ ง นำ�้ ชว่ั โมง - วัสดุ-อปุ กรณ์การท�ำ (P) รแู้ บบรว่ มมอื มีความสำ� คัญกบั พืช กจิ กรรม่ี 2 3. รับผิดชอบต่อหนา้ ท่ี เทคนิค L.T. หรือไม่ - สมดุ ประจำ� ตัวนักเรียน ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย (A) (Learning - สังเกตพฤตกิ รรม Together) การท�ำงานรายบุคคล - สงั เกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตคณุ ลกั ษณะ อนั พึงประสงค์ T50

แผนการจัด สือ่ ที่ใช้ จุดประสงค์ วธิ ีสอน ประเมนิ ทกั ษะที่ได้ คณุ ลกั ษณะ การเรยี นรู้ อันพงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 4 ปัจจัยทจี่ �ำเปน็ - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อ ธบิ ายปจั จัยท่จี �ำเป็น - แบบสืบเสาะ - ต รวจการท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการสังเกต - มีวนิ ัย ตอ่ การด�ำรง ป.2 เล่ม 1 ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของ หาความรู้ ในสมุดหรอื ในแบบ - ทกั ษะการใหเ้ หตุผล - ใฝ่เรยี นรู้ ชีวิตของพืช - แ บบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ พืชได้ (K) (5Es ฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมน่ั ใน ป.2 เลม่ 1 2. ตระหนกั ถงึ ความจำ� เปน็ Instructional - การน�ำเสนอผลการ - ทักษะการท�ำงานกลมุ่ การท�ำงาน 4 - QR Code ปจั จยั ทจี่ ำ� เปน็ ท่ีพืชต้องได้รับแสงและ Model) ท�ำกจิ กรรม - ทักษะการน�ำความรู้ ต่อการด�ำรงชวี ติ ของพชื น้�ำเพื่อการเจริญเติบโต - ตรวจช้นิ งาน/ผลงาน ไปใช้ ชว่ั โมง - ต้นพชื ได้ (A) (แผนภาพการดูแล - ท กั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์ - ฉลากชือ่ พชื ต้นไมใ้ หเ้ จริญเติบโต - บัตรข้อความ และแขง็ แรง) - บตั รคำ� - การน�ำเสนอชน้ิ งาน/ - สมดุ ประจำ� ตวั นักเรยี น ผลงาน - สงั เกตพฤติกรรม การทำ� งานรายบคุ คล - ส ังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกล่มุ - สังเกตคณุ ลกั ษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 5 - หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. บ อกส่วนประกอบ - แ บบสืบเสาะ - ตรวจการท�ำกิจกรรม - ทักษะการสังเกต - มีวนิ ยั ศกึ ษาชีวิตของ ป.2 เล่ม 1 แต่ละส่วนของดอกได้ หาความรู้ ในสมุดหรือในแบบ - ทักษะการใหเ้ หตุผล - ใฝเ่ รียนรู้ พชื ดอก - แ บบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ (K) (5Es ฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มงุ่ มั่นใน ป.2 เล่ม 1 2. ม ีความรบั ผิดชอบและ Instructional - ก ารน�ำเสนอผลการ - ทกั ษะการท�ำงานกลุ่ม การท�ำงาน 3 - ฉลากชือ่ พืช ส่งงานตรงตามเวลาท่ี Model) ท�ำกิจกรรม - ทักษะการคิดวเิ คราะห์ - วัสด-ุ อปุ กรณ์การทำ� ก�ำหนด (A) - สงั เกตพฤติกรรม - ทกั ษะการส่อื สาร ชั่วโมง กิจกรรมท่ี 1 การทำ� งานรายบุคคล - สมุดประจำ� ตัวนกั เรียน - สังเกตพฤตกิ รรม การทำ� งานกลุ่ม - สังเกตคณุ ลกั ษณะ อันพงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 6 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อธบิ ายส่วนประกอบ - แ บบสบื เสาะ - ตรวจการท�ำกจิ กรรม - ทักษะการสังเกต - มีวนิ ยั สว่ นประกอบ ป.2 เลม่ 1 ของดอกได้ (K) หาความรู้ ในสมดุ หรอื ในแบบ - ทกั ษะการระบุ - ใฝ่เรียนรู้ ของดอก - แ บบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ 2. ระบหุ น้าทส่ี ว่ นประกอบ (5Es ฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการให้เหตผุ ล - มุง่ มัน่ ใน ป.2 เล่ม 1 แตล่ ะส่วนของดอกได้ Instructional - ก ารน�ำเสนอผลการ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา การทำ� งาน 3 - วัสด-ุ อปุ กรณ์ การทำ� (K) Model) ท�ำกจิ กรรม - ทักษะการท�ำงานกลุม่ กจิ กรรมท่ี 1 3. ปฏบิ ตั ิตามขน้ั ตอนของ - สงั เกตพฤติกรรม ชั่วโมง - PowerPoint การทำ� กจิ กรรมไดถ้ กู ตอ้ ง การท�ำงานรายบคุ คล - บัตรภาพดอกไม้ (P) - สงั เกตพฤตกิ รรม - บตั รภาพ 4. ตั้งใจทำ� งานอยา่ ง การท�ำงานกลุ่ม - สมดุ ประจำ� ตัวนกั เรยี น สม�ำ่ เสมอ (A) - สังเกตคณุ ลักษณะ อนั พึงประสงค์ T51

แผนการจัด ส่ือท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วิธีสอน ประเมนิ ทกั ษะท่ีได้ คณุ ลักษณะ การเรียนรู้ อันพึงประสงค์ แผนฯ ท่ี 7 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. สังเกตและอธิบาย - แ บบสืบเสาะ - ต รวจการท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการสังเกต - มีวนิ ยั การสบื พันธ์ุของ ป.2 เลม่ 1 ขน้ั ตอนการสบื พนั ธ์ุ หาความรู้ ในสมดุ หรอื ในแบบ - ทักษะการระบุ - ใฝ่เรียนรู้ พืชดอก - แ บบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ของพชื ดอกได้ (K) (5Es ฝึกหดั วิทยาศาสตร์ - ทกั ษะการใหเ้ หตผุ ล - มุ่งมน่ั ใน 4 ป.2 เล่ม 1 2. ระบสุ ว่ นประกอบ Instructional - การน�ำเสนอผลการ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา การท�ำงาน - วัสดุ-อปุ กรณ์การท�ำ ข องพืชดอกทีใ่ ช้ใน Model) ท�ำกิจกรรม - ทักษะการท�ำงานกลมุ่ กิจกรรมที่ 2 การสบื พันธ์ไุ ด้ (K) - ส ังเกตพฤติกรรม ช่วั โมง - Q R Code การสบื พันธ์ุ 3. ป ฏิบัตติ ามขั้นตอนของ การท�ำงานรายบคุ คล แบบอาศัยเพศของ การท�ำกิจกรรมได้ - สงั เกตพฤตกิ รรม พชื ดอก ถูกต้อง (P) การท�ำงานกล่มุ - สมุดประจำ� ตวั นักเรียน 4. ตั้งใจทำ� งานอยา่ ง - สงั เกตคุณลกั ษณะ สม่ำ� เสมอ (A) อันพงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 8 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. สังเกตและอธิบาย - แ บบสืบเสาะ - ตรวจการท�ำกิจกรรม - ทกั ษะการสงั เกต - มีวนิ ัย วฏั จักรชวี ิตของ ป.2 เลม่ 1 วัฏจกั รของพืชดอกได้ หาความรู้ ในสมุดหรือในแบบ - ทักษะการให้เหตผุ ล - ใฝ่เรยี นรู้ พชื ดอก (1) - แ บบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ (K) (5Es ฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมัน่ ใน ป.2 เล่ม 1 2. สรา้ งแบบจำ� ลองวฏั จกั ร Instructional - ก ารน�ำเสนอผลการ - ทักษะการท�ำงานกลมุ่ การทำ� งาน 4 - Q R Code วฏั จกั รชวี ิต ชวี ติ ของพืชดอกได้ (P) Model) ท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการสอ่ื สาร ของพืชดอก 3. มคี วามมุ่งมน่ั ในการ - สังเกตพฤติกรรม ช่วั โมง - สมดุ ประจ�ำตัวนกั เรียน ทำ� งาน (A) การท�ำงานรายบคุ คล - สงั เกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกลมุ่ - สังเกตคณุ ลักษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 9 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. เขียนวัฏจกั รชวี ิตของ - แ บบสบื เสาะ - ตรวจแบบทดสอบ - ทักษะการสงั เกต - มวี ินยั วัฏจกั รชวี ติ ของ ป.2 เลม่ 1 พชื ดอกได้ (P) หาความรู้ หลงั เรยี น - ทักษะการใหเ้ หตผุ ล - ใฝ่เรยี นรู้ พืชดอก (2) - แ บบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ 2. ต ้งั ใจทำ� งานอย่าง (5Es - ต รวจการท�ำกิจกรรม - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมน่ั ใน ป.2 เลม่ 1 สม่�ำเสมอ (A) Instructional ในสมุดหรือในแบบ - ทักษะการท�ำงานกล่มุ การทำ� งาน 2 - แ ผนภาพต้นพชื Model) ฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ - สมุดประจ�ำตัวนักเรยี น - ก ารนำ� เสนอผลการท�ำ - ทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์ ชว่ั โมง - แบบทดสอบหลังเรยี น กจิ กรรม - ตรวจชิ้นงาน/ผลงาน (แผ่นพบั สามมิติ แสดงวฏั จกั รชวี ติ ของ พชื ดอก) - ก ารน�ำเสนอช้ินงาน/ ผลงาน - สังเกตพฤตกิ รรม การท�ำงานรายบคุ คล - สังเกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกล่มุ - ส ังเกตคุณลักษณะ อันพงึ ประสงค์ T52

Chapter Concept Overview หนว ยการเรียนรทู ่ี 3 1. การดํารงชวี ติ ของพชื ปัจจัยที่จ�าเป็นตอ่ การดา� รงชวี ติ ของพืชมี 4 ประการ ได้แก่ แสง นา�้ อากาศ และธาตุอาหาร ดังภาพ อากาศ แสง • พ ชื ใชแ้ ก๊สออกซิเจนในการหายใจ พชื ใชแ้ สงแดดเปน็ แหลง่ พลงั งาน • พืชใชแ้ กส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ในการสรา้ งอาหาร ในการสรา้ งอาหารของพชื ธาตอุ าหาร นํ้า พืชดูดธาตุอาหารในดินไปเลย้ี ง • พชื ใช้น�า้ ชว่ ยละลายธาตุอาหาร ส่วนต่าง ๆ เพื่อการเจริญเติบโต ในดนิ ท�าให้พชื ดดู และลา� เลียง ธาตอุ าหารไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื • พชื ใชน้ า้� เปน็ ปจั จยั หนง่ึ ในการ สรา้ งอาหารของพชื 2. ศึกษาชีวติ ของพชื ดอก พืชดอกมหี ลายชนิด ซงึ่ แตล่ ะชนิดจะมวี ัฏจักรชีวติ คล้ายกนั ดงั นี้ ตวั อย่าง วฏั จักรชีวติ ของตน้ มะเขือเทศ ผลและเมลด็ ตน้ ทีเ่ จรญิ เติบโตเตม็ ที่จนมดี อก ต้นออ่ น T53

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ 3 เรÂÕ ¹รªŒÙ ÇÕ µÔ ¾ª×ˡҹÃÇ‹ àÂÃÕ¹÷ŒÙ Õè ¾×ª ໚¹ÊèÔ§ÁÕªÕÇÔµ·Õ赌ͧ¡ÒÃáʧ ¹íéÒ กระตนุ้ ความสนใจ ÍÒ¡ÒÈ áÅÐ¸ÒµÍØ ÒËÒà 㹡ÒôÒí çªÇÕ µÔ áÅСÒÃà¨ÃÞÔ àµºÔ âµ 1. ครูสนทนากับนักเรียนโดยถามคําถามวา ¾×ª´Í¡àÁè×Íà¨ÃÔÞàµÔºâµáŌǨÐÁÕ นักเรียนทราบหรือไมวา วันนี้จะไดเรียนรู ´Í¡ ´Í¡¨ÐÁ¡Õ ÒÃÊº× ¾Ñ¹¸àØ »ÅÕÂè ¹á»Å§ เกยี่ วกบั เรอ่ื งอะไร แลว ใหน กั เรยี นชว ยกนั ตอบ ä»à»¹š ¼Å ÀÒÂã¹¼ÅÁàÕ ÁÅ´ç àÁÍ×è àÁÅ´ç §Í¡ คําถาม จากน้ันครูแจง ชื่อเรื่องท่จี ะเรียนรแู ละ µŒ¹Í‹Í¹·èÕÍÂÙ‹ÀÒÂã¹àÁÅç´¨Ðà¨ÃÔÞàµÔºâµ ผลการเรยี นรูใหน กั เรยี นทราบ ໚¹¾ª× µ¹Œ ãËÁ‹ ¾ª× µ¹Œ ãËÁ¨‹ Ðà¨ÃÞÔ àµºÔ âµ ÍÍ¡´Í¡à¾×èÍÊ׺¾Ñ¹¸ØÁÕ¼ÅÍÕ¡ ËÁعàÇÕ¹ 2. นกั เรยี นทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี น เพอื่ วดั ความรู «Òéí æ àÃÂÕ ¡ÇÒ‹ Ç¯Ñ ¨¡Ñ êÇÕ µÔ ¢Í§¾ª× ´Í¡ เดิมของนักเรียนกอ นเขา สูบ ทเรียน 3. ครชู วนนกั เรยี นสนทนาวา มนี กั เรยี นคนใดเคย ปลกู พชื บา ง จากนนั้ ครใู หน กั เรยี นทเี่ คยปลกู พชื ออกมาเลาประสบการณของตนเองใหเพื่อนๆ ในชั้นเรียนฟงวา มีวิธีการปลูกพืชและการ ดแู ลใหพืชเจรญิ เติบโตอยางไรบา ง ขน้ั สอน สาํ รวจคน้ หา 1. นักเรียนสังเกตภาพหนาหนวยการเรียนรูท่ี 3 เรียนรูชีวิตพืช จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 หนา นี้ จากน้นั ใหน กั เรียนรว มกัน แสดงความคิดเห็นวา ดอกกุหลาบตองการ ปจ จัยใดบางในการดาํ รงชีวติ (แนวตอบ นา้ํ แสง อากาศ และธาตุอาหาร) ตวั ชีว้ ดั 1. ระบวุ ่าพืชต้องการแสงและนา้� เพือ่ การเจรญิ เติบโต โดยใช้ข้อมลู จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ (มฐ. ว 1.2 ป.2/1) 2. ตระหนักถงึ ความจ�าเปน็ ทีพ่ ืชตอ้ งได้รบั น�า้ และแสงเพอื่ การเจริญเติบโต โดยดูแลพืชใหไ้ ด้รับส่งิ ดงั กล่าวอย่างเหมาะสม (มฐ. ว 1.2 ป.2/2) 3. สรา้ งแบบจ�าลองท่ีบรรยายวัฏจกั รชีวิตของพชื ดอก (มฐ. ว 1.2 ป.2/3) เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET ในการเรียนหนวยการเรียนรูท่ี 3 นี้ ครูควรจัดกระบวนการเรียนรูโดยให ถาพชื ขาดแสงแดด จะเกดิ ผลอยา งไร นกั เรยี นปฏิบัติกิจกรรมรวมกนั ดงั น้ี 1. พชื จะคายนา้ํ ทางปากใบ 2. พืชจะไมสามารถสรา งอาหารได • สังเกต และระบุวา พืชตองการแสงและน้าํ เพื่อการเจริญเตบิ โต 3. พืชจะไมสามารถดูดธาตุอาหารไปเล้ียงสว นตา งๆ ได • ตระหนกั ถงึ ความจําเปน ทพ่ี ชื ตองไดร ับนํา้ และแสงอยางเหมาะสม (วิเคราะหคําตอบ พืชตองการแสง เพ่ือใชในกระบวนการสราง • สรางแบบจาํ ลองเพื่ออธิบายวัฏจกั รชีวิตของพชื ดอก โดยครคู วรใหน กั เรยี นไดล งมอื ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมดว ยตนเอง จนเกดิ เปน ความรู อาหารของพืช ซึ่งถาพืชไมไดรบั แดดจะทาํ ใหพชื ไมส ามารถสรา ง ความเขาใจท่ีถูกตอง รวมทั้งสามารถนําวิธีการทางวิทยาศาสตรและทักษะ อาหารได ดงั นน้ั ขอ 2. จงึ เปน คาํ ตอบทถี่ ูกตอง) กระบวนการทางวิทยาศาสตรม าใชค น หาคาํ ตอบเกย่ี วกบั ประเด็นทีส่ งสยั ได T54

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ º··Õè 1 ขนั้ สอน ¡ÒôíÒçªÕÇµÔ ¢Í§¾ª× สาํ รวจคน้ หา ÈѾ·¹‹ÒÃÙŒ ¤Òí ͋ҹ ¤íÒแ»Å 2. นักเรียนแตล ะคนเรียนรูคาํ ศัพทท่ีเกี่ยวขอ งกบั äลท แสง การเรยี นในบทท่ี 1 การดาํ รงชีวิตของพชื จาก ¤Òí È¾Ñ · นาíé หนังสือเรียนหนานี้ โดยครูสุมเลือกตัวแทน light 'วอเทอ อากาÈ หรอื ขออาสาสมัครนกั เรยี น 1 คน ใหออกมา water ออกซเิ จน หนาช้ันเรียนเพ่ือเปนผูอานนําและใหนักเรียน air แอ คารบ์ อนäดออกäซด์ ในหอ งคนอ่ืนๆ อา นตาม oxygen (หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรียน โดยใช carbon dioxide 'ออç คซเิ จนç light แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล) 'คาบัน äด'อçอคäซด air 3. ครูถามคําถามสําคัญประจําบทเพื่อกระตุน นักเรียนกอนเขาสูเน้ือหาวา นักเรียนคิดวา ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹Ò ¾×ª พืชตองการปจจัยใดบางในการดํารงชีวิต µŒÍ§¡Òû˜¨¨ÑÂã´ºŒÒ§ จากนั้นใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็น อยางอสิ ระในการตอบคําถาม ?㹡ÒôíÒçªÕÇÔµ (แนวตอบ ปจจัยท่ีพืชตองการเพื่อใชในการ ดาํ รงชวี ติ คอื แสง นาํ้ อากาศ และธาตอุ าหาร) water 4. ครูเปด PowerPoint เรอ่ื ง ปจ จัยท่จี ําเปน ตอ 45 การเจริญเติบโตของพืช ใหนักเรียนศึกษา ขอ มูล 5. ครูถามคําถามนักเรียนวา ถานักเรียนจะปลูก ตนไมใหเจริญเติบโต นักเรียนตองทําอยางไร บาง (แนวตอบ รดน้ํา ใสปุย ปลูกตนไมในบริเวณ ทีแ่ สงแดดสองถึง เปน ตน ) 6. ครขู ออาสาสมคั รหรอื สมุ เลอื กนกั เรยี น 4-5 คน ใหออกมาตอบคาํ ถาม จากการดู PowerPoint เรอ่ื ง ปจ จยั ทจ่ี าํ เปน ตอ การเจรญิ เตบิ โตของพชื จากนั้นใหนักเรียนชวยกันอภิปรายคําตอบ ของเพื่อน และสรุปคําตอบท่ีถูกตองรวมกัน โดยมคี รคู อยตรวจสอบความถูกตอ ง ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู โชคชัยปลูกมะเขอื 2 ตน ดังนี้ นักเรยี นเรยี นรูและฝก อานคาํ ศพั ทว ทิ ยาศาสตร ดังนี้ ตน ที่ 1 ปลกู ในดินรวน รดน้าํ สมาํ่ เสมอ ตนท่ี 2 ปลกู ในดนิ ทราย รดนํา้ สม่าํ เสมอ คาํ ศัพท คาํ อา น คําแปล plant (พลานท) พืช มะเขือท้ัง 2 ตน ต้ังอยูในบริเวณที่มีแสงแดดสองถึง ตอมาเมื่อ light (ไลท) แสง มะเขือออกลูก เขาสังเกตวามะเขือตนท่ี 1 ใหลูกดกกวาตนที่ 2 water (‘วอเทอ) นํา้ อยากทราบวา สงิ่ ใดเปน ปจจยั สําคัญทีท่ ําใหม ะเขอื มีลกู ดก air (แอ) อากาศ oxygen (’ออ็ คซิเจ็น) ออกซิเจน 1. ความอดุ มสมบูรณของดิน carbon dioxide (‘คาบนั ได’ออกไซด) คารบอนไดออกไซด 2. การรดนา้ํ อยา งสม่าํ เสมอ 3. การทมี่ ะเขอื ไดร ับแสงเพยี งพอ T55 (วิเคราะหคําตอบ สง่ิ ท่แี ตกตางกนั ในการปลูกตน มะเขอื ในครง้ั น้ี คอื ชนิดของดิน ซึง่ ตนมะเขอื ตนท่ี 1 ปลูกในดนิ รว น ซ่ึงดนิ รวนมี ธาตุอาหารมากกวา ดินทราย จงึ ทําใหตนมะเขอื ตนที่ 1 ใหล ูกดก มากกวาตนท่ี 2 ดังน้ัน ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบท่ถี ูกตอ ง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ¡Ô¨¡ÃÃÁ¹íÒส¡‹Ù ÒÃàÃÂÕ ¹ สาํ รวจคน้ หา È¡Ö ÉҢ͌ ÁÅÙ แŌǵͺ¤íÒ¶ÒÁ 7. นักเรียนทํากิจกรรมนําสูการเรียน จาก พืชมีความสíาคัÞต่อสิ่งมีชีวิต หนงั สอื เรยี นหนา น้ี แลว ตอบคาํ ถามลงในสมดุ เชน่ สามาร¶นíาäปทíาอาหาร ใชท้ íา หรือทํากิจกรรมนําสูการเรียนในแบบฝกหัด ของเล่น ใช้สร้างบ้าน นอกจากนีé วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 พืชยังช่วย¼ลิตแกสออกซิเจนให้ (หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใช สÀาพอากาÈรอบตัวเรามีสÀาวะท่ี แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล) เหมาะสมกับการดíารงชีวิตของเรา และสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน æ อีกด้วย 8. ครูนําบัตรภาพตนไมที่เจริญเติบโตไดดีกับ ดังนัéน เราจึงควรช่วยกันปลูกพืช บตั รภาพตน ไมท เี่ หยี่ วเฉามาตดิ บนกระดานดาํ ใหม้ ีปรมิ าณเพิ่มมากขนéึ และนาํ บตั รคาํ เกย่ี วกบั ปจ จยั ในการดาํ รงชวี ติ ของพืชมาวางคละกันไวห นาชั้นเรยี น 1 ¨Ò¡¢ŒÍÁÙÅ ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹ÒàÃÒ¤Çê‹Ç¡ѹ»ÅÙ¡¾×ªãËŒÁÕ¨íҹǹà¾èÔÁÁÒ¡¢éÖ¹ËÃ×ÍäÁ‹ à¾ÃÒÐà˵Øã´ 9. ครูแบงกลุมนักเรียนกลุมละ 3-4 คน ตาม ความเหมาะสม จากน้ันใหแตละกลุมสง 2 ËÒ¡¹¡Ñ àÃÕ¹µŒÍ§¡Òûš٠¾×ª ¹¡Ñ àÃÕ¹¨ÐÁÕÇÔ¸Õ¡ÒôÙáÅÃÑ¡ÉÒ¾ª× Í‹ҧäúŒÒ§ ตัวแทนออกมาจับสลากวา จะไดบัตรภาพ ตน ไมล กั ษณะใด 46 10. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ บตั รภาพกลบั ไปปรกึ ษา กันที่กลุมของนักเรียน จากนั้นสงตัวแทน ออกมาเลือกบัตรคํา แลวจับคูกับบัตรภาพ ใหส อดคลอ งกนั โดยครกู าํ หนดเวลาในการทาํ กจิ กรรมกลุมละ 10 นาที อธบิ ายความรู้ 1. ครขู ออาสาสมคั ร หรอื สมุ เลอื กนกั เรยี น 4-5 คน ใหออกมาเฉลยคําตอบจากการทํากิจกรรม นําสูการเรียนหนาชั้นเรียน โดยมีครูคอย ตรวจสอบความถูกตอง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนกั เรียน โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล) 2. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการทํา กจิ กรรมจบั คบู ตั รภาพกบั บตั รคาํ หนา ชนั้ เรยี น (หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม) เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET อานขอ มลู แลว ตอบคําถาม ครูอธิบายเพ่ิมเติมใหนักเรียนเขาใจวา การสังเคราะหดวยแสงของพืช เปนการชวยลดปริมาณแกสคารบอนไดออกไซด และเปนการชวยเพ่ิมแกส น้าํ ใจ มีนา และวนิ ยั ชวยกันปลกู พืชในวันหยดุ เปนประจํา ออกซิเจนในอากาศ ดังน้ัน การมีปาไม หรือการปลกู ตน ไมจ าํ นวนมาก จึงชวย แตละคนมีวธิ กี ารปลกู แตกตางกนั ดงั นี้ ทาํ ใหอากาศบรสิ ุทธิ์ และชวยลดภาวะโลกรอนได เราจึงควรชวยกนั ดแู ลรกั ษา ปา ไมไว • นํ้าใจใสป ุยคอกในดนิ กอนปลูกพชื ทุกคร้ัง • มีนาขดุ หลมุ ใหมขี นาดใหญก อ นปลูกพชื แนวตอบ กิจกรรมนําสูก ารเรยี น • วนิ ัยกาํ จดั วชั พชื บริเวณใกลเ คยี งพ้ืนท่ที ่ีใชป ลกู พืช 1) เราควรชวยกันปลูกพืชใหมีจํานวนเพิ่มมากข้ึน เพราะพืชมีความสําคัญ นักเรียนคิดวา หากดินบริเวณที่ทั้ง 3 คน ใชปลูกพืชขาด ตอ ส่งิ มชี วี ิต เชน นาํ ไปทาํ อาหาร นาํ ไปทาํ ของใชต างๆ นอกจากนี้ พชื ยังคาย ธาตอุ าหาร กอ นการปลกู พืชใครคือผูปฏบิ ตั ิไดเ หมาะสมท่ีสดุ แกสออกซเิ จนออกมา ซ่งึ แกสออกซเิ จนเปน แกส ท่ีส่งิ มชี ีวติ ใชใ นการหายใจ 1. นํา้ ใจ 2. มนี า 3. วนิ ยั 2) ปลกู ในบรเิ วณทม่ี แี สงแดดสองถงึ รดนา้ํ ใหเ หมาะสมและเพยี งพอ ใสป ุย (วเิ คราะหค ําตอบ นํา้ ใจ ปฏิบตั ิไดเหมาะสมท่สี ุด เพราะปยุ คอก ใหเหมาะสม และหมัน่ พรวนดนิ จะอดุ มไปดว ยธาตอุ าหารทจ่ี าํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื ดงั นน้ั ขอ 1. จึงเปนคําตอบที่ถกู ตอง) T56

นาํ สอน สรปุ ประเมิน 3หนวยการเรยี นรูท ี่ ขนั้ สอน àÃÕ¹ÃÙªŒ ÇÕ Ôµ¾×ª ขยายความเขา้ ใจ »˜¨¨Ñ·¨Õè íÒ໚¹µÍ‹ ¡ÒôíÒçªÕÇÔµ¢Í§¾ª× 1. นักเรียนแตละคนศึกษาขอมูลและดูภาพใน พืชจัดเป็นส่ิงมีชีวิตเช่นเดียวกับคนและสัตว์ เราสามารถ หนงั สือเรียนหนานี้ แลว ครใู หนักเรียนชว ยกนั พบเห็นพืชด�ารงชีวิตได้ในแหล่งที่อยู่ต่าง ๆ เช่น บนดิน ในน�้า ตอบคําถามลงในสมุดวา นกั เรยี นคิดวา น้าํ มี ในทะเลทราย ซ่ึงการท่ีพืชจะด�ารงชีวิตอยู่ได้ พืชต้องอาศัย ความสําคญั ตอ พชื หรอื ไม อยางไร ส่ิงท่ีจ�าเป็นในการด�ารงชีวิตหลายอย่างร่วมกัน นักเรียนคิดว่า (แนวตอบ นา้ํ มคี วามสาํ คญั ตอ พชื เพราะนา้ํ เปน พชื ต้องการสง่ิ ใดบา้ งในการดา� รงชีวิต ปจจัยหนึ่งท่ีทาํ ใหพ ชื ดาํ รงชวี ิตอยไู ด) ภาพท่ี 3.1 ตัวอย่างพืชในนา้� ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹Ò ¹íéÒÁÕ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑÞ 2. ครสู มุ นกั เรยี นจากลาํ ดบั เลขที่ 4-5 คน ใหต อบ µ‹Í¾×ªËÃÍ× äÁ‹ ÍÂÒ‹ §äà คําถาม จากน้ันใหนักเรียนชวยกันอภิปราย คําตอบของเพ่ือน และสรุปคําตอบท่ีถูกตอง 47 รว มกัน โดยครคู อยตรวจสอบความถูกตอ ง ขนั้ สรปุ ตรวจอบผล 1. ครูแจกใบงาน เรื่อง ปจจัยท่ีจําเปนตอการ ดาํ รงชวี ติ ของพชื แลว ใหน กั เรยี นนาํ กลบั ไป ทาํ เปนการบา น จากนน้ั นาํ มาสงในชวั่ โมงถดั ไป 2. ครสู มุ นกั เรยี นตามเลขที่ 5 คน แลว ใหแ ตล ะคน อธิบายเก่ียวกับปจจัยที่จําเปนตอการดํารง ชีวติ ของพืช ขนั้ ประเมนิ ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบทดสอบกอน เรยี น 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมนําสูการเรียน ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เร่ือง ปจจัยที่ จาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู แกว ใสปลกู ตน ผกั กาดขาวไวห ลงั บา นจนมขี นาดใหญ แตแ กว ใส ใบงาน เรื่อง ปจจัยท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืช ครูสามารถใชได ตองไปตางจงั หวัดเปน เวลาหลายวนั จงึ ไมไดรดน้าํ นกั เรยี นคดิ วา จากแผนการจัดการเรียนรูท่ี 1 เรือ่ ง การดํารงชวี ิตของพชื ของหนว ยการเรียนรู เม่อื แกวใสกลับมาจะพบวาตน ผกั กาดขาวมลี กั ษณะอยางไร ที่ 3 เรยี นรูชวี ิตพืช 1. ใบอวบอวน แนวทางการวัดและประเมินผล 2. ใบเหยี่ วเฉา 3. ใบมีสีเหลอื งซีด ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน รายบคุ คล การทาํ งานกลมุ และการนาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนาช้ันเรยี นได (วิเคราะหค าํ ตอบ เมอื่ ผักกาดขาวขาดน้าํ เปน เวลานาน จะทําให โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบทายแผนการจัดการเรียนรูของ ไมม ีนํ้าไปเล้ยี งสวนตางๆ ของพชื จนใบของพืชเหี่ยวเฉา ดงั นั้น หนวยการเรียนรทู ี่ 3 เรียนรชู วี ิตพชื ขอ 2. จึงเปนคําตอบทถี่ กู ตอง) T57

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ ก¨Ô กรรÁ·Õè 1 áʧÁÕ¤ÇÒÁÊÒí ¤ÑÞ¡ºÑ ¾ª× ËÃ×ÍäÁ‹ ทักษะกระบวนการ กระตนุ้ ความสนใจ ¨´Ø »ÃÐʧ¤ ทางวิทยาศาสตรท ีใ่ ช ทดลองและระบุวา่ พืชตอ้ งการแสงเพอ่ื การเจริญเตบิ โต 1. การวดั 1. ครูสนทนาทักทายกับนักเรียน จากน้ันครูแจง 2. การสงั เกต ชอ่ื เรอื่ งและผลการเรยี นรทู จี่ ะเรยี นในชวั่ โมงนี้ µÍŒ §àµÃÕÂÁµŒÍ§ãªŒ 3. การทดลอง ใหนกั เรียนทราบ 4. การต้ังสมมตฐิ าน 5. การกา� หนดและควบคมุ ตัวแปร 2. ครชู บู ตั รภาพตน พืชทมี่ ีใบสีเหลอื ง จากนัน้ ให 6. การก�าหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร นักเรียนทุกคนรวมกันแสดงความคิดเห็นวา 7. การตคี วามหมายขอ้ มลู และลงข้อสรุป เพราะเหตใุ ดใบพชื จงึ มสี เี หลอื ง โดยครอู ธบิ าย เพม่ิ เตมิ ในสวนท่บี กพรอง 1. ดนิ 1 ถุง 5. นา�้ 1 ถงั 2. ถงุ พลาสตกิ สดี �า 1 ใบ 6. ไมบ้ รรทดั 1 อัน ขน้ั สอน 3. กลอ่ งทึบมฝี าปิด 1 ใบ 7. กเมรละปด็ ถอ ่ัวงนเขมียว211ใ5บ-20 4. ปา ยชอ่ื (ใบท่ี 1 และใบที่ 2) 8. เมล็ด สาํ รวจคน้ หา Åͧ·íÒ´Ù 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมตามเดิมจากช่ัวโมง ท่ีแลว 1. แบ่งกลุ่มไวล้ ว่ งหนา้ ก่อนการทา� กจิ กรรม 10 วนั จากน้นั ใหแ้ ตล่ ะกลุม่ เพาะเมลด็ ถวั่ เขยี วประมาณ 15-20 เมลด็ ลงในถุงพลาสติกสดี า� 2. ครูแจงวาจะใหนักเรียนแตละกลุมทํากิจกรรม ที่ 1 เรอื่ ง แสงมีความสาํ คญั กบั พืชหรือไม 2. ร่วมกันตั้งสมมติฐานว่า แสงมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือไม่ แล้วบนั ทึกผลลงในสมุด 3. แตล ะกลุมรวมกันทาํ กิจกรรมท่ี 1 เรอื่ ง แสงมี ความสําคัญกับพืชหรือไม จากหนังสือเรียน 3. ท�าการทดลองเพื่อตรวจสอบผล 㺷Õè 1 㺷Õè 2 หนา 48-49 แลว บนั ทกึ ผลการทาํ กจิ กรรมลงใน การตั้งสมมติฐาน โดยติดปาย สมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 ใบท่ี 1 และใบท่ี 2 ไว้ดา้ นนอก ´Ô¹ เลม 1 ของกระปองนมอย่างละ 1 ใบ (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช จากน้ันใส่ดินปริมาณเท่า ๆ กัน ภาพที่ 3.2 ตดิ ปา ยทด่ี ้านนอกกระปอ ง แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายกลุม ) ลงในกระปอ งนมทง้ั 2 ใบ อธบิ ายความรู้ 48 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั อภปิ รายและสรปุ ผล จากการทาํ กิจกรรมภายในกลุม 2. แตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอผลงาน หนา ชน้ั เรยี น โดยครสู มุ จบั สลากเลอื กทลี ะกลมุ 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลงานหนา ชน้ั เรยี น จากน้ันรวมกันอภิปรายและสรุปผลเก่ียวกับ ความสาํ คัญของแสงท่มี ีตอ พืช นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิด 1 ถ่ัวเขียว เปน พชื ลม ลกุ มขี นาดเลก็ ลาํ ตน ตงั้ ตรงสงู ประมาณ 40 เซนตเิ มตร พชื ตองการแสงเพือ่ อะไร มขี นตามลาํ ตน กง่ิ และใบ สวนเมล็ดคอนขางกลม สีเขยี ว 1. เพือ่ ใหออกดอกเรว็ ข้นึี 2. เพอ่ื ฆาเชอ้ื โรคตามลาํ ตนพืช ถ่ัวเขียวนับเปนอาหารท่ีดีตอสุขภาพและสามารถนํามาทําอาหารไดหลาก 3. เพื่อชวยในกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสง หลาย นอกจากน้ียังมีคุณสมบัติเปนสมุนไพรที่ชวยรักษาโรคตางๆ ไดอีกดวย เชน สามารถนาํ เมล็ดถั่วเขียวมาตมกนิ เพื่อเปน ยาขับปสสาวะได ทาํ ใหถ่ัวเขยี ว (วิเคราะหคําตอบ พืชใชแสงเปนแหลงพลังงานในกระบวนการ ไดรบั สมญานามวา ธ‚ ัญพืชพิทกั ษโ ลก สังเคราะหดวยแสงหรือการสรางอาหารของพืช ดังนั้น ขอ 3. จึงเปนคําตอบที่ถกู ตอง) หองปฏิบัติการ à·¤¹Ô¤  ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑ ครคู วรเนน ยา้ํ ใหน กั เรยี นใสถ งุ มอื ระหวา งการสมั ผสั ดนิ หรอื ใชอ ปุ กรณต า งๆ ในการตกั ดนิ เชน ชอนปลกู เพื่อปอ งกนั เชื้อโรคทอี่ าจปะปนอยูใ นดิน T58

นาํ สอน สรปุ ประเมิน 3หนวยการเรยี นรูที่ ขนั้ สอน àÃÕ¹ÃÙªŒ ÇÕ Ôµ¾×ª ขยายความเขา้ ใจ 4. ช่วยกันเลือกต้นถั่วเขียวที่เพาะ 㺷èÕ 1 㺷èÕ 2 ไวล้ ว่ งหนา้ ซง่ึ มคี วามสงู เทา่ กนั นักเรียนแตละคนทํากิจกรรมหนูตอบไดจาก 2 ตน้ มาปลกู ลงในกระปอ งใบละ หนังสือเรียนหนาน้ี ลงในสมุดหรือในแบบฝกหัด 1 ตน้ วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ภาพที่ 3.3 ปลกู ตน้ ถ่วั เขยี ว (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล) 5. ตงั้ ตน้ ถว่ั เขยี วกระปอ งท่ี 1 ไวใ้ นบรเิ วณทมี่ แี สงสอ่ งถงึ แลว้ ตง้ั ตน้ ถว่ั เขยี ว กระปอ งท่ี 2 ไว้ในกล่องทบึ และปดิ ฝาเพื่อไมใ่ หแ้ สงเขา้ จากนั้นรดนา้� ขน้ั สรปุ ตน้ ถ่วั เขียวท้งั 2 กระปอ งในปริมาณเท่า ๆ กันทกุ วัน วันละ 2 คร้ัง โดย ปฏิบัติเชน่ น้เี ปน็ เวลา 10 วนั ตรวจสอบผล 6. เมอ่ื ครบ 10 วนั ใหส้ งั เกตลกั ษณะของตน้ ถวั่ เขยี วทงั้ 2 กระปอ ง แลว้ ครูสุมถามนักเรียนเปนรายบุคคลเกี่ยวกับ เปรียบเทียบกัน โดยวัดความสูงของล�าต้น สังเกตขนาดและสีของใบ ความสําคัญของแสงที่มีตอพืช เพื่อเปนการสรุป จากนั้นบนั ทึกผล ความรหู ลงั จากทไ่ี ดเ รียนมา 7. น�าเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน แล้วร่วมกันอภิปรายและสรุปผล ขนั้ ประเมนิ ภายในช้นั เรียน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลการทาํ กิจกรรมที่ 1 เรื่อง แสง มีความสําคัญกับพืชหรือไม ในสมุดหรือใน แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบได ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ˹ٵͺ䴌 แนวตอบ หนตู อบได้ 1. แสงเปน็ ปจจยั ในการเจริญเติบโตของพืชหรอื ไม่ อยา่ งไร 32..3.หนถวเ้ากันรานยีเา้ดรักนตภียเา่เนราพงียพคห่ือนิดแรแตวอืลล่า้อปะกบงรเถกปะันา้ ตาลทตรูทยี่ ึก้นปานขไลงขม้อเูก้อข้ขมตม้าาูล้นอดูลทไอแกม่ีสกสบั ้ขังงเเนเพเกพปาตือ่ ร็นดนไาเเดะเวลพ้ลอล็กงะื่อาไไในนวนร้ใากสนนลมบจุ่มุด้าะอนเื่นกแดิๆลจผะ้วลเนลอ�าือยเกส่าวงนไาอรงหไวน้ร้าิมชั้น ขอ 3. • รมิ หนา ตา ง เพราะตน ไมจ ะไดร บั แสงแดด (หมายเหตุ : คําถามขอ สุดทายของหนูตอบได เปน คําถามท่ีออกแบบใหผ ูเ รียนฝก ใชท กั ษะการคิดขั้นสูง 49 คือ การคดิ แบบใหเหตุผล และการคิดแบบโตแ ยง ซ่งึ ผูเ รยี นอาจเลอื กตอบอยางใดอยางหนึง่ ก็ได ใหค รู เม่ือเราเปดหนาตางเทาน้ัน เราจึงสามารถควบคุม พจิ ารณาจากเหตุผลสนบั สนนุ ) ปรมิ าณของแสงแดดได เมอ่ื เราไมต อ งการใหพ ชื ได รับแสงแดด เรากส็ ามารถปด หนา ตา งได • ประตูทางเขาออก เพราะตนไมจะไดรับ แสงแดดไดเต็มท่ี แมจ ะปดประตไู ว ทําใหต นไมไ ด รับแสงแดดอยางเพยี งพอ เฉลย ผลการทาํ กิจกรรมท่ี 1 (ตวั อยา ง) แนวทางการวัดและประเมินผล ตาราง บนั ทกึ ผลการทาํ กิจกรรม ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน การทดลอง ตน ถว่ั เขยี วกอนทดลอง ตนถั่วเขยี วหลังทดลอง 10 วนั รายบคุ คล การทํางานกลมุ และการนําเสนอผลการทํากจิ กรรมหนาชนั้ เรียนได โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลที่แนบทายแผนการจัดการเรียนรูของ ลกั ษณะ ความสงู (ซม.) ลกั ษณะ ความสูง (ซม.) หนวยการเรียนรทู ี่ 3 เรยี นรชู วี ิตพืช ดังภาพตวั อยาง กระปอ งที่ 1 ใบมขี นาดเลก็ 3 การ(สขงั ้ึนเกอตยูกขบัองผนลกั เรยี น) (ไดร บั แสงแดด) และใบมสี ีเขียว 3 กระปอ งท่ี 2 ใบมขี นาดเล็ก (ไมไ ดร บั แสงแดด) และใบมสี เี ขยี ว สรุปผล จากการทํากิจกรรม พบวา ตนถ่ัวเขียวในกระปองท่ี 1 ที่ไดรับแสงมี การเจริญเติบโตดี สวนตนถั่วเขียวในกระปองที่ 2 ท่ีไมไดรับแสงมีการเจริญเติบโต ชา กวา โดยมลี าํ ตน สงู แตผ อมซดี และใบมสี เี หลอื ง แสดงวา แสงมผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โต ของตน ถ่ัวเขียว T59

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ นาํ ก¨Ô กรรÁ·Õè 2 ¹éíÒÁÕ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÞÑ ¡Ñº¾ª× ËÃÍ× äÁ‹ ทักษะกระบวนการ กระตนุ้ ความสนใจ ¨Ø´»ÃÐʧ¤ ทางวิทยาศาสตรทใี่ ช ทดลองและระบวุ า่ พชื ตอ้ งการน�า้ เพือ่ การเจริญเตบิ โต 1. การวัด 1. ครูสนทนาทักทายกับนักเรียน จากน้ันครูแจง 2. การสงั เกต ชอ่ื เรอ่ื งและผลการเรยี นรทู จ่ี ะเรยี นในชว่ั โมงนี้ µÍŒ §àµÃÕÂÁµÍŒ §ãªŒ 3. การทดลอง ใหนักเรยี นทราบ 4. การตง้ั สมมติฐาน 5. การกา� หนดและควบคุมตัวแปร 2. ครูถามคําถามกระตุนความคิดวา ถาครูปลูก 6. การก�าหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ัติการ ตน พชื แลวไมไ ดร ดน้ํา 5 วนั นกั เรยี นคดิ วา 7. การตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ ตนพืชจะเปนอยางไร แลวใหนักเรียนชวยกัน ตอบคาํ ถามตามความเขาใจของนักเรียน 1. นา้� 1 ถงั 4. ดนิ 1 ถุง 2. ปายชือ่ (ใบที่ 1 และใบท่ี 2) 5. ไมบ้ รรทัด 1 อัน ขนั้ สอน 3. ตน้ ถ่วั เขียว 2 ตน้ (จากกจิ กรรมท่ี 1) 6. กระปองนม 2 ใบ สาํ รวจคน้ หา Åͧ·íÒ´Ù 1. ครูใชรปู แบบการเรียนรแู บบรว มมอื เทคนคิ LT 1. แบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 3-4 คน แล้วรว่ มกนั ตั้งสมมติฐานว่า น้�ามีผลตอ่ มาจดั กระบวนการเรยี นรู จากนนั้ ใหแ ตล ะกลมุ การเจรญิ เติบโตของพืชหรือไม่ จากนนั้ บันทึกผลลงในสมดุ ชวยกันทํากจิ กรรมที่ 2 เรอ่ื ง นา้ํ มีความสาํ คญั กบั พืชหรือไม 2. ทา� การทดลองเพอื่ ตรวจสอบผลการตง้ั สมมตฐิ าน โดยตดิ ปา ยใบที่ 1 และใบท่ี 2 ไวด้ า้ นนอกของกระปอ งนมอยา่ งละ 1 ใบ จากนั้นเตรยี มดนิ 2. แตล ะกลมุ รวมกันทาํ กจิ กรรมท่ี 2 เรอ่ื ง น้ํามี ปรมิ าณเท่า ๆ กัน ใส่ลงไปในกระปอ งนมท้งั 2 ใบ ความสําคัญกับพืชหรือไม จากหนังสือเรียน หนา 50-51 แลวบันทึกผลการทํากิจกรรมลง ´Ô¹ 㺷èÕ 2 ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 㺷Õè 1 (หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนักเรยี น โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายกลมุ ) 50 ภาพท่ี 3.4 ใส่ดินลงในกระปอ งนม อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั อภปิ รายและสรปุ ผล จากการทาํ กิจกรรมภายในกลุม 2. แตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอผลงาน หนา ชน้ั เรยี น โดยครสู มุ จบั สลากเลอื กทลี ะกลมุ 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลงานหนา ชน้ั เรยี น จากน้ันรวมกันอภิปรายและสรุปผลเก่ียวกับ ความสําคัญของนํ้าที่มีตอพืช เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ รปู แบบการเรียนรูแบบรว มมือ เทคนคิ L.T. หรอื Learning Together คอื ถานักเรียนตองการทราบวา ตนพืชที่ปลกู ไวมกี ารเจรญิ เตบิ โต กระบวนการสอนหนึ่งของรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือ โดยมีข้ันตอนการจัด หรอื ไม ในแตละวนั สงิ่ ทีค่ วรปฏิบัติ คือขอใด กิจกรรมการเรียนรู ดังน้ี 1. รดนํ้าตนพืชทุกวนั 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละเทาๆ กัน จากน้ันครูและนักเรียนทบทวน 2. ชัง่ นํ้าหนกั ตนพืชทกุ วัน เนอ้ื หาเดิมหรือความรพู ้ืนฐานที่เกยี่ วขอ ง 3. ใชไ มบรรทัดวดั ความสูงของตน พืชทุกวนั 2. ครแู จกแบบฝกหัด ใบงาน หรือโจทย ใหน ักเรียนทุกกลมุ กลมุ ละ 1 ชุด (วิเคราะหคําตอบ การใชไมบรรทัดวัดความสูงของตนพืชทุกวัน เหมอื นกัน จากนนั้ ใหน กั เรยี นแบงหนาท่ีในการทํางาน เปนการวัดความเจรญิ เตบิ โตของพชื วธิ หี น่งึ ดงั นั้น ขอ 3. จงึ เปน คําตอบทถ่ี กู ตอ ง) 3. นักเรียนทํากจิ กรรม แลวนําเสนอผลงาน จากนัน้ ใหครูประเมินผลงาน ของกลมุ โดยเนน กระบวนการทํางานกลุม T60

นาํ สอน สรุป ประเมนิ 3หนวยการเรียนรูท่ี ขนั้ สอน àÃÂÕ ¹ÃªŒÙ ÇÕ Ôµ¾ª× ขยายความเขา้ ใจ 3. ให้เลอื กตน้ ถว่ั เขยี ว (จากทเี่ พาะ 㺷èÕ 1 㺷èÕ 2 ในกิจกรรมท่ี 1) ที่มีความสูง นักเรียนแตละคนทํากิจกรรมหนูตอบไดจาก เทา่ กนั 2 ตน้ นา� มาปลกู ลงใน ภาพท่ี 3.5 ปลกู ต้นถัว่ เขียว หนงั สอื เรยี นหนา น้ี ลงในสมดุ หรอื ทาํ ในแบบฝก หดั กระปอ งนมใบละ 1 ตน้ จากนนั้ วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 ตั้งกระปองนมท้ัง 2 ใบ ไว้ใน บรเิ วณทม่ี แี สงสอ่ งถงึ เทา่ กนั ขน้ั สรปุ 4. รดน้�าตน้ ถั่วเขยี วในกระปองใบที่ 1 ทุกวนั วนั ละ 2 เวลา คอื ตอนเช้า ตรวจสอบผล และตอนเยน็ แตไ่ ม่รดน�า้ ตน้ ถั่วเขียวในกระปองใบที่ 2 1. ครูแจก㺷ใèÕ 1บงาน㺷Õè 2เร่ือง นํ้ามีความสําคัญกับพืช 5. สงั เกตการเจรญิ เติบโตและบันทึกผลทกุ ๆ 2 วัน เปน็ เวลา 10 วนั หรอื ไม แลวใหน กั เรียนนํากลับไปทํา เปนการ บา น จากนั้นนํามาสงในชว่ั โมงถัดไป 6. น�าเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน แล้วร่วมกันอภิปรายและสรุปผล ภายในชั้นเรยี น 2. ครสู มุ ถามนกั เรยี นเปน รายบคุ คลเกย่ี วกบั ความ สาํ คญั ของนา้ํ ทมี่ ตี อ พชื เพอ่ื เปน การสรปุ ความรู ·íÒ¡¨Ô ¡ÃÃÁÍÂÒ‹ ง»ÅÍ´ÀÂÑ หลงั จากท่ีไดเรียนมา ปากกระป‰องนมที่นíามาทíากิจกรรมอาจมีความคม นักเรียนควรระมัดระวังขณะ ขนั้ ประเมนิ ใส่ดิน เพราะอาจทาí ให้บาดมอื äด้ ตรวจสอบผล ˹ٵͺ䴌 1. นกั เรียนคิดวา่ ถ้าต้นไม้ขาดน้�าเป็นเวลานานจะเกิดผลอยา่ งไร 1. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมท่ี 2 เรอ่ื ง นํา้ 2.3.พพถวเ้าชืืชราคยีชทดรนน่ีภตูใเหดิ้อาพใน้พงื่อดกกัแแาเลเลรพระียกนบรนเ�้าาปันเะนลลทอ้ออื่ยี ึกะยกนไขรปข้อเล้อมชูกมูล่นรลู ทะกห่ีสตับังว้นเเ่าพกตงตื่อะพบนไชื ดอเทพ้ลงี่ตงเือ่ พ้อในนงชกสกรลมามุ่รุดนนอักน่ื้�าแเมๆรลาีย้วกนนจ�าเชะเสเน่ ลนืออตกหน้ ปนขล้า้าูกวชั้น มีความสําคัญกับพืชหรือไมในสมุดหรือใน แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 (คหือมกายารเหคตดิ ุแ: คบาํบถใหามเหขตอผุสลดุ ทแาลยะขกอางรหคนดิ ตูแอบบบไโดตแเปยงน คซําง่ึ ถผาูเ รมยี ทน่อี ออากจแเลบอืบกใหตผอบเู รอยี ยนา ฝงกใดใชอทยกัางษหะนก่ึงากรคไ็ ดดิ  ขให้ันคสรงู ู 51 พิจารณาจากเหตผุ ลสนบั สนุน) 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบไดใน สมดุ หรอื ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครตู รวจสอบผลการทาํ ใบงาน เรอ่ื ง นาํ้ มคี วาม สาํ คัญกับพืชหรอื ไม แนวตอบ หนูตอบได้ ขอ 2. • ตนขา ว เพราะตนขา วตอ งการนาํ้ มาก จงึ ไมค อ ยมปี ญ หารากเนา เมอื่ ไดร บั นา้ํ ในปรมิ าณมาก • ตนตะบองเพชร เพราะไมต องรดน้าํ บอย ทําใหป ระหยดั นา้ํ เนือ่ งจากใชน ํ้าในปรมิ าณนอ ย เฉลย ผลการทาํ กจิ กรรมที่ 2 (ตัวอยา ง) เกร็ดแนะครู ตาราง บันทึกผลการทาํ กิจกรรม ใบงาน เรื่อง น้ํามีความสําคัญกับพืชหรือไม ครูสามารถหยิบใชไดจาก วันทท่ี ําการทดลอง กระปองที่ 1 (ไดร บั นํา้ ) กระปองที่ 2 (ไมไ ดร ับนาํ้ ) แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 3 เรอ่ื ง นาํ้ กบั การดาํ รงชวี ติ ของพชื หนว ยการเรยี นรทู ี่ 3 วนั ทป่ี ลูก เรียนรชู ีวิตพืช ลาํ ตน และใบมีสเี ขียว ลาํ ตนและใบมสี เี ขียว แนวทางการวัดและประเมินผล วนั ที่ 2 (ข้นึ อยูกับผลการสงั เกตของนกั เรยี น) วนั ที่ 4 ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน วนั ท่ี 6 รายบุคคล การทาํ งานกลุม และการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาช้นั เรียนได วันท่ี 8 โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบทายแผนการจัดการเรียนรูของ วันที่ 10 หนว ยการเรียนรูท่ี 3 เรยี นรูช ีวิตพืช สรุปผล จากการทํากิจกรรม พบวา ตนถั่วเขียวในกระปองท่ี 1 ท่ีไดรับนํ้ามีการ เจรญิ เตบิ โตมากขน้ึ สว นตน ถวั่ เขยี วในกระปอ งที่ 2 ทไ่ี มไ ดร บั นา้ํ มลี กั ษณะเหย่ี วเฉา และ ไมมกี ารเจริญเตบิ โต แสดงวานาํ้ มีผลตอการเจริญเตบิ โตของตนถัว่ เขยี ว T61

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ จากการท�ากิจกรรมที่ 1 ท�าให้เราทราบว่า พืชต้องการ แสงในการด�ารงชีวิต เน่ืองจากแสงจะช่วยกระตุ้นให้พืชสร้าง กระตนุ้ ความสนใจ สารสีเขียวขึ้นมาได้ และสารสีเขียวน้ีพืชจะใช้ในการสร้างอาหาร เพ่ือน�ามาเลยี้ งสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ซึง่ ชว่ ยใหพ้ ืชเจริญเติบโตข้นึ 1. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียนกอนจะ เริ่มเรียนในวันน้ี โดยครูนําตนพืชที่มีลักษณะ จากการทา� กจิ กรรมที่ 2 ทา� ใหเ้ ราทราบวา่ พชื ตอ้ งการนา�้ ใน เหีย่ วเฉามาใหนักเรยี นสงั เกต การดา� รงชวี ติ ถา้ พืชไมไ่ ด้รับน�า้ เปน็ เวลานาน ๆ ต้นพชื จะค่อย ๆ เหย่ี วเฉาและตายในทส่ี ดุ 2. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ ความคดิ ของนกั เรยี นวา นักเรียนจะทําอยางไร เพื่อไมใหตนพืชมี ลกั ษณะเหมอื นตนพืชทค่ี รูนาํ มาใหส ังเกต (แนวตอบ รดน้ําอยางเหมาะสม และตั้งตนพชื ใหอ ยูในบรเิ วณท่มี แี สงแดดสองถงึ ) 3. ครถู ามคาํ ถามทา ทายการคดิ ขนั้ สงู จากหนงั สอื เรียนหนาน้ี แลวใหนักเรียนชวยกันนําความรู ท่ีไดจากการทํากิจกรรมมาตอบคําถามวา ตูมตามปลูกตะบองเพชรในหองที่มีแสงจาก หลอดไฟ จากขอมูลดังกลาว นักเรียนคิดวา ตะบองเพชรจะสามารถเจริญเติบโตไดหรือไม อยา งไร (แนวตอบ ตะบองเพชรสามารถเจริญเติบโตได เพราะแสงจากหลอดไฟทม่ี คี วามเขม ของแสงท่ี เหมาะสมสามารถทดแทนแสงแดดได จงึ ทาํ ให ตน กระบองเพชรเจรญิ เติบโต) ¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ·Ò¡ÒäԴ¢é¹Ñ ÊÙ§ ตูมตามปลูกตะบองเพชรในห้องท่ีมีแสงจากหลอดไฟ จากข้อมูลดังกล่าว นกั เรยี นคดิ วา่ ตะบองเพชรจะเจรญิ เตบิ โตไดห้ รอื ไม่ เพราะอะไร 52 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา สําหรับพืชบางชนิด เชน กาฝาก ปจจยั ทที่ าํ ใหพชื เจริญเตบิ โตไดด ที ่ีสดุ คือขอ ใด จะยึดเกาะอยูกับตนไมชนิดอื่นเพื่อดูดสารอาหารและน้ําจากตนไมท่ีเกาะอยู 1. แสง น้าํ ธาตุอาหาร และอากาศ จงึ ทาํ ใหก าฝากสามารถเจรญิ เตบิ โตไดโ ดยไมต อ งการแสงเพอื่ ใชใ นกระบวนการ 2. แสง และนํา้ สังเคราะหดวยแสงของพชื หรือการสรางอาหารของพืช 3. ปุย (วิเคราะหคําตอบ พืชจะเจริญเติบโตไดดีเม่ือไดรับแสง นํ้า ธาตอุ าหาร และอากาศ อยา งเพยี งพอและเหมาะสม ดงั นนั้ ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบทถ่ี กู ตอ ง) T62

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนวยการเรียนรูท ี่ ขน้ั สอน àÃÂÕ ¹ÃªÙŒ ÇÕ Ôµ¾×ª สาํ รวจคน้ หา โดยสรุปจากกจิ กรรมท่ี 1 และ 2 ท�าใหท้ ราบว่า แสงและน�า้ เป็นปจจัยส่วนหน่ึงในการด�ารงชีวิตของพืช ถ้าพืชได้รับปจจัย 1. นักเรียนชวยกันศึกษาขอมูลจากหนังสือเรียน เหล่านไ้ี ม่เพยี งพอ พืชจะไม่เจรญิ เติบโตหรอื เฉาตายได้ หนา 52-53 จากน้นั ครถู ามคําถามนกั เรียนวา นกั เรยี นทราบหรอื ไมว า นอกจากแสงและนา้ํ ที่ ปจ จยั ท่ีจ�าเป็นตอ่ การด�ารงชีวิตของพืชมี 4 ประการ ได้แก่ เปนปจจัยในการดํารงชีวิตของพืชแลว ยังมี แสง น้�า อากาศ และธาตอุ าหาร ดังภาพ ปจจัยใดที่มีความสําคัญตอการดํารงชีวิตของ พชื อกี หรอื ไม อะไรบา ง แลว ใหน กั เรยี นชว ยกนั แสง ตอบคําถามตามความเขา ใจของนักเรียน อากาศ นํ้า ธาตอุ าหาร 53 ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู อานขอมลู แลวตอบคําถาม ครูอาจจัดการเรียนรูเพ่ือใหนักเรียนชวยกันศึกษาขอมูลจากหนังสือเรียน เกตุ กาล ก๊ิฟ ปลูกตน มะลิพรอ มกัน รดน้าํ ทกุ วนั เหมอื นกัน หนา 52 - 53 โดยใชร ปู แบบการเรยี นรแู บบรว มมอื เทคนคิ คคู ดิ Think-Pair-Share แตว างไวใ นสถานทแี่ ตกตา งกัน ดงั นี้ คอื กระบวนการสอนหนง่ึ ของรปู แบบการเรยี นรูแบบรว มมือ โดยมีข้ันตอนการ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู ดงั น้ี • เกตุวางในหองนาํ้ • กาลวางบนดาดฟา 1. ครผู ูส อนตง้ั คําถามหรอื กาํ หนดปญ หาใหแ กผ เู รยี น • กฟ๊ิ วางขางร้ัวหนาบาน 2. ผเู รยี นหาคาํ ตอบดว ยตนเองกอ น แลว จบั คกู บั เพอื่ น เพอ่ื อภปิ รายคาํ ตอบ 3. ออกมานาํ เสนอคาํ ตอบที่ไดจ ากการอภปิ รายใหเ พือ่ นกลุมอน่ื ฟง นักเรียนคิดวา เม่ือเวลาผานไปซักระยะตนมะลิของใครอาจ ตายได T63 1. เกตุ 2. กาล 3. กฟ๊ิ (วเิ คราะหค าํ ตอบ การปลกู ตน มะลไิ วใ นหอ งนา้ํ อาจทาํ ใหพ ชื ตาย ได เพราะพชื อาจจะไมไ ดร บั แสงแดด จงึ ทาํ ใหพ ชื ไมส ามารถสรา ง อาหารได ดังนัน้ ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบทีถ่ ูกตอง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 1. แสง พืชต้องการแสงในการด�ารงชีวิต เน่ืองจากพืชเป็น สิ่งมีชีวิตท่ีสามารถสร้างอาหารเองได้ เพราะพืชมีคลอโรฟิลล์ซ่ึงจะเป็น สาํ รวจคน้ หา ตัวดูดกลืนแสง แล้วน�าแสงมาใช้เป็นพลังงานในกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงหรอื การสรา้ งอาหารของพชื จึงท�าใหพ้ ชื เจริญเติบโต 2. ครูแบง กลมุ ใหนกั เรียน กลุม ละ 4-5 คน โดย ใหนกั เรยี นจับสลากท่คี รเู ตรียมไวค นละ 1 ใบ ซ่ึงมีช่ือพืชเขียนไว เชน ตนกุหลาบ ตนมะลิ ตนชบา ตน ทานตะวนั จากน้นั ครูใหนกั เรยี น แตละคนดูสลากที่ตนเองจับไดวาไดตนพืชที่ ชือ่ วา อะไร แลวใหน กั เรยี นทีจ่ บั ไดตนพชื ชนดิ เดียวกันอยูกลมุ ดวยกัน 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั ศกึ ษาเกย่ี วกบั ปจ จยั ที่จาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื จากหนงั สอื เรยี น หนา 54-57 4. นักเรียนแตละกลุมศึกษาขอมูลจากสื่อดิจิทัล เพ่ิมเติมในหนังสือเรียนหนานี้ โดยใหใช โทรศพั ทม อื ถอื สแกน QR Code เรอ่ื ง ปจ จยั ที่ จาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื จากนน้ั รว มกนั สรปุ ความรูทีไ่ ดจากการศึกษาภายในกลมุ (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม) ภาพที่ 3.6 ตวั อยา่ งพชื ที่ไดร้ ับแสงในบริเวณตา่ ง ๆ เกรด็ วทิ ยน์ า่ รู้ คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เป็นสารสีเขียวที่พบมากบริเวณใบพืช ซึ่งเป็นสารที่ ชว่ ยดดู กลนื พลงั งานแสงจากดวงอาทติ ยเ์ ขา้ มา เพอื่ ใชเ้ ปน็ แหลง่ พลงั งานในกระบวนการ สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงหรอื การสรา้ งอาหารของพชื 54 ปจั จยั ทีจ่ ำ� เปน็ ตอ่ กำรดำ� รงชวี ติ ของพชื ส่ือ Digital กิจกรรม 21st Century Skills ครูใหนักเรยี นเรยี นรเู กย่ี วกับ เรื่อง ปจจยั ท่ีจาํ เปนตอการดาํ รงชวี ิตของพชื 1. ใหน กั เรียนแบง กลุม กลุมละ 3 - 4 คน เพม่ิ เตมิ จากสอ่ื ดจิ ทิ ลั โดยใหส แกน QR Code เรอ่ื ง ปจ จยั ทจี่ าํ เปน ตอ การดาํ รง 2. ชว ยกนั สบื คน ขอ มลู เกย่ี วกบั พชื ทส่ี ามารถเจรญิ เตบิ โตในทะเลทราย ชีวิตของพชื จากหนงั สอื เรียนหนาน้ี ซง่ึ จะปรากฏคลปิ วิดีโอ ดังภาพตัวอยาง ไดม ากลมุ ละ 1- 2 ชนดิ 3. นําขอมูลที่สืบคนไดจัดทําเปนสื่อการเรียนรูในรูปแบบตางๆ ท่ี หลากหลาย เชน ใบความรู พรอ มอธบิ ายวา พชื ชนดิ นนั้ สามารถ เจริญเติบโตในทะเลทรายทมี่ คี วามแหง แลง มากไดอ ยา งไร แลว ตกแตง ใหสวยงาม 4. นําเสนอผลงานดวยวิธีการสื่อสารที่หลากหลาย เพ่ือใหผูอ่ืน เขา ใจผลงานไดง า ยขนึ้ T64

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนวยการเรียนรทู ี่ ขนั้ สอน àÃÂÕ ¹ÃŒÙªÕÇÔµ¾ª× สาํ รวจคน้ หา 2. ¹íéÒ พืชต้องการน�้าในการด�ารงชีวิต เพื่อช่วยละลายธาตุอาหาร ในดิน ท�าให้รากดูดและล�าเลียงธาตุอาหารเหล่าน้ันไปยังส่วนต่าง ๆ ของ 5. ครูใหนักเรียนเลนเกมการแขงขันจับคูบัตรคํา พืชได้ นอกจากน้ี พืชยังต้องการน�้าเพ่ือใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วย และบตั รขอความ โดยครแู จกบตั รคําและบัตร แสงหรอื การสรา้ งอาหารของพชื อีกดว้ ย ขอความใหแตละกลมุ 6. ครูอธิบายวิธีการเลมเกมแขงขันการจับคู บัตรคําและบัตรขอความเก่ียวกับปจจัยท่ี จําเปนตอการดํารงชีวิตของพืชใหนักเรียน เขาใจวา ใหนักเรียนจับคูบัตรคําและบัตร ขอความทม่ี คี วามสมั พันธก ันในเวลาทก่ี าํ หนด และเมื่อหมดเวลาครูจะเปนผูตรวจสอบความ ถูกตอง เมื่อนักเรียนจับคูบัตรคําและบัตร ขอความไดถูกตอง 1 คู จะได 2 คะแนน กลุมท่ีทําคะแนนไดมากทีส่ ุดเปน กลมุ ทช่ี นะ 7. เม่ือนักเรียนรวมกันเลนเกมเสร็จแลว จากนั้น ใหนักเรียนรวมกันสรุปวา ไดประโยชนอะไร จากการเลนเกมบาง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม) ภาพที่ 3.7 ตวั อยา่ งพชื ท่ีไดร้ ับนา�้ ในบริเวณตา่ ง ๆ เกรด็ วทิ ยน์ า่ รู้ เราäมค่ วรรดนาéí พชื ในชว่ งกลางวนั ทม่ี แี ดดจดั เพราะจะทาí ใหพ้ ชื เหย่ี วเ©า ซงึ่ เราควร รดนéíาพืชวันละ 2 ครัéง คือ ในช่วงเช้าควรรดนíéาในเวลาท่ีมีแดดอ่อน æ ประมาณ 6.00-8.00 น. และชว่ งเยนç ควรรดนาéí กอ่ นพระอาทติ ยต์ ก ประมาณ 16.00-18.00 น. 55 ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู ตน คะนา ทแี่ ปลงผกั สวนครวั มอี าการเหยี่ วเฉา แตย งั คงมสี เี ขยี ว • บัตรคําและบัตรขอความเก่ียวกับปจจัยท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืช นกั เรียนคิดวา ปจจัยทีพ่ ชื ขาดไปคอื อะไร ครสู ามารถหยบิ ใชไ ดจ ากแผนการจดั การเรยี นรทู ่ี 4 ปจ จยั ทจ่ี าํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื หนวยการเรียนรทู ่ี 3 เรียนรูชวี ติ พืช (แนวตอบ ตนคะนาขาดนํ้า เพราะรากดูดน้ําไดนอยกวาการ สญู เสยี นาํ้ ทค่ี ายออกทางปากใบ ทาํ ใหต น คะนา มอี าการเหย่ี วเฉา) • ครูอาจอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับโรคท่ีอาจเกิดกับพืช เม่ือพืชไดรับน้ําใน ปรมิ าณที่ไมเหมาะสม เชน โรคเห่ยี ว เม่อื พืชแสดงอาการเห่ยี ว โดยใบของพืชเปล่ยี นเปนสีเหลืองและ มลี กั ษณะลูลง อาจเกิดจากพชื ไดรับแสงมากเกินไปหรือไดรบั นา้ํ นอ ยเกินไป โรครากเนา เมื่อพืชไดรับนํ้าในปริมาณที่มากเกินไปรากของพืชจะเนา ซึ่ง ตนพืชที่รากเนา รากจะมีลักษณะเปนสีดําและไมแข็งแรง ใบจะเปล่ียนเปน สีเหลอื งและเห่ยี วเฉา T65

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน 3. ÍÒ¡ÒÈ พืชต้องการอากาศในการด�ารงชีวิต โดยพืชต้องการ แกสออกซิเจนส�าหรับหายใจ และพืชยังต้องการแกสคาร์บอนไดออกไซด์ สาํ รวจคน้ หา สา� หรับใช้ในการสร้างอาหารของพชื 8. ครูแจกกระดาษใหกลุมละ 1 แผน จากนั้น ในตอนกลางวนั หากเราอยใู่ ตต้ น้ พืชเราจะหายใจไดส้ ะดวกและรู้สึก ใหชวยกันนําความรูที่ไดจากการศึกษาขอมูล สดชื่น เพราะพืชจะสร้างอาหารและคายแกสออกซิเจนออกมา ส่วนตอน จากหนังสือเรียน หนา 54-57 และจากการ กลางคืนพืชจะหายใจโดยดึงแกสออกซิเจนเข้าไปตามปกติ เราจึงไม่ควร เลน เกมมาระดมความคิดวา นอกจากน้ําและ น�าต้นพืชไปไว้ในห้องนอน เพราะพืชจะแย่งแกสออกซิเจนที่เราใช้ แสงแลว พืชยังตองการปจจัยใดบางเพ่ือใช ในการหายใจ ในการดํารงชีวิต แลวนําขอมูลมาเขียนปจจัย ท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืชในรูปแบบ แผนผงั แผนภาพ หรอื อน่ื ๆ ลงในกระดาษที่ ครูแจก พรอมตกแตง ใหส วยงาม แกส คารบอนไดออกไซด1 แกสออกซเิ จน2 ภาพที่ 3.8 พืชตอ้ งการอากาศในการดา� รงชีวติ 56 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ 1 แกสคารบอนไดออกไซด (carbon dioxide : CO2) เปน ของเสียทอี่ อก ขอใดกลาวไมถูกตอง มากับลมหายใจของมนุษยและสัตวตางๆ ซึ่งแกสชนิดน้ีเปนแกสเรือนกระจกท่ี 1. ปลกู ตน ไมไวหนาบานเพ่อื ใหร ม เงา กักเก็บความรอนไมใหทะลุออกจากชั้นบรรยากาศได ทําใหอุณหภูมิพื้นผิวโลก 2. ปลกู ตน ไมไวใ นหอ งนอนเพอื่ ใหอากาศสดช่ืน สูงขึ้น ซ่งึ เปน สาเหตหุ นงึ่ ของภาวะโลกรอน 3. ปลกู ตนไมตน เล็กๆ ไวทโี่ ตะทาํ งานเพ่อื ใหอากาศสดชน่ื 2 แกสออกซิเจน (oxygen : O2) ทเี่ กิดจากกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง หรือการสรางอาหารของพืชจะถูกปลอยออกสูบรรยากาศ มนุษยและสัตวใช (วิเคราะหคําตอบ ในเวลากลางคืน พืชมีการหายใจตามปกติ แกสออกซิเจนเหลาน้ีในการหายใจเพ่ือใชเผาผลาญสารอาหารตางๆ ใหเปน เหมอื นมนษุ ยเ รา หากปลกู ไวใ นหอ งนอน พชื จะแยง แกส ออกซเิ จน พลังงานและทําใหเซลลของรางกายสามารถทํางานได ดังนั้น แกสออกซิเจน กบั เรา ดังนนั้ ขอ 2. จงึ เปนคาํ ตอบทถี่ ูกตอง) จึงมคี วามสําคญั ตอ การดํารงชวี ิตของมนุษยและสตั วเ ปน อยางมาก T66

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนว ยการเรียนรูท ่ี ขนั้ สอน àÃÕ¹ÃÙŒªÕÇµÔ ¾×ª อธบิ ายความรู้ เช่น 4ไ.น¸โตÒµรเØÍจÒนË1 Ò(NÃ) พฟืชอตส้อฟงอกราัสร2ธ(าPต)ุอาโหพาแรทชสนเิดซตีย่ามง3 ๆ ที่มีอยู่ในดิน (K) เพ่ือน�ามา 1. ครูสุมเลือกวันเกิดของนักเรียน เพื่อเลือก ใช้ในการเจริญเติบโต และท�าให้พืชมีความแข็งแรง โดยรากของพืช ตวั แทนกลมุ นกั เรยี นใหอ อกมานาํ เสนอแผนผงั จะดดู ซมึ ธาตอุ าหารเหลา่ นไี้ ปเลย้ี งส่วนต่าง ๆ ของพชื แผนภาพ หรอื อน่ื ๆ ทไี่ ดจ ากการระดมความคดิ เรือ่ ง ปจ จยั ที่จําเปน ตอการดํารงชีวิตของพืช เกรด็ วทิ ยน์ า่ รู้ 2. นกั เรียนรว มกนั สรุปเกย่ี วกับปจ จยั ที่จําเปน ตอ ¸าตØอาหารที่จíาเป็นสíาหรับพืชนéัน การดํารงชีวิตของพืชจนไดขอสรุปวา พืช มอี ยู่ในดนิ และยงั มอี ยใู่ นปย‰Ø ชนดิ ตา่ ง æ ตองการแสง นาํ้ อากาศ และธาตุอาหาร เพอื่ อีกด้วย ซึ่งเราสามาร¶นíามาใส่ลงäป ใชใ นการดํารงชวี ิต ในดิน เพ่ือเพิ่ม¸าตØอาหารให้แก่พืชäด้ (หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใช เช่น ปØย‰ คอก ป‰ยØ เคมี ป‰ยØ พชื สด ปØย‰ หมกั แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) ปุย คอก ภาพท่ี 3.9 ธาตุอาหารที่เป็นอาหารของพืชเกิดจากซากพืชซากสัตว์ท่ีเน่าเปอยอยู่ ในดิน ถา้ มีอย่มู ากจะท�าให้ดินมสี ดี �า 57 กจิ กรรม ทา ทาย นักเรียนควรรู ใหน กั เรยี นแตล ะคนสบื คน ขอ มลู เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การปลกู พชื ความสําคัญของธาตุอาหารหลัก มีดงั น้ี ไรดิน (hydroponics) จากนั้นนํามาจัดทําเปนรายงาน แลวออก 1 ไนโตรเจน (nitrogen) พืชท่ีไดรับธาตุไนโตรเจนอยางเพียงพอ ใบจะมี มานําเสนอหนา ชน้ั เรียน สเี ขียวสด แข็งแรง โตเร็ว และออกดอกออกผลที่สมบูรณ 2 ฟอสฟอรัส (phosphorus) พืชท่ีไดรับธาตุฟอสฟอรัสอยางเพียงพอ จะมี ระบบรากท่ีแข็งแรงและแพรกระจายอยูในดินอยางกวางขวาง ทําใหรากพืช สามารถดูดนาํ้ และแรธ าตตุ า งๆ ไดด ี ซึ่งชวยใหออกดอกออกผลเร็ว 3 โพแทสเซียม (potassium) เปนธาตุอาหารท่ีมีความสําคัญในการสราง อาหารพวกแปงและน้ําตาล แลวเก็บไวที่หัวหรือลําตนของพืช ดังนั้น พืช บางชนดิ เชน ออย มัน จงึ ตอ งการธาตโุ พแทสเซียมสงู มาก T67

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน 1¡¨ิ ¡รรÁ ¾²Ñ นา¡ารàรยÕ นรู้ทèÕ ขยายความเขา้ ใจ ใ1ห) แ สบืบง คก้นลขุม้อมกลูลมุเกล่ียะว3ก-บั 4ปคุย นชนจิดาตก่านง้ันๆชวไดยแ้กกัน่ปปฏุยบิ คตั อกิ ก1จิ กปรยุ รหมมดกั 2ังแนล้ี ะปุยเคมี 3 2) ให้ร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั ลกั ษณะของปุย และการใช้ประโยชน์ 1. นักเรียนจากกลุมเดิมรวมกันทํากิจกรรม พฒั นาการเรยี นรูท่ี 1 จากหนงั สอื เรยี นหนาน้ี จากปยุ ชนดิ ตา่ ง ๆ เปน การบา น โดยใหท าํ ลงในสมดุ แลว นาํ มาสง 3) ช่วยกันเลือกปุยท่ีจะใช้ใส่ในต้นไม้ แล้วน�าข้อมูลมาเขียนเป็นแผนภาพลง ในชวั่ โมงถดั ไป ในกระดาษแข็ง เพื่ออธิบายแนวคิดในการเลือกปุยชนิดน้ัน พร้อมตกแต่ง 2. ครูถามคําถามทาทายการคิดขั้นสูง จาก ใหส้ วยงาม หนังสือเรียนหนาน้ี แลวใหนักเรียนชวยกัน 4) น�าเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรยี น เพอื่ ส่อื สารส่งิ ที่ได้เรยี นรู้ให้เพ่อื นฟง นําความรูที่ได จากการทํากิจกรรมมาตอบ คําถามวา นักเรียนคิดวา มนุษยเราตองการ ¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ·Ò¡Òä´Ô ¢¹éÑ ÊÙ§ แกสคารบอนไดออกไซดเหมือนพืชหรือไม เพราะอะไร นักเรียนคิดว่า คนเราต้องการแกสคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนพืชหรือไม่ (แนวตอบ มนุษยไมตองการแกสคารบอนได- เพราะอะไร ออกไซด เพราะหากมนุษยไดรับแกสคาร- กิจกรรม สÃ»Ø ¤ÇÒÁûŒÙ ÃШÒí º··èÕ 1 บอนไดออกไซดในปริมาณมากจะทําใหหัวใจ เตนเร็ว หรอื หมดสติได) µÃǨÊͺµ¹àͧ 3. ครูสนทนากับนักเรียนเพ่ือทบทวนความรู หลังเรยี นจบบทนี้แลว ใหนักเรียนบอกสัญลกั ษณทตี่ รงกับระดบั ความสามารถของตนเอง ความเขาใจเกี่ยวกับเน้ือหาท่ีไดเรียนผานมา จากหนวยการเรยี นรูท่ี 3 บทที่ 1 จากน้ันให รายการ เกณฑ ควรปรบั ปรงุ เขียนสรุปความรูเก่ียวกับเร่ืองท่ีไดเรียนมา จากบทที่ 1 ในรูปแบบตา งๆ เชน แผนภาพ ดี พอใช แผนผงั เขียนบรรยาย ลงในสมุด (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนกั เรยี น โดยใช 1. เขา้ ใจเน้อื หาเกีย่ วกับเรือ่ งการดา� รงชวี ติ ของพืช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล) 2. สามารถท�ากจิ กรรมและอธบิ ายผลการท�ากิจกรรมได้ 3. สามารถตอบคา� ถามจากกจิ กรรมหนตู อบได้ 4. ทา� งานกลุม่ รว่ มกบั เพื่อนไดด้ ี 5. น�าความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ในชีวติ ประจา� วันได้ 58 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคิด 1 ปยุ คอก คือ ปยุ อนิ ทรยี ช นดิ หนง่ึ ไดมาจากมลู ของสตั วต า งๆ เชน หมู ววั ไมใ สปุย ใสปุย ไสเ ดือน 2 ปยุ หมกั คอื ปยุ อนิ ทรยี ช นดิ หนงึ่ ไดม าจากการนาํ เศษอนิ ทรยี วสั ดุ เชน พชื จากภาพ เปนการศึกษาเกี่ยวกบั เรอื่ งใด เศษอาหาร มูลสตั ว มาหมกั รวมกนั จนเนา เปอ ย 1. นํา้ เปน ปจ จยั ในการดาํ รงชวี ิตของพชื 3 ปุยเคมี คือ ปุยท่ีไดมาจากการสังเคราะหโดยกระบวนการทางเคมี เชน 2. แสงเปนปจจยั ในการดาํ รงชวี ติ ของพชื ปยุ ยูเรยี 3. ธาตอุ าหารเปนปจ จยั ในการดาํ รงชีวิตของพืช (วิเคราะหคําตอบ จากภาพ เปนภาพตนไมที่ไมใสปุยและใสปุย T68 ซง่ึ ใชศ กึ ษาเกยี่ วกบั ธาตอุ าหารทเ่ี ปน ปจ จยั ในการดาํ รงชวี ติ ของพชื ดงั น้นั ขอ 3. จงึ เปนคําตอบทถ่ี กู ตอ ง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ÊรØ» ÊารÐÊíา¤ÑÞ 1»ÃШÒí º··Õè ขน้ั สอน ¡ÒȪ㪌¹éíÒÃઌһ‹Çงš¹ÂÍ»ÒŪËÂíÒ˜¨‹ÇàÑงÒ¨ÅÂสÃÑÂÕÂÅ¢‹ÇËง͹и¹งŵҾÖèงҋҵתงÂØÍ¸æÒÒË¢µÒÍØÍÃงäÒ¾»ËתÒÃã¹´Ô¹ ྻתš¹ã»ªŒá˜¨¡¨ÑÂÊ㤹ҡÃҏºÃÍส¹ÃäŒÒ´งÍÍÍÒ¡Ëäҫô ขยายความเขา้ ใจ ¹é í Ò ¾×ªãªŒแ¡สÍÍ¡«ÔਹสíÒË ã¹¡ÒÃส¾× 4. ครูใหนักเรียนรวมกันศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสําคัญประจําหนวยการเรียนรูท่ี 3 ÍÒ บทท่ี 1 ในหนงั สือเรยี นหนา นี้ 5. ครูสุมเรียกนักเรียนทีละคนเพ่ือใหระบุปจจัย ท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืช โดยครูคอย อธบิ ายเพิ่มเตมิ ในสวนที่บกพรอง ÃѺËÒÂ㨠ҵØÍÒËÒÃÁ°. Ç 1.2 ».2/1-».2/2 ä¹â¡»Òè˜ ´¨íÒÑÂ÷§Õ¨èªÇÕíÒàµÔ »¢¹š ͵§¾‹Íת ¸ ¾ª× 㪌¾ÅÑงงÒ¹แสง໚ ¹»˜¨¨ÑÂ㹡ÒÃสÃŒÒงÍÒËÒà แสง Ð⪹ â¾แ¿·Íสส¿à«ÍÕÂõÁÑสÃਹ µÇÑ ÍÂÒ‹ ง ·Òí ãËŒ¾×ªà¨ÃÔÞàµÔºâµแÅÐแ¢çงแÃง »Ã 59 ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู อานขอ มูล แลว ตอบคาํ ถาม เมอื่ เรยี นจบบทนแี้ ลว ครอู าจใหน กั เรยี นตง้ั คาํ ถามทอี่ ยากรเู พม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั เรอื่ ง การดาํ รงชีวิตของพืช คนละ 1 คําถาม จากนัน้ ครูสุม เรียกใหน กั เรียนบอก 1) ใชใ นกระบวนการสังเคราะหด วยแสง คําถามของตนเอง แลวใหเ พอื่ นคนอื่นๆ ในชน้ั เรียนชวยกนั แสดงความคิดเห็น 2) ใชละลายธาตุอาหารในดิน วา จะใชวิธีการทางวิทยาศาสตรตอบคําถามน้ีไดอยางไร โดยครูทําหนาท่ีเปน 3) ใชใ นการหายใจ ผชู ้แี นะและสงั เกตการทํากจิ กรรมของนกั เรียนอยางใกลช ดิ จากขอมลู ท่กี ําหนด ขอใดคอื ความสําคญั ของแสงท่ีมีตอพชื การตั้งคําถามจากการสังเกตหรือจากประเด็นท่ีตนเองสงสัย (ระบุปญหา) 1. 1) เปนขั้นตอนแรกของวิธีการทางวิทยาศาสตร ซึ่งครูควรใหนักเรียนไดฝกฝน 2. 1), 2) เพราะเปนคุณสมบัติสาํ คญั อยา งหนึ่งของนกั วทิ ยาศาสตร 3. 1), 2), 3) (วิเคราะหคําตอบ พืชใชแสงเปนแหลงพลังงานในกระบวนการ T69 สงั เคราะหด ว ยแสงหรอื การสรางอาหารของพืช ดงั นน้ั ขอ 1. จงึ เปนคําตอบที่ถกู ตอง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สรปุ กิจกรรมฝกทักษะ ตรวจสอบผล º··èÕ 1 1. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทที่ 1 จาก 1. ดูภาพ แลวตอบคําถาม หนังสือเรียนหนา น้ี ขอ 1 ลงในสมุดหรอื ทําใน แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 หากพืชขาดหมายเลข 1 1 2 จะสง่ ผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โต ของพชื หรอื ไม่ อย่างไร นกั เรยี นคดิ วา่ หมายเลข 2 คืออะไร และมีประโยชน์ ตอ่ พชื อยา่ งไร แนวตอบ กจิ กรรมฝกทักษะ หากพชื ไดร้ บั หมายเลข 3 3 4 ขอ 1. มากเกินไป จะส่งผลเสีย 1) สงผล เพราะพืชจะไมมีแหลงพลังงานเพ่ือ ต่อพืชหรือไม่ อย่างไร ใชในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ทําใหไมมี นกั เรยี นคดิ วา่ หมายเลข 4 อาหารไปเลี้ยงสวนตางๆ ของพืช หากพืชขาดน้ํา เปนเวลานานๆ จะทาํ ใหพืชตายได คืออะไร จงยกตัวอย่างมา 3 ตวั อยา่ ง 2) คือ อากาศ พืชใชแ กสคารบ อนไดออกไซด ในกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสง และพืชใชแกส 60 ออกซิเจนในการหายใจ 3) สง ผลเสีย คอื อาจทําใหร ากพืชเนา ได 4) คือ ธาตอุ าหาร เชน ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด เม่ือนักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะเสร็จแลว ครูอาจจัดกิจกรรมการเรียนรู สง่ิ ใดทพี่ ืชใชเ ปนอาหารในการดาํ รงชีวิต โดยสมุ นกั เรยี นตามเลขที่ 4-5 คน แลวใหอ อกมาเฉลยคาํ ตอบหนา ช้นั เรยี นทลี ะ 1. วติ ามนิ ออกซเิ จน คารโบไฮเดรต คน จากน้ันใหเ พอ่ื นคนอ่ืนๆ ในชั้นเรยี นรว มกันอภปิ รายจนไดคาํ ตอบท่ีถูกตอ ง 2. ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โดยมีครคู อยตรวจสอบความถกู ตอ ง 3. โปรตนี เกลือแร คารบอนไดออกไซด (วิเคราะหคําตอบ อาหารของพืชมี 2 ประเภท ไดแก 1. แรธาตุในดิน เชน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม 2. อาหารท่ีพืชสรางข้ึนจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง คือ นาํ้ ตาล ดงั นนั้ ขอ 2. จงึ เปน คาํ ตอบทถี่ กู ตอ ง) T70

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2. ดภู าพ แลวตอบคําถาม 3หนวยการเรยี นรูท ่ี ขน้ั สรปุ àÃÕ¹ÃÙŒªÇÕ Ôµ¾×ª ตรวจสอบผล 1) นกั เรยี นคดิ วา่ จากภาพอาจเกดิ ขนึ้ จาก สาเหตใุ ด 2. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 1 จาก หนงั สอื เรียนหนาน้ี ขอ 2-3 ลงในสมุดหรือทาํ 2) หากนักเรียนไม่ต้องการให้ต้นมะเขือ ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 เหยี่ วเฉา นักเรียนควรปฏิบตั ิอยา่ งไร 3) “หากต้นมะเขือได้รับแสงมากเกินไป จะท�าให้ต้นมะเขือเห่ียวเฉา” ข้อความ ดงั กลา่ วถกู ตอ้ งหรอื ไม่ อยา่ งไร 3. หากปลกู พืชตนท่ี 1 และตน ท่ี 2 โดยใชเวลาเทา กนั และใหปจ จยั ตา งกนั (ดงั ภาพ) พชื ตนใดจะเจริญเติบโตไดดกี วา กัน เพราะอะไร พชื ตนท่ี 1 ไดร้ บั แสงแดด พืชตนที่ 2 ไดร้ บั แสงแดด แนวตอบ กจิ กรรมฝก ทักษะ ไดร้ บั อากาศ ไดร้ บั อากาศ ขอ 2. ไดร บั นํา้ ไดรบั ธาตุอาหาร ไดร บั ธาตอุ าหาร 1) ตน มะเขอื ขาดน้าํ เปนเวลานาน 2) รดนา้ํ ตน มะเขอื ทกุ วนั และรดนา้ํ ใหเ หมาะสม 61 3) ถูกตอง เนื่องจากเม่ือตนมะเขือไดรับแสง ในปริมาณมาก ปากใบของตนมะเขือจะเปดกวาง ตนมะเขือจึงมีการคายน้ํามาก ทําใหตนมะเขือมี ลกั ษณะเห่ียวเฉาได ขอ 3. พืชตนท่ี 1 จะเจริญเติบโตไดดีกวาพืชตน ที่ 2 เพราะพชื ตน ท่ี 1 ไดร ับปจจยั ทีจ่ าํ เปน ตอ การ เจริญเตบิ โตทัง้ 4 ปจ จัย คือ แสง นํา้ อากาศ และ ธาตอุ าหาร สวนพืชตน ที่ 2 ไดร บั ปจจยั ท่ีจาํ เปน ตอ การเจริญเติบโตเพียง 3 ปจจัย คือ แสง อากาศ และธาตุอาหาร แตไมไดรับนํ้า ตนพืชจึงอาจ เหี่ยวเฉาและตายได ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET บีมปลูกกลวยไม 2 ตน โดยรดนํ้าตนกลวยไมตนที่ 1 เปน ประจําทุกวัน สวนกลวยไมตนท่ี 2 รดน้ําครั้งเดียวหลังการปลูก เทา นั้น เมอ่ื เวลาผานไป 1 สัปดาห นักเรียนคดิ วา กลวยไมตน ที่ 2 จะมีลกั ษณะอยา งไร 1. เหีย่ วเฉา 2. ใบมีสีเขยี วสด 3. เจริญเตบิ โตไดด ี (วิเคราะหคําตอบ เม่ือพืชไมไดรับน้ําหรือไดรับนํ้าไมเพียงพอ จะทาํ ใหพ ชื มอี าการเหย่ี วเฉา ดงั นนั้ ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบทถ่ี กู ตอ ง) T71

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สรปุ 4. อานขอ มูลการทดลอง แลวตอบคาํ ถาม ตรวจสอบผล ป†านทíาการทดลองโดยนíาต้นอ่อนของต้น¶ั่วเขียวปลูกลงในกระ¶าง 2 ใบ ในจíานวนเท่า æ กัน จากนéันนíากระ¶างท่ี 1 ใส่กล่องทึบท่ีเจาะรูด้านข้าง 1 ด้าน 3. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 1 จาก ส่วนต้น¶ั่วเขียวในกระ¶างที่ 2 นíาäปใส่กล่องทึบที่เจาะรูด้านบน 1 ด้าน แล้วนíา หนังสอื เรียนหนา นี้ ขอ 4 ลงในสมุดหรือทําใน äปวางบริเวณที่แสงแดดส่อง¶ึง โดยรดนéíาต้น¶่ัวเขียวทéัง 2 กระ¶าง ในปริมาณที่ แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 เทา่ กัน ตดิ ต่อกัน 7 วัน จากนนéั เปดิ กล่องและสงั เกต¼ลการทดลอง 4. นักเรียนทํากิจกรรมทาทายการคิดขั้นสูงใน แบบฝกวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 5. นกั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3-4 คน จากนน้ั ศกึ ษา กิจกรรมสรางสรรคผลงานจากหนังสือเรียน หนา 63 โดยใหชวยกนั วางแผนดูแลตน ไมให เจริญเติบโตและแข็งแรง จากนั้นนํามาจัดทํา เปนแผนภาพการดูแลตนไมใหเจริญเติบโต และแข็งแรง แลวนําเสนอผลงานหนา ช้ันเรียน (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลมุ ) 6. ครูใหนักเรียนดูตารางตรวจสอบตนเองจาก หนงั สือเรียน หนา 58 จากน้ันครูถามนกั เรียน เปน รายบคุ คลตามรายการขอ 1-5 เพอื่ เปน การ ตรวจสอบความรคู วามเขา ใจของนกั เรยี นหลงั จากการเรียน ตน้ ถ่ัวเขยี วในกระถางที่ 1 ต้นถ่ัวเขียวในกระถางที่ 2 แนวตอบ กิจกรรมฝก ทักษะ 1) จากขอ้ มลู นกั เรยี นคดิ วา่ ปา นทา� การทดลองเกย่ี วกบั ปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื ปจจัยใด ขอ 4. 1) แสง 2) นกั เรยี นคิดว่า เมอื่ ผ่านไป 7 วัน ตน้ ถว่ั เขียวท้ัง 2 กระถาง จะมี 2) มีลักษณะแตกตางกัน คือ ตนถั่วเขียว ลักษณะเหมอื นกันหรอื ไม่ อยา่ งไร กระถางที่ 1 จะเอนลําตนไปดานขางของกลองท่ี 3) นักเรยี นคิดวา่ ปานควรสรุปผลการทดลองนว้ี ่าอยา่ งไร มรี ูเพือ่ หาแสง สวนตนถั่วกระถางท่ี 2 จะตง้ั ตรงไป ดานบนตามรขู องกลอ งเพื่อรับแสง กจิ กรรม ·ÒŒ ·Ò¡Òä´Ô ¢¹éÑ สงÙ 3) แสงมีผลตอการเจริญเติบโตของตน 62 ถั่วเขียว เน่ืองจากพืชตองการใชแสงเปนแหลง พลังงานในกระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช หรือการสรา งอาหารของพชื เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครอู าจใหนกั เรียนแบง กลุม โดยใชว ิธีการนับเลขตามลาํ ดับ ดังนี้ ถา นกั เรยี นตอ งการปลกู พชื นักเรยี นจะเลอื กปลกู ในบริเวณใด 1. ใหนักเรยี นทงั้ หองนัง่ จบั กลุมเปนวงกลม ตอ ไปน้ี 2. ใหค นแรกนับเลข 1 และคนทีน่ ่งั ขวามอื ของคนแรกนบั เลข 2 และนบั 1. บรเิ วณที่มีนา้ํ ขงั ไปจนถึงเลข 5 แลวคนที่ 6 กลับมาเริ่มนับเลข 1 ใหม วนแบบนี้จน 2. บรเิ วณทีม่ แี สงสองถึง นับครบทกุ คน 3. บรเิ วณท่ีมตี น ไมขึ้นหนาแนน 3. ใหนักเรยี นคนทีน่ ับเลขเหมือนกันอยูกลุมเดยี วกนั (วิเคราะหคําตอบ พืชตองการแสงในการดํารงชีวิต โดยแสงจะ เปน ตวั ชว ยในกระบวนการสงั เคราะหด ว ยแสงหรอื การสรา งอาหาร ของพืช เพื่อนําไปเล้ยี งสว นตางๆ ทําใหพืชมกี ารเจริญเติบโตไดดี หากปลกู ในบรเิ วณมนี า้ํ ขงั เปน เวลานานรากของพชื อาจเนา ได สว น บริเวณท่ีมีตนไมข้ึนหนาแนน แสงแดดจะสองถึงพ้ืนดินไดนอย ดงั น้ัน ขอ 2. จงึ เปนคําตอบทถี่ ูกตอง) T72

นาํ สอน สรปุ ประเมิน ¡ÊÃ¨Ô ŒÒ¡§ÃÊÃÃÁä ¼Å§Ò¹ 3หนว ยการเรยี นรูที่ ขน้ั ประเมนิ àÃÂÕ ¹ÃŒÙªÕÇµÔ ¾ª× แบง่ กลØ่ม กลม่Ø ละ 5-6 คน แลว้ ชว่ ยกัน ตรวจสอบผล วางแ¼นดแู ลตน้ äม้ใหเ้ จริÞเตบิ โตและแขงç แรง ·¡Ñ ÉÐáË‹§ÈµÇÃÃÉ·èÕ 21 โดยเขียนแ¼นงานอ¸ิบายว่า จะทาí อย่างäรบา้ ง 1. ครูประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรมการ จากนéันวาดÀาพประกอบตามแ¼นงานท่ีวางäว้ ✓การสอ่ื สาร ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล แลว้ นาí เสนอ¼ลงานหนา้ ชนัé เรียน ✓ความรว่ มมือ พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ และจากการนาํ เสนอ ✓การแก้ปญหา หนาชั้นเรียน ✓การสรา้ งสรรค์ ✓การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ 2. ครตู รวจผลการทาํ แผนผงั แผนภาพ หรอื อนื่ ๆ ✓การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร เรอื่ ง ปจจยั ท่จี ําเปน ตอ การดํารงชีวิตของพืช (ตัวอยา่ ง¼ลงาน) 3. ครูตรวจผลการทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรู ท่ี 1 ในสมดุ Ç¸Ô ¡Õ ÒôÙแŵŒ¹äÁŒ¢Íง©Ñ¹ 4. ครูตรวจผลการทํากิจกรรมสรุปความรูประจํา บทที่ 1 ในสมุด 5. ครตู รวจผลการทาํ กจิ กรรมฝก ทกั ษะบทท่ี 1 ใน สมดุ หรอื ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 6. ครูตรวจผลการทํากิจกรรมทาทายการคิด ข้นั สูง ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 7. ครตู รวจชนิ้ งาน/ผลงาน แผนภาพการดแู ลตน ไม ใหเจริญเติบโตและแข็งแรง และการนําเสนอ ชิ้นงาน/ผลงาน หนาช้นั เรยี น ©ันจะรดนíาé ตน้ äม้ทกØ วนั และจะใสป่ ‰ยØ คอกเพ่อื ช่วยบíารØงดนิ ภาพท่ี 3.10 ตัวอย่างแผนภาพวิธกี ารดูแลต้นไม้ 63 กิจกรรม 21st Century Skills แนวทางการวัดและประเมินผล 1. ใหนักเรยี นแบง กลุม กลมุ ละ 3-4 คน ครูสามารถวัดและประเมินผลชิ้นงาน/ผลงานแผนภาพการดูแลตนไมให 2. ชวยกันสืบคนขอมูลเก่ียวกับการดูแลพืชใหเจริญเติบโต และ เจริญเติบโตและแข็งแรงท่ีนักเรียนสรางข้ึน โดยศึกษาเกณฑประเมินผลงาน จากแบบประเมินช้ินงาน/ผลงานที่แนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของหนวย การดาํ รงชีวิตของพชื มากลุมละ 1 ชนดิ การเรยี นรทู ี่ 3 เรียนรูชีวติ พืช ดังภาพตัวอยาง 3. นําขอมูลท่ีไดมาจัดทําเปนสื่อการเรียนรูในรูปแบบตางๆ เชน แผนพับความรู ใบความรู พรอมตกแตงใหสวยงาม โดยแบง หนา ท่ีความรับผิดชอบของสมาชิกแตล ะคนใหชัดเจน 4. นําเสนอผลงานหนาชั้นเรียนดวยวิธีการสื่อสารที่หลากหลาย เพอ่ื ใหผอู นื่ เขาใจผลงานไดด ขี น้ึ T73

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ º··Õè 2 กระตนุ้ ความสนใจ È¡Ö ÉÒªÕÇÔµ¢Í§¾ª× ´Í¡ 1. ครูทักทายกับนักเรียน แลวแจงจุดประสงค Èพั ท์น‹ำรู้ ¤ำ� อ‹ำน ¤�ำáปล การเรยี นรทู ่ีจะเรียนในวันนใ้ี หนกั เรยี นทราบ ¤�ำÈัพท์ ซดี เมลด็ 2. นักเรียนเรียนรูคําศัพทท่ีเก่ียวของกับการเรียน ตน ออน บทที่ 2 เรื่อง ศึกษาชีวิตของพืชดอก หนาน้ี seed 'แซ็พลิง ดอกไม โดยครูสุมเลือกตัวแทนหรือขออาสาสมัคร sapling 'เฟลาเออ ผลไม นกั เรียน 1 คน ออกมาหนา ชั้นเรียนเพื่อเปน ผู flower อานนําและใหน กั เรียนคนอ่ืนๆ อานตาม fruit ฟรทู 3. ครูถามคําถามสําคัญประจําบทเพ่ือกระตุน fruit นักเรียนกอนเขาสูเนื้อหาวา วัฏจักรชีวิตของ พืชดอกคืออะไร จากนั้นใหนักเรียนรวมกัน แสดงความคิดเห็นอยางอสิ ระ (แนวตอบ วัฏจักรชีวิตของพืชดอก คือ การที่ พืชดอกเจริญเติบโตและมีดอก ดอกจะมีการ สืบพันธุเปลี่ยนแปลงไปเปนผล ภายในผลมี เมล็ด เมอ่ื เมล็ดงอก ตน ออนที่อยูภ ายในเมลด็ จะเจริญเติบโตเปนพืชตนใหม พืชตนใหมจะ เจริญเติบโตออกดอกเพ่ือสืบพันธุและมีผล ตอ ไปไดอกี หมุนเวยี นตอ เนื่องเปนวัฏจักร) (หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล) Çѯ¨Ñ¡ÃªÕÇÔµ ¢Í§¾×ª´Í¡ ¤×ÍÍÐäÃáá ?flower sapling 64 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคิด นกั เรียนเรยี นรแู ละฝก อานคาํ ศัพทวทิ ยาศาสตร ดังน้ี อา นขอ มูลที่กําหนดให แลว ตอบคําถาม คาํ ศพั ท คาํ อา น คําแปล 1) รังไขเ จรญิ กลายเปน ผล seed ซีด เมลด็ 2) ดอกทําหนา ทใี่ นการสืบพันธุ sapling ‘แซพ็ ลงิ ตนออ น 3) ออวลุ เจริญกลายเปนเมล็ด fruit ฟรทู ผลไม flower ‘เฟลาเออ ดอกไม จากขอมลู ขอ ใดกลา วถูกตอง petal (‘เพททลั ) กลีบดอก 1. ขอ 1) 2. ขอ 1) และ 2) sepal (‘ซีพลั ) กลบี เลย้ี ง 3. ขอ 1), 2) และ 3) pistil (‘พสิ ทิล) เกสรเพศเมยี stamen (สเต‘เม็น) เกสรเพศผู (วิเคราะหคําตอบ ดอกของพืชดอกมีหนาท่ีในการสืบพันธุ หลัง จากการปฏิสนธิยอดและกานเกสรเพศเมียจะเหี่ยวลง กลีบเล้ียง T74 กลีบดอก เกสรเพศผู เกสรเพศเมยี จะแหง แลวรวง โดยรงั ไขเจรญิ กลายเปนผล สวนออวุลเจรญิ กลายเปน เมล็ด ดังนั้น ขอ 3. จงึ เปนคาํ ตอบท่ีถกู ตอ ง)

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ขน้ั นาํ เรยี นรู้ชีวิตพืช กระตนุ้ ความสนใจ กจิ กรรมนำ� ส‹กู ำรเรีÂน สามารถนาํ นา้ํ ผงึ้ ท่ี ไดไ ป ขายเปนรายไดเ สรมิ คะ 4. นักเรียนศึกษาขอมูล แลวตอบคําถามจาก ÈÖกÉำข้อมูล áล้Çตอบ¤�ำ¶ำม หนังสือเรียนหนานี้ ลงในสมุดหรือใหทํา กิ จ ก ร ร ม นํ า สู  ก า ร เ รี ย น ล ง ใ น แ บ บ ฝ  ก หั ด เด็ก ๆ รูไหมวา การเลี้ยงผึ้งไว ใน วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 สวนลําไยมขี อดีอยา งไรบา งครบั (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล) ขนั้ สอน สาํ รวจคน้ หา 1. นกั เรียนจบั สลากท่คี รูเตรียมไวค นละ 1 ใบ ซ่ึง มชี ือ่ พชื เขยี นไว เชน มะมว ง ทุเรียน สม ชมพู สมโอ 2. แตล ะคนดสู ลากทตี่ นเองจบั ไดว า ไดช อื่ พชื ชนดิ ใด จากนั้นครูชูภาพพชื ทลี ะชนิดใหน กั เรียนดู แลวใหนักเรียนท่ีไดพืชชนิดเดียวกันเขากลุม เดยี วกนั ผง้ึ ชว ยผสมเกสรของดอกลาํ ไย ทาํ ให ลาํ ไยเกดิ ผลไดเ รว็ ครับ 1 ¹Ñ¡àÃÂÕ ¹¤´Ô Ç‹Ò ËÒ¡äÁä‹ ´ŒàÅÂéÕ §¼Öé§ã¹ÊǹÅíÒä ÅÒí ä¨Ðà¡´Ô ¼Åä´ŒËÃÍ× äÁ‹ Í‹ҧäà แนวตอบ กจิ กรรมนําสกู ารเรยี น 2 ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹Ò àÁÅ索ͧÅíÒä¨ÐÊÒÁÒöà¡Ô´à»š¹µŒ¹ÅíÒ䵌¹ãËÁ‹ä´ŒÍÕ¡ËÃ×ÍäÁ‹ 1. ลําไยจะเกิดผลได เพราะการถายละอองเรณู à¾ÃÒÐÍÐäà นอกจากจะอาศัยผึ้งแลว อาจเกิดจากลม หรือ ส่ิงมชี วี ิตชนิดอ่ืนได เชน ผีเสือ้ 65 2. เมล็ดของลําไยสามารถเกิดเปนลําไยตนใหมได เพราะเมอ่ื เมลด็ ลาํ ไยอยใู นบรเิ วณทเี่ หมาะสมใน การงอก เมลด็ ลําไยจะงอกเปนตน ใหมไดอีก ขอ สอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู ขอใดแสดงวฏั จกั รชีวิตของตนลาํ ไยไดถ ูกตอง ตน ลําไย ในการทํากิจกรรมนําสูการเรียน ครูอาจใชเกมผึ้งแตกรังเพ่ือแบงกลุม 1. ตนลาํ ไย ผล ดอก เมลด็ แก ตนลาํ ไย นกั เรียน โดยใหน กั เรยี นเลน เกม 2-3 ครงั้ จนไดกลุมครบทกุ คน ซ่งึ มีวธิ ีการเลน 2. ตน ลาํ ไย ดอก ผล เมล็ดแก ตนลําไย ดงั น้ี 3. ตน ลาํ ไย ผล ผลแก ดอก ใหน ักเรยี นแตละคนคิดวา ตนเองตองการเปนตัวผ้งึ หรือตองการเปน รังผึ้ง (วิเคราะหคําตอบ ตนลําไยมีวัฏจักรชีวิตเร่ิมจากนําเมล็ดไป โดยครูจะออกคําสั่งแลวใหนักเรียนว่ิงไปรวมกลุมกัน ซึ่งกําหนดใหนักเรียนยืน เพาะ เมลด็ งอกเปน ตน ออ น แลวเกดิ การเจรญิ เตบิ โตจนออกดอก ลอมวง คอื รงั ผึ้ง และนักเรียนที่ยนื อยูใ นวง คือ ตัวผ้งึ ท้งั นี้นกั เรียนคนใดทีไ่ มมี และเม่ือดอกไดรับการสืบพันธุจะออกผล ซ่ึงในผลจะมีเมล็ด กลมุ หรอื นกั เรยี นกลมุ ใดมจี าํ นวนรงั ผงึ้ หรอื จาํ นวนตวั ผงึ้ ไมค รบตามจาํ นวนทคี่ รู โดยเราสามารถนําเมล็ดลําไยไปเพาะเปนตนลําไยไดอีก ดังนั้น ออกคาํ สัง่ จะถูกลงโทษดว ยวิธกี ารตางๆ ทส่ี นุกสนาน เชน การเตน ตามเพลง ขอ 2. จึงเปน คาํ ตอบที่ถกู ตอ ง) การรอ งเพลง หรืออน่ื ๆ ตามความเหมาะสม ตัวอยา งการออกคาํ สง่ั ของครู เชน • มีผึ้ง 2 ตัว อยูใ นรงั ผง้ึ 4 รงั • มผี ึง้ 6 รัง อยูใ นรงั ผงึ้ 3 ตัว • มีผ้งึ และรงั ผึง้ ลอ มวง 8 ตัว T75

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน Ç¯Ñ ¨Ñ¡ÃªÕÇÔµ¢Í§¾ª× ´Í¡ สาํ รวจคน้ หา พชื ดอกโดยท่วั ไปจะมีสว่ นประกอบ คือ ราก ลา� ตน้ ใบ และ ดอก พืชดอกทุกชนิดเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะสร้างดอกขึ้น 3. นักเรียนดูภาพ จากหนังสือเรียนหนานี้ แลว เพอ่ื ใช้ในการสืบพันธ ุ์ ท�าใหเ้ กิดเปน็ พชื ตน้ ใหมไ่ ด ้ ถามคาํ ถามวา เม่ือพืชดอกเจริญเติบโตเต็มที่จนมีดอก และดอกได้รับการ • พืชดอกแตละชนิดมีวัฏจักรชีวิตเหมือนกัน ผสมพันธุ์จะเกิดการปฏิสนธิจนกลายเป็นผลและเมล็ด หากเรา หรอื ไม อยา งไร น�าเมล็ดของพืชดอกไปปลูกจนเมล็ดงอก ต้นอ่อนท่ีอยู่ในเมล็ด (แนวตอบ พืชดอกมีวัฏจักรชีวิตเหมือนกัน จะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ จากน้ันพืชต้นใหม่จะเจริญเติบโต ดงั นี้ จนมดี อก และหมุนเวียนเชน่ น้ีไปเรือ่ ย ๆ เราเรียกว่า วฏั จักรชวี ติ ของพืชดอก ตน ท่เี จรญิ เติบโต ผลและเมลด็ เตม็ ท่จี นมีดอก ตน ออ น ) 4. ใหน กั เรยี นแบง กลมุ เทา ๆ กนั กลมุ ละ 4-5 คน แลวใหแตละกลุมทํากิจกรรมท่ี 1 ศึกษา พืชดอก จากหนังสือเรียน หนา 67 โดยครู ส่ังใหนักเรียนเตรียมอุปกรณที่ครูส่ังไวกอน ลวงหนา จากนั้นบันทึกผลลงในสมุดหรือใน แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม ) ภาพท ่ี3.11 ตวั อยา่ งพชื ดอก (ตน้ ไฮเดรนเยยี ) ¾×ª´Í¡áµ‹ÅЪ¹Ô´ÁÕÇѯ¨Ñ¡ÃªÕÇÔµ àËÁÍ× ¹¡¹Ñ ËÃÍ× äÁ‹ ÍÂÒ‹ §äà 66 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครูอาจจดั กิจกรรมเพิม่ เตมิ เกี่ยวกบั พชื ดอกโดยปฏบิ ัติ ดงั น้ี นักเรียนคิดวา การเกิดวัฏจักรชีวิตของพืชดอกชนิดตาง ๆ มี 1. ใหน กั เรยี นชว ยกนั ยกตวั อยางพืชท่ีตนเองรจู ักมาคนละ 1 ชนิด ประโยชนห รือไม อยา งไร 2. ครูเขยี นชอื่ พืชดอกบนกระดานหนา ช้นั เรียน 3. ครแู ละนักเรยี นชว ยกนั ตรวจสอบวาเปนพืชดอกหรอื ไม เพราะอะไร (แนวตอบ การเกิดวัฏจักรชีวิตของพืชดอกมีประโยชน เพราะ เปนการขยายพันธุพืชดอกชนิดตา งๆ ทาํ ใหไ มเกิดการสญู พันธุ) T76

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ¡Ô¨¡ÃÃÁ·èÕ 1 È¡Ö ÉҾת´Í¡ 3หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ขนั้ สอน เรียนรู้ชวี ิตพืช ¨Ø´»ÃÐʧ¤ ทักษะกระบวนการ อธบิ ายความรู้ สบื คน้ ระบสุ ่วนประกอบ และอธบิ ายหนา้ ท่ขี อง ทางวิทยาศาสตรท ี่ใช สว่ นประกอบของดอกพชื ได้ 1. การสังเกต 1. นักเรียนเแตละกลุมออกมานําเสนอผลการทํา 2. การลงความเห็นจากข้อมลู กิจกรรม เพ่ือตรวจสอบความรูของนักเรียน 3. การจดั กระทา� และสอ่ื ความหมายขอ้ มลู หลังการทาํ กจิ กรรมท่ี 1 4. การตีความหมายข้อมูลและลงขอ้ สรปุ 2. นักเรียนทุกกลุมรวมกันอภิปรายผลการทํา µŒÍ§àµÃÕÂÁµŒÍ§ãªŒ กิจกรรมที่ 1 จนไดขอสรุปวา ดอกของพืชมี 1. ดอกไม้ (เชน่ ชบา บัว1 ลิลล)ี่ 1 ชนิด 2-3 ดอก (ครูเตรยี มให)้ สวนประกอบ คือ เกสรเพศเมีย เกสรเพศผู 2. แหลง่ ข้อมลู เช่น หนังสอื อนิ เทอรเ์ น็ต กลบี เลยี้ ง และกลบี ดอก และแตล ะสว นประกอบ มหี นา ท่ี ดังนี้ Åͧ·Òí ´Ù 1) กลีบเล้ียง มีหนาที่หอหุมสวนของดอกใน ขณะท่ียังตูมอยู เพ่ือปองกันอันตรายจาก 1. แบง่ กลมุ่ จากนน้ั ชว่ ยกนั สบื คนื ขอ้ มลู เกยี่ วกบั สว่ นประกอบและหนา้ ที่ แมลง ของดอกพชื 2) กลีบดอก มีหนาท่ีหอหุมเกสรขณะที่เกสร ยงั ออ นอยแู ละมกี ลน่ิ หอมเพอ่ื ชว ยลอแมลง 2. สังเกตดอกไม้ท่ีครูเตรียมให้ แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับ ใหมาผสมเกสร ส่วนประกอบและหน้าท่ีของส่วนประกอบของดอกไม้ จากน้ันเลือก 3) เกสรเพศผู มหี นา ทสี่ รา งเซลลส บื พนั ธเุ พศผู วาดภาพดอกไม ้ 1 ชนิด พร้อมระบุส่วนประกอบและหน้าที่ลงในสมุด 4) เกสรเพศเมีย มีหนาท่ีสรางเซลลสืบพันธุ เพศเมยี 3. น า� เสนอผลการทา� กจิ กรรมหนา้ ชนั้ เรยี น แลว้ รว่ มกนั อภปิ รายและสรปุ ผล (หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) ˹µÙ ͺ䴌 1. ดอกกหุ ลาบมสี ว่ นประกอบเหมอื นดอกดาวเรอื งหรือไม่ อยา่ งไร แนวตอบ หนตู อบได้ 2. หากดอกของพืชไมม่ เี กสรตวั ผ้ ู นกั เรยี นคิดว่า พชื ชนดิ น้นั จะสามารถ สบื พนั ธไ์ุ ดห้ รือไม่ อยา่ งไร ขอ 2. 67 • สามารถสืบพันธุได เพราะพืชดอกสามารถ อาศัยละอองเรณูจากเกสรเพศผูของดอกอ่ืน เพ่ือ ใชใ นการสบื พนั ธไุ ด เฉลย ผลการทํากิจกรรมที่ 1 (ตวั อยา ง) นักเรียนควรรู ตาราง บันทกึ ผลการทํากิจกรรม 3 1 บัว (lotus) คือ พืชดอกชนิดหน่ึง มีหลากหลายชนิด เชน บัวหลวง ซึ่ง 1 บัวหลวงจะมีกลีบที่อยูดานนอกท่ีมีขนาดเล็ก และมีลักษณะคลายกลีบเลี้ยง มีเกสรเพศผูจาํ นวนมาก มกี า นชอู ับเรณูขนาดส้ัน มอี ับเรณเู ปนรปู ยาว สีเหลือง 4 ท่ียอดอับเรณูมีรยางคสีขาวย่ืนออกมาเปนติ่ง สวนเกสรเพศเมียมีจํานวนมาก 2 อยูบนฐานรองดอกท่ีขยายขนาดออกมาคลา ยฝกบัว ซง่ึ จะโผลออกมาใหเหน็ แค ยอดเกสรเพศเมีย ดงั ภาพ 1) เกสรเพศผู มีหนา ทส่ี รางเซลลสบื พนั ธุเ พศผู 2) กลีบเลีย้ ง มหี นาทห่ี อ หุมสวนของดอกในขณะทย่ี ังตมู อยู เพ่อื ปองกนั อนั ตรายจาก ยอดเกสรเพศเมีย แมลง T77 3) เกสรเพศเมยี มหี นาท่ีสรา งเซลลส บื พนั ธเุ พศเมยี 4) กลบี ดอก มหี นา ทห่ี อ หมุ เกสรขณะทเี่ กสรยงั ออ นอยแู ละมกี ลนิ่ หอมเพอ่ื ชว ยลอ แมลง ใหม าผสมเกสร

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 1.1 สว นประกอบของดอก พชื ดอกบนโลกมหี ลายชนดิ พชื ดอกมสี ว่ นประกอบ คอื ราก ขยายความเขา้ ใจ ลา� ตน้ ใบ และดอก ซง่ึ ดอกของพชื แตล่ ะชนดิ จะมลี กั ษณะท่ตี ่างกนั โดยดอกของพืชบางชนิดอาจมีกลิ่นหอม บางชนิดมีสีสวยงาม 1. นักเรียนศึกษาขอมูลเก่ียวกับตัวอยางพืชดอก บางชนิดมีขนาดเลก็ บางชนดิ มีขนาดใหญ่ ตวั อยา่ งเชน่ และสวนประกอบของดอก จากหนังสือเรียน หนา 68-69 ขนดอำกดขãอËงพญืªท‹ เ่ีมªี ‹น ขดนอำกดขอเลงพ็กืªทเ่มีª‹นี กดลอ่ินกขËอองพมืªทเม่ีªน‹ี 2. ครนู าํ ตวั อยา งดอกไมท ม่ี อี งคป ระกอบของดอก ภาพท่ ี 3.12 ดอกบวั ภาพที ่ 3.15 ดอกเขม็ ภาพที ่ 3.18 ดอกมะลิ สมบรู ณ คอื มกี ลบี เล้ยี ง กลีบดอก เกสรเพศผู และเกสรเพศเมีย เพ่ือมาใหนักเรียนสังเกต ภาพที่ 3.13 ดอกทานตะวัน ภาพท่ี 3.16 ดอกพริก ภาพที่ 3.19 ดอกกระดงั งา องคป ระกอบของดอก จากนนั้ รว มกนั อภปิ ราย เก่ยี วกับสวนประกอบของดอกแตละสว น 3. ครูนําภาพพืชดอกติดไวบนกระดาน จากน้ัน สุมเลขที่นักเรียนออกมาเขียนสวนประกอบ ของพืชดอกทีละคนจนครบสวนประกอบของ พชื ดอก เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจของนกั เรยี น 4. นกั เรยี นทกุ คนรว มกนั อภปิ รายถงึ สว นประกอบ และหนาท่ขี องสว นประกอบของดอก จากน้นั รวมกันสรุปภายในชั้นเรียน โดยใหครูอธิบาย เพ่ิมเตมิ 5. นักเรียนแตละคนทํากิจกรรมหนูตอบไดจาก หนังสือเรียน หนา 67 ลงในสมดุ หรือใหทําใน แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล) ภาพที่ 3.14 ดอกบัวผดุ ภาพท ี่ 3.17 ดอกจอก ภาพท ี่ 3.20 ดอกกหุ ลาบ 68 (ที่มาภาพ : https://pixabay.com) เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครยู กตัวอยางพชื ดอกตา งๆ เพ่ิมเตมิ ดงั น้ี ขอใดกลา วเกย่ี วกับสวนประกอบของตน พริกไมถ กู ตอง พชื ดอกท่มี ีดอกขนาดใหญ เชน ดอกชบา ดอกลิลลี่ ดอกหนาววั พชื ดอกทม่ี ดี อกขนาดเล็ก เชน ดอกพดุ ดอกแกว ดอกยิปโซ 1. หมายเลข 1 คอื ใบ พืชดอกทมี่ ดี อกทม่ี ีกลม่ิ หอม เชน ดอกจําป ดอกแกว เจาจอม ดอกสเลเต 2. หมายเลข 2 คอื ดอก ดอกราชาวดี ดอกประยงค ดอกบหุ งาสาหรี ดอกสายนาํ้ ผึง้ 1 3. หมายเลข 3 คอื ลําตน 2 ดอกหนาวัว ดอกพดุ 3 (วิเคราะหคาํ ตอบ จากภาพหมายเลข 1 คอื ใบ หมายเลข 2 คอื T78 ผลและเมลด็ สว นหมายเลข 3 คือ ลําตน ดงั นั้น ขอ 2. จงึ เปน คําตอบทถ่ี กู ตอง)

นาํ สอน สรุป ประเมิน 3หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ขน้ั สรปุ เรยี นรู้ชีวติ พชื ตรวจสอบผล โดยท่วั ไปดอกของพืชประกอบดว ยสว นตา ง ๆ 4 สวน ดังนี้ ครสู มุ ถามคาํ ถามนกั เรยี นเปน รายบคุ คล 4-5 คน กลบี ดอก (petal) เกยี่ วกบั สว นประกอบและหนา ทขี่ องสว นประกอบ ของดอก เพื่อเปนการสรุปความรูหลังจากที่ได เป็นช้ันที่อยู่ถัดมาจากกลีบเล้ียง มักมีสีสวยงาม เรียนมา ท�าหน้าที่ห่อหุ้มเกสรขณะท่ีเกสรยังอ่อนอยู่ และมี กล่นิ หอม เพื่อช่วยลอ่ แมลงให้มาผสมเกสร (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล) เกสรเพȼู้ (stamen) ขนั้ ประเมนิ เปน็ ชนั้ ทอ่ี ยถู่ ดั จากกลบี ดอก มกั มอี ย่หู ลายอนั ท�าหนา้ ที่ ตรวจสอบผล สรา้ งเซลล์สืบพนั ธุ์เพศผู้ 1. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมนําสูการเรียน เกสรเพÈเมÂี (pistil) ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 เป็นส่วนประกอบท่ีอยู่ชั้น ในสดุ ท�าหนา้ ท่ีในการสรา้ ง 2. ครตู รวจสอบผลการทาํ กจิ กรรมท่ี 1 เรอื่ ง ศกึ ษา เซลลส์ บื พนั ธ์เุ พศเมยี พชื ดอกในสมดุ หรอื ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบได ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 กลบี เลÂี้ ง (sepal) เป็นส่วนของดอกท่ีอยู่ด้านนอกสุด มักมีสีเขียว ท�าหน้าท่ีห่อหุ้มส่วนของดอกในขณะที่ยังตูมอยู่ เพ่อื ปองกันอันตรายจากแมลง ภ าพท่ี 3.21 ตัวอยา่ งส่วนประกอบของดอกชบา (ท่มี าภาพ : https://pixabay.com) 69 ขอ สอบเนน การคดิ แนวทางการวัดและประเมินผล สวนประกอบใดของพืชดอกท่ีเกี่ยวของกับการสืบพันธุแบบ ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน อาศัยเพศโดยตรง รายบคุ คล การทํางานกลมุ และการนําเสนอผลการทาํ กิจกรรมหนาช้ันเรียนได โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของ 1. เกสรเพศผู และเกสรเพศเมีย หนวยการเรียนรูที่ 3 เรยี นรูช วี ติ พืช 2. เกสรเพศเมยี และกลีบเลี้ยง 3. เกสรเพศเมยี และกลีบดอก สื่อ Digital (วเิ คราะหค าํ ตอบ การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอกเกดิ จาก ครูใหนักเรียนเรียนรูเก่ียวกับโครงสรางของดอกไมเพ่ิมเติมจากสื่อดิจิทัล เซลลสืบพันธุเพศผูท่ีสรางจากเกสรเพศผูกับเซลลสืบพันธุเพศเมีย โดยใหส แกน QR Code 3D เรื่อง โครงสรา งของดอกไม ท่สี รา งจากเกสรเพศเมยี ดงั นัน้ ขอ 1. จึงเปนคาํ ตอบท่ีถูกตอง) โครงสรา งของดอกไม T79 www.aksorn.com/interactive3D/RK231

นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ ¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè 2 Çѯ¨¡Ñ êÕÇÔµ¢Í§¾ª× ´Í¡ ทกั ษะกระบวนการ กระตนุ้ ความสนใจ ¨Ø´»ÃÐʧ¤ ทางวิทยาศาสตรท่ีใช 1. การสงั เกต 1. ครสู มุ นกั เรยี นตามเลขท่ี 4-5 คน ใหย กตวั อยา ง 2. การสร้างแบบจ�าลอง พืชดอกคนละ 1 ชนดิ สร้างแบบจา� ลอง และบรรยายวฏั จักรชวี ติ ของพชื ดอก 3. การลงความเหน็ จากข้อมูล 4. การจดั กระทา� และสอ่ื ความหมายขอ้ มลู 2. ครูถามคําถามนักเรียนวา พืชดอกท่ีนักเรียน 5. ก ารตคี วามหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ บอกชอ่ื มามวี ฏั จกั รชวี ติ อยา งไร โดยใหน กั เรยี น แสดงความคดิ เหน็ อยา งอสิ ระ µÍŒ §àµÃÕÂÁµÍŒ §ãªŒ 3. ครูอธิบายใหนักเรียนทราบวา นักเรียนจะ 1. กาว 1 หลอด 6. เมล็ดพืช 5-10 เมลด็ ไดเรียนรูเก่ียวกับวัฏจักรชีวิตของพืชดอกใน 2. สีไม ้ 1 กลอ่ ง 7. ผกรงะขดเี้ ลาอษ่ื ยแ1หขรง็ อืแฟผน่อใงหนญา้� ส ่ เี1ข ยีแวผ น่ 1 ถงุ กจิ กรรมท่ี 2 เรื่อง วฏั จักรชวี ติ ของพชื ดอก 3. เทปพันก้าน 1 มว้ น 8. (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล) 4. ลวดพันกา้ น 1 แพก็ 9. โฟมขนาด 20 x 30 เซนตเิ มตร 5. แหล่งข้อมูล เช่น หนังสือ อนิ เทอร์เน็ต 1 แผน่ µÍ¹·èÕ 1 Åͧ·íÒ´Ù 1. แ บ่งกลุม่ กลมุ่ ละ 3-4 คน แล้ว ให้ช่วยกันสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของ พืชดอก ภ าพท ่ี 3.22 สืบค้นขอ้ มูล 2. น า� ขอ้ มลู มาเขยี นเปน็ แผนภาพการสบื พนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ลงในกระดาษแขง็ แผ่นใหญ่ พรอ้ มตกแต่งให้สวยงาม 3. นา� เสนอผลงานหนา้ ช้นั เรยี น แลว้ ร่วมกันอภปิ รายภายในชั้นเรียน 70 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ 1 ขี้เลื่อย คือ เศษไมที่ไดจากการเล่ือยไม ขี้เลื่อยมีลักษณะเปนเศษไมที่มี พชื ในขอ ใดสามารถเกดิ การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ขนาดเลก็ ดังภาพ ไดทั้งหมด ขีเ้ ลอื่ ย 1. เฟน มอส ปรง 2. มะมว ง สม โอ แตงกวา ส่ือ Digital 3. หางสิงห มะนาว มะพรา ว ครใู หน กั เรยี นเรยี นรเู กยี่ วกบั การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอกเพมิ่ เตมิ (วเิ คราะหคําตอบ เฟน มอส ปรง และหางสงิ ห เปนพืชไมมีดอก จากสือ่ PowerPoint เร่ือง การสบื พันธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ไมเกิดการสืบพันธุแบบอาศัยเพศ สวนมะมวง สมโอ แตงกวา มะนาว และมะพรา ว เปน พชื มดี อก เกดิ การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศ T80 ดงั นน้ั ขอ 2. จงึ เปนคําตอบทถี่ ูกตอ ง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนวยการเรยี นรูท่ี ขน้ั สอน àÃչ̪٠ÇÕ Ôµ¾ª× µÍ¹·Õè 2 สาํ รวจคน้ หา 1. ชว ยกันสบื คน ขอ มูลเกี่ยวกบั วัฏจักรชีวติ ของพืชดอก จากนนั้ นําขอ มูล 1. ครแู บง กลุมใหน กั เรียนกลมุ ละ 3-4 คน ตาม มาแสดงความคดิ เห็นและสรปุ ความรูร ว มกนั ความเหมาะสม 2. วางแผนสรางแบบจําลองวัฏจักรชีวิตของพืชดอก โดยใหกําหนด 2. ครูแจงวาจะใหนักเรียนแตละกลุมทํากิจกรรม อุปกรณที่ตองใชและวธิ ีการทาํ แลวบนั ทึกผลลงในสมดุ ที่ 2 เร่ือง วัฏจักรชวี ติ ของพชื ดอก 3. ชว ยกันสรางแบบจาํ ลองตามทอี่ อกแบบไว 3. แตล ะกลมุ รว มกนั ทาํ กจิ กรรมท่ี 2 เรอ่ื ง วฏั จกั ร 4. นาํ เสนอแบบจาํ ลองเพอื่ อธบิ ายเกย่ี วกบั วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอก จากนน้ั ชวี ติ ของพชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา 70-71 (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช รว มกนั อภปิ รายและสรุปผลภายในชัน้ เรยี น แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) วัฏจกั รชวี ิตของตน ขา ว ตเตน็มทท่ีเ่ีจจนริญมีดเตอิบกโต ผลและเมล็ด ตนกลา ภาพที่ 3.23 นําเสนอแบบจําลองวัฏจกั รชวี ติ ของพชื ดอกหนาชนั้ เรยี น ˹ٵͺ䴌 แนวตอบ หนูตอบได้ 1. อธบิ ายวัฏจกั รชีวติ ของพืชดอก 1 ชนดิ มาพอสังเขป 23..3.กหแวเตาารารกกียดเนตนจภาัเกราพงิญเพกรอ่ื เียแันแตนลลิบอะตกโบยอเตปาันงตงลกทาไ่ยีารึกมนรขวปขอัฏลอมจูกมูัลกพูลทรกืชชี่สับดีวังเอิตเพกกขตอื่ เอพนไงดเื่อพพลเืชกงื่อใด็บนนอผกสกลลมแุมไุดวตอรลนื่ ับแะๆลปชวรนนะิดทําเเหาสนมนืออคนหวหนรรจาือชะั้น ขอ 3. • เลอื กปลกู มะมว ง เพราะสามารถนาํ เมลด็ ของ เลอื กปลูกพชื ชนิดใด ระหวา งมะมว งกับชมพู เพราะอะไร มะมวงสุกไปปลูกเปนมะมวงตนใหมไดเหมือนกับ 71 ชมพู แตชอบทานมะมว งสุกมากกวาชมพู • เลือกปลูกชมพู เพราะสามารถนําเมล็ดชมพู ไปปลูกเปนชมพูตนใหมไดเหมือนกับมะมวง แตช อบทานชมพมู ากกวามะมว ง เฉลย ผลการทํากิจกรรมที่ 2 (ตวั อยาง) สื่อ Digital สรางแบบจาํ ลองวัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอก ครูใหนักเรียนเรียนรูเก่ียวกับวัฏจักรชีวิตของพืชดอก เพิ่มเติมจากสื่อ PowerPoint เรือ่ ง วฏั จักรชีวิตของพชื ดอก ดังภาพตัวอยาง ตนทเี่ จริญเตบิ โต ผลและเมล็ด เต็มที่จนมีดอก ตนออน T81

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน 1.2 การสบื พันธแุ บบอาศัยเพศของพืชดอก ส่วนประกอบของดอกท่ีท�าหน้าท่ีเก่ียวกับการสืบพันธุ์แบบ อธบิ ายความรู้ อาศัยเพศ คือ เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย เมื่อพืชดอกเจริญ 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ เตรยี มความพรอ มในการนาํ เติบโตเต็มท่ีจะเริ่มออกดอก ภายในดอกจะสร้างเซลล์สืบพันธุ ์ ขอมูลจากการทํากิจกรรมกลุมในช่ัวโมงท่ีแลว โดยเกสรเพศผู้สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้หรือละอองเรณูเก็บไว้ ออกมานาํ เสนอ ในอับเรณู ส่วนเกสรเพศเมียจะมีรังไข่ และภายในรังไข่มีออวุล ทา� หนา้ ท่ีเก็บเซลล์สืบพันธุ์เพศเมยี หรือเซลลไ์ ขเ่ อาไว้ ดังภาพ 2. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการทํา กจิ กรรมทลี ะกลุม จนครบทกุ กลุม ขสอ‹ÇงนเปกรสÐรกเอพบÈเมÂี ขสอÇ‹ งนเปกรสÐรกเอพบȼู้ 3. นักเรียนรวมกันอภิปราย และสรุปเก่ียวกับ ยอดเกสรเพศเมีย อับเรณู ขน้ั ตอนการสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ละอองเรณู โดยครูสุมนักเรียนใหออกมาเขียนสรุปบน รงั ไข่ ก้านชอู บั เรณู กระดาน ออวลุ เซลล์ไข่ 4. ครแู ละนกั เรยี นชว ยกนั ตรวจสอบความถกู ตอ ง (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ ) 72 การสืบพันธุแบบอาศยั เพศของพืชดอก เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ ครอู าจเสรมิ คําศพั ททางวิทยาศาสตรแ ละความหมายใหกบั นกั เรยี น ดงั นี้ อานขอ มูลท่ีกําหนดให แลว ตอบคําถาม • อบั เรณู (anther) คอื สวนหนึ่งของเกสรเพศผู มีลักษณะเปน กระเปาะ 1) เกสรเพศผูส รา งเซลลส บื พันธเุ พศผู 2) รังไขเ ปน สว นประกอบของเกสรเพศผู เปน แหลง สรางและเก็บละอองเรณู 3) พืชที่สามารถสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศได คือ พืชดอก • ละอองเรณู (pollen grain) คือ เซลลสืบพนั ธเุ พศผขู องพืชดอก ซ่ึงอยู จากขอ มูล ขอใดกลา วถกู ตอ ง ภายในอบั เรณูของเกสรเพศผู 1. ขอ 1) • รงั ไข (ovary) คือ อวยั วะสบื พนั ธเุ พศเมยี 2. ขอ 1) และ 2) • ออวุล (ovule) คือ โครงสรา งภายในรงั ไขของพืชดอก 3. ขอ 1) และ 3) (วิเคราะหคําตอบ ดอกของพืชดอกมีหนาท่ีในการสืบพันธุโดย สื่อ Digital มีเกสรเพศผูทําหนาท่ีสรางเซลลสืบพันธุเพศผู เกสรเพศเมียทํา ครใู หน กั เรยี นเรยี นรเู กยี่ วกบั การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอกเพมิ่ เตมิ หนา ท่สี รา งเซลลสืบพันธุเพศเมีย สวนรังไขเปนสวนประกอบหนึง่ จากสื่อดิจิทัล โดยใหสแกน QR Code เรื่อง การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของ ของเกสรเพศเมีย ดังนัน้ ขอ 3. จึงเปนคาํ ตอบท่ีถกู ตอง) พชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา 72 T82

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรียนรู้ที่ ขนั้ สอน เรียนร้ชู วี ิตพืช ขยายความเขา้ ใจ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก เร่ิมจากการถ่าย ละอองเรณู เม่ือละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย จะได้รับ 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั ศกึ ษาขอ มลู เกยี่ วกบั อาหารที่ยอดเกสรเพศเมยี แล้วจึงงอกหลอดแทงเข้าไปตามก้าน การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอก จาก เกสรเพศเมียของรังไข่ และเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ภายในออวุล หนงั สอื เรยี น หนา 72-75 จนเกดิ การปฏิสนธิ 2. นักเรียนแตละกลุมศึกษาขอมูลจากสื่อดิจิทัล เพิ่มเติมในหนังสือเรียน หนา 72 โดยใหใช โทรศัพทมือถือสแกน QR Code เรื่อง การ สบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก แลว รว มกนั สรปุ ความรูทไ่ี ดจ ากการศกึ ษาภายในกลมุ (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม) 1 2 3ข้ันที่ ขัน้ ท่ี ข้นั ท่ี ละอองเรณูปลิวไปตกบน ละอองเรณูงอกหลอดไป ละอองเรณูงอกเป็นหลอด ยอดเกสรเพศเมยี ตามเกสรเพศเมีย ยาวเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ เกิดการปฏิสนธิ ภาพที่ 3.24 แผนภาพแสดงขั้นตอนการปฏสิ นธขิ องพชื ดอก หลังการปฏิสนธิ ยอดและก้านชูเกสรเพศเมียจะเหี่ยวลง กลบี เลยี้ ง กลบี ดอก เกสรเพศผ ู้ และเกสรเพศเมยี จะแหง้ แลว้ รว่ งไป สว่ นรงั ไข่จะเจรญิ กลายเป็นผลและมีเมลด็ อยู่ภายใน 73 ขอ สอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู จากขอมลู ขอ ใดกลาวไมถ กู ตอ ง ครใู หค วามรเู พ่มิ เติมวา การถายละอองเรณู เกิดขนึ้ ได 2 ลักษณะ คอื 1. ละอองเรณอู ยใู นอับเรณู 1. การถายละอองเรณูภายในดอกเดียวกัน เกิดจากละอองเรณูจากเกสร- 2. เซลลสบื พนั ธเุ พศผมู ีไดห ลายอนั เพศผูไปตกบนยอดเกสรเพศเมียภายในดอกเดียวกัน ซ่ึงวิธีน้ีเกิดขึ้นไดในดอก 3. หลงั การปฏสิ นธิเกสรเพศผูจ ะเจรญิ กลายเปน ผล สมบูรณเพศทม่ี เี กสรเพศผูอยเู หนอื เกสรเพศเมยี 2. การถา ยละอองเรณขู า มดอกหรอื อยคู นละตน กนั เกดิ จากละอองเรณขู อง (วิเคราะหคําตอบ ละอองเรณอู ยใู นอับเรณู ในดอกไมจะมเี ซลล- เกสรเพศผจู ากดอกไมด อกหนง่ึ ไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมยี ของดอกไมอ กี ดอก สืบพันธุเพศผูหลายอัน หลังการปฏิสนธิ เกสรเพศผูจะเหี่ยวแหง หนึ่ง ซึง่ วิธีนเ้ี กดิ ขนึ้ ไดใ นดอกสมบูรณเพศ และดอกไมส มบรู ณเพศ แลวรวงไป สว นท่ีเจรญิ กลายเปน ผล คือ รงั ไข ดงั นน้ั ขอ 3. จึง เปน คาํ ตอบที่ถูกตอง) T83

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน á¼¹ÀÒ¾ áÊ´§¡ÒÃÊº× ¾Ñ¹¸áØ ººÍÒÈÑÂà¾È¢Í§¾ª× ´Í¡ ขยายความเขา้ ใจ หลงั ปฏสิ นธิ ยอดและกา นชเู กสรเพศเมยี กจ็ ะเหยี่ วลง กลบี เลยี้ ง กา้ นเกสรเพศเมีย กลบี ดอก เกสรเพศผู และเกสรเพศเมยี จะแหง แลว รว งไป ยอดเกสรเพศเมีย 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั นาํ ความรทู ไี่ ดม าทาํ กลีบเลย้ี ง เปน ใบความรู เรื่องการสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศ เกสรเพศผู้ ของพชื ดอก กลบี ดอก 4. แตละกลุมชวยกันออกมานําเสนอผลงานหนา ช้ันเรยี น แลว รว มกันอภปิ รายภายในช้ันเรียน (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม ) เกิดการถายละอองเรณู แลวเกดิ การปฏสิ นธิ เม่ือเมล็ดอยู ในบริเวณ ท่ีเหมาะสมจะงอกเปน ตน ใหม และเจรญิ เตบิ โต ตอไปเปนตนที่มีดอก 74 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครูอาจจัดกิจกรรมเพิ่มเติมเก่ียวกับการสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอก จากภาพ ถาเกิดการปฏิสนธิแลว สวนประกอบของดอกไม โดยใหนกั เรียนปฏิบัติ ดังนี้ หมายเลขใดท่เี จริญกลายเปนเมลด็ 1. ใหนักเรยี นแบง กลุม กลุม ละ 3-4 คน 1. หมายเลข 1 2. แตละกลุมสืบคนขอมูลวา พืชชนิดใดบางท่ีสามารถเกิดการสืบพันธุ 1 2. หมายเลข 2 แบบอาศยั เพศได 23 3. หมายเลข 3 3. แตล ะกลมุ นาํ ขอ มลู ทไี่ ดม าจดั ทาํ เปน แผนผงั แผนภาพ ตาราง หรอื อนื่ ๆ แลว นําเสนอหนา ชน้ั เรียน T84 (วิเคราะหค ําตอบ หลงั จากการปฏิสนธิ กลบี เล้ยี ง (หมายเลข 3) จะแหงหรอื รว งไป และรงั ไข (หมายเลข 1) จะเจริญกลายเปนผล สว นออวลุ (หมายเลข 2) เจรญิ กลายเปนเมล็ด ดงั นัน้ ขอ 2. จึง เปน คาํ ตอบทถ่ี ูกตอง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ รังไขเ จรญิ กลายเปน ผล 3หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ขนั้ สอน เรียนรชู้ ีวิตพชื ผนังรงั ไขเ่ จริญกลาย ขยายความเขา้ ใจ เปน็ เปลือกและเน้ือ 5. ครูสนทนากับนักเรียนเก่ียวกับขั้นตอนการ ไอปอเวปุลน็ เเจมรลญิ ด็ สืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอกท่ีนักเรียน เรียนผานมา เพอื่ เปนการทบทวนและทดสอบ ความเขาใจของนกั เรยี น 6. นักเรียนผลัดกันต้ังคําถามเก่ียวกับเรื่อง ก า ร สื บ พั น ธุ  แ บ บ อ า ศั ย เ พ ศ ข อ ง พื ช ด อ ก จากน้ันรวมกันตอบคําถามภายในช้ันเรียน โดยมีครูคอยแนะนาํ สว นทบี่ กพรอ ง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล) เมล็ดแพรกระจายไปตามที่ตาง ๆ โดยอาศัยลม นํ้า และสงิ่ มีชวี ติ ตา ง ๆ เชน มนุษย นก à¡Ã´ç Ç·Ô Â¹ Ò‹ Ì٠พืชดอกสามารถสืบพนั ธุแ บบไมอาศยั เพศได คือ สบื พันธโุ ดยไมอาศัยเซลลส ืบพันธุ การสืบพนั ธุ ในลกั ษณะน้ีจะไมมกี ารปฏสิ นธิ แตเปน การเพมิ่ จาํ นวนพชื โดยใชสวนตา ง ๆ ตในนกตาารยขใยบาเปยนพ1ันธุแทน เชน การแตกหนอของกลวย การแตกตนใหมจากใบของ 75 กิจกรรม ทา ทาย นักเรียนควรรู 1. แตล ะกลมุ เลอื กพชื ดอกกลมุ ละ 1 ชนดิ โดยหามเปนพืชดอก 1 ตนตายใบเปน เปนพืชดอกท่ีสามารถสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศได ซึ่งวิธี ชนดิ เดียวกัน การปลกู สามารถทาํ ไดง า ย โดยใชใ บวางบนดนิ กส็ ามารถหยง่ั รากลงดนิ และเจรญิ เตบิ โตไดเ อง 2. เขียนแผนภาพการสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอกท่ีแตละ กลมุ เลือก ลงในกระดาษ A4 พรอ มตกแตง ใหส วยงาม ตนตายใบเปน มีลักษณะ คอื ขอบใบหยัก ดอกออกเปนชอท่ยี อดกลบี รอบ กลีบดอกแยกเปนแฉก กลีบดอกมีลักษณะเปนหลอดสีแดง ภายในผลมีเมล็ด 3. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลงาน ขนาดเลก็ อยจู าํ นวนมาก หนา ชน้ั เรียน 4. ใหแตละกลุมชวยกันนําผลงานไปติดบอรดความรูภายใน หองเรียน ตน ตายใบเปน T85

นาํ สอน สรุป ประเมนิ ขน้ั สอน 1.3 วฏั จักรชีวิตของพืชดอก เม่ือนา� เมล็ดพืชดอกไปปลกู สักระยะหน่ึง เมลด็ พชื จะค่อย ๆ ขยายความเขา้ ใจ งอกรากออกมา จากนนั้ ลา� ตน้ จะงอกออกมาจนเปน็ ตน้ พชื ตน้ เลก็ ๆ และเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นและสูงข้ึน เมื่อต้นพืชเจริญเติบโตเต็มท่ี 7. นักเรียนแตละกลุมชวยกันศึกษาเก่ียวกับ พืชจะออกดอก วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา เมื่อดอกของพืชได้รับการผสมพันธุ์ก็จะกลายไปเป็นผล 76-77 ซึ่งภายในผลของพืชบรรจุเมล็ดที่สามารถเจริญเติบโตเป็นพืช ตน้ ใหมต่ อ่ ไปไดอ้ กี หากในบรเิ วณนนั้ มสี ภาพแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสม 8. นักเรียนแตละกลุมศึกษาขอมูลจากส่ือดิจิทัล การเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ น ้ี จะเกดิ หมนุ เวยี นตอ่ กนั ไปเชน่ นเ้ี รอื่ ย ๆ เพิ่มเติมในหนังสือเรียน หนา 77 โดยใหใช เรยี กวา่ วฏั จกั รชีวิตของพชื ดอก โทรศพั ทม ือถอื สแกน QR Code เรื่อง วัฏจกั ร ชีวิตของพืชดอก จากน้นั รวมกันสรุปความรูที่ ไดจากการศกึ ษาภายในกลุม (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม) ขนั้ สรปุ ตรวจสอบผล ครูแบงนักเรียนออกเปน 2 กลุม จากน้ันให กลุมท่ี 1 สรปุ เกี่ยวกบั การสืบพนั ธุแบบอาศยั เพศ ของพชื ดอก และใหกลมุ ท่ี 2 สรปุ เกย่ี วกับวัฏจกั ร ชวี ติ ของพชื ดอก เพอ่ื เปน การสรปุ ความรหู ลงั จาก ท่ีไดเ รียนมา ภาพท ี่ 3.25 ทานตะวัน ภ าพท ่ี 3.26 แตงกวา 76 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด ครอู าจตัง้ คาํ ถามเพอื่ ใหน ักเรยี นชว ยกันตอบ ดังนี้ ดูแผนภาพแสดงการเกิดวฏั จกั รชีวติ ของพชื ดอก แลว ตอบคาํ ถาม 1. ทานตะวันและแตงกวาเปน พืชมีดอกหรือไม เพราะอะไร 2. ทานตะวันและแตงกวาเปนพชื ใบเลีย้ งเด่ยี วหรือไม เพราะอะไร A 3. ทานตะวันและแตงกวามีวัฏจกั รชวี ติ แตกตางกันหรือไม อยา งไร 4. นกั เรียนสามารถเขยี นวฏั จักรชวี ติ ของแตงกวาไดห รอื ไม อยางไร ตน ท่เี จรญิ เตบิ โต ตนออน เต็มท่ีจนมีดอก T86 จากขอมลู A ควรเปน ขอใด 1. ดอกไม 2. ตนกลา 3. ผลและเมล็ด (วิเคราะหคําตอบ วัฏจักรชีวิตของพืชดอก เริ่มจากนําเมล็ดไป เพาะ เมล็ดงอกเปนตนออ น แลวเกิดการเจรญิ เติบโตจนออกดอก และเม่ือดอกไดรับการสืบพันธุจะออกผล ซ่ึงในผลจะมีเมล็ด โดยเราสามารถนําเมล็ดพืชไปเพาะไดอีก ดังนั้น ขอ 3. จึงเปน คําตอบทถี่ ูกตอ ง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ขน้ั ประเมนิ เรยี นรู้ชีวติ พืช ตรวจสอบผล วัฏจักรชีวิตของพืชดอกแต่ละชนิดมีระยะเวลาแตกต่างกัน พืชบางชนิดมีวฏั จกั รชีวติ สั้น ๆ เช่น ขา้ ว ข้าวโพด ถั่วลิสง พริก 1. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมที่ 2 เรื่อง มะเขือเทศ คะน้า แต่พืชบางชนิดมีวัฏจักรชีวิตยาวนานหลายปี วัฏจักรชีวิตของพืชดอก ในสมุดหรือในแบบ เชน่ มะยม มะม่วง ขนุน แอปเปลิ ซงึ่ วัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอก ฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 แต่ละชนิดจะคล้ายกัน ดังน้ี 2. ครูตรวจสอบแผนภาพการสืบพันธุแบบอาศัย เพศของพืชดอก 3. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบได ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ภาพท ี่ 3.27 เมล็ด ภาพท ่ี 3.28 ต้นอ่อน 1. เมอื่ น�ำเมล็ดไปปลกู 2. เมอ่ื เมล็ดเรม่ิ งอก จนมีสภาวะท่ีเหมาะสมส�าหรับ เป็นต้นอ่อน รากจะเร่ิมดูดน�้าได้ การงอก เมล็ดก็จะเจริญเติบโต ลา� ตน้ เลก็ ๆ จะเรม่ิ โผลข่ นึ้ มาจากดนิ ไปเป็นต้นพืชตน้ ใหม่ และม ีใบ ซง่ึ เรมิ่ สรา้ งอาหารเองได้ ภาพที่ 3.29 ต้นโตเตม็ ท่ีจนมดี อก ภาพที ่ 3.30 ผลและเมล็ดทเ่ี กดิ ขน้ึ 3. เม่ือเจริญเตบิ โตเตม็ ที่ 4. เมอื่ ดอกไดร้ บั กำรสบื พนั ธ์ุ ต้นพืชจะเริ่มออกดอก ซ่ึงดอกจะ จะออกผล ซ่ึงผลจะมีเมล็ดอยู่ ท�าหน้าทีใ่ นการสืบพันธ์ุ ภายใน วัฏจกั รชีวิตของพชื ดอก 77 ขอสอบเนน การคิด ส่ือ Digital ขอ ใดกลาวไมถ ูกตอง ครูใหนักเรียนเรียนรูเก่ียวกับวัฏจักรชีวิตของพืชดอกเพิ่มเติมจากสื่อดิจิทัล 1. เม่ือเกดิ การปฏสิ นธิในดอกสตรอวเ บอรรีแลว ออวลุ จะ โดยใหส แกน QR Code เรอ่ื ง วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา 77 เจริญกลายเปนเมล็ด 2. กลบี ดอกของสตรอวเบอรร ีจะทาํ หนา ทใี่ นการลอแมลงให แนวทางการวัดและประเมินผล มาผสมเกสร 3. ภายในรงั ไขข องดอกสตรอวเ บอรร จี ะมีออวลุ และภายใน ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน ออวลุ จะมเี ซลลสบื พันธุเ พศผู รายบคุ คล การทาํ งานกลมุ และการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาช้นั เรยี นได โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของ (วิเคราะหคําตอบ ภายในรังไขของดอกสตรอวเบอรรีจะมีออวุล หนว ยการเรยี นรูท่ี 3 เรยี นรชู วี ิตพืช และภายในออวลุ จะมเี ซลลสบื พนั ธเุ พศเมยี ดงั นนั้ ขอ 3. จงึ เปน คาํ ตอบทีถ่ กู ตอ ง) T87

นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ นาํ µÑÇÍÂÒ‹ § Çѯ¨¡Ñ êÇÕ Ôµ¢Í§¾ª× ãºàÅÂÕé §à´èÂÕ Ç กระตนุ้ ความสนใจ Çั¯จกั รªีÇติ ของตน้ ข้ำÇ 1. ครนู ําแผนภาพตน พืช 2 ชนิดมาแขวนไวบน มวี ฏั จักรชีวิตประมาณ 3-4 เดอื นครง่ึ กระดาน ใหน ักเรียนดู เชน แผนภาพมะพราว แผนภาพมะมวง ต้นที่เจริญเติบโต เต็มท่ีจนมีดอก 2. ใหน กั เรยี นสงั เกตลกั ษณะของตน พชื ทงั้ 2 ชนดิ และใหน กั เรยี นชว ยกนั บอกความแตกตา งของ ¼ลáลÐเมล็ด ตนพืชท้ัง 2 ชนิด โดยใหนักเรียนยกมือตอบ และแสดงความคดิ เหน็ ต้นอ‹อน (แนวตอบ - ลําตนไมเหมือนกัน ตนมะพราวมีขอปลอง ชัดเจน สว นตนมะมวงไมมขี อปลอง - ใบไมเหมือนกัน ใบมะพราวมีลักษณะเรียว แคบ เสน ใบขนาน สวนใบมะมวงมีลักษณะ กวาง เสนใบเปน รางแห - รากไมเหมือนกัน รากของตนมะพราวเปน รากฝอย สวนรากตนมะมว งเปน รากแกว) 3. ครเู ขียนคาํ ตอบของนกั เรยี นไวบนกระดาน 4. ครูถามคาํ ถามนกั เรียนวา • ตนมะพราวและตนมะมวง พืชชนิดใดที่ เปนพืชใบเล้ียงเด่ียว และพืชชนิดใดท่ีเปน พืชใบเลยี้ งคู (แนวตอบ ตนมะพราวเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สวนตน มะมว งเปน พชื ใบเลยี้ งค)ู (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล) 78 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด ครูควรอธิบายเพ่ิมเติมใหนักเรียนเขาใจวา ตนขาวเปนพืชดอก ท่ีมีลําตน เมอื่ นาํ เมลด็ พชื ไปปลูก ส่ิงใดทง่ี อกออกจากเมลด็ เปน อันดบั แรก เปน ขอ ปลองชดั เจน มีใบเรยี วแคบ เสน ใบจะเรยี งตัวกนั แบบขนาน มใี บเลย้ี ง 1 1. ราก ใบ ในระยะท่งี อกออกจากเมล็ด มรี ะบบรากฝอย ตนขา วจึงเปน พืชใบเลย้ี งเดยี่ ว 2. ดอก 3. ผลและเมล็ด ตัวอยางพืชใบเลี้ยงเดย่ี ว เชน หญา ขาวโพด มะพรา ว ขงิ ขา ตะไคร (แนวตอบ เมือ่ นาํ เมล็ดพืชไปปลกู สักระยะหนง่ึ สง่ิ แรกท่จี ะงอก ออกจากเมลด็ คือ ราก ดังนั้น ขอ 1. จึงเปนคาํ ตอบที่ถกู ตอง) ขาวโพด มะพรา ว T88

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ขน้ั สอน เรียนรู้ชวี ิตพืช สาํ รวจคน้ หา µÇÑ Í‹ҧ Ç¯Ñ ¨Ñ¡ÃªÇÕ Ôµ¢Í§¾ª× ãºàÅÕ駤‹Ù 1. ครูแบงกลุมนักเรียนแบบคละความสามารถ 1. ǯั จกั รªÇี ติ ของต้นกรÐเจêÂี บáดง กลุม ละ 3-5 คน ใหอยูกลุมเดียวกนั โดยครู เปน ผูเ ลอื กนกั เรยี นเขา กลมุ มีวัฏจกั รชีวติ ประมาณ 4 เดือน 2. นักเรียนแตละกลุมชวยกันศึกษาขอมูลจาก ต้นท่ีเจริญเติบโต หนังสือเรยี น หนา 78-80 เต็มท่ีจนมีดอก 3. แตล ะกลมุ รว มกนั แสดงความคดิ เหน็ แลว เลอื ก พืชใบเลี้ยงเด่ียวและพืชใบเลี้ยงคูอยางละ 1 ชนิด จากน้ันเขียนวัฏจักรชีวิตของพืชแตละ ชนดิ ลงในกระดาษแขง็ แผน ใหญ พรอ มตกแตง ใหสวยงาม (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม ) ¼ลáลÐเมล็ด ต้นอ‹อน 79 กิจกรรม ทาทาย เกร็ดแนะครู 1. ใหน กั เรยี นทดลองปลกู พชื ดอก 1 ชนดิ แลว สงั เกตและบนั ทกึ ผล ครคู วรอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน กั เรยี นเขา ใจวา กระเจยี๊ บแดง (Jamaica sorrel การเปลย่ี นแปลง หรือ Roselle) เปน พืชดอก ท่มี ลี าํ ตนเปน ขอปลองไมช ดั เจน มีใบกวาง มีเสน ใบ เรยี งตวั เปน รางแห มีใบเล้ียง 2 ใบ ในระยะที่งอกออกจากเมลด็ มรี ะบบรากแกว 2. นาํ ขอ มูลทีไ่ ดม าเขียนวัฏจักรชวี ติ ของพืชดอก จงึ จดั วากระเจ๊ียบแดงเปน พชื ใบเลย้ี งคู 3. นาํ เสนอผลงานหนา ชั้นเรียน ตวั อยางพชื ใบเล้ยี งคู เชน ทานตะวนั มะเขือเทศ มะนาว ถั่ว พรกิ กุหลาบ มะเขือเทศ มะนาว พริก Tกุหลาบ 89

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 2. Çั¯จกั รªีÇิตของตน้ ทำนตÐÇัน อธบิ ายความรู้ มวี ัฏจักรชีวิตประมาณ 3 เดอื นครึ่ง 1. ครจู บั สลากเลอื กลาํ ดบั ของแตล ะกลมุ ใหม านาํ ต้นที่เจริญเติบโต เสนอผลการทาํ กจิ กรรม เพอ่ื ตรวจสอบความรู เต็มท่ีจนมีดอก ของนกั เรยี นหลังการทาํ กิจกรรม 2. นักเรียนออกมานําเสนอผลการทํากิจกรรม หนา ชน้ั เรยี นทีละกลมุ 3. กลมุ อนื่ ๆ ผลดั กนั อภปิ รายเกยี่ วกบั วฏั จกั รชวี ติ ของพืชดอกของกลุม ทน่ี าํ เสนอ (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม ) ¼ลáลÐเมล็ด ต้นอ‹อน à¡Ã´ç Ç·Ô Â¹ Ò‹ Ì٠ทานตะวัน (sunflower) เปนพืชชนิดหนึ่งท่ีทนตอความแหงแลงและอากาศรอน ในประเทศไทยปลูกไดท้ังภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ปจจุบันคนเรานิยมนํา เตชนนอโอ รนคทมาะนเรต็งะวโนัรคมเาบราบั หปวราะน1ทาโรนคเอพัลรไาซะเพมบอวร2า มสี ารทช่ี ว ยในการปอ งกนั โรคไดห ลายชนดิ 80 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET ครูจดั กิจกรรมการเรียนรูเพ่ิมเติม โดยจัดประกวดผลงานการเขียนวัฏจักร ขอ ใดกลาวถึงเรือ่ งพืชไมถูกตอ ง ชีวิตของพืชใบเล้ียงเด่ียวและพืชใบเลี้ยงคู หรือนําผลงานท่ีนักเรียนสรางข้ึนไป 1. พืชทุกชนดิ เมือ่ เจรญิ เตบิ โตเตม็ ทีแ่ ลว จะมีผลออกมา จดั แสดงในงานวันวิทยาศาสตร เพือ่ เปนการเผยแพรความรู 2. เมลด็ พืชเกดิ จากการสืบพันธุแ บบอาศัยเพศของพืชดอก 3. การถา ยละอองเรณเู ปน กระบวนการหน่งึ ของการสบื พนั ธุ นักเรียนควรรู (วเิ คราะหค าํ ตอบ พชื ทกุ ชนดิ เมอ่ื เจรญิ เตบิ โตเตม็ ทแี่ ลว ไมจ าํ เปน 1 โรคเบาหวาน คือ โรคที่เกดิ จากความผดิ ปกตขิ องรางกาย ซึ่งผลติ ฮอรโมน ตองมีผลออกมา เนื่องจากพืชบางชนิดใชการขยายพันธุแบบ อนิ ซูลนิ ไมเพยี งพอ จึงทําใหระดับนา้ํ ตาลในกระแสเลอื ดสงู เกนิ ปกติ ไมอาศยั เพศ ไมม ดี อก ไมมผี ลและเมล็ด เชน เฟน ดงั นั้น ขอ 1. จึงเปน คําตอบท่ีถกู ตอ ง) 2 โรคอัลไซเมอร คอื โรคท่ีเกิดจากสวนตา ง ๆ ของสมองฝอ ตวั ลง ซ่งึ อาการ ของโรคอัลไซเมอรจะเริม่ จากลืมเรอ่ื งงาย ๆ พฒั นาไปเปน หลงทาง จนไม สามารถดแู ลตนเองได T90

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ขน้ั สอน เรียนรูช้ ีวติ พชื ขยายความเขา้ ใจ 1¡Ô¨¡ÃÃÁ ¾²Ñ ¹Ò¡ÒÃàÃչ̷٠èÕ 1. นกั เรยี นแตล ะคนนาํ กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรู ดภู าพตน ถ่ัวที่กาํ หนดให แลว เขียนวัฏจกั รชีวิตของตน ถัว่ ลงในสมุด ที่ 1 จากหนงั สอื เรยี นหนา นี้ ไปทาํ เปน การบา น โดยใหนักเรียนทําลงในสมุด แลวนํามาสงใน 1) 3) 4) ชว่ั โมงถัดไป 2) 2. ครสู นทนากบั นกั เรยี นเพอ่ื ทบทวนความรคู วาม เขาใจเกี่ยวกับเน้ือหาท่ีไดเรียนผานมาจาก หนว ยการเรียนรูท ่ี 3 บทท่ี 2 จากนั้นใหเขยี น สรุปความรเู ก่ียวกับเรอื่ งทไี่ ดเรยี นมาจากบทที่ 2 ในรปู แบบตา งๆ เชน แผนภาพ แผนผงั เขยี น บรรยาย ลงในสมุด กิจกรรม สรปุ ¤Çำมรปู้ รÐจำ� บทที่ 2 แนวตอบ กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรทู้ ่ี 1 µÃǨÊͺµ¹àͧ หลงั เรียนบทนีแ้ ลว ใหนกั เรียนบอกสัญลักษณท่ตี รงกับระดบั ความสามารถของตนเอง รายการ เกณฑ ควรปรับปรุง ดี พอใช 1. เข้าใจเนือ้ หาเก่ยี วกบั เรอ่ื งศึกษาชวี ิตของพืชดอก 2. สามารถทา� กจิ กรรมและอธิบายผลการท�ากิจกรรมได้ 3. สามารถตอบคา� ถามจากกิจกรรมหนูตอบได้ 4. ท�างานกลมุ่ ร่วมกับเพอื่ นได้ดี 5. นา� ความรไู้ ปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจา� วันได้ 81 ขอ สอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู หลังจากการผสมเกสรของดอกมะมวงจนเกิดการปฏิสนธิแลว ครูอาจอธิบายใหนักเรียนเขาใจเพิ่มเติมวา ถ่ัวแปป มีช่ือทองถ่ินหลายชื่อ ออวลุ จะเจรญิ กลายเปน อะไร เชน ถั่วแปะยี หมากแปบ ถ่ัวหนัง มะแปบ ถ่ัวแปบขาว ซึ่งถั่วแปปเปนพืช ตระกลู ถัว่ เปนพืชลมลกุ มใี บเปนใบประกอบ มใี บยอ ย 3 ใบ มีดอกสขี าวเปน 1. ผลมะมว ง ชอออกจากซอกใบใกลๆ ยอด ในหนง่ึ ชอจะมดี อกยอ ยหลายดอก มผี ลหรอื ฝก 2. เมล็ดมะมว ง ที่มีโปรตีนและวิตามิน สามารถนํามาประกอบอาหารไดหลายอยาง เชน ผัด 3. เปลอื กมะมวง นาํ้ พริกถ่วั แปป แกงสม (แนวตอบ ออวุลจะเจริญกลายเปนเมล็ด สวนเปลือกและผล เจริญมาจากรังไข ดงั นัน้ ขอ 2. จึงเปน คาํ ตอบทีถ่ ูกตอง) T91

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ÊÃ»Ø ÊÒÃÐÊíÒ¤ÞÑ 2»รШÒí º··èี ขยายความเขา้ ใจ กลี บกดลเกอีบสกเลรเกี้ÂเพสงรÈเเพมÈี¼ู้ ÈัÂเพÈของพªื ดอก àÁÅ´ç á¾Ã‹¡ÃШÒ 3. นักเรียนรวมกันศึกษาแผนผังความคิดสรุป กำร ืสบ ัพน ์ธุáบบอำ ของดอก à¡Ô´à»¹š ¼Å à¡Ô´à»¹š µŒ¹ãËÁ‹ สาระสาํ คัญประจําหนวยการเรียนรทู ี่ 3 บทท่ี áÅÐàÁÅ´ç à¨ÃÔÞàµºÔ âµ¨¹ 2 ในหนังสอื เรยี นหนา นี้ Çั¯จักรªีÇิตของพืªดอก Á´Õ Í¡ สÇ‹ นปรÐกอบ 4. ครูสุมเรียกนักเรียนทีละคน จากน้ันใหยก ตวั อยางวัฏจกั รชวี ติ ของพชื ดอก 1 ชนดิ โดย ครคู อยอธิบายเพ่มิ เตมิ ในสวนท่ีบกพรอ ง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล) à¡Ô´¡Òö‹Ò ÅÐÍͧàóáÙ ÅÐ à¡Ô´¡Òû¯ÊÔ ¹¸Ô Á°. Ç 1.2 ».2/3 È¡Ö ÉÒªÕÇµÔ ¢Í§¾ª× ´Í¡ ´Í¡ ¼ÅáÅÐàÁÅç´ µ¹Œ ·Õàè ¨ÃÔÞàµÔºâµ µ¹Œ ÍÍ‹ ¹ àµçÁ·¨Õè ¹ÁÕ´Í¡ 82 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรยี นปลูกพืชชนดิ หนงึ่ ในกระถาง เมือ่ เรม่ิ ออกดอก กอนที่ เมื่อเรียนจบบทนี้แลว ครูอาจใหนักเรียนตั้งคําถามท่ีอยากรูเพ่ิมเติม ดอกจะบานหนึ่งวัน เอาถุงกระดาษครอบดอกไวและปดปากถุง เก่ียวกับเรื่อง ศึกษาชีวิตของพืชดอก คนละ 1 คําถาม จากนั้นครูสุมเรียกให หลังจากนั้นหน่ึงสัปดาห นําถุงกระดาษออก พบวาดอกไมนี้ นกั เรียนบอกคําถามของตนเอง แลว ใหเ พือ่ นคนอน่ื ๆ ในช้นั เรียนชว ยกันแสดง ตดิ ผลและภายในผลมเี มล็ด ความคิดเห็นวา จะใชวิธีการทางวิทยาศาสตรตอบคําถามน้ีไดอยางไร โดยครู จากขอ มลู ขอใดอธบิ ายสิง่ ทเ่ี กิดข้ึนไดถกู ตอง ทําหนา ที่เปน ผชู แี้ นะและสังเกตการทํากิจกรรมของนกั เรยี นอยา งใกลชิด 1. พืชชนิดน้ีไมเ กดิ การปฏิสนธิ การตั้งคําถามจากการสังเกตหรือจากประเด็นท่ีตนเองสงสัย (ระบุปญหา) 2. พืชชนดิ นี้สืบพันธแุ บบอาศัยเพศ เปนขั้นตอนแรกของวิธีการทางวิทยาศาสตร ซึ่งครูควรใหนักเรียนไดฝกฝน 3. พชื ชนดิ นี้ไมม ีการถายละอองเรณเู กดิ ข้นึ เพราะเปนคุณสมบัติสาํ คญั อยา งหน่งึ ของนกั วทิ ยาศาสตร (แนวตอบ การใชถุงกระดาษครอบดอกไวเปนการบงบอกวา ไมมีอะไรจากสิ่งแวดลอ มมารบกวนได ดงั นน้ั การท่ดี อกติดผลได T92 แสดงวาเกิดการถายละอองเรณูและมีการปฏิสนธิ ซึ่งเปนการ สืบพนั ธุแบบอาศยั เพศ ดังน้ัน ขอ 2. จงึ เปน คาํ ตอบทถี่ กู ตอง)

นาํ สอน สรปุ ประเมนิ กิจกรรมฝกทักษะ 3หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ขนั้ สอน เรยี นร้ชู ีวติ พชื º··èÕ 2 ขยายความเขา้ ใจ 4 1. ด ภู าพ แลวระบุวา คือสวนประกอบใดของพชื ดอก 5. นักเรียนทุกคนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 2 123 จากหนังสือเรียนหนานี้ลงในสมุดหรือทําใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล) ลงใน(ใสหุ้มนัดกปเรรีะย �จนา ับตัวนนัึทกกเ ้ขีรอย ูมน)ล2. สืบคนขอมูลเกี่ยวกับวัฏจักรชีวิตของมะพราว 1จากน้ันเรียงลําดับภาพ แนวตอบ กจิ กรรมฝก ทกั ษะ การเจริญเติบโต และเขียนอธบิ ายวัฏจกั รชวี ิตของมะพรา วลงในสมุด 1) 2) 3) ขอ 1. 1) ลําตน 2) ดอก 3) ใบ 4) ราก 3. ข ีด ✓ หนาขอ ที่ถกู และกา ✗ หนาขอทผี่ ดิ 1) ............................ รังไข่จะเจริญเตบิ โตกลายไปเปน็ ผล ขอ 2. 2) ............................ ออวุลจะเจริญเติบโตกลายไปเป็นดอก เรียงลําดับการเจริญเติบโตเริ่มตนจากภาพ 3) 3) ............................ การเกดิ วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอกทา� ใหพ้ ชื ดอกไมส่ ญู พนั ธ์ุ 1) และ 2) ตามลําดบั 4) ............................ เ มือ่ พืชเจรญิ เติบโตจนมีผล ผลจะท�าหนา้ ที่ในการสบื พนั ธุ์ วัฏจกั รชีวิตของมะพราวมี ดังนี้ 5) ............................ เมือ่ เมลด็ ปลิวไปตกในบริเวณท่ีเหมาะสม เมลด็ จะสามารถ งอกเปน็ ตน้ พชื ต้นใหม่ได้ ตน ท่เี จริญเติบโต ผลและเมลด็ เตม็ ท่จี นมดี อก ตน ออ น 83 ขอ 3. ✗ 3) ✓ 1) ✓ 2) 4) ✗ 5) ✓ ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู พิจารณาขอความตอไปนี้หลังจากท่ีพืชมีการปฏิสนธิแลวส่ิงที่ เมื่อนักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะเสร็จแลว ครูอาจจัดกิจกรรมการเรียนรู เกดิ ขนึ้ คอื ขอ ใด โดยสุมนักเรียนตามเลขท่ี 4-5 คน แลวใหออกมาเฉลยคําตอบหนาชั้นเรียน ทีละคน จากน้ันใหเพื่อนๆ ในชั้นเรียนรวมกันอภิปรายจนไดคําตอบท่ีถูกตอง ก. รังไขเ จริญกลายเปนผล โดยมคี รคู อยตรวจสอบความถูกตอ ง ข. ออวุลเจรญิ กลายเปน เมล็ด ค. ผนงั รงั ไขเ จริญกลายเปน เปลือกและเนอ้ื ของผล นักเรียนควรรู ขอใดกลาวถูกตอ ง 1 มะพราว คือ พืชมีดอกชนิดหนึ่ง ซึ่งมะพราวถูกจัดเปนพืชใบเล้ียงเดี่ยว 1. ขอ ก. และ ข. โดยมะพราวเปน พืชทีม่ ีวัฎจักรชวี ติ หลายป 2. ขอ ข. และ ค. 3. ขอ ก. ข. และ ค. T93 (แนวตอบ หลังจากพชื เกิดการปฏิสนธิแลว รงั ไขจะเจรญิ กลาย เปนผล ออวลุ เจริญกลายเปน เมลด็ สว นผนงั รงั ไขเจริญกลายเปน เปลือกและเน้ือของผล ดงั นั้น ขอ 3. จงึ เปน คําตอบทถี่ กู ตอง)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook