นาํ สอน สรุป ประเมนิ ขนั้ สอน á¼¹ÀÒ¾ à»ÃÕºà·ÕºÅѡɳÐÊíÒ¤ÑޢͧÊè§Ô ÁªÕ ÇÕ ÔµáÅÐʧÔè äÁÁ‹ ªÕ ÕÇÔµ ขยายความเขา้ ใจ ลกั ษณะสําคญั ของสิ่งมีชีวิต 1. ครแู จกใบงาน เรอ่ื ง ลกั ษณะของสิง่ มีชีวิตและ • ตองการอาหารและนา้ํ • สืบพันธไุ ด สงิ่ ไมม ีชวี ติ ใหแตละคนทํา • มกี ารเจรญิ เติบโต • หายใจได (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช • ตอบสนองตอ สงิ่ เรา • ขบั ถา ยของเสยี ได แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) • เคลื่อนทแ่ี ละเคลือ่ นไหวได 2. ครสู มุ เรียกนักเรยี นตามเลขท่ี 3-4 คน ออกมา ลกั ษณะสาํ คัญของสิ่งไมมชี ีวิต นําเสนอใบงานหนาช้ันเรียน เพื่อแลกเปลี่ยน ขอมลู กับเพ่ือนคนอน่ื ๆ • ไมตองการอาหารและนํ้า • ไมส ืบพันธุ • ไมม ีการเจริญเตบิ โต • ไมหายใจ ขนั้ สรปุ • ไมต อบสนองตอ ส่ิงเรา • ไมข บั ถายของเสีย • ไมสามารถเคลอื่ นทแี่ ละเคล่ือนไหวไดเอง ตรวจสอบผล 1. นกั เรียนทาํ กิจกรรมพัฒนาการเรียนรทู ี่ 1 จาก หนังสอื เรยี น หนา 39 ลงในสมุด 2. ครูสุมนักเรียน 3-4 คน ออกมาเฉลยคําตอบ จากทาํ กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรู โดยมคี รคู อย เสริมในสว นท่ขี าดตกบกพรองไป (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล) 38 เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills ครสู ามารถหยบิ ใชใ บงาน เรอื่ ง ลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ ไมม ชี วี ติ ไดจ าก 1. นักเรียนแบง กลุม กลุมละ 3-5 คน แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 4 เรอื่ ง ลกั ษณะสาํ คญั ของสงิ่ มชี วี ติ และสงิ่ ไมม ชี วี ติ ของ 2. ครใู หน ักเรยี นแตล ะกลมุ เลือกสงั เกตส่ิงมีชีวิตมา 3 ชนดิ พรอม หนวยการเรยี นรูท ี่ 2 สิ่งแวดลอมรอบตัวเรา ไดด ังภาพตัวอยาง เขียนบอกลักษณะอยางใดอยางหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่สังเกตไดใน ขณะทก่ี าํ ลังสงั เกต 3. เม่ือแตละกลุมไดคําตอบแลว จากนั้นใหนําผลการทํากิจกรรม มาจัดกระทําและส่ือความหมายขอมูลในกระดาษแข็งแลว ตกแตงใหส วยงาม 4. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนแตละกลุมออกนําเสนอผลงานหนา ชัน้ เรยี น T44
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2หนว ยการเรียนรทู ี่ ขน้ั สรปุ ÊÔ§è áÇ´ÅÍŒ ÁÃͺµÇÑ àÃÒ ตรวจสอบผล 1¡¨Ô ¡ÃÃÁ ¾Ñ²¹Ò¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙ·Œ Õè 3. ครูถามคําถามทาทายการคิดขั้นสูง จาก หนงั สอื เรยี นหนา น้ี แลว ใหน กั เรยี นชว ยกนั ตอบ ดภู าพแลว ระบวุ า ภาพแตล ะหมายเลขคอื ภาพอะไร จากนน้ั จดั จาํ แนกวา เปนส่งิ มชี ีวติ หรือส่ิงไมม ชี ีวิต แลวบันทึกลงในสมดุ 4. นกั เรียนทาํ กจิ กรรมสรุปความรูป ระจาํ บทที่ 1 ลงในสมดุ 1) 2) 3) ขนั้ ประเมนิ 4) 5) 6) ตรวจสอบผล ¤Ó¶ÒÁ·ÒŒ ·Ò¡ÒäԴ¢é¹Ñ ÊÙ§ สงิ่ ไมม ชี วี ติ ตา งๆ ตอ งการปจ จยั ในการดาํ รงชวี ติ 1หรอื ไม เพราะอะไร 1. ครูตรวจสอบผลงานการสรุปความรูท่ีไดเรียน จากบทนี้ในกระดาษ 2. ครูตรวจสอบผลการทําสรุปความรูประจําบท ที่ 1 ในสมุด 3. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เรื่อง ลักษณะ ของสงิ่ มชี ีวิตและสง่ิ ไมม ีชวี ิต 4. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมพัฒนาการ เรียนรูท ี่ 1 ลงในสมดุ µÃǨÊͺµ¹àͧ กจิ กรรม สรปุ ความรปู ระจาํ บทที่ 1 หลงั เรียนจบบทนแี้ ลว ใหน ักเรยี นบอกสญั ลกั ษณท ่ตี รงกับระดับความสามารถของตนเอง แนวตอบ กจิ กรรมพัฒนาการเรียนรู้ท่ี 1 รายการ เกณฑ 1) แมว เปนสงิ่ มีชีวติ 2) ลกู โปง เปน ส่ิงไมม ชี ีวิต ดี พอใช ควรปรับปรงุ 3) กหุ ลาบ เปน สิง่ มชี วี ติ 4) กลว ย เปน สิ่งมีชวี ติ 1. เขาใจเนอ้ื หาเก่ียวกับเรอ่ื งสง่ิ มีชวี ติ และสง่ิ ไมมชี ีวิต 5) ไก เปน สิ่งมีชีวติ 2. สามารถทาํ กจิ กรรมและอธิบายผลการทํากจิ กรรมได 6) รถยนต เปน สงิ่ ไมม ชี วี ติ 3. สามารถตอบคําถามจากกิจกรรมหนูตอบได 4. ทาํ งานกลมุ รวมกับเพอ่ื นไดด ี แนวตอบ คาํ ถามท้าทายการคดิ ขั้นสูง 5. นําความรไู ปใชป ระโยชนในชวี ติ ประจาํ วนั ได ไมต อ งการ เพราะสง่ิ ไมม ชี วี ติ ไมต อ งการอาหาร 39 และน้ํา เพือ่ ทาํ ใหร า งกายเจรญิ เติบโต ไมต อ งการ อากาศในการหายใจ ซ่ึงอาหาร น้ํา และอากาศ เปน ปจ จัยที่สําคัญตอ สง่ิ มชี ีวติ ขอสอบเนน การคิด นักเรียนควรรู ขอ ใดเปนการตอบสนองตอส่งิ เรา 1 ปจจัยในการดํารงชีวิต สิ่งมีชีวิตทุกชนิดตองการปจจัยในการดํารงชีวิต 1. วัวกินหญา ดงั น้ี 2. แมวนอนหลบั 3. สนุ ัขเหา เสียงดัง ปจ จัยในการดํารงชีวิตของมนุษย ไดแก อาหาร นํา้ และอากาศ ปจจยั ในการดํารงชวี ิตของสัตว ไดแก อาหาร นาํ้ และอากาศ (วเิ คราะหค าํ ตอบ ววั กนิ หญา เปน การตอ งการอาหารของสงิ่ มชี วี ติ ปจ จยั ในการดํารงชีวิตของพืช ไดแก แสง นาํ้ อากาศ และธาตุอาหาร แมวนอนหลบั เปน การเจรญิ เตบิ โตของรา งกาย สว นสนุ ขั เหา เสยี งดงั เปนการตอบสนองตอเราที่มากระตุนสุนัข เชน แมว สุนัขตัวอ่ืน แนวทางการวัดและประเมินผล ดังนนั้ ขอ 3. จงึ เปนคําตอบทถ่ี ูกตอ ง) ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามรายบุคคล พฤติกรรมการ ทาํ งานกลุม และการนาํ เสนอผลงานหนาช้นั เรยี นของนักเรียน โดยศกึ ษาเกณฑ การวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของหนวยการเรียนรู ท่ี 2 ส่ิงแวดลอมรอบตวั เรา T45
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ ÊÃØ» ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞัลกษณะ ํสาคัญของ ิส่งมี ีช 1»ÃШÒí º··èÕ วิต ตองการอ กระตนุ้ ความสนใจ ากามศีกหาารยเใคจลื่อนไตหอวแงกลาะมรเมมีคกอีกีกาลาาราห่ือรรสมนาขตืบรีกทับอแพา่ีถบรลันเาสจะธยนนรุ ขิญอ้ําองเงตตเิบอสโสียต่ิงเรา 1. ครูทบทวนความรูเดิมโดยการถามคําถาม นกั เรยี นวา ภายในหอ งเรยี นของเรามสี งิ่ มชี วี ติ และสิ่งไมมีชีวิตอะไรบาง ใหนักเรียนยกมือ ชวยกนั ตอบ (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) 2. ครนู าํ บตั รขอ ความเกยี่ วกบั ลกั ษณะสาํ คญั ของ ส่ิงมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตมาใสกลองวางคละ กนั ไวหนา ชั้นเรียน 3. ครสู มุ หยบิ บตั รขอ ความขน้ึ มา ใหน กั เรยี นอา น พรอ มกนั แลว บอกวา เปน ลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ติ หรอื ส่งิ ไมม ีชีวติ ไมหายใจ Á°. Ç 1.3 ».2/1วิต ไมสามารถเคพลันื่อธนุ ท่ี ไดเอง ไ มมีการสืบ Êè§Ô ÁªÕ ÕÇµÔ áÅÐÊè§Ô äÁ‹ÁÕªÕÇÔµ ไ มตองการอาหารและน้ํา ไมม ีลกั ษณะสาํ คญั ของสงิ่ ไมม ชี ี ไมตอบสนองตอส่ิงเรา การขับถายของไเมสมียีการเจริญเติบโต 40 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด เมอ่ื เรยี นจบบทนแี้ ลว ครอู าจใหน กั เรยี นตง้ั คาํ ถามทอี่ ยากรเู พม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั แมวกบั สุนัข จดั เปน สิ่งมีชีวติ เพราะอะไร เรื่องส่งิ แวดลอมรอบตัวเรา คนละ 1 คาํ ถาม จากนนั้ ครูสุมเรียกใหน ักเรียนบอก 1. มีนิสัยขี้ออ น คําถามของตนเอง แลว ใหเ พือ่ นคนอนื่ ๆ ในชน้ั เรียนชว ยกนั แสดงความคดิ เห็น 2. มขี นปกคลุมลาํ ตัว โดยครทู าํ หนา ทเ่ี ปน ผชู ีแ้ นะและสงั เกตการทาํ กจิ กรรมของนกั เรยี นอยา งใกลช ดิ 3. กนิ อาหารและน้ําได (วเิ คราะหค าํ ตอบ แมวกับสนุ ัขเปน สิง่ มชี วี ิต เนือ่ งจากส่ิงมชี ีวิตมี ลกั ษณะสาํ คญั คอื หายใจ ขบั ถา ย กินอาหารและนา้ํ เจริญเตบิ โต สบื พันธุ และเคล่ือนทีไ่ ด ดังน้ัน ขอ 3. จงึ เปน คําตอบทถี่ กู ตอง) T46
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2หนวยการเรยี นรูท่ี ขน้ั สอน ʧèÔ áÇ´ÅÍÁÃͺµÑÇàÃÒ สาํ รวจคน้ หา กิจกรรมฝกทักษะ 1. ครใู ชว ธิ สี อนโดยใชเ กมแบบแขง ขนั ในการสอน โดยแบง นกั เรยี นออกเปน สองกลุม º··Õè 1 (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม) 1. ตอบคําถามตอ ไปนี้ลงในสมดุ 1) ตน มะพรา ว กอนหนิ มา สง่ิ ใดเปน สงิ่ มีชีวติ 2. ครชู แี้ จง วธิ กี ารเลน ใหน กั เรยี นเขา ใจกอ น ดงั นี้ 2) ไก โทรศพั ท แกวน้ํา สิง่ ใดตา งจากพวก เพราะอะไร 1) ครูติดบัตรคําส่ิงมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตไว 3) ยกตัวอยางส่ิงมชี ีวติ ทเี่ ปน สตั วม า 3 ตัวอยา ง คนละฝงของกระดาน 4) ยกตัวอยา งสง่ิ ไมม ชี ีวิตทีพ่ บในบา นของนักเรียนมา 3 ตวั อยา ง 2) ครูวางบัตรขอความลักษณะสําคัญของส่ิง 5) ถา จะสงั เกตวาสงิ่ ใดเปน สงิ่ มีชีวติ นักเรยี นจะสงั เกตไดจากอะไรบาง มีชวี ติ และส่ิงไมม ชี วี ติ คละกันไวห นาหอง 3) ใหแตละกลุมเลือกวากลุมตนเองจะเปน 2. ดูภาพ แลวนําขอความลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่กําหนดใหไปเขียนลงใน สิ่งมีชีวิตหรือส่ิงไมมีชีวิต แลวสงตัวแทน สมุดใหมคี วามสัมพันธกนั กับภาพแตละขอ ออกมา 7 คน และเขา แถวตอนลึก 4) เม่อื ครใู หส ัญญาณ “เร่มิ ” ใหต ัวแทนว่งิ ไป กนิ อาหาร ขับถาย หายใจ เจรญิ เตบิ โต เลือกบัตรขอความลักษณะท่ีกลุมตนเอง สบื พันธุ เคลือ่ นไหว/เคลอ่ื นที่ ตอบสนองตอ สิ่งเรา เปน แลว นาํ ไปตดิ ทก่ี ระดาน จากนน้ั วง่ิ กลบั มาแปะมอื เพอ่ื นคนทันไปจนครบ 7 คน 1 23 5) กลุมใดท่ีเสร็จกอนและตอบไดถูกตอง ทั้งหมดเปน ฝา ยชนะ อธบิ ายความรู้ เมอ่ื จบเกมครแู ละนกั เรยี นชว ยกนั สรปุ เกย่ี วกบั ลักษณะสําคัญของส่ิงมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตที่ได จากการเลม เกม 4 56 41 กจิ กรรม สรางเสริม แนวตอบ กิจกรรมฝกทักษะ ใหนักเรียนติดภาพสิ่งมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตลงในสมุด ขอ 1. 1) ตน มะพรา ว มา อยางละ 1 ภาพ แลวเขียนเปรียบเทียบลักษณะของส่ิงมีชีวิตกับ 2) ไก เพราะไกเปน สง่ิ มีชวี ติ สว นโทรศพั ทกบั แกวนํา้ เปน สิ่งไมมชี ีวติ สงิ่ ไมมชี วี ิต 3) ตัวอยางเชน หมู สนุ ขั ไก เปด วัว แมว 4) ตัวอยา งเชน เกาอ้ี โตะ โทรทศั น ปากกา ดินสอ ตุก ตา กิจกรรม ทาทาย 5) สังเกตไดจ าก สง่ิ มชี วี ติ ตองการอากาศในการหายใจ มกี ารเคลื่อนท่ี และเคลอื่ นไหว มกี ารสบื พนั ธุ ตองการอาหารและนํ้า มกี ารขับถาย ใหนักเรียนเขียนแผนผังความคิดแสดงลักษณะสําคัญของ ของเสยี มกี ารตอบสนองตอ สงิ่ เรา และมกี ารเจรญิ เตบิ โตของรา งกาย สิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต พรอมวาดรูปหรือติดภาพของลักษณะ สาํ คัญตา งๆ สิง่ มีชวี ิตประกอบ ขอ 2. ภาพท่ี 1 ขับถาย ภาพที่ 2 กนิ อาหาร ภาพที่ 3 เจรญิ เตบิ โต ภาพท่ี 4 เคล่ือนท่ี ภาพท่ี 5 สบื พันธุ ภาพท่ี 6 ตอบสนองตอสง่ิ เรา T47
นาํ สอน ลงใน(ใส หุมนัดกปเรีระย ํจนา ับัตวน ันึทกกเขีรอย ูมน)ลสรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 3. ดภู าพ แลว เขยี นลงในสมดุ วา เปน ภาพอะไร เปน สง่ิ มชี วี ติ หรอื สงิ่ ไมม ชี วี ติ 1) 2) ขยายความเขา้ ใจ 3) 4) 1. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 1 จาก หนังสือเรยี น หนา 41-42 ลงในสมดุ หรอื ใน 4. ขีด ✓ หนา ขอความทีถ่ ูกตอ ง และกา ✗ หนาขอ ความทีไ่ มถูกตอง แบบฝกหดั วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ............................ 1) แมววิ่งหนีสนุ ขั เปนการตอบสนองตอสงิ่ เรา (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช ............................ 2) เครอื่ งบนิ บงั คับบินในอากาศได จึงจดั วาเปนส่ิงมีชวี ติ แบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล) ............................ 3) เกา อไี้ มเ ปน สง่ิ มชี วี ติ เพราะทาํ มาจากตน ไมท เี่ ปน สงิ่ มชี วี ติ ............................ 4) ไกแ ละกบเปนสง่ิ มีชวี ติ เพราะตอ งการอากาศในการหายใจ 2. ครูสมุ นกั เรยี น 5 คน ออกมาเฉลยคําตอบของ ............................ 5) เม่ือเราเปาลมเขาในลูกโปง ทําใหลูกโปงโตขึ้น แสดงวา แตล ะขอ โดยมีครูคอยเสริมในสวนท่บี กพรอ ง ลกู โปง เปน สงิ่ มีชีวติ เพราะมีการเจริญเติบโต ไป 5. เขยี นเปรยี บเทยี บลกั ษณะสาํ คญั ของสง่ิ มชี วี ติ และสงิ่ ไมม ชี วี ติ ลงในสมดุ 3. นักเรียนทํากิจกรรมทาทายการคิดขั้นสูง ใน แบบฝก หดั วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 กจิ กรรม ทา ทายการคดิ ขน้ั สงู 4. นักเรียนแบงกลุม จากนั้นใหแตละกลุมทํา 42 กิจกรรมสรางสรรคผลงาน จากหนังสือเรียน หนา 43 โดยปฏบิ ตั กิ ิจกรรม ดังนี้ 1) ใหแตละกลุมวางแผนและจัดทําสมุดภาพ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิตลงในสมุดภาพ แลว เขยี นชอื่ และบอกลกั ษณะของสง่ิ มชี วี ติ และสิ่งไมมีชีวิตในภาพ พรอมตกแตงให สวยงาม 2) นาํ ผลงานออกมานาํ เสนอหนา ชน้ั เรยี น เพอ่ื แลกเปลยี่ นขอ มูลกัน 5. ใหแตละกลุมนําผลงานสมุดภาพของกลุม ตนเอง นําไปวางไวทแ่ี หลงการเรยี นรูของหอ ง เพือ่ ใหเ พื่อกลมุ อืน่ มาศกึ ษาตอ ไป (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ ) เกร็ดแนะครู แนวตอบ กจิ กรรมฝกทักษะ 2) ดอกชบา เปนสิ่งมชี วี ิต 4) ตกุ ตาหมี เปน สิ่งไมม ชี วี ติ ครูสามารถใชแบบทดสอบหลังเรียนที่แนบมาทายแผนการจัดการเรียนรู ขอ 3. 1) รถของเลน เปนสงิ่ ไมมชี วี ติ ของหนว ยการเรยี นรทู ่ี 2 สิง่ แวดลอมรอบตัวเรา ไดด ังภาพตวั อยาง 3) มา เปน สง่ิ มชี ีวิต T48 ขอ 4. 1) ✓ 2) ✗ 3) ✗ 4) ✓ 5) ✗ ขอ 5. เปรียบเทียบลกั ษณะสาํ คัญของสง่ิ มชี วี ติ และสิ่งไมม ีชีวติ ลกั ษณะ สิ่งมีชวี ติ ส่ิงไมมีชวี ิต 1. มกี ารเจริญเติบโตของรางกาย ✓✗ 2. ตองการอากาศ เพือ่ หายใจ ✓✗ 3. มกี ารสืบพันธอุ อกลกู ออกหลาน ✓✗ 4. ตอ งการอาหารและน้ํา ✓✗ 5. สามารถเคล่อื นไหวและเคล่อื นทไ่ี ดเอง ✓ ✗ 6. มกี ารตอบสนองตอ สง่ิ เรา หรอื สง่ิ กระตนุ ✓ ✗ 7. ตองขับถายของเสยี ✓✗
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2หนว ยการเรียนรูท ่ี ขน้ั สรปุ ʧÔè áÇ´ÅÍÁÃͺµÇÑ àÃÒ ตรวจสอบผล Ê¡Ã¨Ô ŒÒ¡§ÃÊÃÃÁä ¼Å§Ò¹ ·¡Ñ ÉÐá˧‹ ȵÇÃÃÉ·Õè 21 1. นักเรียนทําทบทวนทายหนวยในแบบฝกหัด วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 แบงกลุม จากน้ันรวมกันจัดทําสมุดภาพ ✓การส่อื สาร ส่ิงมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิต โดยวาดภาพหรือ ✓ความรวมมือ 2. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนหนวย ติดภาพของสิ่งมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตลงสมุด การเรยี นรูที่ 2 ภาพ แลวเขียนช่ือและบอกลักษณะสําคัญของ การแกป ญ หา ✓การสรางสรรค 3. ครูใหนักเรียนดูตารางตรวจสอบตนเองจาก หนังสือเรียน หนา 39 จากน้ันถามนักเรียน การคดิ อยางมีวิจารณญาณ รายบุคคลตามรายการขอ 1-5 เพื่อตรวจสอบ ✓การใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร ความรูความเขาใจของนักเรียนหลังเรียนจบ บทนีแ้ ลว สิ่งมีชีวิตและส่ิงไมมีชีวิตจากภาพนั้น พรอมตกแตงใหสวยงาม แลวนําเสนอผลงานหนา ชั้นเรียน ขน้ั ประเมนิ (ตวั อยา งผลงาน) ตรวจสอบผล สง่ิ มีชวี ติ 1. ครตู รวจสอบผลการทาํ แบบทดสอบหลังเรยี น ภาพนี้ คือ ปลา 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมฝกทักษะใน ลักษณะสาํ คญั สมุดหรอื แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครตู รวจสอบผลการทาํ กจิ กรรมทา ทายการคดิ 1. ตอ งการอากาศหายใจ 2. ตองการอาหารและน้ํา ขนั้ สงู ในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. 4. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมทบทวนทาย 4. หนวยในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 ภาพท่ี 2.7 ตัวอยา งสมดุ ภาพสิง่ มชี ีวติ และส่ิงไมม ชี วี ติ 5. ครูตรวจสอบชิ้นงานสมุดภาพสิ่งมีชีวิตและ สิ่งไมมีชีวิต และการนําเสนอช้ินงาน/ผลงาน หนา ช้ันเรียน 6. ครูประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรมการ ตอบคําถาม การทํางานกลุม การทํางานราย บคุ คล และการนําเสนอหนา ชนั้ เรียน 43 ขอ สอบเนน การคิด แนวทางการวัดและประเมินผล ขอใดแสดงวาส่งิ มชี วี ิตมีการสืบพันธุ ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามรายบุคคล พฤติกรรมการ 1. ตนมะลิมใี บเพิม่ มากข้นึ ทํางานกลุม และการนาํ เสนอผลงานหนา ช้ันเรยี นของนักเรยี น รวมทัง้ สามารถ 2. นกกาํ ลงั กนิ ปลา วดั และประเมนิ ผลชน้ิ งาน/ผลงานชน้ิ งานสมดุ ภาพสงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ ไมม ชี วี ติ โดย 3. กบวางไขใ นนํา้ ศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของ (วิเคราะหคําตอบ ตนมะลิมีใบเพิ่มมากข้ึนเปนการเจริญเติบโต หนวยการเรยี นรูท ่ี 2 สิง่ แวดลอมรอบตัวเรา ของส่ิงมีชีวิต นกกําลังกินปลาเปนการตองการอาหารของส่ิงมี- ชีวิต และกบวางไขในน้ําเปนการสืบพันธุออกลูกของสิ่งมีชีวิต ดังน้ัน ขอ 3. จงึ เปนคาํ ตอบทถ่ี ูกตอง) T49
Chapter Overview แผนการจัด สื่อที่ใช้ จุดประสงค์ วิธสี อน ประเมิน ทักษะที่ได้ คณุ ลกั ษณะ การเรยี นรู้ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 1 การดำ� รงชีวติ - แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 1. ระบุวา่ แสงและนำ้� เป็น - แ บบสืบเสาะ - ตรวจแบบทดสอบ - ทกั ษะการสังเกต - มีวนิ ัย ของพชื - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ปัจจยั ทีจ่ �ำเป็นตอ่ การ หาความรู้ ก่อนเรยี น - ทักษะการให้เหตผุ ล - ใฝเ่ รียนรู้ ป.2 เล่ม 1 เจรญิ เติบโตของพชื ได้ (5Es - ต รวจการท�ำกิจกรรม - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมน่ั ใน 2 - แ บบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ (K) Instructional ในสมุดหรือในแบบ - ทกั ษะการท�ำงานกลมุ่ การท�ำงาน ป.2 เลม่ 1 2. ม คี วามสนใจและ Model) ฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ ชัว่ โมง - ใบงาน เรือ่ ง ปจั จัยท่ี กระตอื รอื รน้ ในการ - ก ารนำ� เสนอผลการ จำ� เป็นต่อการด�ำรงชีวิต เรียนรู้ (A) ท�ำกจิ กรรม ของพืช - ตรวจใบงาน เรื่อง - PowerPoint ปจั จัยทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การ - บัตรภาพ ดำ� รงชีวติ ของพืช - บัตรคำ� - สงั เกตพฤตกิ รรม - สมดุ ประจำ� ตัวนักเรียน การท�ำงานรายบุคคล - สงั เกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกลุม่ - สังเกตคุณลกั ษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 2 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อธบิ ายว่าแสงเป็น - แ บบสืบเสาะ - ต รวจการท�ำกิจกรรม - ทักษะการสังเกต - มีวนิ ัย แสงกับการดำ� รง ป.2 เลม่ 1 ปัจจยั ที่จำ� เปน็ ต่อการ หาความรู้ ในสมุดหรือในแบบ - ทกั ษะการใหเ้ หตุผล - ใฝเ่ รียนรู้ ชีวติ ของพืช - แ บบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ เจริญเติบโตของพชื ได้ (5Es ฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มงุ่ ม่นั ใน ป.2 เลม่ 1 (K) Instructional - การนำ� เสนอผลการ - ทกั ษะการท�ำงานกลุ่ม การท�ำงาน 3 - บัตรภาพ 2. ทดลองวา่ พืชต้องการ Model) ท�ำกจิ กรรม - วสั ดุ-อุปกรณก์ ารทำ� แสง เพื่อการเจริญ - สังเกตพฤตกิ รรม ช่ัวโมง กจิ กรรม่ี 1 เติบโตได้ (P) การท�ำงานรายบคุ คล - สมดุ ประจำ� ตวั นักเรียน 3. ป ฏิบตั ิตนในการท�ำ - สงั เกตพฤติกรรม กิจกรรมอย่างเหมาะสม การท�ำงานกลมุ่ (A) - สงั เกตคุณลักษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 3 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อธิบายว่านำ้� เป็น - แ บบสบื เสาะ - ต รวจการท�ำกจิ กรรม - ทักษะการสงั เกต - มีวนิ ยั นำ้� กับการดำ� รง ป.2 เล่ม 1 ปจั จัยทีจ่ ำ� เป็นตอ่ การ หาความรู้ ในสมุดหรอื ในแบบ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - ใฝเ่ รยี นรู้ ชวี ิตของพืช - แ บบฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ เจริญเตบิ โตของพืชได้ (5Es ฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ - ทกั ษะการสรปุ อา้ งอิง - มงุ่ มัน่ ใน ป.2 เล่ม 1 (K) Instructional - การนำ� เสนอผลการ - ทกั ษะการใหเ้ หตุผล การทำ� งาน 3 - ใบงาน เรอื่ ง น้�ำมคี วาม 2. ทดลองวา่ พชื ตอ้ งการนำ้� Model) ท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการท�ำงานกลมุ่ ส�ำคัญกับพืชหรอื ไม่ เพื่อการเจริญเติบโตได้ - การเรียนรู้ - ตรวจใบงาน เรอื่ ง นำ�้ ชว่ั โมง - วัสดุ-อปุ กรณ์การท�ำ (P) รแู้ บบรว่ มมอื มีความสำ� คัญกบั พืช กจิ กรรม่ี 2 3. รับผิดชอบต่อหนา้ ท่ี เทคนิค L.T. หรือไม่ - สมดุ ประจำ� ตัวนักเรียน ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย (A) (Learning - สังเกตพฤตกิ รรม Together) การท�ำงานรายบุคคล - สงั เกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกลุ่ม - สังเกตคณุ ลกั ษณะ อนั พึงประสงค์ T50
แผนการจัด สือ่ ที่ใช้ จุดประสงค์ วธิ ีสอน ประเมนิ ทกั ษะที่ได้ คณุ ลกั ษณะ การเรยี นรู้ อันพงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 4 ปัจจัยทจี่ �ำเปน็ - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อ ธบิ ายปจั จัยท่จี �ำเป็น - แบบสืบเสาะ - ต รวจการท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการสังเกต - มีวนิ ัย ตอ่ การด�ำรง ป.2 เล่ม 1 ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของ หาความรู้ ในสมุดหรอื ในแบบ - ทกั ษะการใหเ้ หตุผล - ใฝ่เรยี นรู้ ชีวิตของพืช - แ บบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ พืชได้ (K) (5Es ฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมน่ั ใน ป.2 เลม่ 1 2. ตระหนกั ถงึ ความจำ� เปน็ Instructional - การน�ำเสนอผลการ - ทักษะการท�ำงานกลมุ่ การท�ำงาน 4 - QR Code ปจั จยั ทจี่ ำ� เปน็ ท่ีพืชต้องได้รับแสงและ Model) ท�ำกจิ กรรม - ทักษะการน�ำความรู้ ต่อการด�ำรงชวี ติ ของพชื น้�ำเพื่อการเจริญเติบโต - ตรวจช้นิ งาน/ผลงาน ไปใช้ ชว่ั โมง - ต้นพชื ได้ (A) (แผนภาพการดูแล - ท กั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์ - ฉลากชือ่ พชื ต้นไมใ้ หเ้ จริญเติบโต - บัตรข้อความ และแขง็ แรง) - บตั รคำ� - การน�ำเสนอชน้ิ งาน/ - สมดุ ประจำ� ตวั นักเรยี น ผลงาน - สงั เกตพฤติกรรม การทำ� งานรายบคุ คล - ส ังเกตพฤติกรรม การท�ำงานกล่มุ - สังเกตคณุ ลกั ษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 5 - หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. บ อกส่วนประกอบ - แ บบสืบเสาะ - ตรวจการท�ำกิจกรรม - ทักษะการสังเกต - มีวนิ ยั ศกึ ษาชีวิตของ ป.2 เล่ม 1 แต่ละส่วนของดอกได้ หาความรู้ ในสมุดหรือในแบบ - ทักษะการใหเ้ หตุผล - ใฝเ่ รียนรู้ พชื ดอก - แ บบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ (K) (5Es ฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มงุ่ มั่นใน ป.2 เล่ม 1 2. ม ีความรบั ผิดชอบและ Instructional - ก ารน�ำเสนอผลการ - ทกั ษะการท�ำงานกลุ่ม การท�ำงาน 3 - ฉลากชือ่ พืช ส่งงานตรงตามเวลาท่ี Model) ท�ำกิจกรรม - ทักษะการคิดวเิ คราะห์ - วัสด-ุ อปุ กรณ์การทำ� ก�ำหนด (A) - สงั เกตพฤติกรรม - ทกั ษะการส่อื สาร ชั่วโมง กิจกรรมท่ี 1 การทำ� งานรายบุคคล - สมุดประจำ� ตัวนกั เรียน - สังเกตพฤตกิ รรม การทำ� งานกลุ่ม - สังเกตคณุ ลกั ษณะ อันพงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 6 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. อธบิ ายส่วนประกอบ - แ บบสบื เสาะ - ตรวจการท�ำกจิ กรรม - ทักษะการสังเกต - มีวนิ ยั สว่ นประกอบ ป.2 เลม่ 1 ของดอกได้ (K) หาความรู้ ในสมดุ หรอื ในแบบ - ทกั ษะการระบุ - ใฝ่เรียนรู้ ของดอก - แ บบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ 2. ระบหุ น้าทส่ี ว่ นประกอบ (5Es ฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการให้เหตผุ ล - มุง่ มัน่ ใน ป.2 เล่ม 1 แตล่ ะส่วนของดอกได้ Instructional - ก ารน�ำเสนอผลการ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา การทำ� งาน 3 - วัสด-ุ อปุ กรณ์ การทำ� (K) Model) ท�ำกจิ กรรม - ทักษะการท�ำงานกลุม่ กจิ กรรมท่ี 1 3. ปฏบิ ตั ิตามขน้ั ตอนของ - สงั เกตพฤติกรรม ชั่วโมง - PowerPoint การทำ� กจิ กรรมไดถ้ กู ตอ้ ง การท�ำงานรายบคุ คล - บัตรภาพดอกไม้ (P) - สงั เกตพฤตกิ รรม - บตั รภาพ 4. ตั้งใจทำ� งานอยา่ ง การท�ำงานกลุ่ม - สมดุ ประจำ� ตัวนกั เรยี น สม�ำ่ เสมอ (A) - สังเกตคณุ ลักษณะ อนั พึงประสงค์ T51
แผนการจัด ส่ือท่ีใช้ จดุ ประสงค์ วิธีสอน ประเมนิ ทกั ษะท่ีได้ คณุ ลักษณะ การเรียนรู้ อันพึงประสงค์ แผนฯ ท่ี 7 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. สังเกตและอธิบาย - แ บบสืบเสาะ - ต รวจการท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการสังเกต - มีวนิ ยั การสบื พันธ์ุของ ป.2 เลม่ 1 ขน้ั ตอนการสบื พนั ธ์ุ หาความรู้ ในสมดุ หรอื ในแบบ - ทักษะการระบุ - ใฝ่เรียนรู้ พืชดอก - แ บบฝกึ หดั วทิ ยาศาสตร์ ของพชื ดอกได้ (K) (5Es ฝึกหดั วิทยาศาสตร์ - ทกั ษะการใหเ้ หตผุ ล - มุ่งมน่ั ใน 4 ป.2 เล่ม 1 2. ระบสุ ว่ นประกอบ Instructional - การน�ำเสนอผลการ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา การท�ำงาน - วัสดุ-อปุ กรณ์การท�ำ ข องพืชดอกทีใ่ ช้ใน Model) ท�ำกิจกรรม - ทักษะการท�ำงานกลมุ่ กิจกรรมที่ 2 การสบื พันธ์ไุ ด้ (K) - ส ังเกตพฤติกรรม ช่วั โมง - Q R Code การสบื พันธ์ุ 3. ป ฏิบัตติ ามขั้นตอนของ การท�ำงานรายบคุ คล แบบอาศัยเพศของ การท�ำกิจกรรมได้ - สงั เกตพฤตกิ รรม พชื ดอก ถูกต้อง (P) การท�ำงานกล่มุ - สมุดประจำ� ตวั นักเรียน 4. ตั้งใจทำ� งานอยา่ ง - สงั เกตคุณลกั ษณะ สม่ำ� เสมอ (A) อันพงึ ประสงค์ แผนฯ ที่ 8 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. สังเกตและอธิบาย - แ บบสืบเสาะ - ตรวจการท�ำกิจกรรม - ทกั ษะการสงั เกต - มีวนิ ัย วฏั จักรชวี ิตของ ป.2 เลม่ 1 วัฏจกั รของพืชดอกได้ หาความรู้ ในสมุดหรือในแบบ - ทักษะการให้เหตผุ ล - ใฝ่เรยี นรู้ พชื ดอก (1) - แ บบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ (K) (5Es ฝึกหดั วทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมัน่ ใน ป.2 เล่ม 1 2. สรา้ งแบบจำ� ลองวฏั จกั ร Instructional - ก ารน�ำเสนอผลการ - ทักษะการท�ำงานกลมุ่ การทำ� งาน 4 - Q R Code วฏั จกั รชวี ิต ชวี ติ ของพืชดอกได้ (P) Model) ท�ำกจิ กรรม - ทกั ษะการสอ่ื สาร ของพืชดอก 3. มคี วามมุ่งมน่ั ในการ - สังเกตพฤติกรรม ช่วั โมง - สมดุ ประจ�ำตัวนกั เรียน ทำ� งาน (A) การท�ำงานรายบคุ คล - สงั เกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกลมุ่ - สังเกตคณุ ลักษณะ อนั พงึ ประสงค์ แผนฯ ท่ี 9 - ห นงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ 1. เขียนวัฏจกั รชวี ิตของ - แ บบสบื เสาะ - ตรวจแบบทดสอบ - ทักษะการสงั เกต - มวี ินยั วัฏจกั รชวี ติ ของ ป.2 เลม่ 1 พชื ดอกได้ (P) หาความรู้ หลงั เรยี น - ทักษะการใหเ้ หตผุ ล - ใฝ่เรยี นรู้ พืชดอก (2) - แ บบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ 2. ต ้งั ใจทำ� งานอย่าง (5Es - ต รวจการท�ำกิจกรรม - ทกั ษะการสำ� รวจคน้ หา - มุ่งมน่ั ใน ป.2 เลม่ 1 สม่�ำเสมอ (A) Instructional ในสมุดหรือในแบบ - ทักษะการท�ำงานกล่มุ การทำ� งาน 2 - แ ผนภาพต้นพชื Model) ฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ - ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ - สมุดประจ�ำตัวนักเรยี น - ก ารนำ� เสนอผลการท�ำ - ทกั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์ ชว่ั โมง - แบบทดสอบหลังเรยี น กจิ กรรม - ตรวจชิ้นงาน/ผลงาน (แผ่นพบั สามมิติ แสดงวฏั จกั รชวี ติ ของ พชื ดอก) - ก ารน�ำเสนอช้ินงาน/ ผลงาน - สังเกตพฤตกิ รรม การท�ำงานรายบคุ คล - สังเกตพฤตกิ รรม การท�ำงานกล่มุ - ส ังเกตคุณลักษณะ อันพงึ ประสงค์ T52
Chapter Concept Overview หนว ยการเรียนรทู ่ี 3 1. การดํารงชวี ติ ของพชื ปัจจัยที่จ�าเป็นตอ่ การดา� รงชวี ติ ของพืชมี 4 ประการ ได้แก่ แสง นา�้ อากาศ และธาตุอาหาร ดังภาพ อากาศ แสง • พ ชื ใชแ้ ก๊สออกซิเจนในการหายใจ พชื ใชแ้ สงแดดเปน็ แหลง่ พลงั งาน • พืชใชแ้ กส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ในการสรา้ งอาหาร ในการสรา้ งอาหารของพชื ธาตอุ าหาร นํ้า พืชดูดธาตุอาหารในดินไปเลย้ี ง • พชื ใช้น�า้ ชว่ ยละลายธาตุอาหาร ส่วนต่าง ๆ เพื่อการเจริญเติบโต ในดนิ ท�าให้พชื ดดู และลา� เลียง ธาตอุ าหารไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื • พชื ใชน้ า้� เปน็ ปจั จยั หนง่ึ ในการ สรา้ งอาหารของพชื 2. ศึกษาชีวติ ของพชื ดอก พืชดอกมหี ลายชนิด ซงึ่ แตล่ ะชนิดจะมวี ัฏจักรชีวติ คล้ายกนั ดงั นี้ ตวั อย่าง วฏั จักรชีวติ ของตน้ มะเขือเทศ ผลและเมลด็ ตน้ ทีเ่ จรญิ เติบโตเตม็ ที่จนมดี อก ต้นออ่ น T53
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ 3 เรÂÕ ¹รªŒÙ ÇÕ µÔ ¾ª×ˡҹÃÇ‹ àÂÃÕ¹÷ŒÙ Õè ¾×ª ໚¹ÊèÔ§ÁÕªÕÇÔµ·Õ赌ͧ¡ÒÃáʧ ¹íéÒ กระตนุ้ ความสนใจ ÍÒ¡ÒÈ áÅÐ¸ÒµÍØ ÒËÒà 㹡ÒôÒí çªÇÕ µÔ áÅСÒÃà¨ÃÞÔ àµºÔ âµ 1. ครูสนทนากับนักเรียนโดยถามคําถามวา ¾×ª´Í¡àÁè×Íà¨ÃÔÞàµÔºâµáŌǨÐÁÕ นักเรียนทราบหรือไมวา วันนี้จะไดเรียนรู ´Í¡ ´Í¡¨ÐÁ¡Õ ÒÃÊº× ¾Ñ¹¸àØ »ÅÕÂè ¹á»Å§ เกยี่ วกบั เรอ่ื งอะไร แลว ใหน กั เรยี นชว ยกนั ตอบ ä»à»¹š ¼Å ÀÒÂã¹¼ÅÁàÕ ÁÅ´ç àÁÍ×è àÁÅ´ç §Í¡ คําถาม จากน้ันครูแจง ชื่อเรื่องท่จี ะเรียนรแู ละ µŒ¹Í‹Í¹·èÕÍÂÙ‹ÀÒÂã¹àÁÅç´¨Ðà¨ÃÔÞàµÔºâµ ผลการเรยี นรูใหน กั เรยี นทราบ ໚¹¾ª× µ¹Œ ãËÁ‹ ¾ª× µ¹Œ ãËÁ¨‹ Ðà¨ÃÞÔ àµºÔ âµ ÍÍ¡´Í¡à¾×èÍÊ׺¾Ñ¹¸ØÁÕ¼ÅÍÕ¡ ËÁعàÇÕ¹ 2. นกั เรยี นทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี น เพอื่ วดั ความรู «Òéí æ àÃÂÕ ¡ÇÒ‹ Ç¯Ñ ¨¡Ñ êÇÕ µÔ ¢Í§¾ª× ´Í¡ เดิมของนักเรียนกอ นเขา สูบ ทเรียน 3. ครชู วนนกั เรยี นสนทนาวา มนี กั เรยี นคนใดเคย ปลกู พชื บา ง จากนนั้ ครใู หน กั เรยี นทเี่ คยปลกู พชื ออกมาเลาประสบการณของตนเองใหเพื่อนๆ ในชั้นเรียนฟงวา มีวิธีการปลูกพืชและการ ดแู ลใหพืชเจรญิ เติบโตอยางไรบา ง ขน้ั สอน สาํ รวจคน้ หา 1. นักเรียนสังเกตภาพหนาหนวยการเรียนรูท่ี 3 เรียนรูชีวิตพืช จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 หนา นี้ จากน้นั ใหน กั เรียนรว มกัน แสดงความคิดเห็นวา ดอกกุหลาบตองการ ปจ จัยใดบางในการดาํ รงชีวติ (แนวตอบ นา้ํ แสง อากาศ และธาตุอาหาร) ตวั ชีว้ ดั 1. ระบวุ ่าพืชต้องการแสงและนา้� เพือ่ การเจรญิ เติบโต โดยใช้ข้อมลู จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ (มฐ. ว 1.2 ป.2/1) 2. ตระหนักถงึ ความจ�าเปน็ ทีพ่ ืชตอ้ งได้รบั น�า้ และแสงเพอื่ การเจริญเติบโต โดยดูแลพืชใหไ้ ด้รับส่งิ ดงั กล่าวอย่างเหมาะสม (มฐ. ว 1.2 ป.2/2) 3. สรา้ งแบบจ�าลองท่ีบรรยายวัฏจกั รชีวิตของพชื ดอก (มฐ. ว 1.2 ป.2/3) เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET ในการเรียนหนวยการเรียนรูท่ี 3 นี้ ครูควรจัดกระบวนการเรียนรูโดยให ถาพชื ขาดแสงแดด จะเกดิ ผลอยา งไร นกั เรยี นปฏิบัติกิจกรรมรวมกนั ดงั น้ี 1. พชื จะคายนา้ํ ทางปากใบ 2. พืชจะไมสามารถสรา งอาหารได • สังเกต และระบุวา พืชตองการแสงและน้าํ เพื่อการเจริญเตบิ โต 3. พืชจะไมสามารถดูดธาตุอาหารไปเล้ียงสว นตา งๆ ได • ตระหนกั ถงึ ความจําเปน ทพ่ี ชื ตองไดร ับนํา้ และแสงอยางเหมาะสม (วิเคราะหคําตอบ พืชตองการแสง เพ่ือใชในกระบวนการสราง • สรางแบบจาํ ลองเพื่ออธิบายวัฏจกั รชีวิตของพชื ดอก โดยครคู วรใหน กั เรยี นไดล งมอื ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมดว ยตนเอง จนเกดิ เปน ความรู อาหารของพืช ซึ่งถาพืชไมไดรบั แดดจะทาํ ใหพชื ไมส ามารถสรา ง ความเขาใจท่ีถูกตอง รวมทั้งสามารถนําวิธีการทางวิทยาศาสตรและทักษะ อาหารได ดงั นน้ั ขอ 2. จงึ เปน คาํ ตอบทถี่ ูกตอง) กระบวนการทางวิทยาศาสตรม าใชค น หาคาํ ตอบเกย่ี วกบั ประเด็นทีส่ งสยั ได T54
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ º··Õè 1 ขนั้ สอน ¡ÒôíÒçªÕÇµÔ ¢Í§¾ª× สาํ รวจคน้ หา ÈѾ·¹‹ÒÃÙŒ ¤Òí ͋ҹ ¤íÒแ»Å 2. นักเรียนแตล ะคนเรียนรูคาํ ศัพทท่ีเกี่ยวขอ งกบั äลท แสง การเรยี นในบทท่ี 1 การดาํ รงชีวิตของพชื จาก ¤Òí È¾Ñ · นาíé หนังสือเรียนหนานี้ โดยครูสุมเลือกตัวแทน light 'วอเทอ อากาÈ หรอื ขออาสาสมัครนกั เรยี น 1 คน ใหออกมา water ออกซเิ จน หนาช้ันเรียนเพ่ือเปนผูอานนําและใหนักเรียน air แอ คารบ์ อนäดออกäซด์ ในหอ งคนอ่ืนๆ อา นตาม oxygen (หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรียน โดยใช carbon dioxide 'ออç คซเิ จนç light แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล) 'คาบัน äด'อçอคäซด air 3. ครูถามคําถามสําคัญประจําบทเพื่อกระตุน นักเรียนกอนเขาสูเน้ือหาวา นักเรียนคิดวา ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹Ò ¾×ª พืชตองการปจจัยใดบางในการดํารงชีวิต µŒÍ§¡Òû˜¨¨ÑÂã´ºŒÒ§ จากนั้นใหนักเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็น อยางอสิ ระในการตอบคําถาม ?㹡ÒôíÒçªÕÇÔµ (แนวตอบ ปจจัยท่ีพืชตองการเพื่อใชในการ ดาํ รงชวี ติ คอื แสง นาํ้ อากาศ และธาตอุ าหาร) water 4. ครูเปด PowerPoint เรอ่ื ง ปจ จัยท่จี ําเปน ตอ 45 การเจริญเติบโตของพืช ใหนักเรียนศึกษา ขอ มูล 5. ครูถามคําถามนักเรียนวา ถานักเรียนจะปลูก ตนไมใหเจริญเติบโต นักเรียนตองทําอยางไร บาง (แนวตอบ รดน้ํา ใสปุย ปลูกตนไมในบริเวณ ทีแ่ สงแดดสองถึง เปน ตน ) 6. ครขู ออาสาสมคั รหรอื สมุ เลอื กนกั เรยี น 4-5 คน ใหออกมาตอบคาํ ถาม จากการดู PowerPoint เรอ่ื ง ปจ จยั ทจ่ี าํ เปน ตอ การเจรญิ เตบิ โตของพชื จากนั้นใหนักเรียนชวยกันอภิปรายคําตอบ ของเพื่อน และสรุปคําตอบท่ีถูกตองรวมกัน โดยมคี รคู อยตรวจสอบความถูกตอ ง ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนควรรู โชคชัยปลูกมะเขอื 2 ตน ดังนี้ นักเรยี นเรยี นรูและฝก อานคาํ ศพั ทว ทิ ยาศาสตร ดังนี้ ตน ที่ 1 ปลกู ในดินรวน รดน้าํ สมาํ่ เสมอ ตนท่ี 2 ปลกู ในดนิ ทราย รดนํา้ สม่าํ เสมอ คาํ ศัพท คาํ อา น คําแปล plant (พลานท) พืช มะเขือท้ัง 2 ตน ต้ังอยูในบริเวณที่มีแสงแดดสองถึง ตอมาเมื่อ light (ไลท) แสง มะเขือออกลูก เขาสังเกตวามะเขือตนท่ี 1 ใหลูกดกกวาตนที่ 2 water (‘วอเทอ) นํา้ อยากทราบวา สงิ่ ใดเปน ปจจยั สําคัญทีท่ ําใหม ะเขอื มีลกู ดก air (แอ) อากาศ oxygen (’ออ็ คซิเจ็น) ออกซิเจน 1. ความอดุ มสมบูรณของดิน carbon dioxide (‘คาบนั ได’ออกไซด) คารบอนไดออกไซด 2. การรดนา้ํ อยา งสม่าํ เสมอ 3. การทมี่ ะเขอื ไดร ับแสงเพยี งพอ T55 (วิเคราะหคําตอบ สง่ิ ท่แี ตกตางกนั ในการปลูกตน มะเขอื ในครง้ั น้ี คอื ชนิดของดิน ซึง่ ตนมะเขอื ตนท่ี 1 ปลูกในดนิ รว น ซ่ึงดนิ รวนมี ธาตุอาหารมากกวา ดินทราย จงึ ทําใหตนมะเขอื ตนที่ 1 ใหล ูกดก มากกวาตนท่ี 2 ดังน้ัน ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบท่ถี ูกตอ ง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ¡Ô¨¡ÃÃÁ¹íÒส¡‹Ù ÒÃàÃÂÕ ¹ สาํ รวจคน้ หา È¡Ö ÉҢ͌ ÁÅÙ แŌǵͺ¤íÒ¶ÒÁ 7. นักเรียนทํากิจกรรมนําสูการเรียน จาก พืชมีความสíาคัÞต่อสิ่งมีชีวิต หนงั สอื เรยี นหนา น้ี แลว ตอบคาํ ถามลงในสมดุ เชน่ สามาร¶นíาäปทíาอาหาร ใชท้ íา หรือทํากิจกรรมนําสูการเรียนในแบบฝกหัด ของเล่น ใช้สร้างบ้าน นอกจากนีé วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 พืชยังช่วย¼ลิตแกสออกซิเจนให้ (หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใช สÀาพอากาÈรอบตัวเรามีสÀาวะท่ี แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล) เหมาะสมกับการดíารงชีวิตของเรา และสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน æ อีกด้วย 8. ครูนําบัตรภาพตนไมที่เจริญเติบโตไดดีกับ ดังนัéน เราจึงควรช่วยกันปลูกพืช บตั รภาพตน ไมท เี่ หยี่ วเฉามาตดิ บนกระดานดาํ ใหม้ ีปรมิ าณเพิ่มมากขนéึ และนาํ บตั รคาํ เกย่ี วกบั ปจ จยั ในการดาํ รงชวี ติ ของพืชมาวางคละกันไวห นาชั้นเรยี น 1 ¨Ò¡¢ŒÍÁÙÅ ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹ÒàÃÒ¤Çê‹Ç¡ѹ»ÅÙ¡¾×ªãËŒÁÕ¨íҹǹà¾èÔÁÁÒ¡¢éÖ¹ËÃ×ÍäÁ‹ à¾ÃÒÐà˵Øã´ 9. ครูแบงกลุมนักเรียนกลุมละ 3-4 คน ตาม ความเหมาะสม จากน้ันใหแตละกลุมสง 2 ËÒ¡¹¡Ñ àÃÕ¹µŒÍ§¡Òûš٠¾×ª ¹¡Ñ àÃÕ¹¨ÐÁÕÇÔ¸Õ¡ÒôÙáÅÃÑ¡ÉÒ¾ª× Í‹ҧäúŒÒ§ ตัวแทนออกมาจับสลากวา จะไดบัตรภาพ ตน ไมล กั ษณะใด 46 10. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ บตั รภาพกลบั ไปปรกึ ษา กันที่กลุมของนักเรียน จากนั้นสงตัวแทน ออกมาเลือกบัตรคํา แลวจับคูกับบัตรภาพ ใหส อดคลอ งกนั โดยครกู าํ หนดเวลาในการทาํ กจิ กรรมกลุมละ 10 นาที อธบิ ายความรู้ 1. ครขู ออาสาสมคั ร หรอื สมุ เลอื กนกั เรยี น 4-5 คน ใหออกมาเฉลยคําตอบจากการทํากิจกรรม นําสูการเรียนหนาชั้นเรียน โดยมีครูคอย ตรวจสอบความถูกตอง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนกั เรียน โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล) 2. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการทํา กจิ กรรมจบั คบู ตั รภาพกบั บตั รคาํ หนา ชนั้ เรยี น (หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม) เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET อานขอ มลู แลว ตอบคําถาม ครูอธิบายเพ่ิมเติมใหนักเรียนเขาใจวา การสังเคราะหดวยแสงของพืช เปนการชวยลดปริมาณแกสคารบอนไดออกไซด และเปนการชวยเพ่ิมแกส น้าํ ใจ มีนา และวนิ ยั ชวยกันปลกู พืชในวันหยดุ เปนประจํา ออกซิเจนในอากาศ ดังน้ัน การมีปาไม หรือการปลกู ตน ไมจ าํ นวนมาก จึงชวย แตละคนมีวธิ กี ารปลกู แตกตางกนั ดงั นี้ ทาํ ใหอากาศบรสิ ุทธิ์ และชวยลดภาวะโลกรอนได เราจึงควรชวยกนั ดแู ลรกั ษา ปา ไมไว • นํ้าใจใสป ุยคอกในดนิ กอนปลูกพชื ทุกคร้ัง • มีนาขดุ หลมุ ใหมขี นาดใหญก อ นปลูกพชื แนวตอบ กิจกรรมนําสูก ารเรยี น • วนิ ัยกาํ จดั วชั พชื บริเวณใกลเ คยี งพ้ืนท่ที ่ีใชป ลกู พืช 1) เราควรชวยกันปลูกพืชใหมีจํานวนเพิ่มมากข้ึน เพราะพืชมีความสําคัญ นักเรียนคิดวา หากดินบริเวณที่ทั้ง 3 คน ใชปลูกพืชขาด ตอ ส่งิ มชี วี ิต เชน นาํ ไปทาํ อาหาร นาํ ไปทาํ ของใชต างๆ นอกจากนี้ พชื ยังคาย ธาตอุ าหาร กอ นการปลกู พืชใครคือผูปฏบิ ตั ิไดเ หมาะสมท่ีสดุ แกสออกซเิ จนออกมา ซ่งึ แกสออกซเิ จนเปน แกส ท่ีส่งิ มชี ีวติ ใชใ นการหายใจ 1. นํา้ ใจ 2. มนี า 3. วนิ ยั 2) ปลกู ในบรเิ วณทม่ี แี สงแดดสองถงึ รดนา้ํ ใหเ หมาะสมและเพยี งพอ ใสป ุย (วเิ คราะหค ําตอบ นํา้ ใจ ปฏิบตั ิไดเหมาะสมท่สี ุด เพราะปยุ คอก ใหเหมาะสม และหมัน่ พรวนดนิ จะอดุ มไปดว ยธาตอุ าหารทจ่ี าํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื ดงั นน้ั ขอ 1. จึงเปนคําตอบที่ถกู ตอง) T56
นาํ สอน สรปุ ประเมิน 3หนวยการเรยี นรูท ี่ ขนั้ สอน àÃÕ¹ÃÙªŒ ÇÕ Ôµ¾×ª ขยายความเขา้ ใจ »˜¨¨Ñ·¨Õè íÒ໚¹µÍ‹ ¡ÒôíÒçªÕÇÔµ¢Í§¾ª× 1. นักเรียนแตละคนศึกษาขอมูลและดูภาพใน พืชจัดเป็นส่ิงมีชีวิตเช่นเดียวกับคนและสัตว์ เราสามารถ หนงั สือเรียนหนานี้ แลว ครใู หนักเรียนชว ยกนั พบเห็นพืชด�ารงชีวิตได้ในแหล่งที่อยู่ต่าง ๆ เช่น บนดิน ในน�้า ตอบคําถามลงในสมุดวา นกั เรยี นคิดวา น้าํ มี ในทะเลทราย ซ่ึงการท่ีพืชจะด�ารงชีวิตอยู่ได้ พืชต้องอาศัย ความสําคญั ตอ พชื หรอื ไม อยางไร ส่ิงท่ีจ�าเป็นในการด�ารงชีวิตหลายอย่างร่วมกัน นักเรียนคิดว่า (แนวตอบ นา้ํ มคี วามสาํ คญั ตอ พชื เพราะนา้ํ เปน พชื ต้องการสง่ิ ใดบา้ งในการดา� รงชีวิต ปจจัยหนึ่งท่ีทาํ ใหพ ชื ดาํ รงชวี ิตอยไู ด) ภาพท่ี 3.1 ตัวอย่างพืชในนา้� ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹Ò ¹íéÒÁÕ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑÞ 2. ครสู มุ นกั เรยี นจากลาํ ดบั เลขที่ 4-5 คน ใหต อบ µ‹Í¾×ªËÃÍ× äÁ‹ ÍÂÒ‹ §äà คําถาม จากน้ันใหนักเรียนชวยกันอภิปราย คําตอบของเพ่ือน และสรุปคําตอบท่ีถูกตอง 47 รว มกัน โดยครคู อยตรวจสอบความถูกตอ ง ขนั้ สรปุ ตรวจอบผล 1. ครูแจกใบงาน เรื่อง ปจจัยท่ีจําเปนตอการ ดาํ รงชวี ติ ของพชื แลว ใหน กั เรยี นนาํ กลบั ไป ทาํ เปนการบา น จากนน้ั นาํ มาสงในชวั่ โมงถดั ไป 2. ครสู มุ นกั เรยี นตามเลขที่ 5 คน แลว ใหแ ตล ะคน อธิบายเก่ียวกับปจจัยที่จําเปนตอการดํารง ชีวติ ของพืช ขนั้ ประเมนิ ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบทดสอบกอน เรยี น 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมนําสูการเรียน ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครูตรวจสอบผลการทําใบงาน เร่ือง ปจจัยที่ จาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู แกว ใสปลกู ตน ผกั กาดขาวไวห ลงั บา นจนมขี นาดใหญ แตแ กว ใส ใบงาน เรื่อง ปจจัยท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืช ครูสามารถใชได ตองไปตางจงั หวัดเปน เวลาหลายวนั จงึ ไมไดรดน้าํ นกั เรยี นคดิ วา จากแผนการจัดการเรียนรูท่ี 1 เรือ่ ง การดํารงชวี ิตของพชื ของหนว ยการเรียนรู เม่อื แกวใสกลับมาจะพบวาตน ผกั กาดขาวมลี กั ษณะอยางไร ที่ 3 เรยี นรูชวี ิตพืช 1. ใบอวบอวน แนวทางการวัดและประเมินผล 2. ใบเหยี่ วเฉา 3. ใบมีสีเหลอื งซีด ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน รายบคุ คล การทาํ งานกลมุ และการนาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนาช้ันเรยี นได (วิเคราะหค าํ ตอบ เมอื่ ผักกาดขาวขาดน้าํ เปน เวลานาน จะทําให โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบทายแผนการจัดการเรียนรูของ ไมม ีนํ้าไปเล้ยี งสวนตางๆ ของพชื จนใบของพืชเหี่ยวเฉา ดงั นั้น หนวยการเรียนรทู ี่ 3 เรียนรชู วี ิตพชื ขอ 2. จึงเปนคําตอบทถี่ กู ตอง) T57
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ ก¨Ô กรรÁ·Õè 1 áʧÁÕ¤ÇÒÁÊÒí ¤ÑÞ¡ºÑ ¾ª× ËÃ×ÍäÁ‹ ทักษะกระบวนการ กระตนุ้ ความสนใจ ¨´Ø »ÃÐʧ¤ ทางวิทยาศาสตรท ีใ่ ช ทดลองและระบุวา่ พืชตอ้ งการแสงเพอ่ื การเจริญเตบิ โต 1. การวดั 1. ครูสนทนาทักทายกับนักเรียน จากน้ันครูแจง 2. การสงั เกต ชอ่ื เรอื่ งและผลการเรยี นรทู จี่ ะเรยี นในชวั่ โมงนี้ µÍŒ §àµÃÕÂÁµŒÍ§ãªŒ 3. การทดลอง ใหนกั เรียนทราบ 4. การต้ังสมมตฐิ าน 5. การกา� หนดและควบคมุ ตัวแปร 2. ครชู บู ตั รภาพตน พืชทมี่ ีใบสีเหลอื ง จากนัน้ ให 6. การก�าหนดนยิ ามเชิงปฏิบตั กิ าร นักเรียนทุกคนรวมกันแสดงความคิดเห็นวา 7. การตคี วามหมายขอ้ มลู และลงข้อสรุป เพราะเหตใุ ดใบพชื จงึ มสี เี หลอื ง โดยครอู ธบิ าย เพม่ิ เตมิ ในสวนท่บี กพรอง 1. ดนิ 1 ถุง 5. นา�้ 1 ถงั 2. ถงุ พลาสตกิ สดี �า 1 ใบ 6. ไมบ้ รรทดั 1 อัน ขน้ั สอน 3. กลอ่ งทึบมฝี าปิด 1 ใบ 7. กเมรละปด็ ถอ ่ัวงนเขมียว211ใ5บ-20 4. ปา ยชอ่ื (ใบท่ี 1 และใบที่ 2) 8. เมล็ด สาํ รวจคน้ หา Åͧ·íÒ´Ù 1. ครูใหนักเรียนแบงกลุมตามเดิมจากช่ัวโมง ท่ีแลว 1. แบ่งกลุ่มไวล้ ว่ งหนา้ ก่อนการทา� กจิ กรรม 10 วนั จากน้นั ใหแ้ ตล่ ะกลุม่ เพาะเมลด็ ถวั่ เขยี วประมาณ 15-20 เมลด็ ลงในถุงพลาสติกสดี า� 2. ครูแจงวาจะใหนักเรียนแตละกลุมทํากิจกรรม ที่ 1 เรอื่ ง แสงมีความสาํ คญั กบั พืชหรือไม 2. ร่วมกันตั้งสมมติฐานว่า แสงมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือไม่ แล้วบนั ทึกผลลงในสมุด 3. แตล ะกลุมรวมกันทาํ กิจกรรมท่ี 1 เรอื่ ง แสงมี ความสําคัญกับพืชหรือไม จากหนังสือเรียน 3. ท�าการทดลองเพื่อตรวจสอบผล 㺷Õè 1 㺷Õè 2 หนา 48-49 แลว บนั ทกึ ผลการทาํ กจิ กรรมลงใน การตั้งสมมติฐาน โดยติดปาย สมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 ใบท่ี 1 และใบท่ี 2 ไว้ดา้ นนอก ´Ô¹ เลม 1 ของกระปองนมอย่างละ 1 ใบ (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช จากน้ันใส่ดินปริมาณเท่า ๆ กัน ภาพที่ 3.2 ตดิ ปา ยทด่ี ้านนอกกระปอ ง แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายกลุม ) ลงในกระปอ งนมทง้ั 2 ใบ อธบิ ายความรู้ 48 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั อภปิ รายและสรปุ ผล จากการทาํ กิจกรรมภายในกลุม 2. แตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอผลงาน หนา ชน้ั เรยี น โดยครสู มุ จบั สลากเลอื กทลี ะกลมุ 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลงานหนา ชน้ั เรยี น จากน้ันรวมกันอภิปรายและสรุปผลเก่ียวกับ ความสาํ คัญของแสงท่มี ีตอ พืช นักเรียนควรรู ขอ สอบเนน การคิด 1 ถ่ัวเขียว เปน พชื ลม ลกุ มขี นาดเลก็ ลาํ ตน ตงั้ ตรงสงู ประมาณ 40 เซนตเิ มตร พชื ตองการแสงเพือ่ อะไร มขี นตามลาํ ตน กง่ิ และใบ สวนเมล็ดคอนขางกลม สีเขยี ว 1. เพือ่ ใหออกดอกเรว็ ข้นึี 2. เพอ่ื ฆาเชอ้ื โรคตามลาํ ตนพืช ถ่ัวเขียวนับเปนอาหารท่ีดีตอสุขภาพและสามารถนํามาทําอาหารไดหลาก 3. เพื่อชวยในกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสง หลาย นอกจากน้ียังมีคุณสมบัติเปนสมุนไพรที่ชวยรักษาโรคตางๆ ไดอีกดวย เชน สามารถนาํ เมล็ดถั่วเขียวมาตมกนิ เพื่อเปน ยาขับปสสาวะได ทาํ ใหถ่ัวเขยี ว (วิเคราะหคําตอบ พืชใชแสงเปนแหลงพลังงานในกระบวนการ ไดรบั สมญานามวา ธ‚ ัญพืชพิทกั ษโ ลก สังเคราะหดวยแสงหรือการสรางอาหารของพืช ดังนั้น ขอ 3. จึงเปนคําตอบที่ถกู ตอง) หองปฏิบัติการ à·¤¹Ô¤ ¤ÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑ ครคู วรเนน ยา้ํ ใหน กั เรยี นใสถ งุ มอื ระหวา งการสมั ผสั ดนิ หรอื ใชอ ปุ กรณต า งๆ ในการตกั ดนิ เชน ชอนปลกู เพื่อปอ งกนั เชื้อโรคทอี่ าจปะปนอยูใ นดิน T58
นาํ สอน สรปุ ประเมิน 3หนวยการเรยี นรูที่ ขนั้ สอน àÃÕ¹ÃÙªŒ ÇÕ Ôµ¾×ª ขยายความเขา้ ใจ 4. ช่วยกันเลือกต้นถั่วเขียวที่เพาะ 㺷èÕ 1 㺷èÕ 2 ไวล้ ว่ งหนา้ ซง่ึ มคี วามสงู เทา่ กนั นักเรียนแตละคนทํากิจกรรมหนูตอบไดจาก 2 ตน้ มาปลกู ลงในกระปอ งใบละ หนังสือเรียนหนาน้ี ลงในสมุดหรือในแบบฝกหัด 1 ตน้ วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ภาพที่ 3.3 ปลกู ตน้ ถ่วั เขยี ว (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล) 5. ตงั้ ตน้ ถว่ั เขยี วกระปอ งท่ี 1 ไวใ้ นบรเิ วณทมี่ แี สงสอ่ งถงึ แลว้ ตง้ั ตน้ ถว่ั เขยี ว กระปอ งท่ี 2 ไว้ในกล่องทบึ และปดิ ฝาเพื่อไมใ่ หแ้ สงเขา้ จากนั้นรดนา้� ขน้ั สรปุ ตน้ ถ่วั เขียวท้งั 2 กระปอ งในปริมาณเท่า ๆ กันทกุ วัน วันละ 2 คร้ัง โดย ปฏิบัติเชน่ น้เี ปน็ เวลา 10 วนั ตรวจสอบผล 6. เมอ่ื ครบ 10 วนั ใหส้ งั เกตลกั ษณะของตน้ ถวั่ เขยี วทงั้ 2 กระปอ ง แลว้ ครูสุมถามนักเรียนเปนรายบุคคลเกี่ยวกับ เปรียบเทียบกัน โดยวัดความสูงของล�าต้น สังเกตขนาดและสีของใบ ความสําคัญของแสงที่มีตอพืช เพื่อเปนการสรุป จากนั้นบนั ทึกผล ความรหู ลงั จากทไ่ี ดเ รียนมา 7. น�าเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน แล้วร่วมกันอภิปรายและสรุปผล ขนั้ ประเมนิ ภายในช้นั เรียน ตรวจสอบผล 1. ครูตรวจสอบผลการทาํ กิจกรรมที่ 1 เรื่อง แสง มีความสําคัญกับพืชหรือไม ในสมุดหรือใน แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบได ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ˹ٵͺ䴌 แนวตอบ หนตู อบได้ 1. แสงเปน็ ปจจยั ในการเจริญเติบโตของพืชหรอื ไม่ อยา่ งไร 32..3.หนถวเ้ากันรานยีเา้ดรักนตภียเา่เนราพงียพคห่ือนิดแรแตวอืลล่า้อปะกบงรเถกปะันา้ ตาลทตรูทยี่ ึก้นปานขไลงขม้อเูก้อข้ขมตม้าาูล้นอดูลทไอแกม่ีสกสบั ้ขังงเเนเพเกพปาตือ่ ร็นดนไาเเดะเวลพ้ลอล็กงะื่อาไไในนวนร้ใากสนนลมบจุ่มุด้าะอนเื่นกแดิๆลจผะ้วลเนลอ�าือยเกส่าวงนไาอรงหไวน้ร้าิมชั้น ขอ 3. • รมิ หนา ตา ง เพราะตน ไมจ ะไดร บั แสงแดด (หมายเหตุ : คําถามขอ สุดทายของหนูตอบได เปน คําถามท่ีออกแบบใหผ ูเ รียนฝก ใชท กั ษะการคิดขั้นสูง 49 คือ การคดิ แบบใหเหตุผล และการคิดแบบโตแ ยง ซ่งึ ผูเ รยี นอาจเลอื กตอบอยางใดอยางหนึง่ ก็ได ใหค รู เม่ือเราเปดหนาตางเทาน้ัน เราจึงสามารถควบคุม พจิ ารณาจากเหตุผลสนบั สนนุ ) ปรมิ าณของแสงแดดได เมอ่ื เราไมต อ งการใหพ ชื ได รับแสงแดด เรากส็ ามารถปด หนา ตา งได • ประตูทางเขาออก เพราะตนไมจะไดรับ แสงแดดไดเต็มท่ี แมจ ะปดประตไู ว ทําใหต นไมไ ด รับแสงแดดอยางเพยี งพอ เฉลย ผลการทาํ กิจกรรมท่ี 1 (ตวั อยา ง) แนวทางการวัดและประเมินผล ตาราง บนั ทกึ ผลการทาํ กิจกรรม ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน การทดลอง ตน ถว่ั เขยี วกอนทดลอง ตนถั่วเขยี วหลังทดลอง 10 วนั รายบคุ คล การทํางานกลมุ และการนําเสนอผลการทํากจิ กรรมหนาชนั้ เรียนได โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลที่แนบทายแผนการจัดการเรียนรูของ ลกั ษณะ ความสงู (ซม.) ลกั ษณะ ความสูง (ซม.) หนวยการเรียนรทู ี่ 3 เรยี นรชู วี ิตพืช ดังภาพตวั อยาง กระปอ งที่ 1 ใบมขี นาดเลก็ 3 การ(สขงั ้ึนเกอตยูกขบัองผนลกั เรยี น) (ไดร บั แสงแดด) และใบมสี ีเขียว 3 กระปอ งท่ี 2 ใบมขี นาดเล็ก (ไมไ ดร บั แสงแดด) และใบมสี เี ขยี ว สรุปผล จากการทํากิจกรรม พบวา ตนถ่ัวเขียวในกระปองท่ี 1 ที่ไดรับแสงมี การเจริญเติบโตดี สวนตนถั่วเขียวในกระปองที่ 2 ท่ีไมไดรับแสงมีการเจริญเติบโต ชา กวา โดยมลี าํ ตน สงู แตผ อมซดี และใบมสี เี หลอื ง แสดงวา แสงมผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โต ของตน ถ่ัวเขียว T59
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ นาํ ก¨Ô กรรÁ·Õè 2 ¹éíÒÁÕ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÞÑ ¡Ñº¾ª× ËÃÍ× äÁ‹ ทักษะกระบวนการ กระตนุ้ ความสนใจ ¨Ø´»ÃÐʧ¤ ทางวิทยาศาสตรทใี่ ช ทดลองและระบวุ า่ พชื ตอ้ งการน�า้ เพือ่ การเจริญเตบิ โต 1. การวัด 1. ครูสนทนาทักทายกับนักเรียน จากน้ันครูแจง 2. การสงั เกต ชอ่ื เรอ่ื งและผลการเรยี นรทู จ่ี ะเรยี นในชว่ั โมงนี้ µÍŒ §àµÃÕÂÁµÍŒ §ãªŒ 3. การทดลอง ใหนักเรยี นทราบ 4. การตง้ั สมมติฐาน 5. การกา� หนดและควบคุมตัวแปร 2. ครูถามคําถามกระตุนความคิดวา ถาครูปลูก 6. การก�าหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ัติการ ตน พชื แลวไมไ ดร ดน้ํา 5 วนั นกั เรยี นคดิ วา 7. การตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ ตนพืชจะเปนอยางไร แลวใหนักเรียนชวยกัน ตอบคาํ ถามตามความเขาใจของนักเรียน 1. นา้� 1 ถงั 4. ดนิ 1 ถุง 2. ปายชือ่ (ใบที่ 1 และใบท่ี 2) 5. ไมบ้ รรทัด 1 อัน ขนั้ สอน 3. ตน้ ถ่วั เขียว 2 ตน้ (จากกจิ กรรมท่ี 1) 6. กระปองนม 2 ใบ สาํ รวจคน้ หา Åͧ·íÒ´Ù 1. ครูใชรปู แบบการเรียนรแู บบรว มมอื เทคนคิ LT 1. แบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 3-4 คน แล้วรว่ มกนั ตั้งสมมติฐานว่า น้�ามีผลตอ่ มาจดั กระบวนการเรยี นรู จากนนั้ ใหแ ตล ะกลมุ การเจรญิ เติบโตของพืชหรือไม่ จากนนั้ บันทึกผลลงในสมดุ ชวยกันทํากจิ กรรมที่ 2 เรอ่ื ง นา้ํ มีความสาํ คญั กบั พืชหรือไม 2. ทา� การทดลองเพอื่ ตรวจสอบผลการตง้ั สมมตฐิ าน โดยตดิ ปา ยใบที่ 1 และใบท่ี 2 ไวด้ า้ นนอกของกระปอ งนมอยา่ งละ 1 ใบ จากนั้นเตรยี มดนิ 2. แตล ะกลมุ รวมกันทาํ กจิ กรรมท่ี 2 เรอ่ื ง น้ํามี ปรมิ าณเท่า ๆ กัน ใส่ลงไปในกระปอ งนมท้งั 2 ใบ ความสําคัญกับพืชหรือไม จากหนังสือเรียน หนา 50-51 แลวบันทึกผลการทํากิจกรรมลง ´Ô¹ 㺷èÕ 2 ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 㺷Õè 1 (หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมินนักเรยี น โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายกลมุ ) 50 ภาพท่ี 3.4 ใส่ดินลงในกระปอ งนม อธบิ ายความรู้ 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั อภปิ รายและสรปุ ผล จากการทาํ กิจกรรมภายในกลุม 2. แตละกลุมสงตัวแทนออกมานําเสนอผลงาน หนา ชน้ั เรยี น โดยครสู มุ จบั สลากเลอื กทลี ะกลมุ 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลงานหนา ชน้ั เรยี น จากน้ันรวมกันอภิปรายและสรุปผลเก่ียวกับ ความสําคัญของนํ้าที่มีตอพืช เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ รปู แบบการเรียนรูแบบรว มมือ เทคนคิ L.T. หรอื Learning Together คอื ถานักเรียนตองการทราบวา ตนพืชที่ปลกู ไวมกี ารเจรญิ เตบิ โต กระบวนการสอนหนึ่งของรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือ โดยมีข้ันตอนการจัด หรอื ไม ในแตละวนั สงิ่ ทีค่ วรปฏิบัติ คือขอใด กิจกรรมการเรียนรู ดังน้ี 1. รดนํ้าตนพืชทุกวนั 1. นักเรียนแบงกลุม กลุมละเทาๆ กัน จากน้ันครูและนักเรียนทบทวน 2. ชัง่ นํ้าหนกั ตนพืชทกุ วัน เนอ้ื หาเดิมหรือความรพู ้ืนฐานที่เกยี่ วขอ ง 3. ใชไ มบรรทัดวดั ความสูงของตน พืชทุกวนั 2. ครแู จกแบบฝกหัด ใบงาน หรือโจทย ใหน ักเรียนทุกกลมุ กลมุ ละ 1 ชุด (วิเคราะหคําตอบ การใชไมบรรทัดวัดความสูงของตนพืชทุกวัน เหมอื นกัน จากนนั้ ใหน กั เรยี นแบงหนาท่ีในการทํางาน เปนการวัดความเจรญิ เตบิ โตของพชื วธิ หี น่งึ ดงั นั้น ขอ 3. จงึ เปน คําตอบทถ่ี กู ตอ ง) 3. นักเรียนทํากจิ กรรม แลวนําเสนอผลงาน จากนัน้ ใหครูประเมินผลงาน ของกลมุ โดยเนน กระบวนการทํางานกลุม T60
นาํ สอน สรุป ประเมนิ 3หนวยการเรียนรูท่ี ขนั้ สอน àÃÂÕ ¹ÃªŒÙ ÇÕ Ôµ¾ª× ขยายความเขา้ ใจ 3. ให้เลอื กตน้ ถว่ั เขยี ว (จากทเี่ พาะ 㺷èÕ 1 㺷èÕ 2 ในกิจกรรมท่ี 1) ที่มีความสูง นักเรียนแตละคนทํากิจกรรมหนูตอบไดจาก เทา่ กนั 2 ตน้ นา� มาปลกู ลงใน ภาพท่ี 3.5 ปลกู ต้นถัว่ เขียว หนงั สอื เรยี นหนา น้ี ลงในสมดุ หรอื ทาํ ในแบบฝก หดั กระปอ งนมใบละ 1 ตน้ จากนนั้ วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 ตั้งกระปองนมท้ัง 2 ใบ ไว้ใน บรเิ วณทม่ี แี สงสอ่ งถงึ เทา่ กนั ขน้ั สรปุ 4. รดน้�าตน้ ถั่วเขยี วในกระปองใบที่ 1 ทุกวนั วนั ละ 2 เวลา คอื ตอนเช้า ตรวจสอบผล และตอนเยน็ แตไ่ ม่รดน�า้ ตน้ ถั่วเขียวในกระปองใบที่ 2 1. ครูแจก㺷ใèÕ 1บงาน㺷Õè 2เร่ือง นํ้ามีความสําคัญกับพืช 5. สงั เกตการเจรญิ เติบโตและบันทึกผลทกุ ๆ 2 วัน เปน็ เวลา 10 วนั หรอื ไม แลวใหน กั เรียนนํากลับไปทํา เปนการ บา น จากนั้นนํามาสงในชว่ั โมงถัดไป 6. น�าเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน แล้วร่วมกันอภิปรายและสรุปผล ภายในชั้นเรยี น 2. ครสู มุ ถามนกั เรยี นเปน รายบคุ คลเกย่ี วกบั ความ สาํ คญั ของนา้ํ ทมี่ ตี อ พชื เพอ่ื เปน การสรปุ ความรู ·íÒ¡¨Ô ¡ÃÃÁÍÂÒ‹ ง»ÅÍ´ÀÂÑ หลงั จากท่ีไดเรียนมา ปากกระป‰องนมที่นíามาทíากิจกรรมอาจมีความคม นักเรียนควรระมัดระวังขณะ ขนั้ ประเมนิ ใส่ดิน เพราะอาจทาí ให้บาดมอื äด้ ตรวจสอบผล ˹ٵͺ䴌 1. นกั เรียนคิดวา่ ถ้าต้นไม้ขาดน้�าเป็นเวลานานจะเกิดผลอยา่ งไร 1. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมท่ี 2 เรอ่ื ง นํา้ 2.3.พพถวเ้าชืืชราคยีชทดรนน่ีภตูใเหดิ้อาพใน้พงื่อดกกัแแาเลเลรพระียกนบรนเ�้าาปันเะนลลทอ้ออื่ยี ึกะยกนไขรปข้อเล้อมชูกมูล่นรลู ทะกห่ีสตับังว้นเเ่าพกตงตื่อะพบนไชื ดอเทพ้ลงี่ตงเือ่ พ้อในนงชกสกรลมามุ่รุดนนอักน่ื้�าแเมๆรลาีย้วกนนจ�าเชะเสเน่ ลนืออตกหน้ ปนขล้า้าูกวชั้น มีความสําคัญกับพืชหรือไมในสมุดหรือใน แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 (คหือมกายารเหคตดิ ุแ: คบาํบถใหามเหขตอผุสลดุ ทแาลยะขกอางรหคนดิ ตูแอบบบไโดตแเปยงน คซําง่ึ ถผาูเ รมยี ทน่อี ออากจแเลบอืบกใหตผอบเู รอยี ยนา ฝงกใดใชอทยกัางษหะนก่ึงากรคไ็ ดดิ ขให้ันคสรงู ู 51 พิจารณาจากเหตผุ ลสนบั สนุน) 2. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบไดใน สมดุ หรอื ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครตู รวจสอบผลการทาํ ใบงาน เรอ่ื ง นาํ้ มคี วาม สาํ คัญกับพืชหรอื ไม แนวตอบ หนูตอบได้ ขอ 2. • ตนขา ว เพราะตนขา วตอ งการนาํ้ มาก จงึ ไมค อ ยมปี ญ หารากเนา เมอื่ ไดร บั นา้ํ ในปรมิ าณมาก • ตนตะบองเพชร เพราะไมต องรดน้าํ บอย ทําใหป ระหยดั นา้ํ เนือ่ งจากใชน ํ้าในปรมิ าณนอ ย เฉลย ผลการทาํ กจิ กรรมที่ 2 (ตัวอยา ง) เกร็ดแนะครู ตาราง บันทึกผลการทาํ กิจกรรม ใบงาน เรื่อง น้ํามีความสําคัญกับพืชหรือไม ครูสามารถหยิบใชไดจาก วันทท่ี ําการทดลอง กระปองที่ 1 (ไดร บั นํา้ ) กระปองที่ 2 (ไมไ ดร ับนาํ้ ) แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 3 เรอ่ื ง นาํ้ กบั การดาํ รงชวี ติ ของพชื หนว ยการเรยี นรทู ี่ 3 วนั ทป่ี ลูก เรียนรชู ีวิตพืช ลาํ ตน และใบมีสเี ขียว ลาํ ตนและใบมสี เี ขียว แนวทางการวัดและประเมินผล วนั ที่ 2 (ข้นึ อยูกับผลการสงั เกตของนกั เรยี น) วนั ที่ 4 ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน วนั ท่ี 6 รายบุคคล การทาํ งานกลุม และการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาช้นั เรียนได วันท่ี 8 โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบทายแผนการจัดการเรียนรูของ วันที่ 10 หนว ยการเรียนรูท่ี 3 เรยี นรูช ีวิตพืช สรุปผล จากการทํากิจกรรม พบวา ตนถั่วเขียวในกระปองท่ี 1 ท่ีไดรับนํ้ามีการ เจรญิ เตบิ โตมากขน้ึ สว นตน ถวั่ เขยี วในกระปอ งที่ 2 ทไ่ี มไ ดร บั นา้ํ มลี กั ษณะเหย่ี วเฉา และ ไมมกี ารเจริญเตบิ โต แสดงวานาํ้ มีผลตอการเจริญเตบิ โตของตนถัว่ เขยี ว T61
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ จากการท�ากิจกรรมที่ 1 ท�าให้เราทราบว่า พืชต้องการ แสงในการด�ารงชีวิต เน่ืองจากแสงจะช่วยกระตุ้นให้พืชสร้าง กระตนุ้ ความสนใจ สารสีเขียวขึ้นมาได้ และสารสีเขียวน้ีพืชจะใช้ในการสร้างอาหาร เพ่ือน�ามาเลยี้ งสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ซึง่ ชว่ ยใหพ้ ืชเจริญเติบโตข้นึ 1. ครูกระตุนความสนใจของนักเรียนกอนจะ เริ่มเรียนในวันน้ี โดยครูนําตนพืชที่มีลักษณะ จากการทา� กจิ กรรมที่ 2 ทา� ใหเ้ ราทราบวา่ พชื ตอ้ งการนา�้ ใน เหีย่ วเฉามาใหนักเรยี นสงั เกต การดา� รงชวี ติ ถา้ พืชไมไ่ ด้รับน�า้ เปน็ เวลานาน ๆ ต้นพชื จะค่อย ๆ เหย่ี วเฉาและตายในทส่ี ดุ 2. ครถู ามคาํ ถามกระตนุ ความคดิ ของนกั เรยี นวา นักเรียนจะทําอยางไร เพื่อไมใหตนพืชมี ลกั ษณะเหมอื นตนพืชทค่ี รูนาํ มาใหส ังเกต (แนวตอบ รดน้ําอยางเหมาะสม และตั้งตนพชื ใหอ ยูในบรเิ วณท่มี แี สงแดดสองถงึ ) 3. ครถู ามคาํ ถามทา ทายการคดิ ขนั้ สงู จากหนงั สอื เรียนหนาน้ี แลวใหนักเรียนชวยกันนําความรู ท่ีไดจากการทํากิจกรรมมาตอบคําถามวา ตูมตามปลูกตะบองเพชรในหองที่มีแสงจาก หลอดไฟ จากขอมูลดังกลาว นักเรียนคิดวา ตะบองเพชรจะสามารถเจริญเติบโตไดหรือไม อยา งไร (แนวตอบ ตะบองเพชรสามารถเจริญเติบโตได เพราะแสงจากหลอดไฟทม่ี คี วามเขม ของแสงท่ี เหมาะสมสามารถทดแทนแสงแดดได จงึ ทาํ ให ตน กระบองเพชรเจรญิ เติบโต) ¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ·Ò¡ÒäԴ¢é¹Ñ ÊÙ§ ตูมตามปลูกตะบองเพชรในห้องท่ีมีแสงจากหลอดไฟ จากข้อมูลดังกล่าว นกั เรยี นคดิ วา่ ตะบองเพชรจะเจรญิ เตบิ โตไดห้ รอื ไม่ เพราะอะไร 52 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ ครูอธิบายเพิ่มเติมใหนักเรียนเขาใจวา สําหรับพืชบางชนิด เชน กาฝาก ปจจยั ทที่ าํ ใหพชื เจริญเตบิ โตไดด ที ่ีสดุ คือขอ ใด จะยึดเกาะอยูกับตนไมชนิดอื่นเพื่อดูดสารอาหารและน้ําจากตนไมท่ีเกาะอยู 1. แสง น้าํ ธาตุอาหาร และอากาศ จงึ ทาํ ใหก าฝากสามารถเจรญิ เตบิ โตไดโ ดยไมต อ งการแสงเพอื่ ใชใ นกระบวนการ 2. แสง และนํา้ สังเคราะหดวยแสงของพชื หรือการสรางอาหารของพืช 3. ปุย (วิเคราะหคําตอบ พืชจะเจริญเติบโตไดดีเม่ือไดรับแสง นํ้า ธาตอุ าหาร และอากาศ อยา งเพยี งพอและเหมาะสม ดงั นนั้ ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบทถ่ี กู ตอ ง) T62
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนวยการเรียนรูท ี่ ขน้ั สอน àÃÂÕ ¹ÃªÙŒ ÇÕ Ôµ¾×ª สาํ รวจคน้ หา โดยสรุปจากกจิ กรรมท่ี 1 และ 2 ท�าใหท้ ราบว่า แสงและน�า้ เป็นปจจัยส่วนหน่ึงในการด�ารงชีวิตของพืช ถ้าพืชได้รับปจจัย 1. นักเรียนชวยกันศึกษาขอมูลจากหนังสือเรียน เหล่านไ้ี ม่เพยี งพอ พืชจะไม่เจรญิ เติบโตหรอื เฉาตายได้ หนา 52-53 จากน้นั ครถู ามคําถามนกั เรียนวา นกั เรยี นทราบหรอื ไมว า นอกจากแสงและนา้ํ ที่ ปจ จยั ท่ีจ�าเป็นตอ่ การด�ารงชีวิตของพืชมี 4 ประการ ได้แก่ เปนปจจัยในการดํารงชีวิตของพืชแลว ยังมี แสง น้�า อากาศ และธาตอุ าหาร ดังภาพ ปจจัยใดที่มีความสําคัญตอการดํารงชีวิตของ พชื อกี หรอื ไม อะไรบา ง แลว ใหน กั เรยี นชว ยกนั แสง ตอบคําถามตามความเขา ใจของนักเรียน อากาศ นํ้า ธาตอุ าหาร 53 ขอ สอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู อานขอมลู แลวตอบคําถาม ครูอาจจัดการเรียนรูเพ่ือใหนักเรียนชวยกันศึกษาขอมูลจากหนังสือเรียน เกตุ กาล ก๊ิฟ ปลูกตน มะลิพรอ มกัน รดน้าํ ทกุ วนั เหมอื นกัน หนา 52 - 53 โดยใชร ปู แบบการเรยี นรแู บบรว มมอื เทคนคิ คคู ดิ Think-Pair-Share แตว างไวใ นสถานทแี่ ตกตา งกัน ดงั นี้ คอื กระบวนการสอนหนง่ึ ของรปู แบบการเรยี นรูแบบรว มมือ โดยมีข้ันตอนการ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู ดงั น้ี • เกตุวางในหองนาํ้ • กาลวางบนดาดฟา 1. ครผู ูส อนตง้ั คําถามหรอื กาํ หนดปญ หาใหแ กผ เู รยี น • กฟ๊ิ วางขางร้ัวหนาบาน 2. ผเู รยี นหาคาํ ตอบดว ยตนเองกอ น แลว จบั คกู บั เพอื่ น เพอ่ื อภปิ รายคาํ ตอบ 3. ออกมานาํ เสนอคาํ ตอบที่ไดจ ากการอภปิ รายใหเ พือ่ นกลุมอน่ื ฟง นักเรียนคิดวา เม่ือเวลาผานไปซักระยะตนมะลิของใครอาจ ตายได T63 1. เกตุ 2. กาล 3. กฟ๊ิ (วเิ คราะหค าํ ตอบ การปลกู ตน มะลไิ วใ นหอ งนา้ํ อาจทาํ ใหพ ชื ตาย ได เพราะพชื อาจจะไมไ ดร บั แสงแดด จงึ ทาํ ใหพ ชื ไมส ามารถสรา ง อาหารได ดังนัน้ ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบทีถ่ ูกตอง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 1. แสง พืชต้องการแสงในการด�ารงชีวิต เน่ืองจากพืชเป็น สิ่งมีชีวิตท่ีสามารถสร้างอาหารเองได้ เพราะพืชมีคลอโรฟิลล์ซ่ึงจะเป็น สาํ รวจคน้ หา ตัวดูดกลืนแสง แล้วน�าแสงมาใช้เป็นพลังงานในกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงหรอื การสรา้ งอาหารของพชื จึงท�าใหพ้ ชื เจริญเติบโต 2. ครูแบง กลมุ ใหนกั เรียน กลุม ละ 4-5 คน โดย ใหนกั เรยี นจับสลากท่คี รเู ตรียมไวค นละ 1 ใบ ซ่ึงมีช่ือพืชเขียนไว เชน ตนกุหลาบ ตนมะลิ ตนชบา ตน ทานตะวนั จากน้นั ครูใหนกั เรยี น แตละคนดูสลากที่ตนเองจับไดวาไดตนพืชที่ ชือ่ วา อะไร แลวใหน กั เรยี นทีจ่ บั ไดตนพชื ชนดิ เดียวกันอยูกลมุ ดวยกัน 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั ศกึ ษาเกย่ี วกบั ปจ จยั ที่จาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื จากหนงั สอื เรยี น หนา 54-57 4. นักเรียนแตละกลุมศึกษาขอมูลจากสื่อดิจิทัล เพ่ิมเติมในหนังสือเรียนหนานี้ โดยใหใช โทรศพั ทม อื ถอื สแกน QR Code เรอ่ื ง ปจ จยั ที่ จาํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื จากนน้ั รว มกนั สรปุ ความรูทีไ่ ดจากการศึกษาภายในกลมุ (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม) ภาพที่ 3.6 ตวั อยา่ งพชื ที่ไดร้ ับแสงในบริเวณตา่ ง ๆ เกรด็ วทิ ยน์ า่ รู้ คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เป็นสารสีเขียวที่พบมากบริเวณใบพืช ซึ่งเป็นสารที่ ชว่ ยดดู กลนื พลงั งานแสงจากดวงอาทติ ยเ์ ขา้ มา เพอื่ ใชเ้ ปน็ แหลง่ พลงั งานในกระบวนการ สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงหรอื การสรา้ งอาหารของพชื 54 ปจั จยั ทีจ่ ำ� เปน็ ตอ่ กำรดำ� รงชวี ติ ของพชื ส่ือ Digital กิจกรรม 21st Century Skills ครูใหนักเรยี นเรยี นรเู กย่ี วกับ เรื่อง ปจจยั ท่ีจาํ เปนตอการดาํ รงชวี ิตของพชื 1. ใหน กั เรียนแบง กลุม กลุมละ 3 - 4 คน เพม่ิ เตมิ จากสอ่ื ดจิ ทิ ลั โดยใหส แกน QR Code เรอ่ื ง ปจ จยั ทจี่ าํ เปน ตอ การดาํ รง 2. ชว ยกนั สบื คน ขอ มลู เกย่ี วกบั พชื ทส่ี ามารถเจรญิ เตบิ โตในทะเลทราย ชีวิตของพชื จากหนงั สอื เรียนหนาน้ี ซง่ึ จะปรากฏคลปิ วิดีโอ ดังภาพตัวอยาง ไดม ากลมุ ละ 1- 2 ชนดิ 3. นําขอมูลที่สืบคนไดจัดทําเปนสื่อการเรียนรูในรูปแบบตางๆ ท่ี หลากหลาย เชน ใบความรู พรอ มอธบิ ายวา พชื ชนดิ นนั้ สามารถ เจริญเติบโตในทะเลทรายทมี่ คี วามแหง แลง มากไดอ ยา งไร แลว ตกแตง ใหสวยงาม 4. นําเสนอผลงานดวยวิธีการสื่อสารที่หลากหลาย เพ่ือใหผูอ่ืน เขา ใจผลงานไดง า ยขนึ้ T64
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนวยการเรียนรทู ี่ ขนั้ สอน àÃÂÕ ¹ÃŒÙªÕÇÔµ¾ª× สาํ รวจคน้ หา 2. ¹íéÒ พืชต้องการน�้าในการด�ารงชีวิต เพื่อช่วยละลายธาตุอาหาร ในดิน ท�าให้รากดูดและล�าเลียงธาตุอาหารเหล่าน้ันไปยังส่วนต่าง ๆ ของ 5. ครูใหนักเรียนเลนเกมการแขงขันจับคูบัตรคํา พืชได้ นอกจากน้ี พืชยังต้องการน�้าเพ่ือใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วย และบตั รขอความ โดยครแู จกบตั รคําและบัตร แสงหรอื การสรา้ งอาหารของพชื อีกดว้ ย ขอความใหแตละกลมุ 6. ครูอธิบายวิธีการเลมเกมแขงขันการจับคู บัตรคําและบัตรขอความเก่ียวกับปจจัยท่ี จําเปนตอการดํารงชีวิตของพืชใหนักเรียน เขาใจวา ใหนักเรียนจับคูบัตรคําและบัตร ขอความทม่ี คี วามสมั พันธก ันในเวลาทก่ี าํ หนด และเมื่อหมดเวลาครูจะเปนผูตรวจสอบความ ถูกตอง เมื่อนักเรียนจับคูบัตรคําและบัตร ขอความไดถูกตอง 1 คู จะได 2 คะแนน กลุมท่ีทําคะแนนไดมากทีส่ ุดเปน กลมุ ทช่ี นะ 7. เม่ือนักเรียนรวมกันเลนเกมเสร็จแลว จากนั้น ใหนักเรียนรวมกันสรุปวา ไดประโยชนอะไร จากการเลนเกมบาง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลุม) ภาพที่ 3.7 ตวั อยา่ งพชื ท่ีไดร้ ับนา�้ ในบริเวณตา่ ง ๆ เกรด็ วทิ ยน์ า่ รู้ เราäมค่ วรรดนาéí พชื ในชว่ งกลางวนั ทม่ี แี ดดจดั เพราะจะทาí ใหพ้ ชื เหย่ี วเ©า ซงึ่ เราควร รดนéíาพืชวันละ 2 ครัéง คือ ในช่วงเช้าควรรดนíéาในเวลาท่ีมีแดดอ่อน æ ประมาณ 6.00-8.00 น. และชว่ งเยนç ควรรดนาéí กอ่ นพระอาทติ ยต์ ก ประมาณ 16.00-18.00 น. 55 ขอสอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู ตน คะนา ทแี่ ปลงผกั สวนครวั มอี าการเหยี่ วเฉา แตย งั คงมสี เี ขยี ว • บัตรคําและบัตรขอความเก่ียวกับปจจัยท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืช นกั เรียนคิดวา ปจจัยทีพ่ ชื ขาดไปคอื อะไร ครสู ามารถหยบิ ใชไ ดจ ากแผนการจดั การเรยี นรทู ่ี 4 ปจ จยั ทจ่ี าํ เปน ตอ การดาํ รงชวี ติ ของพชื หนวยการเรียนรทู ่ี 3 เรียนรูชวี ติ พืช (แนวตอบ ตนคะนาขาดนํ้า เพราะรากดูดน้ําไดนอยกวาการ สญู เสยี นาํ้ ทค่ี ายออกทางปากใบ ทาํ ใหต น คะนา มอี าการเหย่ี วเฉา) • ครูอาจอธิบายเพ่ิมเติมเก่ียวกับโรคท่ีอาจเกิดกับพืช เม่ือพืชไดรับน้ําใน ปรมิ าณที่ไมเหมาะสม เชน โรคเห่ยี ว เม่อื พืชแสดงอาการเห่ยี ว โดยใบของพืชเปล่ยี นเปนสีเหลืองและ มลี กั ษณะลูลง อาจเกิดจากพชื ไดรับแสงมากเกินไปหรือไดรบั นา้ํ นอ ยเกินไป โรครากเนา เมื่อพืชไดรับนํ้าในปริมาณที่มากเกินไปรากของพืชจะเนา ซึ่ง ตนพืชที่รากเนา รากจะมีลักษณะเปนสีดําและไมแข็งแรง ใบจะเปล่ียนเปน สีเหลอื งและเห่ยี วเฉา T65
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน 3. ÍÒ¡ÒÈ พืชต้องการอากาศในการด�ารงชีวิต โดยพืชต้องการ แกสออกซิเจนส�าหรับหายใจ และพืชยังต้องการแกสคาร์บอนไดออกไซด์ สาํ รวจคน้ หา สา� หรับใช้ในการสร้างอาหารของพชื 8. ครูแจกกระดาษใหกลุมละ 1 แผน จากนั้น ในตอนกลางวนั หากเราอยใู่ ตต้ น้ พืชเราจะหายใจไดส้ ะดวกและรู้สึก ใหชวยกันนําความรูที่ไดจากการศึกษาขอมูล สดชื่น เพราะพืชจะสร้างอาหารและคายแกสออกซิเจนออกมา ส่วนตอน จากหนังสือเรียน หนา 54-57 และจากการ กลางคืนพืชจะหายใจโดยดึงแกสออกซิเจนเข้าไปตามปกติ เราจึงไม่ควร เลน เกมมาระดมความคิดวา นอกจากน้ําและ น�าต้นพืชไปไว้ในห้องนอน เพราะพืชจะแย่งแกสออกซิเจนที่เราใช้ แสงแลว พืชยังตองการปจจัยใดบางเพ่ือใช ในการหายใจ ในการดํารงชีวิต แลวนําขอมูลมาเขียนปจจัย ท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืชในรูปแบบ แผนผงั แผนภาพ หรอื อน่ื ๆ ลงในกระดาษที่ ครูแจก พรอมตกแตง ใหส วยงาม แกส คารบอนไดออกไซด1 แกสออกซเิ จน2 ภาพที่ 3.8 พืชตอ้ งการอากาศในการดา� รงชีวติ 56 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ 1 แกสคารบอนไดออกไซด (carbon dioxide : CO2) เปน ของเสียทอี่ อก ขอใดกลาวไมถูกตอง มากับลมหายใจของมนุษยและสัตวตางๆ ซึ่งแกสชนิดน้ีเปนแกสเรือนกระจกท่ี 1. ปลกู ตน ไมไวหนาบานเพ่อื ใหร ม เงา กักเก็บความรอนไมใหทะลุออกจากชั้นบรรยากาศได ทําใหอุณหภูมิพื้นผิวโลก 2. ปลกู ตน ไมไวใ นหอ งนอนเพอื่ ใหอากาศสดช่ืน สูงขึ้น ซ่งึ เปน สาเหตหุ นงึ่ ของภาวะโลกรอน 3. ปลกู ตนไมตน เล็กๆ ไวทโี่ ตะทาํ งานเพ่อื ใหอากาศสดชน่ื 2 แกสออกซิเจน (oxygen : O2) ทเี่ กิดจากกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง หรือการสรางอาหารของพืชจะถูกปลอยออกสูบรรยากาศ มนุษยและสัตวใช (วิเคราะหคําตอบ ในเวลากลางคืน พืชมีการหายใจตามปกติ แกสออกซิเจนเหลาน้ีในการหายใจเพ่ือใชเผาผลาญสารอาหารตางๆ ใหเปน เหมอื นมนษุ ยเ รา หากปลกู ไวใ นหอ งนอน พชื จะแยง แกส ออกซเิ จน พลังงานและทําใหเซลลของรางกายสามารถทํางานได ดังนั้น แกสออกซิเจน กบั เรา ดังนนั้ ขอ 2. จงึ เปนคาํ ตอบทถี่ ูกตอง) จึงมคี วามสําคญั ตอ การดํารงชวี ิตของมนุษยและสตั วเ ปน อยางมาก T66
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนว ยการเรียนรูท ่ี ขนั้ สอน àÃÕ¹ÃÙŒªÕÇµÔ ¾×ª อธบิ ายความรู้ เช่น 4ไ.น¸โตÒµรเØÍจÒนË1 Ò(NÃ) พฟืชอตส้อฟงอกราัสร2ธ(าPต)ุอาโหพาแรทชสนเิดซตีย่ามง3 ๆ ที่มีอยู่ในดิน (K) เพ่ือน�ามา 1. ครูสุมเลือกวันเกิดของนักเรียน เพื่อเลือก ใช้ในการเจริญเติบโต และท�าให้พืชมีความแข็งแรง โดยรากของพืช ตวั แทนกลมุ นกั เรยี นใหอ อกมานาํ เสนอแผนผงั จะดดู ซมึ ธาตอุ าหารเหลา่ นไี้ ปเลย้ี งส่วนต่าง ๆ ของพชื แผนภาพ หรอื อน่ื ๆ ทไี่ ดจ ากการระดมความคดิ เรือ่ ง ปจ จยั ที่จําเปน ตอการดํารงชีวิตของพืช เกรด็ วทิ ยน์ า่ รู้ 2. นกั เรียนรว มกนั สรุปเกย่ี วกับปจ จยั ที่จําเปน ตอ ¸าตØอาหารที่จíาเป็นสíาหรับพืชนéัน การดํารงชีวิตของพืชจนไดขอสรุปวา พืช มอี ยู่ในดนิ และยงั มอี ยใู่ นปย‰Ø ชนดิ ตา่ ง æ ตองการแสง นาํ้ อากาศ และธาตุอาหาร เพอื่ อีกด้วย ซึ่งเราสามาร¶นíามาใส่ลงäป ใชใ นการดํารงชวี ิต ในดิน เพ่ือเพิ่ม¸าตØอาหารให้แก่พืชäด้ (หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรียน โดยใช เช่น ปØย‰ คอก ป‰ยØ เคมี ป‰ยØ พชื สด ปØย‰ หมกั แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) ปุย คอก ภาพท่ี 3.9 ธาตุอาหารที่เป็นอาหารของพืชเกิดจากซากพืชซากสัตว์ท่ีเน่าเปอยอยู่ ในดิน ถา้ มีอย่มู ากจะท�าให้ดินมสี ดี �า 57 กจิ กรรม ทา ทาย นักเรียนควรรู ใหน กั เรยี นแตล ะคนสบื คน ขอ มลู เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การปลกู พชื ความสําคัญของธาตุอาหารหลัก มีดงั น้ี ไรดิน (hydroponics) จากนั้นนํามาจัดทําเปนรายงาน แลวออก 1 ไนโตรเจน (nitrogen) พืชท่ีไดรับธาตุไนโตรเจนอยางเพียงพอ ใบจะมี มานําเสนอหนา ชน้ั เรียน สเี ขียวสด แข็งแรง โตเร็ว และออกดอกออกผลที่สมบูรณ 2 ฟอสฟอรัส (phosphorus) พืชท่ีไดรับธาตุฟอสฟอรัสอยางเพียงพอ จะมี ระบบรากท่ีแข็งแรงและแพรกระจายอยูในดินอยางกวางขวาง ทําใหรากพืช สามารถดูดนาํ้ และแรธ าตตุ า งๆ ไดด ี ซึ่งชวยใหออกดอกออกผลเร็ว 3 โพแทสเซียม (potassium) เปนธาตุอาหารท่ีมีความสําคัญในการสราง อาหารพวกแปงและน้ําตาล แลวเก็บไวที่หัวหรือลําตนของพืช ดังนั้น พืช บางชนดิ เชน ออย มัน จงึ ตอ งการธาตโุ พแทสเซียมสงู มาก T67
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน 1¡¨ิ ¡รรÁ ¾²Ñ นา¡ารàรยÕ นรู้ทèÕ ขยายความเขา้ ใจ ใ1ห) แ สบืบง คก้นลขุม้อมกลูลมุเกล่ียะว3ก-บั 4ปคุย นชนจิดาตก่านง้ันๆชวไดยแ้กกัน่ปปฏุยบิ คตั อกิ ก1จิ กปรยุ รหมมดกั 2ังแนล้ี ะปุยเคมี 3 2) ให้ร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั ลกั ษณะของปุย และการใช้ประโยชน์ 1. นักเรียนจากกลุมเดิมรวมกันทํากิจกรรม พฒั นาการเรยี นรูท่ี 1 จากหนงั สอื เรยี นหนาน้ี จากปยุ ชนดิ ตา่ ง ๆ เปน การบา น โดยใหท าํ ลงในสมดุ แลว นาํ มาสง 3) ช่วยกันเลือกปุยท่ีจะใช้ใส่ในต้นไม้ แล้วน�าข้อมูลมาเขียนเป็นแผนภาพลง ในชวั่ โมงถดั ไป ในกระดาษแข็ง เพื่ออธิบายแนวคิดในการเลือกปุยชนิดน้ัน พร้อมตกแต่ง 2. ครูถามคําถามทาทายการคิดขั้นสูง จาก ใหส้ วยงาม หนังสือเรียนหนาน้ี แลวใหนักเรียนชวยกัน 4) น�าเสนอผลงานหนา้ ช้ันเรยี น เพอื่ ส่อื สารส่งิ ที่ได้เรยี นรู้ให้เพ่อื นฟง นําความรูที่ได จากการทํากิจกรรมมาตอบ คําถามวา นักเรียนคิดวา มนุษยเราตองการ ¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ·Ò¡Òä´Ô ¢¹éÑ ÊÙ§ แกสคารบอนไดออกไซดเหมือนพืชหรือไม เพราะอะไร นักเรียนคิดว่า คนเราต้องการแกสคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนพืชหรือไม่ (แนวตอบ มนุษยไมตองการแกสคารบอนได- เพราะอะไร ออกไซด เพราะหากมนุษยไดรับแกสคาร- กิจกรรม สÃ»Ø ¤ÇÒÁûŒÙ ÃШÒí º··èÕ 1 บอนไดออกไซดในปริมาณมากจะทําใหหัวใจ เตนเร็ว หรอื หมดสติได) µÃǨÊͺµ¹àͧ 3. ครูสนทนากับนักเรียนเพ่ือทบทวนความรู หลังเรยี นจบบทนี้แลว ใหนักเรียนบอกสัญลกั ษณทตี่ รงกับระดบั ความสามารถของตนเอง ความเขาใจเกี่ยวกับเน้ือหาท่ีไดเรียนผานมา จากหนวยการเรยี นรูท่ี 3 บทที่ 1 จากน้ันให รายการ เกณฑ ควรปรบั ปรงุ เขียนสรุปความรูเก่ียวกับเร่ืองท่ีไดเรียนมา จากบทที่ 1 ในรูปแบบตา งๆ เชน แผนภาพ ดี พอใช แผนผงั เขียนบรรยาย ลงในสมุด (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนกั เรยี น โดยใช 1. เขา้ ใจเน้อื หาเกีย่ วกับเรือ่ งการดา� รงชวี ติ ของพืช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล) 2. สามารถท�ากจิ กรรมและอธบิ ายผลการท�ากิจกรรมได้ 3. สามารถตอบคา� ถามจากกจิ กรรมหนตู อบได้ 4. ทา� งานกลุม่ รว่ มกบั เพื่อนไดด้ ี 5. น�าความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ในชีวติ ประจา� วันได้ 58 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคิด 1 ปยุ คอก คือ ปยุ อนิ ทรยี ช นดิ หนง่ึ ไดมาจากมลู ของสตั วต า งๆ เชน หมู ววั ไมใ สปุย ใสปุย ไสเ ดือน 2 ปยุ หมกั คอื ปยุ อนิ ทรยี ช นดิ หนงึ่ ไดม าจากการนาํ เศษอนิ ทรยี วสั ดุ เชน พชื จากภาพ เปนการศึกษาเกี่ยวกบั เรอื่ งใด เศษอาหาร มูลสตั ว มาหมกั รวมกนั จนเนา เปอ ย 1. นํา้ เปน ปจ จยั ในการดาํ รงชวี ิตของพชื 3 ปุยเคมี คือ ปุยท่ีไดมาจากการสังเคราะหโดยกระบวนการทางเคมี เชน 2. แสงเปนปจจยั ในการดาํ รงชวี ติ ของพชื ปยุ ยูเรยี 3. ธาตอุ าหารเปนปจ จยั ในการดาํ รงชีวิตของพืช (วิเคราะหคําตอบ จากภาพ เปนภาพตนไมที่ไมใสปุยและใสปุย T68 ซง่ึ ใชศ กึ ษาเกยี่ วกบั ธาตอุ าหารทเ่ี ปน ปจ จยั ในการดาํ รงชวี ติ ของพชื ดงั น้นั ขอ 3. จงึ เปนคําตอบทถ่ี กู ตอ ง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ÊรØ» ÊารÐÊíา¤ÑÞ 1»ÃШÒí º··Õè ขน้ั สอน ¡ÒȪ㪌¹éíÒÃઌһ‹Çงš¹ÂÍ»ÒŪËÂíÒ˜¨‹ÇàÑงÒ¨ÅÂสÃÑÂÕÂÅ¢‹ÇËง͹и¹งŵҾÖèงҋҵתงÂØÍ¸æÒÒË¢µÒÍØÍÃงäÒ¾»ËתÒÃã¹´Ô¹ ྻתš¹ã»ªŒá˜¨¡¨ÑÂÊ㤹ҡÃÒºÃÍส¹ÃäŒÒ´งÍÍÍÒ¡Ëäҫô ขยายความเขา้ ใจ ¹é í Ò ¾×ªãªŒแ¡สÍÍ¡«ÔਹสíÒË ã¹¡ÒÃส¾× 4. ครูใหนักเรียนรวมกันศึกษาแผนผังความคิด สรุปสาระสําคัญประจําหนวยการเรียนรูท่ี 3 ÍÒ บทท่ี 1 ในหนงั สือเรยี นหนา นี้ 5. ครูสุมเรียกนักเรียนทีละคนเพ่ือใหระบุปจจัย ท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตของพืช โดยครูคอย อธบิ ายเพิ่มเตมิ ในสวนที่บกพรอง ÃѺËÒÂ㨠ҵØÍÒËÒÃÁ°. Ç 1.2 ».2/1-».2/2 ä¹â¡»Òè˜ ´¨íÒÑÂ÷§Õ¨èªÇÕíÒàµÔ »¢¹š ͵§¾‹Íת ¸ ¾ª× 㪌¾ÅÑงงÒ¹แสง໚ ¹»˜¨¨ÑÂ㹡ÒÃสÃŒÒงÍÒËÒà แสง Ð⪹ â¾แ¿·Íสส¿à«ÍÕÂõÁÑสÃਹ µÇÑ ÍÂÒ‹ ง ·Òí ãËŒ¾×ªà¨ÃÔÞàµÔºâµแÅÐแ¢çงแÃง »Ã 59 ขอสอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู อานขอ มูล แลว ตอบคาํ ถาม เมอื่ เรยี นจบบทนแี้ ลว ครอู าจใหน กั เรยี นตง้ั คาํ ถามทอี่ ยากรเู พม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั เรอื่ ง การดาํ รงชีวิตของพืช คนละ 1 คําถาม จากนัน้ ครูสุม เรียกใหน กั เรียนบอก 1) ใชใ นกระบวนการสังเคราะหด วยแสง คําถามของตนเอง แลวใหเ พอื่ นคนอื่นๆ ในชน้ั เรียนชวยกนั แสดงความคิดเห็น 2) ใชละลายธาตุอาหารในดิน วา จะใชวิธีการทางวิทยาศาสตรตอบคําถามน้ีไดอยางไร โดยครูทําหนาท่ีเปน 3) ใชใ นการหายใจ ผชู ้แี นะและสงั เกตการทํากจิ กรรมของนกั เรียนอยางใกลช ดิ จากขอมลู ท่กี ําหนด ขอใดคอื ความสําคญั ของแสงท่ีมีตอพชื การตั้งคําถามจากการสังเกตหรือจากประเด็นท่ีตนเองสงสัย (ระบุปญหา) 1. 1) เปนขั้นตอนแรกของวิธีการทางวิทยาศาสตร ซึ่งครูควรใหนักเรียนไดฝกฝน 2. 1), 2) เพราะเปนคุณสมบัติสาํ คญั อยา งหนึ่งของนกั วทิ ยาศาสตร 3. 1), 2), 3) (วิเคราะหคําตอบ พืชใชแสงเปนแหลงพลังงานในกระบวนการ T69 สงั เคราะหด ว ยแสงหรอื การสรางอาหารของพืช ดงั นน้ั ขอ 1. จงึ เปนคําตอบที่ถกู ตอง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สรปุ กิจกรรมฝกทักษะ ตรวจสอบผล º··èÕ 1 1. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทที่ 1 จาก 1. ดูภาพ แลวตอบคําถาม หนังสือเรียนหนา น้ี ขอ 1 ลงในสมุดหรอื ทําใน แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 หากพืชขาดหมายเลข 1 1 2 จะสง่ ผลตอ่ การเจรญิ เตบิ โต ของพชื หรอื ไม่ อย่างไร นกั เรยี นคดิ วา่ หมายเลข 2 คืออะไร และมีประโยชน์ ตอ่ พชื อยา่ งไร แนวตอบ กจิ กรรมฝกทักษะ หากพชื ไดร้ บั หมายเลข 3 3 4 ขอ 1. มากเกินไป จะส่งผลเสีย 1) สงผล เพราะพืชจะไมมีแหลงพลังงานเพ่ือ ต่อพืชหรือไม่ อย่างไร ใชในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง ทําใหไมมี นกั เรยี นคดิ วา่ หมายเลข 4 อาหารไปเลี้ยงสวนตางๆ ของพืช หากพืชขาดน้ํา เปนเวลานานๆ จะทาํ ใหพืชตายได คืออะไร จงยกตัวอย่างมา 3 ตวั อยา่ ง 2) คือ อากาศ พืชใชแ กสคารบ อนไดออกไซด ในกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสง และพืชใชแกส 60 ออกซิเจนในการหายใจ 3) สง ผลเสีย คอื อาจทําใหร ากพืชเนา ได 4) คือ ธาตอุ าหาร เชน ไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด เม่ือนักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะเสร็จแลว ครูอาจจัดกิจกรรมการเรียนรู สง่ิ ใดทพี่ ืชใชเ ปนอาหารในการดาํ รงชีวิต โดยสมุ นกั เรยี นตามเลขที่ 4-5 คน แลวใหอ อกมาเฉลยคาํ ตอบหนา ช้นั เรยี นทลี ะ 1. วติ ามนิ ออกซเิ จน คารโบไฮเดรต คน จากน้ันใหเ พอ่ื นคนอ่ืนๆ ในชั้นเรยี นรว มกันอภปิ รายจนไดคาํ ตอบท่ีถูกตอ ง 2. ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โดยมีครคู อยตรวจสอบความถกู ตอ ง 3. โปรตนี เกลือแร คารบอนไดออกไซด (วิเคราะหคําตอบ อาหารของพืชมี 2 ประเภท ไดแก 1. แรธาตุในดิน เชน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม 2. อาหารท่ีพืชสรางข้ึนจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง คือ นาํ้ ตาล ดงั นนั้ ขอ 2. จงึ เปน คาํ ตอบทถี่ กู ตอ ง) T70
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2. ดภู าพ แลวตอบคําถาม 3หนวยการเรยี นรูท ่ี ขน้ั สรปุ àÃÕ¹ÃÙŒªÇÕ Ôµ¾×ª ตรวจสอบผล 1) นกั เรยี นคดิ วา่ จากภาพอาจเกดิ ขนึ้ จาก สาเหตใุ ด 2. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 1 จาก หนงั สอื เรียนหนาน้ี ขอ 2-3 ลงในสมุดหรือทาํ 2) หากนักเรียนไม่ต้องการให้ต้นมะเขือ ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 เหยี่ วเฉา นักเรียนควรปฏิบตั ิอยา่ งไร 3) “หากต้นมะเขือได้รับแสงมากเกินไป จะท�าให้ต้นมะเขือเห่ียวเฉา” ข้อความ ดงั กลา่ วถกู ตอ้ งหรอื ไม่ อยา่ งไร 3. หากปลกู พืชตนท่ี 1 และตน ท่ี 2 โดยใชเวลาเทา กนั และใหปจ จยั ตา งกนั (ดงั ภาพ) พชื ตนใดจะเจริญเติบโตไดดกี วา กัน เพราะอะไร พชื ตนท่ี 1 ไดร้ บั แสงแดด พืชตนที่ 2 ไดร้ บั แสงแดด แนวตอบ กจิ กรรมฝก ทักษะ ไดร้ บั อากาศ ไดร้ บั อากาศ ขอ 2. ไดร บั นํา้ ไดรบั ธาตุอาหาร ไดร บั ธาตอุ าหาร 1) ตน มะเขอื ขาดน้าํ เปนเวลานาน 2) รดนา้ํ ตน มะเขอื ทกุ วนั และรดนา้ํ ใหเ หมาะสม 61 3) ถูกตอง เนื่องจากเม่ือตนมะเขือไดรับแสง ในปริมาณมาก ปากใบของตนมะเขือจะเปดกวาง ตนมะเขือจึงมีการคายน้ํามาก ทําใหตนมะเขือมี ลกั ษณะเห่ียวเฉาได ขอ 3. พืชตนท่ี 1 จะเจริญเติบโตไดดีกวาพืชตน ที่ 2 เพราะพชื ตน ท่ี 1 ไดร ับปจจยั ทีจ่ าํ เปน ตอ การ เจริญเตบิ โตทัง้ 4 ปจ จัย คือ แสง นํา้ อากาศ และ ธาตอุ าหาร สวนพืชตน ที่ 2 ไดร บั ปจจยั ท่ีจาํ เปน ตอ การเจริญเติบโตเพียง 3 ปจจัย คือ แสง อากาศ และธาตุอาหาร แตไมไดรับนํ้า ตนพืชจึงอาจ เหี่ยวเฉาและตายได ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET บีมปลูกกลวยไม 2 ตน โดยรดนํ้าตนกลวยไมตนที่ 1 เปน ประจําทุกวัน สวนกลวยไมตนท่ี 2 รดน้ําครั้งเดียวหลังการปลูก เทา นั้น เมอ่ื เวลาผานไป 1 สัปดาห นักเรียนคดิ วา กลวยไมตน ที่ 2 จะมีลกั ษณะอยา งไร 1. เหีย่ วเฉา 2. ใบมีสีเขยี วสด 3. เจริญเตบิ โตไดด ี (วิเคราะหคําตอบ เม่ือพืชไมไดรับน้ําหรือไดรับนํ้าไมเพียงพอ จะทาํ ใหพ ชื มอี าการเหย่ี วเฉา ดงั นนั้ ขอ 1. จงึ เปน คาํ ตอบทถ่ี กู ตอ ง) T71
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สรปุ 4. อานขอ มูลการทดลอง แลวตอบคาํ ถาม ตรวจสอบผล ป†านทíาการทดลองโดยนíาต้นอ่อนของต้น¶ั่วเขียวปลูกลงในกระ¶าง 2 ใบ ในจíานวนเท่า æ กัน จากนéันนíากระ¶างท่ี 1 ใส่กล่องทึบท่ีเจาะรูด้านข้าง 1 ด้าน 3. นักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 1 จาก ส่วนต้น¶ั่วเขียวในกระ¶างที่ 2 นíาäปใส่กล่องทึบที่เจาะรูด้านบน 1 ด้าน แล้วนíา หนังสอื เรียนหนา นี้ ขอ 4 ลงในสมุดหรือทําใน äปวางบริเวณที่แสงแดดส่อง¶ึง โดยรดนéíาต้น¶่ัวเขียวทéัง 2 กระ¶าง ในปริมาณที่ แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 เทา่ กัน ตดิ ต่อกัน 7 วัน จากนนéั เปดิ กล่องและสงั เกต¼ลการทดลอง 4. นักเรียนทํากิจกรรมทาทายการคิดขั้นสูงใน แบบฝกวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 5. นกั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3-4 คน จากนน้ั ศกึ ษา กิจกรรมสรางสรรคผลงานจากหนังสือเรียน หนา 63 โดยใหชวยกนั วางแผนดูแลตน ไมให เจริญเติบโตและแข็งแรง จากนั้นนํามาจัดทํา เปนแผนภาพการดูแลตนไมใหเจริญเติบโต และแข็งแรง แลวนําเสนอผลงานหนา ช้ันเรียน (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายกลมุ ) 6. ครูใหนักเรียนดูตารางตรวจสอบตนเองจาก หนงั สือเรียน หนา 58 จากน้ันครูถามนกั เรียน เปน รายบคุ คลตามรายการขอ 1-5 เพอื่ เปน การ ตรวจสอบความรคู วามเขา ใจของนกั เรยี นหลงั จากการเรียน ตน้ ถ่ัวเขยี วในกระถางที่ 1 ต้นถ่ัวเขียวในกระถางที่ 2 แนวตอบ กิจกรรมฝก ทักษะ 1) จากขอ้ มลู นกั เรยี นคดิ วา่ ปา นทา� การทดลองเกย่ี วกบั ปจ จยั ทมี่ ผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื ปจจัยใด ขอ 4. 1) แสง 2) นกั เรยี นคิดว่า เมอื่ ผ่านไป 7 วัน ตน้ ถว่ั เขียวท้ัง 2 กระถาง จะมี 2) มีลักษณะแตกตางกัน คือ ตนถั่วเขียว ลักษณะเหมอื นกันหรอื ไม่ อยา่ งไร กระถางที่ 1 จะเอนลําตนไปดานขางของกลองท่ี 3) นักเรยี นคิดวา่ ปานควรสรุปผลการทดลองนว้ี ่าอยา่ งไร มรี ูเพือ่ หาแสง สวนตนถั่วกระถางท่ี 2 จะตง้ั ตรงไป ดานบนตามรขู องกลอ งเพื่อรับแสง กจิ กรรม ·ÒŒ ·Ò¡Òä´Ô ¢¹éÑ สงÙ 3) แสงมีผลตอการเจริญเติบโตของตน 62 ถั่วเขียว เน่ืองจากพืชตองการใชแสงเปนแหลง พลังงานในกระบวนการสังเคราะหดวยแสงของพืช หรือการสรา งอาหารของพชื เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครอู าจใหนกั เรียนแบง กลุม โดยใชว ิธีการนับเลขตามลาํ ดับ ดังนี้ ถา นกั เรยี นตอ งการปลกู พชื นักเรยี นจะเลอื กปลกู ในบริเวณใด 1. ใหนักเรยี นทงั้ หองนัง่ จบั กลุมเปนวงกลม ตอ ไปน้ี 2. ใหค นแรกนับเลข 1 และคนทีน่ ่งั ขวามอื ของคนแรกนบั เลข 2 และนบั 1. บรเิ วณที่มีนา้ํ ขงั ไปจนถึงเลข 5 แลวคนที่ 6 กลับมาเริ่มนับเลข 1 ใหม วนแบบนี้จน 2. บรเิ วณทีม่ แี สงสองถึง นับครบทกุ คน 3. บรเิ วณท่ีมตี น ไมขึ้นหนาแนน 3. ใหนักเรยี นคนทีน่ ับเลขเหมือนกันอยูกลุมเดยี วกนั (วิเคราะหคําตอบ พืชตองการแสงในการดํารงชีวิต โดยแสงจะ เปน ตวั ชว ยในกระบวนการสงั เคราะหด ว ยแสงหรอื การสรา งอาหาร ของพืช เพื่อนําไปเล้ยี งสว นตางๆ ทําใหพืชมกี ารเจริญเติบโตไดดี หากปลกู ในบรเิ วณมนี า้ํ ขงั เปน เวลานานรากของพชื อาจเนา ได สว น บริเวณท่ีมีตนไมข้ึนหนาแนน แสงแดดจะสองถึงพ้ืนดินไดนอย ดงั น้ัน ขอ 2. จงึ เปนคําตอบทถี่ ูกตอง) T72
นาํ สอน สรปุ ประเมิน ¡ÊÃ¨Ô ŒÒ¡§ÃÊÃÃÁä ¼Å§Ò¹ 3หนว ยการเรยี นรูที่ ขน้ั ประเมนิ àÃÂÕ ¹ÃŒÙªÕÇµÔ ¾ª× แบง่ กลØ่ม กลม่Ø ละ 5-6 คน แลว้ ชว่ ยกัน ตรวจสอบผล วางแ¼นดแู ลตน้ äม้ใหเ้ จริÞเตบิ โตและแขงç แรง ·¡Ñ ÉÐáË‹§ÈµÇÃÃÉ·èÕ 21 โดยเขียนแ¼นงานอ¸ิบายว่า จะทาí อย่างäรบา้ ง 1. ครูประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรมการ จากนéันวาดÀาพประกอบตามแ¼นงานท่ีวางäว้ ✓การสอ่ื สาร ตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล แลว้ นาí เสนอ¼ลงานหนา้ ชนัé เรียน ✓ความรว่ มมือ พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ และจากการนาํ เสนอ ✓การแก้ปญหา หนาชั้นเรียน ✓การสรา้ งสรรค์ ✓การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ 2. ครตู รวจผลการทาํ แผนผงั แผนภาพ หรอื อนื่ ๆ ✓การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร เรอื่ ง ปจจยั ท่จี ําเปน ตอ การดํารงชีวิตของพืช (ตัวอยา่ ง¼ลงาน) 3. ครูตรวจผลการทํากิจกรรมพัฒนาการเรียนรู ท่ี 1 ในสมดุ Ç¸Ô ¡Õ ÒôÙแŵŒ¹äÁŒ¢Íง©Ñ¹ 4. ครูตรวจผลการทํากิจกรรมสรุปความรูประจํา บทที่ 1 ในสมุด 5. ครตู รวจผลการทาํ กจิ กรรมฝก ทกั ษะบทท่ี 1 ใน สมดุ หรอื ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 6. ครูตรวจผลการทํากิจกรรมทาทายการคิด ข้นั สูง ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 7. ครตู รวจชนิ้ งาน/ผลงาน แผนภาพการดแู ลตน ไม ใหเจริญเติบโตและแข็งแรง และการนําเสนอ ชิ้นงาน/ผลงาน หนาช้นั เรยี น ©ันจะรดนíาé ตน้ äม้ทกØ วนั และจะใสป่ ‰ยØ คอกเพ่อื ช่วยบíารØงดนิ ภาพท่ี 3.10 ตัวอย่างแผนภาพวิธกี ารดูแลต้นไม้ 63 กิจกรรม 21st Century Skills แนวทางการวัดและประเมินผล 1. ใหนักเรยี นแบง กลุม กลมุ ละ 3-4 คน ครูสามารถวัดและประเมินผลชิ้นงาน/ผลงานแผนภาพการดูแลตนไมให 2. ชวยกันสืบคนขอมูลเก่ียวกับการดูแลพืชใหเจริญเติบโต และ เจริญเติบโตและแข็งแรงท่ีนักเรียนสรางข้ึน โดยศึกษาเกณฑประเมินผลงาน จากแบบประเมินช้ินงาน/ผลงานที่แนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของหนวย การดาํ รงชีวิตของพชื มากลุมละ 1 ชนดิ การเรยี นรทู ี่ 3 เรียนรูชีวติ พืช ดังภาพตัวอยาง 3. นําขอมูลท่ีไดมาจัดทําเปนสื่อการเรียนรูในรูปแบบตางๆ เชน แผนพับความรู ใบความรู พรอมตกแตงใหสวยงาม โดยแบง หนา ท่ีความรับผิดชอบของสมาชิกแตล ะคนใหชัดเจน 4. นําเสนอผลงานหนาชั้นเรียนดวยวิธีการสื่อสารที่หลากหลาย เพอ่ื ใหผอู นื่ เขาใจผลงานไดด ขี น้ึ T73
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ º··Õè 2 กระตนุ้ ความสนใจ È¡Ö ÉÒªÕÇÔµ¢Í§¾ª× ´Í¡ 1. ครูทักทายกับนักเรียน แลวแจงจุดประสงค Èพั ท์น‹ำรู้ ¤ำ� อ‹ำน ¤�ำáปล การเรยี นรทู ่ีจะเรียนในวันนใ้ี หนกั เรยี นทราบ ¤�ำÈัพท์ ซดี เมลด็ 2. นักเรียนเรียนรูคําศัพทท่ีเก่ียวของกับการเรียน ตน ออน บทที่ 2 เรื่อง ศึกษาชีวิตของพืชดอก หนาน้ี seed 'แซ็พลิง ดอกไม โดยครูสุมเลือกตัวแทนหรือขออาสาสมัคร sapling 'เฟลาเออ ผลไม นกั เรียน 1 คน ออกมาหนา ชั้นเรียนเพื่อเปน ผู flower อานนําและใหน กั เรียนคนอ่ืนๆ อานตาม fruit ฟรทู 3. ครูถามคําถามสําคัญประจําบทเพ่ือกระตุน fruit นักเรียนกอนเขาสูเนื้อหาวา วัฏจักรชีวิตของ พืชดอกคืออะไร จากนั้นใหนักเรียนรวมกัน แสดงความคิดเห็นอยางอสิ ระ (แนวตอบ วัฏจักรชีวิตของพืชดอก คือ การที่ พืชดอกเจริญเติบโตและมีดอก ดอกจะมีการ สืบพันธุเปลี่ยนแปลงไปเปนผล ภายในผลมี เมล็ด เมอ่ื เมล็ดงอก ตน ออนที่อยูภ ายในเมลด็ จะเจริญเติบโตเปนพืชตนใหม พืชตนใหมจะ เจริญเติบโตออกดอกเพ่ือสืบพันธุและมีผล ตอ ไปไดอกี หมุนเวยี นตอ เนื่องเปนวัฏจักร) (หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล) Çѯ¨Ñ¡ÃªÕÇÔµ ¢Í§¾×ª´Í¡ ¤×ÍÍÐäÃáá ?flower sapling 64 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคิด นกั เรียนเรยี นรแู ละฝก อานคาํ ศัพทวทิ ยาศาสตร ดังน้ี อา นขอ มูลที่กําหนดให แลว ตอบคําถาม คาํ ศพั ท คาํ อา น คําแปล 1) รังไขเ จรญิ กลายเปน ผล seed ซีด เมลด็ 2) ดอกทําหนา ทใี่ นการสืบพันธุ sapling ‘แซพ็ ลงิ ตนออ น 3) ออวลุ เจริญกลายเปนเมล็ด fruit ฟรทู ผลไม flower ‘เฟลาเออ ดอกไม จากขอมลู ขอ ใดกลา วถูกตอง petal (‘เพททลั ) กลีบดอก 1. ขอ 1) 2. ขอ 1) และ 2) sepal (‘ซีพลั ) กลบี เลย้ี ง 3. ขอ 1), 2) และ 3) pistil (‘พสิ ทิล) เกสรเพศเมยี stamen (สเต‘เม็น) เกสรเพศผู (วิเคราะหคําตอบ ดอกของพืชดอกมีหนาท่ีในการสืบพันธุ หลัง จากการปฏิสนธิยอดและกานเกสรเพศเมียจะเหี่ยวลง กลีบเล้ียง T74 กลีบดอก เกสรเพศผู เกสรเพศเมยี จะแหง แลวรวง โดยรงั ไขเจรญิ กลายเปนผล สวนออวุลเจรญิ กลายเปน เมล็ด ดังนั้น ขอ 3. จงึ เปนคาํ ตอบท่ีถกู ตอ ง)
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ขน้ั นาํ เรยี นรู้ชีวิตพืช กระตนุ้ ความสนใจ กจิ กรรมนำ� ส‹กู ำรเรีÂน สามารถนาํ นา้ํ ผงึ้ ท่ี ไดไ ป ขายเปนรายไดเ สรมิ คะ 4. นักเรียนศึกษาขอมูล แลวตอบคําถามจาก ÈÖกÉำข้อมูล áล้Çตอบ¤�ำ¶ำม หนังสือเรียนหนานี้ ลงในสมุดหรือใหทํา กิ จ ก ร ร ม นํ า สู ก า ร เ รี ย น ล ง ใ น แ บ บ ฝ ก หั ด เด็ก ๆ รูไหมวา การเลี้ยงผึ้งไว ใน วิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 สวนลําไยมขี อดีอยา งไรบา งครบั (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล) ขนั้ สอน สาํ รวจคน้ หา 1. นกั เรียนจบั สลากท่คี รูเตรียมไวค นละ 1 ใบ ซ่ึง มชี ือ่ พชื เขยี นไว เชน มะมว ง ทุเรียน สม ชมพู สมโอ 2. แตล ะคนดสู ลากทตี่ นเองจบั ไดว า ไดช อื่ พชื ชนดิ ใด จากนั้นครูชูภาพพชื ทลี ะชนิดใหน กั เรียนดู แลวใหนักเรียนท่ีไดพืชชนิดเดียวกันเขากลุม เดยี วกนั ผง้ึ ชว ยผสมเกสรของดอกลาํ ไย ทาํ ให ลาํ ไยเกดิ ผลไดเ รว็ ครับ 1 ¹Ñ¡àÃÂÕ ¹¤´Ô Ç‹Ò ËÒ¡äÁä‹ ´ŒàÅÂéÕ §¼Öé§ã¹ÊǹÅíÒä ÅÒí ä¨Ðà¡´Ô ¼Åä´ŒËÃÍ× äÁ‹ Í‹ҧäà แนวตอบ กจิ กรรมนําสกู ารเรยี น 2 ¹Ñ¡àÃÕ¹¤Ô´Ç‹Ò àÁÅ索ͧÅíÒä¨ÐÊÒÁÒöà¡Ô´à»š¹µŒ¹ÅíÒ䵌¹ãËÁ‹ä´ŒÍÕ¡ËÃ×ÍäÁ‹ 1. ลําไยจะเกิดผลได เพราะการถายละอองเรณู à¾ÃÒÐÍÐäà นอกจากจะอาศัยผึ้งแลว อาจเกิดจากลม หรือ ส่ิงมชี วี ิตชนิดอ่ืนได เชน ผีเสือ้ 65 2. เมล็ดของลําไยสามารถเกิดเปนลําไยตนใหมได เพราะเมอ่ื เมลด็ ลาํ ไยอยใู นบรเิ วณทเี่ หมาะสมใน การงอก เมลด็ ลําไยจะงอกเปนตน ใหมไดอีก ขอ สอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู ขอใดแสดงวฏั จกั รชีวิตของตนลาํ ไยไดถ ูกตอง ตน ลําไย ในการทํากิจกรรมนําสูการเรียน ครูอาจใชเกมผึ้งแตกรังเพ่ือแบงกลุม 1. ตนลาํ ไย ผล ดอก เมลด็ แก ตนลาํ ไย นกั เรียน โดยใหน กั เรยี นเลน เกม 2-3 ครงั้ จนไดกลุมครบทกุ คน ซ่งึ มีวธิ ีการเลน 2. ตน ลาํ ไย ดอก ผล เมล็ดแก ตนลําไย ดงั น้ี 3. ตน ลาํ ไย ผล ผลแก ดอก ใหน ักเรยี นแตละคนคิดวา ตนเองตองการเปนตัวผ้งึ หรือตองการเปน รังผึ้ง (วิเคราะหคําตอบ ตนลําไยมีวัฏจักรชีวิตเร่ิมจากนําเมล็ดไป โดยครูจะออกคําสั่งแลวใหนักเรียนว่ิงไปรวมกลุมกัน ซึ่งกําหนดใหนักเรียนยืน เพาะ เมลด็ งอกเปน ตน ออ น แลวเกดิ การเจรญิ เตบิ โตจนออกดอก ลอมวง คอื รงั ผึ้ง และนักเรียนที่ยนื อยูใ นวง คือ ตัวผ้งึ ท้งั นี้นกั เรียนคนใดทีไ่ มมี และเม่ือดอกไดรับการสืบพันธุจะออกผล ซ่ึงในผลจะมีเมล็ด กลมุ หรอื นกั เรยี นกลมุ ใดมจี าํ นวนรงั ผงึ้ หรอื จาํ นวนตวั ผงึ้ ไมค รบตามจาํ นวนทคี่ รู โดยเราสามารถนําเมล็ดลําไยไปเพาะเปนตนลําไยไดอีก ดังนั้น ออกคาํ สัง่ จะถูกลงโทษดว ยวิธกี ารตางๆ ทส่ี นุกสนาน เชน การเตน ตามเพลง ขอ 2. จึงเปน คาํ ตอบที่ถกู ตอ ง) การรอ งเพลง หรืออน่ื ๆ ตามความเหมาะสม ตัวอยา งการออกคาํ สง่ั ของครู เชน • มีผึ้ง 2 ตัว อยูใ นรงั ผง้ึ 4 รงั • มผี ึง้ 6 รัง อยูใ นรงั ผงึ้ 3 ตัว • มีผ้งึ และรงั ผึง้ ลอ มวง 8 ตัว T75
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน Ç¯Ñ ¨Ñ¡ÃªÕÇÔµ¢Í§¾ª× ´Í¡ สาํ รวจคน้ หา พชื ดอกโดยท่วั ไปจะมีสว่ นประกอบ คือ ราก ลา� ตน้ ใบ และ ดอก พืชดอกทุกชนิดเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะสร้างดอกขึ้น 3. นักเรียนดูภาพ จากหนังสือเรียนหนานี้ แลว เพอ่ื ใช้ในการสืบพันธ ุ์ ท�าใหเ้ กิดเปน็ พชื ตน้ ใหมไ่ ด ้ ถามคาํ ถามวา เม่ือพืชดอกเจริญเติบโตเต็มที่จนมีดอก และดอกได้รับการ • พืชดอกแตละชนิดมีวัฏจักรชีวิตเหมือนกัน ผสมพันธุ์จะเกิดการปฏิสนธิจนกลายเป็นผลและเมล็ด หากเรา หรอื ไม อยา งไร น�าเมล็ดของพืชดอกไปปลูกจนเมล็ดงอก ต้นอ่อนท่ีอยู่ในเมล็ด (แนวตอบ พืชดอกมีวัฏจักรชีวิตเหมือนกัน จะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ จากน้ันพืชต้นใหม่จะเจริญเติบโต ดงั นี้ จนมดี อก และหมุนเวียนเชน่ น้ีไปเรือ่ ย ๆ เราเรียกว่า วฏั จักรชวี ติ ของพืชดอก ตน ท่เี จรญิ เติบโต ผลและเมลด็ เตม็ ท่จี นมีดอก ตน ออ น ) 4. ใหน กั เรยี นแบง กลมุ เทา ๆ กนั กลมุ ละ 4-5 คน แลวใหแตละกลุมทํากิจกรรมท่ี 1 ศึกษา พืชดอก จากหนังสือเรียน หนา 67 โดยครู ส่ังใหนักเรียนเตรียมอุปกรณที่ครูส่ังไวกอน ลวงหนา จากนั้นบันทึกผลลงในสมุดหรือใน แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม ) ภาพท ่ี3.11 ตวั อยา่ งพชื ดอก (ตน้ ไฮเดรนเยยี ) ¾×ª´Í¡áµ‹ÅЪ¹Ô´ÁÕÇѯ¨Ñ¡ÃªÕÇÔµ àËÁÍ× ¹¡¹Ñ ËÃÍ× äÁ‹ ÍÂÒ‹ §äà 66 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครูอาจจดั กิจกรรมเพิม่ เตมิ เกี่ยวกบั พชื ดอกโดยปฏบิ ัติ ดงั น้ี นักเรียนคิดวา การเกิดวัฏจักรชีวิตของพืชดอกชนิดตาง ๆ มี 1. ใหน กั เรยี นชว ยกนั ยกตวั อยางพืชท่ีตนเองรจู ักมาคนละ 1 ชนิด ประโยชนห รือไม อยา งไร 2. ครูเขยี นชอื่ พืชดอกบนกระดานหนา ช้นั เรียน 3. ครแู ละนักเรยี นชว ยกนั ตรวจสอบวาเปนพืชดอกหรอื ไม เพราะอะไร (แนวตอบ การเกิดวัฏจักรชีวิตของพืชดอกมีประโยชน เพราะ เปนการขยายพันธุพืชดอกชนิดตา งๆ ทาํ ใหไ มเกิดการสญู พันธุ) T76
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ¡Ô¨¡ÃÃÁ·èÕ 1 È¡Ö ÉҾת´Í¡ 3หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ขนั้ สอน เรียนรู้ชวี ิตพืช ¨Ø´»ÃÐʧ¤ ทักษะกระบวนการ อธบิ ายความรู้ สบื คน้ ระบสุ ่วนประกอบ และอธบิ ายหนา้ ท่ขี อง ทางวิทยาศาสตรท ี่ใช สว่ นประกอบของดอกพชื ได้ 1. การสังเกต 1. นักเรียนเแตละกลุมออกมานําเสนอผลการทํา 2. การลงความเห็นจากข้อมลู กิจกรรม เพ่ือตรวจสอบความรูของนักเรียน 3. การจดั กระทา� และสอ่ื ความหมายขอ้ มลู หลังการทาํ กจิ กรรมท่ี 1 4. การตีความหมายข้อมูลและลงขอ้ สรปุ 2. นักเรียนทุกกลุมรวมกันอภิปรายผลการทํา µŒÍ§àµÃÕÂÁµŒÍ§ãªŒ กิจกรรมที่ 1 จนไดขอสรุปวา ดอกของพืชมี 1. ดอกไม้ (เชน่ ชบา บัว1 ลิลล)ี่ 1 ชนิด 2-3 ดอก (ครูเตรยี มให)้ สวนประกอบ คือ เกสรเพศเมีย เกสรเพศผู 2. แหลง่ ข้อมลู เช่น หนังสอื อนิ เทอรเ์ น็ต กลบี เลยี้ ง และกลบี ดอก และแตล ะสว นประกอบ มหี นา ท่ี ดังนี้ Åͧ·Òí ´Ù 1) กลีบเล้ียง มีหนาที่หอหุมสวนของดอกใน ขณะท่ียังตูมอยู เพ่ือปองกันอันตรายจาก 1. แบง่ กลมุ่ จากนน้ั ชว่ ยกนั สบื คนื ขอ้ มลู เกยี่ วกบั สว่ นประกอบและหนา้ ที่ แมลง ของดอกพชื 2) กลีบดอก มีหนาท่ีหอหุมเกสรขณะที่เกสร ยงั ออ นอยแู ละมกี ลน่ิ หอมเพอ่ื ชว ยลอแมลง 2. สังเกตดอกไม้ท่ีครูเตรียมให้ แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับ ใหมาผสมเกสร ส่วนประกอบและหน้าท่ีของส่วนประกอบของดอกไม้ จากน้ันเลือก 3) เกสรเพศผู มหี นา ทสี่ รา งเซลลส บื พนั ธเุ พศผู วาดภาพดอกไม ้ 1 ชนิด พร้อมระบุส่วนประกอบและหน้าที่ลงในสมุด 4) เกสรเพศเมีย มีหนาท่ีสรางเซลลสืบพันธุ เพศเมยี 3. น า� เสนอผลการทา� กจิ กรรมหนา้ ชนั้ เรยี น แลว้ รว่ มกนั อภปิ รายและสรปุ ผล (หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) ˹µÙ ͺ䴌 1. ดอกกหุ ลาบมสี ว่ นประกอบเหมอื นดอกดาวเรอื งหรือไม่ อยา่ งไร แนวตอบ หนตู อบได้ 2. หากดอกของพืชไมม่ เี กสรตวั ผ้ ู นกั เรยี นคิดว่า พชื ชนดิ น้นั จะสามารถ สบื พนั ธไ์ุ ดห้ รือไม่ อยา่ งไร ขอ 2. 67 • สามารถสืบพันธุได เพราะพืชดอกสามารถ อาศัยละอองเรณูจากเกสรเพศผูของดอกอ่ืน เพ่ือ ใชใ นการสบื พนั ธไุ ด เฉลย ผลการทํากิจกรรมที่ 1 (ตวั อยา ง) นักเรียนควรรู ตาราง บันทกึ ผลการทํากิจกรรม 3 1 บัว (lotus) คือ พืชดอกชนิดหน่ึง มีหลากหลายชนิด เชน บัวหลวง ซึ่ง 1 บัวหลวงจะมีกลีบที่อยูดานนอกท่ีมีขนาดเล็ก และมีลักษณะคลายกลีบเลี้ยง มีเกสรเพศผูจาํ นวนมาก มกี า นชอู ับเรณูขนาดส้ัน มอี ับเรณเู ปนรปู ยาว สีเหลือง 4 ท่ียอดอับเรณูมีรยางคสีขาวย่ืนออกมาเปนติ่ง สวนเกสรเพศเมียมีจํานวนมาก 2 อยูบนฐานรองดอกท่ีขยายขนาดออกมาคลา ยฝกบัว ซง่ึ จะโผลออกมาใหเหน็ แค ยอดเกสรเพศเมีย ดงั ภาพ 1) เกสรเพศผู มีหนา ทส่ี รางเซลลสบื พนั ธุเ พศผู 2) กลีบเลีย้ ง มหี นาทห่ี อ หุมสวนของดอกในขณะทย่ี ังตมู อยู เพ่อื ปองกนั อนั ตรายจาก ยอดเกสรเพศเมีย แมลง T77 3) เกสรเพศเมยี มหี นาท่ีสรา งเซลลส บื พนั ธเุ พศเมยี 4) กลบี ดอก มหี นา ทห่ี อ หมุ เกสรขณะทเี่ กสรยงั ออ นอยแู ละมกี ลนิ่ หอมเพอ่ื ชว ยลอ แมลง ใหม าผสมเกสร
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 1.1 สว นประกอบของดอก พชื ดอกบนโลกมหี ลายชนดิ พชื ดอกมสี ว่ นประกอบ คอื ราก ขยายความเขา้ ใจ ลา� ตน้ ใบ และดอก ซง่ึ ดอกของพชื แตล่ ะชนดิ จะมลี กั ษณะท่ตี ่างกนั โดยดอกของพืชบางชนิดอาจมีกลิ่นหอม บางชนิดมีสีสวยงาม 1. นักเรียนศึกษาขอมูลเก่ียวกับตัวอยางพืชดอก บางชนิดมีขนาดเลก็ บางชนดิ มีขนาดใหญ่ ตวั อยา่ งเชน่ และสวนประกอบของดอก จากหนังสือเรียน หนา 68-69 ขนดอำกดขãอËงพญืªท‹ เ่ีมªี ‹น ขดนอำกดขอเลงพ็กืªทเ่มีª‹นี กดลอ่ินกขËอองพมืªทเม่ีªน‹ี 2. ครนู าํ ตวั อยา งดอกไมท ม่ี อี งคป ระกอบของดอก ภาพท่ ี 3.12 ดอกบวั ภาพที ่ 3.15 ดอกเขม็ ภาพที ่ 3.18 ดอกมะลิ สมบรู ณ คอื มกี ลบี เล้ยี ง กลีบดอก เกสรเพศผู และเกสรเพศเมีย เพ่ือมาใหนักเรียนสังเกต ภาพที่ 3.13 ดอกทานตะวัน ภาพท่ี 3.16 ดอกพริก ภาพที่ 3.19 ดอกกระดงั งา องคป ระกอบของดอก จากนนั้ รว มกนั อภปิ ราย เก่ยี วกับสวนประกอบของดอกแตละสว น 3. ครูนําภาพพืชดอกติดไวบนกระดาน จากน้ัน สุมเลขที่นักเรียนออกมาเขียนสวนประกอบ ของพืชดอกทีละคนจนครบสวนประกอบของ พชื ดอก เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจของนกั เรยี น 4. นกั เรยี นทกุ คนรว มกนั อภปิ รายถงึ สว นประกอบ และหนาท่ขี องสว นประกอบของดอก จากน้นั รวมกันสรุปภายในชั้นเรียน โดยใหครูอธิบาย เพ่ิมเตมิ 5. นักเรียนแตละคนทํากิจกรรมหนูตอบไดจาก หนังสือเรียน หนา 67 ลงในสมดุ หรือใหทําใน แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล) ภาพที่ 3.14 ดอกบัวผดุ ภาพท ี่ 3.17 ดอกจอก ภาพท ี่ 3.20 ดอกกหุ ลาบ 68 (ที่มาภาพ : https://pixabay.com) เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครยู กตัวอยางพชื ดอกตา งๆ เพ่ิมเตมิ ดงั น้ี ขอใดกลา วเกย่ี วกับสวนประกอบของตน พริกไมถ กู ตอง พชื ดอกท่มี ีดอกขนาดใหญ เชน ดอกชบา ดอกลิลลี่ ดอกหนาววั พชื ดอกทม่ี ดี อกขนาดเล็ก เชน ดอกพดุ ดอกแกว ดอกยิปโซ 1. หมายเลข 1 คอื ใบ พืชดอกทมี่ ดี อกทม่ี ีกลม่ิ หอม เชน ดอกจําป ดอกแกว เจาจอม ดอกสเลเต 2. หมายเลข 2 คอื ดอก ดอกราชาวดี ดอกประยงค ดอกบหุ งาสาหรี ดอกสายนาํ้ ผึง้ 1 3. หมายเลข 3 คอื ลําตน 2 ดอกหนาวัว ดอกพดุ 3 (วิเคราะหคาํ ตอบ จากภาพหมายเลข 1 คอื ใบ หมายเลข 2 คอื T78 ผลและเมลด็ สว นหมายเลข 3 คือ ลําตน ดงั นั้น ขอ 2. จงึ เปน คําตอบทถ่ี กู ตอง)
นาํ สอน สรุป ประเมิน 3หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ขน้ั สรปุ เรยี นรู้ชีวติ พชื ตรวจสอบผล โดยท่วั ไปดอกของพืชประกอบดว ยสว นตา ง ๆ 4 สวน ดังนี้ ครสู มุ ถามคาํ ถามนกั เรยี นเปน รายบคุ คล 4-5 คน กลบี ดอก (petal) เกยี่ วกบั สว นประกอบและหนา ทขี่ องสว นประกอบ ของดอก เพื่อเปนการสรุปความรูหลังจากที่ได เป็นช้ันที่อยู่ถัดมาจากกลีบเล้ียง มักมีสีสวยงาม เรียนมา ท�าหน้าที่ห่อหุ้มเกสรขณะท่ีเกสรยังอ่อนอยู่ และมี กล่นิ หอม เพื่อช่วยลอ่ แมลงให้มาผสมเกสร (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล) เกสรเพȼู้ (stamen) ขนั้ ประเมนิ เปน็ ชนั้ ทอ่ี ยถู่ ดั จากกลบี ดอก มกั มอี ย่หู ลายอนั ท�าหนา้ ที่ ตรวจสอบผล สรา้ งเซลล์สืบพนั ธุ์เพศผู้ 1. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมนําสูการเรียน เกสรเพÈเมÂี (pistil) ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 เป็นส่วนประกอบท่ีอยู่ชั้น ในสดุ ท�าหนา้ ท่ีในการสรา้ ง 2. ครตู รวจสอบผลการทาํ กจิ กรรมท่ี 1 เรอื่ ง ศกึ ษา เซลลส์ บื พนั ธ์เุ พศเมยี พชื ดอกในสมดุ หรอื ในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.2 เลม 1 3. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบได ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 กลบี เลÂี้ ง (sepal) เป็นส่วนของดอกท่ีอยู่ด้านนอกสุด มักมีสีเขียว ท�าหน้าท่ีห่อหุ้มส่วนของดอกในขณะที่ยังตูมอยู่ เพ่อื ปองกันอันตรายจากแมลง ภ าพท่ี 3.21 ตัวอยา่ งส่วนประกอบของดอกชบา (ท่มี าภาพ : https://pixabay.com) 69 ขอ สอบเนน การคดิ แนวทางการวัดและประเมินผล สวนประกอบใดของพืชดอกท่ีเกี่ยวของกับการสืบพันธุแบบ ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน อาศัยเพศโดยตรง รายบคุ คล การทํางานกลมุ และการนําเสนอผลการทาํ กิจกรรมหนาช้ันเรียนได โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของ 1. เกสรเพศผู และเกสรเพศเมีย หนวยการเรียนรูที่ 3 เรยี นรูช วี ติ พืช 2. เกสรเพศเมยี และกลีบเลี้ยง 3. เกสรเพศเมยี และกลีบดอก สื่อ Digital (วเิ คราะหค าํ ตอบ การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอกเกดิ จาก ครูใหนักเรียนเรียนรูเก่ียวกับโครงสรางของดอกไมเพ่ิมเติมจากสื่อดิจิทัล เซลลสืบพันธุเพศผูท่ีสรางจากเกสรเพศผูกับเซลลสืบพันธุเพศเมีย โดยใหส แกน QR Code 3D เรื่อง โครงสรา งของดอกไม ท่สี รา งจากเกสรเพศเมยี ดงั นัน้ ขอ 1. จึงเปนคาํ ตอบท่ีถูกตอง) โครงสรา งของดอกไม T79 www.aksorn.com/interactive3D/RK231
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ ¡Ô¨¡ÃÃÁ·Õè 2 Çѯ¨¡Ñ êÕÇÔµ¢Í§¾ª× ´Í¡ ทกั ษะกระบวนการ กระตนุ้ ความสนใจ ¨Ø´»ÃÐʧ¤ ทางวิทยาศาสตรท่ีใช 1. การสงั เกต 1. ครสู มุ นกั เรยี นตามเลขท่ี 4-5 คน ใหย กตวั อยา ง 2. การสร้างแบบจ�าลอง พืชดอกคนละ 1 ชนดิ สร้างแบบจา� ลอง และบรรยายวฏั จักรชวี ติ ของพชื ดอก 3. การลงความเหน็ จากข้อมูล 4. การจดั กระทา� และสอ่ื ความหมายขอ้ มลู 2. ครูถามคําถามนักเรียนวา พืชดอกท่ีนักเรียน 5. ก ารตคี วามหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ บอกชอ่ื มามวี ฏั จกั รชวี ติ อยา งไร โดยใหน กั เรยี น แสดงความคดิ เหน็ อยา งอสิ ระ µÍŒ §àµÃÕÂÁµÍŒ §ãªŒ 3. ครูอธิบายใหนักเรียนทราบวา นักเรียนจะ 1. กาว 1 หลอด 6. เมล็ดพืช 5-10 เมลด็ ไดเรียนรูเก่ียวกับวัฏจักรชีวิตของพืชดอกใน 2. สีไม ้ 1 กลอ่ ง 7. ผกรงะขดเี้ ลาอษ่ื ยแ1หขรง็ อืแฟผน่อใงหนญา้� ส ่ เี1ข ยีแวผ น่ 1 ถงุ กจิ กรรมท่ี 2 เรื่อง วฏั จักรชวี ติ ของพชื ดอก 3. เทปพันก้าน 1 มว้ น 8. (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล) 4. ลวดพันกา้ น 1 แพก็ 9. โฟมขนาด 20 x 30 เซนตเิ มตร 5. แหล่งข้อมูล เช่น หนังสือ อนิ เทอร์เน็ต 1 แผน่ µÍ¹·èÕ 1 Åͧ·íÒ´Ù 1. แ บ่งกลุม่ กลมุ่ ละ 3-4 คน แล้ว ให้ช่วยกันสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของ พืชดอก ภ าพท ่ี 3.22 สืบค้นขอ้ มูล 2. น า� ขอ้ มลู มาเขยี นเปน็ แผนภาพการสบื พนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ลงในกระดาษแขง็ แผ่นใหญ่ พรอ้ มตกแต่งให้สวยงาม 3. นา� เสนอผลงานหนา้ ช้นั เรยี น แลว้ ร่วมกันอภปิ รายภายในชั้นเรียน 70 นักเรียนควรรู ขอสอบเนน การคดิ 1 ขี้เลื่อย คือ เศษไมที่ไดจากการเล่ือยไม ขี้เลื่อยมีลักษณะเปนเศษไมที่มี พชื ในขอ ใดสามารถเกดิ การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ขนาดเลก็ ดังภาพ ไดทั้งหมด ขีเ้ ลอื่ ย 1. เฟน มอส ปรง 2. มะมว ง สม โอ แตงกวา ส่ือ Digital 3. หางสิงห มะนาว มะพรา ว ครใู หน กั เรยี นเรยี นรเู กยี่ วกบั การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอกเพมิ่ เตมิ (วเิ คราะหคําตอบ เฟน มอส ปรง และหางสงิ ห เปนพืชไมมีดอก จากสือ่ PowerPoint เร่ือง การสบื พันธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ไมเกิดการสืบพันธุแบบอาศัยเพศ สวนมะมวง สมโอ แตงกวา มะนาว และมะพรา ว เปน พชื มดี อก เกดิ การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศ T80 ดงั นน้ั ขอ 2. จงึ เปนคําตอบทถี่ ูกตอ ง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หนวยการเรยี นรูท่ี ขน้ั สอน àÃչ̪٠ÇÕ Ôµ¾ª× µÍ¹·Õè 2 สาํ รวจคน้ หา 1. ชว ยกันสบื คน ขอ มูลเกี่ยวกบั วัฏจักรชีวติ ของพืชดอก จากนนั้ นําขอ มูล 1. ครแู บง กลุมใหน กั เรียนกลมุ ละ 3-4 คน ตาม มาแสดงความคดิ เห็นและสรปุ ความรูร ว มกนั ความเหมาะสม 2. วางแผนสรางแบบจําลองวัฏจักรชีวิตของพืชดอก โดยใหกําหนด 2. ครูแจงวาจะใหนักเรียนแตละกลุมทํากิจกรรม อุปกรณที่ตองใชและวธิ ีการทาํ แลวบนั ทึกผลลงในสมดุ ที่ 2 เร่ือง วัฏจักรชวี ติ ของพชื ดอก 3. ชว ยกันสรางแบบจาํ ลองตามทอี่ อกแบบไว 3. แตล ะกลมุ รว มกนั ทาํ กจิ กรรมท่ี 2 เรอ่ื ง วฏั จกั ร 4. นาํ เสนอแบบจาํ ลองเพอื่ อธบิ ายเกย่ี วกบั วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอก จากนน้ั ชวี ติ ของพชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา 70-71 (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช รว มกนั อภปิ รายและสรุปผลภายในชัน้ เรยี น แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) วัฏจกั รชวี ิตของตน ขา ว ตเตน็มทท่ีเ่ีจจนริญมีดเตอิบกโต ผลและเมล็ด ตนกลา ภาพที่ 3.23 นําเสนอแบบจําลองวัฏจกั รชวี ติ ของพชื ดอกหนาชนั้ เรยี น ˹ٵͺ䴌 แนวตอบ หนูตอบได้ 1. อธบิ ายวัฏจกั รชีวติ ของพืชดอก 1 ชนดิ มาพอสังเขป 23..3.กหแวเตาารารกกียดเนตนจภาัเกราพงิญเพกรอ่ื เียแันแตนลลิบอะตกโบยอเตปาันงตงลกทาไ่ยีารึกมนรขวปขอัฏลอมจูกมูัลกพูลทรกืชชี่สับดีวังเอิตเพกกขตอื่ เอพนไงดเื่อพพลเืชกงื่อใด็บนนอผกสกลลมแุมไุดวตอรลนื่ ับแะๆลปชวรนนะิดทําเเหาสนมนืออคนหวหนรรจาือชะั้น ขอ 3. • เลอื กปลกู มะมว ง เพราะสามารถนาํ เมลด็ ของ เลอื กปลูกพชื ชนิดใด ระหวา งมะมว งกับชมพู เพราะอะไร มะมวงสุกไปปลูกเปนมะมวงตนใหมไดเหมือนกับ 71 ชมพู แตชอบทานมะมว งสุกมากกวาชมพู • เลือกปลูกชมพู เพราะสามารถนําเมล็ดชมพู ไปปลูกเปนชมพูตนใหมไดเหมือนกับมะมวง แตช อบทานชมพมู ากกวามะมว ง เฉลย ผลการทํากิจกรรมที่ 2 (ตวั อยาง) สื่อ Digital สรางแบบจาํ ลองวัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอก ครูใหนักเรียนเรียนรูเก่ียวกับวัฏจักรชีวิตของพืชดอก เพิ่มเติมจากสื่อ PowerPoint เรือ่ ง วฏั จักรชีวิตของพชื ดอก ดังภาพตัวอยาง ตนทเี่ จริญเตบิ โต ผลและเมล็ด เต็มที่จนมีดอก ตนออน T81
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน 1.2 การสบื พันธแุ บบอาศัยเพศของพืชดอก ส่วนประกอบของดอกท่ีท�าหน้าท่ีเก่ียวกับการสืบพันธุ์แบบ อธบิ ายความรู้ อาศัยเพศ คือ เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย เมื่อพืชดอกเจริญ 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ เตรยี มความพรอ มในการนาํ เติบโตเต็มท่ีจะเริ่มออกดอก ภายในดอกจะสร้างเซลล์สืบพันธุ ์ ขอมูลจากการทํากิจกรรมกลุมในช่ัวโมงท่ีแลว โดยเกสรเพศผู้สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้หรือละอองเรณูเก็บไว้ ออกมานาํ เสนอ ในอับเรณู ส่วนเกสรเพศเมียจะมีรังไข่ และภายในรังไข่มีออวุล ทา� หนา้ ท่ีเก็บเซลล์สืบพันธุ์เพศเมยี หรือเซลลไ์ ขเ่ อาไว้ ดังภาพ 2. นักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลการทํา กจิ กรรมทลี ะกลุม จนครบทกุ กลุม ขสอ‹ÇงนเปกรสÐรกเอพบÈเมÂี ขสอÇ‹ งนเปกรสÐรกเอพบȼู้ 3. นักเรียนรวมกันอภิปราย และสรุปเก่ียวกับ ยอดเกสรเพศเมีย อับเรณู ขน้ั ตอนการสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก ละอองเรณู โดยครูสุมนักเรียนใหออกมาเขียนสรุปบน รงั ไข่ ก้านชอู บั เรณู กระดาน ออวลุ เซลล์ไข่ 4. ครแู ละนกั เรยี นชว ยกนั ตรวจสอบความถกู ตอ ง (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ ) 72 การสืบพันธุแบบอาศยั เพศของพืชดอก เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคดิ ครอู าจเสรมิ คําศพั ททางวิทยาศาสตรแ ละความหมายใหกบั นกั เรยี น ดงั นี้ อานขอ มูลท่ีกําหนดให แลว ตอบคําถาม • อบั เรณู (anther) คอื สวนหนึ่งของเกสรเพศผู มีลักษณะเปน กระเปาะ 1) เกสรเพศผูส รา งเซลลส บื พันธเุ พศผู 2) รังไขเ ปน สว นประกอบของเกสรเพศผู เปน แหลง สรางและเก็บละอองเรณู 3) พืชที่สามารถสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศได คือ พืชดอก • ละอองเรณู (pollen grain) คือ เซลลสืบพนั ธเุ พศผขู องพืชดอก ซ่ึงอยู จากขอ มูล ขอใดกลา วถกู ตอ ง ภายในอบั เรณูของเกสรเพศผู 1. ขอ 1) • รงั ไข (ovary) คือ อวยั วะสบื พนั ธเุ พศเมยี 2. ขอ 1) และ 2) • ออวุล (ovule) คือ โครงสรา งภายในรงั ไขของพืชดอก 3. ขอ 1) และ 3) (วิเคราะหคําตอบ ดอกของพืชดอกมีหนาท่ีในการสืบพันธุโดย สื่อ Digital มีเกสรเพศผูทําหนาท่ีสรางเซลลสืบพันธุเพศผู เกสรเพศเมียทํา ครใู หน กั เรยี นเรยี นรเู กยี่ วกบั การสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอกเพมิ่ เตมิ หนา ท่สี รา งเซลลสืบพันธุเพศเมีย สวนรังไขเปนสวนประกอบหนึง่ จากสื่อดิจิทัล โดยใหสแกน QR Code เรื่อง การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของ ของเกสรเพศเมีย ดังนัน้ ขอ 3. จึงเปนคาํ ตอบท่ีถกู ตอง) พชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา 72 T82
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรียนรู้ที่ ขนั้ สอน เรียนร้ชู วี ิตพืช ขยายความเขา้ ใจ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก เร่ิมจากการถ่าย ละอองเรณู เม่ือละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย จะได้รับ 1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั ศกึ ษาขอ มลู เกยี่ วกบั อาหารที่ยอดเกสรเพศเมยี แล้วจึงงอกหลอดแทงเข้าไปตามก้าน การสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอก จาก เกสรเพศเมียของรังไข่ และเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ภายในออวุล หนงั สอื เรยี น หนา 72-75 จนเกดิ การปฏิสนธิ 2. นักเรียนแตละกลุมศึกษาขอมูลจากสื่อดิจิทัล เพิ่มเติมในหนังสือเรียน หนา 72 โดยใหใช โทรศัพทมือถือสแกน QR Code เรื่อง การ สบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก แลว รว มกนั สรปุ ความรูทไ่ี ดจ ากการศกึ ษาภายในกลมุ (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม) 1 2 3ข้ันที่ ขัน้ ท่ี ข้นั ท่ี ละอองเรณูปลิวไปตกบน ละอองเรณูงอกหลอดไป ละอองเรณูงอกเป็นหลอด ยอดเกสรเพศเมยี ตามเกสรเพศเมีย ยาวเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ เกิดการปฏิสนธิ ภาพที่ 3.24 แผนภาพแสดงขั้นตอนการปฏสิ นธขิ องพชื ดอก หลังการปฏิสนธิ ยอดและก้านชูเกสรเพศเมียจะเหี่ยวลง กลบี เลยี้ ง กลบี ดอก เกสรเพศผ ู้ และเกสรเพศเมยี จะแหง้ แลว้ รว่ งไป สว่ นรงั ไข่จะเจรญิ กลายเป็นผลและมีเมลด็ อยู่ภายใน 73 ขอ สอบเนน การคดิ เกร็ดแนะครู จากขอมลู ขอ ใดกลาวไมถ กู ตอ ง ครใู หค วามรเู พ่มิ เติมวา การถายละอองเรณู เกิดขนึ้ ได 2 ลักษณะ คอื 1. ละอองเรณอู ยใู นอับเรณู 1. การถายละอองเรณูภายในดอกเดียวกัน เกิดจากละอองเรณูจากเกสร- 2. เซลลสบื พนั ธเุ พศผมู ีไดห ลายอนั เพศผูไปตกบนยอดเกสรเพศเมียภายในดอกเดียวกัน ซ่ึงวิธีน้ีเกิดขึ้นไดในดอก 3. หลงั การปฏสิ นธิเกสรเพศผูจ ะเจรญิ กลายเปน ผล สมบูรณเพศทม่ี เี กสรเพศผูอยเู หนอื เกสรเพศเมยี 2. การถา ยละอองเรณขู า มดอกหรอื อยคู นละตน กนั เกดิ จากละอองเรณขู อง (วิเคราะหคําตอบ ละอองเรณอู ยใู นอับเรณู ในดอกไมจะมเี ซลล- เกสรเพศผจู ากดอกไมด อกหนง่ึ ไปตกลงบนยอดเกสรเพศเมยี ของดอกไมอ กี ดอก สืบพันธุเพศผูหลายอัน หลังการปฏิสนธิ เกสรเพศผูจะเหี่ยวแหง หนึ่ง ซึง่ วิธีนเ้ี กดิ ขนึ้ ไดใ นดอกสมบูรณเพศ และดอกไมส มบรู ณเพศ แลวรวงไป สว นท่ีเจรญิ กลายเปน ผล คือ รงั ไข ดงั นน้ั ขอ 3. จึง เปน คาํ ตอบที่ถูกตอง) T83
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน á¼¹ÀÒ¾ áÊ´§¡ÒÃÊº× ¾Ñ¹¸áØ ººÍÒÈÑÂà¾È¢Í§¾ª× ´Í¡ ขยายความเขา้ ใจ หลงั ปฏสิ นธิ ยอดและกา นชเู กสรเพศเมยี กจ็ ะเหยี่ วลง กลบี เลยี้ ง กา้ นเกสรเพศเมีย กลบี ดอก เกสรเพศผู และเกสรเพศเมยี จะแหง แลว รว งไป ยอดเกสรเพศเมีย 3. นกั เรยี นแตล ะกลมุ ชว ยกนั นาํ ความรทู ไี่ ดม าทาํ กลีบเลย้ี ง เปน ใบความรู เรื่องการสบื พนั ธแุ บบอาศยั เพศ เกสรเพศผู้ ของพชื ดอก กลบี ดอก 4. แตละกลุมชวยกันออกมานําเสนอผลงานหนา ช้ันเรยี น แลว รว มกันอภปิ รายภายในช้ันเรียน (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม ) เกิดการถายละอองเรณู แลวเกดิ การปฏสิ นธิ เม่ือเมล็ดอยู ในบริเวณ ท่ีเหมาะสมจะงอกเปน ตน ใหม และเจรญิ เตบิ โต ตอไปเปนตนที่มีดอก 74 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิด ครูอาจจัดกิจกรรมเพิ่มเติมเก่ียวกับการสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอก จากภาพ ถาเกิดการปฏิสนธิแลว สวนประกอบของดอกไม โดยใหนกั เรียนปฏิบัติ ดังนี้ หมายเลขใดท่เี จริญกลายเปนเมลด็ 1. ใหนักเรยี นแบง กลุม กลุม ละ 3-4 คน 1. หมายเลข 1 2. แตละกลุมสืบคนขอมูลวา พืชชนิดใดบางท่ีสามารถเกิดการสืบพันธุ 1 2. หมายเลข 2 แบบอาศยั เพศได 23 3. หมายเลข 3 3. แตล ะกลมุ นาํ ขอ มลู ทไี่ ดม าจดั ทาํ เปน แผนผงั แผนภาพ ตาราง หรอื อนื่ ๆ แลว นําเสนอหนา ชน้ั เรียน T84 (วิเคราะหค ําตอบ หลงั จากการปฏิสนธิ กลบี เล้ยี ง (หมายเลข 3) จะแหงหรอื รว งไป และรงั ไข (หมายเลข 1) จะเจริญกลายเปนผล สว นออวลุ (หมายเลข 2) เจรญิ กลายเปนเมล็ด ดงั นัน้ ขอ 2. จึง เปน คาํ ตอบทถ่ี ูกตอง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ รังไขเ จรญิ กลายเปน ผล 3หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ขนั้ สอน เรียนรชู้ ีวิตพชื ผนังรงั ไขเ่ จริญกลาย ขยายความเขา้ ใจ เปน็ เปลือกและเน้ือ 5. ครูสนทนากับนักเรียนเก่ียวกับขั้นตอนการ ไอปอเวปุลน็ เเจมรลญิ ด็ สืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอกท่ีนักเรียน เรียนผานมา เพอื่ เปนการทบทวนและทดสอบ ความเขาใจของนกั เรยี น 6. นักเรียนผลัดกันต้ังคําถามเก่ียวกับเรื่อง ก า ร สื บ พั น ธุ แ บ บ อ า ศั ย เ พ ศ ข อ ง พื ช ด อ ก จากน้ันรวมกันตอบคําถามภายในช้ันเรียน โดยมีครูคอยแนะนาํ สว นทบี่ กพรอ ง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล) เมล็ดแพรกระจายไปตามที่ตาง ๆ โดยอาศัยลม นํ้า และสงิ่ มีชวี ติ ตา ง ๆ เชน มนุษย นก à¡Ã´ç Ç·Ô Â¹ Ò‹ Ì٠พืชดอกสามารถสืบพนั ธุแ บบไมอาศยั เพศได คือ สบื พันธโุ ดยไมอาศัยเซลลส ืบพันธุ การสืบพนั ธุ ในลกั ษณะน้ีจะไมมกี ารปฏสิ นธิ แตเปน การเพมิ่ จาํ นวนพชื โดยใชสวนตา ง ๆ ตในนกตาารยขใยบาเปยนพ1ันธุแทน เชน การแตกหนอของกลวย การแตกตนใหมจากใบของ 75 กิจกรรม ทา ทาย นักเรียนควรรู 1. แตล ะกลมุ เลอื กพชื ดอกกลมุ ละ 1 ชนดิ โดยหามเปนพืชดอก 1 ตนตายใบเปน เปนพืชดอกท่ีสามารถสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศได ซึ่งวิธี ชนดิ เดียวกัน การปลกู สามารถทาํ ไดง า ย โดยใชใ บวางบนดนิ กส็ ามารถหยง่ั รากลงดนิ และเจรญิ เตบิ โตไดเ อง 2. เขียนแผนภาพการสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอกท่ีแตละ กลมุ เลือก ลงในกระดาษ A4 พรอ มตกแตง ใหส วยงาม ตนตายใบเปน มีลักษณะ คอื ขอบใบหยัก ดอกออกเปนชอท่ยี อดกลบี รอบ กลีบดอกแยกเปนแฉก กลีบดอกมีลักษณะเปนหลอดสีแดง ภายในผลมีเมล็ด 3. ครูสุมเลือกตัวแทนนักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอผลงาน ขนาดเลก็ อยจู าํ นวนมาก หนา ชน้ั เรียน 4. ใหแตละกลุมชวยกันนําผลงานไปติดบอรดความรูภายใน หองเรียน ตน ตายใบเปน T85
นาํ สอน สรุป ประเมนิ ขน้ั สอน 1.3 วฏั จักรชีวิตของพืชดอก เม่ือนา� เมล็ดพืชดอกไปปลกู สักระยะหน่ึง เมลด็ พชื จะค่อย ๆ ขยายความเขา้ ใจ งอกรากออกมา จากนนั้ ลา� ตน้ จะงอกออกมาจนเปน็ ตน้ พชื ตน้ เลก็ ๆ และเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นและสูงข้ึน เมื่อต้นพืชเจริญเติบโตเต็มท่ี 7. นักเรียนแตละกลุมชวยกันศึกษาเก่ียวกับ พืชจะออกดอก วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา เมื่อดอกของพืชได้รับการผสมพันธุ์ก็จะกลายไปเป็นผล 76-77 ซึ่งภายในผลของพืชบรรจุเมล็ดที่สามารถเจริญเติบโตเป็นพืช ตน้ ใหมต่ อ่ ไปไดอ้ กี หากในบรเิ วณนนั้ มสี ภาพแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสม 8. นักเรียนแตละกลุมศึกษาขอมูลจากส่ือดิจิทัล การเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ น ้ี จะเกดิ หมนุ เวยี นตอ่ กนั ไปเชน่ นเ้ี รอื่ ย ๆ เพิ่มเติมในหนังสือเรียน หนา 77 โดยใหใช เรยี กวา่ วฏั จกั รชีวิตของพชื ดอก โทรศพั ทม ือถอื สแกน QR Code เรื่อง วัฏจกั ร ชีวิตของพืชดอก จากน้นั รวมกันสรุปความรูที่ ไดจากการศกึ ษาภายในกลุม (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม) ขนั้ สรปุ ตรวจสอบผล ครูแบงนักเรียนออกเปน 2 กลุม จากน้ันให กลุมท่ี 1 สรปุ เกี่ยวกบั การสืบพนั ธุแบบอาศยั เพศ ของพชื ดอก และใหกลมุ ท่ี 2 สรปุ เกย่ี วกับวัฏจกั ร ชวี ติ ของพชื ดอก เพอ่ื เปน การสรปุ ความรหู ลงั จาก ท่ีไดเ รียนมา ภาพท ี่ 3.25 ทานตะวัน ภ าพท ่ี 3.26 แตงกวา 76 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด ครอู าจตัง้ คาํ ถามเพอื่ ใหน ักเรยี นชว ยกันตอบ ดังนี้ ดูแผนภาพแสดงการเกิดวฏั จกั รชีวติ ของพชื ดอก แลว ตอบคาํ ถาม 1. ทานตะวันและแตงกวาเปน พืชมีดอกหรือไม เพราะอะไร 2. ทานตะวันและแตงกวาเปนพชื ใบเลีย้ งเด่ยี วหรือไม เพราะอะไร A 3. ทานตะวันและแตงกวามีวัฏจกั รชวี ติ แตกตางกันหรือไม อยา งไร 4. นกั เรียนสามารถเขยี นวฏั จักรชวี ติ ของแตงกวาไดห รอื ไม อยางไร ตน ท่เี จรญิ เตบิ โต ตนออน เต็มท่ีจนมีดอก T86 จากขอมลู A ควรเปน ขอใด 1. ดอกไม 2. ตนกลา 3. ผลและเมล็ด (วิเคราะหคําตอบ วัฏจักรชีวิตของพืชดอก เริ่มจากนําเมล็ดไป เพาะ เมล็ดงอกเปนตนออ น แลวเกิดการเจรญิ เติบโตจนออกดอก และเม่ือดอกไดรับการสืบพันธุจะออกผล ซ่ึงในผลจะมีเมล็ด โดยเราสามารถนําเมล็ดพืชไปเพาะไดอีก ดังนั้น ขอ 3. จึงเปน คําตอบทถี่ ูกตอ ง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ขน้ั ประเมนิ เรยี นรู้ชีวติ พืช ตรวจสอบผล วัฏจักรชีวิตของพืชดอกแต่ละชนิดมีระยะเวลาแตกต่างกัน พืชบางชนิดมีวฏั จกั รชีวติ สั้น ๆ เช่น ขา้ ว ข้าวโพด ถั่วลิสง พริก 1. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมที่ 2 เรื่อง มะเขือเทศ คะน้า แต่พืชบางชนิดมีวัฏจักรชีวิตยาวนานหลายปี วัฏจักรชีวิตของพืชดอก ในสมุดหรือในแบบ เชน่ มะยม มะม่วง ขนุน แอปเปลิ ซงึ่ วัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอก ฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 แต่ละชนิดจะคล้ายกัน ดังน้ี 2. ครูตรวจสอบแผนภาพการสืบพันธุแบบอาศัย เพศของพืชดอก 3. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบได ในสมุดหรือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 ภาพท ี่ 3.27 เมล็ด ภาพท ่ี 3.28 ต้นอ่อน 1. เมอื่ น�ำเมล็ดไปปลกู 2. เมอ่ื เมล็ดเรม่ิ งอก จนมีสภาวะท่ีเหมาะสมส�าหรับ เป็นต้นอ่อน รากจะเร่ิมดูดน�้าได้ การงอก เมล็ดก็จะเจริญเติบโต ลา� ตน้ เลก็ ๆ จะเรม่ิ โผลข่ นึ้ มาจากดนิ ไปเป็นต้นพืชตน้ ใหม่ และม ีใบ ซง่ึ เรมิ่ สรา้ งอาหารเองได้ ภาพที่ 3.29 ต้นโตเตม็ ท่ีจนมดี อก ภาพที ่ 3.30 ผลและเมล็ดทเ่ี กดิ ขน้ึ 3. เม่ือเจริญเตบิ โตเตม็ ที่ 4. เมอื่ ดอกไดร้ บั กำรสบื พนั ธ์ุ ต้นพืชจะเริ่มออกดอก ซ่ึงดอกจะ จะออกผล ซ่ึงผลจะมีเมล็ดอยู่ ท�าหน้าทีใ่ นการสืบพันธ์ุ ภายใน วัฏจกั รชีวิตของพชื ดอก 77 ขอสอบเนน การคิด ส่ือ Digital ขอ ใดกลาวไมถ ูกตอง ครูใหนักเรียนเรียนรูเก่ียวกับวัฏจักรชีวิตของพืชดอกเพิ่มเติมจากสื่อดิจิทัล 1. เม่ือเกดิ การปฏสิ นธิในดอกสตรอวเ บอรรีแลว ออวลุ จะ โดยใหส แกน QR Code เรอ่ื ง วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอก จากหนงั สอื เรยี น หนา 77 เจริญกลายเปนเมล็ด 2. กลบี ดอกของสตรอวเบอรร ีจะทาํ หนา ทใี่ นการลอแมลงให แนวทางการวัดและประเมินผล มาผสมเกสร 3. ภายในรงั ไขข องดอกสตรอวเ บอรร จี ะมีออวลุ และภายใน ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนจากการตอบคําถาม การทํางาน ออวลุ จะมเี ซลลสบื พันธุเ พศผู รายบคุ คล การทาํ งานกลมุ และการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาช้นั เรยี นได โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลท่ีแนบมาทายแผนการจัดการเรียนรูของ (วิเคราะหคําตอบ ภายในรังไขของดอกสตรอวเบอรรีจะมีออวุล หนว ยการเรยี นรูท่ี 3 เรยี นรชู วี ิตพืช และภายในออวลุ จะมเี ซลลสบื พนั ธเุ พศเมยี ดงั นนั้ ขอ 3. จงึ เปน คาํ ตอบทีถ่ กู ตอ ง) T87
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ นาํ µÑÇÍÂÒ‹ § Çѯ¨¡Ñ êÇÕ Ôµ¢Í§¾ª× ãºàÅÂÕé §à´èÂÕ Ç กระตนุ้ ความสนใจ Çั¯จกั รªีÇติ ของตน้ ข้ำÇ 1. ครนู ําแผนภาพตน พืช 2 ชนิดมาแขวนไวบน มวี ฏั จักรชีวิตประมาณ 3-4 เดอื นครง่ึ กระดาน ใหน ักเรียนดู เชน แผนภาพมะพราว แผนภาพมะมวง ต้นที่เจริญเติบโต เต็มท่ีจนมีดอก 2. ใหน กั เรยี นสงั เกตลกั ษณะของตน พชื ทงั้ 2 ชนดิ และใหน กั เรยี นชว ยกนั บอกความแตกตา งของ ¼ลáลÐเมล็ด ตนพืชท้ัง 2 ชนิด โดยใหนักเรียนยกมือตอบ และแสดงความคดิ เหน็ ต้นอ‹อน (แนวตอบ - ลําตนไมเหมือนกัน ตนมะพราวมีขอปลอง ชัดเจน สว นตนมะมวงไมมขี อปลอง - ใบไมเหมือนกัน ใบมะพราวมีลักษณะเรียว แคบ เสน ใบขนาน สวนใบมะมวงมีลักษณะ กวาง เสนใบเปน รางแห - รากไมเหมือนกัน รากของตนมะพราวเปน รากฝอย สวนรากตนมะมว งเปน รากแกว) 3. ครเู ขียนคาํ ตอบของนกั เรยี นไวบนกระดาน 4. ครูถามคาํ ถามนกั เรียนวา • ตนมะพราวและตนมะมวง พืชชนิดใดที่ เปนพืชใบเล้ียงเด่ียว และพืชชนิดใดท่ีเปน พืชใบเลยี้ งคู (แนวตอบ ตนมะพราวเปนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สวนตน มะมว งเปน พชื ใบเลยี้ งค)ู (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล) 78 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิด ครูควรอธิบายเพ่ิมเติมใหนักเรียนเขาใจวา ตนขาวเปนพืชดอก ท่ีมีลําตน เมอื่ นาํ เมลด็ พชื ไปปลูก ส่ิงใดทง่ี อกออกจากเมลด็ เปน อันดบั แรก เปน ขอ ปลองชดั เจน มีใบเรยี วแคบ เสน ใบจะเรยี งตัวกนั แบบขนาน มใี บเลย้ี ง 1 1. ราก ใบ ในระยะท่งี อกออกจากเมล็ด มรี ะบบรากฝอย ตนขา วจึงเปน พืชใบเลย้ี งเดยี่ ว 2. ดอก 3. ผลและเมล็ด ตัวอยางพืชใบเลี้ยงเดย่ี ว เชน หญา ขาวโพด มะพรา ว ขงิ ขา ตะไคร (แนวตอบ เมือ่ นาํ เมล็ดพืชไปปลกู สักระยะหนง่ึ สง่ิ แรกท่จี ะงอก ออกจากเมลด็ คือ ราก ดังนั้น ขอ 1. จึงเปนคาํ ตอบที่ถกู ตอง) ขาวโพด มะพรา ว T88
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ขน้ั สอน เรียนรู้ชวี ิตพืช สาํ รวจคน้ หา µÇÑ Í‹ҧ Ç¯Ñ ¨Ñ¡ÃªÇÕ Ôµ¢Í§¾ª× ãºàÅÕ駤‹Ù 1. ครูแบงกลุมนักเรียนแบบคละความสามารถ 1. ǯั จกั รªÇี ติ ของต้นกรÐเจêÂี บáดง กลุม ละ 3-5 คน ใหอยูกลุมเดียวกนั โดยครู เปน ผูเ ลอื กนกั เรยี นเขา กลมุ มีวัฏจกั รชีวติ ประมาณ 4 เดือน 2. นักเรียนแตละกลุมชวยกันศึกษาขอมูลจาก ต้นท่ีเจริญเติบโต หนังสือเรยี น หนา 78-80 เต็มท่ีจนมีดอก 3. แตล ะกลมุ รว มกนั แสดงความคดิ เหน็ แลว เลอื ก พืชใบเลี้ยงเด่ียวและพืชใบเลี้ยงคูอยางละ 1 ชนิด จากน้ันเขียนวัฏจักรชีวิตของพืชแตละ ชนดิ ลงในกระดาษแขง็ แผน ใหญ พรอ มตกแตง ใหสวยงาม (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม ) ¼ลáลÐเมล็ด ต้นอ‹อน 79 กิจกรรม ทาทาย เกร็ดแนะครู 1. ใหน กั เรยี นทดลองปลกู พชื ดอก 1 ชนดิ แลว สงั เกตและบนั ทกึ ผล ครคู วรอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน กั เรยี นเขา ใจวา กระเจยี๊ บแดง (Jamaica sorrel การเปลย่ี นแปลง หรือ Roselle) เปน พืชดอก ท่มี ลี าํ ตนเปน ขอปลองไมช ดั เจน มีใบกวาง มีเสน ใบ เรยี งตวั เปน รางแห มีใบเล้ียง 2 ใบ ในระยะที่งอกออกจากเมลด็ มรี ะบบรากแกว 2. นาํ ขอ มูลทีไ่ ดม าเขียนวัฏจักรชวี ติ ของพืชดอก จงึ จดั วากระเจ๊ียบแดงเปน พชื ใบเลย้ี งคู 3. นาํ เสนอผลงานหนา ชั้นเรียน ตวั อยางพชื ใบเล้ยี งคู เชน ทานตะวนั มะเขือเทศ มะนาว ถั่ว พรกิ กุหลาบ มะเขือเทศ มะนาว พริก Tกุหลาบ 89
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน 2. Çั¯จกั รªีÇิตของตน้ ทำนตÐÇัน อธบิ ายความรู้ มวี ัฏจักรชีวิตประมาณ 3 เดอื นครึ่ง 1. ครจู บั สลากเลอื กลาํ ดบั ของแตล ะกลมุ ใหม านาํ ต้นที่เจริญเติบโต เสนอผลการทาํ กจิ กรรม เพอ่ื ตรวจสอบความรู เต็มท่ีจนมีดอก ของนกั เรยี นหลังการทาํ กิจกรรม 2. นักเรียนออกมานําเสนอผลการทํากิจกรรม หนา ชน้ั เรยี นทีละกลมุ 3. กลมุ อนื่ ๆ ผลดั กนั อภปิ รายเกยี่ วกบั วฏั จกั รชวี ติ ของพืชดอกของกลุม ทน่ี าํ เสนอ (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม ) ¼ลáลÐเมล็ด ต้นอ‹อน à¡Ã´ç Ç·Ô Â¹ Ò‹ Ì٠ทานตะวัน (sunflower) เปนพืชชนิดหนึ่งท่ีทนตอความแหงแลงและอากาศรอน ในประเทศไทยปลูกไดท้ังภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ปจจุบันคนเรานิยมนํา เตชนนอโอ รนคทมาะนเรต็งะวโนัรคมเาบราบั หปวราะน1ทาโรนคเอพัลรไาซะเพมบอวร2า มสี ารทช่ี ว ยในการปอ งกนั โรคไดห ลายชนดิ 80 เกร็ดแนะครู ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET ครูจดั กิจกรรมการเรียนรูเพ่ิมเติม โดยจัดประกวดผลงานการเขียนวัฏจักร ขอ ใดกลาวถึงเรือ่ งพืชไมถูกตอ ง ชีวิตของพืชใบเล้ียงเด่ียวและพืชใบเลี้ยงคู หรือนําผลงานท่ีนักเรียนสรางข้ึนไป 1. พืชทุกชนดิ เมือ่ เจรญิ เตบิ โตเตม็ ทีแ่ ลว จะมีผลออกมา จดั แสดงในงานวันวิทยาศาสตร เพือ่ เปนการเผยแพรความรู 2. เมลด็ พืชเกดิ จากการสืบพันธุแ บบอาศัยเพศของพืชดอก 3. การถา ยละอองเรณเู ปน กระบวนการหน่งึ ของการสบื พนั ธุ นักเรียนควรรู (วเิ คราะหค าํ ตอบ พชื ทกุ ชนดิ เมอ่ื เจรญิ เตบิ โตเตม็ ทแี่ ลว ไมจ าํ เปน 1 โรคเบาหวาน คือ โรคที่เกดิ จากความผดิ ปกตขิ องรางกาย ซึ่งผลติ ฮอรโมน ตองมีผลออกมา เนื่องจากพืชบางชนิดใชการขยายพันธุแบบ อนิ ซูลนิ ไมเพยี งพอ จึงทําใหระดับนา้ํ ตาลในกระแสเลอื ดสงู เกนิ ปกติ ไมอาศยั เพศ ไมม ดี อก ไมมผี ลและเมล็ด เชน เฟน ดงั นั้น ขอ 1. จึงเปน คําตอบท่ีถกู ตอ ง) 2 โรคอัลไซเมอร คอื โรคท่ีเกิดจากสวนตา ง ๆ ของสมองฝอ ตวั ลง ซ่งึ อาการ ของโรคอัลไซเมอรจะเริม่ จากลืมเรอ่ื งงาย ๆ พฒั นาไปเปน หลงทาง จนไม สามารถดแู ลตนเองได T90
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ขน้ั สอน เรียนรูช้ ีวติ พชื ขยายความเขา้ ใจ 1¡Ô¨¡ÃÃÁ ¾²Ñ ¹Ò¡ÒÃàÃչ̷٠èÕ 1. นกั เรยี นแตล ะคนนาํ กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรู ดภู าพตน ถ่ัวที่กาํ หนดให แลว เขียนวัฏจกั รชีวิตของตน ถัว่ ลงในสมุด ที่ 1 จากหนงั สอื เรยี นหนา นี้ ไปทาํ เปน การบา น โดยใหนักเรียนทําลงในสมุด แลวนํามาสงใน 1) 3) 4) ชว่ั โมงถัดไป 2) 2. ครสู นทนากบั นกั เรยี นเพอ่ื ทบทวนความรคู วาม เขาใจเกี่ยวกับเน้ือหาท่ีไดเรียนผานมาจาก หนว ยการเรียนรูท ่ี 3 บทท่ี 2 จากนั้นใหเขยี น สรุปความรเู ก่ียวกับเรอื่ งทไี่ ดเรยี นมาจากบทที่ 2 ในรปู แบบตา งๆ เชน แผนภาพ แผนผงั เขยี น บรรยาย ลงในสมุด กิจกรรม สรปุ ¤Çำมรปู้ รÐจำ� บทที่ 2 แนวตอบ กจิ กรรมพฒั นาการเรยี นรทู้ ่ี 1 µÃǨÊͺµ¹àͧ หลงั เรียนบทนีแ้ ลว ใหนกั เรียนบอกสัญลักษณท่ตี รงกับระดบั ความสามารถของตนเอง รายการ เกณฑ ควรปรับปรุง ดี พอใช 1. เข้าใจเนือ้ หาเก่ยี วกบั เรอ่ื งศึกษาชวี ิตของพืชดอก 2. สามารถทา� กจิ กรรมและอธิบายผลการท�ากิจกรรมได้ 3. สามารถตอบคา� ถามจากกิจกรรมหนูตอบได้ 4. ท�างานกลมุ่ ร่วมกับเพอื่ นได้ดี 5. นา� ความรไู้ ปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจา� วันได้ 81 ขอ สอบเนน การคิด เกร็ดแนะครู หลังจากการผสมเกสรของดอกมะมวงจนเกิดการปฏิสนธิแลว ครูอาจอธิบายใหนักเรียนเขาใจเพิ่มเติมวา ถ่ัวแปป มีช่ือทองถ่ินหลายชื่อ ออวลุ จะเจรญิ กลายเปน อะไร เชน ถั่วแปะยี หมากแปบ ถ่ัวหนัง มะแปบ ถ่ัวแปบขาว ซึ่งถั่วแปปเปนพืช ตระกลู ถัว่ เปนพืชลมลกุ มใี บเปนใบประกอบ มใี บยอ ย 3 ใบ มีดอกสขี าวเปน 1. ผลมะมว ง ชอออกจากซอกใบใกลๆ ยอด ในหนง่ึ ชอจะมดี อกยอ ยหลายดอก มผี ลหรอื ฝก 2. เมล็ดมะมว ง ที่มีโปรตีนและวิตามิน สามารถนํามาประกอบอาหารไดหลายอยาง เชน ผัด 3. เปลอื กมะมวง นาํ้ พริกถ่วั แปป แกงสม (แนวตอบ ออวุลจะเจริญกลายเปนเมล็ด สวนเปลือกและผล เจริญมาจากรังไข ดงั นัน้ ขอ 2. จึงเปน คาํ ตอบทีถ่ ูกตอง) T91
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ÊÃ»Ø ÊÒÃÐÊíÒ¤ÞÑ 2»รШÒí º··èี ขยายความเขา้ ใจ กลี บกดลเกอีบสกเลรเกี้ÂเพสงรÈเเพมÈี¼ู้ ÈัÂเพÈของพªื ดอก àÁÅ´ç á¾Ã‹¡ÃШÒ 3. นักเรียนรวมกันศึกษาแผนผังความคิดสรุป กำร ืสบ ัพน ์ธุáบบอำ ของดอก à¡Ô´à»¹š ¼Å à¡Ô´à»¹š µŒ¹ãËÁ‹ สาระสาํ คัญประจําหนวยการเรียนรทู ี่ 3 บทท่ี áÅÐàÁÅ´ç à¨ÃÔÞàµºÔ âµ¨¹ 2 ในหนังสอื เรยี นหนา นี้ Çั¯จักรªีÇิตของพืªดอก Á´Õ Í¡ สÇ‹ นปรÐกอบ 4. ครูสุมเรียกนักเรียนทีละคน จากน้ันใหยก ตวั อยางวัฏจกั รชวี ติ ของพชื ดอก 1 ชนดิ โดย ครคู อยอธิบายเพ่มิ เตมิ ในสวนท่ีบกพรอ ง (หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล) à¡Ô´¡Òö‹Ò ÅÐÍͧàóáÙ ÅÐ à¡Ô´¡Òû¯ÊÔ ¹¸Ô Á°. Ç 1.2 ».2/3 È¡Ö ÉÒªÕÇµÔ ¢Í§¾ª× ´Í¡ ´Í¡ ¼ÅáÅÐàÁÅç´ µ¹Œ ·Õàè ¨ÃÔÞàµÔºâµ µ¹Œ ÍÍ‹ ¹ àµçÁ·¨Õè ¹ÁÕ´Í¡ 82 เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรยี นปลูกพืชชนดิ หนงึ่ ในกระถาง เมือ่ เรม่ิ ออกดอก กอนที่ เมื่อเรียนจบบทนี้แลว ครูอาจใหนักเรียนตั้งคําถามท่ีอยากรูเพ่ิมเติม ดอกจะบานหนึ่งวัน เอาถุงกระดาษครอบดอกไวและปดปากถุง เก่ียวกับเรื่อง ศึกษาชีวิตของพืชดอก คนละ 1 คําถาม จากนั้นครูสุมเรียกให หลังจากนั้นหน่ึงสัปดาห นําถุงกระดาษออก พบวาดอกไมนี้ นกั เรียนบอกคําถามของตนเอง แลว ใหเ พือ่ นคนอน่ื ๆ ในช้นั เรียนชว ยกันแสดง ตดิ ผลและภายในผลมเี มล็ด ความคิดเห็นวา จะใชวิธีการทางวิทยาศาสตรตอบคําถามน้ีไดอยางไร โดยครู จากขอ มลู ขอใดอธบิ ายสิง่ ทเ่ี กิดข้ึนไดถกู ตอง ทําหนา ที่เปน ผชู แี้ นะและสังเกตการทํากิจกรรมของนกั เรยี นอยา งใกลชิด 1. พืชชนิดน้ีไมเ กดิ การปฏิสนธิ การตั้งคําถามจากการสังเกตหรือจากประเด็นท่ีตนเองสงสัย (ระบุปญหา) 2. พืชชนดิ นี้สืบพันธแุ บบอาศัยเพศ เปนขั้นตอนแรกของวิธีการทางวิทยาศาสตร ซึ่งครูควรใหนักเรียนไดฝกฝน 3. พชื ชนดิ นี้ไมม ีการถายละอองเรณเู กดิ ข้นึ เพราะเปนคุณสมบัติสาํ คญั อยา งหน่งึ ของนกั วทิ ยาศาสตร (แนวตอบ การใชถุงกระดาษครอบดอกไวเปนการบงบอกวา ไมมีอะไรจากสิ่งแวดลอ มมารบกวนได ดงั นน้ั การท่ดี อกติดผลได T92 แสดงวาเกิดการถายละอองเรณูและมีการปฏิสนธิ ซึ่งเปนการ สืบพนั ธุแบบอาศยั เพศ ดังน้ัน ขอ 2. จงึ เปน คาํ ตอบทถี่ กู ตอง)
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ กิจกรรมฝกทักษะ 3หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ขนั้ สอน เรยี นร้ชู ีวติ พชื º··èÕ 2 ขยายความเขา้ ใจ 4 1. ด ภู าพ แลวระบุวา คือสวนประกอบใดของพชื ดอก 5. นักเรียนทุกคนทํากิจกรรมฝกทักษะบทท่ี 2 123 จากหนังสือเรียนหนานี้ลงในสมุดหรือทําใน แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.2 เลม 1 (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใช แบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล) ลงใน(ใสหุ้มนัดกปเรรีะย �จนา ับตัวนนัึทกกเ ้ขีรอย ูมน)ล2. สืบคนขอมูลเกี่ยวกับวัฏจักรชีวิตของมะพราว 1จากน้ันเรียงลําดับภาพ แนวตอบ กจิ กรรมฝก ทกั ษะ การเจริญเติบโต และเขียนอธบิ ายวัฏจกั รชวี ิตของมะพรา วลงในสมุด 1) 2) 3) ขอ 1. 1) ลําตน 2) ดอก 3) ใบ 4) ราก 3. ข ีด ✓ หนาขอ ที่ถกู และกา ✗ หนาขอทผี่ ดิ 1) ............................ รังไข่จะเจริญเตบิ โตกลายไปเปน็ ผล ขอ 2. 2) ............................ ออวุลจะเจริญเติบโตกลายไปเป็นดอก เรียงลําดับการเจริญเติบโตเริ่มตนจากภาพ 3) 3) ............................ การเกดิ วฏั จกั รชวี ติ ของพชื ดอกทา� ใหพ้ ชื ดอกไมส่ ญู พนั ธ์ุ 1) และ 2) ตามลําดบั 4) ............................ เ มือ่ พืชเจรญิ เติบโตจนมีผล ผลจะท�าหนา้ ที่ในการสบื พนั ธุ์ วัฏจกั รชีวิตของมะพราวมี ดังนี้ 5) ............................ เมือ่ เมลด็ ปลิวไปตกในบริเวณท่ีเหมาะสม เมลด็ จะสามารถ งอกเปน็ ตน้ พชื ต้นใหม่ได้ ตน ท่เี จริญเติบโต ผลและเมลด็ เตม็ ท่จี นมดี อก ตน ออ น 83 ขอ 3. ✗ 3) ✓ 1) ✓ 2) 4) ✗ 5) ✓ ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET เกร็ดแนะครู พิจารณาขอความตอไปนี้หลังจากท่ีพืชมีการปฏิสนธิแลวส่ิงที่ เมื่อนักเรียนทํากิจกรรมฝกทักษะเสร็จแลว ครูอาจจัดกิจกรรมการเรียนรู เกดิ ขนึ้ คอื ขอ ใด โดยสุมนักเรียนตามเลขท่ี 4-5 คน แลวใหออกมาเฉลยคําตอบหนาชั้นเรียน ทีละคน จากน้ันใหเพื่อนๆ ในชั้นเรียนรวมกันอภิปรายจนไดคําตอบท่ีถูกตอง ก. รังไขเ จริญกลายเปนผล โดยมคี รคู อยตรวจสอบความถูกตอ ง ข. ออวุลเจรญิ กลายเปน เมล็ด ค. ผนงั รงั ไขเ จริญกลายเปน เปลือกและเนอ้ื ของผล นักเรียนควรรู ขอใดกลาวถูกตอ ง 1 มะพราว คือ พืชมีดอกชนิดหนึ่ง ซึ่งมะพราวถูกจัดเปนพืชใบเล้ียงเดี่ยว 1. ขอ ก. และ ข. โดยมะพราวเปน พืชทีม่ ีวัฎจักรชวี ติ หลายป 2. ขอ ข. และ ค. 3. ขอ ก. ข. และ ค. T93 (แนวตอบ หลังจากพชื เกิดการปฏิสนธิแลว รงั ไขจะเจรญิ กลาย เปนผล ออวลุ เจริญกลายเปน เมลด็ สว นผนงั รงั ไขเจริญกลายเปน เปลือกและเน้ือของผล ดงั นั้น ขอ 3. จงึ เปน คําตอบทถี่ กู ตอง)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106