Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 2

วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 2

Published by sakdinan.lata, 2021-09-15 05:34:41

Description: วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ปีที่ 9 ฉบับที่ 2

Search

Read the Text Version

96 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ดังน้ัน จึงอาจมีการใช้อ�ำนาจอย่างไม่เหมาะสม กฎหมาย ซ่ึงเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยก สมควรต้องมีการควบคุมมิให้การปฏิบัติหน้าท่ี อ�ำนาจ และการตรวจสอบอย่างสมดุลระหว่าง ดังกล่าวเบ่ียงเบนไปจากแนวปฏิบัติที่ผู้ถืออ�ำนาจ อ�ำนาจนิติบัญญัติ อ�ำนาจบริหาร และอ�ำนาจ ดูแลสังคมพึงต้องยึดถือ ซ่ึงอาจท�ำให้ประชาชน ตุลาการ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดผลกระทบด้านอ่ืน ๆ ผู้ปกครองรัฐ รวมท้ังรัฐได้รับความเสียหาย ดงั ต่อไปน้ี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมมิให้การใช้อ�ำนาจ 1) ความไม่ชัดเจน และไม่มีขอบเขตท่ี มหาชนดังกล่าวเป็นไปเพ่ือประโยชน์ส่วนตนหรือ แน่นอนของบทบัญญัติ ท�ำให้เจ้าพนักงานซึ่งอยู่ พวกพ้อง และขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรานี้ เกิดความ ส่วนรวม ในการน้ีจึงมีการจัดองค์กรของรัฐ และ สับสน ไม่แน่ใจ ขาดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติ ระบบการใช้อำ� นาจรัฐให้เปน็ ระบบระเบียบ โดยให้ หน้าท่ี เกิดผลในการคุ้มครอง และควบคุมเจ้าพนักงานที่ 2) ผู้ไม่สุจริตอาจใช้บทบัญญัติมาตรา ปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่งเป็นการแยกระหว่างการ 157 เป็นเครอื่ งมอื ในการกดดนั เจา้ พนกั งานเพื่อให้ กระท�ำการในฐานะตัวแทนรัฐหรือการปฏิบัติ ความร่วมมือในการด�ำเนินการตามที่ตนร้องขอ หน้าท่ี และการกระท�ำในทางสว่ นตัวโดยแท้ ดงั น้ัน หรือเพื่อกลั่นแกล้งเจ้าพนักงานให้ได้รับความเดือดร้อน จึงจ�ำเป็นต้องมีการตรากฎหมายเพ่ือรองรับ อย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการบ่ันทอนขวัญและ หลักการดังกล่าว ทั้งน้ีเพราะเจ้าพนักงานท่ีทุจริต ก�ำลังใจของเจ้าพนักงานที่ต้ังใจปฏิบัติหน้าที่โดย ย่อมท�ำให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อม่ัน ศรัทธาต่อ สุจรติ อยา่ งมาก ผู้ปกครองของรัฐ และส่งผลท�ำให้ประเทศชาติ โดยเหน็ ว่าเพ่มิ เตมิ ข้อความในมาตรา 157 ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ การใช้อ�ำนาจของ ที่ช้ีชัดไปว่า ความผิดตามมาตรานี้ครอบคลุม เ จ ้ า พ นั ก ง า น ต ้ อ ง เ ป ็ น ไ ป เ พื่ อ ป ร ะ โ ย ช น ์ ข อ ง แต่เพียงความผิดตามแนวคิดเดิมท่ีครอบคลุมการ สาธารณะเท่าน้ัน หากกระท�ำการโดยฝ่าฝืนย่อม กระท�ำทีเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เจตนากลั่นแกลง้ เชน่ ประมวล เป็นผิดกฎหมาย ซึ่งแนวทางการตีความดังกล่าว กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 145 เท่าน้ัน เช่น เป็นแนวทางท่ีสืบทอดต่อกันมาในศาลฎีกา การเพ่ิมเติมค�ำว่า “คิดร้ายเพื่อให้เกิดความเสีย ดังปรากฏในค�ำพิพากษาศาลฎีกาที่ส�ำคัญท่ีจะได้ หายแก่ผู้หน่ึงผู้ใด” ลงไป และในระยะยาวก็ให้ ยกวิเคราะห์โดยละเอียดในสว่ นต่อไป พิจารณายกเลิกมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทบัญญัติ ความคิดอีกกระแสหนึ่งโดยนักวิชาการ ท่ัวไปในลักษณะนี้เสียเพื่อให้สอดคล้องกับหลัก ด้านนิติศาสตร์หลายทา่ น อาทิ อดุ ม รัฐอมฤต และ ความแนช่ ดั ของกฎหมายอาญา คือ หลกั ไมม่ คี วามผิด คณะ (2555) เห็นว่า การบัญญัติกฎหมายตาม ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย (nullem crimen, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยใช้ถ้อยคำ� nulla poena sine lege) และกำ� หนดการกระทำ� ที่ไม่ชัดเจน มีขอบเขตกว้างขวาง โดยให้ศาลใช้ ท่ีเป็นความผิดในแตล่ ะลักษณะให้ชัดเจน ดงั เช่นใน ดุลพินิจในการตีความน้ัน เท่ากับศาลเป็นผู้ร่าง ประเทศฝร่งั เศส ญ่ีปุ่น และสหรัฐอเมรกิ า

ปีท่ี 9 ฉบับท่ี 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 97 2. การตคี วามของศาลฎกี า ตามอ�ำนาจหน้าที่ในทางราชการ จ�ำเลยจึงเป็น แนวทางการตีความบทบัญญัติในมาตรา เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบผลงานตามท่ี 157 ของศาลฎีกาสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ได้รับมอบหมาย แล้วรายงานให้นายอ�ำเภอทราบ สำ� คญั คือ การที่จ�ำเลยท�ำรายงานเท็จจึงเป็นการปฏิบัติหรือ 1) ความผิดฐานปฏิบัติหน้าท่ี หรือละเว้น ละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ เป็นเหตุให้นาย การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย อ�ำเภอได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตาม แก่ผู้หน่ึงผู้ใดน้ัน ไม่ได้หมายความเฉพาะแต่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เพียงการมีเจตนาพิเศษท่ีจะกลั่นแกล้งเท่าน้ัน (3) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 117/2547 ถึงแม้จะไม่ได้มีเจตนากล่ันแกล้งโดยตรง แต่หาก ขณะจ�ำเลยปฏิบัติหน้าท่ีตรวจคนโดยสารขาออก เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ท่ี นอกราชอาณาจักร จ. คนต่างด้าว ซ่ึงเป็นคน เป็นการกระท�ำนอกขอบเขตแห่งอ�ำนาจ หรือการ โดยสารขาออกถือหนังสือเดินทางมาให้จ�ำเลย กระท�ำฝ่าฝืนต่อวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ตรวจเพ่ือเดินทางออกนอกราชอาณาจักร อนั เป็นสาระส�ำคัญทก่ี ำ� หนดไว้ส�ำหรับการน้นั หรอื เมื่อจ�ำเลยตรวจพบว่า จ. มีเพียงหนังสือเดินทาง การกระท�ำฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมาย เป็นการใช้ โดยไม่มีตราประทับขาเข้า กับไม่มีเอกสารการ ดุลพินิจตามอ�ำเภอใจหรือโดยปราศจากเหตุผล เดนิ ทางครบถ้วน แตจ่ ำ� เลยไม่ได้ยึดหนงั สือเดินทาง กถ็ อื วา่ เป็นการปฏบิ ตั ิหน้าทโ่ี ดยมชิ อบดว้ ย เช่น และควบคุม จ. ไว้เพื่อให้นายต�ำรวจสัญญาบัตร (1) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 2418/2526 มารับตัวไปด�ำเนินคดีตามระเบียบปฏิบัติ นายกเทศมนตรีและปลดั เทศบาล ซงึ่ เป็นเจ้าพนกั งาน กลับปล่อยให้ จ. ผ่านช่องตรวจของจ�ำเลยเพื่อ ได้ร่วมกันออกประกาศเพิ่มเติมคุณวุฒิของผู้สมัคร เดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ จ�ำเลยจึงมี สอบแข่งขันภายหลังครบระยะเวลารับสมัคร ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติ เพ่ือแสดงว่า ส. มีวุฒิตามประกาศรับสมัครสอบ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ คดั เลอื กเพ่อื บรรจุเปน็ พนกั งานครเู ทศบาล ซง่ึ ตาม ส�ำนกั งานตรวจคนเข้าเมือง กรมต�ำรวจ ประกาศเดิมแลว้ ส. มีวฒุ ไิ มต่ รงตามท่ที างราชการ 2) ค�ำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ก�ำหนด เมื่อ ส. สอบได้และไดร้ ับการบรรจแุ ต่งตง้ั ผู้หนง่ึ ผูใ้ ด ก็ไมไ่ ด้หมายความวา่ ผู้เสียหายต้องเป็น แล้ว ย่อมท�ำให้ผู้ที่สอบได้อื่นแต่ยังไม่ได้รับการ บคุ คลธรรมดาเท่าน้ัน แต่ยังใหห้ มายถึงองค์กรหรือ บรรจุได้รับความเสียหาย การกระท�ำของเจ้า หนว่ ยงานราชการหรอื รฐั ดว้ ย พนกั งานดังกล่าวเป็นความผดิ ตามมาตรา 157 (1) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 3296/2530 (2) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 3215/2538 โจทก์ฟ้องว่าจ�ำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ตาม แม้จ�ำเลยเป็นปลัดอ�ำเภอไม่มีหน้าที่ในการตรวจรับ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงาน มอบงาน เพราะมิได้รับการแต่งตงั้ ให้เปน็ กรรมการ ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ตรวจรับงานจ้าง แต่เม่ือนายอ�ำเภอได้แต่งตั้งให้ มีต�ำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยรับฝากเงินส่วนการเงิน จ�ำเลยท�ำการตรวจสอบผลงานดังกล่าวซ่ึงเป็นไป ของโจทกไ์ ด้ลงนามตรวจลายมือช่อื ผูส้ ่งั จา่ ย รบั รอง

98 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. ยอดบัญชีและสั่งให้จ่ายเงินตามเช็ค จ�ำเลยอนุมัติ (1) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 3296/2530 ให้ห้างหุน้ ส่วนจำ� กดั อ. ลกู ค้าของโจทก์เบิกเงินเกนิ โจทก์ฟ้องว่าจ�ำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ บัญชโี ดยฝ่าฝืนค�ำสงั่ ของ ก. ผจู้ ดั การธนาคารโจทก์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงาน ท�ำให้ยอดหนี้ค้างช�ำระของธนาคารสูงข้ึน และ ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มูลค่าของหลักประกันท้ังส้ินที่ลูกค้าให้ไว้แก่โจทก์ มีต�ำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยรับฝากเงินส่วนการเงิน มไี ม่ถึงจ�ำนวนหน้ี การกระท�ำของจ�ำเลยจึงเป็นการ ของโจทก์ได้ลงนามตรวจลายมอื ชอ่ื ผู้สง่ั จา่ ย รับรอง ปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ยอดบัญชีและสั่งให้จ่ายเงินตามเช็ค จ�ำเลยอนุมัติ โจทก์ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย ให้ห้างหุ้นส่วนจ�ำกัด อ. ลูกค้าของโจทก์เบิกเงิน ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงาน เกินบัญชีโดยฝ่าฝืนค�ำส่ังของ ก. ผู้จัดการธนาคาร ของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 เม่ือการกระทำ� ของ โจทก์ ท�ำให้ยอดหนี้ค้างช�ำระของธนาคารสูงข้ึน จ�ำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย และมูลค่าของหลักประกันท้ังสิ้นท่ีลูกค้าให้ไว้แก่ ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงาน โจทก์มีไม่ถึงจ�ำนวนหน้ี การกระท�ำของจ�ำเลย ของรัฐฯ แล้ว การกระท�ำนั้นย่อมไม่เป็นความผิด จึงเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบเพ่ือให้เกิดความ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีก เ สี ย ห า ย แ ก ่ โจ ท ก ์ อั น เ ป ็ น ค ว า ม ผิ ด ต า ม (2) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 117/2547 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงาน ขณะจ�ำเลยปฏิบัติหน้าที่ตรวจคนโดยสารขาออก ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 นอกราชอาณาจักร จ. คนต่างด้าว ซ่ึงเป็นคน มาตรา 11 เม่ือการกระท�ำของจ�ำเลยเป็นความผิด โดยสารขาออกถือหนังสือเดินทางมาให้จ�ำเลย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงาน ต ร ว จ เ พ่ื อ เ ดิ น ท า ง อ อ ก น อ ก ร า ช อ า ณ า จั ก ร ในองคก์ ารหรือหนว่ ยงานของรัฐฯ แล้ว การกระทำ� นน้ั เมื่อจ�ำเลยตรวจพบว่า จ. มีเพียงหนังสือเดินทาง ย่อมไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยไม่มีตราประทับขาเข้า กับไม่มีเอกสารการ มาตรา 157 อกี เดินทางครบถว้ น แต่จ�ำเลยไมไ่ ดย้ ดึ หนังสือเดินทาง (2) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 2577/2534 และควบคมุ จ. ไว้เพอ่ื ให้นายตำ� รวจสัญญาบตั รมา จ�ำเลยเป็นพนักงานสอบสวน หน่วงเหนี่ยวการ รับตวั ไปดำ� เนนิ คดตี ามระเบียบปฏิบัติ กลบั ปลอ่ ยให้ ประกันตัวโจทก์ให้ด�ำเนินไปอย่างเชื่องช้า เป็นการ จ. ผ่านช่องตรวจของจ�ำเลยเพื่อเดินทางออกนอก ท�ำให้การประกันตัวโจทก์ขลุกขลักล�ำบากไม่ ราชอาณาจักรได้ จ�ำเลยจึงมีความผิดฐานเป็น สะดวกตามท่ีควรจะเป็น เท่ากับไม่อ�ำนวยความ เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ สะดวกแก่ผู้มาติดต่อไม่ขวนขวายกระวีกระวาด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ส�ำนักงานตรวจคน แนะน�ำ หรือหาวิธีให้ญาติโจทก์ได้ยื่นเรื่องราว เข้าเมือง กรมตำ� รวจ โดยรวดเร็วตามหน้าที่ที่จะต้องท�ำ จึงเป็นการ 3) ส�ำหรับเร่ืองอ�ำนาจฟ้องก็ไม่ใช่มีแต่ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และ พนักงานอัยการเท่าน้ันที่จะมีอ�ำนาจเป็นโจทก์ฟ้อง ย่อมเห็นได้ว่าจ�ำเลยได้กระท�ำไปเพื่อให้เกิดความ คดีได้ ผู้เสียหายโดยตรง และแม้แต่ไม่ใช่เป็นผู้เสีย เสยี หายแกโ่ จทกผ์ ู้ถกู คุมขัง หายโดยตรง กม็ อี ำ� นาจฟ้องไดด้ ้วย

ปที ่ี 9 ฉบบั ท่ี 2 (กรกฎาคม - ธนั วาคม 2559) 99 (3) ค�ำพิพากษาฎีกาที่ 7663/2543 (1990, 1991) โดยแบบจ�ำลองช้ีให้เห็นว่าในเชิง การเสนอประวัติการท�ำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา เศรษฐศาสตร์แล้ว การตีความกฎหมายที่มี เพื่อให้คณะกรรมการอัยการพิจารณาเป็นเร่ืองท่ี ประสิทธิภาพไม่ใช่การตีความแบบสมบูรณ์ (Absolute) อยู่ในการปฏิบัติหน้าท่ีของจ�ำเลยในฐานะท่ีเป็น ที่ว่าการตีความถูกต้องควรเป็นการตีความเหมือน ๆ เลขาของคณะกรรมการ อ�ำนาจของอัยการสูงสุด กันในทุกสังคม แต่เป็นการตีความในแบบสัมพัทธ์ ในคดีนี้มีลักษณะเป็นอ�ำนาจในเชิงดุลพินิจที่อาจ (Relative) ที่ว่าการตีความท่ีมีประสิทธิภาพที่สุด เลือกวินิจฉัยหรือเลือกกระท�ำได้หลายอย่างที่ชอบ ควรข้ึนอยู่กับบริบทของสังคมนั้น ๆ เช่น ระดับ ด้วยกฎหมาย การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ ปัญหาทุจริตที่ก�ำลังเกิดข้ึนในสังคม โดยในสังคมที่ หน้าท่ีโดยมิชอบของอัยการสูงสุดตามประมวล มีปัญหาทุจริตมาก การตีความที่มีประสิทธิภาพ กฎหมายอาญามาตรา 157 นี้ นอกจากหมายถึง สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ควรเป็นการตีความใน การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ท่ีเป็นการ แบบกว้าง คือ การตีความที่ครอบคลุมการกระท�ำ กระท�ำนอกขอบเขตแห่งอ�ำนาจ หรือโดยปราศจาก ความผิดในหลายรูปแบบมากข้ึน ดังน้ี การตีความ อ�ำนาจประการหน่ึง ท่ีเป็นการกระท�ำฝ่าฝืนต่อวิธี กฎหมายจึงไม่จ�ำเป็นต้องเป็นการตีความแบบ ปฏิบัติราชการทางปกครองอันเป็นสาระส�ำคัญท่ี ตายตัวในลักษณะท่ีว่าแต่เดิมตีความอย่างไรก็ควร ก�ำหนดไว้ส�ำหรับการน้ันประการหนึ่ง และที่ ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติเช่นท่ีว่าน้ันไปโดยตลอด เป็นการกระท�ำท่ีไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง แต่ควรเป็นการตีความท่ีปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไข กฎหมายประการหน่ึงแล้ว ยังหมายถึงการปฏิบัติ ของบรบิ ททางสังคมและเวลาทเี่ ปลย่ี นไป หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีท่ีเป็นการใช้ดุลพินิจ ส�ำหรับงานวิจัยในท่ีน้ี ผู้วิจัยจะเริ่มจาก โดยไม่ชอบด้วย การใช้อ�ำนาจดุลพินิจของผู้บังคับ การต้ังขอ้ สมมติวา่ รัฐ (หรือในท่ีน้ีคือหนว่ ยงานของรัฐ บัญชาสั่งการหรือเลือกกระท�ำตามที่เห็นว่าเหมาะ คือ ศาล) มีเป้าประสงค์ (Objective function) สมโดยศาลไม่แทรกแซงน้ัน หมายความว่า เมื่อ ในการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการ ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจไปในทางใดแล้ว ศาลต้อง พิจารณาคดี และเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างความ ยอมรับการใช้ดุลพินิจน้ัน แต่การใช้ดุลพินิจของ เปน็ ธรรมกค็ อื การตคี วามกฎหมาย โดยการกำ� หนด ผู้บังคับบัญชา จะต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งความ ขอบเขตของการกระทำ� วา่ ระดบั การกระท�ำเท่าใด ชอบด้วยกฎหมาย คือต้องไม่ใช่เป็นการใช้ดุลพินิจ จึงจะเรียกว่าผิด และเท่าใดจึงจะเรียกว่าไม่ผิด โดยมิชอบ มิใช่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอ�ำเภอใจ สมมติให้ระดับการกระท�ำท่ีว่าน้ีเป็นตัวแปรที่ต่อเน่ือง หรอื โดยปราศจากเหตผุ ล (Continuous variable) ที่แทนค่าด้วย e 3. ประสิทธภิ าพในการตีความมาตรา 157 ซง่ึ ในท่ีนี้หมายรวมฐานความผิดประเภทต่าง ๆ โดย ในการวิเคราะห์แนวทางการตีความ การกระท�ำทแ่ี ปรได้เป็นค่า e ทีม่ าก ก็คือการกระทำ� มาตรา 157 ในเชิงเศรษฐศาสตร์นั้น จะใช้แบบ ท่ีค่อนข้างที่เป็นท่ีแน่ชัดว่าเป็นการกระท�ำที่เป็น จำ� ลองท่ไี ด้ปรบั ปรุงขน้ึ จากแบบจ�ำลองของ Miceli ความผิด และการกระทำ� ทีแ่ ปรไดเ้ ป็นคา่ e ทีน่ ้อย ก็คือการกระท�ำท่ีค่อนข้างที่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็น

100 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. การกระท�ำท่ีไม่เป็นความผิด โดยศาลจะเป็น ท่ีเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิ ผู้ก�ำหนดเกณฑ์ซึ่งแทนที่ด้วย ที่ระบุว่าการกระท�ำ ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หน่ึงผู้ใดน้ัน ใดผิดหรือไม่ผิด โดยให้การกระท�ำที่เป็นความผิด ควรจ�ำกัดแต่เพียงการกระท�ำท่ีเป็นไปโดยเจตนา คือ e > ê และการกระท�ำที่ไม่เป็นความผิดคือ เพื่อกล่ันแกล้งเท่าน้ัน หรือรวมเอาการกระท�ำท่ี e < ê ในบรบิ ทของการตคี วามมาตรา 157 น้ี คา่ เป็นเจตนาเพือ่ ประโยชน์ของตนเองด้วย ê ก็คือการก�ำหนดมาตรฐานว่า พฤติกรรม รูปที่ 1: ระดบั ของการกระท�ำ e และเกณฑก์ ารก�ำหนดการกระท�ำทเ่ี ป็นความผดิ ê ในรูปบน คา่ ê ท่ีอยู่ต�่ำหมายถึงการวางบรรทัดฐานให้การกระท�ำท่ีเป็นไปโดยท้ังเจตนาเล็งเห็นผล และเจตนากล่ัน แกล้งเป็นความผิด และในรูปล่าง ค่า ê ที่อยู่ก่ึงกลางระหว่างการกระท�ำโดยเจตนาเล็งเห็นผล และ เจตนากลั่นแกล้ง เป็นการวางบรรทัดฐานให้การกระท�ำโดยเจตนากลั่นแกล้งเป็นความผิดแต่เพียง อย่างเดียว เจตนาเล็งเหน็ ผล เจตนากลน่ั แกลง้ ê e เจตนาเล็งเห็นผล เจตนากลัน่ แกลง้ êe โดยท่ัวไปแล้ว การตีความกฎหมายหรือ function) ซ่ึงขึ้นอยู่กับประเภทของจ�ำเลย F G (e) การตัดสนิ พิจารณาคดีใด ๆ ย่อมมคี วามไมแ่ น่นอนอยู่ คือ หากจ�ำเลยเป็นผู้ผิด F1 (e) และ หากจ�ำเลย งานวิจัยช้ินน้ีจึงจะได้น�ำความรู้ในทางความน่าจะ เปน็ ผู้บรสิ ุทธิ์ ดังนั้น สำ� หรบั แต่ละค่า ê เนอ่ื งจาก เป็นและสถิติมาร่วมวิเคราะห์ด้วย โดยการสมมติ ศาลจะตดั สนิ ว่าผดิ หาก e > ê จึงอาจตคี วามไดว้ ่า ใหก้ ารกระทำ� ของจำ� เลยเปน็ ตัวแปรสุ่ม (Random F G (ê) และ F 1 (ê) คอื ความนา่ จะเปน็ ทถี่ ูกตดั สนิ variable) ทมี่ ีการกระจาย (Distribution) ทีข่ ึน้ อยู่ ให้ไม่มคี วามผดิ (Probability of acquittal) ของผู้ผดิ กับประเภทของจ�ำเลยว่าเป็นผู้ผิด (Innocence) และผูบ้ รสิ ุทธ์ิ ตามล�ำดับ (รูปท่ี 2) ทง้ั นี้ มีข้อสมมติ หรือผู้บริสุทธ์ิ (Guilty) ซึ่งในที่นี้จะให้การกระจาย เกี่ยวกับฟังก์ช่ันการกระจายท้ังสองประเภท คือ ของการกระท�ำของจ�ำเลยถูกแทนที่ด้วยฟังก์ช่ัน FG (e) < F 1(e) สำ� หรับทุกค่า e กล่าวคือ สำ� หรบั การกระจายแบบสะสม (Cumulative distribution การกระท�ำใด ๆ กต็ าม ผู้ท่ีผดิ ควรมโี อกาสถกู ตดั สนิ

รปู ที่ 2: การกระจายของการกระทำ และคปวที าี่ ม9ผฉบดิ บั พทลี่ 2า(ดกรขกอฎงาคกมา-รพธันจิ วาาครมณ2า55ค9ด) แี บ10บ1 ท่ี 1 คใรแหปู อท้ผื ่ีิลด2มากแะกลก้วแวาข่าอ้ผบสู้ทรม่ีถมูกบตตนิ โีเ้ดปทยดัน็ หกาี่ากรส2กจ�ำะหพนนิ ิจดาใรหณคใ้ฟางั กจหว์ชา่นักา้ผขเมชอ่นงู้บฟผคงั วกา์ชิดรม่นั ชทัดงั้พิสเสจอนงขลสทุ อางมกาาฎรธถหดขม้ึนาเ์ิ อยใยป่กูหนับรือตคัว็นแแวปามรบอสผน่ืามบๆารผู้ไถดท้ ี่ 1 ิด ซึง่ คกวาารมกนระ่าจจาะยเปF็นGข(อe)งคอวยทู่ามางผดิด้านพขลวาาขดอปงรFะเภ1 (ทeน) ี้แทขนอไงดผ้โู้พดิพยาพกนื้ ษทาี่ใใตนฟ้ กังากรแ์ชย่นั กกแายระกกรละุจ่มาผยู้ผขิดอแงลกะารกระทำข ทค้ังน้ี โดวยทวั่ ไาปแล้วมระยะหผ่างระหิดวา่ งกาพรกระจาลย ผาูบ้ รสิ ทุ ดธิ์ เป็นใตน้ น แ บ บ ท ี่ 2 ค อื ก า ร ป ล อ่ ย ต วั ค น ผ ิด ซึง่ คแรวูปบาทบม่ีทน2ี่ ่า:2จกะ(าβเปร)กน็ รคขะวจอาางมยคผขวิดอพางมลกผาาดิดรใกพนรและบาทบด�ำทปแี่รล1ะะเคภคือวทกานามีเ้รผทติด่าัดพกสลินับาใพดห้ืนข้ผอทู้บงรี่ใกิสตาุท้ฟรธงัพ์ิเกปิจช์็นารผน่ั ณู้ผกิดาาครซดก่ึงีแรคบะวจบาามทยน่ี ข1่าจอ(ะงαเกป)า็นรแขกลอระงะทำของค ความผิดพลาดประเภทน้ีแทนได้โดยพ้ืนที่ใต้ฟังก์ช่ันการกระจายของการกระท�ำของผู้บริสุทธิ์ท่ีอยู่ เหนือค่า ความผิดพลาดในแบบท่ี 2 คือการปล่อยตัวคนผิด ซ่ึงความน่าจะเป็นของความผิดพลาด ประเภทน้ีเท่ากบั พน้ื ทใ่ี ต้ฟังก์ชนั่ การกระจายของการกระท�ำของคนผิดท่อี ยตู่ ่�ำกวา่ ค่า $(!|innocent) $(!|guilty) 2# ! !̂ จากฟังก์ชั่นการกระจายท้ังสองประเภท ผิดพลาดประเภทที่ 1 (Type 1 error) ซึ่งเกิดจาก ข้างต้นจึงสามารถนิยามความผิดพลาดจากการ การตัดสินลงโทษผู้บริสุทธิ์ และ ความผิดพลาด พิจารณาคดี (Trial error) ซ่งึ มสี าเหตมุ าจากความ ประเภทที่ 2 (Type 2 error) ซง่ึ เกดิ จากการตดั สนิ จากฟไมังก่สมช์ บั่นูรกณา์ขรอกงรขะ้อจมาูลยทท้ังสัง้ สองอปงรปะรกะารเภไดท้ ขคา้ืองตควน้ าจมึงสายมกาฟรอ้ ถงนผผู้ิยดิ ามซคงึ่ สวาามมาผรถดิ เพขยี ลนาแดทจนาไกดโ้กดายรพิจารณาคดี (Trial error) ซ1งึ่ eมrสี rาoเrห) ตซุมง่ึ าเαβกจ ดิากจ≡≡คา PPวกาrrกม((าTTไรมyyตppส่ ดัeeมสIIบIินeรู erลณrrorงo์ขrโ)rทอ)=งษ=ขPผP้อrู้บ(rมe(รeูล≥สิ ท<ุทêง้ั êธส|i|์ิอniแnnงลnปooะcรceะeคnกntว)tา)า•รม•PไPดผr(r้คดิi(niือพnnnoลคocาวceดาenมnปt)tผร)ดิะพเภลทาดทปี่ 2ระ(Tเภyทpทeี่ 1 (Type 2 error) ซง่ึ เกิดจากการตัดสนิ ยกฟอ้ งผู้ผิด ซึ่งสามารถเขยี นแทนไดโ้ ดย

รูปที่ 3: การแลกเปล่ยี นกนั (Trade-off) ระหว่างความผิดพลาดแบบท่ี 1 และแบบท่ี 2 ส ำ ห1ร02ับ ควา่ารสารวิชาการ ปท.ปค่ี.ช.อ่ น ข ้า ง ส ูง จ ะ ท ำ ใ ห ก้ า ร เก ดิ ค ว า ม ผ ดิ พ ล า ด แ บ บ ท ี่ 122กลคคงจ็ ไ่อดอ่ ะพพรค้ แูป่านลลนตทสาาêดด่ี่กข3=แแข็ตา:บบ้อêา้บบกh้างมาทททแรง่ี่ี่คีงแ2ล2า่อลสกลนนคกกงขรเอ่ ไงูปับา้ดนอ้งล้ถกขสแี่ยา้างูตแนยงร่กลสกจเต็งูันพะตอ้ ทดแิม่งแ(�แำห่ตTขใล่หrหก้ึนaตกาก้ าdกขกาeับลราออ่ ก-เดกoกงปาดิรfการลfรคา)เบั พวเรจครดาิ่มเกะา่มกขหลเผิดนึ้ปงวดิดิกขไค่าพปองวรทลงคดิคากา่รีวมับดะาาดรแคผมวเับบผกดิคบดิิดวพêาทคพ่าลว่ี=ลา1มาาาลมêดดคlมผแใ่อผกิดงนบนจ็พผบแขะไลิดท้าสบาปงาี่ดิดบนม1ใพ้อทานทยแรพแ่ี ถล1บแลละีร่บตดแลทอ่กบะาา่ีาบ1าจรทดเเดกกี่ดดิิด2บั คคแสววแ�าาำมมหบบผผรับิดิดบบ ท ี่ ท ี่ ! !) #̂& #̂% > #(& !* #̂% \") \"* \" ทั้งนี้ เมื่อสมมติให้ δ ≡ Pr(guilty) คือ สมควรถูกลงโทษ และในทางกลับกัน หากก�ำหนดให้ สทัดสง้ั ่วนนี้ผเู้กมรือ่ะทส�ำมควมาตมผใิ ิดหใน้ สังคม และ 1-δ≡ คคอื ่อสนขัด้างสตว่ �ำนคผือ ู้กมรีกาะรทกรำะคท�ำวหาลมายผปดิระใเภนทสทงั่ีศคาลม และ Pr(innocent) แล้ว และเม่อื ได้แทนค่าความนา่แจะลเปน็ จะตีความว่าเป็นความผิด ก็จะมีส่วนดีคือลดความ ว้ 1แกจจคะะค็จลไเะืออ่ะหดมเน็นมม้วสีข่าแหใอจ ปคถผสคีอ่ืไ่วน้าดเาลูวิ่กืดยอารวไนมงกกนกะลพะ่อ้อาดาสากอื่ดผกดงงเาลยม้แรภาูงโชผู้ำ�ีจพคีาคถทา่รผทหัทดิดเดอืือูพกคิจงษกนิดแเเทนคตชจมจิลิาือดลลดพี่ศ่อัคดนา่ือแรัดดคดว้ในารสลαหมวพตณา่ควเคณลจขิน่จา้่ากคาิวจีกêะจวา้=าใาวมาด็นจาวาไนะงาคล่ามคระผดβค(วรนาตผกมดผณอ่ัก1เิว้ดกา่ม่อ้พอีิดคาีทิดนผา่ษ=พา-ใรยรส่ิมนวนพง้ัขดิลนลกณใสδ�ำะาคδ้าลข่าักนพา�หำกมอ)ทงวาจะษา้ดกห(Fสงรวาาลด1ำงปสขะาณับงูนม่ารใGานนรูงนร-เจอเผดก(คะดลปปใะêอ้แ้อ�ำFิดเงือขนำงเใ)ก็เนบน็พยคภยอลโหนกIมณ(คทบทลปงยใวใาêแนีกวนคทษนฑทาแร)าราบา)ดดวี่ไผล่ีเกม์กร1ะมมปาใบูเว้้ทกêาผเานมกคผ่็ลนรภี่ไทรรดิจแิอืผดงมณผะขลทะถโบ่ีิดพูท้บสอมทเงฑกพบูกทม�ำรหงคีลษโ็นจิสทศล์คตน็ว่ีศทาผะุท้อาาาี่วไดัาดษู้ทมมดดลย2ธรลขสจิ์้ีี่ผจอาินทู้ ะกงพสพใเทผทสพกคโว่ีไปนดตศดิกาวัู่ีมงงพ่ีลล่ามลยลรกาพใคีคีาขาาาผาบ่สลมนใ่ียาลด้อดลดมรวเนดิดผรมนกาหใดใพทมาปดิไทดนนสาีรคหใ็นมั้ัมงพกใรนิจ่ีนแระแำนไสว่ลาะลจวกบลด้ีาหบหแโอรงกาาะจ่าบ้รงบยวบบโถดงรรกโะเทตชณอ่่ทาบปทเใทปูกบัสนพีำงษนรยี่ท่ีร2ษากม็นล์ให่ิมาใแจผี่1ะนนคัน2มผคทปบงู้คทำนเอทภูด้ตโบรี่สทาแเค่ีสวีกดทะา(ลิคใังททลี่ีทือสมTเางหโคใรษ่ีะวยจมยrคเมงั้หื่อมม้1ศaาึงชทควสงคีผkตdรk้มมนรหควว1อษเี่2้อeดิีธถ์ผใาอืนปรงนงฐ-รคูมกิคดอถึ่งoจศปน็เรืผอลไือาูรกพา่fมาดดิจ่ืรอรผงfรยลสล้)ชพเโางะาู้บกงตเทซาหาคลคปซเโิดรึง่ตษดรนาภาาท็น่ึงค์โดิขขสิึ่จใงเดคตทษวคปนอแออายทุา้นืออ่าแกต็นงแงมทจคนธคกค่ลกผบลน(ั่วนขวร์แวาว็ิดจัก้วไโบ�ู้าปำาารปายพะลษงมมททมมแบแนเละาณพี่ผี่ผลผลอ้าาซผ3ิ่ิมิิดดดกยด1ะย้ว่ึง)ผู้ ดิ แล้ว

ปที ่ี 9 ฉบบั ที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 103 สงู กวา่ ในแบบท่ี 2 มาก จากสำ� นวนทางกฎหมายที่ ฐานท่ีน่าสนใจประการหนึ่งที่ชี้อาจให้เห็นว่าจาก คุ้นเคยกันโดยท่ัวไปว่า การปล่อยคนผิดหน่ึงร้อยคน บรรทัดฐานในบางสงั คม คา่ k1 อาจสูงกวา่ คา่ k2 ดีกว่าการลงโทษผู้บริสุทธ์ิเพียงหนึ่งคน ก็เป็นหลัก ได้กวา่ หน่ึงร้อยเทา่ เลยทเี ดียว รูปท่ี 4: ฟงั กช์ ัน่ ประโยชน์ทสี่ งั คมได้จากการลงโทษผู้กระท�ำความผดิ V(P - S) ซึ่งมีคา่ สูงสุดหากโทษ ที่ลง (P) เท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระท�ำความผิด (S) หากโทษที่ลงยังน้อยกว่าความ เสียหายท่ีเกิดขึ้น ประโยชน์ที่สังคมได้รับจะเพ่ิมสูงข้ึนหากลงโทษให้มากข้ึน และหากโทษที่ลงสูงเกิน ไป ประโยชนท์ ีส่ งั คมได้รับจะเพ่มิ ขึน้ หากลงโทษให้นอ้ ยลง !(# − %) !' > 0 !' < 0 # % ในส่วนต่อไปจะได้พิจารณาถึงเคร่ืองมือ ประโยชน์ที่สังคมได้รับจากการลงโทษผู้กระท�ำ อีกประการหนึ่งของศาลในการสร้างความเป็น ความผดิ เป็นฟงั กช์ ั่น V(P - S) ซ่ึงมีลกั ษณะคอื V' > ธรรมในอันสว่ไดน้แตก่อ่ ไกปาจระใชได้ดพุ้ลพจิ านิ รจิ ณกำ�าหถึงนเดคอรตัือ่ รงมาโอื ทอษกี ขปอรงะกา0รหสน�ำ่งึหขรอับงPศา<ลใSนกแาลระสVร้า'ง>คว0ามสเ�ำปหน็ รับธรPรม>อนั Sไดแ้แลกะ่ ผู้ที่ถูกกตาัดสรินใวช่าผ้ดิดลุ โพดยินในจิ ทกี่นี้ำสหมมนตดิใหอ้กาตั รกรราะโทท�ำ ษ Vข\"อ>ง ผ0 ทู้กลถ่ี า่ วูกคตือ ดัสงั สคมนิ ปวรา่ รผถนดิ าทโ่จี ดะกยำ� หใ นดทโทนี่ ษ้ี ความสผมิดทม่ีเตกิดใขห้ึนก้ สา่งรผลกเรสะียหทาำยคต่อวสาังมคผมิดเปท็นเ่ีมกูลดิค่าข ึ้น สทง่เี หผมลาะเสมียกหบั ากยารตก่อระสทัง�ำคคมวาเมปผ็นดิ ม(Lลู eคt t่าhเeทpา่ eกnับ- เท่ากับ แS ลและศศาลาเปล็นผเู้กป�ำหน็ ดโผทษ้กู ท่ีตำีเปห็นมนูลคด่า โ ทaltษy fทit tตี่ heีเ ปcriน็ meม) ลูหาคกโทา่ ษไยดังต้เ�่ำทกว่าคกวามับ ได้เท่ากบั เ Pชเช่นน่ โทษปรับโ หรทือโทษษจ�ำคุกป1 และรให้ ับ เสยี หหายทรเี่ กดิ ขอื ้ึนกับกโารทกระท�ำษสงั คมจก็จะไำดป้ รคะโยชุกน1์ แ ล ะ ให ้ป ร ะ โย ช น ์ท ส่ี งั ค ม ได ร้ บั จ า ก ก า ร ล ง โท ษ ผ ู้ก ร ะ ท ำ ค ว า ม ผ ิด เป ็น ฟ งั ก ช์ ่ัน เหชน่มาคยวราวกมมลเถตซา่ ึงม็ วคึ่งใคจา่มปจือีละรจบัสกั า่ทงั ยษ่ีเคเปพณม็นอื่ ปตไะัวมรคเใ่างหินรือต้ ถอห้ นงรรอืาบั โททโทจ่ี ษษะจก�ำซคสงึ่ำกุพหำตจิ หนา่างรดรณๆโบั ทาทรษ่ีอวมทาจก่เี ตหารีคมสา่ าญูเปแะเน็สสลตยี มะรวั กาเงยบัินไดไกดอ้ า้โนั ดรพยกงึใรชจะส้เะคทไำรดำือ่หจ้ คงามรกวือบักาทามราผปงเิดรศะรก(ษLอฐeบศtอแาาtสลhชตพีeะร์ 1 ค่า P อน่ื ๆ แลpะeมnูลaคl่าtทy่ีถูกแปลงเป็นตัวเงินของความทุกข์ทรมานจากกfาiรtถูกลงโทษ ซ่ึงสอดคล้องกับบทลงโทษในบริบทtขhอeง 1 หหมผดิาลาcตกใกัหสrหรฟกiงัmม้าางั คากรา1eกเ์ชม5ดก)ัน่7กกยีวหวา่ซVจ็ กคึง่โะนัลวผาาไทดนถู้ มกดลูกสี้ เงตาป้สโษใมัดยีนรทาสหทะรินาร้าถโษยวยปย่าททนุรกชเ่ียีส่ะกรนยุดดิะงั แกุเทขเ์ มตพตนึ้�ำือ่ ใ์คไรช่ิมคด่ำวก้า่ขเ้าชบังกมPน้ึน่ฟผกเสวจงัดิดกงู มายี ่าเช์ กววักกน่ั กนิคตกปนั้อก่าารววงโะโร่าดคทโาคเยยษพา่ผชมใจวลนิม่ด�ำสก์เคคโราาส่าทุกปุ รหทลษมยีนงไ่ี ึง่กดโหททจ้เบั ่กีษาสผำ�ากผหกกูู้ก้ ยนารยี รรดะทะวทเิหทำ�ค่ีเครำกวาาคะาิดมหวยผจ์าขดิะมไททม้นึผต่ี เ่ อ้ิดปกี่เงลกแย่ีกับานลรและิดกปงใโลทนางขษใทรนผเาึ้นกู้กนงรอ้ื กะรหแทลาะำ� สับคลำ�ทวกคาญัันมว้ำ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 1! ค า่ ห ม า ย ร ว ม ถ ึง ค ่า ป ร ับ ท ่ีเ ป ็น ต ัว เ ง นิ ห ร อื โ ท ษ จ ำ ค ุก ต า่ ง ๆ ทอ่ี าจตีคา่ เปน็ ตวั เงินไดโ้ ดยใช้เครอ่ื งมือทางเศรษฐศาสตรอ์ ื่นๆ เช่น ความเตม็ ในจะจา่ ยเพอ่ื ไมใ่ หต้ อ้ งรับโทษ

104 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มโทษกับผู้กระท�ำความผิด และ ยิ่งรุนแรง ราคาของความผิดพลาดท่ีเกิดข้ึนก็จะย่ิงสูง ในทางกลับกัน หากโทษรุนแรงกว่าความเสียหาย นอกจากน้ี จะได้สมมติให้ k2 = k2 (S), k'2 > 0 ท่ีเกิดขึ้นแล้ว สังคมก็จะได้ประโยชน์เพ่ิมขึ้นจาก กล่าวคือ ราคาของความผิดพลาดในแบบท่ี 2 คือ การลดโทษให้กับผู้กระท�ำความผิด2 หลักการ การปล่อยตัวคนผิดจะข้ึนอยู่กับความรุนแรงของ ลงโทษดังกล่าวสามารถแสดงได้โดยกราฟแสดง การกระท�ำความผิด โดยหากความเสียหายจาก ความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์ของสังคมท่ีได้จาก การกระท�ำความผิดย่ิงสูง ราคาของความผิดพลาด การลงโทษผูก้ ระท�ำความผิด และระดบั การลงโทษ ที่เกิดข้ึนจากการไม่ลงโทษคนผิดก็จะยิ่งสูงขึ้นเช่น ในรูป 4 ที่มีลักษณะโค้งคว�่ำ โดยมีจุดสูงสุดอยู่ท่ี กนั การลงโทษท่ีระดับการลงโทษท่ีเท่ากับความเสีย จากองคป์ ระกอบทงั้ หมดขา้ งตน้ สามารถ หายท่เี กิดขน้ึ (P = S) เขียนฟังก์ชั่นประโยชน์ของสังคมหรือฟังก์ช่ันจุด โดยทั่วไปแล้ว ราคาของความผิดพลาด ประสงค์ของศาล (W) ซึ่งรวมเอาประโยชน์ของ ท้ังสองประเภทจะไม่ใช่คา่ คงท่ี แต่จะข้ึนอยู่กับปัจจัย สังคมที่เกิดขึ้นจากการลงโทษผู้กระท�ำความผิด ตา่ ง ๆ ซ่งึ ในบรบิ ทของตวั แบบขา้ งต้น จะไดส้ มมติให้ และต้นทุนทางสังคมอันอาจเกิดข้ึนจากความผิด k1 = k1 (P), k'1 > 0 กลา่ วคอื ราคาของการผิดพลาด พลาดจากการพิจารณาคดีทั้งสองประเภทได้ คือ ในแบบท่ี 1 คือการตัดสินลงโทษผู้บริสทุ ธจ์ิ ะขึ้นอยู่ W = δF G(ê)V(P - S)-(1-δ)(1 - F I(ê))k1 (P)- กับความรุนแรงของโทษที่ได้ลงโทษ โดยหากโทษ δF ร ปู ท ี่ 5: ร ะ ด บั ก า ร ต คี ว Gม(ê)ทk2(ี่เS)ก ดิ ป ร ะ โย ช น ์ส งู ส ดุ า รูปท่ี 5: คระือดกับากรเาลรอืตีคกวราะมดทับ่ีเกกาิดรปตรีคะวโยาชมนบ์สนูงเสสุด้นสคว่ือนกาผรสเลมือขกอรงะรดะับดกบั าครตวีคาวมาผมดิ บพนลเสา้นดสท่วัง้ นสผอสงมปขรอะงเภท รปะรดะเับภคททวท่ีตาำำ่� มใทหผส่ี ้ติดดุ ้นพทลนุาดขทองั้งสสังอคงมปทรีเ่ะกเดิภขทึน้ จทาี่ทก�ำคใวหา้ตม้นผทดิ ุนพขลอางดสทัง้งั คสมอทงี่ปเกริดะขเภึ้นทจตา่ำกทคส่ี วดุ ามผิดพลาดท้ังสอง ! !($̂ ∗) \"($̂ ∗) \" 2 หลโกั กาดรเดยี วยกนั นส้ี าอมารถปงระยกุ คตใ์ ชก้ บั ป์ ฟงั กช์ น่ั รประโยะชนก์ ากรลงโทษอผกู้ ระทบำ� ความสผดิ ทตี่ อ้ ว่ งการลนงโทษผแกู้ ระทำ� รความก ผดิ ใหม้ ากกวา่ ความเสยี หายทเี่ กดิ ขน้ึ ไดเ้ ชน่ เดยี วกนั โดยผลสรปุ ทไี่ ดจ้ ากการวเิ คราะหจ์ ะไมเ่ ปลยี่ นแปลงในเนอ้ื หาสำ� คญั หาคกฟือังปกร์ชะน่ั โยVชลนด์ทลงคี่ ใานดทว้ายา่ ทจี่สะดุไดเมร้ ือ่ บั คจ่าาPกสกูงาเกรนิตกดั วสา่ นิค่าลใงดโคท่าหษนผง่ึ ู้ทที่ก่กี รำ� หะนทดำความผดิ จรงิ องคป์ ระกอบส่วนทสี่ อง ค อื ต น้ ท ุน ข อ งส ังค ม ท ี่ค า ด ว ่า จ ะ ต ้อ งจ ่า ย ใน ร ูป ข อ งค ว า ม ผ ดิ พ ล า ด ใน ร ปู แ บ บ ท ่ี

ปที ี่ 9 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 105 โดยองค์ประกอบสว่ นแรก δF G(ê) V(P - S) จากรูป เส้นโค้ง U คือระดับค่าความผิดพลาด คอื ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั จากการตดั สินลงโทษ ทั้งสองประเภทที่เกิดข้ึนกับสังคมที่เป็นไปได้ ผูท้ ีก่ ระทำ� ความผิดจริง องค์ประกอบสว่ นทีส่ อง (1-δ) ส�ำหรบั แต่ระดับของค่า ดงั ทอ่ี ธิบายไว้ก่อนหนา้ นแ้ี ล้ว (1 - F I(ê))k1 (P) คือต้นทุนของสงั คมทีค่ าดว่าจะ เส้นโค้งดังกล่าวมีความชันท่ีเป็นลบซ่ึงแสดงให้เห็น ต้องจ่ายในรูปของความผิดพลาดในรูปแบบท่ี 1 ถึงธรรมชาติของการแลกเปลี่ยน (Trade-off) ของ จากการพจิ ารณาคดี และ องค์ประกอบส่วนท่สี าม ความผิดพลาดทั้งสองประเภทท่ีว่า หากตอ้ งการให้ δF G(ê)k2(S) คอื ตน้ ทนุ ของสงั คมที่คาดว่าจะต้อง ความผิดพลาดแบบท่ี 1 น้อย ก็ต้องยอมให้เกิด จ่ายในรูปของความผิดพลาดในรูปแบบท่ี 2 ความผิดพลาดในแบบท่ี 2 มากขนึ้ โดยคา่ ê ท่ีสูง จากการพิจารณาคดี ท้ังน้ีจากการสังเกตฟังก์ชั่น หมายถงึ ระดับคา่ α ท่คี อ่ นขา้ งตำ�่ และระดับค่า β จุดประสงค์ข้างต้น จะเห็นได้ชัดว่า ประโยชน์ของ ท่คี ่อนข้างสูง และค่า ê ทต่ี ำ�่ หมายถึงระดับค่า α ที่ สังคมจะเพิ่มข้ึนตามองค์ประกอบข้อแรกและลดลง ค่อนข้างสูงและระดับค่า β ท่ีค่อนข้างต่�ำ เส้นตรง ตามองค์ประกอบขอ้ ทสี่ องและสาม ในรูปท่ี 5 คอื ตน้ ทุนของสังคมทตี่ อ้ งจ่ายสำ� หรบั การ จากฟังก์ช่ันข้างต้น เคร่ืองมือท่ีศาลมีก็คือ เปล่ียนแปลงค่า ê โดยการลดค่า ê ลงหนึ่งหน่วย ระดับการตีความและการก�ำหนดบทลงโทษ โดย จะส่งผลให้สังคมได้ประโยชน์เพ่ิมข้ึนจากการ ระดับการตีความและบทลงโทษที่มีประสิทธิภาพ ลงโทษคนผิด คือ V และลดระดับความผิดพลาด สงู สุด ได้แก่ คา่ ê* และ ค่า P* ท่ที ำ� ให้ สูงสดุ W จากการไม่ลงโทษคนผิดคือ k2 แต่ก็อาจเพ่ิมความ โดยเงอื่ นไขอันดับแรกที่จำ� เปน็ (First order necessary ผิดพลาดจากการลงโทษผู้บริสุทธ์ิได้เช่นกัน ซึ่งมี conditions) จะเป็นไปในลกั ษณะทีว่ ่า ค่า ê* และ ราคาต่อหน่วยเทา่ กบั k1 ค่า P* ดังกลา่ ว จะตอ้ งสอดคลอ้ งกับสมการ 2 ข้อ คอื ทั้งนี้ อาจสังเกตได้ว่า กราฟในรูปท่ี 5 มี เงื่อนไขในสมการแรกสามารถตีความในเชิง ความคล้ายคลึงอยา่ งมากกบั กราฟท่ีเปน็ ทร่ี จู้ ักกันดี เศรษฐศาสตร์ได้ว่า การเลือกระดับการตีความที่มี ในทางเศรษฐศาสตร์ คือ กราฟแสดงสดั สว่ นการใช้ ประสิทธิภาพท่ีสุดควรเป็นจุดท่ีอัตราส่วนของการ วัตถุดิบที่เหมาะสมของผู้ประกอบการว่า ควรใช้ เปลย่ี นแปลง (Marginal rate of transformation) ปัจจัยการผลิตอย่างละประเภทเท่าใดให้ต้นทุน ของความผิดพลาดทั้งสองประเภทซึ่งเกิดข้ึนจาก ต่�ำสุดภายใต้ข้อจ�ำกัดของเทคโนโลยีซึ่งก�ำหนดว่า กับเปล่ียนแปลงค่า ê เท่ากับสัดส่วนของราคาท่ี จะต้องใช้ปัจจัยการผลิตแต่ละประเภทเท่าใดให้ สังคมต้องจา่ ยจากการเปลย่ี นแปลงค่า ê ในรปู ของ จ�ำนวนผลผลิตคงท่ี ซ่ึงในที่นี้ก็จะเห็นได้ว่าเป็น ความผิดพลาดท้ังสองประเภท เง่ือนไขดังกล่าวน้ี โครงสร้างค�ำถามดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ อาจเขา้ ใจไดง้ ่ายข้นึ จากการพิจารณากราฟในรปู 5 ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าจะต้องเลือกระดับความผิดพลาด แต่ละประเภทท่ีเหมาะสมอย่างไรให้ประโยชน์ของ สังคมสูงสุด ภายใต้ข้อจ�ำกัดของการเปลี่ยนแปลง ของความผิดพลาดท้ังสองประเภทท่ีเกิดขึ้นจาก การเปลย่ี นแปลงคา่

106 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. เง่ือนไขในสมการที่สอง เป็นเง่ือนไขท่ี การพิจารณาว่าการเปลย่ี นแปลงของตัวแปรตา่ ง ๆ แสดงให้เห็นถึงการเลือกระดับการลงโทษท่ีมี บางตัวแปรท่ีน่าสนใจ ในตัวแบบว่ามีผลกระทบ ประสิทธิภาพสูงสุดว่าควรอยู่ในระดับท่ีประโยชน์ อย่างไรต่อระดับการตีความท่ีเหมาะสมท่ีสุด ท้ังนี้ ส่วนเพิ่มท่ีคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเพิ่มโทษ โดยทั่วไปแล้ว การวิเคราะห์ดังกล่าวสามารถท�ำได้ δว่า(จ1ะ-เกFิดขG้ึน(êจ)า)กVกpาครอื เพเิ่มทโา่ ทกษบั นตน้ั ้นทคนุ อื ส่ว(1นเพ- ม่ิ δท)(ค่ี 1าด- ในเชิงคณิตศาสตร์โดยการหาโททอลดิฟเฟอเรนเชียล ของเงื่อนไขอันดับแรกท่ีจ�ำเป็นท้ังสองข้อ และ F I(ê))dk1(p)/dP ใช้หาผลกระทบของตัวแปรที่สนใจต่อระดับการ ตีความที่เหมาะสมที่สุดโดยใช้กฎของคราแมร์ จากการท่ีงานวิจัยช้ินน้ีได้หยิบยกประเด็น (Cramer’s rule) อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยชิ้นนี้ ปัญหาเร่ืองการตีความว่า ระดับการตีความมาตรา ผวู้ จิ ยั จะเลอื กใชก้ ารจำ� ลองค่า (Simulation) และ 157 ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดควรเป็นอย่างไร แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรแต่ละตัวท่ีมีต่อ เป็นประเด็นหลัก ในส่วนต่อไปจึงจะได้มีการ ระดับการตีความที่เหมาะสม ê* โดยใช้กราฟ วิเคราะห์สมการข้อแรกซึ่งเป็นข้อท่ีสัมพันธ์โดยตรง เพื่อให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนย่ิงขึ้นโดยไม่ต้องใช้ กับระดับการตีความท่ีเหมาะสมมาพิจารณาในเชิง การวเิ คราะหท์ างคณติ ศาสตรท์ ี่ซับซอ้ นข้ึนแตอ่ ย่างใด ลึกต่อไป โดยจะได้พิจารณาถึงการวิเคราะห์เชิง เปรยี บเทียบ (Comparative static analysis) คือ รูปท่ี 6: ผลจากการจ�ำลองค่า (Simulation) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับการตีความที่มี ประสทิ ธภิ าพสงู สุด ê* และตวั แปร k1, k2, V, μG และ และ δ ในแบบจ�ำลอง 4 3.4 3.9 3.3 3.8 3.2 3.7 !̂ ∗ 3.1 3 !̂ ∗ 3.6 2.9 3.5 2.8 3.4 5 10 15 20 2.7 5 10 15 20 3.3 0 $% $* 3.2 0 3.5 25 3.4 3.3 20 !̂ ∗ 3.2 !̂ ∗ 15 3.1 10 3 5 2.9 0 5 10 15 20 0 5 10 0 & () 3.6 3.4 3.2 !̂ ∗ 3 2.8 2.6 2.4 2.2 2 0.5 1 0 ' การวิเคราะห์เชงิ เปรียบเทียบดว้ ยวิธกี ารจำล องค่ามขี อ้ ดคี อื สามารถทำได้โดยง่าย

ปีที่ 9 ฉบับท่ี 2 (กรกฎาคม - ธนั วาคม 2559) 107 การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบด้วยวิธีการ ความผิดอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ค่าของ ê* จ�ำลองค่ามีข้อดีคือสามารถท�ำได้โดยง่าย และช่วย จะตอ้ งขยบั สงู ขึน้ ไปทางขวา ด้วยเหตุผลเดยี วกนั น้ี ใ ห ้ เ ห็ น ภ า พ โ ด ย ไ ม ่ ต ้ อ ง มี ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ์ ท า ง เมื่อพิจารณาการเปล่ียนแปลงของตัวแปรที่สอง คณิตศาสตร์ท่ีซับซ้อนมากนัก (รูปที่ 6) โดยในท่ีน้ี คอื ราคาของความผดิ พลาดประเภทที่ 2 คือ k2เมอื่ จะได้วิเคราะห์ผลกระทบของตัวแปร 6 ตัวท่ีมีต่อ สมมตใิ ห้ตวั แปรอืน่ มคี า่ คงท่ีเทา่ กบั V = 1, k1 = 1, ระดับการตีความท่ีมีประสิทธิภาพ คือ ราคาของ δ = 0.01 และใหค้ า่ k2 เปล่ียนแปลงเรื่อย ๆ จาก ความผิดพลาดประเภทที่ 1 (k1) ราคาของความ ค่า 1 ไปจนถึง 10 ก็จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์ ผิดพลาดประเภทที่ 2 (k2) ประโยชน์ทีส่ งั คมไดร้ บั ระหว่าง k2 และ ê* เปน็ ไปในลกั ษณะตรงข้ามกัน จากการลงโทษผู้กระท�ำความผิด (V) ค่ากลางของ กล่าวคือ เมอื่ ราคาของความผดิ พลาดประเภทที่ 2 การกระท�ำของคนผิด E(e|guilty) และตัวแปร คือการปล่อยตัวคนผิดไปสูงขึ้น การตีความที่มี สุดท้ายซึ่งเป็นประเด็นส�ำคัญของงานวิจัย สัดส่วน ประสิทธิภาพก็ควรเป็นการตีความอย่างกว้างที่ ผกู้ ระทำ� ความผดิ (δ) ครอบคลุมการกระท�ำความผิดหลายประเภท ในการวิเคราะห์ผลกระทบของการ กล่าวคอื คา่ ของ ê* จะตอ้ งลดลงไปทางซ้าย เปล่ียนแปลงของราคาของความผิดพลาดประเภท ในการพิจารณาผลกระทบของการ ที่ 1 (k1) ที่มตี ่อระดบั การตีความท่ีมีประสทิ ธิภาพ เปล่ียนแปลงของประโยชน์ท่ีสังคมได้รับจาก สูงสดุ ê* จะเริม่ จากการสมมตใิ ห้คา่ ตัวแปรอืน่ คงที่ ลงโทษผู้กระทำ� ความผดิ V ที่มตี ่อระดบั การตคี วาม เทา่ กับ V = 1, k1 = 1, δ = 0.01 และใหฟ้ ังกช์ ่นั ท่มี ีประสิทธภิ าพสูงสดุ ê* ผูว้ ิจัยได้สมมติใหค้ ่าของ การกระจายของการกระท�ำของผู้บริสุทธิ์และผู้ผิด ตวั แปรอ่นื คงท่ี ทีร่ ะดับ δ = 0.01, k1 = k2 = 1และ เป็นการกระจายแบบปกติ3 ที่มีค่าพารามิเตอร์ ค�ำนวณหาค่า ê* ทร่ี ะดับตา่ ง ๆ กนั ของค่า V เมื่อ เท่ากบั N(0,1) และ N(5,1) เม่ือให้ k1เปลย่ี นแปลง ค่า V เปลย่ี นแปลงไปตงั้ แต่จากระดับ 1 ถึง 20 ซึ่ง เรื่อย ๆ จากคา่ 1 ไปจนถึง 10 จะเหน็ ได้วา่ มีความ ผลจากการจ�ำลองค่าพบว่า ตัวแปร และ มีความ สมั พันธร์ ะหว่าง k1 และ ê* เปน็ บวก ซงึ่ สอดคลอ้ ง สัมพันธ์ในลักษณะตรงข้ามกัน กล่าวคือ เม่ือ กับสามัญส�ำนึกที่ว่า หากราคาของความผิดพลาด ประโยชน์หรือคุณค่าที่สังคมให้กับการลงโทษ ประเภทท่ี 1 คือการตัดสินให้ผู้บริสุทธิ์เป็นผู้ผิด ผู้กระท�ำความผิดเพิ่มข้ึน การตีความกฎหมายที่มี สูงข้ึนเร่ือย ๆ แล้ว การตีความที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพควรเป็นไปในลักษณะที่กว้างขึ้นและ สูงสุดก็คือการตีความอย่างเคร่งครัดที่ว่าการ ครอบคลุมฐานความผิดหลากหลายยิ่งข้ึน ซ่ึงตรง กระท�ำที่เป็นความผิดจะต้องเป็นการกระท�ำท่ีเป็น กบั การปรับคา่ ê* ให้ลดลง 3 ฟงั กช์ นั่ แจกแจงของการกระจายแบบปกติเท่ากบั โดยท่ีค่า μ คือค่ากลางและ σ2 คอื ค่าความแปรปรวน

108 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. ประเด็นหน่งึ ทเ่ี ปน็ ทน่ี ่าสนใจ คือ ผลกระทบ ในประเด็นสุดท้าย เม่ือพิจารณาผลกระทบ ของช่วงห่างระหว่างค่ากลางของการกระท�ำของ ของการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนคนผิดในสังคม คนสองกลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริสุทธิ์และกลุ่มคนผิด (δ) ที่มีต่อระดับการตีความท่ีเกิดประสิทธิภาพ ท่ีมีต่อระดับการตีความกฎหมายที่เหมาะสมจะ สงู สดุ ê* จะเหน็ ได้ว่าค่า δ และ ê* มคี วามสัมพนั ธ์ เปน็ อยา่ งไร ในการนี้ ผู้วิจัยได้สมมติตวั แปรอน่ื ให้มี ในลักษณะตรงข้ามกัน กล่าวคือ หากสังคมมี ค่าคงท่เี ทา่ กับ V = 1, k1 = k2 = 1, δ = 0.01 และ สัดส่วนคนผิดเพิ่มขึ้น การตีความกฎหมายที่มี ให้ค่ากลางของกลุ่มผู้บริสุทธิ์คงท่ี โดยการให้ ประสิทธิภาพสูงสุดควรเป็นไปในลักษณะท่ีกว้างขึ้น f(e|innocent) = N(0.1,1) จากนั้นจึงได้ ยืดหยุ่น และครอบคลุมการกระท�ำความผิดที่ เปล่ียนแปลงค่ากลางของกลุ่มคนผิดเปล่ียนไปจาก หลากหลายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นท่ีน่าสังเกตอีกว่า ค่าแรกที่เท่ากับ N(0.1,1) และเพ่ิมข้ึนเป็น ความสัมพันธ์ที่ตรงข้ามดังกล่าว เป็นความสัมพันธ์ N(0.15,1) จนกระทัง่ ถงึ N(10,1) (รูปท่ี 6) ซึง่ จาก ทไ่ี มใ่ ชเ่ สน้ ตรง กลา่ วคอื คา่ δ ท่ีสูงขน้ึ ไมไ่ ดท้ �ำให้ค่า การสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างการเปล่ียนแปลง ê* ลดลงในอตั ราคงที่ แต่เป็นการลดลงในอัตราเร่ง ของค่า μ ใน f(e|innocent) = N(μ,1) และระดับ เม่อื ค่า δ เรมิ่ สูงข้นึ เรื่อย ๆ เขา้ ใกลท้ ่ีระดับคา่ สงู สุด การตคี วามท่มี ีประสิทธภิ าพทีส่ ุด ê* พบวา่ มคี วาม เท่ากับ 1 ผลจากการจ�ำลองดังกล่าวช้ีให้เห็นว่า สัมพันธ์แบบในทิศทางตรงข้ามกันในช่วงเร่ิมแรก ในสังคมท่ีมีปัญหาคอร์รปั ชนั รนุ แรงนน้ั การตีความ ที่ค่า μ ค่อนข้างน้อย จากน้ันจึงเริ่มเปล่ียนเป็น กฎหมายที่มีประสิทธิภาพควรเป็นไปอย่างครอบคลุม ความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันเมื่อค่า μ เร่ิมพ้น ฐานความผิดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซ่ึงสอดคล้องกับ ระดบั ค่าหนง่ึ ความสมั พนั ธ์ในลกั ษณะดังกลา่ วอาจ แนวทางค�ำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ได้กล่าวโดย ตีความได้ว่า ในช่วงเร่ิมแรกหากยังเป็นการยาก ละเอียดในบทก่อน ที่ได้ตีความให้การกระท�ำโดย ที่จะแยกกลุ่มผู้บริสุทธิ์และคนผิดออกจากกัน มิชอบครอบคลุมการกระท�ำท่ีมีเจตนาเล็งเห็นผล เม่ือความแตกต่างของคนท้ังสองกลุ่มเร่ิมชัดเจน ว่าจะเกิดความเสียหาย ไม่ใช่เป็นเพียงเจตนาเพ่ือ ยิ่งขึ้นก็ควรตีความกฎหมายอย่างกว้างโดยการลดค่า กลั่นแกล้งเท่านั้น การตีความในลักษณะดังกล่าวน้ี ê* ให้ครอบคลุมการกระท�ำที่เป็นความผิดอย่าง แม้จะไม่สอดคล้องกับการตีความในประเทศอื่น ๆ กว้างขวางข้ึน และต่อมาเมื่อลักษณะของคนทั้ง หรือแม้อาจไม่เป็นการตีความตามเจตนารมณ์ สองกลุ่มเร่ิมแตกต่างกันมากจนถึงระดับหน่ึงแล้ว ด้ังเดิมเม่ือคร้ังร่างกฎหมายท่ีให้จ�ำกัดแต่เพียง การจ�ำแนกการกระท�ำที่เป็นความผิดย่อมสามารถ การกระท�ำที่มีเจตนากลั่นแกล้ง แต่หากพิจารณา ท�ำได้ง่ายขึ้น การตีความที่มีประสิทธิภาพที่สุด จากบริบทของสังคมไทยในปัจจุบันท่ีมีปัญหาการ ê* จึงควรโอนเอยี งไปทางฝ่งั การกระทำ� ของผทู้ ี่เชือ่ คอร์รัปชันสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอ่ืนใน ได้ว่ากระท�ำความผิด ซึ่งหมายถึงการเพ่ิมขึ้นของ ปัจจุบัน หรือเมื่อเทียบกับสังคมไทยในอดีต ก็อาจ ê* ไปทางขวา ถือได้ว่าเป็นการตีความกฎหมายในทิศทางท่ีมี ประสิทธภิ าพยง่ิ ข้ึนในเชิงเศรษฐศาสตร์

ปีท่ี 9 ฉบับท่ี 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 109 4. บทสรปุ ประโยชน์ท่ีสังคมได้รับจากการน�ำเอาตัวผู้กระท�ำ บทความชิ้นน้ีมีจุดประสงค์เพื่อน�ำเอา ความผิดมาลงโทษ ตลอดจนสัดส่วนผู้กระท�ำความ แนวคดิ ในเชงิ เศรษฐศาสตร์ มาพจิ ารณาปญั หาทาง ผิดในประเทศ กฎหมายในประเด็นเร่ืองการตีความประมวล ค�ำตอบที่ได้จากตัวแบบทางเศรษฐศาสตร์ กฎหมายอาญา มาตรา 157 ซ่ึงเป็นท่ีถกเถียง ข้างต้นน้ี เม่ือน�ำมาพิจารณากับบริบทของสังคมไทย ในกลุ่มนักกฎหมายว่า บทบัญญัติท่ีว่าการปฏิบัติ ในการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ เพ่ือให้เกิด ก็จะเห็นได้ว่า มีความสอดคล้องกับแนวทาง ความเสียหายแก่ผู้อื่นน้ัน ควรมีขอบเขตกวา้ งขวาง การตีความของศาลฎีกา ท่ีขยายความบทบัญญัติ เพียงใด ระหว่างการกระท�ำที่เป็นไปโดยเจตนา ในส่วนที่ว่า “การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ กล่นั แกล้งเท่านั้น หรือการรวมการกระท�ำทีก่ ระทำ� หน้าทีโ่ ดยมชิ อบ เพ่อื ให้เกิดความเสยี หายแกผ่ อู้ นื่ ” นอกขอบเขตแห่งอ�ำนาจ หรือการกระท�ำฝ่าฝืนต่อ ให้ครอบคลุมการกระท�ำทั้งท่ีเป็นไปโดยเจตนา วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอันเป็นสาระส�ำคัญ กลน่ั แกล้ง และการกระทำ� อ่ืน ๆ อันเป็นการกระท�ำ ที่ก�ำหนดไว้ส�ำหรับการน้ัน หรือการกระท�ำฝ่าฝืน นอกขอบเขตแห่งอ�ำนาจ หรือการกระท�ำฝ่าฝืนต่อ บทบัญญัติกฎหมายท่ีเป็นการใช้ดุลพินิจตาม วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอันเป็นสาระส�ำคัญท่ี อ�ำเภอใจหรือโดยปราศจากเหตุผล ก�ำหนดไว้ส�ำหรับการนั้น หรือการกระท�ำฝ่าฝืน จากตัวแบบทางเศรษฐศาสตร์ที่สมมติให้ บทบัญญัติกฎหมายท่ีเป็นการใช้ดุลพินิจตาม ศาลเป็นองคก์ รที่เลือกใช้เครอ่ื งมอื 2 ประการ คือ อำ� เภอใจหรือโดยปราศจากเหตุผล โดยการตคี วาม การตีความว่าขอบเขตของการกระท�ำที่เป็น ดังกล่าว แม้จะเป็นการตีความที่กว้างข้ึนกว่า ความผิดน้ันเท่ากับเท่าใด และการก�ำหนดบทลงโทษ ความหมายด้ังเดิมในกฎหมายลักษณะอาญา ผู้กระท�ำความผดิ ซ่งึ จากผลการแบบจ�ำลองไดช้ ้ีให้ ร.ศ. 127 มาตรา 145 กต็ าม แตเ่ มอ่ื พจิ ารณาในเชงิ เห็นว่า การตีความท่ีมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น เศรษฐศาสตรแ์ ลว้ กเ็ ปน็ การตีความทีม่ ปี ระสิทธภิ าพ เป็นการตีความที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่าง ข้ึนตามการเปล่ียนแปลงของบริบทในสังคมไทย การรักษาประโยชน์ของสังคมท่ีได้จากการลงโทษ ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชันในรูปแบบ ผู้กระท�ำความผิด และการลดต้นทุนของสังคมที่ ต่าง ๆ เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการพิจารณาคดี 2 ประเภท คือ ความผิดพลาดจากการตัดสินให้ เอกสารอา้ งอิง ผู้บริสุทธิ์มีความผิด และความผิดพลาดจากการ ภาษาไทย ปล่อยตัวผูก้ ระทำ� ความผิดไป โดยระดับการตคี วาม จิตติ ติงศภัทิย์. (2536). กฎหมายอาญา ภาค 1. ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดดังกล่าวน้ี ไม่ใช่ระดับการ กรุงเทพฯ: เนตบิ ัณฑิตยสภา. ตีความที่คงที่ แต่ควรขึ้นอยู่กับบริบทต่าง ๆ อุดม รัฐอมฤต. (2555) โครงการศึกษาความเหมาะสม ของสังคม อาทิ ต้นทุนท่ีสังคมประเมินส�ำหรับ ในการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ ความผิดพลาดจากการพิจารณาคดีทั้ง 2 ประเภท กระท�ำความผิดต่อต�ำแหน่งหน้าที่ตาม

110 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157. รายงานการวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์สถาบนั วิจยั แ ล ะ ใ ห ้ ค� ำ ป รึ ก ษ า แ ห ่ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย ธรรมศาสตร.์ ภาษาองั กฤษ Miceli, T. (1990). Optimal Prosecution of Defendants Whose Guilt Is Uncertain, Journal of Law, Economics and Organization, 6(1), 189-201. Miceli, T. (1991). Optimal criminal procedure: Fairness and deterrence, International Review of Law and Economics, 11(1), 3-10. Tanzi, V. (1998). Corruption Around the World; Causes, Consequences, Scope, and Cures, No 98/63, IMF Working Papers, International Monetary Fund. Treisman, D. (2000). The causes of corruption: a cross-national study, Journal of Public Economics, 76(3), 399-457.

ปที ่ี 9 ฉบบั ที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 111 3ตอนที่ ปริทศั นห์ นงั สือ Book Reviews

112 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. วิจารณห์ นังสอื เรื่อง นติ ิเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการตรวจสอบบัญชที รัพยส์ นิ ของ ป.ป.ช.* พศิ ิษฐ์ ลลี าวชิโรภาสI อจั นา ไวความดIี I ผแู้ ต่ง วรวิทย์ สขุ บุญ ปที ต่ี ีพิมพ:์ 2559 พมิ พโ์ ดย: ห้างหนุ้ สว่ นจำ� กดั ภาพพิมพ์ จ�ำนวนหนา้ : 210 หน้า ผ้วู จิ ารณ์ พิศิษฐ์ ลีลาวชโิ รภาส อจั นา ไวความดี ผวู้ ิจารณ:์ พศิ ิษฐ์ ลลี าวชโิ รภาส ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องแนวทางในกาตรวจสอบ การวิเคราะห์ประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ ทรัพย์สิน ความซ้�ำซ้อนของข้อมูล การฟอกเงิน เร่ือง นิติเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการตรวจสอบบัญชี และการยึดหรอื อายัดทรพั ยส์ ินช่ัวคราว การเปดิ เผย ทรัพยส์ ินของ ป.ป.ช. จะพจิ ารณาในแตล่ ะประเด็น * หนงั สอื เลม่ นี้ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของโครงการวจิ ยั เรอ่ื ง “ความเชอื่ มโยงระหวา่ งเศรษฐศาสตรก์ บั กฎหมายในการตอ่ ตา้ นการ ทุจริตในประเทศไทย” สนับสนุนทุนวิจัย โดย ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันนัณฑิต พฒั นบรหิ ารศาสตร์ (สพบ.) I ผู้วา่ การตรวจเงนิ แผ่นดนิ ส�ำนักงานการตรวจเงนิ แผน่ ดิน II นักวิชาการอสิ ระ

ปีท่ี 9 ฉบบั ท่ี 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 113 ข้อมูลแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน การจ่าย การตรวจสอบปกติ การตรวจสอบเพือ่ ยนื ยันขอ้ มลู สินบนให้กับผู้แจ้งเบาะแสทรัพย์สินของผู้ด�ำรง และการตรวจสอบเชิงลึกน้ัน เป็นเร่ืองท่ีดีท่ีจะ ตำ� แหน่งทางการเมอื ง ผูบ้ ริหารระดบั สูงและผู้ด�ำรง สนับสนุนให้ใช้บุคลากรที่มีอยู่จ�ำกัดเพ่ือให้ได้ผล ต�ำแหน่งเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และเร่ืองโครงสร้าง ในเร่ืองการตรวจสอบ กรณีท่ีผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทาง การบริหารจัดการภารกิจด้านการตรวจสอบทรัพย์สิน การเมอื งรำ่� รวยผดิ ปกติ กรณนี ี้ ป.ป.ช. ตอ้ งเขา้ ไป ซงึ่ ประเด็นตา่ ง ๆ มีรายละเอียดดังนี้ สุ่มตรวจเฉพาะรายที่มีปัญหาอยู่ในสังคมและ ประเด็นแรก เป็นประเด็นเรื่องของแนวทาง มหี ลายคดที ี่ ป.ป.ช. แจง้ ด�ำเนินการเร่ืองการทุจริตแล้ว ในการตรวจสอบทรัพยส์ ินที่ ป.ป.ช. ดำ� เนินการอยู่ ดังนั้น ประเด็นเร่ืองการตรวจสอบทรัพย์สินกรณี ณ ปจั จุบนั จากแนวทางในการตรวจสอบทรพั ยส์ ิน ร่�ำรวยผิดปกติ ผู้ให้ข้อคิดเห็นเห็นว่าควรพิจารณา ท่ีผ่านมาค่อนข้างได้ผลในเชิงจิตวิทยา ถ้าไม่มี และใสใ่ จเป็นพิเศษ แนวทางเชงิ จิตวิทยาการปอ้ งกันกจ็ ะยากขนึ้ ดังนน้ั ประเด็นท่ีสอง ประเด็นเรื่องความซ้�ำซ้อน วิธีการป้องกันในเชิงจิตวิทยา คือ ท�ำให้เกิดความ ของข้อมูล โดยเฉพาะผู้ด�ำรงต�ำแหน่งระดับสูง เกรงกลัว เช่น การตรวจสอบภาษีเพื่อป้องกันการ การเกิดความซ้�ำซ้อนบางอย่างอาจมีประโยชน์ ทุจริต พบว่า เมื่อน�ำรายชื่อนักการเมืองที่เปิดเผย ความซ้�ำซ้อนที่เกิดขึ้นมากกว่า 30 ต�ำแหน่ง ข้อมูลผ่านทาง ป.ป.ช. มาพิจารณาประกอบกับที่ คงไม่เกิดบ่อยนัก แต่ถ้าจะพิจารณาเรื่องประโยชน์ นักการเมืองมีการเว้นวรรคในต�ำแหน่งหน้าท่ีหรือ ความซ�้ำซ้อนควรพิจารณาการมีเจตนาหรือไม่มี หลังจากพ้นต�ำแหน่งรายได้ของนักการเมืองจะเพ่ิม เจตนาเป็นหลักเน่ืองจากในการตรวจสอบบัญชีฯ สูงข้ึน แสดงว่าหลังจากที่พ้นจากต�ำแหน่งน้ัน มีบทก�ำหนดโทษทางอาญาอยู่ เช่นเดียวกับกรณี โอกาสท่ีเงินจะเข้าสู่ระบบก็เพ่ิมขึ้นมาก และนี่จึง การจ�ำน�ำข้าว ท่ีส�ำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นประเด็นหนึ่งท่ีผู้ให้ข้อคิดเห็นเห็นว่าควรท่ีจะ (สตง.) เกิดข้อบกพร่องในการด�ำเนินงานหลาย เฝ้าระวังเป็นอย่างดี อีกประการหนึ่งเป็นเร่ืองของ อย่าง เพราะฉะนั้น การท่ีผู้ด�ำรงต�ำแหน่งระดับสูง ก�ำหนดเวลาการยื่นบัญชีฯ ของผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง มีเจตนาในการท�ำผิด กรณีนี้ควรมีการเพิ่มโทษ ทางการเมืองและผู้บริหารระดับสูง กรณีที่ต้องมี หรือไม่ ซึ่งส่ิงเหล่าน้ีล้วนเป็นเชิงจิตวิทยาท้ังสิ้น การย่นื บัญชีฯ กอ่ นและหลงั 1 ปีคงไม่เพยี งพอ เช่น หรือถ้ามีการตรวจสอบบัญชีฯ เกิดข้ึน ป.ป.ช. ในกรณีที่ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองย่ืนบัญชีฯ ควรเลือกตรวจสอบเฉพาะแค่บางเรื่องเท่านั้น หลังจาก 1 ปี ผดู้ �ำรงต�ำแหนง่ ทางการเมอื งคงไม่มี ส่วนเรื่องการย่ืนบัญชีฯ ทาง ป.ป.ช. ควรก�ำหนด รายได้เพ่ิมสูงขึ้นเกินกว่าความเป็นจริงได้ หรือรายได้ กฎเกณฑ์ข้ึนมาเพื่อตรวจสอบการย่ืนบัญชีฯ ของ ท่ีสูงขึ้นอาจเนื่องจากเร่ืองของภาษีอากร เป็นต้น ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองและผู้บริหารระดับสูง เพราะฉะน้ัน ต้องมีเหตุผลท่ีพิเศษในการออกแบบ เพราะฉะน้ันการด�ำเนินงานควรท�ำอย่างรอบคอบ เพ่ือให้เข้ากับระเบียบแบบแผนของไทยด้วย และในส่วนของบทก�ำหนดโทษทางอาญาในการย่ืน ในส่วนของวิธีการตรวจสอบทรัพย์สินและหน้ีสิน บญั ชีฯ หากยืน่ ไมค่ รบ ถ้าเกิดในกรณีเรอ่ื งเลก็ ๆ นอ้ ย ที่แบ่งการด�ำเนินการออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจของศาลจะเหมาะสมกว่า

114 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. เนื่องจากศาลจะให้ความยุติธรรมในการน�ำเรื่อง ท้องถ่ิน เพราะงบประมาณของท้องถ่ินค่อนข้างเยอะ เข้าส่กู ระบวนการของศาล ส่งผลให้ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองและผู้บริหาร ประเดน็ ทีส่ าม เป็นประเดน็ ทเี่ ก่ยี วกับการ ระดับสูงมีส่วนได้ส่วนเสียเยอะ เราจ�ำเป็นต้องมี ฟอกเงินและการยึด หรืออายัดทรัพย์สินชั่วคราว กฎหมายเฉพาะในระบบการตรวจสอบทรัพย์สิน ในส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับการฟอกเงินเป็นข้อเสนอที่ดี และพิจารณาการเปิดเผยข้อมูล ทุกต�ำแหน่งเพื่อ เน่ืองจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม เป็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในอนาคตได้ การฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. มีศักยภาพที่ดีในการ ส่วนประเด็นการจ่ายสินบนให้กับผู้แจ้งเบาะแส ด�ำเนินงานอยู่แล้ว แต่ถ้าวิธีการด�ำเนินงานของ เก่ียวกับทรัพย์สินของผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ง. มีการก�ำหนดการใช้อ�ำนาจในการด�ำเนินงาน ผู้บริหารระดับสูงและผู้ด�ำรงต�ำแหน่งเจ้าหน้าที่อ่ืน แบบครบวงจรให้ชัดเจนและไม่ส่งผลการท�ำงานให้กับ ของรัฐน้ัน เห็นด้วยในส่วนของการจ่ายสินบนท่ีไม่ หน่วยงานอ่ืน การป้องกันการทุจริตจะได้ผลดีมาก จ�ำกัดเพ่ือให้กับผู้แจ้งเบาะแส เนื่องจากการทุจริต ซึ่งท�ำให้ควบคุมการท�ำงานได้ด้วย ส่วนประเด็น ท่เี กิดข้นึ เปน็ เรื่องเสียหายของแผ่นดิน ส่วนท่เี อามา ของการยึดหรืออายัดทรัพย์สินช่ัวคราวท่ีให้อัยการ แจกเป็นรางวัลก็เป็นเงินแผ่นดิน แต่กรณีบางอย่าง เป็นผู้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเอาไว้ เห็นด้วยในกรณีน้ี เช่น กรณีท่ีร�่ำรวยผิดปกติโดยไม่รู้แหล่งท่ีมาของ เนื่องจากการที่ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองร่�ำรวย ทรพั ย์สนิ กรณีคา่ ปรบั จราจร ก็ควรจา่ ยออกไปบ้าง ผิดปกติหรือมีการเปิดเผยบัญชีแสดงทรัพย์สินและ เพราะเสมือนกับเป็นการจูงใจให้ผู้แจ้งเบาะแส หน้ีสินต่อสาธารณชน เร่ืองบางเรื่องต้องใช้เวลา อยากไดร้ างวลั และสรา้ งผลงานเพือ่ ประเทศชาติดว้ ย ในการตรวจสอบ เพราะฉะนนั้ ระยะเวลาเพยี ง 1 ปี ผู้วจิ ารณ์: อัจนา ไวความดี คงไม่เพียงพอทีจ่ ะขจัดอาชญากรทางทจุ ริตได้ ประเด็นแรกในทางเศรษฐศาสตร์ที่จะ ประเด็นที่ส่ี เร่ืองการเปิดเผยข้อมูลแสดง กล่าวถึง คือ ในบรรดามาตรการท่ีป้องกันการทุจริต รายการทรัพย์สินและหนี้สินการจ่ายสินบนให้กับ การตรวจสอบทรัพย์สินเป็นทางเลือกที่ดีแล้วหรือ ผู้แจ้งเบาะแสเก่ียวกับทรัพย์สินของผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง เป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ท่ีมีต้นทุนต่�ำและมีประสิทธิภาพ ทางการเมือง ผู้บรหิ ารระดับสูงและผู้ดำ� รงต�ำแหน่ง เม่ือเทียบกับทางเลือกอื่น ๆ โดยที่ทางเลือกอื่น ๆ เจา้ หน้าท่อี ่นื ของรัฐ และเร่ืองโครงสร้างการบรหิ าร ในที่นี้ คือ จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราตรวจสอบการ จัดการภารกิจด้านการตรวจสอบทรัพย์สิน ในส่วน ทุจริตโดยการเฝา้ ระวงั ในโครงการใหญ่ ๆ ของภาครัฐ ของการเปิดเผยข้อมูลแสดงรายการทรัพย์สินและ หมายความว่า มีการใช้ก�ำลังคนในการติดตาม หน้ีสิน ควรเปิดเผยบัญชีฯ ทุกต�ำแหน่งหรือแค่ ตั้งแต่การเร่ิมไปจนถึงการสิ้นสุดโครงการ เหล่านี้ บางตำ� แหนง่ เทา่ นั้น เพราะปัจจบุ ันมีการเปดิ เผยบญั ชีฯ สามารถป้องกันการทุจริตได้หรือสามารถป้องกัน ทางอิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อ ก า ร ทุ จ ริ ต โ ด ย ก า ร ล ด ก า ร ใ ห ้ อ� ำ น า จ ที่ ม า กั บ สาธารณะ ท�ำให้ประชาชนทุกคนรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ ต�ำแหน่งหน้าท่ีในการเอ้ือประโยชน์ให้กับบุคคลอื่น ได้อย่างรวดเร็ว ในกรณีที่การเปิดเผยบัญชีฯ และถ้าเป็นเร่ืองท่ีหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ต้องมีการ เกิดปัญหามากที่สุด ควรเปิดเผยข้อมูลในส่วน

ปที ่ี 9 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธนั วาคม 2559) 115 อนุมัติใบอนุญาต ก็จะต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า 244,495 บัญชี ส�ำเร็จไปแล้ว 129 บัญชี โดยท่ี ผู้ท่ีได้รับใบอนุญาตจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ในบรรดา 129 บัญชี ท่ีส่งไปศาล มีอยู่ 6 ราย รวมทั้งระยะเวลาที่จะมีการปฏิบัติงาน ถ้าเรามี เท่าน้ันท่ีบอกที่มาที่ไปในความร่�ำรวยของตนไม่ได้ การกระท�ำสิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้น ช่องทางการทุจริต นอกจากน้นั กเ็ ป็นการจงใจ หรือไม่ทราบว่าตอ้ งย่นื ก็อาจจะน้อยลง วิชาเศรษฐศาสตร์ หมายความว่า หรือมกี ารย่ืนบญั ชเี ป็นเทจ็ เพราะฉะนัน้ จะท�ำอย่างไร การมีทรัพยากรจ�ำกัดในความต้องการที่ไม่จ�ำกัด ใหเ้ รามีความสำ� เร็จในงานมากกวา่ นี้ เพราะฉะน้ัน จะเห็นว่าเป็นเร่ืองของทางเลือกทั้งสิ้น ข้อเสนอท่ีผู้วิจารณ์ได้คิดเองในภายหลัง ประเด็นคือ เหมือนกับว่าเราจะได้เลือกแล้วว่าการ คือ เราจะท�ำอย่างไรให้ประโยชน์ทางด้านการ ตรวจสอบทรัพย์สินเป็นทางเลือกท่ีดีแล้วในการ ตรวจสอบทรัพย์สินมีมากขึ้น ถ้าดูท่ีต้นทุนจะเห็นว่า ป้องกันการทุจริต โดยมีการตรวจสอบว่ามีการแจ้ง ต้นทุนต่อบัญชีท่ีใช้นั้นมีการเพ่ิมขึ้นทุกปี โดยในปี ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือมีการจงใจในการแจ้งข้อมูล พ.ศ. 2555 ประมาณ 795 บาทตอ่ บัญชี ปี พ.ศ. 2556 อนั เป็นเทจ็ หรอื ไม่ หรือมกี ารอธิบายการเปลีย่ นแปลง ประมาณ 1,200 บาทตอ่ บัญชี และปี พ.ศ. 2557 ของทรัพย์สินได้หรือไม่ แต่เราไม่เลือกระบบการ ประมาณ 3,335 บาทต่อบญั ชี ต้นทนุ มกี ารเพม่ิ ขนึ้ ปอ้ งกันการมผี ลประโยชนท์ บั ซ้อน เพราะเราเชอ่ื วา่ ทุก ๆ ปี ซ่งึ เป็นเรื่องปกติ เพราะว่ามจี ำ� นวนบัญชี ส่งิ ทเี่ ป็นอยูน่ น้ั เป็นทางเลอื กท่ดี ีอยูแ่ ลว้ มากข้ึน เงินเดือนข้าราชการของ ป.ป.ช. ก็เพ่ิมสงู ขนึ้ ประเด็นท่ีสอง ถ้าเราจะใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ทุกปี และยงั ต้องมกี ารจัดโครงสรา้ งใหม่ มี ป.ป.ช.จังหวดั วิเคราะห์การตรวจสอบทรัพย์สินของ ป.ป.ช. มีคนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาเป็นผู้อ�ำนวยการ อย่างแรกท่ีต้องท�ำ คือ การวิเคราะห์ผลประโยชน์ มีบุคลากรใหม่เข้ามาท�ำงาน สิ่งเหล่าน้ีเป็นต้นทุน ทางเศรษฐศาสตร์ท่ีสร้างความโปร่งใส สามารถป้องกัน ท่ีมองไม่เหน็ ของส�ำนักงาน แต่ตน้ ทนุ เหล่านี้ก็ยงั ไม่ การทุจริตและการมีผลประโยชน์ทับซ้อน การยึดทรัพย์ ครอบคลุม สง่ิ ทยี่ งั ไม่ไดค้ ดิ ในแงข่ องตน้ ทุนท่ีแทจ้ รงิ กลับคืนมาได้และสร้างความเช่ือม่ันให้กับประชาชน ของส�ำนักงาน คือ ค่าใช้สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการซ้ือ จากท่ีกล่าวมาน้นั เห็นเพียงข้อเดียวท่ีไดป้ รากฏอยู่ หรอื เชา่ กม็ คี า่ เสยี โอกาสของเงนิ ทน่ี ำ� มาใช้ ไมไ่ ด้คิด ในหนงั สือเล่มนี้ คอื ไดเ้ งินคืนมา 700 กวา่ ลา้ นบาท ต้นทุนในการใช้พ้ืนที่ของแต่ละคนไม่ได้คิดค่าน�้ำค่าไฟ สำ� หรบั ระยะเวลาในการทำ� งาน 15 ปี ถ้างบประมาณ ไมไ่ ด้คดิ เงนิ เดอื นของผบู้ ริหาร เพราะฉะนั้น ตน้ ทุน และต้นทุนในแต่ละปี น้อยกว่า 48.5 ล้านบาท เหล่าน้ีควรจะต้องน�ำมาคิดท้ังหมดเวลาเราคิดต้นทุน ก็จะคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้ แต่เรานับไม่ได้ว่าการ ของการตรวจสอบทรัพย์สิน ไม่ใช่เฉพาะงบประมาณ ตรวจสอบน้ีควรท่ีจะเพิ่มไปอีกเท่าไรในแง่ของประโยชน์ ท่ใี ช้ในหน่วยงานทมี่ ีหนา้ ท่เี ทา่ น้นั นอกจากน้นั ก็ยงั ที่มาจากการเพ่ิมความโปร่งใส การป้องกันการทุจริต มีต้นทุนของผู้ที่กรอกแบบแสดงรายการทรัพย์สิน และการมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการสร้าง ย่ิงร่�ำรวยมากต้นทุนก็ย่ิงมากตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้ ความเช่ือม่ันให้กับประชาชน เราต้องคิดว่าส่ิงเหล่าน้ี เป็นค่าเสียโอกาสทั้งส้ิน ถ้าเราจะคิดต้นทุนทางสังคม มีประโยชน์ แม้ว่าจะไม่สามารถคิดออกมาในรูป เม่ือเทียบกับประโยชน์ที่สังคมได้รับในรูปแบบของ ตัวเงินได้จากท่ีท่านผู้เขียนได้กล่าวมาแล้วว่ามีอยู่ การตรวจสอบทรัพยส์ นิ กต็ อ้ งคดิ ให้ครบถว้ นด้วย

116 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ประเดน็ ในเรอื่ งประสทิ ธภิ าพของการตรวจสอบ ประการที่สอง คือ ทรัพยากรท่ีเสียไป เราไดพ้ ูดกันมามากวา่ การตรวจสอบแบบน้ี อย่างท่ี ในเรื่องการท�ำงานท่ีมีความซ�้ำซ้อน ผู้ท่ีดูแลเร่ืองการ ผู้เขียนใช้ค�ำว่าติดกับดักของกฎหมาย คือ เจ้าหน้าท่ี ตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองท้องถ่ิน หรือ ให้ความสนใจกับความครบถ้วนของข้อมูล ซ่ึงใน นักบริหารงานท้องถิ่น คือ ป.ป.ช.จังหวัดกับ ความเป็นจริงเราไม่สามารถทราบได้ว่าข้อมูลท่ี ป.ป.ช.ส่วนกลาง มคี วามซำ้� ซอ้ นกนั อยบู่ า้ ง ถ้าเราต้ัง ใหม้ านัน้ จงใจทีจ่ ะมกี ารปกปิดหรอื ไม่ เราก็ไม่มที าง ป.ป.ช.จังหวัดขณะที่เราเห็นว่าประโยชน์ส่วนเพ่ิม ที่จะท�ำให้มันมีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้ นอกจากนั้น ของ ป.ป.ช.จงั หวัดไม่มากเม่ือเทยี บกบั ต้นทุนสว่ นเพ่มิ จ�ำนวนบัญชีที่มากข้ึนเรื่อย ๆ เนื่องจากในแต่ละปี โดยต้นทุนในที่นี้ไม่ใช่ค่าเช่าส�ำนักงาน ไม่ใช่ มีจ�ำนวนบัญชีทีรับเข้ามามากกว่าจ�ำนวนบัญชีท่ี ค่าอุปกรณ์ส�ำนักงาน ไม่ใช่ค่าน้�ำ ค่าไฟ แต่คือ จ�ำหน่ายออกไป จ�ำนวนบัญชีท่ีเข้ามากับจ�ำนวน ทรัพยากรบุคคลท่ีเชี่ยวชาญด้านใดด้านหน่ึง บัญชีท่ีเสร็จสิ้นจะไม่เท่ากัน ท�ำให้ในอนาคตจะมี แต่เพื่อเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพจึงท�ำให้ จ�ำนวนบัญชีที่ค้างอยู่จ�ำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นงาน ต้องไป เราจะสามารถคิดเส้นทางความก้าวหน้า ทไ่ี มส่ น้ิ สุด แต่ไม่ใช่งานทส่ี ะสมมาเร่ือย ๆ และเราก็ ในสายอาชพี ให้แก่บุคลากร โดยทบ่ี ุคลากรสามารถ มงุ่ ไปทำ� งานในอดีตอยู่ทุกวนั ๆ จนขณะนีม้ ันไมไ่ ด้ ใช้ความเช่ียวชาญที่ส่วนกลางเพื่อให้งานของ เปน็ เช่นนน้ั แลว้ ป.ป.ช. มปี ระสทิ ธภิ าพมากขึน้ ไดห้ รอื ไม่ ประเด็นท่ีสาม ถ้าเราจะคิดแก้ไขให้การ ประการท่ีสาม ดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ ตรวจสอบทรัพยส์ ินมีประสทิ ธภิ าพขน้ึ น้ัน ผ้วู ิจารณ์ จะมปี ัญหาอยา่ งมากถา้ ผู้ใชไ้ มท่ ราบความตอ้ งการจริง ๆ อยากเหน็ อะไร ของตวั เอง ถ้าเราเห็นวา่ ป.ป.ช. จะตอ้ งตรวจสอบ ประการที่หนึ่ง ป.ป.ช. ควรหรือยังที่จะต้อง ทรัพย์สินเพื่อจับคนทุจริต ความต้องการที่ให้กับ เปล่ียนวิธกี ารทำ� งานทเ่ี ป็นงานประจำ� เป็นนักกฎหมาย เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศจะชัดเจนและ เป็นนักบัญชี ให้เป็นการท�ำงานเชิงสืบสังเคราะห์ ไม่ลา่ ชา้ ไม่เปล่ยี นไปตามแบบฟอรม์ เพราะหลกั ใหญ่ ข้อมูลในเชิงลึก (intelligence unit) ซ่ึงสิ่งเหล่านี้ อยู่ท่ีว่าเราต้องการทราบการเปล่ียนแปลงของ จะส�ำเร็จได้ก็ต้องมีท้ังข้อมูลที่เก็บรวบรวม มีการ ทรัพย์สิน เราสามารถเชื่อมโยงกับธนาคารพาณิชย์ เช่ือมโยงองค์ความรู้ เพ่ือที่เราจะสามารถแบ่งกลุ่ม บริษัทจัดการกองทุน ตลาดหลักทรัพย์ เหล่านี้ ได้ว่าใครมีความเส่ียงสูงในการทุจริต ใครมีความ จะเป็นข้อมูลโดยอัตโนมัติในระดับหนึ่งว่าคนที่มี เส่ียงต่�ำในการทุจริต การท�ำงานลักษณะน้ีอาจจะ รายชอ่ื แบบนี้มีต้นทนุ ธรุ กรรมเกิดขึน้ แลว้ คนท่เี ปน็ ช่วยท�ำให้ประสิทธิภาพของการท�ำงานทั้งหมด นักบรหิ าร นกั การเมอื ง กค็ วรที่จะมีหน้าทรี่ ายงาน ไม่ใช่เฉพาะการตรวจสอบทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ธุรกรรมท่ีมันเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาท่ีตนเองด�ำรง แต่รวมถึงประสิทธิภาพในการจับกุมผู้ที่ท�ำการ ต�ำแหนง่ เมอื่ มกี ารทำ� ธรุ กรรมท่ีใด ระบบกจ็ ะมกี าร ทุจริตดีขึ้นด้วย ท้ังยังท�ำให้ช่ือเสียงดีขึ้นและ ตรวจสอบได้ งานตรวจสอบทรัพย์สินจะประสบ สามารถป้องกันการท�ำทจุ ริตได้จรงิ ความส�ำเร็จไม่ได้ ถ้าเราไม่ท�ำมาตรการการป้องกัน

ปที ่ี 9 ฉบบั ท่ี 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 117 การทุจริตอ่นื ๆ ไปพรอ้ มกนั เช่น เราไมจ่ ำ� กดั การ ให้อ�ำนาจบุคคลใดบุคคลหน่ึงในการให้ประโยชน์ หรือให้โทษกับบุคคลอ่ืนเกินขอบเขต จ�ำนวนคนท่ี จะต้องเขา้ มาใหเ้ ราตรวจสอบทรพั ย์สินกจ็ ะมากข้นึ ๆ เพราะบุคคลดงั กลา่ วมีหนา้ ทใ่ี ห้คณุ ใหโ้ ทษ สุดทา้ ย ดังที่ท่านผู้เขียนกล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ควรที่จะสามารถส่งเรื่องไปท่ีกรมสรรพกรได้ ในกรณีท่ีเราเห็นบุคคลใดมีทรัพย์สินมากมายและ แทบจะไม่ได้เสียภาษีให้รัฐเลยในแต่ละปี ควรเชื่อมโยง ระบบทรัพย์สินที่มีกับกรมสรรพกร เพราะ กรมสรรพากรจะสามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลท่ีมี ความมั่งค่ังมากมายน้ัน ประโยชน์ที่ได้จากความ มงั่ ค่งั มากมายน้ันไดม้ กี ารเสียภาษีหรอื ไม่

118 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. วจิ ารณ์หนงั สอื เรื่อง นติ ิเศรษฐศาสตรว์ า่ ดว้ ยการเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่อต้านการทุจรติ * บรรเจิด สงิ คะเนตIิ อภิสิทธิ์ เวชชาชวี ะII ผแู้ ต่ง ศริ ิรตั น์ วสุวตั ประเสรฐิ ศักด์ิ กมุ ภพี งษ์ ปีทต่ี พี มิ พ์: 2558 พิมพโ์ ดย: หา้ งห้นุ สว่ นจำ� กดั ภาพพมิ พ์ จ�ำนวนหนา้ : 212 หนา้ ผวู้ จิ ารณ์ บรรเจิด สงิ คะเนติ อภสิ ิทธ์ิ เวชชาชีวะ ผ้วู ิจารณ์: บรรเจิด สงิ คะเนติ ทุจริตท่ีส�ำคัญตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. ฉบับแก้ไข 1. ความเหน็ ในภาพรวมของ พ.ศ. 2554 ท้ังหมด 10 ประเด็นมาเป็นฐานการ การน�ำมุมมองการแก้ไขปัญหาการทุจริต วิเคราะห์นั้น ผู้ให้ข้อคิดเห็น เห็นด้วยกับการน�ำ มาวิเคราะห์ในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะการ แนวคิดในทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เพ่ือท�ำให้ส่ิงท่ี ก�ำหนดประเด็นการวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาการ เป็นนามธรรมในทางกฎหมายมีสิ่งชี้วัดท่ีชัดเจน * หนงั สอื เลม่ น้ี เปน็ สว่ นหนง่ึ ของโครงการวจิ ยั เรอ่ื ง “ความเชอื่ มโยงระหวา่ งเศรษฐศาสตรก์ บั กฎหมายในการตอ่ ตา้ นการ ทุจริตในประเทศไทย” สนับสนุนทุนวิจัย โดย ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันนัณฑิต พฒั นบรหิ ารศาสตร์ (สพบ.) I คณะนิตศิ าสตร์ สถาบันบณั ฑติ พัฒนบรหิ ารศาสตร์ II หวั หนา้ พรรคประชาธปิ ตั ย์

ปที ี่ 9 ฉบบั ท่ี 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 119 มิเช่นนั้นแล้ว อาจเป็นการอาศัยความรู้สึกมาเป็น (2) การเปลี่ยนแปลงกฎหมายท่ีมุ่งไปที่ ฐานของการวิเคราะห์ กล่าวโดยสรุป การน�ำหลัก โอกาสการตรวจสอบการทุจริตและสภาพบังคับ เศรษฐศาสตร์มาช่วยในการวิเคราะห์ในทางกฎหมาย เป็นการเน้นแต่เพียงการลดต้นทุนจากการทุจริต โดยเฉพาะหลักประสิทธิภาพและหลักความคุ้มค่า ของเจ้าหน้าท่ี อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา จะมีความชัดเจนยิ่งข้ึน อย่างไรก็ตาม ในเบ้ืองต้น การทุจริต ผู้เขียนจึงอาศัยกรอบความคิดของ ผู้ให้ความเห็นขอให้ข้อสังเกตต่อการตั้งโจทย์โดย Klitgaard ท่ีอธิบายพฤติกรรมคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ การน�ำหลักเศรษฐศาสตร์มาใช้เป็นฐานในการ ของรัฐเกิดจากการผูกขาดอ�ำนาจการตัดสินใจ ศกึ ษา ดังน้ี จัดสรรทรัพยากรและการให้ดุลพินิจอย่างกว้าง 1.1 ประเด็นของการต้ังโจทย์ของหนังสือ ขวางเกินไป โดยขาดความรับผิดชอบ ดังนั้น เลม่ นี้โดยมขี อ้ สังเกต ดงั นี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อ�ำนาจป้องกันการ (1) ตามทีก่ ล่าวไวว้ ่าการเปลีย่ นแปลง ทุจริตและเพ่ิมต้นทุนของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระท�ำ กฎหมายเพื่อเพ่ิมต้นทุนการทุจริต แต่หากการ ทุจริต การเปลี่ยนแปลงกฎหมายซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ ปฏิบัติการตามกฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ ก็มิได้ เชงิ สถาบันทสี่ �ำคัญ จึงควรมุง่ ไปเน้นท่ีการปรบั ปรงุ ท�ำให้ต้นทุนการทุจริตของเจ้าหน้าท่ีต�่ำลงแต่อย่างใด กลไกการควบคุมการใช้อ�ำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นว่าต้นทุนการทุจริตจะเพิ่มสูงข้ึนอย่าง ของรัฐเพื่อลดผลประโยชน์จากการทุจริต โดยลด แท้จรงิ ต่อเมอื่ มบี ทบญั ญัตขิ องกฎหมาย ทเี่ หมาะสม การผูกขาดอ�ำนาจการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากร และการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ แต่ในขณะที่ โดยเจ้าหน้าท่ีของรัฐและเพิ่มกฎเกณฑ์การใช้ หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นท่ีการแก้ไขตัวบทกฎหมาย ดุลพินิจของเจ้าหน้าท่ีของรัฐให้มีลักษณะเป็น แตย่ ังมไิ ดม้ ุง่ เนน้ ท่กี ารบังคับใช้กฎหมาย จงึ อาจท�ำให้ ภววิสัยมากข้ึนน้ัน ผู้ให้ข้อคิดเห็น เห็นว่า หากจะน�ำ ภาพของการเพ่ิมต้นทุนการทุจริตจากการแก้ไข หลักดังกล่าวมาใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์อาจ บทบัญญัติของกฎหมายอาจไม่ใช่ภาพที่แท้จริง จะต้องจ�ำแนกแยกแยะให้เห็นว่าบนพ้ืนฐานอ�ำนาจ และท้ายท่ีสุดแล้วหัวใจส�ำคัญของการเพ่ิมต้นทุน หน้าทข่ี องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องใดประเดน็ ที่แท้จริงกลับอยู่ท่ีการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก ใดท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถเข้าไปควบคุม ดังน้ัน การศึกษาวิเคราะห์การแก้ไขบทบัญญัติของ การใช้อ�ำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าท่ีของรัฐเพ่ือลดผล กฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ประโยชน์จากการทุจริต โดยลดการผูกขาดอ�ำนาจ ฉบับแก้ไขเพ่ิมเติมปี พ.ศ. 2554 จึงเป็นเพียง การตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรโดยเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ข้อพิจารณาเกี่ยวกับการเพิ่มต้นทุนในการทุจริตเพียง และเพ่ิมกฎเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าท่ีของ เบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจจะไม่น�ำไปสู่ รัฐให้มีลักษณะเป็นภววิสัยมากข้ึนได้ และเรื่องใด การเพ่ิมต้นทุนการทุจริตที่แท้จริงก็ได้ หากได้ ซึ่งมีกฎเกณฑ์อยู่แล้วยังขาดความชัดเจนซึ่งควรจะ พิจารณาควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ดังท่ี ต้องแก้ไขปรับปรุง ซึ่งผู้ให้ข้อคิดเห็นมองว่าเรื่องน้ี หนังสือเล่มน้ีได้ให้ข้อสังเกตดังกล่าวไว้แล้ว ก็จะได้ อาจเป็นโจทย์เฉพาะเรื่องอีกโจทย์ซึ่งมีขอบเขต ภาพทค่ี รบถว้ นสมบูรณม์ ากข้นึ กว้างขวางอาจมิได้จ�ำกัดขอบเขตเฉพาะท่ีอยู่ใน

120 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. อ�ำนาจหน้าท่ขี องคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรืออยู่ใน ที่ต้องใช้เวลามากและต้องปราศจากข้อสงสัย กฎหมายของ ป.ป.ช. เท่านัน้ ดังนั้น การน�ำเร่ืองทางวินัยก็ดี เร่ืองทางแพ่งก็ดี 1.2 ผู้ให้ข้อคิดเห็น เห็นว่า การเปล่ียนแปลง หรอื ความรับผดิ อื่น ๆ มาผูกโยงกบั เร่ืองทางอาญา กฎหมายเพ่ือเพิ่มต้นทุน การทุจริตเพื่อท�ำให้ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยิ่งท�ำให้ประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพน่าจะเป็น ของการตรวจสอบลดน้อยลง หลักการในเร่ืองดังกล่าว หัวใจส�ำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะจากระยะเวลา ควรต้องมีการทบทวนไปควบคู่กับหลักความรับผิด โดยเฉลี่ยในการด�ำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการ ชอบของกระทรวง ทบวง กรมในเร่ืองการป้องกัน ป.ป.ช. และทางอัยการสงู สุดใช้ระยะเวลาคอ่ นข้างนาน และปราบปรามการทุจริต ดังน้ัน การก�ำหนดหลักการการตรวจสอบการ (3) บคุ ลากรทจี่ ะมาชว่ ยในกระบวนการ ทุจริตท่ีก�ำหนดให้เฉพาะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบไม่ควรจะจ�ำกัดอยู่เฉพาะบุคลากรของ เพียงองค์กรเดียว (ปัจจุบันรวม ป.ป.ท. ด้วย) น้ัน ป.ป.ช. ตามขอ้ (2) คณะกรรมการ ป.ป.ช. ควรทำ� อาจเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ท�ำให้ปัญหา หน้าท่ีก�ำกับระบบการตรวจสอบ เช่น การท่ีนิติกร ประสทิ ธภิ าพเปน็ ปญั หาใหญ่ ดงั นั้น ผ้ใู หข้ อ้ คดิ เห็น ของกระทรวงตรวจสอบเร่ืองวินัยท่ีเกี่ยวกับการ เห็นวา่ หากการศึกษายงั อยภู่ ายใต้กรอบกฎหมายเดิม ๆ ทุจรติ ป.ป.ช. อาจท�ำหน้าที่กำ� กับในเรื่องการตรวจ อาจท�ำให้ปัญหาการทุจริตของไทยยังวนอยู่ใน สอบและหากเรื่องดังกล่าวมีมูลทางอาญา ป.ป.ช. วังวนเดิม แต่หากปรับเปลี่ยนหลักคิดในทาง อาจใชส้ �ำนวนดงั กลา่ วเปน็ ฐานในการไตส่ วนในทาง กฎหมายใหม่อาจท�ำให้มิติของการแก้ไขปัญหา อาญาต่อไป ซ่ึงหมายถึงการดึงบุคลากรภาครัฐ การทุจริตของไทยเปลี่ยนไป โดยผู้ให้ข้อคิดเห็น อ่ืนเข้ามาร่วมในกระบวนตรวจสอบ โดยเฉพาะ เห็นว่าหลักส�ำคัญของการป้องกันและปราบปราม อย่างย่ิง “นักกฎหมายภาครฐั ” ซึ่งมีอยู่จ�ำนวนมาก การทุจริตนา่ จะมีหลกั ทีส่ ำ� คญั ดงั นี้ ท่ีพร้อมจะเข้ามาร่วมในกระบวนการตรวจสอบดัง (1) ความรับผิดชอบเก่ียวกับการทุจริต กล่าวได้ เป็นปญั หาความรบั ผิดชอบของภาครฐั ภาคเอกชน 2. ความเหน็ ตามรายประเด็น และภาคประชาสังคมร่วมกัน กล่าวเฉพาะในภาครัฐ 2.1 การสรปุ ในบทที่ 2 ควรจะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของภาครัฐ ในบทที่ 2 ไดส้ รปุ ว่า “...จากภาพรวม ทั้งหมดทุกกระทรวง ทบวง กรม ไม่เฉพาะ ของสถิติร้อยละเร่ืองเสร็จสิ้นต้ังแต่มีการเปล่ียนแปลง คณะกรรมการ ป.ป.ช. เท่าน้ันที่มีภาระในการ กฎหมายในปี 2554 จะสูงกว่าก่อนมีการ ป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ แต่ ป.ป.ช. ควรมี เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ซึ่งหมายถึงมาตรการทาง บทบาทหลักในการก�ำกับเรื่องกระบวนการป้องกัน กฎหมายท่ีเปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้โอกาสที่ผู้ถูก และปราบปรามการทุจริต กล่าวหาจะถูกลงโทษสูงขึ้น...” บทสรุปดังกล่าว (2) การตรวจสอบความผิดในเร่ือง อาจเป็นการด่วนสรุป ซ่ึงอาจท�ำให้ได้ภาพที่ การทุจริตไม่ควรน�ำมาผูกโยงกับเรื่องในทางอาญา ไม่ถกู ต้องได้ โดยผู้ใหข้ ้อคิดเห็นมีข้อสังเกต ดังน้ี ทง้ั หมด เพราะการตรวจสอบในทางอาญาเปน็ เรอ่ื ง

ปที ่ี 9 ฉบับท่ี 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 121 (1) การสรุปดังกล่าวขัดกับสถิติ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง” เป็นคณะกรรมการ ท่ีผู้วิจัยให้ไว้ว่าค่าเฉลี่ยของระยะเวลาในการ ในระดับพระราชบัญญัติ โดยประกอบด้วยฝ่าย ไต่สวนของ ป.ป.ช. ใช้ระยะเวลาเพียงใด ดังนั้น การเมอื ง ผ้ทู รงคุณวุฒิฝา่ ยต่าง ๆ ประกอบขน้ึ เปน็ การมีแก้ไขกฎหมายที่เพิ่งมีผลในปี พ.ศ. 2554 คณะกรรมการเพื่อท�ำหน้าท่ีในการวินิจฉัยเรื่องที่มี อาจไมใ่ ช่ปัจจยั หลกั ของการเพม่ิ ขึน้ ในปี พ.ศ. 2554 การร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง (2) การเพ่ิมข้ึนของร้อยละเร่ือง เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยประการใดแล้วหากฝ่ายใด เสรจ็ ประมาณ 1,663 เร่ืองในปี พ.ศ. 2554 ทัง้ หมด ไม่พอใจค�ำวินิจฉัยให้อุทธรณ์ค�ำวินิจฉัยไปยังศาล เป็นคดีที่ไม่มีมูล ตัวเลขนี้อาจเป็นข้อดีส�ำหรับผู้ถูก เมอ่ื ศาลวินจิ ฉัยเป็นประการใดแลว้ ใหเ้ ปน็ ที่สุด กล่าวหาแต่ไม่ใช่ต้นทุนท่ีสูงขึ้นส�ำหรับเจ้าหน้าท่ี กล่าวโดยสรปุ ประเดน็ ในเรื่องน้ีไม่ควรให้ ผู้ทุจริต ความน่าสนใจของเรื่องนี้ คือ ในจ�ำนวน เป็นภาระของ ป.ป.ช. ในการที่จะต้องรับผิดชอบ 1,663 เรอื่ ง ได้บอกนยั อะไรบ้าง ซงึ่ เปน็ ประเด็นที่ ในเร่ืองน้ี ควรให้เปน็ หน้าท่ีขององค์กรอน่ื น่าศึกษาเพื่อน�ำไปสู่การหามาตรการในการเพ่ิม 2.3 การไม่นบั อายคุ วาม ประสิทธิภาพในการตรวจสอบ เช่น ก. ลักษณะ ผู้ให้ข้อคิดเห็นมีความเห็นว่า การแก้ไข เรื่องร้องเรียนเป็นเช่นไร ข. ผู้ร้องเรียนเป็นใคร กฎหมายในครั้งนี้ยังมิได้แก้ไขปัญหาที่รากฐาน ค. ผู้ถูกร้องเรียนเป็นใคร ง. กระบวนการในการ แหง่ ประเดน็ หากดูข้อมูลสถิตกิ ารด�ำเนินการในชั้น ไต่สวนในเร่ืองดงั กล่าวท�ำอย่างไร เปน็ ตน้ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดใช้เวลาโดยเฉล่ียประมาณ (3) สถิติเรื่องเสร็จไม่มีสถิติเร่ืองท่ี 8 ปี หากกระบวนการตรวจสอบไต่สวนยังใช้ระยะ ศาลพิจารณาเสร็จและผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษ เวลาโดยเฉลี่ยดังกล่าว เรื่องอายุความจึงกลายเป็น เพราะต้นทุนส�ำคัญที่จะท�ำให้ต้นทุนในการทุจริต ประเดน็ ปัญหาส�ำคญั ซ่งึ ผูใ้ ห้ข้อคดิ เหน็ เหน็ วา่ การ เพ่ิมข้ึนนั้น ย่อมข้ึนอยู่กับผลสุดท้ายดังกล่าวด้วย ไม่นับอายุความในกรณีท่ีมีการหลบหนีจึงยังไม่ เมื่อไม่สามารถบ่งบอกได้ จึงยังไม่สามารถแสดงให้ สามารถแกป้ ัญหาโดยรวมของเร่อื งการทุจรติ กรณี เห็นได้ว่ากระบวนการการท�ำงานดังกล่าวได้ การแก้ไขปัญหาอาจจะต้องมีการเสนอให้ขยาย สร้างต้นทนุ ในการทุจริตให้สูงขนึ้ ระยะเวลาของอายคุ วามในคดที จุ รติ เชน่ มีอายุความ 2.2 การก�ำกับดูแลคุณธรรมและจริยธรรม 30 ปี และกรณที ก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบอยา่ งรา้ ยแรง ของผ้ดู �ำรงต�ำแหน่งทางการเมอื ง ต่อประโยชน์ของแผ่นดินก�ำหนดให้มีอายุความยาวข้ึน ในประเด็นน้ีผู้ให้ข้อคิดเห็นมีความ หรือไม่มีอายุความ เห็นด้วยกับหนังสือเล่มน้ีแง่ที่ว่า การด�ำเนินการ 2.4 การใช้อ�ำนาจของคณะกรรมการ ในเร่ืองนี้สภาพบังคับยังไม่มีประสิทธิภาพ ยังไม่ ป.ป.ง. และคณะกรรมการธรุ กรรม สามารถลดปัญหาการทุจริตได้ ผู้ให้ข้อคิดเห็น ในประเด็นน้ี ผู้ให้ข้อคิดเห็นเห็นพ้อง เห็นว่า การด�ำเนินการในเร่ืองน้ีควรจะเป็นภาระ กับหนังสือเล่มน้ีว่าการให้อ�ำนาจ ป.ป.ช. สามารถ ของหน่วยงานอ่ืนไม่ควรจะให้มาเป็นภาระอยู่ท่ี ใช้อ�ำนาจดังกล่าวได้จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ป.ป.ช. เช่น ควรมี “คณะกรรมการจริยธรรมของ ในการตรวจสอบของ ป.ป.ช.

122 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. 2.5 การขยายเวลาในการร้องเรียน 3 ประการ คอื (1) ความรวดเรว็ ของกระบวนการ เจ้าหนา้ ท่ีของรฐั ทีพ่ น้ จากต�ำแหน่งไปแลว้ ในการเสนอเร่ืองไปยังศาล (2) ความรอบคอบ ส�ำหรับประเด็นน้ีเห็นพ้องกับหนังสือ ในการกลั่นกรองคดีของอยั การสงู สุด และ (3) กรณี เล่มน้ีว่า การขยายเวลาในการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ ที่มีปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ในการ ของรัฐที่พ้นจากต�ำแหน่งไปแล้ว เป็นการเพ่ิม ท�ำหน้าท่ีของอัยการสูงสุดส�ำหรับประเด็นตาม ต้นทุนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ท�ำให้เจ้าหน้าที่ (1) และ (2) นน้ั ความรอบคอบในการชว่ ยกลัน่ กรอง ที่ทุจริตแม้จะพ้นจากต�ำแหน่งไปแล้วก็อาจถูกร้องเรียน ค ดี ย ่ อ ม มี ค ว า ม ส� ำ คั ญ ก ว ่ า ก า ร พิ จ า ร ณ า แ ต ่ ได้ตามระยะเวลาที่มีการขยายเวลาในการร้องเรียน ความรวดเร็วของการเสนอเรื่องไปยังศาล แต่สิ่งที่ อย่างไรก็ตาม เร่ืองนี้ควรจะต้องพิจารณาควบคู่กับ ควรจะเป็น คือ มีท้ังความรวดเร็วและรอบคอบ เรื่องอายุความตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นว่าหากมี ดังนั้น ในประเด็นผู้ให้ข้อคิดเห็นไม่เห็นพ้องกับ การขยายอายคุ วามใหย้ าวขนึ้ เช่น 30 ปี เรือ่ งระยะเวลา หนงั สือเล่มนที้ ใี่ ห้ ป.ป.ช. ไปศาลได้โดยตรง แตค่ วร ในการร้องเรียนควรจะตอ้ งพจิ ารณาใหส้ อดคลอ้ งกนั จะมีทางเลือกอื่นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว 2.6 อ�ำนาจชี้มูลความผิดทางอาญา เช่น กรณีท่ีมีการด�ำเนินการกับผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐแม้มิใช่เจ้าพนักงานตาม ทางการเมืองให้มีการกลั่นกรองโดย “คณะอัยการ ประมวลกฎหมายอาญา พิเศษ” ซึ่งเป็นการแต่งต้ังในแต่ละคดี เพ่ือแก้ ส�ำหรับประเด็นน้ีผู้ให้ข้อคิดเห็น ปัญหาในเร่ืองดังกล่าวแต่ในกรณีท่ีทางอัยการ เห็นว่าเป็นประเด็นส�ำคัญในการเพิ่มต้นทุนการทุจริต สูงสุดมีปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์ทาง ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง ป.ป.ช. อาจด�ำเนินการส่งเรื่องไปยังศาลได้โดยตรง ทางการเมือง ซึ่งกระท�ำการทุจริตในทางนโยบาย เชน่ กรณีของคดี CTX เปน็ ตน้ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองมักจะต่อสู้ว่าตนเป็น กล่าวโดยสรุปในประเด็นน้ี ผใู้ ห้ข้อคิดเห็น ฝ่ายการเมืองมิใช่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการจึงไม่ใช่ เห็นว่าการให้ ป.ป.ช. เสนอเรื่องไปศาลได้โดยตรง “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญา ดงั นน้ั ควรเป็นกรณีข้อยกเว้นกรณีท่ีอัยการสูงสุดมีปัญหา การบัญญัติเพ่ิมเติมมาตรา 123/1 จึงเป็นการ ในเรอ่ื งการขดั กันของผลประโยชน์ ปิดช่องว่างของการทุจริตเชิงนโยบายซึ่งมักกระท�ำ 2.8 การใหค้ วามค้มุ ครองบคุ คล โดยผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง กรณีน้ีย่อมมีผล ประเด็นการให้ความคุ้มครองบุคคล เป็นการเพ่ิมต้นทุนการทุจริตของเจ้าหน้าที่อย่าง ผู้ให้ข้อคิดเห็นเห็นด้วยกับหนังสือเล่มน้ีว่าเป็น ชัดเจนและเป็นกรณีท่ีส�ำคัญเพราะหากสามารถ มาตรการส�ำคัญท่ีจะท�ำให้ต้นทุนในการทุจริตของ ด�ำเนินการกับผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองได้ย่อม เจ้าหน้าท่ีสูงข้ึน เพราะหากกระบวนการไต่สวน ส่งผลตอ่ การทุจริตในระดับอืน่ ๆ สามารถมีข้อมูลพยานหลักฐานเพื่อน�ำบุคคล 2.7 อ�ำนาจฟอ้ งคดี ผู้ทุจริตมาลงโทษได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่ง ประเด็นเร่ืองอ�ำนาจฟ้องของ ป.ป.ช. ผลกระทบต่อการทุจริตของเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ผู้ให้ข้อคิดเห็น เห็นว่ามีประเด็นข้อพิจารณาอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่า การที่ ป.ป.ช.

ปีท่ี 9 ฉบบั ท่ี 2 (กรกฎาคม - ธนั วาคม 2559) 123 จะต้องด�ำเนินการเสนอนายกรัฐมนตรีเพ่ือสั่งการ และอย่างกว้างขวางแทนการตั้งบุคลากรของ ให้ได้รับความคุ้มครองนั้น จะเป็นมาตรการที่ ตนเองในระดบั จังหวัด เหมาะสมหรือไม่ เพราะหากเปน็ เร่ืองทจุ รติ ทเ่ี กี่ยวโยง กับรัฐบาล หรือเกี่ยวโยงกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง 3. บทสรปุ มาตรการเหลา่ นี้จะสามารถทำ� ไดห้ รอื ไม่เพยี งใด ผใู้ ห้ข้อคดิ เห็น เหน็ ว่ามีความจ�ำเปน็ อยา่ งยง่ิ 2.9 การเปดิ เผยราคากลาง ที่จะให้มีการน�ำหลักเศรษฐศาสตร์มาช่วยประเมิน ประเด็นเรื่องการเปิดเผยราคากลาง ประสิทธิภาพของกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจน ผูใ้ ห้ข้อคิดเห็นมีความเห็นพอ้ งกับหนังสอื เล่มน้ี และรูปธรรมในการศึกษา ซ่ึงในที่น้ีผู้ให้ข้อคิดเห็น 2.10 การแสดงบญั ชรี ายการรบั จา่ ยของ ใครข่ อให้ข้อสังเกตเพ่ิมเตมิ ดงั นี้ โครงการ (1) ผู้เขียนควรจัดล�ำดับความส�ำคัญว่า ผู้ให้ข้อคิดเห็นเห็นด้วยกับผู้เขียนใน มาตรการใดเป็นมาตรการที่ส�ำคัญท่ีจะน�ำไปสู่การ ประเด็นน้ี กรณีดังกล่าวอาจเป็นภาระท้ังฝ่าย เพ่ิมต้นทุนในการทุจริตของเจ้าหน้าท่ีของรัฐมาก ป.ป.ช. และภาคเอกชน ที่สุด เพื่อจะได้เน้นย้�ำการด�ำเนินการตามกฎหมาย 2.11 กรรมการป้องกันและปราบปราม ท่ีจะน�ำไปสู่มาตรการบังคับท่ีประสิทธิภาพ ท้ังน้ี การทจุ รติ แห่งชาติประจ�ำจงั หวดั ควรเสนอแนวทางในการบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปดว้ ย ผู้ให้ข้อคิดเห็น เห็นว่าประเด็นน้ีมี (2) ในการประเมินความมีประสิทธิภาพ ผลสบื เน่ืองมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึง่ ยงั ไม่ตกผลึก ของมาตรการตาม (1) ผู้เขียนควรจะพัฒนาเกณฑ์ ในทางความคิด การพัฒนาไปในแนวทางดังกล่าว ในการช้ีวัดเพ่ือเป็นแนวทางว่ามีเกณฑ์ในการ อาจเป็นภาระต่อ ป.ป.ช. ในระยะยาวมากกวา่ ที่จะ พจิ ารณาอย่างไร ทง้ั น้ี เพ่ือเปน็ เกณฑท์ ่ีนำ� ไปสกู่ าร ก่อประโยชน์และความคุ้มทุนกับงบประมาณที่ลงไป มีแผนปฏบิ ัติการได้ ในประเด็นน้ีเป็นประเด็นเชื่อมโยงกับประเด็น (3) ผลจาก (1) หากทราบวา่ มาตรการใด ปัญหาในภาพรวมท่ีผู้ให้ข้อคิดเห็นได้ให้ข้อสังเกต เป็นมาตรการที่ส�ำคัญที่สุดในการเพิ่มต้นทุนการ ไว้ในตอนต้นว่าการแก้ปัญหาการทุจริตของ ทุจริตของเจ้าหน้าท่ี ในการศึกษาต่อไปอาจจะต้อง ประเทศ ป.ป.ช. จะต้องไม่ถือว่าเป็นภารกิจของ พิจารณานอกเหนือจากกรอบของกฎหมายที่เป็นอยู่ ป.ป.ช. โดยล�ำพังแต่ควรจะต้องดึงภาคส่วนต่าง ๆ แต่หาแนวทางท่ีควรจะเป็นเพื่อน�ำมาสู่การ เข้ามาร่วมรับผิดชอบในระดับท่ีแตกต่างกันออกไป ปรับปรุงต่อไป โดยมี ป.ป.ช. เปน็ ผกู้ �ำกบั มาตรการท้งั ป้องกนั และ ปราบปราม ดังนั้น ในประเด็นน้ีควรปรับกรอบ ความคิดใหม่แทนการสร้างบุคลากรของตนเองมา ผวู้ ิจารณ:์ อภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ ท�ำในทุกเร่ือง โดยเฉพาะเร่ืองการป้องกัน ผู้วิจารณ์เป็นผู้หนึ่งที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใน ควรต้องหาแนวทางในการดึงภาคเอกชนและ กฎหมายท้ังสองฉบับ คือ พระราชบัญญัติป้องกัน ภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

124 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. ในวงราชการ พ.ศ. 2518 (กฎหมาย ป.ป.ป.) โดย 1. จ�ำนวนคดีที่มีการลงโทษเปรียบเทียบ ผู้วิจารณ์ด�ำรงต�ำแหน่งรัฐมนตรีท่ีก�ำกับ ป.ป.ป. กับฐานการทุจริตมิใช่เปรียบเทียบกับจ�ำนวนเร่ือง เป็นคนสุดท้ายและได้ร่วมยกร่างพระราชบัญญัติ ร้องเรียน ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ 2. ต้นทุนของผู้บริสุทธิ์ซึ่งมีจ�ำนวนมากท่ี ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (กฎหมาย ถกู ร้องเรียน นอกจากนี้ ควรพิจารณาดว้ ยวา่ คดที ่ีมี ป.ป.ช.) ตลอดจนการแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. ในปี การลงโทษเปน็ คดใี หญห่ รือคดีเลก็ ถ้าเป็นคดีเล็กก็ พ.ศ. 2554 ด้วย หนังสอื เลม่ นผ้ี วู้ จิ ารณ์ขอสนับสนนุ ไม่ท�ำให้เพ่ิมต้นทุนการทุจริตมากนัก แต่หากการ กรอบแนวคิดที่ผู้เขียนน�ำทฤษฎี ของ Robert ลงโทษเป็นคดีใหญ่ของนักการเมืองหรือผู้ด�ำรง Klitqaard มาบูรณาการกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ต�ำแหน่งระดับสูง ก็จะท�ำให้เพ่ิมต้นทุนการทุจริต ว่าดว้ ยการตอ่ ตา้ นการทุจริต อยา่ งมนี ยั ส�ำคัญ C=M+D–A ส�ำหรับข้อสังเกตเก่ียวกับ 10 ประเด็น Corruption = Monopoly + Discretion ท่ีศึกษาน้นั มีดังน้ี – Accountability 1. ประเด็นจริยธรรมไม่ควรไปโยงกับ ทุจริต = อ�ำนาจผูกขาด + ดุลยพินิจ กฎหมาย เพราะมิใช่ความผิดอาญา การลงโทษ - ความรบั ผดิ ชอบ/การตรวจสอบ ทางการเมืองกับการลงโทษทางกฎหมายมีข้อท่ี ถ่วงดุล แตกต่างกัน ควรเป็นเรื่องของมาตรการทางสังคม (social sanction) ที่ผ่านมากรรมการจริยธรรม กรอบแนวคิดดังกล่าวก็เพ่ือให้เกิด ของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภา ไม่เคยท�ำ ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการทุจริตโดย อะไรได้เลยเพราะกรรมการจริยธรรมท้ังฝ่ายค้าน เฉพาะในประเด็นท่ีน�ำมาบูรณาการในเร่ืองแรง และฝ่ายรฐั บาลกจ็ ะปกปอ้ งคนของตนเอง จึงมีการ จงู ใจส่วนบคุ คล กำ� หนดให้ ใช้มติ 2 ใน 3 ในทสี่ ดุ กรรมการจรยิ ธรรม หนังสือเล่มนี้ ได้ศึกษาเฉพาะประเด็นที่มี ยังไม่สามารถมีมติว่ามีผู้ใดผิดมาตรฐานจริยธรรม การแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. ในปี พ.ศ. 2554 ได้เลยความผิดจริยธรรมเล็กน้อย ควรศึกษาจาก รวม 10 ประเด็น โดยน�ำมาวิเคราะห์ในเชิง ประเทศอ่นื ว่าเขาท�ำอยา่ งไร เขาสรา้ งความเขม้ แขง็ เศรษฐศาสตร์ แต่ถ้าจะศึกษาในภาพใหญ่ของการ ด้วยมาตรการทางสังคมให้ผู้กระท�ำความผิด แก้ไขปัญหาการทุจริตต้องศึกษาท้ังกระบวนการ จริยธรรมรับผิดชอบเอง เช่น รัฐมนตรีของหลาย เพราะการปราบปรามการทุจริตมิใช่มีแต่เพียง ป.ป.ช. ประเทศท่ีมีปัญหาส่วนตัวเรื่องจริยธรรมเขาจะ องค์กรเดียวเท่าน้ัน แต่เป็นภารกิจของทุกหน่วยงาน ลาออกเอง เราต้องท�ำให้เกิดในสังคมเราให้ได้หรือ ของรฐั กรณีเสียงข้างมากในรัฐสภา ผู้ออกเสียงควรมี ในเชิงปริมาณ การแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. ส�ำนึกเพียงพอในการออกเสียงด้วย ท�ำให้เกิดเป็น ท้ัง 10 ประเด็น จะมีผลต่อประสิทธิภาพในการ แก้ไขปัญหาการทุจริตได้หรือไม่น้ันคงหาตัวเลขยาก มาตรฐานในการกดดันใหพ้ น้ จากต�ำแหน่ง แต่ถา้ จะศกึ ษาเพิม่ เตมิ ขอ้ มลู ท่สี �ำคัญจะตอ้ งม่งุ ไปที่

ปีที่ 9 ฉบบั ท่ี 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2559) 125 2. ไม่เห็นด้วยกับกฎหมาย ป.ป.ช. - การทุจริตเชิงนโยบาย โดย ป.ป.ช. ท่บี ัญญัตใิ หค้ สู่ ัญญากับหน่วยงานของรฐั ตอ้ งจัดท�ำ ควรมีการประเมินการออกนโยบายว่าเป็นนโยบาย บญั ชรี บั –จ่ายสอดคลอ้ งกบั ขอ้ สังเกตกบั ผเู้ ขยี น ที่เอ้ือต่อการทุจริตหรือไม่ และมีกลไกมิให้โยน 3. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับกฎหมาย ป.ป.ช. ความผิดไปที่ผู้ปฏิบัติ รวมถึงการเอาผิดนักการเมือง ที่บัญญัติเรื่องการเปิดเผยราคากลางและการ ท่ีถูกถอดถอนพ้นจากต�ำแหน่งหลายรายท่ียังคง ค�ำนวณราคากลางเพราะเป็นการลดประโยชน์ที่ได้ เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลังและยังมีข้าราชการที่เข้าไป จากการทุจริต เน่ืองจากผู้ที่กระท�ำความผิดตาม เกี่ยวข้องและมีผู้อื่น รวมท้ังสมาชิกในครอบครัว กฎหมายฮ้ัวจะได้ประโยชน์ก็ต่อเม่ือราคากลาง ทำ� การแทน สูงกว่าความเปน็ จรงิ - การติดสินบนแลกความสะดวก 4. ส�ำหรับประเด็นเร่ืองกรรมการ ป.ป.ช. หรอื ความถูกตอ้ ง ประจ�ำจังหวัด ผู้วิจารณ์ไม่เห็นด้วยตั้งแต่มีการเสนอ 2. แยกประเภทการทุจริต จ�ำกัดบทบาท กฎหมายในชั้นกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและ ของ ป.ป.ช. ถ้าเปน็ การทุจรติ ในวงราชการ หน่วยงาน ไม่เห็นด้วยที่จะมีอ�ำนาจหน้าที่ในการปราบปราม ของรัฐต้องมีกลไกด�ำเนินการมิใช่ต้องส่งให้ ป.ป.ช. เพราะมีตัวอย่างจาก ก.ก.ต. ซ่ึงในท่ีสุดก็ยังเป็น หรอื ป.ป.ท. ระบบของเราไมม่ บี ุคลากรเพียงพอ ปญั หาอยูไ่ มอ่ ยากให้ ป.ป.ช. ตอ้ งตกอยู่ ในวังวนนี้ 3. ป.ป.ช. ควรท�ำงานเชิงรุก เช่น เร่ือง 5. กรณีพลต�ำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ การจัดซื้อไมโครโฟน ในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี จะทำ� ให้สถานะของ ป.ป.ช. กลบั ไปเหมือน ป.ป.ป. ป.ป.ช. ควรเข้าไปมีบทบาทในการไต่สวนข้อเท็จ หรอื ไม่ จริงทนั ที 4. ในฐานะที่เคยเป็นผู้ร้องเรียนต่อ ข้อเสนอแนะ ป.ป.ช. แต่กลับต้องมาให้ถ้อยค�ำเพิ่มเติมและต้อง 1. ควรจ�ำแนกลักษณะของการทุจริต เป็นผู้จัดหาเอกสารหลักฐาน และเอากฎหมายท่ี และผู้ที่กระท�ำการทุจริต เพราะมีการทุจริตหลาย เกี่ยวข้องมาให้ ป.ป.ช. ซ่ึงควรจะเป็นหน้าที่ของ ลักษณะ แต่ละลักษณะจะใช้เคร่ืองมือในการแก้ไข ป.ป.ช. ท่ีมีอ�ำนาจตามกฎหมายในการรวบรวม ปัญหาการทุจริตเหมือนกันมิได้และควรหา พยานหลักฐานจึงถือว่าเป็นต้นทุนของผู้ร้องเรียน มาตรการการเพิ่มต้นทุนการทุจริตของการทุจริต ด้วย ป.ป.ช. ควรท�ำงานสบื สวนเชงิ รุกมากกว่าน้ี แตล่ ะรปู แบบ ดังนี้ - การจัดซ้ือจัดจ้างโดยเฉพาะการ ก�ำหนดราคากลางและการตรวจสอบการจ้างที่ ปรึกษา การจัดประชุมสัมมนา/นิทรรศการ/ มหกรรม และงานขุดลอก - การซอื้ ขายตำ� แหน่ง

121612 วาวราสรสาราวรชิวิชากาากรารปป.ป.ป.ช..ช. หลักเกณฑก์ ารรับบทความลงพิมพ์ “วารสารวิชาการ ป.ป.ช.” 1. เป็นบทความวิจัยหรือบทความวิชาการทั่วไป 5. ตวั อย่างการจัดหน้าพิมพ์ ด้านการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ 2. เป็นบทความท่ีไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน หรือ ไม่อยรู่ ะหวา่ งการเสนอขอลงพมิ พใ์ นวารสาร/สง่ิ พิมพอ์ ่นื 4 ซม. 3. เนอ้ื หาตน้ ฉบบั ภาษาไทย มจี า� นวนหนา้ สงู สดุ ไมเ่ กนิ 25 หนา้ พมิ พ ์ (กระดาษ A4) ต้นฉบบั ภาษาไทยพมิ พด์ ้วย ขนาดตัวอกั ษร 16 แบบอักษร TH SarabunPSK ตน้ ฉบับ ภาษาอังกฤษ พิมพ์ด้วยขนาดตัวอักษร 12 แบบอักษร 4 ซม. 2.5 ซม. TH SarabunPSK 4. สว่ นประกอบสา� คัญของบทความ 4.1 ช่ือเรื่อง หรือ ชื่อหวั ขอ้ ภาษาไทย และภาษา องั กฤษ 3 ซม. 4.2 ช่ือผ้เู ขียน ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ (ระบุ สถานทต่ี ิดต่อ และ E-mail address, โทรศพั ท/์ โทรสาร 6. การพิจารณาการรบั บทความ ไว้ทา้ ยบทความ) (1) บทความท่ีได้รับการพิจำรณำให้ลงพิมพ์ 4.3 บทคัดย่อ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในวำรสำรวิชำกำร ป.ป.ช. ตอ้ งผ่ำนควำมเหน็ ชอบและ ประมาณ 10-15 บรรทัด (ภาษาไทย) หรือประมาณ 100- หรือผู้เขียนได้ปรับปรุงแก้ไขตำมข้อเสนอแนะของ 150 ค�า (ภาษาองั กฤษ) กองบรรณำธกิ ำรหรอื ผไู้ ดร้ บั มอบหมำยใหเ้ ปน็ ผพู้ จิ ำรณำ 4.4 เนื้อหำ (คา� บรรยาย) ประมาณ 10-20 หน้า บทควำม (ถ้ามี) 4.5 รูปและตำรำงประกอบ เท่าท่ีจ�าเป็น (2) ผเู้ ขยี นบทความทไี่ ดร้ บั การคดั เลอื กใหล้ งพมิ พ์ พร้อมค�าบรรยาย (อธิบายประกอบภาพ) รวมแล้วไม่เกิน ในวารสารวชิ าการ ป.ป.ช. จะได้รบั ค่าตอบแทนผลงานละ 4 หนา้ 3,000 บาท 4.6 สรุปและข้อเสนอแนะจำกผลกำรวิจัย (3) แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เขียนบทความทราบ ประมาณ 10-15 บรรทดั หรือรวมข้อเสนอแนะแลว้ ไม่เกิน หลงั จากกองบรรณาธกิ ารไดพ้ จิ ารณาบทความใหล้ งพมิ พไ์ ด้ 20 บรรทัด (4) การพิจารณาบทความถือเป็นสิทธิ์ของ 4.7 เชงิ อรรถ เรยี งลา� ดบั หมายเลขในเน้ือหา และ กองบรรณาธกิ าร พมิ พร์ วมไว้ส่วนทา้ ยของบทความ 4.8 หนังสืออ้ำงอิง หรือบรรณำนุกรม หมวด สถำนทต่ี ิดต่อ ภาษาไทยมาก่อนหมวดภาษาอังกฤษ และหนังสือท่ีมี ศูนยว์ จิ ัยเพ่อื ต่อตา้ นการทุจรติ ชื่อผู้แต่งมาก่อนส่ิงตีพิมพ์อ่ืนๆ ระบุให้ชัดเจนถึงชื่อผู้แต่ง ปว๋ ย อ๊งึ ภากรณ ์ (ถ้ามี) ปีพิมพ์ “ช่ือเร่ือง” (ถ้ามี) ช่ือหนังสือ ส�านักพิมพ์ สา� นักงานคณะกรรมการป้องกนั เมือง/ประเทศที่พิมพ์ ระบุรหัส ISBN/ISSN (ถ้ามี) และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ จ�านวนหน้า และหน้าที่อ้างอิง (ถ้าอ้างอิงเฉพาะส่วนย่อย เลขที่ 361 ถนนนนทบรุ ี หรือเรอ่ื งยอ่ ยในเล่ม) ต�าบลท่าทราย อ�าเภอเมอื งนนทบุรี 4.9 กำรอำ้ งองิ websites หรอื สอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ จงั หวัดนนทบุร ี 11000 ต่ำง ๆ หรืออื่น ๆ ให้เป็นหมวดต่อท้ายหนังสือสิ่งพิมพ์ โทร. 0 2528 4800 ตอ่ 5814 ต่าง ๆ ตามขอ้ (4.8) โทรสาร 0 2528 4800 ต่อ 5814

วารสาปรที ปี่ ีท9ี่ 9ฉบฉับทบั ี่ท2่ี 1(ก(มรกกรฎาาคคมม-- มธถินั ุนวายคนม 22555599)) 11327 Call for Papers National Anti-Corruption Commission Journal (NACC Journal) The Office of National Anti-Corruption 4.4 Keywords (about 5 words) that Commission (ONACC) publishes are academic describe the article’s focus, journal on fighting corruption (the NACC 4.5 Content: about 10-20 pages, Journal) in January each year. Articles should 4.6 Figures and Tables must be be submitted before September to be numbered and have titles and captions. An considered for publication in January. article should not contain more than 4 pages The NACC Journal is a peer-reviewed of figures and tables, journal of social science and humanities, 4.7 Conclusions and Recommendations providing a forum for researchers to present based on the research findings or paper’s their research findings and viewpoints on anti- discussion, not exceeding 20 lines, corruption activities and concepts. 4.8 Footnotes must be sequentially numbered, Instructions for submission 4.9 The bibliography or reference list 1. All manuscripts should be submitted should appear at the end of the text. The with the understanding that they are original, referenceslist should include every work cited unpublished works and are not being in the text. Please ensure that the dates, spelling submitted for publication elsewhere. and title used in the text are consistent with those 2. Manuscripts must be submitted in listed in the references. For articles written in Thai, double space with margins as shown, with works cited that are written in Thai should references on separate pages and a maximum appear first. The Journal prefers the reference length of 25 pages including tables and figures. system of the American Psychological The fonts must be TH SarabunPSK 16 for Association (APA) which can be found at http:// articles written in Thai or TH SarabunPSK www.liu.edu/CWIS/CWP/library/workshop/ 16 for papers in English. citapa.htm. Books appear before other kinds of materials and each reference should contain 4 cm. the author, year of publication, title, publisher’s name and town/city in which the publisher is 4 cm. 2.5 cm. located. Please include the ISBN/ISSN, if any. For references mentioned specifically in the 3 cm. article, the page (s) from which the quotation was taken must be in the reference, 3. The authors should submit two hard 4.10 References to websites or other copies of their papers and a diskette or an electronic forms should appear after the e-mail attachment. references to books and articles. 4. The manuscript should have the following Manuscripts should be submitted to the components: Puey Ungphakorn Anti-Corruption Research 4.1 Article title or topic in English and Center, Office of the National Anti-Corruption in Thai (if appropriate), Commission at the following address: 4.2 Author’s name in English (and both Thai and English for Thai authors) with Puey Ungphakorn Anti-Corruption institutional affiliation and contact information: Research Center. e-mail address, telephone, and facsimile, Office of the National Anti-Corruption 4.3 Abstract in Thai and English of Commission. approximately 10-15 lines for Thai or 100-150 361 Nonthaburi Road, Thasaai District, words for English, Amphur Muangnonthaburi, Nonthaburi Province 11000 Thailand Tel: 66 2528 4800 Ext. 5814 Fax: 66 2528 4800 Ext. 5814

128 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. แบบบอกรับเป็นสมาชกิ “วารสารวชิ าการ” ชอื่ –สกุล...................................................................................................................................................... ต�ำ แหน่งงาน............................................................................................................................................... หน่วยงานท่ีสงั กัด....................................................................................................................................... ที่อยทู่ ี่สะดวกในการตดิ ตอ่ ......................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... โทรศพั ท.์ ..................................โทรศพั ทเ์ คลอ่ื นท่.ี ........................................โทรสาร................................. E–mail…………………………………………………………………………………………………………….................………… ข้อเสนอแนะ ท่านเห็นว่าเนือ้ หาสาระเกยี่ วกับการตอ่ ต้านการทจุ รติ ในวารสารวิชาการ ป.ป.ช. ควรจะใหค้ วาม สำ�คัญในเรอ่ื งใด ประเด็นใดบา้ ง โปรดระบุตามลำ�ดบั ความสำ�คญั ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... NACC Journal Subscription Form Name-Last Name.................................................................................................................................. Position.............................................................................................................................................. Affiliated with......................................................................................................................................... Postal Address............................................................................................................... Telephone.................................Mobile Phone.................................Fax................................. E – mail ……………………………………………………………................................................................................ Suggestions In your opinion, what anti-corruption issues should be emphasized in the NACC Journal? Please list them in order of importance. ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... สถานท่ีตดิ ต่อ: กองบรรณาธิการวารสารวิชาการ ป.ป.ช. Address: Editor Board, NACC Journal ศูนยว์ ิจยั เพื่อตอ่ ตา้ นการทุจริต ป๋วย อึ๊งภากรณ์ Puey Ungphakorn Anti-Corruption Research Center, ส�ำนักงาน ป.ป.ช. Office of the National Anti-Corruption Commission, เลขที่ 361 ถนนนนทบรุ ี ต�ำบลทา่ ทราย 361 Nonthaburi Road, อำ� เภอเมืองนนทบรุ ี จงั หวัดนนทบุรี 11000 Amphur Muangnonthaburi, Nonthaburi 11000 โทรศพั ท์: โทร. 0 2528 4800 ต่อ 5814 Telephone: Tel. 66 2528 4800 Ext.5814 Email: [email protected]

ส�านกั งานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตแห่งชาติ Office of the National Anti-Corruption Commission 361 ถนนนนทบรุ ี ตา� บลท่าทราย อา� เภอเมืองนนทบุรี จังหวดั นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0 2528 4800 ต่อ 5814 Website: http://www.nacc.go.th


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook