Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2. รัฐสภาสารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560

2. รัฐสภาสารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560

Published by sapasarn2019, 2020-11-09 04:22:50

Description: 2. รัฐสภาสารฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560

Search

Read the Text Version

ผงั รายการสถานวี ทิ ยกุ ระจายเสียงรัฐสภา (ประชุม สปท.-สนช.) ประจาเดือน กุมภาพันธ์ 2560 เป็นตน้ ไป ออกอากาศทกุ วนั ต้งั แตเ่ วลา 05.00 – 22.00 นาฬิกา เวลา จันทร์ อังคาร พธุ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เวลา 05.00 รายการเผยแผค่ วามรู้ทางศาสนา 05.00 06.00 รฐั สภาไทยใตร้ ่มพระบารมี (10 นาที) 06.00 คุยข่าวเช้า weekend news แจง้ ขา่ ว: ขา่ วเชา้ สุดสัปดาห์ เตือนภยั 07.00 ถ่ายทอดข่าว สวท. 07.00 07.30 Inside รฐั สภา วิจัยกา้ วไกล ทาดีได้ดี 07.30 08.00 หอ้ งข่าวรฐั สภาแชนแนล ถ่ายทอด คสช. ขบวนการคนตัวเลก็ 08.00 (โทรทัศนร์ ัฐสภา) (rerun) (เดก็ และเยาวชน) 09.00 สภาสนทนา สภาสนทนา มองรฐั สภา มองรัฐสภา รฐั สภาของ ปชช. รอ้ ยเรอื่ งเมืองไทย 09.00 09.30 เวลา 09.30 น. เวลา 09.30 น. (โทรทัศนร์ ัฐสภา) (โทรทัศนร์ ัฐสภา) (โทรทศั นร์ ัฐสภา) 10.00 เป็นต้นไป ร้อยเรียงข่าว มีขา่ วดีมาบอก 09.15 เป็นต้นไป การเมืองเรอ่ื ง สภาสนทนา สภาสนทนา บา้ นสุขภาพ ตะลอนทัวร์ 10.00 เวลา 10.00 น. เวลา 10.00 น. ทั่วไทย 11.00 ถ่ายทอดเสียง ถ่ายทอดเสียง ของประชาชน เป็นตน้ ไป เปน็ ต้นไป (คนพิการ-ด้อยโอกาสฯ) 11.00 การประชมุ การประชุม เกาะติดสภา ถา่ ยทอดเสียง ถ่ายทอดเสียง บันทึกประชุมสภา สภาขับเคล่อื น สภาขับเคลื่อน นิติบญั ญัติแหง่ ชาติ การประชมุ 12.00 การปฏริ ูป การปฏริ ปู การประชมุ 12.00 ประเทศ ประเทศ สภานติ ิบญั ญัติ สภานติ บิ ญั ญัติ 13.00 รฐั สภาของเรา แหง่ ชาติ แหง่ ชาติ สกู๊ป..ทันขา่ วรัฐสภา 13.00 (สปท.) (สปท.) สายดว่ นรัฐสภา (สนช.) (สนช.) แผ่นดนิ ถ่ินไทย จนเสรจ็ สิ้น จนเสร็จสน้ิ (โทรทศั น์รัฐสภา) จนเสร็จสน้ิ จนเสรจ็ สิ้น การประชมุ การประชมุ การประชมุ การประชุม ทอ้ งถิน่ บา้ นเรา 15.00 (ทปี่ ระชมุ สปท. (ท่ปี ระชมุ สปท. (ทีป่ ระชุม สนช. (ทป่ี ระชุม สนช. สภาสาระ 15.00 ครั้งที่ 2/2558 ครั้งที่ 2/2558 รกั เมืองไทย คร้งั ที่ 3/2557 ครัง้ ท่ี 3/2557 19 ต.ค.58) 19 ต.ค.58) 21 ส.ค.57) 21 ส.ค.57) ละครวิทยุ 15.30 ชวี ิตกับการเรียนรู้ สบาย สบาย 16.00 กับแพทย์ทางเลอื ก 16.30 ปฏิรปู กฎหมายประชาชนกับ คปก. เดนิ หนา้ รัฐธรรมนูญไทย 17.00 ละติจดู รอบโลก สกู๊ปข่าว..เส้นทางกฎหมาย 17.00 Gossip การเมอื ง สบาย สบาย กบั แพทยท์ างเลือก 18.00 เดินหนา้ ประเทศไทย (เชอื่ มสัญญาณสถานีโทรทัศนก์ องทัพบก) กา้ วทันไอที เดินหน้าประเทศไทย (เชือ่ มสัญญาณ ททบ.) 18.00 18.30 กรรมาธิการพบประชาชน เจตนารมณ์ เก็บเบี้ยใตถ้ นุ รา้ น เสียงส่อื สาร เพลงดี เพลินเพลง กฎหมาย การปฏริ ูป ศรแี ผ่นดิน ยามเยน็ 19.00 ถ่ายทอดข่าว สวท. 19.00 19.30 ข่าวภาษาองั กฤษ เรดิโอ for you 19.30 20.00 ข่าวในพระราชสานกั (รบั สญั ญาณจาก สวท.) 20.00 สนทนากับ รายการจากสถาบนั พระปกเกลา้ คยุ กนั นอกศาล คลังสมอง วปอ.ฯ 21.00 ปปช. ๓๐ นาที คยุ กบั สตง. ผตู้ รวจการแผ่นดิน 21.00 พบประชาชน คดปี กครอง คณะกรรมการสิทธิฯ พบประชาชน พบประชาชน ธรรมะกอ่ นนอน 21.30 ธรรมะกอ่ นนอน 20.00 22.00 หมายเหตุ - เวลา 08.00 น. และ 18.00 น. เคารพธงชาติ และ พระบรมราโชวาท / นาเสนอขา่ วตน้ ชั่วโมง และสปอตตา่ งๆ ตัง้ แตเ่ วลา 08.00–21.00 น. - หากช่วงเวลาใดมกี ารถา่ ยทอดคาสง่ั /ประกาศ/รายการพเิ ศษจาก คสช. หรืองานท่ีได้รับมอบหมาย สถานีฯ จะดาเนินการถา่ ยทอดเสยี งจนเสร็จส้ินภารกิจ

รฐั สภาสาร ปที ี่  ๖๕  ฉบบั ที ่ ๒  เดอื นกุมภาพนั ธ ์ พ.ศ.  ๒๕๖๐  ISSN  0125-0957

ทปี่ รึกษา รัฐสภาสาร นายสรศักดิ์ เพยี รเวช วัตถปุ ระสงค์ นางสาวสุภาสนิ ี ขมะสนุ ทร เพ่ือเผยแพร่การปกครองระบอบประชาธิปไตย บรรณาธิการ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และเพื่อเสนอ ข่าวสารวิชาการในวงงานรัฐสภาและอื่นๆ  ท้ังภายใน นางสาวสุภาสนิ ี ขมะสุนทร และตา่ งประเทศ ผู้จดั การ การส่งเรอ่ื งลงรัฐสภาสาร นางบุษราคำ� เชาวนศ์ ิริ ส่งไปทบี่ รรณาธิการวารสารรัฐสภาสาร กองบรรณาธกิ าร กลุ่มงานผลิตเอกสาร  สำ�นกั ประชาสัมพนั ธ์ ส�ำ นักงานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร  นางพรรณพร สนิ สวสั ด์ิ ถนนประดพิ ัทธ์  แขวงสามเสนใน  เขตพญาไท กรงุ เทพฯ ๑๐๔๐๐ นางฟ้าดาว คงนคร โทร. ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๔-๕ โทรสาร ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๒ นางสาวอรทัย แสนบุตร E-mail: [email protected] นางสาวจุฬวี รรณ เตมิ ผล การสมัครเปน็ สมาชกิ ค่าสมัครสมาชิก ปลี ะ ๕๐๐ บาท (๑๒ เลม่ ) นายพษิ ณ ุ จารยี ์พนั ธ์ ราคาจำ�หน่ายเล่มละ ๕๐ บาท (รวมคา่ จดั ส่ง) กำ�หนดออกเดอื นละ ๑ ฉบับ นางสาวสหวรรณ เพ็ชรไทย การส่งบทความลงเผยแพร่ในวารสารรัฐสภาสาร นางสาวนิธิมา ประเสรฐิ ภกั ดี จะต้องเป็นบทความท่ีไม่เคยลงพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน ฝ่ายศลิ ปกรรม การพิจารณาอนุมัติบทความท่ีนำ�มาลงพิมพ์ดำ�เนินการ โดยกองบรรณาธิการ  ท้งั นี้ บทความ ข้อความ ความคิดเหน็ นายมานะ เรอื งสอน หรือข้อเขียนใดท่ีปรากฏในวารสารเล่มน้ีเป็นความเห็น ส่วนตวั   ไม่ผูกพนั กบั ทางราชการแต่ประการใด นายนิธทิ ศั น ์ องค์อศวิ ชัย นางสาวณฐั นันท์ วิชติ พงศเ์ มธี ฝา่ ยธุรการ นางสาวเสาวลักษณ ์ ธนชัยอภิภัทร นางสาวดลธ ี จลุ นานนท์ นางสาวจรยิ าพร ดีกัลลา นางสาวอาภรณ ์ เนอื่ งเศรษฐ์ นางสาวสุรดา เซน็ พานชิ พิมพ์ที่ ส�ำ นักการพิมพ์ สำ�นักงานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร ผู้พิมพ์ผ้โู ฆษณา นางสาวกลั ยรชั ต์ ขาวส�ำ อางค์

ประชาสมั พนั ธก์ ารสง่ บทความ เพอ่ื ตีพมิ พ์ในวารสารรฐั สภาสาร ส�ำ นกั งานเลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร ขอเชิญชวนอาจารย์ ข้าราชการ นกั วิชาการ นักการศกึ ษาสาขาตา่ ง ๆ และผ้สู นใจท่วั ไป ส่งบทความวชิ าการด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกจิ   สังคม  สิ่งแวดล้อม  ฯลฯ  ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ลงตีพิมพ์ในวารสารรัฐสภาสาร ของส�ำ นกั งานเลขาธิการสภาผ้แู ทนราษฎร ซึ่งมกี �ำ หนดออกเดือนละ ๑ ฉบับ ข้อก�ำ หนดบทความ ๑. บทความวชิ าการ หมายถงึ บทความที่เขียนข้ึนในลักษณะวิเคราะห์ วจิ ารณ์ หรือเสนอ แนวคิดใหม่ ๆ จากพื้นฐานวชิ าการที่ไดเ้ รยี บเรยี งมาจากผลงานทางวิชาการของตนหรอื ของผอู้ ื่น  หรอื เป็นบทความทางวิชาการท่ีเขียนขึ้นเพ่ือเป็นความรู้สำ�หรับผู้สนใจทั่วไป  โดยบทความวิชาการ จะประกอบด้วย  สว่ นเกรนิ่ น�ำ   ส่วนเน้ือหา  สว่ นสรปุ เอกสารอา้ งองิ และเชิงอรรถ ๒. บทความต้องมีความยาวของตน้ ฉบบั ไม่เกิน ๒๐ หน้ากระดาษขนาด A๔ ๓. เป็นบทความท่ไี ม่เคยตพี มิ พท์ ใ่ี ดมาก่อน การเตรยี มตน้ ฉบบั เพือ่ ตพี มิ พ์ ๑. ตวั อักษรมีขนาดและแบบเดยี วกนั ท้ังเรอ่ื ง โดยพิมพ์ด้วยโปรแกรม Microsoft Word ใช้ตัวอกั ษรแบบ Angsana New/UPC ขนาด ๑๖ พอยท์ ตัวธรรมดาส�ำ หรับเนอ้ื หาปกติ และตวั หนา ส�ำ หรับหัวข้อ โดยจดั พมิ พเ์ ปน็ ๑ คอลัมน์ ขนาด A๔ หนา้ เดยี ว และเว้นระยะขอบกระดาษ  ดังน้ี - ด้านบน ๑ นิว้ - ด้านล่าง ๑ นว้ิ - ดา้ นซ้าย ๑ น้วิ - ดา้ นขวา ๑ น้วิ ๒. การใช้ภาษาไทยให้ยดึ หลกั พจนานกุ รม  ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน  พ.ศ.  ๒๕๕๔ ๓. ตอ้ งระบชุ ่ือบทความ ช่อื -สกลุ ของผเู้ ขียนบทความ ต�ำ แหนง่ และสถานท่ที ำ�งาน อยา่ งชัดเจน

การส่งบทความ สามารถส่งบทความได้ ๒ วิธี ดงั นี้ ๑. สง่ ต้นฉบบั ในรปู เอกสาร ๑ ชุด พรอ้ มแผ่นบนั ทึกข้อมูล ไปท่ี บรรณาธิการวารสารรัฐสภาสาร กล่มุ งานผลิตเอกสาร สำ�นกั ประชาสมั พันธ์ ส�ำ นักงานเลขาธกิ ารสภาผู้แทนราษฎร ถนนประดพิ ทั ธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ๑๐๔๐๐ ๒. ส่งไฟลข์ ้อมลู ทาง E-mail ไปท่ี [email protected] คา่ ตอบแทน หนา้ ละ ๒๐๐ บาท  หรอื ๓๐๐ บาท ซึ่งกองบรรณาธกิ ารรฐั สภาสารจะเป็นผู้พจิ ารณา ว่าสมควรจะจ่ายเงินค่าตอบแทนในจำ�นวนหรืออัตราเท่าใด  โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการพิจารณาปรับอตั ราคา่ เขียนบทความในวารสารรฐั สภาสารไดก้ �ำ หนดไว้ ติดตอ่ สอบถามรายละเอียดไดท้ ่ี กองบรรณาธิการวารสารรัฐสภาสาร  โทร. ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๔ และ ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๑ โทรสาร  ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๒

บทบรรณาธกิ าร นับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเมื่อปี  พ.ศ.  ๒๔๗๕ ระบอบประชาธิปไตยของไทยก็ได้รับการพัฒนามาตามล�ำดับ  แต่เน่ืองจากความไม่พร้อมในหลายๆ ประการ  จึงท�ำให้พัฒนาการการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่มีความก้าวหน้า เท่าท่ีควร  ส่งผลให้การเมืองไทยในบางห้วงเวลาขาดเสถียรภาพและการยอมรับจากนานาประเทศ ภายใต้สภาวะวิกฤติดังกล่าวประเทศไทยยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอีกหน่ึงสถาบันหลัก และศูนย์รวมใจคนไทยทั้งชาติให้เกิดความรักความสามัคคีและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เพื่อขจัด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยสันติวิธี  ดังนั้น  จึงอาจกล่าวได้ว่าการปกครองของประเทศไทย ภายใต้พระราชอ�ำนาจในการปกครองประเทศของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์น้ันทรงด�ำเนิน พระราชวิถีในการปกครองประเทศเพื่อความสุขของประชาชนภายใต้หลักทศพิธราชธรรมมาโดยตลอด ซ่ึ ง แ นว คิ ด ดั ง ก ล ่ า ว จ ะ มี ค ว า ม ส อด ค ล ้ อ ง กั บ ห ลั ก ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ใ น ก า ร ท�ำ นุ บ�ำ รุ ง ป ร ะ โ ย ช น ์ สุ ข ของประชาชนเช่นไร  สามารถติดตามได้จากบทความ  เรื่อง  การปกครองระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมขุ ของไทย บทความ  เรื่อง  ความเหมือน  ความแตกต่างของที่มา  การให้ความเห็นชอบ ร า ย ช่ื อ แ ล ะ ก า ร แ ต ่ ง ต้ั ง ตุ ล า ก า ร ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ต า ม บ ท บั ญ ญั ติ ข อ ง ร ่ า ง รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  ได้ท�ำการศึกษาเปรียบเทียบประเด็นดังกล่าวเฉพาะในส่วนขององค์กรที่ม ี สิทธิเสนอชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  องค์กรท่ีให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งต้ังตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ  ท้ังในส่วนท่ีเหมือนกันและแตกต่างกันในบางประการ  ท้ังนี้  หากพิจารณา ในแง่หลักการพื้นฐานในเรื่องดังกล่าวแล้ว  จะพบว่าบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับซ่ึงจัดท�ำโดย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  ท่ีมีนายมีชัย  ฤชุพันธุ์  เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญน้ัน ได้รับอิทธิพลทางความคิดและมาตรการมาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  แต่มีการแก้ไขปรับปรุงในรายละเอียดของแนวคิดและวิธีการของการให้ความเห็นชอบ รายช่ือตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญจากวุฒิสภา     ส�ำหรับบทความ  เร่ือง  รัฐประหารที่ล้มเหลวในตุรกี:  ผลลัพธ์และกระแสสะท้อนกลับ เนื้อหาภายในบทความมงุ่ เน้นการวิเคราะหด์ รรชนคี วามเปล่ยี นแปลงในมติ ิด้านสงั คมและการเมืองของตุรกี ซ่ึงเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกต้ังได้รับชัยชนะเหนือกองทัพ ท่ีก่อรัฐประหารเมื่อวันที่  ๑๕  กรกฎาคม  ๒๕๕๙  รวมทั้งการศึกษาตัวแปรภายในท่ีมีผลท�ำให ้ การก่อรัฐประหารครั้งน้ีล้มเหลว  ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสสะท้อนกลับ ในมิติต่างๆ  มากมาย  โดยเฉพาะมิติความมั่นคงภายในประเทศ  อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกวาดล้าง กลุ่มแนวคิดหรือกระแสนิยมขบวนการรัฐประหารภายใต้ระบบรัฐคู่ขนานแบบเบ็ดเสร็จท่ีมีทั้งทหาร

ต�ำรวจ  อัยการ  นักวิชาการ  ข้าราชการ  และฝ่ายปกครองต่างๆเข้ามามีส่วนเก่ียวข้อง  ส่งผลให้ รัฐบาลภายใต้การน�ำของประธานาธิบดีเรเซป  เทย์ยิป  เออร์โดกัน  ต้องทบทวนบทบาทและ โครงสร้างระบบบริหารกิจการภายในของกองทัพขนานใหญ่  พร้อมๆ  กับการเร่งสร้างเสถียรภาพ ทางการเมืองให้มีความมั่นคงบนวิถีความถูกต้องชอบธรร มภายใต้ระบอบประชาธิปไตยและ การยอมรับจากประชาชน  รวมทั้งการทบทวนนโยบายต่างประเทศและการสร้างดุลยภาพแห่งอ�ำนาจ อย่างรัดกุมระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย  ท้ังน้ี  เพื่อผลักดันประเทศสู่ความเป็นตุรกียุคใหม่ที่มี ความเข้มแข็งในทุกๆด้าน  และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในสภาวการณ์ท่ีมีความกดดันทั้งจากภายใน และภายนอกประเทศ     บทความส่งท้ายเล่มส�ำหรับรัฐสภาสารฉบับประจ�ำเดือนกุมภาพันธ์น้ี  ขอน�ำเสนอ บทความ  เร่ือง  ข้อสังเกตบางประการเก่ียวกับปัญหาส�ำคัญในกระบวนการประเมินผลนโยบาย สาธารณะ:  บทสะท้อนผ่านมุมมองเชิงระบบ  ผู้เขียนต้องการอธิบายให้เห็นถึงปัญหาส�ำคัญ ในกระบวนการดังกล่าวอย่างเป็นล�ำดับข้ัน  นับต้ังแต่ปัจจัยน�ำเข้า  ซ่ึงถือเป็นขั้นตอนของการเตรียมการ โดยจะมีการก�ำหนดรายละเอียดและวัตถุประสงค์ในการประเมินผล  พัฒนาตัวแบบการวิจัย ประเมินผลท่ีเหมาะสมกับเป้าหมายและเกณฑ์  ตลอดจนการพิจารณาก�ำหนดตัวบ่งช้ีและแหล่งข้อมูล ต่อมาคือ  กระบวนการหรือขั้นตอนของการด�ำเนินการในการเก็บรวบรวม  วิเคราะห์และ แปรความหมายข้อมูล  และท้ายสุดคือ  ปัจจัยน�ำออกหรือผลผลิต  ซ่ึงเป็นขั้นตอนการสรุปผลการประเมิน จากการศึกษาพบว่า  กระบวนการหรือข้ันตอนในการประเมินผลนโยบายสาธารณะมักประสบปัญหา ส�ำคัญอยู่หลายประการ  อาทิ  เช่น  ความไม่แน่ชัดของเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของนโยบาย สาธารณะ  ปัญหาตัวบุคคลท่ีท�ำการประเมินผลนโยบายสาธารณะ  การขาดกรอบแนวคิดโครงการ ท่ีเพียงพอ  ปัญหาการขาดข้อมูลข่าวสารในการประเมินผลนโยบายสาธารณะ  ความยากล�ำบาก ในการได้มาซ่ึงข้อมูล  ผู้ประเมินผลนโยบายขาดความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์และแปรความหมาย ข้อมูล  รวมท้ังการต่อต้านจากฝ่ายเจ้าหน้าท่ีทางการหรือทางราชการ  ส่งผลท�ำให้การประเมินผล มีปัญหาเร่ืองความเที่ยงตรงและความน่าเช่ือถือ  รวมไปถึงการยอมรับของผู้น�ำผลการประเมินผล นโยบายไปใช้ในทางปฏบิ ตั ิ  แลว้ กลับมาพบกบั บทความท่ีนา่ สนใจไดอ้ ีกเช่นเคยในฉบับหน้า บรรณาธกิ าร

รัฐสภาสาร ๙ ๒๕ ปที  ่ี ๖๕  ฉบับท่ี  ๒  เดอื นกมุ ภาพนั ธ ์ พ.ศ.  ๒๕๖๐ Vol.  65  No.  2  February  2017 ๕๐ ๗๒ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุขของไทย ปณธิ ัศร ์ ปทมุ วฒั น์ ความเหมือน  ความแตกตา่ งของท่มี า  การให้ความเหน็ ชอบรายชือ่   และการแต่งตง้ั ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบัญญัตขิ องร่างรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศกั ราช  ....  และบทบัญญัติของรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศักราช  ๒๕๕๐ นันทชัย  รกั ษจ์ นิ ดา รัฐประหารท่ีล้มเหลวในตุรก:ี   ผลลัพธ์และกระแสสะทอ้ นกลับ ชชู าติ  พฒุ เพ็ง ขอ้ สังเกตบางประการเกี่ยวกับปญั หาสำ�คัญในกระบวนการประเมินผล นโยบายสาธารณะ:  บทสะท้อนผ่านมุมมองเชงิ ระบบ สุรศักด ์ิ ชะมารมั ย์



การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริย์ ทรงเปน็ ประมขุ ของไทย ปณิธัศร์  ปทมุ วฒั น*์ ความนำ� “ระบอบประชาธิปไตย”  คือ  ระบอบการปกครองที่ถือกำ�เนิดคร้ังแรก ในอาณาจักรกรีกโบราณ  โดยมีหลักสำ�คัญให้อำ�นาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน  และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการปกครอง ประเทศในด้านต่างๆ  ตลอดจนให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพอันได้รับการคุ้มครอง จากผ้ปู กครองรัฐ * สำ�เร็จการศึกษานติ ศิ าสตรบณั ฑิต (ธรรมศาสตร์), เนติบณั ฑติ ไทย ส�ำ นกั อบรมศึกษากฎหมาย แห่งเนติบัณฑิตยสภา  ปัจจุบันดำ�รงตำ�แหน่งนิติกรชำ�นาญการ  กลุ่มงานพัฒนากฎหมาย  สำ�นักกฎหมาย ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารวุฒิสภา

10 รัฐสภาสาร  ปีท่ี  ๖๕  ฉบับท ่ี ๒  เดอื นกุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ในเวลาต่อมาระบอบประชาธิปไตยของโลกก็ได้รับการพัฒนาหลังจากการสิ้นสุดลง ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ท่ีอำ�นาจในการปกครองประเทศเป็นของกษัตริย์ในประเทศ ต่างๆ  ในราวคริสต์ศตวรรษที่  ๑๘  ดังเช่นที่ได้เกิดข้ึนในประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส  อันมีผลมาจากประวัติศาสตร์ทางการเมืองการปกครองของประเทศเหล่านั้นที่ได้มีการเรียกร้อง ให้มีการจำ�กัดพระราชอำ�นาจของผู้ปกครองบางประการลง  เพ่ือประโยชน์ในการคุ้มครอง สทิ ธิและเสรีภาพของพลเมืองในด้านตา่ งๆ   สำ�หรับวิวัฒนาการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของไทยน้ัน  มีวิวัฒนาการสืบเน่ืองมาจากการปกครองภายใต้ พระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ไทยโดยลำ�ดับ  พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยสุโขทัย ทรงปกครองพระราชอาณาจักรโดยพระบรมราโชบายแบบ  “พ่อปกครองลูก”  ต่อมาในสมัย อยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  พระมหากษัตริย์ทรงมี พระราชสถานะเป็น  “สมมติเทพ”  หรือเทพเจ้าตามแนวคิดของ  “ลัทธิเทวราชา”  ที่ได้รับ อิทธิพลมาจากอาณาจักรเขมร  พระมหากษัตริย์ของไทยจึงทรงพระบรมเดชานุภาพสูงสุดและ ทรงพระราชอาญาสิทธิ์เปน็ ลน้ พ้นเหนอื ทกุ คนในพระราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม  การปกครองของประเทศไทยภายใต้พระราชอำ�นาจ ในการปกครองประเทศของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์นั้นทรงดำ�เนินพระราชวิถี ในการปกครองประเทศ  โดยมีขอบเขตในการใช้พระราชอำ�นาจเพ่ือความสุข ของประชาชนอยู่ภายใต้หลักธรรมของผู้ปกครองท่ีเรียกว่า  “ทศพิธราชธรรม”  และ หลักธรรมหรือกฎเกณฑ์อื่น  ประกอบด้วยพระราชจริยานุวัตรท่ีทรงคำ�นึงถึงความผาสุก สงบของชาติและประชาชนเป็นสำ�คัญ  ตลอดจนทรงบำ�เพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชนส์ ุขของประชาชนโดยพระราชอตุ สาหะเปน็ เอนกประการ “หลักทศพิธราชธรรม”  แนวคิดว่าด้วยขอบเขตการใช้พระราชอำ�นาจ ของพระมหากษตั รยิ ์ “หลักทศพิธราชธรรม”  เป็นธรรมที่มีมาก่อนพุทธกาลที่กำ�หนดกรอบ พระราชจริยานุวัตรของพระมหากษัตริย์หรือผู้มีอำ�นาจในการปกครองประเทศ  มีความหมาย โดยตรงคือ  “ธรรมะสำ�หรับพระราชาผู้มีอำ�นาจหน้าท่ีในการปกครองไพร่ฟ้าประชาชน ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข”  มีปรากฏในมหาหังสชาดก  ขุททกนิกาย  พระสุตตันตปิฎก  โดยพระบาลีว่า

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ ของไทย 11 “ทานํ  สลี  ํ ปรจิ ฺจาค ํ อาชชฺ วํ  มททฺ วํ  ตปํ อกโฺ กธ ํ อวิหึสญจฺ   ขนตฺ ิญฺจ  อวิโรธนํ อจิ ฺเจเต  กุสเล  ธมเฺ ม  ฐิเต  ปสสฺ าหิ  อตตฺ นิ ตโต  เต  ชายเต  ปตี ิ  โสมนสฺสญจฺ นปฺปกํ” อันแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า  “ขอพระองค์ทรงพิจารณาเห็นหลักธรรมอันชอบ  ๑๐  ประการ  คอื   ทาน การใหเ้ พ่อื การสงเคราะห์  อนุเคราะห์  และบูชา   ศีล การสำ�รวมระวงั กาย  วาจา  ใหส้ ะอาดปราศจากโทษ   ปรจิ จาคะ การเสียสละความสขุ สว่ นตนเพือ่ ประโยชนส์ ่วนรวม   อาชชวะ ความซ่อื ตรง   มทั ทวะ ความอ่อนโยน   ตปะ ความเพยี รขจัดความเกยี จครา้ นและความชั่วร้าย   อกั โกธะ ความไม่โกรธ   อวิหิงสา ความไมเ่ บียดเบยี นผอู้ นื่   ขันต ิ ความอดทน   อวิโรธนะ การปฏิบัตไิ มใ่ หผ้ ิดจากการทีถ่ กู ทตี่ รง”   ดังน้ัน  การเมืองการปกครองของประเทศไทยที่พระมหากษัตริย์ทรงยึดถือ ธรรมของผู้ปกครองนี้จึงมีความแตกต่างกับการเมืองการปกครองของประเทศต่าง  ๆ  ท่ี ได้เข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย  โดยมีการเรียกร้องให้ประชาชน เป็นเจ้าของอำ�นาจสูงสุดในการปกครองประเทศและเรียกร้องให้มีการจำ�กัดอำ�นาจ ของผู้ปกครอง  เพราะเหตุผลประการสำ�คัญในประเทศไทยคือ  พระราชจริยานุวัตร ของพระมหากษัตริย์ไทยท่ีต่างทรงยึดมั่นหลักทศพิธราชธรรมในการปกครองมาทุกรัชสมัย  ในลักษณะที่ทรงเป็น  “ธรรมราชา”  ดังท่ีมีการแปลความหมายไว้  ๔  ความหมายว่า  ทรงเป็นธรรมราชา  เพราะทรงประพฤติอยู่ในธรรม  เพราะชาวโลกพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ยกยอ่ งโดยธรรม  เพราะทรงรุ่งเรอื งโดยธรรม  และเพราะทรงปกครองพสกนิกรโดยธรรม นอกจากนี้  แม้ในช่วงระยะเวลาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ระบอบ การปกครองของประเทศไทยจะอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ตาม  แต่ใน ทางปฏิบัติพระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำ�นาจที่เด็ดขาดเหมือนในบางประเทศ ที่ใช้ระบอบการปกครองเดียวกันนี้แต่อย่างใด  เพราะพระมหากษัตริย์ของไทย

12 รัฐสภาสาร  ปที  ่ี ๖๕  ฉบบั ที่  ๒  เดอื นกมุ ภาพันธ ์ พ.ศ.  ๒๕๖๐ ทุกพระองค์ทรงยึดถือหลักธรรมของผู้ปกครองและทรงมีพระราชปณิธานท่ีจะทรงจำ�กัด พระราชอำ�นาจในการปกครองโดยพระองคเ์ อง การปกครองในสมัยกรุงสุโขทัยมีลักษณะแบบ  “พ่อปกครองลูก”  มีหลักฐาน สำ�คัญว่าพระมหากษัตริย์ทรงปกครองโดยธรรม  ดังท่ีปรากฏหลักฐานในศิลาจารึก พ่อขุนรามคำ�แหงที่ได้บันทึกเหตุการณ์ต่าง  ๆ  ตลอดรัชสมัยที่สะท้อนการเมืองการปกครอง ในสมัยน้ัน  เช่น  มีการกำ�หนดให้ผู้มีอำ�นาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีจำ�ต้องปฏิบัติหน้าท่ี โดยซ่ือสัตย์  ยุติธรรมไม่เข้าข้างฝ่ายใด  ไม่เลือกว่าเป็นขุนนางหรือเป็นราษฎรสามัญ  และ หากขุนศาลตระลาการมีความลำ�เอียงหรือปราศจากความยุติธรรม  ราษฎรก็สามารถร้องทุกข์ โดยตรงต่อพระมหากษัตริย์ได้โดยการส่ันกระดิ่ง  ซ่ึงวิถีการปกครองในลักษณะนี้ มีความคล้ายคลึงกับ  “หลักความเสมอภาค”  และ  “การตรวจสอบการใช้อำ�นาจ ของเจ้าหน้าท่ีรัฐ”  ที่มีในระบอบประชาธิปไตยประเทศตะวันตกในอีกหลายร้อยปีต่อมา และในยุคสุโขทัยนี้ได้รับเอา  “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์”  อันมีที่มาจากประเทศอินเดียตาม คติฮินดู  โดยสุโขทัยรับผ่านมาทางมอญซ่ึงนับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับชนชาติไทย  โดยชนชาติมอญได้มีการอธิบายโดยประสานกับแนวความคิดของพระพุทธศาสนาแล้วเปลี่ยน นามเสียใหม่ว่า  “คัมภีร์ธรรมสัตถัม”  และมาสู่อาณาจักรสุโขทัยในเวลาต่อมา  โดยได้ ดดั แปลงคตใิ นองคพ์ ระมหากษัตริย์จากการเปน็ เทพเจา้ ตามลัทธิพราหมณเ์ สยี ใหม่ว่า  “เป็นพระโพธิสัตว์ที่มาบังเกิดเป็นมหาบุรุษ  ได้รับการเลือกตั้งจากปวงชน ให้เป็นพระเจ้ามหาสมมติราช  คือ  สมมติขึ้นมาจากปวงชนให้เป็นผู้ปกครองแผ่นดิน  หรือทเ่ี รียกว่าเป็นเอนกชนนกิ รสโมสรสมมติ”  นอกจากนั้น  แนวความคิดทางพระพุทธศาสนาได้รับมาใช้เป็นแนวความคิด ในการปกครองบ้านเมืองนับแต่รัชสมัยของพระมหาธรรมราชา  (พญาลิไท)  ตามหลักฐาน ที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วงและศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลักต่าง  ๆ  โดยพระมหาธรรมราชา  (พญาลิไท)  เป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์  “ไตรภูมิพระร่วง”  หรือ  “เตภูมิกถา”  ข้ึน ในปี  พ.ศ.  ๑๘๘๘  โดยมีเนื้อหาส่วนหน่ึงอธิบายหลักธรรมของผู้ปกครองในฐานะเป็นแม่บท ในการปกครอง  มสี าระท่สี ำ�คัญคอื   “กษัตรยิ ท์ ีด่ ตี ้องทรงเปน็ ผูท้ รงธรรม” สำ�หรับในระบอบการเมืองการปกครองของ  “กรุงศรีอยุธยา”  ก็ได้มีการรับเอา คติทางศาสนาฮินดูมาจากการที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี  ๒  (เจ้าสามพระยา)  ได้ทรงตี นครธมของเขมรได้  และได้นำ�พราหมณ์และขุนนางเขมรจำ�นวนมากมาสู่พระราชอาณาจักร ด้วย  ทำ�ให้แนวความคิดด้านการปกครองแบบฮินดูได้มีข้ึนในราชสำ�นักกรุงศรีอยุธยา  โดยเฉพาะอย่างย่ิง  “ลัทธิเทวราช”  ซ่ึงมีความเชื่อว่า  พระมหากษัตริย์  คือ  เทพ

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุขของไทย 13 ผู้ศักด์ิสิทธิ์  หรือทรงมีพระราชสถานะเป็น  “องค์สมมติเทวดา”  และได้มีการกำ�หนด ขนบธรรมเนียมราชประเพณีอันเน่ืองด้วยพระมหากษัตริย์ประการต่าง  ๆ  ให้เป็นพิเศษ ยิ่งกว่ามนุษย์สามัญ  พระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงทรงมีพระบรมเดชานุภาพ  พระราชอาญาสทิ ธิ์ตา่ งๆ  ในพระราชอาณาจกั รเปน็ ลน้ พ้น       อย่างไรก็ตาม  การปกครองพระราชอาณาจักรโดยองค์พระมหากษัตริย์น้ัน  ยั ง ท ร ง ใ ช้ พ ร ะ ร า ช อำ � น า จ ใ น ก า ร ป ก ค ร อ ง แ ผ่ น ดิ น ภ า ย ใ ต้ ห ลั ก ธ ร ร ม แ ห่ ง คั ม ภี ร์ พระธรรมศาสตร์และหลักทศพิธราชธรรมเป็นขอบเขตแห่งการใช้พระราชอำ�นาจ  แม้จะ ทรงสมบูรณาญาสิทธิ์ก็ได้ทรงตรากฎมณเฑียรบาลข้ึนไว้เพ่ือยับย้ังการใช้พระราชอำ�นาจ ของพระองคเ์ อง  เช่น  กฎมณเฑียรบาล  บทที ่ ๑๐๖  มสี าระส�ำ คญั ว่า  ถา้ พระมหากษตั รยิ ท์ รงวินจิ ฉยั อรรถคดีโดยไม่ถูกต้องตามนิติประเพณีหรือความยุติธรรม  ให้กราบบังคมทูลทัดทานจนครบ  ๓  คร้ัง  หากยังไม่ทรงสดับคำ�ทัดทานน้ัน  ให้ผู้ทัดทานงดการสนองพระบรมราชวินิจฉัย ไว้ก่อน  แล้วจึงเข้าไปกราบบังคมทูลทัดทานอีกครั้งหน่ึงในที่ลับผู้คน  หากยังทรงไม่ฟัง ค�ำ ทดั ทานอกี   จึงใหป้ ฏบิ ัติตามพระบรมราชวินจิ ฉยั       กฎมณเฑียรบาล  บทที่  ๑๑๓  มีสาระสำ�คัญว่า  ห้ามเจ้าพนักงานถวาย พระแสงเม่ือเวลาพระมหากษัตริย์ทรงพระพิโรธแก่บุคคลใด  ถ้าเจ้าพนักงานย่ืนถวาย  ต้องได้รับโทษถงึ ชวี ติ นอกจากน้ี  พระมหากษัตริย์ยังทรงกำ�หนดพระราชกรณียกิจในการรักษา การปกครองโดยธรรมต่อประชาชนให้ปรากฏในพระราชอาณาจักร  เช่น  ในพระไอยการ อาญาหลวง  บทท่ี  ๕๑  พ.ศ.  ๑๙๗๖  และบทท่ี  ๒๓  แห่งพระราชกำ�หนดเก่า   พ.ศ.  ๒๒๗๐  กำ�หนดให้เจ้าเมืองต่าง  ๆ  ต้องปกครองพสกนิกรในแว่นแคว้นพระราช อาณาจกั รใหส้ งบเรยี บรอ้ ยเพอ่ื ประโยชน์ของประชาชน  ดังน้ี  คอื “เจ้าเมืองต้องเอาใจใส่ดูแลรักษาพยาบาลไพร่ฟ้าข้าไทของท่าน  รักษาความสงบ เรียบร้อย  รับรองสุขทุกข์ของราษฎรทั้งปวง  และรักษาประชาราษฎร์ภายในจังหวัดแขวงเมือง อย่าให้มีผู้เบียดเบียน  กรรโชก  ฆ่าฟัน...  ถ้าเจ้าเมืองร้ังเมืองมิได้เอาใจใส่พิทักษ์รักษาไพร่ พลเมอื งของท่าน  เจ้าเมอื งรงั้ เมืองกรมการจะถูกลงโทษอยา่ งหนกั ” หลักฐานดังกล่าวแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ท่ีทรงให้ ความสำ�คัญกับทุกข์สุขประชาชนและทรงสร้างกฎเกณฑ์กำ�หนดอำ�นาจหน้าที่และ กรอบการใช้อ�ำ นาจรัฐของเจ้าเมืองตา่ ง  ๆ  มใิ หก้ ระทบกระเทอื นต่อสิทธิของประชาชน

14 รัฐสภาสาร  ปที ี่  ๖๕  ฉบบั ที ่ ๒  เดือนกมุ ภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐    ภายหลังจากท่ีกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปีพุทธศักราช  ๒๓๑๐  สมเด็จพระเจ้า กรุงธนบุรี  หรือ  “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”  ได้ทรงกอบกู้เอกราชให้ปรากฏแก่ดินแดน ของชาวสยามอีกครั้ง  ทั้งน้ี  โดยทรงสถาปนา  “กรุงธนบุรี”  เป็นราชธานีแห่งใหม่ ของชนชาติสยาม  และประกอบพระราชกรณียกิจประการต่าง  ๆ  โดยพระราชอุตสาหะ เพ่ือให้เอกราชและพระพุทธศาสนาได้ดำ�รงในพระราชอาณาจักรโดยเรียบร้อยสมบูรณ์  ตลอดจนให้อาณาประชาราษฎรไ์ ดร้ บั ความผาสกุ โดยทั่วกัน ภายหลังจากเหตุการณ์ทางการเมืองในปลายรัชสมัยกรุงธนบุรีได้ยุติลง  ในปีพุทธศักราช  ๒๓๒๕  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลท่ี  ๑  ได้ทรงสถาปนา  “กรุงรัตนโกสินทร์”  ข้ึนเป็นราชธานีแห่งใหม่  และได้ทรง สถาปนา  “พระบรมราชวงศ์จักรี”  ข้ึนสถิตเป็นสิริสง่าแห่งราชธานีและเป็นม่ิงขวัญ ปกเกลา้ แกพ่ สกนกิ รในวันที ่ ๖  เมษายน  พระพทุ ธศกั ราช  ๒๓๒๕ ในรัชสมัยแห่งวาระแรกในการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์น้ัน  พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงวางรากฐานการปกครองพระราชอาณาจักร ท้ังในด้านการบริหารราชการแผ่นดิน  การพระพุทธศาสนา  การเสริมสร้างเศรษฐกิจ  ตลอดจนการฟ้นื ฟศู ลิ ปวฒั นธรรมของชาติทุกแขนงให้รุ่งเรอื ง  โดยมพี ระราชปณธิ านใหเ้ ปน็ เหมือน เม่ือคร้ังสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ควบคู่ไปกับการพระราชสงครามเพ่ือปกป้องดินแดน พระราชอาณาจักรให้รอดพ้นจากการรุกรานจากอริราชศัตรู  ดังพระราชปณิธานที่ปรากฏใน บทพระราชนิพนธ์  “กลอนเพลงยาวนิราศ  เร่ืองรบพม่าที่ท่าดินแดง”  ท่ีได้ทรงพระราช นพิ นธ์ข้ึนในป ี พ.ศ.  ๒๓๒๙  ความตอนหนึ่งว่า      “ตัง้ ใจจะอปุ ถมั ภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะปอ้ งกนั ขอบขณั ฑสมี า รักษาประชาชนแลมนตร”ี สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ได้เน้นคติธรรมทางพระพุทธ ศาสนาและแนวคิดเร่ืองธรรมราชาเป็นหลักสำ�คัญในการปกครอง  โดยคติแนวคิดเร่ือง  “เทวราชา”  หรือแนวคิดว่าพระมหากษัตริย์ทรงดำ�รงพระราชสถานะแห่งสมมติเทพนั้น  ยังคงปรากฏในรูปแบบของพระราชมณเฑียรสถาน  พระราชพิธี  ขนบธรรมเนียมราชประเพณี ในราชสำ�นักอันเนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ท่ีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  โดยผสมผสานกับแนวคิด เร่ือง  “ธรรมราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรม”  ตามหลักคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ดังที่ปรากฏ ใน  “กฎหมายตราสามดวง”  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการชำ�ระและรวบรวมพระราชกำ�หนดบทพระไอยการ และกฎเกณฑ์จาก  “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์”  ให้ถูกต้องครบถ้วนเหมือนกับการสังคายนา พระไตรปิฎกและจัดหมวดหม่รู วบรวมไวใ้ ช้ส�ำ หรับในการพพิ ากษาคดใี ห้เป็นไปโดยยุตธิ รรม

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุขของไทย 15 การร้องทุกข์ของราษฎรแบบเดียวกับในสมัยพ่อขุนรามคำ�แหงมหาราช แห่งอาณาจักรสุโขทัยก็ได้มีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลท่ี  ๔  พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราโชบายให้ราษฎรสามารถทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายฎีกา ร้องทุกข์เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าท่ีบ้านเมืองที่ประพฤติมิชอบได้โดยตรง ต่อพระมหากษัตริย์ได้ด้วยตนเอง  โดยจะมีการเสด็จออกรับฎีกาจากราษฎรทุกเดือน  เดอื นละ  ๔  วัน  ณ  พระทีน่ ่ังสทุ ไธสวรรย์  พระบรมมหาราชวัง พระมหากษตั รยิ ไ์ ทยกับการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย แนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเกิดขึ้น อย่างชัดเจนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๕  ซ่ึงได้มี การเรียกร้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย  เช่น  ได้มีเจ้านายและข้าราชการจำ�นวนหน่ึง ท่ีรับราชการ  ณ  สถานทูตไทย  ณ  กรุงลอนดอน  และกรุงปารีส  ได้ร่วมกันลงชื่อในเอกสาร กราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปล่ียนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน  ร.ศ.  ๑๐๓  ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  เม่ือวันท่ี  ๙  มกราคม  พ.ศ.  ๒๔๒๗  โดยถวายแนวความคิด ให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองประเทศสยาม  และ เปลี่ยนระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยในหลักการที่มีการเรียกร้อง  แต่ทรงมีพระราชวิจารณ์ เพิ่มเติมว่าประเทศสยามควรเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป  ต่อมาก็ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญข้ึนเพื่อให้เหมาะสมกับการปกครอง ประเทศสยาม  แต่สุดท้ายก็มิได้นำ�ออกมาใช้  เน่ืองจากพระองค์ทรงมีพระราชดำ�ริว่าสภาพ บ้านเมืองและประชาชนชาวสยามในขณะนั้นยังไม่พร้อมท่ีจะรับการเปล่ียนแปลงในทันทีทันใด  และถ้าเร่งรีบเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในขณะท่ีสังคมสยามยังไม่พร้อมก็ย่อมจะเป็นอันตราย ต่อความม่ันคงของชาติได้  ซึ่งในห้วงเวลานั้นสยามประเทศก็ยังมีภัยรอบด้าน  โดยเฉพาะ อย่างยง่ิ คือ  “ภัยจากนโยบายการล่าอาณานิคมของประเทศมหาอ�ำ นาจตะวันตก” อย่างไรก็ดี  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำ�ริ ว่าการปกครองประเทศสยามในระบบรัฐสภาและการมีรัฐธรรมนูญแบบตะวันตกจะต้อง เกิดข้ึนอย่างแน่นอนเมื่อสภาพของบ้านเมืองและประชาชนชาวสยามมีความพร้อม มากย่ิงข้ึน  และทรงมีพระราชปณิธานที่จะให้การปกครองท่ีมี  “รัฐสภา”  และ  “รัฐธรรมนูญ”  เกิดขึ้นในประเทศสยาม  ดังที่ได้เคยมีพระราชดำ�รัสในท่ีประชุมเสนาบดีคร้ังหนึ่งว่า 

16 รัฐสภาสาร  ปที ่ี  ๖๕  ฉบับท ่ี ๒  เดอื นกุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ “ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญให้พลเมืองไทยทันทีที่ข้ึนสู่ราชบัลลังก์  กล่าวคือ  ฉนั จะให้เขามีปาลิเมนต์และคอนสติตวิ ช่นั ” เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  สยามมกุฎราชกุมาร  ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลท่ี  ๖  ก็ได้ทรงสนองพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการวางรากฐาน การปกครองในระบอบประชาธิปไตย  โดยทรงจัดต้ัง  “ดุสิตธานี”  ขึ้นเป็นเมืองจำ�ลอง สำ�หรับทดลองวิถีการปกครองแบบประชาธิปไตย  โดยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มี ธรรมนูญลักษณะปกครองคณะนคราภิบาล  (ดุสิตธานี)  พระพุทธศักราช  ๒๔๖๑  เป็นข้อบัญญัติในการปกครองและดำ�เนินงานภายในดุสิตธานี  ท้ังนี้  ทรงมีพระราชปณิธาน ดังมีในพระราชดำ�รัสคราวเสด็จพระราชดำ�เนินเปิดศาลารัฐบาลมณฑลดุสิต  เมื่อวันที่  ๙  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๔๖๒  ความตอนหนึง่ ว่า “...วิธีการท่ีดำ�เนินเป็นไปน้ี  เป็นการทดลองว่าจะเป็นประโยชน์ได้เพียงใด  เพื่อเป็นตัวอย่างสำ�หรับธานีให้แน่ชัดเสียก่อน...  วิธีดำ�เนินการในธานีเล็ก  ๆ  ของเรา เปน็ ไปเชน่ ไร  ก็ต้งั ใจวา่ จะให้ประเทศสยามกระทำ�เชน่ เดยี วกนั ...” ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลท่ี  ๗  ได้ทรงมี พระราชดำ�ริว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยท่ีแท้จริงน้ัน  อาจยากท่ีจะเป็นไปได้สำ�หรับ ประเทศไทยในขณะน้ัน  และยังอาจจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ท่ีแท้จริงของประชาชน อีกดว้ ย  ด้วยเหตุผลดงั กล่าว  พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ วั จงึ ทรงมพี ระราชด�ำ ริว่า “เราจะต้องเตรียมตัวของเราเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป  เราจะต้องเรียนรู้และ จะต้องให้การศึกษาแก่ตัวของเราเอง  เราจะต้องเรียนและทดลองเพื่อที่จะได้รู้ว่าระบอบ การปกครองแบบรัฐสภา  จะดำ�เนินไปได้อย่างไรในประเทศ” เม่ือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ  ได้ทรงมี พระราชดำ�ริที่จะปรับปรุงสภาองคมนตรีใหม่ตั้งแต่ต้นรัชกาล  โดยมีพระราชประสงค์ จะให้เป็น  “สถาบันการเรียนรู้และการทดลองการปกครองระบอบรัฐสภา”  มีชื่อว่า  “สภากรรมการองคมนตร”ี   โดยไดท้ รงแสดงพระราชประสงค์ว่ามอี ยู่  ๒  ประการ  คอื   ๑. เป็นการทดลองและเรยี นรูถ้ ึงวิธกี ารประชุมปรึกษาของรัฐสภา ๒. เป็นพลังท่ีจะเหน่ียวร้ังต้านทานการใช้อำ�นาจในทางท่ีผิด  แม้สภากรรมการ องคมนตรีจะมิใช่เป็นรัฐสภา  แต่จากกฎหมายว่าด้วยองคมนตรีสภา  และจากการ ทดลองประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายต่าง  ๆ  ของสภาน้ีในเวลาต่อมา 

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ ของไทย 17 ก็ อ า จ ถื อ ไ ด้ ว่ า ส ภ า ก ร ร ม ก า ร อ ง ค ม น ต รี เ ป็ น ก า ร เ ต รี ย ม ก า ร อ ย่ า ง สำ � คั ญ สำ � ห รั บ การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่จะเกิดขึ้น  ดังปรากฏชัดเจนในกระแส พระราชดำ�รัสในวันเปิดประชุมสภากรรมการองคมนตรี  เมื่อวันที่  ๓๐  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๐  ความตอนหน่ึงวา่ “เรามีความประสงค์ท่ีจะทดลองและปลูกฝังการศึกษาในวิธีการปรึกษา โต้เถียงให้สำ�เร็จเป็นมติตามแบบอย่างท่ีประชุมใหญ่  เพราะฉะน้ันจึงได้ดัดแปลง สิ่งที่มีอยู่แล้ว  ให้ใช้การได้เหมาะสมกับสภาพของบ้านเมืองที่มีอยู่ในเวลาน้ี  ถ้าหาก ถงึ เวลาอนั สมควรท่ีจะเปลี่ยนแปลงวิธกี ารปกครองประเทศ  ก็จะทำ�ได้โดยสะดวก” นอกจากน้ัน  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระราชดำ�ริท่ีจะ พัฒนาการเมืองจากระดับล่างขึ้นไปสู่ระดับบนพร้อม  ๆ  กัน  โดยการฝึกอบรมประชาชน ให้รู้จักการปกครองตนเองในท้องถ่ินด้วยการจัดต้ัง  “สภาเทศบาล”  ท้ังนี้  พระองค์ได้ทรงมี พระราชบันทึกพระราชทานพระยากัลยาณไมตรี  ลงวันที่  ๒๓  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๔๖๙  แปลเป็นไทยความตอนหน่ึงว่า “การเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าคิดอยู่ในขณะนี้คือ  การจัดตั้งสภาเทศบาล  ข้าพเจ้าคิดว่าตอนแรกสภาเหล่านี้ควรมาจากการแต่งตั้ง  ต่อไป เราจะทดลองมีสภามาจากการเลือกตั้ง  เร่ืองนี้จะให้ข้อคิดบางอย่างว่า  สามารถนำ� การปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช้ได้หรือยัง  พวกที่มีความคิดก้าวหน้าของประเทศ จะพอใจ  และจะเป็นการแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า  ประชาชนพร้อมหรือยังที่จะมีสิทธิ มเี สียงในกจิ การของประเทศ” สำ�หรับแนวพระราชดำ�ริในการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุด ในการปกครองประเทศนั้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น  ๒  ฉบับ  เพ่ือศึกษาว่าจะมี ความเหมาะสมกบั ประเทศไทยหรือไมเ่ พียงใด รา่ งรัฐธรรมนูญฉบบั แรก  เกิดข้ึนจากการท่พี ระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยูห่ วั ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระยากัลยาณไมตรี  (ดร.  ฟรานซิส  บี  แซย์ร)  เม่ือวันท่ี  ๒๓  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๔๖๙  ในระหว่างที่พระยากัลยาณไมตรีมาเยือนประเทศไทย  โดยทรงประมวลปัญหาต่าง  ๆ  เกี่ยวกับการเมืองการปกครองของประเทศไทย  และทรงตั้ง ค�ำ ถามเปน็ พระราชปจุ ฉา  ๙  ข้อ  เพื่อทราบความคดิ เห็นจากพระยากลั ยาณไมตรี  ดงั น ี้   พระราชปุจฉา  ข้อ  ๑-๒  ว่าด้วยปัญหาเก่ียวกับการสืบราชสมบัติ  และ มาตรการท่ีจะทำ�ให้แน่ใจได้ว่าพระมหากษัตริย์ท่ีจะสืบราชสมบัติต่อไปน้ีทรงมีพระปรีชา สามารถ

18 รัฐสภาสาร  ปีท ี่ ๖๕  ฉบับท่ี  ๒  เดอื นกุมภาพนั ธ ์ พ.ศ.  ๒๕๖๐ พระราชปุจฉา  ข้อ  ๓-๔  เป็นข้อปรึกษาเก่ียวกับความพร้อมและความเหมาะสม ของประเทศสยามทีจ่ ะเปล่ียนแปลงการปกครองแบบมีรัฐสภา พระราชปจุ ฉา  ขอ้   ๕  เกยี่ วกับบทบาทของอภิรฐั มนตรีสภา พระราชปุจฉา  ข้อ  ๖-๗  ทรงปรึกษาเก่ียวกับความเหมาะสมในการมี นายกรัฐมนตรีและสภานิติบัญญตั ิ พระราชปุจฉา  ข้อ  ๘  ทรงขอความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและ การเงนิ ของประเทศ พระราชปุจฉา  ข้อ  ๙  ทรงปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับมาตรการในการทำ�ให้ชาวจีน ทีเ่ ขา้ มาอยใู่ นประเทศสยามกลายเปน็ คนสยาม ในการน้ี  พระยากัลยาณไมตรีได้มีหนังสือกราบบังคมทูลตอบพระราชปุจฉา  เม่ือวันท่ี  ๒๗  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๔๖๙  โดยรวมข้อมูลตอบเป็น  ๓  หัวข้อใหญ่  คือ  การสืบราชสันตติวงศ์  โครงสร้างของรัฐบาล  และเรื่องเศรษฐกิจและการคลัง  ส่วนเรื่อง เกี่ยวกับชาวจีนในประเทศสยามน้ัน  พระยากัลยาณไมตรีตอบว่ายังไม่สามารถกราบบังคมทูลได้ เพราะต้องศึกษาให้มากกว่านี้  พร้อมกันน้ีได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายร่างรัฐธรรมนูญ ฉบบั ส้ันๆ  มีเนือ้ หาจ�ำ นวน  ๑๒  มาตรา สำ�หรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายเรมอนด์  บี  สตีเวนส์  ที่ปรึกษา กระทรวงการต่างประเทศ  และพระยาศรีวิสารวาจา  ปลัดทูลฉลองกระทรวง การต่างประเทศ  เป็นกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว  ต่อมาได้ยกร่างจนแล้วเสร็จ  เมื่อวันท่ี  ๙  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๔  มีความยาวทั้งส้ิน  ๕  หน้ากระดาษพิมพ์  แม้จะไม่ได้ ใช้ช่ือว่ารัฐธรรมนูญ  แต่โดยเน้ือหาแล้วก็มีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญน่ันเอง  เพราะได้กำ�หนด รูปแบบการปกครอง  กำ�หนดความสัมพันธ์ระหว่างอำ�นาจบริหารและอำ�นาจนิติบัญญัต ิ  ตลอดจนก�ำ หนดวธิ ีการเลือกตงั้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรไว้ดว้ ย อย่างไรก็ตาม  นายเรมอนด์  บี  สตีเวนส์  และพระยาศรีวิสารวาจา  ก็ไม่เห็นด้วย ท่ีจะให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  โดยให้เหตุผลว่าประชาชนสยามยังไม่มีความพร้อม สำ�หรับการปกครองในรูปแบบใหม่  โดยเสนอว่าจะต้องให้ประชาชนได้มีประสบการณ์ ในการปกครองตนเองกอ่ นจงึ จะเป็นการดีท่ีสดุ ท้ังน้ี  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงต้ังพระราชหฤทัยท่ีจะ พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่พสกนิกรของพระองค์ในวันที่  ๖  เมษายน  พ.ศ.  ๒๔๗๕   อันเป็นวันครบรอบวันสถาปนามหาจักรีบรมราชวงศ์ครบรอบ  ๑๕๐  ปี  แต่เมื่อถึง

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมขุ ของไทย 19 วันดังกล่าวก็มิได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด  และต่อจากนั้นเป็นเวลาไม่ถึง   ๓  เดอื น  คณะราษฎรก็ไดท้ ำ�การยดึ อ�ำ นาจเปล่ยี นแปลงการปกครอง ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  นับต้ังแต่  พ.ศ.  ๒๔๖๘-๒๔๗๕  นั้น  เป็นระยะที่ประเทศไทยมีสถานการณ์ไม่ค่อยม่ันคงนัก  รัฐบาลต้องคอยแก้ไขปัญหา เฉพาะหน้าซึ่งเกิดข้ึนอยู่ตลอดเวลา  มีภาวะยุ่งยากทางเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมือง  ปัญหาต่าง  ๆ  เหล่าน้ีล้วนเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาทางการเมืองการปกครอง  ทำ�ให้เกิดความล่าช้าแก่การดำ�เนินงาน  ดังนั้น  จึงมีกลุ่มผู้ต้องการให้มีการเปล่ียนระบอบ การปกครองอย่างเร่งด่วน  ในท้ายท่ีสุดกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่า  “คณะราษฎร”  ก็ได้ทำ� การปฏิวัตเิ ปลีย่ นแปลงการปกครองในเวลารงุ่ เช้าของวนั ท่ี  ๒๔  มิถนุ ายน  พ.ศ.  ๒๔๗๕ “คณะราษฎร”  ฝ่ายทหาร  ประกอบด้วย  ทหารบก  ทหารเรือ  และทหาร อากาศ  อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา  (พจน์  พหลโยธิน)  ส่วนฝ่ายพลเรือนมีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม  (ปรีดี  พนมยงค์)  เป็นผู้นำ�  โดยประกาศของคณะราษฎรได้แสดงถึงอุดมการณ์  ๖  ประการไวด้ ้วย  ดงั นี้ ๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชท้ังหลาย  เช่น  เอกราชในทางการเมือง  การศาล  ในทางเศรษฐกิจ  ฯลฯ  ของประเทศไวใ้ ห้มั่นคง ๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ  ให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดนอ้ ยลงใหม้ าก ๓. ต้องบำ�รุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่ จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ�  จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ  ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก ๔. จะต้องให้ราษฎรมสี ทิ ธิเสมอภาคกนั   ๕. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ  มีความเป็นอิสระ  เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก  ๕  ประการดังกลา่ วขา้ งตน้ ๖. จะตอ้ งให้การศึกษาอยา่ งเต็มท่แี ก่ราษฎร ในการนี้  คณะราษฎรได้ส่งโทรเลขไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว  ณ  พระราชวังไกลกังวล  ให้ทรงทราบถึงการยึดอำ�นาจเปล่ียนแปลงการปกครอง เพ่ือขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ  และกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำ�เนินกลับพระนคร มาทรงดำ�รงพระราชสถานะ  “พระมหากษัตริย์ภายใตร้ ัฐธรรมนญู ” พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะป้องกันมิให้ มีการปะทะกันระหว่างฝ่ายท่ียังจงรักภักดีและคณะราษฎร  จึงทรงยอมรับท่ีจะดำ�รงตำ�แหน่ง

20 รฐั สภาสาร  ปที ่ ี ๖๕  ฉบับท ่ี ๒  เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ  และได้เสด็จพระราชดำ�เนินกลับพระนครโดยรถไฟ พระท่ีนั่ง  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำ�ไพพรรณี  พระบรมราชินี  พระบรมวงศานุวงศ์  และข้าราชการบรพิ ารทีต่ ามเสดจ็   ถงึ พระนครเมอื่ วนั ที่  ๒๖  มถิ นุ ายน  พ.ศ.  ๒๔๗๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำ�เนินถึงพระนครแล้ว  ในวันเดียวกันนั้น  ผู้แทนคณะราษฎรได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท  ณ  วังศุโขทัย  และ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระราชกำ�หนดนิรโทษกรรมเพ่ือทรงลงพระปรมาภิไธย  ในการนี้ พระองคไ์ ด้ทรงลงพระปรมาภิไธยเพอ่ื พระราชทานอภัยโทษแก่คณะราษฎร  เวลาต่อมา  คณะราษฎรได้นำ�  “ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยาม”  ซึ่งหลวงประดิษฐ์มนูธรรมและกรรมการคณะราษฎรบางคนร่างข้ึนทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย  จากน้ันเมื่อได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว  จึงได้มีการประกาศใช้เป็น  “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  พุทธศักราช  ๒๔๗๕”  สำ�หรับเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ  เมื่อวันที่  ๒๗  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๗๕  และนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา  หัวหน้าผู้รักษาพระนคร ฝ่ายทหารได้ประกาศแต่งต้ัง  “ผู้แทนราษฎร”  ชุดแรกขึ้น  จำ�นวน  ๗๐  คน  โดยคัดเลือก จากผู้ทรงคุณวุฒิในคณะราษฎรและจากภาคส่วนอ่ืน  และได้มอบอำ�นาจในการปกครองแผ่นดิน ใหแ้ ก่สภาผู้แทนราษฎร  ซ่งึ เปดิ ประชุมครงั้ แรกเมือ่ วนั ที่  ๒๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๔๗๕  ครั้นถึงวันที่  ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๕  เวลา  ๑๔  นาฬิกา  ๔๐  นาที  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  ณ  พระท่ีนั่งอนันตสมาคม  เมื่อเสร็จ การพระราชพิธีดังกล่าวแล้ว  จึงถือว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชอำ�นาจแก่ปวงชนชาวไทยโดยสมบูรณ์  โดยให้มีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและก่อตั้งระบบรัฐสภาขึ้น  โดยมีสภาผู้แทน ราษฎรเป็นองคก์ รฝา่ ยนิตบิ ัญญตั ิของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระปริวิตกห่วงใยต่อความสงบสุข ของประชาชนและประเทศชาติอย่างย่ิง  ตลอดจนได้ทรงสดับข่าวความเคล่ือนไหวทางการเมือง ของรัฐบาลและสถานการณ์ทั่วไป  เมื่อมีพระราชดำ�ริว่าเรื่องใดเป็นการไม่ยุติธรรมหรือ ไม่เป็นไปตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย  ท้ังจะเกิดผลเสียแก่ประชาชนและประเทศชาติแล้ว  ก็จะได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาพระราชทานคำ�แนะนำ�ทักท้วงไปยังรัฐบาลทันทีเท่าที่พระราช อำ�นาจทางกฎหมายจะอ�ำ นวยให้ทรงกระท�ำ ได้

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมขุ ของไทย 21 ต่อมาเม่ือวันที่  ๒  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๗  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ  เนื่องจากรัฐบาลไม่อาจสนองตาม พระราชกระแสเกี่ยวกับครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตยของประเทศได้ในหลาย ประการ  ความบางตอนในพระราชหตั ถเลขาสละราชสมบัต ิ มีดงั นี้ “...ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำ�นาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยท่ัวไป  แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำ�นาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยฉะเพาะ  เพื่อใช้อำ�นาจน้ันโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริง ของประชาราษฎร...”   “...บัดน้ีข้าพเจ้าเห็นว่าความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิ ออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำ�เร็จ  และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้เป็นอันหมดหนทางท่ีข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ ต่อไปแล้ว  ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติออกจากตำ�แหน่งพระมหากษัตริย์บัดน้ี เป็นต้นไป...” หลังจากทรงสละราชสมบัติแล้ว  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประทับ อยู่ในประเทศอังกฤษ  พร้อมท้ังสมเด็จพระนางเจ้ารำ�ไพพรรณี  พระบรมราชินี  และ ข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด  ต่อมาเม่ือวันที่  ๓๐  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๔๘๔  พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยพระองค์แรก ของประเทศไทยได้เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการพระหทัยวาย  ณ  พระตำ�หนักที่ประทับ  ในต�ำ บลเวอร์จเิ นีย  วอเตอร ์ ชนบทใกล้กรงุ ลอนดอน ความสง่ ท้าย อาจกล่าวได้ว่า  วิวัฒนาการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยน้ันมีความต่อเนื่องมาจากการปกครองภายใต้ พ ร ะ บ ร ม เ ด ช า นุ ภ า พ ข อ ง พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ ไ ท ย ทุ ก พ ร ะ อ ง ค์ ท่ี ท ร ง ดำ � เ นิ น พ ร ะ ร า ช วิ ถี ในการปกครองประเทศเพ่ือความสุขของประชาชนภายใต้หลัก  “ทศพิธราชธรรม”  มาโดยตลอด  อันเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยในการทำ�นุบำ�รุงประโยชน์สุข ของประชาชน พระราชปณิธานของพระมหากษัตริย์ไทยที่จะพระราชทานกำ�เนิดการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยนั้นได้ปรากฏชัดเจนนับแต่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว  รัชกาลท่ี  ๕  เป็นต้นมา  โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๖ 

22 รัฐสภาสาร  ปีที ่ ๖๕  ฉบบั ท่ี  ๒  เดอื นกมุ ภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ก็ได้ดำ�เนินพระราชภารกิจตามแนวพระราชปณิธานในสมเด็จพระบรมชนกนาถ  และ เม่ือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๗  ได้เสด็จขึ้นสืบราชสันตติวงศ์แล้ว  ก็ได้ทรงพระราชอุตสาหะเป็นเอนกประการในการท่ีจะพระราชทานกำ�เนิดการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยให้สำ�เร็จตามพระราชประสงค์  ต่อมาแม้จะทรงดำ�รงพระราชสถานะ เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว  ก็ยังได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ  เพ่อื ให้ประเทศไทยมกี ารปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณอ์ ย่างแท้จรงิ แนวความคิดเรื่อง  “ธรรมราชา”  ตามหลักทศพิธราชธรรมน้ันเป็นหลักอันสำ�คัญ ในการปกครองพระราชอาณาจักรในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ของพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลท่ีทรง รับพระราชภาระในการครองแผ่นดินโดยธรรมสมำ่�เสมอ  อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลและสุข แห่งมหาชน  อันปรากฏโดยแจ้งชัดเป็นลำ�ดับสืบมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี  จักรีนฤบดินทร   สยามินทราธิราช  บรมนาถบพิตร  ดังพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธี บรมราชาภิเษกว่า  “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพ่ือประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”  ท้ังน้ี  นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จข้ึนทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์  รัชกาลท่ี  ๙  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เม่ือวันที่  ๙  มิถุนายน  พุทธศักราช  ๒๔๘๙  ตลอดรัชสมัยแห่งการทรงครองสิริราชสมบัติเป็นเวลา  ๗๐  ปี  น้ัน  ทรงดำ�รงอยู่ในฐานะอันเป็นท่ีเคารพสักการะสูงสุดของปวงชนชาวไทย  และทรงได้รับ การยกย่องไปท่ัวทิศานุทิศตลอดไปถึงสังคมระดับนานาประเทศ  ด้วยทรงต้ังมั่นอยู่ใน ทศพิธราชธรรม  ทรงบำ�เพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยภายใต้ ร่มพระบรมโพธิสมภารทุกหมู่เหล่าเป็นเอนกปริยาย  ตลอดจนทรงบำ�เพ็ญพระราชกรณียกิจ ในฐานะประมุขแห่งราชอาณาจักรไทยภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  โดยทรงใช้อำ�นาจอธิปไตยผ่านทางองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายบริหาร  และฝ่ายตุลาการ  ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญโดยธรรมสมำ่�เสมอมาตลอด รัชสมัย  ราชอาณาจักรไทยจึงมีระบอบธรรมราชาปรากฏควบคู่กับระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ มาโดยตลอด

การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุขของไทย 23 บรรณานกุ รม กลุ ทรัพย ์ เกษแมน่ กจิ   และคณะ.  พระราชประวัตแิ ละพระราชกรณียกจิ ใน พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาประชาธิปก  พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว.  พิมพ์ครั้งที่  ๒.  กรุงเทพฯ:  อมรนิ ทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิง่ ,  ๒๕๓๗. เกรยี งไกร  เจรญิ ธนาวฒั น์.  หลักพืน้ ฐานกฎหมายมหาชน.  กรงุ เทพฯ:  วญิ ญูชน,  ๒๕๕๖. คณะกรรมการอำ�นวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ  ๕๐  ปี.  ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก  เล่ม  ๑.  กรุงเทพฯ:  กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร,  ๒๕๔๒. .  ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก  เล่ม  ๔.  กรุงเทพฯ:  กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร,  ๒๕๔๒. คณะอนกุ รรมการเฉพาะกิจพจิ ารณาจดั ท�ำ หนงั สือ  “ราชาศัพท”์   ในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาต.ิ   ราชาศัพท์.  พิมพ์คร้ังที่  ๒.  กรุงเทพฯ:  สำ�นักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ  ส�ำ นกั นายกรฐั มนตร,ี   ๒๕๔๕. คึกฤทธ์ิ  ปราโมช,  ม.ร.ว.  สถาบันพระมหากษัตริย์.  กรุงเทพฯ:  ภาควิชาประวัติศาสตร์  มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ  ประสานมิตร,  ๒๕๒๓. นภาพร  เล้าสินวัฒนา.  การเสด็จข้ึนครองราชย์  พระราชพิธี  คติ  ความหมายและ สัญลักษณ์แหง่   “สมมตเิ ทวราช”.  กรงุ เทพฯ:  มวิ เซียมเพรส,  ๒๕๔๙. นรนิติ  เศรษฐบุตร.  การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย.  กรุงเทพฯ:  ส�ำ นักพิมพ ์คณะรัฐมนตรีและราชกจิ จานุเบกษา,  ๒๕๕๕. “พระราชประวตั พิ ระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั   พระบดิ าแห่งประชาธิปไตย”.  จุลนติ ิ.  ปีท่ี  ๕  ฉบับที ่ ๖  (พฤศจิกายน–ธนั วาคม  ๒๕๕๑):  ๑-๖. “พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕”. ราชกิจจานุเบกษา.  เล่ม  ๔๙  วันที ่ ๑๗  ธนั วาคม  ๒๔๗๕,  หนา้   ๓๑๙๕. มหาเถรสมาคม.  ทรงพระเจริญทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร  เฉลิมพระเกียรติ ในมหามงคลวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ  ๖๐  ปี  ๙  มิถุนายน  ๒๕๔๙.  กรุงเทพฯ:  มหาเถรสมาคม,  ๒๕๔๙. มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.  นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย.  กรุงเทพฯ:  มูลนิธิ สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดา,  ๒๕๕๗.

24 รัฐสภาสาร  ปที  ี่ ๖๕  ฉบบั ที ่ ๒  เดือนกุมภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ราชบัณฑิตยสถาน.  ใต้ร่มพระบารมี  จักรีนฤบดินทร์  สยามินทราธิราช.  กรุงเทพฯ: คณะบรรณาธิการจัดทำ�สารานุกรมประวตั ศิ าสตรไ์ ทย,  ๒๕๔๗. .  สารานกุ รมไทย  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  เลม่   ๑๔  ทะเบยี น–ธรรมราชา.  กรงุ เทพฯ:  ราชบณั ฑติ ยสถาน,  ๒๕๒๘. .  สารานุกรมไทย  ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน  เล่ม  ๑๕  ธรรมวตั ร–นิลเอก.  กรงุ เทพฯ:  ราชบณั ฑิตยสถาน,  ๒๕๓๐. .  สารานุกรมไทย  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  เล่ม  ๒๑  พายุ–ภักดี. กรงุ เทพฯ:  ราชบัณฑิตยสถาน,  ๒๕๓๐. วิษณ ุ เครืองาม.  กฎมณเฑยี รบาลในระบบกฎหมายไทย.  กรงุ เทพฯ:  สถาบนั พระปกเกลา้ ,  ๒๕๕๓. สนธิ  เตชานันท์.  แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบ  “ประชาธิปไตย”  ตามแนวพระราชด�ำ ริของพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยู่หวั .  พมิ พค์ รงั้ ท่ ี ๓. กรงุ เทพฯ:  กองการพมิ พ ์ ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารวฒุ สิ ภา,  ๒๕๓๖. สำ�นักงานเลขาธิการวุฒิสภา.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐสภา.  กรุงเทพฯ:  เจฟลิ ์มโปรเซส,  ๒๕๓๙. สำ�นักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก  พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสละราชสมบัติ.  กรุงเทพฯ:  อมรินทร์พร้ินติ้ง แอนดพ์ บั ลิชช่งิ ,  ๒๕๓๖. สุเมธ  ชุมสาย  ณ  อยุธยา  และคณะ.  พระองค์เจ้าปฤษฎางค์และข้อเสนอเก่ียวกับ รัฐธรรมนูญฉบับแรก  พ.ศ.  ๒๔๒๗.  กรุงเทพฯ:  สำ�นักพิมพ์คณะรัฐมนตรี และราชกิจจานเุ บกษา,  ๒๕๕๐. เสนีย์  ปราโมช,  ม.ร.ว.  กฎหมายสมัยอยุธยา.  กรงุ เทพฯ:  ศวิ พรการพมิ พ์,  ๒๕๑๐. แสวง  บุญเฉลิมวิภาส.  “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลักกฎหมายสำ�หรับผู้ปกครองแผ่นดิน”. รวมบทความวิชาการเน่ืองในโอกาสครบรอบ  ๘๔  ปี  ศาสตราจารย์จิตติ  ติงศภทั ิย.์   กรงุ เทพฯ:  มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์   ๒๕๓๗. .  ประวตั ิศาสตรก์ ฎหมายไทย.  กรงุ เทพฯ:  วิญญูชน,  ๒๕๔๙.

ความเหมือน  ความแตกต่างของทมี่ า  การให้ความเห็นชอบรายชื่อ  และการแตง่ ตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบัญญัตขิ องรา่ งรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศักราช  ....  และบทบญั ญตั ขิ องรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ นันทชยั   รักษ์จนิ ดา* ๑.  บทนำ� จากที่รัฐบาลและกรรมการการเลือกต้ัง  (กกต.)  ร่วมกันจัดให้มีการออกเสียง ประชามติ  (referendum)  เมื่อวันอาทิตย์ที่  ๗  สิงหาคม  ๒๕๕๙  ท่ีผ่านมา  เพื่อถาม มติของประชาชนในประเด็นเรื่องการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....๑  ซ่ึงจัดทำ�โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  อันมีนายมีชัย  ฤชุพันธุ์  ดำ�รงตำ�แหน่งประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ๒  ผลประชามติปรากฏว่าประชาชน เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้รับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  บังคับใช้ เป็นกฎหมายสูงสุด  (supremacy  law)  ยังผลให้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช  ....  ฉบับนี้  จึงเป็น  “ว่าท่ี”  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ฉบับถาวร  ฉบบั ที ่ ๒๐  ในกาลอนั ใกล้  * อาจารยป์ ระจำ�คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ตาปี ๑ ในขณะที่ผู้เขียนจัดทำ�บทความวิชาการฉบับนี้  ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ฉบบั ผา่ นการออกเสยี งประชามติเม่อื วนั อาทิตย์ท่ี ๗ สงิ หาคม ๒๕๕๙ ยังไมม่ กี ารประกาศใช้ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร  ด้วยเหตุนี้  จึงยังคงต้องใช้คำ�เรียกว่า  “ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ....” ในบทความวิชาการฉบบั นไี้ ปก่อน ๒ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  แต่งต้ังโดยพลเอก  ประยุทธ์  จันทร์โอชา  หัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ  ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  เร่ือง  แต่งต้ังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  ซงึ่ ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๓๒ ตอนพิเศษ ๒๓๙ ง ลงวนั ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ สืบค้นเมอ่ื   ๕  ธนั วาคม  ๒๕๕๙  จาก  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/announce/search.jsp

26 รัฐสภาสาร  ปีท่ ี ๖๕  ฉบับที ่ ๒  เดอื นกุมภาพันธ ์ พ.ศ.  ๒๕๖๐ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  ได้บัญญัติรับรองให้มี องค์กรศาลรัฐธรรมนูญไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐๓  และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  โดยบัญญัติรับรององค์กร ศาลรัฐธรรมนูญไว้ในหมวด  ๑๑  ศาลรัฐธรรมนูญ๔  (the  constitutional  court)  จ�ำ นวนทงั้ สน้ิ ๑๕  มาตรา  เรม่ิ แตม่ าตรา  ๒๐๐  ถึงมาตรา  ๒๑๔  ซงึ่ รายละเอียดในเรือ่ งของท่มี า  (origin) การให้ความเห็นชอบรายชื่อ  (approve)  และการแต่งต้ัง  (appoint)  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน้ัน ได้รับการบัญญัติรายละเอียดไว้ในมาตรา  ๒๐๐  มาตรา  ๒๐๓  และมาตรา  ๒๐๔  ซ่ึงมี ความเหมือนและความแตกต่างกับท่ีมา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งตั้งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  ได้บัญญัติ ไวใ้ นมาตรา  ๒๐๔  และมาตรา  ๒๐๖  ในบางประการ จากปฐมเหตุเช่นว่า  จึงเป็นจุดเร่ิมต้นให้ผู้เขียนจัดทำ�บทความวิชาการฉบับน้ีขึ้น เพ่ือแจกแจงรายละเอียดของความเหมือนและความแตกต่างในลักษณะเปรียบเทียบเร่ืองท่ีมา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งต้ังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามที่ร่างรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พุทธศกั ราช  ๒๕๕๐  บัญญัติไว้  โดยจำ�กัดวงของการศึกษาเปรียบเทียบไว้เฉพาะส่วนขององค์กรที่มีสิทธิ เสนอช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  องค์กรที่ให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งตั้งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเท่าน้ัน  โดยไม่พาดพิงไปถึงเรื่องของหลักเกณฑ์ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ที่จะได้ รับการคัดเลือกหรือการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอันจะทำ�ให้เน้ือหาของบทความ มีรายละเอียดที่มากจนเกินไป  ซ่ึงจะเป็นการไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของการจัดส่งต้นฉบับ บทความวิชาการของทางวารสาร  ผู้เขียนหวังว่าบทความวิชาการฉบับน้ีจะได้ก่อคุณูปการแก่ ผูท้ ีส่ นใจและสามารถนำ�ไปขยายประโยชนใ์ นทางวชิ าการได้สบื ไป ๓ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  บัญญัติเร่ืองของศาลรัฐธรรมนูญ ไวใ้ นหมวด ๘ ศาล สว่ นที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยบัญญัตเิ รื่องของทีม่ าของตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญไวใ้ น มาตรา ๒๕๖ และมาตรา ๒๕๗ ๔ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่จี ะอ้างองิ ในบทความวชิ าการฉบบั น้ี เปน็ ร่างรัฐธรรมนญู ฉบบั ลงวันที่ ๒๙ มนี าคม ๒๕๕๙ ซึ่งผา่ นการออกเสียง ประชามตเิ ม่ือวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙

ความเหมอื น  ความแตกตา่ งของทีม่ า  การใหค้ วามเหน็ ชอบรายช่อื และการแตง่ ต้งั ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ตามบทบัญญัตขิ อง 27 ร่างรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และบทบญั ญตั ิของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐ ๒.  บทบัญญัติว่าด้วยท่ีมา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งต้ัง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ....  และตามรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศกั ราช  ๒๕๕๐ ท่ีมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  ปรากฏรายละเอียด  ดงั นี้ ๒.๑  บทบัญญัติว่าด้วยที่มา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งต้ัง ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตามร่างรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศักราช  .... ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๐๕   บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำ�นวน  ๙  คน  โดยมีท่ีมา จากการเสนอชื่อของ  ๓  องค์กรตามสัดส่วน  ซึ่งรายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท้ัง  ๙  คนนี้  จะต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าก่ึงหน่ึงของจำ�นวนสมาชิก ท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่  (มาตรา  ๒๐๔๖)  โดยพระมหากษัตริย์จะทรงโปรดเกล้าฯ  แต่งต้ังตุลาการ ศาลรฐั ธรรมนญู ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง  ๙  คน  ปรากฏรายละเอียดของที่มา  การให้ความ เหน็ ชอบรายช่ือและการแต่งตงั้   ดงั นี้ ๒.๑.๑ องค์กรท่มี สี ทิ ธเิ สนอรายช่ือตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญ  (ท่ีมา) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  บัญญัติถึงองค์กร ท่มี ีสทิ ธิเสนอรายชอ่ื ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ไว้ในมาตรา  ๒๐๐  และมาตรา  ๒๐๓  ดังน้ี องค์กรท ่ี ๑  โดยการคัดเลอื กของที่ประชุมใหญศ่ าลฎีกา มาตรา  ๒๐๐  (๑)๗  บัญญัติให้ท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกามีสิทธิเสนอรายช่ือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ดังนี้  “ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซ่ึงดำ�รงตำ�แหน่งไม่ตำ่�กว่าผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี  ซ่ึงได้รับคัดเลือกโดยท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกา  จำ�นวน  ๓  คน” ๕ มาตรา ๒๐๐ รา่ งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช .... ๖ มาตรา ๒๐๔ รา่ งรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช .... ๗ มาตรา ๒๐๐ (๑) ร่างรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ....

28 รัฐสภาสาร  ปีท่ ี ๖๕  ฉบบั ที่  ๒  เดอื นกุมภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ข้อยกเว้น  ในกรณีไม่อาจเลือกผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซ่ึงดำ�รงตำ�แหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีได้  ท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกบุคคลจากผู้ซึ่งเคย ดำ�รงตำ�แหน่งไม่ต่ำ�กว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีก็ได้  (มาตรา  ๒๐๐  วรรคสอง) องค์กรท่ี  ๒  โดยการคัดเลือกของท่ีประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง สงู สดุ มาตรา  ๒๐๐  (๒)๘  บัญญัติให้ท่ีประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มีสิทธิเสนอรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ดังนี้  “ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำ�รง ตำ�แหน่งไม่ต่ำ�กว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี  ซ่ึงได้รับคัดเลือก โดยทีป่ ระชมุ ใหญต่ ุลาการในศาลปกครองสูงสุด  จ�ำ นวน  ๒  คน”  องค์กรท่ี  ๓  โดยการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา มาตรา  ๒๐๓  บัญญัติให้การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นอำ�นาจ หน้าท่ีของ  “คณะกรรมการสรรหา”  ประกอบด้วย  ๑)  ประธานศาลฎีกา  เป็นประธาน กรรมการ  ๒)  ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำ�ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  เป็นกรรมการ  ๓)  ประธานศาลปกครองสูงสุด  เป็นกรรมการ  ๔)  บุคคลซึ่งองค์กรอิสระ แต่งต้ังจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา  ๒๐๑๙  และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๒๐๒  และไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ใดๆ  ในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ  องค์กรละ  ๑  คน  เป็นกรรมการ  ในกรณีของกลุ่มท่ี  ๓  น้ี  เป็นการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ  อีกจำ�นวนรวม  ๔  คน  ซึ่งท่ีมาจะแตกต่างจากกลุ่มที่  ๑  และ กลุ่มที ่ ๒  ท่มี ุง่ เนน้ ไปทผี่ ้พู พิ ากษาหวั หนา้ คณะในศาลฎกี าและตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ท้ังน้ี  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำ�รงตำ�แหน่งกรรมการสรรหาซึ่งมาจากผู้ดำ�รง ตำ�แหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร  หรือผู้ดำ�รงตำ�แหน่งผู้นำ�ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  หรือบุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งมีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใด  ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย กรรมการสรรหาเทา่ ท่ีมีอยู่  (มาตรา  ๒๐๓  วรรคสอง) ๘ มาตรา ๒๐๐ (๒) รา่ งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช .... ๙ รา่ งรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช .... มาตรา ๒๐๑ “ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตอ้ งมีคุณสมบตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ีดว้ ย (๑) มีสญั ชาติไทยโดยการเกิด (๒) มอี ายไุ มต่ ่�ำ กวา่ สี่สิบห้าปี แตไ่ ม่ถึงหกสบิ แปดปี ในวันทีไ่ ด้รับการคัดเลอื ก หรอื วันสมคั รเขา้ รับการสรรหา (๓) สำ�เรจ็ การศกึ ษาไมต่ ำ่�กว่าปรญิ ญาตรีหรอื เทียบเทา่ (๔) มคี วามซอ่ื สตั ย์สุจริตเป็นทีป่ ระจกั ษ์ (๕) มีสุขภาพทีส่ ามารถปฏิบัติหน้าท่ไี ด้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ”

ความเหมือน  ความแตกต่างของที่มา  การใหค้ วามเห็นชอบรายชือ่ และการแตง่ ต้งั ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบัญญัติของ 29 ร่างรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ เมื่อได้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา  ๒๐๓  แล้ว  มาตรา  ๒๐๐  (๓)  (๔)  (๕)๑๐  บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหามีอำ�นาจหน้าที่สรรหาและเสนอรายชื่อตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญจากผู้ทรงคุณวุฒิท่ีมีคุณสมบัติสอดคล้องตามที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ....  บัญญัติไว้ต่อวุฒิสภา  ๒.๑.๒  การใหค้ วามเหน็ ชอบรายชอ่ื และแตง่ ตง้ั ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๔  บั ญ ญั ติ ถึ ง ร า ย ล ะ เ อี ย ด ข้ั น ต อ น ก า ร ใ ห้ ค ว า ม เ ห็ น ช อ บ ร า ย ช่ื อ แ ล ะ ก า ร แ ต่ ง ตั้ ง ตุ ล า ก า ร ศาลรัฐธรรมนูญไว้  ดังนี้ ๑)  ขัน้ ตอนการให้ความเห็นชอบรายชอื่ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก  หรือการสรรหาเพ่ือแต่งต้ังให้ดำ�รงตำ�แหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน้ัน  (รายชื่อทั้ง  ๙  คน)  จะต้องได้รับความเห็นชอบรายชื่อจาก วุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหน่ึงของจำ�นวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของวุฒิสภา  (มาตรา  ๒๐๔  วรรคแรก) ในกรณีท่วี ฒุ ิสภาไมใ่ ห้ความเห็นชอบผ้ไู ด้รับการสรรหาหรอื การคัดเลือก รายใด  ให้ดำ�เนินการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลใหม่แทนผู้น้ัน  แล้วเสนอต่อวุฒิสภา เพอื่ ให้ความเหน็ ชอบต่อไป  (มาตรา  ๒๐๔  วรรคสอง)๑๑ ๒)  ข้ันตอนการแตง่ ตงั้ ให้ประธานวุฒิสภานำ�ความกราบบังคมทูลเพ่ือทรงโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ๑๒  และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  และเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ  (มาตรา  ๒๐๔  วรรคท้าย)           ๑๐ มาตรา ๒๐๐ (๓) (๔) (๕) ร่างรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช .... ๑๑ มาตรา ๒๐๔ วรรคสอง รา่ งรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช .... ๑๒ การคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญนนั้ ใหผ้ ูท้ ่ไี ดร้ ับการคดั เลอื กหรอื การสรรหาซึง่ ได้ผ่านความ เหน็ ชอบจากวฒุ ิสภาแล้ว เลือกกันเองให้คนหนงึ่ เปน็ ประธานศาลรฐั ธรรมนูญและแจ้งผลใหป้ ระธานวฒุ สิ ภา ทราบ ดู มาตรา ๒๐๔ วรรคสาม รา่ งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ....

แผนภาพท ่ี ๑:  แสดงที่มา  การให้ความเหน็ ชอบรายชือ่ และการแต่งตัง้ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ 30 รฐั สภาสาร  ปที  ่ี ๖๕  ฉบับท่ ี ๒  เดอื นกมุ ภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ตามรา่ งรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  .... วุฒิสภาให้ความเหน็ ชอบรายชื่อ พระมหากษัตรยิ ท์ รงโปรดเกลา้ ฯ  แตง่ ตั้ง ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากงึ่ หน่ึง โดยมปี ระธานวฒุ ิสภาเป็นผู้ลงนาม ของจำ�นวนสมาชกิ ทง้ั หมดเทา่ ที่มอี ยู่ รับสนองพระบรมราชโองการ วุฒิสภาไม่เห็นชอบผไู้ ด้รับการคัดเลือก วุฒสิ ภา ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู หรือสรรหารายใด  ให้ดำ�เนนิ การคัดเลือก พิจารณาเห็นชอบ จ�ำ นวน  ๙  คน หรอื สรรหารายนน้ั ใหม่  แลว้ แต่กรณี เสนอรายช่ือ เสนอรายชอ่ื เสนอรายชอ่ื องคก์ รท่ี  ๒  โดยการคดั เลือก องคก์ รที่  ๓  โดยการสรรหา ของคณะกรรมการสรรหา องค์กรท ่ี ๑  โดยการคดั เลอื ก ของทีป่ ระชมุ ใหญต่ ลุ าการ ของทป่ี ระชมุ ใหญ่ศาลฎีกา ในศาลปกครองสงู สดุ

ความเหมอื น  ความแตกต่างของท่ีมา  การใหค้ วามเห็นชอบรายชอ่ื และการแตง่ ตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบัญญัตขิ อง 31 รา่ งรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย  พุทธศักราช  ....  และบทบญั ญัตขิ องรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐ ๒.๒  บทบัญญัติว่าด้วยที่มา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งต้ัง ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตามรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศักราช  ๒๕๕๐  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๔  บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบไปด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  จำ�นวนท้ังส้ิน  ๙  คน  ซ่ึงพระมหากษัตริย์ทรงแต่งต้ังตามคำ�แนะนำ�ของวุฒิสภา๑๓  โดยให้ประธานวุฒิสภา เปน็ ผลู้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง  ๙  คน  ปรากฏรายละเอียดของท่ีมา  การให้ความ เห็นชอบรายชอ่ื และการแต่งตัง้   ดงั น้ี ๒.๒.๑  องคก์ รทม่ี ีสิทธเิ สนอรายชอ่ื ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ  (ท่มี า) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๔  และมาตรา  ๒๐๖  บัญญัติให้องค์กรท่ีมีสิทธิเสนอรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีอยู่ด้วยกัน ท้ังส้ิน  ๓  กลุ่มองค์กร  ดังต่อไปน้ี องคก์ รท ี่ ๑  โดยการคัดเลอื กของที่ประชมุ ใหญศ่ าลฎกี า มาตรา  ๒๐๔  (๑)  บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะคัดเลือกผู้พิพากษา ในศาลฎีกาซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งไม่ตำ่�กว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ  จำ�นวน  ๓  คน๑๔ องค์กรท่ี  ๒  โดยการคัดเลือกของท่ีประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง สงู สุด มาตรา  ๒๐๔  (๒)  บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จะคดั เลอื กตุลาการในศาลปกครองสงู สดุ โดยวิธีลงคะแนนลบั   จำ�นวน  ๒  คน๑๕ ท้ังนี้  ในกรณีท่ีไม่มีผู้พิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ได้รับเลือก  ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด  แล้วแต่กรณี  เลือกบุคคลอื่นซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๒๐๕  และ มีความรู้  ความเช่ียวชาญทางด้านนิติศาสตร์ที่เหมาะสมจะปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการ ศาลรฐั ธรรมนูญใหเ้ ป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๑๓ มาตรา ๒๐๔ รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ๑๔ มาตรา ๒๐๔ (๑) รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ๑๕ มาตรา ๒๐๔ (๒) รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐

32 รัฐสภาสาร  ปที ี่  ๖๕  ฉบับที่  ๒  เดือนกุมภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ องค์กรที่  ๓  โดยการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาตุลาการ ศาลรฐั ธรรมนญู ๑๖ มาตรา  ๒๐๖  บัญญัติให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้ึนมาคณะหน่ึง  เพื่อทำ�การคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกจำ�นวน  ๔  คน  โดยให้ คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ประกอบด้วยบุคคล  ๕  คน  ดังต่อไปนี้  ๑)  ประธานศาลฎีกา  ๒)  ประธานศาลปกครองสูงสุด  ๓)  ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ๔)  ผนู้ ำ�ฝ่ายคา้ นในสภาผแู้ ทนราษฎร  ๕)  ประธานองค์กรอสิ ระตามรฐั ธรรมนูญซ่งึ เลือกต้งั กนั เอง ใหเ้ หลอื หนงึ่ คน  เป็นกรรมการ  เพ่ือดำ�เนนิ การสรรหาตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ๒.๒.๒ การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งต้ังตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  บัญญัติถึงขั้นตอน ก า ร ใ ห้ ค ว า ม เ ห็ น ช อ บ ร า ย ช่ื อ แ ล ะ ก า ร แ ต่ ง ต้ั ง ป ร ะ ธ า น ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ล ะ ตุ ล า ก า ร ศาลรฐั ธรรมนญู ไว้ในมาตรา  ๒๐๔  และมาตรา  ๒๐๖  ดังน้ี ๑)  ขั้นตอนการใหค้ วามเห็นชอบรายชอื่ ในกรณีของการให้ความเห็นชอบรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น  ตามมาตรา  ๒๐๖  (๒)๑๗  บัญญัติให้การเห็นชอบรายช่ือเป็นอำ�นาจหน้าท่ีของวุฒิสภา  แต่วุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบเฉพาะรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหา โดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนญู เท่านนั้   โดยการลงมติแบบลับ  ในกรณีท่ีวุฒิสภาไม่เห็นชอบในรายช่ือใด  ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซ่ึงเสนอช่ือมาโดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ให้ส่งรายชื่อนั้นกลับไปยัง คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพร้อมด้วยเหตุผลเพ่ือให้ดำ�เนินการสรรหาใหม่  หากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภาและมีมติยืนยันตาม มติเดิมด้วยคะแนนเอกฉันท์  ให้ส่งรายชื่อน้ันให้ประธานวุฒิสภานำ�ความกราบบังคมทูล เพ่ือทรงแต่งต้ังต่อไป  แต่ถ้ามติที่ยืนยันตามมติเดิมไม่เป็นเอกฉันท์  ให้เร่ิมกระบวนการสรรหาใหม ่ (มาตรา  ๒๐๖  (๒))๑๘ ๑๖ มาตรา ๒๐๖ รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ๑๗ มาตรา ๒๐๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ๑๘ มาตรา ๒๐๖ (๒) รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

ความเหมือน  ความแตกต่างของทม่ี า  การให้ความเหน็ ชอบรายช่อื และการแตง่ ต้งั ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบญั ญัติของ 33 รา่ งรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ....  และบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศักราช  ๒๕๕๐ กรณรี ายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่มี าจากการคดั เลือกโดยท่ีประชมุ ใหญ่ ศาลฎีกาและท่ีประชุมใหญ่ในศาลปกครองสูงสุด  ประธานวุฒิสภาสามารถนำ�ความ กราบบังคมทูลเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ  แต่งต้ังได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบ ของวุฒิสภา  ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าเป็นความแตกต่างประการหน่ึงของการเห็นชอบรายชื่อตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  กับ ร่างรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  .... ๒)  ขน้ั ตอนการแต่งตง้ั มาตรา  ๒๐๔  บัญญัติให้การแต่งต้ังประธานศาลรัฐธรรมนูญ๑๙  และ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นอำ�นาจของพระมหากษัตริย์ตามคำ�แนะนำ�ของวุฒิสภา  โดยให้ ประธานวฒุ ิสภาเปน็ ผูล้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ   ๑๙ การคัดเลอื กประธานศาลรฐั ธรรมนูญน้ัน บทบัญญตั ิมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม บัญญัติให้ผทู้ ไี่ ดร้ บั การคัดเลือกและสรรหาประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ  แล้วแจ้งผลให้ประธาน วุฒิสภาทราบ  ดู มาตรา ๒๐๔ วรรคสาม รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐

แผนภาพท ่ี ๒:  แสดงทีม่ า  การใหค้ วามเห็นชอบรายชือ่ และการแต่งตัง้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู 34 รฐั สภาสาร  ปที  ่ี ๖๕  ฉบับท่ ี ๒  เดอื นกมุ ภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ตามรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศักราช  ๒๕๕๐ วฒุ สิ ภาโดยประธานวฒุ สิ ภา ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญ         พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ  แต่งตง้ั ทูลเกล้าฯ  เสนอรายช่ือ จ�ำ นวน  ๙  คน โดยมีประธานวฒุ สิ ภาเปน็ ผ้ลู งนาม ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ รบั สนองพระบรมราชโองการ วุฒิสภาเห็นชอบ วฒุ ิสภาพจิ ารณา วุฒสิ ภาไม่เหน็ ชอบ กลมุ่ ท่ี  ๑  โดยการคัดเลือก กลมุ่ ท่ ี ๒  โดยการคดั เลือก กลุ่มท ่ี ๓  โดยการสรรหา ของท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกา ของที่ประชุมใหญ่ตลุ าการ ของคณะกรรมการสรรหา ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ในศาลปกครองสูงสุด ย้อนรายชื่อพิจารณาใหม่

ความเหมอื น  ความแตกตา่ งของท่ีมา  การใหค้ วามเห็นชอบรายชือ่ และการแต่งตงั้ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญตั ขิ อง 35 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย  พุทธศกั ราช  ....  และบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศักราช  ๒๕๕๐ ๓.  เปรียบเทียบที่มา  การให้ความเห็นชอบรายช่ือและการแต่งตั้งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบัญญตั ขิ องร่างรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศกั ราช  ๒๕๕๐  ในหัวข้อท่ี  ๓  น้ี  ผู้เขียนจะได้นำ�ข้อมูลท่ีได้แสดงไว้ในหัวข้อก่อนหน้า  ซ่ึงประกอบไปด้วยท่ีมา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  กับท่ีมา  การให้ความเห็นชอบ รายช่ือและการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาทำ�การเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเหมือน  ความแตกต่าง  ของแต่ละประเด็น  ซ่ึงจะดำ�เนินการเปรียบเทียบในลักษณะของตารางเปรียบเทียบเพ่ือให้ง่าย และสะดวกต่อการพิจารณา  และจะนำ�ข้อมูลท่ีได้จากการเปรียบเทียบไปทำ�การวิเคราะห์ เปน็ ล�ำ ดับไป  โดยตารางการเปรียบเทยี บในประเดน็ ต่างๆ  มีรายละเอยี ด  ดังนี้

ตารางท ี่ ๑  ตารางเปรยี บเทยี บท่ีมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 36 รฐั สภาสาร  ปที  ่ี ๖๕  ฉบับท่ ี ๒  เดอื นกมุ ภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ กรณ ี ร่างรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย   รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย ผลการเปรยี บเทยี บ พทุ ธศกั ราช  .... พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐ จ�ำ นวนองคก์ ร ๓  องคก์ ร ๓  องค์กร  เหมือนกันและเป็นหลักการเดิม ทีม่ สี ทิ ธิ (มาตรา  ๒๐๐) (มาตรา  ๒๐๔) ที่ได้รับอิทธิพลจากรัฐธรรมนูญ เสนอชอ่ื แ ห่ ง ร า ช อ า ณ า จั ก ร ไ ท ย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐ องค์กรทีม่ สี ิทธิ มาจาก  ๓  องค์กร  ดงั น้ี มาจาก  ๓  องค์กร  ดังนี้ เหมือนกันในหลักการว่าด้วย เสนอช่อื ๑) ทป่ี ระชมุ ใหญศ่ าลฎีกา  ๑) ที่ประชมุ ใหญศ่ าลฎกี า  เรื่องขององค์กรที่มีสิทธิเสนอช่ือ  ๒) ท่ปี ระชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสงู สดุ   ๒) ที่ประชมุ ใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสงู สดุ แต่แตกต่างกันเพียงช่ือเรียก ๓)  คณะกรรมการสรรหา ๓) คณะกรรมการสรรหาตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ ข อ ง ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ร ร ห า (มาตรา  ๒๐๐) (มาตรา  ๒๐๔) ตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญ จำ�นวนรายช่ือ ๑) ท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกา  มีสิทธิเสนอช่ือ  ๑) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  มีสิทธิเสนอช่ือ  เหมือนกัน ท่ีแต่ละองค์กร ๓  คน ๓  คน มสี ิทธเิ สนอชื่อ ๒) ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ๒) ท่ีประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มสี ิทธิเสนอช่ือ  ๒  คน มสี ทิ ธเิ สนอชอ่ื   ๒  คน ๓) คณะกรรมการสรรหา  มีสิทธิเสนอช่ือ  ๓) คณะกรรมการสรรหาตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู   ๔  คน มสี ิทธิเสนอช่อื   ๔  คน (มาตรา  ๒๐๐) (มาตรา  ๒๐๔)

ตารางท ี่ ๑  ตารางเปรยี บเทยี บท่มี าของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  (ตอ่ ) ความเหมอื น  ความแตกต่างของทม่ี า  การใหค้ วามเห็นชอบรายช่ือและการแต่งตั้งตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบัญญัติของ รา่ งรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย  พุทธศกั ราช  ....  และบทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศักราช  ๒๕๕๐ กรณี ร่างรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย   รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย ผลการเปรียบเทียบ พุทธศกั ราช  .... พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐ องค์ประกอบ คณะกรรมการสรรหา  ประกอบดว้ ยบคุ คล  คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกันในหลักการ  แตกต่างกัน ของคณะกรรมการ ดังตอ่ ไปน้ี ประกอบดว้ ยบคุ คล  ๕  คน  ดังต่อไปนี้ เพียงชื่อเรียกและองค์ประกอบ สรรหา ๑) ประธานศาลฎีกา  เปน็ ประธานกรรมการ  ๑) ประธานศาลฎีกา ของคณะกรรมการสรรหา ๒) ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผูน้ ำ�ฝา่ ยคา้ น ๒) ประธานศาลปกครองสงู สดุ   ในสภาผู้แทนราษฎร  เปน็ กรรมการ  ๓) ประธานสภาผแู้ ทนราษฎร ๓) ประธานศาลปกครองสูงสดุ   เปน็ กรรมการ ๔) ผู้นำ�ฝา่ ยค้านในสภาผู้แทนราษฎร ๔) บคุ คลซ่ึงองคก์ รอสิ ระแต่งตง้ั จากผู้มีคณุ สมบตั ิ ๕) ประธานองคก์ รอิสระตามรัฐธรรมนญู   ตามมาตรา  ๒๐๑  และไม่มีลักษณะตอ้ งหา้ ม ซึง่ เลือกตง้ั กันเองให้เหลือหนงึ่ คน ตามมาตรา  ๒๐๒  และไมเ่ คยปฏิบตั หิ นา้ ท่ีใดๆ  (มาตรา  ๒๐๖) ใ น ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ห รื อ อ ง ค์ ก ร อิ ส ร ะ  องคก์ รละ  ๑  คน  เปน็ กรรมการ  ทั้งนี้  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำ�รงตำ�แหน่ง กรรมการสรรหาตาม  ๒)  หรือกรรมการ สรรหาตาม  ๔)  มีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใด  ใ ห้ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ร ร ห า ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย กรรมการสรรหาเทา่ ท่มี ีอยู ่ (มาตรา  ๒๐๓) 37

ตารางท่ี  ๒  ตารางเปรียบเทียบการใหค้ วามเห็นชอบรายชือ่ และการแต่งตงั้ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ 38 รฐั สภาสาร  ปที  ่ี ๖๕  ฉบับท่ ี ๒  เดอื นกมุ ภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ กรณ ี รา่ งรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย   รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย ผลการเปรียบเทียบ พทุ ธศกั ราช  .... พุทธศกั ราช  ๒๕๕๐ แตกตา่ งกัน การให้ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก  หรือการสรรหา วุฒิสภาให้ความเห็นชอบรายชื่อเฉพาะ เหมือนกัน ความเหน็ ชอบ เพ่ือแต่งต้ังให้ดำ�รงตำ�แหน่งตุลาการศาล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่ีมาจากการสรรหา รายชือ่ รัฐธรรมนูญ  จะต้องได้รับความเห็นชอบ โดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รายชื่อจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า รฐั ธรรมนญู เท่าน้นั   โดยการลงมติแบบลบั   กึ่งหน่ึงของจำ�นวนสมาชิกทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ (มาตรา  ๒๐๖  (๒)) ของวุฒสิ ภา  (มาตรา  ๒๐๔  วรรคแรก) การแตง่ ตงั้ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งประธานศาล พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งประธานศาล รัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม รัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม คำ�แนะนำ�ของวุฒิสภา  โดยประธานวุฒิสภา คำ�แนะนำ�ของวุฒิสภา  โดยประธานวุฒิสภา เป็นผูล้ งนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นผ้ลู งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ (มาตรา  ๒๐๔) (มาตรา  ๒๐๔)

ความเหมือน  ความแตกต่างของที่มา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแตง่ ตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามบทบญั ญัตขิ อง 39 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศักราช  ....  และบทบัญญตั ขิ องรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐ ๔.  บทวิเคราะห์เปรียบเทียบที่มา  การให้ความเห็นชอบรายช่ือและการแต่งตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ จากที่ผู้เขียนได้อรรถาธิบายถึงรายละเอียดในเร่ืองของท่ีมา  การให้ความเห็นชอบ ร า ย ชื่ อ แ ล ะ ก า ร แ ต่ ง ตั้ ง ตุ ล า ก า ร ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ต า ม ที่ บ ท บั ญ ญั ติ ข อ ง ร่ า ง รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  บัญญัติไว้  มาถึงส่วนท่ีสี่ของบทความน้ี  ผู้เขียนจะได้วิเคราะห์แสดง ความคิดเห็นทางวิชาการตามทัศนคติที่ผู้เขียนเล็งเห็นเกี่ยวกับท่ีมา  การให้ความเห็นชอบ รายชอ่ื และการแตง่ ตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนญู   มีเนอ้ื หาตามลำ�ดับ  ต่อไปน้ี ๔.๑ บทวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบท่มี าของตลุ าการศาลรฐั ธรรมนูญ ประเด็นที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน้ี  มีรายละเอียดท่ีผู้เขียนจะได้กล่าวถึง  ดังนี้ ๑)  การบญั ญตั ริ ับรองทีม่ าของตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญไวใ้ นรัฐธรรมนญู เม่ือพิจารณาบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๐  ซ่ึงเป็นบทบัญญัติเริ่มต้นเก่ียวกับศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า  “ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย...  ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งต้ังจากบุคคล  ดังต่อไปน้ี  (๑)  ผู้พิพากษาในศาลฎีกา...”  และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๔  ซ่ึงเป็นบทบัญญัติเริ่มต้นเช่นเดียวกันท่ีว่า  “ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วย...ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำ�แนะนำ�ของวุฒิสภา จากบุคคล  ดังต่อไปน้ี  (๑)  ผู้พิพากษาในศาลฎีกา...”  แล้ว  พบว่ามีการตราบทบัญญัติมาตรานี้ เพ่ือรับรองในเรื่องของท่ีมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะและ เป็นลำ�ดับแรก  ในส่วนน้ีถือว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตรามีเจตนารมณ์ที่ตั้งอยู่บนพ้ืนฐาน หลักการเดียวกันน้ันคือ  ให้ความสำ�คัญกับเร่ืองของที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอย่างยิ่ง  เพราะหาไม่แล้วคงจะบัญญัติรับรองไว้เพียงให้มีองค์กรศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น  ส่วนรายละเอียดของสาระเนื้อหาในเรื่องของท่ีมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคงจะนำ�ไป บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นๆ  อาทิ  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ  (organic  law)  หรือข้อกำ�หนดศาลรัฐธรรมนูญ  (rule)  เป็นต้น  จากเหตุผลท่ีผู้เขียนกล่าวอ้างไว้น้ี  จึงเป็น ที่ประจักษ์ว่าประเด็นเร่ืองของท่ีมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเสาหลัก  (main  pillar)  ขององค์กรศาลรัฐธรรมนูญ  ที่รัฐธรรมนูญให้ความสำ�คัญดั่งต้นธารของสายนำ้� 

40 รัฐสภาสาร  ปที  ่ี ๖๕  ฉบับที่  ๒  เดอื นกมุ ภาพนั ธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ซ่ึ ง ใ น ทั ศ น ค ติ ส่ ว น ตั ว ข อ ง ผู้ เ ขี ย น เ ห็ น พ้ อ ง ด้ ว ย อ ย่ า ง ย่ิ ง ท่ี มี ก า ร นำ � เ รื่ อ ง ข อ ง ท่ี ม า ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะและเป็นลำ�ดับแรก ของเน้ือหา  อันเป็นการสร้างบรรทัดฐานและตอกย้ำ�ถึงความสำ�คัญของที่มาของตุลาการ ศาลรฐั ธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย  การบัญญัติรับรองเร่ืองของท่ีมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญน้ี  กล่าวได้ว่าเป็นมาตรฐานสากลที่นานาประเทศที่มีการสถาปนา ศาลรัฐธรรมนูญตา่ งปฏบิ ัตยิ ดึ ถือเป็นแนวทางเดยี วกนั   อาท ิ กรณีศาลรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐอิตาลี  รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอิตาลี  ค.ศ.  ๑๙๔๘  มาตรา  ๑๓๕  บัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท้ัง  ๑๕  คน  มีท่ีมา  ดังนี้  ๑)  มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี  จำ�นวน  ๕  คน  ๒)  มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐสภา  จำ�นวน  ๕  คน  และ  ๓)  มาจากการแต่งตั้งโดยศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด  จำ�นวน  ๕  คน๒๐  หรือ กรณีศาลรัฐธรรมนูญของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี  กฎหมายพ้ืนฐาน แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี  ค.ศ.  ๑๙๔๙  มาตรา  ๙๔  บัญญัติให้ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ  จำ�นวน  ๑๖  คน  มีที่มาจากการคัดเลือกของ  ๒  องค์กร  ได้แก่  องค์กรที่  ๑  โดยสภาที่ปรึกษาแห่งสหพันธ์  (the  Bundesrat)  เลือกมาจำ�นวน  ๘  คน และองค์กรที่  ๒  โดยสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธ์  (the  Bundestag)  เลือกมาอีกจำ�นวน ๘  คน๒๑  เป็นต้น ๒)  องคก์ รทมี่ ีสทิ ธเิ สนอรายชื่อตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ในประเด็นขององค์กรที่มีสิทธิเสนอรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน้ัน  ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๐  และมาตรา  ๒๐๓  ๒๐ The  Constitution of the Republic of Italy 1948 Art. 135 The Constitutional Court shall be composed of fifteen judges, a third nominated by the President of the Republic, a third by Parliament in joint sitting and a third by the ordinary and administrative supreme Courts. ๒๑ Basic Law 1949 Article 94 [Composition of the Federal Constitutional Court] (1) The Federal Constitutional Court shall consist of federal judges and other members. Half the members of the Federal Constitutional Court shall be elected by the Bundestag and half by the Bundesrat. They may not be members of the Bundestag, of the Bundesrat, of the Federal Government, or of any of the corresponding bodies of a Land.

ความเหมอื น  ความแตกตา่ งของท่ีมา  การให้ความเหน็ ชอบรายชื่อและการแตง่ ต้งั ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ตามบทบัญญตั ิของ 41 ร่างรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศักราช  ....  และบทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๔  และ มาตรา  ๒๐๖  ต่างบัญญัติให้มีองค์กรที่มีสิทธิเสนอรายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ท้ังส้ิน  ๓  องค์กรเท่ากัน  กล่าวคือ  องค์กรที่  ๑  โดยการคัดเลือกของท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกา  องค์กรท่ี  ๒  โดยการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด  และองค์กรที่  ๓  โดยการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา  แต่มีความแตกต่างกันเฉพาะช่ือเรียก ของคณะกรรมการสรรหาเท่าน้ัน  กล่าวคือ  ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๓  บัญญัติว่า  “เมื่อมีกรณีท่ีจะต้องสรรหาผู้สมควรได้รับ การแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ให้เป็นหน้าที่และอำ�นาจของคณะกรรมการสรรหา...”  ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๖  บัญญัติว่า  “...  (๑)  ให้มีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะหน่ึง”  เมื่อพิเคราะห์แล้ว  ในประเด็นขององค์กรท่ีมีสิทธิเสนอรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น  ยังคงต้ังอยู่บนพ้ืนฐาน หลักการเดิมเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  ซึ่งผู้เขียน ได้แสดงขอ้ มลู ไวแ้ ลว้ ในตารางเปรยี บเทียบที่มาของตุลาการศาลรฐั ธรรมนูญ ๓)  จำ�นวนรายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของแต่ละองค์กรที่มีสิทธิเสนอ รายชอ่ื ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๐  และ  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๔  ต่างบัญญัติ ให้องค์กรท้ัง  ๓  มีสิทธิเสนอรายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้จำ�นวนเท่ากัน  กล่าวคือ  โดยการคัดเลือกของท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกา  จำ�นวน  ๓  คน  โดยการคัดเลือกของท่ีประชุมใหญ่ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด  จำ�นวน  ๒  คน  และโดยการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา  จำ�นวน  ๔  คน  รวมทั้งสิ้น  ๙  คน  เพราะฉะนั้นหลักการและแนวคิดในเร่ืองของจำ�นวน รายช่ือของแต่ละองค์กรท่ีมีสิทธิเสนอน้ี  จึงเป็นหลักการเดิมเช่นเดียวกับกรณีขององค์กรที่มี สิทธิเสนอช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ซ่ึงล้อมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศกั ราช  ๒๕๕๐  ๔)  องคป์ ระกอบของคณะกรรมการสรรหา  บทบัญญัติมาตรา  ๒๐๐  ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และบทบัญญัติมาตรา  ๒๐๔  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  ต่างบัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรผู้รับผิดชอบการสรรหา และเสนอรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีคุณสมบัติสอดคล้อง  เหมาะสม  และไม่มี ลักษณะต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้  จำ�นวน  ๔  คนเท่ากัน  แต่ในเร่ือง

42 รัฐสภาสาร  ปที ่ ี ๖๕  ฉบับท ่ี ๒  เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ขององค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหานั้นกลับปรากฏว่ามีความแตกต่างกัน  เพ่ือให้ สะดวกและง่ายต่อการพิจารณา  ผู้เขียนขอแสดงข้อมูลในลักษณะตารางเปรียบเทียบอีกคร้ัง  ดังน้ี องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหา ร่างรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย  รฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช  .... พุทธศกั ราช  ๒๕๕๐ คณะกรรมการสรรหา  (มาตรา  ๒๐๓) คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล ประกอบดว้ ยบุคคล  ดังตอ่ ไปน ี้ รฐั ธรรมนญู   (มาตรา  ๒๐๖)  ประกอบดว้ ย ๑) ประธานศาลฎกี า  เปน็ ประธานกรรมการ  บุคคล  ๕  คน  ดงั ต่อไปนี้ ๒) ประธานสภาผแู้ ทนราษฎรและผู้น�ำ ฝา่ ยค้าน ๑) ประธานศาลฎกี า ในสภาผ้แู ทนราษฎร  เป็นกรรมการ  ๒) ประธานศาลปกครองสูงสดุ   ๓) ประธานศาลปกครองสงู สดุ   เป็นกรรมการ ๓) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ๔) บุคคลซ่ึงองค์กรอิสระแต่งต้ังจากผู้ท่ีมี ๔) ผู้น�ำ ฝา่ ยค้านในสภาผู้แทนราษฎร คุณสมบัติตามมาตรา  ๒๐๑  และไม่มี ๕) ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนญู   ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๒๐๒  และ ซึง่ เลอื กกนั เองใหเ้ หลือหน่ึงคน ไม่เคยปฏบิ ัติหน้าทใ่ี ดๆ  ในศาลรฐั ธรรมนญู หรือองค์กรอิสระ  องค์กรละ  ๑  คน  เป็นกรรมการ จากข้อมูลในตารางเปรียบเทียบ  เม่ือพิเคราะห์แล้วจะพบเห็นความแตกต่างในเร่ือง ของจำ�นวนของคณะกรรมการสรรหาได้เด่นชัดท่ีสุด  กล่าวคือ  คณะกรรมการสรรหาตาม ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๓  จะมีจำ�นวนมากกว่า ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ร ร ห า ตุ ล า ก า ร ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ข อ ง รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ห่ ง ร า ช อ า ณ า จั ก ร ไ ท ย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๖  ซึ่งมีอยู่เพียง  ๕  คนเท่าน้ัน  โดยจำ�นวนที่เพ่ิมข้ึนมาน้ัน  มาจากบุคคลซ่ึงองค์กรอิสระมีสิทธิแต่งตั้งเพิ่มข้ึนเป็นตัวแทนองค์กรอิสระ  องค์กรละ  ๑  คน  ซึ่งจะเป็นจำ�นวนเท่าใดนั้นก็ข้ึนอยู่กับว่ามีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก่ีองค์กร  จากเดิมท่ีจะต้องเลือกประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญกันเองให้เหลือ  ๑  คนเท่านั้น 

ความเหมือน  ความแตกตา่ งของที่มา  การใหค้ วามเหน็ ชอบรายช่อื และการแตง่ ตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามบทบญั ญตั ขิ อง 43 รา่ งรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศักราช  ....  และบทบญั ญัตขิ องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ และจากท่ีผู้เขียนเฝ้าสังเกตเรื่อยมานับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  จนกระทั่งฉบับล่าสุด๒๒  องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมีจำ�นวนไม่น้อยกว่า  ๕  องค์กร  อาทิ  คณะกรรมการการเลือกต้ัง  ผู้ตรวจการแผ่นดิน  คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ  เป็นต้น  ดังน้ัน  คณะกรรมการสรรหาตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  จึงมีจำ�นวนอย่างน้อยที่สุดก็  ๘  คน  ซึ่งย่อมจะทำ�ให้การเสนอรายชื่อและ การพิจารณาคัดสรรบุคคลเพ่ือเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเปิดกว้างและมีความละเอียด รอบคอบมากขึ้นตามไปด้วย  ในทัศนคติของผู้เขียนเห็นว่าจำ�นวนของคณะกรรมการสรรหา ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มีความเหมาะสมกว่าจำ�นวน ของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศักราช  ๒๕๕๐  ซงึ่ มีอยู่เพียง  ๕  คนเท่าน้ัน แต่ถึงกระน้ันก็ตาม  เมื่อเราพิจารณาท่ีมาของคณะกรรมการสรรหาตาม ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  ตามมาตรา  ๒๐๓  จะพบว่าที่มา ของคณะกรรมการสรรหามีที่มาจาก  ๓  องค์กรเท่านั้น  ได้แก่  องค์กรท่ี  ๑  ในนาม ฝ่ายนิติบัญญัติ  ประกอบด้วยประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำ�ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  องค์กรท่ี  ๒  ในนามฝ่ายตุลาการ  ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา  ประธานศาลปกครองสูงสุด  และองค์กรที่  ๓  ในนามองค์กรอิสระ  ประกอบด้วยตัวแทนองค์กรอิสระ  องค์กรละ  ๑  คน  แต่กฎหมายกลับไม่เปิดช่องให้ตัวแทนฝ่ายบริหาร  (รัฐบาล)  ได้เข้าร่วมในการสรรหาตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด  ซึ่งเป็นเช่นน้ีมาตั้งแต่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ๒๕๔๐  เรือ่ ยมาจนกระทงั่ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ป ี พ.ศ.  ๒๕๕๐  ท้ังที่ผลของคำ�วินิจฉัยหรือคำ�สั่งของศาลรัฐธรรมนูญย่อมต้องผูกพันฝ่ายบริหาร  (รัฐบาล)  อยู่ด้วย  ซ่ึงต้องถือว่าฝ่ายบริหาร  (รัฐบาล)  มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคำ�วินิจฉัยหรือคำ�สั่ง ของศาลรัฐธรรมนูญเฉกเช่นเดียวกับฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายตุลาการ  และองค์กรอิสระ  ผู้เขียน มีทัศคติต่อเร่ืองดังกล่าวว่า  หากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเปิดช่องให้ฝ่ายบริหาร  (รัฐบาล)  มีส่วนร่วมในการคัดเลือกหรือการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ไม่ว่าจะในฐานะเป็น กรรมการในคณะกรรมการสรรหา  หรือในฐานะเป็นองค์กรที่มีสิทธิที่เสนอช่ือตุลาการ ๒๒ รฐั ธรรมนญู ฉบับลา่ สุดในท่นี ้ี หมายถึง รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐

44 รฐั สภาสาร  ปีท ่ี ๖๕  ฉบับท ี่ ๒  เดือนกมุ ภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงเหมือนเช่นท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกา  หรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุดก็ตาม  ก็จะทำ�ให้เกิดความสมดุลในการเปิดช่องทางให้สถาบันทางการเมือง ของรัฐมีสิทธิเสนอชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างเท่าเทียม  เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าองค์กรใดจะเป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ตามบทบัญญัติมาตรา  ๒๐๔  ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  ได้บัญญัติมาตรการคัดกรอง บุคคล  โดยวุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบรรดารายช่ือที่เสนอให้เป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญอีกช้ันหน่ึงอยู่ดี  และเมื่อไปปฏิบัติหน้าที่ก็ยังจะต้องปฏิบัติหน้าที่บนพื้นฐาน ข อ ง ค ว า ม อิ ส ร ะ อ ย่ า ง ที่ สุ ด แ ล ะ จ ะ ต้ อ ง ยึ ด ถื อ ม ติ เ สี ย ง ข้ า ง ม า ก ข อ ง ม ติ ท่ี ป ร ะ ชุ ม ตุ ล า ก า ร ศาลรัฐธรรมนูญตามท่ีรัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ  จึงไม่มีเหตุท่ีจะต้องกังวลแต่อย่างใด ทจ่ี ะเปิดช่องให้ฝา่ ยบริหาร  (รัฐบาล)  มีสทิ ธิเสนอชอ่ื ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ในกรณีการมีส่วนร่วมของฝ่ายบริหาร  (รัฐบาล)  ในการเสนอชื่อตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนี้  ในหลายๆประเทศที่มีการจัดต้ังศาลรัฐธรรมนูญ  รัฐธรรมนูญของประเทศ เหล่านั้นต่างเปิดช่องให้ฝ่ายบริหาร  ไม่ว่าจะเป็นในนามของประธานาธิบดี  (President)  หรือในนามของรัฐบาล  (Government)  มีสิทธิเสนอชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการปิดกั้นแต่อย่างใด  อาทิ  รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอิตาลี  ค.ศ.  ๑๙๔๘  มาตรา  ๑๓๕  บัญญัติให้ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอิตาลีเสนอช่ือตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญได้  จำ�นวน  ๕  คน๒๓  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปน  ค.ศ.  ๑๙๗๘  มาตรา  ๑๕๙  ๑.  บัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  จำ�นวน  ๒  คน  ได้รับการเสนอชื่อ จากรัฐบาล  (Government)๒๔  เปน็ ต้น  ๒๓ The  Constitution of the Republic of Italy 1948 Art. 135 “The Constitutional Court shall be composed of fifteen judges, a third nominated by the President of the Republic, a third by Parliament in joint sitting and a third by the ordinary and administrative supreme Courts.” ๒๔ Constitution of the Kingdom of Spain 1978 Article 159 1. “The Constitutional Court shall consist of twelve members appointed by the King. Of these, four shall be nominated by Congress by a majority of three-fifths of its members, four shall be nominated by the Senate with the same majority, two shall be nominated by the Government, and two by the General Council of the Judiciary.”

ความเหมอื น  ความแตกตา่ งของที่มา  การใหค้ วามเหน็ ชอบรายชือ่ และการแตง่ ตง้ั ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู ตามบทบัญญตั ิของ 45 รา่ งรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ....  และบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐ ๔.๒  บทวิเคราะห์เปรียบเทียบการให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู แบง่ แยกบทวเิ คราะห์ได้  ดงั น้ี ๑) การให้ความเหน็ ชอบรายชื่อ การให้ความเห็นชอบรายช่ือของผู้ที่จะดำ�รงตำ�แหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  บัญญัติไว้นั้น  มีรายละเอียดท้ังในส่วนท่ี เหมือนกันและในส่วนท่ีแตกต่างกัน  ดังน้ัน  ผู้เขียนจึงขอแสดงบทวิเคราะห์ออกเป็น  ๒  กรณี  ตามล�ำ ดบั   ดังนี้ ก)  ส่วนทเี่ หมือนกัน ส่วนที่เหมือนกันของการให้ความเห็นชอบรายช่ือของผู้ที่จะดำ�รง ตำ�แหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น  คือ  “องค์กรที่รับผิดชอบในการให้ความเห็นชอบ”  กล่าวคือ  ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๔  และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๖  (๒)  ต่างบัญญัติ ให ้ “วฒุ สิ ภา  (senate)”  เป็นองคก์ รทที่ �ำ หนา้ ท่รี ับผดิ ชอบในการพิจารณาเพอ่ื ใหค้ วามเห็นชอบ/ ไม่เหน็ ชอบรายชอ่ื ของผทู้ จี่ ะด�ำ รงต�ำ แหนง่ ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู ในทัศนคติของผู้เขียน  การท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีองค์กรทำ�หน้าท่ี ให้ความเห็นชอบรายช่ือของผู้ที่จะดำ�รงตำ�แหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ซึ่งเป็นลักษณะ ของการกล่ันกรองรายชื่ออีกช้ันหน่ึงจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  การคัดเลือก ของท่ีประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและการสรรหาของคณะกรรมการสรรหานั้น  มีวัตถุประสงค์เพ่ือตรวจสอบและถ่วงดุลอำ�นาจขององค์กรที่คัดเลือกและสรรหาผู้ท่ีจะดำ�รง ตำ�แหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  เพ่ือป้องกันมิให้เกิดการใช้อำ�นาจหน้าที่น้ันเอ้ือประโยชน์ ให้แก่สมัครพรรคพวกเข้าดำ�รงตำ�แหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  และเพื่อให้ได้บุคคลท่ีมี คุณสมบัติท่ีเหมาะสมแก่การทำ�หน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง  โดยให้วุฒิสภา ซ่ึงมีฐานะเป็นสภาสูง  (upper  house)  พิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นชั้นที่สองเป็นมาตรการ ทีเ่ หมาะสมยิง่ ต่อเรื่องของท่มี าของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย  ข)  ส่วนที่แตกตา่ งกนั ใ น ก ร ณี ข อ ง ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง กั น นี้   จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า บ ท บั ญ ญั ติ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  เปรียบเทียบกับบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศกั ราช  ๒๕๕๐  พบวา่ ความแตกต่างทเี่ ดน่ ชดั ท่สี ุด

46 รฐั สภาสาร  ปีที่  ๖๕  ฉบบั ที ่ ๒  เดอื นกุมภาพนั ธ ์ พ.ศ.  ๒๕๖๐ ในเรื่องของการให้ความเห็นชอบรายช่ือของผู้ท่ีจะดำ�รงตำ�แหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  คือ กรณี  “องค์กรทเ่ี สนอรายชือ่ ตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญทจี่ ะตอ้ งผ่านความเหน็ ชอบจากวุฒิสภา” ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๔  วรรคแรก  บัญญัติให้บรรดาผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกา  ได้รับการคัดเลือก จากที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด  และที่ผ่านกระบวนการสรรหาจาก คณะกรรมการสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน้ัน  จะต้องได้รับ ความเห็นชอบรายช่ือจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำ�นวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาก่อน  กล่าวคือ  บรรดารายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท้ังหมด  จำ�นวน  ๙  คน  จะตอ้ งผ่านการพจิ ารณาเห็นชอบจากวุฒิสภาท้ังสิ้น ส่วนกรณีของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๖  (๒)๒๕  บัญญัติให้การเห็นชอบรายชื่อเป็นอำ�นาจหน้าที่ของวุฒิสภา  แต่วุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบเฉพาะรายชื่อท่ีเสนอมาโดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเท่าน้ัน  กล่าวคือ  มีรายช่ือว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงจำ�นวน  ๔  คน ที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาโดยการลงมติแบบลับ  ส่วนกรณีรายชื่อตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญท่ีมาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและการคัดเลือกโดยท่ีประชุมใหญ่ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดน้ัน  ประธานวุฒิสภาสามารถนำ�ความกราบบังคมทูลเพ่ือให้ พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกลา้ ฯ  แต่งตั้งไดโ้ ดยไมต่ ้องผา่ นความเหน็ ชอบของวุฒสิ ภาแต่อยา่ งใด ในทัศนคติของผู้เขียนกรณีของการให้ความเห็นชอบรายชื่อตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับการคัดเลือกและการสรรหาจากองค์กรผู้รับผิดชอบโดยวุฒิสภาน้ัน  เห็นว่ากรณีกระบวนการให้ความเห็นชอบรายช่ือตามท่ีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๔  วรรคแรกบัญญัติ  มีความเหมาะสมย่ิงกว่ากรณีกระบวนการ ให้ความเห็นชอบรายช่ือตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๖  (๒)  บัญญัติ  ทั้งนี้  เนื่องจากกรณีตามมาตรา  ๒๐๔  วรรคแรก  บรรดารายช่ือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกรายช่ือจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยวุฒิสภาทั้งหมด  อันเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุล  (check  and  balance)  การใช้อำ�นาจ ในการคัดเลือกและการสรรหาตลุ าการศาลรัฐธรรมนูญของทีป่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี า  ท่ปี ระชุมใหญ่ ๒๕ มาตรา ๒๐๖ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐

ความเหมือน  ความแตกต่างของท่มี า  การใหค้ วามเหน็ ชอบรายชอ่ื และการแตง่ ตง้ั ตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู ตามบทบัญญัติของ 47 รา่ งรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย  พุทธศกั ราช  ....  และบทบัญญัติของรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศกั ราช  ๒๕๕๐ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดของคณะกรรมการสรรหาอย่างบริบูรณ์และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกรณีขององค์กรท่ีเสนอและรายชื่อที่ได้รับการพิจารณา  ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐาน และตอกย้ำ�ถึงความสำ�คัญในเร่ืองของท่ีมาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย ได้อย่างดียิ่ง  ซึ่งจะต่างกับกรณีของมาตรา  ๒๐๖  (๒)  ท่ีบัญญัติให้รายช่ือท่ีเสนอ โ ด ย ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ร ร ห า ตุ ล า ก า ร ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ เ ท่ า น้ั น ที่ จ ะ ต้ อ ง ผ่ า น ค ว า ม เ ห็ น ช อ บ โดยวุฒิสภา  ส่วนรายช่ือที่เสนอโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  และรายช่ือท่ีเสนอโดยท่ีประชุมใหญ่ ตุลาการในศาลปกครองสงู สดุ กลับไมต่ อ้ งผา่ นความเห็นชอบของวฒุ ิสภาแต่อย่างใด  ๒)  การแต่งตั้งตลุ าการศาลรัฐธรรมนญู   ขั้นตอนการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญน้ัน  จากที่ได้ทำ�การศึกษาเปรียบเทียบ บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๔  กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาตรา  ๒๐๔  ต่างบัญญัติขั้นตอนในการแต่งตั้งไว้พ้องกัน  กล่าวคือ  พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามคำ�แนะนำ�ของวุฒิสภา  โดยประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  ซ่ึงยังคงไว้ในหลักการเดิม  ไมม่ กี ารเปล่ียนแปลงแต่อย่างใด ๕.  บทสรปุ จากท่ีได้อธิบายบทบัญญัติของที่มา  การให้ความเห็นชอบรายชื่อและการแต่งตั้ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  มาแล้วน้ัน  พบว่ามีส่วนที่พ้องกันอยู่  ๒  ประการ  กล่าวคือ  ประการที่หน่ึงในเร่ือง ของที่มาและการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยังคงต้ังมั่นอยู่บนมาตรการเดิม  กล่าวคือ  ในกรณีที่มายังคงให้มีท่ีมาจาก  ๓  องค์กรเช่นเดิม  ได้แก่  โดยการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา  จำ�นวน  ๓  คน  โดยการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด  จำ�นวน  ๒  คน  และโดยการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา  จำ�นวน  ๔  คน  แต่ต่างกัน อ อ ก ไ ป เ พี ย ง เ ล็ ก น้ อ ย ใ น เ ร่ื อ ง ข อ ง ช่ื อ เ รี ย ก ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ร ร ห า แ ล ะ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ของคณะกรรมการสรรหาเท่านั้น  ถัดมาในประการที่สองกรณีของการแต่งต้ังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ก็ยังคงให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้นำ�ความกราบบังคมทูลเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามคำ�แนะนำ�ของวุฒิสภา  โดยประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการอยู่เช่นเดิมทุกประการ  ส่วนกรณี

48 รฐั สภาสาร  ปที ี่  ๖๕  ฉบบั ท่ ี ๒  เดอื นกุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๐ ของความแตกต่างนั้น  ปรากฏความแตกต่างอยู่ประการเดียวท่ีสำ�คัญน้ันคือ  กรณีของการให้ ความเห็นชอบรายชื่อ  ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดจากหัวข้อของการศึกษา  โดยเฉพาะในกรณีของ  “องค์กรที่เสนอรายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องผ่าน ความเห็นชอบจากวุฒิสภา”  การนี้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  มาตรา  ๒๐๔  วรรคแรก  บัญญัติให้บรรดารายช่ือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำ�นวนท้ัง  ๙  คน  ซึ่งเสนอมาโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา   จำ�นวน  ๓  คน  โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการ ในศาลปกครองสูงสุด  จำ�นวน  ๒  คน  และโดยคณะกรรมการสรรหา  จำ�นวนอีก  ๔  คน  จะต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบรายช่ือจากวุฒิสภาก่อนทั้งส้ิน  ซ่ึงแตกต่างจากบทบัญญัติ มาตรา  ๒๐๖  (๒)  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  ท่ีบัญญัติ ให้รายชื่อที่มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  จำ�นวน  ๔  คน เท่านั้น  ที่จะต้องผ่านความเห็นชอบรายช่ือจากวุฒิสภา  ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน ในเรื่องของรายช่ือท่ีจะต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา  แต่ในท้ายท่ีสุดร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ....  และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  ต่างบัญญัติให้  “วุฒิสภา  (senate)”  เป็นองค์กรที่ทำ�หน้าที่รับผิดชอบ ในการพิจารณาเพ่ือให้ความเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบรายช่ือของผู้ท่ีจะดำ�รงตำ�แหน่งตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่เช่นเดียวกัน  ดังนั้น  จึงพอจะกล่าวบทสรุปส่งท้ายในที่นี้ได้ว่า  หลักการ พ้ืนฐานในเรื่องของที่มา  การให้ความเห็นชอบรายช่ือและการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ของราชอาณาจักรไทยตามที่บัญญัตไิ ว้ในร่างรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย  พทุ ธศกั ราช  .... นั้น  ได้รับอิทธิพลทางความคิดและมาตรการมาจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  เป็นพ้ืนฐาน  แต่มีการแก้ไขปรับปรุง ในรายละเอียดของแนวคิดและวิธีการของการให้ความเห็นชอบรายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากวฒุ สิ ภาเป็นประการสำ�คญั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook