Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รัฐสภาสารฉบับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 62

รัฐสภาสารฉบับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 62

Published by sapasarn2019, 2020-07-29 00:08:19

Description: รัฐสภาสารฉบับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 62

Search

Read the Text Version

เสรีภาพในการแสดงความคดิ เหน็ และข้อจ�ำ กดั ในระบบกฎหมายญ่ปี นุ่ 49 ห้องสมุด  เน่ืองจากไม่ชอบอุดมการณ์ทางการเมืองของสมาคม  แม้ว่าห้องสมุดจะมีมาตรฐาน สำ�หรับการลงทะเบียนหนังสือแต่บรรณารักษ์ไม่ปฏิบัติตามในกรณีน้ี  ผู้เขียนหนังสือได้ ย่ืนฟ้องห้องสมุดตามพระราชบัญญัติความรับผิดของรัฐ  (State  Redress  Act)  และเรียกร้อง ค่าเสียหาย  ศาลฎีกาเห็นว่าห้องสมุดสาธารณะเป็นสถานท่ใี นการส่อื สารความคิดและความเห็น ต่อสาธารณะ  ผู้เขียนหนังสือมีผลประโยชน์ส่วนบุคคลในการถ่ายทอดความคิดและความเห็น ของพวกเขาไปยังสาธารณชนซ่ึงอยู่ภายในขอบเขตที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญดังน้ัน การกระทำ�อันไม่เป็นธรรมของบรรณารักษ์ซ่ึงเกิดจากทัศนคติเชิงลบต่อความคิดและความเช่ือ ของผู้เขียนจึงเป็นการทำ�ละเมิดต่อผลประโยชน์ของผู้เขียนหนังสือที่ได้รับความคุ้มครอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ศาลจึงมีคำ�พิพากษาส่ังให้ชดใช้ค่าเสียหายสำ�หรับผู้เขียนแต่ละคน ที่ได้รบั ความเสยี หายตามกฎหมายว่าด้วยความรบั ผดิ ของรฐั ๒.๒ เสรีภาพในข้อมูลขา่ วสาร มาตรา ๒๑ แหง่ รฐั ธรรมนญู ญป่ี นุ่ ไดร้ บั ประกนั เสรภี าพในการชมุ นมุ การสมาคม การพูด และการพิมพ์ รวมถึงการแสดงออกในรูปแบบอื่น ๆ โดยไมไ่ ด้ระบถุ ึงเสรภี าพในข้อมูล ขา่ วสาร (freedom of information) แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามศาลฎีกาญป่ี ่นุ ไดต้ ีความว่าบทบญั ญตั ิ มาตรา  ๒๑  นั้นกินความกว้างรวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้วย  ดังท่ี ไดก้ ล่าวไว้ในค�ำ พิพากษาคดีหนึง่ ว่า มาตรา ๒๑ ของรัฐธรรมนญู รบั ประกนั เสรภี าพในการรับ ขอ้ มูลข่าวสาร และในการรายงานข้อเทจ็ จรงิ และความคิดเหน็ เพ่ือสนบั สนุน “สิทธทิ จ่ี ะรู้” ของ ประชาชน (right to know)๘ ดังน้นั นอกเหนอื จากเสรภี าพในการแสดงออกซง่ึ มองในมุมของ “ผู้ส่งสาร”  แล้ว  เสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งมองในมุมของ  “ผู้รับสาร”  ก็ได้รับการ รับรองคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญญ่ีปุ่นเช่นเดียวกัน  อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ในการรับรู้ข้อมูล ข่าวสารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันในรายละเอียด  จึงแยกพิจารณาตามข้อมูลข่าวสาร แต่ละประเภทดงั นี้ ๒.๒.๑ ขอ้ มูลขา่ วสารของรัฐ ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายท่ีรับรองและให้ความคุ้มครองสิทธิ ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลโดยเฉพาะ  คือพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูล ๘ Supreme Court, 26 November 1969, 23 Keishu 1940.

50 รฐั สภาสาร  ปที ่ี  ๖๗  ฉบับท ่ี ๖  เดือนพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ข่าวสารของหน่วยงานทางปกครอง ปี ๑๙๙๙๙ ซึ่งมีผลบงั คับใช้เม่ือเดือนเมษายน ปี ๒๐๐๑ กฎหมายฉบับน้ีวางอยู่บนหลักอำ�นาจอธิปไตยของประชาชนโดยการให้สิทธิแก่ประชาชนใน การร้องขอให้หน่วยงานทางปกครองเปิดเผยเอกสารท่ีอยู่ในครอบครองเพ่ือให้มีการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือทำ�ให้เกิดความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อประชาชนในการ ด�ำ เนนิ กิจการตา่ งๆ บรรลผุ ล และเพอ่ื สนบั สนุนการบรหิ ารทเี่ ปน็ ธรรมและเปน็ ประชาธิปไตย โดยอยภู่ ายใต้ความเขา้ ใจและการวพิ ากษว์ ิจารณข์ องประชาชนอยา่ งถกู ตอ้ ง (มาตรา ๑) กฎหมายฉบับน้ีกำ�หนดให้หน่วยงานทางปกครองมีหน้าท่ีจัดเตรียมข้อมูลข่าวสาร ไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้  ไม่ว่าข้อมูลข่าวสารนั้นจะปรากฏอยู่ในรูปแบบส่ิงพิมพ์หรือไม่ก็ตาม และใหส้ ทิ ธแิ กป่ ระชาชนในการรอ้ งขอใหห้ นว่ ยงานทางปกครองเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร (มาตรา ๓) เม่ือได้รับคำ�ร้องขอหน่วยงานทางปกครองจะต้องตัดสินใจว่าจะเปิดเผยหรือปฏิเสธคำ�ร้องขอ ซ่ึงโดยหลักแล้วหน่วยงานทางปกครองไม่สามารถปฏิเสธการเปิดเผยได้นอกจากจะเป็นข้อมูล ขา่ วสารทเี่ ข้าขอ้ ยกเวน้ (มาตรา ๕) เชน่ การเปิดข้อมลู ข่าวสารน้ันจะละเมดิ สทิ ธิสว่ นบุคคล กระทบต่อความมั่นคงของชาติ  หรือความปลอดภัยสาธารณะ  หรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่อยู่ ระหว่างการพจิ ารณาหรืออาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายต่อการดำ�เนินการโดยหน่วยงานของรฐั อย่างไรก็ตามองค์กรที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับน้ีคือ  “หน่วยงานทาง ปกครอง”  ซ่งึ หมายความรวมถึง (๑) คณะรฐั มนตรหี รือหนว่ ยงานภายใต้การบังคบั บัญชาของ คณะรฐั มนตรที ่ีต้ังข้ึนตามกฎหมาย (๒) องคก์ รฝา่ ยบริหารตามทีก่ ำ�หนดโดยกฎหมายอนื่ และ (๓) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (มาตรา ๒) ดังนั้น หน่วยงานอ่ืนของรฐั ทไ่ี มอ่ ยู่ในนิยาม ค�ำ ว่า “หน่วยงานทางปกครอง” จึงไมม่ ีหนา้ ท่ีเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสารตามค�ำ รอ้ งขอของประชาชน ภายใต้กฎหมายฉบับน้ี แตอ่ าจอยูภ่ ายใตก้ ฎหมายฉบบั อืน่ เช่น กรณีขอ้ มูลข่าวสารเก่ยี วกับ การพิจารณาคดีของศาลหลกั เกณฑก์ ารเปิดเผยจะอยู่ภายใตก้ ฎหมายวธิ พี จิ ารณาความ ๒.๒.๒ ขอ้ มลู ข่าวสารทว่ั ไป เน่ืองจากเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รับ การรบั รองโดยมาตรา  ๒๑  แหง่ รฐั ธรรมนญู ญป่ี นุ่ โดยปรยิ ายและโดยการตคี วามของศาล  ดงั นน้ั โดยหลักแล้วหากไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำ�นาจไว้รัฐย่อมไม่อาจจำ�กัดเสรีภาพในการ รับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนได้  เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายให้อำ�นาจรัฐจำ�กัดเสรีภาพไว้ ๙ Act on Access to Information Held by Administrative Organs (Law No. 42 of 1999).

เสรภี าพในการแสดงความคิดเหน็ และขอ้ จำ�กัดในระบบกฎหมายญ่ีป่นุ 51 โดยเฉพาะเพ่อื วตั ถปุ ระสงคใ์ นการคมุ้ ครองประโยชน์สุขร่วมกนั ของสาธารณะ และรัฐสามารถ จำ�กัดเสรีภาพได้เฉพาะเพ่ือวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำ�หนดและจำ�กัดได้เท่าท่ีจำ�เป็นเท่านั้น  เพ่ือให้ความค้มุ ครองเสรีภาพในการรบั ร้ขู ้อมลู ข่าวสารของประชาชน ดังในคดตี ัวอย่างเช่น คดเี ซนเซอรห์ นงั สอื พมิ พส์ �ำ หรบั นักโทษ ปี ๑๙๘๓๑๐ เนื่องจากพระราชบัญญัติ ราชทณั ฑ์ (Prison Act) บญั ญตั อิ นุญาตให้นกั โทษสามารถอา่ นหนังสอื และหนงั สือพิมพไ์ ด้ แต่ก็อนุญาตให้พัศดีเรือนจำ�มีอำ�นาจตรวจและห้ามหรือลบส่วนที่พิจารณาเห็นว่าไม่เหมาะสมได้ ศาลฎีกายอมรับว่านักโทษในเรือนจำ�มีสิทธิที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ตามที่ได้รับความคุ้มครอง จากมาตรา ๑๓ และมาตรา ๒๑ แหง่ รัฐธรรมนญู ศาลจงึ ตอ้ งตีความอยา่ งแคบวา่ พระราช บัญญัติราชทัณฑ์อนุญาตให้ห้ามหรือลบเฉพาะ  “เมื่อมีความเป็นไปได้สูงท่ีจะทำ�ให้เกิดปัญหา ร้ายแรงซึ่งไม่สามารถหลีกเล่ียงได้ต่อการรักษาวินัยและระเบียบของเรือนจำ�”  นอกจากน้ัน ข้อจำ�กัดดังกล่าวต้องไม่เกินความจำ�เป็นและมีความเหมาะสมเพ่ือป้องกันปัญหาดังกล่าว  ศาลจึงใช้อำ�นาจจำ�กัดดุลพินิจของผู้มีอำ�นาจในเรือนจำ�ให้แคบลงเพื่อรักษาความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของพระราชบัญญตั ิราชทณั ฑไ์ ว้ คดเี ซนเซอร์จดหมายสำ�หรับนักโทษ ปี ๒๐๐๖๑๑ ศาลฎีกาได้มคี �ำ พิพากษา ตดั สนิ วา่ การเซนเซอร์จดหมายของนักโทษโดยพัศดีเรือนจ�ำ โดยอาศยั อ�ำ นาจตามมาตรา ๔๖ วรรค ๒ ของพระราชบญั ญัตริ าชทณั ฑ์เปน็ การกระทำ�ทีข่ ัดตอ่ มาตรา ๒๑ ของรฐั ธรรมนญู และเห็นว่าเรือนจำ�ควรจะให้มีการแลกเปลี่ยนจดหมายระหว่างนักโทษและคนท่ีไม่ใช่สมาชิก ครอบครัวด้วย  โดยกล่าวว่า“การรับส่งจดหมายกับบุคคลที่ไม่ใช่ญาติของนักโทษถูกจำ�กัดได้ เฉพาะเมื่อการอนุญาตให้มีการติดต่อส่ือสารจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาวินัยและ ระเบียบในเรือนจำ�  การคุมขัง  และการฟื้นฟูสมรรถภาพนักโทษ  ซึ่งไม่สามารถหลีกเล่ียงได้ หลังจากพิจารณาถึงเงื่อนไขเฉพาะของคุณลักษณะและพฤติกรรมของนักโทษ  การบริหาร จัดการ และสภาพความปลอดภยั ของเรือนจำ� และเน้ือหาในจดหมาย” ๒.๓ เสรภี าพของส่ือมวลชน แม้ว่าเสรีภาพของสือ่ มวลชน (freedom of the press) จะไม่ได้รบั การบัญญตั ิ รับรองไว้อย่างชัดแจ้ง  แต่มาตรา  ๒๑  ของรัฐธรรมนูญญ่ปี ่นุ ก็ได้รับรองเสรีภาพในการพิมพ์ไว้ ๑๐ Supreme Court (grand bench), 22 June 1983, 37 (5) Minshu 793. ๑๑ Supreme Court (1st petty bench), 23 March 2006, 1929 Hanrei Jiho 37.

52 รัฐสภาสาร  ปีท่ี  ๖๗  ฉบบั ที ่ ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ และศาลฎีกาก็เคยมีคำ�พิพากษาท่ีอธิบายถึงบทบาทของหนังสือพิมพ์ว่าทำ�หน้าท่ีสนับสนุน “สิทธิท่ีจะรู้”  ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ๑๒  อย่างไรก็ตามนอกจากสื่อมวลชนจะมีสถานะ เป็นปัจเจกชนแล้วยังมีลักษณะเป็นองค์กรหรือสถาบันด้วย  ดังนั้นนอกจากจะเป็นผู้ทรงสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกในฐานะปัจเจกชนแล้วส่ือมวลชนยังต้องได้รับการรับรองสิทธิและ เสรภี าพอยา่ งอน่ื ดว้ ยเพอ่ื ใหด้ �ำ รงความเปน็ สถาบนั ทส่ี ามารถใชเ้ สรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ ได้ ดังน้นั เสรภี าพของสือ่ มวลชนท่ีได้รบั การรบั รองจึงมหี ลายประเภทซงึ่ อาจจ�ำ แนกไดด้ ังตอ่ ไปน้ี ๒.๓.๑ เสรีภาพในการประกอบกิจการ เสรีภาพในการประกอบกิจการของส่ือมวลชนมีความสำ�คัญเพราะหาก สื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพในการประกอบกิจการก็จะมีผลกระทบต่อเสรีภาพในข้อมูลข่าวสารและ การแสดงความคิดเห็นของส่ือมวลชนได้  แต่อย่างไรก็ตามการประกอบกิจการของส่ือมวลชน ในญี่ปุ่นไม่ได้มีเสรีภาพโดยปราศจากการควบคุมใดๆ  เนื่องจากรัฐมีความจำ�เป็นที่จะต้อง เข้ามาควบคุมการประกอบกิจการส่ือมวลชนด้วยเหตุผลบางประการซ่ึงส่งผลต่อเสรีภาพใน การประกอบกิจการของสื่อมวลชน  โดยกฎหมายญี่ปุ่นที่ใช้เพื่อควบคุมการประกอบกิจการ สื่อมวลชนแต่ละประเภทน้นั มีลักษณะแตกตา่ งกนั ไปซึ่งอาจแยกพิจารณาไดด้ ังน้ี (๑) สอ่ื สงิ่ พมิ พ์ ประเทศญป่ี ่นุ ไมม่ ีกฎหมายส่ิงพิมพ์ (press law) โดยเฉพาะ การก�ำ กับ ดูแลสอ่ื สง่ิ พมิ พจ์ งึ ขน้ึ กับกฎหมายท่ัวไป อยา่ งเชน่ กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา สื่อส่ิงพมิ พ์ ในญี่ปุ่นจึงไม่ต้องขอใบอนุญาตและไม่มีข้อจำ�กัดเน้ือหาสำ�หรับหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะ  จึงมี เสรีภาพคอ่ นข้างมาก อยา่ งไรกต็ ามหนงั สอื พมิ พร์ ายใหญ่ทรี่ ายงานข่าวทัว่ ไปในประเทศญีป่ นุ่ เกือบทั้งหมดจะเป็นสมาชิกของสมาคมผู้จัดพิมพ์และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ญี่ปุน่ (Nihon Shinbun Kyokai) หรอื “NSK” ซ่ึงเปน็ องค์กรก�ำ กับดูแลกันเอง (self-regulation) และเป็นรูปแบบเดียวท่ีใช้บังคับกับการรายงานข่าวและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของหนังสือพิมพ์ ตง้ั แตส่ งครามโลกครง้ั ทส่ี อง  บทบาทของ  NSK  ในการรกั ษาและยกระดบั มาตรฐานดา้ นจรยิ ธรรม ถอื เปน็ หวั ใจส�ำ คญั ในระบบการก�ำ กบั ดแู ลกนั เองในประเทศญป่ี นุ่   รวมถงึ ระบบการควบคมุ ภายใน ๑๒ Supreme Court (grand bench), 26 November 1969, 23 (11) Keishu 1490.

เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ และขอ้ จ�ำ กัดในระบบกฎหมายญป่ี นุ่ 53 หรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบท่ีจัดตั้งขึ้นในหนังสือพิมพ์สมาชิกแต่ละฉบับ  โดยหนังสือพิมพ์ แต่ละฉบับมีหน้าท่ีรับผิดชอบตนเองในการรายงานกิจกรรมต่างๆ  โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง จากภายนอก และ NSK ไดพ้ ัฒนาประมวลจริยธรรมหนงั สือพิมพ์ซึ่งจะอธิบายรายละเอียด เก่ยี วกบั พฤตกิ รรมทคี่ าดหวงั ว่าจะไดร้ บั จากสมาชกิ ของหนงั สือพิมพ์ (๒) สอื่ กระจายเสยี งและแพรภ่ าพ ญ่ีปุ่นมีกฎหมายกระจายเสียงและแพร่ภาพ  (broadcast  law)๑๓  ใช้ควบคุมท้ังกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะของญี่ปุ่น  (Nippon  Hoso  Kyokai) หรือ “NHK” และกิจการกระจายเสยี งและแพรภ่ าพภาคเอกชน (เชิงพาณิชย)์ โดยกฎหมายน้ไี ด้ ก�ำ หนดหลกั การส�ำ คัญ ๒ ประการ คือ (๑) การใหห้ ลกั ประกนั แกเ่ สรภี าพในการแสดงออกของ ประชาชนผ่านส่ือกระจายเสียงและแพร่ภาพและการกำ�กับดูแลให้การแสดงออกนั้นเป็นไปเพ่ือ ประโยชนส์ ูงสุดของสาธารณะ ดงั ท่บี ัญญตั ไิ ว้วา่ “การกระจายเสยี งและแพร่ภาพจะตอ้ งเขา้ ถงึ ประชาชนกว้างขวางท่ีสุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากท่ีสุด”  และ  (๒)  ให้หลักประกัน เสรีภาพในการแสดงออกผ่านสื่อกระจายเสียงและแพร่ภาพโดยการรับประกันความเป็นธรรม ความเป็นจริง  และความเป็นอิสระในกระจายเสียงและแพร่ภาพ  (มาตรา  ๓)  และรายการ กระจายเสียงและแพร่ภาพจะต้องไม่ถูกแทรกแซงหรือควบคุมโดยบุคคลใดยกเว้นในกรณี ตามอ�ำ นาจท่บี ญั ญตั ิไว้ในกฎหมาย (มาตรา ๔) องค์กรที่มีอำ�นาจกำ�กับดูแลกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพคือ ส�ำ นกั งานขา่ วสารและการสอ่ื สาร  (Broadcasting  Bureau) กระทรวงกจิ การภายในและการสอ่ื สาร (MIC)  เป็นผู้รับผิดชอบในการวางแผนและดำ�เนินนโยบายกระจายเสียงและแพร่ภาพ  และการออกใบอนุญาตและการกำ�กับดูแลสถานีกระจายเสียงและแพร่ภาพ  ความรับผิดชอบ ของสำ�นักงานข่าวสารและการสื่อสารครอบคลุมการกระจายเสียงและแพร่ภาพทั้งวิทยุ  ฟรีทีวี และเคเบิลทวี ี และการออกอากาศผา่ นดาวเทยี ม สำ�นักงานข่าวสารและการส่อื สารมีอ�ำ นาจ กำ�กับดูแลท้ังกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพภาคเอกชน  และรวมถึง  NHK  ซึ่งเป็นองค์กร พิเศษของรัฐวิสาหกิจท่เี ป็นอิสระจากรัฐบาลในทางกฎหมายและได้รับการสนับสนุนโดยส่วนใหญ่ ๑๓ Broadcast Act (Law No.132 of 1950 as amended by Law No.58 of 1998).

54 รฐั สภาสาร  ปีท ี่ ๖๗  ฉบับท ่ี ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ มาจากค่าธรรมเนียมผ้บู ริโภคด้วย  ดังนน้ั   ส่ือกระจายเสยี งและแพร่ภาพจึงถกู ควบคมุ มากกว่า สื่อส่ิงพมิ พ์ หรือมเี สรภี าพในการประกอบกจิ การนอ้ ยกวา่ ส่ือส่งิ พิมพ์ ๒.๓.๒ สทิ ธใิ นการรบั และจดั เกบ็ ข้อมลู ขา่ วสาร แมว้ า่ สทิ ธใิ นการรบั และจดั เกบ็ ขอ้ มลู ขา่ วสาร (right to receive and gather information)  ของส่ือมวลชนจะไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างชัดแจ้งในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ญ่ีปุ่น  แต่อย่างไรก็ตามศาลฎีกาได้มีคำ�พิพากษาโดยกล่าวว่า  “เพื่อให้เนื้อหาการรายงาน ข่าวสารของสื่อมวลชนมีความถูกต้อง  การมีอิสระในการรวบรวมข่าวสารจึงมีเพ่ือวัตถุประสงค์ เช่นเดียวกับเสรีภาพในการรายงานข่าวสารซ่ึงจะต้องได้รับการเคารพตามเจตนารมณ์ของ มาตรา ๒๑ แหง่ รัฐธรรมนญู ”๑๔ ดังนั้นสิทธใิ นการรบั และจดั เก็บข้อมูลขา่ วสารของส่อื มวลชน จงึ ไดร้ บั ความคมุ้ ครองตามมาตรา ๒๑ ของรฐั ธรรมนญู ดว้ ย โดยการแสวงหาขา่ วสารนน้ั สอ่ื มวลชน ย่อมมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเช่นเดียวกับประชาชนท่ัวไป  และในกรณีที่เป็นข้อมูล ข่าวสารของรัฐบาลสื่อมวลชนก็สามารถใช้สิทธิขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานทางปกครองเช่นเดียวกับประชาชน  ส่วนข้อมูล ข่าวสารเก่ียวกับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลน้ันส่ือมวลชนมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ขา่ วสารตามหลักเกณฑก์ ฎหมายวธิ พี จิ ารณาความ อย่างไรก็ตามมีบางกรณีที่การพิจารณาคดีของศาลอาจมีผลกระทบ ต่อสิทธิในการรับและจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของส่ือมวลชน  คือกรณีท่ีสื่อมวลชนต้องทำ�หน้าท่ี เป็นพยานในศาลโดยการเปิดเผยที่มาแหล่งข่าวซึ่งการเปิดเผยดังกล่าวอาจทำ�ให้บุคคล ที่เป็นแหล่งข่าวเกิดความกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อการดำ�เนินชีวิตของของเขาและอาจส่งผล ในอนาคตที่แหล่งข่าวอาจไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข่าวแก่สื่อมวลชน  การเปิดเผยถึงแหล่ง ที่มาของข่าวโดยสื่อมวลชนในการเป็นพยานในศาลจึงอาจทำ�ให้กระทบต่อการแสวงหาข่าวสาร ของส่อื มวลชนในอนาคตได้ ดังนัน้ สิทธิของสอ่ื มวลชนในการปฏเิ สธที่จะเป็นพยานเก่ียวกบั ท่ีมาแหล่งข่าวจึงเป็นประเด็นท่ีถูกยกข้ึนมาโต้แย้งในการพิจารณาคดีของศาลในหลายคดี ตัวอย่างเช่น คดปี ี ๒๐๐๖๑๕ นกั ขา่ วของ NHK ไดป้ ฏเิ สธทจ่ี ะใหก้ ารเปน็ พยานเกย่ี วกบั แหล่งขา่ วของเขาในระหว่างการสืบพยานคดีแพ่ง ตามมาตรา ๑๙๗ วรรคหนงึ่ ขอ้ ๓ แหง่ ๑๔ Supreme Court (grand bench), 26 November 1969, 23 (11) Keishu 1490. ๑๕ Supreme Court, 3 October 2006, 1954 Hanrei Jiho 34 ; 1228 HanreiI Taimuzu 114.

เสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็นและขอ้ จำ�กัดในระบบกฎหมายญป่ี นุ่ 55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  ศาลฎีกาถือว่าเสรีภาพของส่ือมวลชนได้รับประกัน ภายใต้มาตรา ๒๑ แห่งรัฐธรรมนญู และเสรภี าพในการรับและจัดเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารก็ สมควรได้รับความเคารพเช่นเดียวกนั ภายใตม้ าตราเดยี วกัน การใหส้ ิทธใิ นการปฏิเสธทจ่ี ะเปน็ พยานโดยต้องเปิดเผยแหล่งข่าวของสื่อมวลชนควรกำ�หนดโดยการตรวจสอบปัจจัยต่างๆ  คือ (๑) เนอ้ื หา ลักษณะ และคุณคา่ ทางสังคมของรายงานที่เก่ยี วขอ้ ง รวมทัง้ วิธีการและหนทางและ กระบวนการรวบรวมขา่ วที่เกย่ี วขอ้ ง และ (๒) รายละเอียด ลกั ษณะ และคณุ ค่าทางสังคมของ คดแี พง่ ความจ�ำ เปน็ ในการเปน็ พยานในคดี และการมพี ยานหลกั ฐานอยา่ งอน่ื พสิ จู นแ์ ทน กรณนี ้ี ศาลฎีกาได้รับรู้ถึงสิทธิที่จะปฏิเสธการเป็นพยานบนพ้ืนฐานแห่งความเป็นส่วนตัวของผู้เป็น แหลง่ ทม่ี าของขอ้ มลู ๒.๓.๓ เสรภี าพในการรายงาน แม้วา่ เสรภี าพในการรายงาน (freedom of reporting) ของสื่อมวลชน จะไมไ่ ด้รบั การกล่าวถึงอย่างชัดแจง้ ในบทบญั ญตั ิของรัฐธรรมนูญญ่ปี นุ่ แตโ่ ดยเจตนารมณ์ของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญแล้วต้องการให้เสรีภาพในการรายงานข่าวสารของสื่อมวลชนอยู่ภายใต้การ รบั รองคุ้มครองโดยมาตรา ๒๑ แห่งรัฐธรรมนญู ดว้ ย และศาลฎีกากเ็ คยมคี ำ�พิพากษาทแ่ี สดง ใหเ้ หน็ วา่ เสรภี าพในการรายงานขา่ วสารของสอ่ื มวลชนกไ็ ดร้ บั การรบั รองคมุ้ ครองภายใตม้ าตรา ๒๑ แหง่ รฐั ธรรมนญู ญ่ปี ่นุ เชน่ กัน๑๖ หลักประกันเสรีภาพในการรายงานข่าวสารท่ีสำ�คัญคือหลักการ หา้ มเซนเซอร์ (The Prohibition of Censorship) ซ่ึงมาตรา ๒๑ (๒) แหง่ รัฐธรรมนญู ไดบ้ ัญญัติไว้ อย่างชดั เจนดว้ ยการก�ำ หนดหา้ มใชอ้ �ำ นาจรฐั เซนเซอรเ์ นอ้ื หากอ่ นการเผยแพรข่ อ้ มลู ขา่ วสาร  ซง่ึ สง่ ผล ให้การระงับหรือยับยั้งก่อนตีพิมพ์เผยแพร่  (prior  restraint)  โดยหลักแล้วเป็นสิ่งต้องห้าม แต่อย่างไรก็ตามศาลได้ตีความว่าหลักดังกล่าวมีผลเพียงห้ามใช้วิธีการระงับหรือยับย้งั ก่อนตีพิมพ์ เผยแพร่เท่านั้น ไม่ได้ห้ามการเซนเซอรท์ ุกประเภทโดยปราศจากเงื่อนไข มบี างกรณที ่ศี าลตัดสนิ วา่ ไม่เป็นการเซนเซอรใ์ นความหมายของมาตรา ๒๑ (๒) ของรฐั ธรรมนญู ตัวอยา่ งเชน่ การยดึ หนังสือลามกอนาจารที่ตีพิมพ์ในต่างประเทศในการตรวจสินค้านำ�เข้าตามกฎหมายศุลกากร๑๗  และการห้ามตีพิมพ์เผยแพร่บทความซ่งึ มีเน้อื หาเป็นการหม่นิ ประมาทบุคคลอ่นื โดยคำ�ส่งั ศาล๑๘ เป็นต้น ๑๖ Supreme Court (grand bench), 26 November 1969, 23 (11) Keishu 1490. ๑๗ Supreme Court (grand bench), 12 December 1984, 38 (12) Minshu 1308. ๑๘ Supreme Court (grand bench), 11 June 1986, 40 (4) Minshu 872.

56 รฐั สภาสาร  ปีท ่ี ๖๗  ฉบบั ท่ ี ๖  เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ในการรายงานขา่ วสารนั้นสื่อมวลชนมเี สรีภาพในการตัดสินใจเลอื กเนอ้ื หาข่าวสาร ท่ีจะรายงานเผยแพร่ได้เอง  ซึ่งโดยหลักแล้วไม่ว่าเอกชนหรือรัฐก็ไม่อาจแทรกแซงการตัดสินใจ เลือกเน้ือหาเพื่อเผยแพร่ของส่ือมวลชนอันเป็นการแทรกแซงเสรีภาพในการรายงานข่าวสารได้ ดังตัวอยา่ งที่ปรากฏในคดปี ี ๑๙๘๗ (Sankei Newspaper Case)๑๙ ซึ่งหนงั สือพิมพ์ได้ตีพมิ พ์ ความคิดเห็นท่ีจัดทำ�ขึ้นโดยพรรคเสรีประชาธิปไตย  (LDP)  ซึ่งได้วิพากษ์วิจารณ์และเยาะเย้ย เสยี ดสนี โยบายของพรรคคอมมวิ นสิ ตญ์ ป่ี นุ่ (JCP) พรรค JCP จงึ ไดร้ อ้ งขอใหห้ นงั สอื พมิ พฉ์ บบั น้ี จัดหาพ้ืนที่ว่างเพ่ือตีพิมพ์ความคิดเห็นของพรรคเพื่อเป็นการตอบโต้  และเมื่อถูกปฏิเสธคำ�ขอ พรรค  JCP  กไ็ ดย้ น่ื ฟอ้ งหนงั สอื พมิ พโ์ ดยกลา่ วหาวา่ เปน็ การละเมดิ สทิ ธใิ นการแสดงความคดิ เหน็ โดยเสรีตามรัฐธรรมนูญ  แต่ศาลได้ยกฟ้องเน่ืองจากหนังสือพิมพ์เป็นองค์กรเอกชนและ ไม่ใช่ตัวการในการจำ�กัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ  จึงไม่อาจบังคับให้หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ ความคดิ เห็นตามท่พี รรค JCP ร้องขอได้ ในการปรับใช้กฎหมายสื่อมวลชนศาลได้ตีความโดยให้ความสำ�คัญกับเสรีภาพใน การรายงานขา่ วของสื่อมวลชน เช่น ในคดีปี ๒๐๐๔ (Broadcasting Case)๒๐ มผี ู้หญิงคนหน่งึ ย่ืน ฟอ้ งขอให้ศาลมคี �ำ ส่งั ให้ NHK ออกอากาศแกไ้ ขเนือ้ หาทไี่ ม่ถูกตอ้ งเกย่ี วกบั ตัวเธอซง่ึ เป็นการ หม่นิ ประมาท โดยอาศัยมาตรา ๔ วรรค ๑ แห่งพระราชบัญญตั ิกระจายเสยี งและแพร่ภาพ เพอ่ื แกไ้ ขเนอ้ื หาใหม้ คี วามถกู ตอ้ ง  ศาลฎกี ากลา่ ววา่   “กฎหมายก�ำ หนดวา่ ในกรณขี องการกระจายเสยี ง และแพร่ภาพท่ีไม่ถูกต้อง  กิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพมีหน้าที่ต่อสาธารณะที่จะออก อากาศแก้ไขดว้ ยตวั เองใหส้ อดคล้องกับการรักษาความนา่ เชอื่ ถือในเนอ้ื หาของรายการและเพื่อ ให้เกิดความเช่ือมั่นว่าไม่มีการแทรกแซงเสรีภาพในการแสดงออกจากภายนอก”  และกฎหมาย ไม่ได้กำ�หนดให้มีการแทรกแซงโดยองค์กรตุลาการ  จึงสรุปว่า  “วัตถุประสงค์ในการกำ�กับดูแล ไม่ได้มีเพ่ือให้สิทธิส่วนบุคคลของผู้ท่ีได้รับความเสียหายภายใต้กฎหมายเอกชนที่จะเรียกร้องให้ มีการออกอากาศเพอ่ื แกไ้ ขเนอื้ หา” ๓. ขอ้ จำ�กัดของเสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็น มาตรา  ๒๑  แหง่ รฐั ธรรมนญู ญป่ี นุ่ ซง่ึ ไดบ้ ญั ญตั ริ บั รองเสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ นน้ั ไม่ได้บัญญัติถึงข้อจำ�กัดใด  ๆ  ของเสรีภาพไว้  แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเสรีภาพ ๑๙ Supreme Court (2nd petty bench), 24 April 1987, 41 (3) Minshu 490. ๒๐ Supreme Court (1st Petty Bench), 25 November 2004, 58 (8) Minshu 2326.

เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ และขอ้ จำ�กัดในระบบกฎหมายญ่ีปุ่น 57 ในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพท่ีสมบูรณ์โดยปราศจากข้อจำ�กัดใด  ๆ  เพราะมีสิ่งท่ีเข้ามา ถ่วงดุลสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชนในรัฐธรรมนูญก็คือความคิดท่ีว่าสิทธิและเสรีภาพน้ัน อาจถูกจำ�กัดได้เพ่ือ“ประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะ”  (public  welfare)  ซ่ึงเป็นถ้อยคำ� ที่ปรากฏอยใู่ นมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ของรัฐธรรมนญู โดยบญั ญตั ไิ วว้ า่ “มาตรา ๑๒ หลกั ประกนั สิทธแิ ละเสรภี าพตามรัฐธรรมนูญน้ไี ด้รบั ความคุ้มครอง โดยความอุตสาหะอยา่ งตอ่ เนอ่ื งของประชาชน ซง่ึ มสี ิทธิปฏิเสธการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพ เหลา่ นีแ้ ละเป็นผู้รบั ผิดชอบในการใชส้ ทิ ธแิ ละเสรีภาพเพอ่ื ประโยชนส์ ุขร่วมกนั ของสาธารณะ” “มาตรา ๑๓ ความเปน็ มนุษยข์ องประชาชนท้ังปวงย่อมไดร้ บั การเคารพ ในการ นติ บิ ญั ญัติและการบริหารกจิ การอน่ื ๆ ของรัฐ ให้ค�ำ นึงถงึ สทิ ธทิ ่จี ะดำ�รงอยู่ เสรีภาพ และการ เข้าถึงความผาสุกของประชาชนเป็นที่ต้ัง  ตราบเท่าท่ีสิ่งเหล่าน้ีไม่กระทบกระเทือนประโยชน์สุข รว่ มกันของสาธารณะ” เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจึงไม่ได้รับความคุ้มครอง โดยสมบูรณ์ (absolute) ตามตวั อกั ษร แตอ่ าจถกู จำ�กดั ได้เพ่อื คุ้มครอง“ประโยชนส์ ุขร่วมกันของ สาธารณะ”  อย่างไรก็ตามถ้อยคำ�น้ียังขาดนิยามท่ีชัดเจนจึงเป็นที่ถกเถียงกันมายาวนานว่าจะ ปรับใช้ถ้อยคำ�น้ีเพื่อจำ�กัดสิทธิเละเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิด เหน็ ในแต่ละกรณีอยา่ งไร การถกเถียงกันถงึ ถ้อยค�ำ ทเ่ี ป็นนามธรรมกวา้ งๆ น้มี ักจะมีการอ้างองิ ถึงค�ำ ว่า “ระเบยี บสาธารณะ” (public order) “ประโยชน์ร่วมกนั ” (the collective good) หรือ “นโยบายแห่งรัฐ” (state policy) ไปจนถึงการปรับใช้กับขอ้ เทจ็ จริงเฉพาะกรณีและคดที ี่ศาลได้ พพิ ากษาตัดสิน๒๑ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจำ�กัดเพียงใดน้ันจึงต้องพิจารณา ท้ังบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภา  กฎหมายลำ�ดับรองท่ีตราโดยฝ่ายบริหาร  และ การปรับใช้ข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีโดยเจ้าหน้าท่ีของรัฐและศาล  และข้ึนอยู่กับ การตีความกฎหมายโดยองค์กรท่ีบังคับใช้กฎหมายทุกองค์กร  แต่คำ�วินิจฉัยขององค์กรที่ มีอำ�นาจวินิจฉัยว่าการใช้อำ�นาจรัฐซึ่งมีผลเป็นการจำ�กัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เหล่าน้ีเป็นไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ  “ประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะ”  ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ถือว่ามีความสำ�คัญมากที่สุดเพราะเป็นคำ�วินิจฉัยที่มีผลเป็นท่ีสุดในระบบกฎหมาย  ๒๑ Lawrence W. Beer, Freedom of Expression : The Continuing Revolution in Japan’s Legal Culture, Occasional Papers/Reprints Series in Contemporary Asian Studies Number 3-1991 (104), School of Law University of Maryland, p.4.

58 รัฐสภาสาร  ปที  ่ี ๖๗  ฉบบั ท่ ี ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ซึ่งรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นได้ให้อำ�นาจแก่ศาลยุติธรรมในการตรวจสอบทบทวนความชอบด้วย รฐั ธรรมนญู (judicial review) จงึ มีอำ�นาจวนิ ิจฉยั ปญั หานี้ ค�ำ พิพากษาของศาลฎีกาในแตล่ ะคดี จึงมีความสำ�คัญในฐานะมีผลเป็นการกำ�หนดขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทม่ี ผี ลบังคับจรงิ ในระบบกฎหมาย การอา้ งหลัก “ประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะ” เพอื่ จ�ำ กัดเสรีภาพในการแสดง ความคดิ เห็นไดร้ บั การอธบิ ายยืนยนั โดยศาลฎกี าตง้ั แตป่ ี ๑๙๔๙ ในค�ำ พพิ ากษาคดคี ำ�สง่ั ซือ้ อาหารในกรณีฉุกเฉนิ ๒๒ ซงึ่ ศาลกลา่ วว่า “เสรีภาพในการพูดที่ไดร้ ับการรบั รองตามรฐั ธรรมนูญ ฉบับใหม่ไม่อาจอนุญาตให้ใช้โดยสาธารณชนโดยการอนุญาตอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีเง่ือนไข แต่จะต้องถูกปรับให้สมดุลกับประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะ”  และต่อมาในคดี  Lady Chatterley’s Lover ปี ๑๙๕๗๒๓ ศาลฎกี าไดอ้ ธบิ ายวา่ “ไม่ว่าจะมีการกำ�หนดข้อจำ�กัดเพ่ือประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะไว้ใน บทบญั ญตั ิแต่ละมาตราหรอื ไม่ก็ตาม สทิ ธิมนุษยชนขนั้ พื้นฐานก็ไม่อาจถกู ใชอ้ ยา่ งบดิ เบือนโดย การหลีกเล่ียงมาตรา ๑๒ และ ๑๓ แหง่ รฐั ธรรมนูญซึ่งเป็นขอ้ จำ�กดั เพ่อื ประโยชนส์ ุขร่วมกนั ของ สาธารณะ ดังนั้นสทิ ธิมนุษยชนจึงไมไ่ ด้ปราศจากข้อจ�ำ กดั ...เมอื่ เราประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั การทว่ั ไปนี้ กบั เสรีภาพในการพดู หรือเสรภี าพในการแสดงออก เสรีภาพดงั กลา่ วซึ่งมคี วามสำ�คญั มากที่สุด จึงสามารถถกู จ�ำ กดั ไดเ้ พ่ือประโยชนส์ ุขรว่ มกันของสาธารณะ” อย่างไรก็ตามเนื่องจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นมีรูปแบบและ เนือ้ หาท่ีหลากหลาย กฎหมายท่เี ข้ามาเก่ียวข้องกบั การควบคมุ จำ�กดั เสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็นจึงมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปตามเน้ือหาและรูปแบบของการแสดงออกด้วย ดังน้ัน  ข้อจำ�กัดของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจริงในระบบกฎหมายญี่ปุ่น จึงอาจแยกประเภทตามเนื้อหาและรูปแบบของการแสดงความคิดเห็นในแต่ละประเภทได้ ดังตอ่ ไปนี้ ๓.๑ การรณรงคเ์ ลือกตั้ง การเลือกตั้งตัวแทนของประชาชนมีความสำ�คัญอย่างย่ิงในระบอบ ประชาธิปไตย  ดังน้ันเสรีภาพในการรณรงค์ทางการเมืองจึงควรได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอ ๒๒ Supreme Court (grand bench), 18 May 1949, 3 (6) Keishu 839. ๒๓ Supreme Court (grand bench), 13 March 1957, 11 (3) Keishu 997.

เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ และข้อจ�ำ กัดในระบบกฎหมายญี่ปุ่น 59 ในกระบวนการเลือกต้ัง  ประชาชนต้องสามารถแสดงความคิดเห็นและได้รับข้อมูลข่าวสาร เพียงพอท่ีจะตัดสินใจ  ควรมีโอกาสเพียงพอที่จะรับฟังคนอ่ืนและการอภิปรายถกเถียงในเรื่อง กิจการสาธารณะ  แต่อย่างไรก็ตามในประเทศญ่ีปุ่นคำ�พูดทางการเมือง  (political  speech) ถูกจำ�กัดควบคุมโดยเข้มงวดมากที่สุด๒๔  ดังที่เห็นได้ในกรณีของการรณรงค์เลือกตั้ง  (election campaign) ตามพระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตง้ั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ๒๕ ซง่ึ ถกู จ�ำ กดั ชว่ งเวลา (มาตรา ๑๒๙) และห้ามมิให้หาเสียงเลือกต้งั ก่อนช่วงเวลาดังกล่าว  (มาตรา  ๒๓๙)  นอกจากน้นั ยังห้ามหาเสียง แบบเคาะประตู (door-to-door canvassing) (มาตรา ๑๓๘) และการชกั ชวนด้วยสญั ลกั ษณ์ (มาตรา ๑๓๘-๒) ในสถานทีเ่ กอื บท้งั หมดถูกหา้ มมิใหแ้ จกแผ่นพบั (มาตรา ๑๔๒) เชน่ เดยี ว กับการพมิ พ์หรอื เขียนข้อความ (มาตรา ๑๔๓) แม้กฎหมายจะจ�ำ กัดวธิ กี ารหาเสียงเลือกตง้ั อย่างเขม้ งวดแตศ่ าลกย็ ังยืนว่าเป็นบทบญั ญัติท่ีไม่ขดั ตอ่ รัฐธรรมนูญ ศาลไดย้ อมรบั การจ�ำ กดั ระยะเวลาหาเสยี งเลอื กตง้ั โดยกลา่ วในคดหี นง่ึ วา่ ๒๖ “หาก อนุญาตให้หาเสียงอย่างต่อเน่ือง  การแข่งขันโดยไม่เหมาะสมหรือไม่จำ�เป็นอาจเป็นผลท่ีได้รับ ทำ�ให้การเลือกต้ังโดยยุติธรรมอาจถูกทำ�ลายลงโดยเกิดการกระทำ�ท่ีผิดกฎหมายเน่ืองจาก ความยากลำ�บากในการควบคุม  หรือการใช้จ่ายและการหาเสียงอย่างฟุ่มเฟือยอาจทำ�ให้เกิด ความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้สมัครรับเลือกต้ังเพราะความสามารถในการใช้จ่ายที่ไม่เท่าเทียมกัน ซ่ึงจะนำ�ไปสู่การทุจริตการเลือกต้ัง...การจำ�กัดระยะเวลารณรงค์หาเสียงเลือกต้ังดังกล่าว... จึงเป็นเร่ืองที่ยอมรับให้มีได้  มีความจำ�เป็นและมีเหตุสมควร”  โดยศาลไม่ได้อธิบายว่า หากอนุญาตให้หาเสียงโดยไม่จำ�กัดระยะเวลาแล้ว  “การแข่งขันที่ไม่เหมาะสมหรือไม่จำ�เป็น”  จะเกดิ ขนึ้ ไดอ้ ย่างไร หรอื การจำ�กัดระยะเวลาหาเสยี งท�ำ ให้ผสู้ มคั รทกุ คนจะสามารถแขง่ ขนั โดยใช้จ่ายอย่างเทา่ เทยี มกันอยา่ งไร นอกจากน้ันการหาเสียงแบบเคาะประตู  (door-to-door  canvassing)  ซ่ึงเป็นวิธีการท่ีใช้โดยทั่วไปมากที่สุดในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในประเทศตะวันตกแต่ก็เป็น ส่งิ ต้องห้ามในประเทศญ่ปี ่นุ   ซ่งึ ศาลก็ได้มีคำ�พิพากษายืนยันเห็นด้วยกับการมีข้อห้ามประเภทน้ี ๒๔ Masahiro Usaki, “Restricts on political campaigns in Japan,” Law and Contemporary Problems 53, 2 (Spring 1990) : 139, 144. ๒๕ Public Offices Election Act (Law No.100 of 1950). ๒๖ Supreme Court (grand bench), 23 April 1969, 23 (4) Keishu 235.

60 รัฐสภาสาร  ปที ่ี  ๖๗  ฉบบั ท ่ี ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ เม่ือมีการโต้แย้งความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในคดีปี  ๑๙๕๐๒๗  โดยเห็นว่าการหาเสียงแบบ เคาะประตกู อ่ ให้เกิดปญั หาต่างๆ มากมาย และไดด้ ว่ นสรุปว่า “มาตรา ๒๑ ของรฐั ธรรมนูญ ไม่ได้รับประกันเสรีภาพในการพูดโดยไม่มีข้อจำ�กัด  แต่ยังยอมรับในธรรมชาติที่อาจเป็นไปได้ของ ข้อจำ�กัดที่มีเหตุผลสมควรในเร่ืองเวลา  สถานท่ี  และลักษณะของการพูด  เพื่อประโยชน์สุข ร่วมกันของสาธารณะ  ข้อจำ�กัดท่ีมักเกิดข้ึนในการพูดโดยเสรีซ่ึงเป็นผลมาจากการห้ามหาเสียง แบบเคาะประตเู พ่อื รกั ษาความยุติธรรมในการเลือกตง้ั ...จงึ ไมเ่ ปน็ การขดั ต่อรัฐธรรมนูญ” ในคดปี ี๑๙๖๘๒๘ศาลฎกี าชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ภยั อนั ตรายของการหาเสยี งแบบเคาะประตู กล่าวคอื (๑)  การก่อใหเ้ กดิ ความไม่เปน็ ธรรม เช่น การตดิ สนิ บนหรือการคุกคาม (๒) จะสรา้ ง โอกาสให้เกิดการละเมดิ อน่ื ๆหรอื มีอิทธพิ ลทีไ่ ม่เป็นธรรมต่อผู้มีสทิ ธิเลือกตงั้ (๓)เป็นเหตใุ หเ้ กิด การแข่งขนั ที่รนุ แรงระหวา่ งผสู้ มัคร และในคดีปี ๑๙๘๑๒๙ ศาลฎกี าได้ให้เหตุผลว่าการห้ามหา เสียงแบบเคาะประตูไม่ได้มุ่งหมายท่ีจะจำ�กัดการแสดงออกซ่ึงความคิดและความเห็นโดยตรง  แต่มีเพื่อป้องกันอันตรายท่ีเกิดจากวิธีการท่ีไม่เหมาะสมในการแสดงออก  นอกจากนั้น ยังเป็นเพียงข้อจำ�กัดในการแสดงออกทางอ้อมหรือทางรองที่เกิดจากการห้ามวิธีการ  และ ผลประโยชน์ในการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมที่ได้รับจากข้อห้ามมีมากกว่าความเสียหาย จากการจำ�กัดเสรีภาพในการแสดงออก  ในท่ีสุดศาลได้ช้ีว่าข้อห้ามหาเสียงแบบเคาะประตูเป็น เร่ืองของนติ ินโยบาย ดังน้นั ขอ้ ห้ามดังกลา่ วจงึ ไม่เปน็ การเกินสมควรแกเ่ หตุและมคี วามจ�ำ เป็น และไมล่ ะเมิดมาตรา ๒๑ ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นศาลยังเห็นด้วยกับการห้ามแจกจ่ายเผยแพร่แผ่นพับเกือบ ทั้งหมด๓๐โดยเห็นว่าข้อห้ามดังกล่าวถูกบัญญัติขึ้นเนื่องจาก  “การเผยแพร่และแสดงเอกสาร เกี่ยวกับการเลือกต้ังที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างไม่จำ�กัดอาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ ไม่เหมาะสมในการรณรงค์เลือกต้ัง  จึงก่อให้เกิดอันตรายที่การเลือกตั้งโดยอิสระและเป็นธรรม อาจถูกขดั ขวาง และความยุตธิ รรมอาจกลายเป็นเร่ืองยากทจี่ ะรักษาไวไ้ ด้  บทบญั ญตั ิดังกลา่ ว จึงมีข้อจำ�กัดในการเผยแพร่และแสดงเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงเวลารณรงค์เลือกต้ัง ๒๗ Supreme Court (grand bench), 27 September 1950, 4 (9) Keishu 1799. ๒๘ Supreme Court (2nd petty bench), 1 November 1968, 22 Keishu 1319. ๒๙ Supreme Court (grand bench), 15 June 1981, 35 Keishu 205. ๓๐ Supreme Court (grand bench), 30 March 1955, 9 (3) Keishu 635.

เสรีภาพในการแสดงความคดิ เหน็ และข้อจำ�กดั ในระบบกฎหมายญป่ี นุ่ 61 เพื่อป้องกันอันตรายนี้  ระดับของข้อจำ�กัดนี้เป็นข้อจำ�กัดที่จำ�เป็นและมีเหตุสมควรเพื่อ ประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะซ่ึงได้รับอนุญาตภายใต้รัฐธรรมนูญ”  โดยศาลไม่ได้อธิบาย ว่า  “การแข่งขันที่ไม่เหมาะสม”  ประเภทใดที่อาจจะเกิดข้ึนจากการเผยแพร่แผ่นพับโดยอิสระ หรือจะมีอันตรายใดต่อการเลือกต้ังที่เสรีและเป็นธรรม  ไม่มีการระบุถึงระดับของอันตราย ท่ีใกล้เข้ามาถึง  และไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดข้อห้ามดังกล่าวจึงเป็นส่ิงจำ�เป็นเพ่ือป้องกัน อนั ตรายเหล่าน ี้ แตศ่ าลก็ยงั ยนื ยนั การตดั สินเช่นน้ีต่อมาอกี หลายคด๓ี ๑ สำ�หรับการรณรงค์เลือกต้ังผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้นแม้ว่าพระราชบัญญัติการ เลือกต้ังเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ถูกบัญญัติข้ึนเพื่อใช้บังคับกับวิธีการรณรงค์เลือกตั้งแบบดั้งเดิมและ ผ่านสื่อมวลชนในรูปแบบด้ังเดิม  และแม้กฎหมายจะไม่ได้กล่าวถึงสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ต โดยตรงก็ตาม  แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มีผลใช้บังคับกับการรณรงค์เลือกต้ังออนไลน์เช่นกัน เน่อื งจากรัฐบาลญ่ปี ่นุ ได้ตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพ่อื จำ�กัดกิจกรรมการเลือกต้งั และคำ�พูด ทางการเมืองบนอินเทอร์เน็ตของผู้สมัคร  พรรคการเมือง  และผู้มีสิทธิเลือกต้ังในช่วงระยะ เวลารณรงค์อย่างเปน็ ทางการ เช่น ในปี ๑๙๙๖ กระทรวงกิจการภายในได้ชีใ้ หเ้ หน็ ว่าเวบ็ ไซต์ ของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่มีข้อมูลเก่ียวกับผู้สมัครรับเลือกต้ังเป็นการละเมิด กฎหมายซึง่ บัญญัตหิ ้ามเผยแพรข่ อ้ มูลเกยี่ วกับการรณรงคเ์ ลอื กตงั้ ในปี ๒๐๐๒ ทางราชการ ของญ่ีปุ่นออกคำ�สั่งว่าข้อจำ�กัดในการเผยแพร่  “เอกสารและภาพ”  แบบเดิม  ปรับใช้กับ การรณรงคท์ างออนไลน์ดว้ ย๓๒ ในปี  ๒๐๑๓  ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติการเลือกตั้งเจ้าหน้าท่ีของรัฐ โดยมีการยกเลิกข้อจำ�กัดท่ีมีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ือรณรงค์เลือกตั้ง แต่ข้อจำ�กัดก็ยังคงมีอยู่ในการใช้โฆษณาออนไลน์และการใช้อีเมล์รณรงค์ที่ต้องชำ�ระเงิน ซ่ึงสามารถส่งได้เฉพาะพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกต้ังโดยตรงเท่าน้ัน  ผู้สนับสนุนของ พรรคการเมืองหรือผู้สมัครไม่สามารถกระทำ�ได้  ซ่ึงข้อห้ามน้ีเป็นมาตรการที่ถูกออกแบบมา เพื่อป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้ง  มีรายงานว่านักการเมืองได้ฝ่าฝืนข้อจำ�กัดเหล่านี้และ ๓๑ Shigenori Matsui, freedom of expression in Japan, : 26. ๓๒ Wilson J. Matthew, E-Elections : time for Japan to embrace online campaigning, Akron Law Publications, Paper No.228 (September 2014), pp. 11-13.

62 รัฐสภาสาร  ปที  ่ี ๖๗  ฉบบั ท ่ี ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ถูกลงโทษปรับ ๓๐๐,๐๐๐ เยน หรือจ�ำ คกุ ๑ ปี ซ่ึงการถูกลงโทษจ�ำ คุกจะท�ำ ใหถ้ กู ตัดสทิ ธิ ในการออกเสียงเลือกตั้งหรือตัดสิทธิการเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งด้วย  และผู้ลงคะแนนเสียง ท่ีให้การสนับสนุนผู้สมัครผ่านทางอีเมล์อย่างไม่ถูกต้องอาจต้องรับโทษปรับ  ๕๐๐,๐๐๐  เยน หรอื จำ�คกุ ๒ ปี ซง่ึ จะทำ�ใหถ้ ูกตัดสิทธิทางการเมอื งไปด้วย ๓.๒ การแสดงความคิดเหน็ ของเจ้าหน้าทีร่ ัฐ เจ้าหน้าท่ีของรัฐคือผู้ที่ดำ�เนินการบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ ทง้ั ระดบั ชาตแิ ละระดบั ทอ้ งถน่ิ   ในแงข่ องเสรภี าพในการท�ำ กจิ กรรมทางการเมอื ง  เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ต้องถูกจำ�กัดเสรีภาพอย่างกว้างขวางมากกว่าประชาชนทั่วไปภายใต้พระราชบัญญัติ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ระดบั ชาต๓ิ ๓  และพระราชบญั ญตั เิ จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ระดบั ทอ้ งถน่ิ ๓๔  โดยมาตรา  ๑๐๒ วรรค  ๑  ของพระราชบัญญัติเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับชาติ  ระบุว่า  “บุคลากรจะไม่เรียกร้องหรือ รับเงินหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเพื่อพรรคการเมืองหรือเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง  ไม่กระทำ� การดังกล่าวในทางใด  ๆ  และนอกเหนือจากการใช้สิทธิลงคะแนนเสียง  จะต้องไม่เก่ียวข้อง กับกิจกรรมทางการเมือง  ตามท่ีกำ�หนดโดยกฎการบริหารงานบุคลากรภาครัฐระดับชาติ” และมาตรา  ๑๑๐  วรรค  ๑  ข้อ  ๑๙  ของพระราชบัญญัติเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับชาติระบุว่า เจ้าหน้าท่ีของรัฐบุคคลใดฝ่าฝืนข้อจำ�กัดในกิจกรรมทางการเมืองที่ได้กำ�หนดไว้จะต้อง ถูกลงโทษในความผิดทางอาญา ขอ ๑๔-๗ ของกฎการบริหารงานบุคลากรภาครัฐระดับชาติ ไดก้ �ำ หนดห้าม “กจิ กรรมทางการเมือง” รวม ๑๗ ข้อ ท่กี ระทำ�เพ่ือ “วตั ถปุ ระสงค์ทางการเมือง” เช่น ให้การ สนบั สนนุ หรือคดั คา้ นผสู้ มคั รเจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐ พรรคการเมอื ง คณะรฐั มนตรี หรอื นโยบายของ รฐั บาล โดยได้แสดงรายการ “กิจกรรมทางการเมือง” ท่ีหลากหลายซง่ึ รวมถึงการตพี ิมพห์ รอื เป็นบรรณาธิการหรือเผยแพร่หนังสือพิมพ์และนิตยสารของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง หรือการใหค้ วามชว่ ยเหลอื โดยการวางแผน ชกั จงู หรอื มีสว่ นร่วมในการรณรงค์โดยการวางแผน จัดการ หรอื การเดินขบวน หรือชว่ ยเหลอื ในการแสดงความเห็นทางการเมอื งสาธารณะโดยใช้ ล�ำ โพง วทิ ยุ หรือวธิ ีการอนื่ ใด เชน่ เผยแพร่หนงั สอื เวยี นหรือเผยแพรข่ ้อเขยี นและภาพวาดหรือ ปิดแสดงไว้ในกระดานข่าวสาธารณะหรือสิ่งอำ�นวยความสะดวกสาธารณะอื่น  ๆ  และทำ�หรือ ๓๓ National Public Employees Act (Law No.120 of 1947). ๓๔ Local Public Employees Act (Law No.261 of 1950).

เสรีภาพในการแสดงความคดิ เหน็ และขอ้ จำ�กดั ในระบบกฎหมายญปี่ ุ่น 63 แจกจ่ายธง สตกิ เกอร์ หรอื ตราสญั ลกั ษณท์ ่ีแสดงการโตแ้ ยง้ ทางการเมือง หรอื แสดงหรือสวมใส่ ในชว่ งเวลาราชการ ซึ่งกฎระเบียบเหลา่ นีม้ ผี ลบงั คบั ใช้กับเจา้ หน้าทข่ี องรัฐทกุ คนแมใ้ นระหวา่ ง นอกเวลาท�ำ งาน ข้อจำ�กัดเหล่าน้ีถูกโต้แย้งความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเป็นคร้ังแรกในคดี ปี ๑๙๗๔ (Sarufutsu Case)๓๕ ซึ่งพนักงานไปรษณยี ถ์ ูกดำ�เนินคดใี นความผิดตามมาตรา ๑๐๒ ของพระราชบัญญัติเจา้ หนา้ ทีข่ องรัฐระดับชาติ และข้อ ๑๔-๗ ของกฎการบรหิ ารงานบุคลากร ภาครัฐระดับชาติ ในช่วงการเลือกตงั้ สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ปี ๑๙๖๗ เนื่องจากการกระท�ำ โดยการปิดโปสเตอร์รณรงค์เลือกต้ังของผู้สมัครฝ่ายสังคมนิยมหลายช้ินบนกระดานข่าว ในช่วงนอกเวลาทำ�งานและโดยไมไ่ ดใ้ ชส้ ่ิงอำ�นวยความสะดวกใด  ๆ ของส�ำ นกั งาน นอกจาก นั้นยังแจกจ่ายโปสเตอร์เดียวกันให้คนอ่ืนปิดในท่ีสาธารณะ  ศาลฎีกาตัดสินว่าข้อจำ�กัดกว้างๆ เกี่ยวกับเสรีภาพในการทำ�กิจกรรมทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐภายใต้กฎหมายและกฎ ดงั กล่าวไม่ขดั ต่อรฐั ธรรมนูญ ศาลได้เน้นว่าบคุ ลากรภาครัฐเป็น “ผรู้ บั ใชป้ ระชาชน” และมีผล ประโยชน์ส่วนรวมในการรักษาความเป็นกลางทางการเมืองของบุคลากรเหล่านี้ซึ่งเพียงพอที่จะ สนบั สนนุ ข้อจ�ำ กัดเสรภี าพอย่างกวา้ งขวาง ศาลไดอ้ ธิบายว่าแมข้ ้อหา้ มดังกลา่ วไม่ได้พจิ ารณาถงึ ความแตกต่างในต�ำ แหนง่ และอำ�นาจหน้าท่ีของบุคลากร  ระหว่างช่วงเวลาทำ�งานและนอกเวลาทำ�งาน  และมีการใช้ ส่งิ อำ�นวยความสะดวกสาธารณะหรือไม่  และแม้ไม่ได้จำ�กัดเฉพาะในขอบเขตกิจกรรมท่ขี ัดขวาง ความเป็นกลางในการบริหารงานโดยตรงและเป็นรูปธรรม  แต่มันก็ไม่ทำ�ให้สูญเสียความสัมพันธ์ ท่ีเหมาะสมระหว่างข้อห้ามและการบรรลุวัตถุประสงค์  นอกจากน้ันการจำ�กัดกิจกรรม ทางการเมอื งของเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ไมไ่ ดม้ เี ปา้ หมายอยทู่ ก่ี ารแสดงออกซง่ึ ความคดิ เหน็ ในตวั ของมนั เอง แต่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันอันตรายท่ีอาจจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมนั้นมากกว่า  ศาลเห็นว่า ข้อจำ�กัดที่เกิดขึ้นเป็นผล  “ทางอ้อมและโดยบังเอิญ”  และถือว่าข้อจำ�กัดทางอ้อมท่ีเกิดข้ึนกับ เสรีภาพในการพูดเป็นเร่ืองท่ีสามารถเอาชนะได้ด้วยความสำ�คัญที่เหนือกว่าในผลประโยชน์ ของรัฐ  ข้อห้ามไม่ให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเกือบทั้งหมดจึงได้รับการ ยืนยันความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนูญโดยศาลฎกี า แตใ่ นคดีปี ๒๐๑๒ (Horikoshi Case๓๖ and Setagaya Case๓๗) จ�ำ เลยซง่ึ เป็นเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐได้แจกจา่ ยส่งิ พมิ พ์ของพรรคคอมมวิ นิสตญ์ ป่ี ่นุ (JCP) ด้วยเจตนาใหก้ าร ๓๕ Supreme Court (grand bench), 6 November 1974, 28 (9) Keishu 393. ๓๖ Supreme Court (2nd petty bench), 7 December 2012, 66 Keishu 12. ๓๗ Supreme Court (2nd petty bench), 7 December 2012, 66 Keishu 1337.

64 รฐั สภาสาร  ปที ่ี  ๖๗  ฉบบั ที่  ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ สนบั สนนุ พรรค JCP ศาลฎีกาตัดสินว่าแม้จะเหน็ ได้ชัดว่าการกระทำ�ของจำ�เลยเปน็ การแสดง ถึงความเอนเอยี งทางการเมือง แตพ่ วกเขากไ็ มไ่ ด้ท�ำ อะไรนอกเหนือไปจากการเผยแพรเ่ อกสาร ในกล่องจดหมายในวันหยุดหรือนอกเวลาทำ�งานอย่างเงียบ  ๆ  โดยไม่ได้ใช้สถานท่ีหรือ สิง่ อำ�นวยความสะดวกใดๆ ของสถานท่ีท�ำ งาน และไม่ไดใ้ ชป้ ระโยชน์จากสถานะเจ้าหนา้ ท่ีของ รัฐหรือแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ  การกระทำ�ของจำ�เลยเป็นการกระทำ�ในฐานะพลเมือง ทั่วไป  ในกรณีนี้ไม่พบความเช่ือมโยงระหว่างการกระทำ�โดยแจกจ่ายสิ่งพิมพ์และการปฏิบัติ หน้าท่ีของจำ�เลย  การกระทำ�ดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่ามีความเส่ียงอย่างสูงต่อการทำ�ลาย ความเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ของจำ�เลย  ดังนั้น  การกระทำ�ของจำ�เลย จึงไม่ครบองคป์ ระกอบความผดิ ในคดีน้ีศาลฎีกายังยืนยันว่าพระราชบัญญัติเจ้าหน้าท่ีของรัฐระดับชาติ  และ กฎการบรหิ ารงานบคุ ลากรภาครฐั ระดบั ชาตซิ ง่ึ มบี ทบญั ญตั จิ �ำ กดั เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นกฎหมายท่ีไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  แต่ศาลได้ผ่อนคลายข้อจำ�กัดนี้ลง โดยใช้วิธีการตีความกฎหมายจำ�กัดขอบเขตของการกระทำ�ท่ีถือเป็นความผิดตามกฎหมายให้ แคบลงโดยวิธีการตีความกฎหมายธรรมดาเท่าน้นั   โดยเห็นว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับน้ี มีเพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าท่ีรัฐ  ดังนั้นข้อห้ามเก่ียวกับกิจกรรม ทางการเมืองควรจำ�กัดไว้เฉพาะกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความเป็นกลางทางการเมืองจริงๆ เทา่ นน้ั   กจิ กรรมทางการเมอื งทเ่ี พยี งแคอ่ าจจะกอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ ความเปน็ กลางทางการเมอื ง ไมค่ วรถกู ห้าม แม้ว่าถ้อยคำ�ของกฎหมายจะไมแ่ สดงข้อจำ�กดั ดังกลา่ วก็ตาม ๓.๓ การยุยงใหก้ ระทำ�ผิด การยุยงให้กระทำ�ผิดกฎหมายเป็นการแสดงออกที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตาม มาตรา ๒๑ แหง่ รฐั ธรรมนูญญีป่ ุน่ และถือเป็นข้อจำ�กัดอยา่ งหนงึ่ ของเสรภี าพในการแสดงความ คิดเห็น  โดยประเทศญี่ปุ่นมีกฎหมายหลายฉบับด้วยกันที่บัญญัติให้การแสดงออกซ่ึงเป็นการ ยุยงมีความผดิ ทางอาญา ตัวอยา่ งเชน่ - การยุยงให้โคน่ ล้มรัฐบาลโดยใชก้ ำ�ลัง ตามพระราชบัญญตั ปิ ้องกันการเคลื่อนไหว โคน่ ลม้ ๓๘ (มาตรา ๓๘, ๓๙ และ ๔๐) และพระราชบัญญัตคิ วบคมุ การก่อวินาศกรรม๓๙ (มาตรา ๔) ๓๘ Subversive Activities Prevention Act (Law No.240 of 1952). ๓๙ Criminal Explosives Control Act (Law No.32 of 1884).

เสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็นและขอ้ จำ�กัดในระบบกฎหมายญ่ปี นุ่ 65 - การยุยงให้นัดหยดุ งานโดยผิดกฎหมาย ตามพระราชบญั ญัติเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ระดบั ชาติ (มาตรา ๑๑๐ วรรค ๑๗) พระราชบญั ญตั เิ จา้ หน้าท่ขี องรฐั ระดบั ท้องถ่ิน (มาตรา ๖๑ วรรค ๔) และพระราชบัญญัตกิ องกำ�ลงั ปอ้ งกันตนเอง๔๐ (มาตรา ๑๑๙ อนมุ าตรา ๑ วรรค ๒, ๓ และอนุมาตรา ๒) - การยุยงให้เปิดเผยความลับของรัฐโดยผิดกฎหมาย  ตามพระราชบัญญัติว่า ดว้ ยการคุ้มครองความลับทกี่ �ำ หนดเปน็ พเิ ศษ๔๑ (มาตรา ๒๕) - การยุยงให้เลี่ยงภาษี ตามพระราชบญั ญตั คิ วบคุมการเลีย่ งภาษ๔ี ๒ (มาตรา ๒๒ อนุมาตรา ๑) และพระราชบญั ญัติภาษที อ้ งถ่ิน๔๓ (มาตรา ๒๑ อนมุ าตรา ๑) ในคำ�พิพากษาของศาลฎีกาได้ตีความกฎหมายโดยได้ให้นิยามความหมายของ คำ�วา่ “ยุยง” ทีใ่ ชใ้ นพระราชบญั ญัติภาษีท้องถิ่น มาตรา ๒๑ อนมุ าตรา ๑ วา่ หมายถงึ “จงใจ กระตุ้นบุคคลอื่นด้วยข้อความ  ภาพ  หรือปฏิบัติการด้วยกำ�ลังเพื่อนำ�มาซ่ึงการตัดสินใจท่ีจะ กระทำ�ในเร่ืองท่ีห้ามให้สำ�เร็จ  หรือกระตุ้นให้ตัดสินใจกระทำ�การสำ�เร็จ”๔๔  และศาลได้ตีความ แบบเดียวกนั กบั คำ�วา่ “ยุยง”หรือ “ปลกุ ป่นั ” ที่ใชใ้ นกฎหมายฉบบั อ่นื ตามแนวคำ�พิพากษาของศาลญ่ีปุ่นถ้าคำ�พูดน้ันตกอยู่ภายใต้ขอบเขตความหมาย ของการสนับสนุนที่กฎหมายกำ�หนดไว้แล้วไม่ว่าคำ�พูดน้ันเป็นการยุยงทางตรงหรือทางอ้อม หรอื การสนบั สนนุ หลักการทีเ่ ป็นนามธรรม ไม่ว่าจะมีภัยอนั ตรายใดที่คำ�พูดน้นั ไดส้ ร้างข้ึนหรือ ว่าภัยอันตรายน้ันกำ�ลังใกล้จะมาถึงหรือไม่ก็ตามศาลถือว่าเป็นความผิดท้ังส้ิน  โดยศาลไม่ได้ ตรวจสอบอยา่ งเข้มงวด (real strict scrutiny) เก่ยี วกับสิง่ ท่จี �ำ เลยกล่าวและภัยอนั ตรายทค่ี �ำ กล่าว ของจำ�เลยไดส้ ร้างขึน้ ถ้าค�ำ กล่าวตกอยใู่ นความหมายของการยยุ งในมุมมองของศาลกจ็ ะถือวา่ การลงโทษทางอาญาเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึง่ ตา่ งจากหลกั กฎหมายของสหรฐั อเมริกา ท่ีศาลฎีกาถือว่ารัฐไม่อาจห้ามการใช้คำ�พูดยุยงให้กระทำ�ผิดได้  “เว้นแต่การยุยงน้ันจะเป็นผล โดยตรงที่กระตุ้นหรือเป็นส่ิงทีใ่ กลช้ ิดกบั การกระทำ�ผิดที่ไดส้ นบั สนนุ นนั้ ” (Brandenburg test)๔๕ แต่ศาลญี่ปุ่นได้ยอมรับข้อจำ�กัดเสรีภาพในการแสดงออกโดยมีคำ�พิพากษาตัดสินให้การยุยง ๔๐ Self Defense Force Act (Law No.165 of 1954). ๔๑ Act on the Protection of Specially Designated Secrets (Law No.108 of 2013). ๔๒ National Tax Evasion Control Act (Law No.67 of 1900). ๔๓ Local Tax Act (Law No.226 of 1950). ๔๔ Supreme Court (grand bench), 21 February 1962, 16 (2) Keishu 107. ๔๕ Brandenburg v. Ohio, 359 U.S. 444 (1969).

66 รฐั สภาสาร  ปีท ี่ ๖๗  ฉบบั ที ่ ๖  เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ เป็นความผิดตามกฎหมายที่รัฐสภาได้บัญญัติข้ึนในขอบเขตท่ีกว้าง  ซึ่งปรากฏตัวอย่างเช่น ในคดีปี  ๑๙๙๐๔๖  จำ�เลยหลายคนซ่ึงเป็นผู้นำ�ของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงได้เรียกร้องให้สมาชิก ของตน “ยดึ ครองเมอื ง” และ “ยึดบา้ นพกั ของนายกรฐั มนตร”ี จึงถูกด�ำ เนนิ คดอี าญาในขอ้ หา เป็นผู้ยุยงหรือสนับสนุนให้ก่อวินาศกรรมด้วยเหตุจูงใจทางการเมืองตามพระราชบัญญัติ ป้องกันการเคล่ือนไหวโค่นล้ม  ศาลฎีกาตัดสินว่าพวกเขามีความผิดโดยถือว่าการกล่าว ยุยงหรือสนับสนุนดังกล่าวมีศักยภาพในการก่อภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความปลอดภัย สาธารณะ  ขัดแย้งกับประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะ  และไม่มีคุณค่าเพียงพอท่ีจะได้รับ ความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ  ในคดีนี้จำ�เลยได้ต่อสู้โต้แย้งว่ารัฐบาลไม่สามารถห้ามการพูด ที่เป็นการยุยงหรือสนับสนุนการเคล่ือนไหวโค่นล้มได้เว้นแต่จะก่อให้เกิดอันตรายท่ีชัดเจนและ ทนั ทีทนั ใด แต่ศาลไดป้ ฏิเสธขอ้ โตแ้ ยง้ นี้ของจำ�เลย ๓.๔ ข้อมูลขา่ วสารท่ีเปน็ ความลบั ของรฐั ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความลับของรัฐถือเป็นข้อจำ�กัดอย่างหนึ่งของเสรีภาพ ในข้อมูลข่าวสารตามกฎหมายญี่ปุ่น  บุคคลไม่สามารถอ้างเสรีภาพในข้อมูลข่าวสารเพื่อเปิดเผย ความลับของรัฐได้เน่ืองจากเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองความลับ ท่กี �ำ หนดเปน็ พเิ ศษ ปี ๒๐๑๓๔๗ ซึง่ บญั ญัติข้นึ เพ่ือก�ำ หนดมาตรการในการรกั ษาความลับของ รัฐโดยรวมถึงกำ�หนดบทลงโทษแก่ผู้ที่เปิดเผยความลับของรัฐด้วย  เหตุผลในการตรากฎหมาย ฉบับนี้ได้ระบุไว้ว่า  เน่ืองจากในปัจจุบันสถานการณ์ด้านความมั่นคงในระดับนานาชาติได้ เปล่ียนแปลงไปและส่งผลกระทบต่อความม่ันคงของประเทศญี่ปุ่น  ในขณะเดียวกันพัฒนาการ ของสังคมญ่ีปุ่นในด้านการส่ือสารและการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารได้ทำ�ให้เกิดความเส่ียง ต่อการร่ัวไหลของข้อมูลด้านความม่ันคงซ่ึงอาจจะกระทบต่อความปลอดภัยของประเทศและ ประชาชนชาวญปี่ ุน่ ได้ ดงั นั้น การตรากฎหมายฉบบั น้ีจงึ เปน็ ส่งิ จ�ำ เป็นเพื่อปอ้ งกนั การเปดิ เผย ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยการกำ�หนดให้เป็นความลับพิเศษเพื่อความ ปลอดภัยของประเทศและประชาชนชาวญี่ปนุ่ (มาตรา ๑) กฎหมายฉบับน้ีบัญญัติให้อำ�นาจแก่รัฐมนตรีและหัวหน้าหน่วยงานทาง ปกครองท่ีเกี่ยวข้องในการกำ�หนดว่าข้อมูลใดสมควรถูกปกปิดในฐานะท่ีเป็นความลับของรัฐ โดยขอ้ มลู ทอ่ี ยใู่ นขา่ ยทจ่ี ะถกู ก�ำ หนดใหเ้ ปน็ ความลบั ไดม้ ี ๔ ประเภท คอื (๑) ขอ้ มลู ดา้ นการทหาร ๔๖ Supreme Court (2nd petty bench), 28 September 1990, 44 keishu 463.. ๔๗ Act on the Protection of Specially Designated Secrets (Law No.108 of 2013).

เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็นและขอ้ จ�ำ กดั ในระบบกฎหมายญป่ี ุน่ 67 (๒) ดา้ นการทูต (๓) กิจกรรมทจ่ี ัดวา่ เปน็ อนั ตราย (เชน่ การสอดแนม) และ (๔) การปอ้ งกัน การก่อการร้าย ระยะเวลาสูงสุดของการปกปิดขอ้ มูลคือ ๖๐ ปี และสามารถตอ่ ระยะเวลาออก ไปไดด้ ้วยการอนมุ ตั ิของคณะรัฐมนตรเี ป็นรายกรณี (มาตรา ๔) กฎหมายไดก้ ำ�หนดโทษสูงสดุ ใหจ้ �ำ คุก ๑๐ ปี ส�ำ หรับเจ้าหน้าทข่ี องรัฐและเอกชนซ่งึ ได้รบั มอบหมายใหร้ บั ผิดชอบความลับ และได้เปดิ เผยข้อมูลท่ถี ูกกำ�หนดให้เปน็ ความลบั ของรฐั (มาตรา ๒๓) และได้ก�ำ หนดโทษสูงสุด จ�ำ คกุ ๕ ปสี �ำ หรับผู้ท่พี ยายามเขา้ ถงึ ขอ้ มูลท่ีถกู จัดให้เปน็ ความลับด้วยวิธีการท่ีรัฐบาลเห็นวา่ ไม่เหมาะสม (มาตรา ๒๔) การลงโทษนรี้ วมถึงผู้ “ชกั จงู ” หรอื “ยุยง” หรือผู้สมคบคดิ กันท�ำ ให้ เกิดการร่วั ไหลของขอ้ มูลลบั ซึ่งมโี ทษจ�ำ คกุ สงู สดุ ๕ ปี (มาตรา ๒๕) กฎหมายฉบับน้ีกำ�หนดความผิดและโทษแก่บุคคลท่ีมีส่วนร่วมในการทำ�ให้เกิด การรั่วไหลของข้อมูลลับโดยไม่มีข้อยกเว้น  ผู้ท่ีจะต้องรับโทษตามกฎหมายน้ีอาจมีท้ังผู้ส่ือข่าว แ ล ะ บุ ค ค ล อ่ื น ท่ี ใ ช้ วิ ธี ก า ร ไ ม่ เ ห ม า ะ ส ม เ พื่ อ ชั ก จู ง ใ ห้ เ จ้ า ห น้ า ท่ี เ ปิ ด เ ผ ย ข้ อ มู ล ท่ี อ ยู่ ใ น ความรับผิดชอบ  การเปิดเผยข้อมูลซึ่งถูกจัดให้เป็น  “ความลับที่ได้รับการกำ�หนดพิเศษ”  โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามถือว่าเป็นการผิดกฎหมาย  โดยกฎหมายได้ ขยายขอบเขตของข้อมูลท่เี ป็นความลับไปส่เู ร่อื งท่อี ย่นู อกเหนือขอบเขตของความม่นั คงของชาติ  และไม่ได้ยกเว้นโทษแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลการทุจริต  การคุกคามต่อ สุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม  หรือทำ�หน้าท่ีอื่นเพื่อประโยชน์สาธารณะ  บทลงโทษน้ี จึงครอบคลุมถึงการทำ�งานเชิงสืบสวนของนักข่าวและการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์ สาธารณะโดยบุคคลภายในองค์กร (whistleblower) ด้วย มีการคาดการณก์ ันวา่ กฎหมายฉบบั นีจ้ ะส่งผลตอ่ การรายงานข่าวในสองรูปแบบ พื้นฐาน  ประการแรก  แหล่งข้อมูลภายในจะหาได้ยากข้ึน  เจ้าหน้าท่ีของรัฐและบุคคลอ่ืนๆ ที่ทำ�ให้ข้อมูลที่ถูกกำ�หนดเป็นความลับเกิดการร่ัวไหลจะมีความเส่ียงต่อการถูกดำ�เนินคดี และมีโทษสูงสุดจำ�คุกถึง  ๑๐  ปี  จึงอาจทำ�ให้ข้อมูลข่าวสารเป็นความลับโดยไม่จำ�เป็น (over  classification)  เพราะเจ้าหน้าท่ขี องรัฐจะเลือก  “ปลอดภัยไว้ก่อน”  ด้วยการทำ�ให้ข้อมูลข่าว สารกลายเป็นความลับมากกว่าเลือกท่จี ะเส่ยี งต่อการกระทำ�ความผิดด้วยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ประการท่สี อง ผูส้ อ่ื ขา่ วจะต้องเผชิญหน้ากับการถูกด�ำ เนินคดีและมีโทษจ�ำ คุกถึง ๕ ปี หาก เจ้าหน้าท่ีของรัฐตัดสินว่าวิธีการของพวกเขาไม่เหมาะสม  ทำ�ให้ผู้สื่อข่าวจะต้องชั่งน้ำ�หนัก

68 รฐั สภาสาร  ปีท่ ี ๖๗  ฉบบั ท ่ี ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ความเสย่ี งต่อการถูกดำ�เนินคดกี อ่ นรายงานขา่ ว ดงั น้นั การเซ็นเซอร์ตวั เองจงึ เป็นเรื่องท่ีไมอ่ าจ หลกี เลย่ี งได้ (chilling effect)๔๘ ๓.๕ ส่อื ลามกอนาจาร ส่ือลามกอนาจาร (obscene) ถกู จำ�กดั ควบคุมโดยมาตรา ๑๗๕ แหง่ ประมวล กฎหมายอาญาซึง่ เปน็ บทบญั ญัตกิ �ำ หนดโทษแกผ่ ู้ทีแ่ จกจ่ายและจำ�หนา่ ยข้อเขยี น ภาพ หรือ วสั ดอุ น่ื ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ วสั ดลุ ามกอนาจาร (obscene material) หรอื ผซู้ ง่ึ แสดงโดยเปดิ เผยตอ่ สาธารณะ และความผิดฐานน้ีปรับใช้กับบุคคลที่ครอบครองส่ือลามกอนาจารเพ่ือการจำ�หน่ายด้วย  อย่างไรก็ตามในตัวบทกฎหมายไม่ได้ให้นิยามความหมายท่ีชัดเจนของคำ�ว่า  “ลามกอนาจาร”  ไว้ แต่ศาลก็ได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งที่ว่านิยามความหมายของคำ�ว่า  “ลามกอนาจาร”  ท่ีใช้ในมาตรา  ๑๗๕ เป็นการไมช่ อบด้วยรัฐธรรมนญู เพราะมีความคลุมเครอื ๔๙ และหลักกฎหมายในความผดิ เกย่ี วกบั สื่อลามกอนาจารก็ได้รับการพัฒนาผ่านคำ�พิพากษาของศาลอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นการ ให้นิยามความหมายของส่ือลามกอนาจารที่เป็นความผิดตามบทบัญญัติมาตราน ี้ ซ่ึงได้แก่คดี ดงั ตอ่ ไปน๕ี้ ๐ คดปี ี ๑๙๕๗ (Lady Chatterley’s Lover Case)๕๑ ศาลฎกี าไดใ้ ช้เกณฑท์ ดสอบ เง่อื นไข ๓ สว่ น โดยจะถือวา่ สิ่งน้นั เป็นสื่อลามกอนาจารถา้ เข้าเงือ่ นไข (๑) ปลกุ เร้าหรือกระตนุ้ ความตอ้ งทางเพศอยา่ งหยาบโลน (๒) ละเมดิ สามญั ส�ำ นกึ ในความละอาย (๓) ละเมดิ แนวความคดิ เร่ืองศลี ธรรมทางเพศ ศาลไดส้ รุปวา่ คณุ ค่าทางวรรณกรรมของ “Chatterley” ไม่อาจทดแทน ลกั ษณะลามกอนาจารของงานชิ้นนไ้ี ด้ แม้ว่าจะเป็นงานศิลปะชน้ั ยอดกอ็ าจถูกพิจารณาว่าเป็น สอื่ ลามกอนาจารจากมมุ มองทางจรยิ ธรรมและกฎหมาย และกล่าววา่ มาตรา ๑๒ และ ๑๓ ของรัฐธรรมนูญกำ�หนดให้การใช้เสรีภาพต้องสนับสนุนประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะ  เมื่อถูกนำ�มาปรับใช้กับกรณีสื่อลามกอนาจารอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นหลักการท่ีจำ�เป็นสำ�หรับ การธำ�รงไว้ซ่ึง  “ศีลธรรมข้ันต่ำ�”  ในความคิดเก่ียวกับเรื่องเพศของสังคมซ่ึงไม่สามารถทดแทน ได้ด้วยการส่งมอบคุณค่าทางศิลปะของงาน  มิฉะนั้นสิทธิในการพูดโดยเสรีจะกลายเป็นการส่งเสริม “การฝา่ ฝืนมาตรฐานขน้ั ต�ำ่ ของศีลธรรม” ๔๘ Lawrence Repeta, “Japan’s 2013 State Secrecy Act - the Abe administration’s threat to news reporting 2013,” The Asia-Pacific Journal 12, 10 No.1 (March 2014) : 2. ๔๙ Supreme Court (3rd petty bench), 8 March 1983, 37 (2) Keishu 15. ๕๐ Yuri Obata, “Public welfare, artistic values, and the state ideology : the analysis of the 2008 Japanese supreme court obscenity decision on Robert Mapplethorpe,” Pacific Rim Law & Policy Journal 19, 3 (2010) : 519-547. ๕๑ Supreme Court (grand bench), 13 March 1957, 11 (3) Keishu 997.

เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็นและขอ้ จำ�กดั ในระบบกฎหมายญ่ีปุ่น 69 คดปี ี ๑๙๖๙ (De Sade Case)๕๒ เป็นคดีเกีย่ วกบั หนงั สอื แปลเรอื่ ง “In Praise of Vice” ของ “Marquis de Sade” ตอนท่ี ๒ ช่ือว่า “Travels of Juliette” ถูกนำ�ข้ึนสกู่ ารพจิ ารณา ของศาลซ่ึงกลายเป็นคดีสำ�คัญสำ�หรับการอภิปรายในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ และอนาจาร ศาลระบวุ า่ อาจจะมกี รณที ี่คุณคา่ ทางศลิ ปะของผลงานท�ำ ให้ลดการกระตุน้ ความ สนใจในเรื่องทางเพศลงหรือท�ำ ใหก้ ารพรรณนาเรอื่ งเพศมีความพอเหมาะโดยใช้ศิลปะ แต่ ๑๔ บทใน “Juliette” ไดพ้ รรณนาถึงพฤตกิ รรมทางเพศอย่างชัดแจ้งจนเกินไป ศาลยนื ยันหลกั ท่ใี ช้ ตัดสินในคดี  “Chatterley”  โดยระบุว่าแม้การแสดงออกที่มีคุณค่าทางศิลปะก็ไม่อาจหลบหลีก จากการเป็นสื่อลามกอนาจารได้ และการกำ�หนดขอ้ จ�ำ กัดในการเผยแพร่งานศลิ ปะที่แสดงออก ถึงลักษณะลามกอนาจารสามารถรองรับกฎเกณฑ์ทางเพศและศีลธรรมทางสังคมได้โดยขัดแย้ง ตอ่ รฐั ธรรมนูญ คดีปี ๑๙๘๐ (Yojohan Case)๕๓ ศาลฎีกาตดั สนิ วา่ นวนิยายท่ชี อื่ “Yojohan Fusuma no  Shitabari”  (หลังม่านประตูห้องเล็ก)  เป็นส่ือลามกอนาจาร  คดีน้ีศาลได้พัฒนาต่อยอด มาตรฐานคดี “Chatterley” และ “De Sade” โดยได้เสนอเกณฑ์ ๕ ข้อเป็นตัวชี้วดั ลกั ษณะของ สือ่ ลามกอนาจาร กลา่ วคอื (๑) ความเด่นชดั รายละเอยี ด และรปู แบบทัว่ ไปของงานในการ พรรณนาถึงเรือ่ งเพศ (๒) สดั ส่วนของงานท่ีพรรณนาถงึ เรอ่ื งเพศ (๓) ความสัมพนั ธใ์ นงาน วรรณกรรมระหว่างการพรรณนาถึงเร่ืองเพศและเนื้อหาสาระทางปัญญาของเรื่อง  (๔)  ระดับ ความชำ�นาญด้านศิลปะและเน้ือหาความคิดท่ีลดการปลุกเร้าทางเพศซ่ึงชักจูงโดยการเขียน และ (๕) ความสมั พนั ธข์ องการยว่ั ยวนทางเพศกบั โครงสร้างและการตีแผ่ของเรื่อง ศาลเหน็ ว่า โดยรวมแล้วงานชิ้นน้ันควรถูกจัดประเภทเป็นสื่อลามกอนาจารถ้ามันปลุกเร้าอารมณ์และ/หรือ กระต้นุ ความต้องการทางเพศอย่างหยาบโลน ฝนื ตอ่ ความรสู้ กึ ละอายของวิญญูชน และละเมดิ แนวความคดิ ศีลธรรมทางเพศ คดีปี ๑๙๙๙ (Mapplethorpe Case)๕๔ มผี ้พู ยายามนำ�เขา้ หนังสือรวมภาพถ่าย ของ  Robert  Mapplethorpe  ซ่งึ มีภาพท่แี สดงอวัยวะเพศชายและขนอวัยวะเพศหญิงอย่างชัดเจน สำ�นักงานศุลกากรได้แจ้งให้ทราบว่าหนังสือดังกล่าวถูกห้ามนำ�เข้าภายใต้กฎหมายศุลกากร  ผู้นำ�เข้าจึงฟ้องต่อศาลเพ่ือให้เพิกถอนการแจ้งของสำ�นักงานศุลกากรและโต้แย้งว่ากฎหมาย ๕๒ Supreme Court (grand bench), 15 October 1969, 23 (10) Keishu 1239. ๕๓ Supreme Court (2nd petty bench), 28 February 1980, 34 (6) Keishu 433. ๕๔ Supreme Court, 23 February 1999, 1670 Hanrei Jiho 3.

70 รัฐสภาสาร  ปีที ่ ๖๗  ฉบบั ที ่ ๖  เดอื นพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ศุลกากรมีบทบัญญัติที่ให้อำ�นาจเจ้าหน้าที่ใช้วิธีการเซนเซอร์ซึ่งขัดต่อมาตรา  ๒๑  ของ รัฐธรรมนญู ศาลฎีกาเห็นวา่ ภาพถ่ายได้เนน้ ถงึ อวยั วะเพศ ดงั นัน้ เมอ่ื ภาพเหล่านถ้ี กู รวบรวม เป็นหนังสืองานช้ินน้ีจึงตกอยู่ภายใต้นิยามของ  “สิ่งพิมพ์ที่เป็นอันตรายต่อศีลธรรม”  ตาม กฎหมายศุลกากร  แม้ว่าผลงานช้ินนี้จะมีความคล้ายคลึงกับภาพถ่ายที่มีอยู่ในร้านหนังสือ ในโตเกียวแต่ความจริงเช่นนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าเนื้อหานั้นไม่ได้เป็นการลามกอนาจารตราบเท่าท่ี ภาพถ่ายนั้นได้ถ่ายทอดความรู้สึกถึงความต้องการทางเพศและความรู้สึกอับอาย  เพียงแค่ ความสามารถในการเข้าถึงวัสดุท่ีคล้ายกันไม่ได้ปฏิเสธลักษณะลามกอนาจารท่ีมีอยู่ในเน้ือหา สื่อวสั ดุทีพ่ ิพาท และศาลเห็นวา่ กฎหมายศลุ กากรชอบด้วยรฐั ธรรมนญู แต่ในคดปี ี ๒๐๐๘ (Mapplethorpe Case)๕๕ ผนู้ ำ�เขา้ ไดย้ ่ืนฟ้องสำ�นกั งานศลุ กากร ทยี่ ดึ หนังสือรวมภาพถ่ายของ Robert Mapplethorpe ศาลฎกี าเหน็ ว่าหนงั สือเล่มน้ีไมเ่ ปน็ ส่อื ลามกอนาจาร  โดยระบุว่าศิลปินได้สร้างภาพที่เน้นถึงความเป็นมนุษย์ผ่านภาพของร่างกาย เพศ และภาพเปลอื ย หนังสือทพี่ ิพาทได้รวบรวมผลงานชิ้นสำ�คญั และมีช่อื เสยี งของศิลปินซึ่ง ตีพิมพโ์ ดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ให้ผ้ชู มไดศ้ ึกษาคณุ สมบตั ทิ างศลิ ปะในผลงานโดยรวม หนงั สอื ได้ รวมภาพถา่ ยหลายแนวดว้ ยกนั คอื ภาพบคุ คล ดอกไม้ วตั ถุ และภาพเปลอื ย ในหนงั สอื ๓๘๔ หนา้ มเี พียง ๑๙ ภาพที่แสดงเรอ่ื งทางเพศอย่างชดั แจง้ ซง่ึ เปน็ สดั สว่ นทีค่ ่อนขา้ งน้อย อีกทัง้ ยังเปน็ ภาพขาวดำ�และไมไ่ ดแ้ สดงถงึ การมีเพศสัมพันธ์โดยตรง เมอ่ื พิจารณาคณุ คา่ ทางศิลปะ นำ�้ หนกั ของภาพที่แสดงออกทางเพศ  ตลอดจนเทคนิคและทักษะที่ใช้ในการส่งมอบคุณค่าทางศิลปะ ศาลเห็นว่าสิ่งเหล่าน้ีมีส่วนร่วมในการลดการกระตุ้นความสนใจทางเพศ  พิจารณาโดยรวม แล้วไม่อาจถือได้ว่าหนังสือเล่มน้ีมุ่งกระตุ้นในเรื่องทางเพศเป็นหลัก  หนังสือเล่มน้ีจึงไม่เป็น  “ส่ิงพิมพ์ทเ่ี ปน็ อันตรายตอ่ ศีลธรรม” ตามกฎหมายศุลกากร ๓.๖ สอื่ ลามกเดก็ สอ่ื ลามกเดก็ (child pornography) ในญี่ปุน่ ถูกควบคุมโดยกฎหมายเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมและลงโทษการกระทำ�เกี่ยวกับโสเภณีเด็กและส่ือลามกเด็ก และการใหค้ วามคมุ้ ครองเด็ก ปี ๑๙๙๙ (แก้ไขเพมิ่ เติมปี ๒๐๑๔)๕๖ แมก้ ฎหมายฉบับน้ีจะมี บทบัญญัติที่เป็นการจำ�กัดเสรีภาพในการแสดงออกซ่ึงได้รับการรับรองโดยมาตรา  ๒๑  แห่ง ๕๕ Supreme Court (3rd petty bench), 19 February 2008, 62 (2) MIinshu 69. ๕๖ Act on Regulating and Punishment of Activities Relating to Child Prostitution and Child Pornog- raphy, and the Protection of Children (Law No.52 of 1999. as amended by Law No.79 of 2014).

เสรีภาพในการแสดงความคดิ เหน็ และขอ้ จ�ำ กดั ในระบบกฎหมายญปี่ ุ่น 71 รัฐธรรมนญู แต่บทบัญญัตดิ งั กลา่ วก็ได้รับการยนื ยนั ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยคำ�พพิ ากษา ของศาลฎีกาเม่ือปี  ๒๐๐๙๕๗  กฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ควบคุมการแสวงหา ประโยชนท์ างการค้าเกีย่ วกบั เรือ่ งทางเพศของเด็กเพอ่ื “ปกปอ้ งสิทธเิ ด็กโดยการกำ�หนดโทษแก่ กจิ กรรมเกีย่ วกบั โสเภณเี ดก็ และสื่อลามกเดก็ ” (มาตรา ๑) โดยใหน้ ิยามวา่ “เดก็ ” หมายถงึ บุคคล อายุต่ำ�กวา่ ๑๘ ปี และ “สือ่ ลามกเด็ก” หมายถึง ภาพถา่ ย ส่ือบันทกึ ขอ้ มลู ท่บี นั ทกึ ทางแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า...หรือสื่ออน่ื ใดทีแ่ สดงถึงท่าทางของเดก็ ในลกั ษณะทีส่ ามารถมองเห็นได้ ซึ่งตกอย่ภู ายใต้ ขอ้ หนึง่ ข้อใดดังตอ่ ไปนี้ (มาตรา ๒ (๓)) ๑. ท่าทางของเด็กท่ีเกี่ยวกับการร่วมเพศหรือการกระทำ�อย่างอ่ืนในลักษณะเดียว กับการรว่ มเพศ ๒. ท่าทางของเด็กซึ่งมีอวัยวะเพศของเด็กสัมผัสกับบุคคลอ่ืน  หรือเด็กสัมผัสกับ อวัยวะเพศของบคุ คลอน่ื ซ่งึ เป็นการกระตุน้ หรอื ปลกุ เรา้ ความต้องการทางเพศของผูท้ เ่ี หน็ ๓. ท่าทางของเด็กซ่ึงเปลือยทั้งหมดหรือบางส่วนของเด็ก  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนทเี่ กีย่ วกบั เพศ (คอื อวยั วะเพศหรอื บริเวณทีใ่ กลช้ ิด กน้ และหนา้ อก) ซ่งึ เปน็ การกระตุ้นหรอื ปลุกเรา้ ความต้องการทางเพศของผู้ท่เี ห็น กฎหมายฉบับน้ีสามารถเอาผิดกับบุคคลที่เก่ียวข้องกับสื่อลามกเด็กท่ีหลากหลาย เช่น  ผู้ครอบครองภาพลามกเด็ก  หรือเก็บบันทึกข้อมูลภาพของเด็กซ่ึงอยู่ภายใต้นิยาม “สื่อลามกเดก็ ” เพ่อื ตอบสนองความพึงพอใจทางเพศของตวั เอง (มาตรา ๗ (๑)) รวมถึงเอาผิด กับผู้จัดหาภาพลามกเด็ก  หรือจัดหาบันทึกข้อมูลท่ีแสดงถึงภาพของเด็กซึ่งอยู่ภายใต้นิยาม “ส่ือลามกเด็ก” ในรูปแบบทม่ี องเหน็ ได้ผา่ นทางสอ่ื โทรคมนาคมอิเล็กทรอนกิ ส์ (มาตรา ๗ (๒)) ผู้จัดหาภาพลามกเด็กให้แก่บุคคลซึ่งไม่สามารถระบุได้หรือหลายคน  (เผยแพร่สื่อลามกเด็ก) ผ้จู ัดหาบนั ทกึ ขอ้ มลู ที่แสดงถึงภาพของเด็กซึ่งอยู่ภายใต้นิยาม “ส่อื ลามกเด็ก” ใหแ้ ก่บุคคลซง่ึ ไม่สามารถระบุได้หรือหลายคน  ที่สามารถมองเห็นได้ผ่านทางสื่อโทรคมนาคมอิเล็กทรอนิกส์ หรือแสดงในทสี่ าธารณะ (มาตรา ๗ (๖)) ผ้ผู ลิต มีไว้ในครอบครอง ขนส่ง น�ำ เขา้ หรือส่งออก ส่ือลามกเด็ก หรือจดั เก็บบนั ทกึ ข้อมูลไวใ้ นรูปแบบอเิ ล็กทรอนกิ สเ์ พอ่ื วัตถุประสงคใ์ นการจัดหา ให้แก่บคุ คลอ่นื หรอื บุคคลทไ่ี ม่สามารถระบุได้หรอื หลายคน (มาตรา ๗ (๗), (๘)) ๕๗ Supreme Court (3rd petty bench), 20 February 2006, 6 Keishu 216.

72 รัฐสภาสาร  ปีที ่ ๖๗  ฉบับท ี่ ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ แต่อย่างไรกต็ ามภายใต้นิยามของ “ส่อื ลามกเดก็ ” ท�ำ ให้กฎหมายฉบบั นใ้ี ช้บังคับได้ เพียงแคภ่ าพลามกทแ่ี สดงถงึ “ทา่ ทางของเดก็ ” ดังน้ัน คำ�ว่า “เดก็ ” จึงหมายถึงบุคคลจรงิ ๆ หรอื บุคคลที่สามารถระบุตวั ตนไดจ้ รงิ ซึ่งมีอายตุ �่ำ กว่า ๑๘ ปี เทา่ น้นั ไมร่ วมถึง “ภาพเดก็ เสมือน” อย่างเช่นการต์ ูนมงั งะ (Manga)๕๘ แม้วา่ การแก้ไขกฎหมายเมอ่ื ปี ๒๐๑๔ ได้ทำ�ใหเ้ กดิ ความชัดเจน ในการกำ�หนดความผิดแก่การครอบครองสื่อลามกเด็ก  แต่ก็ยังคงใช้ถ้อยคำ�เดิมของบทบัญญัติ เม่ือปี  ๑๙๙๙  โดยการอ้างถึงเด็กจริงหรือเด็กท่ีระบุตัวตนได้จริง  ดังนั้นแม้จะมีการแก้ไข กฎหมายก็ยังไม่สามารถปรับใช้กับสื่อที่แสดงให้เห็นฉากทางเพศที่เปิดเผยซึ่งได้สมมติขึ้น และบุคคลที่มีลักษณะเหมือนเด็กซึ่งไม่อาจระบุตัวตนได้ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของการ์ตูน ภาพเคลอื่ นไหว และภาพกราฟกิ ทีส่ ร้างข้ึนโดยคอมพวิ เตอร์ (CG) ตัวอยา่ งเชน่ การ์ตูนมังงะ วีดโิ อการต์ ูน (Anime) และเกมทีม่ ีภาพเสมอื นจรงิ กฎหมายปัจจบุ นั จงึ สามารถจ�ำ กดั ควบคมุ เฉพาะสอ่ื ลามกทแ่ี สดงภาพเด็กจริง ๆ เทา่ นนั้ ไมร่ วมถึง “สือ่ ลามกเดก็ เสมอื น” (virtual child pornography) ตัวอย่างเช่น มังงะประเภทท่เี รียกวา่ “โลลิคอน”(Lolicon)๕๙ การที่ส่ือลามกเด็กท่ีถูกจำ�กัดควบคุมตามกฎหมายญ่ีปุ่นในปัจจุบันหมายถึงส่ือ ที่แสดงภาพเด็กจริงเท่านั้นโดยไม่รวมถึงส่ือลามกเด็กเสมือน  ถือว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน การใหค้ วามคมุ้ ครองเดก็ ทเ่ี กย่ี วกบั สอ่ื ลามกเดก็ ในระดบั สากล เชน่ ตามอนสุ ญั ญาวา่ ดว้ ยสทิ ธเิ ดก็ (Convention on the Rights of the Child (๑๙๘๙)) และพธิ สี ารว่าดว้ ยสอื่ ลามกเดก็ (Child Pornography Protocol (๒๐๐๐)) ท่ปี ระเทศญ่ปี ุ่นได้ลงนามให้สตั ยาบนั ซง่ึ มเี จตนารมณ์ท่จี ะให้ ความคุ้มครองเด็กจากการตกเป็นเหย่ือทางเพศโดยรวมถึงการกำ�หนดให้ส่ือลามกเด็กเสมือนเป็น ส่ิงผิดกฎหมายโดยการบัญญัติในกฎหมายภายในของประเทศสมาชิกด้วย  ดังท่ีพิธีสารว่าด้วย ส่ือลามกเดก็ ไดใ้ หน้ ิยาม “สื่อลามกเดก็ ” วา่ หมายถึง “การแสดงไม่วา่ โดยวิธกี ารใดของเด็ก ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเพศที่แท้จริงหรือเป็นการจำ�ลองข้ึนในกิจกรรมทางเพศอย่างชัดแจ้ง ๕๘ “มังงะ” (Manga) เป็นคำ�ภาษาญ่ีปนุ่ แปลตรงตวั ว่า “ภาพตามอารมณ”์ ใช้เรยี กการ์ตนู ทเี่ ป็นชอ่ งๆ จากประเทศญ่ีปุ่นซ่ึงได้รับการพัฒนามาจากภาพวาดบนแผ่นไม้ท่ีเรียกว่าอุกิโยเอะ  Ukiyo-e)  ในคริสต์ศตวรรษท่ี  ๑๗ ในปัจจุบันคำ�ว่ามังงะใช้เรียกหนังสือการ์ตูนที่มาจากญี่ปุ่นซึ่งมีองค์ประกอบพื้นฐานสามอย่าง  คือ  กรอบสี่เหลี่ยม ภาพลายเส้น และค�ำ พดู เอกลกั ษณท์ ่ีเด่นชัดของการต์ ูนมังงะก็คอื ลักษณะภาพลายเสน้ และเน้ือหาจะมลี กั ษณะเหนอื จรงิ มังงะไม่ไดถ้ กู สร้างขนึ้ ส�ำ หรบั เด็กเทา่ น้นั แต่มีกลุม่ เป้าหมายทหี่ ลากหลายต้ังแต่เด็กจนถงึ ผู้ใหญ่ ๕๙ “โลลิคอน”  (Lolicon)  หมายถึงการ์ตูนญี่ปุ่นซ่ึงเน้ือหามุ่งนำ�เสนอเร่ืองราวของเด็กผู้หญิงวัยแรกรุ่น (อายุ ๗-๑๕ป)ี เปน็ ตัวน�ำ เรื่อง แม้ไมม่ ีบทโป๊แบบโจง่ แจ้งแตก่ ็ส่อไปในเรื่องทางเพศโดยเน้นภาพเซ็กซีอ่ ีโรติกในแบบนา่ รกั ท่ีเรยี กกันว่า “อโี ร-คาวาอิ”  โลลคิ อนเรมิ่ แพรห่ ลายในญป่ี ุ่นตั้งแตท่ ศวรรษท่ี ๑๙๗๐ และได้พฒั นาเป็นธุรกจิ ใหญ่โตขนึ้ ตามล�ำ ดับเวลา

เสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็นและข้อจำ�กดั ในระบบกฎหมายญี่ปุ่น 73 หรือการแสดงส่วนทางเพศใดๆ  ของเด็กเพ่ือวัตถุประสงค์ทางเพศเป็นหลัก”  สื่อลามกเด็ก ในญี่ปุ่นจึงถูกควบคุมจำ�กัดน้อยกว่าในมาตรฐานสากลเนื่องจากส่ือลามกเด็กตามกฎหมายญี่ปุ่น มคี วามหมายไม่รวมถงึ สื่อลามกเดก็ เสมือนด้วย๖๐ ๓.๗ ส่อื ทีเ่ ปน็ อนั ตรายตอ่ เด็กและเยาวชน สอ่ื ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เดก็ และเยาวชนจะถกู จ�ำ กดั ควบคมุ มากกวา่ สอ่ื ของผใู้ หญ ่ ทง้ั น้ี เพ่ือให้ความคุ้มครองเด็กและเยาวชนไม่ให้ได้รับอันตรายจากส่ือ  ไม่ว่าจะโดยการห้ามเผยแพร่ ข้อมูลของเด็กและเยาวชนโดยผ่านส่ือต่างๆ  ท่ีส่งผลร้ายต่อเด็ก  หรือโดยการป้องกันไม่ให้ เด็กและเยาวชนได้รับส่ือที่ไม่เหมาะสมกับวัย  ประเทศญ่ีปุ่นจึงบัญญัติกฎหมายเพื่อควบคุม สื่อเหล่านี้ซึ่งมีผลเป็นการจำ�กัดเสรีภาพในข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงออก เพ่ือให้ความคุ้มครองเดก็ และเยาวชน โดยมีกฎหมายหลายฉบับดว้ ยกนั ตวั อย่างเช่น (๑) พระราชบญั ญตั เิ ดก็ และเยาวชน๖๑ กฎหมายฉบับน้ีมีบทบัญญัติห้ามหนังสือพิมพ์หรือส่ิงพิมพ์อ่ืนใดเผยแพร่ บทความหรอื ภาพถา่ ยของบคุ คลซง่ึ อยภู่ ายใตก้ ารพจิ ารณาคดขี องศาลครอบครวั   หรอื ผถู้ กู ฟอ้ งรอ้ ง ดำ�เนินคดีอาญาเนื่องจากกระทำ�ความผิดในขณะที่เป็นเด็กและเยาวชนซึ่งสามารถระบุ ตัวบุคคลไดด้ ้วยช่อื อายุ อาชพี ท่ีอยู่อาศัย ลกั ษณะท่ปี รากฏ ฯลฯ (มาตรา ๖๑) (๒) พระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมและลงโทษการกระทำ�เกี่ยวกับโสเภณี เด็กและสือ่ ลามกเดก็ และการให้ความคุ้มครองเดก็ กฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติกำ�หนดว่าในคดีอาชญากรรมเก่ียวกับโสเภณีเด็ก สอื่ ลามกเด็ก การค้าเดก็ เพอื่ ประเวณีนั้น การเขียนข่าว ภาพถา่ ย หรือการออกอากาศ ท่ีมี เนอื้ หาซ่ึงสามารถระบตุ วั ตนของเดก็ ได้ เช่น ชอื่ อายุ อาชพี ชือ่ โรงเรยี น ทีอ่ ยู่ หรอื รายละเอยี ด อยา่ งอ่นื จะต้องหา้ มไม่ให้เผยแพร่ปรากฏทางหนังสอื พิมพ์หรอื สง่ิ พมิ พ์อนื่ หรือการกระจาย เสียงและแพร่ภาพ (มาตรา ๑๓) ๖๐ Cory Lyn Takeuchi, “Regulating lolicon : toward Japanese compliance with its international legal obligations to ban virtual child pornography,” Georgia Journal of International and Comparative Law 44, 195 (2015) : 208-211, 220-224. ๖๑ Juvenile Act (Law No. 168 of July 15, 1948. as amended by Law No. 71 of 2008).

74 รัฐสภาสาร  ปที ่ี  ๖๗  ฉบับที่  ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ (๓)  พระราชบัญญัติว่าด้วยการพัฒนาสภาพแวดล้อมเพ่ือสวัสดิภาพและ ความปลอดภยั ในการใชอ้ นิ เทอร์เนต็ ส�ำ หรบั เยาวชน๖๒ กฎหมายฉบับนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือคุ้มครองสิทธิของเยาวชน ในการใช้อินเทอร์เน็ตที่มีความปลอดภัยผ่านมาตรการท่ีจำ�เป็นสำ�หรับเยาวชนท่ีจะได้รับทักษะ ในการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต  รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพและเผยแพร่การใช้ ซอฟตแ์ วร์ (software) ส�ำ หรับกลน่ั กรองเนือ้ หาที่เปน็ อนั ตรายตอ่ เยาวชนและมาตรการอนื่ ๆ  เพื่อลดโอกาสในการดูเน้ือหาท่ีเป็นอันตรายต่อเยาวชนผ่านทางอินเทอร์เน็ตให้มากท่ีสุด (มาตรา  ๑)  โดยให้นิยาม  “เน้ือหาที่เป็นอันตรายต่อเยาวชน”  ว่าหมายถึงข้อมูลที่จัดไว้เพื่อ การรับชมโดยสาธารณชน  (รวมถึงการดูและการฟัง)  ผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นอุปสรรค ต่อพัฒนาการของเยาวชนอย่างสูง  (มาตรา  ๒  (๓))  ดังตัวอย่างท่ีได้ระบุไว้ซึ่งได้แก่เน้ือหา ดังต่อไปนี้ (มาตรา ๒ (๔)) (i) ข้อมลู ทีผ่ ใู้ หบ้ รกิ ารเสนอโดยตรงและชดั แจ้ง หรือเป็นสื่อกลาง หรือกระตนุ้ ใหก้ อ่ อาชญากรรมหรอื ละเมดิ กฎหมายและกฎเกณฑใ์ นทางอาญา  หรอื ขอ้ มลู ทช่ี กั จงู ใหฆ้ า่ ตวั ตาย โดยตรงและอย่างชดั แจ้ง (ii) ภาพลามกอนาจารของการมีเพศสมั พนั ธ์หรอื อวัยวะเพศ ฯลฯ ของมนุษย์ หรอื ขอ้ มูลอื่นทีก่ ระตุ้นความต้องการทางเพศ (iii) ภาพทน่ี ่าสะพรึงกลัวของฉากฆาตกรรม ประหารชวี ิต ล่วงละเมดิ ฯลฯ หรอื ข้อมูลอน่ื ทมี่ เี น้อื หาแสดงความทารณุ โหดร้ายอยา่ งมาก (๔) ข้อบัญญัติท้องถน่ิ เกยี่ วกับการคมุ้ ครองเยาวชน ในท้องถ่ินส่วนใหญ่ของประเทศญ่ีปุ่นได้มีการตราข้อบัญญัติท้องถ่ินเก่ียวกับ การคุ้มครองเยาวชนซ่ึงมักจะมีบทบัญญัติห้ามขายวัสดุส่ิงพิมพ์ที่แสดงถึงเรื่องทางเพศ  หรือ วัสดุทแ่ี สดงใหเ้ ห็นถึงความรุนแรง ทารุณโหดร้าย ให้แก่บุคคลอายตุ ำ่�กวา่ ๑๘ ปี ถ้าหากวัสดุนน้ั ถูกจดั ประเภทเป็น “วัสดุท่เี ปน็ อันตรายต่อเยาวชน” โดยรฐั บาลทอ้ งถน่ิ ซึ่งเปน็ ข้อบญั ญตั ิท่ีมี วัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ คมุ้ ครองการพัฒนาของเยาวชน ขอ้ บัญญตั ซิ งึ่ มขี ้อหา้ มดังกล่าวเคยถกู โต้แยง้ ว่าเป็นบทบัญญัติท่ีขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกที่ได้รับ ๖๒ Act on Development of an Environment that Provides Safe and Secure Internet Use for Young People (Law No.79 of 2008. as amended by Law No.71 of 2009).

เสรภี าพในการแสดงความคิดเหน็ และข้อจ�ำ กดั ในระบบกฎหมายญป่ี ่นุ 75 ความคมุ้ ครองตามมาตรา ๒๑ แหง่ รฐั ธรรมนูญในคดีข้อบญั ญตั คิ ุ้มครองเยาวชนของจงั หวัดกิฟุ (Gifu Prefecture Youth Ordinance Case)๖๓ แต่ศาลฎีกาเห็นวา่ ข้อหา้ มดังกล่าวไม่ถือเปน็ การ เซนเซอร์ที่ต้องห้ามภายใต้มาตรา  ๒๑  (๒)  และไม่เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก ทขี่ ัดต่อมาตรา ๒๑ (๑) แหง่ รฐั ธรรมนญู ๓.๘ ค�ำ พูดเพื่อการคา้ ค�ำ พดู เพอื่ การค้า (commercial speech) เป็นค�ำ พูดที่มีความสำ�คัญตอ่ ผู้บรโิ ภค และสงั คมซง่ึ มคี วามจ�ำ เปน็ ตอ้ งไดร้ บั ขอ้ มลู ขา่ วสารทางการคา้ (commercial information) เพอ่ื การ เข้าถึงสินค้าหรือบริการซึ่งเป็นบทบาทท่ีขาดไม่ได้ในระบบการค้าเสรี  ตัวอย่างที่พบมากท่ีสุด ของคำ�พูดเพ่ือการค้าก็คือการโฆษณา  คำ�พูดเพื่อการค้าอาจถูกควบคุมจำ�กัดโดยกฎหมายได้ โดยมวี ตั ถุประสงค์หลัก ๒ ประการด้วยกนั คอื (๑) เพื่อคุม้ ครองผูบ้ ริโภค และ (๒) เพอ่ื คมุ้ ครอง การแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม  โดยกฎหมายญี่ปุ่นที่มีบทบัญญัติเป็นการจำ�กัดควบคุม ค�ำ พดู เพ่อื การค้ามีหลายฉบบั ดว้ ยกนั ซึง่ อาจแบ่งไดเ้ ปน็ ๔ กล่มุ ดงั ต่อไปน๖ี้ ๔ (๑) การห้ามโฆษณาอันเป็นเท็จ  เช่น  ตามพระราชบัญญัติการรักษา ทางการแพทย์๖๕ (มาตรา ๖๙ อนมุ าตรา ๖, มาตรา ๗๑ อนุมาตรา ๕) พระราชบญั ญัติ เภสัชกรรม๖๖(มาตรา ๖๖ อนมุ าตรา ๑) พระราชบัญญตั ิอาหารปลอดภยั ๖๗ (มาตรา ๒๐) และ พระราชบญั ญตั นิ ายหน้าการท่องเท่ียว๖๘ (มาตรา ๑๒-๘) (๒) การห้ามโฆษณาโดยหลอกลวง  ทำ�ให้เข้าใจผิด  และอวดอ้างเกินจริง เช่น  ตามพระราชบัญญัติต่อต้านการเสนอส่ิงจูงใจท่ีไม่เหมาะสมและการโฆษณาหลอกลวง๖๙ (มาตรา ๔) พระราชบัญญตั ิเภสชั กรรม (มาตรา ๖๖ อนมุ าตรา ๑ และ ๒) และพระราชบัญญัติ อาหารปลอดภัย (มาตรา ๒๐) (๓) การห้ามโฆษณาชกั ชวนใหก้ ระท�ำ ผดิ กฎหมาย เชน่ ตามพระราชบัญญตั ิ ปอ้ งกันการค้าประเวณี๗๐ (มาตรา ๕ อนุมาตรา ๓, มาตรา ๖ อนุมาตรา ๓) ๖๓ Supreme Court (3rd petty bench), 19 September 1989, 43 Keishu 785. ๖๔ Shigenori Matsui, freedom of expression in Japan, : 28-29. ๖๕ Medical Treatment Act (Law No.205 of 1948. as amended by Law No.30 of 2008). ๖๖ Pharmaceutical Act (Law No.145 of 1960). ๖๗ Food Safety Act (Law No.233 of 1947). ๖๘ Travel Agency Act (Law No.239 of 1952). ๖๙ Act Against Unjustifiable Premiums and Misleading Representation (Law No.134 of 1962. as amended by Law No.49 of 2009). ๗๐ Prostitution Prevention Act (Law No.118 of 1956).

76 รฐั สภาสาร  ปที  ่ี ๖๗  ฉบบั ที่  ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ (๔) การหา้ มอนื่ ๆ เชน่ พระราชบญั ญตั ิการรกั ษาทางการแพทย์ (มาตรา ๖๙ อนุมาตรา ๑ และ ๓, มาตรา ๗๑ อนุมาตรา ๑ และ ๓) ตามแนวคำ�พิพากษาของศาลฎีกาญี่ปุ่นได้ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในคำ�พูด เพ่ือการค้าน้อยมาก  โดยศาลได้ยอมรับกฎหมายที่จำ�กัดเสรีภาพในคำ�พูดเพื่อการค้าเพื่อ วัตถุประสงค์บางอย่างได้ ตัวอย่างเช่น กฎหมายเก่ียวกับการแพทยม์ ีบทบัญญัตทิ จ่ี �ำ กดั เนอ้ื หา ของการโฆษณาทางการแพทยโ์ ดยอนุญาตใหโ้ ฆษณาได้เฉพาะเนือ้ หาเกยี่ วกับ ชือ่ ทอี่ ยู่ และ ข้อมูลอื่น  โดยเฉพาะอย่างย่ิงได้ห้ามโฆษณาความสามารถและประสบการณ์ทางการแพทย์ ซึ่งศาลได้รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายฉบับนี้ท่ีมีบทบัญญัติเป็นการจำ�กัด เสรภี าพในค�ำ พดู เพือ่ การค้าโดยไดใ้ ห้เหตุผลไว้ในคดีหน่ึงว่า๗๑ “เพราะรัฐสภาเกรงว่าการอนุญาตให้โฆษณาโดยไม่จำ�กัดอาจเป็นไปได้ที่จะ นำ�ไปสู่การโฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินจริงเพ่ือพยายามจูงใจลูกค้า  จึงเป็นการสร้างอันตราย ตอ่ ประชาชนทว่ั ไปทอ่ี าจเกดิ ความสบั สน  อาจท�ำ ใหพ้ ลาดโอกาสทจ่ี ะไดร้ บั การรกั ษาโดยทนั เวลา และเหมาะสม การหา้ มโฆษณาเวน้ แตเ่ นือ้ หาท่ไี ดร้ ะบุไวก้ ็เพ่อื ป้องกนั อนั ตรายเหลา่ น้ลี ่วงหนา้ ซ่ึงมีความจำ�เป็นต้องอนุญาตเพ่ือธำ�รงไว้ซ่ึงประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะในแง่ของการ ปกป้องสาธารณสขุ และความปลอดภัย” ดังนั้นคำ�พูดเพื่อการค้าจึงเป็นคำ�พูดประเภทท่ีสามารถถูกจำ�กัดหรือควบคุม โดยกฎหมายได้หากรัฐสภาเห็นว่ามันมีศักยภาพพอที่จะนำ�มาซึ่งอันตรายบางอย่างต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน และศาลกไ็ ด้รบั รองความชอบด้วยรฐั ธรรมนญู ของกฎหมาย จำ�กัดควบคุมคำ�พูดประเภทน้ี  คำ�พูดเพ่ือการค้าจึงได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ น้อยกว่าคำ�พูดทางการเมือง  โดยท่ัวไปแล้วกฎหมายยอมรับถึงข้อจำ�กัดในคำ�พูดเพ่ือการค้า ถ้าหากคำ�พูดน้ันเป็นเท็จ  อาจทำ�ให้เข้าใจผิด  หรือกล่าวเกินจริง  หรือเก่ียวข้องกับการสนับสนุน การดำ�เนินการท่ีผิดกฎหมาย  หรือถ้าข้อจำ�กัดเป็นส่ิงท่ีจำ�เป็นอย่างอ่ืนเพ่ือให้บรรลุผลประโยชน์ ท่ีสำ�คญั ของรฐั กส็ ามารถกระท�ำ ได๗้ ๒ ๓.๙ การหม่นิ ประมาท การหม่ินประมาท (defamation) ในกฎหมายญปี่ ุ่นถือเป็นความผิดทางอาญา และอาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความรบั ผดิ ทางแพง่ ได้ โดยในทางอาญามาตรา ๒๓๐ แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา ๗๑ Supreme Court (grand bench), 15 February 1961, 15 (2) Keishu 347. ๗๒ Shigenori Matsui, freedom of expression in Japan, : 29-30.

เสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็นและขอ้ จ�ำ กัดในระบบกฎหมายญีป่ ุน่ 77 ได้บัญญัติฐานความผิดและกำ�หนดโทษแก่ผู้ท่ีกล่าวถ้อยคำ�หมิ่นประมาทผู้อ่ืนด้วยการแสดง ข้อเท็จจริงโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ  และได้มีการเพิ่มเติมมาตรา  ๒๓๐-๒  โดยอนุมาตรา  ๑ ระบุว่าจำ�เลยผู้ท่ีกล่าวถ้อยคำ�หมิ่นประมาทเกี่ยวกับเร่ืองสาธารณะ  โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ ประโยชน์สาธารณะ  จะได้รับการยกเว้นโทษถ้าผู้นั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าถ้อยคำ�ที่กล่าวน้ัน เปน็ ความจรงิ อนมุ าตรา ๒ ระบวุ า่ ในการปรบั ใชอ้ นมุ าตรา ๑ ใหถ้ อื วา่ ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั การกระท�ำ ผดิ อาญาของบุคคลซ่ึงยังไม่ได้มีการดำ�เนินคดีเป็นข้อเท็จจริงเก่ียวกับเรื่องสาธารณะ  และ อนุมาตรา  ๓  ระบุว่าผู้ที่กล่าวถ้อยคำ�หมิ่นประมาทเจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐจะได้รับการยกเว้นโทษถ้าผู้นั้นพิสูจน์ได้ว่าถ้อยคำ�ท่ีกล่าวน้ันเป็นความจริง  บทบัญญัติดังกล่าวได้รับการยืนยันความชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยศาลฎีกาในคดีปี  ๑๙๕๘๗๓  โดยเห็นว่าคำ�พูดหมิ่นประมาทไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองเสรีภาพในการพูดตามรัฐธรรมนูญ และศาลได้ยนื ยนั เชน่ เดยี วกันในคดตี ่อมา แต่อย่างไรก็ตาม  บทบัญญัติมาตรา  ๒๓๐-๒  แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวยังคงลงโทษผู้ท่ีกล่าวถ้อยคำ�หม่ินประมาทเก่ียวกับเรื่องสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ  ถ้าหากบุคคลนั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าถ้อยคำ� ที่กล่าวอ้างเป็นความจริง  ดังน้ันในช่วงแรกศาลจึงได้ปฏิเสธไม่ให้จำ�เลยพิสูจน์ว่าข้อเท็จจริง ที่กล่าวอ้างเป็นความจริงเพ่ือยกเว้นความรับผิด  และตัดสินลงโทษแม้จำ�เลยจะกล่าวเก่ียวกับ เร่ืองสาธารณะและเพื่อประโยชน์สาธารณะ๗๔  การพิสูจน์ว่าถ้อยคำ�ที่กล่าวอ้างเป็นความจริง จึงเป็นส่ิงสำ�คัญสำ�หรับการยกเว้นความรับผิดทางอาญา  แต่การที่จำ�เลยจะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่า ส่ิงท่ีเขากล่าวอ้างเป็นความจริงได้สร้างภาระแก่จำ�เลยมากเกินไปและมักทำ�ให้เกิดการ เซนเซอร์ตัวเอง  เมื่อได้พิจารณาถึงปัญหานี้ศาลจึงได้เปล่ียนแนวคำ�พิพากษาเพื่อขยายการให้ ความคมุ้ ครองเสรภี าพในการพูดเกี่ยวกบั เรือ่ งสาธารณะ๗๕ ในคดีปี ๑๙๖๙๗๖ ศาลฎีกากลา่ ววา่ “แมค้ ำ�กล่าวไม่ได้รบั การพสิ จู น์วา่ เปน็ ความจรงิ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา  ๒๓๐-๒  (๑)  แต่เจตนาทางอาญาและความผิดฐานหม่ินประมาท ๗๓ Supreme Court (1st petty bench), 10 April 1958, 12 (5) Keishu 830. ๗๔ Supreme Court (1st petty bench), 7 May 1959, 13 (5) Keishu 641. ๗๕ Shigenori Matsui, freedom of expression in Japan, : 27. ๗๖ Supreme Court (grand bench), 25 June 1969, 23 (7) Keishu 975.

78 รฐั สภาสาร  ปีท ี่ ๖๗  ฉบบั ท ี่ ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ไม่ควรถือว่ามีอยู่ในกรณีน้ี  ซ่ึงจำ�เลยสำ�คัญผิดว่าคำ�กล่าวของเขาเป็นความจริงและมีเหตุผล เพียงพอสำ�หรับความเช่ือที่ผิดนี้ในแง่ของหลักฐานที่เป็นรูปธรรมซ่ึงได้นำ�เสนอ”  คำ�พิพากษา คดีน้ีศาลได้ปรับสมดุลระหว่างการบังคับใช้ความผิดฐานหมิ่นประมาทในประมวลกฎหมาย อาญากับการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดท่ีได้รับการรับรองตามมาตรา  ๒๑  แห่งรัฐธรรมนูญ โดยได้ขยายความคุ้มครองแก่คำ�พูดที่เกี่ยวกับเรื่องสาธารณะ  ซึ่งศาลจะถือว่าผู้กล่าวถ้อยคำ�นั้น ไม่ต้องรับผิดฐานหมิ่นประมาทเม่ือการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงท่ีผิดพลาดนั้นกระทำ�เพ่ือประโยชน์ สาธารณะและได้กล่าวอ้างโดยเชื่อว่าข้อเท็จจริงน้ันเป็นความจริง  โดยอยู่บนพ้ืนฐานของการ แสดงพยานหลักฐานท่เี ชอ่ื ถือไดอ้ ย่างเพียงพอว่ามีเหตุอันควรทีท่ ำ�ให้เช่ือเชน่ นน้ั สำ�หรับในทางแพ่งน้ันการกล่าวถ้อยคำ�หม่ินประมาทอาจก่อให้เกิดความรับผิด ทางละเมิด  โดยประมวลกฎหมายแพ่งอนุญาตให้ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องร้องผู้กระทำ�ละเมิดเพื่อ ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการหม่ินประมาท (มาตรา ๗๐๙ และ ๗๑๐) หรอื ขอใหเ้ ยียวยาดว้ ย วิธีการอื่นเพื่อฟ้ืนฟูชื่อเสียงท่ีได้รับความเสียหาย  (มาตรา  ๗๒๓)  แต่กฎหมายแพ่งต่างจาก กฎหมายอาญา  กล่าวคือกฎหมายแพ่งไม่มีบทบัญญัติใดให้สิทธิแก่จำ�เลยในการพิสูจน์ความ จริงเพ่ือยกเวน้ ความรบั ผดิ ทางแพ่ง อยา่ งไรก็ตามหลักกฎหมายแพง่ กไ็ ด้รบั การพัฒนาจนเกือบ จะเหมือนกับหลักกฎหมายอาญา  กล่าวคือแม้จะไม่มีบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดแก่การทำ� ละเมิดทางแพ่งในลักษณะเดยี วกับมาตรา ๒๓๐-๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ศาลก็ได้ มีคำ�พิพากษาตัดสินให้สิทธิแก่จำ�เลยในคดีแพ่งในการพิสูจน์ความจริงเพ่ือยกเว้นความรับผิด ทางแพ่งเชน่ เดียวกบั คดีอาญา๗๗ ในการกำ�หนดความรับผิดทางแพ่งนอกจากการใช้มาตรการให้ผู้หม่ินประมาท ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วประมวลกฎหมายแพ่งยังอนุญาตให้ศาลใช้  “มาตรการที่เหมาะ สม”เพื่อฟื้นฟูชื่อเสียงของผู้ถูกหม่ินประมาทอีกด้วย  มาตรการท่ีได้รับการยอมรับจากศาลว่า เป็นมาตรการเพื่อฟื้นฟูช่ือเสียงของผู้ถูกหมิ่นประมาทคือการส่ังให้จำ�เลยกล่าวคำ�ขอโทษผ่าน ทางสอ่ื มวลชน อย่างเชน่ หนงั สอื พมิ พ์ โดยศาลถือว่าค�ำ ส่ังดงั กลา่ วไมเ่ ป็นการละเมิดเสรีภาพ ทางความคดิ และมโนธรรมซ่งึ ได้รับการรบั รองโดยมาตรา ๑๙ แหง่ รัฐธรรมนญู ๗๘ นอกจากนั้น ในคดที ก่ี ารหม่ินประมาทได้กระท�ำ โดยเผยแพร่ผ่านส่ือมวลชนดงั เช่นหนงั สือพมิ พ์ ในบางกรณี ๗๗ Supreme Court (1st petty bench), 23 June 1966, 20 (5) Minshu 1118. ๗๘ Supreme Court (grand bench), 4 July 1956, 10 Minshu 785.

เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ และข้อจ�ำ กัดในระบบกฎหมายญ่ีปุ่น 79 ศาลอาจใช้มาตรการส่ังระงับการตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารท่ีมีเนื้อหาเป็นการหมิ่นประมาทได้ โดยถือว่ามาตรการดังกล่าวไม่ตกอย่ภู ายใต้ข้อห้ามเซนเซอร์ตามความหมายของมาตรา  ๒๑  (๒) แห่งรฐั ธรรมนูญ ตวั อย่างเชน่ คดปี ี ๑๙๘๖ (Hoppou Journal Case)๗๙  นติ ยสารไดน้ �ำ เสนอบ ทความวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองคนหน่งึ อย่างรุนแรง  จึงถูกฟ้องเป็นคดีขอให้ศาลมีคำ�ส่งั ระงับ การเผยแพร่ส่งิ พิมพ์  และศาลได้มีคำ�ส่งั ระงับการเผยแพร่ส่งิ พิมพ์ดังกล่าว  นิตยสารได้โต้แย้งว่า คำ�ส่ังดังกล่าวเป็นการเซนเซอร์ที่ละเมิดมาตรา  ๒๑  ของรัฐธรรมนูญ  ศาลฎีกาเห็นว่าโดย หลักแล้วการระงับยับย้ังก่อนตีพิมพ์เผยแพร่เป็นส่ิงท่ีไม่เหมาะสม  แต่กรณีน้ีเนื้อหาของ บทความมกี ารดหู มน่ิ อยา่ งรนุ แรง หยาบคาย และโจมตตี วั บคุ คลอยา่ งชดั เจน การสง่ั หา้ มเผยแพร่ ไมไ่ ด้เปน็ การเซนเซอร์ในความหมายของมาตรา ๒๑ (๒) เพราะเป็นการใช้อำ�นาจตุลาการ โดยคำ�สั่งศาล  ไม่ใช่การใช้อำ�นาจทางปกครอง  ซ่ึงถือเป็นข้อยกเว้น  ศาลเห็นว่าการมีคำ�ส่ัง ห้ามเผยแพร่สิ่งพิมพ์มีความเหมาะสมเพราะเน้ือหาของบทความมีความผิดพลาด  บทความน้ี ไม่ได้เขียนขึ้นเพ่ือประโยชน์สาธารณะเท่าน้ัน  และหากมีการเผยแพร่อาจทำ�ให้ชื่อเสียงของ นกั การเมืองคนนเ้ี สยี หายอยา่ งรนุ แรงและไมส่ ามารถแก้ไขฟ้ืนฟูได้ ๓.๑๐ สิทธใิ นความเป็นส่วนตัว สทิ ธิในความเป็นส่วนตวั (right to privacy) ถอื เป็นสทิ ธิพน้ื ฐานของปจั เจกชน ทไี่ ด้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย แมว้ า่ สิทธิอันน้จี ะไมไ่ ด้รับการรบั รองโดยรัฐธรรมนญู ญป่ี นุ่ อย่างชัดแจ้งแต่ก็ได้รับการรับรองในระบบกฎหมายญี่ปุ่นโดยศาลได้ใช้วิธีการตีความประมวล กฎหมายแพ่งว่าด้วยละเมิด ซึ่งบญั ญตั วิ ่า “บุคคลทก่ี ระทำ�โดยจงใจหรอื ประมาทเลินเล่อละเมิด สิทธิของผอู้ ื่น หรือผลประโยชน์ท่ไี ดร้ ับการคุม้ ครองตามกฎหมายของผอู้ ื่น จะตอ้ งรบั ผดิ ชดใช้ คา่ เสียหายใดๆ ทเ่ี กดิ ขึ้น” (มาตรา ๗๐๙) ซ่งึ เป็นบทบัญญตั มิ คี วามหมายกว้าง โดยศาลถือว่า การละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวเป็นการกระทำ�ละเมิดต่อผลประโยชน์ที่ได้ความคุ้มครอง ตามกฎหมายของผู้อน่ื ซ่ึงกอ่ ให้เกดิ ความรับผิดในทางแพ่งได้ ดงั นนั้ สิทธใิ นความเป็นส่วนตวั ของบุคคลอ่ืนจึงถือเป็นข้อจำ�กัดอย่างหนึ่งของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของ บุคคล ศาลจังหวัดโตเกยี ว (Tokyo District Court) ไดป้ ระยุกต์ใชส้ ทิ ธใิ นความเป็นส่วนตวั เปน็ คร้ังแรกในคดปี ี ๑๙๖๔ (After the Banquet Case)๘๐ เก่ยี วกบั นวนยิ ายเร่ือง “Utage no ato” ๗๙ Supreme Court (grand bench), 11 June 1986, 40 (4) Minshu 872. ๘๐ Tokyo District Court, 28 September 1964, 15 Kaminshu 2317.

80 รัฐสภาสาร  ปีที่  ๖๗  ฉบับท่ ี ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ (หลังงานเล้ยี ง)  ซ่งึ เป็นนวนิยายท่ผี สมผสานระหว่างเร่อื งจริงและเร่อื งท่แี ต่งข้นึ โดยพรรณนาเก่ยี วกับ ชีวิตสมรสของนักการเมืองชายคนหน่ึงโดยผู้แต่งได้รับข้อมูลจากภรรยาของนักการเมืองผู้น้ี แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากตัวเขา  ศาลได้ตัดสินให้ผู้แต่งนวนิยายชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำ� ซง่ึ ถอื เปน็ การละเมดิ “สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ” โดยใหน้ ยิ ามวา่ หมายถงึ “สทิ ธติ ามกฎหมาย และการรับประกันว่าชีวิตส่วนตัวของบุคคลจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร”  ซึ่งศาลได้ประยุกต์ใช้ทั้งความเป็นปัจเจกชนและชีวิตสมรส  และรากฐานจากมาตรา  ๑๓ ของรัฐธรรมนูญท่ีบัญญัติว่า  “บุคคลทุกคนจะต้องได้รับความเคารพในฐานะปัจเจกชน”  โดยอธบิ ายวา่ สทิ ธสิ ว่ นบคุ คลถกู ละเมดิ เมอ่ื   (๑)  ผลงานนน้ั สรา้ งขน้ึ โดยใชข้ อ้ เทจ็ จรงิ หรอื ใกลเ้ คยี งกบั ข้อเท็จจริงในชีวิตส่วนตัวของบุคคล  (๒)  วิญญูชนไม่ต้องการให้เร่ืองน้ันถูกเผยแพร่  และ  (๓)  ผลงานท่นี ำ�เสนอมเี น้ือหาทย่ี ังไม่รู้กันโดยทวั่ ไป ศาลฎกี าไดร้ บั รองสทิ ธิในความเป็นส่วนตัวครง้ั แรกในคดีปี ๑๙๙๔ (Reversed Case)๘๑  เกี่ยวกับการตีพิมพ์งานเขียนซึ่งมีเน้ือหาเก่ียวกับการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน ในโอกินาวาท่โี จทกถ์ กู ดำ�เนินคดอี าญาและตัดสินลงโทษเมอ่ื ๑๒ ปีกอ่ นในความผิดฐานทำ�รา้ ย รา่ งกายเปน็ เหตใุ หเ้ สียชีวติ เรอ่ื งราวในงานเขียนมีเจตนาทจ่ี ะเน้นถึงความส�ำ คญั ของพจิ ารณา โดยคณะลูกขนุ แต่เรือ่ งนีไ้ ด้เปิดเผยชื่อจริงของจำ�เลย หลังจากได้รับโทษจ�ำ คกุ แล้วจ�ำ เลยได้ ไปอาศยั อยทู่ โ่ี ตเกยี ว ไดง้ านท�ำ และแตง่ งาน โดยไมไ่ ดเ้ ปดิ เผยเรอ่ื งทเ่ี ขาถกู ตดั สนิ ลงโทษกอ่ นหนา้ น้ี เขารู้เรือ่ งน้ีเมอ่ื NHK ได้นำ�เรือ่ งออกอากาศโดยใช้ชอ่ื จริงของเขา และทราบว่าช่อื จรงิ ของเขา ไดถ้ กู ใชใ้ นหนงั สอื ตน้ ฉบบั   เขาจงึ ฟอ้ งรอ้ งเรยี กคา่ เสยี หายจากผเู้ ขยี น  ศาลเหน็ วา่ บคุ คลยอ่ มไดร้ บั ความคุ้มครองผลประโยชน์ในการไม่ถูกเปิดเผยเรื่องการถูกตัดสินลงโทษที่ผ่านมาเว้นแต่ จะมีประโยชน์สาธารณะโดยชอบในอาชญากรรมนั้น  หรือเป็นกรณีเก่ียวกับบุคคลที่มีอิทธิพล ต่อสังคม  หรือกรณีท่ีเกี่ยวกับเจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือผู้สมัครเพื่อดำ�รงตำ�แหน่งทางการเมือง แต่กรณีนี้ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะทำ�ให้การใช้ชื่อจริงในงานเขียนมีความชอบธรรม  ดังน้ันผู้เขียน จึงต้องรบั ผิดชดใช้ความเสยี หาย กรณกี ารตพี มิ พเ์ ผยแพรข่ อ้ มลู ทเ่ี ปน็ การละเมดิ สทิ ธใิ นความเปน็ สว่ นตวั ซง่ึ มปี ระเดน็ ท่ีศาลจะต้องพิจารณาว่าสมควรส่ังระงับการตีพิมพ์เผยแพร่หรือไม่น้ัน  ศาลจะใช้วิธีช่ังนำ้�หนัก ระหว่างผลประโยชน์ในเสรีภาพในการแสดงออกกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลข่าวสาร  ๘๑ Supreme Court (3rd petty bench), 8 February 1994, 48 (2) Minshu 149.

เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ และข้อจ�ำ กัดในระบบกฎหมายญป่ี นุ่ 81 เชน่ ในคดีปี ๒๐๐๒๘๒ ศาลฎีกาไดพ้ พิ ากษายืนให้ใชค้ ำ�สัง่ ห้ามตพี มิ พง์ านเขียนก่ึงอตั ชวี ประวตั ิ เร่อื ง “Fishes Swimming in the Stone” ของนักเขยี นชือ่ ดัง “Miri Yu” ซึ่งเรือ่ งน้เี คยตีพิมพ์ คร้ังแรกเป็นบทความในนิตยสารโดยมีเน้ือหาพรรณนาถึงชีวิตของผู้เขียนกับการต่อสู้ชีวิตของ เพื่อนเธอซึ่งเป็นโรคมะเร็ง  เพื่อนของเธอท่ีปรากฏในเร่ืองไม่พอใจเพราะข้อมูลส่วนตัวของเธอ ถูกเปิดเผยในบทความ  จึงได้ฟ้องร้องต่อศาลขอให้มีคำ�ส่ังห้ามตีพิมพ์บทความนี้เป็นหนังสือ ศาลสูงโตเกียว (Tokyo High Court) ไดม้ ีคำ�สง่ั หา้ มตพี มิ พ์บทความนี้โดยใช้วิธชี งั่ นำ้�หนกั ระหวา่ ง ผลประโยชน์ในเสรีภาพในการแสดงออกกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวซ่ึงศาลได้ให้น้ำ�หนักแก่ การคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของโจทก์มากกว่าเสรีภาพในการแสดงออกของจำ�เลย  ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลสูงโตเกียวและปฏิเสธข้อโต้แย้งของจำ�เลยท่ีว่าคำ�ส่ังของศาล ซึ่งห้ามตพี มิ พห์ นังสือดงั กลา่ วขดั ต่อมาตรา ๒๑ แห่งรฐั ธรรมนูญ ศาลได้ขยายขอบเขตการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวครอบคลุมไปถึงข้อมูล ส่วนบุคคล  (personal  information)  ด้วย  โดยถือว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น เป็นการละเมิดสทิ ธิในความเป็นส่วนตัว ดังเช่นในคดปี ี ๒๐๐๓๘๓ ซึง่ มมี หาวิทยาลัยแห่งหน่งึ ได้ส่งรายช่อื และข้อมูลของนักศึกษาท่ไี ด้ให้ไว้แก่มหาวิทยาลัยเพ่อื วัตถุประสงค์อ่นื ให้แก่เจ้าหน้าท่ี ต�ำ รวจดว้ ยเหตุผลเก่ยี วกับการรกั ษาความปลอดภยั โดยขอ้ มูลดงั กล่าวประกอบด้วยหมายเลข ประจ�ำ ตวั นกั ศกึ ษา ชือ่ ทอ่ี ยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ นกั ศกึ ษาไดฟ้ ้องร้องต่อศาลเพ่อื เรยี ก ค่าเสียหายจากมหาวิทยาลัยโดยอ้างว่าการเปิดเผยข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำ�รวจโดยไม่ได้รับ ความยนิ ยอมเปน็ การละเมดิ ความเปน็ สว่ นตวั ศาลเหน็ วา่ ขอ้ มลู ดงั กลา่ วเปน็ “ขอ้ มลู ธรรมดาทว่ั ไป ท่ีใช้ระบุตัวบุคคล”  และโดยปกติไม่ได้มีความสำ�คัญถึงขนาดต้องปกปิด  แต่อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องธรรมดาท่ีนักศึกษาจะต้องการไม่ให้ข้อมูลน้ันถูกเปิดเผยต่อบุคคลอื่นโดยไม่มีเหตุผล สมควร  และความคาดหวงั ของพวกเขาควรไดร้ บั ความคมุ้ ครอง  ศาลถอื วา่ ขอ้ มลู สว่ นบคุ คลเชน่ น้ี จะตอ้ ง “ได้รับการค้มุ ครองตามกฎหมายในฐานะข้อมลู เกย่ี วกับความเป็นสว่ นตัว” ๓.๑๑ คำ�พูดดว้ ยความเกลียดชงั คำ�พูดด้วยความเกลียดชงั (hate speech) ถือเป็นค�ำ พูดที่จะต้องถูกควบคุม ในระดับประชาคมระหว่างประเทศเนื่องจากได้รับการพิจารณาว่าเป็นคำ�พูดท่ีอาจก่อให้เกิด อันตรายอย่างร้ายแรงต่อศักด์ศิ รีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนข้นั พ้นื ฐานของกล่มุ เป้าหมาย ๘๒ Supreme Court (3rd petty bench), 24 September 2002, 1802 Hanrei Jiho 60. ๘๓ Supreme Court (2nd petty bench), 12 September 2003, 57 (8) Minshu 973.

82 รฐั สภาสาร  ปที ่ี  ๖๗  ฉบับท ่ี ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ และปัจเจกชน  และทำ�ลายความสงบเรียบร้อยและความกลมเกลียวของสังคม  ซ่ึงมีกฎหมาย ระหว่างประเทศระบุไว้อย่างชัดเจน  เช่น  กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมอื ง (International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR)) ในขอ้ ๒๐ (๒) บญั ญตั วิ า่ “การสนบั สนนุ ใหเ้ กิดความเกลียดชังในชาติ เผ่าพันธ์ุ หรือศาสนา ซ่ึงย่ัวยใุ ห้ เกิดการเลอื กปฏิบัติ การเป็นปฏิปกั ษ์ หรือการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งต้องหา้ มตามกฎหมาย” และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติในทุกรูปแบบ  (Convention  on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination (CERD) ขอ้ ๔ (a) ได้เรียกร้องให้รัฐ สมาชิก  “บัญญัติกฎหมายกำ�หนดความผิดที่มีโทษทางอาญาแก่การเผยแพร่ความคิดทั้งหมด ท่ีอยู่บนพ้ืนฐานความเหนือกว่าของเชื้อชาติหรือความเกลียดชังทางเช้ือชาติ  การปลุกระดมให้ มีการเลือกปฏิบัติทางเช้ือชาติ  ตลอดจนการกระทำ�ท้ังหมดโดยใช้ความรุนแรงหรือปลุกระดม ใหก้ ระท�ำ การดงั กลา่ วต่อเผ่าพันธหุ์ รือกลุ่มบุคคลใดที่มสี ผี วิ หรอื ชาตพิ นั ธุอ์ น่ื ” ในประเทศญี่ปุ่นการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชังเพิ่งเป็นปัญหาท่ีชัดเจน ในไม่ก่ีปีท่ีผ่านมาและได้ทวีความรุนแรงมากข้ึน  โดยเฉพาะคำ�พูดเหยียดเช้ือชาติชนกลุ่มน้อย อย่างชาวเกาหลีท่ีพำ�นักอยู่ในประเทศญ่ีปุ่น๘๔  เนื่องจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศญ่ีปุ่นกับเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้มีความตึงเครียดมากข้ึนทำ�ให้ชาวญ่ีปุ่นที่มีความ คิดชาตนิ ิยมสุดโตง่ แสดงความไม่พอใจตอ่ ชาวเกาหลี ซ่ึงคนเชื้อสายเกาหลีที่พ�ำ นกั อยใู่ นญ่ีปุน่ จะตกเป้าหมายของการเหยียดเชื้อชาติมากท่ีสุด  การใช้คำ�พูดเหยียดเช้ือชาติต่อชาวเกาหลี มกั จะเกิดขน้ึ ท้งั ในการชมุ นมุ เดนิ ขบวนตอ่ ตา้ นชาวเกาหลบี นท้องถนนและยา่ นชุมชนชาวเกาหลี ในเมืองใหญ่ของญ่ีปุ่น  และการแสดงออกผ่านส่ืออย่างอินเทอร์เน็ต๘๕  ในการแก้ปัญหา ดังกล่าวกฎหมายญี่ปุ่นท่ีมีอยู่ในปัจจุบันได้ถูกนำ�มาประยุกต์ใช้เพ่ือจำ�กัดควบคุมคำ�พูด ดว้ ยความเกลยี ดชงั ดังตอ่ ไปนี้ ๘๔ คนเชื้อสายเกาหลีท่ีอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นมีจำ�นวนกว่าห้าแสนคนถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อย ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น  โดยจำ�นวนมากเป็นลูกหลานของคนงานที่ถูกส่งตัวไปญ่ีปุ่นในช่วงที่คาบสมุทรเกาหลีอยู่ภายใต้ การปกครองอย่างอาณานิคมของญ่ีปุ่น  ในยุคอาณานิคมชาวเกาหลีเหล่าน้ีมีสัญชาติญ่ีปุ่น  แต่เม่ือสงครามส้ินสุดลง คนเหล่านี้เสียสัญชาติและได้รับการปฏิบัติอย่างคนต่างชาต  ในปี  1991  รัฐบาลญ่ีปุ่นให้สถานะ  “ผู้พำ�นักพิเศษถาวร” แกล่ กู หลานของชาวเกาหลีเหลา่ นี้ ๘๕ Shigenori Matsui, “The challenge to multiculturalism : hate speech ban in Japan,” UBC Law Review 49, 1 (2006) : 427-484.

เสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ และขอ้ จำ�กัดในระบบกฎหมายญ่ปี นุ่ 83 (๑) กฎหมายอาญา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาสามารถปรับใช้กับคำ�พูดด้วยความ เกลยี ดชงั บางประเภทได้ ตวั อยา่ งเชน่ ถ้าเนอ้ื หาถ้อยคำ�เป็นการทำ�ลายเกยี รตยิ ศช่อื เสยี งหรอื ความนา่ เชอ่ื ถอื ของปจั เจกชนหรอื กลมุ่ บคุ คล  การเผยแพรค่ วามคดิ เชน่ นน้ั จะถกู ลงโทษในความผดิ ฐานหมิน่ ประมาท (มาตรา ๒๓๐ ) หรอื ความผิดฐานดหู มนิ่ (มาตรา ๒๓๑) หรือความผิดฐาน ทำ�ลายความน่าเชื่อถือในทางธุรกิจ  (มาตรา  ๒๓๓)  ถ้าการกระทำ�โดยการแสดงออกน้ัน มลี กั ษณะเปน็ การขม่ ขู่ตอ่ บคุ คลใด การกระทำ�นัน้ กจ็ ะมีความผิดฐานขม่ ขู่ (มาตรา ๒๒๒) หรือ ถ้าเป็นการยุยงให้ใช้ความรุนแรงก็อาจลงโทษในฐานเป็นผู้ยุยงให้กระทำ�ผิด  (มาตรา  ๓๑) ตัวอย่างเชน่ ในคดีโรงเรียนประถมศึกษาเกาหลีแห่งเกียวโต  กลุ่มนักเคล่ือนไหวต่อต้าน ชาวเกาหลี (Zaitokukai) ไดช้ ุมนุมเดนิ ขบวนต่อต้านชาวเกาหลที ห่ี นา้ โรงเรยี นดว้ ยเหตุทผ่ี ชู้ ุมนุม เห็นว่าโรงเรียนได้ใช้สวนสาธารณะในบริเวณใกล้เคียงราวกับว่ามันเป็นส่วนหน่ึงของบริเวณ โรงเรียน ซ่งึ กรณนี ี้เปน็ คดีข้นึ สูศ่ าลท้ังคดีอาญาและคดีแพง่   ในส่วนคดอี าญาของศาลจงั หวดั เกียวโต (Kyoto District Court)๘๖ ศาลเห็นว่าการกระทำ�ของผ้ชู มุ นมุ โดยใช้เสียงดงั ผ่านล�ำ โพง เป็นเวลา ๔๖ นาที ท่ีหน้าประตูโรงเรียน โดยใช้ถ้อยค�ำ รุนแรง เช่น “เตะพวกมนั ออกจากญป่ี ุ่น สถาบนั ฝึกอบรมส�ำ หรับสายลับเกาหลี : โรงเรียนเกาหลี”,  “ในระหวา่ งสงครามเมอ่ื ผูช้ ายไม่อยู่ พวกมันข่มขืนและฆ่าผู้หญิง  และขโมยแผ่นดินน้ี”,  “เด็กเหล่านี้คือเด็กของสายลับ”,  “ยากูซ่า เกาหล”ี ,  “ค�ำ สญั ญาท�ำ ระหวา่ งมนษุ ยด์ ว้ ยกนั   ค�ำ สญั ญาระหวา่ งมนษุ ยแ์ ละชาวเกาหลจี ะไมเ่ กดิ ขน้ึ ” ถือเปน็ ความผดิ ฐานดหู มิ่น และค�ำ พพิ ากษานีไ้ ด้รับการพพิ ากษายนื โดยศาลสงู โอซากะ (Osaka High Court) และศาลฎกี า คดีน้ีศาลได้ปรับใช้ความผิดฐานดูหม่ินแก่การใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชัง เน่ืองจากประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติความผิดเก่ียวกับการใช้คำ�พูดเหยียดเช้ือชาติ โดยตรง  อย่างไรก็ตามความผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทเป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครอง ปัจเจกชน  ไม่ได้มุ่งคุ้มครองกลุ่มชาติพันธ์ุหรือบุคคลที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว  ผู้เสียหายในคดี จึงต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเท่าน้ัน  แต่กรณีน้ีศาลสามารถปรับใช้ความผิดฐาน ๘๖ Kyoto District Court, 21 April 2011, (LEX/DB 25471643). ; Osaka High Court, 28 October 2011, (LEX/DB 25480227). ; Supreme Court, 23 February 2012, (LEX/DB 25480570).

84 รฐั สภาสาร  ปีท ่ี ๖๗  ฉบบั ท่ ี ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ดูหมิ่นได้  เนื่องจากการใช้คำ�พูดดังกล่าวเป็นการทำ�ลายเกียรติยศศักด์ิศรีของโรงเรียนเกาหลี ซ่งึ มีฐานะเป็นองค์กร  ซ่งึ ต่างจากกรณีคำ�พูดด้วยความเกลียดชังโดยท่วั ไปท่กี ล่าวถึงกล่มุ ชาติพันธ์ุ โดยไม่ไดร้ ะบถุ งึ บคุ คลหรอื องคก์ รใดโดยเฉพาะจะไมส่ ามารถน�ำ ความผดิ ฐานดหู มน่ิ มาปรบั ใชไ้ ด ้ ดงั นน้ั แม้ว่าการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชังในบางกรณีโดยเน้ือหาของมันแล้วอาจมีความผิดฐาน หมิ่นประมาท ดหู มนิ่ ขม่ ขู่ หรือยยุ งให้ก่ออาชญากรรม แต่การใช้ค�ำ พูดดว้ ยความเกลียดชงั โดยท่ัวไปส่วนใหญ่เป็นการโจมตีกลุ่มเช้ือชาติซ่ึงยังไม่ก่อให้เกิดผลในทันทีทันใดยังไม่ครบ องค์ประกอบความผดิ เหล่านีจ้ ึงอยนู่ อกขอบเขตของคดอี าญา๘๗ (๒) กฎหมายแพง่ ในทางกฎหมายแพ่งนั้นบทบัญญัติความรับผิดทางละเมิดตามประมวล กฎหมายแพ่งสามารถนำ�มาปรับใช้กับคำ�พูดด้วยความเกลียดชังในบางกรณีได้  กล่าวคือกรณี ท่ีการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชังมีเป้าหมายเป็นบุคคลธรรมดาหรือองค์กรในบางกรณีอาจ ถือเป็นการทำ�ละเมิดซึ่งก่อให้เกิดความรับผิดทางแพ่งท่ีผู้ทำ�ละเมิดจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย แก่เหยื่อ (มาตรา ๗๐๙ และ ๗๑๐) และอาจถูกศาลใชม้ าตรการอืน่ เพอื่ ป้องกันและแก้ไขเยียวยา ความเสียหายได้ (มาตรา ๗๒๓) ตัวอย่างเช่น ในคดีโรงเรียนประถมศึกษาเกาหลีแห่งเกียวโตในส่วนคดีแพ่งของศาลจังหวัด เกยี วโต๘๘ ศาลไดต้ ัดสินใหจ้ ำ�เลยชดใชเ้ งนิ รวม ๑๒ ลา้ นเยน และมีค�ำ สง่ั หา้ มชุมนุมประท้วง ในอนาคต  เนื่องจากเห็นว่ากิจกรรมทางการศึกษาของโรงเรียนได้ถูกขัดขวางอย่างรุนแรงจาก การชุมนุมประท้วงจึงถือว่าเป็นการกระทำ�ละเมิด  และถือว่าผู้ชุมนุมได้กระทำ�การหมิ่นประมาท ในการกล่าวอ้างว่าโรงเรียนได้เข้าใช้สวนสาธารณะอย่างผิดกฎหมาย  ได้เข้าครอบครองสถานที่ เพื่อความสะดวกของโรงเรียน  เป็นผู้สอดแนมให้แก่เกาหลีเหนือ  และพ่อแม่ของเด็กนักเรียน เป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย  นอกจากนี้การอัปโหลด  (upload)  วิดีโอซึ่งมีเนื้อหารวมถึงการกล่าว ถ้อยคำ�เหล่าน้ีลงเว็บไซต์ยูทูบ  (YouTube)  และแชร์ยังเว็บไซต์อ่ืนก็ถือว่าเป็นการหม่ินประมาทด้วย จำ�เลยจึงต้องร่วมกันรับผิดโดยชดใช้ค่าเสียหายและห้ามชุมนุมประท้วงในอนาคต  คำ�พิพากษาน้ี ไดร้ ับการพพิ ากษายนื โดยศาลสงู โอซากะ (Osaka High Court) และศาลฎกี าไดย้ กฎกี าของจำ�เลย ซง่ึ มีผลใหค้ ดถี ึงท่ีสุด ๘๗ Junko Kotani, “Proceed with caution : hate speech regulation in Japan,” Hastings Constitutional Law Quarterly 45, 3 (Spring 2018) : 614-616. ๘๘ Kyoto District Court, 7 October 2013, 2208 Hanrei Jiho 74. ; Osaka High Court, 8 July 2014, 2232 Hanrei Jiho 34. ; Supreme Court (3rd petty bench), 9 December 2014, (LEX/DB 25505638)

เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ และขอ้ จ�ำ กัดในระบบกฎหมายญป่ี ่นุ 85 คดีน้ีศาลตัดสินว่าการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชังเป็นการทำ�ละเมิดในทางแพ่ง เนื่องจากเป้าหมายของการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชังในกรณีนี้เป็นองค์กร  คือโรงเรียน เกาหลีตกเป็นเป้าหมายโดยตรงของคำ�พูดเหยียดเช้ือชาติสุดโต่งท่ีกระทำ�ในลักษณะรุนแรง ส่งผลให้การดำ�เนินการของโรงเรียนถูกรบกวนอย่างรุนแรง  แต่ภายใต้กฎหมายแพ่งบุคคลสามารถ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ท่ีใช้คำ�พูดเหยียดเชื้อชาติได้ก็ต่อเม่ือเป้าหมายของการใช้ คำ�พูดน้ันเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล  และคำ�พูดน้ันมีเนื้อหาเป็นการหม่ินประมาท ดูหมิน่ หรอื ข่มขู่ ซึง่ เปน็ การทำ�ละเมิดในทางแพง่ เทา่ นน้ั ดงั นัน้ เหตุผลจากคำ�พพิ ากษาในคดีน้ี จึงไม่สามารถปรับใช้กับการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชังกรณีท่ัวไปที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มบุคคล ซงึ่ มีภมู หิ ลงั ทางเชอื้ ชาติร่วมกันได้ (๓) พระราชบัญญัติส่งเสริมความพยายามในการขจัดคำ�พูดและพฤติกรรม เลือกปฏบิ ตั อิ นั ไมเ่ ปน็ ธรรมต่อบคุ คลที่มถี ิ่นก�ำ เนดิ นอกประเทศญ่ีปนุ่ ๘๙ กฎหมายฉบับน้ปี ระกาศใช้เม่อื ปี  ๒๐๑๖  โดยให้เหตุผลในคำ�ปรารภว่าเพ่อื ขจัด “การใช้คำ�พูดและพฤติกรรมเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อปลุกระดมกีดกันบุคคลและ ลูกหลานของเขาท่ีพำ�นักอยู่ในประเทศญ่ีปุ่นถูกต้องตามกฎหมายจากชุมชนท้องถ่ินในประเทศ ด้วยเหตุที่บุคคลดังกล่าวมีท่ีมาจากประเทศหรือภูมิภาคอ่ืนนอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่น”  เมื่อ พิจารณาถึงคำ�นิยามแล้วเห็นได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับกับคำ�พูดและพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ อันไม่เป็นธรรมเพ่ือปลุกระดมกีดกัน  “บุคคลท่ีมาจากประเทศหรือภูมิภาคอื่นนอกเหนือจาก ประเทศญ่ีปุ่นหรือลูกหลานของพวกเขาและอาศัยอยู่ในญ่ีปุ่นโดยถูกกฎหมาย...จากชุมชน ท้องถิ่น”  เท่าน้ัน  (มาตรา  ๒)  เน่ืองจากการบัญญัติกฎหมายฉบับน้ีเป็นผลมาจากความ พยายามในการแก้ปัญหาการแบ่งแยกเช้ือชาติต่อสมาชิกของชุมชนชาวเกาหลีท่ีพำ�นักในญ่ีปุ่น ท่ีผ่านมา  และเป็นการแสดงว่ากฎหมายฉบับน้ีได้ยกเว้นไม่ให้ความคุ้มครองบุคคลกลุ่มอ่ืน ในประเทศญี่ปุ่น  และให้ความคุ้มครองเฉพาะชาวต่างชาติ  “ท่ีอยู่ในประเทศญี่ปุ่น โดยถูกกฎหมาย”เท่าน้ัน  จึงมีแนวโน้มที่จะส่งสัญญาณให้เห็นว่าการใช้คำ�พูดและพฤติกรรม แบ่งแยกเช้ือชาติเป็นท่ียอมรับได้หากใช้กับผู้ล้ีภัย  ชาวต่างชาติที่อยู่เกินอายุวีซ่า  หรือผู้เข้าเมือง ผดิ กฎหมาย๙๐ ๘๙ The Act on the Promotion of Efforts to Eliminate Unfair Discriminatory Speech and Behavior against Persons Originating from Outside Japan (Law No.58 of 2016). ๙๐ Craig Martin, “Striking the right balance : hate speech laws in Japan, the United States, and Canada,” Hasting Constitutional Law Quarterly 45, 3 (Spring 2018) : 468-469.

86 รัฐสภาสาร  ปที ี ่ ๖๗  ฉบับท ี่ ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ นอกจากนั้นแม้กฎหมายฉบับนี้จะประณามคำ�พูดและพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ อยา่ งไม่เปน็ ธรรมว่าเปน็ เรอื่ งที่ “ไม่เหมาะสม” และ “ไม่อาจยอมรบั ได”้ แต่กไ็ ม่มบี ทบญั ญัติ หา้ มใชค้ �ำ พูดและพฤตกิ รรมดงั กลา่ วและไมม่ บี ทลงโทษใด ๆ กฎหมายก�ำ หนดเพยี งแคห่ ลกั การ พื้นฐานและความรับผิดชอบของรัฐบาลและหน่วยงานท้องถ่ินในการใช้มาตรการเพื่อ  “ขจัด ค�ำ พูดและพฤตกิ รรมเลือกปฏิบัติอนั ไมเ่ ป็นธรรม” (มาตรา ๔) โดยใช้มาตรการพนื้ ฐานทีอ่ ยใู่ น หมวด ๒ ซง่ึ ไดแ้ ก่ การจดั ตง้ั ระบบใหค้ �ำ ปรกึ ษาแกเ่ หยอ่ื เพอ่ื ปอ้ งกนั และแกไ้ ขขอ้ พพิ าท (มาตรา ๕) ดำ�เนนิ การส่งเสริมกิจกรรมการศึกษา (มาตรา ๖) และขยายความตระหนักของประชาชนทั่วไป และดำ�เนินการกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ของประชาชนเพื่อสร้างความเช้าใจ  (มาตรา  ๗) กฎหมายฉบับนไ้ี ม่มบี ทบัญญัตบิ ังคับแกผ่ ู้ใช้คำ�พูดดว้ ยความเกลยี ดชังโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม  แม้จะไม่มีการกำ�หนดบทลงโทษแก่การใช้คำ�พูดด้วยความ เกลียดชังแต่กฎหมายฉบับน้ีก็ยังสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำ�หรับรัฐบาลหรือศาลเม่ือต้อง เผชิญหน้ากับปัญหาการชุมนุมเดินขบวนเหยียดเชื้อชาติได้  เช่น  เมืองคาวาซากิ  (Kawasaki City) ไดอ้ ้างกฎหมายฉบบั นใ้ี นการปฏเิ สธท่ีจะอนุญาตใหม้ ีการชมุ นุมเดนิ ขบวนเหยียดเช้ือชาติ บริเวณชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติในเมืองคาวาซากิ  และศาลจังหวัดโยโกฮามะ สาขาคาวาซากิ (Yokohama District Court (Kawasaki Branch)๙๑ ก็ไดอ้ า้ งกฎหมายฉบับนี้ เป็นฐานในการออกคำ�สั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามการชุมนุมเดินขบวนเหยียดเช้ือชาติใกล้ท่ีพัก อาศัยสว่ นตวั ซ่งึ รองรับชุมชนท่มี ีความหลากหลายทางเชือ้ ชาตใิ นเมอื งคาวาซากิ ๔. บทสรปุ แนวความคิดเก่ียวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในกฎหมายญ่ีปุ่นได้รับ อิทธิพลมาจากแนวคิดเสรีนิยม  ประชาธิปไตย  และสิทธิมนุษยชน  ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้น ในสังคมตะวันตก  และได้นำ�มาบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นตามแนวคิดรัฐธรรมนูญ นิยม (constitutionalism) เช่นเดียวกับประเทศเสรปี ระชาธิปไตยในตะวันตก บทบัญญตั ิน้จี ึงได้รบั การตคี วามโดยศาลในการปรบั ใชก้ บั ข้อเท็จจรงิ ในกรณีต่างๆ โดยศาลไดต้ ีความวา่ การคุ้มครอง เสรภี าพนม้ี ีขอบเขตกวา้ งครอบคลมุ ถึงเสรีภาพหลายประเภท ได้แก่ เสรภี าพในการแสดงออก เสรภี าพในขอ้ มลู ข่าวสาร และเสรภี าพของสื่อมวลชน ซึง่ เปน็ การตคี วามครอบคลุมเช่นเดยี วกบั การรับรองเสรีภาพในระดับสากลดังท่ีระบุในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ ๙๑ Yokohama District Court (Kawasaki Branch), 2 June 2016, 2296 Hanrei Jiho 14.

เสรีภาพในการแสดงความคดิ เหน็ และขอ้ จำ�กดั ในระบบกฎหมายญ่ปี ุ่น 87 สิทธิทางการเมอื ง๙๒ แตอ่ ย่างไรกต็ าม การใหค้ วามค้มุ ครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเหน็ ในความเป็นจริงจะมีมากน้อยเพียงใดนั้นส่ิงที่จำ�เป็นต้องพิจารณาก็คือข้อจำ�กัดหรือข้อยกเว้น ของเสรีภาพท่เี กิดจากบทบัญญัติกฎหมายและการปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีด้วย ซ่ึงทำ�ให้เห็นลักษณะเฉพาะบางอย่างของการให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในประเทศญ่ปี นุ่ ท่แี ตกต่างจากประเทศประชาธปิ ไตยอ่ืน รัฐธรรมนูญญ่ปี ่นุ ได้วางหลักการจำ�กัดสิทธิและเสรีภาพไว้อย่างกว้างโดยใช้ถ้อยคำ�ว่า “เพอ่ื ประโยชนส์ ขุ รว่ มกนั ของสาธารณะ”  ดงั นน้ั เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ ไดร้ บั ความคมุ้ ครอง หรือถูกจำ�กัดเพียงใดจึงข้ึนกับการตีความบทบัญญัติแห่งกฎหมายและถ้อยคำ�นี้ของ รัฐธรรมนูญโดยศาล  โดยเฉพาะเม่อื มีการโต้แย้งว่ากฎหมายหรือการกระทำ�ของฝ่ายบริหารขัดต่อ รัฐธรรมนญู ศาลจะตอ้ งตคี วามว่ากฎหมายหรือการกระท�ำ ซึง่ เป็นการจำ�กัดสิทธิและเสรภี าพน้นั มีวัตถุประสงค์เพ่อื ประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะท่ชี อบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่  แต่เน่อื งจาก ถ้อยคำ�นี้มีลักษณะเป็นนามธรรมและมีความหมายกว้างทำ�ให้ศาลมีอำ�นาจอย่างกว้างขวาง ในการตีความถ้อยคำ�ของกฎหมาย  โดยเฉพาะเม่ือเปรียบเทียบกับข้อจำ�กัดเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็นที่ระบุในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งได้กำ�หนดหลักการจำ�กัดเสรีภาพไว้ว่าต้องกระทำ�เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะท่ีระบุไว้เท่านั้น๙๓  ซ่ึงมีขอบเขตในการจ�ำ กดั สทิ ธิและเสรีภาพทีช่ ัดเจนกว่าทบ่ี ญั ญัติในรฐั ธรรมนูญญีป่ ่นุ อย่างไรก็ตามแม้ศาลญ่ีปุ่นจะมีอำ�นาจวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อ รัฐธรรมนูญและประกาศให้กฎหมายเป็นโมฆะได้และมีอำ�นาจอย่างกว้างขวางในการตีความ ตัวบทกฎหมาย  แต่ศาลญี่ปุ่นก็ยังไม่เคยมีคำ�วินิจฉัยว่ามีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดต่อ ๙๒ ข้อ 19 (1) และ (2) ระบุว่า ๑. บคุ คลทกุ คนมสี ทิ ธทิ ีจ่ ะมีความคดิ เห็นโดยปราศจากการแทรกแซง ๒. บคุ คลทกุ คนมสี ทิ ธใิ นเสรภี าพแหง่ การแสดงออก สทิ ธนิ ร้ี วมถงึ เสรภี าพทจ่ี ะแสวงหา รบั และเผยแพร่ ขอ้ มลู ขา่ วสารและความคดิ ทกุ ประเภท โดยไมค่ �ำ นงึ ถงึ พรมแดน ทง้ั น้ี ไมว่ า่ ดว้ ยวาจา เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร หรอื การตพี มิ พ์ ในรปู ของศลิ ปะ หรอื โดยอาศยั สอื่ ประการอื่นตามที่ตนเลือก ๙๓ ขอ้ ๑๙ (3) ระบวุ ่า ๓. การใชส้ ิทธติ ามที่บัญญัตใิ นวรรค 2 ของข้อนีต้ อ้ งมหี น้าทแ่ี ละความรบั ผิดชอบพเิ ศษควบคไู่ ปดว้ ย การใช้สิทธดิ งั กลา่ วอาจมีข้อจำ�กดั ในบางเรอ่ื ง แต่ทง้ั น้ีขอ้ จำ�กัดน้นั ต้องบญั ญัตไิ วใ้ นกฎหมายและจ�ำ เปน็ ตอ่ (a) การเคารพในสิทธิหรือชือ่ เสียงของบุคคลอืน่ (b) การรักษาความม่ันคงของชาติ  หรือความสงบเรียบร้อย  หรือการสาธารณสุข  หรือศีลธรรม ของประชาชน

88 รฐั สภาสาร  ปีท่ี  ๖๗  ฉบับท ่ี ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ รัฐธรรมนูญเพราะเป็นบทบัญญัติจำ�กัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นท่ีไม่ได้มีวัตถุประสงค์ เพ่ือประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะเลย  ในคดีท่ีผ่านมาศาลเพียงแค่ผ่อนคลายข้อจำ�กัด ของเสรีภาพลงโดยใช้วิธีการตีความกฎหมายจำ�กัดขอบเขตของการกระทำ�ท่ีถือเป็นความผิด ตามกฎหมายให้แคบลงโดยใช้วิธีการตีความกฎหมายธรรมดาซึ่งมีผลทำ�ให้เสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นถูกจำ�กัดน้อยลงเฉพาะกรณีท่ีศาลตัดสินเท่านั้น  ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติ แห่งกฎหมายท่ศี าลปรับใช้แก่คดีน้นั ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด  ย่งิ กว่าน้นั ศาลมักจะคล้อยตาม ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั โิ ดยเหน็ วา่ กฎหมายทม่ี บี ทบญั ญตั เิ ปน็ การจ�ำ กดั เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ น้ัน มีวัตถุประสงค์เพ่ือประโยชน์สุขร่วมกันของสาธารณะและรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของกฎหมายท่ีปรับใช้แก่คดีด้วย  ซ่ึงเป็นลักษณะของศาลญ่ีปุ่นท่ีค่อนข้างมีความคิด แบบอนุรักษ์นิยม  (conservative)  จึงมักจะไม่ใช้อำ�นาจยับย้ังถ่วงดุลการใช้อำ�นาจของ ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร  จึงทำ�ให้ศาลญ่ีปุ่นมีบทบาทค่อนข้างน้อยในการให้ความคุ้มครอง สิทธแิ ละเสรีภาพของประชาชน๙๔ การท่ีศาลญ่ีปุ่นยอมรับกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภาซ่ึงเป็นการจำ�กัดเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็นโดยเห็นว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมักจะเห็นได้ในกรณีท่ีเป็นการแสดงออก ทางการเมอื ง  (political  speech)  ดงั ตวั อยา่ งทศ่ี าลเคยวนิ จิ ฉยั วา่ กฎหมายเลอื กตง้ั ซง่ึ มบี ทบญั ญตั ิ จำ�กัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยการห้ามรณรงค์เลือกตั้งโดยใช้วิธีการต่างๆ มากมายเปน็ บทบญั ญตั ทิ ไ่ี มข่ ดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู   เสรภี าพในการรณรงคเ์ ลอื กตง้ั จงึ ถกู จ�ำ กดั อยา่ งมาก และศาลยังยอมรับบทบัญญัติของกฎหมายที่จำ�กัดการแสดงออกทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ ของรัฐอย่างกว้างโดยอ้างว่าเพ่ือรักษาความเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าท่ีของรัฐโดย เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  ซ่ึงมีผลทำ�ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกจำ�กัดอย่างมาก  ส่วนการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ของประชาชนทั่วไปก็อาจถูกจำ�กัดโดยการตีความว่าเป็นการกระทำ�ยุยงปลุกป่ันซึ่งเป็นความผิด ทางอาญาได้  โดยศาลได้ตีความขอบเขตของการกระทำ�ท่ีเป็นความผิดค่อนข้างกว้างซึ่งทำ�ให้ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนถูกจำ�กัดได้โดยง่าย  นอกจากน้ัน การประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับความลับของรัฐฉบับใหม่ของญ่ีปุ่นก็มีแนวโน้มที่จะทำ�ให้ เสรีภาพในขอ้ มูลข่าวสารของประชาชนถูกจำ�กดั มากยง่ิ ข้ึน ๙๔ Shigenori Matsui, “Why Is the Japanese Supreme Court so conservative?,” Washington University Law Review 88, 1375 (2011) : 1375-1423.

เสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็นและข้อจ�ำ กัดในระบบกฎหมายญ่ปี ่นุ 89 แตส่ ำ�หรับการแสดงออกท่ไี มเ่ ก่ยี วกับการเมือง  เช่น  ส่อื ลามกอนาจาร  สอ่ื ลามกเดก็ ส่ือท่ีเก่ียวกับเด็กและเยาวชน  ไม่ได้ถูกจำ�กัดควบคุมมากเหมือนการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะส่ือลามกเด็กน้ันถูกจำ�กัดควบคุมน้อยกว่าในระดับสากล  ในขณะท่ีขอบเขตของการ ให้ความคุ้มครองเสรีภาพและข้อจำ�กัดของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในบางด้านได้รับ การพัฒนาให้มีความชัดเจนมากยิ่งข้ึนโดยคำ�พิพากษาของศาล  เช่น  ข้อจำ�กัดของเสรีภาพ เพ่ือคุ้มครองสิทธิในเกยี รตยิ ศชือ่ เสยี ง (ความผดิ ฐานหมิน่ ประมาท) และสิทธใิ นความเป็นส่วนตัว ของบุคคลอ่ืนนั้น  หลักกฎหมายส่วนนี้ได้รับการพัฒนาโดยศาลซ่ึงอาศัยการตีความเพื่อหาจุด สมดุลระหว่างการให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการให้ความคุ้มครอง สิทธิในเกียรติยศช่ือเสียงและความเป็นส่วนตัวของปัจเจกชน  นอกจากนั้นปัญหาใหม่ในเรื่อง ขอบเขตของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ในระดับนานาชาติได้เรียกร้องให้แต่ละ ประเทศเข้ามาจำ�กัดควบคุมก็คือการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชังซ่ึงกำ�ลังเป็นประเด็นสำ�คัญ  ประเทศญ่ีปุ่นก็ได้พยายามควบคุมโดยการใช้กฎหมายเพ่ือขจัดการใช้คำ�พูดด้วยความเกลียดชัง เหยยี ดเชอ้ื ชาติ ทง้ั โดยการปรบั ใชก้ ฎหมายทม่ี อี ยเู่ ดมิ ของศาลในคดอี าญาและคดแี พง่ และการบญั ญตั ิ กฎหมายขึ้นมาใหม่เพอ่ื ใหร้ ฐั บาลใช้มาตรการทางบริหารเขา้ มาควบคมุ อกี ทางหน่งึ

90 รัฐสภาสาร  ปที ่ี  ๖๗  ฉบับที ่ ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธนั วาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ บรรณานุกรม Books Hata, Hiroyuki, and Nakagawa, Go. Constitutional Law of Japan. Hague : Kluwer Law International, 1997. Matsui, Shigenori. The Constitution of Japan : A Contextual Analysis. Oxford and Portland : Hart Publishing Ltd., 2011. Articles Ford, Christopher A. “The indigenization of constitutionalism in the Japanese experience.” Case Western Reserve Journal of International Law 28, 3 (1996) : 3-62. Kotani, Junko. “Proceed with caution : hate speech regulation in Japan.” Hastings Constitutional Law Quarterly 45, 3 (Spring 2018) : 6030-622. Martin, Craig. “Striking the right balance : hate speech laws in Japan, the United States, and Canada.” Hasting Constitutional Law Quarterly 45, 3 (Spring 2018) : 455-352. Matsui, Shigenori. “Freedom of expression in Japan.” Osaka University Law Review 38, 13 (1991) : 13-42. Matsui, Shigenori. “The challenge to multiculturalism : hate speech ban in Japan.” UBC Law Review 49, 1 (2006) : 427-484. Matsui, Shigenori. “Why Is the Japanese Supreme Court so conservative?.” Washington University Law Review 88, 1375 (2011) : 1375-1423. Obata, Yuri. “Public welfare, artistic values, and the state ideology : the analysis of the 2008 Japanese supreme court obscenity decision on Robert Mapplethorpe.” Pacific Rim Law & Policy Journal 19, 3 (2010) : 519-547. Repeta, Lawrence. “Japan’s 2013 State Secrecy Act - the Abe administration’s threat to news reporting 2013.” The Asia-Pacific Journal 12, 10 No.1 (March 2014) : 1-11.

เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็นและขอ้ จ�ำ กดั ในระบบกฎหมายญ่ปี ุ่น 91 Takeuchi, Cory Lyn. “Regulating lolicon : toward Japanese compliance with its internation al legal obligations to ban virtual child pornography.” Georgia Journal of International and Comparative Law 44, 195 (2015) : 195-136. Usaki, Masahiro. “Restricts on political campaigns in Japan.” Law and Contemporary Problems 53, 2 (Spring 1990) : 133-156. Electronic Media Baker & McKenzie. Guide to Media and Content Regulation in Asia Pacific (2012). http://www.commsalliance.com.au/__data/assets/pdf_file/0016/42136/ Guide-to-Media-and-Content-Regulation-in-Asia-Pacific.pdf (accesed July 9, 2018). Beer, Lawrence W. Constitutional Revolution in Japanese Law, Society and Politics. Occasional Papers/Reprints Series in Contemporary Asian Studies Number 5-1988 (50), School of Law University of Maryland. https://digitalcommons. law.umaryland.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1049&context=mscas (accesed July 9, 2018). Beer, Lawrence W. Freedom of Expression : The Continuing Revolution in Japan’s Legal Culture. Occasional Papers/Reprints Series in Contemporary Asian Studies Number 3-1991 (104), School of Law University of Maryland. https:// digitalcommons.law.umaryland.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1103 &context=mscas (accesed July 9, 2018). Freedom House. Fredom on the Net 2017 : Japan. https://freedomhouse.org/sites/de fault/files/FOTN%202017_Japan.pdf (accesed July 9, 2018). Japanese Law Translation. http://www.japaneselawtranslation.go.jp/law/?re=2 (accesed July 9, 2018). Matthew, Wilson J. E-Elections : Time for Japan to Embrace Online Campaigning. Akron Law Publications. Paper No.228 (September 2014). https://ideaexchange. uakron.edu/cgi/viewcontent.cgi?referer=https://www.google.co.th/&httpsredir =1&article=1227&context=ua_law_publications (accesed July 9, 2018).

92 รฐั สภาสาร  ปีท ่ี ๖๗  ฉบบั ท่ี  ๖  เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ Supeme Court of Japan. Judgments of the Supreme Court. http://www.courts.go.jp/app/ hanrei_en/search? (accesed July 9, 2018). World Bank, and the International Centre for Missing & Exploited Children. Protecting Children from Cyber crime : Legislative Responses in Asia to Fight Child Pornography, Online Grooming, and Cyberbullying (2015). https://www.sbs. ox.ac.uk/cybersecurity-capacity/system/files/Worldbank_Childprotection_Cyber crime.pdf (accesed July 9, 2018). Yamaguchi, Itsuko. Mass Media and Privacy in Japan : Current Issues, Recent Trends, and Future Challenges toward the “Ubiquitous Network Society”. http://kafil. or.kr/wp-content/uploads/2011/06/%EC%95%C%EB%A7%88%EA%B 5%AC%EC%B9%98.pdf (accesed July 9, 2018).

หลักพุทธรรมกบั การพฒั นาสงั คมอดุ มคติยุค ๔.๐ 93 หลักพุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมอดุ มคตยิ ุค ๔.๐ Buddhism and ideal society development 4.0 นฤพันธ์ ญาณิสฺสโร* บทคัดย่อ การพัฒนาสังคม  เป็นการทำ�ให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนในทางที่ดีภายในสังคมนั้นๆ  แต่เน่ืองจากสังคมไทยในปัจจุบัน เปล่ียนแปลงไปอย่างมากจากสังคมชนบทสู่สังคมเมืองและสังคมเมืองก่ึงชนบท  ทำ�ให้วิถีชีวิต ในด้านต่างๆ  เปลี่ยนแปลงไป  การดำ�รงชีวิตของคนในสังคมได้กลับกลายเป็นสังคมเชิงเดี่ยว มากขึน้ รวมท้ังเกิดปญั หาตา่ งๆ มากมาย ผคู้ นในสังคมเริม่ ที่จะแสวงหาสงั คมในอดุ มคติ ท่ีเปน็ สังคมแห่งการแบง่ ปนั และการเออ้ื เฟ้อื เผอ่ื แผม่ ากยิง่ ขนึ้ สงั คมอดุ มคติ หมายถงึ สังคมทม่ี นุษยม์ คี วามสุขท่ีสุดทมี่ ุ่งหวังจะใหเ้ กิดขึ้น เปน็ สังคม แห่งความเอ้ืออาทร  การแบ่งปัน  ไม่ทอดทิ้งกัน  ทุกคนในสังคมเปรียบเสมือนคนใน ครอบครัวเดียวกนั มกี ารใช้ชวี ิตดว้ ยวิถีแหง่ ความพอเพยี ง สงั คมอดุ มคตนิ ีเ้ ป็นสังคมในยุค ๔.๐ * อาจารยป์ ระจ�ำ สาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร ์ วทิ ยาลยั สงฆล์ �ำ พนู   มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั

94 รัฐสภาสาร  ปที ี ่ ๖๗  ฉบับท่ ี ๖  เดอื นพฤศจกิ ายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ทเ่ี ปลย่ี นผา่ นจากสงั คมยคุ ๓.๐ คือยุคปจั จบุ นั ที่มีความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยี และความเจริญ ทางด้านวัตถุมากกว่าความเจรญิ ทางดา้ นจิตใจ ในสงั คมยคุ   ๓.๐  นีม้ ปี ญั หาทางสงั คมเกดิ ขึ้น มากมายจนกลายเปน็ สงั คมทไ่ี มน่ า่ อย ู่ ผคู้ นในสงั คมเรม่ิ ทจ่ี ะหวาดระแวงซง่ึ กนั และกนั   กลายเปน็ สังคมเดี่ยวที่ผู้คนไม่เอื้ออาทรต่อกัน  ปัญหาทางสังคมต่างๆ  ท่ีเกิดขึ้นแน่นอนว่าส่วนหนึ่ง เกิดมาจากการขาดจริยธรรมของผู้คนในสังคม  การที่จะร่วมกันพัฒนาสังคมไปสู่สังคมอุดมคติ ได้นั้นจำ�เป็นต้องอาศัยหลักพุทธธรรมเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการพัฒนาสังคม  ประการหนึ่ง จำ�เป็นที่จะต้องพัฒนาตนเองก่อนตามหลักภาวนา  ๔  และพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นคนดี ในสงั คมดว้ ยหลักสาราณียธรรม ซึ่งเปน็ หลกั ธรรมในการอยูร่ ่วมกนั ในสังคมอยา่ งสันตสิ ขุ ค�ำ ส�ำ คญั : พุทธธรรม, การพฒั นาสงั คม, สังคมอุดมคติ Abstract Social development It makes people in the society happily and there are good changes in the society. However, since the Thai society, today is changing dramatically from rural to urban, urban and semi-urban society. Make a lifestyle change. The living of people in society has become more monolithic and many problems. The People in society start to seek the ideal society as a society of sharing and generosity. Ideal society, it means that the happiest human society is meant to be. It is a society of generosity, Share, Not abandoned. Everyone in society is like the same family and living with the path of self-sufficiency. This ideal society is a society in the 4.0 era that has changed through the era of social 3.0. This is the modern day with technological advances. And material progression rather than mental progress. In this 3.0 era, there are so many social problems that become socially unacceptable. People in society began to be paranoid to each other. It is a society where people do not favor each other. Of course, one of the causes of this is the lack of ethics in society. To develop society into an ideal society, it is necessary to rely on Buddhism as a tool for social development. The feature, Need to develop yourself first according to Bavana 4 and develop yourself to be good in the society accordance with Saraniyadhamma which the principle of living together in a peaceful society. Keywords: Buddhism, Social development, Ideal society

หลักพทุ ธรรมกับการพัฒนาสังคมอุดมคตยิ ุค ๔.๐ 95 บทนำ� การพฒั นาสงั คม (Social Development) หมายถงึ กระบวนการเปล่ยี นแปลงท่ดี ี ท้ังในดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม การเมอื ง การปกครอง และวัฒนธรรม เพอื่ ประชาชนจะไดม้ ชี ีวติ ความเป็นอยู่ที่ดีข้ึนทั้งทางด้านที่อยู่อาศัย  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  สุขภาพอนามัย  การศึกษา การมีงานท�ำ มรี ายได้เพียงพอในการครองชพี ประชาชนไดร้ บั ความเสมอภาค ความยตุ ิธรรม มคี ณุ ภาพชวี ติ ทง้ั นป้ี ระชาชนตอ้ งมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการเปลย่ี นแปลงทกุ ขน้ั ตอนอยา่ งมรี ะบบ กลไกหลักของสังคมน้ัน  เป็นกลไกในการช่วยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกันและกันเพ่ือให้ ชีวิตทุกชีวิตในสังคมนั้นอยู่รอดได้ในสภาวะที่จำ�กัดท้ังทรัพยากรและปัจจัยในการดำ�รงชีวิต ซ่ึงสภาพการณ์เหล่าน้ีปรากฏขึ้นและยังดำ�รงอยู่ในทุกสังคมซ่ึงไม่เว้นแม้แต่ในสังคมไทย สิ่งแวดล้อมทางสังคมของไทยนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อการดำ�รงชีวิตของผู้คนในสังคมไทย ซึ่งการพัฒนาสังคมของไทยนั้นส่วนใหญ่แล้วยังพัฒนาไปในเฉพาะด้านวัตถุมากกว่าด้านจิตใจ ซ่ึงการพัฒนาสังคมน้ันจำ�เป็นอย่างย่ิงที่จะต้องพัฒนาควบคู่กันไปทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจ เพราะมนษุ ย์เปน็ ส่วนหน่ึงของสงั คมท่ตี ้องไดร้ ับการพฒั นาเปน็ เบอื้ งต้น ส่งิ แวดลอ้ มทางสงั คม ของไทยนั้นจึงเป็นตัวกำ�หนดการพัฒนาสังคมด้วยเช่นกัน  ส่ิงแวดล้อมทางสังคม  หมายถึง แบบแผนความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคม  เช่น  ความมีไมตรีช่วยเหลือเก้ือกูลต่อกัน การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่  การมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวอย่างใกล้ชิด สนิทสนม  เป็นต้น  สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ยกตัวอย่างมานี้บางอย่างก็เปล่ียนไปจากอดีต เนื่องจากโครงสร้างประชากรของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไป  และเนื่องจากการท่ีได้ติดต่อ สัมพันธ์กับสังคมอ่ืนๆ  โดยเฉพาะอิทธิพลจากสังคมตะวันตก  ทำ�ให้ส่ิงแวดล้อมทางสังคมได้ ขยายกว้างออกไปกว่าเดิม  และมีผลต่อรูปแบบความสัมพันธ์ในการดำ�เนินชีวิตของสังคมไทย ปจั จบุ ัน (จริยา พรจำ�เริญ, มปป.) ซง่ึ การยอมรับเอาวฒั นธรรมตะวันตกซงึ่ เป็นสังคมวัฒนธรรม แบบบริโภคนิยมเข้ามาใช้ในสังคมไทยนั้นได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมาก  ก่อให้เกิด การเปลย่ี นแปลงทง้ั วถิ ชี ีวติ ความเป็นอยู่ อาหารการกนิ ทจี่ ำ�เป็นต้องเรง่ รบี แขง่ ขัน และทา้ ยทสี่ ุด ความเออื้ อาทรในสงั คมกเ็ ลือนหายไปกับวัฒนธรรมทางสงั คมดง้ั เดมิ ของไทยดว้ ยเชน่ กัน การเปลีย่ นแปลงสภาพสังคมชนบทสสู่ ังคมกึ่งเมอื งก่งึ ชนบท ประเทศไทย  สงั คมชนบทนบั ไดว้ า่ เปน็ สงั คมทม่ี อี ตั ลกั ษณเ์ ปน็ ของตนเอง  การด�ำ รงชวี ติ ในสังคมชนบทน้ันเป็นไปอย่างไม่เร่งรีบ  ไม่มีการแข่งขัน  อยู่อย่างพอเพียง  มีการพ่ึงพาอาศัย ซ่งึ กันและกัน  เป็นสังคมแห่งความเอ้ืออาทรอย่างแท้จริง  แต่ในปัจจุบัน  สังคมชนบทของไทย

96 รัฐสภาสาร  ปที ่ ี ๖๗  ฉบบั ท ่ี ๖  เดอื นพฤศจิกายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ ได้สูญสิ้นความเป็นสังคมชนบทที่มีมนต์เสน่ห์นั้นไปแทบจะหมดสิ้น  กลายมาเป็นสังคม ก่ึงเมืองกึ่งชนบทที่วิถีชีวิตต่างๆ  เกิดการเปล่ียนแปลงไปเป็นอย่างมาก  สภาวะการแข่งขัน การเรง่ รีบ การไม่มีน�้ำ ใจ การไม่มีความเอ้ืออาทรต่อกนั ได้เปน็ ตวั ท�ำ ให้สังคมชนบทของไทย มีการเปลี่ยนแปลงไป  ท้องทุ่งนาหลายแห่งกลายเป็นป่าหญ้ารกร้างเพราะผู้คนหนุ่มสาว วัยทำ�งาน  ไม่มีเวลามาทำ�งานในไร่ในนา  แม้กระทั่งเด็กในวัยเรียนก็ละท้ิงสังคมชนบทเข้าไป ศึกษาต่อในเมือง  ทำ�ให้สังคมชนบทส่วนใหญ่กลายเป็นสังคมแห่งความว่างเปล่า  มีเพียงผ้เู ฒ่าผ้แู ก่ เท่าน้นั ทอี่ ยบู่ า้ นเลย้ี งลูกหลานตัวน้อยท่พี ่อแม่เอามาทง้ิ ไว้ให้ การเปล่ียนแปลงของสังคมเป็นเรื่องปกติวิสัยของสรรพสิ่งท่ีไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ชุมชนในชนบทของประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน  ในแต่ละภาค  แต่ละจังหวัดได้รับผลกระทบ จากปัจจัยต่างๆ  ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา  ปัจจัยดังกล่าวได้แก่  ปัจจัยภายนอก  เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง  เศรษฐกิจระดับโลกท่ีส่งผลมาถึงประเทศไทย  นโยบายของ รัฐบาลในแต่ละยุคสมัย  ที่ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในแต่ละฉบับ ส่วนปัจจัยภายในได้แก่  การแลกเปล่ียนทางวัฒนธรรมภายในกลุ่มคนของชุมชน  การปรับตัว ของชุมชนต่อกระแสภายนอก  รวมถึงภูมิปัญญาในท้องถิ่นซ่ึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงรวมถึงกระแสทุนนิยมและบริโภคนิยมท่ีนับได้ว่าเป็นสิ่งก่อให้เกิด ความเปลย่ี นแปลงสภาพทางสังคมด้วยเชน่ กัน สังคมชนบท สังคมชนบทเป็นสังคมท่ีสมาชิกในสังคมส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม  เช่น ปลกู ขา้ ว ปลกู ออ้ ย ปลกู มนั ท�ำ ไร่ เลย้ี งสตั ว์ ด�ำ รงชวี ติ ดว้ ยวถิ แี หง่ ความพอเพยี ง อยทู่ า่ มกลาง สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติท่ีเต็มไปด้วยพืชพันธ์ุธัญญาหารบริบูรณ์พร้อมเพียง  อยู่กันฉันท์ พ่ีน้อง  ชุมชนชนบท  (Rural  Community)  จึงมีลักษณะท่ีมีความหนาแน่นของประชากรน้อย ผ้อู ย่อู าศัยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน  มีชีวิตความเป็นอย่คู ล้ายคลึงกัน  ยึดม่นั ในขนบธรรมเนียม ประเพณี  มีความเป็นอันหน่งึ อันเดียวกันในเร่อื งเช้อื ชาติ  วัฒนธรรม  รักหม่คู ณะ  สมัครสมาน สามคั คกี นั ประกอบอาชพี เกษตรกรรม หรอื ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เกษตรกรรม คอื การเพาะปลกู และ การเลย้ี งสตั วแ์ บบพง่ึ พาธรรมชาติ มเี ศรษฐกจิ แบบพอเพยี งเลย้ี งตนเอง (สนธยา พลศร,ี ๒๕๔๗, น.  ๓๑-๓๒)  ซง่ึ วถิ ชี วี ติ ในรปู แบบนน้ี บั ไดว้ า่ เปน็ มนตเ์ สนห่ ข์ องชนบทไทยทแ่ี ทบจะไมห่ ลงเหลอื ใหเ้ หน็ ในปัจจุบัน  ถึงแม้ว่าในบางพ้ืนท่ีของประเทศไทยยังคงพบภาพวิถีชีวิตความเป็นชนบทอยู่บ้าง แต่อาจกล่าวได้ว่านั่นเป็นวิถีชีวิตชนบทเทียม  กล่าวคือ  ภาพลักษณ์ภายนอกนั้นดูเหมือนกับ วา่ มคี วามเปน็ ชนบทอยเู่ ตม็ รปู แบบ  แตเ่ บอ้ื งลกึ เบอ้ื งหลงั นน้ั กลบั กลายเปน็ สงั คมชนบททล่ี ม่ สลาย

หลักพุทธรรมกับการพฒั นาสังคมอุดมคติยคุ ๔.๐ 97 เพราะมเี พียงแต่คนเฒ่าคนแก่เท่านั้นทอี่ าศยั อยู่ในสงั คมชนบทน้ันๆ แทบจะหาวยั ทำ�งานหรือ วยั หนุ่มสาวไมไ่ ด้ เพราะวิถชี วี ิตตา่ งๆ มีความเปล่ยี นแปลงไปเป็นอยา่ งมากเน่ืองดว้ ยการรบั เอา วฒั นธรรมดา้ นตา่ งๆ  จากภายนอกเขา้ มาในสงั คมชนบทมากมาย  จงึ ท�ำ ใหว้ ถิ ชี วี ติ เปลย่ี นแปลงไป จนกระทงั่ สังคมชนบทในบางแห่งนัน้ กลายเปน็ สงั คมกง่ึ เมืองหรือสงั คมเมืองไปโดยปริยาย สงั คมเมือง สงั คมเมอื ง หมายถงึ บรเิ วณทม่ี ปี ระชากรอาศยั อยรู่ วมกนั เปน็ จ�ำ นวนมาก เปน็ ศนู ยก์ ลาง ของความเจริญต่างๆ  การคมนาคมสะดวก  ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย  ความสัมพันธ์ ของคนในสังคมเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน  การทำ�งานในสังคมจะมีการแบ่ง หน้าที่กันทำ�งานอย่างชัดเจน  ครอบครัวในสังคมเมืองมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็ก (ครอบครัวเดีย่ ว) พฤติกรรมของชาวเมอื งจะยดึ กฎหมายเปน็ หลกั เศรษฐกิจในสังคมเมอื งจะมี ความยุ่งยากมาก (ณรงค์ เสง็ ประชา, ๒๕๔๔, น. ๔๒-๔๓) ในความหมายของ  “ความเปน็ เมือง” (Urbanization)  หมายถึง  กระบวนการท่ีชุมชนกลายเป็นเมือง  หรือการเคล่ือนย้ายของผู้คน หรือการดำ�เนินกิจการงานเข้าสู่บริเวณเมือง  หรือการขยายตัวของเมืองออกไปทางพ้ืนที่ การเพ่ิมจำ�นวนประชากร หรือในการด�ำ เนินกจิ การงานต่างๆ ทีม่ ากข้นึ สงั เกตไดจ้ ากสังคม ชนบทในภาคเหนือ ทจี่ ังหวัดล�ำ พูนและเชยี งใหม่ ในจงั หวัดลำ�พูนนั้น ได้เกิดนคิ มอุตสาหกรรม ภาคเหนือข้ึนเมื่อปีพุทธศักราช  ๒๕๒๘  นับเป็นการก้าวลำ้�สังคมชนบทของสังคมเมืองคร้ังแรก การนำ�โรงงานต่างๆ  เข้ามาในพื้นท่ีน้ันก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานตามมา  ก่อให้เกิด สภาพเศรษฐกิจเชิงบริโภคนิยมขึ้น  ประชาชนที่มีท่ีดินในบริเวณที่จะก่อต้ังนิคมอุตสาหกรรม ก็พากนั ขายทด่ี นิ ใหก้ บั นายทนุ เกิดการยา้ ยถ่นิ ฐานทัง้ จากภายในพนื้ ที่ออกไปนอกพนื้ ท่ี และ คนจากนอกพืน้ ท่เี ขา้ มาในพืน้ ทีเ่ พ่อื เป็นแรงงานปอ้ นใหก้ ับโรงงานอตุ สาหกรรม และในจงั หวัด เชียงใหม่ก็เช่นเดียวกัน  ในปัจจุบันพบได้ว่าสังคมเมืองได้ขยายตัวจากความแออัดภายในเขต เทศบาลนครเชยี งใหมข่ ยายไปสพู่ ื้นทีร่ อบนอกในอ�ำ เภอสนั ทราย อ�ำ เภอหางดง อำ�เภอแมร่ ิม อ�ำ เภอสนั ก�ำ แพง อ�ำ เภอสารภี ซง่ึ เป็นอำ�เภอที่ติดกับเขตอำ�เภอเมือง จงั หวัดเชยี งใหม่ การรกุ ลำ้� ของสังคมเมืองสู่สังคมชนบทในกรณีของเมืองเชียงใหม่นั้นก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกับการ ตั้งนิคมอุตสาหกรรมลำ�พูนเช่นเดียวกัน  ดังนั้น  ชุมชนเมืองจึงเป็นชุมชนท่ีมีลักษณะตรงกันข้าม กับชุมชนชนบท  มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่มาก  ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ อุตสาหกรรม  การค้าและบริการ  มีโครงสร้างทางสังคมที่สลับซับซ้อน  มีความผูกพันกับ ชมุ ชนนอ้ ย ขาดเอกลักษณ์ของชมุ ชน (สนธยา พลศรี, ๒๕๔๗, น. ๘๐-๘๑)

98 รัฐสภาสาร  ปีท่ ี ๖๗  ฉบบั ท่ี  ๖  เดอื นพฤศจิกายน-ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๖๒ สังคมกึง่ เมืองกงึ่ ชนบท นับต้ังแต่ทศวรรษ  ๒๕๒๐  เป็นต้นมา  ชนบทไทยประสบความเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว  เกษตรกรรมเพื่อยังชีพซึ่งที่เคยเป็นสัดส่วนท่ีสำ�คัญในรายได้ของประชาชน เร่ิมพังสลายลง  เศรษฐกิจตลาดรุกเข้าไปในชีวิตของผู้คนมากข้ึน  ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมและ ธุรกิจก็รุกเข้าไปสู่ชนบทมากข้ึนทำ�ให้ประชาชนในชนบทส่วนหนึ่งหันเข้าหางานอ่ืนที่มีลักษณะ ประจำ�มากข้ึนในเศรษฐกิจสมัยใหม่  โดยส่วนใหญ่ขายแรงงาน  (นิธิ  เอียวศรีวงศ์  อ้างใน ประภาส ปน่ิ ตบแต่ง, ๒๕๕๘, น. ๒๙) ปจั จุบนั จากสภาวะตา่ งๆ ทเี่ กิดข้ึนในยุคโลกาภิวัตน์ กระแสของระบบสงั คมเทคโนโลยสี ารสนเทศ และระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสมยั ใหม่ ท�ำ ให้เกิด ความเหลื่อมซ้อนกันในบริบททางสังคมท่ีทำ�ให้สภาพของสังคมส่วนใหญ่ในแต่ละภูมิภาคของ ประเทศไทยเกิดการเปล่ียนแปลงไปสู่สภาพสังคมแบบที่เรียกว่า  “สังคมกึ่งชนบทก่ึงเมือง” ซง่ึ จะมลี กั ษณะรว่ มกนั ของความเปน็ เมอื งและชนบท  ปญั หาของสงั คมกเ็ ปน็ ปญั หาทผ่ี สมผสาน ระหว่างปัญหาของสังคมเมืองและสังคมชนบท  (ทัศนา  พฤติการณ์กิจ,  ๒๕๕๘,  หน้า  ๘) ซง่ึ สง่ิ เหลา่ นน้ี บั ไดว้ า่ เปน็ สง่ิ ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาทางสงั คมขน้ึ อยา่ งหลกี เลย่ี งไมไ่ ด ้ ดว้ ยจ�ำ นวนของ ประชากรท่เี พิ่มขนึ้ และส่วนใหญแ่ ล้วเป็นประชากรแฝงทม่ี าจากพนื้ ที่อ่ืน พื้นฐานทางวัฒนธรรม การดำ�รงชีวิตจึงมีความแตกต่างจากคนในพื้นที่อย่างแน่นอน  เพราะสังคมเมืองเป็นสังคม เชิงเดย่ี วที่มีลกั ษณะการเอาตวั รอดเป็นส�ำ คญั และก่อใหเ้ กิดปญั หาต่างๆ ตามมามากมาย อาทิ การเพ่มิ ของประชากรอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ  รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย สภาพครอบครัวที่มีปัญหาขาดความอบอุ่น  ความเส่ือมโทรมทางศีลธรรม  ขาดการศึกษา อบรมทางจิตใจท่ดี ี  วัฒนธรรมพ้นื ฐานกำ�ลังเปล่ยี นไปเป็นวัฒนธรรมแบบวัตถุนิยมซ่งึ กลายมาเป็น เคร่ืองกำ�หนดฐานะของบุคคลในสังคม  จึงทำ�ให้คนจำ�นวนไม่น้อยยอมทำ�ทุกอย่างเพ่ือให้ได้มาซึ่ง “วัตถ”ุ โดยไม่คำ�นึงถงึ วิธกี าร ท�ำ ให้วฒั นธรรมทางจติ ใจ เชน่ ความเมตตากรณุ า ความเออื้ เฟอ้ื เผ่อื แผ่ โอบอ้อมอารีซึ่งกนั และกนั ตอ้ งสญู ส้ินจากสังคมไปในทีส่ ดุ (ทัศนีย์ ทองสว่าง, ๒๕๓๗, น.  ๒๓๔-๒๓๙)  ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวหากไม่ได้รับการแก้ไขแล้วน้ันอาจทำ�ให้สังคมชนบท ลม่ สลายไดใ้ นทีส่ ดุ สงั คมไทยกบั ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาสังคมอยา่ งยัง่ ยนื สังคมไทยปัจจบุ ันนบั ไดว้ ่าประสบปญั หาตา่ งๆ มากมาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง  จากเหตุการณ์ทางสังคมต่างๆ  ท่ีผ่านมาในรอบทศวรรษน้ีได้ปรากฏปัญหาต่างๆ ทง้ั สภาพเศรษฐกจิ ทอ่ี อ่ นแอ ซบเซา ภาวะขาดดลุ ทางการคา้ คา่ ประมาณการณท์ างเศรษฐกจิ ลดลง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook