Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รัฐสภาสารฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2561

รัฐสภาสารฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2561

Published by sapasarn2019, 2020-09-13 23:16:37

Description: รัฐสภาสารฉบับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2561

Search

Read the Text Version

49 ประการท่ีสอง  การบัญญัติเก่ียวกับหน้าท่ี  รัฐธรรมนูญจะต้องบัญญัติ เรอ่ื งหนา้ ทข่ี องผใู้ ชอ้ �ำ นาจรฐั   ขอบเขตของการใชอ้ �ำ นาจตามหนา้ ท ่ี เพอ่ื เปน็ การก�ำ หนดกรอบ การพฒั นาประเทศมใิ หก้ ระทบตอ่ สทิ ธแิ ละเสรภี าพ และความเสมอภาคของประชาชนผอู้ ยู่ ภายใตอ้ �ำ นาจปกครอง ประการทส่ี าม  การบญั ญตั ถิ งึ การควบคมุ การใชอ้ ำ�นาจ  รฐั ธรรมนญู ตอ้ ง บัญญัติถึงการควบคุมการใช้อำ�นาจของตัวแทนของประชาชนไว้  เน่อื งจากการใช้อำ�นาจ จะเป็นเร่ืองของการตัดสินใจท่ีใช้ดุลพินิจหรือความเห็นชอบของผู้ใช้อำ�นาจหรือตัวแทน ท้ังน้ี  เพ่ือไม่ให้ผู้ท่ีมีอำ�นาจใช้อำ�นาจเกินขอบเขตอันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ตอ่ ประชาชนและประเทศชาติ จากหลกั การส�ำ คญั ทง้ั ๓ ประการตามทไ่ี ดก้ ลา่ วมาขา้ งตน้ เปน็ หลกั การ ของระบอบประชาธปิ ไตยในระบบนติ ริ ฐั ซง่ึ บญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู เพอ่ื ใชป้ อ้ งกนั และแกไ้ ข ปญั หาทจ่ี ะไมใ่ หป้ ระชาชนถกู ขม่ เหงถกู เอารดั เอาเปรยี บ  และถกู ละเมดิ จากการใชอ้ ำ�นาจ ของผู้ปกครองโดยขาดความเป็นธรรม  อย่างไรก็ตาม  ระบบนิติรัฐตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญได้กำ�หนดรูปแบบของการเข้าส่อู ำ�นาจขององค์กรของรัฐ  การพัฒนาประเทศ ในทุกมิติ  อันเป็นการเพ่ิมศักยภาพให้ประเทศไทยท่ีมีการปกครองบนพ้ืนฐานระบอบ ประชาธปิ ไตยในระบบนติ ริ ฐั ใหม้ คี วามทดั เทยี มกบั นานาอารยประเทศตอ่ ไปในภายหนา้ ขอ้ เสนอแนะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน  มีเจตนารมณ์ท่ีสำ�คัญ ในการวางกฎ กตกิ าในทางการเมอื งการปกครองใหร้ ดั กมุ เหมาะสม ปอ้ งกนั และปราบปราม การทจุ รติ สามารถตรวจสอบการใชอ้ �ำ นาจรฐั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ รวดเรว็ และเปน็ ธรรม เปน็ ไปตามหลกั การของหลกั นติ ริ ฐั ซง่ึ เปน็ การด�ำ เนนิ การภายใตห้ ลกั การพน้ื ฐานในระบอบ ประชาธปิ ไตย สรา้ งความสงบเรยี บรอ้ ยและปรองดองของประชาชนภายในประเทศ การพฒั นาการเมอื งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยจะสมบรู ณไ์ ดน้ น้ั จะตอ้ งสง่ เสรมิ ใหม้ กี ารพฒั นาทง้ั ระบบ ทง้ั ดา้ นการเมอื ง ระบบกฎหมาย เศรษฐกจิ สงั คม ประชากร ใหม้ คี วามมน่ั คง มเี สถยี รภาพ รวมทง้ั ตอ้ งสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง ของประชาชนโดยใหป้ ระชาชนมบี ทบาทในทางการเมอื งมากยง่ิ ขน้ึ ดงั น้ี

๑. ตอ้ งมกี ารเสรมิ สรา้ งระบบการเมอื งการปกครอง  กลา่ วคอื   รฐั บาล ต้องมีนโยบายการบริหารและพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมถึงความต้องการของประชาชน ในทกุ ๆ ดา้ น เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเจตนารมณข์ องรฐั ธรรมนญู ทบ่ี ญั ญตั ไิ ว้ โดยสามารถน�ำ ไปปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งเปน็ รปู ธรรมอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ๒. ต้องมีการส่งเสริมวัฒนธรรมในทางการเมืองตามแบบแผนของ ระบบประชาธปิ ไตย  โดยปลกู ฝงั ใหป้ ระชาชนมจี ติ ส�ำ นกึ มคี วามรู้ เหน็ คณุ คา่ ของระบบ ประชาธปิ ไตย ๓. ต้องมีการส่งเสริมให้การศึกษาระดับพ้ืนฐานแก่ประชาชนให้มี ความร้คู วามเข้าใจเก่ยี วกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  โดยประชาชน เปน็ ผมู้ บี ทบาททส่ี �ำ คญั ตอ่ การพฒั นาการเมอื งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยตอ้ งเปดิ โอกาส ให้ประชาชนมามีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อม  ในรูปแบบ ของการรว่ มคดิ รว่ มแสดงความคดิ เหน็ รว่ มด�ำ เนนิ การในทกุ ๆ เรอ่ื งทม่ี ผี ลกระทบตอ่ ชวี ติ ความเปน็ อยขู่ องประชาชน ๔. ต้องเพ่ิมกระบวนการจัดทำ�แผนพัฒนารัฐธรรมนูญท้ังระบบ ใหค้ รอบคลมุ โดยการวางกรอบระยะเวลาเพอ่ื การพฒั นาประเทศใหส้ อดคลอ้ งกบั บทบญั ญตั ิ รัฐธรรมนูญในรูปของคณะกรรมการ  และเผยแพร่กรอบแผนพัฒนาประเทศ ตามบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู ใหแ้ กส่ งั คมไดร้ บั รแู้ ละรบั ทราบ ๕. สร้างจิตสำ�นึกและรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็นต่อการจัดทำ�แผนพัฒนารัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบเพ่ือให้รัฐธรรมนูญน้ัน เปน็ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ประชาชนอยา่ งแทจ้ รงิ จากท่ไี ด้กล่าวมาแล้วข้างต้น  รัฐบาลสามารถนำ�ความคิดเห็น  ความต้องการ ของประชาชน  ไปประกอบการพิจารณาเพ่ือกำ�หนดเป็นนโยบายพ้ืนฐานแห่งรัฐได้ต่อไป เพอ่ื เปน็ การพฒั นาการเมอื งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยใหม้ คี วามทดั เทยี มนานา อารยประเทศ และมคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ แบบยง่ั ยนื ตอ่ ไป 50

51 เอกสารอา้ งองิ หนงั สอื เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ด.์ิ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนตอ่ การด�ำ เนนิ นโยบายของรฐั บาล ดา้ นการบรหิ ารจดั การ. กรงุ เทพฯ: กองแผนงานและสารสนเทศ กรมการจดั หางาน กระทรวงแรงงาน, ๒๕๕๐. ชาญชยั แสวงศกั ด.์ิ ศาลปกครองกบั การด�ำ เนนิ งานของต�ำ รวจ. กรงุ เทพฯ: ส�ำ นกั งานศาล ปกครอง, ๒๕๔๕. ภรู ชิ ญา วฒั นรงุ่ . ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกย่ี วกบั กฎหมายมหาชน. กรงุ เทพฯ: ม.ป.ท., ๒๕๕๖. สรุ พล ไตรเวทย.์ พระมหากษตั รยิ ์ รฐั ธรรมนญู และประชาธปิ ไตย. กรงุ เทพฯ: วญิ ญชู น, ๒๕๔๙. บญุ ศรี มวี งศอ์ โุ ฆษ. กฎหมายรฐั ธรรมนญู . กรงุ เทพฯ: วญิ ญชู น, ๒๕๕๑. พรชยั เลอ่ื นฉว.ี กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๔. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑติ ย,์ ๒๕๔๖. สมยศ เชอ้ื ไทย. หลกั กฎหมายมหาชนเบอ้ื งตน้ . พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๔. กรงุ เทพฯ: วญิ ญชู น, ๒๕๕๑. วารสาร เชาวนะ ไตรมาศ. ศาลรฐั ธรรมนญู กบั การพฒั นาประชาธปิ ไตยในระบบนติ ริ ฐั . รวมบทความทางวชิ าการ ชดุ ท่ี ๓ ศาลรฐั ธรรมนญู กบั การพฒั นาประชาธปิ ไตย ในระบบนติ ริ ฐั . (๒๕๔๗) : ๘๑ – ๘๔. เอกบญุ วงศส์ วสั ดก์ิ ลุ . หลกั นติ ริ ฐั นติ ธิ รรม. บทความเรอ่ื ง หลกั นติ ริ ฐั (des Rechtsstaatsprinzip) ของบรรเจดิ สงิ คะเนต.ิ (๒๕๕๓) : ๒๓๓. ประสทิ ธ์ิ ปวิ าวฒั นพานชิ . ความหมายและองคป์ ระกอบของหลกั นติ ธิ รรม (The Meaning and Core Elements of the Rule of Law). วารสารสถาบนั พระปกเกลา้ . (๒๕๕๘) : ๕ – ๑๕. อนิ เตอรเ์ นต็ ชนนิ ทร์ ตชิ าวนั . ขอ้ ควรค�ำ นงึ การแกไ้ ขรฐั ธรรมนญู ๒๕๕๐ สบื คน้ จาก www.pub-law.net

ภาณวุ ฒั น์ เถยี รชน�ำ * ระเทศต่าง  ๆ  ท่ัวโลกมีหลายประเทศท่ีมีชนกลุ่มน้อย  ซ่ึงชนกลุ่มน้อย ต่างก็มีอัตลักษณ์ท่ีแตกต่างทางด้านเช้ือชาติ  ศาสนา  ภาษา  วัฒนธรรม  ประวัติศาสตร์ และประเพณ ี จากชนกลมุ่ สว่ นใหญข่ องประเทศ  และปญั หาจะไมเ่ กดิ ขน้ึ เลยหากชนกลมุ่ นอ้ ย รู้สึกว่ากลุ่มชนของตนได้รับความยุติธรรม  ความเสมอภาค  หรือรู้สึกมีความสุขท่ีจะดำ�รง อยภู่ ายใตอ้ �ำ นาจรฐั ของประเทศทก่ี ลมุ่ ชนสว่ นใหญข่ องประเทศปกครอง  แตป่ ญั หาจะเกดิ ขน้ึ *  วิทยากรชำ�นาญการ  กล่มุ งานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย  สำ�นักกรรมาธิการ  ๒ ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร 52

53 เม่ือชนกลุ่มน้อยในประเทศรู้สึกไม่มีความประสงค์ท่ีจะเป็นส่วนหน่ึงของพลเมือง ในประเทศน้นั และชนกล่มุ น้อยพยายามด�ำ เนินการเพ่อื แยกตัวเป็นเอกราชเพ่อื ก�ำ หนดวิถี ทางการปกครองและบรหิ ารทรพั ยากรของตนเอง การแกป้ ญั หาของประเทศทช่ี นกลมุ่ นอ้ ย อาศัยอยู่อาจจะเลือกการแก้ไขปัญหาโดยการอ้างถึงความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญของ ประเทศน้ัน  ๆ  ว่าการดำ�เนินการเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราชในดินแดนส่วนหน่ึงส่วนใด ของประเทศถอื เปน็ การกระท�ำ ทไ่ี มช่ อบดว้ ยกฎหมายและตามมาดว้ ยการใชก้ �ำ ลงั ปราบปราม อยา่ งรนุ แรง  ขณะเดยี วกนั ในบางประเทศเลอื กทจ่ี ะใชว้ ธิ กี ารเจรจาและแกไ้ ขปญั หาโดยสนั ต ิ การอนุญาตให้มีการจัดทำ�ประชามติท่ีชอบด้วยกฎหมายภายในดินแดนท่ีมีกลุ่ม หรือขบวนการเรียกร้องเพ่อื แยกตัวเป็นเอกราชเพ่ือทำ�ให้ทราบถึงเจตจำ�นงความประสงค์ ของประชาชนในดินแดนน้ันอันทำ�ให้ไม่เกิดปัญหาต่อความม่ันคงและผลประโยชน์ ของประเทศโดยรวม  รวมถงึ เปน็ การหาทางออกในการแกป้ ญั หารว่ มกนั อยา่ งสนั ตโิ ดยทท่ี กุ ฝา่ ย ยอมรบั ในผลของประชามตทิ เ่ี กดิ ขน้ึ บทความน้ีจะนำ�เสนอแนวคิดท่ีเช่ือมโยงให้เกิดความต้องการแยกตัว เปน็ เอกราชของกลมุ่ ชนสว่ นนอ้ ยในประเทศ  ทง้ั ในความหมายและความเขา้ ใจของแนวคดิ ชาตนิ ยิ ม  (Nationalism)  ซง่ึ ถอื เปน็ แนวคดิ ตง้ั ตน้ ของประชาชนในดนิ แดนทก่ี ลมุ่ ชนกลมุ่ หนง่ึ ซ่ึงรู้สึกว่าตนเองมีอัตลักษณ์เฉพาะจนนำ�ไปสู่การมีแนวคิดว่าด้วยคตินิยมการแยกตัวออก (Separatism)  อันเป็นแนวคิดในข้ันการดำ�เนินการเรียกร้องในความต้องการแยกตัว เปน็ เอกราช  รวมถงึ ศกึ ษาความหมายและวตั ถปุ ระสงคข์ องการท�ำ ประชามต ิ ซง่ึ ถอื เปน็ การ ดำ�เนินการประชาธิปไตยทางตรงอันเป็นการแก้ปัญหาร่วมกันโดยสันติ  ซ่ึงบางประเทศ เลอื กทจ่ี ะใชว้ ธิ กี ารดงั กลา่ วแกไ้ ขปญั หาโดยยอมรบั เจตจ�ำ นงของประชาชนทง้ั มวลในดนิ แดน ทม่ี แี นวคดิ ความประสงคใ์ นการแยกตวั เปน็ เอกราช  พรอ้ มกนั นจ้ี ะน�ำ เสนอตวั อยา่ งการท�ำ ประชามตเิ พอ่ื แยกตวั เปน็ เอกราชในแควน้ ควเิ บก ประเทศแคนาดา สกอ็ ตแลนดใ์ นประเทศ สหราชอาณาจกั ร  และแควน้ คาตาลญู ญา ประเทศสเปน ซง่ึ มคี วามเหมอื นและแตกตา่ งกนั ในเหตปุ จั จยั การด�ำ เนนิ การ รวมถงึ ผลจากการท�ำ ประชามตดิ งั กลา่ วในแงต่ า่ งๆ จากนน้ั จะสรุปผลรวมและแนวโน้มความเป็นไปได้ในการจัดทำ�ประชามติเพ่อื แยกตัวเป็นเอกราช ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ตอ่ ไป

แนวคิดเก่ียวกับการแยกตัวเป็นเอกราช  และความหมาย  รวมถึงวัตถุประสงค์ของ ประชามติ แนวคดิ ชาตนิ ยิ ม (Nationalism) แนวคิดชาตินิยมเป็นแนวคิดท่ีมีบทบาทสำ�คัญมากต่อการทำ�ให้เกิดการ แบ่งแยกจากกลุ่มพลเมืองใดกลุ่มพลเมืองหน่ึงท่ีพยายามจะแยกตัวออกจากจากชาติรัฐ ทม่ี อี �ำ นาจอธปิ ไตยเดมิ   ซง่ึ กลมุ่ พลเมอื งทต่ี อ้ งการแบง่ แยกนน้ั ตา่ งมแี นวคดิ วา่ กลมุ่ ตนมคี วาม แตกตา่ งและมอี ตั ลกั ษณเ์ ฉพาะทแ่ี ตกตา่ งกบั กลมุ่ พลเมอื งสว่ นใหญข่ องชาตริ ฐั ทต่ี นอาศยั อยู่ ทง้ั น้ี นกั วชิ าการไดจ้ �ำ กดั ความหมายแนวคดิ ชาตนิ ยิ มไวด้ งั น้ี ศาสตราจารย์ แอนโธนี ดี สมทิ ธ (D. Smith, ๑๙๙๘, p. ๘-๙) ไดอ้ ธบิ ายแนวคดิ ชาตนิ ยิ มไวว้ า่   แนวคดิ ชาตนิ ยิ มทางการเมอื งสมยั ใหม ่ (Modern  political  nationalisms) จะไม่สามารถทำ�ความเข้าใจได้เลยหากปราศจากความเช่ือมโยงกับความทรงจำ� ทางประวัติศาสตร์  และชาติพันธ์ุก่อนหน้าน้ัน  และในบางกรณีต้องรวมถึงอัตลักษณ์ ทางประชาคม  และชาตพิ นั ธก์ุ อ่ นยคุ สมยั ใหม ่ (Premodern  Ethnic  Identities)  ทกุ ประเทศ ในยคุ สมยั ใหมไ่ ดม้ กี ารพบความเชอ่ื มโยงทางชาตพิ นั ธต์ุ ามอดตี กอ่ นหนา้ บางสว่ น  และเมอ่ื พจิ ารณาใหล้ กึ ซง้ึ จะพบวา่ องคป์ ระกอบทางชาตพิ นั ธใ์ุ นประชาคมชาตติ า่ ง  ๆ  นน้ั มขี น้ึ มา ต้งั แต่ประเทศได้ถูกสร้างข้นึ มาอย่างช้า  ๆ  หรือเป็นผลลัพธ์อันเกิดการประสานเช่อื มโยง ในแนวทางทเ่ี พม่ิ เตมิ ขน้ึ มาจากการสรา้ งชาติ  (Nation-building)  อนั ถอื เปน็ องคป์ ระกอบส�ำ คญั ตามแนวคดิ ชาตนิ ยิ ม จอหน์ ฮสั ชนิ สนั (Hutchinson, ๒๐๑๗, p.๑๒๗) ไดใ้ หค้ วามหมายแนวคดิ ชาตินิยมถือเป็นแนวคิดท่ีอุทิศเพ่ือการสร้างสรรค์หรือปกป้องชาติ  โดยในทางอัตลักษณ์ ของชาตินิยมน้ีเช่ือมโยงถึงความจำ�เป็นหลักสำ�คัญคือ  การรักษาลักษณะเฉพาะ ของประชาคมแหง่ ชาติ สทิ ธโิ ดยเฉพาะเหนอื ดนิ แดนของชาติ หรอื ถน่ิ ฐานบา้ นเกดิ และการ บ�ำ รงุ รกั ษาในสถาบนั ตา่ ง ๆ ในการปกครองตวั เอง บอ่ ยครง้ั (แมว้ า่ จะไมต่ ายตวั )ทจ่ี ะด�ำ เนนิ การ ในรปู แบบ  ของรฐั   กรอบแนวคดิ ชาตนิ ยิ มพยายามขยายสปู่ ระชาชนสกู่ ารสรา้ งความเปน็ อันหน่ึงอันเดียวกันในชาติและชาติ-รัฐ  (Nation–States)  รวมถึงทำ�ให้เกิดการร่วมกัน 54

55 เป็นเครือข่ายท่ีทำ�ให้ไกลกว่ารัฐในเขตแดนชาติรัฐตามท่ีถูกกำ�กับไว้ในบริเวณพ้ืนท่ี อาณาเขตของรฐั ทง้ั น้ี แนวคดิ ชาตนิ ยิ มเปน็ การเสนอใหเ้ หน็ ถงึ ความรสู้ กึ ในอตั ลกั ษณท์ ง้ั ในระดบั ตัวบุคคลและร่วมกันซ่ึงแสดงให้การสร้างความเช่ือมโยงในการเปล่ียนแปลงของโลก ท่ีไม่สามารถท่ีจะคาดคะเนไว้ได้และเพ่ือให้บรรลุผลตามเป้าหมายท่ีวางไว้  ชาตินิยม ไดด้ �ำ เนนิ การผา่ นในหลายตอ่ หลายระดบั ทง้ั ผทู้ ส่ี อ่ื สารตามหลกั ประชานยิ ม รฐั ขา้ มรฐั ระดบั ภมู ภิ าค และระหวา่ งรฐั เชม  แกนส  (Gans,  ๒๐๐๒,  p.๗-๘)  ไดจ้ �ำ กดั ความหมายแนวคดิ ชาตนิ ยิ มไวว้ า่   “แนวคิดชาตินิยมได้แบ่งเป็นรูปแบบ  ท้ังในรูปแบบแนวคิดชาตินิยมสำ�หรับรัฐ  ซ่ึงให้ ความส�ำ คญั ในคณุ คา่ ทางการเมอื ง เชน่ คณุ คา่ ทางประชาธปิ ไตย สวสั ดกิ ารทางเศรษฐกจิ และความยุติธรรมท่ีมีอย่างท่ัวถึง  ความเป็นพลเมืองของรัฐท่ีมีการแลกเปล่ียนกัน ทางวฒั นธรรมแหง่ ชาตซิ ง่ึ แสดงถงึ ความเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั ขณะเดยี วกนั แนวคดิ ชาตนิ ยิ ม ทางวฒั นธรรม (cultural nationalism) เปน็ ลกั ษณะของสมาชกิ กลมุ่ ตา่ ง ๆ ไดม้ กี ารแบง่ ปนั ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางสังคมร่วมกันอันเป็นรากฐานอย่างหน่ึง  ซ่ึงถือเป็น ผลประโยชน์ท่ีมีความสำ�คัญทางศีลธรรมท่ียึดม่ันกับวัฒนธรรมและสืบรักษาไว้หลาย ช่ัวอายุคน  ผลประโยชน์อันน้ีเป็นหลักประกันถึงการปกป้องรัฐ  ในส่วนชาตินิยม ทางวฒั นธรรมนร้ี ฐั ถอื เปน็ ผวู้ างเจตจ�ำ นงหรอื ผจู้ ดั ใหเ้ กดิ เจตจ�ำ นงเพอ่ื รกั ษาวฒั นธรรมแหง่ ชาติ โดยเฉพาะในกลมุ่ พลเมอื งของรฐั จากการจำ�กัดความหมายตามแนวคิดชาตินิยมของนักวิชาการข้างต้นน้ัน สามารถจำ�กัดความหมายตามแนวคิดชาตินิยมได้ว่า  แนวความคิดชาตินิยมเป็นแนวความคิด ท่ีเช่ือมโยงกับความทรงจำ�ทางประวัติศาสตร์  เร่ืองราวคร้ังอดีต  ชาติพันธ์ุ  วัฒนธรรม โดยเฉพาะความรสู้ กึ ทางชาตพิ นั ธ ์ุ ทร่ี สู้ กึ วา่ ตนเองมอี ตั ลกั ษณเ์ ฉพาะทางชาตพิ นั ธข์ุ องรฐั ชาติ ท่ีตนอยู่  ซ่ึงกรอบแนวคิดชาตินิยมน้ีจะทำ�ให้ประชาชนท่ีอยู่ในถ่ินฐานเดียวกันหรือ มีพ้นื ฐานจากครอบครัวอย่างเดียวกันโดยมีการสืบสานรักษาความร้สู ึกทางประวัติศาสตร์ เร่อื งราวในอดีต  วฒั นธรรม  หลกั การทด่ี �ำ รงไวอ้ ันมอี ยหู่ ลายช่วงอายคุ นอันทำ�ให้มีความ รู้สึกเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน  หรือมีความรู้สึกร่วมกันในอุดมคติท่ีจะร่วมกันสร้างสรรค์

ปกปอ้ ง  และรกั ษาลกั ษณะเฉพาะของประชาคมแหง่ ชาตนิ น้ั ไว้  ทง้ั นอ้ี าจจะเกดิ จากการทร่ี ฐั เป็นผู้สร้างเจตจำ�นงดังกล่าวน้ีข้ึนมาเอง  หรือเกิดจากท่ีกลุ่มพลเมืองในรัฐชาติน้ัน มคี วามรสู้ กึ วา่ ตนเองมอี ตั ลกั ษณท์ แ่ี ตกตา่ งจากพลเมอื งสว่ นใหญข่ องชาตริ ฐั ทต่ี นอยกู่ ไ็ ด้ แนวคิดชาตินิยมน้ีถือเป็นแนวคิดท่ีมีบทบาทสำ�คัญในความต้องการท่ีจะ แบง่ แยกดนิ แดนทต่ี นอยอู่ อกจากอ�ำ นาจอธปิ ไตยชาตริ ฐั นน้ั ๆ โดยพจิ ารณากลมุ่ พลเมอื ง ของตนทม่ี อี ตั ลกั ษณเ์ ฉพาะเจาะจงและแตกตา่ งจากอตั ลกั ษณช์ าตริ ฐั ทต่ี นอย ู่ โดยน�ำ มาสู่ การคดิ เหน็ รว่ มกนั วา่ ตอ้ งการปกครอง บรหิ ารจดั การพลเมอื งและทรพั ยากรตา่ ง ๆ ทอ่ี ยใู่ น ดนิ แดนของตน เพราะเหน็ วา่ จะเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชนแ์ กพ่ ลเมอื งในกลมุ่ ชนของตนเองซง่ึ ดกี วา่ จะอยภู่ ายใตก้ ารบรหิ าร  ปกครองและการจดั สรรทรพั ยากรตา่ ง  ๆ  ของชาตริ ฐั ทด่ี �ำ รงอยู่ ในกรณีความต้องการแยกตัวออกจากชาติรัฐท่ีดำ�รงอยู่น้ันเป็นไปตามแนวคิดว่าด้วย คตนิ ยิ มการแยกตวั ออก (Separatism) แนวคดิ วา่ ดว้ ยคตนิ ยิ มการแยกตวั ออก (Separatism) แนวคิดวา่ ด้วยคตนิ ยิ มการแยกตัวออก  คอื แนวคดิ ทส่ี นับสนนุ ให้มีการแยกตวั ออกจากชนกลมุ่ ใหญ่ เนอ่ื งจากเหน็ วา่ กลมุ่ ตนมวี ฒั นธรรม เชอ้ื ชาติ ชาตพิ นั ธ์ุ ศาสนา การบรหิ ารจดั การ  หรอื เพศ  ทม่ี คี วามแตกตา่ ง  ทง้ั นไ้ี ดม้ นี กั วชิ าการไดใ้ หค้ �ำ จ�ำ กดั ความหมาย ของแนวคิดว่าด้วยคตินิยมการแยกตัวออก  โดยจะได้ยกตัวอย่างการจำ�กัดความหมาย ดงั น้ี แมทธวิ เจ เวบ็ บ์ (Webb, ๒๐๑๗, p.๕ -๘) ไดอ้ ธบิ ายแนวคดิ วา่ ดว้ ยคตนิ ยิ มการแยกตวั ออกไว้ว่า  ผ้สู นับสนุนการแบ่งแยก  (Separatist)  ได้ถูกพิจารณาในหลักการท่วี ่าเป็นการ ระบถุ งึ กลมุ่ คนซง่ึ ใชย้ ทุ ธวธิ ี นโยบายและปรากฏการณต์ า่ ง ๆ กระท�ำ การเพอ่ื สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ การแบ่งแยก  โดยมีวัตถุประสงค์ของกลุ่มท่ีต้องการแสดงต่อบุคคลภายนอก  แต่ท้ังน้ี อาจจะเป็นรูปแบบตามวัตถุประสงค์อันเป็นองค์ประกอบท่เี ป็นการเตรียมการดำ�เนินการ ท่ีเป็นรูปแบบตามวัตถุประสงค์ท่ีเล็กกว่าการเป็นไปเพ่ือการแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐ ท่ีดำ�รงอยู่ก็ได้  ดังน้ัน  แนวคิดว่าด้วยคตินิยมการแยกตัวจึงเป็นแนวคิดท่ีว่าด้วยการ สนบั สนนุ สง่ เสรมิ หรอื เปน็ หลกั ปฏบิ ตั ใิ นการแยกตวั ออกจากดนิ แดนของรฐั และการเปน็ ประชาชนของรัฐน้ัน  ท้ังในรูปแบบในนามหรือโดยสมบูรณ์จากอำ�นาจอธิปไตยของรัฐ ทด่ี �ำ รงอยู่ 56

57 แนวคดิ วา่ ดว้ ยคตนิ ยิ มการแยกตวั ออกบางครง้ั เปน็ เรอ่ื งพฤตกิ ารณท์ างการเมอื ง อันเป็นข้อถกเถียงกันมากท่ีสุด  สำ�หรับรัฐต่าง  ๆ  ท่ีต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องของกลุ่ม ผสู้ นบั สนนุ การแบง่ แยกนไ้ี ดพ้ จิ ารณาวา่   กลมุ่ ผสู้ นบั สนนุ การแบง่ แยกนเ้ี ปน็ กลมุ่ ทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์ อย่างย่งิ ซ่งึ เป็นกล่มุ ท่มี ีการต้งั แบบแผนการดำ�เนินการเพ่อื โจมตีรัฐโดยถือเป็นการท้าทาย ตอ่ ความเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั ในชาตแิ ละบรู ณภาพแหง่ รฐั ท้ังน้ ี กลุ่มซ่ึงมีแนวคิดว่าด้วยคตินิยมการแยกตัวออกแต่ละกลุ่มต่างมีข้ออ้าง เฉพาะในกล่มุ แบ่งแยกท่ีเก่ยี วข้องกับประชาชนในรัฐท่ดี ำ�รงอย่ ู ส่วนองค์ประกอบสำ�คัญ ของความขัดแย้งน้ันกลุ่มแบ่งแยกจะใช้การต่อสู้ท่ีเก่ียวข้องกับอัตลักษณ์ของกลุ่มของตน โดยคิดว่าอัตลักษณ์ของกลุ่มตนมีความแตกต่างจากชนกลุ่มใหญ่ในรัฐท่ีด�ำ รงอย่ ู ซ่ึงจะมี การด�ำ เนนิ การเปน็ ลกั ษณะประชาคมทางการเมอื ง (Political Community) อยา่ งไรกต็ าม การด�ำ เนนิ การเพอ่ื แยกตวั ออกไมจ่ ำ�เปน็ จะตอ้ งดำ�เนนิ การโดยใชค้ วามรนุ แรงเพอ่ื ใหบ้ รรลุ เปา้ หมายของกลมุ่ ทม่ี คี วามตอ้ งการแบง่ แยกเพราะหากเจรจาตอ่ รองกบั รฐั ทต่ี นดำ�รงอยไู่ ดก้ ็ สามารถตกลงแยกตัวออกเป็นเอกราชโดยสันติ  ยกตัวอย่าง  เช่น  กรณีการแยกตัวออก ของประเทศนอรเ์ วยจ์ ากประเทศสวเี ดนใน ปี ค.ศ. ๑๙๐๕ หรอื ประเทศสงิ คโปรอ์ อกจาก มาเลเซยี ในปี ค.ศ. ๑๙๖๕ เปน็ ตน้ ดงั นน้ั เมอ่ื พจิ ารณาถงึ แนวคดิ วา่ ดว้ ยคตนิ ยิ มการแยกตวั ออก ถอื เปน็ แนวคดิ ท่ีมีความเช่ือมโยงสอดคล้องกับแนวคิดชาตินิยมเพราะกลุ่มพลเมืองซ่ึงเป็นชนกลุ่มน้อย ของรฐั ทต่ี นอยนู่ น้ั มคี วามคดิ เหน็ วา่ กลมุ่ ตนมอี ตั ลกั ษณท์ แ่ี ตกตา่ งในแงต่ า่ ง ๆ กบั พลเมอื ง ชนกล่มุ ใหญ่ของรัฐ  กล่มุ พลเมืองชนกล่มุ น้อยก็จะเร่มิ ต้นจัดต้งั ขบวนการเพ่อื ด�ำ เนินการ ตามยทุ ธวธิ  ี นโยบาย  หรอื กระท�ำ การใหเ้ กดิ ปรากฎการณต์ า่ งๆ  เพอ่ื เปน็ การแสดงออก ในวัตถุประสงค์เพ่ือแบ่งแยกตัวออกจากรัฐ  โดยถือเป็นการเรียกร้องให้เกิดสิทธิในการ กำ�หนดอนาคตของตนเอง  (Self-Determination  Right)  ซ่ึงการจัดต้งั กล่มุ ทางการเมือง ด้วยเหตุผลดังกล่าวน้ีจะมีบทบาท  หรืออิทธิพลมากน้อยเพียงใดย่อมข้ึนอยู่กับพลเมือง ในดินแดนน้ันจะมีความรู้สึกร่วมเพ่ือต้องการแยกตัวออกจากรัฐท่ีดำ�รงอยู่น้ันมากน้อย เพียงใด  เพราะการจะบรรลุผลการเรียกร้องเพ่อื แบ่งแยกตัวออกได้ต้องมีการจัดต้งั ให้เกิด การดำ�เนินการในลักษณะทางประชาคมทางการเมืองให้มีความเป็นรูปธรรมมากท่ีสุด

จนท�ำ ใหร้ ฐั ทด่ี �ำ รงอยใู่ หค้ วามสนใจถงึ ขอ้ เรยี กรอ้ ง  อยา่ งไรกต็ าม  หากพจิ ารณาถงึ ขอ้ เทจ็ จรงิ ประเทศต่างๆ  ท่ัวโลกต่างพิจารณาว่าขบวนการการเคล่ือนไหวเพ่ือแยกตัวออกถือเป็น ภยั คมุ คามความมน่ั คงภายในรฐั (Internal Security Threat) ซง่ึ รฐั บาลของประเทศตา่ งๆ พยายามท่ีจะแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะดำ�เนินการด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการแก้ไขปัญหา โดยสันติวิธีต่างๆ  แม้ว่าแนวคิดว่าด้วยคตินิยมการแยกตัวออกจะไม่ได้จำ�กัดวิธีการ ด�ำ เนนิ การวา่ จะตอ้ งเปน็ การด�ำ เนนิ การโดยใชค้ วามรนุ แรง  หรอื การด�ำ เนนิ การโดยสนั ตวิ ธิ ี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเคล่ือนไหวเพ่ือแบ่งแยกตัวออกจากรัฐท่ีดำ�รงอยู่น้ันส่วนใหญ่ เป็นการใช้ความรุนแรงเพ่อื เรียกร้องหรือเพ่อื ต่อรองกับอำ�นาจรัฐท่ดี ำ�รงอย่ ู ซ่งึ การดำ�เนินการ จะเป็นไปเพ่ือการต่อต้านโดยตรงต่อรัฐบาลกลางหรือตัวแทนท้องถ่ินของรัฐบาลกลาง ไม่ว่าจะเป็นตำ�รวจ  กองทัพ  เจ้าหน้าท่ีเก็บภาษีอากร  ผู้พิพากษา  อ่ืนๆ  แต่ท้ังน้ี ไมไ่ ดห้ มายความวา่ ทกุ ๆ  การด�ำ เนนิ การตอ่ ตา้ นทม่ี งุ่ ตรงไปทเ่ี จา้ หนา้ ทต่ี �ำ รวจ  หรอื การเกบ็ ภาษี เป็นหลักจะเป็นการดำ�เนินการอันมีวัตถุประสงค์อันเป็นไปเพ่ือการแยกตัวออก  หรอื การแบง่ แยกดนิ แดน ถา้ พจิ ารณาวา่ เกดิ กรณที ร่ี ฐั มกี ารเกบ็ ภาษหี นกั เกนิ ไป การด�ำ เนนิ การ ต่อต้านภาษีก็อาจจะเกิดข้ึนได้โดยกลุ่มประชาชนท่ีไม่ได้มีความต้องการแยกตัวเป็นอิสระ จากอำ�นาจปกครอง  (autonomist)  ดังน้ัน  การพิจารณาถึงการดำ�เนินการเพ่ือแยกตัว ออกจากรฐั ทด่ี ำ�รงอยนู่ น้ั จะตอ้ งพจิ ารณาถงึ หลกั การอนั เปน็ วตั ถปุ ระสงคใ์ นการดำ�เนนิ การ เปน็ ส�ำ คญั ดว้ ย (Roeher & Rahilly, ๒๐๑๖, p.๑๖๘) การแยกตัวออกจากรัฐท่ีดำ�รงอย่นู ้ัน  หากถึงจุดท่ีท้งั ฝ่ายรัฐบาลกลางกับกล่มุ ผ้สู นับสนุนการแยกตัวออกไม่สามารถท่จี ะหาข้อตกลงท่จี ะอย่รู ่วมกันได้อีก  วิธีการส�ำ คัญ ท่ีเป็นเคร่ืองมือบ่งบอกได้ว่าประชาชนในดินแดนดังกล่าวน้ันมีความประสงค์ตามท่ี กลุ่มผู้สนับสนุนการแยกตัวออกกล่าวอ้างจริงหรือไม่  คือการทำ�ประชามติของประชาชน ในดนิ แดนนน้ั ในกรณหี ากรฐั บาลกลางทก่ี ลมุ่ ผสู้ นบั สนนุ การแยกตวั ออกอยใู่ หค้ วามเหน็ ชอบ ให้มีการดำ�เนินการทำ�ประชามติ  การทำ�ประชามติจะเป็นการแก้ปัญหาท่ีมีประสิทธิภาพ และท�ำ ใหร้ ผู้ ลลพั ธท์ ค่ี วามประสงคท์ แ่ี ทจ้ รงิ ของประชาชนในพน้ื ท ่ี เชน่   กรณขี องแควน้ ควเิ บค ประเทศแคนาดา  หรือกรณีดินแดนสก็อตแลนด์  ท่ีทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัวจากสหภาพ อาณาจักร  แต่หากรัฐท่ีกลุ่มสนับสนุนการแยกตัวอยู่ไม่เห็นชอบให้มีการท�ำ ประชามติข้ึน 58

59 และพจิ ารณาวา่ การท�ำ ประชามตดิ งั กลา่ วนน้ั ผดิ กฎหมายของรฐั นน้ั แมม้ กี ารท�ำ ประชามติ จะเกดิ ขน้ึ มาโดยประชาชนสว่ นใหญใ่ นดนิ แดนมคี วามเหน็ ชอบทต่ี อ้ งการแยกตวั ออกจากรฐั ท่ีดำ�รงอยู่ก็ตาม  การประชามติก็ไม่มีผลในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศ และความขดั แยง้ กจ็ ะคงด�ำ รงอยตู่ อ่ ไป เชน่   กรณปี ระชามตขิ องชาวเคริ ด์ ในแควน้ เคอรด์ สิ ถาน ทางตอนเหนือของประเทศอิรักท่ีประชาชนชาวเคร์ิดได้ลงประชามติกว่าร้อยละ  ๙๒.๗ เพอ่ื แยกตวั เปน็ เอกราชจากประเทศอริ กั โดยมปี ระชากรกวา่ ๓ ลา้ น ๓ แสนคนกต็ าม แตร่ ฐั บาลอริ กั กป็ ฏเิ สธประชามตดิ งั กลา่ วของชาวเคริ ด์ (Time Magazine, ๒๐๑๗, p. ๑๐) หรอื กรณแี ควน้ คาตาลญู ญา  ทไ่ี ดท้ �ำ ประชามตใิ นแควน้ เพอ่ื แยกตวั ออกจากประเทศสเปน แม้ว่าชาวคาตาลันจะลงมติให้แยกตัวออกจากสเปนกว่าร้อยละ  ๙๐  แต่ประเทศสเปน ไม่รับรองและประกาศว่าเป็นการทำ�ประชามติท่ีขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศสเปน อยา่ งไรกต็ าม  การท�ำ ประชามตถิ อื เปน็ กระบวนการซง่ึ เปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งยง่ิ   เพราะเปน็ เครอ่ื งมอื ส�ำ คญั ทท่ี �ำ ใหร้ ฐั นน้ั   ๆ  ไดร้ ถู้ งึ ความตอ้ งการของประชาชนในดนิ แดน  หรอื ในชาตอิ ยา่ งแทจ้ รงิ ซง่ึ จะขอจ�ำ กดั ความหมายของประชามตเิ พอ่ื ท�ำ ความเขา้ ใจตอ่ ไป ประชามติ (Referendum) ประชามติถือเป็นกระบวนการพิเศษเฉพาะโดยเป็นกระบวนการให้ประชาชน ได้แสดงออกในเจตจำ�นงท่ีแท้จริงของประชาชนโดยตรงด้วยการลงมติเลือก  ซ่ึงคำ�ถาม ท่ีถูกต้ังข้ึนมาจะถูกให้เลือกลงมติโดยประชาชนด้วยคำ�ตอบท่ีว่า  “เห็นชอบ”  (“Yes”) หรือตอบว่า  “ไม่เห็นชอบ”  (“NO”)  ซ่ึงกระบวนการประชามติกล่าวได้ว่าเป็นเคร่ืองมือ ประชาธปิ ไตยทางตรง  (Démocratie  Directe)  ทง้ั น ้ี ไดม้ กี ารใหค้ �ำ จ�ำ กดั ความ และความส�ำ คญั ของประชามติ ไว้ ซง่ึ อาจกลา่ วไดด้ งั น้ี ค�ำ วา่ ประชามติ ตามความหมายมอี ยสู่ องค�ำ คอื ค�ำ วา่ “Plebiscite” (เปลอบซิ ติ ) ซง่ึ เปน็ ค�ำ จากภาษาฝรง่ั เศส และค�ำ วา่ “Referrendum” (เรเฟอะเรนดมั ) ค�ำ วา่ “Plebiscite” แพททรกิ โบเยอร์ไดใ้ หค้ �ำ จ�ำ กดั ความไวว้ า่ “การออกเสยี งลงประชามตซิ ง่ึ เปน็ การแสดงออก อันเป็นความเห็นท่ีมาจากประชาชนโดยรวม  ซ่ึงถือเป็นแนวทางท่ัวไปในการดำ�เนิน การตามท่ีได้ถูกเสนอข้ึนมาโดยรัฐบาล  การออกคะแนนเสียงไม่ได้ผูกพันรัฐบาลในทาง กฎหมาย แมว้ า่ การออกเสยี งดงั กลา่ วจะถอื เปน็ พนั ธะทางการเมอื งและจรยิ ธรรมใหร้ ฐั บาล

ตอ้ งเคารพตอ่ ผลของการลงประชามตกิ ต็ าม (Patrick Boyer, quoted in France Lavergne & Julien Côté, ๒๐๐๑, p.๓)  ขณะท่ี ชอง ชารล์ บงอองฟอง (Jean-Charles Bonenfant) ไดใ้ หค้ �ำ จ�ำ กดั ความ “Referendum” ไวว้ า่ “เปน็ การออกเสยี งประชามตทิ ล่ี งคะแนนเสยี ง ด้วยวิธีท่ีประชาชนให้ความเห็นชอบโดยการตัดสินใจให้อำ�นาจต่อตัวแทนของตน และเปน็ ลงประชามตเิ พอ่ื ผลกั ดนั กฎหมาย  การลงประชามตเิ ปน็ การเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชน ได้มีส่วนร่วมในข้ันตอนการร่างกฎหมายและการใช้กฎหมาย  (application  of  law)  ซ่ึงรูปแบบน้ีเป็นรูปแบบการทำ�ประชามติในประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ต่อมา  คำ�ว่า “Referendum”  ยังถูกนำ�ไปแสดงเป็นความหมายเพ่ือการดำ�เนินการขอความเห็น ของสมาชกิ ในกลมุ่   ผลของการลงประชามตจิ ะถอื เปน็ สง่ิ หยง่ั เสยี งความเหน็   ซง่ึ สามารถผกู ผนั กับรัฐบาลในทางจริยธรรม  ซ่ึงดังกล่าวถือเป็นรูปแบบการทำ�ประชามติในแคว้นควิเบก ประเทศแคนนาดา (Jean-Charles Bonenfant, quoted in France Lavergne & Julien Côté, ๒๐๐๑, p.๔) ทง้ั ค�ำ วา่ Plebiscite และ  referendum ไดถ้ กู ใชแ้ ทนกนั บอ่ ยครง้ั แตใ่ นประเทศ ฝรง่ั เศสค�ำ วา่ “Plebiscite” กลายเปน็ ค�ำ ทม่ี คี วามหมายในแงล่ บ เมอ่ื มกี ารใชค้ �ำ วา่ “Plebiscite” ในการแปรเปล่ียนไปอันเน่ืองมาจากประธานาธิบดีหลายประเทศใช้ผลคะแนนเสียง ของการลงประชามตเิ พอ่ื สรา้ งความเชอ่ื มน่ั ใหก้ บั ตนเอง  โดยเฉพาะประธานาธบิ ดชี ารล์ เดอ โกล (Charles de Gaule)  ไดใ้ ชก้ ารท�ำ ประชามตบิ อ่ ยครง้ั ทกุ วนั น้ี ค�ำ วา่ “Plebiscite” จงึ เสมอื นวา่ ได้ถูกยกเลิกไปท้ังในภาษาอังกฤษ  และภาษาฝร่ังเศส  และคำ�ว่า  “Referendum”  กับ “Plebiscite” จงึ มคี วามหมายเหมอื นกนั โดยปรยิ าย  (Lavergne and Côté, ๒๐๐๑, p.๔) เมอ่ื พจิ ารณาค�ำ ทม่ี คี วามหมายเกย่ี วกบั ประชามตดิ งั กลา่ ว  อาจกลา่ วไดว้ า่ ประชามตเิ ปน็ การ ดำ�เนินการท่ีสร้างข้ึนเพ่ือให้ประชาชนโดยรวมมีส่วนร่วมในการดำ�เนินการทางกฎหมาย ทง้ั ในขน้ั ตอนการรา่ งกฎหมายและการใชก้ ฎหมาย  ซง่ึ ผลประชามตเิ ปน็ เสมอื นการหยง่ั เสยี ง ความเห็นของประชาชนให้รัฐใช้อำ�นาจท่ีต้องคำ�นึงถึงการปฏิบัติตามความประสงค์ ของประชาชนทง้ั มวลตามหลกั จรยิ ธรรมทางการเมอื ง 60

61 ฝรง่ั เศสถอื เปน็ ประเทศหนง่ึ ทม่ี กี ารประชามตหิ ลายครง้ั   ซง่ึ ภายใตร้ ฐั ธรรมนญู สาธารณรฐั ท่ี ๕ แหง่ สาธารณรฐั ฝรง่ั เศสไดม้ กี ารท�ำ ประชามตมิ าแลว้ ถงึ ๙ ครง้ั โดยใน รฐั ธรรมนญู สาธารณรฐั ท่ี ๕ แหง่ ประเทศฝรง่ั เศส ไดบ้ ญั ญตั ใิ นเนอ้ื หาเกย่ี วกบั ประชามติ ตามมาตรา ๓ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๘๙ ซง่ี สามารถสรปุ สาระส�ำ คญั เกย่ี วกบั ประชามตไิ ดว้ า่ ประชาชนสามารถใช้สิทธิออกเสียงประชามติ  โดยท่ีประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ อาจประกาศในรฐั กจิ จานเุ บกษา  ก�ำ หนดใหม้ กี ารออกเสยี แสดงประชามตติ อ่ รา่ งกฎหมาย ทุกฉบับท่ีเก่ียวกับการจัดระเบียบสถาบันการเมืองแห่งรัฐ  การเปล่ียนแปลงเก่ียวกับ นโยบายทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต ิ หรือต่อบริการสาธารณะ  หรือการรับรอง สนธิสัญญา  ซ่ึงแม้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่ก็จะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสถาบัน ต่าง  ๆ  รวมถึงการแก้ไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ  ดังน้ัน  จะเห็นได้ว่าการจัดทำ�ประชามติ จะเป็นการทำ�ในประเด็นท่ีสำ�คัญท่ีส่งกระทบโดยตรงต่อประชาชนโดยรวมและอำ�นาจรัฐ เปน็ ส�ำ คญั   ซง่ึ การจะด�ำ เนนิ การของรฐั บาลในประเดน็ ตามทก่ี ลา่ วมาจงึ จ�ำ เปน็ ตอ้ งไดร้ บั เสยี ง ความเห็นชอบจากประชาชนท้งั ประเทศโดยตรงเปน็ จำ�นวนเกินกง่ึ หนง่ึ ของประชาชนผมู้ ีสิทธิ ซ่ึงเสียงของประชาชนท่ีเห็นชอบให้ดำ�เนินการจะถือเป็นฉันทานุมัติให้รัฐดำ�เนินการ นโยบาย หรอื การอนั ใดตอ่ ไปได้ (Constitution de la Republique Française, ๑๙๕๘/๒๕๔๑: ๓, ๖-๗, ๓๓) ทง้ั น้ี เมอ่ื พจิ ารณาจากทง้ั แนวคดิ ชาตนิ ยิ ม แนวคดิ วา่ ดว้ ยคตนิ ยิ มการแยกตวั ออก รวมทง้ั ความหมาย และวตั ถปุ ระสงคข์ องประชามติ จะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเชอ่ื มโยงกนั โดยเปน็ กระบวนการทางการเมอื งสำ�หรบั ในกรณกี ารด�ำ เนนิ การเพอ่ื ใหเ้ กดิ การแยกดนิ แดน ออกจากรัฐท่ีดำ�รงอยู่ของพลเรือนชนกลุ่มน้อยท่ีต้องอยู่ร่วมกับพลเมืองกลุ่มส่วนใหญ่ ของรฐั นน้ั ๆ เพราะการจะแยกดนิ แดน กลมุ่ ชนทต่ี อ้ งการแบง่ แยกดนิ แดนจะตอ้ งมคี วาม รสู้ กึ ตามแนวคดิ ชาตนิ ยิ มและมอี ตั ลกั ษณใ์ นกลมุ่ ชนของตนเองเฉพาะซง่ึ คดิ วา่ แตกตา่ งจาก พลเมอื งสว่ นใหญใ่ นรฐั ทด่ี �ำ รงอยู่ จนกระทง่ั มกี ารสรา้ งใหเ้ กดิ กลมุ่ หรอื ขบวนการทม่ี แี นวคดิ คตินิยมการแยกตัวออก  โดยเป็นแกนนำ�ผลักดันเพ่อื ให้อำ�นาจรัฐได้รับร้ถู ึงความต้องการ ในกลุ่มชนในบริเวณดินแดนของตน  ซ่ึงรัฐท่ีกลุ่มชนน้ันอยู่จะมีการดำ�เนินการต่าง  ๆ เพอ่ื ตอ่ รอง ประนปี ระนอมกบั ชนกลมุ่ นอ้ ยในรฐั แตใ่ นกรณที ไ่ี มส่ ามารถหาขอ้ ตกลงรว่ มกนั ได้

หากอ�ำ นาจรฐั เลอื กไมใ่ ชค้ วามรนุ แรงในการปราบปราม หรอื กดข่ี ทางแกไ้ ขปญั หาโดยเชงิ สนั ตวิ ธิ ที ท่ี �ำ ใหท้ ราบถงึ เจตจ�ำ นงของประชาชนในดนิ แดนวา่ ประชาชนสว่ นใหญใ่ นดนิ แดนนน้ั ต้องการปกครองตนเองเป็นเอกราชหรือไม่  การจัดทำ�ประชามติของกลุ่มประชาชน ในดนิ แดนนน้ั   ๆ  บทความนจ้ี ะยกตวั อยา่ งในสว่ นของการจดั ท�ำ ประชามตใิ นแควน้ ควเิ บก ประเทศแคนาดา ในดนิ แดนสกอ็ ตแลนด์ ประเทศสหราชอาณาจกั ร และในแควน้ คาตาลญู ญา ประเทศสเปน โดยมคี วามเหมอื นและแตกตา่ งในแตล่ ะกรณี การท�ำ ประชามตเิ พอ่ื แยกตวั เปน็ เอกราชในแควน้ ควเิ บก ประเทศแคนาดา ควเิ บกเปน็ แควน้ ๑ ใน ๑๐ แควน้ และ ๓ ดนิ แดนของประเทศแคนาดา ซง่ึ ตง้ั อยู่ ทางตะวันตกของประเทศ  และเป็นแคว้นท่ีมีขนาดใหญ่ท่ีสุดของประเทศแคนาดา รวมถึงเป็นแคว้นท่ถี ูกแบ่งอำ�นาจให้บริหารปกครองท่ใี หญ่เป็นอันดับสองรองจากดินแดน นนู าวตุ (The territory of Nunavut) นอกจากนย้ี งั เปน็ แควน้ ทม่ี ปี ระชาชนมากเปน็ อนั ดบั สอง ของประเทศรองจากแคว้นออนเทริโอ  แคว้นควิเบกถือเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ และการเมืองของประเทศแคนาดา  และเป็นแคว้นท่ปี ระชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝร่งั เศส มากกวา่ รอ้ ยละ ๘๐ แคว้นควิเบกได้เคยจัดทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราชจากประเทศ แคนาดามาแลว้ ๒ ครง้ั ในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ และปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ผลจากการลงประชามติ ของทง้ั สองครง้ั ปรากฏวา่ ประชากรในแควน้ ยงั สนบั สนนุ ใหแ้ ควน้ ควเิ บกยงั อยภู่ ายใตร้ ปู แบบ สหพันธรัฐ  (Federal  Republic)  ของประเทศแคนาดา  แคว้นควิเบกนอกจากมีความ แตกต่างทางด้านภาษา  ซ่งึ ประชากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาฝร่งั เศส  ขณะท่แี คว้นและดินแดน อ่ืนๆ  ประชากรในประเทศแคนาดาใช้ภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่แล้วยังมีมูลเหตุทาง ประวัติศาสตร์อันทำ�ให้ประชาชนในควิเบกต้องการแยกตัวออกจากประเทศแคนาดา เน่อื งจากในอดีตก่อนประเทศแคนาดาจะรวมประเทศ  ประเทศแคนาดาถูกแบ่งออกเป็น แคนาดาตอนเหนือและแคนาดาตอนใต้  เม่ือรัฐสภาของสหราชอาณาจักรซ่ึงเป็นเจ้า อาณานิคมพิจารณาตรากฎหมายให้รวมประเทศแคนาดาเป็นประเทศเดียวจึงได้เร่ิมเกิด เหตกุ ารณก์ ารจลาจลขน้ึ ตง้ั แตป่ ี ค.ศ.  ๑๘๓๐ เปน็ ตน้ มา โดยเฉพาะในแควน้ ควเิ บกทม่ี ี ประชากรพูดภาษาฝร่ังเศสเป็นส่วนใหญ่ซ่ึงมีการจลาจลอย่างรุนแรงต้ังแต่ปี  ค.ศ.๑๘๓๗ 62

63 โดยเป็นการต่อสู้เพ่ือไม่ยอมรับการถูกควบรวมเป็นประเทศเดียว  ความรุนแรงจากการ ต่อสู้ทำ�ให้ฝ่ายผ้ตู ่อต้านท่แี คว้นควิเบกมีผ้เู สียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยคน  แกนนำ�ฝ่าย ต่อต้านถูกประหารชีวิตและถูกเนรเทศไปยังประเทศออสเตรเลีย  หลังจากฝ่ายต่อต้าน พา่ ยแพไ้ ปอยา่ งราบคาบ ในปี ค.ศ. ๑๘๔๐ รฐั สภาสหราชอาณาจกั รไดล้ งมตใิ นกฎหมาย ตง้ั สหภาพแคนาดาตอนเหนอื และแคนาดาตอนใต ้ อยา่ งไรกต็ าม ในทางประวตั ศิ าสตรท์ �ำ ให้ ประชาชนแคว้นควิเบกบางส่วนยังคงระลึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้ของแคว้น  ขณะท่ีในมติ ด้านสังคม  เม่ือแคว้นควิเบกเติบโตข้ึนจากลักษณะชนบทสู่กลายสภาพความเป็นเมือง  ในชว่ งระหวา่ ง ปี ค.ศ. ๑๙๕๐ ถงึ ปี ค.ศ. ๑๙๗๐ ประชาชนชาวควเิ บกสามารถเขา้ ถงึ ระบบการศกึ ษา และประชาชนได้รับการศกึ ษาเพม่ิ มากข้นึ เปน็ ล�ำ ดบั   ผลท่ตี ามมาคอื ประชาชนชาวควเิ บก สามารถมอี �ำ นาจทางภาคเศรษฐกจิ ในแควน้ ควเิ บก โดยปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ประชาชนในแควน้ ควเิ บกรอ้ ยละ  ๒๕  เรม่ิ มอี ทิ ธพิ ลในภาคเศรษฐกจิ ในแควน้ โดยมรี ะดบั เปน็ ผบู้ รหิ าร  หรอื เจา้ ของกจิ การ จนกระทง่ั ปี ค.ศ. ๑๙๙๐จ�ำ นวนเพม่ิ ขน้ึ ถงึ รอ้ ยละ ๖๑และมอี ตั ราเพม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ยๆ แต่ก็ยังคงมีความแตกต่างในกองทัพแคนาดาท่รี ้อยละ  ๒๖  ของประชากรควิเบกมีช้นั ยศ อย่ใู นระดับช้นั ประทวน  และมีเพียงร้อยละ  ๘  ท่มี ียศระดับสัญญาบัตร  ความไม่พอใจ ในความรสู้ กึ ไมเ่ ทา่ เทยี มจงึ มอี ยอู่ ยา่ งแพรห่ ลายซง่ึ เรม่ิ มตี ง้ั แตก่ อ่ นปี ค.ศ. ๑๙๖๐ จนน�ำ ไปสู่ การความขดั แยง้ ในประเทศแคนาดาอกี ครง้ั ในระหวา่ งปี ค.ศ. ๑๙๖๓ ถงึ ๑๙๗๐ (Roeher and Rahilly, ๒๐๑๖, p.๑๗๖-๑๗๗) ขณะทห่ี ลกั การรฐั ธรรมนญู ของประเทศแคนาดาไดบ้ ญั ญตั วิ า่   อ�ำ นาจอธปิ ไตย เป็นของประชาชนชาวแคนาดา  ซ่งึ ในทางการเมืองน้นั   หากจะแก้ไขเก่ยี วกับรัฐธรรมนูญ ตอ้ งมกี ระบวนการสรา้ งการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนและไดร้ บั ความยนิ ยอมจากประชาชน ตามผลลัพธ์ต่าง  ๆ  ท่ีเกิดข้ึนในทางการเมือง  ซ่ึงภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันการแก้ไข รฐั ธรรมนญู บงั คบั ใหต้ อ้ งไดร้ บั การอนมุ ตั จิ ากรฐั บาลแควน้ ของแคนาดาดว้ ย ซง่ึ การแยกตวั ออก ของแคว้นควิเบกถือเป็นการสร้างให้เกิดความเปล่ียนแปลงในแนวทางความคิด ของสาธารณชนอยา่ งกวา้ งขวางตอ่ ทกุ แควน้ และดนิ แดนทง้ั ๑๓ แหง่ ของแคนาดา ดงั นน้ั การแยกตวั ของแควน้ ควเิ บกจากประเทศแคนาดาจงึ จ�ำ เปน็ อยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งผา่ นกระบวนการ การมีส่วนร่วมของประชาชนซ่ึงก็คือการทำ�ประชามติ  (Young,  ๑๙๙๘,  p.๑๔-๑๖) 

ในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ และในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ไดม้ กี ารท�ำ ประชามตเิ พอ่ื ก�ำ หนดอนาคตของ แคว้นควิเบก  เน่ืองจากทางรัฐบาลแห่งแคว้นควิเบกและรัฐบาลกลางพิจารณาว่าเป็น กระบวนการสำ�คัญท่จี ะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและจะทำ�ให้ทราบความประสงค์ของประชาชน ชาวควิเบกโดยตรง  คำ�ถามสำ�คัญของการทำ�ประชามติของท้ังสองคร้ังคือ  ประชาชน  ชาวควิเบกประสงค์จะดำ�รงอยู่ในสถานะเดิมร่วมกับแคนาดา  หรือจะมีอำ�นาจอธิปไตย แตย่ ังดำ�รงรักษารูปแบบการมีสว่ นรว่ มกับแคนาดา  (sovereignty-association)  ซง่ึ คำ�ถาม ทใ่ี ชถ้ ามประชาชนชาวควเิ บกในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ ไดม้ กี ารอภปิ รายทร่ี ฐั สภาแคนาดาเกย่ี วกบั การต้งั คำ�ถามในประชามติเพ่อื ทำ�ให้เกิดความเข้าใจกับประชาชนชาวควิเบก  โดยเฉพาะ ค�ำ จ�ำ กดั ความในขอ้ เสนอเกย่ี วกบั ค�ำ วา่ sovereignty – association การถกเถยี งประเดน็ ประโยคค�ำ ถามทจ่ี ะถามประชาชนชาวควเิ บกใชเ้ วลาถงึ ๑๗ วนั ค�ำ ถามประชามตไิ ดถ้ กู ปรบั ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยแกป่ ระชาชนโดยจดั ท�ำ เปน็ ทง้ั ภาษาองั กฤษและฝรง่ั เศส โดยเนอ้ื ความเปน็ ดงั น้ี “รฐั บาลแคว้นควเิ บกจดั ท�ำ ขอ้ เสนอน้เี สนอต่อสาธารณชนเพอ่ื ใช้ในการเจรจาขอ้ ตกลงใหม่ กบั บรรดาดนิ แดนในสว่ นทเ่ี หลอื ของประเทศแคนาดาโดยตง้ั อยบู่ นพน้ื ฐานความเสมอภาค ของประชาชน ข้อตกลงน้ีจะให้อำ�นาจแคว้นควิเบกมีอำ�นาจเฉพาะในเร่ืองการตรากฎหมาย เก็บภาษี  และดำ�เนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ  ซ่ึงส่ิงท่ีกล่าวมาคืออำ�นาจอธิปไตย แตใ่ นขณะเดยี วกนั กย็ งั คงจะรกั ษาความสมั พนั ธก์ บั แคนาดาในทางเศรษฐกจิ อนั ประกอบดว้ ย การใชส้ กลุ เงนิ ตรารว่ มกนั การเปล่ียนแปลงสถานะทางการเมืองอันเป็นผลมาจากการเจรจาในเน้ือหา ดังกล่าวจะไม่มีทางบังเกิดข้ึนได้  หากปราศจากความเห็นชอบของประชาชนผ่าน การลงประชามตใิ นครง้ั อน่ื ๆ ด้วยเหตุผลข้างต้นน้ี  ท่านเห็นด้วยหรือไม่ท่ีจะมอบอำ�นาจให้รัฐบาลแคว้น ควเิ บกเจรจาในขอ้ ตกลงระหวา่ งแควน้ ควเิ บกกบั แคนาดาตามขอ้ เสนอขา้ งตน้ น”้ี ผลจากการลงประชามตใิ นวนั ท่ี ๒๐ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๘๐ มปี ระชาชน ในแคว้นควิเบกมาร่วมกันลงประชามติคร้ังสำ�คัญน้ีจำ�นวน  ๓,๗๓๘,๘๕๔  คิดเป็น รอ้ ยละ  ๘๕.๖๑  ของประชากรผมู้ สี ทิ ธลิ งคะแนนในแควน้ ควเิ บกทง้ั หมด  โดยมปี ระชาชน 64

65 ไมเ่ หน็ ดว้ ย จ�ำ นวน ๒,๑๘๗,๙๙๑ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๕๙.๕๖ ขณะทเ่ี หน็ ดว้ ย จ�ำ นวน ๑,๔๘๕,๘๕๑ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๔๐.๔๔ ดงั นน้ั การลงประชามตใิ นปี ค.ศ. ๑๙๘๐ ประชาชนชาวควิเบกลงมติให้แคว้นควิเบกยังคงอยู่ในสถานะเช่นเดิมกับแคนาดา  (Charlotte Perreault, France Lavergne and Julien Côté, ๒๐๐๑, p.๓๕-๓๙) อย่างไรก็ตาม  การดำ�เนินการของรัฐบาลแคว้นควิเบกโดยการเสนอ ของนายกรัฐมนตรีแห่งแคว้นได้ออกคำ�ส่ังเป็นหมายกำ�หนดการอันเก่ียวกับการดำ�เนิน การจดั ท�ำ ประชามตใิ นแควน้ ควเิ บกขน้ึ อกี ครง้ั   แตใ่ นครง้ั นแ้ี ทนทจ่ี ะเปน็ การด�ำ เนนิ การจดั ท�ำ ประชามติเพ่ือให้แคว้นควิเบกมีอำ�นาจอธิปไตยเหมือนในปี  ค.ศ.  ๑๙๘๐  รัฐบาล แคว้นควิเบกกลับตัดสินใจเสนอให้มีการจัดทำ�ประชามติเก่ยี วกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแคนาดา ภายใตข้ อ้ ตกลงชารล์ ลอ็ ตทาวน์ (Charlottetown Agreement) ตามวนั ท่ี ๒๘ สงิ หาคม ๑๙๙๒ ซง่ึ การท�ำ ประชามตแิ กไ้ ขรฐั ธรรมนญู แคนาดามสี าระส�ำ คญั ในเรอ่ื งพน้ื ฐานอ�ำ นาจ นิติบัญญัติของแคว้นและดินแดนในแคนาดา  ความพยายามแก้ไขข้อพิพาทท่ีมีอย่าง ยาวนานในเร่ืองการแบ่งแยกอำ�นาจระหว่างอำ�นาจตุลาการของแคว้นและสหพันธ์รัฐ รวมถึงประเด็นอ่นื ๆ  ท้งั ประเด็นการปฏิรูปสถาบันต่างๆของประเทศท้งั ในด้านสวัสดิการ สังคม  การศึกษาและส่ิงแวดล้อม  เป็นต้น  ผลการจัดทำ�ประชามติท้ังประเทศแคนาดา ในวันท่ี  ๒๖  ตุลาคม  ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๒  ซ่ึงมีคำ�ถามของการจัดทำ�ประชามติคร้ังน้ีว่า “ทา่ นเหน็ ดว้ ยหรอื ไมเ่ หน็ ดว้ ยทร่ี ฐั ธรรมนญู แหง่ แคนาดาควรถกู การแกไ้ ขโดยตง้ั อยบู่ นพน้ื ฐาน ตามข้อตกลงวันท่ี  ๒๘  สิงหาคม  ๑๙๙๒”  ประชาชนชาวแคนาดาได้ไปร่วมลงมติ ในประชามตคิ รง้ั นม้ี จี �ำ นวนทง้ั สน้ิ ๑๓, ๗๓๖,๖๓๔ คน ซง่ึ เปน็ รอ้ ยละ ๗๑.๘ ของจ�ำ นวน ประชากรท้ังประเทศ  ประชาชนส่วนใหญ่ลงมติไม่เห็นด้วยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่ีจำ�นวน  ๗,๕๕๐,๗๓๒  คน  คิดเป็นร้อยละ  ๕๔.๖  ประชาชนท่ีเห็นด้วยให้มีการแก้ไข มจี �ำ นวน ๖,๑๘๕,๙๐๒ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๔๔.๖ (Meapleaf.com, n.d.) แตห่ ากพจิ ารณา เฉพาะแควน้ ควเิ บกจากประชากรทไ่ี ปใชส้ ทิ ธทิ ง้ั หมด ๔,๐๓๓,๐๒๑ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๘๒.๗๖ ของประชากรท้ังหมดท่ีมีสิทธิลงคะแนนในแคว้น  ผู้มีสิทธิไม่เห็นด้วยเป็นสัดส่วนมาก ทจ่ี �ำ นวน ๒,๒๓๖๑๑๔ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๕๖.๖๘ และผมู้ สี ทิ ธเิ หน็ ดว้ ยมจี �ำ นวน ๑,๗๐๙,๐๗๕ คิดเป็นร้อยละ  ๔๓.๓๒  ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประชาชนในแคว้นควิเบกส่วนใหญ่

ยังมีความประสงค์ท่จี ะผกู พนั เปน็ สว่ นหนง่ึ ในระบบสหพันธ์รฐั ของประเทศแคนาดา  (Perreault, Lavergne and Côté, ๒๐๐๑, p.๔๕) แตใ่ นปี ค.ศ. ๑๙๙๕ เกดิ ประชามตคิ รง้ั ส�ำ คญั ของแควน้ ควเิ บกอกี ครง้ั หนง่ึ ซง่ึ เปน็ ผลจากการเลอื กตง้ั ในปี ค.ศ. ๑๙๙๔ พรรคชาวควเิ บก (The Parti Québécois : PQ) เป็นพรรคได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในแคว้นควิเบก  โดยการหาเสียงได้เสนอประเด็น ทจ่ี ะผลกั ดนั ใหม้ กี ารดำ�เนนิ การจดั ทำ�ประชามตเิ พอ่ื แยกตวั เปน็ อสิ ระจากประเทศแคนาดา อีกคร้งั หน่งึ   เม่อื เข้ามาทำ�หน้าท่ใี นรัฐสภาพรรคชาวควิเบกได้รวมเสียงสนับสนุนจากกล่มุ สมาชกิ พรรคการเมอื งกลมุ่ ชาวควเิ บก (The Bloc Québécois : BQ) และพรรคการเมอื ง การด�ำ เนนิ การเพอ่ื ประชาธปิ ไตยแหง่ แควน้ ควเิ บก (Action Démocratique du Québécois : ADQ) ผลกั ดนั เกย่ี วกบั การจดั ท�ำ ประชามติ ซง่ึ ในวนั ท่ี ๑๒ มถิ นุ ายน ปี ค.ศ.๑๙๙๕ ไดล้ งนาม ข้อตกลงเพ่อื สนับสนุนแนวทางการต้งั คำ�ถามในประชามติ  ซ่งึ คำ�ถามเป็นประเด็นอำ�นาจ อธิปไตยท่ีเช่ือมโยงกับข้อเสนอการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองกับแคนาดา ซ่ึงถ้าหากประชากรส่วนใหญ่ในแคว้นควิเบกลงประชามติให้แยกตัวออกจากประเทศ แคนาดา  รัฐบาลแคนาดาอาจจะต้องใช้เวลา  ๑  ปีเพ่ือตัดสินใจในการดำ�เนินการ ตามขอ้ ตกลงเปน็ หนุ้ สว่ นทางเศรษฐกจิ และการเมอื งกบั แควน้ ควเิ บก  เพราะถา้ หากไมอ่ าจหา ขอ้ ตกลงระหวา่ งกนั ได้ แควน้ ควเิ บกจะด�ำ เนนิ การเแยกตวั เปน็ เอกราชจากประเทศแคนาดา อยา่ งสมบรู ณ์ (Courchene and Murphy, ๒๐๐๗, p. ๒๐๖ – ๒๐๗) โดยค�ำ ถามประชามติ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ครง้ั น้ี มคี วามวา่ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ท่ีแคว้นควิเบกควรจะมีอำ�นาจอธิปไตย  ภายหลังจาก ท่ีได้ทำ�ข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลแคนาดาเพ่ือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และการเมอื งรปู แบบใหมภ่ ายใตก้ รอบแหง่ รา่ งพระราชบญั ญตั เิ พอ่ื อนาคตของแควน้ ควเิ บก และภายใตข้ อ้ ตกลงทไ่ี ดล้ งนามวนั ท่ี ๑๒ มถิ นุ ายน ปี ค.ศ.๑๙๙๕” ผลการลงประชามติอย่างเป็นทางการได้เผยแพร่ออกมาในวันท่ี  ๒๘ พฤศจิกายน  ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๒  ประชาชนชาวควิเบกไปลงคะแนนเสียงคร้ังน้ีท่ีจำ�นวน ๔,๗๕๗,๕๐๙ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๙๓.๕๒ ของประชากรในแควน้ ควเิ บกทง้ั หมด คะแนนเสยี ง ส่วนใหญ่ลงมติไม่เห็นด้วยท่จี �ำ นวน  ๒,๒๓๖,๖๔๘  คน  คิดเป็นร้อยละ  ๕๐.๕๘  ขณะท่ี คนทเ่ี หน็ ดว้ ยจ�ำ นวน ๒,๓๐๘,๓๖๐ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ๔๙.๔๒ (Perreault, Lavergne and 66

67 Côté, ๒๐๐๑, p.๔๘-๕๔) ผลการลงประชามตปิ ี ค.ศ.๑๙๙๕ มนี ยั ยะส�ำ คญั ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ ระหว่างผู้เห็นด้วยกับผู้ไม่เห็นด้วยให้แคว้นควิเบกแยกตัวเป็นเอกราชมีอัตราส่วนของผล มากนอ้ ยตา่ งกนั เพยี งรอ้ ยละ ๑ เทา่ นน้ั ทง้ั น้ี หากพจิ ารณาถงึ การจดั ท�ำ ประชามตทิ เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การด�ำ เนนิ การเพอ่ื แยกตวั เปน็ เอกราชทง้ั ในครง้ั แรกในป ี ค.ศ.  ๑๙๘๐  และในครง้ั ทส่ี องปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ซง่ึ อาจรวมถงึ ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๒  ท่ีเป็นการจัดทำ�ประชามติในข้อตกลงชาร์ลล็อตทาวน์  ท่ีมีลักษณะ การดำ�เนินการเพ่ือนำ�ไปสู่การมีอำ�นาจอธิปไตยในแคว้นควิเบกจะพบผลลัพธ์ท่ีแสดง ใหเ้ หน็ ไดว้ า่ ประชาชนในแควน้ ควเิ บกยงั คงมคี วามประสงคจ์ ะเปน็ สว่ นหนง่ึ ในอ�ำ นาจอธปิ ไตย ร่วมกับประเทศแคนาดา  อย่างไรก็ตาม  หากพิจารณาถึงผลประชามติคร้ังท่ีสองท่ีมี อัตราส่วนระหว่างผู้เห็นด้วยกับผู้ไม่เห็นด้วยต่างกันพียงร้อยละ  ๑  ทำ�ให้เป็นท่ีน่าสนใจ อย่างย่ิงหากมีการผลักดันให้แคว้นควิเบกทำ�ประชามติคร้ังท่ีสาม  เพ่ือให้แคว้นควิเบก มอี �ำ นาจอธปิ ไตยเปน็ ของตนเองจะมผี ลอยา่ งไร ขณะเดยี วกนั ดว้ ยระบบการเมอื งการปกครองของประเทศแคนาดาซง่ึ มรี ฐั ธรรมนญู ท่ีเอ้ือให้เกิดการเปล่ียนแปลงรูปแบบของแคว้นและดินแดน  โดยมีอยู่  ๒  ประเด็น  คือ  ๑)  ระบบการเมืองการปกครองของประเทศแคนาดามีลักษณะเป็นสหพันธ์รัฐท่มี ีการกระจาย อำ�นาจอย่างมากโดยเป็นรูปแบบการมอบอำ�นาจต่างๆ  ตามรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาล แควน้ และดนิ แดนของประเทศแคนาดา และ  ๒) รฐั บาลแควน้ และดนิ แดนจะใชอ้ �ำ นาจมาก หรอื นอ้ ยจะเชอ่ื มโยงกบั สภาพการรวมตวั เปน็ ชาต ิ (Nationhood)  ตามยคุ สมยั ทบ่ี ญั ญตั ไิ ว้ ซ่ึงสาระสำ�คัญในประเด็นแคว้นควิเบก  คือ  รัฐธรรมนูญสหพันธ์รัฐของประเทศแคนาดา เปดิ โอกาสใหแ้ ควน้ มโี อกาสเปน็ ชาตทิ ม่ี อี �ำ นาจอธปิ ไตยไดอ้ ยา่ งบรบิ รู ณต์ ามกรอบของความรฐั ของแคนาดา  (Courchene  and  Murphy,  ๒๐๐๗,  p.๒๑๘-๒๑๙)  ประเด็นสำ�คัญ อกี ประการหนง่ึ   ดว้ ยหลกั การรปู แบบการปกครองแบบสหพนั ธร์ ฐั ทจ่ี ะตอ้ งการสรา้ งความเทา่ เทยี ม ท้ังทางการเมือง  การเก็บภาษี  รายได้ของสหพันธ์รัฐท่ีจะมาจากทุกแคว้นและดินแดน โดยมาจากทง้ั ในแควน้ และดนิ แดนทร่ี �ำ่ รวยและไมร่ �ำ่ รวย ซง่ึ จะตอ้ งแบง่ ปนั งบประมาณรว่ มกนั เพ่อื ดำ�เนินนโยบายด้านการบริการสาธารณและนโยบายทางสังคม  ขณะท่ปี ระชาชนบางส่วน ท่ีสนับสนุนให้แคว้นควิเบกมีอำ�นาจอธิปไตยมีความเห็นว่าแคว้นควิเบกเป็นแคว้นท่ีมี ศักยภาพทางเศรษฐกิจพอสมควรท่ีจะพ่ึงพาตัวเองได้  จึงควรให้รัฐบาลแคว้นนำ�เอาภาษี

ทเ่ี กบ็ จากแควน้ ไปบรหิ ารจดั การเพอ่ื ประโยชนข์ องแควน้ ควเิ บกเอง นอกจากน้ี ประชาชน ชาวควิเบกต่างมีความรู้สึกว่าชาวคิวเบกแตกต่างจากประชาชนส่วนใหญ่ของแคว้น และดนิ แดนของประเทศแคนาดา สง่ิ ทช่ี ดั เจนคอื ภาษาทป่ี ระชากรควเิ บกใชใ้ นแควน้ คอื ภาษา ฝร่งั เศส  ซ่งึ จากการลงประชามติปี  ค.ศ.  ๑๙๙๕  ประชาชนชาวควิเบกท่ใี ช้ภาษาฝร่งั เศส ส่วนใหญ่ลงคะแนนเห็นด้วยให้ควิเบกมีอำ�นาจอธิปไตยของตนเอง  รวมถึงชนพ้ืนเมือง ดง้ั เดมิ ในแควน้ ควเิ บกอยา่ งเชน่ ชาวอนิ นุ (Innu) ชาวอาตกิ าเมก็ (Atikamek) และอาเบเนกิ (Abenaki)  เป็นต้น  ขณะเดียวกันผ้ทู ่ไี ม่เห็นด้วยส่วนใหญ่คือชาวควิเบกท่พี ูดภาษาอังกฤษ และกลุ่มคนท่ีย้ายถ่ินฐานมาอยู่ใหม่ในแคว้นควิเบก  ซ่ึงกลุ่มคนย้ายถ่ินฐานมาอยู่ใหม่ ในแควน้ ควเิ บกถอื เปน็ กลมุ่ ทเ่ี พม่ิ มากขน้ึ เรอ่ื ย ๆ นอกจากน้ี หากพจิ ารณาประวตั ศิ าสตร์ ในลักษณะเฉพาะในความเป็นชาตินิยมและการมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ ์ ซ่งึ เป็นไป ในลักษณะวัฒนธรรมฝร่ังเศสในยุคสมัยท่ีอพยพมาอยู่ในแคว้นควิเบก  ทำ�ให้ประชาชน ชาวควเิ บกบางสว่ นกงั วลวา่ การเปน็ สว่ นหนง่ึ ของประเทศแคนาดาจะถกู กลนื กลายทางวฒั นธรรม  เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศแคนาดาพูดภาษาอังกฤษและมีวัฒนธรรมในรูปแบบ ของสหราชอาณาจักร  อย่างไรก็ตาม  การทำ�ประชามติเพ่ือให้แคว้นควิเบกมีอำ�นาจ อธิปไตยเป็นเอกราชจากประเทศแคนาดาท้งั สองคร้งั แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวควิเบก ยงั คงตอ้ งการเปน็ สว่ นหนง่ึ ในแควน้ ของแคนาดา ถึงกระน้ันก็ตาม  จากกรณีการจัดทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราช ของดนิ แดนสกอ็ ตแลนดจ์ ากสหราชอาณาจกั รท�ำ ใหช้ าวควเิ บกกลบั มาใหค้ วามสนใจในอนาคต ของแคว้นควิเบกอีกคร้ังหน่ึง  โดยเฉพาะกลุ่มพรรคการเมืองและกลุ่มเคล่ือนไหว เพ่ือต้องการแยกตัวเป็นเอกราชแคว้นควิเบก  แต่ถึงกระน้ันก็ตามในปี  ค.ศ.  ๒๐๐๐  พระราชบญั ญตั เิ พอ่ื สรา้ งความชดั เจนในความเปน็ สหพนั ธร์ ฐั (The Federal Clarity Act) ไดป้ ระกาศผา่ นรฐั สภาแคนาดา ซง่ึ มผี ลใหร้ ฐั บาลกลางแคนาดามสี ทิ ธทิ จ่ี ะตดั สนิ ใจในค�ำ ถาม ทต่ี ง้ั ขน้ึ ไมว่ า่ การจดั ท�ำ ประชามตใิ นอนาคตนน้ั จะเปน็ ไปเพอ่ื ความเปน็ เอกราชหรอื ไมก่ ต็ าม หรือไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในแคว้นจะลงประชามติให้แยกตัวเป็นเอกราชได้ ก็ตาม  การออกเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในแคว้นใด  ๆ  ของแคนาดาท่ลี งประชามติ ให้แยกตัวเป็นเอกราชน้ันจะเป็นเพียงจุดเร่ิมต้นในการเจรจากับรัฐบาลแห่งสหพันธ์รัฐ เท่าน้ันและกระบวนการแยกตัวเป็นเอกราชโดยชอบด้วยกฎหมายจะต้องผ่านการแก้ไข 68

69 รฐั ธรรมนญู ดงั นน้ั กระบวนการการแยกตวั ของแควน้ ตา่ ง ๆ ในประเทศแคนาดาในอนาคต จะเปน็ กระบวนการทช่ี า้ และยงุ่ ยากอยา่ งมากและปจั จยั ส�ำ คญั คอื   แควน้ ควเิ บกมผี อู้ พยพใหม่ เข้ามาในแคว้นเป็นจำ�นวนมากข้ึน  โดยเฉพาะเมืองมอนทรีออล  ซ่ึงเป็นเมืองใหญ่ท่ีสุด ในแคว้นควิเบกท่ีมีผู้อพยพใหม่เข้ามามากจนกลายเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมและกลุ่มคน อพยพใหม่ก็มีแนวคิดท่ีต้องการให้แคว้นควิเบกยังคงเป็นแคว้นท่ีอยู่ในระบบการปกครอง แบบสหพนั ธร์ ฐั ของประเทศแคนาดา (The Economist, ๒๐๑๔ : ๕๘ -๕๙) เพราะฉะนน้ั การแยกตวั เปน็ เอกราชของแควน้ ควเิ บกจากประเทศแคนาดาในอนาคตจงึ ไมใ่ ชส่ ง่ิ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ไดง้ า่ ยนกั การทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราชในดินแดนสก็อตแลนด์ จากประเทศสหราชอาณาจกั ร การจัดทำ�ประชามติของสก็อตแลนด์เพ่ือแยกตัวเป็นเอกราชจากสหราช อาณาจักร  ในวันท่ ี ๑๘  กันยายน  ค.ศ.  ๒๐๑๔  ถือเป็นการจัดทำ�ประชามติคร้งั สำ�คัญ ครง้ั หนง่ึ ในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยเปน็ การแสดงใหเ้ หน็ ถงึ โอกาสทร่ี ฐั ใดรฐั หนง่ึ ประสงคจ์ ะแยกตวั ออกเป็นเอกราชและอาศัยการจัดทำ�ประชามติโดยได้รับการเห็นชอบให้มีการดำ�เนิน การจัดทำ�ประชามติจากรัฐเดิมท่ีเคยเป็นส่วนหน่ึง  หากจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ดินแดนสก็อตแลนด์  ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของสหราชอาณาจักรกับอังกฤษท่ีเป็นเสมือนรัฐ ท่ีมีอิทธิพลสูงสุดในสหราชอาณาจักรแล้ว  สก็อตแลนด์ถือว่ามีความสัมพันธ์ในประเด็น ทางประวัติศาสตร์กับอังกฤษไม่ดีนัก  โดยท้ังอังกฤษและสก็อตแลนด์มีการทำ�สงคราม ระหว่างกันถึง  ๓๑๔  คร้ัง  ก่อนจะถูกควบรวมเป็นรัฐท่ีอยู่ภายใต้สหราชอาณาจักร ในปี  ค.ศ.  ๑๗๐๗  ด้วยความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ทำ�ให้เกิดกลุ่มต่อต้านการเป็น สหภาพ  (Union)  ในลักษณะสหราชอาณาจักร  ซ่ึงได้เร่ิมเกิดข้ึนระหว่างช่วงศตวรรษท่ี  ๑๘  และ  ๑๙  โดยเป็นการชุมนุมประท้วงในกลุ่มผู้มีความคิดหัวรุนแรงมากกว่า จะเป็นการเคล่ือนไหวท่ีเป็นไปอย่างต่อเน่ืองในรูปแบบชาตินิยม  จนกระท่ังมีการจัดต้ัง สมาคมการปกครองมาตภุ มู สิ กอ็ ตแลนด์ (Scottish Home Rule Association) ในปี ค.ศ. ๑๘๘๖ ตอ่ มาไดจ้ ดั ตง้ั เปน็ พรรคการเมอื งแหง่ ชาตขิ องสกอ็ ตแลนด์ (the National Party of Scotland) ในปี ค.ศ.๑๙๒๘ และในปี ค.ศ. ๑๙๓๒ การรวมตวั กนั ระหวา่ งพรรคการเมอื ง แห่งชาติของสก็อตแลนด์และพรรคการเมืองขนาดเล็กได้นำ�ไปสู่การต้ังพรรคการเมือง

แหง่ ชาตชิ าวสกอ็ ตแลนด์ (Scottish National Party) ขน้ึ ในปี ค.ศ. ๑๙๓๔ และกลายเปน็ พรรคการเมืองท่ีมีบทบาทสำ�คัญ  อย่างไรก็ตามในช่วงสามทศวรรษแรกพรรคการเมือง แหง่ ชาตชิ าวสกอ็ ตแลนดไ์ ดร้ บั คะแนนเสยี งเพยี งเลก็ นอ้ ยในดนิ แดนสกอ็ ตแลนดต์ ามหลงั พรรคใหญ่ อย่างพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคแรงงาน  จนกระท่ัง  การเลือกต้ังท่ัวไปคร้ังท่ีสอง ของประเทศสหราชอาณาจักรพรรคการเมืองแห่งชาติชาวสก็อตแลนด์ได้คะแนนสัดส่วน จากการเลือกต้ังถึงร้อยละ  ๓๐  ในดินแดนสก็อตแลนด์มากกว่าพรรคการเมืองใหญ่ อยา่ งพรรคอนรุ กั ษน์ ยิ ม ในปี ค.ศ. ๑๙๗๔ และไดม้ กี ารจดั ท�ำ ประชามตใิ นเรอ่ื งการโอนอ�ำ นาจ จากสว่ นกลางไปสสู่ กอ็ ตแลนด์  โดยประชาชนชาวสกอ็ ตแลนดล์ งคะแนนเหน็ ดว้ ยทร่ี อ้ ยละ ๕๑.๖ แตท่ วา่ การจดั ท�ำ ประชามตใิ นครง้ั นม้ี ผี มู้ สี ทิ ธอิ อกเสยี งไปใชส้ ทิ ธเิ พยี งรอ้ ยละ ๖๓.๘ ซง่ึ ในกรณนี ผ้ี อู้ อกเสยี งเหน็ ดว้ ยมจี ำ�นวนนอ้ ยกวา่ หนง่ึ ในสามของผมู้ สี ทิ ธอิ อกเสยี งทง้ั หมด โดยตามกฎหมายบญั ญตั ไิ วใ้ หต้ อ้ งมคี ะแนนเหน็ ดว้ ยเกนิ รอ้ ยละ ๔๐ ของผมู้ สี ทิ ธอิ อกเสยี ง ทง้ั หมดเพอ่ื น�ำ ไปสกู่ ารด�ำ เนนิ การตรากฎหมายโอนอ�ำ นาจจากสว่ นกลางไปสดู่ นิ แดนสกอ็ ตแลนด์ อย่างไรก็ตาม  ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๘  มีการจัดทำ�ประชามติอีกในเร่ืองการโอนอำ�นาจ จากสว่ นกลางไปยงั ดนิ แดนสกอ็ ตแลนดแ์ ละเวลส์ ผลจากประชามตคิ รง้ั นท้ี �ำ ใหร้ ฐั บาลกลาง สหราชอาณาจกั รผา่ นกฎหมายในจดั ตง้ั รฐั สภาสกอ็ ตแลนดแ์ ละเวลสใ์ นปี ค.ศ. ๑๙๙๙ การเกดิ รฐั สภาสกอ็ ตแลนดท์ �ำ ใหบ้ ทบาทพรรคการเมอื งแหง่ ชาตชิ าวสกอ็ ตแลนด์ มีบทบาทมากข้ึนโดยเฉพาะในรัฐสภาสก็อตแลนด์และพรรคการเมืองแห่งชาติ ชาวสกอ็ ตแลนดไ์ ดเ้ รม่ิ มแี ถลงการณโ์ ดยนโยบายของพรรคทเ่ี สนอจะผลกั ดนั ใหส้ กอ็ ตแลนด์ แยกตวั เปน็ เอกราชจากสหราชอาณาจกั ร  การเลอื กตง้ั รฐั สภาสกอ็ ตแลนด ์ ป ี ค.ศ.  ๒๐๑๑ พรรคการเมืองแห่งชาติชาวสก็อตแลนด์ได้จัดต้ังรัฐบาลในดินแดนสก็อตแลนด์โดยได้รับ คะแนนเสยี งสว่ นใหญจ่ ากผมู้ สี ทิ ธลิ งคะแนนอยา่ งชดั เจน ตอ่ มาพรรคฯ จงึ ไดเ้ รม่ิ ด�ำ เนนิ การ ตามคำ�ม่ันสัญญาท่ีเคยประกาศกับสาธารณชนชาวสก็อตแลนด์ในการดำ�เนินนโยบาย แยกตัวเปน็ เอกราชจากสหราชอาณาจักรโดยเรียกร้องใหม้ ีการจดั ท�ำ ประชามติข้นึ ในดนิ แดน สกอ็ ตแลนด ์ จนกระทง่ั น�ำ ไปสกู่ ารมขี อ้ ตกลง เอดนิ บะระ  (The  Edinburgh  Agreement) กบั รฐั บาลกลาง ในปี ค.ศ. ๒๕๑๒ (McConaghy, K., ๒๐๑๔, p. ๓-๕) ในท่ีสุดการจัดทำ�ประชามติแยกตัวเป็นเอกราชของดินแดนสก็อตแลนด์จึงได้ เกดิ ขน้ึ โดยก�ำ หนดวนั ใหป้ ระชาชนชาวสกอ็ ตแลนดร์ ว่ มลงประชามตใิ นวนั ท่ี ๑๘ กนั ยายน 70

71 ปี ค.ศ. ๒๐๑๔ กอ่ นการท�ำ ประชามต ิ พรรคทส่ี นบั สนนุ ใหส้ กอ็ ตแลนดย์ งั คงอยกู่ บั สหราช อาณาจักรประกอบไปด้วยพรรคแรงงาน  พรรคเสรีประชาธิปไตย  และพรรคอนุรักษ์นิยม ไดป้ ระกาศขอ้ เสนอของกลมุ่ พรรคตนทเ่ี หน็ วา่ จะด�ำ เนนิ การใหร้ ฐั บาลกลางสหราชอาณาจกั ร มอบอำ�นาจให้รัฐบาลสก็อตแลนด์มากข้ึนในเดือนมิถุนายน  ปี  ค.ศ.  ๒๐๑๔  โดยเป็น ไปในลักษณะท่ีให้รัฐบาลกลางมอบอำ�นาจให้รัฐบาลสก็อตแลนด์ควบคุมการเก็บภาษี อากรรายได้ท้ังหมดในดินแดนสก็อตแลนด์  ขณะท่ีฝ่ายสนับสนุนให้แยกตัวเป็นเอกราช โดยพรรคการเมืองแห่งชาติชาวสก็อตแลนด์ได้เผยแพร่เอกสารแนวทางการแยกตัวเป็น เอกราชโดยมเี นอ้ื หา ๖๗๐ หนา้ โดยเสนอวา่ แมจ้ ะแยกตวั เปน็ เอกราช แตส่ กอ็ ตแลนด์ ก็จะยังคงใช้สกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิงและเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป  รวมถึงยังคงมีบูรณาการ ทางความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสหราชอาณาจักรอย่ ู (The  Economist  Magazine, ๒๐๑๔, p. ๑๘) พรอ้ มกบั อา้ งวา่ หากประชาชนชาวสกอ็ ตแลนดล์ งคะแนนยงั คงอยตู่ อ่ กบั สหราชอาณาจักรโอกาสท่จี ะจัดทำ�ประชามติเพ่อื แยกตัวเป็นเอกราชข้นึ อีกอาจจะไม่มีอีก ตอ่ ไป (neverendum) อยา่ งไรกต็ าม โรบนิ แมก็ อลั ไพน์ (Robin Mc Alpine) ผอู้ �ำ นวยการ กล่มุ คอมมอนวีล  (Common  Weal)  ซ่งึ เป็นกล่มุ ภาคสังคมซ่งึ เสนอความเห็นในลักษณะ เป็นการรณรงค์เพ่ือสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมในดินแดนสก็อตแลนด์ ไดก้ ลา่ ววา่ “แมว้ า่ จะเราแพก้ ต็ าม ความไมพ่ อใจของพวกเรานจ้ี ะแปรเปลย่ี นไปสกู่ ารก�ำ หนด แนวทางทางนโยบายของพวกเราเอง  และเขาหวงั วา่ จะตอ้ งมกี ารจดั ท�ำ ประชามตใิ นเงอ่ื นไขอน่ื ภายใน ๕ ป”ี (The Econmist Magazine, ๒๐๑๔, p. ๔๕-๔๖) ในสว่ นภาคธรุ กจิ ในดนิ แดน สก็อตแลนด์  แม้ว่าภาคธุรกิจจะดูเหมือนสนับสนุนฝ่ายค้านการแยกตัวเป็นเอกราช ของสกอ็ ตแลนด์ เพราะเหน็ วา่ ความเชอ่ื มน่ั ของชาวสกอ็ ตแลนด์ กลมุ่ นกั ลงทนุ อสงั หารมิ ทรพั ย์ กลุ่มธนาคารและสถาบันทางการเงินจะรู้สึกไม่ม่ันใจเก่ียวกับภาษีและการส่งออก  แตภ่ าคธรุ กจิ ของสกอ็ ตแลนดก์ ส็ งวนทา่ ท ี เนอ่ื งจากพรรคการเมอื งแหง่ ชาตชิ าวสกอ็ ตแลนด์ ซ่งึ มีอิทธิพลอย่ใู นพ้ืนท่ีได้เตือนกลุ่มผ้นู ำ�ภาคธุรกิจในเร่ืองท่าทีระหว่างช่วงรณรงค์การทำ� ประชามติ โดยนายกาวนิ เฮวติ (Gavin Hewitt) อดตี ผบู้ รหิ ารสมาคมเหลา้ วสิ กส้ี กอ็ ตแลนด์ (the Scotch Whisky Association) ไดก้ ลา่ วอา้ งวา่ นายอองกสุ โรเบรต์ิ สนั (Angus Robinson) แกนนำ�พรรคการเมืองแห่งชาติชาวสก็อตแลนด์  และเป็นสมาชิกรัฐสภาได้ส่งข้อความ

ใหภ้ าคธรุ กจิ สงวนทา่ ที โดยนายกาวนิ เฮวติ   กลา่ ววา่ “เขาเกรงวา่ จะโดนเอาคนื หากการกระท�ำ อะไรลงไป” (The Economist Magazine, ๒๐๑๔, p. ๑๘) ผลการลงประชามติในสก็อตแลนด์ปรากฏว่า  ผู้มีสิทธิออกเสียงชาวสก็อตแลนด์ ท้ังหมด  ๔,๒๘๓,๓๙๒  คน  มีผู้มาใช้สิทธิท้ังส้ิน  ๓,๖๑๙,๙๑๕  คน  คิดเป็นร้อยละ ๘๔.๕๙  มีผู้ออกเสียงให้สก็อตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักรจำ�นวน ๑,๖๑๗,๙๘๙ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๔๔.๗๐ ขณะทม่ี ผี อู้ อกเสยี งใหส้ กอ็ ตแลนดย์ งั คงอยรู่ ว่ มกบั สหราชอาณาจกั รจ�ำ นวน ๒,๐๐๑,๙๒๖ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๕๕.๓๐ (BBC.com, ๒๐๑๔) ผลจากประชามติบ่งบอกว่าประชากรท่อี ย่ใู นดินแดนสก็อตแลนด์ยังคงต้องการเป็นส่วนหน่งึ กับสหราชอาณาจักร  ประเด็นท่ีสำ�คัญคือปัจจุบันประชากรท่ีอาศัยอยู่ในสก็อตแลนด์ เป็นคนท่อี พยพเข้ามาอาศัยอยจู่ ำ�นวนมาก  ซง่ึ มผี ลต่อการลงประชามติในคร้งั นเ้ี พราะคน เหล่าน้ียังคงต้องการให้สก็อตแลนด์คงอยู่กับสหราชอาณาจักรและไม่เห็นความจำ�เป็น ท่ตี ้องเปล่ยี นแปลงท่อี าจส่งผลกระทบต่อธุรกิจและความเป็นอย่ขู องพวกเขา  โดยนายอองเดร์ เลอกูร์  (André  Lecour)  อาจารย์จากมหาวิทยาลัยออตตาวา  ซ่ึงศึกษาการเคล่ือนไหว เพ่ือแยกตัวเป็นเอกราช  ได้ให้ทัศนะว่า  “การออกเสียงปฏิเสธการแยกตัวเป็นเอกราช ของสกอ็ ตแลนดไ์ ดแ้ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความคดิ ความเปน็ ชาตนิ ยิ มในสกอ็ ตแลนดท์ ง้ั หมดทม่ี ผี ล ต่ออนาคตของดินแดน  สก็อตแลนด์ในประเด็นเจตจำ�นงความต้องการเป็นเอกราช เพราะสทิ ธใิ นการลงคะแนนเสยี งขน้ึ อยกู่ บั ถน่ิ ทอ่ี ยขู่ องประชากรในพน้ื ทม่ี ากกวา่ จะเปน็ สทิ ธิ ตามสถานทเ่ี กดิ ” (The Economist magazine, ๒๐๑๔, p.๕๘-๕๙) ขณะท่ี นายกอรด์ อน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร  ได้เคยเสนอแนะว่า  “แม้ว่าสก็อตแลนด์จะปฏิเสธ การแยกตวั ออกเปน็ เอกราช นโยบายเกอื บทง้ั หมดในกจิ การภายใน รวมถงึ การเกบ็ ภาษอี ากร ควรจะถกู น�ำ มาจดั สรรอ�ำ นาจโดยกระจายออกจากรฐั บาลกลางมากยง่ิ ขน้ึ ” ดา้ นประชาชน ชาวองั กฤษซง่ึ เปน็ เชอ้ื ชาตสิ ว่ นใหญใ่ นสหราชอาณาจกั รโดยมจี �ำ นวนสดั สว่ นถงึ รอ้ ยละ ๘๔ กลบั เหน็ วา่ สกอ็ ตแลนดค์ วรจะได้รบั สดั ส่วนการจ่ายงบประมาณสาธารณน้อยลงหากยงั คง อยใู่ นสหราชอาณาจกั ร จากการส�ำ รวจความเหน็ ของกลมุ่ อนาคตขององั กฤษ (The Future of  England  Survey)  แสดงให้เห็นสัดส่วนท่ีเห็นด้วยเพ่ิมข้ึนอย่างมากท่ีเห็นว่าสมาชิก สภาผ้แู ทนราษฎรของรัฐสภาสหราชอาณาจักรท่เี ป็นตัวแทนจากสก็อตแลนด์ไม่ควรมีสิทธ์ิ ออกเสยี งในกฎหมายขององั กฤษ ซง่ึ เพม่ิ จากรอ้ ยละ ๑๘ ในปี ค.ศ. ๒๐๐๐ เปน็ รอ้ ยละ 72

73 ๕๕  ในปี  ค.ศ.  ๒๐๑๒  สัดส่วนในกรณีดังกล่าวจะเพ่ิมข้ึนไปอีก  ถ้าสก็อตแลนด์ได้รับ มอบอำ�นาจจากรัฐบาลกลางของสหราชอาณาจักรในการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ โดยอสิ ระ  (devo max) (the Economist magazine, ๒๐๑๔, p.๕๙) ท้ังน้ี  ปัจจุบันรัฐสภาของสก็อตแลนด์สามารถออกกฎหมายหลายขอบเขต ท้งั ทางด้านการศึกษา  สาธารณสุข  และบางส่วนในนโยบายด้านสวัสดิการสังคม  การกระจาย อำ�นาจจากส่วนกลางระหว่างสหราชอาณาจักรดังกล่าวจึงเป็นรูปแบบการผูกพัน ในเร่ืองความตกลงของการแบ่งปันอำ�นาจระหว่างกลุ่มชาตินิยมและกลุ่มสนับสนุน สหราชอาณาจกั ร ซง่ึ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ พระราชบญั ญตั เิ กย่ี วกบั สกอ็ ตแลนดใ์ หมฉ่ บบั หนง่ึ ช่วยให้ทางสก็อตแลนด์ได้รับภาษีรายได้เพ่ิมข้ึนและอำ�นาจการกู้ยืมเงินโดยได้รับการโอน อ�ำ นาจดงั กลา่ วนใ้ี นปี ค.ศ. ๒๐๑๕ และปี ค.ศ.๒๐๑๖ ซง่ึ ดงั กลา่ วท�ำ ใหป้ ระชาชนเชอ้ื ชาติ อังกฤษร้สู ึกไม่พอใจ  เพราะงบประมาณสาธารณะจะถูกจ่ายไปยังดินแดนสก็อตแลนด์มากข้นึ โดยจากการส�ำ รวจความเหน็ พบวา่ สดั สว่ นผมู้ คี วามเหน็ ไมพ่ งึ พอใจจากการกระจายอ�ำ นาจ จากส่วนกลางไปให้ดินแดนสก็อตแลนด์ตามพระราชบัญญัติสก็อตแลนด์ดังกล่าว  โดยมี อตั ราสว่ นเพม่ิ ขน้ึ จากหนง่ึ ในสส่ี ว่ นในปี ค.ศ. ๒๐๑๐ จนกระทง่ั มากกวา่ ครง่ึ หนง่ึ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ (The Economist magazine, ๒๐๑๔, p.๕๒) ดังน้ัน  หากพิจารณาตามผลประโยชน์ท่ีดินแดนสก็อตแลนด์ได้รับจากการ ยังคงอยู่ในสหราชอาณาจักรจะเห็นได้ว่าประชากรสก็อตแลนด์ได้รับผลประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะเร่ืองส่วนแบ่งการจับจ่ายงบประมาณในดินแดนสก็อตแลนด์  แม้ว่ากลุ่ม ชาตนิ ยิ มทส่ี นบั สนนุ ใหแ้ ยกตวั เปน็ เอกราชจะอา้ งวา่ สกอ็ ตแลนดจ์ ะอดุ มไปดว้ ยทรพั ยากร น�ำ้ มนั แตห่ ากพจิ ารณาแลว้ รายไดจ้ ากน�ำ้ มนั นน้ั มคี วามไมแ่ นน่ อน เชน่ ในปี ค.ศ. ๒๐๐๘- ๒๐๐๙ สกอ็ ตแลนดม์ รี ายไดจ้ ากน�ำ้ มนั ๑๑.๕ พนั ลา้ นปอนด์ แตใ่ นปี ค.ศ. ๒๐๑๒ - ๒๐๑๓ สกอ็ ตแลนดม์ รี ายไดจ้ ากน�ำ้ มนั   ๕.๕  พนั ลา้ นปอนด์ ถา้ ดนิ แดนสกอ็ ตแลนดไ์ ดร้ บั เอกราช ข้ึนมาอาจจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในเร่ืองการจัดต้ังกองทุนนำ้�มันและจะส่งผลให้มี รายได้น้อยลงในการใช้จ่ายงบประมาณ  ซ่งึ หากเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย  ผลกระทบ ทต่ี ามมาคอื การตอ้ งขน้ึ ภาษใี นดนิ แดนสกอ็ ตแลนด์ (The Economist magazine, ๒๐๑๔, p.๑๑)  ประเด็นสำ�คัญอีกประการหน่งึ คือ  ผลประโยชน์ของชาวสก็อตแลนด์เองเก่ียวกับ สวสั ดกิ ารสงั คมและการสาธารณสขุ   ซง่ึ ประชาชนสกอ็ ตแลนดต์ า่ งใหค้ วามสนใจอยา่ งมาก

หากสกอ็ ตแลนดเ์ ปน็ เอกราช รฐั บาลสกอ็ ตแลนดจ์ ะตอ้ งรกั ษาระบบกองทนุ ประกนั สขุ ภาพ แหง่ ชาตขิ องสกอ็ ตแลนดจ์ ากงบประมาณทล่ี ดลงไป  ขณะท ่ี สกอ็ ตแลนดม์ จี �ำ นวนสดั สว่ น ประชาชนผู้สูงอายุและเจ็บป่วยมากกว่าดินแดนส่วนท่ีเหลือในสหราชอาณาจักร  ดังน้ัน ข้ออ้างของกลุ่มชาตินิยมท่ีจะเพ่ิมงบประมาณระบบกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ ของสก็อตแลนด์ได้หากสก็อตแลนด์เป็นเอกราช  โดยอ้างถึงรายได้จากผลการขุดเจาะ นำ�้ มันอย่างเดียวจึงเป็นเร่อื งท่เี ป็นไปไม่ได ้ เว้นแต่จะดำ�เนินการเพ่มิ ภาษีอากรในดินแดน สกอ็ ตแลนด ์ หรอื ไดร้ บั เงนิ รายไดจ้ ากการขดุ เจาะน�ำ้ มนั เปน็ จ�ำ นวนเพม่ิ มากขน้ึ อยา่ งไมน่ า่ จะเป็นไปได้เท่าน้ัน  (The  Economist  magazine,  ๒๐๑๔,  p.๖๑)  ด้วยเหตุผล ในผลประโยชน์ของชาวสก็อตแลนด์ดังกล่าวข้างต้น  ทำ�ให้ผลประชามติของสก็อตแลนด์ แสดงออกมาวา่ ประชาชนสว่ นใหญย่ งั คงตอ้ งการอยรู่ ว่ มกบั สหราชอาณาจกั ร โดยมสี ดั สว่ น หา่ งจากกลมุ่ ทต่ี อ้ งการใหแ้ ยกตวั ออกเปน็ เอกราชมากพอสมควร แมว้ า่ ประชาชนสว่ นใหญ่ ของสกอ็ ตแลนดย์ งั มคี วามรสู้ กึ ชาตนิ ยิ มในดนิ แดนและในอตั ลกั ษณข์ องตนเองอยู่ แตด่ ว้ ย ผลประโยชนใ์ นปจั จบุ นั ทเ่ี กดิ ขน้ึ ตอ่ ชาวสกอ็ ตแลนดท์ ไ่ี ดร้ บั จากสหราชอาณาจกั รและความ ไมต่ อ้ งการเสย่ี งกับภาวะท่ไี ม่แนน่ อนจากการได้รับเอกราชในทางธรุ กจิ   รวมถงึ การใชช้ ีวติ ประจำ�วันจึงทำ�ให้ประชาชนส่วนใหญ่ในดินแดนสก็อตแลนด์ยังคงเลือกท่ีจะอยู่ร่วมกับ สหราชอาณาจกั ร อยา่ งไรกต็ าม ผลประชามตใิ นวนั ท่ี ๒๓ มถิ นุ ายน ปี ค.ศ. ๒๐๑๖ กรณี สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป  โดยประชาชนสหราชอาณาจักร ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปร้อยละ ๕๑.๙๐ ชนะคะแนนเสยี งใหย้ งั เปน็ สมาชกิ ในสหภาพยโุ รปทร่ี อ้ ยละ ๔๘.๑๐ แตป่ ระชากร ในดินแดนสก็อตแลนด์กลับออกเสียงให้สหราชอาณาจักรยังคงเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ถงึ รอ้ ยละ ๖๒ ตอ่ รอ้ ยละ ๓๘ (Deloy, C., ๒๐๑๖, p.๒) ประเดน็ นก้ี ลายเปน็ ประเดน็ ทถ่ี กู น�ำ มา หยิบยกจากกล่มุ ชาตินิยมท่ผี ลักดันให้สก็อตแลนด์แยกตัวเป็นเอกราช  เน่อื งจากสก็อตแลนด์ ไดร้ บั ผลประโยชนจ์ ากการทส่ี หราชอาณาจกั รเปน็ สมาชกิ ของสหภาพยโุ รปและการออกจาก สมาชกิ สหภาพยโุ รปของสหราชอาณาจกั รยอ่ มสรา้ งผลกระทบตอ่ สกอ็ ตแลนดอ์ ยา่ งหลกี เลย่ี ง ไมไ่ ด้ แตเ่ นอ่ื งจากปจั จบุ นั รฐั บาลสหราชอาณาจกั รยงั ไมไ่ ดถ้ อนตวั จากการเปน็ สมาชกิ ของ สหภาพยุโรปในทันที  ซ่ึงยังคงต้องมีการเจรจากันเป็นยาวนานกว่าสหราชอาณาจักร จะถอนตัวจากสหภาพยุโรปอย่างสมบูรณ์โดยคาดกว่าน่าจะเกิดข้ึนในปี  ค.ศ.  ๒๐๑๙  74

75 ดงั นน้ั ประชาชนชาวสกอ็ ตแลนดแ์ ละกลมุ่ ชาตนิ ยิ มจงึ ยงั คงดทู า่ ทแี ละผลประโยชนจ์ ากการเจรจา ระหว่างรัฐบาลกลางสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป  หากประชาชนชาวสก็อตแลนด์ พิจารณาว่าพวกเขาต้องเสียผลประโยชน์  การเคล่อื นไหวเพ่อื ให้สก็อตแลนด์แยกตัวออก เป็นเอกราชอาจจะเกิดข้นึ อีกคร้งั หน่ึงโดยมีสหภาพยุโรปเป็นปัจจัยสำ�คัญในการพิจารณา ตดั สนิ ใจ การท�ำ ประชามตเิ พอ่ื แยกตวั เปน็ เอกราชในแควน้ คาตาลญู ญา  จากประเทศสเปน เม่ือวันท่ ี ๑  ตุลาคม  ปี  ค.ศ.  ๒๐๑๗  ได้เกิดการจัดทำ�ประชามติในแคว้น คาตาลูญญา  ประเทศสเปน  เพ่ือให้ประชาชนชาวคาตาลูญญาลงมติว่าต้องการแยกตัว ออกจากประเทศสเปนหรือไม ่ ซ่งึ การจดั ทำ�ประชามติครง้ั น้ที ำ�ให้เกิดการจลาจลปะทะกัน ระหวา่ งประชาชนชาวคาตาลญู ญากบั เจา้ หนา้ ทต่ี �ำ รวจของประเทศสเปน เนอ่ื งจากรฐั บาล ท้องถ่ินคาตาลูญญาได้จัดทำ�ประชามติเองโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลกลาง และรฐั บาลกลางไดป้ ระกาศวา่ การจดั ท�ำ ประชามตเิ ปน็ การด�ำ เนนิ การอนั มชิ อบดว้ ยกฎหมาย ตามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รสเปน  ทง้ั น ้ี เหตผุ ลทท่ี �ำ ใหแ้ ควน้ คาตาลญู ญาตอ้ งการ แยกตัวเป็นเอกราชจากสเปนน้ัน  มีองค์ประกอบท้ังในแง่ประเด็นทางประวัติศาสตร์ ความแตกตา่ งทางภาษาและประเดน็ เหตผุ ลทางดา้ นเศรษฐกจิ เปน็ ส�ำ คญั แคว้นปกครองตนเองคาตาลูญญาอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ สเปน  มปี ระชากรประมาณ ๗.๕ ลา้ นคนโดยถอื เปน็ ๑ ใน ๑๗ เขตปกครองตนเองภายใต้ ระบบการเมืองสเปน  ภาษาท่ใี ช้เป็นภาษาท้องถ่นิ เป็นส่วนใหญ่คือภาษาคาตาลัน  ภาษา คาสตเิ ลยี นทม่ี กี ารใชก้ นั ในเมอื งบารเ์ ซโลนา่ และภาษาสเปน ประวตั ศิ าสตรค์ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งแควน้ คาตาลญู ญากบั สเปน  แควน้ คาตาลญู ญา ถือเป็นดินแดนส่วนหน่ึงของสเปนมาต้ังแต่ก่อต้งั ประเทศเม่ือศตวรรษท่ ี ๑๕  จนกระท่งั ศตวรรษท่ี  ๑๙  มีความพยายามฟ้นื ฟูอัตลักษณ์ความเป็นแคว้นคาตาลูญญาข้ึนมาใหม่ ทง้ั ในแงภ่ าษาและวรรณกรรม จนน�ำ ไปสกู่ ารรณรงคเ์ พอ่ื แยกสว่ นการปกครองและแยกดนิ แดน การทส่ี เปนเปลย่ี นระบอบการปกครองมาเปน็ สาธารณรฐั เมอ่ื ปี ค.ศ. ๑๙๓๑ เปดิ โอกาส ให้แคว้นคาตาลูญญาได้รับอิสระในการปกครองตนเองภายใต้กรอบกว้าง  ๆ  และแคว้น คาตาลูญญายังมีบทบาทสำ�คัญของฝ่ายนิยมสาธารณรัฐในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน ด้วยแต่เน่ืองจากเมืองบาร์เซโลน่าถูกกองทัพขวาจัดของนายพลฟรังโก  ยึดครองเม่ือปี 

ค.ศ.  ๑๙๓๙  นับเป็นจุดเร่ิมต้นท่ีทำ�ให้แนวคิดชาตินิยมของชาวคาตาลันถูกลดทอนลง ภายใต้การปกครองแบบอนุรักษ์นิยมของนายพลฟรังโก  แคว้นคาตาลูญญาถูกเพิกถอน สทิ ธใิ นการปกครองตนเอง รวมถงึ ถกู ปดิ กน้ั แนวคดิ ชาตนิ ยิ มแบบคาตาลนั และหา้ มใชภ้ าษา ท้องถ่นิ   (BBC.com,  ๒๐๑๗)  วัตถุประสงค์การปกครองภายใต้ยุคของนายพลฟรังโกคือ ความพยายามกดั กรอ่ นอัตลักษณข์ องคาตาลญู ญาโดยเป็นการพยายามกลนื กลายใหก้ ลาย เปน็ สว่ นหนง่ึ ของสเปน อยา่ งไรกต็ าม หลงั จากการเสยี ชวี ติ ของนายพลฟรงั โก ใน ปี ค.ศ. ๑๙๗๕ การเปลย่ี นผา่ นเขา้ สรู่ ะบอบประชาธปิ ไตย ฝา่ ยชาตนิ ยิ มในแควน้ คาตาลญู ญาจงึ ได้ สรา้ งกระแสชาตนิ ยิ มในแควน้ ทง้ั ในดา้ นภาษา วฒั นธรรม ธรรมเนยี ม วรรณกรรมและอน่ื ๆ นอกจากแรงผลักดันอันมีเหตุผลจากอัตลักษณ์เฉพาะของชาวคาตาลันทางภาษา ของกลมุ่ เชอ้ื ชาตติ นเอง  หรอื ประวตั ศิ าสตรท์ เ่ี คยถกู สเปนกดข ่ี ท�ำ ใหช้ าวคาตาลนั บางสว่ น ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชแล้ว  ปัจจัยท่ีมีความสำ�คัญไม่แพ้กันท่ีสร้างกระแสให้แคว้น คาตาลญู ญาตอ้ งการแยกตวั เปน็ เอกราชจากสเปนคอื   รฐั บาลกลางของสเปนมกี ารคอรร์ ปั ชนั และบริหารงานเป็นอุปสรรคจนทำ�ให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ท่ตี ้องการเปล่ยี นแปลงสังคมโดยเฉพาะในแค้วนคาตาลูญญาได้  (Time,  ๒๐๑๗,  p.๒๖)  ซ่ึงกลุ่มชาตินิยมคาตาลูญญาได้ปลุกกระแสให้ชาวคาตาลูญญาทราบถึงศักยภาพ ทางเศรษฐกิจในแคว้นของตนว่าคาตาลูญญามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ  ๑๙ ของผลผลติ มวลรวมของประเทศสเปนและมมี ลู คา่ การสง่ ออกถงึ กวา่ ๑ ใน ๔ ของทง้ั ประเทศ ในดา้ นการทอ่ งเทย่ี วยงั สามารถดงึ ดดู นกั ทอ่ งเทย่ี วมายงั แควน้ กวา่ ๑๘ ลา้ นคน ซง่ึ ถอื เปน็ แคว้นท่มี ีนักท่องเทย่ี วมาเยอื นจำ�นวนมากทส่ี ุดของประเทศสเปน  ขณะทเ่ี มืองทาราโกนา ถอื เปน็ หนง่ึ ในศนู ยก์ ลางอตุ สาหกรรมเคมที ใ่ี หญท่ ส่ี ดุ ของยโุ รปและเมอื งบารเ์ ซโลนา่ ถอื เปน็ เมืองท่าสำ�คัญของยุโรป  ด้านคุณภาพประชากรในคาตาลูญญามีประชากรในวัยทำ�งาน ประมาณ ๑ ใน ๓ ทจ่ี บการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษา  และอา้ งวา่ เศรษฐกจิ สเปนภายใตก้ าร บริหารงานของรัฐบาลกลางท่ีคอร์รัปชันและไร้ประสิทธิภาพ  ทำ�ให้รัฐบาลคาตาลูญญา ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  การจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลสเปนจึงถือเป็นภาระของแคว้น  แม้ว่าแคว้นคาตาลูญญาจะมีสิทธิเก็บภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพ่ิมในพ้ืนท่ีร้อยละ  ๕๐  สว่ นอกี ครง่ึ หนง่ึ รวมถงึ ภาษนี ติ บิ คุ คลจะถกู สง่ ใหร้ ฐั บาลกลางสเปน ในกรณภี าษอี น่ื ๆ เชน่ ภาษี นำ้�มัน  ภาษีเคร่ืองด่ืมแอลกฮอล์  รัฐบาลคาตาลูญญาจะเก็บได้ท่ีร้อยละ  ๕๘  แต่ภาษี 76

77 ความมน่ั คง ภาษมี รดก ภาษพี นนั และภาษคี มนาคม รฐั บาลคาตาลญู ญาจะเกบ็ ภาษไี ดท้ ง้ั หมด ซง่ึ ตวั เลขงบประมาณปี ค.ศ. ๒๐๑๔ บง่ ชว้ี า่ ชาวคาตาลนั จา่ ยภาษเี กนิ กวา่ ทร่ี ฐั บาลสเปน ใหก้ ลบั คนื เกอื บหนง่ึ หมน่ื ลา้ นยโู ร (BBC.com, ๒๐๑๗) ดว้ ยตวั เลขดงั กลา่ วขา้ งตน้ จงึ ถอื เปน็ ตวั กระตนุ้ ใหช้ าวคาตาลนั เชอ่ื และสนบั สนนุ กลมุ่ ชาตนิ ยิ มเพอ่ื ตอ้ งการเอกราชเพราะเชอ่ื วา่ จะน�ำ พามาซง่ึ ประโยชนข์ องประชาชนในแควน้ คาตาลญู ญา ขณะเดียวกันฝ่ายท่ีสนับสนุนให้แคว้นคาตาลูญญาเป็นส่วนหน่ึงของสเปน มีความเห็นว่า  แคว้นคาตาลูญญาไม่สามารถอ้างว่าถูกรัฐบาลกลางสเปนเอาเปรียบได้ อย่างสมเหตุสมผลนัก  เพราะธุรกิจและภาคการเงินของแคว้นได้รับผลประโยชน์มากมาย จากการเป็นส่วนหน่ึงของสเปนและเศรษฐกิจของแคว้นก็ก�ำ ลังจะดีข้ึน  แนวคิดชาตินิยม หัวรุนแรงของชาวคาตาลันจะเป็นอันตรายมากข้ึนต่ออุตสาหกรรมในเมืองบาร์เซโลน่า และเมอื งอน่ื ๆ ในแควน้ คาตาลญู ญา (The Economist, ๒๐๑๗, p.๓๘) ขณะทห่ี นส้ี นิ ภาครฐั ท่ีแคว้นคาตาลุนญูญญา  ซ่ึงรัฐบาลท้องถ่ินต้องรับผิดชอบมีถึง  ๗๗  พันล้านยูโร หรอื ประมาณรอ้ ยละ ๕๓.๔ ของผลติ ภณั ฑม์ วลรวมของแควน้ โดยในจ�ำ นวนหน้ี ๕๒ พนั ลา้ นยโู ร ซง่ึ มรี ฐั บาลกลางสเปนเปน็ เจา้ หนแ้ี ละในปี ค.ศ.๒๐๑๒ จากวกิ ฤตการณก์ ารเงนิ รฐั บาลกลาง สเปนได้กู้ยืมเงินจากต่างประเทศและได้จัดต้ังโครงการกองทุนพิเศษข้ึนเพ่ืออัดฉีดให้กับ แควน้ ตา่ ง ๆ ซง่ึ แควน้ คาตาลญู ญาไดร้ บั ผลประโยชนจ์ ากโครงการนม้ี ากทส่ี ดุ ถงึ ๖๗ พนั ลา้ นยโู ร ดงั นน้ั ฝา่ ยทส่ี นบั สนนุ จงึ ตง้ั ค�ำ ถามวา่ เมอ่ื ประกาศเอกราชแลว้ แควน้ คาตาลญู ญาจะจา่ ยหน้ี ท่ีมีต่อรัฐบาลสเปนมากมายมหาศาลได้หรือไม่  ซ่ึงแคว้นคาตาลูญญาจะปฏิเสธไม่ร่วม แบกรบั หนย้ี อ่ มเปน็ ไปไมไ่ ด ้ อกี ประการส�ำ คญั คอื   ถา้ แควน้ คาตาลญู ญาเปน็ เอกราชแลว้ จะสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับสหภาพยุโรปได้หรือไม ่ หรือเข้าถึงตลาดร่วมกับสหภาพ ยโุ รปไดห้ รอื ไมเ่ พราะการสง่ ออก ๒ ใน ๓ ของแควน้ คาตาลญู ญามคี คู่ า้ เปน็ ประเทศในกลมุ่ สหภาพยุโรป  ผลประโยชน์สำ�คัญที่ต้องพิจารณาดังกล่าวนั้นเชื่อมโยงกับการเข้าเป็นสมาชิก ของสหภาพยโุ รปทต่ี อ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากทกุ ชาตสิ มาชกิ   ดงั นน้ั   การทแ่ี ควน้ คาตาลญู ญา เป็นเอกราชย่อมเป็นเร่ืองยากท่ีจะเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้เพราะสเปนถือเป็น ประเทศสมาชกิ ส�ำ คญั ในสหภาพยโุ รปดว้ ย (BBC.com, ๒๐๑๗) อยา่ งไรกต็ าม การด�ำ เนนิ การเพอ่ื จดั ท�ำ ประชามตแิ ยกตวั เปน็ เอกราชของแควน้ คาตาลูญญาได้เร่มิ ถูกให้ความสนใจข้นึ ต้งั แต่ป ี ค.ศ.  ๒๐๑๔  สืบเน่อื งจากความไม่พอใจ

ในค�ำ พพิ ากษาของศาลรฐั ธรรมนญู ในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ เมอ่ื ฝา่ ยอนรุ กั ษน์ ยิ มน�ำ โดยพรรค ประชาชน (Partido Popular) ไดเ้ สนอการแนวทางการสรา้ งสถานะใหม่ (The New Statute) โดยประเดน็ ทก่ี ลายเปน็ ขอ้ ถกเถยี งคอื ประเดน็ ทางดา้ นการศกึ ษาและกฎขอ้ บงั คบั ทางภาษี ตามขอ้ บงั คบั ทางรฐั ธรรมนญู ในการสรา้ งความเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั ระหวา่ งแควน้ ตา่ งๆ ซ่ึงศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าส่วนสำ�คัญของแนวทางการสร้างสถานะใหม่ในประเด็น อ�ำ นาจการปกครองตนเอง (The New Statute of Autonomy) เปน็ การด�ำ เนนิ การไมช่ อบ และบงั คบั ใหต้ อ้ งตคี วามสว่ นอน่ื ๆ วา่ เปน็ ไปในแนวทางอยา่ งไร ดงั กลา่ วท�ำ ใหเ้ กดิ ความ ไม่พอใจในแคว้นคาตาลูญญาและทำ�ให้เกิดการเดินขบวนประท้วงข้นึ โดยมีพรรคปรับร่วม และสหภาพ (Convergència i Unió: CiU) และพรรคสงั คมนยิ มคาตาลนั (The Catalan Socialists) เป็นแกนนำ�  โดยอ้างว่ารัฐบาลกลางสเปนได้แทรกแซงกิจการภายในแคว้นคาตาลูญญา อยา่ งไมส่ มควร ปี ค.ศ. ๒๐๑๒ การเลอื กตง้ั ในแควน้ คาตาลญู ญาไดม้ กี ารชปู ระเดน็ การไดร้ บั อำ�นาจจากประชาชนในแคว้นคาตาลูญญาเพ่ือดำ�เนินการขับเคล่ือนสู่ประกาศแยกตัว เปน็ เอกราช แมว้ า่ พรรค CiU ทเ่ี ปน็ พรรคแกนน�ำ ในการสนบั สนนุ การแยกตวั เปน็ เอกราช จะไม่ได้ผ้แู ทนตามท่คี าดการณ์ไว้แต่ก็ยังคงกลายเป็นพรรคขนาดใหญ่ท่สี ุดในแคว้นคาตาลูญญา (Smith, B., ๒๐๑๗, p.๔) จนกระทง่ั ปี ค.ศ. ๒๐๑๔ นายอาเธอร์ มาส (Artur Mas) หัวหน้าพรรค  CiU  ซ่งึ เป็นประธานาธิบดีแห่งแคว้นคาตาลูญญาได้ลงนามในเทศบัญญัติ เพ่ือเรียกร้องให้รัฐบาลกลางสเปนจัดทำ�ประชามติให้คาตาลูญญาแยกตัวเป็นเอกราช ฝา่ ยรฐั บาลกลางไมเ่ หน็ ชอบ ดงั นน้ั แควน้ คาตาลญู ญาจงึ ไดจ้ ดั ท�ำ ประชามตเิ องในประเดน็ การแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปนในวันท่ี  ๙  พฤศจิกายน  ปี  ค.ศ.  ๒๐๑๔  ประชาชน ในแควน้ คาตาลญู ญาไดไ้ ปลงคะแนนเสยี งเพยี งรอ้ ยละ ๓๗ เทา่ นน้ั โดยลงคะแนนใหแ้ ยกตวั เปน็ เอกราชจากสเปนถงึ กวา่ รอ้ ยละ ๘๐ ของผลการลงคะแนนเสยี งครง้ั น้ี หรอื เปน็ จ�ำ นวนกวา่ ๑ ลา้ น ๙ แสนคน (The Economist, ๒๐๑๔, p. ๔๓) อยา่ งไรกต็ าม ศาลรฐั ธรรมนญู สเปนได้พิพากษาว่าการจัดทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราชน้ันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ราชอาณาจกั รสเปน ซง่ึ ไมม่ ผี ลใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงแตอ่ ยา่ งใด การเรียกร้องให้มีการจัดทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราชในแคว้น คาตาลูญญาอย่างเป็นทางการโดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลกลางสเปนยังคงมีการ ด�ำ เนนิ การอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง  จนกระทง่ั กลบั มาเปน็ ทส่ี นใจอกี ครง้ั เมอ่ื ไดม้ กี ารจดั ท�ำ ประชามติ 78

79 ในประเดน็ แยกตวั เปน็ เอกราชจากสเปนขน้ึ เมอ่ื วนั ท ่ี ๑  ตลุ าคม  ป ี ค.ศ.  ๒๐๑๗  ผลการ ลงประชามตคิ รง้ั น้ี ประชาชนชาวคาตาลนั กวา่ รอ้ ยละ ๙๒.๐๑ ไดเ้ หน็ ชอบใหแ้ ควน้ คาตาลญู ญา แยกตัวเป็นเอกราชจากสเปน  แต่ทว่ามีผู้มาลงคะแนนเสียงเพียงร้อยละ  ๔๓  เท่าน้ัน อยา่ งไรกต็ าม นายการเ์ ลส ปจุ เดมอนต ์ (Carles Puigdemont) ประธานาธบิ ดแี ควน้ คาตาลญู ญา ได้ประกาศในวันท่ี  ๑๐  ตุลาคม  ปี  ค.ศ.  ๒๐๑๗  ว่า  “เขาได้รับอำ�นาจจากประชาชน สำ�หรับประกาศให้แคว้นคาตาลูญญาเป็นรัฐอิสระ”  (BBC.com,  ๒๐๑๗)  ทำ�ให้ รัฐบาลสเปนประกาศใช้อำ�นาจพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปน  มาตรา ๑๕๕  ซ่งึ ระบุว่า  “รัฐบาลกลางสามารถยึดอ�ำ นาจจากรัฐบาลท้องถ่นิ ได้หากมีพฤติการณ์ ท่ขี ัดกับผลประโยชน์ของชาติ”  โดยได้ดำ�เนินการปลดนายการ์เลส  ปุจเดมอนต์  รวมถึง คณะรัฐมนตรีท้ังหมดออกจากตำ�แหน่งและประกาศยุบสภาแคว้นคาตาลุญญาในทันที และรัฐบาลกลางสเปนได้ระงับการดำ�เนินการทางการเงินของแคว้นคาตาลูญญาช่ัวคราว เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หม้ กี ารน�ำ งบประมาณไปใชเ้ กย่ี วกบั ประชามต ิ ขณะทอ่ี ยั การเมอื งบารเ์ ซโลนา่ ไดแ้ จง้ ขอ้ หาด�ำ เนนิ คดกี บั นายการเ์ ลส ปจุ เดมองต์ และคณะรฐั มนตรขี องเขาในขอ้ หาใชเ้ งนิ งบประมาณอย่างไม่เหมาะสม  ตามด้วยการจับกุมข้าราชการท่เี ก่ยี วข้องกับการสนับสนุน การจดั ท�ำ ประชามตอิ กี ๑๔ คน รวมถงึ การยดึ เอาบตั รลงคะแนนกวา่ ๙ ลา้ น ๘ แสนใบ และวสั ดทุ ใ่ี ชเ้ ปน็ สอ่ื โฆษณาในการจดั ท�ำ ประชามติ พรอ้ มกนั นน้ี ายกรฐั มนตรี มาเรยี โน ราฆอย (Mariano  Rajoy)  ได้ย่นื คำ�ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำ�ส่งั ให้การจัดประชามติในแคว้น คาตาลูญญาเป็นโมฆะ  ซ่ึงต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีค�ำ พิพากษาให้การจัดทำ�ประชามติ ในแควน้ คาตาลนั นน้ั เปน็ โมฆะ(The Economist, ๒๐๑๗, p. ๔๑-๔๒) นอกจากน้ี อยั การ สเปนประกาศต้ังข้อหา  ต่อนายกาเลส  ปุจเดมอนต์และสมาชิกรัฐมนตรีอีกหลายคน ในข้อหาท่ีได้มีการกระทำ�อันเป็นกบฎด้วยการประกาศเอกราชฝ่ายเดียวเพ่ิมข้ึนอีกข้อหา โดยมโี ทษจ�ำ คกุ สงู สดุ ๓๐ ปี ดงั กลา่ วท�ำ ใหน้ ายกาเลส ปจุ เดมอนต ์ ตอ้ งลภ้ี ยั ไปยงั กรงุ บรสั เซลล์ ประเทศเบลเยย่ี ม (BBC.com, ๒๐๑๗) ซง่ึ ชว่ งเวลาตง้ั แตเ่ ดอื นตลุ าคมจนกระทง่ั ถงึ เดอื น พฤศจิกายน  ค.ศ.  ๒๐๑๗  มีการประท้วงเดินขบวนพร้อมกับมีการปะทะกันระหว่าง เจา้ หนา้ ทฝ่ี า่ ยความมน่ั คงกบั ประชาชนในแควน้ คาตาลญู ญาอยา่ งตอ่ เนอ่ื งเปน็ ระยะ  ๆ ท�ำ ให้ มีผ้ปู ระท้วงถูกจับกุม  รวมถึงมีประชาชนและเจ้าหน้าท่ฝี ่ายความม่นั คงต่างได้รับบาดเจ็บ

จากการจลาจลในแต่ละคร้ังท่ีมีการประท้วงจนกระท่ังรัฐบาลสเปนได้จัดการทำ�ให้การ จลาจลประทว้ งสงบลง อยา่ งไรกต็ าม  ผลการเลอื กตง้ั ในแควน้ คาตาลญู ญาวนั ท่ี ๒๑ ธนั วาคม ค.ศ. ๒๐๑๗ ไดส้ รา้ งแรงกดดนั ตอ่ รฐั บาลกลางสเปนอกี ครง้ั เมอ่ื พรรคการเมอื งฝา่ ยทส่ี นบั สนนุ การแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปนได้ครองเสียงผู้แทนในแคว้นคาตาลูญญาถึง  ๗๐  คน จากผแู้ ทนในรฐั สภาแควน้ คาตาลญู ญาทม่ี จี �ำ นวนรวม ๑๓๕ คน ซง่ึ ถอื เปน็ ฝา่ ยครองเสยี งขา้ งมาก และการเลอื กตง้ั ในครง้ั นม้ี ปี ระชาชนคาตาลญู ญาออกมาใชส้ ทิ ธกิ วา่ รอ้ ยละ ๘๐ นบั วา่ เปน็ สถิติการออกมาใช้สิทธิของประชาชนในแคว้นคาตาลูญญามากท่ีสุดในประวัติการณ์ (BBC.com, ๒๐๑๗) การเลอื กตง้ั ทเ่ี พง่ิ เกดิ ขน้ึ สามารถคาดการณไ์ ดว้ า่ รฐั บาลกลางสเปนจะยงั คง ตอ้ งเจอแรงกดดนั และปญั หาการเรยี กรอ้ งเอกราชจากแควน้ คาตาลญู ญาตอ่ ไป และอาจจะ เป็นไปได้ว่าในอนาคตชาวคาตาลันจะสนับสนุนให้แคว้นคาตาลูญญาแยกตัวเป็นเอกราช มากขน้ึ ขณะเดียวกันในด้านการเมืองระหว่างประเทศมีผู้นำ�ต่างชาติเพียงไม่ก่ีคน เทา่ นน้ั ทส่ี นบั สนนุ การด�ำ เนนิ การของแควน้ คาตาลญู ญาคอื   นายนโิ กลาส  เมดโู ร  (Nicolás Madoro) ประธานาธบิ ดปี ระเทศเวเนซเุ อลา  และนางนโิ กลา สเตอรเ์ จยี น (Nicola Sturgeon) ผู้นำ�สก็อตแลนด์  ขณะท่ีสหภาพยุโรปซ่ึงเป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาคท่ีมี บทบาทสำ�คัญกลับแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลกลางของสเปนและพิจารณาว่าเป็นปัญหา ภายในประเทศของสเปนเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา  (The  Economist,  ๒๐๑๗,  p.๓๘) ขณะทป่ี ระเทศฝรง่ั เศสซง่ึ เปน็ ประเทศเพอ่ื นบา้ นของสเปนกใ็ หก้ ารสนบั สนนุ การแกไ้ ขปญั หา ภายในประเทศของสเปนเชน่ เดยี วกนั โดยประธานาธบิ ดเี อม็ มานเู อล มาครง (Emmanuel Macron)  ไดก้ ลา่ วในขณะเมอ่ื เยอื นนครแฟรง็ เฟรติ ์  ประเทศเยอรมน ี พรอ้ มกบั นางองั เกลา่ แมรเ์ คลิ (Angela Merkel) นายกรฐั มนตรสี หพนั ธร์ ฐั เยอรมน ี วา่ “ท�ำ ไมยโุ รป ฝรง่ั เศส หรอื เยอรมนีจะไม่ไปแทรกแซงในประเด็นปัญหาแคว้นคาตาลูญญานะรึ  ก็เพราะว่ายุโรป ถกู กอ่ ตง้ั ขน้ึ ดว้ ยรฐั ทม่ี อี �ำ นาจอธปิ ไตย  หากมกี ารเขา้ ไปแทรกแซงในประเดน็ ปญั หาแควน้ คาตาลญู ญา ก็เปรียบเสมือนการเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศสเปนและน่ันถือเป็น เร่ืองท่ีท่านนายกรัฐมนตรีสเปนและราชวงศ์สเปนไม่อาจยอมรับได้  จึงเป็นเหตุผลท่ีว่า ทำ�ไมข้าพเจ้าถึงยังคงยึดม่นั ในคำ�ประกาศท่จี ะสนับสนุนการดำ�เนินการของนายกรัฐมนตรี 80

81 มาเรยี โน ราฆอย” (Reuter.com, ๒๐๑๗) ดงั นน้ั เมอ่ื พจิ ารณาจากบทบาทการเมอื งระหวา่ ง ประเทศท้ังในสหภาพยุโรปและประเทศมหาอำ�นาจต่างไม่ต้องการเข้าไปแทรกแซง กจิ การภายในของประเทศสเปน ทง้ั นต้ี อ้ งยอมรบั วา่ ประเทศสเปนเปน็ ประเทศทม่ี บี ทบาท สำ�คัญในการเมืองระหว่างประเทศและสหภาพยุโรป  การท่ีแคว้นคาตาลูญญาจะหวังว่า ปัจจัยภายนอกจากต่างประเทศจะช่วยกดดันการดำ�เนินการสนับสนุนการแยกตัว เปน็ เอกราชยอ่ มเปน็ ไปไดย้ าก  ในสว่ นปจั จยั ภายในประเทศรฐั บาลกลางสเปนยงั มคี วามชอบธรรม ตามกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปนท่ีจะยับย้ังการดำ�เนินการ อนั ขดั ตอ่ ผลประโยชนแ์ หง่ ชาตติ ามมาตรา ๑๕๕ รวมถงึ ในแควน้ คาตาลญู ญาเองกย็ งั คงมี ประชาชนส่วนหน่ึงเห็นว่าการยังคงอยู่เป็นส่วนหน่ึงในแคว้นของสเปนถือเป็นประโยชน์ ตอ่ ชาวคาตาลนั การท่ีดินแดนส่วนใดส่วนหน่ึงของประเทศใดประเทศหน่ึงจะดำ�เนินการ พยายามแยกเป็นเอกราชจากประเทศท่ีดำ�รงอยู่  ประชาชนในดินแดนน้ันจะต้องมี ความรสู้ กึ วา่ ตวั เองมคี วามแตกตา่ งในอตั ลกั ษณจ์ ากกลมุ่ ชนสว่ นใหญข่ องประเทศและตอ้ งการจะ สงวน รกั ษา ธ�ำ รงอตั ลกั ษณเ์ ฉพาะของกลมุ่ ตนไวด้ งั กลา่ วจงึ กลายเปน็ แนวคดิ ชาตนิ ยิ มของ กล่มุ เผ่าพันธ์ตุ น  เม่อื เกิดกระแสความเป็นชาตินิยมเพ่มิ มากข้นึ ก็จะพัฒนาไปส่คู วามร้สู ึก ทจ่ี ะรกั ษาผลประโยชนใ์ นดนิ แดนของตนไมว่ า่ จะเปน็ การบรหิ ารปกครองและบรหิ ารจดั การ ในทรพั ยากรในดนิ แดนของตนเพอ่ื ผลประโยชนข์ องกลมุ่ ชนในดนิ แดน ซง่ึ ดงั กลา่ วเปน็ การ พัฒนาสู่แนวคิดด้วยคตินิยมการแยกตัวออกข้ึน  การดำ�เนินการเพ่ือแยกตัวออกจาก ประเทศทด่ี �ำ รงอยนู่ น้ั สง่ิ ทร่ี ฐั บาลของแตล่ ะประเทศพยายามทจ่ี ะดำ�เนนิ การคอื การด�ำ เนนิ การ โดยวธิ สี นั ติ การเจรจาหาทางออกและหากไมอ่ าจหาขอ้ ตกลงระหวา่ งกลมุ่ ตอ้ งการแบง่ แยก การปกครองกับรัฐบาลกลางได้  ทางออกท่ีดีท่ีสุดท่ีจะทราบเจตจำ�นงของประชาชน ในดินแดนน้ัน  ๆ  ว่าต้องการแยกตัวไปปกครองตนเองหรือไม่คือ  การจัดทำ�ประชามติ อยา่ งไรกต็ ามใชว่ า่ ทกุ ประเทศจะยนิ ยอมเปดิ โอกาสใหด้ นิ แดนภายใตก้ ารปกครองของตนเอง จดั ท�ำ ประชามตเิ พอ่ื แยกตวั เปน็ เอกราช แมว้ า่ แควน้ ควเิ บก ประเทศแคนาดา ดนิ แดนสกอ็ ตแลนด์ ประเทศสหราชอาณาจกั ร  และแควน้ คาตาลญู ญา  ประเทศสเปน  จะมอี ตั ลกั ษณเ์ ฉพาะทาง วฒั นธรรม  ประเพณ ี และมรี ากฐานทางประวตั ศิ าสตรท์ แ่ี ตกตา่ งจากประเทศทป่ี กครองอยู่ ในปจั จบุ นั อนั เออ้ื ตอ่ การด�ำ เนนิ การเพอ่ื น�ำ ไปสกู่ ารเปน็ แยกตวั เอกราช  แตใ่ นทง้ั   ๓  กรณี

มีความแตกต่างกันในบางประเด็น  ประเด็นรูปแบบการปกครองของประเทศแคนาดา ปกครองแคว้นและดินแดนตามรัฐธรรมนูญแบบสหพันธ์รัฐ  ซ่ึงการท่ีรัฐบาลแห่งแคว้น หรือดินแดนใดจะเสนอการดำ�เนินการเพ่ือขอให้รัฐบาลกลางจัดทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัว ออกจากรฐั บาลกลางอาจจะสามารถดำ�เนนิ การไดเ้ ชน่ เดยี วกบั กรณสี หราชอาณาจกั รทป่ี กครอง ดนิ แดนสกอ็ ตแลนด์ เวลส์ ไอรแ์ ลนดเ์ หนอื ในลกั ษณะเดยี วกนั ซง่ึ แตกตา่ งจากประเทศสเปน ท่ีแม้จะมอบอำ�นาจในการปกครองบางส่วนให้แก่รัฐบาลท้องถ่ินในแคว้นแต่รัฐธรรมนูญ ราชอาณาจักรสเปนบัญญัติให้ราชอาณาจักรสเปนเป็นราชอาณาจักรหน่ึงเดียวมิอาจ แบง่ แยกได้ ซง่ึ ท�ำ ใหเ้ กดิ ปญั หาทว่ี า่ แมร้ ฐั บาลทอ้ งถน่ิ จะเสนอขอ้ เสนอไปยงั รฐั บาลกลางสเปน เพอ่ื ขอนดั ท�ำ ประชามตเิ กย่ี วกบั การแยกตวั เปน็ เอกราช รฐั บาลกลางสเปนยอ่ มไมเ่ หน็ ชอบ และเมอ่ื ยน่ื ไปสศู่ าลรฐั ธรรมนญู สเปน  ศาลรฐั ธรรมนญู สเปนกย็ อ่ มมคี �ำ พพิ ากษาไมเ่ หน็ ชอบ ใหม้ กี ารจดั ท�ำ การด�ำ เนนิ การใด ๆ อนั เปน็ การเกย่ี วขอ้ งกบั การแยกตวั เปน็ เอกราช ประเด็นบทบาทของการเมืองระหว่างประเทศท่สี นับสนุนการจัดทำ�ประชามติ ในท้งั   ๓  กรณี  เน่อื งจากท้งั แคว้นควิเบกและดินแดนสก็อตแลนด์ไดร้ ับการเห็นชอบจาก รัฐบาลกลางให้มีการจัดทำ�ประชามติเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราชแล้ว  สังคมการเมือง ระหวา่ งประเทศยอ่ มตอบรบั ไมค่ ดั คา้ นตอ่ การดำ�เนนิ การเพราะถอื เปน็ กจิ การภายใน  แตส่ �ำ หรบั แคว้นคาตาลูญญาแล้ว  แคว้นคาตาลูญญาไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลกลางสเปน ส่งผลให้ประเทศส่วนใหญ่ในการเมืองระหว่างประเทศย่อมพิจารณาว่าการดำ�เนินการ จัดทำ�ประชามติของแคว้นคาตาลูญญาไม่ชอบและไม่อยากจะเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์หรือ แทรกแซงกจิ การใด ๆ เพราะพจิ ารณาวา่ เปน็ กจิ การภายในของสเปน อกี ทง้ั ปฏเิ สธไมไ่ ดว้ า่ ประเทศสเปนถอื เปน็ ประเทศหนง่ึ ทม่ี อี ทิ ธพิ ลในสหภาพยโุ รปและการเมอื งระหวา่ งประเทศ ดังน้ัน  แม้ว่าการจัดทำ�ประชามติจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยสันติโดยเฉพาะ หากดินแดนใดต้องการแยกตัวเป็นเอกราชจากประเทศท่ีดำ�รงอยู่  แต่ใช่ว่าทุกประเทศ จะยินยอมให้ดินแดนใดดินแดนหน่ึงของตนมีโอกาสจัดทำ�ประชามติเพ่ือตัดสินใจอนาคต ในดนิ แดนของตนเพอ่ื แยกตวั เปน็ เอกราชได ้ แมว้ า่ ประชาชนในดนิ แดนนน้ั จะประสงคแ์ ยกตวั ออกเป็นอัตราส่วนมากเพียงใดก็ตาม  เพราะรัฐบาลกลางของแต่ละประเทศ ย่อมต้องพิจารณาถึงหลักการการรักษาเอกภาพและบูรณาภาพแห่งดินแดนของรัฐตน  และผลประโยชนแ์ หง่ ชาตเิ ปน็ ส�ำ คญั 82

83 เอกสารอา้ งองิ สอ่ื สง่ิ พมิ พ์ Beeson, M. & Bisley, N. eds. Issues in 21 st Century World Politics. (3rd ed.). New York : Palgrave, 2017. Deloy, C. 43 years after their accession Britons decide to leave the European Union. Report presented at Foundation Robert Schuman, 2016. Constitution de la Republique Française. Constitution de la Republique Française. แปลโดย นนั ทวฒั น์ บรมานนั ท.์ กรงุ เทพฯ : ส�ำ นกั งาน คณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาต,ิ 2541. Gans, Chaim. The Limits of Nationalism. Cambridge : Cambrige University Press, 2002. Lavergen, F. & Côté, J. Instrument of Direct Democracy in Canada and Québec. 3rd ed. Québec : Information Centre Le Directeur général des élections du Québec, 2001. McCongghy, K. Scotland and Separatism: Reverberations of the Scottish Independence Referendum on Separatist Politics. Report presented at The Handa Centre for the Study of Terrorism and Political Violence, 2014. Murphy, M. ed. Canada: The State of Federation 2005 Quebec and Canada in the New Century, New Dynamics, New Opportunities. Montreal & Kingston : Mc Gill-Queen’s University Press, 2007. Perreaul C., Lavergne F. & Côté J. Instruments of direct democracy in Canada and Québec. 3rd ed. Québec : Le Directeur général des élections du Québec, 2001. Roehner, B. M. &Rahilly L. J. Separatism and Disintegration A comparative investigation. Paris : University of Paris 6 (Pierre and Marie Curie), 2016. Smith, A.D. Nationalism and modernism. Oxford: Routledge, 1998.

Smith, B. The Catalan independence vote Report presented at House of Commons, United Kigdom, 2017. Catalonia’s future voting in their hearts. The Economist Magazine. (2014, November 15) : 43, 413. Comparing Scotland’s campaigns Aye’ll be back. The Economist Magazine. (2014, August 16) : 45-46, 412. Scotland’s referendum endgame A war of attrition. The Economist Magazine. (2014, August 30) : 18, 412. Business and Scottish independence Grouse more. The Economist Magazine. (2014, August 30) : 18, 412. Britain’s constitutional future the Unitedish Kigdom. The Economist Magazine (2014, Setember 13) : 59, 412. How a nation went mad. The Economist Magazine. (2014, Setember 13) : 61, 412. Let England shake Scotland’s independence referendum has opened cracks in the United Kingdom. The Economist Magazine. (2014, September 27) : 52-54, 412. Let them Vote. The Economist Magazine. (2014, November 15) : 12-13, 413. Separatism after Scotland Where the dream lives on. The Economist Magazine. (2014, September 27) : 58-59, 412. The Clash in Catalonia. The Economist Magazine. (2017, September 23) : 41-42, 424. The Law and the vote. The Economist Magazine. (2017, September 30) : 38, 424. UK RIP. The Economist Magazine. (2014, Setember 13) : 11, 412. Catalonia voted to breakup with Spain Now for the hard part independence days. Time Magazine. (2017, October 9) : 16-17, 190. Storms gather as Iraq’s Kurds vote for independence. Time Magazine. (2017, October 9) : 10, 190. 84

85 Webb, J. M. Separatist Violence in South Asia. New York : Routledge, 2017. Young, R. A. The Secession of Quebec and the Future of Canada. Ontario : Mc Gill-Queen’s Press, 1998. สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ BBC News. (2017). Catalan independence: Carles Puigdemont in Belgium, lawyer says Retrieved. December, 20, 2017 from http://cbemeraldcoast. com/highway98country/2017/10/30/catalan-independence- carles-puigdemont-in-belgium-lawyer-says-bbc-news/ BBC.com. (2017). Catalonia region profile, retrieved December, 26, 2017 from http://www.bbc.com/news/world-europe-20345071 BBC.com. (2017). Could Catalonia make a success of independence?, retrieved December, 26, 2017 from http://www.bbc.com/news/world- europe-41474674 BBC.com. (2017). Catalan political landscape as divided as ever, retrieved December, 26, 2017 from http://www.bbc.com/news/world-europe-42433670 BBC News. (2014) Scotland Decides. Retrieved December, 20, 2017 from http://www.bbc.com/news/events/scotland-decides/results Mapleleafweb. (n.d.) Charlottetown Accord: History and Overview. Retrieved December 12, 2017, from http://www.mapleleafweb.com/features/charlottetown- accord-history-and-overview.html Reuters.com. (2017). EU should not mediate in Catalan crisis: France’s Macron. Retrieved December, 26, 2017, from https://www.reuters.com/article/ us-spain-politics-catalonia-france/eu-should-not-mediate-in-catalan-crisis- frances-macron-idUSKBN1CF1W8

* อศั มเ์ ดช วานชิ ชนิ ชยั และคณะนกั ศกึ ษากลมุ่ ลอนดอน หลกั สตู รนกั บรหิ ารระดบั สงู ดา้ นการพฒั นาธรุ กจิ อตุ สาหกรรมและการลงทนุ รนุ่ ท่ี ๔: ** สถาบนั วทิ ยาการธรุ กจิ และอตุ สาหกรรม บทคดั ยอ่ วิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการ พฒั นาวธิ คี ดิ และพฤตกิ รรมทไ่ี มพ่ งึ ประสงคต์ อ่ การพฒั นาประเทศของคนไทย ๕ ประเดน็ *บทความน้ปี รับปรุงจาก  นักศึกษากล่มุ ลอนดอน  (๒๕๖๐),  “วิธีคิดของคนไทย  ปัญหาใหญ่ ทไ่ี มม่ ใี ครมองเหน็   และแนวทางการแกไ้ ข,”  รายงานวชิ าการกลมุ่ หลกั สตู รนกั บรหิ ารระดบั สงู ดา้ นการพฒั นา ธรุ กจิ อตุ สาหกรรมและการลงทนุ   รนุ่ ท ่ี ๔,  สถาบนั วทิ ยาการธรุ กจิ และอตุ สาหกรรม. **(เรยี งตามอกั ษร) เกษมสขุ บญุ เจรญิ ; เจมส์ ดอู นั ; ฉตั รชยั ตรพี พิ ฒั นก์ ลุ ; ดร. เชาวนะ ไตรมาศ; ณศิ ชาญา ดาระไกรพฒุ ; พล.ต.ท. นเรศ นนั ทโชต;ิ พญ. นลนิ ี ไพบลู ย;์ ดร. ประชมุ ทองม;ี ปยิ ะดษิ ฐ์ อศั วศริ สิ ขุ ; พรชยั พรศริ โิ กศล; พล.อ.อ. พธิ พร กลน่ิ เฟอ่ื ง; ภาณทุ ดั แนวจนั ทร;์ ยพุ าพนิ วงั ววิ ฒั น;์ ดร.รฐั ไกร เอกเพชร; วทิ วสั ชยั ภาคภมู ;ิ วภิ าดา เลศิ สวุ รรณกลุ ; วรี ะ ศริ โิ รจนจ์ รสั ; ศติ ชยั จรี ะธญั ญาสกลุ ; เสรญิ สมั ปชญั ญะ; สนั ตภิ าพ เตชะวณชิ ; สรุ สทิ ธ์ิ วงศว์ ทิ ยานนั ท;์ เอกวฒั น์ พริ ยิ ะวรสกลุ ; ผศ. ดร.อศั มเ์ ดช วานชิ ชนิ ชยั ; อุบลรัตน์  บุญประสาทสุข  (ผศ.ดร.อัศม์เดช  วานิชชินชัย;  มหาวิทยาลัยมหิดล  เป็น  Corresponding Author,  Email:[email protected]  โดยบทความนค้ี ณะนกั ศกึ ษามสี ว่ นรว่ มเทา่ กนั ทกุ คน) 86

87 ได้แก ่ ๑.  การเส่ยี งโชคและการพนัน  ๒.  การใชจ้ า่ ยเกนิ ตัว  ๓.  การขาดเป้าหมายชีวิต และขาดการพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง ๔. การขาดจติ ส�ำ นกึ รบั ผดิ ชอบตอ่ สว่ นรวม และ ๕.  ความไมส่ มั ฤทธผ์ิ ลของระบบการศกึ ษา  การศกึ ษาเรม่ิ จากการทบทวนงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง การเกบ็ ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณดว้ ยแบบสอบถามจ�ำ นวน ๑,๗๘๐ ชดุ การเกบ็ ขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ จากการระดมสมองและแสดงความคิดเหน็ ของผเู้ ชย่ี วชาญ  จากน้นั จึงวิเคราะหข์ อ้ มลู ทไ่ี ด้ และสงั เคราะหเ์ ปน็ ชอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบายในการแกป้ ญั หาขา้ งตน้ ทม่ี า แมว้ า่ ประเทศไทยและคนไทยจะมจี ดุ เดน่ และขอ้ ดมี ากมาย  เชน่   มคี วามไดเ้ ปรยี บ ทางภูมิศาสตร์ในฐานะท่ีเป็นหน่ึงในศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาค  มีภัยพิบัติ ทางธรรมชาตนิ อ้ ย มที รพั ยากรธรรมชาตทิ อ่ี ดุ มสมบรู ณ์ รวมถงึ มปี ระวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรม ท่ียาวนาน  แต่ในช่วงหลายปีท่ีผ่านมาประเทศไทยกลับไม่มีพัฒนาการในด้านต่าง  ๆ เทา่ ทค่ี วรสง่ ผลใหม้ พี ฒั นาการทต่ี ามหลงั ประเทศทเ่ี คยเปน็ คแู่ ขง่ เชน่ สงิ คโปร์ มาเลเซยี ฮอ่ งกง เกาหลใี ต้ ไตห้ วนั สาเหตหุ ลกั ในระดบั รากเหงา้ ประการหนง่ึ ของปญั หาดงั กลา่ ว ได้แก่  ปัญหาพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ต่อการพัฒนาประเทศบางประการของคนไทย ซง่ึ เปน็ ผลมาจากวธิ คี ดิ หรอื ทศั นคตทิ ไ่ี มเ่ หมาะสม เป็นท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปว่าคนเป็นทรัพยากรท่ีสำ�คัญท่ีสุดในการพัฒนา ในทกุ ระดบั   ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากองคก์ รสมยั ใหมท่ ป่ี ระสบความส�ำ เรจ็ จ�ำ นวนไมน่ อ้ ยมกั เปน็ องคก์ ร ท่ีให้ความสำ�คัญกับการใช้ทุนมนุษย์มากกว่าทุนทรัพย์  หรือในระดับชาติก็พบว่ามีหลาย ประเทศ เชน่ ประเทศสงิ คโปร์ ญป่ี นุ่ เกาหลใี ต้ อสิ ราเอล กต็ า่ งประสบความส�ำ เรจ็ ในการ พฒั นาประเทศโดยอาศยั ทรพั ยากรมนษุ ยท์ เ่ี ปน็ เลศิ เปน็ หลกั โดยมไิ ดม้ ที รพั ยากรธรรมชาติ ทอ่ี ดุ มสมบรู ณแ์ ตอ่ ยา่ งใด การพฒั นาประเทศอยา่ งยง่ั ยนื จงึ ควรเรม่ิ ทก่ี ารพฒั นาพลเมอื งของประเทศนน้ั ๆ โดยเรม่ิ ทก่ี ารปลกู ฝงั วธิ คี ดิ ทถ่ี กู ตอ้ ง เนอ่ื งจากทศั นคตจิ ะเปน็ ตวั ขบั เคลอ่ื นพฤตกิ รรมของคน และพฤตกิ รรมของคนจะน�ำ ไปสผู่ ลการปฏบิ ตั งิ านของคน ดงั ค�ำ กลา่ วทว่ี า่ “ทศั นคตกิ �ำ หนด พฤติกรรม  และพฤติกรรมกำ�หนดชะตากรรม”  จากความรุนแรงและความซับซ้อน

ของปญั หาขา้ งตน้ กอปรกบั ความปรารถนาดตี อ่ ประเทศ งานวจิ ยั นจ้ี งึ มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาและใหข้ อ้ เสนอแนะเชงิ นโยบายในการพฒั นาวธิ คี ดิ และพฤตกิ รรมทไ่ี มพ่ งึ ประสงคต์ อ่ การพฒั นาประเทศของคนไทย ๕ ประเดน็ ไดแ้ ก่ ๑. การเสย่ี งโชคและการพนนั ๒. การใชจ้ า่ ย เกนิ ตัว  ๓.  การขาดเปา้ หมายชีวิตและขาดการพัฒนาศกั ยภาพของตนเอง  ๔.  การขาด จติ ส�ำ นกึ รบั ผดิ ชอบตอ่ สว่ นรวม และ ๕. ความไมส่ มั ฤทธผ์ิ ลของระบบการศกึ ษา การทบทวนวรรณกรรม ทผ่ี า่ นมามกี ารศกึ ษาพฤตกิ รรมทไ่ี มพ่ งึ ประสงคข์ องคนไทย เชน่ ศนู ยค์ ณุ ธรรม (องค์การมหาชน)  ร่วมกับศูนย์สำ�รวจความคิดเห็นนิด้าโพล  สำ�รวจความคิดเห็นเร่ือง สถานการณค์ ณุ ธรรมของสงั คมไทยจาก ๒,๐๐๐ ตวั อยา่ ง พบวา่ ปญั หาในสงั คมทค่ี วรไดร้ บั การแกไ้ ขมากทส่ี ดุ ตามล�ำ ดบั ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรมวตั ถนุ ยิ ม บรโิ ภคนยิ ม ไมม่ คี วามพอเพยี ง; คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีสัมมาคารวะ  ไม่เคารพผู้ใหญ่;  ขาดระเบียบวินัย  ไม่เคารพ  กติกา กฎหมาย; ขาดจติ ส�ำ นกึ สาธารณะ ขาดความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมเหน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นตวั มากกว่าส่วนรวม;  ขาดความซ่ือสัตย์  สุจริต  การทุจริตคอร์รัปชัน;  ขาดความสามัคคี เกิดความขัดแย้งในสังคม;  ไม่สามารถแยกแยะผิดชอบช่วั ดี;  ขาดความกตัญญู;  สถาบัน ทางศาสนาไม่ทำ�หน้าท่ีส่งเสริมคุณธรรม  หรือเป็นท่ีพ่ึงทางจิตใจให้กับประชาชนได้ การส�ำ รวจขา้ งตน้ ยงั พบวา่ มอี ปุ นสิ ยั ของคนไทยทค่ี วรไดร้ บั การแกไ้ ข ไดแ้ ก่ การด�ำ เนนิ ชวี ติ ดว้ ยความพอเพยี ง; ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ยดึ มน่ั ในความถกู ตอ้ ง ตอ่ หนา้ ทแ่ี ละบคุ คลทว่ั ไป; การมจี ติ อาสา และมนี �ำ้ ใจในการชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื และสงั คม; การปฏบิ ตั ติ นตามกฎ/ระเบยี บ/ ขอ้ บงั คบั /กฎหมายของสงั คม; ความมวี นิ ยั ทง้ั ตอ่ ตนเองและตอ่ สงั คม; ความกตญั ญกู ตเวท;ี ความมสี มั มาคารวะ; ประพฤตติ นดว้ ยความไมเ่ อนเอยี ง ไมม่ เี ลห่ เ์ หลย่ี ม มคี วามจรงิ ใจ; ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ผอู้ น่ื และสงั คม (ไทยรฐั ออนไลน,์ ๒๕๕๙) นอกจากน้ี นายธาดา เศวตศลิ า กรรมการศูนย์คุณธรรม  (สำ�นักข่าวอิสรา,  ๒๕๕๙)  ยังได้สรุป  ๘  นิสัยคนไทยท่ีทำ�ให้ ประเทศไทยไม่พัฒนาเท่าท่ีควร  ได้แก่  ๑)  สังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ค่อนข้างมาก เลน่ เสน้ เลน่ สาย เกอื บทกุ องคก์ ร ๒) คนไทยขเ้ี กยี จ ๓) ลกู อชี า่ งขอ รอแตค่ วามชว่ ยเหลอื ๔)  คนไทยรักการเฉลิมฉลอง  ชอบเท่ียวมาอันดับหน่ึงแม้ต้องเป็นหน้ีเป็นสินก็ตาม 88

89 ๕) คนไทยตดิ แบรนด์ ใชข้ องหรหู ราราคาแพง ๖) ไมร่ กั ษาเวลา อา้ งรถตดิ ฝนตก เปน็ ตน้ ๗) คนไทยท�ำ งานเปน็ ทมี เวริ ก์ ทไ่ี มด่ ี ๘) ไมช่ อบการเปลย่ี นแปลง จากการศกึ ษางานวจิ ยั รายงาน และเอกสารตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง คณะนกั วจิ ยั ไดค้ ดั เลอื กพฤตกิ รรมทไ่ี มพ่ งึ ประสงค์ ๕ ประการ เพอ่ื ศกึ ษา ดงั น้ี ๑. การเสย่ี งโชคและการพนนั การพนนั และการเสย่ี งโชคเปน็ หนง่ึ ในปญั หาหลกั ของสงั คมไทยมาโดยตลอด แมว้ า่ การพนนั สว่ นใหญเ่ ปน็ สง่ิ ตอ้ งหา้ มตามทก่ี ฎหมายก�ำ หนดหรอื ถกู ควบคมุ พระราชบญั ญตั ิ การพนนั พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๔ ได้ “หา้ มมใิ หอ้ นญุ าตจดั ใหม้ หี รอื เขา้ เลน่ หรอื เขา้ พนนั ในการเล่นอันระบุไว้ใน  บัญชี  ก.  ท้ายพระราชบัญญัติน้ ี หรือการเล่นซ่ึงมีลักษณะคล้ายกัน หรอื การเลน่ อนั รา้ ยแรงอน่ื ใด  ซง่ึ รฐั มนตรเี จา้ หนา้ ทไ่ี ดอ้ อกกฎกระทรวงระบเุ พม่ิ เตมิ หา้ มไว”้ โดยในบญั ชี ก. ไดห้ า้ มการพนนั ไวม้ ากถงึ ๒๖ ชนดิ ในขณะทก่ี ารพนนั ในบญั ชี ข. ทง้ั หมด ๒๔ ชนดิ แมจ้ ะสามารถเลน่ ไดถ้ า้ ไดร้ บั ใบอนญุ าตกม็ กั มกี ารลกั ลอบเลน่ อยา่ งผดิ กฎหมาย อยเู่ สมอ เชน่ การส�ำ รวจของศนู ยศ์ กึ ษาปญั หาการพนนั (๒๕๕๙) มคี นไทยกวา่ รอ้ ยละ ๖๗.๖  เคยเล่นหวยใต้ดินท่ีผิดกฎหมาย  และกว่าร้อยละ  ๑๖.๘  เคยเล่นพนันฟุตบอล การส�ำ รวจดงั กลา่ วยงั พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งกวา่ รอ้ ยละ ๘๔.๖ มบี คุ คลทต่ี นรจู้ กั เลน่ การพนนั โดยสว่ นใหญม่ กั เปน็ คนรจู้ กั ในชมุ ชนหรอื ละแวกทพ่ี กั อาศยั และมคี นไทยถงึ รอ้ ยละ ๗๓.๘ หรอื เกอื บ ๓ ใน ๔ ของคนไทยทง้ั หมดเคยมปี ระสบการณเ์ ลน่ พนนั มาแลว้ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ โดยประชากรท้ังเพศชายและเพศหญิงมีสัดส่วนการเล่นการพนันใกล้เคียงกันการพนัน ท่ีแพร่หลายมากท่ีสุดคือสลากกินแบ่งรัฐบาลท่ีมีคนไทยกว่าร้อยละ  ๗๓.๔  เคยเล่น รองลงมาคือหวยใต้ดินท่ีมีคนไทยกว่าร้อยละ  ๖๗.๖  เคยเล่น  อีกท้ังการระบาดของ การเล่นการพนันในหมู่เยาวชนก็วิกฤตข้ึนมาก  กล่าวคืออายุเฉล่ียของประชาชนท่ีเล่น การพนนั ครง้ั แรกลดลงเรอ่ื ย ๆ จากการส�ำ รวจพบวา่ ประชากรในกลมุ่ อายุ ๖๐ ปขี น้ึ ไป เรม่ิ เลน่ การพนนั ครง้ั แรกเมอ่ื อายุ ๒๘ ปี ในขณะทเ่ี มอ่ื ส�ำ รวจประชากรกลมุ่ อายุ ๑๕-๑๘ ปี กลับเร่มิ เล่นการพนันคร้งั แรกเม่อื อายุเพียง  ๑๔  ปี  เท่าน้นั   การสำ�รวจยังเผยให้เห็นว่า การพนนั น�ำ มาซง่ึ ปญั หาทเ่ี ปน็ ลกู โซต่ อ่ ระบบเศรษฐกจิ และสงั คม เชน่ กลมุ่ ตวั อยา่ งรอ้ ยละ ๘.๓ ตอ้ งยมื เงนิ ผอู้ น่ื มาเลน่ การพนนั รอ้ ยละ ๘.๑ เลน่ การพนนั จนเสยี เวลาเรยี นและเวลา ท�ำ งาน และรอ้ ยละ ๑๒.๓ ทเ่ี มอ่ื รสู้ กึ เสยี พนนั กเ็ ลอื กทจ่ี ะตอ้ งกลบั มาแกม้ อื

๒. การใชจ้ า่ ยเกนิ ตวั การใช้จ่ายเกินตัวเป็นปัญหาหน่งึ ท่คี นไทยหลายครัวเรือนต้องเผชิญอยู่ ขอ้ มลู ของธนาคารแหง่ ประเทศไทยพบวา่ ในไตรมาสแรกของ พ.ศ. ๒๕๖๐ ครวั เรอื นไทย มหี นส้ี นิ สงู ถงึ ๑๑.๔๘ ลา้ นลา้ นบาท (ส�ำ นกั ขา่ วอศิ รา, ๒๕๖๐) แตเ่ มอ่ื พจิ ารณาถงึ สาเหตุ ตา่ ง ๆ ของการมรี ายจา่ ยมากกวา่ รายไดพ้ บวา่ มาจากพฤตกิ รรมการใชจ้ า่ ยสว่ นบคุ คล อาทิ การบริโภคของฟุ่มเฟือยท่ีเพ่ิมสูงข้ึนและเข้าถึงง่ายข้ึน  การเข้าหรือการแข่งขันทางสังคม ทต่ี อ้ งจา่ ย “ภาษสี งั คม” การมคี วามตอ้ งการทไ่ี มส่ อดคลอ้ งกบั ฐานะของตน ลทั ธบิ รโิ ภคนยิ ม พฤตกิ รรมรกั สบายและไมท่ �ำ งานหนกั เปน็ ตน้ เสกสนั ฤทธสิ าร และถวลิ นลิ ใบ (๒๕๕๖) พบว่า  ประเทศไทยมีการนำ�เข้าสินค้าฟุ่มเฟือยสูงข้ึนเกือบทุกปี  โดยมีการนำ�เข้าสินค้า ฟมุ่ เฟอื ยใน พ.ศ.  ๒๕๔๓ สงู ถงึ ๒๔,๓๐๔.๔๑ ลา้ นบาท และเพม่ิ เปน็ ๗๓,๐๔๑.๐๓ ลา้ นบาท ใน พ.ศ. ๒๕๕๔ และระหวา่ ง พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔ มรี ายการสนิ คา้ ฟมุ่ เฟอื ย ทม่ี กี ารน�ำ เขา้ สงู ขน้ึ มากถงึ ๑๙ รายการ เชน่ ไวน์ สรุ าตา่ งประเทศ ผลไม้ ดอกไม้ น�ำ้ หอม และเครอ่ื งส�ำ อาง เปน็ ตน้ นอกจากน้ี คนไทยยงั มพี ฤตกิ รรมการกอ่ หนส้ี งู ขน้ึ มาก จากการ ส�ำ รวจของธนาคารแหง่ ประเทศไทย  (๒๕๖๐)  ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั นายสรุ พล โอภาสเสถยี ร ผจู้ ดั การใหญ่ บรษิ ทั ขอ้ มลู เครดติ แหง่ ชาติ จ�ำ กดั (เครดติ บโู ร) ทใ่ี หส้ มั ภาษณว์ า่ รอ้ ยละ ๘๗ ของคนทเ่ี ปน็ หนค้ี รวั เรอื นไทยมปี ระวตั กิ บั เครดติ บโู ร และพบวา่ คนในวยั ชราตง้ั แต่ ๖๐ ปี ขน้ึ มหี นท้ี ง้ั ทค่ี นตง้ั แตอ่ ายุ  ๕๕  ป ี ควรมหี นน้ี อ้ ยเพราะเปน็ วยั ทใ่ี กลเ้ กษยี ณ  นอกจากน้ี ยงั พบวา่ คนอายนุ อ้ ยและคนวยั ทำ�งานมแี นวโนม้ เปน็ หนห้ี รอื มปี ระวตั คิ า้ งชำ�ระหนม้ี ากขน้ึ โดยคนอายุ ๓๐ ปี กวา่ รอ้ ยละ ๕๐ มหี น้ี (ส�ำ นกั ขา่ วอศิ รา, ๒๕๖๐) ๓. การขาดเปา้ หมายชวี ติ และขาดการพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง การพัฒนาศักยภาพของบุคคลเพ่ือเพ่ิมความสามารถในการแข่งขัน มีความสำ�คัญมากเพราะการแข่งขันท้ังในระดับองค์กรและระดับประเทศต้องอาศัย การพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีความร ู้ ความสามารถ  และมีสมรรถนะในการแข่งขัน  กลยุทธ์ ในการพฒั นาทนุ มนษุ ยม์ หี ลายวธิ ี เชน่ ๑) การจดั การทรพั ยากรมนษุ ยท์ ด่ี อี ยา่ งเปน็ ระบบ ๒)  การสร้างคุณค่าให้แก่ทรัพยากรมนุษย ์ ๓)  การทำ�ให้ทรัพยากรมนุษย์หายาก  และ ๔) การท�ำ ใหท้ รพั ยากรมนษุ ยเ์ ลยี นแบบไดย้ าก (ประไพทพิ ย์ ลอื พงษ,์ ๒๕๕๕) อยา่ งไรกต็ าม 90

91 การพฒั นาศกั ยภาพของบคุ คลและแรงงานยงั เปน็ จดุ ออ่ นของประเทศไทย การส�ำ รวจของ IMD World Competitiveness Center ซง่ึ ไดจ้ ดั ท�ำ รายงาน “IMD World Competitiveness Yearbook  ๒๐๑๗”  เพอ่ื สำ�รวจขดี ความสามารถในการแขง่ ขนั ของ  ๖๓  ประเทศทว่ั โลก ใน ค.ศ. ๒๐๑๗ พบวา่ แมป้ ระเทศไทยอยใู่ นอนั ดบั ปานกลาง  กลา่ วคอื อนั ดบั ท่ี ๒๗ แตเ่ มอ่ื พิจารณาเจาะลึกด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน  พบว่าโครงสร้างพ้ืนฐานด้านการศึกษาของไทย อยใู่ นอนั ดบั ท่ี ๕๔ จาก ๖๓ ประเทศ (สมาคมจดั การธรุ กจิ แหง่ ประเทศไทย, ๒๕๖๐) เชน่ เดยี วกบั ในรายงาน IMD World Talent Report ๒๐๑๖ (IMD, ๒๐๑๖) ทจ่ี ดั อนั ดบั ความสามารถในการสร้างบุคลากรเพ่ือตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจของ  ๖๑ ประเทศ  พบว่าอันดับประเทศไทยอยู่ในระดับกลาง  โดยใน  ค.ศ.  ๒๐๑๖  ได้คะแนน เปน็ อนั ดบั ท่ี ๓๗ ตกลงมาจากอนั ดบั ๓๔ ใน ค.ศ. ๒๐๑๕ โดยไดค้ ะแนนความพรอ้ ม ด้านบุคลากร  เป็นอันดับท่ี  ๔๙  และถือเป็นประเด็นท่ปี ระเทศไทยต้องปรับปรุงพัฒนา มากที่สุด  อีกทั้งประเด็นที่เป็นจุดอ่อนท่ีสุดของการพัฒนาศักยภาพของคนไทยคือทักษะ ทางภาษาท่ีส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  (คณะ อนุกรรมการด้านการจัดการข้อมูลและการส่ือสารประชาสัมพันธ์  ภายใต้คณะกรรมการ พฒั นาขดี ความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ, ๒๕๕๙) ๔. การขาดจติ ส�ำ นกึ รบั ผดิ ชอบตอ่ สว่ นรวม วฒุ สิ าร ตนั ไชย (๒๕๕๙) เสนอวา่   การท�ำ เพอ่ื สว่ นรวมเปน็ สง่ิ ทพ่ี ลเมอื ง ในระบอบประชาธปิ ไตยตอ้ งปฏบิ ตั  ิ การสรา้ งส�ำ นกึ เพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวมจ�ำ เปน็ ตอ้ งปลกู ฝงั ใหพ้ ลเมอื งมจี ติ สาธารณะในทกุ ชว่ งวยั ใน ๔ เรอ่ื ง คอื ๑) การมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง และหลกี เลย่ี งการใชห้ รอื การกระท�ำ ทจ่ี ะทาใหเ้ กดิ การช�ำ รดุ เสยี หายตอ่ สว่ นรวม ๒) การถอื เปน็ หนา้ ทท่ี จ่ี ะมสี ว่ นรว่ มในการดแู ลสว่ นรวมและชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื ดว้ ยความเตม็ ใจโดยไมห่ วงั ผล ตอบแทน  ๓)  การมีส่วนร่วมในกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน  ชุมชนและสังคม และ  ๔)  การมีความรับผิดชอบต่อสังคม  โดยการเคารพสิทธิของผู้อ่ืน  และปฏิบัติตน โดยสจุ รติ ดวงจนั ทร์ วรคามนิ และคณะ (๒๕๕๙) ส�ำ รวจการมจี ติ สาธารณะของนกั เรยี นไทย พบวา่ ประมาณ ๒ ใน ๓ ของกลมุ่ ตวั อยา่ งผา่ นเกณฑจ์ ติ สาธารณะระดบั มากในดา้ นการมี ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองและหลกี เลย่ี งการใชห้ รอื การกระท�ำ ทจ่ี ะท�ำ ใหเ้ กดิ การช�ำ รดุ เสยี หาย ตอ่ สว่ นรวม แตค่ ณะผวู้ จิ ยั มขี อ้ สงั เกตวา่ มเี พยี ง ๑ ใน ๓  เทา่ นน้ั ทม่ี จี ติ สาธารณะในแง่

การรเิ รม่ิ หรอื การสรา้ งสรรคต์ อ่ สว่ นรวม ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม ความเคารพสทิ ธขิ องผอู้ น่ื ตลอดจนความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ   แสดงวา่ นกั เรยี นไทยสว่ นใหญย่ งั มรี ะดบั จติ สาธารณะไมม่ ากนกั (KNOWLEDGE FARM ฟารม์ รู้ สสู่ งั คมไทย, ๒๕๖๐) กลา่ วคอื นกั เรยี นไทยมกั ประพฤตติ น ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม  แต่ก็ยังขาดการริเริมเชิงรุกเพ่ือทำ�คุณประโยชน์ ตอ่ สว่ นรวมในฐานะพลเมอื งผแู้ ขง็ ขนั (Active Citizen) นอกจากน้ี การท�ำ เพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวม ก็อาจถูกบ่ันทอนจากทัศนคติความไว้วางใจท่ีมีต่อคนในสังคมท่ีมีแนวโน้มตำ่�  ขาดการ ไวว้ างใจและตอ้ งระมดั ระวงั ในการตดิ ตอ่ สอ่ื สารกบั ผอู้ น่ื ทง้ั ทค่ี วามไวว้ างใจและการสอ่ื สาร พูดคุยกับผู้อ่ืนเป็นจุดเร่ิมต้นอย่างหน่ึงของการทำ�เพ่ือส่วนรวม  จากการสำ�รวจ  พบว่า มีประชาชนท่ีเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไว้ใจได้เฉล่ียเพียงร้อยละ  ๓๓.๘๓  และประชาชนกว่า ร้อยละ  ๖๗.๖  เห็นว่าต้องระมัดระวังมากต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม  (ถวิลวดี  บุรีกุล และคณะ, ๒๕๕๘) ๕. ความไมส่ มั ฤทธผ์ิ ลของระบบการศกึ ษา รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๐ (๔) ก�ำ หนดใหบ้ คุ คลมหี นา้ ทเ่ี ขา้ รบั การศกึ ษาอบรมในการศกึ ษาภาคบงั คบั และรฐั มหี นา้ ทต่ี าม มาตรา ๕๔ วา่ “รฐั ตอ้ งด�ำ เนนิ การใหเ้ ดก็ ทกุ คนไดร้ บั การศกึ ษาเปน็ เวลาสบิ สองปี ตง้ั แต่ กอ่ นวยั เรยี นจนจบการศกึ ษาภาคบงั คบั อยา่ งมคี ณุ ภาพโดยไมเ่ กบ็ คา่ ใชจ้ า่ ย”  เชน่ เดยี วกบั พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ กก็ �ำ หนดใหม้ ี “การจดั การ ศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาข้นั พ้นื ฐานไม่น้อยกว่า สบิ สองปที ร่ี ฐั จะตอ้ งจดั ใหอ้ ยา่ งทว่ั ถงึ และมคี ณุ ภาพโดยไมเ่ กบ็ คา่ ใชจ้ า่ ย” (วฒุ สิ าร ตนั ไชย, ๒๕๖๐)  อย่างไรก็ตาม  การศึกษาไทยยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงเร่ืองคุณภาพท่ีไม่สามารถ พัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างความรู้ท่ีจำ�เป็นต่อผู้เรียนได้  สถาบันวิจัยเพ่ือการพัฒนา ประเทศไทย  (๒๕๕๖)  ไดช้ ว้ี า่ ปญั หาการศกึ ษามสี าเหตสุ �ำ คญั มาจากการขาดความรบั ผดิ ชอบ ของผู้ท่ีเก่ียวข้องในระบบการศึกษาท่ีมีสายความรับผิดชอบต้ังแต่  “ผู้ปกครอง-รัฐบาล- กระทรวงศกึ ษาธกิ าร-สพฐ.-สพท.-โรงเรยี น-คร”ู จนเรยี กไดว้ า่ เปน็ ความรบั ผดิ ชอบสายยาว (long-route of accountability) จนมคี วามเสย่ี งทฝ่ี า่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ อาจไมร่ บั ผดิ ชอบตอ่ ปญั หา ท่เี กิดข้นึ ได้โดยง่ายและสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบไปยังอีกฝ่ายหน่งึ แทน  ทำ�ให้ไม่มี ผู้ใดท่ีจะยอมรับหรือแสดงความรับผิดชอบแต่ประการใด  ส่งผลให้คุณภาพการศึกษา 92

93 และผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาตำ่�ลง  (สถาบันวิจัยเพ่ือการพัฒนาประเทศไทย,  ๒๕๕๖) การส�ำ รวจของ IMD World Competitiveness Center เพอ่ื ส�ำ รวจขดี ความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศทว่ั โลกใน ค.ศ.๒๐๑๗ พบวา่ โครงสรา้ งพน้ื ฐานดา้ นการศกึ ษาของไทยอยใู่ น อนั ดบั ทต่ี �ำ่ มากในอนั ดบั ท่ี ๕๔ จาก ๖๓ ประเทศ (สมาคมจดั การธรุ กจิ แหง่ ประเทศไทย, ๒๕๖๐) และผลการประเมนิ คณุ ภาพทางการศกึ ษาในโครงการประเมนิ ผลนกั เรยี นรว่ มกบั นานาชาติ (Programme for International Student Assessment: PISA) เพอ่ื ประเมนิ ความรู้ และทักษะของนักเรียนท่ีมีอายุ  ๑๕  ปี  ด้านการอ่าน  คณิตศาสตร์  และวิทยาศาสตร์ พบวา่   ผลการประเมนิ ทง้ั สามดา้ นมแี นวโนม้ ลดลงในระหวา่ งปี  ค.ศ.  ๒๐๑๒  –  ๒๐๑๕ โดยการอา่ นเปน็ ดา้ นทม่ี คี ะแนนลดลงมากทส่ี ดุ รองลงมาคอื วทิ ยาศาสตร์ และคณติ ศาสตร์ และคะแนนเฉลย่ี ทง้ั ๓ ดา้ นของประเทศไทยมคี า่ เฉลย่ี ต�ำ่ กวา่ คา่ เฉลย่ี ของประเทศสมาชกิ องค์การเพ่ือความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา  (Organisation  for  Economic Co-operation and Development:  OECD)  อยา่ งมนี ยั ส�ำ คญั อกี ดว้ ย  (สถาบนั สง่ เสรมิ การสอน วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย,ี ๒๕๖๐) ระเบยี บวธิ วี จิ ยั การวิจัยน้ีใช้ระเบียบวิธีศึกษาแบบผสมโดยการเก็บข้อมูลท้ังเชิงปริมาณ ด้วยแบบสอบถามและเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ  การศกึ ษาเรม่ิ จากการศกึ ษาขอ้ มลู ทตุ ยิ ภมู จิ ากงานวจิ ยั ผลการส�ำ รวจ รายงาน และเอกสาร ท่เี ก่ยี วข้อง  รวมท้งั การระดมสมองแสดงความคิดเห็นจากผ้เู ช่ยี วชาญจนได้ประเด็นท่เี ป็น ปญั หาหลกั ๕ ประเดน็ ขา้ งตน้ จากนน้ั จงึ พฒั นาแบบสอบถามจากเอกสารขา้ งตน้ ประกอบกบั การระดมสมองของคณะนักวิจัยซ่ึงล้วนแล้วแต่เป็นผู้ท่ีประสบความสำ�เร็จอย่างสูง การด�ำ รงชวี ติ และในวชิ าชพี ของตนทง้ั ในภาคเอกชน ภาครฐั และภาคการศกึ ษา จนถอื ไดว้ า่ เปน็ ผเู้ ชย่ี วชาญดา้ นวธิ คี ดิ และพฤตกิ รรมการด�ำ เนนิ ชวี ติ ได้ แบบสอบถามมคี �ำ ถาม ๑๙ ขอ้ การเกบ็ ขอ้ มลู ใชว้ ธิ กี ระจายแบบสอบถามแบบกระดาษใหก้ ลมุ่ บคุ คลทว่ั ไปตอบ มกี ารชแ้ี จง วัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลให้ผู้ตอบแบบสอบถามเข้าใจว่าข้อมูลดังกล่าวจะถูกเก็บ เปน็ ความลบั โดยจะวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในภาพรวมของทง้ั ประเทศและขอ้ มลู จะถกู ใชเ้ พอ่ื ประโยชน์ ทางวชิ าการเทา่ นน้ั

การวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากการเกบ็ และวเิ คราะหข์ อ้ มลู พบวา่ มผี ตู้ อบแบบสอบถามรวม ๑,๗๘๐ คน เปน็ เพศชาย ๖๗๐ คน (๓๗.๖๔ %) เพศหญงิ ๑,๑๑๐ คน (๖๒.๓๖ %) ดา้ นระดบั การ ศกึ ษาสงู สดุ มผี ตู้ อบแบบสอบถามจบการศกึ ษาสงู สดุ ระดบั ประถมหรอื มธั ยมศกึ ษา  รอ้ ยละ ๓๓.๙๙ ดงั แสดงในตารางท่ี ๑ ในสว่ นของอาชพี สว่ นใหญเ่ ปน็ พนกั งานองคก์ รเอกชน หรอื รฐั วสิ าหกจิ   รอ้ ยละ ๓๒.๐๒ ดงั แสดงในตารางท่ี ๒ และจากตารางท่ี ๓ พบวา่ ผตู้ อบ แบบสอบถามสว่ นใหญม่ รี ายไดต้ อ่ เดอื นต�ำ่ กวา่ ๒๐,๐๐๐ บาท คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๕๒.๑๙ 94

95 ในส่วนของวิธีคิดและพฤติกรรมการเส่ียงโชคพบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถาม นยิ มเสย่ี งโชคดว้ ยสลากกนิ แบง่ รฐั บาลสงู ถงึ รอ้ ยละ  ๗๒.๘  รองลงมาเสย่ี งโชคดว้ ยหวยใตด้ นิ รอ้ ยละ ๖๑ ดงั แสดงในตารางท่ี ๔ สว่ นใหญใ่ ชเ้ งนิ กบั การเสย่ี งโชคเฉลย่ี ตอ่ เดอื นนอ้ ยกวา่ ๑,๐๐๐ บาท คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๖๖.๔๖ ดงั แสดงในตารางท่ี ๕ และยงั พบวา่ ผตู้ อบแบบถาม คดิ วา่ ตนไดร้ บั ผลตอบแทนจากการเสย่ี งโชคนอ้ ยกวา่ เงนิ ทต่ี นจา่ ยไปหรอื เสยี มากกวา่ ไดส้ งู ถงึ รอ้ ยละ ๗๓.๐๙ ดงั แสดงในตารางท่ี ๖

ประเดน็ เปา้ หมายชวี ติ และการพฒั นาศกั ยภาพของตนเอง  ในสว่ นของสถานะ ทางการใชจ้ า่ ย พบวา่   มผี ตู้ อบแบบสอบถามทม่ี รี ายจา่ ยมากกวา่ รายรบั สงู ถงึ รอ้ ยละ ๕๗.๑๙ ดงั แสดงในตารางท่ี ๗ ดา้ นการออมเงนิ มผี ทู้ ไ่ี มม่ เี งนิ ออมถงึ รอ้ ยละ ๒๖.๓ ในขณะทผ่ี ทู้ ม่ี ี เงินออมส่วนใหญ่ออมเงินด้วยการฝากธนาคาร  ร้อยละ  ๖๓.๕  และออมโดยวิธีอ่นื   ๆ ดงั แสดงในตารางท่ ี ๘  มีผทู้ ม่ี ีเงินออมตอ่ รายไดน้ อ้ ยกว่าร้อยละ  ๕  สูงมากท่สี ดุ คดิ เป็น รอ้ ยละ ๓๓.๖ สอดคลอ้ งกบั ขอ้ มลู กอ่ นหนา้ ดงั แสดงในตารางท่ี ๙ สว่ นสาเหตหุ ลกั ทท่ี �ำ ให้ มรี ายจา่ ยสงู กวา่ รายรบั   พบวา่   สว่ นใหญเ่ กดิ จากภาระครวั เรอื นและการผอ่ นช�ำ ระทรพั ยส์ นิ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๕๒.๔ และ ๕๐.๗ และยงั เกดิ จากการซอ้ื สนิ คา้ ทต่ี นชอบแมว้ า่ จะไมจ่ �ำ เปน็ รอ้ ยละ ๒๐.๓ เกดิ จากการเสย่ี งโชค  รอ้ ยละ ๑๔.๗ และเกดิ จากการทอ่ งเทย่ี ว  รอ้ ยละ ๑๒.๕ ตามล�ำ ดบั ดงั แสดงในตารางท่ี ๑๐ การส�ำ รวจยงั พบวา่ มผี ไู้ มไ่ ดท้ �ำ บญั ชรี ายรบั รายจา่ ย อยา่ งสม�ำ่ เสมอถงึ รอ้ ยละ ๖๗.๙๒ ดงั แสดงในตารางท่ี ๑๑ 96

97

ในมิติของเป้าหมายการดำ�เนินชีวิตและการพัฒนาตนเองซ่ึงถามถึงเป้าหมาย สงู สดุ ของผตู้ อบแบบสอบถาม พบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถามตอ้ งการมรี ายไดเ้ พม่ิ ขน้ึ รอ้ ยละ ๔๔.๙๔  ดังแสดงในตารางท ่ี ๑๒  เม่อื ถามถึงวิธีการแรกท่ตี นคิดว่าจะท�ำ เพ่อื ให้มีรายได้ เพม่ิ ขน้ึ มผี ตู้ อบแบบสอบถามจะใชว้ ธิ กี ารพฒั นาความสามารถของตนเอง  รอ้ ยละ ๔๒.๙๒ ดงั ตารางท ่ี ๑๓  ดา้ นการพฒั นาทกั ษะซง่ึ ใหผ้ ตู้ อบแบบสอบถามเลอื กทกั ษะทต่ี นตอ้ งการ พัฒนามากท่ีสุดเพียงข้อเดียว  พบว่าตนเองท่ีผู้ตอบแบบสอบถามต้องการพัฒนาทักษะ ดา้ นภาษาถงึ รอ้ ยละ ๔๑.๐๑ ดงั แสดงในตารางท่ี ๑๔ 98


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook