รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยกบั การปฏญิ าณตนของสมาชกิ รัฐสภา ๔๙ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยกับการปฏญิ าณตนของสมาชิกรัฐสภา ๑. พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามชว่ั คราว พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ ไมไดบัญญัติเก่ียวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ีของผูแทนราษฎรไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร คร้ังที่ ๑/๒๔๗๕ วันอังคารที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ณ พระที่น่ังอนันตสมาคม หลวงประดิษฐมนูธรรม แถลงวา “สมาชิกท้ังหลาย จําเปนตองมีความซ่ือสัตยสุจริตตอราษฎรในขอสําคัญหลายประการ เพราะฉะน้ันขอทาน สมาชิกไดพรอมกันทําคําปฏิญาณกันเสียกอน แลวหลวงประดิษฐมนูธรรมนําปฏิญาณและ สมาชกิ ไดปฏญิ าณพรอ มท่วั กันวา ขาพเจา (ออกนามผปู ฏิญาณ) ขอใหค าํ ปฏิญาณวาจะซื่อสตั ย ตอคณะราษฎรและจะชว ยรกั ษาหลัก ๖ ประการของราษฎรไวใหม ่นั คง ๑) จะตอ งรกั ษาความเปน เอกราชทง้ั หลาย เชน เอกราชในการเมอื ง ในทางศาล ในทางเศรษฐกจิ ฯลฯ ของประเทศไวใหมน่ั คง ๒) จะรกั ษาความปลอดภยั ในประเทศใหก ารประทษุ รา ยตอ กนั ลดนอ ยลงใหม าก ๓) จะตองบํารุงความสมบูรณของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม จะพยายามหางานใหราษฎรทําโดยเต็มความสามารถ จะรางโครงการณเศรษฐกิจแหงชาติ ไมป ลอยใหราษฎรอดอยาก ๔) จะตอ งใหราษฎรไดม ีสิทธเิ สมอภาคกนั ๕) จะตองใหราษฎรไดมีเสรีภาพมีความเปนอิสสระ เม่ือเสรีภาพนี้ไมขัดตอ หลกั ๔ ประการ ดง่ั กลา วแลวขา งตน ๖) จะตอ งใหการศึกษาอยา งเตม็ ท่ีแกราษฎร”๒ ๒. รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๑๙ บัญญัติวา “กอนเขารับหนาท่ี สมาชิกสภาผูแทนราษฎรตองปฏิญาณในท่ีประชุมแหงสภา วาจะรักษาไวและปฏิบัติตามซ่ึงรัฐธรรมนูญนี้” โดยรัฐธรรมนูญฉบับน้ีระบุเก่ียวกับ การปฏิญาณตนวา กอนเขารับหนาท่ี สมาชิกสภาผูแทนราษฎรตองปฏิญาณวาจะรักษาไวและ ปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญน้ีเทาน้ัน โดยไมไดระบุถอยคําท่ีจะกลาวคําปฏิญาณตนวาจะตอง กลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร ครงั้ ท่ี ๑/๒๔๗๖ (สามญั ) สมยั ที่ ๒ วนั ศกุ รท ี่ ๑๕ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖ หลวงวฒั นคดี ประธานชั่วคราวไดใหที่ประชุมทําการปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙ ดังนี้ ๒รายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร. คร้งั ที่ ๑/๒๔๗๕ วันองั คารท่ี ๒๘ มถิ ุนายน พทุ ธศักราช ๒๔๗๕, หนา ๖-๗.
๕๐ รฐั สภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ “ขาพเจา (กลาวนามสมาชิกทุกคน) ขอปฏิญาณตอท่ีประชุมสภาผูแทนราษฎรวา จะปฏิบัติตามและรักษาไวซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยามทุกประการ”๓ โดยมีขอความ ทเ่ี พ่ิมเติมขน้ึ มาคอื คําวา “แหงราชอาณาจักรสยามทุกประการ” ๓. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๙ มาตรา ๓๕ บญั ญตั วิ า “กอนเขารับหนาท่ี สมาชิกพฤฒสภาและสภาผูแทนตองปฏิญาณในที่ประชุมแหงสภาที่ตน เปน สมาชิกวา จะรักษาไวแ ละปฏบิ ตั ิตามซึ่งรฐั ธรรมนูญน”้ี โดยรฐั ธรรมนญู ฉบบั นร้ี ะบเุ กีย่ วกับ การปฏิญาณตนวา กอนเขารับหนาที่ สมาชิกพฤฒสภาและสมาชิกสภาผูแทนตองปฏิญาณ วา จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซงึ่ รฐั ธรรมนญู นเี้ ทา นน้ั โดยไมไ ดร ะบถุ อ ยคาํ ทจี่ ะกลา วคาํ ปฏญิ าณตน วาจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชุมสภาผูแทน คร้งั ท่ี ๑/๒๔๘๙ (วสิ ามัญ) วนั พธุ ท่ี ๒๑ สงิ หาคม พุทธศกั ราช ๒๔๘๙ ประธานสภาผแู ทน นาํ สมาชกิ ทยี่ งั ไมป ฏญิ าณตนกลา ววา “ขา พเจา (กลา วนามผปู ฏญิ าณ) ขอปฏญิ าณตอ ทป่ี ระชมุ สภาผูแทนวา จะปฏิบัติตามและรักษาไวซ่ึงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ”๔ โดยมขี อ ความทเ่ี พ่มิ เตมิ ขึ้นมาคอื คําวา “แหงราชอาณาจักรไทยทกุ ประการ” ๔. รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉะบบั ชัว่ คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๐ มาตรา ๔๓ บญั ญตั วิ า “กอ นเขา รบั หนา ที่ สมาชกิ วฒุ สิ ภาและสมาชกิ สภาผแู ทนตอ งปฏญิ าณตน ในที่ประชุมแหงสภาที่ตนเปนสมาชิกวา จะรักษาไวและปฏิบัติตามซ่ึงรัฐธรรมนูญ” โดยรัฐธรรมนูญฉบับน้ีระบุเก่ียวกับการปฏิญาณตนวา กอนเขารับหนาท่ี สมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผูแทนตองปฏิญาณตนวาจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญเทานั้น โดยไมไดระบุถอยคําที่จะกลาวคําปฏิญาณตนวาจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชมุ สภาผูแทน คร้ังที่ ๑/๒๔๙๑ (สามญั ) วนั ศุกรท่ี ๒๐ กุมภาพันธ พุทธศักราช ๒๔๙๑ หมอมเจาสิทธิพร กฤษดากร ประธานชั่วคราว ไดใหท่ีประชุมทํา การปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ ดังน้ี “ขาพเจา (ออกนามสมาชิกทุกคน) ขอปฏญิ าณตอ ทป่ี ระชมุ สภาผแู ทนวา จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซงึ่ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ทุกประการ”๕ โดยมขี อความทเ่ี พม่ิ เตมิ ขนึ้ มาคือ คาํ วา “แหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ๓รายงานการประชมุ สภาผูแทนราษฎร. คร้ังท่ี ๑/๒๔๗๖ (สามัญ) สมัยท่ี ๒ วนั ศุกรท ี่ ๑๕ ธันวาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖, หนา ๑-๒. ๔รายงานการประชมุ สภาผแู ทน. ครง้ั ท่ี ๑/๒๔๘๙ (วสิ ามญั ) วนั พธุ ท่ี ๒๑ สงิ หาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๙, หนา ๔. ๕รายงานการประชุมสภาผูแ ทน. คร้ังท่ี ๑/๒๔๙๑ (สามญั ) วันศกุ รท่ี ๒๐ กมุ ภาพันธ พุทธศกั ราช ๒๔๙๑, หนา ๙.
รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยกบั การปฏญิ าณตนของสมาชิกรัฐสภา ๕๑ ๕. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๒ มาตรา ๑๐๒ บญั ญตั ิ วา “กอนเขารับหนาที่ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผูแทนตองปฏิญาณตนในที่ประชุม แหงสภาท่ีตนเปนสมาชิก ดวยถอยคําด่ังตอไปน้ี “ขาพเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา จะปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี ามความเหน็ ของขา พเจา โดยบรสิ ทุ ธใิ์ จเพอื่ ประโยชนส ว นรวมของปวงชนชาวไทย ท้ั ง จ ะ รั ก ษ า ไ ว แ ล ะ ป ฏิ บั ติ ต า ม ซ่ึ ง รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ห ง ร า ช อ า ณ า จั ก ร ไ ท ย ทุ ก ป ร ะ ก า ร ” ” โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุถอยคําที่จะกลาวคําปฏิญาณตนวาจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวใน รัฐธรรมนญู อยางชัดเจน สอดคลองกับรายงานการประชมุ สภาผูแทน คร้ังที่ ๑/๒๔๙๒ (สามัญ) ชดุ ท่ี ๑ วนั พุธที่ ๑๕ มิถนุ ายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ หมอ มเจาสทิ ธพิ ร กฤษดากร ประธาน ชั่วคราว เชญิ สมาชิกทั้งหมดในทีป่ ระชมุ นี้ยืนขึ้นปฏญิ าณตนตอ ท่ีประชมุ ตามรัฐธรรมนูญ ดังน้ี “ขาพเจา (ออกชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา จะปฏิบัติหนาท่ีตามความเห็น ของขาพเจาโดยบริสุทธิ์ใจเพ่ือประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย ท้ังจะรักษาไวและ ปฏบิ ัตติ ามซึ่งรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”๖ ๖. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แกไขเพ่ิมเติม พุทธศักราช ๒๔๙๕ มาตรา ๔๘ บัญญตั ิวา “กอ นเขารับหนา ท่ี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร ตอ งปฏญิ าณในทป่ี ระชมุ แหง สภา วา จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รฐั ธรรมนญู น”้ี โดยมาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับน้ีกําหนดวา ความในหมวด ๓ ของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย ฉบบั พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ ใหแ กไ ขเพมิ่ เตมิ ดง่ั ตอ ไปน.ี้ .. (๔) ใหแ กเ ลขมาตรา ๑๙ ถงึ มาตรา ๒๐ เปน เลขมาตรา ๔๘ ถงึ เลขมาตรา ๔๙ ตามลาํ ดบั ... ดงั นน้ั บทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ี จึงบญั ญตั เิ หมอื นกบั รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ โดยรฐั ธรรมนูญ ฉบับนี้ไมไดระบุถอยคําท่ีจะกลาวคําปฏิญาณตนวาจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร ครัง้ ท่ี ๑/๒๔๙๕ (วสิ ามญั ) ชดุ ที่ ๑ วนั เสารท ี่ ๑ พฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๕ ประธานสภาผูแทนราษฎรกลา ววา “ตอไปกม็ สี มาชิกผหู น่งึ ซ่ึงยังมิไดปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญคือคุณหลวงบริหารชนบท ขอใหยืนข้ึน และวาตาม ขาพเจาซึ่งขาพเจาจะไดกลาวนํา ขาพเจา (ออกชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณตอท่ีประชุม สภาผแู ทนราษฎรวา จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซงึ่ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”๗ โดยมขี อ ความท่ีเพิม่ เติมขึน้ มาคอื คาํ วา “แหงราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ” ๖รายงานการประชมุ สภาผแู ทน. ครง้ั ท่ี ๑/๒๔๙๒ (สามญั ) ชดุ ท่ี ๑ วนั พธุ ท่ี ๑๕ มถิ นุ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๒, หนา ๓. ๗รายงานการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร. ครง้ั ท่ี ๑/๒๔๙๕ (วสิ ามญั ) ชดุ ท่ี ๑ วนั เสารท ่ี ๑ พฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๕, หนา ๒.
๕๒ รฐั สภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบบั ที่ ๒ เดือนมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ๗. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๒ ไมไ ดบ ญั ญตั เิ กย่ี วกบั การปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ีของสภารางรัฐธรรมนูญไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงาน การประชุมสภารางรัฐธรรมนูญ คร้ังที่ ๒ วันจันทรที่ ๙ กุมภาพันธ พุทธศักราช ๒๕๐๒ พระยาสุนทรพิพิธ ประธานช่ัวคราว กลาววา “ขอใหทานสมาชิกที่ยังไมไดปฏิญาณตน โปรดปฏญิ าณตนกอ น ขอใหย นื ขน้ึ และวา ตามขา พเจา ขอใหอ อกนามดว ย ขา พเจา (ออกนาม ผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต และคํานึงถึง ประโยชนข องประเทศชาติและประชาชนเปนสําคัญ”๘ ๘. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๑ มาตรา ๙๘ บญั ญตั วิ า “กอ นเขา รบั หนา ท่ี สมาชกิ วฒุ สิ ภาและสมาชกิ สภาผแู ทน ตอ งปฏญิ าณตนในทป่ี ระชมุ แหง สภา ที่ตนเปนสมาชิกดวยถอยคําดังตอไปนี้ “ขาพเจา (ช่ือผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทตี่ ามความเหน็ ของขา พเจา โดยบรสิ ทุ ธใิ์ จ เพอื่ ประโยชนส ว นรวมของปวงชนชาวไทย ทง้ั จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”” โดยรฐั ธรรมนญู ฉบับนี้ระบุถอยคําที่จะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ อยา งชดั เจน สอดคลอ งกับรายงานการประชุมสภาผูแทน คร้ังที่ ๑/๒๕๑๒ วันพุธท่ี ๕ มนี าคม พุทธศักราช ๒๕๑๒ ซง่ึ เลขาธกิ ารรัฐสภา (นายประเสริฐ ปทมะสุคนธ) ไดก ลาววา “ขอเชญิ สมาชกิ ไดโปรดยืนขนึ้ เพอ่ื กลา วคาํ ปฏญิ าณวา ขา พเจา (ช่ือผูปฏญิ าณ) ขอปฏญิ าณวา ขาพเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทตี่ ามความเหน็ ของขา พเจา โดยบรสิ ทุ ธใ์ิ จ เพอื่ ประโยชนส ว นรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งจะรกั ษาไวแ ละปฏิบัตติ ามซ่งึ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยทุกประการ”๙ ๙. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ ไมไดบัญญัติ เก่ียวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ีของสมาชิกสภานิติบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตจาก รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแหงชาติ คร้ังที่ ๑ วันจันทรท่ี ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๕ พระมนเู วทยว มิ ลนาท ประธานชวั่ คราว กลา ววา “ตอ ไปนข้ี า พเจา ขอเชญิ ทา นสมาชกิ ทม่ี าประชมุ ในวนั นี้ ไดก ลา วคาํ ปฏญิ าณตนตอ ทป่ี ระชมุ ตามประเพณที เ่ี คยปฏบิ ตั กิ นั มา ดงั ทขี่ า พเจา จะกลา วนาํ ขอใหทานสมาชิกท้ังหลายโปรดยืนข้ึนและกลาวคําปฏิญาณตนตามขาพเจา “ขาพเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซ่ือสัตยสุจริตและคํานึงถึง ประโยชนข องประเทศและประชาชนเปนสาํ คัญ””๑๐ ๘รายงานการประชมุ สภารา งรฐั ธรรมนญู . ครง้ั ท่ี ๒ วนั จนั ทรท ่ี ๙ กมุ ภาพนั ธ พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๒, หนา ๑. ๙รายงานการประชมุ สภาผแู ทน. ครง้ั ท่ี ๑/๒๕๑๒ วนั พธุ ท่ี ๕ มนี าคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๒, หนา ๑๐. ๑๐รายงานการประชมุ สภานติ บิ ญั ญตั แิ หง ชาต.ิ ครง้ั ท่ี ๑ วนั จนั ทรท ่ี ๑๘ ธนั วาคม ๒๕๑๕, หนา ๑๔.
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยกับการปฏิญาณตนของสมาชกิ รัฐสภา ๕๓ ๑๐. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗ มาตรา ๑๒๘ บญั ญตั วิ า “กอ นเขา รบั หนา ท่ี สมาชกิ วฒุ สิ ภาและสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรตอ งปฏญิ าณตนในทป่ี ระชมุ แหง สภา ท่ีตนเปนสมาชิก ดวยถอยคําดังตอไปน้ี “ขาพเจา (ช่ือผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทตี่ ามความเหน็ ของขา พเจา โดยบรสิ ทุ ธใ์ิ จ เพอื่ ประโยชนส ว นรวมของปวงชนชาวไทย ทงั้ จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซงึ่ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”” โดยรฐั ธรรมนญู ฉบับนี้ระบุถอยคําที่จะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ อยา งชดั เจน สอดคลอ งกบั รายงานการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร ครงั้ ที่ ๑/๒๕๑๘ (สามญั สมยั แรก) วันพฤหัสบดีท่ี ๖ กุมภาพันธ พุทธศักราช ๒๕๑๘ โดยประธานช่ัวคราว คือ พลเรือเอก หลวงชลธารพฤฒไิ กร นาํ สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรทกุ ทา นกลา วคาํ ปฏญิ าณ “ขา พเจา (ชอื่ ผปู ฏญิ าณ) ขอปฏญิ าณวา ขา พเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทต่ี ามความเหน็ ของขา พเจา โดยบรสิ ทุ ธใิ์ จ เพอ่ื ประโยชน สว นรวมของปวงชนชาวไทย ทงั้ จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ทกุ ประการ”๑๑ ๑๑. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๙ ไมไ ดบ ญั ญตั เิ กย่ี วกบั การปฏญิ าณตนกอ นเขา รบั หนา ทขี่ องสมาชกิ สภาปฏริ ปู การปกครองแผน ดนิ ไวใ นรฐั ธรรมนญู ๑๒ ๑๒. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศักราช ๒๕๒๐ ไมไ ดบ ัญญตั ิ เกี่ยวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแหงชาติไวในรัฐธรรมนูญ แตจ ากการประชมุ สภานติ ิบญั ญัติแหงชาติ คร้ังท่ี ๑ วันพฤหสั บดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ นายถม วฒุ วิ ยั ประธานชว่ั คราว ไดก ลา วนาํ ใหส มาชกิ ปฏญิ าณตนตอ ทป่ี ระชมุ กอ นปฏบิ ตั หิ นา ที่ ตามขอ บงั คับ ขอ ๑๒ ดงั น้ี “ขา พเจา (ชอ่ื ผูปฏิญาณ) ขอปฏญิ าณวา ขาพเจา จะปฏิบตั หิ นา ท่ี ดว ยความซอื่ สตั ยส จุ รติ และคาํ นงึ ถงึ ประโยชนข องประเทศชาตแิ ละประชาชนเปน สาํ คญั ”๑๓ ๑๓. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑ มาตรา ๑๐๗ บญั ญตั ิ วา “กอ นเขา รบั หนา ท่ี สมาชกิ วฒุ สิ ภาและสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรตอ งปฏญิ าณตนในทป่ี ระชมุ แหงสภาท่ีตนเปนสมาชิก ดวยถอยคําดังตอไปนี้ “ขาพเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาท่ีดวยความซ่ือสัตยสุจริต เพ่ือประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย ทงั้ จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซงึ่ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”” โดยรฐั ธรรมนญู ๑๑รายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร. ครงั้ ที่ ๑/๒๕๑๘ (สามัญสมัยแรก) วันพฤหัสบดีที่ ๖ กมุ ภาพนั ธ พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๘, หนา ๙. ๑๒ไมส ามารถสบื คนรายงานการประชมุ สภาปฏิรูปการปกครองแผนดิน ๑๓รายงานการประชุมสภานิตบิ ญั ญัติแหง ชาต.ิ ครงั้ ท่ี ๑ วันพฤหัสบดที ่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๐, หนา ๒๗.
๕๔ รัฐสภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบับที่ ๒ เดอื นมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ฉบับนี้ระบุถอยคําท่ีจะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ อยา งชดั เจน สอดคลอ งกบั รายงานการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร ครง้ั ที่ ๑/๒๕๒๒ (สามญั ) วนั พธุ ที่ ๙ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๒ โดยประธานชัว่ คราว คอื นายเทยี ม ไชยนันทน ไดก ลาวนาํ สมาชิกปฏญิ าณตนกอ นปฏบิ ัตหิ นา ทต่ี ามรฐั ธรรมนูญ “ขา พเจา (ชอ่ื ผปู ฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซ่ือสัตยสุจริต เพ่ือประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย ท้ังจะรักษาไวแ ละปฏิบัตติ ามซึง่ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยทุกประการ”๑๔ ๑๔. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๔ ไมไ ดบ ญั ญตั ิ เกี่ยวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ีของสมาชิกสภานิติบัญญัติแหงชาติไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแหง ชาติ คร้งั ที่ ๑/๓๔ วันท่ี ๑ เมษายน ๒๕๓๔ นายบญุ ชนะ อัตถากร ประธานช่วั คราว กลา ววา ตอไปนจ้ี ะเปน การปฏิญาณตนกอ นเขา รบั หนาทีต่ ามขอ บงั คับ ขอ ๑๑ กําหนดวา “กอนปฏบิ ัติหนาทีส่ มาชิกตอ งปฏญิ าณตนในที่ประชมุ จึงขอเชิญสมาชิกโปรดยืนขึ้นกลาวคําปฏิญาณ ตามที่ผมจะกลาวดังตอไปน้ี ขาพเจา (ช่ือผปู ฏญิ าณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจา จะปฏิบตั หิ นา ที่ดวยความซื่อสัตยส ุจริต และคาํ นงึ ถึง ประโยชนข องประเทศและประชาชนเปน สาํ คัญ”๑๕ ๑๕. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๘ บญั ญตั ิ วา “กอนเขา รบั หนาท่ี สมาชกิ วฒุ ิสภาและสมาชกิ สภาผูแทนราษฎรตอ งปฏิญาณตนในทีป่ ระชุม แหงสภาที่ตนเปนสมาชิก ดวยถอยคําดังตอไปน้ี “ขาพเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซ่ือสัตย สุจริต เพ่ือประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย ท้ังจะรักษาไวและปฏบิ ัตติ ามซ่งึ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยทุกประการ”” โดยรฐั ธรรมนูญ ฉบับน้ีระบุถอยคําท่ีจะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ อยา งชดั เจน สอดคลองกับรายงานการประชมุ สภาผูแ ทนราษฎร ครงั้ ท่ี ๑/๒๕๕๓ (สมยั สามญั สมยั ท่ีหน่ึง) วนั ศุกรท่ี ๓ เมษายน ๒๕๓๕ โดยประธานชั่วคราว คอื นายบญุ เทง ทองสวสั ดิ์ นําสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทุกทานกลาวคําปฏิญาณดังน้ี “ขาพเจา (ช่ือผูปฏิญาณ) ขอปฏญิ าณวา ขา พเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทด่ี ว ยความซอื่ สตั ย สจุ รติ เพอ่ื ประโยชนส ว นรวมของปวงชน ชาวไทย ทงั้ จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”๑๖ ๑๔รายงานการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร. ครง้ั ท่ี ๑/๒๕๒๒ (สามญั ) วนั พธุ ท่ี ๙ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๒, หนา ๒๕. ๑๕รายงานการประชมุ สภานติ บิ ญั ญตั แิ หง ชาต.ิ ครง้ั ท่ี ๑/๓๔ วนั ท่ี ๑ เมษายน ๒๕๓๔, หนา ๑๕-๑๖. ๑๖รายงานการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร. คร้งั ที่ ๑/๒๕๓๕ (สมยั สามัญ สมัยทีห่ นงึ่ ) วนั ศกุ รที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๕, หนา ๒-๓.
รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยกบั การปฏิญาณตนของสมาชิกรฐั สภา ๕๕ ๑๖. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕๐ บญั ญตั ิ วา “กอ นเขา รบั หนา ท่ี สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภาตอ งปฏญิ าณตนในทป่ี ระชมุ แหง สภาทตี่ นเปน สมาชกิ ดว ยถอ ยคาํ ดงั ตอ ไปน้ี “ขา พเจา (ชอื่ ผปู ฏญิ าณ) ขอปฏญิ าณวา ขา พเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทดี่ ว ยความซอื่ สตั ยส จุ รติ เพอ่ื ประโยชนส ว นรวมของปวงชนชาวไทย ทง้ั จะรกั ษาไว และปฏิบัติตามซ่ึงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ”” โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุ ถอยคําท่ีจะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญอยางชัดเจน สอดคลอ งกับรายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร ชดุ ท่ี ๒๑ ปที่ ๑ คร้ังที่ ๑ (สมยั สามญั ทวั่ ไป) วันจันทรท ี่ ๕ กมุ ภาพันธ ๒๕๔๔ โดยประธานชวั่ คราว คอื ศาสตราจารยมารตุ บนุ นาค ไดกลาวนําสมาชิกปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ี ดวยถอยคําวา “ขาพเจา (ช่ือผูปฏิญาณ) ขอปฏญิ าณวา ขา พเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทด่ี ว ยความซอื่ สตั ยส จุ รติ เพอ่ื ประโยชนข องประเทศชาติ และประชาชน ทง้ั จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”๑๗ ๑๗. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชว่ั คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ ไมไ ด บัญญัติเกี่ยวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ีของสมาชิกสภานิติบัญญัติแหงชาติ และ สมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชุมสภารางรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๒ วนั จันทรท ี่ ๘ มกราคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ นายสวัสด์ิ โชตพิ านิช ประธาน ชั่วคราว ไดกลาววา “กอนที่จะมีการกลาวคําปฏิญาณตน ผมขอเรียนท่ีประชุมวาถึงแมไมมี บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือขอบังคับกําหนดไวเกี่ยวกับการปฏิญาณตนของสมาชิกสภาราง รัฐธรรมนูญ ซ่งึ ในการประชมุ สภารางรัฐธรรมนูญ ป ๒๔๙๑ และป ๒๕๔๐ กไ็ ดมีการกลาว คาํ ปฏญิ าณตนกอ นเขา ปฏบิ ตั หิ นา ทเ่ี พอ่ื รกั ษาแบบธรรมเนยี มประเพณที ด่ี งี าม ผมจงึ ขอเชญิ ทา น สมาชกิ โปรดยนื ขนึ้ กลา วปฏญิ าณตน โดยผมจะกลา วนาํ และทา นโปรดระบชุ อื่ ทา นดว ยในตอนตน ครับ ขาพเจา (ชอ่ื ผปู ฏิญาณ) ขอปฏญิ าณวา ขาพเจาจะปฏบิ ัตหิ นา ท่ดี วยความซ่อื สัตยส ุจรติ โดยคํานึงถึงประโยชนของประเทศชาติและประชาชนเปนสําคัญ จะไมอยูในอาณัติมอบหมาย หรือคิดถงึ ประโยชนของบุคคลใด หมูใ ด คณะใดโดยเฉพาะ”๑๘ ๑๘. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๓ บญั ญตั ิ วา “กอ นเขา รบั หนา ท่ี สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภาตอ งปฏญิ าณตนในทปี่ ระชมุ ๑๗รายงานการประชมุ สภาผูแ ทนราษฎร. ชุดท่ี ๒๑ ปท่ี ๑ ครัง้ ที่ ๑ (สมยั สามัญทั่วไป) วนั จันทรท่ี ๕ กุมภาพันธ ๒๕๔๔, หนา ๒. ๑๘รายงานการประชมุ สภารา งรัฐธรรมนูญ. คร้งั ท่ี ๑/๒๕๕๒ วันจนั ทรท ี่ ๘ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๕๐, หนา ๙-๑๐.
๕๖ รฐั สภาสาร ปที่ ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ แหง สภาทตี่ นเปน สมาชกิ ดว ยถอ ยคาํ ดงั ตอ ไปนี้ “ขา พเจา (ชอื่ ผปู ฏญิ าณ) ขอปฏญิ าณวา ขา พเจา จะปฏิบัติหนาที่ดวยความซ่ือสัตยสุจริต เพื่อประโยชนของประเทศชาติและประชาชน ทง้ั จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซง่ึ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ””๑๙ โดยรฐั ธรรมนญู ฉบับน้ีระบุถอยคําท่ีจะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญ อยางชดั เจน สอดคลองกับรายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร ชุดท่ี ๒๓ ปที่ ๑ ครัง้ ที่ ๑ (สมัยสามญั ทั่วไป) วันองั คารที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๑ โดยประธานชั่วคราว คือ นายชยั ชดิ ชอบ ไดกลาวนําสมาชิกปฏิญาณตนกอนเขารับหนาที่ ดวยถอยคําวา “ขาพเจา (ช่ือผูปฏิญาณ) ขอปฏญิ าณวา ขา พเจา จะปฏบิ ตั หิ นา ทดี่ ว ยความซอื่ สตั ยส จุ รติ เพอื่ ประโยชนข องประเทศชาติ และประชาชน ทงั้ จะรักษาไวแ ละปฏบิ ัตติ ามซึ่งรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ”๒๐ ๑๙. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ ไมไดบัญญัติเก่ียวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแหงชาติและ สมาชิกสภาปฏิรูปแหงชาติไวในรัฐธรรมนูญ แตจากรายงานการประชุมสภาปฏิรูปแหงชาติ คร้ังที่ ๑/๒๕๕๗ วันอังคารที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ นายพารณ อิสรเสนา ณ อยุธยา ประธาน ชั่วคราว ไดก ลา ววา “กอ นทีจ่ ะมีการกลา วคาํ ปฏิญาณตน ผมขอเรยี นทปี่ ระชุมวา ถึงแมจ ะไมม ี บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือขอบังคับกําหนดไวเก่ียวกับการปฏิญาณตนของสมาชิก สภาปฏิรูปแหงชาติ เพ่ือรักษาธรรมเนียมประเพณีท่ีดีงามกอนเขาปฏิบัติหนาที่ ควรกลาว คําปฏิญาณตนกอน ผมจึงขอเชิญทา นสมาชิกโปรดยืนข้ึนเพ่ือกลาวคําปฏิญาณตน โดยผมจะ กลาวนําและทานโปรดระบชุ อื่ ของทานดวยในตอนตน “ขาพเจา (ชื่อผูป ฏิญาณ) ขอปฏญิ าณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต และคํานึงถึงประโยชนของประเทศและ ประชาชนเปนสําคัญ”๒๑ ๑๙สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร. ฝายเลขานุการคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ. (๒๕๕๗). เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๔๗๕-๒๕๕๗. กรุงเทพฯ: สํานักการพิมพ สํานักงาน เลขาธกิ ารสภาผูแ ทนราษฎร, หนา ๒๗๑-๒๗๓. ๒๐รายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร. ชดุ ท่ี ๒๓ ปท่ี ๑ ครั้งที่ ๑ (สมยั สามัญทั่วไป) วันองั คารท่ี ๒๒ มกราคม ๒๕๕๑, หนา ๒. ๒๑รายงานการประชมุ สภาปฏิรปู แหงชาติ. ครงั้ ที่ ๑/๒๕๕๗ วันอังคารที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗, หนา ๑๕-๑๖.
รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยกับการปฏญิ าณตนของสมาชกิ รฐั สภา ๕๗ ๒๐. รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ บญั ญตั ิ วา “กอ นเขารับหนาที่ สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรและสมาชิกวุฒสิ ภาตองปฏญิ าณตนในทป่ี ระชมุ แหง สภาทต่ี นเปน สมาชกิ ดว ยถอ ยคาํ ดงั ตอ ไปนี้ “ขา พเจา (ชอื่ ผปู ฏญิ าณ) ขอปฏญิ าณวา ขา พเจา จะปฏิบัติหนาท่ีดวยความซื่อสัตยสุจริต เพ่ือประโยชนของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะ รกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ ามซงึ่ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ””๒๒ โดยรฐั ธรรมนญู ฉบบั น้ี ระบุถอยคําที่จะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญอยางชัดเจน สอดคลอ งกบั บนั ทกึ การประชมุ สภาผแู ทนราษฎร ชดุ ท่ี ๒๕ ปท ี่ ๑ ครง้ั ท่ี ๑ (สมยั สามญั ประจาํ ป ครั้งทห่ี น่ึง) วนั เสารท ี่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ณ หอประชมุ ใหญ บรษิ ทั ทโี อที จํากัด (มหาชน) โดยประธานชว่ั คราว คือ นายชยั ชดิ ชอบ ไดก ลา วนาํ สมาชกิ ปฏญิ าณตนกอ นเขา รับหนาท่ี ดวยถอยคําวา “ขาพเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบัติหนาท่ีดวย ความซอ่ื สตั ยส จุ รติ เพอื่ ประโยชนข องประเทศชาตแิ ละประชาชน ทงั้ จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ าม ซ่ึงรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยทุกประการ”๒๓ การบัญญตั ิเก่ยี วกับการปฏญิ าณตนของสมาชกิ รฐั สภาไวในรฐั ธรรมนูญ ๑.๑ รัฐธรรมนูญที่ไมไดบัญญัติเก่ียวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาที่ ของสมาชกิ รฐั สภาไวใ นรฐั ธรรมนญู มจี าํ นวน ๘ ฉบบั ไดแ ก พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู การปกครอง แผน ดนิ สยามชว่ั คราว พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๒ ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๕ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๒๐ ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจกั ร พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๔ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ และรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ ๑.๒ รัฐธรรมนูญท่ีบัญญัติเก่ียวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาที่ของสมาชิก สภาผูแทนราษฎรตองปฏิญาณวาจะรักษาไวและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญน้ีเทานั้น โดยไมได ระบถุ อ ยคาํ ทจ่ี ะกลา วคาํ ปฏญิ าณตนจะตอ งกลา วดว ยถอ ยคาํ ใดไวใ นรฐั ธรรมนญู มจี าํ นวน ๔ ฉบบั ๒๒รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย. (๒๕๖๐) กรงุ เทพฯ: สาํ นักการพมิ พ สาํ นกั งานเลขาธิการ สภาผูแ ทนราษฎร. ๒๓บนั ทกึ การประชุมสภาผแู ทนราษฎร. ชดุ ท่ี ๒๕ ปท่ี ๑ ครงั้ ท่ี ๑ (สมยั สามัญประจาํ ปครัง้ ทห่ี นึง่ ) วันเสารท ี่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒, หนา ๑.
๕๘ รฐั สภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบบั ที่ ๒ เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ไดแ ก รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รสยาม พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชัว่ คราว) พุทธศกั ราช ๒๔๙๐ และรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๔๗๕ แกไขเพมิ่ เติม พุทธศักราช ๒๔๙๕ แตเมื่อมีการปฏิญาณตนในท่ีประชุมสภาจะมีขอความท่ีเพ่ิมเติมขึ้นมาคือ คําวา “แหง ราชอาณาจกั รไทยทกุ ประการ” ทง้ั นี้ ผเู ขยี นเหน็ วา อาจเนอื่ งมาจากรฐั ธรรมนญู ไมไ ดร ะบถุ อ ยคาํ ท่ตี อ งปฏญิ าณตนไวอยา งชดั เจนวาตอ งกลาวดว ยถอ ยคําใด ๑.๓ รัฐธรรมนูญท่ีบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ี ของสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรไวใ นรฐั ธรรมนูญ และระบุถอยคาํ ที่จะกลา วคําปฏิญาณตนจะตอง กลาวดวยถอยคําใดไวในรัฐธรรมนูญอยางชัดเจน รวมท้ังการกลาวถอยคําปฏิญาณตน จะสอดคลองกับรายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎรมีจํานวน ๘ ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๒ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๑๑ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๗ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๒๑ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ และรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เนอื้ หาของคาํ กลา วปฏญิ าณตนของสมาชกิ รฐั สภา เมอ่ื พจิ ารณาจากบทบญั ญตั ิ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยดังกลาวขางตนจะเห็นวา รัฐธรรมนูญฉบับแรกแมจะ ไมไดบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับหนาท่ีของผูแทนราษฎรไวในรัฐธรรมนูญ แตใ นทางปฏบิ ตั กิ จ็ ะมกี ารกลา วคาํ ปฏญิ าณวา สมาชกิ จะตอ งซอ่ื สตั ยต อ คณะราษฎรและจะชว ยรกั ษา หลกั ๖ ประการของราษฎรไวใ หม น่ั คง สว นรฐั ธรรมนญู ฉบบั ชว่ั คราวอน่ื ๆ จะกลา วคาํ ปฏญิ าณตน ตามประเพณีท่ีเคยปฏิบัติกันหรือตามขอบังคับการประชุม โดยมีเนื้อหาคือ จะปฏิบัติหนาที่ ดวยความซื่อสัตยสุจริตและคํานึงถึงประโยชนของประเทศและประชาชนเปนสําคัญ โดยมิได มีขอความวาจะรักษาและปฏบิ ตั ติ ามรัฐธรรมนญู สว นรฐั ธรรมนญู ฉบับถาวรอื่น ๆ จะบัญญัติ เน้ือหาของการปฏิญาณตนวาจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซ่ึงตอมามีการเพิ่มเน้ือหา เกี่ยวกับการปฏิบัติหนาที่อยางไร เชน ปฏิบัติหนาที่ตามความเห็นโดยบริสุทธ์ิใจ หรือปฏิบัติ หนาที่ดวยความซื่อสัตยส จุ รติ และเพ่ืออะไร เชน เพือ่ ประโยชนสว นรวมของปวงชนชาวไทย และมีการเปล่ยี นเปน เพือ่ ประโยชนของประเทศชาติและประชาชน
รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยกบั การปฏญิ าณตนของสมาชิกรัฐสภา ๕๙ สถานท่ีปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภา เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติ ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยดงั กลา วขา งตน จะเหน็ วา กอ นเขา รบั หนา ทสี่ มาชกิ สภาผแู ทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตองปฏิญาณตนในที่ประชุมแหงสภาท่ีตนเปนสมาชิกเทานั้น ประกอบกับแนวปฏิบัติท่ีผานมาก็ไดยืนยันหลักการวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาตองปฏิญาณตนในที่ประชุมแหงสภาท่ีตนเปนสมาชิก โดยไมสามารถปฏิญาณตน ในทปี่ ระชมุ รว มกนั ของรฐั สภาได ซง่ึ เมอื่ ไมไ ดป ฏญิ าณตนกอ นเขา รบั หนา ทจ่ี งึ ไมส ามารถนบั เปน องคประชุม และไมสามารถออกเสียงลงคะแนนได โดยปรากฏในรายงานการประชุมรวมกัน ของรฐั สภา ครงั้ ท่ี ๑ (สมยั สามญั ทว่ั ไป) วนั องั คารที่ ๒๕ มกราคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๔ ซงึ่ นายชยั ชิดชอบ (ประธานรัฐสภา) ไดกลาววา “ขณะนี้มีทานสมาชิกรัฐสภาไดเซ็นช่ือเขาประชุม ๓๑๕ ทาน ครบองคประชุม กระผมจะขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ แตกอนท่ีจะ เขาสูระเบียบวาระ ผมจะขอปรึกษากอนสักเล็กนอยนะครับ เนื่องจากวันนี้เปนการประชุม รวมรัฐสภาและมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ๕ ทาน ยังไมไดปฏิญาณตนตามกฎหมาย รฐั ธรรมนญู มาตรา ๑๒๓ เพราะทานสมาชกิ แตล ะสภาตอ งปฏญิ าณตนในสภาของตน ฉะนน้ั ท้ัง ๕ ทาน เมอื่ กกต. รบั รองมาแลว แตยังทาํ หนาทีไ่ มได กระผมก็จงึ ถอื วา ๕ ทานในวันน้ี คงจะโหวตไมไ ด กเ็ รียนใหทีป่ ระชุมทราบ สว นอีกทานหนงึ่ ผมไดร บั การติดตอจาก กกต. ที่มี ปญหาอยู ผมก็ไดรองขอไปวาถาลาการประชุมวันนี้ไมโหวตเสียงวันนี้ก็จะเปนการดี ในการพจิ ารณากฎหมายรฐั ธรรมนญู ฉบบั นี้ กเ็ รยี นใหท ปี่ ระชมุ ทราบเพยี งแคน น้ี ะครบั กถ็ อื วา ๕ ทา น วนั นกี้ ล็ งมตไิ มไ ดโ ดยเครง ครดั นะครบั ...” ๒๔ ขณะทน่ี ายประยทุ ธ ศริ พิ านชิ ย สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร จงั หวดั มหาสารคาม กลา ววา “...ตามท่ีทานประธานแจงกบั สมาชกิ รัฐสภาวา มี ๕ คนยงั ไมไ ด ปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนญู ตามมาตรา ๑๒๓ ...แผงขางหลังของทานประธานบอกวา สมาชิก รฐั สภาทง้ั หมด ๖๒๕ คน เพราะฉะนน้ั ทา นจะตอ งแกไ ขเปน ๖๒๐ คน เพราะวา ยงั ทาํ หนา ทไ่ี มไ ด ๕ คน มันก็ตองเหลอื ๖๒๐ คน เพราะมันจะมผี ลตอการนับองคป ระชุม ทา นครับ ทานตอ ง แกไ ขใหม” นายชยั ชดิ ชอบ (ประธานรฐั สภา) กลา ววา “ถกู ตอ งครบั เจา หนา ทชี่ ว ยแกด ว ยครบั เพราะยังไมไ ดป ฏญิ าณตนนะครับ ชว ยแกใหเ หลอื ๖๒๐ คนใชไ หมครบั ขอบคุณครบั ตอ ไป”๒๕ ดงั นนั้ กอ นทําหนา ทส่ี มาชกิ รฐั สภา สมาชกิ รัฐสภาตอ งไปปฏิญาณตนในท่ปี ระชุม แหง สภาทีต่ นเปนสมาชกิ กอ น โดยสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรกอ นเขา รบั หนา ทีต่ องปฏญิ าณตน ในที่ประชุมสภาผูแทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภากอนเขารับหนาที่ตองปฏิญาณตน ในทป่ี ระชมุ วฒุ สิ ภา ทงั้ นี้ จะไปปฏญิ าณตนในทป่ี ระชมุ รว มกนั ของรฐั สภาไมไ ด ซงึ่ ผเู ขยี นเหน็ วา ๒๔รายงานการประชุมรว มกนั ของรฐั สภา. ครั้งท่ี ๑ (สมยั สามญั ทวั่ ไป) วนั อังคารที่ ๒๕ มกราคม พทุ ธศักราช ๒๕๕๔, หนา ๑. ๒๕เร่ืองเดียวกนั , หนา ๕.
๖๐ รฐั สภาสาร ปท ่ี ๖๘ ฉบบั ท่ี ๒ เดอื นมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร หรอื สมาชิกวฒุ สิ ภา กอ นเขารบั หนาทีจ่ ะมาปฏญิ าณตนในทปี่ ระชุม รวมกันของรัฐสภาไมได เนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกําหนดไวอยางชัดแจง จึงตอง ตีความตามลายลักษณอักษรท่ีปรากฏ ประกอบกับแนวปฏิบัติของการประชุมรวมกัน ของรฐั สภาทผ่ี า นมากย็ นื ยนั หลกั การดงั กลา ว อนงึ่ นอกจากเหตผุ ลดงั กลา ว ผเู ขยี นเหน็ วา สถานะ ของการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจะเกิดข้ึนกอนสถานะของการเปน สมาชกิ รฐั สภา เนื่องจากสถานะของสมาชกิ รัฐสภาจะเกิดขึ้นก็ตอ เมอ่ื สมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามกี ารประชุมรว มกนั บทสรปุ การบัญญัติเก่ียวกับการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาไวในรัฐธรรมนูญ พบวา มีรัฐธรรมนูญ ๘ ฉบับ ซ่ึงสวนใหญเปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไมไดมีบทบัญญัติเก่ียวกับ การปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาไวในรัฐธรรมนูญ แตในทางปฏิบัติก็จะมีการกลาว คําปฏิญาณตนตามประเพณีท่ีเคยปฏิบัติกันหรือตามขอบังคับการประชุม และมีรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ ซึ่งสวนใหญเปนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่บัญญัติเกี่ยวกับการปฏิญาณตนกอนเขารับ หนาท่ีของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตองปฏิญาณวาจะรักษาไวและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญน้ี เทาน้ัน โดยไมไดระบุถอยคําที่จะกลาวคําปฏิญาณตนไว แตเม่ือมีการปฏิญาณตน ในที่ประชุมสภาจะมีขอความที่เพ่ิมเติมข้ึนมาคือ คําวา “แหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” เนื่องจากรัฐธรรมนูญไมไดระบุถอยคําที่ตองปฏิญาณตนไวอยางชัดเจนวาตองกลาวดวย ถอยคาํ ใด นอกจากน้ีมรี ฐั ธรรมนญู ๘ ฉบบั ซงึ่ เปนรฐั ธรรมนญู ฉบบั ถาวรทบี่ ญั ญตั เิ กย่ี วกบั การปฏญิ าณตนกอ นเขา รบั หนา ทขี่ องสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรไวใ นรฐั ธรรมนญู และระบถุ อ ยคาํ ท่ีจะกลาวคําปฏิญาณตนจะตองกลาวดวยถอยคําใดไวในรฐั ธรรมนญู อยา งชดั เจน สว นเนอ้ื หา ของคําปฏิญาณตนในรัฐธรรมนูญฉบับช่ัวคราวจะกลาวถึงการปฏิบัติหนาที่ดวยความซ่ือสัตย สุจริตและคํานึงถึงประโยชนของประเทศและประชาชนเปนสําคัญ โดยมิไดมีขอความวา จะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ สวนการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาจะบัญญัติไวใน รัฐธรรมนูญฉบับถาวรทุกฉบับ โดยเน้ือหาของการปฏิญาณตนของสมาชิกรัฐสภาจะบัญญัติ วา จะรกั ษาและปฏบิ ตั ติ ามรฐั ธรรมนญู ซงึ่ ตอ มามกี ารเพมิ่ เนอื้ หาเกยี่ วกบั การปฏบิ ตั หิ นา ทอี่ ยา งไร เชน ปฏบิ ัติหนาที่ตามความเหน็ โดยบริสทุ ธใ์ิ จ หรอื ปฏบิ ัติหนาที่ดว ยความซ่อื สตั ยสจุ ริต และ เพ่ืออะไร เชน เพ่ือประโยชนสวนรวมของปวงชนชาวไทย เพื่อประโยชนของประเทศชาติ และประชาชน และเนอื้ หาทรี่ ฐั ธรรมนญู ฉบบั ถาวรทกุ ฉบบั ตอ งมคี อื คาํ วา “จะรกั ษาไวแ ละปฏบิ ตั ติ าม รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” โดยกอนเขารับหนาท่ีสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และสมาชกิ วฒุ สิ ภาตอ งปฏญิ าณตนในทป่ี ระชมุ แหง สภาทต่ี นเปน สมาชกิ เทา นนั้ จะไปปฏญิ าณตน ในทป่ี ระชุมรว มกนั ของรัฐสภาไมได
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยกบั การปฏิญาณตนของสมาชกิ รฐั สภา ๖๑ บรรณานุกรม คณนิ บญุ สวุ รรณ. (๒๕๔๗). พระมหากษตั รยิ ก บั รฐั ธรรมนญู . พมิ พค รงั้ ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ: สขุ ภาพใจ. บันทกึ การประชุมสภาผแู ทนราษฎร. ชุดที่ ๒๕ ปท่ี ๑ ครงั้ ท่ี ๑ (สมัยสามัญประจาํ ปค รง้ั ท่ีหน่ึง) วนั เสารท ี่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒. รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย. (๒๕๖๐) กรุงเทพฯ: สาํ นักการพิมพ สํานกั งานเลขาธิการ สภาผแู ทนราษฎร. รายงานการประชุมรว มกันของรัฐสภา. คร้งั ที่ ๑ (สมยั สามญั ท่วั ไป) วนั องั คารที่ ๒๕ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๕๔. รายงานการประชุมสภานติ บิ ญั ญัตแิ หง ชาติ. ครงั้ ที่ ๑ วนั จันทรที่ ๑๘ ธนั วาคม ๒๕๑๕. รายงานการประชมุ สภานติ บิ ญั ญตั ิแหงชาติ. คร้ังที่ ๑ วนั พฤหัสบดีที่ ๒๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๒๐. รายงานการประชมุ สภานิติบัญญัตแิ หงชาต.ิ ครัง้ ท่ี ๑/๓๔ วนั ที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๔. รายงานการประชมุ สภาผูแทน. คร้งั ท่ี ๑/๒๔๙๒ (สามัญ) ชุดที่ ๑ วนั พุธท่ี ๑๕ มถิ ุนายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๒. รายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร. ครง้ั ท่ี ๑/๒๔๗๕ วนั องั คารท่ี ๒๘ มถิ ุนายน ๒๔๗๕. รายงานการประชมุ สภาผูแ ทนราษฎร. คร้ังท่ี ๑/๒๔๗๖ วันศกุ รที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๔๗๖. รายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร. ครัง้ ท่ี ๑/๒๔๘๙ (วิสามญั ) วนั พุธที่ ๒๑ สงิ หาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙. รายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร. ครง้ั ที่ ๑/๒๔๙๑ วนั ศุกรที่ ๒๐ กุมภาพนั ธ ๒๔๙๑. รายงานการประชมุ สภาผแู ทนราษฎร. ครงั้ ที่ ๑/๒๔๙๕ (วสิ ามญั ) ชดุ ที่ ๑ วนั เสารท ี่ ๑ พฤศจกิ ายน พทุ ธศักราช ๒๔๙๕. รายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร. ครงั้ ที่ ๑/๒๕๑๒ วันพธุ ท่ี ๕ มนี าคม พุทธศกั ราช ๒๕๑๒. รายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร. ครงั้ ที่ ๑/๒๕๑๘ (สามญั สมยั แรก) วนั พฤหัสบดที ี่ ๖ กมุ ภาพันธ พุทธศักราช ๒๕๑๘. รายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร. คร้ังที่ ๑/๒๕๒๒ (สามญั ) วันพธุ ท่ี ๙ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๕๒๒. รายงานการประชมุ สภาผูแทนราษฎร. (สมยั สามัญ ครง้ั ท่ี ๑) พ.ศ. ๒๕๓๔ ครัง้ ที่ ๑/๒๕๓๕ วันศกุ รท ี่ ๓ เมษายน ๒๕๓๕.
๖๒ รฐั สภาสาร ปท ี่ ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดอื นมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ รายงานการประชุมสภาผูแทนราษฎร. ชุดท่ี ๒๑ ปท ี่ ๑ ครง้ั ที่ ๑ (สมัยสามญั ท่วั ไป) วันจันทรที่ ๕ กุมภาพันธ ๒๕๔๔. รายงานการประชุมสภาผแู ทนราษฎร. ชดุ ท่ี ๒๓ ปท่ี ๑ คร้ังที่ ๑ (สมยั สามญั ท่วั ไป) วันองั คารท่ี ๒๒ มกราคม ๒๕๕๑. รายงานการประชมุ สภารางรฐั ธรรมนญู . คร้ังที่ ๒ วนั จันทรท ี่ ๙ กุมภาพนั ธ พุทธศักราช ๒๕๐๒. สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร. ฝายเลขานุการคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนญู . (๒๕๕๗). เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ พทุ ธศักราช ๒๔๗๕-๒๕๕๗. กรุงเทพฯ: สํานักการพมิ พ สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร.
กระบวนการสรา งรฐั ธรรมนญู ภายใตแ นวคดิ รฐั ธรรมนูญนยิ มในระบอบประชาธปิ ไตย ๖๓ กระบวนการสรา งรฐั ธรรมนูญภายใตแนวคิดรัฐธรรมนญู นิยมในระบอบประชาธิปไตย ธนโรจน หลอ ธนะไพศาล* ๑. บทนํา ตะวันแหงประชาธิปไตยของสังคมไทยเร่ิมสาดแสงอีกครั้งหลังประกาศใช รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ จนนาํ ไปสกู ารเลอื กตง้ั ทว่ั ไปในป พ.ศ. ๒๕๖๒ รัฐธรรมนูญเปนเครื่องมือที่จะนําไปสูการปกครองประชาธิปไตยโดยรัฐธรรมนูญ (Constitution democracy) เหมอื นนานาอารยสงั คม ในขณะทสี่ งั คมประชาธปิ ไตยตะวนั ตกเนน ทปี่ ระชาธปิ ไตย โดยรัฐธรรมนูญ แตสังคมตะวันออกเชนไทยแนวคิดอุดมการณในสังคมอาจตองมีการพัฒนา *รองศาสตราจารย; อาจารยประจาํ คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยเวสเทิรน
๖๔ รัฐสภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบบั ท่ี ๒ เดือนมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ทางสังคมอีกมาก จึงอาจเปนไดเพียงตองการรัฐธรรมนูญเพ่ือแสดงถึงความเปนประชาธิปไตย (Democratic constitution) เทา นน้ั เพราะพฒั นาการของรฐั ยงั อยใู นระยะตน ทยี่ งั คงพยายาม หาขอตกลงรวมกันในสังคมในการปกครองตนเองที่แตละกลุมอํานาจท้ังกลุมอนุรักษนิยมและ กลุมเสรีนิยมยังชวงชิงอํานาจและความไดเปรียบในรัฐไว ขณะที่กลุมประชาชนประชาธิปไตย ยงั อยใู นระดบั ออ นแอ จะเหน็ ไดจ ากสงั คมไทยเปลย่ี นรฐั ธรรมนญู บอ ยจนรฐั ธรรมนญู ไมไ ดม คี วามหมาย ทางประวัติศาสตรในเชิงแนวคิดอุดมการณสังคมแบบตะวันตก แตกลายเปนเพียงเครื่องมือ ทางกฎหมายเทาน้ัน แตวาในท่ีสุดสังคมประชาธิปไตยของไทยก็จะตองแสวงหาจุดสมดุลหรือ แนวคดิ ทางประชาธปิ ไตยของสงั คมตนเองใหพ บ แมเ ปลย่ี นผา นสแู นวคดิ อดุ มการณป ระชาธปิ ไตย มาหลายสิบปแลวก็ตาม การพิจารณารัฐธรรมนูญในฐานะเคร่ืองมือหรือเพียงอุปกรณควบคุม อํานาจนี้คอื แนวคิดรัฐธรรมนญู นิยม (Constitutionalism) รฐั ธรรมนญู และกฎหมายรฐั ธรรมนญู ตา งมคี ณุ คา ในระบอบประชาธปิ ไตย แตก ารจดั ใหมีขึ้นกับพลเมือง สังคมและปจจัยอื่นๆ ที่มีผลตอการสรางรัฐธรรมนูญใหเปนท่ียอมรับ ในสังคม รัฐธรรมนูญเพียงอยางเดียวมิใชสิ่งประกันความสําเร็จใหสังคมประชาธิปไตยเพราะ สังคมประชาธิปไตยตองดูท้ังทางทฤษฎีการเมืองและในทางปฏิบัติของการพัฒนาที่ตองรวมมือ กันไป แมโลกมีแนวโนมเชนเดียวกันที่มุงหนาไปสูการพัฒนาใหทันสมัยและไปสูประชาธิปไตย แบบเสรีนิยมก็ตาม ในการวิเคราะหระดับจุลภาคเพื่อหากลยุทธการเคล่ือนยายสังคม (Social movements) ของไทยที่เกี่ยวกับสิทธิข้ันพ้ืนฐาน (Fundamental rights) ของประชาชน ของกระบวนการประชาธปิ ไตยภายใตร ฐั ธรรมนญู โดยการใชแ นวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มเพอ่ื แกป ญ หานนั้ จะตองมุงไปที่สภาพสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาของไทยเปนสําคัญ๑ ดวยคําถามวิจัยหรือ สมมตฐิ านเบอ้ื งตน ในเรอื่ งบทบาทสถาบนั ของรฐั หรอื สถาบนั การเมอื งทค่ี วรจะเปน รวมทงั้ เปา หมาย โดยใชกระบวนการประชาธิปไตยและกระบวนการพัฒนา แตปญหาคือทําไมสังคมไทย ใชรัฐธรรมนูญแบบตะวันตกแลวกลับมิใหผลเชนตะวันตก ปญหาอุปสรรคของกระบวนการ ประชาธปิ ไตยไทยอาจเปน อะไรบางอยา งในกระบวนการ (Something procedural) ใชหรอื ไม ประชาธิปไตยคืออะไรเปนส่ิงสําคัญที่ตองคนหาใหพบกอนแกไขปญหาดวยรัฐธรรมนูญ โดยเช่ือมความสัมพันธพลเมืองสังคมและรัฐท่ีแสดงบทบาทผานสถาบันการเมือง ในรฐั ธรรมนญู ใหเ ปน สถาบนั การเมอื งหลกั ในระบอบประชาธปิ ไตย ซงึ่ ในปญ หาความสมั พนั ธก นั ๑Wolfram Schaffar and Ralph Guth, (2013), “Constitutionalism in Thailand: Key questions of an on-going research,” ASEAS-Austrian journal of South-East Asian studies, 6(1): 185.
กระบวนการสรางรฐั ธรรมนญู ภายใตแนวคิดรัฐธรรมนญู นยิ มในระบอบประชาธิปไตย ๖๕ ของกฎหมายกับการเมืองในแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมนั้น แมยังถกเถียงกันในประเด็น ประชาธิปไตย (Democracy) วา จะนาํ ไปสกู ารปกครองโดยกฎหมาย (Rule of law) หรือวา การปกครองโดยกฎหมายนาํ มาสปู ระชาธปิ ไตยกนั แน โดยในมมุ มองเสรนี ยิ ม (Liberal) เหน็ ควร เปน แบบแรก แตฝ า ยสาธารณรฐั (Republic) หรอื ตลุ าการมองวา ควรเปน แบบทส่ี อง แตแ นวคดิ ประชาธิปไตยในรัฐสมัยใหมน นั้ ตา งไปจากเดิมท่ีความสัมพันธกฎหมายกบั สังคมมี ๓ ลักษณะ คอื ๒ ๑. กฎหมายสมยั ใหมเ นน กฎหมายลายลกั ษณอ กั ษรทรี่ ฐั ตราขน้ึ ถอื เปน แบบแผนหลกั (Norm) ๒. การมพี นั ธะบงั คบั วา กฎหมายตอ งตราโดยผมู หี นา ทท่ี าํ กฎหมายเทา นน้ั และ ๓. สงั คมเนน ท่ี ความเปนปจเจกชน (Individualistic) โดยคํ้าประกันเสรีภาพ โดยเฉพาะในมุมมองอุดมการณ เสรีประชาธิปไตยเนนที่การกําหนดชะตาตนเองของพลเมืองทางประชาธิปไตย (Democratic self-determination) เปนจุดหลักภายใตหลักความเทาเทียมกันของพลเมืองท่ีตองใชกฎหมาย เปนส่ือกลางเพื่อยืนยันเสรีภาพนี้ ผลกฎหมายตอสังคมหรือการเมืองจึงอาจถูกใหนํ้าหนัก แตกตา งกนั ในแตล ะมมุ มอง รฐั พลเมอื ง กฎหมายดมู คี วามสมั พนั ธเ ชอ่ื มโยงประสานไปมามากกวา เปน การพจิ ารณาแคล าํ ดบั ชนั้ ทางกฎหมาย โดยเฉพาะในแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มทใี่ ชร ฐั ธรรมนญู เปนเคร่ืองควบคุมการใชอํานาจของสถาบันการเมือง การจัดทํารัฐธรรมนูญใหเปนที่ยอมรับ ในสังคมจึงเปนส่ิงสําคัญ เพราะเปนกฎหมายลําดับชั้นสูงสุด แตขณะเดียวกันในทางทฤษฎี การเมืองยังแสดงถึงแนวคิดอุดมการณหรือเจตนารมณสังคมดวย การพิจารณาบทบาท รัฐธรรมนูญในสังคมประชาธิปไตยจึงอาจตองพิจารณาท้ังในทางทฤษฎีกฎหมายและทฤษฎี การเมอื งควบคกู นั ไป ดจู ะสอดคลอ งกบั สภาพสงั คมวทิ ยาการเมอื งของไทยมากกวา จะพจิ ารณา เพยี งดา นใดดานหนึ่งเปน หลัก บทความน้ีมีวัตถุประสงคสงเสริมบรรยากาศทางประชาธิปไตยของสังคมไทย ภายใตร ฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม โดยจะแสดงใหเ หน็ ความสัมพันธใ นสงั คมของพลเมอื ง สังคม รฐั ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ ตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมท่ีรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ เปน ตน มา ดจู ะใหค วามสาํ คญั เปน พเิ ศษ เพอ่ื ใหเ หน็ ถงึ กาํ เนดิ และกระบวนการ จัดทําทมี่ คี วามสัมพันธเช่ือมโยงกันไปมาระหวา งรฐั สงั คมและพลเมืองที่อาจเอามาเทยี บเคยี ง กบั สงั คมไทยในเวลาน้ี โดยจะพจิ ารณาบรบิ ทแวดลอ มสงั คมมากกวา รฐั ธรรมนญู ในเชงิ กฎหมาย เพียงประการเดียว โดยพิจารณาเปนสามสวน คือ สวนแรก แนวคิดเกี่ยวกับกําเนิด ๒Jürgen Habermas, (2001), “Constitutional democracy: A paradoxical union of contradictory principle?,” Political theory, 29(6): 766.
๖๖ รัฐสภาสาร ปท ี่ ๖๘ ฉบบั ท่ี ๒ เดอื นมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ รัฐธรรมนูญนิยมและการใหความหมายในทางปฏิบัติตอสังคมการเมืองประชาธิปไตย คลื่นกระแสการจัดทํารัฐธรรมนูญของสังคมโลก สวนท่ีสอง กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญ ตามแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมท่ีควรมีปจจัยสําคัญที่ตองคํานึงถึงอยางไรบาง โดยเฉพาะ ความสมั พนั ธก บั ปวงชน และสว นทสี่ าม รฐั ธรรมนญู ตามแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มในการควบคมุ การใชอํานาจกับบทบาทในการเมืองประชาธิปไตย โดยจะตองบังคับใชกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฐานะรฐั ธรรมนญู ทางการเมอื ง ดว ยทไี่ ทยยงั มคี วามพยายามหาจดุ ตดั ทเ่ี กยี่ วกบั การควบคมุ อํานาจในทางกฎหมายและทางการเมืองใหก ลมกลืนกนั ๒. กระบวนการสรางรัฐธรรมนูญภายใตแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมในระบอบ ประชาธิปไตย ๒.๑ แนวคิดรัฐธรรมนญู นยิ ม ความหมายรัฐธรรมนูญนิยมน้ันท้ังนักกฎหมายรัฐธรรมนูญและนักการเมือง ในปจ จบุ นั มมี มุ มองในแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มทคี่ ลา ยกนั โดยเหน็ วา เปน แนวคดิ เกยี่ วกบั การใช กฎหมายเปนเคร่ืองมือเพื่อควบคุมการใชอํานาจของรัฐท่ีฝายตางๆ หรือสถาบันการเมือง ใชรัฐธรรมนูญในฐานะเคร่ืองมือเคลื่อนยายสังคมตามหนาท่ีสถาบันการเมืองนั้นๆ ภายใต หลกั การทางทฤษฎปี ระชาธปิ ไตยทแี่ มม หี ลกั การเดยี วกนั แตก ารปรบั ใชอ าจแตกตา งกนั ออกไป ดงั นน้ั การใหความหมายของแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมในทางปฏิบัติในสังคม จึงมิใชจะกําหนดให ตายตัวได แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมอาจเหมือนทฤษฎีรัฐธรรมนูญนิยมท่ีหมายถึงอุดมการณ (Ideology) ทท่ี าํ ใหม ที ศั นคตมิ มุ มองทเ่ี หมอื นกนั รวมทงั้ การเรยี กรอ งใหเ ปน เนอื้ หาหลกั ธรรมนญู ของสังคม ไมใ ชแคการตกแตง สังคมเทา น้นั ปญหาในความหมายรัฐธรรมนญู นยิ ม Jeremy Waldron เห็นวารัฐธรรมนญู นิยม อาจใหนิยามความหมายไดตั้งแตความหมายที่ออนท่ีสุดไปจนถึงความหมายที่แข็งที่สุดได ในความหมายทอี่ อ นทส่ี ดุ ของคาํ วา “รฐั ธรรมนญู นยิ ม” คอื สง่ิ ทวี่ า งเปลา ในทางปฏบิ ตั ทิ บ่ี างเวลา อาจไมยึดถือทฤษฎีอะไรท้ังหมด หรือบางคร้ังก็มีความหมายเล็กนอยเพียงแคหมายถึง การศกึ ษารฐั ธรรมนญู เทา นนั้ ๓ และเหน็ วา ไมผ ดิ ทจี่ ะใชค วามหมายในสองแบบน้ี เพราะความหมาย ๓Jeremy Waldron, “Constitutionalism: A Skeptical View,” (May 1, 2012) NYU School of Law, Public Law Research Paper No. 10-87. Available at SSRN: https://ssrn.com/abstract=1722771 (Last visited 1 May 2019): 1.
กระบวนการสรา งรัฐธรรมนญู ภายใตแ นวคดิ รฐั ธรรมนูญนยิ มในระบอบประชาธิปไตย ๖๗ อาจตา งกนั ขน้ึ กบั หลกั การรฐั ธรรมนญู (Constitutional doctrine) มากกวา จะเปน เชน รฐั ธรรมนญู นยิ ม ของพวกที่ยึดแนวคิดด้ังเดิมของผูรางรัฐธรรมนูญ (Originalist constitutionalism) แตความหมาย ทีเ่ หมาะนาจะพจิ ารณาในเชงิ รัฐธรรมนูญนยิ มเปรียบเทียบ (Comparative constitutionalism) ท่ีไมใ ชเ ปรียบเทียบการศกึ ษารฐั ธรรมนญู แตเ ปนการเทียบสิทธิมนุษยชน (Human rights) และ กฎหมายรฐั ธรรมนญู (Constitutional law) มากกวา จะใชก ฎหมายของตา งประเทศอยา งไร ความแตกตางของแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมในแตละสังคมเปนสิ่งท่ีแตละสังคม ปรบั แนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มตามมมุ มองของสงั คมตนเองใหเ หมาะสมกบั สภาพทางสงั คมของตน แมม หี ลกั การทางรฐั ธรรมนญู เหมอื นกนั กต็ าม โดยทวั่ ไปลทั ธริ ฐั ธรรมนญู นยิ มอาจประกอบดว ย ๒ สวน คือ๔ ๑. หลักการเฉพาะของรัฐธรรมนูญที่สําคัญของแตละสังคมท่ีอาจแตกตางกัน เชน การควบคุมการใชอํานาจ ตัวอยางคือ หลักอํานาจอธิปไตยของรัฐสภาแบบอังกฤษกับ อาํ นาจวินจิ ฉยั ทบทวนโดยฝา ยตลุ าการของอเมริกา ๒. หลกั การท่ัวไปในรัฐธรรมนญู ท่สี าํ คญั ทด่ี จู ะเหมอื นกนั ในทกุ สงั คม ดว ยเหตนุ คี้ วามหมายรฐั ธรรมนญู นยิ มของแตล ะสงั คมจงึ อาจตา งกนั แมจ ะมองรัฐธรรมนญู นิยมในเร่อื งรูปแบบ โครงสรางทางการเมอื ง เชน เดียวกันก็ตาม ในแนวคิดท่ีมองรัฐธรรมนูญนิยมวาเปนเพียงเคร่ืองควบคุมการใชอํานาจในสังคม มุมมองน้ีอาจมองยอนหลังไปไดถึงกําเนิดรัฐของมนุษย เพราะการมีสังคมยอมตองมีระเบียบ สงั คม ไมว า จะใชจ ารตี หรอื ความเชอื่ ทางศาสนาควบคมุ กต็ าม แนวคดิ เชน นจี้ งึ อาจมองยอ นหลงั กลับไปไดตามแตผูจะใหนิยามกําหนด แมยุคกรีก ยุคเอเธนสก็อาจมีรัฐธรรมนูญนิยมได ท่ีเห็นวาการปกครองโดยกฎหมายในตัวมันเองเปนเรื่องทางปฏิบัติของการเมือง๕ แมปจจุบัน มุงไปที่จุดหลักคือสังคมการเมืองตองมีรัฐธรรมนูญ แตตองใหความหมายรัฐธรรมนูญดวยวา หมายถึงส่ิงใด นักรัฐธรรมนูญนิยมในปจจุบันใชจุดหลักคือรัฐธรรมนูญสมัยใหมท่ีผูกติดกับ การสรา งรฐั ชาตเิ ปน จดุ กาํ เนดิ แนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ ม เชน นใ้ี ชร ฐั ธรรมนญู เปน หนงึ่ ในเครอื่ งมอื สรางรัฐชาติ ดว ยแนวคิดนรี้ ฐั ธรรมนญู นยิ มแบบสมยั ใหมจึงกําเนดิ ในสังคมมนุษยใ นยคุ รัฐชาติ ทีเ่ รมิ่ มรี ัฐธรรมนญู เปน ลายลักษณอ ักษรเมอื่ ไมก่รี อยปน ้ีเอง ๔Ibid., p. 4. ๕Jill Frank, (2007), “Aristotle on Constitutionalism and the Rule of Law,” Theoretical Inquiries in Law, 8(1): 37-50.
๖๘ รฐั สภาสาร ปท ี่ ๖๘ ฉบบั ที่ ๒ เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ การแพรกระจายของแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมในโลกปจจุบัน อัคเคอรแมนช้ีให เห็นภาพชัดเจนที่มีสองภาพ คือ๖ ๑. ภาพเพ่ืออุดมการณสาธารณรัฐ ๒. ภาพการฉลอง ชัยชนะที่ใชรัฐธรรมนูญเพื่อเปาหมายอื่นดวย โดยมองยอนหลังกลับไปดูลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม ท่ีเร่ิมมากขึ้นชัดเจนในชวงป ค.ศ. ๑๙๓๐ ที่รัฐธรรมนูญเยอรมันถูกทลายลง รัฐธรรมนูญ ออสเตรยี เรม่ิ ทดลองอาํ นาจวนิ ิจฉัยทบทวนทางตุลาการ ในขณะทอี่ งั กฤษและฝรงั่ เศสท่ีศรทั ธา ในรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรนําไปสูการเมืองแบบประชาธิปไตย ในลาตินอเมริกา เอเชีย แอฟริกาเพ่ิงเริ่มตนมีรัฐธรรมนูญ เชน โบลิเวียท่ีเอารัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกามาปรับใช และในสหรฐั อเมรกิ า อาํ นาจฝา ยตลุ าการยงั ไมท รงพลงั เทา ทกุ วนั น้ี และไทยกเ็ รม่ิ มรี ฐั ธรรมนญู ในชวงเวลาน้ีเชนเดียวกัน ทั้งหมดเปนรัฐธรรมนูญเพื่อแสดงอุดมการณบางอยางของสังคม ที่เปลี่ยนไป การฉายแสงของรัฐธรรมนูญขณะนั้นมีเพียงอังกฤษกับกลุมประเทศในเครือ คือ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนดและสาธารณรัฐแอฟริกาใต กอนที่หลักการประชาธิปไตย ทสี่ ําคัญทถี่ ูกผกู กบั รฐั ธรรมนูญคือวัฒนธรรมการปกครองตนเอง (Culture of self-government) ทถี่ ูกปลกู ถา ยกระจายไปทวั่ โลกโดยสหรฐั อเมริกา แทนที่จะเปน อังกฤษ การเกิดขึ้นของภาพรัฐธรรมนูญนิยมภาพแรกเปนภาพของชาติตะวันตกที่สราง รัฐชาติกอนชาติอื่นๆ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีการพัฒนารัฐธรรมนูญ ของตน แมบ างทจี ะมกี ารกลา วถงึ การจาํ กดั อาํ นาจฝา ยปกครองขององั กฤษในสมยั แมกนาคารต า มากอนกต็ าม แนวคิดรฐั ธรรมนูญนิยมในกลุม นี้ในทางทฤษฎีและทางปฏบิ ัติกลับเริ่มตน จาก รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๗๘๗ เพราะเนื้อหารัฐธรรมนูญเปนสาระสําคัญขั้นสูงสุด ทางการเมือง ในขณะที่รัฐธรรมนูญของตะวันตกในยุโรปเร่ิมเขียนใหมหลังสงครามโลก รัฐธรรมนูญของกลุมนี้มีลักษณะเน้ือหาท่ีสัมพันธไปมาต้ังแตแนวคิดรัฐธรรมนูญของรัฐตางๆ ท่ีจะรวมกันอาจเปนสนธิสัญญาของรัฐตางๆ ไปสูรัฐธรรมนูญแบบสหพันธรัฐหรือไมก็ได เชน รฐั ธรรมนญู ของสหรัฐอเมรกิ า แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน สวสิ เซอรแลนด และใชสนธิสัญญา บงั คบั ดงั เชน รฐั ธรรมนญู ไปสอู าํ นาจเหนอื รฐั เหมอื นในปจ จบุ นั เชน สนธสิ ญั ญากรงุ โรมทใี่ หก าํ เนดิ สหภาพยุโรป รัฐธรรมนูญในแนวคิดกลุมน้ีจึงมีความสัมพันธหลายระดับชั้นในปจจุบันต้ังแต รัฐธรรมนูญมลรัฐ รัฐธรรมนูญสหพันธรัฐ อนุสัญญาท่ีเปนเหมือนกฎหมายระหวางประเทศ ๖Bruce Ackerman, (1996), “The rise of world constitutionalism,” Virginia law review, 83(4): 1
กระบวนการสรา งรฐั ธรรมนูญภายใตแ นวคดิ รัฐธรรมนูญนิยมในระบอบประชาธิปไตย ๖๙ คลมุ เหนอื รฐั สมาชกิ เชน สหภาพยโุ รปทข่ี อบเขตการบงั คบั ในอาํ นาจแตกตา งกนั ไป ความหมาย ของรัฐธรรมนูญในกลุมนี้ปจจุบันไมใชมีเพียงหนาที่ตามกฎหมาย แตยังเปนสัญลักษณ ของการเปล่ยี นผานในชวี ติ การเมืองของชาตินน้ั ๆ ดวย๗ สว นรฐั ธรรมนญู นยิ มภาพทส่ี องคอื รฐั ธรรมนญู ของรฐั อาณานคิ มและรฐั กาํ ลงั พฒั นา ในปจจุบัน ท่ีรัฐธรรมนูญถูกใชเปนเคร่ืองมือแสดงวัตถุประสงคหลายประการ โดยเฉพาะ สัญลักษณการมีเอกราชและการเปลี่ยนการปกครองใหม ซ่ึงรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็นับรวมอยูในกลุมน้ี อัคเคอรแมนเรียกวา ภาพการฉลองชัยชนะ (Triumphalist scenario) ไมวาจะเปนชัยชนะในรูปแบบการปกครองใดก็ตาม สัญลักษณรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไป เมอ่ื ประชาชนหนั มาปกครองตนเองเนน หลกั การเราประชาชน (We the people)๘ แมอ าจนาํ ไปสู รูปแบบการปกครองที่ตางกัน เห็นไดจากการข้ึนสูอํานาจนิยมในรัสเซีย เยอรมัน อิตาลี และ การเปลี่ยนแปลงในหลังสงครามโลก อีกสวนเปนภาพของประเทศอาณานิคมท่ีเปนอิสระ ทั้งในเอเชียและแอฟริกาที่ใชรัฐธรรมนูญเปนเคร่ืองมือไปสูอิสรภาพและเปนสัญลักษณ อิสรภาพ รูปแบบการฉลองการเคลื่อนไหวเมื่อชนะคือแรงบันดาลใจในจิตวิญญาณของการหา หนทางใหมเม่ือไดรับรัฐธรรมนูญ ทําใหเกิดการฉลองชัยชนะของการมีรัฐธรรมนูญตนเอง (Constitutionalization of charisma) ทแ่ี สดงถงึ พลงั อาํ นาจของชาตแิ ละรูปแบบประชาธิปไตย แตในไทยอาจไมม ลี กั ษณะเชน นช้ี ดั เจนนกั แตก ม็ ภี าพการฉลองการไดร ฐั ธรรมนญู ของชนชนั้ นาํ ท้ังสองฝาย อัคเคอรแมนสรุปวาท้ังสองกลุมสองระบบกฎหมายใหภาพเหมือนกันในเร่ือง รัฐธรรมนูญนิยมที่ใชรัฐธรรมนูญเปนเพียงเคร่ืองมือบังคับไปสูความสําเร็จในเปาหมาย ไมวา เปา หมายนั้นจะเปน อะไรท่ีแตกตา งกันก็ตาม๙ ถาหันมาพิจารณาการเพ่ิมมากขึ้นของการใชรัฐธรรมนูญเปนเคร่ืองมือท่ีอาจ พิจารณาตามระยะเวลาทางประวัติศาสตรในสังคมมนุษย อาจใหภาพที่ชัดเจนวาการทํา รัฐธรรมนูญท่ัวโลกมีแนวโนมเปนกระแสคล่ืนอาจชวยใหเห็นภาพลางๆ วา รัฐธรรมนูญคือ ส่ิงที่กระทําเพ่ือเปาประสงคบางประการของแตละสังคม จากหลังยุคศตวรรษท่ี ๑๘ มาจน ปจ จบุ นั อาจแยกเปน ๗ ลกู คลนื่ คอื ๑๐ ๑. ชว งปลายระหวา งป ค.ศ. ๑๗๘๐ และ ค.ศ. ๑๗๙๑ ๗Ibid., p. 5. ๘Ibid., pp. 6-7. ๙Ibid., p. 14. ๑๐Jon Elster, (1995), “Forces and mechanisms in the constitution-making process,” Duke law journal, 45: 368-369.
๗๐ รัฐสภาสาร ปท ี่ ๖๘ ฉบับที่ ๒ เดือนมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ทรี่ ฐั ธรรมนญู ถกู เขยี นขน้ึ หลายรฐั ในสหรฐั อเมรกิ าหรอื ของสหพนั ธรฐั อเมรกิ า โปแลนด และฝรง่ั เศส ๒. จากการปฏวิ ตั ิ ค.ศ. ๑๘๔๘ ในยโุ รป โดยเยอรมนั อติ าลี และอกี มากกวา ๕๐ ประเทศ ประเทศเหลา นน้ั ยอมรบั รฐั ธรรมนญู ใหมด ว ยแรงบงั คบั จากฝา ยไดช ยั ชนะ ๓. หลงั สงครามโลกครง้ั ที่ ๑ ที่มีการสรางรัฐใหมของโปแลนด เช็คโกสโลวาเกีย และเยอรมันที่แพสงครามไปสูการยอมรับ รฐั ธรรมนญู ไวมาร ๔. หลงั สงครามโลกครง้ั ที่ ๒ ชาตทิ แี่ พค อื ญป่ี นุ เยอรมนั และอติ าลี ยอมรบั รัฐธรรมนูญใหมซึ่งเข็มงวดมากนอยตามแตฝายสัมพันธมิตร ๕. เม่ือพนจากการเปน อาณานคิ มตะวนั ตกขององั กฤษและฝรง่ั เศสในทวั่ โลก เรมิ่ โดยอนิ เดยี และปากสี ถาน ในชว งระหวา งป ค.ศ. ๑๙๔๐-๑๙๖๐ หลายกรณรี ฐั ธรรมนญู ใหมค ลา ยของเดมิ แตม รี ปู แบบใหม เชน ไอวอรโี คสต เอารปู แบบของฝรงั่ เศสในสาธารณรฐั ที่ ๕ กานาและไนจเี รยี เอารปู แบบขององั กฤษ ๖. การตกตา่ํ ของเผดจ็ การในยโุ รปชว งกลางทศวรรษ ๑๙๗๐ และ ๑๙๗๔, ป ค.ศ. ๑๙๗๘ ในโปแลนด กรซี และ สเปนหนั กลบั มาใชร ฐั ธรรมนญู ประชาธปิ ไตย ๗. กรณกี ลมุ ประเทศคอมมวิ นสิ ตใ นยโุ รปตะวนั ออก ลม สลายและมรี ฐั ธรรมนญู ใหมใ นป ค.ศ. ๑๙๘๙ แตถ า รวมถงึ ปจ จบุ นั ตอ งนบั เปน ลกู คลน่ื ทแี่ ปด สําหรับการทํารัฐธรรมนูญใหมของกลุมประเทศอาหรับจากเหตุการณอาหรับสปริงที่เร่ิม ในตูนีเซีย อียิปต ลิเบีย๑๑ และอาจจะตามมาในอีกหลายประเทศหากเหตุการณ ในโลกตะวันออกกลางและแอฟริกายังคงดําเนินตอไปเมื่อระบอบการปกครองแบบเดิมไมอาจ ปรบั ตวั ตอ กระแสโลกาภวิ ตั นใ หเ หมาะสมได และอาจเปน การดดี ระบอบการปกครองทไ่ี มเ หมาะสม กบั เสรนี ิยมชุดสดุ ทายออกจากโลก รัฐธรรมนูญนิยมในปจจุบันนั้น ภาพการจัดทํารัฐธรรมนูญและคลื่นกระแส การจัดทํารัฐธรรมนูญเพ่ือเปนเครื่องมือในการปกครองเกือบจะถือเปนสากลแลวในทางปฏิบัติ (Universal practice) ที่ทุกประเทศยอมรับรูปแบบรัฐธรรมนูญเพ่ือการปกครอง๑๒ แนวโนม วิวัฒนาการรัฐธรรมนูญท่ัวโลกในวิวัฒนาการรัฐธรรมนูญนิยมในหกทศวรรษท่ีผานมา มแี นวโนม เนน ทสี่ ทิ ธพิ ลเมอื ง โดยมกี ารกาํ หนดสทิ ธเิ พม่ิ ขนึ้ แบบมากมายทร่ี ฐั ธรรมนญู มแี นวโนม ๑๑John Liolos, (2013), “Erecting New Constitutional Cultures: The Problems and Promise of Constitutionalism Post-Arab Spring,” Boston College International & Comparative Law Review, 36(1): 219-254. ๑๒David S. Law and Mila Versteeg, (2011), “The evolution and ideology of global constitutionalism,” California law review, 99(5): 1163.
กระบวนการสรา งรฐั ธรรมนูญภายใตแนวคดิ รัฐธรรมนญู นยิ มในระบอบประชาธิปไตย ๗๑ ท่ีจะเพิ่มจํานวนสิทธิตลอดเวลา จนถือเปนสิทธิท่ัวไปของรัฐธรรมนูญนิยม (Generic rights constitutionalism) ไปแลว โดยแนวโนม รฐั ธรรมนญู ทวั่ โลกมลี กั ษณะ ๓ ประการ ทเ่ี ปน ไปเหมอื นกนั คอื ๑๓ ๑. เพมิ่ สทิ ธเิ สรภี าพพลเมอื ง ๒. เพมิ่ อาํ นาจวนิ จิ ฉยั ทบทวนของฝา ยตลุ าการ ๓. กาํ หนด สทิ ธทิ างรฐั ธรรมนญู โดยพบวา กวา รอ ยละ ๙๐ ของรฐั ธรรมนญู ทว่ั โลกมเี นอ้ื หาสทิ ธทิ เี่ กยี่ วพนั กบั รัฐธรรมนูญ โดยอธิบายหนาท่ีของสิทธิแตกตางกันสองแบบ ซึ่งใชเปนมาตรวัดเชิงปริมาณ ของรฐั ธรรมนญู ได คอื ๑๔ ๑. สทิ ธเิ ปน บทสรปุ รฐั ธรรมนญู (Comprehensiveness of constitution) โดยพิจารณารัฐธรรมนูญวามีสิทธิอยูมากหรือนอย ๒. สิทธิท่ีเปนลักษณะอุดมการณ ของรฐั ธรรมนูญ (Ideological character of constitution) เชน อุดมการณเ สรีนิยม ในเรื่องรูปแบบรัฐธรรมนูญนิยม แมอุดมการณในรัฐธรรมนูญท่ีทั่วโลกมีแนวโนม เหมอื นกนั ทวี่ วิ ฒั นาการรฐั ธรรมนญู มลี กั ษณะเปน พลวตั ร (Dynamics) โดยเฉพาะมกี ารรว มกนั ของแนวคิดอุดมการณ โดยอาจแบงเปน ๔ รูปแบบ คือ๑๕ ๑. รัฐธรรมนูญแบบเรียนรู (Constitutional learning)คือ เรียนรูจากประเทศอื่นทั้งที่เหมือนและตางกัน แลวสราง รัฐธรรมนูญท่ีเหมือนกัน แตตองปรับการเรียนรูและประสบการณของประเทศนั้นดวย ในการออกแบบรัฐธรรมนูญใหประสบความสําเร็จแบบนั้นอาจดูบทเรียนและประสบการณ ของประเทศตนแบบ ซ่ึงรัฐธรรมนูญของประเทศกําลังพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งไทยจัดอยูใน ประเภทนี้ ดงั จะเหน็ ไดจ ากการนาํ หลกั การทางรฐั ธรรมนญู ทง้ั ขององั กฤษ สหรฐั อเมรกิ า ฝรงั่ เศส และเยอรมัน มาผสมผสานกันในรัฐธรรมนูญนับจากอดีตจนถึงปจจุบัน ๒. รัฐธรรมนูญ แบบทดสอบหรอื แขง ขนั (Constitutional competition) ทต่ี อ งการสรา งความสนใจดงึ ดดู ทนุ และ แรงงานฝมือเขามา โดยใหรัฐธรรมนูญคํ้าประกันในเสรีภาพบุคคลและเศรษฐกิจ เชน รัฐธรรมนูญเมียนมารในปจจุบัน ๓. รัฐธรรมนูญแบบปรับใหสอดคลอง (Constitutional conformity) ท่ีประเทศถูกแรงกดดันตองปรับใหรัฐธรรมนูญสอดคลองกับจารีตรัฐธรรมนูญโลกเพ่ือใหไดรับ การยอมรับและสนับสนุนจากตางประเทศ อาจเห็นไดจากกลุมประเทศในตะวันออกกลาง จากเหตกุ ารณอ าหรบั สปรงิ ๔. รฐั ธรรมนญู แบบเครอื ขา ย (Constitutional network) ในประเทศ ทยี่ อมรับการเขามาของรฐั ธรรมนูญที่รปู แบบเหมือนกนั เชน ประเทศในเครือจักรภพองั กฤษ ๑๓Ibid., p. 1165. ๑๔Ibid., p. 1164. ๑๕Ibid., pp. 1173-1181.
๗๒ รฐั สภาสาร ปท ่ี ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ๒.๒ กระบวนการและกลไกการทํารฐั ธรรมนูญในแนวคดิ รัฐธรรมนูญนิยม เม่ือแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมเปนการใชรัฐธรรมนูญเปนเคร่ืองมือควบคุมสังคม การเมอื งหรอื การใชอ าํ นาจทางการเมอื ง กระบวนการและกลไกการทาํ รฐั ธรรมนญู จงึ มคี วามสาํ คญั เพราะรัฐธรรมนูญจะสะทอนชีวิตสังคมการเมืองนั้นไดเปนอยางดีในความตองการ รัฐธรรมนูญของสงั คมและเปนแรงหนุนทางออมใหร ัฐธรรมนญู มคี วามสาํ คัญตอ สังคม สิ่งนจ้ี ะช้ี ใหเห็นภาพชัดเจนในการจัดทํารัฐธรรมนูญไทยท่ีประชาชนไมไดผลักดันเปนหลักตลอดมา นับแตรัฐธรรมนูญฉบับแรกท่ีทําใหความสําคัญของรัฐธรรมนูญตอสังคมดูหางไกลกับวิถี พลเมืองอยางมากโดยเฉพาะในชนบท แมแตในสหรัฐอเมริกาที่ข้ึนช่ือวาเปนสังคม ประชาธิปไตย การใชรัฐธรรมนูญเปนเคร่ืองมือควบคุมสังคมก็ยังมีปญหาความไมลงรอย ในแนวคิดอุดมการณที่แยกเปนฝายเสรีนิยมและฝายอนุรักษนิยม ในศตวรรษนี้ทฤษฎี รัฐธรรมนูญเสรีนิยม (Liberal constitution theory) มีปญหาลึก แมทฤษฎีมีหลายมุมมอง แตไ มค อ ยเชอ่ื มกบั ทางปฏบิ ตั ขิ องกฎหมายรฐั ธรรมนญู ๑๖ และมคี วามพยายามสรา งแนวคดิ ใหม ทางรฐั ธรรมนญู ของฝา ยเสรนี ยิ มขนึ้ มา คอื แนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มแบบตรวจสอบได (Idea of an experimentalist constitutionalism) ทน่ี าํ โดย Liebman และ Sable การเสนอทฤษฎรี ฐั ธรรมนญู เสรี แตจะตองถูกตรวจสอบทางกฎหมายหรือทางการเมืองเพื่อหาสมดุล แตลักษณะเชนน้ีไมพบ เชนในไทย รัฐธรรมนูญเปนเคร่ืองมือในสังคมของพลเมืองทุกฝาย ตองมิใหกลุมใดชวงชิง ผูกขาดประโยชนในสังคม ปญหาสําคัญคือความยากทางการเมืองท่ีมีกลุมหลากหลายเกินไป และตางแนวคิดกัน๑๗ แตในทางการเมืองตองรวมมือกันอยางเหมาะสมที่ผลประโยชนสมาชิก ในสังคมทุกกลุมจะตองไดการยอมรับถาตองการการรวมมือของแตละกลุมท่ีจะไปดวยกันและ หนุนแนวคิดเสรีนิยม ตองไมใชแคเอาผลประโยชนมาแลกกันก็อาจนําไปสูนโยบายสาธารณะ ทเ่ี ปนจริงในปจจุบันได กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญตองพิจารณาท่ีสภาพสังคมวิทยาของสังคมนั้น โดยมปี จ จยั ทผี่ สู รา งรฐั ธรรมนญู ตอ งคาํ นงึ ถงึ ๓ ประการ คอื ๑๘ การใชอ าํ นาจรฐั ความเชอ่ื และ ความตองการของสังคม ส่ิงเหลานี้จะมีผลตอการจัดทํารัฐธรรมนูญและการยึดถือรัฐธรรมนูญ ท่ีเปนที่ยอมรับในสังคม และท้ังสามสิ่งเปนส่ิงที่สัมพันธเชื่อมโยงกันกับพลเมืองและสังคม ผานสถาบนั การเมอื งทจ่ี ะใชอํานาจทางรฐั ธรรมนูญตอไป ๑๖Mark V. Tushnet, (2003), “A new constitutionalism for liberal?,” New York university review of law & social change, 28: 357. ๑๗Ibid., p. 360. ๑๘Jon Elster, (1995), “Forces and mechanisms in the constitution-making process,” Duke law journal, 45: 372.
กระบวนการสรา งรัฐธรรมนญู ภายใตแ นวคดิ รัฐธรรมนญู นยิ มในระบอบประชาธิปไตย ๗๓ ถารัฐธรรมนูญนิยมเนนการควบคุมการใชอํานาจรัฐโดยการใชรัฐธรรมนูญ เปนเครื่องมือ รัฐธรรมนูญจะตองกําหนดท่ีมาของอํานาจ การใชอํานาจ และการควบคุม อํานาจ แตสิ่งเหลานี้มิใชกระทําในมุมมองของผูทํารัฐธรรมนูญ ตองเปนมุมมองของสังคม เทาน้ันที่จะสงผานไปสูความเช่ือความตองการของสังคม ผูทํารัฐธรรมนูญจึงตองคํานึงถึง ความอดกลน้ั (Constraints) ของการใชอ าํ นาจของทกุ ฝา ยทต่ี อ งการรฐั ธรรมนญู ในทศิ ทางทต่ี น ตองการ ที่จะสงผลมายังผูจัดทํารัฐธรรมนูญเพื่อสงผานไปยังรัฐธรรมนูญเพ่ือใหอํานาจแกตน ในทางการเมืองในทายท่ีสุด๑๙ เพราะการเคล่ือนไหวของกระบวนการทํารัฐธรรมนูญมักทําโดย ที่ประชุมของสภารางรัฐธรรมนูญที่ไมใชมีผูเลนทางการเมืองผูเดียว (Single politic actor) ตองพิจารณาถึงทุกกลุมในสังคม เม่ือดูตัวอยางการประชุมทํารัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๗๘๗ ฝร่ังเศส ค.ศ. ๑๗๙๑ เยอรมัน ค.ศ. ๑๙๔๙ เปนภาพตัวแทนที่มีอยางนอย มี ๒ กลมุ ทเี่ กย่ี วขอ งกบั กระบวนการจดั ทาํ รฐั ธรรมนญู คอื ๒๐ ผเู ลน ทอี่ ยใู นกระแสบนและผเู ลน ที่อยใู นกระแสลา งของกระบวนการจดั ทาํ รฐั ธรรมนญู ผูเลนที่อยูในกระแสบน (Upstream actors) คือ กลุมท่ีมีบทบาทโดยตรง ตอ กระบวนการทาํ รฐั ธรรมนญู การประชมุ รว มทาํ รฐั ธรรมนญู เชน สภารา งรฐั ธรรมนญู ทไี่ มไ ด เกดิ ขนึ้ เอง แตม าจากผสู รา งภายนอก มกั มาจากผสู รา งสองฝา ยทต่ี รงกนั ขา ม ไมว า จะเปน สถาบนั หรือปจเจกชน เชน การทํารัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ค.ศ. ๑๗๘๗ ท่ีทําโดยท่ีประชุมสภา รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ ทําโดยกษัตริย รัฐธรรมนูญเยอรมัน ค.ศ. ๑๙๔๙ ทําโดยผูมีอํานาจจากตะวันตก พวกที่อยูในกระแสบนจะตองอดกล้ันหรือถูกบังคับดวย กระบวนการของรัฐสภาหรือรัฐธรรมนูญ เชน ขอบังคับที่สภารางรัฐธรรมนูญสรางข้ึน ทตี่ อ งควบคุมตนเอง ผูเลน ทอ่ี ยูในกระแสลาง (Downstream actors) ทีอ่ าจมีกลไกสถาบันการเมืองหรอื ตวั แทนในสภารา งรฐั ธรรมนญู เชน ในสหรฐั อเมรกิ า เยอรมัน ทค่ี ัดเลือกโดยฝา ยนติ บิ ญั ญัติ หรอื ในฝรง่ั เศส ตวั แทนคดั เลอื กจากสามฐานนั ดรจะตอ งอดกลน้ั ตอ เนอื้ หารฐั ธรรมนญู ทจ่ี ะรา งขน้ึ แตรูปแบบอดกล้ันของผูเลนในกระแสลางโดยขอเท็จจริงอาจถูกกําหนดโดยกระแสบน จงึ แตกตา งกนั ในแนวคดิ ความอดกลน้ั สภารา งรฐั ธรรมนญู จะไมไ ดร บั การยอมรบั เสมอไปในการสรา ง รฐั ธรรมนญู ทม่ี าจากกระแสบนอยา งเดยี ว จงึ ควรพจิ ารณาการทาํ รฐั ธรรมนญู ใหไ ดร บั การยอมรบั ทง้ั จากพวกกระแสบนและกระแสลา งทมี่ คี วามปรารถนาและความเชอ่ื ทอี่ าจแตกตา งกนั เมอื่ หนั มา ๑๙Ibid., p. 373. ๒๐Ibid., p. 374.
๗๔ รัฐสภาสาร ปท ี่ ๖๘ ฉบบั ท่ี ๒ เดือนมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ พจิ ารณากระบวนการทาํ รฐั ธรรมนญู ของไทยกจ็ ะเหน็ ไดช ดั วา บทบาทการทาํ รฐั ธรรมนญู คงมเี พยี ง พวกกระแสบนท่ีเปนชนชั้นนําในสังคมที่คุมอํานาจรัฐเปนหลักตลอดมา พลเมืองหรือตัวแทน มิไดม คี วามสาํ คัญมากนกั ความเช่ือและความตองการของสังคมเปนสิ่งสําคัญท่ีจะสงผานไปสูรัฐธรรมนูญ ที่อาจแสดงออกโดยกลมุ ในสงั คมและปจเจกชน ความตองการและความเช่อื เปน แรงจงู ใจและ สมมตฐิ านในแรงจงู ใจของผรู า งรฐั ธรรมนญู ผรู า งรฐั ธรรมนญู ตอ งดกู ลมุ ตา งๆ ในสงั คมทอ่ี าจมี ผลถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ ถาเอาสมมติฐานแรงจูงใจเปนกระจกสองผูรางรัฐธรรมนูญ ของสหรฐั อเมรกิ าถกู ทาํ ใหเ คลอ่ื นไหวโดยแรงจงู ใจทม่ี าจากผอู นื่ มากกวา ฝา ยนติ บิ ญั ญตั ิ แรงจงู ใจ และสมมตฐิ านจะชถ้ี งึ ระหวา งผลประโยชน (Interest) ความปรารถนา (Passion) และเหตผุ ล (Reason) ในกระบวนการทาํ รฐั ธรรมนญู โดยผลประโยชนท ต่ี อ งพจิ ารณาในการทาํ รฐั ธรรมนญู มี ๓ แบบ คอื ๒๑ ๑. ผลประโยชนส ว นบคุ คล (Personal interest) ผลประโยชนสวนบุคคลของประชาชนตอ งถกู ทําใหเปนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญท่ีสัมพันธกับปจจัยที่เปนตนทุนของสังคม โดยรูปแบบ การออกเสยี งคอื สง่ิ ทชี่ ถี้ งึ ผลประโยชนใ นเชงิ อธบิ ายสงิ่ ทปี่ วงชนยอมรบั ๒. ผลประโยชนข องกลมุ (Group interest ) เปนปจจัยสําคัญในกระบวนการทํารัฐธรรมนูญ เชน ในสหรัฐอเมริกา คือ ประโยชนของมลรัฐจะมีผลตอรัฐธรรมนูญในเน้ือหาและเชิงกระบวนการ เนื้อหาคือ การประนปี ระนอมผลประโยชนข องมลรฐั ทคี่ วามเชอื่ มตอ ในทางการเมอื งจะซบั ซอ นเมอ่ื กลมุ ตอ งการ สงเสริมผลประโยชนตนเองท่ีมีแนวโนมไมเขากับกลุมอ่ืน พรรคใหญท่ีไดเสียงขางมากตองไมดู เฉพาะประโยชนกลุมแตตองดูผลประโยชนท้ังประเทศ เชนเดียวกับพรรคเล็กที่เลือกแบบ สัดสวน สิ่งน้ีคือคุณคาระบบประชาธิปไตยและระบบผูแทน ๓. ผลประโยชนของสถาบัน (Institutional interest) ผลประโยชนส ถาบนั เรม่ิ เมอื่ คนทม่ี สี วนรวมทํารัฐธรรมนญู เรม่ิ มบี ทบาท โดยจะกําหนดในรัฐธรรมนูญในบทบาทสถาบันการเมืองใดมีอํานาจทางการเมืองการปกครอง จะเห็นไดจ ากรฐั ธรรมนูญท่ีปรับเปลยี่ นบทบาทฝายบริหารและฝา ยนติ ิบญั ญตั ิเปน สาํ คญั ผทู าํ รัฐธรรมนูญอาจถูกจูงใจโดยผลประโยชนสถาบัน ขณะที่ผลประโยชนกลุมแสดงถึงอํานาจ โดยกฎหมายเลือกต้ัง แตประโยชนส ถาบันแสดงออกโดยกลไกการปกครอง ๒๑Ibid., pp. 376-381.
กระบวนการสรางรฐั ธรรมนูญภายใตแนวคดิ รัฐธรรมนูญนยิ มในระบอบประชาธปิ ไตย ๗๕ ความปรารถนาตอรัฐธรรมนูญอาจเปนความรูสึกที่อาจเกิดฉับพลันหรือถาวร ท่ีเปนแรงจูงใจของผูรางรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะตองกาวขามกรอบความรูสึกแบบช่ัวขณะไปสู ความรสู กึ ถาวรใหไ ด รฐั ธรรมนญู ควรปกปอ งจรยิ ธรรมหรอื ศาสนาของคนกลมุ นอ ยจากอคตติ า งๆ รัฐธรรมนูญตองดูวัฒนธรรม อันตรายของกระบวนการทางการเมืองและบทบัญญัติสิทธิ คือเคร่ืองมือท่ีใชในการปกปอง ความรูสึกมีบทบาทตอกระบวนการทํารัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ความชอบของตนเอง (Self-love) เพราะศลี ธรรมอาจมาจากอาํ นาจอารมณม นุษย โดยเฉพาะ การเชอ่ื ในตนเองของผรู า งรฐั ธรรมนญู ๒๒ เหตผุ ลของรฐั ธรรมนญู ตอ งมงุ ไปทคี่ วามดงี ามสาธารณะ หรอื สทิ ธปิ จเจกชน (Public good or individual rights) สิง่ เหลา นี้ควรเปน แรงจูงใจ แมป ระโยชน บุคคลอาจมาจากประโยชนกลุมและพลเมืองตองการเปนพลเมืองในรัฐสมัยใหมมากกวาอยูใน รัฐแบบเกา เปนแรงผลกั ดันสาํ คญั ในกระบวนการหลอมแปลงปจจัยตางๆ ไปสูรัฐธรรมนูญ การนําความเชื่อ ในความตอ งการของสงั คมทตี่ อ งเชอื่ มโยงปจ จยั อนื่ ๆ นาํ ไปสกู ารหลอมแปลงรปู (Transformation) โดยเลอื กสง่ิ ทต่ี อ งการออกมาจนเปน รฐั ธรรมนญู ผรู า งรฐั ธรรมนญู อาจมาจากรปู แบบการคดั เลอื ก เพื่อจัดการรัฐธรรมนูญใหตางกันออกไป กระบวนการคัดเลือกตองถูกเลือกโดยผูแทน พลเมอื ง เชน ในฝรง่ั เศสยคุ ป ค.ศ. ๑๗๘๙ ผแู ทนเลอื กโดยฐานนั ดรและออกเสยี งโดยแตล ะคน การตดั สนิ ผลใชเ สยี งขา งมากของผแู ทน บางครง้ั อาจใกลเ คยี งฉนั ทามติ (Consensus) ทางการเมอื ง แตปญหาการเลือกในสิ่งท่ีชอบของผูรางรัฐธรรมนูญอาจกอปญหาสองประการ คือ๒๓ ๑. การแปลงรูปส่ิงที่ตนชอบไปสูการตัดสินใจ (Transformation of preference) ท่ีอาจไมตรงกับ ทปี่ ระชาชนตองการหรือท่ปี ระชาชนอาจเปล่ียนใจไดในภายหลัง ๒. อาจมีการผิดพลาดเกิดขึน้ ทม่ี ไิ ดแ สดงใหต รงกบั ความชอบของประชาชน (Misrepresentation of preference) การเปลย่ี นแปลง ของทั้งสองแบบนําไปสูการเปล่ียนศูนยกลางการตัดสินใจไปสูการตอรองผลประโยชนท่ีจะไป เชื่อมตอกับกระบวนการรวบรวมทํารัฐธรรมนูญ (Process of aggregation) เม่ือผูราง รัฐธรรมนูญออกเสียงในประเด็นตางๆในรัฐธรรมนูญ การตอรองผลประโยชนอาจเปนกลไก ของการรวบรวม แตก ารตอ รองไมไ ดอ ยบู นพนื้ ฐานระบบการเมอื ง อาจใชก ารออกเสยี งเปน การให มุมมองในเร่ืองนั้นถึงสิ่งท่ีเห็นวาสําคัญ และอาจมาจากอํานาจตางประเทศ หรืออิทธิพลจาก ๒๒Ibid., pp. 383-384. ๒๓Ibid., p. 388.
๗๖ รัฐสภาสาร ปท ี่ ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ตํารวจ กองทัพ ผูนํามวลชน นักเลือกตั้งและบางคร้ังการทํารัฐธรรมนูญอาจมาจากส่ิงท่ีอยู เหนือการเมอื ง (Extra-political force) กไ็ ด กระบวนการทํารฐั ธรรมนญู ในทางการเมอื งจึงอาจ อธิบายโดยทฤษฎีเกมและทฤษฎีการตอรอง (Game theory and bargaining theory) กระบวนการทํารัฐธรรมนูญจึงเปนสงครามมากกวากระบวนการทางรัฐสภาในทฤษฎีรูปแบบ (Formal theory) อาจชวยแยกใหเห็นปจจัยท่ีเก่ียวของไดแตยากจะอธิบายใหสมบูรณได๒๔ การทํารัฐธรรมนูญโดยท่ัวไปเปนการเขียนเพ่ืออนาคต แตตองเปดกวางและดูเงื่อนไขตางๆ การทําตองการกระบวนการที่อยูบนพื้นฐานเหตุผลท่ีคนทําตองดูฝายที่ไมมีผูแทนในการทําดวย ตอ งดใู นแนวราบและผลประโยชนด ว ย รฐั ธรรมนญู จงึ อาจเปน ความตอ งการมากกวา เปน เหตผุ ล แตเ หตผุ ลแวดลอ มกระบวนการทาํ ขนึ้ กบั การตอ รอง ทป่ี ระชมุ รา งรฐั ธรรมนญู จงึ ไมค วรคาํ นงึ ถงึ หรือยึดแตเมืองหลวงหรือเมืองใหญ เพราะอาจถูกกลาววาไดรับอิทธิพลในการทํารัฐธรรมนูญ และบทบาทผูเชี่ยวชาญควรถูกใชนอยท่ีสุด เพราะการแกปญหาเปนเรื่องการเมืองมากกวา เรื่องเทคนิค๒๕ กระบวนการแปลงความเชื่อและปจจัยท่ีกดดันความเช่ือของผูรางรัฐธรรมนูญ ขางตนดูเหมอื นแทบจะเปนการอธิบายภาพการทาํ รัฐธรรมนญู ของไทยอยา งชดั เจน ๒.๓ รฐั ธรรมนญู นยิ มกบั การควบคมุ การใชอ าํ นาจในสงั คมการเมอื งประชาธปิ ไตย ปญหาสําคัญของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยปญหาหน่ึงคือ รัฐธรรมนูญ ถูกพิจารณาในมุมมองทางนิติศาสตรวาเปนกฎหมายรัฐธรรมนูญ การบังคับใชและการตีความ จึงอาจใชมุมมองทางนติ ศิ าสตรแ ละมสี ถาบนั การเมอื งในรฐั ธรรมนญู เชน ฝา ยตลุ าการเปน ผใู ห คําตอบเก่ียวกับกฎหมายตามการออกแบบในรัฐธรรมนูญ แตจะใชคําตอบสุดทายของสังคม หรอื ไมอ าจเปน ปญ หา ขณะเดยี วกนั รฐั ธรรมนญู กถ็ กู พจิ ารณาในมมุ มองทางรฐั ศาสตรใ นการจดั ระบบความสัมพันธพลเมืองหรือรวบรวมเจตนารมณพลเมืองไปสูบทบาทสถาบันการเมือง โดยเนนบทบาทฝายนิติบัญญัติและฝายบริหาร แมจะยึดท่ีรัฐธรรมนูญเดียวกันเปนจุดรวมหรือ จุดตัด แตก็ไมงายที่จะใหคําตอบสุดทายในทางประชาธิปไตยเม่ือตองพิจารณารัฐธรรมนูญ ในทางการเมือง แมจะยึดแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นิยมเดยี วกันกต็ าม ๒๔Ibid., p. 393. ๒๕Ibid., p. 394.
กระบวนการสรา งรัฐธรรมนูญภายใตแนวคดิ รัฐธรรมนญู นยิ มในระบอบประชาธปิ ไตย ๗๗ ในแนวคดิ รัฐธรรมนญู นยิ มมักมุง ไปทก่ี ารใหอาํ นาจและการจาํ กัดอํานาจของสถาบนั การเมอื งโดยใชร ฐั ธรรมนญู เปน เครอื่ งมอื แตอ าจมปี ญ หาในทางปฏบิ ตั ิ แมบ ทบาทรฐั ธรรมนญู นยิ ม มีหลายอยาง เชน การใหอํานาจ การจํากัดอํานาจ การใหสิทธิ การควบคุมสิทธิ ปญหา ความชัดเจนของรัฐธรรมนูญหรือความหมายที่พลเมืองเขาใจและตกลงกัน จึงเปนเรื่องสําคัญ ท่ีทําใหปจจุบันรัฐธรรมนูญทั่วโลกเนนรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรเปนสําคัญ เพื่อใหสังคม พลเมือง สถาบันการเมืองเห็นขอบเขตอํานาจและการใชอํานาจของตนชัดเจนในสังคม การเมือง ไมเชนน้ันจะไมยุติธรรม ดักกลาส กินสเบิรกเห็นวาเนื้อหาที่แตละสถาบันการเมือง อางความชอบธรรมท่ีไมปรากฏโดยตรงในรัฐธรรมนูญนั้นไมใชรัฐธรรมนูญแตเปนแคเน้ือหา ในทางปฏบิ ตั ิ (Practice matter) ทอ่ี าจเปน คาํ แนะนาํ อยา งมเี หตผุ ลตอ คดใี นอนาคต แตไ มใ ช รัฐธรรมนูญโดยตัวเอง๒๖และส่ิงน้ีอาจมีปญหาตอความเขาใจในการควบคุมอํานาจได การพิจารณาวารัฐธรรมนูญคืออะไรตองดูท่ีความหมาย ดูโครงสรางท่ีเปนธรรมชาติจริง โดยยกตัวอยางในความหมายแนวน้ีอาจดูไปที่คําประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา เพ่ือพิจารณาถึงรัฐธรรมนูญท่ีแทจริงของสังคม ปญหานี้ทําใหการเริ่มตนสังคมการเมืองใหม โดยมีรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรเปนส่ิงสําคัญ เพราะรัฐธรรมนูญลายลักษณอักษรสะดวก ในการส่ือสารเม่ือขามกาลเวลา ถาจะยึดเพียงคําพูดบุคคลอาจผิดพลาดได ความถูกตอง เปนส่ิงสําคัญท่ีประชาชนจะจดจําไดโดยการเขียนไวและลดอันตรายจากการหลอกลวงและ การปกครองใหนอยท่ีสุด แมอาจถูกจํากัดความหมายที่จะขึ้นกับผูชนะเปนผูเขียนรัฐธรรมนูญ ก็ตาม๒๗ ถายึดเพียงคําพูดอาจมีปญหาส่ือสารในสังคมเม่ือขามกาลเวลาไป เพราะความชอบ ของผูคนในขอตกลงอาจเปล่ียนแปลงตามสภาพแวดลอมที่เปล่ียนไป จึงไมยุติธรรมและ ไมม ปี ระสิทธิภาพท่ีจะตองมาตอ รองผลประโยชนกันใหมเพ่ือใหไ ดขอ สรปุ ในสงั คม ในแนวคิดรัฐธรรมนูญปจจุบันภายใตหลักอํานาจอธิปไตยปวงชน (Popular sovereignty) และหลกั การแบง แยกอาํ นาจ (Separation of power) มกั จะกาํ หนดขอบเขตอาํ นาจ สถาบนั การเมอื งไวในรฐั ธรรมนญู นาํ ไปสูการอางเปน เครอื่ งมอื จาํ กัดการใชอ าํ นาจของสถาบัน การเมืองในแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม ถึงกระนั้นก็ดียังมีปญหาถกเถียงในการใชอํานาจที่ ทางตะวันตกมักกลาวถึงการอดกล้ัน (Constraint) การใชอํานาจหรือความสํารวม (Restrain) ๒๖Douglas H. Ginsburg, (2003), “On constitutionalism,” 2002-2003 Cato Supreme Court review, 7: 7-15. ๒๗Ibid., p. 8.
๗๘ รัฐสภาสาร ปที่ ๖๘ ฉบับที่ ๒ เดอื นมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ในการใชอ าํ นาจ มมุ มองในการควบคมุ อาํ นาจโดยใชร ฐั ธรรมนญู ภายใตแ นวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ ม อาจตอ งพจิ ารณาใหช ดั เจนวา หมายถงึ สงิ่ ใดกนั แน ถา การปกครองในแนวคดิ นกั รฐั ธรรมนญู นยิ ม คือการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of law) ท่ีรัฐธรรมนูญไมใชเพียงแบบแผนทางทฤษฎี (Normative theory) แตยังเปนรูปแบบและกระบวนการของการบริหารจัดการ (Form and procedures of governance) การควบคมุ จาํ กดั คอื ทาํ ใหอ ดกลนั้ ตอ การใชอ าํ นาจรฐั ดว ยสมมตฐิ านทวี่ า อาํ นาจรฐั ตอ งถกู ทาํ ใหส าํ รวมหรอื จาํ กดั อนั เปน แนวคดิ ของรฐั ธรรมนญู นยิ ม ความคดิ นม้ี ศี นู ยก ลางทกี่ ลวั วา จะนาํ ไปสกู ารใชอ าํ นาจผดิ แตแ นวคดิ ในการควบคมุ การใชอาํ นาจ ก็จําเปนท่ีทุกฝายในสังคมจะตองมีมุมมองตรงกันเสียกอนวาหมายถึงสิ่งใด แมมีเปาหมาย ปลายทางเดียวกนั ก็ตาม ในมุมมองความอดกลั้นตอการใชอํานาจสถาบันการเมืองภายใตรัฐธรรมนูญนิยม มมี มุ มองตางกัน แมว า เปนหลกั การควบคมุ (Doctrine of control) อํานาจรฐั เชน เดยี วกนั โดยเวลดรอนแยกความแตกตา งเปน ๓ แบบ คอื ๒๘ ๑. การจาํ กดั การปกครอง (Limited government) ๒. การสํารวมในการปกครอง (Retrained government) ๓. การควบคุมการปกครอง (Controlled government) เพราะมีความหมายไมเหมือนกัน หมายถึงสิ่งที่แตกตางกันและ แตกตางกันในทฤษฎีการเมืองดวย เวลดรอนเห็นวาการควบคุมอํานาจไมใชสิ่งท่ีตรงกันขาม กับความอดกล้ันการใชอํานาจ โดยเปรียบเทียบเหมือนการควบคุมพาหนะคือไมใหไปในท่ี ทไี่ มต อ งการเทา นน้ั แตท อี่ น่ื ไปได และเมอื่ เทยี บในระบอบการเมอื งการปกครอง การควบคมุ อาํ นาจนนั้ ตองถูกควบคุมโดยประชาชน ไมใชควบคุมโดยส่ิงท่ีนักรัฐธรรมนูญคิดอยูในใจ สวนการทํา ใหสํารวมในการใชอํานาจนั้นตองปองกันการปกครองใหไปในทิศทางท่ีแนนอน เพ่ือใหเล่ียง และหามในส่ิงมิใหกระทํา เชน ท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดรูปแบบของสิทธิพลเมืองที่ฝายปกครอง จะตอ งไมล ะเมดิ และแทรกแซง สว นการจาํ กดั การปกครองนน้ั มคี วามหมายในเชงิ อดุ มการณด ว ย ท่ีไมเพียงใหเล่ียงการใชอํานาจในทางที่ผิด แตยังเปนเร่ืองแรงบันดาลใจในการปกครอง โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยทตี่ อ งไมใ หข าดความชอบธรรม (Illegitimate) เพราะ มุงใหประชาธิปไตยสงเสริมพลเมือง อาจใชรัฐธรรมนูญนิยมตอสูการแทรกแซงของรัฐ ดังน้ัน การพิจารณาความอดกล้ันในการใชอํานาจตามรัฐธรรมนูญของสถาบันการเมืองตามแนวคิด ๒๘Jeremy Waldron, “Constitutionalism: A Skeptical View,” NYU School of Law, Public Law Research Paper No. 10-87. Available at SSRN: https://ssrn.com/abstract=1722771 (Last visited 1 May 2019): 15-17.
กระบวนการสรา งรฐั ธรรมนญู ภายใตแ นวคดิ รฐั ธรรมนูญนยิ มในระบอบประชาธปิ ไตย ๗๙ รัฐธรรมนูญนิยมจึงตองพิจารณาใหเหมาะสมและอธิบายไดในหลักการ เพ่ือใหมีความสัมพันธ เช่ือมโยงทฤษฎแี ละทางปฏิบัตทิ ้งั ทางกฎหมายและการเมือง เมอ่ื มาพจิ ารณามมุ มองการปกครองโดยกฎหมาย (Rule of law) ภายใตค วามอดกลน้ั ตอการใชอํานาจของแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมท่ีสังคมควรเห็นพองกัน เพื่อมิใหเกิดปญหา เมื่อใชรัฐธรรมนูญตอสถาบันการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญนิยมเรียกรองใหการเมือง มคี วามเปน กลาง (Political neutrality) ทแ่ี ตล ะฝา ยมอี ดุ มการณก ารเมอื งไมเ หมอื นกนั เพราะอาจมี การใชเพ่ือประโยชนสถาบันการเมืองตนแทนที่จะใชเพื่อใหปวงชน ฝายการเมืองอาจตองเดิน สายกลางรวมกับจารีตของรัฐธรรมนูญคือการปกครองโดยกฎหมายท่ีเปนการควบคุม โดยกฎหมายในการปกครอง แตคนท่ัวไปเขาใจวาเปนการจํากัดอํานาจท่ีไมใชการปกครอง โดยกฎหมายแตเ ปน การควบคมุ การตดั สนิ ใจ การปกครองโดยกฎหมายจะรกั ษาการกระทาํ วา อะไร คือส่ิงที่ฝายปกครองควรกระทํา การปกครองโดยกฎหมายเปนการควบคุมเชิงกฎหมาย ของการปกครอง (Rule of law is about legal control of government) หมายถงึ การปกครองตกอยู ภายใตก ารจาํ กดั (Limited government) ทไี่ มห นนุ ใหฝ า ยปกครองเสนอวาระอะไรทจ่ี ะตา งออกไป จากอุดมการณสังคม เมื่อดูการควบคุมการปกครองกับการจํากัดการปกครอง เวลดรอน เหน็ วา การพจิ ารณาความเหมาะสมในการใชอ าํ นาจรฐั ในรฐั ธรรมนญู ทจ่ี ะปรบั การใชอ าํ นาจของรฐั ในทางแบบแผนตองดู ๓ อยางรวมกัน คือ๒๙ การกระทําที่ถูกหามมิใหกระทํา (Prohibited) การกระทําท่ีอนุญาตใหกระทํา (Permitted) และการกระทําท่ีสังคมตองการ (Required) ใหกระทํา ตองพิจารณาทั้งสามคุณคารวมกัน มิใชเพียงบางคุณคา ถารัฐธรรมนูญยืนยันวา รัฐบาลทําไดเปนความตองการใหทําแตรัฐบาลตองสํารวมในส่ิงที่ถูกหาม อํานาจรัฐธรรมนูญ จะตองยืนยนั ในสิง่ ทีส่ ังคมตอ งการได แตอาจเปนปญหาทมี่ นษุ ยบ นโลกเดยี วกนั มองตา งกันได วารัฐธรรมนูญตองการอะไร แมมองรัฐธรรมนูญเดียวกันก็ตาม คําวาการปกครอง โดยกฎหมายในแตล ะสังคมจงึ ควรตองอธบิ ายใหชัดวาคืออะไร ในปญหาการใชรัฐธรรมนูญนิยมตอกระบวนการประชาธิปไตยเมื่อวิถีชีวิตจริง ของสงั คมมนษุ ยท มี่ นษุ ยเ ปน ผกู าํ หนดการกา วเดนิ ในทางประวตั ศิ าสตรเ องมใิ ชก ฎหมาย การสรา ง แนวคิดประชาธิปไตยขึ้นในสังคมมนุษยใหมนุษยเปนผูกําหนดในชะตาตนเอง แตแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยมอางการปกครองโดยกฎหมายกลับควบคุมในส่ิงที่มนุษยอาจกําหนดหลักการ ๒๙Ibid., p. 18.
๘๐ รฐั สภาสาร ปท ่ี ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดอื นมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ รัฐธรรมนูญ จึงเปนการจํากัดอํานาจอธิปไตยในการกําหนดชะตาตนเองของพลเมือง๓๐ รัฐธรรมนูญนิยมกับชีวิตการเมืองประชาธิปไตยจึงอาจตองหาจุดตัดท่ีสอดคลองกันใหได ในแตละสังคม ที่ฮาเบอรมาสเสนอการเชื่อมตอวาแนวคิดการปกครองโดยกฎหมายกับ กระบวนการทางการเมอื งจะตอ งประกอบดว ย ๒ สว นสาํ คญั คอื ๓๑ ๑. แนวคดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน (Human rights) ทต่ี อ งไปดว ยกนั ๒. แนวคดิ อาํ นาจอธปิ ไตยปวงชน (Popular sovereignty) ที่อางเปนท่ีมาของความชอบธรรมท่ีอธิบายความสัมพันธของสองหลักการคือ หลักการ ประชาธปิ ไตยกบั หลกั การรฐั ธรรมนญู นยิ มได เพราะแตล ะฝา ยมมี มุ มองทต่ี า งกนั ฝา ยเสรนี ยิ ม เนนการกําหนดชะตาตนเองของพลเมอื งทางประชาธปิ ไตย (Democratic self-determination) โดยใชก ฎหมายเปน สอื่ กลางสรา งเพอ่ื ยนื ยนั เสรภี าพนี้ เนน เสรภี าพปจ เจกชน (Individual liberties) ในขณะทฝี่ า ยสาธารณรฐั นยิ มเหน็ วา การกาํ หนดชะตาตนเองอาจไมใ ชก ระบวนการทางประชาธปิ ไตย มุงไปท่ีควบคุมโดยกฎหมาย แตกฎหมายตองไมจํากัดเจตนารมณปวงชน เพราะกฎหมาย มีผลกระทบตอ การแบง ปน ชวี ติ ทางการเมอื ง เนน สทิ ธพิ ลเมอื งทางประชาธปิ ไตยในการมสี ว นรว ม (Rights of democratic citizens to political participation) แตก ลับไมใชก ารมสี ว นรวมภายใต กระบวนการทางประชาธิปไตยเปนภายใตการตัดสินของฝายตุลาการจะถือเปนการมีสวนรวม ของปวงชนไดหรือไม การใชแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมจึงตองหาจุดตัดรวมท่ีสังคมทุกฝาย ยอมรับ อาจไมใชเรื่องงายที่ตองเช่ือมอํานาจอธิปไตยปวงชนในประชาธิปไตยกับรัฐธรรมนูญ ที่ควบคุมอํานาจ เหมือนกับท่ีถกเถียงวาประชาธิปไตยนําไปสูการปกครองโดยกฎหมายหรือ การปกครองโดยกฎหมายนาํ ไปสปู ระชาธปิ ไตยของสองฝาย ฮาเบอรมาสสรุปปญหาการเชื่อมโยงประชาธิปไตยกับรัฐธรรมนูญหรือ ประชาธปิ ไตยโดยรฐั ธรรมนญู กบั การปกครองโดยกฎหมาย แมแ ตล ะฝา ยเหน็ ตรงกนั ในหลกั การ ทางการเมือง แตการใหนํ้าหนักท่ีตางกันนําไปสูการใหน้ําหนักการควบคุมอํานาจจาก รัฐธรรมนูญท่ีตางกันไว๓๒ ฝายเสรีนิยมประชาธิปไตยน้ันเห็นวาการปกครองตนเองคือแนวคิด การนติ บิ ญั ญตั ดิ ว ยตนเอง (Idea of self-legislation) กระบวนการนติ บิ ญั ญตั ทิ างประชาธปิ ไตย ตองการรูปแบบเฉพาะยึดกับรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่เปนแหลงใหความชอบธรรม ลัทธิ ๓๐Jürgen Habermas, (2001), “Constitutional democracy: A paradoxical union of contradictory principle?,” Political theory, 29(6): 766. ๓๑Ibid. ๓๒Ibid., p. 771.
กระบวนการสรางรฐั ธรรมนูญภายใตแนวคิดรฐั ธรรมนูญนิยมในระบอบประชาธิปไตย ๘๑ ในรัฐธรรมนูญนิยมจะตองทําใหประชาธิปไตยเปนส่ิงท่ีเปนไปได ไมใชทําใหประชาธิปไตย สาํ รวม ดงั นนั้ รฐั ธรรมนญู จงึ ตอ งเปน ธรรมชาตขิ องประชาธปิ ไตย ในขณะทฝ่ี า ยสาธารณรฐั นยิ ม ไมผูกรัฐธรรมนูญกับอํานาจอธิปไตยปวงชน โดยเห็นวากระบวนการความเห็นและ เจตนารมณของประชาชนที่เปนการกําหนดชะตาตนเองทางประชาธิปไตยตองไมถูกบังคับดวย ตนเองในจริยธรรมทางการเมือง การปกครองโดยกฎหมายตองไมถูกทําลายดวยการเมือง ตอ งดผู ลผลติ คณุ ธรรมของประชาธปิ ไตยเพราะเปน รากฐานของแรงจงู ใจและทศั นคตขิ องปวงชน หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงตองถูกใชเปนเครื่องมือตอตานทรราชเสียงขางมากเช่ือมกับ การจาํ กดั ตนเองของความเหน็ และเจตนารมณป ระชาธปิ ไตยใหต า งไปจากฉนั ทามติ (Consensus) ประชาธปิ ไตยได ฮาเบอรมาสเสนอทางออกของสองฝายที่ตองเชื่อมตอโดยใชแนวคิดสิทธิมนุษยชน กับหลักอํานาจอธิปไตยปวงชนมาอธิบายรูปแบบประชาธิปไตยทางรัฐธรรมนูญ โดยการตอง ทําใหประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเปนสถาบันทางกฎหมาย (Legal institutionalization) การทําใหประชาธิปไตยเปนสถาบันทางกฎหมายท่ีนอกจากการพิจารณาท่ีสิทธิพลเมือง เปนหมุดยึดท่ีตรงกันของทุกฝาย แมยังแตกตางในเชิงกระบวนการไปสูสิทธิที่ฝายเสรีนิยมเนน กระบวนการทางการเมืองคือ กระบวนการทางประชาธิปไตยเพื่อไปสูสิทธิพลเมือง โดยให ความชอบธรรมกบั ความชอบธรรมของประชาธปิ ไตยทางรฐั ธรรมนญู (Constitutional democracy) มากกวา โดยเนน หลกั อาํ นาจอธปิ ไตยของปวงชน (Principle of popular sovereignty) ทเี่ หน็ วา ประชาชนตองอยูเหนือรัฐ การกระทําของรัฐจะชอบธรรมตองอยูภายใตบริบทประชาธิปไตย ทางรัฐธรรมนูญเทาที่เปนไปได เสมือนประชาชนกระทําดวยตนเองท่ีแตละคนเปนเจาของ ตัดสินใจวาจะใชสิทธิตนอยางไรเพ่ือประโยชนตน โดยจะตองรักษาความเปนเจาของ ประชาธิปไตยและอํานาจตัดสินใจตองเปนของประชาชนและผูแทนท่ีประชาชนเลือก จึงจะ สามารถเรียกสิทธิวาเปนเหตุผลของประชาธิปไตยได๓๓ เปนส่ิงท่ีไมดีถาลืมวิธีการตัดสิน ของเจา ของสทิ ธทิ ปี่ ระชาธปิ ไตยสมยั ใหมม กั ใชโ ดยตรง จะตอ งไมล มื วา ประชาชนอาจไมไ ดก ระทาํ ดวยตนเองจริงในการตัดสินใจในฐานะเจาของสิทธิ แตฝายที่ชอบธรรมที่จะตัดสินตองเปน ฝา ยนติ บิ ญั ญตั ทิ ท่ี ง้ั หมดมาจากการเลอื กตงั้ แมฝ า ยนติ บิ ญั ญตั อิ าจไมไ ดก ระทาํ โดยเหตผุ ลทถ่ี กู ตอ ง เสมอไปก็ตาม เพราะฝายนิติบัญญัติคือผูท่ีประชาชนเลือกใหเปนผูแทนตัดสินใจบนพ้ืนฐาน ประโยชนข องประชาชนในความชอบในคณุ คาของประชาชนเอง ๓๓W. J. Waluchow, (2013), “Constitutional rights and democracy: A reply to professor Bellamy,” German law journal, 14(8): 1048.
๘๒ รฐั สภาสาร ปที่ ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดอื นมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ การทําใหสิทธิมนุษยชนในรัฐธรรมนูญเปนสถาบันทางกฎหมายภายใตแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยมจะสอดคลองกับประชาธิปไตยในเร่ืองการปกครองตนเอง โดยตองพิจารณา สทิ ธิขนั้ พน้ื ฐานแบบเปน องคร วม (Basic rights as a whole) ไมใ ชเฉพาะแตส ิทธทิ างการเมือง เทา นนั้ ๓๔ ภายใตแ นวคดิ สญั ญาประชาคมทไ่ี ปสหู ลกั การอาํ นาจอธปิ ไตยปวงชน ประชาชนจะเขา มา มีสวนรวมในสัญญาประชาคมตองมี ๓ เงื่อนไขสําคัญ คือ ความเปนหนึ่งเดียวเพ่ือแกปญหา การออกกฎหมายในอนาคต ความพรอมและความสามารถใชเหตุผลในวาทกรรมนั้นได กระบวนการทํารัฐธรรมนูญตองถูกเช่ือมกับกระบวนการขางตน รัฐธรรมนูญนั้นจึงจะมี ความชอบธรรมในประชาธปิ ไตยโดยการใชส ทิ ธทิ างการเมอื งในการสรา งรฐั ธรรมนญู สทิ ธทิ จ่ี ะสรา ง รัฐธรรมนูญตองมีองคประกอบสําคัญคือ๓๕ สิทธิตองมาจากเสรีภาพที่เปนไปไดที่ย่ิงใหญที่สุด ที่เปนไปไดของปจเจกชนแตละคน การใชสิทธิตองเปนผลจากการตัดสินใจดวยตนเอง ในสถานะที่เปนสมาชิกสังคมท่ีสมัครใจเขารวมทางกฎหมาย สิทธิเชนน้ันไดรับการปกปอง อยางเทาเทียมกันภายใตกฎหมายและสิทธินั้นตองมีโอกาสอยางเทาเทียมกันในการมีสวนรวม ในการทํากฎหมายในทางการเมือง รัฐธรรมนูญนั้นจึงจะไดรับความชอบธรรมทางการเมือง ประชาธิปไตยไปสูการปกครองโดยกฎหมายท่ีสอดคลองกับการนิติบัญญัติดวยตนเอง ในทางการเมือง โดยเฉพาะความดีงามที่ตองมาจากความยินยอมที่เปนความชอบธรรมและ เหตผุ ลในความรบั ผดิ ชอบอยางเทา เทียมกันของพลเมือง จึงจะเปนศลี ธรรมของการนติ ิบัญญตั ิ ดวยตนเอง อันเปนแนวคิดเร่อื งความยุติธรรมทางประชาธิปไตย๓๖ การจํากัดอํานาจจากประชาธิปไตยโดยรัฐธรรมนูญในทางปฏิบัตินั้น ระบอบ การปกครองในสงั คมมกั ถกู กาํ หนดไวใ นรฐั ธรรมนญู เสมอ โดยอาจระบไุ วโ ดยตรงหรอื ทางออ ม อาจเปนระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบสาธารณรัฐหรือแนวคิดอื่น เชน สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย แตส่ิงที่รัฐธรรมนูญบัญญัติอาจไมใชความเปนจริงในสังคมหรือไมใชเปน ส่ิงเดียวกัน ในเชิงประจักษจึงไมตองประหลาดใจท่ีประเทศโลกที่สามลอกเลียนรัฐธรรมนูญ ของประเทศแมแ บบทพ่ี ฒั นากา วหนา มาใช แตผ ลทอี่ อกมาบางครงั้ กบั ตรงกนั ขา มแมย ดึ หลกั การ ทางรัฐธรรมนูญเหมือนกันก็ตาม รัฐธรรมนูญในแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมในความเปนจริง ๓๔Jürgen Habermas, (2001), “Constitutional democracy: A paradoxical union of contradictory principle?,” Political theory, 29(6): 776. ๓๕Ibid., p. 777. ๓๖Ibid., p. 779.
กระบวนการสรางรฐั ธรรมนญู ภายใตแ นวคิดรฐั ธรรมนญู นิยมในระบอบประชาธปิ ไตย ๘๓ จงึ อาจขนึ้ กบั สภาพการเมอื งเปน สาํ คญั ทส่ี งั คมการเมอื งควรมคี วามคดิ เหน็ ในหลกั การทางการเมอื ง ที่สอดคลองกันเสียกอนเปนลําดับแรกในสังคมน้ัน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญท่ีจะแสดง หลักการทางการเมืองไว รัฐธรรมนูญคือการมอบอํานาจโดยกอต้ังสถาบันที่ใหประชาชนได รวมและประสานกนั (Corporate and coordinate) ทเี่ รยี กรัฐธรรมนญู นยิ มเชงิ รุก (Positive constitutionalism) ทต่ี อ งการสถาบนั ทเ่ี ปน ผแู ทนไปถกเถยี งกระทาํ ในนามเราทง้ั หมดคอื กฎหมาย๓๗ รัฐธรรมนูญทําใหสถาบันเหลานั้นเกิดอํานาจหรือสํารวมอํานาจ รัฐธรรมนูญคือความจําเปน ท่ีจะยืนยันหนทางในการกอต้ังอํานาจรัฐ แตรัฐธรรมนูญนิยมเปนมากกวานั้น ถารัฐธรรมนูญ เปน เรอื่ งเกย่ี วกบั อาํ นาจ แนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มกเ็ ปน เรอ่ื งเกย่ี วกบั การจาํ กดั อาํ นาจ (Limited power) ในเรอื่ งกอ ตงั้ อาํ นาจศนู ยก ลาง รฐั ธรรมนญู วางกระบวนการปฏบิ ตั กิ ารเปน กระบวนการ เชิงรูปแบบวาใหทําอยางไร การเมืองจึงจะถูกทําใหเคล่ือนไปอยางสุขุมจากข้ันสูข้ัน โดยกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง ส่ิงน้ีไมใชเร่ืองอดกล้ันการใชอํานาจ แตคือส่ิงที่ รัฐธรรมนูญทําคลายก้ันขอบเขตการไหลใหไปในทิศที่ตองการใหเปนไปและกันอันตรายจาก การเมืองบนถนน จงึ เปนการจาํ กดั การปกครอง มิใชค วบคุมอาํ นาจหรือทําใหก ารใชอํานาจ ตอ งสาํ รวม๓๘ ความเขา ใจทไ่ี มต รงกนั ของแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มทก่ี ลา วไมห มด ทชี่ อบกลา วกนั ในระบอบประชาธิปไตยทว่ี า จะตอ งปอ งกันทรราชเสียงขา งมาก (Tyranny of majority) ชกั นาํ ไปสูความเขาใจผิดของสังคมใหเขาใจวาทรราชเปนไปไดแตฝายเสียงขางมากเทานั้น แตในเรื่องประชาธิปไตยแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมเปนเหมือนอุดมการณทางประชาธิปไตย แตก ระบวนการทางประชาธปิ ไตยจะชใี้ หเ หน็ ความแตกตา งในการไปถงึ ชใ้ี หเ หน็ สง่ิ ตรงกนั ขา ม อยางสําคัญระหวางอํานาจทางรัฐธรรมนูญในสังคมประชาธิปไตยกับสังคมที่ไมใช ประชาธปิ ไตยทช่ี ท้ี างออ มถงึ การอา งความชอบธรรมจากรฐั ธรรมนญู นยิ มดว ย ในการปกครอง ที่ไมใชระบอบประชาธิปไตยแมใชรัฐธรรมนูญเพื่อสรางรูปแบบของอํานาจตามที่ตองการ แตอํานาจถูกสรางใหเกิดเหนือการใหจากสังคม รัฐธรรมนูญในประชาธิปไตยจึงตรงกันขาม เปนเร่ืองการมอบอํานาจใหผูซ่ึงอาจถูกทําใหมีอํานาจลดลงโดยประชาชนทั่วไปได น่ีคือ ความสาํ เรจ็ ของรฐั ธรรมนญู ประชาธปิ ไตย เพอ่ื ยนื ยนั วา พลเมอื งเปน ผมู อี าํ นาจทางการเมอื งทย่ี งิ่ ใหญ ท่ีสุด๓๙ โดยตองรักษาใหมีอํานาจทางการเมืองท่ีเทาเทียมกัน (Equal political power) ไว ๓๗Jeremy Waldron, “Constitutionalism: A Skeptical View,” NYU School of Law, Public Law Research Paper No. 10-87. Available at SSRN: https://ssrn.com/abstract=1722771 (Last visited 1 May 2019): 20. ๓๘Ibid., p. 23. ๓๙Ibid., p. 24.
๘๔ รฐั สภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบับที่ ๒ เดอื นมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ เพอื่ ชว ยยนื ยนั ความเทา เทยี มกนั ทางการเมอื งในประชาธปิ ไตยใหเ ปน เรอื่ งของทกุ สมาชกิ ในสงั คม อยางแทจริง จึงจะทําใหรัฐธรรมนูญเหมือนเปนขอสรุปในคุณคาประชาธิปไตย หลักการ เทาเทียมกันทางการเมืองจึงเปนเรื่องสูงสุดของรัฐธรรมนูญในประชาธิปไตย๔๐ การอางเพียง การจาํ กดั อาํ นาจตามแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มประการเดยี วยงั ไมม คี วามชอบธรรมเพยี งพอ จาํ เปน ตองพจิ ารณาฐานท่ีมาของการจาํ กัดจากรัฐธรรมนญู ใหเชือ่ มไปสปู วงชนใหได รูปแบบการจํากัดอํานาจของรัฐธรรมนูญนิยมในแตละสังคมอาจตางกัน ถา รฐั ธรรมนญู เปน เรอ่ื งความอดกลนั้ การใชอ าํ นาจ แตห นา ทร่ี ฐั ธรรมนญู คอื การจาํ กดั และทาํ ให สํารวมในการใชอํานาจ มิใชเฉพาะในการปกครองเทาน้ันแตยังหมายถึงสํารวมในสิ่งที่เรา ตองการทําดวยที่ตองถูกหามและทําใหสํารวมโดยกฎหมาย ในความคิดอุดมการณ นกั รฐั ธรรมนญู นยิ มเรอ่ื งสาํ รวมอาํ นาจเปน เหมอื นเรอื่ งศลี ธรรมในการจาํ กดั การปกครองวา อะไร คือส่ิงท่ีรัฐธรรมนูญสนับสนุนใหทํา ถาแยกโดยรัฐธรรมนูญนิยมโดยใชเร่ืองรูปแบบสํารวม อาจแยกเปน ๔ รปู แบบ คือ๔๑ ๑. รูปแบบในแนวนักรัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalist model) ท่ีใหสํารวม อาํ นาจเฉพาะเรอ่ื งอาํ นาจทางปกครองเปน หลกั ถอื เปน หนา ทขี่ องรฐั ธรรมนญู เชน ประชาธปิ ไตย แบบเวสมินนสิ เตอรข องอังกฤษ ๒. รูปแบบทางนิติบัญญัติ (Legislative model) มุงไปที่จํากัดการปกครอง ของฝายนติ ิบญั ญัตเิ ปนสาํ คัญ เชน สหรฐั อเมรกิ า และนวิ ซีแลนด ๓. รูปแบบคอมมอนลอร (Common law model) ที่เกดิ รว มกับประชาธปิ ไตย แบบเวสมนิ นสิ เตอร คอื การทาํ ใหส าํ รวมโดยระบบคอมมอนลอรโ ดยฝา ยตลุ าการรว มกบั ความชอบดว ย กฎหมายและความยุติธรรมตามธรรมชาติทั่วไป โดยใชเคร่ืองมือท่ีเรียกวาการปกครอง โดยกฎหมายหรอื นติ ธิ รรม (Rule of law) ทเี่ หน็ วา เปน หลกั การทว่ั ไปของรฐั ธรรมนญู เหมอื นสทิ ธิ ในเสรีภาพของบคุ คล ๔. รูปแบบสิทธิมนุษยชน (Human rights model) ท่ีใหสํารวมเฉพาะเจาะจง ในการกระทําของรัฐโดยกฎหมายเก่ียวกับสิทธิมนุษยชนที่เชื่อมไปกฎหมายระหวางประเทศ และกฎหมายภายในรัฐดวย โดยหลักการนี้เรื่องสิทธิมนุษยชน (Human rights) เปนมากกวา สทิ ธขิ องประชาชนแตล ะคน (Particular people) ๔๐Ibid., p. 26. ๔๑Ibid., p. 32-36.
กระบวนการสรางรฐั ธรรมนูญภายใตแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นิยมในระบอบประชาธปิ ไตย ๘๕ แตการจํากัดอํานาจโดยรัฐธรรมนูญที่แทจริงอาจตองพิจารณาผลทางปฏิบัติ มใิ ชจ ากรฐั ธรรมนญู เพยี งอยา งเดยี ว แมใ นมติ ริ ะดบั กฎหมายระหวา งประเทศเกย่ี วกบั สทิ ธมิ นษุ ยชน ดูเหมือนสามารถจํากัดไดจริงที่ตองการสนับสนุนใหปฏิบัติใหเปนจริง แมการปรับใช รัฐธรรมนูญใหเหมาะสมตองดูกฎหมายระหวางประเทศดวยก็ตาม แตกฎหมายรัฐธรรมนูญ เปน กฎหมายภายในของแตล ะชาตอิ าจดาํ เนนิ การภายใตก ระบวนการของตนได ขอ สรปุ ระดบั โลก ในเรอื่ งสทิ ธมิ นษุ ยชนกอ็ าจถกู ทาํ ใหล ดลงดว ยรปู แบบแนวคดิ นกั รฐั ธรรมนญู นยิ มกไ็ ด ดตู วั อยา ง ทางปฏบิ ตั ไิ ดจ ากประเทศเพอ่ื นบา นไทย เชน เมยี นมาร นกั รฐั ธรรมนญู นยิ มยงั ตอ งยอมรบั วา รัฐธรรมนูญแตละประเทศเปนผลผลิตการกําหนดชะตาตนเองของแตละชาติ (National self-determination) ทแี่ ตล ะประเทศจะมรี ฐั ธรรมนญู ของตน แตไ มม ใี ครปฏเิ สธเรอื่ งการลอกเลยี น รัฐธรรมนูญแมแบบ แมประเทศที่พัฒนาแลวก็ยังเลียนแบบ แตการลอกเลียนนั้นตองเขาใจ แนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของแตละประเทศที่อาจตางกันในทฤษฎีเกี่ยวกับการใชและหลักการ พ้ืนฐานท่ีอาจเรียนรูจากประเทศอ่ืน เพ่ือปรับใชในหลักการกําหนดชะตาตนเองของแตละ ประเทศ ทูสเนทเสนอการเชื่อมรัฐธรรมนูญนิยมกับการเมืองวา ปญหาการจํากัดอํานาจ ภายใตรัฐธรรมนูญนิยมที่อางฐานรัฐธรรมนูญตองใหสอดคลองกับการเมืองประชาธิปไตย โดยการทาํ ใหร ฐั ธรรมนญู ถอื เปน กฎหมายทางการเมอื งนนั้ รฐั ธรรมนญู ตอ งถกู ทาํ ใหอ ยใู นฐานะ รัฐธรรมนูญการเมืองเปนเคร่ืองมือกําหนดกระบวนการประชาธิปไตย เปนการกําหนดชะตา ตนเองของพลเมืองท่ีเรียกวา รัฐธรรมนูญนิยมปวงชน (Popular constitutionalism) ซงึ่ ประวตั ศิ าสตรแ ตล ะสงั คมอาจทาํ ใหร ฐั ธรรมนญู นยิ มปวงชนมลี กั ษณะแตกตา งกนั แนวคดิ นเ้ี หน็ วา รัฐธรรมนูญเปนอะไรที่มากกวาแคกฎหมายรัฐธรรมนูญ๔๒ ทุกสถาบันการเมืองไมวาศาลหรือ ฝายนิติบัญญัติจะตองตีความรัฐธรรมนูญใหสอดคลองกับประชาธิปไตย แนวคิดนี้มุงไปท่ี การเช่ือมกําเนิดรัฐธรรมนูญจากประชาธิปไตย โดยเห็นวามีเหตุผลที่เช่ือวารัฐธรรมนูญ เปนกฎหมายในบางสวนของกฎหมายรัฐธรรมนูญเพ่ือแกไขขอพิพาท แตกฎหมายรัฐธรรมนูญ ยังเปนเน้ือหาสาระของการเมืองดวย ดูไดจากการเมืองท่ีมาจากบางสวนของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญจึงอาจถูกกระทําไดเหมือนทางการเมือง๔๓ แตปญหา ๔๒Mark V. Tushnet, (2006), “Popular constitutionalism as political law,” Chicago-Kent law review, 81: 991-1006. ๔๓Ibid., p. 992.
๘๖ รัฐสภาสาร ปที่ ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดือนมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ เกิดจากความแตกตางระหวางมุมมองทางกฎหมายและการเมืองที่การเมืองมองไปขางหนา โดยพลเมอื งตดั สนิ วนั นี้ ทาํ การตดั สนิ วา อะไรดที สี่ ดุ สาํ หรบั สงั คมทจี่ ะไปขา งหนา โดยไมอ า งเหตผุ ล ท่ีจุดเร่ิมตนหรือในทางปฏิบัติ แตกฎหมายคือส่ิงท่ีมองยอนหลังเสมอ เชน เจตนารมณเดิม หลกั บรรทดั ฐาน การมองรฐั ธรรมนญู เดยี วกนั จงึ เกดิ ปญ หาทอี่ าจไมต รงกนั ได ทาํ ใหป ระชาธปิ ไตย ท่ีเปนการกระทําของพลเมืองทางการเมืองบางคร้ังกลับถูกตอกยึดไวโดยการตีความของศาล ทงั้ ทก่ี ารกระทาํ ทางการเมอื งทาํ ใหเ ขา ใจวา เราคอื ใคร เราคอื ประชาชนผจู ะวางหลกั ดว ยตนเอง ในประวตั ศิ าสตร๔ ๔ ดงั นนั้ การตคี วามองคป ระกอบทางกฎหมายของกฎหมายรฐั ธรรมนญู ตอ งให เปนเหมือนกฎหมายการเมืองดวยในมุมมองที่ดูไปขางหนา จึงจะทําใหรัฐธรรมนูญนิยมกับ การเมืองประชาธปิ ไตยสอดคลอ งกนั การพิจารณาวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายการเมืองจริงนั้น ทูสเนทใหดูจาก ประวัติศาสตรที่ประชาชนแสดงออกวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายการเมืองโดยการแสดงออก กระตุนไปสูการเคลือ่ นไหวทางการเมือง (Mobilizations in politics) แตร ฐั ธรรมนูญท่ีไมจาํ เปน ตองเปนรูปแบบการเคล่ือนไหวขององคกรทางการเมืองตามมาตรฐานท่ัวไป๔๕ การเคลื่อนไหว ของปวงชนนี้อาจถูกไกลเกล่ียถูกทําใหประนีประนอมโดยสถาบันการเมืองได การเคลื่อนไหว เปนหน่ึงในปฏิกิริยามีผลตอทุกสถาบันการเมืองในรัฐธรรมนูญอยางมีนัย เชน ประเด็น ใครควรเปน ผตู คี วามสดุ ทา ยในรฐั ธรรมนญู การเคลอ่ื นไหวเปน ปฏกิ ริ ยิ าแตม รี ปู แบบตา งกนั ทเ่ี วลา ท่ีตางกันออกไป แมไมอาจกําหนดแนนอนที่จะเชื่อมโยงกันใหกฎหมายรัฐธรรมนูญ ใหเปนกฎหมายการเมือง โดยเห็นวาแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมของปวงชนจึงอาจดูมิติ ทางประวัตศิ าสตรมากกวาทางแนวคดิ ๔๖ เมื่อรัฐธรรมนูญในทางประชาธิปไตยเปนกฎหมายการเมืองท่ีจะกอผลลัพธทําให เกดิ การเคลอ่ื นยา ยสงั คม ไมว า อา งวา มาจากพลเมอื งหรอื ฝา ยนติ บิ ญั ญตั หิ รอื ฝา ยตลุ าการทาํ ให เคล่ือนยายก็ตาม การเคล่ือนยายสังคมก็มีผลยอนกลับไปสูรัฐธรรมนูญใหเปนกฎหมายดวย แตแ สดงออกทางกระบวนการประชาธปิ ไตยทสี่ ง ผลตอ ทกุ สถาบนั การเมอื งทมี่ องการเคลอ่ื นยา ย กบั สง่ิ ทกี่ าํ หนดในรฐั ธรรมนญู ตา งกนั ได โดยเฉพาะในทางรฐั ศาสตรก บั นติ ศิ าสตร ทสู เนทมองวา ๔๔Ibid., p. 993. ๔๕Ibid., p. 994. ๔๖Ibid., p. 997.
กระบวนการสรางรฐั ธรรมนญู ภายใตแ นวคดิ รัฐธรรมนูญนิยมในระบอบประชาธิปไตย ๘๗ หลักการทางนิติศาสตรเหมือนสวิตซตองปดเปดใหทันและสอดคลองกับการเคล่ือนไหว ทางการเมอื ง จงึ จะทาํ ใหร ฐั ธรรมนญู เปน กฎหมายการเมอื งทถ่ี กู ตอ ง โดยเสนอขอ สงั เกตหา ประการ ในรัฐธรรมนูญนิยมปวงชนไปสูการเปนกฎหมายการเมืองท่ีทุกสถาบันการเมืองจะยอมรับ การตีความทางการเมืองของประชาชน มิใชมุงวาสถาบันการเมืองใดทําหนาท่ีดีหรือไมดี โดยมหี ลักพิจารณาในปญหานั้น คอื ๔๗ ๑. ประเด็นในขอพิพาทของสถาบันการเมืองน้ันเปนสิ่งที่เกิดนอกเหนือกรอบ ผรู า งรฐั ธรรมนญู หรอื ไม เพอื่ ทจี่ ะบง บอกวา สถาบนั การเมอื งนน้ั ทาํ หนา ทส่ี มบรู ณใ ชห รอื ไม มใิ ชว า สถาบันการเมอื งดหี รอื เลว ๒. ตองมีการตรวจสอบรูปแบบการทําหนาท่ีของสถาบันการเมืองน้ัน แมจะเปน ฝายตุลาการก็ตาม เพราะศาลอาจทําไมถูกโดยใชกฎหมายท่ีไมถูกตองก็ได ท้ังท่ีควรจะยึด กฎหมาย หรอื ลมเหลวทไ่ี มค วา่ํ กฎหมายท่ีควรควํ่าก็ได ๓. ตองแยกวาอะไรคือขอดีของคุณคารัฐธรรมนูญในประเด็นน้ันตรงกับส่ิงที่ศาล อธิบายหรือไม การตีความเหมาะสมแลวหรือไมหรือวายังมีความหมายอื่น รัฐธรรมนูญนิยม ปวงชนในทางกฎหมายตอ งมองยอ นไปขางหลังเพอ่ื แยกวา อะไรคอื ส่ิงท่ีพลเมืองใหความสาํ คัญ เพื่อนําไปสปู ระเด็นรัฐธรรมนญู คอื อะไรทตี่ อ งตคี วามอยา งเหมาะสม ๔. เปรยี บเทยี บสง่ิ ทส่ี ถาบนั การเมอื งนนั้ ทาํ กบั สง่ิ ทบี่ ทบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู กาํ หนดไว จากขางตน ท่ที ุกสถาบันอาจมีชวงเวลาทที่ าํ หนาทีด่ ีและเลวก็ได ๕. พัฒนาไปสูขอถกเถียงวาอะไรคือสิ่งท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดวาไว โดยตองจัดชวง และนํ้าหนักนําไปสูการออกแบบส่ิงที่สังคมตองกระทําหรือไมกระทํา สิ่งน้ีจึงจะนําไปสู สาระสาํ คญั ของเนื้อหาสทิ ธิทางการเมือง (Substantive political rights) การทําใหรัฐธรรมนูญมีผลยอมรับในทางปฏิบัติทางการเมือง ซึ่งเปนจุดมุงหมาย สําคัญของรัฐธรรมนูญนิยมในสังคมการเมืองอยูที่การใหคําอธิบายถึงความหมายรัฐธรรมนูญ หรอื ทน่ี กั นติ ศิ าสตรเ รยี กวา นติ วิ ธิ ี โดยเฉพาะการใหเ หตผุ ลของรฐั ธรรมนญู วา ตรงกบั เจตนารมณ ปวงชนในการกําหนดชะตาตนเองผานกฎหมายในสังคมประชาธิปไตยหรือไม ปญหาในการหา ความหมายของรฐั ธรรมนญู นาํ ไปสปู ญ หาการตคี วามรฐั ธรรมนญู (Constitutional interpretation) ของศาลรฐั ธรรมนญู ในการใหเ หตผุ ลทางรฐั ธรรมนญู (Constitutional reasoning) จากความชอบดว ย ๔๗Ibid., pp. 1002-1005.
๘๘ รฐั สภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบับที่ ๒ เดอื นมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ กฎหมาย (Legality) ไปสูความชอบธรรม (Legitimacy) โดยเฉพาะในมุมมองภายใตสังคม พหุนิยมท่ีจารีตรัฐธรรมนูญตองถูกทําใหเปนเอกภาพรวมเขาดวยกันเปนหน่ึงเดียวและ เปน แนวคดิ เดยี วกนั ของสงั คม๔๘ แมพ หสุ งั คมตอ งการความหลากหลายแตพ หสุ งั คมทางรฐั ธรรมนญู (Constitutional pluralism) มุงไปท่ีปฏิกิริยาและการเชื่อมตอกันระหวางรูปแบบตางๆ ในรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญเปนกฎหมายชัดแจงในแนวคิดของการเมือง เพราะแนวคิด รัฐธรรมนูญมาจากอํานาจอธิปไตยท่ีมุงไปสูประชาชนและหมายถึงประชาชนเปนผูสถาปนา รฐั ธรรมนญู ขน้ึ มา (Pouvoir constituent) ทีไ่ ปสูแนวคดิ การจํากัดอํานาจปกครองและนติ ธิ รรม ทรี่ ฐั ธรรมนญู ตอ งใหค าํ อธบิ ายในสง่ิ เหลา นใ้ี หไ ด๔ ๙ การใหเ หตผุ ลทางรฐั ธรรมนญู จงึ เปน สงิ่ สาํ คญั และตองอธิบายไดตอสาธารณชน ผูใหกํานิดการใชอํานาจตามรัฐธรรมนูญเพราะเหตุผล ของรัฐธรรมนูญ (Reasoning) จะเปนการปรับองคกรหรือบุคคลในทางสาธารณะในการเลือก การดาํ เนนิ กจิ กรรมทแี่ นน อน ในทางนโยบายหรอื การแกไ ขปญ หาของรฐั ตอ งไมใ ชม มุ มองทแ่ี คบ เพียงแควาเปนทางปฏิบัติของศาลในการวินิจฉัยขอพิพาททางรัฐธรรมนูญเทาน้ัน๕๐ แตเปน เร่ืองของทุกองคกรท่ีใชอํานาจอธิปไตยดวย โดยวิธีการท่ีนําไปสูการใหเหตุผลทางรัฐธรรมนูญ มี ๔ วิธี คือ๕๑ ๑. วิธีวิเคราะหแนวคิด (Analytical–conceptual approach) ที่มีหลักการอยูที่ การวเิ คราะหรัฐธรรมนญู วา เปน การชอบดวยกฎหมายทใี่ ชบงั คบั ได (Valid legal rules) นําไปสู การตคี วามรฐั ธรรมนญู ทงั้ ในสว นไมเ ปน ลายลกั ษณอ กั ษรและสว นทเ่ี ปน ลายลกั ษณอ กั ษร แตต อ ง ไปสกู ารตคี วามใหก ระจา งและสรา งสรรค (Clarifying and creative interpretation) ซงึ่ ศาลรฐั ธรรมนญู ไทย ใชว ธิ นี อ้ี ธบิ ายกฎหมายทีข่ ัดรฐั ธรรมนูญ ๒. วธิ พี จิ ารณากระบวนการตดั สนิ ใจ (Decision-making approach) เปน การอธบิ าย ถึงการวางนโยบายของฝายตุลาการ (Judicial policy-making) ท่ีหนาที่คือการใหเหตุผล แกผ มู หี นา ทว่ี างนโยบายสาธารณะ (Public decision-makers) ในการตดั สนิ ใจ ซง่ึ วธิ นี ยี้ งั มปี ญ หา การยอมรบั ในสังคมการเมอื งไทย ๔๘Konrad Lachmayer, (2013), “Constitutional Reasoning as Legitimacy of Constitutional Comparison,” German Law Journal, 14(8): 1466. ๔๙Ibid., p. 1477. ๕๐Arthur Dyevre and András Jakab, (2013), “Foreword: Understanding Constitutional Reasoning,” German Law Journal, 14(8): 983-984. ๕๑Ibid., pp. 986-1010.
กระบวนการสรา งรฐั ธรรมนูญภายใตแ นวคดิ รฐั ธรรมนูญนิยมในระบอบประชาธปิ ไตย ๘๙ ๓. วิธีพิจารณาท่ีการส่ือสารทางการเมือง (Political communication approach) โดยการเปรียบเทียบวาเหตุผลรัฐธรรมนูญเหมือนดาบและโลท่ีใชท้ังในทางรุกและรับมือปญหา โดยเฉพาะในสงั คมประชาธปิ ไตยทน่ี ักการเมอื งตอ งเสนอทางเลือกใหประชาชนโดยการสอ่ื สาร ทางการเมอื ง เหตผุ ลของรฐั ธรรมนูญจะมีผลตอ องคก รของรฐั ในทางปฏบิ ตั ิเปน เรอื่ งการเมือง ทจี่ ะเลอื กฝา ยทสี่ ง ตอ ไปสอู าํ นาจในคณุ คา ทป่ี วงชนเลอื ก แลว ศาลจะตอ งวางตวั อยา งไรจะเปน กลาง หรือไมในการใชกฎหมายหรือตองเลือกตอบสนองตอความตองการของสังคมก็ข้ึนกับ แตล ะสังคมที่จะตองอธบิ ายในจุดยืนทช่ี อบธรรมใหไ ด ๔. วิธีปทัสฐานทั่วไป (Normative approach) ท่ีเห็นชัดคือประเด็นขอพิพาท ฝายตุลาการกับฝายนิติบัญญัติในเรื่องรัฐธรรมนูญการเมือง (Political constitutionalism) ดเู หมือนฝายนิตบิ ญั ญตั ิท่ีประชาชนเลอื กมาจะเดนชดั ในการใหเหตผุ ลทางรัฐธรรมนูญ แตควร ตองหาสมดุลของเหตุผล โดยเหน็ วา สทิ ธิปจเจกชนขึ้นกบั สังคมทค่ี ุณคา ของประชาธิปไตยจะให ความหมาย ที่ดูเหมือนฝายนิติบัญญัติตองยึดกฎเกณฑปกครอง (Rules) มากกวาศีลธรรม (Morality) ในสังคมประชาธิปไตยการหาเหตุผลของรัฐธรรมนูญมีหลายมุมมอง การพิจารณา ควรดหู ลายเหตผุ ลทงั้ ในทางทฤษฎแี ละทางปฏบิ ตั ิ และทสี่ าํ คญั ทส่ี ดุ ตอ งอธบิ ายเพอ่ื เปด เผยถงึ เหตุผลทีแ่ ทจริงใหพลเมืองผูใ หก าํ เนดิ อาํ นาจเปนผูต รวจสอบการใชอ ํานาจ ในอกี มมุ มองของฝา ยรฐั ธรรมนญู นยิ มแบบไมเ ปน ลายลกั ษณอ กั ษรซงึ่ มองคลา ยกนั สกอตตเ หน็ วา การทาํ ใหร ฐั ธรรมนญู นยิ มของฝา ยกฎหมายกบั แนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มทางการเมอื ง แยกกันเปนส่ิงผิด ที่เริ่มตนอธิบายโดยการแบงแยกกฎหมายกับการเมืองไปสูแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยม แมวามีกลไกเหมือนกันในการใชรัฐธรรมนูญเพ่ือไปจํากัดอํานาจ การแยก รฐั ธรรมนญู นยิ มในบรบิ ทในเรอื่ งรฐั ธรรมนญู เหมอื นเปน ชน้ั ๆ ทต่ี า งกนั ในรฐั ธรรมนญู เดยี วกนั เปนส่ิงผิด๕๒ รัฐธรรมนูญนิยมตองปรับการแยกสองข้ัวนี้เพื่อใหมีความชอบธรรม ใหกลมกลืน สอดคลองกัน ความสัมพันธระหวางกฎหมายกับการเมืองภายในรัฐธรรมนูญท่ีตองการ ตรวจสอบสามฝา ยอาํ นาจและแนวคดิ ทว่ี า กฎหมายกบั การเมอื งจาํ เปน ตอ งเชอ่ื มภายใตร ฐั ธรรมนญู ประชาธิปไตยตองการใหกฎหมายเปนผลลัพธท่ีออกมาของกระบวนการทางการเมือง ปรากฏการณเ หลา นจ้ี ะแยกกนั ไมไ ด กฎหมายคอื การเมอื งและการเมอื งกค็ อื กฎหมาย เงอื่ นไข ๕๒Paul F. Scott, (2013), “(Political) constitutionals and (political) constitutionalism,” German law journal, 14(12): 2157.
๙๐ รัฐสภาสาร ปท ่ี ๖๘ ฉบบั ที่ ๒ เดือนมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ท่ีวางใหรัฐธรรมนูญนิยมเปนจริงไดคือรัฐธรรมนูญนิยมตองเปนปรากฏการณ ทั้งสองอยางน้ี เกดิ ขน้ึ และนาํ ไปสกู ารผสมกนั ของกฎหมายกบั การเมอื ง เพราะแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ มเพง่ิ เขา มา อยใู นทฤษฎรี ฐั ธรรมนญู เรมิ่ ตน โดยผกู โยงกบั การสรา งรฐั ชาติ (Nation-state) ทเี่ ปน มมุ มองแรก ในเรอื่ งเกย่ี วกบั อาํ นาจมหาชน (Public power) และการกระทาํ ภายใตร ฐั ธรรมนญู สรา งความสมั พนั ธ์ ระหวางรัฐธรรมนูญและการปกครองสรางปกครองโดยกฎหมายและสิทธิพื้นฐาน รัฐธรรมนูญนิยม จึงกลายมาเปนเครื่องมือทางรัฐธรรมนูญ (Feature of constitutions) ที่สัมพันธไปสูการใช อํานาจสาธารณะ๕๓ รัฐธรรมนูญนิยมจึงเปนมุมมองท่ีมีเหตุผลที่สถาบันปกครองตองยืนยัน การใชอ าํ นาจอยา งมเี หตผุ ล ปญ หาคอื ความไมต รงกนั ทเี่ ปน เงอื่ นไขจาํ เปน ของรฐั ธรรมนญู นยิ ม กับปรากฏการณอํานาจในทางการเมืองที่จําเปนตองเชื่อมระหวางอํานาจมหาชนกับ รฐั ธรรมนูญนยิ มใหไ ด การเชื่อมการใชอํานาจทางการเมืองกับกฎหมายภายใตแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม คอื การแปลงรูปไปมาระหวา งเหตผุ ลทางกฎหมายและเหตุผลทางการเมือง (Legal and political rationality) ทน่ี กั วชิ าการสว นใหญช อบมองแบบแยกสว น ในขณะทสี่ ว นนอ ยกย็ งั เหน็ การเชอื่ มโยง ที่ไมตรงกัน แกนกลางกฎหมายผูกกับกฎ (Rules) ท่ีเปนกลางเปนที่มาหลักความชอบดวย กฎหมายหรอื อาจผกู กบั กฎหมายเชงิ ศลี ธรรมทสี่ งู ขนึ้ ไป (Higher moral principle) ผกู กบั แบบแผน สทิ ธมิ นษุ ยชน (Human rights norm) และผลโดยกฎหมายทตี่ อ งชอบดว ยกฎหมาย ไมม ที ใี่ หเ นอ้ื หา ใหก บั รฐั ธรรมนญู ทางการเมอื ง (Politic constitution) ซง่ึ เปน เรอื่ งปรากฏการณ (Phenomenon) และอาจตรงกันขามกับความมีเหตุผลทางการเมือง ภาพของเหตุผลทางการเมืองไมมีอะไร มากไปกวา ตรรกทแ่ี ตล ะคนผกู กบั ตนเองในการตดั สนิ แตเ หตผุ ลทางกฎหมายแสดงใหเ หน็ ภาพ ไดงายกวาเหตุผลทางการเมืองและเห็นชัดแจงโดยตัวมันเอง๕๔ แตยังไมเพียงพอใชตัดสินได ท้ังปญหาความแตกตางในเหตุผลทางกฎหมายกับเหตุผลทางการเมืองก็ยังไมเพียงพอ ในการตดั สนิ เชน เดยี วกบั การอา งความเปน สถาบนั ถา บรบิ ทอยา งกวา งของสงั คมวทิ ยาการเมอื ง อยใู นกาํ มอื ศาลทเี่ พยี งแคถ ามและตอบคาํ ถามในทางกฎหมาย แมเ ปน สถาบนั ทเี่ หมาะสมทจ่ี ะทาํ เชน นน้ั แตข าดอาํ นาจทจี่ ะนาํ มาใชไ ด (Power of purse) จงึ ไมอ าจจดั การได การเมอื งคอื สงิ่ ทมี่ า เติมเต็มชองวางน้ี๕๕ กฎหมายกับการเมืองจะสงเสริมกันและกันมากกวาเปนลําดับช้ันเติมเต็ม ๕๓Ibid., pp. 2158-2159. ๕๔Ibid., p. 2169. ๕๕Ibid., p. 2165.
กระบวนการสรางรัฐธรรมนูญภายใตแ นวคดิ รัฐธรรมนญู นิยมในระบอบประชาธปิ ไตย ๙๑ ความแตกตางกันในหนาท่ี ไมใชวาฝายใดมีอํานาจเหนือกวาเพราะตางตองยืนยันในหนาท่ีตน พน้ื ฐานความไมเ หน็ ดว ยตอ งเปด กวา งระหวา งศาลทาํ และฝา ยการเมอื งทาํ เหมอื นการบรรจนุ า้ํ ท่ีอาจเปนทางเลือกของความยุติธรรมท่ีศาลและฝายอื่นอาจเอามาใชภาชนะแทนท่ีกัน ในทางแตกตางกันได แตปญหาบางอยางเปนวิกฤติของรัฐธรรมนูญนิยมทางการเมืองภายใต รัฐธรรมนูญการเมือง การจํากัดทางการเมืองดวยคุณธรรมโดยธรรมชาติของการเมือง อยา งเดยี วอาจออ นแอกวา การจาํ กดั โดยกฎหมาย แมม กี ารควบคมุ ทางพรรคการเมอื งและรฐั ภา เปนการจาํ กดั การใชอ าํ นาจแลว กต็ าม สกอตตเ ห็นวา รฐั ธรรมนญู นยิ มเปน ปรากฏการณคู (Dualist phenomenon) ท้ังเรอ่ื ง ใชอํานาจและจํากัดอํานาจ และเห็นวากฎหมายและการเมืองไมอาจแยกกันเพราะการเมือง ท้งั หมดกค็ อื กฎหมาย ในขณะทีก่ ฎหมายทั้งหมดก็คือการเมอื งดว ย การเมืองคือกฎหมายคอื มุมมองทางการเมืองของรัฐธรรมนูญเสรีประชาธิปไตยที่กระบวนการประชาธิปไตยใชกฎหมาย เปนตัวกําหนดรายละเอียดตาง ๆ จนถึงหลักการปกครองโดยกฎหมายท่ีมาจากการยินยอม ของสภา กฎหมายจึงกลายมาเปนกรอบและเปนเคร่ืองมือทางการเมืองโดยเฉพาะเพื่อการใช อํานาจรัฐธรรมนูญท้ังหมดจึงเปนกฎหมาย (All constitutions are legal) ที่ท้ังสองสภาตองดู ความชอบดวยกฎหมายดวยกระบวนการทํากฎหมาย รัฐธรรมนูญและการจํากัดอํานาจ สาธารณะจึงไปสูกระบวนการทางการเมืองโดยถูกทําเปนกฎหมาย๕๖ ในขณะเดียวกันกฎหมาย ทั้งหมดก็คือการเมือง กฎหมายโดยตัวมันเองจะแสดงวาแยกจากการเมืองไดหรือเม่ือแกนกลาง รัฐธรรมนูญนิยมทางกฎหมายใชสิทธิเปนหลุมหลบภัยพลเมืองท่ีใชฝายตุลาการมาตานอํานาจ ฝายอ่ืนมาจํากัดอํานาจทางการเมืองหรือองคกรทางการเมืองที่เจตนารมณประชาธิปไตย อาจถูกรวบรวมสะสมโดยกลไกประชาธิปไตยและกระบวนการประชาธิปไตยแตอาจถูกจํากัด โดยกฎหมาย กฎหมายจึงขวางการเคลอื่ นยายทางการเมือง เจตนารมณท างการเมอื งถกู จาํ กดั โดยกฎหมาย แตก ฎหมายอาจถกู เปลย่ี นโดยเจตนารมณท างการเมอื งไดด ว ยทฤษฎอี าํ นาจอธปิ ไตย ปวงชน (Popular sovereignty) กฎหมายจงึ ขึน้ อยกู บั อํานาจทางการเมอื ง แตน กั รฐั ธรรมนญู การเมืองยังเห็นวาแนวคิดสิทธิทางกฎหมายตองเปนกลไกแรกที่ตองถูกปกปอง แมสิทธิ ทางกฎหมายขึน้ กบั กฎหมายแตอ าจถูกเปล่ยี นดว ยกระบวนการทางการเมืองได๕ ๗ ๕๖Ibid., pp. 2180-2181. ๕๗Ibid., p. 2182.
๙๒ รัฐสภาสาร ปที่ ๖๘ ฉบบั ท่ี ๒ เดือนมนี าคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ๓. สรุป การกอ ตง้ั สงั คมการเมอื งของมนษุ ยเ พอื่ ใหส งั คมคงอยไู ดน นั้ ความเหน็ พอ งตอ งกนั ของปวงชนในสังคมเปนส่ิงสําคัญลําดับแรกนํามาสูประดิษฐกรรมทางสังคมท่ีเรียกกันวา รฐั ธรรมนญู ทนี่ อกจากเปน เครอื่ งมอื บรหิ ารจดั การอาํ นาจในสงั คมทต่ี อ มาเรยี กวา รฐั ธรรมนญู นยิ ม แลว รัฐธรรมนูญยังถูกใชเปนเปาหมายอุดมการณของสังคมดวย แตความแตกตาง ของแตละสังคมมนุษยนําไปสูความแตกตางในอํานาจของรัฐธรรมนูญ แมปจจุบันรัฐธรรมนูญ เปนเคร่ืองมือท่ีเปนสากลแลวก็ตาม ภาพในประวัติศาสตรมนุษยไดช้ีใหเห็นภาพการจัดทํา รัฐธรรมนูญเปนระลอกคลื่น รัฐธรรมนูญที่จัดทําก็มีจุดมุงหมายเดียวกันคือเพ่ือประโยชน ของมนษุ ยใ นสงั คมนน้ั แมส งั คมอน่ื อาจเหน็ แตกตา งกนั ไปกต็ าม ความแตกตา งในแตล ะสงั คมสง ผล ตอการจัดทํารัฐธรรมนูญแมมีจุดมุงหมายเดียวกันเพื่อประโยชนแกมนุษย ท่ีมนุษยแตละคน หรือปจเจกชนทางการเมืองมีความตองการที่แตกตางกันในความตองการ ความเช่ือ ความปรารถนาของตน ท้ังตองรวบรวมสิ่งเหลานี้กล่ันออกมาเปนส่ิงเดียวกันเปนรัฐธรรมนูญ จึงมิใชเรื่องงายที่รัฐธรรมนูญจะเปนท่ีพอใจแกทุกปจเจกชนท่ีแกงแยงเพ่ือประโยชนของตน นับต้ังแตเร่ิมจัดทํารัฐธรรมนูญผานกระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญไปสูการใชอํานาจสถาบัน การเมอื งจากรฐั ธรรมนูญเพอื่ ประโยชนข องตนผา นกระบวนการทางการเมอื งประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญนิยมกับการเมืองประชาธิปไตยจะตองไมใชเรื่องการแยกระหวาง การปกครองโดยกฎหมายกบั ประชาธปิ ไตย สง่ิ เหลา นม้ี จี ดุ มงุ หมายเดยี วกนั คอื ประโยชนข องมนษุ ย ในสงั คม ซึ่งเปนปญหาหลักคือมมุ มองที่แตกตางกันของประโยชนของมนุษยทมี่ ีอิทธิพลนับแต การเริ่มทํารัฐธรรมนูญ แลวตอมาสงผานกระบวนการประชาธิปไตยมาสูการใชอํานาจตาม รัฐธรรมนูญเพ่ือปกครองใหเกิดประโยชนแกมนุษยในสังคม อาจเปนประเด็นวาประโยชน ของปจเจกชนหรือของกลุม สถาบัน ใครสําคัญกวากันที่กอใหเกิดมุมมองท่ีแตกตางกัน ในการใชอ าํ นาจตามรฐั ธรรมนญู การบรหิ ารจดั การอาํ นาจตามรฐั ธรรมนญู ทเี่ รยี กวา รฐั ธรรมนญู นยิ ม ก็ยังมีความเห็นที่ตางกันที่จะควบคุม จํากัดหรือทําใหสํารวมเพราะมีการเช่ือมโยงให รัฐธรรมนูญมีชีวิตจริงดวยการเชื่อมตอกับการเมืองประชาธิปไตยท่ีตองสอดคลองตองกัน แมม กี ารเสนอความเชอ่ื มโยงโดยใหป ระชาธปิ ไตยเปน สถาบนั ทางกฎหมายหรอื การใหส ทิ ธมิ นษุ ยชน เปนสถาบันกฎหมายที่พยายามเช่ือมอุดมการณประชาธิปไตยที่ตางกันใหเปนจุดรวมเดียวกัน ภายใตรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตย แตคงเปนเรื่องไมงายเพราะความแตกตางกัน ในแตละสังคมมีมากมาย แมแตละสังคมตองการรัฐธรรมนูญใหเปนดุจแสงตะวันที่สาดแสง แตม ใิ ชเ พยี งแสงขน้ึ ๆ และตกๆ ทบ่ี างครงั้ กท็ าํ ใหม นษุ ยใ นสงั คมอบอนุ บางครง้ั กท็ าํ ใหม นษุ ย ในสังคมหนาวเหนบ็
กระบวนการสรางรฐั ธรรมนูญภายใตแนวคดิ รฐั ธรรมนญู นิยมในระบอบประชาธปิ ไตย ๙๓ บรรณานกุ รม Ackerman, Bruce. (1996). The rise of world constitutionalism. Virginia law review. 83(4): 1-15. Dyevre, Arthur and András Jakab. (2013). Foreword: Understanding Constitutional Reasoning. German Law Journal. 14(8): 983-1016. Elster, Jon. (1995). Forces and mechanisms in the constitution-making process. Duke law journal. 45: 364-369. Frank, Jill. (2007). Aristotle on Constitutionalism and the Rule of Law. Theoretical Inquiries in Law. 8(1): 37-50. Ginsburg, Douglas H.. (2003). On constitutionalism. 2002-2003 Cato Supreme Court review. 7: 7-15. Habermas, Jürgen. (2001). “Constitutional democracy: A paradoxical union of contradictory principle?.” Political theory. 29(6): 766-781. Lachmayer, Konrad. (2013). Constitutional Reasoning as Legitimacy of Constitutional Comparison. German Law Journal. 14(8): 1463-1492. Law, David S. and Mila Versteeg. (2011). The evolution and ideology of global constitutionalism. California law review. 99(5): 1163-1187. Liolos, John. Erecting New Constitutional Cultures: The Problems and Promise of Constitutionalism Post-Arab Spring. (2013). Boston College International & Comparative Law Review. 36 Issue 1: 219-254. Schaffar, Wolfram and Ralph Guth. (2013). Constitutionalism in Thailand: Key questions of an on-going research.” ASEAS-Austrian journal of South-East Asian studies. 6(1): 183-187. Scott, Paul F.. (2013). Political) constitutionals and (political) constitutionalism. German law journal. 14(12): 2157-2183. Tushnet, Mark V.. (2003). A new constitutionalism for liberal?.” New York university review of law & social change. 28: 357-360.
๙๔ รัฐสภาสาร ปท่ี ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดอื นมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ Tushnet, Mark V.. (2006). Popular constitutionalism as political law.” Chicago-Kent law review. 81: 991-1006. Waldron, Jeremy. (2012). Constitutionalism: A Skeptical View. NYU School of Law, Public Law Research Paper No. 10-87. Available at SSRN: https://ssrn.com/abstract= 1722771 (2019, May 1). Waluchow, W. J.. (2013). Constitutional rights and democracy: A reply to professor Bellamy. German law journal. 14(8): 1039-1051.
หลกั การพน้ื ฐานภายใตเ สาการเมอื งและความมน่ั คงอาเซยี น ๙๕ หลกั การพน้ื ฐานภายใตเ สาการเมอื งและความมน่ั คงอาเซยี น* ปวริศร เลศิ ธรรมเทว*ี * บทนาํ กลาวถึงเรื่องการรวมกลุมกันของบรรดารัฐสมาชิกอาเซียนซ่ึงกลายเปน ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) สมควรท่ีจะตองทําความเขาใจประชาคมการเมือง และความมน่ั คงอาเซยี น (ASEAN Political-Security Community: APSC) ซง่ึ เปน หนงึ่ ในสามเสาหลกั (Three Pillars) นอกเหนือจากประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี น (ASEAN Economic Community: *บทความน้ีมีท่ีมาจากโครงการศึกษาวิจัย เร่ือง “องคกรวินิจฉัยความชอบดวยรัฐธรรมนูญ: ศกึ ษาเปรยี บเท*ีย*Pบhใ.นDก.ล(Lมุ oปnรdะoเnท);ศอภาาเคซวยี ิชนา”กฎ(สหนมบั าสยนเพนุ อ่ืทกนุ าวริจพัยฒั โดนยาสมําหนาักวงทิานยาศลาัยลรราฐั มธครราํ มแนหญูง )
๙๖ รัฐสภาสาร ปที่ ๖๘ ฉบับท่ี ๒ เดือนมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC) เปน ลาํ ดับแรก โดยประชาคมการเมอื งและความมั่นคงอาเซียนมีเปา ประสงคท สี่ ําคัญ คอื (๑) การเปน นติ ปิ ระชาคมที่มธี รรมเนียมและคานยิ มรว มกัน (๒) การเปน ภมู ิภาคท่ีมคี วาม แนบแนน มีสันติและเสถียรภาพที่รับผิดชอบตอความมั่นคงรวมกัน และ (๓) การเปน ภมู ภิ าคทม่ี พี ลวตั ร ใสใ จตอ โลกภายนอกทมี่ แี นวโนม ของการรวมตวั ระหวา งกนั ตลอดจนพงึ่ พากนั และกันมากขึ้น โดยมีกรอบความตกลงหลายฉบบั ครอบคลุมกิจกรรมทางดานความสมั พันธ ระหวางประเทศของบรรดาประเทศสมาชิกเพ่ือขับเคลื่อนใหการรวมกลุมทางการเมืองและ ความม่ันคงในภูมิภาคอาเซียนดําเนินไปถึงเปาประสงคดังกลาว และทําใหบรรดาสมาชิก ทง้ั ๑๐ ประเทศ รวมทงั้ ประเทศไทยจะตอ งยดึ มนั่ ตามกรอบกตกิ าทป่ี รากฏภายใตเ สาการเมอื งและ ความมน่ั คงแหง อาเซยี น การทาํ ความเขา ใจเสาหลกั ดา นการเมอื งของอาเซยี นยงั มหี ลกั การพนื้ ฐาน (Principles) ภายใตประชาคมการเมืองและความมั่นคง ซ่ึงเปนหัวใจสําคัญของการรวมกลุม ทางการเมืองของบรรดารฐั สมาชิกอาเซยี น ฉะน้นั จงึ มีความจําเปนที่จะตอ งกลา วถึงหลกั การ พ้ืนฐานภายใตเสาการเมืองและความมั่นคงอาเซียน โดยมาตรา ๑ แหงกฎบัตรอาเซียน ไดกําหนดใหรัฐสมาชิกพิจารณาถึงหลักการแวดลอมที่มีความสัมพันธกับเรื่องน้ัน ๆ๑ มิฉะน้ัน จะถือวาเปนการละเมดิ พนั ธกรณีตามกฎบัตรอยา งรา ยแรง (Serious Breach)๒ หลกั การพนื้ ฐาน ทป่ี รากฏภายใตเ สาการเมอื งและความมนั่ คงอาเซยี นทเี่ กยี่ วขอ งในเรอ่ื งนมี้ ี ๔ ประการ๓ กลา วคอื ๑In pursuit of the Purposes stated in Article 1, Article 2 of the ASEAN Charter, adds that “ASEAN and its Member States reaffirm and adhere to the fundamental principles contained in the declarations, agreements, conventions, concords, treaties and other instruments of ASEAN”. [emphasis added]. ๒Ibid, art. 5(3), entitled “Rights and Obligations,” provides that “1. Member States shall have equal rights and obligations under this Charter. 2. Member States shall take all necessary measures, including the enactment of appropriate domestic legislation, to effectively implement the provisions of this Chater and to comply with all obligations of membership. 3. In the case of a serious breach of the Charter or non-compliance, the matter shall be referred to Article 20” [emphasis in original]. ๓หลักการพื้นฐานของอาเซียนท่ีเกี่ยวของกับประเด็นการวิจัยปรากฏอยูในหลักการและเหตุผล ตามมาตรา ๑ กฎบตั รอาเซียน, Ibid, art. 1(7), which declares that “The purposes of ASEAN are […] To strengthen democracy, enhance good governance and the rule of law, and to promote and protect human rights and fundamental freedoms, with due regard to the rights and responsibilities of the Member States of ASEAN” [emphasis added].
หลกั การพน้ื ฐานภายใตเ สาการเมอื งและความมนั่ คงอาเซยี น ๙๗ (๑) หลักการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย๔ (๒) หลักนิตธิ รรม๕ (๓) หลักธรรมาภบิ าล๖ และ (๔) หลกั การคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชน๗ ดว ยเหตนุ ้ี ไทยและรฐั ประชาคมอาเซยี นจะตอ งนาํ หลกั การ ดังกลาวไปปรับใชในการปกครองและการบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพ่ือใหแตละรัฐสมาชิก มีมาตรฐานและพัฒนาการในเรื่องความยุติธรรมระดับเดียวกันจนสามารถพัฒนาไปสูความ รวมมือระดับภูมิภาคท่ีกอใหเกิดศาลสิทธิมนุษยชนอาเซียนได หลักการพ้ืนฐานภายใต เสาการเมืองและความมั่นคงแหง กฎบัตรอาเซียนทั้ง ๔ ประการ มสี าระสําคัญดงั ตอไปนี้ ๑. หลกั การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย (Democracy) หลักการพื้นฐานท่ีถือเปนวัตถุประสงคสําคัญตามกฎบัตรอาเซียนคือการสงเสริม ใหรัฐสมาชิกอาเซียนมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมาตรา ๑(๗) แหงกฎบัตร อาเซียนแสดงอยางชัดแจงวา “วัตถุประสงคสําคัญประการหนึ่งของการรวมตัวกันเปนรัฐ ประชาคมอาเซยี นคอื การเสรมิ สรางการปกครองตามหลักการแบบประชาธิปไตย”๘ คําวา “ประชาธิปไตย” เปนคําท่ีมีการกลาวถึงมากที่สุดเมื่อเก่ียวของกับประเด็น การเมืองการปกครอง แตยังมิไดมีนิยามไวอยางชัดแจง๙ และกฎบัตรอาเซียนเองก็มิได ใหคํานิยามวาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐสมาชิกจะตองดําเนินการมีลักษณะและ สาระสาํ คัญอยางไรแตกตางจากบทบญั ญตั ิอื่นๆ อาทิ หลกั การพฒั นาท่ยี ่ังยืน๑๐ เปน ตน ๔Ibid, art. 2(h) states that “ASEAN and its Member States shall act in accordance with the principle of democracy and constitutional government ...” [emphasis added]. ๕Ibid, art. 2(h) states that “ASEAN and its Member States shall act in accordance with the principle of the rule of law ...” [emphasis added]. ๖Ibid, art. 2(h), states that “ASEAN and its Member States shall act in accordance with the principle of good governance ...” [emphasis added]. ๗Ibid, art. 2(i), states that “ASEAN and its Member States shall respect for fundamental freedoms, the promotion and protection of human rights ...” [emphasis added]. ๘Charter of the Association of Southeast Asian Nations, art. 1(7), opened for signature 20 November 2007 (entered into force 15 December 2008) (ASEAN Charter). ๙Bernard Crick, Democracy: A Very Short Introduction (Oxford: Oxford University Press, 2002) 1. ๑๐อาเซียนใหการรับรองหลักการพัฒนาท่ียั่งยืนไววาเปนการคุมครองสิ่งแวดลอมและการรักษา ทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยา งยง่ั ยนื รวมทง้ั หมายถงึ การสงวนรกั ษามรดกทางวฒั นธรรมและคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ขี องคน ในภูมภิ าคอาเซียน ตามมาตรา 1(9) ซึง่ บญั ญตั วิ า “To promote sustainable development so as to ensure the protection of the region’s environment, the sustainability of its natural resources, the preservation of its cultural heritage and the high quality of life of its peoples” [emphasis in original].
๙๘ รัฐสภาสาร ปที่ ๖๘ ฉบับที่ ๒ เดอื นมีนาคม-เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓ ประเด็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามกฎบัตรอาเซียนจึงเปนประเด็น ท่ียังมิไดมีการนิยามไวอยางชัดแจง (Undefined Terms) กรณีน้ีจึงตองอาศัยหลักการตีความ อนุสญั ญากรงุ เวยี นนาวาดว ยการตคี วามสนธสิ ญั ญา (Vienna Convention on the Law of Treaties: Vienna Convention)๑๑ มาตรา ๓๑ แหง อนสุ ญั ญากรงุ เวยี นนาฯ วางหลกั ไวว า “บทบญั ญตั ิ ของกฎหมายระหวา งประเทศท่ีมิไดมีการนยิ ามไวใหต ีความตามหลกั สจุ ริต (Bone Fide) และ ตีความตามหลักการและเหตุผลของสนธิสัญญาดังกลาว”๑๒ หลักการและเหตุผลของกฎบัตร อาเซยี นปรากฏในมาตรา ๑ และ ๒ ดงั นี้ มาตรา ๑ “ความมุง ประสงค” ความมงุ ประสงคข องอาเซียนคือ ๑. เพอื่ ธาํ รงรกั ษาและเพมิ่ พนู สนั ตภิ าพ ความมนั่ คง และเสถยี รภาพ กบั ทง้ั เสรมิ สรา ง คณุ คาทางสนั ติภาพในภมู ิภาคใหม ากข้นึ ๒. เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวยืดหยุนสูสภาวะปกติของภูมิภาค โดยการสงเสริมความรวมมือดานการเมือง ความม่ันคง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม ใหแ นน แฟน ยงิ่ ขนึ้ ๓. เพ่ือธํารงรักษาเอเชียตะวันออกเฉียงใตใหเปนเขตปลอดอาวุธนิวเคลียรและ ปราศจากอาวธุ ท่ีมอี านภุ าพทาํ ลายลางสูงอนื่ ๆ ทุกชนิด ๔. เพอื่ ทาํ ใหแ นใ จวา ประชาชนและรฐั สมาชกิ ของอาเซยี นอยรู ว มกบั ประชาคมโลกได โดยสนั ตใิ นสภาวะทเี่ ปนธรรม มปี ระชาธิปไตยและมีความปรองดองกัน ๕. เพื่อสรางตลาดและฐานการผลิตเดียวที่มีเสถียรภาพ ม่ังคั่ง มีความสามารถ ในการแขง ขนั สูง และมีการรวมตวั กนั ทางเศรษฐกิจซ่งึ มีการอาํ นวยความสะดวกทางการคาและ การลงทุนอยางมีประสทิ ธิภาพ โดยมกี ารเคลอื่ นยายอยางเสรีของสินคา บริการ และการลงทนุ การเคลอื่ ยยา ยทีไ่ ดร ับความสะดวกของนกั ธรุ กิจ ผูป ระกอบวชิ าชพี ผูมคี วามสามารถพเิ ศษและ แรงงาน และการเคล่อื นยายอยางเสรียงิ่ ขึน้ ของเงินทนุ ๖. เพ่ือบรรเทาความยากจนและลดชองวางการพัฒนาภายในอาเซียนโดยผาน ความชว ยเหลอื ซง่ึ กันและกันและความรวมมอื ๑๑Vienna Convention on the Law of Treaties, opened for signature 23 January 1969, 1155 UNTS 331 (entered into force 27 January 1980) (Vienna Convention). ๑๒Ibid, art. 31.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118